580814_ธรรมาธรรมะสงคราม ยอดนิยายของโลกที่ไขความเป็นมนุษย์ ๑ (คลิกชื่อเพื่อดาวโหลดเอกสาร) , คลิกที่นี่เพื่อดาวโหลดเสียง

พ่อครูว่าวันนี้อาตมาจะได้เอาหนังสือเล่มใหม่ที่เขียน มาอ่านให้พวกเราฟัง ทุ่นเวลาพวกเราด้วย ก่อนจะได้อ่านก็มี sms มาอ่านก่อน

0893867xxx ถ้าความเลื่อมใสอันบริบรูณ์เป็นธรรม10ประก.ของภิกษุฯพละ5ก็เป็นธรรมอันเป็น กำลังของฆราวาสใช่ไหม?

ตอบแน่นอนใช้ เพราะกำลังความควบแน่นของพลังธรรมะ มันเกิดจริงจากการเรียนรู้กรรม ๓ ฝึกปฏิบัติสั่งสม มีของจริง กรรมเป็นอันทำ ใครเข้าใจซาบซึ้งจะไม่ประมาทว่า ผู้ที่ทำกรรมอะไรก็รู้สึกว่า นี่กรรมนะ เป็นอธรรมสั่งสมเป็นกรรมของตน เราต้องรับมรดกกรรมของตนนะ ไม่ระเหย ไม่ระเหิดนะ ตามเราไปจนปรินิพพานเลยนะ เราเองจะกั้นอกุศลกรรมที่ติดตามเราได้อย่างไร พระพุทธเจ้ามีวิธีครบสมบูรณ์

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ผู้มีศีลบริบูรณ์จึงมีศรัทธาบริบูรณ์ แล้วถึงจะเป็นพหูสูตรบริบูรณ์ แล้วจะเป็นพระธัมมกถึกบริบูรณ์ แล้วก็เนื่องต่อไปอีกสามารถที่จะบรรยายกับหมู่กลุ่มสังคมได้ เผยแพร่ให้ผู้อื่นได้รับรู้เห็นจริงว่าเราทำมาก่อน สอนผู้อื่นจึงไม่มัวหมอง จนแกล้วกล้าอาจหาญแสดงธรรมได้อย่างมีอนุโลมปฏิโลม มีสัปปุริสธรรม ๗ กับหมู่ใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ เราจะทรงวินัยมากขึ้น จิตเราจะเป็นจิตที่มีความสงัดตลอดไป บริบูรณ์ ได้โดยไม่ยากไม่ลำบากในฌานทั้ง ๔ เชี่ยวชาญแคล่งคล่อง มีเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติอันหาอาสวะไม่ได้ นั่นคือความศรััทธา ๑๐ ประการ ก็ทำให้พละ ๕ อย่าว่าแต่ของภิกษุเลย แม้ฆราวาสก็ได้ผลเหมือนภิกษุ เป็นแต่เพียงว่าผู้มาบวชมาอยู่ในหมู่มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี ส่วนฆราวาสก็จะเจือปนกับคนทั่วไป มาบวชแล้วก็เหมือนมีทางบริสุทธิ์ดุจสังข์ขัด มีคนช่วย มีสัปปายะ ๔

ถ้าจะว่าไปแล้วฆราวาสโจทย์เยอะกว่าภิกษุ ถ้าบรรลุธรรมจะแข็งแรงกว่าภิกษุด้วย

0893867xxx พละ5อันมีศรัทธาวิริยะสติ สมาธิปัญญาเป็นอินทรีย์5คือธรรมอันเป็นใหญ่ในหน้าที่ของอุบาสกอุบาสิกาใช่ไหม?

ตอบปัญญาเป็นยาดำที่แทรกอยู่ทั่ว และไม่ใช่แต่ของนักบวช ของฆราสก็เช่นกั

0893867xxx ผู้น้อยสงสัยอีกแหละ!พระ สูตรทั้งหลายในพระตปฏ. จริงๆแล้วเป็นธรรมะสำหรับภิกษุฤาฆราวาสญาติโยม?

ตอบไม่ละเว้นว่าจะเป็นฆราวาสหรือญาติโยม ถ้าใส่ใจก็ศึกษาได้เป็นของกลางเลย คัดมาทำให้ตรงกับภูมิของตน แล้วจะได้ดี

0893867xxx พระตปฏ.บางข้อบัญญัติ ไว้สำหรับภิกษุแต่เป็นธรรมะที่มีปย.ต่อฆราวาสญาติ ธรรมเอามาใช้ฝึกปฏิบัติ ธรรมจะเป็นอะไรไหม?

ตอบมันก็จะเจริญ ดีไม่ดีเป็นอรหันต์ได้ แต่ต้องให้เหมาะสมกับฐานะของเรา จะฝึกสัปปุริสธรรมได้มากกว่าเป็นภิกษุด้วยซ้ำไป

0893867xxx ผู้น้อยกราบขออภัยที่มีโทษวิจิกิจฉา5อยู่เรื่อย

0857308xxx การปฏิบัติธรรม=ผัสสะ_เกิดเวทนา_ใช้สูตรต่างๆในการลดละ ตัดกิเลส_เกิดวิโมกข์8 วิมุติ_สมาธิ_นิพพาน พอจะถูกไหมคะ

ตอบถูกต้อง

0837277xxx ขอกราบคารวะพระผู้ปฎิบัติดีปฎิบัติชอบทุกรูปทุกนาม

0893867xxx พระอรหันต์จี้กงแสร้งทำเป็นวณิพกขี้เมาลวงตาเวไนยสัตว์!มีแต่ผู้ปฏิบัติธรรมเท่า นั้นที่รู้ว่าในขวดน้ำเต้าที่ ท่านดื่มเป็นน้ำอมฤตไม่ใช่ น้ำเมา!

ตอบต้องเข้าคบคุ้นกับท่านถ้าคนมีปัญญาจะรู้ว่าท่านเป็นอรหันต์ แต่ว่าพระที่เขาว่าเป็นอรหันต์ แต่ว่าติดน้ำหวานน้ำเปรี้ยว เราก็รู้ว่าไม่เป็นอรหันต์

0837277xxx อยากให้พ่อครูอธิบายอุปักกิเลส10ในหนังสือทางเอกและวิสุทธิ7 อยากฟังอยากรู้มากๆครับ

ตอบอุปักกิเลส ๑๐ มี โอภาส ปีติ ญาณ ปีติ ปัสสัทธิ สุข อธิโมกข์ ปัคคาหะ อุปัฏฐาน อุเบกขา นิกันติ

ในความหมายของมันก็คือ ผู้ปฏิบัติธรรม แม้ในเรื่องของฌาน สมาธิ แล้วเกิดอุปกิเลส ที่เป็นฌานหลับตาก็มีสิ่งเหล่านี้ แม้ฌานพุทธก็มีสิ่งเหล่านี้ได้เช่นกัน ยิ่งฌานนั่งหลับตายิ่งมีมากกว่า อาตมาว่า อรรถกถาจารย์จะไปเห็นอุปักกิเลส ๑๐ แบบมิจฉาทิฏฐินั่งหลับตาหรือเปล่า

ถ้าปฏิบัติสัมมาทิฏฐิแล้ว โอภาสไม่ได้หมายถึงแสงสว่างเป็นรูปร่างแสงสี แต่ว่าเป็นปัญญา ยิ่งปฏิบัติได้ก็มีปีติ ฟูใจ ถ้าไม่ได้มีสัมมาทิฏฐิจะยึดอยู่ในภูมินี้ ติดแล้วมีปีติมากขึ้นๆ รู้สึกดีแล้วยึดมั่นถือมั่น หากไม่ได้ก็ไม่ยอม ต้องเอาให้ได้ ได้แล้วก็มีปีติ เป็นอุพเพงคาปีติ เป็นพิษภัยต่อชีวิต ดีไม่ดี ดีใจจนช็อคตายเลยก็ได้ มีอาการวิปริต ต่างๆ

ญาณ ปฏิบัติก็จะได้ญาณได้ความรู้ แล้วก็จะสงบ ปัสสัทธิ สายมิจฉาทิฏฐิก็สงบนิ่ง สายพุทธจะรู้ว่ากิเลสสงบ สายนั่งหลับตาก็เกิดนึกคิดอะไรได้เร็ว เพราะจิตไม่มีอะไรกวน ว่าง ขบคิดก็มีประสิทธิภาพสูงก็หลงว่าอันนี้เป็นญาณปัญญา

อธิโมกข์ คือจิตโน้มไปสู่ความหลุดพ้น แต่มิจฉาทิฏฐิก็โน้มออกไปจากผลที่สัมมา ก็ออกนอกไปเรื่อยๆ แต่ถ้าสัมมาก็จะเข้าสู่ความหลุดพ้น แต่ถ้าไปติดก็จะไม่หลุดพ้น ต้องเพียร คือปัคคาหะ แต่ต้องเพียรให้พอดีไม่เสีย ต้องประมาณให้ดี คือเรียกว่าใช้อุปปัฏฐาน คือต้องรู้ฐานะที่เกิด เขาแปลอุปปัฏฐานว่า สติชัด สติแก่กล้า

อุเบกขามิจฉาทิฏฐิก็จะได้แค่เฉยๆ ว่างไป กลายเป็นเฉยเด๋อ เฉยขาเก แต่ของพุทธเฉยอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่โน้มไปหาอกุศล เป็นความกลาง อุเบกขา จิตไม่อคติส่วนไหน โน้มไปด้านใดที่ดีก็ได้ แต่พอไม่เข้าใจอุเบกขาสมบูรณ์ไปติดแค่นี้ ไม่เข้าใจว่าอุเบกขาก็เจริญได้ ในคุณสมบัติอุเบกขา ๕ ประการ เราเจริญด้วยการเราไม่พักเราไม่เพียร แม้จะบรรลุแล้วก็เจริญได้อีก คำว่าเจริญเราก็จบกิจ พระอรหันต์จบกิจที่ละกิเลส แต่ไม่ใช่ว่าไม่ต้องศึกษาอีก ก็ใช่ กิจที่ต้องล้างกิเลสตนก็หยุดจบ แต่ก็ต้องศึกษาเพื่อช่วยคนอื่นได้อีก โลกวิทู โลกานุกัมปา โลกุตรจิตก็แข็งแรงขึ้น จนกว่าจะเป็นพระพุทธเจ้านั่นแหละ

นิกกันตะ แปลว่า ความติดใจพอใจ ไปติดในข้อไหนใน ๙ ข้อนี้เป็นนิกกันติหมด

ต่อไปก็เข้าสู่ ยอดนิยายของโลกที่ไขความเป็นมนุษย์

อธิบายชื่อก่อน นิยายนิทาน สมัยพระพุทธเจ้าเรียกชาตกะหรือชาดกคือสิ่งที่แต่ละชาติของคนเกิดมามีเรื่องราวแต่ละตอนของเรา แยกแยะไป นิทานหรือนิยาย อาตมาไม่ใช้คำว่า นวนิยาย เขาเอาคำว่านวมาเติมให้เท่ คำว่า นว คือใหม่ ให้หรูหรา

ยอดนิยายของโลกคือเรื่องราวของคนทุกคนที่ไขความเป็นมนุษย์ของทุกคน แต่ละคนก็มียอดนิยายของตน คนอื่นก็ศึกษาเพ่ิม แต่จริงๆต้องแก้ไขนิยายของคน

ยอดนิยายของโลก

ที่ไขความเป็นมนุษย์

***

[เริ่มเขียนเสาร์ที่ ๒๕ เม.. ๒๕๕๘]

() นิยายคือ อะไร? ใครเป็นผู้เขียนบท?

ใครบ้างเอ่ยที่ได้ยินมา หรือได้ซาบซึ้งกับประโยคที่ว่า

โลก คือ ละคร

ชีวิต คือ ละคร

ซึ่ง..ละคร ก็คือ นิยาย นั่นเอง

โลกก็ดี ชีวิตก็ดี จึงคือ นิยาย ทั้งนั้น

ที่พูดมาข้างบนนั้นมันก็จริงที่สุด

แล้ว ละครคือ อะไร? “นิยาย” คือ อะไร?

ถ้าสรุปง่ายๆว่า นิยายของใคร ก็คือ ชีวิตของคนแต่ละคน ที่เป็นเรื่องเป็นราว ดำเนินไปอยู่ในโลก

แล้วใครล่ะ ที่เป็นผู้เขียนบท หรือกำหนดชีวิตเรื่องราวของมนุษย์แต่ละคนให้ดำเนินไปอยู่ในโลก………???

[ต่อจากตรงนี้ไป เป็นคำวิจัยเพื่อการศึกษาเท่านั้น ขออภัยอย่างยิ่ง ถ้าท่านผู้ใดจะรู้สึกว่า มีเชิงลบหลู่อะไรประมาณนั้นเกิดขึ้น ขอยืนยันว่าคำวิจัยต่อไปนี้เพื่อความรู้อย่างจริงใจบริสุทธิ์ใจ ไม่มีเชิงลบหลู่ใครผู้ใดแม้แต่น้อย โดยเฉพาะ พระเจ้าเพราะอาตมาเคารพ ความเป็นพระเจ้าอย่างสูงสุด และเคารพบูชา พระเจ้ายิ่ง ด้วยความรู้ที่เข้าใจจริงและจริงใจอยู่

ทุกเวลา ไม่เว้นวินาทีเลย

นี่เป็น ความจริงที่อาตมาเชื่อมั่นจึงพูดออกมาเช่นนี้ แต่ไม่มีสิทธิ์เลย ที่จะบังคับให้ใครเชื่อ และเชื่ออย่างยิ่งว่าคงจะมีคนไม่เชื่ออาตมาอยู่ไม่น้อย เพราะสิ่งที่จะยืนยันภาวะที่จะกล่าวถึงนี้ มันไม่ง่ายเลยที่คนจะเชื่อ]

() อำนาจสูงสุดเป็นของ พระเจ้าจริงหรือ?

ผู้กำหนดชีวิตคนแต่ละคน คือใคร?

จริงหรือ ที่เชื่อกันว่า คือ พระเจ้าหรือ พระพรหม” หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างนั้นอย่างนี้ เป็นผู้กำหนด

ศาสนาที่นับถือ เทวนิยมก็เชื่อยิ่งและยืนยันแน่มั่นเด็ดเดี่ยวว่า พระเจ้าเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดที่เป็นผู้เขียนบทหรือกำหนดชีวิตให้เกิดนิยายของมนุษย์ทุกผู้ทุกคนในโลก

ไม่ใช่เพียงแต่ความเป็นมนุษย์เท่านั้น พระเจ้าสร้างโลกทุกดวง พระเจ้าเป็นผู้สร้าง เป็นผู้กำหนดทุกสรรพสิ่งใน มหาจักรวาล ตามแบบที่พระเจ้าต้องการแต่ผู้เดียวด้วย

และใครก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะขัดพระประสงค์ หรือบังอาจบงการพระเจ้า อำนาจสูงสุดอยู่ที่ พระเจ้าทั้งหมด นิรันดร

มนุษย์จึงจะต้องเป็น และมีหน้าที่ทำตามพระเจ้าเท่านั้น

เพราะพระเจ้าคือ ผู้ลิขิตทุกสรรพสิ่งแต่ผู้เดียว

เมื่อพระเจ้าคือ พระพรหม ทุกสรรพสิ่งในโลกใน

มหาเอกภพจึงเป็นของพระเจ้า และมี พระพรหมลิขิตแต่เพียงผู้เดียว

นี้คือ ฐานะของผู้มีความเชื่อแบบ เทวนิยม

() ต้องขอ อภัยอย่างสูงสุดในการวิจัยทั้งหมดต่อไปนี้

อาตมากำลังจะ วิจัยสัจธรรมด้วยความบริสุทธิ์ใจจริงๆตามภูมิปัญญาของอาตมาเท่าที่ตนเองมี และตั้งใจมุ่งหวังเพื่อแจกแจง เพื่อค้นคว้าเหตุผลในการศึกษาหาความรู้และพิสูจน์เข้าไปให้ถึงความจริงกันให้ได้ให้มากที่สุดด้วยเจตนาดีปรารถนาดี อาตมาจะพยายามที่จะให้สุภาพที่สุด เท่าที่อาตมาจะพากเพียรอุตสาหะทำได้

เพราะอาตมาไม่มีเจตนาจะลบหลู่ ดูถูกดูแคลน ข่ม เบ่งกดขี่ย่ำยีหรือมีจิตที่เป็นเชิงยกตนข่มท่านซึ่งเป็น ความรู้สึกต่ำทรามอย่างนั้นแต่อย่างใดเลยแม้แต่นิดน้อย

ขอเถิด แม้ใครๆก็อย่าได้มี ความรู้สึกดังกล่าวนั้นเลย

ความมุ่งมั่นของอาตมานั้นตั้งใจจะแสดงความรู้ เหตุผล หลักฐาน วิชาการให้เห็นแง่เชิงของ ความเห็นของอาตมาว่า อาตมา เห็นอย่างนี้จริงๆ ซึ่ง ขัดแย้งหรือ เห็นต่างกับความเห็นของ

ชาว เทวนิยมแน่นอนที่สุด

เพราะ เหตุนิทานสมุทัยปัจจัยของฝ่ายเทวนิยม กับฝ่ายอเทวนิยมนั้นต่างกันโดยปรมัตถสัจจะอย่างสิ้นเชิง

ที่สำคัญก็คือการวิจัยนี้อาตมาในฐานะที่เป็น พุทธ๑๐๐ % ย่อมจะมองเห็นความเป็น อเทวนิยมที่เป็นทิฏฐิของชาวพุทธนั้นถูกต้องสูงกว่าสัมมาทิฏฐิกว่า หรือเหนือกว่า เทวนิยมแน่ยิ่งกว่าแน่

ดังนั้น ยิ่งอ่านก็ยิ่งจะทำให้เกิดความรู้สึกว่า มีเชิงข่ม มีเชิงลบหลู่ มีเชิงดูถูกดูแคลน ขึ้นมาได้

ก็จึงต้องเกริ่นกล่าว ขอความเห็นใจในกรณีนี้ หากพึงจะเกิดกับผู้ใด ก็กราบขออภัยอย่างสูงอย่างมากจริงๆ

มันคงเลี่ยงไม่ได้ที่จะไม่ให้เห็นความแตกต่างข้อแตกต่าง และที่สำคัญยิ่งก็คือ การชี้ว่าส่วนใดดี ส่วนใดไม่ดี อย่างใดสูงอย่างใดต่ำ แม้จะดีกว่ากันมากดีกว่ากันน้อย สูงกว่ากันมากสูงกว่ากันน้อยก็จำเป็นที่จะต้องสาธยายไว้ในที่นี้ด้วย จึงเป็นความจำเป็นเหลือเกินที่จะต้องกราบขอภัยอย่างจริงใจที่สุด

กรุณาถือเสียว่า เป็นไปเพื่อ การศึกษาด้วยเถิด

() พระเจ้าริบความเป็น อิสระของมนุษย์หมดสิ้น

อาตมาขออนุญาตบรรยายและวิจัยต่อไปเถิดนะ

ดังนั้น เมื่อชาวเทวนิยมที่นับถือพระเจ้าพระพรหม หรือพระเจ้าในชื่ออื่นอีกมากมายที่เห็นอย่างแน่มั่นว่า พระเจ้าบันดาลหรือสร้างและกำกับบงการทุกสรรพสิ่งดังกล่าวนั้น

เหตุนิทาน(นิยาย,เรื่องราว)-สมุทัยปัจจัย”ทั้งหลายจึงละล้วนเป็นหน้าที่ของพระเจ้ากำหนดทั้งหมดทั้งสิ้น

นิยายของโลก หรือเรื่องราวของชีวิตแต่ละคน ใครๆในโลกจึงหมดสิทธิ์ที่จะแปรเปลี่ยนชีวิตตนให้เป็นอื่นไป จากพระประสงค์ของพระเจ้าได้ ไม่ว่าอำนาจอะไรทั้งนั้นในมหาจักรวาลแม้แต่อำนาจของตนเองก็หมดสิทธิ์ เพราะ อำนาจเป็นของพระเจ้าแต่ผู้เดียวเสียแล้วไม่มีใครล่วงล้ำแทรกแซง อำนาจนี้ได้เลยเด็ดขาด แม้แต่น้อยนิด

เหตุทำให้เกิด นิยายของโลกที่จะไขความเป็นมนุษย์ จึงลึกลับที่สุด ไม่มีใครบังอาจเข้าไปล่วงรู้ในหัวใจพระเจ้า และไม่มีใครบังอาจแก้ไขปรับปรุง หรือแปรเปลี่ยนเป็นอื่นไปได้เลย ด้วย อำนาจใดๆ

ไม่ว่า อำนาจโลกหรืออำนาจนอกตัวเรา(โลกาธิปไตย)

หรือ อำนาจตนเองหรืออำนาจในตัวตน(อัตตาธิปไตย)

เพราะทั้ง เหตุก็ดี สมุทัยก็ดี ปัจจัยก็ดี ล้วนตกอยู่ใน อำนาจของพระเจ้าทั้งหมดทั้งสิ้น

นิยายของโลกและของแต่ละคนจึงเป็น พรหมลิขิต

เพราะเชื่อถือกันแน่วแน่สนิทใจมั่นจริง ว่า พระเจ้าเท่านั้นคือผู้มี อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดที่กุมความลึก และความลับนั้นไว้ ปัจจุบันนี้ก็ยังมีอยู่มาก ที่เชื่อว่า พระเจ้า(สิ่งลึกลับที่สุด)เป็นผู้

ควบคุมบงการ

อำนาจหรือ อธิปไตยเป็นของ พระเจ้าหมดสิ้น

อิสระในความเป็นคนจึงเป็นของ พระเจ้าสิ้นหมด

มนุษย์ทุกคนจึงหมดสิทธิ์ในความเป็น ตัวเองหรือใน ตัวตน(อัตตา)สิ้นสนิท พระเจ้ากุม อำนาจไว้หมดแล้ว

ผู้ยังอวิชชาใน พระเจ้าจึงตกอยู่ในอำนาจของพระเจ้า

() พระเจ้าริบทั้งความเป็น โลกใช้อำนาจบงการไปหมด

แม้แต่ความเป็น โลกซึ่งมีความหมายมากมาย และลึกล้ำยิ่งในคำว่า โลกเพราะมันมีตั้งแต่ โลกที่หมายถึงดาวเคราะห์ในมหาจักรวาล(globe) ที่มนุษย์อาศัยอยู่บนนี้

โลกอีกอย่างหมายถึง แผ่นดิน มวลมนุษย์ในโลก, สรรพสิ่งทั้งหลายบนโลก,เรื่องของโลกโลกีย์และความหมายอื่น อีกมากมาย(earth)

โลก”ที่หมายถึง องค์ประกอบของสรรพสิ่งทั้งมวลและสังคมของมนุษยชาติ(world wide)ที่คนเกี่ยวของอยู่ทั้งกว้างทั้งลึกเช่น โลกธรรมอันหมายถึง ลาภ,ยศ,สรรเสริญ,สุข ที่สำคัญใหญ่ยิ่งในนิยายของมนุษย์

โลกทรรศน์อันหมายถึงระบบความคิดความเข้าใจเกี่ยวกับความเป็นไปของโลก

โลกนาถผู้เป็นที่พึ่งของโลกหมายถึง พระพุทธเจ้า

โลกบาลผู้มีอำนาจในโลกทั้งสี่ทิศ(จตุโลกบาล) ที่มีทั้งชนิดเป็นโลกีย์ มีทั้งชนิดที่เป็นโลกุตระ(คือวิญญญาณคน)

โลกบาลธรรมหิริ,โอตัปปะ ธรรมที่คุ้มครองโลก

โลกวัชชะข้อเสียหายที่ทางโลกติเตียนว่า ไม่เหมาะสม ไม่ควรจะเป็น ไม่ควรจะทำ

โลกวิทูหมายถึงความรู้ในความเป็นโลกทั้งหลายอย่างถูกต้องดียิ่ง จนกระทั่งสามารถอยู่กับ โลกนั้นๆชนิดที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น หรือไม่ติดยึดอย่างหลงโมหะหรืออวิชชา

โลกันต์คือ ผู้หลงโลกธรรมมาก ถึงมากที่สุด จึงเป็นผู้มีทุกข์มากที่สุด นั่นแหละผู้อยู่ในขุมนรกที่ลึกร้อนที่สุด ไม่ว่าจะเป็นนรกในชีวิตปัจจุบัน หรือยิ่งตายไปก็ยิ่งจะเป็นนรกที่จริง

ยิ่งกว่าในชีวิตเป็นๆอีกหลายเท่า

โลกาธิบดี”ผู้ที่คนยอมรับว่าเป็นใหญ่ในสังคมในโลก

โลกาธิปไตยอำนาจของโลก ทั้งที่เป็นอำนาจของลาภ,

ยศ,สรรเสริญ,สุข ของโลกียะ ทั้งที่เป็นอำนาจของคนผู้มีอำนาจเหนือกว่าตน ที่ปุถุชนตกเป็นทาสอยู่

โลกานุวัตรความประพฤติตามโลก

โลกาภิวัตน์โลกไร้พรมแดน, กระแสโลกที่มีทั้งพฤติกรรมทางเศรษฐกิจ ทั้งทางการเมือง ทางสังคม ทางวัฒนธรรม และอื่นๆ แผ่กระจายออกไปทั่วโลกอย่างหาประมาณมิได้ ทั่วถึงกันหมดไม่มีขีดกั้นขั้นได้

โลกัตถจริยาการบำเพ็ญประโยชน์ต่อมนุษยโลก

โลกายัตลัทธิที่เชื่อว่าไม่มีโลกหน้า ลัทธิที่เป็นวัตถุนิยมจัด ชื่อว่า นามธรรมมีแต่ในปัจจุบันนี้

โลกกามิสเครื่องล่อใจของโลก

โลกียทรัพย์ทรัพย์แบบที่ปุถุชนหลงใหลนับถือกัน

โลกหน้าผู้มิจฉาทิฏฐิเห็นว่า โลกหลังจากที่คนตายแล้ววิญญาณออกจากร่างไปอยู่ในอีกโลกหนึ่งที่ไม่รู้อยู่ที่ไหนแต่ผู้สัมมาทิฏฐิเห็นว่า โลกของจิตใจในปัจจุบันนี้เองที่เจริญพัฒนาพาเกิดเป็นอาริยบุคคล”(โอปปาติกโยนิ) ที่จริงแท้

ซึ่ง โลกหน้า(สัมปรายภพ) หรือ โลกอื่น(ปรโลก)อันเป็น โลกใหม่,โลกอาริยะ”(โลกุตระ)ที่เป็น โลกศิวิไลซ์(civilization)แท้จริงมนุษย์ทุกคนน่าจะมาศึกษาให้ สัมมาทิฏฐิอย่างสำคัญสำหรับ

ผู้ปรารถนาความเจริญรุ่งเรืองของโลกมนุษยชาติ

โลกใหม่โลกียะหมายถึงดินแดนใหม่แผ่นดินพื้นที่ใหม่ อันเป็นมหาภูต ๔ เป็นต้น ส่วนโลกุตระนั้นหมายถึง โลกทางจิตใจที่ มีอำนาจในตน ไม่เป็นทาสโลกีย์

() โลกอื่นที่มีนัยะเกินกว่าพระเจ้าริบไปนั้นมีอีกมาก

โลกนัยะที่สำคัญมากก็คือ หมายถึง จิตใจคนที่มันมี ความหมุนวนไปมาสัมผัสสัมพันธ์กัน ปรุงแต่อยู่ในจิต(สังขาร) มี ความหมุนวนไปมาเป็นความรู้สึกสุขบ้างทุกข์บ้างไม่สุขไม่ทุกข์

บ้าง อยู่ในจิตใจ(เวทนา) เป็นต้น

โลกจึงเป็น ความหมุนวนไปมาเป็น อาการอยู่ในจิตของ ธรรม บ้าง ธรรม ฯลฯบ้าง ปรุงแต่งกันอยู่ เป็นสังขารมากมาย นับไม่ถ้วน จัดอยู่ใน รูปกายนามกายซึ่งมี อาการ

ปรุงแต่งวนกลับไปมา ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ไม่ใช่ตัวตนก็คือ ความสัมพันธ์ที่หมุนเวียนนั่นเอง(relation)

ซึ่งเป็น อาการปรุงแต่งกันขึ้นเป็น นิยายของโลก อันมี มนุษย์เป็นตัวแสดง และมีคนกว่าครึ่งโลกเชื่อกันว่า พระเจ้า”ทั้งเขียนบท ทั้งกำกับควบคุมบงการอยู่ในโลก

แต่ก็มีคนไม่น้อยในโลก ที่ศึกษาฝึกฝน จนกระทั่งรู้จักรู้แจ้งรู้จริงว่า โลกหรืออัตตาที่เป็น องค์ประชุมของรูปกายและนามกาย(ธรรม ๒ = เทฺว ธัมมา)ล้วนเกิดจาก เหตุนิทานสมุทัยปัจจัย

ที่จะต้องศึกษาปฏิบัติให้รู้จักรู้แจ้งรู้จริง ความไม่เที่ยงความทุกข์ความไม่ใช่ตัวตน”นั้นเป็น อาการของ โลกหรือความหมุนวนไปมาของจิตในตนเอง และสามารถบรรลุความจริงแท้นี้ได้เป็นที่สุดสำเร็จสัมบูรณ์ ถ้าผู้นั้นสัมมาทิฏฐิสัมมาปฏิบัติสัมมาปฏิเวธ

และยังมี โลกในนัยะอื่นๆอีกมากมาย

ซึ่ง โลกทั้งหลายทั้งหมด ดังกล่าวมาก็ดี ยังไม่ได้กล่าวก็ดี ในศาสนาแบบ เทวนิยมนั้นถือว่า พระเจ้าสร้าง ยกให้ พระเจ้า”มี อำนาจบงการแต่ผู้เดียว

คนที่เชื่อตาม เทวนิยมจึง หมดสิทธิ์”ที่จะมีการศึกษาพบทฤษฎีที่เข้าไปหยั่งรู้ ความเป็นจริงของชีวิต หรือของ ตน(อัตตา) และของ โลก

ชีวิตแต่ละคนจึงเป็น นิยายที่ พระเจ้าเขียนบท กำกับการแสดง ชี้ตายชี้เป็นเองทั้งสิ้น

() ชีวิตคือ นิยายตามพระประสงค์ของ พระเจ้า

เพราะไม่สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น ตัวเองคือไม่รู้จัก อัตตา(อาตมัน) ไม่สามารถเข้าถึง ความเป็นตัวเอง

เฉพาะอย่างยิ่งไม่รู้ เหตุที่เกิด ตัวตนของตัวเอง(อัตตา)

พระเจ้าจะอาศัยคน ที่เกิดขึ้นมาในโลกผู้หนึ่ง ที่เรียกกันว่า พระศาสดาหรือฉายานามว่า พระบุตรเป็นผู้นำบัญญัติ นำบัญชา นำโองการของพระเจ้ามาสู่มนุษย์

พระบุตรก็แค่มีหน้าที่นำบัญชาจากพระเจ้ามาบอกแก่มนุษย์ในโลกให้รู้ว่านี้คือ ความดีบ้าง นี้คือ ความสุข”บ้าง เป็นต้น ที่ พระเจ้าเป็นเจ้าของ ความจริงทั้งหลายนี้ และยืนยันว่า นี้คือ ความจริงของพระเจ้านิรันดร

มนุษย์มีสิทธิ์แค่ รู้และ ปฏิบัติตามไม่มีสิทธิ์แย้งใดๆ หรือวินิจฉัยใดเด็ดขาด และมนุษย์จะเป็นอย่าง พระเจ้าหรือ พระบุตรเป็นไม่ได้ หมายความว่า วิญญาณคนจะมี จะเป็น

อย่างพระเจ้ามี พระเจ้าเป็นไม่ได้

เชื่อพระเจ้า ทำตามพระเจ้าก็ได้ ความดี” ก็ดียิ่งแล้ว

ซึ่งอย่างนี้ก็จริงที่สุดแหละเพราะพระเจ้ามีปณิธานให้คน ดีเป็นสุข นั้นแน่ยิ่งกว่าแน่อยู่แล้ว ไม่มีใครแย้งเลย

() ชีวิตของชาว เทวนิยมจึงอยู่กับ พรหมลิขิต

เพราะ พระเจ้าคือ ความดี ความบริสุทธิ์ ความรู้สูงสุดที่ พระบุตรแต่ละท่าน จะพึงนำมาถ่ายทอดให้มนุษย์

พระเจ้าไม่มีพระประสงค์ร้ายใดเจือปนอยู่เลยแม้แต่เท่าเศษละอองธุลี มีแต่ประสงค์ดีต่อมนุษย์ถ่ายเดียว

แต่ละชีวิตจึงต้องเป็นไปตาม นิยายที่พระเจ้ากำหนด

ชีวิตจะสุขที่สุด ถ้าทำได้บริบูรณ์ตามที่ พระบุตรนำมาจาก พระเจ้ามาให้มนุษย์ทุกประการ

และที่พระเจ้าทรงประทานมาให้นั้นก็มีแต่ ดีทั้งสิ้น

นี้ก็เป็น ความจริงสูงสุดของแต่ละศาสนา

และที่สำคัญยิ่งที่สุดก็คือ ความทุกข์ก็ดีความร้ายก็ดี จะหนักทรมานสุดสาหัสปานใด ที่เกิดขึ้นกับผู้ใดก็ตามหากปรากฏในโลก กับคนผู้ใด ก็ยอมรับกันอย่างสนิทใจ ว่า นั่นเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า

ก็จงอยู่กับความทุกข์นั้น รับความทรมานแสนสาหัสโดยดี แม้จะทรมานทรกรรมหนักสุด สุดหนักยิ่งปานใดๆ ก็คือ พระประสงค์ของพระเจ้า

นี้คือ ทฤษฎีสูงสุดของ เทวนิยม

ไม่มีใครสามารถจะแก้ นิยายแห่งชีวิตของตนๆได้ เพราะชีวิตทุกชีวิตในโลกเป็นของ พระเจ้าทุกสรรพสิ่งเป็นของพระเจ้า ทุกอารมณ์ของคนก็น่าจะเป็นของพระเจ้า และเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าทั้งนั้น

แต่ละคนจึงมี นิยายแห่งชีวิตของตน ในโลก ที่ชาวเทวนิยมมีชีวิตมาให้ พระเจ้าเขียนบทและกำกับการแสดงกันอยู่ตลอดกาลนาน

เรียกกันในภาษาเก่าแก่ว่า พรหมลิขิต(พระเจ้าลิขิต)

() ความลึกล้ำที่่ชาวเทวนิยมเอง ก็ควร ฉงน

มันน่า ฉงนจนงงจนเมามั้ยล่ะว่าทำไมพระเจ้าผู้ปรารถนาดีต่อมนุษย์ทุกผู้ทุกคนในโลก และอย่างที่สุดด้วย ที่จะให้มวลมนุษย์ในโลกทั้งหลายอยู่เย็นเป็นอยู่สุขเป็นคนดี อย่างถ้วนหน้า ระองค์มีความปรารถนาเช่นนั้นจริงๆ

ใช่มั้ย…….??

แต่ทำไม พระเจ้าปล่อยให้มนุษย์ ชั่วขึ้นมาได้ในโลก หรือยอมให้มนุษย์บางคนเลวร้าย และเต็มไปด้วยทุกข์ทรทมาน ขึ้นมาในโลกได้เล่า

เมื่อมี ชั่วก็ต้องเกิด ความไม่ดีไม่งามเป็นพฤติ เป็นกรรมของคนชั่วขึ้นมา ผลชั่วก็ต้องกระทบคน กระทบสังคมในโลก เมื่อเหตุชั่ว ผล ทุกข์ก็ต้องเกิดขึ้นในโลกแน่นอน แล้วเหตุ ชั่ว

มันโผล่มาจากไหน เกินพระเจ้าสร้าง เพราะชั่ว ย่อมทำเสียหาย ทำลาย ทำฉิบหาย แรงร้าย โหดร้าย เจ็บปวด ทรมาน อำมหิต คนคือลูกพระเจ้าก็ต้องพากันทุกข์ เห็นไหมเล่า?

อำนาจพระเจ้า”มีเหนือกว่าอะไรหมดทุกสรรพสิ่งนี่นา

แล้วสิ่งที่พระเจ้าไม่ได้สร้างคือ ชั่วมันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

มนุษย์ชั่ว มนุษย์ก็ก่อร้ายก่อเลวก็เกิด ทุกข์ขึ้นมาในโลก เพราะ ความเลวความร้ายหรือ ความแรงที่เกิน พอดีก็ทุกข์ ความขาดแคลนที่มากไป ก็ ทุกข์ทำไมพระเจ้าจึงยอมให้อำนาจอื่น มา ละเมิดอำนาจของพระองค์ได้ พระเจ้าจะชื่อว่า ใหญ่ยิ่งที่สุดจริงหรือ?

ทำไมจึงมี อำนาจอื่นมาทำมนุษย์บางคนให้ ชั่วก่อทุกข์ขึ้นในโลก

ในเมื่อพระเจ้ามีพระปณิธานให้มนุษย์ทั้งหลายเป็นคน ดีทั้งหมด เป็น สุขทุกคนไม่ใช่หรือ?

ชั่ว”ที่พระเจ้าไม่ได้สร้าง ทุกข์ที่พระองค์ไม่ได้บันดาลให้เกิด มีขึ้นมาในโลกในมหาเอกภพ ได้อย่างไร?

(๑๐) ขออภัยที่ ฉงนเพราะยิ่งใกล้กลียุคมันยิ่งน่า ฉงน

แล้วเลี่ยงไปพูดว่า พระองค์ มีพระประสงค์ลงโทษเขา” เพราะ เขาคนนั้นทำผิด ทำชั่ว

ทำไม พระเจ้าไม่ใช้อำนาจให้คนทุกคนทั้งโลกไม่ทำผิดไม่ทำ ชั่วเสียเลย พระองค์จะได้ไม่ต้องมาลงโทษเขา

ความผิดความชั่วเกิดขึ้นมาได้อย่างไร? ทั้งๆที่ พระเจ้าไม่ได้ทรงสร้าง ใช่มั้ย?

ก็ในเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างในโลกในมหาเอกภพพระเจ้าเป็นผู้ทรงสร้างทั้งนั้นทั้งสิ้น และ พระเจ้าก็ไม่ได้สร้าง ความผิดความชั่ว”ด้วย แล้วมันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร?

ก็อีกแหละ มีเสียงบอกว่าซาตาน“(มาร)เกิดแฝงขึ้นมาในโลก พาคนผิดคนชั่ว

ทั้งๆที่พระเจ้าไม่ได้ทรงสร้างมาร ไม่ได้สร้างซาตานเลย มิใช่หรือ..?

แล้ว มารซาตานนั่น มันเกิดขึ้นมาได้ยังไง?

ก็เลี่ยงไปอีกว่ามัน แฝง

มารมัน แฝงมาได้ยังไง?

ซึ่งความสามารถของ ซาตานนั้นทำแบบ ขัดแย้งกับ พระเจ้า”อยู่โต้งๆ มารหรือ ซาตานสามารถให้คนทำ ชั่วให้คน ทุกข์ได้อย่างเป็นจริง

พระเจ้าใหญ่ที่สุดในมหาเอกภพ ไม่ใช่เรอะ?

ทำไม?…มี ซาตานบังอาจแย่งหรือแข่ง พระเจ้าขึ้นมาได้ อำนาจใคร ใหญ่กว่ากันแน่?

และยิ่งยุคนี้ ความเลวร้ายยิ่งหนักหนาสาหัสสากรรจ์

ความชั่วความเลวร้ายยิ่งรุนแรง อย่างที่เป็นที่เห็นอยู่

พระเจ้าก็ยิ่งถูก มารเบ่งอำนาจหนักขึ้นๆ

ทำไม อำนาจมารยังเบ่งอยู่ได้..!!!????

(๑๑) ที่ ฉงนหนักก็คือ มารข้ามหน้าพระเจ้าได้ยังไง?

มาร(ซาตาน)มาจากไหน?

เกิดขึ้นมาทำให้คนชั่ว คนทุกข์ ข้ามหน้า พระเจ้าเกิน อำนาจพระเจ้าได้อย่างไร..?

มารโผล่มาเอง โดยไม่มีใครสร้าง มาได้ยังไง..?

ทำไมปล่อยให้มาร(ซาตาน)มีอำนาจพาคนชั่ว พาคนทุกข์ พาให้สังคมมนุษย์สุดเลวร้าย จนจะเผาโลกกันอย่างนี้

และพระเจ้าก็มีพระปณิธานให้คนดี ให้คนเป็นสุขทั้งหมด ด้วยซ้ำ มันย้อนแย้งจนต้อง ฉงนยิ่งจริงๆ

ทำไม อำนาจพระเจ้าจึงไม่ยิ่งใหญ่ที่สุดจริงกระทั่งสามารถไม่ให้มี อำนาจอื่นเกิดมา เบ่งอำนาจเกินหน้า

ทำให้คนต้อง ชั่วต้อง ทุกข์ต้องร้อนซึ่งขัดแย้งกับที่ พระเจ้าต้องการให้มนุษย์ทุกคนเป็น สุขทั้งหมด เป็น คนดีทั้งนั้น

มันไม่ลงตัวกันเลยกับความเป็นหนึ่ง มันเป็นสองที่ขัดแย้งกันอยู่ชัดๆ

พระเจ้ามีพระปณิธานมุ่งมั่นเป็นหนึ่งเดียวที่จะช่วยคนให้เป็นสุขไปทั้งโลก ให้คนเป็นคนดีถ้วนทุกคนด้วยเมตตา

แต่ทำไม มารจึงมีอำนาจทำให้ทุกข์ให้ชั่วมีในคนได้

แล้วอำนาจมารหรืออำนาจซาตานยิ่งใหญ่มาจากไหน มาใช้อำนาจเกินหน้าพระเจ้า ให้คนทุกข์ร้อนบ้าง บังคับให้คนทำชั่วทำร้ายบ้าง ทำไม่ถูกต้องบ้าง ฯลฯ

ทำไม? ทำไม? ทำไม?

เห็นได้ชัดมั้ย ว่า มันน่า ฉงน!!!!?????

มารเกิดขึ้นในโลกจนโลกต้องมี นิยายโศกปริเทวะทุกข์โทมนัสอุปายาส ก็เห็นกันอยู่ทั่วโลก

เกินความปรารถนาดีของพระเจ้าที่ต้องการให้มนุษย์เป็น สุขทั่วโลก ตามพระปณิธานของพระองค์เองแท้ๆ ได้อย่างไร?

ใคร.. เป็นผู้รับผิดชอบ ความบกพร่องผิดพลาดนี้?

(๑๒) มารก็มี อำนาจเก่งเกิน พระเจ้าหนะซี้..!

มารหรือซาตานบังอาจมี อำนาจขึ้นมา นอกเหนือหรือ เกินเก่งไปยิ่งกว่า อำนาจพระเจ้าได้อย่างไร?

ทำไมพระเจ้าไม่ใช้อำนาจของพระองค์ที่ยิ่งใหญ่เหนือสรรพสิ่งที่สุดแห่งที่สุดแท้ๆ ทำลายความทุกข์ ทำลายมารให้หมดสิ้นไปจากโลก ไม่ต้องให้คนใดๆในโลกมี ทุกข์มี ชั่ว

ทำไมไม่ทำ? ทำไม?? หรือทำไม่ได้???

ไม่เป็นความลำบากของพระเจ้าเองหรือ ที่ปล่อยให้มีคนชั่วหรือให้มีมารมาทำให้คนเลวเกิดขึ้นในโลก จนเป็นภาระ

แล้วพระองค์ก็ต้องมา ช่วยผู้ตก ทุกข์อีกทีเพราะมารมาทำความทุกข์แก่มนุษย์ขึ้นในโลก ให้พระองค์ต้องใช้คำว่า ต้องช่วยมนุษย์ต้องใช้คำว่า รับความทุกข์แทน

ก็เนื่องจากปรารถนาให้มวลมนุษย์เป็น สุข

แม้ยิ่งใหญ่ที่สุดต้องใช้คำว่า ให้พระบุตรสละชีวิตไถ่บาปแทนมวลมนุษย์”

มวลมนุษย์จะได้หมดบาป หมดชั่วหมดทุกข์

ซึ่งน่าฉงนก็ พระบุตรได้สละชีวิตไปแล้ว

แล้ว มารหมดไปมั้ย? คนยังชั่วยังทุกข์อยู่มั้ย?

ก็ยังเห็นทุกข์ เห็นชั่วกันอยู่เต็มโลก

พระบุตรเสียสละชีวิตไถ่บาปทำไมไม่ได้ผลชงัดเลย

มันยังไงกันแน่..?!..!!??

ผู้คิดไม่ออกจึงต้อง ฉงน

(๑๓) ต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่งที่นำเรื่องนี้ขึ้นมาวิจัย

ต้องขออภัยจริงๆนะ ที่อาตมาวิจัยวิจารณ์ แต่ด้วยความจริงใจที่ ฉงนซึ่งหมายใจให้เป็นการศึกษาสำหรับผู้ควรได้รู้ และผู้แสวงหาความรู้ความจริง อันมีอยู่มากมายในโลก รวมทั้งอาตมาก็ผู้แสวงหาที่สุดแห่งความรู้ความจริงจริงๆ ดังที่ได้เกริ่นแจ้งมาแต่ต้นแล้วด้วยความคารวะ เกรงใจยิ่ง

กรุณาอย่าเข้าใจผิดว่า อาตมาลบหลู่ดูถูกแต่อย่างใดเลย

อาตมามีความรู้เท่านี้ และรู้สึกอย่างนี้จริงๆ

ฉงนอย่างนี้ มีความเห็นอย่างนี้อย่างจริงใจ จริงๆ

หากใครใดมีความรู้ในความจริงที่ถูกต้องยิ่งกว่านี้ ก็กรุณาเถิด เสริมหนุนให้อาตมาได้รู้ความรู้ความจริงนั้นด้วย จะเป็นพระคุณยิ่ง

อาตมาไม่ได้โกรธ ไม่ได้เกลียด ไม่ได้ลบหลู่ดูถูกใดๆเลย อาตมาเคารพเชิดชูศาสนาทุกศาสนา ว่าท่านมีคุณค่า มีประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติทุกศาสนา แต่ละศาสนา เท่าที่ท่านมีให้แก่

มนุษยชาติกันอยู่ตลอดมา

อาตมาขออภัยอีกครั้ง และขอคารวะ ขอโอกาสแสดงความรู้อันเท่าที่อาตมามีนี้ด้วยเถิด

(๑๔) มันไม่เป็น คำแก้ตัวหรอกหรือ?

อาตมาขออนุญาตวิจัยต่อนะ

เท่าที่อาตมามี ความรู้ก็คือ พระเจ้านั้นยิ่งใหญ่ สร้างโลก สร้างมหาเอกภพ สร้างทุกสรรพสิ่งประดามี

แล้วทำไม พระเจ้าไม่สร้างมนุษย์ให้สมบูรณ์แบบทุกคน และไม่สร้างโลกให้มีแต่ความสุขมีแต่ความดี ตามที่พระองค์มีปณิธาน สร้างความไม่ขาดตกบกพร่อง หรือไม่ให้ด่างพร้อยด้วยเศษละอองธุลีทุกข์ อันไม่น่าให้มีแม้ธุลีหมองขึ้นมาขัดแย้งกับความสุขเสียเลยให้หมดเรื่อง ทำไมจึงมี มาร(ซาตาน)บังอาจแฝง อำนาจแย้งพระเจ้า

และก็ยืนยันว่า พระเจ้าไม่ได้ทรงสร้าง มาร(ซาตาน)

แล้ว มารคือ สรรพสิ่งหนึ่งในมหาเอกภพได้อย่างไร?

อำนาจ”ที่จะให้อะไรเกิดอะไรเป็น ในโลก ทำไมไม่อยู่ในพระเจ้า เต็มอำนาจในพระองค์เด็ดขาดองค์เดียว ทำไมไม่ทำความสุขความดีให้เสร็จสิ้นในตัวเป็นหนึ่งเดียวแก่มนุษย์

แล้วปล่อยให้ มารแอบสร้างทุกข์สร้างชั่วได้อย่างไร

มันเกิด ทุกข์ขึ้นมาในมนุษย์ ันขัดแย้งกับ สุขมันเกิด ชั่วขึ้นมาในมนุษย์ ขัดแย้งกับ ความดีงาม

มันค้านแย้งกับพระปณิธานของพระเจ้ามิใช่หรือ?

ทำไมต้องให้มี มารขึ้นมาขัดแย้ง พระเจ้าได้

มารเกิดมาได้ยังไง? “ทุกข์ชั่ว”เกิดขึ้นมาได้ยังไง?

ก็ในเมื่อ พระเจ้าเป็นพระผู้ประทาน ความสุขความดีงาม”ให้แก่มวลมนุษยโลกแท้ๆ

พระเจ้าไม่สร้างความทุกข์แน่ๆไม่สร้างความชั่วจริงๆ และ ความจริงนี้ก็เป็นความจริงจริงๆ

คนทุกคนจึงรักบูชาเทิดทูนพระเจ้าเพราะเหตุนี้

และ พระเจ้าเป็นหนึ่งเดียวเท่านั้นที่สร้างหรือบงการทุกสรรพสิ่งให้เกิดขึ้นได้ หรือให้มีอยู่ในโลก ในมหาเอกภพ

แล้วทำไม สิ่งอื่นที่เกินกว่าพระเจ้าทรงสร้างจึงเกิดได้

เมื่อสรรพสิ่งที่เกินกว่า พระเจ้าสร้าง คือ ชั่วคือ ทุกข์” ซึ่งในโลกทุกวันนี้ทั้ง ชั่วทั้ง ทุกข์นั้น ดูจะยิ่งมียิ่งมากหนักหนาสาหัสยิ่งขึ้นๆๆ ท้าทาย พระเจ้าหรือเปล่า?

พระเจ้าจะทำให้ ทุกข์ทั้งหลาย ชั่วทั้งปวงหมดไปอย่างถาวรยั่งยืน ไม่เกิดอีกใน คนผู้นั้นๆ ได้จริงหรือ?

และพระเจ้าซึ่งทรงช่วยมนุษย์อยู่ตลอดเวลา จะช่วยมนุษย์ให้พ้นทุกข์ พ้นชั่ว ได้อย่างไร? เมื่อไหร่?

คำว่า ต้องช่วยมนุษย์คำว่า รับความทุกข์แทนคำว่า ให้พระบุตรสละชีวิตไถ่บาปแทนมวลมนุษย์เหล่านั้น มันจะพ้นจากคำแก้ตัวของพระเจ้าไปได้ไหม?

พระเจ้าคือผู้มีอำนาจเหนือทุกสรรพสิ่ง มิใช่หรือ?

(๑๕) ทุกสรรพสิ่ง คืออะไร?

มารความทุกข์ความชั่วเกิดขึ้นในโลก มันก็เลยฉงน

พระเจ้าคือ ผู้ สร้างหรือผู้ บันดาล”ทุกสรรพสิ่ง

มิใช่หรือ?

พระเจ้ามีพระประสงค์ให้มวลมนุษย์เป็น สุขทั่วถ้วน ให้ คนดีถ้วนทั่ว

มิใช่หรือ?

แล้วทำไมพระเจ้าไม่สร้างแต่ความดีสร้างแต่ความสุข

แล้วทำไมพระเจ้ายังปล่อยให้ มารมี อำนาจทำคนให้มี ความชั่วทำให้คนมี ความทุกข์

พระเจ้าเป็นพระผู้สร้างทุกสิ่งทุกอย่างในเอกภพ ในทุกสรรพสิ่งในมหาจักรวาลนี่นา

ยังไงกันแน่ พระเจ้ามีพระประสงค์ให้ ความทุกข์เกิด ให้ ความชั่วเกิด หรือไม่ประสงค์ให้เกิด?

ความทุกข์”เป็นหนึ่งในสรรพสิ่งหรือไม่?

ความสุข”เป็นหนึ่งในสรรพสิ่งหรือไม่?

ความดี”เป็นหนึ่งในสรรพสิ่งหรือไม่?

ความชั่ว”เป็นหนึ่งในสรรพสิ่งหรือไม่?

ความอิสระ”เป็นหนึ่งในสรรพสิ่งหรือไม่?

มารก็ดี ซาตานก็ดี เป็นหนึ่งในสรรพสิ่งหรือไม่?

หรือเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าเองอีก ที่จะให้ความทุกข์เกิด ความชั่วเกิด ให้มารหรือซาตานเกิด

ถ้าพระเจ้าบันดาล หรือเป็นผู้สร้างทุกสิ่งทุกอย่างจริง และมีพระปณิธานที่จะให้คน ไม่ทุกข์ให้คนมีแต่ สุขอย่างจริงใจของพระเจ้า มีพระประสงค์ที่จะให้คน เป็นคนดีมีแต่คุณงามความดีในความเป็นคนของโลก

แล้วให้ ความชั่วให้ ความทุกข์เกิดมาในโลกได้ยังไง?

พระเจ้า”บันดาลทุกสรรพสิ่งอย่างไรกันแน่

(๑๖) พระเจ้าบันดาลให้คนเป็นไปตามที่ขอได้จริงหรือ

แม้ในโลกถึงปัจจุบันนี้ก็เห็นความจริงอยู่ชัดๆ ว่า ในสรรพสิ่งมี ความชั่วเกิดในคน มี ความทุกข์เกิดในคน

ยิ่งเป็นกาละที่ใกล้กลียุคเช่นสังคมทุกวันนี้ทั้ง ความชั่วทั้ง “ความทุกข์”มันทั้งเลวร้าย โหดร้าย ทารุณ แสนสาหัส อีกทั้งมากมาย จนไม่รู้จะกล่าวอย่างไรกันแล้ว

ทำไมพระเจ้าปล่อยให้สิ่งที่พระเจ้ามีพระปณิธานจะช่วยมนุษย์ให้มีความสุขความเจริญ เป็นคนดีแท้ๆ แต่ทำไมจึงปล่อยให้คนทั้งหลายต้องยิ่งหนักหนาสาหัสไปกับ ความชั่วและ ความทุกข์”

อยู่เล่า

นั่นก็คือ พระเจ้าก็ไม่สามารถช่วยคนที่เขาอ้อนวอนร้องขอให้ตน พ้นทุกข์ได้อย่างเป็นจริง ให้ตน เป็นคนดีได้อย่างเป็นจริง ตามที่คนอ้อนวอนร้องขอ หนะสิ!

ทำไมพระเจ้าไม่บันดาลให้ทุกคนที่อ้อนวอนร้องขอได้ทุกสรรพสิ่งทันทีตามที่ขอ เพราะพระเจ้ามี อำนาจเต็ม” เด็ดขาดที่สุดแห่งที่สุดนี่นา

และพระปณิธานของพระองค์ก็ตรงกับทุกคน อยากดีอยากสุขกันทั้งนั้น

หรือจะปฏิเสธว่าพระเจ้าไม่มีพระปณิธานให้คนเป็นคนดี ให้คนเป็นคนมีสุข

ซึ่งที่จริงนั้น เพราะพระเจ้าทรงรักมนุษย์ทุกคนในโลก มิใช่หรือ? เมื่อพระเจ้ามีพระปณิธานประสงค์ที่จะให้คนทุกคนในโลกเป็นสุขเป็นคนดี แล้วทำไมพระเจ้าไม่กำจัดความทุกข์หรือความชั่วออกไปให้หมดโลก หรือไม่ต้องให้มี ความทุกข์ไม่ต้องให้มี ความไม่ดีอยู่ในโลกเลยเสียล่ะ

(๑๗) ต้องขออภัยอีกครั้งเถิด ที่ยังพูดถึงเรื่องนี้ยืดยาว

ขออภัยเป็นอย่างมากเลยนะ ที่พูดกันถึงอย่างนี้นั้น ก็ไม่ได้คิดจะลบหลู่พระเจ้าแต่อย่างใดเลย ขอยืนยันจริงๆ

ไม่ได้เจตนาจะยกตนข่มท่าน หรืออวดดี อวดใหญ่ เลย

เจตนาพูดให้เข้าใจได้ชัดๆ เจาะเข้าไปถึง ความเป็นจริง”ให้ครบให้ลึกให้รอบถ้วนอย่างง่ายๆตรงๆไม่โค้งไม่พราง ซึ่งมันต้องเจาะเข้าไปที่ ความจริงอันมีจริงและจะต้องพูดถึงนั่นเอง ที่ทำให้เปิดเผย ความจริงจนดูเปลือยให้เห็นทุกภาวะแห่งความจริงล่อนจ้อน

ลักษณะที่อาตมาประพฤตินี้ จึงดูเป็น คนไร้มารยาท” แสดงออกเกินสามัญปกติไป

ก็ต้องขออภัยซ้ำซาก เหมือนไม่จริงใจ

แต่ขอยืนยันจริงๆ ว่า เป็นความจริงใจที่สุดจริงๆ

เจตนาแน่มั่นของอาตมาคือ คนจะต้องศึกษาหา ความจริง

(๑๘) อะไรคือ อำนาจแท้ที่ทำให้ คนเป็นไปตามที่เป็น

เพราะอาตมาเห็นว่า ถ้าจะไปพูดว่า อำนาจที่ยิ่งใหญ่จนสร้างโลกทั้งโลก สร้างมหาเอกภพทั้งมหาเอกภพ และสร้างทุกสรรพสิ่งในมหาเอกภพจริงๆเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแต่ผู้เดียวในมหาเอกภพนั้น มันต้องไม่มีอะไรขัดแย้งกัน เพราะผู้สร้างก็เป็นผู้เดียว ความประสงค์ของตนก็ผู้เดียว

ถ้าจะนับว่า พระเจ้าคือ ธรรมชาติก็พอนับกันได้ และยอมรับกันไปได้

แต่หากจะพูดว่า ธรรมชาติเป็นผู้สร้าง ก็คงไม่ได้ โดยเฉพาะสร้างพฤติกรรมสร้างนิสัยวิสัยของคนของมนุษย์

เพราะ อำนาจแท้ที่ทำให้คนเป็นไปตามที่เป็นนั้น ไม่ใช่ธรรมชาติแน่ ธรรมชาติทำให้คน พ้นทุกข์หรือ อำนาจธรรมชาติ”สร้างให้คน ทำดีหรือ ทำชั่วไม่ได้

เพราะ จิตใจของคนแต่ละคน เป็น อิสระของเขาเองแท้ๆ

และสูงสุดเป็น อรหันต์สามารถใช้ อำนาจอย่าง อิสระของตน”ได้เองแท้จริง

ถ้ายังไม่บรรลุถึงขั้น อรหันต์ก็ยังมี อำนาจที่เหนือกว่า ตน(อัตตา)อยู่แท้ๆ จึงยังไม่ พ้นความเป็นทาสสัมบูรณ์

อรหันต์มี อำนาจแท้สูงสุดเด็ดขาด จึงเป็น ของตนหรือของ อัตตา(อาตมัน) อย่าง อิสระเสรีที่สุด ที่ตนจะให้เป็นไป

(๑๙) ความอิสระเป็นสมบัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคน

คนแต่ละคนจึงมีสิทธิ์ที่จะมอบ ความอิสระให้ใคร หรือไม่ให้ใครก็ได้ เพราะความอิสระเป็น ของตนๆแต่ละคนอย่างแท้จริง

ส่วนใครจะมอบ อิสระเสรีภาพของตนให้แก่ พระเจ้าก็เป็น “ความอิสระ”ของผู้นั้นเขาพึงทำได้ เพราะ ความอิสระเป็นของเขา

ดังนั้น จึงมีคนไม่น้อยเลยในโลกที่ไม่ยอมมอบ อิสระเสรีภาพ”ของตนให้แก่ พระจ้าแม้จะมีคนกว่าครึ่งค่อนโลกเชื่อว่า พระเจ้าเป็นใหญ่ที่สุดในโลก มี อำนาจยิ่งใหญ่ครอบจักรวาล เหนือสรรพสิ่งทั้งปวงในเอกภพ มี อำนาจอยู่เหนือชีวิตคน

จึงมีคนที่มอบ ความอิสระของตนให้แก่ พระเจ้าบันดาล

แต่ก็ยังมี คนในโลกอีกมาก ที่เห็นว่า ความอิสระเป็นของตนๆ พระเจ้าจะมา ริบเอา ความเป็นอิสระของตนไม่ได้

ตนมีสิทธิ์ทำ กรรม (กายกรรมวจีกรรมมโนกรรม)ของตนเองตาม อิสระเสรีภาพ”ของตน ไม่ยอมให้ พระเจ้ามาควบคุม กรรมหรือบงการ กรรมของตน

ความอิสระจึงคือ แต่ละคนมี กรรมเป็นของตนเอง

ความอิสระของคนนี้แลใหญ่ยิ่งนัก มันอิสระยิ่งใหญ่จนกระทั่ง พระเจ้าไม่สามารถบงการ

คนแต่ละคนมี อัตตาหรือ อาตมันของตนเอง มี อิสระเสรีภาพ”เป็นของตนเองโดยแท้

คนจะดี คนจะพ้นทุกข์เพราะตัวเขาเอง ทำเองด้วยตัวเอง เพราะคนทุกคนมี อัตภาพหรือมี อัตตาเป็นของตนเอง

อัตตาหรือ อาตมันตัวนี้แหละที่คนจะต้องเรียนรู้จักรู้แจ้งรู้จริง ภาวะแห่งความจริงนี้ให้ได้แล้วจึงจะเห็นแจ้งแทงทะลุถึงขั้นบรรลุสัจธรรมว่า อาตมันหรือ อัตตานี่เองคือ ตัวการในการสร้างชั่วสร้างดีสร้างทุกข์สร้างสุข ในความเป็นมนุษย์ ขึ้นมาให้แก่ตนแก่สังคมจริงๆ ไม่ใช่ พระเจ้าบงการคนให้ทำ

อัตตาหรือ อาตมันคือตัวของตัวเองในความเป็นมนุษย์แต่ละคน ทั่วทั้งโลก

ซึ่ง อัตตาหรือ อาตมันไม่ใช่ของ พระเจ้า

ขออภัย ความจริงใจของอาตมาเห็นอย่างนี้จริงๆ

(๒๐) อาตมันหรืออัตตาของตนก็ของตน มิใช่ของพระเจ้า

ถ้า พระเจ้าจะมีความเป็น อัตตาของตน ก็เป็นของพระเจ้าเองไปเถิด จะยิ่งใหญ่ปานใด ขนาดไหน นั่นก็เป็นเรื่อง“ปรมาตมันหรือ บรมอัตตาของพระเจ้าเอง

ส่วน อัตตาของแต่ละคน ไม่ใช่ ของพระเจ้าแน่ๆเด็ดขาด

และ พระเจ้าไม่มีสิทธิ์ ริบความเป็น อัตตาหรือ อำนาจ”ของมนุษย์คนใดมาเป็น ของพระเจ้า

อัตตาหรืออำนาจของใครต้องเป็นของเขาเจ้าตัวเอง

เพราะ ตัวตน(อัตตา)ของใครก็ย่อมมีความเป็น ตนของตนใครอื่นจะมาเป็น ตนของตนย่อมไม่ได้

ความเป็นอิสระของคน ต้องเป็น ของตนเอง

ตัวตน(อัตตา)ของใครก็ต้อง ของคนนั้นเป็นเจ้าของย่อมมีอิสระในความเป็น ตนของตนเต็มบริบูรณ์ มิใช่ ทาส