ศาสนา

610625_พุทธศาสนาตามภูมิ ปฐมอโศก ตอบปัญหาพาให้จนแบบสุขสำราญเบิกบานใจ

อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://drive.google.com/open?id=1jBmRrnRD-ZJ_OrR8fexf7sjyAak7sZgTI67bE1aHOas

ดาวโหลดเสียงที่.. https://drive.google.com/open?id=16anumiBqFTz58U16DZzVSBWjTAF92Suh

ดูยูทิวป์ได้ที่…

สมณะเดินดินว่า…วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน 2561 ที่บวรปฐมอโศก ช่วงที่ขึ้นมานี้โทรทัศน์ช่องต่างๆกำลังรายงานอย่างตื่นเต้นเป็นข่าวไปทั่วโลก มีเด็ก 12 คนกับโค้ช 1 คน ไปหลงอยู่ในถ้ำ อยู่เกือบ 2 วันแล้ว ยังหาทางออกไม่ได้ เป็นถ้ำที่เรียกชื่อว่าถ้ำนางนอน มีคนเคยหลงไปเหมือนกัน ช่วงนี้เป็นช่วงที่ฝนตกทำให้น้ำไหลเข้าไปในถ้ำ ตอนนี้ต้องเอาหน่วยซีลดำน้ำเข้าไปเพื่อหาทางไปช่วย

ความมืดของถ้ำนี้ในพระสูตรพระพุทธเจ้าตรัสว่ายังไม่มืดเท่ากับอวิชชา แต่คนจะไม่ค่อยเห็นว่าน่ากลัวกัน ดีไม่ดีจะเข้าไปหาอวิชชาด้วยซ้ำไป มีพุทธพจน์ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัจไว้ว่า โลกนี้คือ หมู่สัตว์มีอวิชชาห่อหุ้มไว้ ไม่แจ่มแจ้งเพราะความสงสัย มีตัณหาเป็นเครื่องฉาบทาไว้ มีทุกข์เป็นภัยหน่วงโลกนี้ไว้ ภัยใหญ่คือความทุกข์ ตอนนี้ผู้ปกครองก็ไปเฝ้ากันจะให้กลับอย่างไรก็ไม่กลับ บนบานศาลกล่าวเจ้าที่เจ้าทางให้ช่วยออกมาให้ได้เถอะ นี่ก็คือทุกข์จากการพลัดพราก แต่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า โลกนี้มีตัณหา เป็นเครื่องฉาบทาโลกมีไว้

บุคคลผู้ถูกราคะย้อมแล้ว คือบุคคลที่ถูกราคะฝังเข้าไปในจิตใจแล้ว เด็กๆเท่าพวกเธอนะ สมัยนั้น แทบจะไม่รู้เรื่องราคะอะไร อย่างมากก็ฟังนิยายพระเอกนางเอกติดตามกันแค่นั้น แต่เด็กทุกวันนี้ เมื่อกี้นี้ เห็นน้องข้าวหอมดูรูปในโทรศัพท์แล้ว ในโทรศัพท์ก็มีผีบ้ามีหนังโป๊อะไรต่างๆนานา เด็กก็จ้องกัน ราคะก็เข้าไปห่อหุ้มในจิตใจ

พระพุทธเจ้าบอกว่าบุคคลเมื่อมีราคะย้อมจิตแล้ว ย่อมไม่รู้อรรถไม่รู้ธรรมไม่รู้อะไรผิดอะไรถูก บางทีเกิดตัณหาหน้ามืดไปข่มขืนคนอายุ 80 ปีก็มี เมื่อธรรมราคะครอบงำผู้ใดความมืดตื้อย่อมครอบงำผู้นั้น มืดยิ่งกว่าอยู่ในถ้ำอีกมันหาทางออกไม่ได้มันจะทำบาปอย่างเดียว แต่ข่าวพวกนี้เขาไม่ทำข่าวกัน คนถูกครอบงำด้วยราคะแล้วทำบาปกรรมกัน นี่เดือดร้อนยิ่งกว่า เด็กที่อยู่ในถ้ำอีกแต่คนก็ไม่รู้กัน

สิ่งที่หน่วยกู้ภัยเขาต้องการคือ ทำอย่างไรเด็กถึงจะมีแสงสว่าง คิดว่าถ้ามีแสงสว่างก็จะหาทางออก แต่ถ้าอยู่ในความมืดมองอะไรไม่เห็น แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่าปัญญาเป็นแสงสว่างที่สุดในโลก อวิชชาเป็นสิ่งที่มืดที่สุดในโลก

พ่อครูว่า…พูดถึงความสว่างเป็นภาษาธรรมะ ถ้าไม่มีแสงก็มืด ถ้ามีแสงก็ไม่มืด เราฟังภาษาธรรมดาก็แค่นั้น แต่ความสว่างที่เป็นภาษาธรรมะนั้นเป็นความสว่างที่ลึกซึ้งจริงๆ มันเป็นความเข้าใจมันเป็นความรู้ รู้ที่ว่านี้รู้ในอะไร มันเป็นความรู้ที่รู้ว่าคนนั้นเกิดมาจะมีชีวิต ชีวิตที่เป็นไปเหมือนกันหมด เหมือนสัตว์เดรัจฉาน เหมือนคนจนคนรวยอะไรก็แล้วแต่ มันมีความรู้สึกต้องการจิตวิญญาณของตนต้องการด้วยความมืด ด้วยความไม่รู้ ด้วยความไม่สว่าง ต้องการ

ยกตัวอย่างเช่น ต้องการสวรรค์ ศาสนาพุทธพระพุทธเจ้าตรัสรู้ชัดเจน สวรรค์มันเป็นอุปาทาน มันเป็นความนึกคิด มันเป็นความปั้นขึ้นมา สวรรค์คืออะไร สวรรค์คือสิ่งที่ตัวเองพอใจ อยากได้สิ่งใด ถ้าได้สิ่งนั้นตามสิ่งที่ตัวเองต้องการ อยากได้ พอได้มา ก็ดีใจชอบใจ คนที่ชอบใจมากก็สวรรค์ใหญ่โต สดใสสว่าง ชื่นใจมาก ถ้าไม่ได้ก็มืด จิตใจหดหู่เศร้าสร้อยมืดมัวหม่นหมองทุกข์ทรมาน

พระพุทธเจ้าตรัสรู้ แสงสว่างที่มาจากดวงอาทิตย์ก็เรียกว่า อาโลก ก็เป็นธรรมดาธรรมชาติของสัตว์เล็กสัตว์น้อยรวมถึงคน ก็ใช้ เป็นประโยชน์ประกอบชีวิตไป จิตวิญญาณที่มีความมืดความสว่าง มนุษย์ก็ต้องใช้ มนุษย์ไม่รู้ก็เลยมืด อยากได้สวรรค์นี้เป็นความมืด เป็นความโง่เป็นความไม่รู้เรื่องเป็นความไม่มีความรู้จริง ก็ไปอยากได้มา มันก็ไม่เป็นการรู้จักที่สิ้นสุดเป็นอารมณ์โลกียะ พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วสุดท้ายศาสนาพุทธไม่มีสวรรค์ไม่มีนรก นั่นคือผู้ที่สว่างทางธรรมะ จิตสว่าง รู้แจ้งหมดเลย มันจึงไม่ทุกข์ไม่สุข มันจึงสบายๆ

เพราะฉะนั้นผู้ที่ได้ความรู้ได้แสงสว่างทางธรรมะนี้ จึงสบายไม่ทุกข์ไม่สุข สว่างตลอดกาล กลางวันกลางคืนสว่างหมด ไม่ทุกข์ไม่สุขทั้งกลางวันทั้งกลางคืน สบายจริงๆ เป็นความสบายที่ผู้ที่เข้าถึงแล้วผู้ที่บรรลุธรรมแล้ว รู้แจ้งเห็นจริงเอง ผู้ที่บรรลุแสงสว่างตลอดกาล แสงสว่างที่มีทั้งกลางวันกลางคืนก็คือพระอรหันต์ขึ้นไป สว่างไม่มีที่สิ้นสุดไปตลอด มันสบาย

อาตมาประกาศบอกว่า ตนเองเป็นอรหันต์ตนเองบรรลุธรรมจึงเห็นความจริงอันนี้ชัดเจน เอามาพูดนี้ไม่ได้พูดลอยลม เป็นความจริง ทุกวันนี้อาตมาสบายใจและได้ประกาศได้บอกไปหมดแล้วว่าเราเป็นใครเป็นอะไรมีความจริงความรู้อย่างไร จึงพูดแต่ความจริงออกไป

ใครที่ยังถือสายังติดใจ ดีไม่ดีก็ไปหาตำรา พระวินัยที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้มาคอย เอารายละเอียดมาจับผิดอาตมา ก็ว่ากันไป เขาก็คิดว่าเขาหวังดี ไม่อยากให้อาตมาผิด จริงๆแล้วอาตมาไม่มีความผิดอะไร คุณจะมองในแง่มุมไหนของพระวินัยของธรรมวินัยต่างๆเอามาจับผิดอาตมาไปก็จับผิดไป อาตมาก็ฟัง แง่นั้นแง่นี้ อธิบายได้ก็อธิบาย อธิบายไม่ได้ก็แล้วแต่เขาหาจุดมามอง ก็ไม่อธิบาย ก็ไม่รู้ อาตมาไม่ใช่ว่ารู้ไปทั้งหมด ที่คุณเอาเหตุผลเหตุปัจจัยอะไรมามองอาตมา อาตมาก็จำนนอาตมาก็ไม่รู้ได้ด้วย ไปไม่ออกเหมือนกัน

อาตมาเกิดมาชาตินี้ อาตมาก็รู้แต่ว่า รู้ชัดว่า เราเป็นใครทำหน้าที่อะไรก็บอกไปตามภาษาว่าเป็นโพธิสัตว์ อาตมาบำเพ็ญชีวิตเพื่อจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตก็บำเพ็ญมาจนกระทั่งถึงปางนี้ บอกทุกอย่างบอกความจริง แม้แต่ไล่ว่าอาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 และโพธิสัตว์มีกี่ระดับก็พูดก็บอก อาตมาไม่เคยได้ยินใครพูดนะว่าโพธิสัตว์มีกี่ระดับ โพธิสัตว์ 9 ระดับ 1.โสดาบันโพธิสัตว์ 2.สกิทาคามีโพธิสัตว์ 3.อนาคามีโพธิสัตว์ 4.อรหันต์โพธิสัตว์ 5.อนุโพธิสัตว์ 6.อนิยตโพธิสัตว์ 7.นิยตโพธิสัตว์ 8.มหาโพธิสัตว์ 9.สัมมาสัมพุทธโธ(พระพุทธเจ้า)ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า

อาตมาก็ไล่อย่างมั่นใจ จริงๆก็ไม่เคยไปเห็นในตำราไหนว่าไว้ มหายานก็ไม่ได้ศึกษา แม้ในเถรวาท อาตมาก็ไม่เห็นเถรวาทที่ไหนเรียบเรียงอธิบายไว้ อาตมาได้ของอาตมาเอง ซึ่งเป็นความรู้ที่จริงๆ ที่อาตมามีว่า ของพระพุทธเจ้าเป็นเช่นนี้อธิบายได้ โพธิสัตว์ 9 ระดับ 1.โสดาบันโพธิสัตว์ 2.สกิทาคามีโพธิสัตว์ 3.อนาคามีโพธิสัตว์ 4.อรหันต์โพธิสัตว์ 5.อนุโพธิสัตว์ 6.อนิยตโพธิสัตว์ 7.นิยตโพธิสัตว์ 8.มหาโพธิสัตว์ 9.สัมมาสัมพุทธโธ(พระพุทธเจ้า)ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นอย่างไร

มหาโพธิสัตว์ก็สูงกว่าที่อาตมาเป็น ยิ่งพระพุทธเจ้าก็ยังไม่ถึง ก็อธิบายไม่ได้ เกิดมาชาตินี้รู้ตัวว่าต้องมาทำงานศาสนาสืบทอดมาหลายชาติมาแล้ว เป็นโพธิสัตว์ เสียเวลาไปตามโลกบ้าง พระพุทธเจ้าก็เกิดมาเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ เสียเวลาไป 29 ปี 35 ปี กว่าจะมั่นใจว่าตัวเองเป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งความเป็นพระพุทธเจ้าของพระองค์ ในชาติที่เป็นเจ้าชายสิทธัตถะก็เป็นมาแล้วมีบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณมาก่อน แล้วมาเกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ท่านไม่ได้ปฏิบัติธรรมอะไร ท่านเอาของเก่าเหมือนกันมา แต่ของท่านเป็นสัมมาสัมพุทธะ ของอาตมาเป็นแค่โพธิสัตว์มันคนละระดับเท่านั้นเอง อาตมาก็รู้ว่ามันคล้ายกัน พระพุทธเจ้าท่านก็เป็นอย่างนี้ท่านก็มีของท่าน ที่อาตมาเทียบตรงนี้ก็หมายความว่าอาตมาเกิดมาในชาตินี้มันยังไม่มีใคร ที่มีภูมิธรรมทางพุทธธรรมสูงกว่าอาตมา อาตมาชาตินี้มี ก็ทำหน้าที่ของอาตมาไป ตามที่จริงใจมั่นใจตามรู้ว่าเป็นหน้าที่อาตมาก็ทำไป ส่วนคุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็ไม่ได้พูดไปเพื่อให้ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ มีหน้าที่พูดความจริง ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ใครจะรับเอาหรือไม่เอา ก็ไม่มีปัญหาอะไร

ผู้ที่รับเอาได้ประโยชน์จากที่อาตมาเทศนาบรรยาย ไม่อยู่ตลอดเวลา

มาอ่าน sms

_จากบ้านเล็กเมืองน้อย..กราบนมัสการพ่อท่านด้วยความเคารพอย่างสูง

จากที่ได้อ่านหนังสือเก่าที่ดีมากๆของพ่อท่าน กราบขออนุญาตคัดคำความจากหนังสือ

ที่สะท้อนแนวคิดต่อเรื่องที่พ่อท่านพูดว่า “จุดลงตัวที่สุดของความสามัคคี อยู่ที่ความไม่เที่ยง”

ในความไม่เที่ยงนี้ การยึดมั่นถือมั่น ก็คือการแสดงออกซึ่งความเห็นแก่ตัว ของผู้ที่ยังหลงในปรมาตมันแห่งตน  

ถ้าความเห็นแก่ตัวไร้กรอบ ก็เป็นเหตุให้เรื่องราว ลุกลามใหญ่โต จากสามัคคีกลายเป็นการทะเลาะเบาะแว้งได้

ณ จุดนี้เอง ศีล จะมีบทบาทอย่างยิ่ง ช่วยให้อยู่ในกรอบแห่งความเมตตา เอาใจเขาใส่ใจเรา ด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน

จะช่วยควบคุม Scope ของความขัดแย้ง และคล้อยตาม ให้พอเหมาะ อะลุ่มอล่วยกัน จนเกิดสมดุลได้

แล้วเมื่อมีสภาวะพอจะทำความเข้าใจ ในความไม่เที่ยงของทุกสรรพสิ่งในมหาจักรวาลนี้ได้ ก็จะรู้ว่า อะไรก็ตามที่ยึดอยู่นั้น มันไม่เที่ยง

จุดลงตัวที่สุด ที่จะทำให้เกิดความสามัคคีได้ ก็คือ การสลายความติดยึดของตนเอง

 ***  ” ดังนั้น ผู้ที่พ้นโลกอบายหยาบๆแล้ว ไม่เป็นตัวการไปทำความต่ำความไม่เจริญแก่โลกให้มีราคี เรียกได้ว่าเป็นอาริยะชนผู้เจริญในชั้นต้น

แต่ยังไม่รู้เรื่องของวิญญาณเพียงพอ ว่ามันยังเสพย์ยิ่งใหญ่

ติดยึด เผาผลาญกินพลังงานมากมาย ไม่สิ้นสุดได้ยิ่งกว่าเสพย์ยึดในวัตถุเสียอีก

อาริยะชนเหล่านั้น ต้องพยายามเข้าใจความอิสระแห่งจิตที่หลากหลายมากมายของคน ซึ่งมีขนาดไม่เท่ากันเลย

ไม่เช่นนั้นท่านจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับทุกสิ่ง อย่างแท้จริงไม่ได้

เพราะความอยากของตนยังมากมาย และยังทรงพลังแรงอยู่ เกิดแรงโน้มถ่วง กันตัวเองออกจากผู้อื่น ไม่รู้ขอบเขตของตน

ไม่รู้ความอยากที่สิ้นสุดในผู้อื่น ซึ่งสิ้นสุดพลังอยากแล้ว เพราะอำนาจรู้แห่งจิตวิญญาณของท่านสิ้นสุดลงแค่นั้น

จึงนับว่าเป็นคนดีได้แค่นั้น เพราะแผ่พลังที่เป็นคุณประโยชน์ได้ยังไม่สุดรอบ ไม่มากกว่าที่เป็นอยู่

คนใดที่ยังมีจิตยึดวิชาความรู้ความเก่งไม่ว่าแขนงใดๆก็ตาม ผู้นั้นก็คือผู้ยังหลงปรมาตมันแห่งตน หลงพลังงานแห่งตนอยู่

ความอ่อนน้อมถ่อมตนหาได้ยาก จึงทำให้ตนยังมีความเห็นแก่ตัวอยู่นั่นเอง  

หรือแม้แต่ผู้เล่าเรียนปฏิบัติธรรมจนแตกฉานรู้มาก แต่ไม่รู้โลกแท้ๆ ไม่แจ้งวิญญาณจริงๆ ยังดับโลกให้แก่ตนยังไม่ได้

สันติภาพอันสูงสุดจึงมีไม่ได้เลย ถ้าไม่แจ้งด้วยปัญญาว่า อย่ายึดอย่าหลงในสิ่งที่เรามี เราเป็น

รู้เท่าทันมานะทิฐิ รู้โลกเรียนวิญญาณให้แจ้งแก่ตน แล้วดับโลกที่ตนยังตกเป็นทาสมันให้มอดสนิท ดับทั้งวิญญาณ ที่ตนยังหลงใหลงมงายให้ถูกรูปถูกร่างแท้

จนเหลือพลังสันติธรรมที่แท้เท่านั้น ที่แผ่รังสีที่แสนดีของตนได้ทั่วทั้งเอกภพ

โดยไม่เกียจคร้าน อย่างไม่เห็นแก่ตัว ไร้ตัวตน เป็นสูญ……ดั่ง สุญญตา “

*** คัดย่อคำความจากหนังสือเก่าของพ่อท่าน

พ่อครูว่า ชัดเจน อาตมาบรรยายมา 47 ปีจนจำไม่ได้ว่าปัญญาอะไรมาตั้งแต่ต้นต้นบ้างจำไม่ได้หรอกว่าตนเองพูดว่าอย่างไร แต่ก็เข้าใจหมดว่าใช่ทั้งนั้นที่พูดนี้

SMS 24 มิถุนายน 2561 (พ่อครู : สันติอโศก)

_0015ญาติโยมเตรียมอาหารไว้ถวายพระ แต่มีเหตุไม่สามารถมาประเคนอาหารได้ ถ้าบอกถวายทางโทรศัพท์หรือทางไลน์จะได้หรือไม่ พระจะรับอาหารนั้นได้หรือไม่ครับ

พ่อครูว่า…ถ้าคุณเจตนาเอามาวางบนโต๊ะ แต่ไม่ได้ประเคน ตนเองกลับบ้านไป แล้วก็ส่งไลน์มา ถ้าจะรับอาหารได้หรือไม่ก็ได้ เพราะการประเคนคือจิตเจตนา หากมีรูปธรรม มือต่อมือหน่อยก็ครบ แต่ถ้าไม่เห็นก็ชัดเจนอยู่แล้ว พระท่านก็รับรู้ว่าเป็นอย่างนี้ เจ้าของเขาอนุญาตเขาให้ เราก็รับรู้แล้วก็รับประทาน ก็ไม่ผิดอะไร โดยวินัยจริงๆก็ไม่ได้ผิดอะไร สมัยพระพุทธเจ้าไม่มีโทรศัพท์ ก็เลยไม่มีอันนี้สมาทาน แต่สมัยนี้มันมีอันนี้ก็เอาอันนี้มาถาม ก็ตอบอย่างไม่ขัดข้อง

สมณะเดินดินว่า…เห็นว่าทางเนินพอกินเตรียมอาหารมาจะใส่บาตรพ่อครู แต่พ่อครูไม่ได้บิณฑบาตเขาจะทำใจอย่างนี้ บุญที่เขาตั้งใจว่าจึงจะสมบูรณ์ไม่บกพร่อง

พ่อครูว่า…เหตุการณ์มันไม่สมดุลไม่ครบเท่านั้นเอง จิตที่เต็มแล้วถวายแล้วก็ได้แล้ว ตั้งใจแล้วมีเจตนาที่ดี ก็จบ เราก็ไม่มีปัญหาอะไร พระพุทธเจ้าเคยบอกว่า ของที่เอามาถวายพระแล้ว เมื่อไม่ถวายมันก็ยังอยู่ตรงนั้น มันก็เป็นของเธออย่างเก่า เธอก็เอาไปกินไปใช้เสียก็จบ ถ้าได้ถวายก็ได้ถวาย ไม่ได้ถวายก็ไม่ได้ถวาย แต่ผู้ที่ถวายแล้วอยากถวายแล้วอยากจะได้กุศลอยากได้วิมานอยากได้บุญบารมีอะไร มันก็เลยรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ จิตไม่มีกุศลจิตแล้ว แต่ทำแล้ว ก็ได้แล้วด้วยความดีที่เราเองยังมีทานมีบริจาคในจิต ก็เป็นคุณงามความดี แม้ไม่ได้บริจาควัตถุนั้น จิตของคุณมีแล้วก็ได้แล้ว เท่านั้นเอง

คำว่าบุญ ถ้าคุณเองถวายหรือไม่ได้ถวายก็ตาม แต่คุณเองก็ว่าคุณไม่ได้ คุณก็ไม่ได้มีบุญอะไร แต่ถ้าคุณคิดว่าจิตเราก็ไม่ต้องไปมีความยึดมั่นถือมั่น ยึดถือว่าจะต้องถวาย เขาเจตนาดีนะ แต่ไม่มีโอกาสไม่สมพร้อมที่จะได้ทำ เราเองก็กินเองอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใจเรามีกุศลก็ดีแล้ว เราไม่ต้องไปยึดมั่นถือมั่นว่าต้องได้หรือไม่ได้ ถ้าหากเรายึดมั่นถือมั่นว่าไม่ได้ถวายหรือถวายคุณก็ มีภพชาติเท่านั้นเองก็ยังอวิชชา

สมณะเดินดิน..สอบถามนักเรียนว่า ที่ศีรษะอโศกมีศาลาหลังหนึ่งชื่อว่าบุญถ่วม แต่ว่าไม่ถูกความหมาย พ่อครูเลยเลือกใหม่ว่า บุญหมด หรือบุญเหมิด ถามว่านักเรียนจะไปศาลาไหน

นักเรียนตอบว่า บุญเหมิด

พ่อครูว่า..แสดงว่าเข้าใจดี ไม่เสียเปล่าที่มาที่อธิบายธรรมะ บุญหมดนี้ถูกว่าบุญถ่วม แต่ทุกวันนี้คนเข้าใจบุญเป็นตัวเป็นตนไปซะอีก

_อำพัน ศรีทองก้อน • น้ำไหลนิ่งคือ จิตสงบใจสว่าง ใช่เปล่าครับ

พ่อครูว่า…ใช่แล้ว

_พานิรัฐ ธนวุฒิ • ฟังพ่อครูประจำคะมีความเข้าใจที่ถูกต้องเพิ่มขึ้น

_อยากรู้ว่าปะ กินอาหารเสริมได้หรือไม่คะหนูเห็นกินอาหารเสริมทุกวันตอนเช้าเลยค่ะ

พ่อครูว่า..ปะคือฐานะผู้ปฏิบัติ ก่อนจะไปเป็นนาคเป็นเณร หรือเป็นกรัก สิกขมาตุ…ก็ถ้าเผื่อว่ามันไม่สบาย มันจะต้องกินอาหารเสริมหรือว่ามันไม่พอจริงๆ ที่เป็นทางสรีระ กินอาหารเสริม เราก็กิน แต่ทว่าไม่ใช่ ยังตะกละจะกินอยู่ กิเลสมันก็ขึ้น เป็นปะก็ปะผุพังเท่านั้น ก็ไม่เจริญกินไม่รู้เรื่องไม่รู้เวลาเพราะมันเป็นกิเลส แต่ถ้าไปรู้ว่า เราไม่น่าจะไปติดอะไรมากมาย เรามามีความเจริญนะ มาเป็นปะต้องเลิกกิเลสจึงเจริญ ก็มีคนมองให้ก็ดีแล้ว ท้วงไป

_หนูอยากรู้ว่าคนที่ขี้อิจฉาคนอื่นแล้วทำให้ผู้อื่นแตกแยก ให้ร้ายผู้อื่น พูดว่าคนอื่นในทางไม่ดี จะได้รับวิบากอย่างไรบ้างคะ และถ้ามีคนแบบนี้อยู่ในอโศกจะได้รับวิบากหนักไหมคะ

พ่อครูว่า…หลวงปู่ตอบไม่ได้หรอกวิบากกรรมเป็นอจินไตย ตอบเป็นรูปธรรม ตอบเป็นเรื่องเป็นราวตัวตนไม่ได้จะได้รับวิบากอะไรก็คือได้รับความทุกข์ความชั่ว

ถ้าคนแบบนี้อยู่ในอโศก ก็ได้รับวิบากหนักก็อยู่ในวงการอื่น เพราะว่าอโศกนี้เขาปฏิบัติธรรมจริงๆ ตั้งใจปฏิบัติธรรม และก็เป็นแดนถิ่นเป็นเสนาสนะ เป็นสัปปายะ 4 มีบุคคล อาหารสถานที่ ธรรมะ ที่เหมาะสำหรับปฏิบัติธรรม อาตมามาทางนี้ 47 48 ปี เป็นแดนที่ปฏิบัติธรรมจริง คนที่จะเข้ามาอยู่ในนี้แล้ว หากมาละเมิดธรรมะก็บาปกว่าคนข้างนอกหลายเท่า ละเมิดเช่น ยกตัวอย่างง่ายๆ คนโกหก โกหกข้างนอกก็บาปประมาณหนึ่ง

ภิกษุเมื่อบวชเป็นภิกษุแล้ว โกหก หากโกหก ที่ไม่ใช่อุตริมนุสธรรมก็ปาจิตตีย์ แต่ถ้าโกหกเรื่องอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีในตน แล้วก็บอกว่ามีในตนก็ปาราชิก โทษมันหนักกันถึงขนาดนี้ อันหนึ่งปาจิตตีย์อันหนึ่งปาราชิก

ฉันเดียวกันกับผู้ปฏิบัติธรรม โกหกอยู่ข้างนอกก็ได้บาปประมาณหนึ่ง แต่ถ้ามาโกหก ในดินแดนผู้ปฏิบัติธรรมจริงๆอย่างชาวอโศก บาปมากกว่ากันเป็นร้อยเท่า เพราะฉะนั้นอยู่ในนี้อย่าทำชั่วอย่าทำผิดศีลผิดธรรม บาปมันหนัก นี่เป็นเรื่องจริงเป็นสัจธรรม ใครทำก็เป็นของจริงของคนคนๆนั้น มันไม่เห็นหรอกตัวตนรูปร่างบาปเป็นอย่างไร แต่มันเกิดกรรมที่บาปแล้วมันบาปจริงๆ ใครไม่เชื่อบาปไม่ใช่วิบากก็แล้วไป ถ้าหากเชื่อก็อย่าไปละเมิด นี่เป็นเรื่องจริงอย่างนั้น อาตมาก็สงสารคนพวกเราที่ปฏิบัติธรรมและประมาท อาตมาว่าออกไปดีกว่า ออกไปอยู่ข้างนอกอย่ามาอยู่ในข้างในหมู่นี้ หมู่นี้เขาปฏิบัติธรรมกันจริงๆ มันเป็นบาป หลายอย่างเป็นตัวอย่างที่แย่ทำให้หมู่กลุ่มเสื่อม ลากจูงดึงฉุด สังคมกลุ่มนี้เขา มันเลวหลายชั้น บาปหลายชั้น เพราะฉะนั้นอย่าทำ

_คำว่าประชาธิปไตย คืออะไร

พ่อครูว่า…อาตมาพยายามอธิบายอยู่เสมอว่าประชาธิปไตยคืออะไร ประชาธิปไตยคือ พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) เอาของพระพุทธเจ้ามาพูดเลย

ประชาธิปไตยคือ เพื่อประชาชน ผู้ใดมีความจริง ที่ตัวเองประพฤติ แล้วประพฤติเพื่อประโยชน์ให้แก่ประชาชน ผู้นั้นมีเชื้อประชาธิปไตยมีเนื้อแท้ประชาธิปไตย ถ้าหากประพฤติปฏิบัติไปแล้วยังมีส่วนที่จะให้ตนเอง ก็ยังไม่เป็นประชาธิปไตยบริบูรณ์ แต่คนจะปฏิบัติประชาธิปไตยบริบูรณ์นั้น คือพระอรหันต์ขึ้นไป พระอนาคามีก็จะเหลือภพชาติในใจนิดนึง นอกนั้นก็ทำเพื่อประโยชน์ประชาชน ขนาดอนาคามีก็ยอดแล้วทางโลกเขาไม่เข้าใจหรอก ในทางธรรมะถ้าเป็นคนจริงนี้ยอด สกิทาคามีก็ลดลงมา โสดาบันก็ลดลงมา แต่มีภูมิธรรมที่ลดตัวตนลดอัตตาทำเพื่อผู้อื่นได้มากขึ้นมากขึ้นเป็นลำดับ ชาวอโศกเป็นนักประชาธิปไตยตัวจริงที่ทำตามพระพุทธเจ้า

_ประชาธิปไตยต้องมีรูปแบบจากการเลือกตั้งหรือไม่

พ่อครูว่า…การเลือกตั้งเป็นรูปแบบวิธีการหนึ่งเท่านั้นที่เอามาใช้กับประชาธิปไตย เป็นแรงงานเป็นความเห็นร่วม สูงสุด เพราะฉะนั้นเลือกตั้งเอาคนไปบริหาร ก็เลือกเอาคนที่ประชาชนมีความเห็นว่าสมควรจริง ก็เป็นความเห็นความรู้ประชาธิปไตยแบบนี้ ว่าให้ประชาชนเลือกคนนี้ไปเป็นส.ส. ไปเป็นนายกไปเป็นประธานาธิบดี อย่างเช่นอเมริกาประชาชนเขาเลือกประธานาธิบดีโดยตรง เมืองไทยก็เลือกส.ส. แล้วส.ส.ก็ไปเลือกนายกฯอีกชั้นหนึ่ง ก็เป็นวิธีการอีกอย่าง เป็นรูปแบบวิธีการไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่ ถ้าสมควรทำก็ทำกันถ้าไม่สมควรก็ไม่ทำ

แต่ว่านักบริหารนั้นจะเป็นประชาธิปไตยไหม ประชาธิปไตยคือทำเพื่อประชาชน ไม่ทำเพื่อตนหรือหมู่ของตน

เมืองไทยขณะนี้ผู้บริหารไม่ได้มาจากการเลือกตั้งแต่ทำเพื่อประชาชนจริง ไม่ได้ทำเพื่อหมู่กลุ่มของตนเองอย่างเห็นๆ ทำได้ดีกว่าผู้ที่ได้รับการเลือกตั้ง การเลือกตั้งมีมาไม่รู้กี่ปีแล้วในประเทศไทย คณะบริหารที่ไปจากการเลือกตั้งไปทำเพื่อประโยชน์ตัวเองเพื่อพรรคพวกตัวเองอย่างเช่นทักษิณยิ่งลักษณ์ ชัดที่สุด ทำอย่างโจ่งแจ้งหน้าด้าน ทำเพื่อตนเองหมู่ตนเอง อย่างนั้นไม่ใช่ประชาธิปไตยเขามาหลอกเท่านั้นแหละ พวกได้มาจากการเลือกตั้ง แล้วเอาการเลือกตั้งเป็นใหญ่ พวกนี้มีความรู้เรื่องประชาธิปไตยเท่าขี้เล็บก็มากไปด้วยซ้ำ อย่าไปถือสาระของฝ่ายทักษิณที่ตะโกนอยู่ตอนนี้ คนไทยน่าจะตื่นตัวอย่าเอาพวกนี้มาเข้ามาบริหารให้วุ่นวายเลย มันจะพาประเทศเสื่อมต่ำ จนมีคดีมีเรื่องราว เดี๋ยวนี้ก็ตะลอนๆแล้วพยายามเลี่ยงใช้ อาชญวิทยาที่ตัวเองเรียนรู้มา หนีตอนนี้ เอาน้องสาวมาน้องสาวก็ถูกตัดสินติดคุกหนักกว่าอีก ก็เลยต้องหนีไป เห็นชัดเจนในรูปธรรมที่เขาทำ พวกนี้ไม่มีความรู้เท่าขี้เล็บเรื่องประชาธิปไตย ฝ่ายทักษิณหรือฝ่ายแดงไม่มีความรู้ประชาธิปไตยเท่าขี้เล็บแต่เอาความรู้มาหลอกประชาชนว่าการเลือกตั้งคือประชาธิปไตย

อาตมายืนยันว่าขณะนี้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยที่ดีที่สุดในโลก เพราะทำอย่างจริงจังมีมรรคผล แต่ความเสื่อมของประเทศไทยที่ถูกนักเลือกตั้งนักการเมืองทำมาตั้งเกือบ 80 ปีแล้วมันสะสมหมักหมมมาแย่เต็มที่ก็เลยต้องแก้ไขกัน มันก็ดีขึ้นดีขึ้น

เรื่องนี้จะเลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้งอาตมาไม่มีปัญหาเดือดร้อนด้วย ไม่เห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไร แต่เขาก็เข้าใจอีกอย่างก็เลยไปแย่งกัน ประชาชนทั่วโลกไม่มีความรู้ลึกซึ้งพวกนี้ก็เลยมาท้วงติง เขาก็ไม่ได้ปล่อยปละละเลยวางแผนว่าจะเลือกตั้งปี 62 ต้นปี ตอนนี้ก็ขอทำไปก่อน เขาก็มีคนมาตะโกนประท้วงเท่านั้นเอง เป็นเสียงหมูเสียงหมาเห่าไป

_ประเทศไทยตอนนี้มีนายกฯ และคณะรัฐบาลที่มาจากคสช ซึ่งเป็นการยึดอำนาจจากคณะรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หากคณะคสช.ไม่ยึดอำนาจแล้ว เข้ามาบริหารประเทศจะเกิดอะไรขึ้นบ้างสำหรับคนไทยและประเทศไทยในตอนนั้น

พ่อครูว่า..มันเป็นเหตุการณ์ที่นายกฯตู่ เข้ามาเขาใช้อำนาจยึดประเทศเพราะนายกฯตู่ตอนนั้นเป็นทหาร ในยุคที่มันไม่มีคณะบริหารประเทศแล้ว

ในยุคนั้นตอนนั้น ประชาชนได้ยึดอำนาจของยิ่งลักษณ์ ของผู้ที่มาเป็นตัวแทนของยิ่งลักษณ์ ในขณะนั้น มันเป็นความสำเร็จในประชาธิปไตยคือว่าประชาชนได้ยึดอำนาจโดยการประท้วงขับไล่รัฐบาลออกไปหมด รัฐบาลก็ไม่เหลือแล้ว ในฐานะที่พลเอกประยุทธ์เป็นผู้ดูแลเรื่องความมั่นคงของประเทศก็เข้าไปยึดอำนาจถูกต้องดีทุกอย่างไม่มีอะไรผิด จริงๆแล้วจะเรียกว่ารัฐประหารก็ไม่ได้รัฐประหาร ไปสวมหน้าที่ที่จะต้องเป็นเช่นนั้น มันเป็นหน้าที่ที่จะต้องทำอย่างนั้น ถึงได้เรียบร้อยราบรื่นสงบ รัฐศาสตร์ควรจะมาศึกษา เป็นตัวอย่างประวัติศาสตร์ของประชาธิปไตยของโลกเลย

บอกว่าหาก คสช.ไม่มายึดอำนาจแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นในประเทศไทย ซึ่งมาสมมุติเท่านั้น มันก็ต้องเป็นไปตามที่มันควรเป็น มันเป็นไปไม่ได้ไปสมมติสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ มันเป็นตถตามันต้องเป็นเช่นนั้น axiom ไม่มีอะไรเปรียบเทียบสงสัย มันต้องเป็นเช่นนั้น นี่คือความจริงประเทศไทยต้องเป็นเช่นนั้น มันคือความจริงแล้วไม่ให้มันเป็นก็ไม่ได้ คุณมาพูดภาษาสมมุติเท่านั้นเองสมมติให้ตายก็ไม่ได้ เพราะมันต้องเป็นเช่นนั้น หากไม่ยึดอำนาจประชาชนก็ยึดอำนาจแล้ว

แต่ผู้ที่ไม่มีความรู้เรื่องประชาธิปไตย เขาก็ไม่รู้ว่าประชาชนคือพวกเรานี่แหละไปประท้วงยึดอยู่ จนสำเร็จแล้วด้วยความสงบ 1. สงบไม่มีอาวุธ 2. เปิดเผยความจริง อธิบายเลยว่าผู้บริหารนี้ผิดอย่างไรเร็วอย่างไรไม่สมควรอย่างไร จนประชาชนในประเทศ เห็นพ้องต้องกันเห็นด้วยก็มาร่วมกันชุมนุม จนกระทั่งพวกเราชุมนุมอยู่ คุณสุเทพก็เอาขนะมาเติม ข่าวชุมนุมประท้วงอยู่แล้วได้เรียบร้อย คุณสุเทพก็เอามาเติม ซ้ำอีก เรียกว่าคณะ กปปส.ก็ยิ่งสำทับชัดเจนว่าได้แล้ว คุณประยุทธ์มายึดอำนาจบริหารก็ถูกแล้ว ไปบริหารก็ลงตัวหมดทุกอย่างเลย ยิ่งลักษณ์ตอนนี้ก็ถูกตัดสินให้จำคุกอีก

_ตอนนี้นายกประยุทธ์ จันทร์โอชา บริหารอยู่นี้เป็นประชาธิปไตยมากน้อยหรืออย่างไร

พ่อครูว่า..เป็นประชาธิปไตยมากกว่านายกฯที่ผ่านมา 29 คน มีน้ำมีเนื้อ มีอะไรดีที่สุด แม้แต่เรื่องเศรษฐกิจก็ดีแต่คนเข้าใจเศรษฐกิจที่ดีที่สุดไม่ได้ ชาวอโศกเป็นผู้ที่มีประชาธิปไตยมีเศรษฐกิจที่ดีที่สุดในโลกทุกคนมีชีวิตสบายมากเลยแล้วมาเป็นคนจนด้วยซึ่งตรงตามที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ภูมิรู้ พระปรีชาญาณก็ไม่หลวงรัชกาลที่ 9 กับสัจธรรมประชาธิปไตย เยี่ยมยอด การบริหารประเทศต้องบริหารอย่างแบบคนจน ตามในหลวงรัชกาลที่ 9 ตรัส ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ถ้าทำ…

  1. ประชาชนเป็นคนจน เป็นคนจนผู้ยิ่งใหญ่คนจนมหัศจรรย์ไม่ใช่คนจนกระจอกงอกง่อย 2. พอกินพอใช้ สร้างสรรให้เหลือกินเหลือใช้เกิน จึงเป็นคนจนอุดมสมบูรณ์แล้วสะพัดความเกินความเหลือที่มีนั้นแก่ผู้อื่น จึงเป็นคนจนที่เลี้ยงโลก เลี้ยงผู้อื่น จะให้ดีแล้วคนไทยมีเศรษฐกิจดีเหลือกินเหลือใช้ก็ขายให้แก่ต่างประเทศอย่างราคาถูกขายต่ำกว่าทุนเลย อันนี้ยิ่งจะยืนยันความชัดเจนของประเทศไทยว่ายิ่งใหญ่ เศรษฐกิจดีที่สุด

แต่ไม่ต้องไปรวย เพราะความรวยไม่ได้สื่อและส่อแสดงว่าความรวยคือความสำเร็จของชีวิต (มีคนแจ้งมากว่า ผู้รักษาการแทนยิ่งรักตอนนั้นก็คือนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล)

อาตมาว่าเมืองไทยมีประชาธิปไตยที่ดีที่สุดในโลกก็เพราะว่าเมืองไทยมีชาวอโศก ชาวอโศกเป็นนักประชาธิปไตยดีที่สุดในโลก เป็นคอมมิวนิสต์ดีที่สุดในโลก เป็นเผด็จการที่ดีที่สุดในโลก เพราะไม่มีเผด็จการเลย มีแต่อิสระเสรีภาพ และคอมมูนระดับเสียภาษีให้แก่ส่วนกลางร้อยเปอร์เซ็นต์ประชาธิปไตยที่เสียภาษีให้แก่ชนกลาง 100% จึงเป็นสิ่งที่ประเสริฐสุด ในเรื่องของความเป็นเศรษฐกิจรัฐศาสตร์ประชาธิปไตย ทุกคนอยู่ในที่นี้มาเสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์ทั้งนั้น ไม่ได้ถูกบังคับมา มาเองทั้งนั้น อิสระ ทำงานฟรีนะ เอาเข้ากองกลางหมดชาวอโศกเป็นเช่นนั้นจริงๆจะเป็นสุดยอดของนักเศรษฐกิจประชาธิปไตยนักเผด็จการนักคอมมิวนิสต์ที่สูงสุด

สมณะเดินดินว่า…คนไม่มีเงินสักบาทกับคนมีเงินร้อยล้าน อันไหนเศรษฐกิจดีกว่ากัน

พ่อครูว่า…ไม่มีเงินสักบาทนี้สุขสำราญเบิกบานใจและอยู่ในสาธารณโภคี ข้าวมีกินดินมีเดินพี่น้องมีเสร็จ เห็ดมีเก็บ ป่วยเจ็บมีคนรักษา ขี้หมามีคนช่วยกวาด ผ้าขาดมีคนช่วยชุน บุญใครก็จัดการของตนเอง

ทิวเมฆว่า…มีสุข เพราะไม่ต้องนึกว่าจะหาเงินได้มากหรือน้อย สบาย วันๆหนึ่งทำงานเต็มที่ขยันหมั่นเพียรไม่ขี้เกียจ เราอยู่กันไปอย่างสบาย อยู่กันมาหลายสิบปีแล้วในชุมชน 40 กว่าปีแล้ว ทุกวันนี้อาตมาใช้ภาษาว่าชาวอโศกเป็นคนจน สุขสำราญเบิกบานใจเป็นชุมชนมีเศรษฐกิจดีที่สุด เป็นระบอบประชาธิปไตยดีที่สุดระบอบคอมมิวนิสต์ดีที่สุดไม่ได้พูดเล่นลอยลมไม่ได้อวดตัว แต่พูดความจริงตามความเป็นจริงแต่คนไม่ค่อยเข้าใจ

แม้แต่นักบริหาร ชาวอโศกตั้งแต่อาตมาเป็นหัวหน้าชาวอโศก เป็นคนอาภัพ อัปภาคมากทำดีก็ไม่ได้ดีหรอก คนก็ไม่ได้รู้ได้เห็น ที่พูดก็ไม่ได้น้อยใจเสียใจ อาตมาพูดนี้ก็อุตสาหะวิริยะพากเพียร อาตมามั่นใจว่าไม่ได้ทำสิ่งที่ผิดหรือเสียหายเลย ไม่ว่าจะเป็นระบบเศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ อาตมาไม่ได้ทำอะไรเสียหายเป็นสิ่งประเสริฐช่วยประเทศชาติอย่างแท้จริง แล้วอาตมาก็พยายามจะพูดกว้างไปถึงช่วยโลกช่วยประเทศอื่นๆ ถ้าทำแบบนี้ประเทศไทยสุดยอดทุกประเทศ ไม่อยากพูด แต่เป็นความจริงที่ประเทศอื่นมีดวงตาก็จะเอาตาม อาตมาไม่ได้อ้าขาผวาปีกทำใหญ่ จริงๆแล้วทำอยู่ในชาวอโศกนี่แหละ ผู้บริหารไม่เห็นก็ไม่มีปัญหา เราทำต่อไปให้มันขยายผลมากขึ้น ก็ทำไป ไม่ได้ท้อแท้ไม่ได้น้อยใจ ไม่ได้อะไรเลย เต็มๆอยู่อย่างนี้สมบูรณ์และมีผลสำเร็จอยู่ด้วย อาตมาทำมีผลสำเร็จบริบูรณ์ตามที่อาตมาทำ อาตมาก็ทำตามที่อาตมาตีกรอบไว้ อาตมาทำได้เต็มที่

_รูปแบบเป็นทหารเปลี่ยนเผด็จการทหารแต่ทำแบบประชาธิปไตยใช่หรือไม่ เข้าใจถูกหรือไม่

พ่อครูว่า…ไม่ได้มีรูปแบบแบบทหารด้วย นายกฯประยุทธ์ก็เคยพูดว่าผมเคยเป็นทหารมา แต่ตอนนี้ผมเป็นนักการเมืองเป็นนักประชาธิปไตยแล้วมาบริหารประเทศ มีตำแหน่งติดตัวที่ในหลวงพระราชทานเท่านั้น ก็เอาออกไม่ได้ไม่มีอะไร มาบริหารในฐานะของข้าราชการการเมือง ถ้าเข้าใจแบบนั้นก็ไม่สับสน อย่าเอามาพูดปนเป เข้าใจแบบนี้ก็ยังไม่ถูก เขาเป็นนักบริหารประชาธิปไตยที่เคยเป็นทหารเท่านั้นเอง

_ตอนนี้มีกลุ่มต่อต้านคัดค้านโทษประหารชีวิต ชื่อว่ากลุ่มแอมเนสตี้ พ่อครูมีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร

พ่อครูว่า..อาตมาออกความเห็นด้วยไม่ได้เพราะอาตมาเป็นสมณะจบ ไม่มีสิทธิ์ไม่มีส่วนแล้วไม่ควรไปออกความเห็นเรื่องเหล่านี้ อาตมารู้ฐานะตัวเองไม่ออกความเห็นเรื่องนี้

_ความเห็นเหล่านี้มีการออกความเห็นในเกือบทุกครั้งที่มีการทำวัตรเช้าในปฐมอโศก

พ่อครูว่า…ก็ตอบไป อะไรที่ควรเลือกพูดก็ไม่ควรซ้ำซากวนเวียนนักมากน่าเบื่อ

_พ่อท่านเคยมีแฟนมากี่คนครับ

พ่อครูว่า..อาตมาเคยมีแฟน อันเป็นที่รู้กันในสังคม ก็ถือว่าเป็นแฟนกัน แฟนไม่ใช่ภรรยา แต่เป็นคู่รัก ในชาตินี้มี 3 คนที่ผ่านมา แต่ตอนนี้มาบวชแล้วไม่มี มีตั้งแต่ตอนเป็นฆราวาสผ่านมา 3 คน ไม่ใช่พร้อมกันทีเดียวมีคนละที

_ทำไมต้องเลิกมีแฟนคนที่ 1

พ่อครูว่า…ก็เขาไปมีลูกกับคนอื่นจะไปเป็นแฟนกับเขาได้อย่างไร แฟนคนที่ 2 ก็หายไปเอง ก็เลิกกันไป แฟนคนที่ 3 ตอนแรกก็บอกว่าจะแต่งงานกัน แต่อาตมาออกมาบวชก่อน อาตมาเลี้ยงน้องมาก็รู้สึกเมื่อยกับการมีครอบครัวแล้ว เขาก็รู้ว่าอาตมาปฏิบัติธรรมเอาจริงเอาจังเขาก็เข้าใจ ก็เลยต้องยอม เขาก็ยอม อาตมาก็มาบวช เขาก็ยังไม่แต่งงาน รออาตมาจะสึก 6 ปี อาตมาก็ไม่สึก เขาก็รู้แล้ว เขาก็ไปตามวิบากเขาไป อันนี้ก็อยู่ที่อังกฤษ มีสามีเป็นคนต่างชาติคนอังกฤษมีลูกคนนึง ตอนนี้ก็เป็น citizen เป็นคนอังกฤษไปแล้ว

(พ่อครูไอ ตัดออกด้วย)

ที่จริงมันไม่ดีหรอก คนไม่มีแฟนได้ดี ไม่ต้องแสวงหาไม่ต้องแสวงหาตามธรรมชาติมันก็มีมา ต้องพยายามเลิกพยายามละ พยายามไม่ต่อเชื้อได้จะบริสุทธิ์สะอาดจะสบาย อาตมาก็ยังคิดว่าในชาตินี้ตัวเองสบายดีมากเลยที่หลุดพ้นมาได้ ไม่อย่างนั้นเป็นห่วง ไม่ไหว

_พ่อท่านเรียนเพาะช่างสาขาไหนครับ

พ่อครูว่า…สาขา fine art ภาษาไทยก็คือวิจิตรศิลป์ เรียนเพาะช่างจะมีสาขา ครูช่าง ก็เรียนวิชาครูด้วย กับเรียนศิลปะโดยตรง อาตมาเรียนอยู่แผนกศิลปะโดยตรงไม่ได้เป็นครู

_พ่อท่านมีพี่น้องกี่คนครับ

พ่อครูว่า…พี่น้องมีทั้งหมด 10 คนตายไปแล้ว 3 คน ตั้งแต่อายุน้อย คนที่อายุสูงสุด 1 ขวบกว่าก็ตาย นอกนั้นไม่ถึงขวบก็ตาย ยิ่งคนสุดท้องนี้ก็ตาย เหลือ 7 คน อาตมาเป็นพี่คนโตก็เลยเลี้ยงดูแลน้องๆมาหลังจากพ่อแม่ตาย เดี๋ยวนี้เหลืออยู่ 6 คน เหลือ ผู้ชาย 3 นับอาตมา กับน้องชายอีก 2 ส่วนหญิงอีก 3 คนที่ 6 เสียแล้ว เสียที่นี่เองที่ปฐมอโศกนี้ ชื่อนายด้าว ถูกต่อรุมต่อย 200 กว่าตัว ส่วนน้องชายอีกคนหนึ่งก็บวชเป็นพระอยู่ที่เมืองกาญ อีกคนหนึ่งผู้ชายก็ไปอยู่ที่อเมริกาก็ไม่ยอมกลับมา

_บางครั้งเรามีความรู้สึกไม่ดีมีอคติต่อผู้ใหญ่ รู้สึกไม่พอใจต่อผู้ใหญ่ท่านนี้ ไม่ว่าท่านจะทำอะไรเราก็ไม่ชอบ ทำอย่างไรจะลดจิตชั่วร้ายอย่างนี้ให้หาย หรือน้อยลงนิดนึงก็ยังดีค่ะ

พ่อครูว่า…ถามว่าก็รู้ตัวเองว่าความคิดอย่างนี้ไม่ดีมีอคติต่อผู้ใหญ่ ทำอย่างไรจะลดลง เราก็ต้องเข้าใจว่าเราสมัครใจที่จะมาเรียนที่นี่ มาเรียนที่นี้ต้องมีครูมีผู้ปกครอง เรามาเรียนที่นี่ผู้ปกครองหรือครูก็จะต้องเป็นผู้ใหญ่ เป็นผู้จะสอนเรา เลี้ยงดูอบรมเรา เราก็ต้องยกให้ ถ้าเราไม่ยกให้เราก็จะติดใจถือสาเพ่งโทษไปหมด แน่นอน ไม่ได้ไปจำกัดความคิดว่าเราจะมองความผิดความถูกอะไรไม่ได้ ก็มองได้ แต่เราต้องรู้ว่าผู้บริหารปกครองผู้เป็นครู จะต้องมีความรู้หรือมีวุฒิภาวะ สูงกว่าเรา แม้จะมีสิ่งที่ผิดพลาดอยู่บ้างเราก็ค่อยๆพูดจา มีสัมมาคารวะ มีครุกรณะ ที่จะอยู่ด้วย ท่านผู้ใหญ่หรือครู เราก็บอกว่าเราเห็นจุดนี้ว่าไม่ค่อยถูกก็บอก ค่อยๆบอกกัน ไม่ใช่มองเพ่งโทษไปหมด เราค่อยๆพูดนี้ผู้ใหญ่ก็ไม่มีปัญหาหรอกรับฟังได้ ส่วนเราจะไม่ทำ เราก็ต้องทำที่ใจตัวเราเองว่า เราสมัครใจมาอยู่ที่นี่ก็ต้องทำใจอย่างนี้แหละ ถ้าไม่เช่นนั้น มันก็อยู่ไม่ได้เพราะเราสมัครใจจะมาที่นี่ อยู่ที่ไหนก็ต้องมาทำอย่างนี้ทั้งนั้น แต่ที่นี่พวกเรามีจิตรู้สึกค้านแย้งได้ เพราะที่นี่มีอิสระเสรีภาพ ถ้าหากที่อื่นเขาจะถือความเป็นครูในโรงเรียน จะมาทำแบบอิสระเสรีภาพในชาวอโศกอย่างนี้ไม่ได้หรอก ที่อื่นจะต้องมีหลักเกณฑ์มีความเป็นครูหนักกว่าที่นี่เยอะ ที่นี่ให้อิสระเสรีภาพ ก็เลยเหลิง อะไรนิดหน่อยก็ไม่ได้ เป็นอัตตาของเรา เด็กๆก็จะเป็นอย่างนั้น

_อยากจะทราบว่า มีคนว่ากล่าวสมณะเสียๆหายๆ ว่ากล่าวญาติธรรมด้วยกันเสียๆหายๆ ชอบใช้คำว่าอลัชชีเป็นหลักอย่างนี้ ถือว่าเป็นคนมีอัตตาแรงหยาบใช่ไหมครับ

พ่อครูว่า…ใช่ ที่นี่นั้นไม่ได้เข้าข้าง ไม่ว่าจะเป็นนักบวชหรือนักปฏิบัติธรรม ที่นี่อยู่ในร่องรอยของการปฏิบัติธรรมจริงๆ ไม่ได้ทำเสียหายเหมือนอย่างที่อื่นเขาหรอก ขนาดที่นี่คุณยัง เพ่งว่าแล้ว คุณก็ต้องไปหาที่อื่นแล้วที่ไหนจะดีกว่าที่นี่ ถ้าหากหาได้ดีกว่าที่นี่ก็เอา หากยังไม่ได้คุณก็ต้องจำนนอยู่ในนี้ อาตมาก็ยังมั่นใจว่าที่นี่ดีแล้ว

_หนูเป็นรุ่นพี่ที่สงสารรุ่นน้องที่ได้กระทำความผิด จนได้เป็นลูกไก่ แต่ด้วยความเป็นลูกไก่ทำให้น้องไม่ได้ร่วมกิจกรรมหลายอย่าง เวลาทำกุศลเพิ่ม น้องเขาก็ทำอย่างเต็มที่ 3 ชม.แต่นับให้น้องแค่ 1 ชั่วโมงต่อครั้ง เวลาน้องต้องมาหาคุรุช้า ก็ให้ทำกุศลเพิ่มจะทำให้เด็กไม่มีเวลาส่วนตัว บางทีก็ใช้ให้น้องๆทำงานส่วนตัว ไปล้างภาชนะของตัวเอง ทำเหมือนเป็นคนใช้มากกว่า แล้วหลวงปู่ว่าเป็นความยุติธรรมในอโศก ตั้งแต่หนูอยู่มาไม่เคยได้รับความยุติธรรมเช่นนั้นเลย ทำไมผู้ใหญ่ไม่เข้าใจเลย มีแต่เด็กที่พยายามเข้าใจผู้ใหญ่ เวลาออกความเห็นอะไรก็ไม่เห็นจะรับฟัง ให้ทำกุศลจนมาเรียนสายไม่ค่อยมีเวลาทบทวนบทเรียนทำให้เรียนตามเพื่อนไม่ทัน การบ้านก็เยอะมีหลายวิชา พอไม่ทำก็จะให้ซ้ำชั้น อย่างเดียว หนูจำได้ว่า หลวงปู่เคยพูดว่าโรงเรียนสัมมาสิกขาของเรามีปรัชญา ศีลเด่นเป็นงานชาญวิชา แต่พอพวกหนูไม่ผ่านวิชาการก็จะให้ซ้ำชั้นอย่างเดียว

หลังจากที่หลวงปู่ได้อ่านจบ ทางคุรุเขาก็จะหาตัวผู้เขียน และเขาจะมาต่อว่าต่างๆนานาค่ะ

พ่อครูว่า…ก็ระบายมาเถอะ ผู้ใหญ่ก็ฟังไป เข้าใจความอัดอั้นตันใจของเด็กๆบ้าง ไม่เช่นนั้นมันก็ไม่มีทางระบายเลย ก็ค่อยๆปรับปรุงแก้ไขไป บางทีเด็กๆก็มองถูกต้องในส่วนที่มากไปเกินไปของผู้ใหญ่ บางส่วนเด็กก็เพ่งผู้ใหญ่ที่ทำตามหน้าที่ พอเหมาะพอดีแล้ว แต่อัตตาของเด็กเองเห็นว่ามากไป อัตตาก็จะเข้าข้างตัวเองอย่างนี้ก็เป็นธรรมดาธรรมชาติก็ค่อยๆปรับไปก็แล้วกัน สรุปแล้วไหนๆเราก็สมัครใจที่จะมาเรียนที่นี่ ก็มีอย่างนี้แหละ ครูก็เป็นครูสมัครใจ ครูที่มาที่นี่ไม่มีใครได้เงินได้ทอง ทุกอย่างที่นี่เป็นกุศลเป็นเรื่องประเสริฐได้ขนาดนี้สูงสุดแล้ว ใครทำดีดีกว่านี้ ก็เอาไปทำให้ดีกว่าที่อาตมาพาทำก็ได้ สำหรับอาตมาก็พยายามทำไปให้มันดีขึ้นไป มีอะไรบกพร่องก็พัฒนากันไปอย่างนี้แหละ

_สมมุติว่าหนูมีเพื่อนอยู่คนนึงหนูไว้ใจเขามาก แต่เขากลับทำให้หนูผิดหวังในทุกๆเรื่อง และหนูรู้สึกเสียใจ เขายิ่งรู้ว่าหนูทุกข์เท่าไหร่เขายิ่งมีความสุขเท่านั้น คนแบบนี้น่าสงสารมากเลยนะคะ เราจะช่วยเขาอย่างไรดี

พ่อครูว่า…เขาจะโง่ทำอย่างนั้นก็ปล่อยให้โง่ต่อไป เราบอกผู้ใหญ่ได้ ว่าเพื่อนคนนี้เป็นอย่างนี้นะบอกความจริงอย่าใส่ความ ควรจะให้เขาแก้ไขสิ่งใดก็บอกผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ก็จะไปช่วยจัดการเอง

_ขอถามว่าทำไมคนเราถึงต้องมีความรักด้วยครับ

พ่อครูว่า…แปลว่ามันยังไม่ตรัสรู้ไม่ได้บรรลุธรรม ความรักเป็นทุกข์ ความรัก 1ก็ทุกข์1 รัก 2 ก็ทุกข์สอง รัก100ก็ทุกข์100 ในความรัก 10 มิติที่อาตมาได้เขียนและเทศน์ให้เพราะเราฟังแล้ว

ก็เข้าใจให้ได้ความรักเป็นทุกข์ ถึงยังไงมันก็ต้องมีความรัก ทว่าตามวิสัยของคนมันเป็นเช่นนั้นมา จึงต้องเรียนรู้ความรัก มิติที่สูงขึ้นแล้วก็เป็นความรักที่เป็นประโยชน์คุณค่าและไม่ทุกข์ ความรักระดับมิติที่ 7 ก็กลางๆ ระดับ 8 9 นี่ของพุทธลดความรักได้ อาตมาเขียนแบ่งได้ 10 มิติ เรียนรู้ ให้เป็นความรักที่มีประโยชน์ให้กว้างออกไปไม่เห็นแก่ตัวความรักมิติที่ 9 นั้นหมดความเห็นแก่ตัวเลยได้แต่ช่วยผู้อื่นทั้งนั้นเป็นความรักที่มีสิ่งที่ประเสริฐเรียนรู้อันนี้เอา

_ทำไมคุรุชอบว่า เวลาผู้หญิงส่งจดหมายให้ผู้ชาย ทำไมถึงต้องลงโทษค่ะ ในเวลาส่งจดหมายให้พ่อไม่ถูกลงโทษค่ะ พ่อก็เป็นผู้ชายเหมือนกันค่ะ ทำไมจดหมายฉบับเล็กๆจึงได้ว่าจดหมายน้อยคะ ถ้าส่งเป็นเล่มเรียกว่าจดหมายอะไรคะ

พ่อครูว่า..แล้วมันจะสนุกเหรอ ผู้หญิงส่งจดหมายให้ผู้ชายผู้ชายส่งให้ผู้หญิงในเวลาเรียน ก็ไม่อยากให้ทำผิดก็เลยต้องลงโทษ แล้วไปเทียบกับส่งจดหมายให้พ่อได้อย่างไร ส่งจดหมายให้อาตมา กับส่งจดหมายให้ผู้ชายที่รุ่นเดียวกันเรียนด้วยกันอย่างนี้มันไม่ควรทำ ส่งจดหมายให้อาตมานี้ควรทำเป็นสิ่งดี ถ้าหากไม่รู้จักฐานะแค่นี้ แค่เพื่อนผู้ชายด้วยกันกับ ผู้ชายที่เป็นพ่อ ที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยได้ประโยชน์ของข้า แต่ทางโน้นเป็นพิษเป็นภัย แค่นี้ไม่รู้จักก็อธิบายไม่ไหวละ

คนนี้โง่ทั้งไม่รู้อะไรแล้วแดกดันตัวเองผู้อื่นด้วย เป็นความรู้ที่โง่ซ้อนโง่ เรียนรู้ให้ดี ฟังผู้อื่นที่พยายามปราม ถ้าแค่นี้ยังเห็นแย้งอีกก็คนนี้ไม่เจริญหรอก ทั้งที่ไม่มีอะไรเกินเลยที่ถามมาอย่างนี้

_การเป็นลูกไก่ ช่วยฝึกนิสัยอย่างไรคะมีดีอย่างไรคะการโดนล้อจากเพื่อนสมควรหงุดหงิดไหมคะถ้าหงุดหงิดผิดศีลไหมคะ

พ่อครูว่า….อันที่โดนล้อจากเพื่อน หากเพื่อนล้อเราแปลว่าเพื่อนสนิทกับเราดี หากไม่มีการล้อกันสังคมนั้นไม่อบอุ่น การล้อเลียนสนุกสนานกัน บางทีเขาล้อเลียนกันดุเดือดเลย บางทีเตะกันเลยสำหรับผู้ชาย ทุบกันหนักๆเลย มันเป็นความสนิทสนม การมีเพื่อนที่ล้อกันอยู่จงดีใจว่าเรายังมีมิตรสหาย ถ้าคนไม่รอกันเลยไม่แตะต้องกันเลย จงรู้เสียเถิดว่า ซวยนัก

การเป็นลูกไก่จะช่วยฝึกอย่างไรก็ได้ดูแล ความเป็นลูกไก่แม่ไก่ก็คือแม่ไก่จะเลี้ยงลูกไก่คอยดูแลปกป้อง มันเป็นเรื่องดี เป็นคุณสมบัติที่ดี เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจลักษณะแม่ไก่ที่เลี้ยงลูกไก่ ดูแลปกป้องคุ้มครอง เลี้ยงให้โตให้ดีให้พัฒนา

_ปัญหาของสมณะดาวดิน …ถ้าหากการประเคนสามารถกระทำด้วยวาจาหรือตัวอักษรทั้งโดยต่อหน้าและโดยผ่านสื่อใดๆก็ตามได้แล้ว พฤติกรรมหรือการส่งมอบให้ด้วยมือหรือฆราวาสก็ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็น ญาติโยมอาจจะจัดอาหารไว้ที่โต๊ะหรือที่ใดที่หนึ่ง และมอบให้สมณะไปหยิบจับได้เลยโดยไม่ต้องมีการมอบให้ด้วยมือ ของฆราวาสคนใดคนหนึ่ง เราสามารถยึดถือปฏิบัติอย่างนั้นได้ไหมครับ

พ่อครูว่า…ได้ เป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่แต่เขารู้กันสองคน คนหนึ่งเป็นผู้ให้เป็นทายก อีกคนหนึ่งเป็นปฏิคาหกเป็นผู้รับ เพราะฉะนั้นผู้ให้ บอกว่าให้ อย่างเช่นคนอยู่กันมีในพระไตรปิฎก คนหนึ่งอยู่อีกฟากฝั่งแม่น้ำ อีกคนอยู่ฝั่งนี้ แต่ที่นี้มีของจะให้อยู่ฝั่งโน้น คนที่เป็นพระอยู่ฝั่งโน้น คนที่จะให้เป็นทายกอยู่ฝั่งนี้ ก็ตะโกนบอกว่าท่าน ประเคนนะของมันอยู่โน้น สมัยโบราณไม่มีโทรศัพท์ก็ต้องตะโกน สมัยนี้มีโทรศัพท์ ก็นัยเดียวกัน หากมี 2 คนปรากฏสื่อสารกันด้วยเสียง ก็ได้ไม่น่าจะขัดข้องอะไร

แต่ถ้าเผื่อว่า ไม่มีใครประเคนเลยแล้ว ยุบยิบเอา นี่ผิด ต้องมีทายกและปฏิคาหก 2 คนด้วยกันแม้ไม่มีใครเห็นด้วยก็ได้แล้ว

_ถามว่าตอนพ่อครูเป็นเด็ก คุณแม่นำพ่อครูไปอยู่กับผู้ใหญ่ที่เป็นญาติ (ที่จริงไม่ใช่ญาติ) พ่อครูช่วยทำงานทุกอย่างช่วยทำขนม แต่เวลาจะกินต้องซื้อเอง พ่อครูรู้สึกอย่างไรคะ แล้วตอนนี้พ่อครูคิดว่าดีอย่างไร

พ่อครูว่า…ความรู้สึกตอนนั้นก็อึดอัดมาก มันเด็กน่ะ อายุ 8-9 ขวบ ในบ้านนั้นไม่มีคนใช้เลย มีอาตมาเป็นคนใช้ เขามีลูกหลาน ก็ไม่ได้มาทำอะไรอย่างนี้ อาตมาเป็นคนเดียวในบ้านที่ทำงานสารพัด ทั้งทำสวนครัว ทั้งทำร้านขายของที่ข้างหน้าบ้าน เขามีร้าน พอเช้าก็ขนของจากบ้านมาตั้งหน้าร้าน เขาก็มีอีกอัน พ่อแม่เขาจะไปขายของในโรงเรียนเพราะโรงเรียนอยู่ตรงข้ามกับบ้าน อาตมาก็ต้องช่วยขนของนี้ไปโรงเรียนให้เขาไปขาย ที่บ้านก็ขนลงมาตั้งที่หน้าร้าน เสร็จแล้วอาตมาก็ค่อยไปเข้าห้องเรียนไปเรียน โรงเรียนอยู่ตรงข้ามกับบ้าน ทั้งไปตลาดไปซื้อของ รู้สึกว่าทำไมแม่เสียค่าข้าวค่าน้ำเดือนละ 20 บาท สมัยนั้นแพงนะเป็นพันเป็นหมื่นเลยเทียบกับสมัยนี้ แล้วเราก็ยิ่งกว่าคนใช้ สวนครัวที่บ้านอาตมาต้องตักน้ำจากบ่อจ้วงด้วยคุ แล้วรดน้ำด้วยฝักบัว วันเสาร์ อาทิตย์ก็ไปไหลมองจับปลา เอาไม้ตัดมาเพื่อทำเป็นคันกระบวย คันกระจ่า บ้านนี้ขยันมากทำกินทำใช้ขยันมาก อาตมาก็อึดอัดมาก เขาก็ใช้ไม่เคยมีเวลาอยู่ว่าง หากว่างก็ให้ขัดกะลา เอากะลามาขัดข้างนอกข้างในให้มันและเอาไปขาย คืออาตมาได้ความรู้จากความขยันและทำงานอะไรเป็นจากที่นี่เยอะมาก นี่เป็นความดีงาม แต่ความหนักหนาสาหัสเหน็ดเหนื่อยมันก็ไม่ถึงตาย มันก็ แต่โอ้โหทำงานตัวแทบขาด นี่เป็นวิบากอาตมา ได้ความรู้ความขยันอุตสาหะพากเพียรจากที่อยู่ที่นี่ แม่คิดอย่างไรไม่รู้ อาตมาร้องไห้กลับบ้านหลายที แม่ก็จับมาส่งต่อ อยู่ได้ปี 1 ไม่ไหว แม่ก็ยอมให้ออกมา ก็ได้รับประโยชน์มากทั้งขยันประหยัดสร้างสรร แต่ตอนนั้นไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งดีงาม เราก็ทำมันก็ไม่ถึงตายหรอก แต่เหน็ดเหนื่อย ตอนเด็กก็ไม่ค่อยเหนื่อยง่ายเท่าไหร่หรอก นี่ก็เป็นวิบากของตัวเอง ก็ดีได้ผ่านสิ่งเหล่านี้มา ตอนนี้พ่อครูคิดอย่างไร ก็เห็นว่าดีงามมากที่เราได้ผ่านสิ่งเหล่านี้ เป็นประโยชน์ที่ได้ฝึกฝนมาได้ติดเป็นนิสัยอะไรมา

_ทำไมปฐมอโศก ต้องมีระบบแม่ไก่ลูกไก่เข้ามาด้วยคะ ถึงเด็กจะทำผิดก็ไม่จำเป็นต้องมีแม่ไก่ แม่บางคนมีแม่ไก่ก็ยังทำผิดได้เลยค่ะ มันอยู่ที่การกระทำตัวของคนหรือเปล่าคะ ไม่ได้อยู่ที่มีแม่ไก่แล้วจะดีขึ้น บางคนที่เป็นลูกไก่ยังทำตัวเหมือนเดิมเลยค่ะ ไม่เห็นว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไร

พ่อครูว่า…การที่ตั้งกฎเกณฑ์วิธีการกระทำ มันมีสภาพดีที่ทำมันรู้จักขอบเขตอะไรขึ้นมา แม้ไม่ตั้งว่าเป็นลูกไก่แม่ไก่ก็ทำอยู่แล้ว ตั้งขึ้นมาก็เหมือนกันเลย ไม่ต้องไปติดใจว่ามีชื่อว่าลูกไก่แม่ไก่หรอก ยิ่งตั้งชื่อขึ้นมา ก็จะมีการแบ่งกันทำ แบ่งกันดูแลก็ดีขึ้น ได้แต่มองว่าเราถูกจำกัด ด้วยความหลงว่า ตนเองถูกละเมิดอิสระเสรี โดยตั้งชื่อว่าลูกไก่แม่ไก่ แต่ที่จริงเขาก็ดูแลกันแล้ว แต่ถ้าเขาแบ่งว่าคนๆนี้ช่วยกันดูแลรับผิดชอบ มันก็ดีขึ้นไม่ได้เสียหายอะไรเลย เพราะฉะนั้น จงอย่าไปคิดมากเลย ถ้าหากคิดมากมันก็เหมือนเดิม เป็นแต่เพียงว่าแบ่งขึ้นมาก็จะได้ประโยชน์ขึ้นมาเท่านั้น กำหนดกันขึ้นมาเท่านั้น ถ้าไม่กำหนดมันก็ไม่ดูแลกันทั่วไป ประโยชน์จะน้อยอย่างนี้ประโยชน์จะมากขึ้น อาตมามองเห็นอย่างนั้นก็ดี

_พุทธสถานต่างเกิดขึ้นมาให้คนแต่ละภาคมาปฏิบัติธรรมใช่ไหมคะ พุทธสถาน ต้องไม่ควรแตกแยกกันใช่ไหมคะ อย่างไรเราก็เป็นพี่น้องกัน เป็นอโศกเหมือนกันใครทำผิดอะไรก็ให้อภัยกันไม่ใช่ถือโทษโกรธกัน อีกอย่างที่นี่เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม ถ้าอยากจะเกลียดกันมาก ก็ออกไปข้างนอกดีกว่านะคะ

พ่อครูว่า…แต่ละแห่งก็อยู่กันไปไม่ได้แตกแยกกัน พูดมาก็ถูกแล้ว เขาก็ปฏิบัติกันอยู่ดีอยู่แล้ว

_ความรักทำให้คนเราทำได้ทุกอย่างเพราะอะไรคะ

พ่อครูว่า…เพราะโง่ไง

_คนที่อยู่ในนี้ ถ้าโง่แล้วจะมีทางฉลาดไหมคะ

พ่อครูว่า…ที่นี่พยายามแก้ไขความโง่ที่เรียกว่าอวิชชาทุกเหลี่ยมมุมที่เท่าที่เราจะฉลาดแก้ไข

_ทำไมชีวิตคนที่เคยมีแต่เรื่องแย่ๆ แล้วเขาจะมีเรื่องที่ดีหรือเรื่องที่น่าภาคภูมิใจบ้างไหมคะ

พ่อครูว่า…แล้วมันเป็นอย่างไรเรื่องที่แย่กับเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ ก็พยายามเรียนรู้เรื่องที่แย่ แล้วมาถามว่าทำไมชีวิตคนที่มีแต่เรื่องแย่เขาจะมีเรื่องที่ดีที่น่าภาคภูมิใจได้บ้างไหมคะ ก็มองดูความแย่ของเราแล้วก็ทำให้ดีขึ้น เราก็ได้เองแหละ ถ้าเราไม่มองเราไม่ดูตนเองว่าเราแย่นะอันนี้ เราก็ไม่ได้แก้ไขจะได้ความรู้อย่างไร เราก็ต้องมองให้รู้ตัว

_ความเป็นใหญ่ของคนทำไมถึงชอบเอามา กดข่มคนอื่น

พ่อคูรูว่า…คนที่เป็นใหญ่แล้วเอาไปกดข่มคนอื่น แล้วเขาไม่มีปัญญามีความถือตัวถือดี

พูดถึงตรงนี้ก็อยากจะบอกตัวอย่างของคนที่เป็น พวกเราว่าหลวงปู่เป็นใหญ่ไหมนะ ในหมู่ชาวอโศก หลวงปู่เป็นใหญ่ในชาวอโศก แล้วหลวงปู่ชอบเอาไปกดข่มคนไหม ก็ไม่ ก็เป็นตัวอย่างให้เห็น พวกเราที่เป็นผู้ใหญ่ในนี้ก็เอาอย่างอยู่ แต่แน่นอน กิเลสจะหมดจากอัตตาตัวตนไม่กดข่มใคร นี่มันก็ไม่ง่ายก็ค่อยๆเป็นไปตามฐานะ ทุกคนพากเพียรอยู่ พากเพียรเพื่อจะไม่เป็นคนเอาความเป็นตัวตน อัตตาไปกดข่มคนอื่น

_และใช้คนอื่นเหมือนทาส ต้องยอมให้ทุกอย่างเพราะคนๆนั้นด้อยกว่าเขาด้วยล่ะคะ

พ่อครูว่า…ทำไมมองถึงขนาดนั้นว่าเป็นทาส จริงๆแล้ว ความเป็นทาส หรือความเป็นนาย ทุกวันนี้เรารู้บัญญัติกันว่า ไม่มีความเป็นทาสหรือเป็นนาย แต่ในสัจจะความจริงนั้น มันมี อัตตากันอยู่ ความเป็นทาสเป็นนายมันไม่หมดไปง่ายๆหรอก เพราะฉะนั้นต้องศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าและรู้จัก อัตตาของเรา และเราก็อย่าไปใช้ อัตตาของเราไปข่มไปกดไปบีบคั้นผู้อื่น แต่มันก็ซับซ้อนจะเรียกว่าบีบคั้นก็ไม่ได้ ผู้ใหญ่เขาก็อยากจะบอก หรือทำให้มีน้ำหนักในการบอก ก็เหมือนกับการสั่งก็เหมือนกับการ กดข่ม ก็เป็นธรรมดาอยู่บ้าง ถ้าเธอว่าเราทำตัวเป็นทาส

หลวงปู่ในชาตินี้ปางนี้ทำใจไว้เป็นผู้แพ้ยิ่งกว่าทาส ใครจะข่มเบ่ง เขาหาว่าเป็นผู้ผิดด้วยซ้ำ หลวงปู่ก็บอกว่าเราเป็นผู้แพ้ได้แต่เราไม่เป็นผู้ผิด นอกจากคนไม่รู้ว่าเราไม่ได้ผิด แต่เราแพ้ แพ้เป็นสมมติสัจจะ แต่ผิด เป็นปรมัตถ์ เราต้องรู้ว่าผิดและถูกคืออะไรให้ชัดเจน แต่ถ้าเราอยู่ในทางที่ถูกต้องอยู่แล้ว คนเขาดูว่าเราผิด เราก็ต้องรู้ว่า เขามีปัญญาหรือมีความฉลาดเข้าใจเท่านั้นเอง เขาไม่รู้หรอกว่าเราถูก เพราะว่าบางทีความรู้ของโลก มันก็ถูกกลบเกลื่อนพลิกไปพลิกมาเพี้ยนไปเพี้ยนมาได้ เราก็ต้องรู้ว่าเขารู้ได้แค่นี้ก็เท่านั้นเอง

หมายเหตุประเทศไทย ลมเปลี่ยนทิศ คนจนในสหรัฐอเมริกา โดย ลม เปลี่ยนทิศ 23 มิ.ย. 2561 05:01

รายงานของ คุณฟิลิป อัลสตัน อ้างอิงข้อมูลปี 2559 จะเสนอต่อ สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ในเดือนนี้ ในรายงานฉบับนี้ได้เรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯดำเนินนโยบายคุ้มครองทางสังคมที่มั่นคงและแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แทนที่จะจับกุมคุมขังคนยากจนที่ไม่มีงานทำ รายงานของสหประชาชาติระบุว่า มีคนยากจนอยู่ในสหรัฐฯ 41 ล้านคน คิดเป็น 12.7% ของประชากรสหรัฐฯ 325 ล้านคน ในจำนวนคนยากจน 41 ล้านคน มี 18.5 ล้านคน ไม่น่าเชื่อนะครับ ประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลก อย่าง สหรัฐอเมริกา มีจีดีพี 19.39 ล้านล้านดอลลาร์ มากเป็นอันดับ 1 ของโลก มีรายได้ประชากรต่อหัว 59,501 ดอลลาร์ 1.9 ล้านบาท กลับเป็นประเทศที่มีประชากรยากจนสุดโต่งมากมาย และมี “เด็กยากจน” มากที่สุดในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมด้วยกัน

พ่อครูว่า…อาตมาเป็นคนไทยคนหนึ่งแล้ว ทำให้กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งคือชาวอโศกอยู่เย็นเป็นสุขทำมา 47-48 ปีแล้ว เป็นคนจนที่สุขสำราญเบิกบานใจ อาตมาชัดเจนว่า ได้ช่วยประชาชนคนไทยให้อยู่เย็นเป็นสุข ให้เด็กนักเรียนมาเล่าเรียนให้ผู้ใหญ่มาสมัครใจมามีสละเสรีภาพมา มาเป็นครอบครัวเป็นสังคมที่มีนโยบายมีวิธีการอย่างนี้แหละ อาตมาว่าทำมาได้ประสบผลสำเร็จแล้วที่ทำมาได้ 47 ปี 48 ปี ทุกวันนี้สบายมีรูปธรรมเป็นสังคมที่มีการบริหารอย่างสบาย ทุกวันนี้อาตมาวางมือให้ผู้ช่วยบริหาร ประชุมตกลงกันไม่ได้มีค่าจ้างอะไร บริหารอยู่ในนี้ซ้อนอยู่ในประเทศไทย ถ้าหากผู้บริหารอื่นๆทำอย่างนี้ก็จะอยู่เย็นเป็นสุข แล้วก็สร้างสรรค์ทางกสิกรรมส่งออกนอก ไม่สบายมีของดี ของที่ไม่มีสารพิษของดีราคาถูกซื่อสัตย์มีน้ำใจขายสดงดเชื่อ

ไม่กี่วันก่อน ซีเอ็นเอ็นมันนี่ ก็มีรายงานผลการศึกษา โครงการ United Way ALICE Project ระบุว่า มีครัวเรือนในสหรัฐฯ 51 ล้านครัวเรือน คิดเป็น 43% ของครัวเรือนทั้งหมด มีรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ซึ่งรวมถึงค่าบ้าน ค่าอาหาร ค่าเลี้ยงดูบุตร ค่าดูแลสุขภาพ ค่าเดินทาง ค่าโทรศัพท์มือถือ ฯลฯ

ใน 51 ล้านครัวเรือนนี้ ได้รวมเอา 16.1 ล้านครัวเรือนที่มีชีวิตอยู่อย่างยากจน และ 34.7 ล้านครอบครัวที่ยูไนเต็ดเวย์เรียกว่า ALICE ที่ย่อมาจากกลุ่มที่ มีข้อจำกัดด้านสินทรัพย์ รายได้จำกัด ประชากรกลุ่มนี้มีรายได้ไม่เพียงพอที่จะอยู่รอดได้ใน “เศรษฐกิจยุคใหม่”แม้เศรษฐกิจสหรัฐฯจะมีสัญญาณที่ดีขึ้น แต่คนกลุ่มนี้ก็ยังมีปัญหาเรื่องการเพิ่มรายได้ที่ยากลำบากมาก

อ่านผลการศึกษาเรื่องนี้แล้ว ผมก็คิดถึง คนชั้นกลาง และ คนจนในเมืองไทย ที่กำลังมึนงงกับตัวเลขเศรษฐกิจในประเทศ จีดีพีโตกว่า 4%

แต่คนชั้นกลางคนจนกลับไม่รู้สึกว่าเศรษฐกิจดีขึ้น ทั้งรายได้และชีวิตความเป็นอยู่ ผลการศึกษาระบุว่า ประชาชนในรัฐแคลิฟอร์เนีย นิวเม็กซิโก ฮาวายมีจำนวนประชากรที่มีปัญหามากที่สุดสูงถึง 49% ของครัวเรือน และ รัฐนอร์ทดาโกตา มีประชากรที่มีปัญหาน้อยที่สุด 32% แต่สรุปแล้วทุกรัฐก็มีครัวเรือนเดือดร้อนจำนวนมาก

รายงานระบุว่า งานเกือบ 66% ในสหรัฐฯมีการจ่ายค่าแรงต่ำกว่าชั่วโมงละ 22 ดอลลาร์ (ราว 715 บาท) รายงานได้ศึกษาลึกลงไปในระดับเขตการปกครอง (County)

โดยยกตัวอย่าง คิง เคาน์ตี้ ใน เมืองซีแอตเติล รัฐวอชิงตัน ปี 2016 รายได้ที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตของครัวเรือนที่มีสมาชิก 4 คน อยู่ที่ 85,000ดอลลาร์ ราว 2.76 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจะต้องมีรายได้ขั้นต่ำชั่วโมงละ 42.46 ดอลลาร์ (ราว 1,380 บาท) แต่มีงานในรัฐวอชิงตันเพียง 14% เท่านั้นที่มีการจ่ายค่าแรงเกิน 40 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง ทำให้คนส่วนใหญ่มีรายได้ไม่พอดำรงชีพ ทำให้มีคนที่ไร้บ้านอยู่ (Homeless) เพิ่มมากขึ้นเพราะไม่มีรายได้เพียงพอที่จะหาที่อยู่อาศัย คนไร้บ้านในอเมริกาจึงมีเยอะ

วันวาน World Wealth Reportของสำนักวิจัยแคพเจมินี เพิ่งรายงานว่า ความมั่งคั่งในสหรัฐฯเพิ่มขึ้นเป็น 19.8 ล้านล้านดอลลาร์ จาก 18.0 ล้านล้านดอลลาร์ ในปีก่อน

ชาวอเมริกัน ก็สภาพไม่ต่างจาก คนไทย ที่มี ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ไม่เท่าเทียมกัน เศรษฐกิจยิ่งโต คนรวยยิ่งรวย คนจนยิ่งจน ทำให้มีชีวิตอยู่ยากใน “เศรษฐกิจยุคใหม่” ที่ เพิ่มความเหลื่อมล้ำมากขึ้น ไม่รู้เมื่อไหร่จะพ้น กับดักความยากจน เสียที.

พ่อครูว่า…เขากลัวความยากจน แต่อาตมาพามาให้จน ประเด็นความจนนี้ไม่ใช่สิ่งที่น่ารังเกียจอะไร อาตมาพาให้มาเป็นคนจนสุขสำราญเบิกบานใจอุดมสมบูรณ์ เป็นคนจนมหัศจรรย์  เป็นคนจนที่มีประโยชน์ต่อสังคมประเทศชาติต่อโลกด้วย เป็นความลึกซึ้งมากเลย อาตมากำลังเขียนหนังสือคนจนที่มีแบบ ยิ่งเขียนยิ่งลึกซึ้งในธรรมะพระพุทธเจ้า กำลังดูแล้วว่า หนังสือเล่มนี้ออกมาคนน่าจะอ่านแล้วได้รับประโยชน์มากๆ

ประเทศไทยควรเป็นอย่างที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ตรัส ควรเป็นประเทศที่ยากจนเราก็รวยพอสมควรมีกินมีอยู่พอเพียงชีวิตดีแล้ว แล้วเราก็ไม่ได้อยากรวยเหมือนกับประเทศอื่นเราไม่เอา อาตมาพาพวกเรานี้ไม่ต้องไปอยากรวย แล้วอยู่สุขสบายดีไหม ก็ดี แล้วจะไปรวยอย่างข้างนอกไหม ไม่เอา มีจิตใจชัดเจนเราก็พอ หากประเทศไทยมีเศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์แบบนี้ประเทศไทยจะสบายมากกว่า ทำไมอยากให้รัฐมนตรีสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มาเรียนรู้รัฐศาสตร์เศรษฐศาสตร์พระพุทธเจ้า แล้วเอาไปจัดการบริหารประเทศไทยให้เป็นอย่างนี้ อย่างน้อย ชาวอโศกเป็นตัวอย่างเป็นแบบอย่างให้แล้ว มาเอาเลย อาตมาว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจเยี่ยมยอดที่สุดในโลก ที่คนยังเข้าใจไม่ได้ด้วยซ้ำ อาตมาว่า ประเทศทุกประเทศอยากให้ประเทศของตัวเองรวย เสร็จแล้วตนเองก็สร้างของตัวเองให้ได้มาก แถมจะต้องไปเอาเปรียบจากประเทศอื่นมา เอาไปขายให้ได้กลับมามากๆด้วย ตะกละไม่มีที่สิ้นสุดเลย ประเทศแบบนั้นตะกละตะกลามที่โลกไม่รู้จักลิมิต แย่ ในประเทศไทยเขา อย่างน้อยมีชาวอโศกไม่เป็นอย่างที่ประเทศต่างๆเขาเป็นกัน เป็นคนจนที่ชั้นสูง classic ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านรู้สัจจะพวกนี้ดีแต่ผู้บริหารประเทศไม่มีความรู้แบบนี้ อาตมาก็รู้แบบนี้

สมณะเดินดินว่า…ประเด็นสำคัญคือพ่อครู ให้ความรู้ถึงความจนสุขสำราญเบิกบานใจ