แปรขยะเป็นบุญ (สบู่กับศีล ๘)

แปรขยะเป็นบุญ (สบู่กับศีล ๘) การถือศีล ๘ ในส่วนของการอาบน้ำไม่ควรใช้เครื่องหอม แต่สบู่ส่วนใหญ่จะมีกลิ่นหอม ถ้าการอาบน้ำไม่ฟอกสบู่และเป็นคนที่มีกลิ่นตัวแรงจะส่งกลิ่นรบกวนผู้อื่น เป็นการเบียดเบียนผู้อื่น แต่ส่วนตัวไม่ชอบกลิ่นหอม น้ำหอมไม่เคยใช้เลย เราควรจะปฏิบัติตนอย่างไรคะ? ความจริงสำหรับคนมีกลิ่นตัว ถ้าแก้ด้วยการใส่น้ำหอม มันยิ่งจะเกิดกลิ่นประหลาด และไม่ดีต่อสุขภาพ วิธีแก้ที่ดีกว่านั้น น่าจะเป็นการทำความสะอาดร่างกายให้บ่อยขึ้น อาบน้ำ เช็ดตัวให้แห้ง เคยได้ยินคนเขาบอกว่า สารส้ม จะสามารถดับกลิ่นตัวได้ดี คิดว่า น่าจะดีกว่า การฟอกสบู่ แต่ถ้าจะใช้สบู่ ก็ควรหลีกเลี่ยงสารเคมีให้มากที่สุด และแม้แก้ทุกวิธีแล้วยังไม่หาย ก็น่าจะเป็นเรื่องของวิบากกรรม ซึ่งเราไม่อาจแก้กรรมเก่าได้ แต่เรามีสิทธิ์ที่จะไม่สร้างกรรมใหม่ที่เป็นต้นเหตุ ของความเหม็น นั่นก็คือ พฤติกรรมใดๆ ที่สร้างความอึดอัด ลำบากใจให้ผู้อื่น ก็งดเว้นเสีย เช่น การเอาชนะคะคาน การไม่ยอมเสียเปรียบใคร เพราะจิตใจของคนเราในขณะสร้างกรรมดี เป็นที่ปลอดโปร่งมีพลังบริสุทธิ์สะอาด แต่ในขณะสร้างกรรมเลว ใจจะขุ่นมัวหมองคล้ำสะสมพลังหนักหน่วงถ่วงด้วยสิ่งโสโครก จิตใจจะสกปรก พลังจิตที่หมุนเวียนขับเคลื่อน เลือดลมในร่างกาย เสียสมดุล การทำงานของอวัยวะต่างๆ จึงติดขัดไปหมด เกิดความหมักหมม ร่างกายไม่มีแรงขับขยะสิ่งหมักหมมเหล่านั้นออก เช่นเดียวกับ จิตใจที่ไม่สามารถปรับพลัง…

สสส. เยี่ยมชมสขจ.

สสส. เยี่ยมชมสขจ.

ชาวสขจ.สันติอโศกมีโอกาสต้อนรับ “ผู้เข้าโครงการสร้างเสริมสุขภาพขนาดเล็กภาคกลาง ภาคตะวันออก-ตะวันตก กรุงเทพฯ และปริมณฑล” เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในฐานขยะวิทยา ในวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๕๙ เวลา ๑๐.๐๐-๑๑.๓๐ น. จำนวน ๑๒ คน จาก ๙ ชุมชน

สขจ. โดยคุณเพียรพิมพ์ไพร ศรีเกิดแนะนำจิตอาสาชาวสขจ.และสถานที่เบื้องตน พูดคุยกันเล็กน้อย จึงพาดูฐานงานแต่ละหมวด เนื่องจากแต่ละชุมชนจัดการขยะแห้งแบบไม่ละเอียดจึงสนใจขยะรีไซเคิลประเภทพลาสติก และกระดาษเป็นพิเศษ เพราะจะขายรวมกัน เมื่อเห็นการคัดแยกของชาวสขจ. ทำให้มีความเข้าใจในการแยกทั้งพลาสติกและกระดาษละเอียดมากขึ้น

หลังจากนั้นมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในส่วนที่ยังสงสัย โดยมีท่านสมณะ ๒ รูป (สมณะธรรมาวุธโธ และสมณะรวิวรรณโณ) คอยให้คำปรึกษา ผู้นำชุมชนในเขตกรุงเทพฯ มีปัญหาเรื่องของการเข้าใจว่าผู้นำชุมชนทำเพื่อเอาผลประโยชน์เข้าตน และชาวชุมชนบางส่วนเก็บขายในครัวเรือนอยู่แล้ว ท่านสมณะให้คำปรึกษาว่า ผู้นำชุมชนทำด้วยความบริสุทธิ์ใจก็ไม่ต้องกลัวอะไร ทำต่อไป และเพื่อลดความขัดแย้งต้องไม่มีการบังคับให้แต่ละบ้านคัดแยกขยะอย่างที่เราต้องการ การทำงานเรื่องขยะต้องใช้เวลา ต้องให้ข้อมูล สักวันเขาต้องเข้าใจและยอมทำตาม  ส่วนของชุมชนอื่นต้องกลับไปหาพื้นที่และจิตอาสาเพื่อคัดแยกขยะให้ละเอียดขึ้น

ท้ายที่สุดมีการสรุปผลการเรียนรู้ในวันนี้ ผู้นำชุมชนรู้สึกพอใจที่ได้รับความรู้เพิ่มเติมในการแยกขยะพลาสติก และกระดาษอย่างละเอียดกว่าที่ทำอยู่ จะนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้จัดการในชุมชนให้ดีขึ้นและเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนของตนเองด้วย

นักเรียนสัมมาสิกขาฯ ทำกิจกรรมรณรงค์ ลดการใช้ถุงพลาสติก

นักเรียนสัมมาสิกขาฯ ทำกิจกรรมรณรงค์ ลดการใช้ถุงพลาสติก

ในวิชาคิด วิเคราะห์ เขียน และพูด ที่ทีมสขจ. สันติอโศกสอนนักเรียนสัมมาสิกขาฯ นั้น ก็เน้นให้วิเคราะห์เรื่องขยะ และสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก และเนื่องจากชมรมมังสวิรัติแห่งประเทศไทย หน้าสันติอโศกจะยกเลิกขายอาหารใส่ถุงพลาสติก ตั้งแต่ ๑ มกราคม ๒๕๕๙ เป็นต้นไป จึงให้เด็กๆคิดกิจกรรมเพื่อการรณรงค์ในครั้งนี้

เด็กๆ แบ่งงานทำเป็นกลุ่มๆ เด็กผู้ชายทุกกลุ่มเหมาการทำป้ายและถือป้ายรณรงค์ ส่วนเด็กผู้หญิงอีกสามกลุ่ม ได้คิดการแสดงเป็นละครสั้น เรื่อง พลาสติกบุกโลก ร้องเพลงที่แต่งเนื้อเพลงกันเอง ชื่อ ปิ่นโตวิเศษ โดยยืมทำนองเพลงเชือกวิเศษมาใช้ และกลุ่มสุดท้าย คิดข้อความประชาสัมพันธ์ รวมทั้งแจกแผ่นพับที่เด็กๆ เขียนและระบายสีกันเอง บอกเล่าโทษภัยของการใช้พลาสติกอีกด้วย

IMG_2897

IMG_1105

กิจกรรมครั้งนี้ เด็กๆไม่ได้รับอนุญาติให้ใช้เงิน เพื่อซื้ออุปกรณ์ใดๆทั้งสิ้นๆ เด็กๆจึงไปหาเศษวัสดุเหลือใช้จาก สขจ. มาทำเป็นป้ายเก๋ๆ หรือ ทำเครื่องแต่งตัวแบบประโยชน์สูง ประหยัดสุด

เด็กๆ สามารถคิด และวิเคราะห์โทษภัยของการใช้พลาสติก และประโยชน์ของการนำภาชนะมาใส่อาหารเอง เด็กๆกระตือรือร้นในการทำกิจกรรมนี้เป็นอย่างมาก เรียกว่าคุรุผู้สอนให้คะแนนความตั้งใจ ๙๙ จาก ๑๐๐ คะแนนเต็มทีเดียว

แปรขยะเป็นบุญ (เหงา เศร้า เบื่อ)

แปรขยะเป็นบุญ (เหงา เศร้า เบื่อ) หนึ่งในเป้าหมายของสขจ. คือการกำจัดขยะในใจของเรา ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากในการใช้ชีวิตอย่างสัมมาทิฏฐิ ทีมงานจึงเปิดคอลัมน์ “แปรขยะเป็นบุญ”  หมายถึงการชำระกิเลสในใจ โดยการตอบปัญหาเพื่อกำจัดขยะออกจากจิตวิญาณของเรา ลองไปดูขยะในใจประจำวันนี้ค่ะ ทุกปีที่อากาศหนาวมาถึง จะมีอาการเหงา เศร้า เบื่อ น่าจะเป็นเพราะอากาศขมุกขมัว สว่างช้า มืดเร็ว จะแก้ไขอย่างไรดีคะ? ตัว “อากาศ” เอง คงไม่มี ความสามารถทำให้ใครเหงาเศร้าได้หรอก คนที่เกิดอาการนั่นเอง ที่ สร้างจินตนาการให้ความหนาวของอากาศเป็นจุดชนวนให้ สร้างอารมณ์เหงาๆ เศร้าๆ เบื่อๆ ความขมุกขมัวของอากาศหรือที่สว่างช้ามืดเร็ว นั้นเป็นเพียงปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ ไม่มีตัวโยงใยอะไรเชื่อมกับอารมณ์โดยตรง แต่เจ้าของอารมณ์ มีความยึดลึกๆ อยากให้อากาศปลอดโปร่ง ซึ่งก็เป็นธรรมดาที่ทุกคนก็อยากสัมผัสกับอากาศที่แจ่มใส ไร้เมฆหมอก แต่เราจะไปเรียกร้องให้ได้ดังใจเราไปเสียทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างไรกัน โดยเฉพาะเรื่องของลมฟ้าอากาศ เราคงไปแก้ไขมันไม่ได้ เพราะมันเป็นบทบาทที่อยู่เหนือวิสัยมนุษย์เราจะไปจัดการ กับธรรมชาตินอกตัวเช่นนั้น แต่ธรรมชาติในตัวมนุษย์นี่สิ เราเป็นเจ้าของชีวิตมีสิทธิ์เต็มร้อยที่จะจัดการไหลตามหรือฝืนต้าน แต่ที่ดูเหมือนเราต้องยอมจำนน เพราะเราเข้าใจผิดว่า เป็นอย่างไรก็ต้องอย่างนั้น เพราะนั่นคือตัวเรา ลองตั้งสติพิจารณาจริงๆ ดูสิว่า สิ่งมีชีวิตในร่างมนุษย์นี้เท่านั้น ใช่ไหมที่สามารถปรับปรุงแก้ไขเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมตลอดจนความรู้สึกนึกคิด ช่วงเวลาของชีวิตหนึ่งๆ…

แปรขยะเป็นบุญ (ทาสเทคโนโลยี?)

แปรขยะเป็นบุญ (ทาสเทคโนโลยี?) หนึ่งในเป้าหมายของสขจ. คือการกำจัดขยะในใจของเรา ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากในการใช้ชีวิตอย่างสัมมาทิฏฐิ ทีมงานจึงเปิดคอลัมน์ “แปรขยะเป็นบุญ”  หมายถึงการชำระกิเลสในใจ โดยการตอบปัญหาเพื่อกำจัดขยะออกจากจิตวิญาณของเรา ลองไปดูขยะในใจประจำวันนี้ค่ะ ปัจจุบันเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะมือถือ เราจะใช้อย่างไร ไม่ให้เป็นทาส ลุ่มหลงสิ่งเหล่านี้คะ? เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่มีประโยชน์เมื่อรู้จักใช้ แต่หากเราจะนึกถึง สมัยก่อนที่เทคโนโลยียังไม่ระบาด ดูเหมือนว่าชีวิตเราจะมีความปลอดภัยทั้งเรื่องสุขภาพ และเรื่องความเป็นอยู่ ชีวิตจิตใจดูจะไม่เร่าร้อนเร่งรีบ ร้อนรนกับการแข่งขัน ช่วงชิง นับเป็นความเหน็ดเหนื่อยที่เกินจำเป็น แต่มาบัดนี้ ทุกอย่างที่เอื้ออวยสนองบำบัดความใจร้อนได้นั้น กลายเป็นความจำเป็นไปหมด การดำรงชีพจึงออกห่างไกลจากชีวิตสงบเย็นไปทุกที แล้วมิหนำยังมีค่านิยมของคำว่า “อภิวัฒน์พัฒนา แบบก้าวกระโดด” ทำให้ไม่มีใครอยากเป็นผู้ล้าหลัง ด้อยพัฒนา แต่ลืมมองเห็นความด้อยคุณค่าของชีวิตที่ต้องวิ่งไล่ตามติดเทคโนโลยี จนไม่ใส่ใจสุขภาพร่างกาย อันเป็นรากฐานของการก่อเกิดคุณภาพชีวิตเลย ความทรุดโทรมของอวัยวะ เช่น ตา หู จมูก ลิ้น ผิวกาย จึงถูกประทุษร้ายด้วยเทคโนโลยีหลากหลายที่นับวันจะเพิ่มพูน เพื่อสนองความต้องการอย่างรีบด่วนทันใจ จนแล้วจนรอด ก็ไม่ถึงที่สุดแห่งความพึงพอใจได้ เพราะจริงๆ แล้ว ใจไม่ยอมอิ่มพอได้โดยง่าย มีวิธีเดียว คือตัดใจจากความตะกละตะกลามให้ได้ดั่งใจซะ จะใช้เครื่องเทคโนโลยีใด ก็ให้ชัดถึงคุณค่าประโยชน์ที่โดดเด่นของมัน อาศัยเฉพาะยามจำเป็นจริงๆ เฉพาะกาลเท่านั้น…

หนึ่งในเป้าหมายของสขจ. คือการกำจัดขยะในใจของเรา ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากในการใช้ชีวิตอย่างสัมมาทิฏฐิ ทีมงานจึงเปิดคอลัมน์ “แปรขยะเป็นบุญ”  หมายถึงการชำระกิเลสในใจ โดยการตอบปัญหาเพื่อกำจัดขยะออกจากจิตวิญาณของเรา ลองไปดูขยะในใจประจำวันนี้ค่ะ ในครอบครัวมีพี่น้อง ๘ คน ข้าพเจ้าเป็นคนสุดท้อง อายุ ๔๗ ปี นิสัยไม่ค่อยชอบพูด และไม่ชอบฟังคนอื่นพูดเยอะ รู้สึกว่าพี่น้องที่ใกล้ชิดประมาณ ๕ คน อายุ ๕๐ ขึ้นไป บางคนไม่ค่อยพูดแต่พออายุมากขึ้น เริ่มพูดเยอะ และไม่ฟังผู้อื่นพูด พูดในสิ่งที่เราไม่อยากฟัง ไม่ชอบใจ บางครั้งหงุดหงิดพูดสวนไปบ้าง จะอยู่ร่วมกันอย่างไรดีคะ และพอเราอายุมากเหมือนพี่ๆ เราจะพูดมากอย่างนั้นไหมคะ?   เรื่องของ “นิสัย” ของคนเรา มักอาศัยการสั่งสมพฤติกรรมเป็นตัวเกิด นั่นคือ ประพฤติตนอย่างไร บ่อยๆ ก็จะติดนิสัยอย่างนั้น แล้วเราก็ไม่รู้เท่าทันว่า อะไร เป็นตัวสั่งการให้เราประพฤติเช่นนั้น เมื่อไรก็ตามที่เราสังเกตเห็นตัวเองได้ว่า ไม่สมควรทำพฤติกรรมเช่นนั้น ก็เมื่อนั้น แหละ คือ จุดเริ่มต้นของการมองเห็น จุดยืนของตัวเอง แล้วตัดสินให้ได้ว่าดีหรือไม่ดี ต้องรู้ให้ชัด หากไม่ดีรีบจัดการแก้ไขทันทีอย่างจริงจัง ให้ต่อเนื่อง ในที่สุดนิสัยไม่ดีนั้นก็จะเปลี่ยนได้…

พ่อครูเยี่ยมสขจ.

พ่อครูเยี่ยมสขจ. เย็นวันพุธ ตอนต้นเดือนกันยายน พ่อครูเดินมาเยี่ยมชมที่สขจ. ในขณะที่ชาวสขจ. กำลังเช็คตะบะธรรมพอดี จึงได้นิมนต์ให้พ่อครูนั่ง ซึ่งท่านก็มีเมตตาให้คำสอนดังนี้…   อาตมาว่า “ตอนนี้สังคมเขาก็เข้าใจขึ้น เข้าใจเรื่องของคำว่า ขยะ จะเป็นเรื่องที่สำคัญ เป็นวาระแห่งชาติ ประเทศอะไรนะที่เขาต้องไป อิมพอร์ทขยะเข้า สวีเดนเหรอ เราต้องเข้าใจเลยว่า เราต้องเป็นเช่นนั้นแหละ ขยะหายไป แล้วก็ใช้ประโยชน์ได้จนกระทั่งต้องซื้อขยะ กลายเป็นต้องซื้อขยะอ่ะ เห็นไหม เอามาทำประโยชน์ ซึ่งมัน มันตีกลับเลย แล้วเมืองไทยเนี่ยถ้าเผื่อว่าเข้าเหมือนกับอย่างที่เขาทำกันได้ว่า เอามาหมุนเวียน หรือว่าเอามาเปลี่ยนแปลงเนี่ย มันเข้ารอบหมุนเวียนได้อย่างดีจริงๆ เลยเนี่ย มันจะเป็นกิจการตัวเชื่อมต่อระหว่างความเสีย ของเสีย ความเสีย กลับไปสู่ความดี ของเสียเปลี่ยนกลับไปสู่ของดี มันจะวนเวียนอยู่อย่างนี้ ในโลกเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป แล้วก็วนเวียนอยู่ มันก็จะขึ้นถึงรอบของมัน ก็ทำดู ตอนที่นี่อื่นๆ ก็… ทางบ้านราชก็ยังไม่กระต๊อกกระแต๊กเท่าไหร่ ทางปฐมก็ทรง ที่อื่นก็ยังไม่มีที่ไหนทำอะไรเป็นโล้เป็นพายเท่าไหร่ ศีรษะก็ยังไม่เห็นลางอะไร ก็เห็นมีปฐม มีที่นี่ มีบ้านราชก็พยายาม พยายามอยู่ ได้วันละพัน…

ขยะในกำไร-ขาดทุนของจิตอาสา (โศลกธรรม “ฝืนไว้ได้กำไร ตามใจขาดทุน” ใช้ในการปฏิบัติธรรมได้จริง)

ขยะในกำไร-ขาดทุนของจิตอาสา (โศลกธรรม “ฝืนไว้ได้กำไร ตามใจขาดทุน” ใช้ในการปฏิบัติธรรมได้จริง) การปฏิบัติธรรมพร้อมการทำงานของชาวอโศก จะมีโศลกธรรมของพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ช่วยเตือนจิตเตือนใจให้เราเท่าทันกิเลสอยู่หลายบท ตอนนี้จะกล่าวถึงโศลกธรรมที่ว่า “ฝืนไว้ได้กำไร ตามใจขาดทุน” ได้ช่วยเตือนในการปฏิบัติธรรมของข้าพเจ้าเป็นอย่างมาก โดยนิสัยส่วนตัวที่เป็นมานาน คือ เมื่อได้รับมอบหมายงานที่ไม่ชอบจะรู้สึกขัดใจทันทีและความคิดแรก คือ “เราทำไม่ได้” ความจริงที่พิจารณาได้ คือ เรากลัวว่าจะทำได้ไม่ดีเท่าที่เราต้องการเพื่อให้ผู้อื่นเห็นว่า ผลงานของเรานั้นดี ซึ่งคือกิเลสติดสรรเสริญโดยที่เราไม่รู้ตัว หลังจากรู้จักโศลกธรรมนี้ช่วยให้หลายครั้งที่รู้สึกไม่อยากทำเกิดขึ้น ก็นึกถึงโศกธรรมบทนี้แล้วสู้ด้วยการฝืนทำ เพราะช่วงแรกๆ พอคิดว่าต้องฝืนทำ จิตก็ไม่แกว่งทำผ่านไปได้ ทำให้เราเห็นว่าเราพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นกว่าก่อนปฏิบัติธรรม เมื่อใช้บ่อยๆ ทำให้เห็นว่าใช้ได้ในทุกเรื่องที่ สู้ได้บ้างไม่ได้บ้างแล้วแต่พลังของกิเลสนั้นๆ  ส่งผลถึงการดำเนินชีวิต เช่น ช่วงปีแรกๆ คือ ฝืนขัดห้องน้ำที่บ้านด้วยตัวเอง ๑ ห้อง หลังกลับจากงานอโศกลำลึกปีนี้ คือ ซักผ้าด้วยมือ แต่ผ้าที่แห้งยากหลังซักใช้เครื่องช่วยปั่นน้ำออก ตบะปีนี้ คือ ลดการกินเหลือวันละ ๒ มื้อ และจะพยายามทำให้ได้ตลอดไป งานแรกที่ฝืนอย่างมาก คือ ปี ๕๖ อาหนูให้ออกรายการดินอุ้มดาว ฝืนผ่านไปจนได้ ต่อมาปี…

แปรขยะเป็นบุญ (ทั้งเห็นใจ ทั้งหงุดหงิดสามี…ทำอย่างไรดี?)

เครดิตภาพ: static.pexels.com แปรขยะเป็นบุญ (ทั้งเห็นใจ ทั้งหงุดหงิดสามี…ทำอย่างไรดี?) หนึ่งในเป้าหมายของสขจ. คือการกำจัดขยะในใจของเรา ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากในการใช้ชีวิตอย่างสัมมาทิฏฐิ ทีมงานจึงเปิดคอลัมน์ “แปรขยะเป็นบุญ”  หมายถึงการชำระกิเลสในใจ โดยการตอบปัญหาเพื่อกำจัดขยะออกจากจิตวิญาณของเรา วันนี้เป็นคำถามเกี่ยวกับชีวิตคู่ค่ะ ดิฉันมาปฏิบัติธรรม จึงพอเข้าใจเรื่องความผูกพันของชีวิตคู่ อยากจะคลายออกและไม่ผลัก สามีก็เคยมาด้วย ตอนนี้เขาไม่ได้มา เพราะไปช่วยงานญาติที่ต่างจังหวัด และยังนับถือเคารพ ศรัทธาชาวอโศก แต่เขาไม่พัฒนาตนเอง เคยหงุดหงิด หรือเคยชินอย่างไรก็เหมือนเดิม บางครั้งคุยเหมือนรู้ธรรมะมากกว่าผู้อื่น เอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่ ชอบสอนคนอื่น ดิฉันรู้สึกไม่ชอบใจ กลัวเสียชื่อชาวอโศก เวลาเขาโทรมาหา ดิฉันก็ไม่อยากจะคุยด้วย มักจะพูดจากับเขาด้วยความหงุดหงิด และเบื่อหน่าย แต่เมื่อพูดไปแล้ว ก็สำนึกผิด ครั้งต่อไปก็เป็นอีก ในใจรู้สึกสงสารและเห็นใจ แต่พอพูดด้วยก็หงุดหงิด จะทำอย่างไรดีคะ? คนเรามีความปรารถนาดี เป็นสิ่งประเสริฐ ยิ่งมีใจจะช่วยเหลือในสิ่งที่สามารถลงมือช่วยได้ ก็ต้องทำทันที เมื่อแน่ใจว่าเป็นสิ่งที่ดีระหว่างคนต่อคน มีสัมพันธภาพที่ดีงาม นั่นเป็น สิ่งพึงปรารถนา เพราะคนเราต้องเกี่ยวข้องกัน ทำงานร่วมกัน อยู่ด้วยกัน สิ่งที่ควรปฏิบัติต่อกันให้เหมาะสม เกิดประโยชน์เป็นความเจริญของชีวิต นี้คือ การปฏิบัติธรรม การพุ่งเพ่งบทบาทชีวิตของผู้อื่นมากจนเกินไปนั้น ง่ายต่อการเกิดอารมณ์หงุดหงิด เพราะไม่มีใครที่จะถูกใจเราไปทุกอย่าง…

แปรขยะเป็นบุญ (รับผิดชอบหรือยึด?)

เครดิตภาพ: static.pexels.com แปรขยะเป็นบุญ (รับผิดชอบหรือยึด?) หนึ่งในเป้าหมายของสขจ. คือการกำจัดขยะในใจของเรา ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากในการใช้ชีวิตอย่างสัมมาทิฏฐิ ทีมงานจึงเปิดคอลัมน์ “แปรขยะเป็นบุญ”  หมายถึงการชำระกิเลสในใจ โดยการตอบปัญหาเพื่อกำจัดขยะออกจากจิตวิญาณของเรา คำถามประจำวันนี้เป็นเรื่องอัตตาในการทำงานค่ะ เส้นแบ่งระหว่าง “ความรับผิดชอบ” ในการทำงาน กับ “การยึด” ในการทำงาน จนเกิดอัตตาคืออะไร? และการที่เรารู้สึกว่า เรากำลังรับผิดชอบ แต่คนอื่นบอกว่า เรายึด ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?   “ความรับผิดชอบ” หมายความถึง การพร้อมน้อมรับทั้งส่วนที่ได้รับคำตำหนิว่า ไม่ถูกต้อง และส่วนที่เหมาะสมดีแล้ว ซึ่งหาก  คำติเพื่อก่อนั้นชัดเจนว่าผิดจริง นั่นคือความชอบ หรือ ส่วนที่เหมาะสมด้วยเช่นกัน คำว่า “ชอบ” จึงมีนัยลึกซึ้งที่ หมายถึง ความเหมาะควร และเห็นด้วย พึงใจ ยินดี น้อมรับได้ เพราะเป็นสัจจะ ด้วยเหตุนี้ คนมีความรับผิดชอบ จึงเป็นผู้เข้าถึงสัจจะ ไม่สุดโต่งไป หลงตนว่า ถูกต้องเสมอ แต่เชื่อมั่นในตน และทำอย่างถูกต้องที่สุดเท่าภูมิปัญญาของตนเสมอ ส่วนที่เมื่อทำไปแล้ว กลายเป็นผิด ก็จะศึกษาอย่างชอบธรรม เมื่อชัดว่าผิดจริงก็น้อมรับแก้ไขทันที…