ศาสนา

610701_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ อัมพัฏฐสูตร ตอน 1

อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://drive.google.com/open?id=1iCU6-9wq5Ha0mdMZXExBztBTLFJhMh9hq3HKfTdM-6c

ดาวโหลดเสียงที่.. https://drive.google.com/open?id=1CC2RV0qmOx65ABaDm62QVc4xhacLAhQ9

สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม 2561 ที่บวรราชธานีอโศก ตอนนี้ทุกน้ำใจทุกสายธารก็ไหลไปสู่การช่วยเหลือทีมหมูป่า 13 คน ที่วนอุทยานขุนน้ำนางนอนจังหวัดเชียงราย ได้เห็นถึงการทุ่มเทแรงกายแรงใจของทุกภาคส่วนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ถ้าหากเราทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างนี้ในการลดละกิเลสบ้างก็น่าจะดี ทำให้เห็นถึงความยากลำบากของพ่อครูในการอธิบายธรรมะ ที่จะทำให้คนลดละกิเลสได้ เป็นสิ่งประเสริฐสำหรับคนไทยที่ได้มาจากสิ่งนี้ ได้มาเจอในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้มาเจอพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ เราเกิดมาท่ามกลางโพธิสัตว์ทั้งสององค์ จะมีอะไรโชคดีเท่า

พ่อครูก็มาพาทำ ศาสนาพุทธให้ชัดเจนเป็นจริง เป็นระบบสาธารณโภคี เกิดเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน พิสูจน์ได้สัมผัสได้ ยืนยันได้ ทำมายาวนาน 40 กว่าปีแล้วเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ซึ่งคนก็ยังไม่เห็นเป็นความอัศจรรย์ เราก็ต้องทำไปเรื่อยๆ

ทุกวันนี้เกษตรกรพัฒนาการ จากเดิมเป็นอาชีพที่คนดูถูกแต่ตอนนี้คนที่ทำเกษตรอินทรีย์ได้รับการยกย่องมีคนมาดูงานเป็นวิทยากรสอนคนอื่นอีก เป็นเรื่องที่กลับกัน กับในอดีต ทำให้เห็นการขยายผลของการทำงานพระโพธิสัตว์ แต่ก่อนเคยชื่นชมคนจบปริญญาตอนนี้มาชื่นชมคนที่ทำประโยชน์ต่อโลก เป็นสิ่งมหัศจรรย์ แต่จะมหัศจรรย์กว่านั้นคือคนลดละกิเลสได้

พ่อครูว่า…อาตมาก็ไม่เห็นว่าอะไรจะดีกว่าการทำงานนี้การทำงานที่มาบอกสัจธรรมบอกมนุษย์ว่าควรจะรู้อันนี้ควรจะทำอันนี้ให้ได้ ภาษาบาลีบอกว่า วิชชาจรณะ การรู้ก็คือวิชชา ทำให้ได้ก็คือจรณะ ศาสนาพุทธสอนวิชชาและจรณะเท่านี้แหละ มีแต่รู้แต่ทำไม่ได้

อาตมาก็ได้รับประโยชน์จากที่พระพุทธเจ้าสอน และอาตมาก็ทำตามอันนี้ทำได้แล้ว แล้วก็มีชีวิตอยู่ อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านว่า รู้อย่างนี้และทำได้อย่างนี้รู้สำเร็จจบชีวิตจบ

ศาสนาพระพุทธเจ้าเกิดมาวนเวียนในวัฏสงสารในเอกภพนี้  เมื่อนานไปก็มีการผิดเพี้ยนไป พระพุทธเจ้าองค์ใหม่เกิดมาก็มารื้อฟื้นใหม่ เสร็จแล้วก็ผิดเพี้ยนไปเรื่อยอีก ไปยึดถือความผิดเป็นความถูก อย่างทุกวันนี้ พระพุทธเจ้าท่านเกิดมาแก้ใหม่อีก เปลี่ยนเป็นอย่างนั้นอยู่วนเวียนแล้วๆเล่าๆ พระพุทธเจ้าเกิดมานับไม่ถ้วนองค์แล้ว มีศาสนาในวัฏสงสาร

อาตมาเป็นคนเกิดมาในโลกนี้ได้อัตภาพเป็นคนก็ได้ศึกษา มาในชาตินี้ จึงเห็นชัดเจนว่า มนุษย์ไม่มีอะไร มันหลงโลก บ้าๆบอๆน่าสงสาร พอมารู้แล้วก็ ไปหลงงมงายอยู่มาไม่รู้กี่ชาติก็รีบมาทางนี้ มากอบกู้มนุษยชาติ ให้รู้สิ่งที่คุณจะเป็นคนจะมีชีวิตอยู่ ไม่ควรไปหลงเสียเวลาซ้ำเติม นำพาคนอื่นหลงผิดไปตามอีก วนเวียน

อาตมาตั้งใจว่าจะเอาวิชชาและจรณะที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในอัมพัฏฐสูตร พระไตรปิฎกเล่ม 9 พระสูตรที่ 3

พระไตรปิฎกเล่ม 9 พระสูตรที่ 1 พรหมชาลสูตร 2 สามัญผลสูตร 3 อัมพัฏฐสูตร

พรหมชาลสูตร  ก็บอกเรื่องทิฏฐิที่ผิด 62 อย่าง

สามัญผลสูตรก็บอก การปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนี้ มีศีลนั้นเป็นอาริยะ สำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 ขั้นเป็นอาริยะ มีสติสัมปชัญญะอันเป็นอาริยะ มีสันโดษนั้นเป็นอาริยะ เป็นต้น

คนมีศีลเป็นตัวตั้ง ตั้งแต่เริ่มต้นข้อแรก เรื่องของสัตว์ชีวิตนั้นเกี่ยวกับสัตว์ แล้วเราก็ไม่ควรมีจิตโหดร้ายคิดร้าย ให้รู้ว่าสัตว์ก็คือสิ่งที่มีชีวิต มันก็เกิดมาตามวิบาก แล้วก็เป็นไปตามวิบาก จมไปในวิบากหนักหนาสาหัส กว่าจะได้มารู้สัจธรรม มาอยู่เหนือความเป็นสัตว์ พระพุทธเจ้าแจกความเป็นสัตว์ไว้ 9 ชนิดในสัตตาวาส 9 ก็มีที่ร่างเป็นคน แต่จิตเป็นสัตว์ แล้วก็ไม่รู้กัน จนกลายเป็นสัตว์ที่โหดเหี้ยมกว่าเดรัจฉาน หลอกซ้ำซ้อนว่าตัวเองแสนดีอีก หลอกสัตว์อื่นคนอื่นว่าแสนดี เสร็จแล้วโหดเหี้ยม

เช่น หลอกเอาสัตว์มาเลี้ยงแล้วฆ่ากิน คิดดูสิ เลี้ยงมันดูแลมันให้มันผูกพันแล้วก็ฆ่ามัน สัตว์ก็หลง ได้รับการเลี้ยงดู ประคบประหงม ทำที่ให้อยู่ สำหรับสัตว์บก สัตว์น้ำก็ทำน้ำให้สะอาด เสร็จแล้วพอได้ที่ก็ฆ่ากิน

ใครจะคิดอย่างไรก็แล้วแต่ เป็นความอำมหิตโหดเหี้ยมซับซ้อนลึกซึ้งหลอกลวง ตลบตะแลงของคน สุดๆจริงๆเลย

สรุปแล้วมาเป็นคนนี้มันไม่มีอะไรเลย นอกจากที่จะมีชีวิตอยู่ให้ได้ ง่ายๆ อย่ายาก

เดรัจฉานทุกตัวมันก็มีชีวิต เลี้ยงตัวมันรอดได้ แต่เป็นคน แล้วเลี้ยงตัวเองไม่รอด มันน่าจะเป็นคนอยู่ไหม ไปเบียดเบียนเขาอีก ชีวิตตัวเองไม่รอดก็ไปเบียดเบียนคนอื่นฆ่าแกงสัตว์อื่นมากินอีก สัตว์ที่กินพืชก็ไม่เบียดเบียนใคร ไม่ฆ่าแกงใคร ในชีวิตของมันมันก็อยู่รอด แต่เราเป็นคนแท้ๆ ไปเอาอย่างสัตว์ที่มันโหด จริงๆ มันก็มีวิบากที่สัตว์มันต้องกินสัตว์เป็นเรื่องลึกซึ้งมาก เป็นเรื่องวิบากกรรม

พระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่องของเซลล์จิตนิยาม เซลล์ที่เกิดมา แล้วก็ได้รับมาสภาพที่เรียกว่าจิตนิยาม มีพลังงานที่มีเวทนามีวิญญาณ ส่วนพืชก็มีชีวะแต่มันไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ นี่คือความตรัสรู้ของพุทธเจ้า พลังงานที่มีธาตุรู้วิจิตรพิสดาร

อุตุ ไม่มีธาตุรู้เลยมีแต่พลังงานที่เป็นไปตามลำดับ ความร้อนแสงเสียงแม่เหล็กไฟฟ้าจับตัวกันไปตามเหตุปัจจัย เมื่อมาเป็นพืชก็มีตัวมันเองเป็น ISH สามเส้า มีตัวตนของตนและก็มีพลังงานอีกสองอย่าง พลังงานบวกพลังงานลบทางฟิสิกส์เรียกว่าเพศหญิงเพศชายสังเคราะห์กันอยู่ในพลังงานสามเส้า

พลังงานที่มีชีวิตถึงขั้นจิตนิยาม ที่มีทั้งรักทั้งชัง 16 ปีแห่งความหลังทั้งรักทั้งชังทั้งหวานและขมขื่น มันยอดเยี่ยมเลย พระพุทธเจ้ามาศึกษาค้นคว้าจิตนิยาม จนสามารถรู้ เลิกที่จะต้องเป็นตัวที่เป็นภัยเป็นโทษเป็นพิษร้ายมาเป็นตัวดี มาเป็นจิตนิยามที่ดี จนกระทั่ง ได้อัตภาพกัน คนรู้แล้วว่าดีกว่าสัตว์อย่างไรมันได้อัตภาพแล้ว สุดแห่งที่สุด พระพุทธเจ้าท่านก็สลายอัตภาพของตัวเอง กลายเป็นอุตุนิยาม หมดเลยได้ จบ

ถ้าอยู่ ก็อยู่อย่างเป็นประโยชน์ไม่เป็นโทษเลย ทำชีวิตทำจิตนิยามของตน ให้เป็นจิตนิยามที่ประเสริฐที่ดีมีชีวิตอยู่ก็เป็นประโยชน์ ไม่ไปทำร้ายทำเลวทำเสียหายให้แก่ทุกอย่าง ถ้าไม่มีก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานไปเลย จบอัตภาพสลายตัวเองไปเหมือนกับแยกธาตุไฮโดรเจนกับออกซิเจนออกจากกันธาตุน้ำก็หายไป มีแต่กลายเป็นแก๊สหายไปเลย พระพุทธเจ้าก็สามารถแยกอัตภาพของจิตนิยามได้เช่นนี้ ที่จะอยู่ต่อไปก็จะเป็นประโยชน์คุณค่าจะนานเท่าไหร่ก็แล้วแต่ นี่เป็นสุดยอดของความรู้ของการเกิดมา เป็นมนุษย์ที่มีอัตภาพ

พืชมันไม่รู้ สัตว์มันไม่รู้ แม้อเวไนยสัตว์ก็ไม่รู้ แม้เป็นศาสดาของศาสนา แต่ไม่สามารถรู้สูงสุดที่จะเป็นคนดีอย่างถาวร ของศาสนาพุทธนี้เป็นคนดีและดีอย่างถาวรด้วยไม่มีเปลี่ยนแปลงไปเลยชั่วนิรันดร์ เมื่อบรรลุอรหันต์แล้ว แต่เทวนิยมนั้นจะเปลี่ยนชั่วเป็นดี ดีเป็นชั่ว ไม่สามารถที่จะทำให้ดีตลอดกาลได้ เพราะไม่รู้จักต้นรากของจิตวิญญาณและไปแก้ไขที่ต้นรากเปลี่ยน DNA ของจิตนิยาม ให้เป็นโลกุตระ มีธาตุรู้ที่เป็นวิชชาและจรณะ

อเทวนิยมของพุทธ พูดไปเหมือนข่มศาสนาเทวนิยม ที่ไม่รู้เรื่องจิตนิยาม เขาก็หาว่าศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาเพราะไม่เน้นเรื่องจิตวิญญาณ ไปโน่นเลย น่าสงสารซ้อนไปอีก เขาไม่รู้เรื่องจิตวิญญาณแท้ๆ และไม่รู้ว่า ศาสนาพุทธสามารถทำให้จิตวิญญาณดีได้ถาวรหรือจะสลายไปได้ก็ได้ เขาก็ยิ่งไม่รู้ และหาว่าเป็นศาสนาไม่มีจิตวิญญาณ เป็นปรัชญา เอาศาสนาพุทธเป็นแค่ตรรกะปรัชญาไปโน่นเลย

มาเข้าสู่คำสอนของพระพุทธเจ้าที่โบราณอาจารย์รวบรวมไว้ในพระไตรปิฎก

  1. อัมพัฏฐสูตร

[141] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในโกศลชนบท พร้อมด้วยภิกษุหมู่ใหญ่ประมาณ 500 รูป(คำว่าห้าร้อยรูปเป็นการประมาณ) บรรลุถึงพราหมณคาม แห่งชาวโกศล ชื่ออิจฉานังคลคาม. ได้ยินว่า สมัยนั้นพระองค์ประทับอยู่ ณ ราวป่าอิจฉานังคลวัน เขตอิจฉานังคลคาม.

[142] ก็สมัยนั้น พราหมณ์โปกขรสาติอยู่ครองนครอุกกัฏฐะ ซึ่งคับคั่งด้วยประชาชนและหมู่สัตว์ อุดมด้วยหญ้า ด้วยไม้ ด้วยน้ำ สมบูรณ์ด้วยธัญญาหาร  ซึ่งเป็นราชสมบัติอันพระเจ้าปเสนทิโกศล พระราชทานปูนบำเหน็จให้เป็นส่วนพรหมไทย.

พราหมณ์โปกขรสาติได้สดับข่าวว่า พระสมณโคดมศากยบุตรทรงผนวชจากศากยสกุลแล้ว เสด็จจาริกไปในโกศลชนบท พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ  500 รูป ถึงอิจฉานังคลคามโดยลำดับ ประทับอยู่ ณ ราวป่าอิจฉานังคลวัน เขตอิจฉานังคลคาม ก็เกียรติศัพท์อันงามของท่านพระโคดมพระองค์นั้นแล ขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า

แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้เองโดยชอบถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้วทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว

พ่อครูว่า…อาตมาเอาคำว่าเบิกบานมาใช้กับพวกเรา ให้พวกเราเป็นอโศกผู้เบิกบานได้

เป็นผู้จำแนกพระธรรมพระตถาคตพระองค์นั้น ทรงทำโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก พ่อครูว่า…โลกคือความหมุนวน หมุนวนในโลกของเทวะกับหมุนวนในโลกของมาร หรือในโลกของพรหม ก็ต้องต่างกัน 3 อย่างนี้

เทวดามาจากภาษาบาลีว่า ทฺเว แปลว่า สอง เป็นโลกของความเป็นสองไม่ใช่หนึ่ง ศาสนาพุทธชื่อว่าศาสนา อเทวนิยม ไม่ใช่ศาสนาเทวนิยมที่เป็นศาสนามี 2 ซึ่งสองตีไม่แตก เป็นอิตถีภาวะกับปุริสภาวะเป็นภาวะคู่ เป็นเมถุน เป็นศาสนาที่ไม่สามารถทำให้ภาวะหนึ่งเดียว ศาสนาพุทธไม่มีนรกไม่มีสวรรค์ เป็นศาสนาหนึ่งเดียว ไม่มีปฏิกิริยาอะไร สบายว่างไม่กระทบกระแทกกระเทือน ลอยตัว นี่คือสุดยอดของอเทวนิยม

เพราะฉะนั้นโลกเทวโลก คือโลกที่จมอยู่ใน 2 สภาวะ สวรรค์กับนรก แล้วก็ ศาสนาที่เป็นเทวนิยม ไม่รู้จัก 2 สภาพ เป็นสภาพอิตถีภาวะกับปุริสภาวะ กลับไปหลงสวรรค์ยึดสวรรค์จะไม่เอานรก แต่ตราบใดที่คุณมีจิตเป็นสวรรค์ก็แยกนรกไม่ออกเหมือนกับเหรียญ 2 ด้านเหมือนกับกระดาษ 2 หน้า คุณจะทำให้กระดาษเหลือหน้าเดียวได้ไหม ก็ไม่ได้ มันแยกไม่ออก แยกอย่างไรก็แยกไม่ออก จะทำให้กระดาษเหลือหน้าเดียวทำให้เหรียญเหลือหน้าเดียวไม่ได้หรอก แยกไม่ได้หรอก ฉันใดก็ฉันนั้นมันเป็นไปไม่ได้

แต่ศาสนาพุทธแยกได้ แยกให้เหลือ 1 เดียวได้จนเป็น 0 ไม่มีสักด้านไม่มีสักหน้า นี่คือสุดยอดแห่งความสุดวิเศษ

เมื่อไปหลงเทวที่เป็น 2 ก็เพราะว่า ไม่รู้ตัวมารโลก เทวโลก มารโลก ไม่รู้ตัวจิตวิญญาณตัวอวิชชา ตัวมารนี้คือตัวอวิชชาตัวโง่ตัวไม่รู้ มันไม่รู้จริงๆ เพราะฉะนั้นศาสนาที่แยก 2 สภาวะ สวรรค์กับนรกนี้ไม่ออก แล้วก็ให้รู้ว่าสวรรค์ก็คือสวรรค์หลอกก็คือนรกจริง เพราะฉะนั้นแยกให้ออก ถ้ามีสวรรค์ก็ต้องตกนรกตลอดกาลนาน แต่เขาหาวิธีไปจมกับสวรรค์ให้นานที่สุด โดยวิธีอะไรก็แล้วแต่ไปยึดถือหาวิธีให้จิตมันไปตกในสวรรค์ให้นานๆ สุดท้ายก็ต้องไปลงนรกอีก จนกระทั่งเข้าใจในศาสนาว่ามีเจ้าของสวรรค์ ใหญ่ที่สุดเป็นพระเจ้า เป็นเจ้าของสวรรค์ แล้วท่านจะอยู่สวรรค์นิรันดร แล้วท่านเองแหละเป็นคนสั่งให้นรกเกิด ให้มีนรก

ศาสนาที่มีสวรรค์มีนรก มีพระเจ้า พระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้ปรารถนาดีต่อทุกคนใช่ไหม มีความยิ่งใหญ่ที่สุดสร้างได้ทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ทำไมปล่อยให้ซาตานชิงเกิดมาได้ แสดงว่าซาตานหรือมารนี้เก่งกว่าพระเจ้า ไหนว่าพระเจ้าเก่งที่สุด

งานของพระเจ้าคือต้องปราบมารปราบซาตาน สู้ไม่ได้ มารกับซาตานไม่มีวันจบเพราะว่ามันมีสวรรค์ก็ต้องมีมาร มีเทวะก็ต้องมีมาร

เป็นสภาพ 2 มารก็คือสภาพ 2 แต่ไปเน้นตัวที่ว่าพลังงานตัวร้ายคือซาตาน ของพุทธคือกิเลส มารที่ร้ายคือกิเลสในจิต ให้ศึกษาพลังงานมารร้ายนี้ แล้วเราก็ฆ่ามันกำจัดมันให้ออกไปจากจิตของเรา เป็นอรหันต์จะไม่เหลือเศษของความเลวเลย เป็นพรหมโลก

พรหมโลกคือหมดมาร ถ้าจะอยู่ก็อยู่อย่างพระเจ้าพระพรหมที่สะอาดบริสุทธิ์ไม่มีมาร ไม่ต้องปราบมาร จบสมบูรณ์ในนั้นไม่ต้องไปไม่มา ไม่อาคโต ไม่กลับมา เป็น อนาคโต ไม่กลับไปกลับมา เป็นผู้สะอาดจบ แต่ยังมีสภาพ เรียกว่ายังไม่สูญ ถ้าจะอยู่กันอย่างมีสภาพที่สะอาดบริสุทธิ์อยู่อย่างมีประโยชน์ที่สุด

พระพรหมคือพระเจ้าที่ใหญ่ที่สุดสะอาดที่สุดเป็นความดีที่สุด ก็ทำไปเถอะ ทำจิตวิญญาณให้เป็นอย่างนั้น อยู่นิรันดรก็ได้ แต่ก็ดีที่ทำให้สะอาดบริสุทธิ์ ให้เป็นประโยชน์คุณค่าต่อสัตว์โลกได้ ส่วนศาสนาพุทธนั้น เป็นพรหมก็ได้ ทำตัวให้สูญเลย เลิกจิตนิยาม เป็นพลังงานที่ไม่เกิดจิตไปเลยได้สุดยอด ทำลายพรหมได้นิรันดร แต่จะเป็นพระพรหมก็ได้

ที่พูดนี้ใหญ่ยิ่งเลย ศาสนาเทวนิยมทำลายตัวเองไม่ได้ สูญไม่เป็น ได้แต่นิรันดร

เราพูดกันในวงการเรา เป็นอย่างนี้ หากไปพูดอยู่ในศาสนาเทวนิยมมันไม่ดี เป็นการดูถูกดูแคลน ข่มเขา แต่การพูดว่าใหญ่กว่าดีกว่า แล้วทำได้ไหม? ทำให้จิตใจตัวเองเป็นพรหมได้ไหม แล้วเหนือกว่าพรหมก็คือ เลิกนิรันดร เลิกจากความเป็นพระเจ้า เลิกจากความเป็นพรหมไปเลย สุดแห่งที่สุด ทำได้ไหม

อาตมาเอง บอกว่าอาตมาเป็นอรหันต์เป็นพระโพธิสัตว์ทำให้สูญได้ แต่อาตมายังไม่สูญ ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ไม่มีปัญหา อาตมาบอกอีกไม่รู้กี่ทีแล้วว่าไม่ต้องอวดอ้างหรอก ไม่มีใครกล้ารับรองว่าเป็นจริงได้ แต่อาตมารับรองว่าเป็นจริงได้ เกิดมามีอาการ 32 เหมือนทุกคนสามารถเป็นได้ อาตมาก็ไม่หล่อกว่าคนที่หล่อกว่าจะมา ไม่เก่งกว่าคนที่เก่งกว่าอาตมาไม่รู้กว่าคนที่รู้กว่าจะมา อาตมาก็แสดงเต็มที่ว่ารู้ขนาดอาตมานี้เป็นระดับอรหันต์ระดับพระโพธิสัตว์แล้วเป็นได้จริง ไม่เชื่อก็มาตามพิสูจน์ คุณมีภูมิจะมาพิสูจน์อาตมาไหม

คนจะมาพิสูจน์อาตมาจะต้องมีภูมิที่จะพิสูจน์อาตมาได้ หากไม่แน่จริงระวังจะเป็นลิ่วล้ออาตมา ถ้าหากแน่จริงก็มาพิสูจน์แล้วรู้เลยว่า อาตมาโกหกไม่จริง เข้ามาประกาศเลย มาพิสูจน์เลย ฉีกหน้าอาตมาเลย บอกว่านี่มันหลอกชาวบ้าน ขออภัยพูดเหมือนท้าทาย เอหิปัสสิโก ยืนยันว่าเป็นของจริงเพราะคนไม่เชื่อแล้วว่าศาสนาพุทธมีคนปฏิบัติได้มันเป็นเพียงตำราตำนานพิสูจน์เรียนรู้ไม่ได้หรอก เรียนไปอย่างนั้นแหละ ทำแท้ทำจริงไม่ได้ แต่อาตมายืนยันว่าทำได้

อาตมาประสบความสำเร็จที่นำธรรมะพุทธเจ้ามาเปิดเผยและมีคนเข้าใจเชื่อถือปฏิบัติตาม จนกระทั่งมาเป็นคนจนที่สุขสำราญเบิกบานใจได้ ประมาณนี้ ถามจริงเถอะ สำนวนที่เราใช้คำว่าสุขสำราญเบิกบานใจพวกคุณเป็นได้จริงไหม …จริง

เหมือนกับเซี่ยงเหมี่ยง บอกว่าอยากได้ขี้ดัง

อ่านอัมพัฏฐสูตรต่อ

…เป็นผู้จำแนกพระธรรมพระตถาคตพระองค์นั้น ทรงทำโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เองแล้ว

พ่อครูว่า…ปัญญาเป็นความรู้ของศาสนาพุทธ เป็นโลกุตรธรรมไม่ใช่ของสัตว์สาธารณปุถุชน ความรู้ปัญญาไม่ใช่ เฉกะหรือเฉโก(เอกพจน์) ที่แปลว่าความฉลาดทั่วไปของคน ส่วนคนที่จะได้ความรู้ความฉลาดที่เรียกด้วยพยัญชนะว่าปัญญา มันเป็นความรู้โลกุตระ เป็นความรู้อีกชนิดหนึ่งที่ไม่ใช่คนเขามีกัน ใครเกิดปัญญาแล้วก็เป็นคนอาริยะเป็นคนเจริญ ชนิดหนึ่งชนิดใหม่ ที่เรียกว่าอาริยะบุคคลของโลกุตระ ของโลกอีกโลกหนึ่ง ของดาวอีกดวงหนึ่งไม่ใช่ดาวที่มนุษย์ปุถุชนอยู่กัน แต่โลกของโลกุตระบุคคลเป็นโลกอีกโลกหนึ่งดาวอีกดวงหนึ่ง ดาวที่พวกมนุษย์อยู่ มีทุกข์มีสุขมีความเดือดร้อนวุ่นวาย แต่ดาวอีกดวงหนึ่งเป็นดาวดวงที่มีปัญญา เริ่มต้นมีปัญญาเป็นพระโสดาบัน ก็ปฏิบัติตนให้ต่อไปเป็นอรหันต์ ไม่วนเวียนในทุกข์อย่างนั้น แม้แต่โสดาบันก็มีทุกข์อยู่บ้าง แต่จะปฏิบัติตนให้เจริญต่อไปสัมโพธิปรายนะ

แต่ถ้าไม่มีความรู้ปัญญาแล้วไม่มีทางบรรลุความหลุดพ้นทุกข์ได้ ศาสนาพุทธจึงเป็นศาสนาที่พ้นทุกข์ หมดความทุกข์หมดความสุข คนจะหมดทุกข์หมดสุขจะต้องเป็นคนที่มีปัญญา รู้จักอารมณ์หรือความรู้สึกที่มันทุกข์ ความรู้สึกที่มันสุข ว่าเป็นอาการอย่างไร

ความรู้สึกภาษาบาลีเรียกว่าเวทนา เพราะฉะนั้นเวทนาจึงเป็นตัวพลังงานของจิต ที่ท่านได้แตกออกเป็นร้อยแปดเรียกว่า 108 เวทนา  คนจะเรียนรู้ให้หมดสุขหมดทุกข์ได้ต้องแตกฉานในร้อยแปดเวทนา แล้วทำเวทนาที่เรียกว่าสุขให้หมดไป ที่เรียกว่าทุกข์ให้หมดไป

ผู้ที่ปฏิบัติธรรมของพุทธนั้นถ้าไม่มีภูมิปัญญา ไม่มีความรู้ที่จะรู้จักเวทนา แล้วก็เรียนรู้เวทนา จนทำเวทนาทีละคู่เรียกว่า ทฺเวธัมมา ทรงสภาพอยู่ทีละ 2 แล้วทำ 2 นี้แหละ ตรงเวทนา

ในพระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 60 ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ )  อธิบายอย่างนี้ต้องเก่งเท่ากับอาตมาถึงอธิบายได้ อธิบายอย่างที่อาตมาอธิบาย ต่ำกว่าอาตมาอธิบายไม่ได้ อย่างน้อยต้องเก่งเท่าอาตมาหรือสูงกว่าอาตมาจึงอธิบายได้

เช่นอธิบายเวทนา 108 หากอาตมาไม่เกิดมาแล้วเอามาอธิบาย ก็สูญ เวทนามโนปวิจาร 18 ซึ่งมีทั้งโลกโลกีย์ กับทำให้เป็นโลกุตระ 18

มโน คือ จิต ปวิจารคืออาการของจิต 18 อาการ มันเกิดสุขก็ได้ ทุกข์ก็ได้ไม่สุขไม่ทุกข์ก็ได้ แต่สามอาการนี้เกิดมาแบบโลกีย์ ปุถุชนก็เกิดอยู่แล้ว แต่คนอวิชชาไม่ได้รู้ไม่ได้ศึกษาก็หลงไปกับสุข ทุกข์ก็ดิ้นรน แย่งชิงฆ่าแกงเป็นวิบากไม่รู้กี่ชั้น เราก็ได้เป็นอย่างนั้นมาแล้ว จนกระทั่งมาได้พบศาสนาพระพุทธเจ้าสอนจึงได้ออกมา เลิกแล้วไม่ไปหลงสุขหลงทุกข์ ให้ไปแย่งชิง เราก็มาเลิกเสีย ไม่อย่างนั้นก็ต้องวนเวียนไม่รู้แล้ว

ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้านี้หากไม่เข้าใจในเวทนาในเวทนา โดยเฉพาะแยกเคหสิตะกับเนกขัมสิตะ อย่างละ 18 ทำให้ เคหสิตเวทนา 18 ที่เป็นธรรมะ 2 ทำให้เป็นธรรมะ 1 เป็นเนกขัมมะ 18 ถ้าทำอย่างนี้ไม่ได้ก็ไม่มีทางพ้นทุกข์พ้นทุกข์

ศาสนาพุทธทุกวันนี้ที่ผิดเพี้ยนเพราะไม่ได้เรียนรู้เวทนาในเวทนา ไปนั่งหลับตาสะกดจิต ดับไปหมด แล้วเขาก็แปลสัญญาเวทยิตนิโรธ ว่า ดับทั้งเวทนาดับทั้งสัญญา ก็เวรๆๆๆ

กรรมฐานหรือการปฏิบัติของศาสนาพุทธจึงต้องเรียนรู้เวทนาในเวทนา เรียนแจกให้ชัด เวทนาก็คือส่วนหนึ่งของกาย เวทนาก็คือส่วนหนึ่งของจิต เวทนาก็คือส่วนหนึ่งของธรรมะ ทรงไว้ซึ่งเวทนา เวทนา 108 ต้องเข้าใจสภาวะ

(แบ่งเป็น 2 เวทนา  ได้แก่..)

-เวทนาที่มีกายเป็นเหตุ  (กายิกเวทนา อาศัยมหาภูตรูป+นาม)

-เวทนาที่มีใจเป็นเหตุ  (เจตสิกเวทนา อาศัยนามรูป).

แยกเป็น 3 เวทนา ได้แก่..  

สุขเวทนา

ทุกขเวทนา .  .

อทุกขมสุขเวทนา (ไม่สุขไม่ทุกข์  อุเบกขา).

(รู้กำลังของเวทนาทั้ง 5 ได้แก่)

สุขินทรีย์

ทุกขินทรีย์

โสมนัสสินทรีย์

โทมนัสสินทรีย์

อุเบกขินทรีย์

(แยกเป็น 6 เวทนา ได้แก่)

จักขุสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทตา

โสตสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทหู

ฆานสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทจมูก

ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทลิ้น

กายสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทกาย

มโนสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากใจปรุงแต่งเอง

ได้แก่ มโนปวิจาร 18  (คือ เวทนา 3 ร่วมกับอายตนะ 6)

สุขเวทนาแบบโสมนัสสูปวิจาร  (6 ทวาร+โสมนัส)

ทุกขเวทนาแบบโทมนัสสูปวิจาร  (6 ทวาร+โทมนัส)

เฉยๆ ที่เป็นอุเบกขูปวิจาร   (6 ทวาร+อุเบกขา)

ตากระทบรูปแล้ว เกิดความสุขหรือความทุกข์เกิดความไม่สุขไม่ทุกข์ก็ได้เกิดเป็น 3 เวทนา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทั้ง 6 ทวารเกิดได้ทั้ง 3 เวทนาจึงรวมเป็น 18

จาก 18 นี้ สามารถทำให้สำเร็จเป็นเนกขัมมสิตเวทนา ลงท้ายด้วยอุเบกขา หากโสมนัสก็ไม่ใช่แดนนิพพาน โทมนัสอยู่ก็ไม่ใช่ สุข ทุกข์ก็ไม่ใช่ (หยาบภายนอก) แม้หมดความสุขความทุกข์ภายนอกแล้วเหลือแต่ภายใน เป็นโสมนัสโทมนัส

เห็นอาหารนี้ก็อยากได้อยากกิน ก็แสดงอาการภายนอกเรียกว่า เป็นความสุขความทุกข์ขึ้นมา เราสามารถเข้าใจอาการทุกข์อาการสุข เราก็กำจัดกิเลสตัวอย่างที่สุขที่ทุกข์นี้ภายนอกได้แล้ว อาการนี้หมด เพราะเหตุตัณหาภายนอกหมด เหลือแต่โสมนัสโทมนัสภายในเป็นอนาคามี สัมผัสอันนี้ ข้างนอกไม่แสดงออกแล้ว แต่จิตใจข้างในมันยังมี มันไม่มีพลังงานจะออกมาข้างนอกแล้ว มันเบาบาง

แต่ไม่ได้หมายความว่าอนาคามีจะไปนั่งหลับตา ไม่กระทบไม่ใช่ ถ้าหลับตาแล้วไม่กระทบก็เหลือแต่โสมนัสโทมนัส มันก็ไม่บริบูรณ์ไม่จริงเพราะคุณไม่ได้กระทบแล้วไปนึกถึงมะระ จินตนาการ มะระ ที่คุณนึกขึ้นในสัญญามันไม่จริง แต่ถ้าไปปฏิบัติสัมผัสของจริงนี้ก่อน สัมผัสแล้วจนกระทั่งจิตคุณไม่เกิดเลย สัมผัสอย่างไรก็ไม่เกิดเลยเมื่อนั้นคุณก็เป็นอนาคามี ต้องมีสัมผัสเป็นปัจจุบันของจริง แต่ไปนั่งหลับตานั้นไม่ได้สัมผัส คุณก็ไม่ได้ฝึกคุณก็รับรองตัวเองไม่ได้ว่ากิเลสตัวนี้มันหมดไปจากจิตของคุณหรือยัง เพราะฉะนั้นการนั่งหลับตาสะกดจิตและก็ปฏิบัติมันจึงไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า มันไม่ใช่ศาสนาพุทธ

ศาสนาพุทธลืมตาสัมผัสแล้วไม่มีกิเลสได้ เหลือแต่ภายในโสมนัสโทมนัส หรือเป็นรูปราคะ อรูปราคะ ก็ยังสัมผัสอยู่ข้างนอก แต่กิเลสที่ออกมาภายนอกไม่มีแล้ว เหลือแต่ภายในก็ล้างรูปราคะ อรูปราคะ โสมนัส โทมนัสที่เหลือในอีก จนดับหมดเหลือแต่อุเบกขา ก็เหลือแต่อุเบกขาเป็นเราเป็นของเราเป็นฐานอาศัย เมื่อคุณไม่ยึดมั่นถือมั่น มีฐานอาศัยสัมผัสภายนอกก็ไม่เกิดการสัมผัสภายนอกก็ไม่เกิดราคะโทสะ ข้างในก็ไม่เกิดโสมนัสโทมนัส สบายแล้ว คุณก็อยู่เหนือมัน ตลอดกาล การบรรลุธรรมตามพุทธเจ้าลืมตาตลอดสายไม่มีหลับตาเลย พวกที่นั่งหลับตาปฏิบัติยึดมั่นถือมั่นกันโลดฟังหน่อย หากไปงมงายหลับตาปฏิบัติมันผิดทางจะบรรลุธรรมเลย ไปนั่งหลับตาปฏิบัติมันไม่ได้เริ่มต้นเลย ไม่ได้อยู่เหนือข้างนอกอย่างลืมตา ถ้าหากเหนือข้างนอกแล้วเหลือข้างในคุณก็ลืมตาปฏิบัติล้างข้างในอีก จึงเรียกว่าโลกุตระเหนือมัน

อาตมาต้องพูดอันนี้และเหนื่อยมาก เพราะคนมันติดยึดมาก ไปยึดติดการนั่งหลับตาสะกดจิต โทรทัศน์กี่ช่องก็เดินย่างหนอก้าวหนอ เสียเงินเสียทองเสียเวลา ใช้โทรทัศน์ใช้เงินบริจาคของคนงมงายสอนอยู่ตลอดเวลา เมื่อไหร่จะเลิกสักที เสียดายแรงงานเวลาวัสดุทุนรอน

อาตมาพูดแรง ว่าเสียๆหายๆ แต่ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้วพูดดีก็แล้วพูดแรงก็แล้ว ก็ยังงมอยู่อย่างนั้น เหมือนคนไม่รู้ เอ๋อ เขาด่าก็ไม่รู้เรื่อง

เดี๋ยวนี้ได้ข่าวตามกระแสมาว่ามีคนฟังอาตมาแล้วก็เข้าใจว่าทำไมทำได้ถูก แต่อาตมาเกิดมาในชาตินี้อาตมาเป็นตัวแพ้ แต่ไม่ใช่ตัวผิดอาตมาเป็นตัวถูก แต่ก็ต้องยอมแพ้อำนาจโลก โลกจะให้อาตมาแพ้

อาตมาก็พยายามทำตามพระพุทธเจ้าพาเป็น ไม่ได้ทำเพื่อจะได้คนมาเป็นบริวาร ยกย่องชูเชิด แต่ทำเพื่อประกาศความจริงให้ปรากฏ อาตมาประกาศอย่างอิสระเสรี ประกาศไปเฉยๆ ใครจะฟังหรือไม่ฟัง นอกจากคนที่เขาจะไม่ชอบ เขาได้ยิน เขาไม่ฟังแต่ได้ยินก็ด่าให้

ปัญญาเป็นของโลกุตระ เป็นผู้จำแนกพระธรรมพระตถาคตพระองค์นั้น ทรงทำโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เองแล้ว

คำว่าปัญญามีแต่ในของศาสนาพุทธเท่านั้น แต่เขาเอาปัญญาไปเรียกฉลาดแบบ เฉโกว่าปัญญา ไม่ใช่ ขี้ตู่ จริงๆเลย เอาปัญญาไปใช้เรียกเฉโก ผิดเพี้ยนไปหมดทุกวันนี้ก็ยากมากเลย จนคนแยกไม่ออกเฉโกหรือปัญญา

แยกความฉลาดสองชนิดไม่ออก อาตมาอธิบายย้ำซ้ำซาก แต่ถ้าคุณเข้าใจจะแยกออก ไม่นานหรอก คุณจะรู้ว่าคนนี้มีความฉลาดแบบ เฉโกหรือมีปัญญาพอคุยกันรู้เรื่อง คุณจะแยกออก หากยอมรับว่าเรามีเฉโกอย่างนี้ปัญญาอย่างนี้เรามาเอาปัญญาดีกว่า ไม่เอาแล้วเฉโกไม่เป็นเฉโก ฉลาดแกมโกงฉลาดทุจริต ที่เขาว่าเจริญฉลาดชั้นสูง

ฉลาดปัญญานี้ฉลาดชั้นสูงจนกระทั่งว่าไอ้นี่อร่อย ไม่มี ไม่อร่อย ก็ไม่มี คนบางคนฟังแล้วก็บอกว่า อาการอย่างไรอร่อยก็ไม่มี ไม่อร่อยก็ไม่มี เขาก็ว่ามันต้องมีชีวิตชีวาไม่อร่อยมันก็เหี่ยวแห้ง เห็นไหมมันเดาไม่ได้ คุณธรรมที่เป็นโลกุตรธรรมเดาไม่ได้ เป็นเรื่องที่ คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ผยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น)   (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34)จริงๆ มันลึกซึ้งเดาไม่ได้

เป็นคนไม่สุขไม่ทุกข์ไม่อร่อย อร่อยก็ไม่มีไม่อร่อยก็ไม่มี เด๋อๆ เขาก็ว่ามันจะเบิกบานสุขสำราญใจได้อย่างไร มันยืมพยัญชนะของโลกมาใช้เท่านั้น เพราะฉะนั้นผู้ที่สูญแล้ว จิตว่างไม่มีแล้ว จิตใจก็เบิกบานตลอดกาลนาน

อ่านอัมพัฏฐสูตรต่อ..แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้เองโดยชอบถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้วทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรมพระตถาคตพระองค์นั้น ทรงทำโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เองแล้ว ทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตามพระองค์ทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ก็การได้เห็นพระอรหันต์ทั้งหลาย เห็นปานนั้น ย่อมเป็นการดีแล.

พ่อครูว่า…อัมพัฏฐะได้เรียนมนต์ของพรหมณ์ ศาสนาพราหมณ์กับศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่สลับกันไปมา อัมพัฏฐะก็ได้เรียนมนต์ของพรหมณ์ มีพยัญชนะ อีกหน่อยพุทธเสื่อมก็เป็นพราหณ์ อีกหน่อยพราหมณ์เสื่อมก็เป็นพุทธ ตอนนี้ก็เป็นพุทธมหาศาโล

ตอนนี้เมืองไทยยังไม่ไปเล่นงานชั้นสมเด็จ เล่นงานชั้นพรหมเท่านั้นตอนนี้ ชาติไทยไม่ไปแตะยกไว้สมเด็จ ขนาดสมเด็จที่รู้ทั้งรู้ว่าสมเด็จแย่ก็ต้องปล่อยใส่เก๊ะไว้ มีสมเด็จที่ทำท่าจะเป็นสมเด็จสังฆราชแต่เขารู้ทันก็เลยต้องเก็บใส่เก๊ะไว้เลย มันเก๊จริงๆ ขออภัยที่พูดเหมือนดูถูกดูแคลน เป็นสมัยที่ศาสนาพุทธจะต้องถูกทำให้บริสุทธิ์ขึ้น

เรื่องอัมพัฏฐมาณพ

[143] สมัยนั้นแล อัมพัฏฐมาณพ ศิษย์ของพราหมณ์โปกขรสาติ เป็นผู้เล่าเรียนทรงจำมนต์ รู้จบไตรเพท พร้อมทั้งคัมภีร์นิฆัณฑุ 1- คัมภีร์เกตุภะ 2- พร้อมทั้งประเภทอักษร มีคัมภีร์อิติหาสเป็นที่ 5 3- เป็นผู้เข้าใจตัวบท เป็นผู้เข้าใจไวยากรณ์ ชำนาญในคัมภีร์โลกายตะ 4- และมหาปุริสลักษณะ อันอาจารย์ยกย่องและรับรองในลัทธิปาพจน์ คือ ไตรวิทยา อันเป็นของอาจารย์ของตนว่า ฉันรู้สิ่งใด เธอรู้สิ่งนั้น เธอรู้สิ่งใด ฉันรู้สิ่งนั้น.

ครั้งนั้นแล พราหมณ์โปกขรสาติ เรียกอัมพัฏฐมาณพมาเล่าว่า พ่ออัมพัฏฐะ พระสมณ-*โคดมศากยบุตร พระองค์นี้ทรงผนวชจากศากยสกุล แล้วเสด็จจาริกไปในโกศลชนบท พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ 500 รูป ถึงอิจฉานังคลคาม โดยลำดับ ประทับอยู่ ณ ราวป่าอิจฉานังคลวันใกล้อิจฉานังคลคาม ก็เกียรติศัพท์อันงามของท่านพระโคดมพระองค์นั้นแล ขจรไปอย่างนี้ว่า

แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้เองโดยชอบถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว(สุคโต)

พ่อครูว่า…สุคโต หมายความว่าอะไร

คตะ แปลว่าดำเนินไป สุ แปลว่าดี ก็คือเสด็จไปดีดำเนินไปดี พวกเรานี้มีสุคะโตดำเนินไปดีชีวิตไปดี ข้าวมีกิน ดินมีเดิน พี่น้องมีเสร็จฯ รู้จักคำว่าบุญคือเครื่องชำระกิเลสแล้วก็มาศึกษาการชำระกิเลส พวกเราดำเนินชีวิตไปแต่ละวันดี มีแต่เจริญ และเจริญ ไม่สะดุด นี่เรียกว่าสุคโต สบาย สุขสำราญเบิกบานใจ จริงไหม …จริง ใครไม่เชื่อก็มาพิสูจน์ เอหิปัสสิโกเชิญให้มาพิสูจน์ได้ อาตมากล้าพูด เพราะพวกเราทำอย่างนั้นได้จริงๆ

ขอถามความลับ ทุกวันนี้พวกเรา ในระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมาใครร้องไห้บ้าง

…มีบ้าง พ่อตาย ..มันเมื่อย…คิดถึงลูก…ย้ายที่พักบ่อยเลยร้องไห้

…ไม้ร่มว่า ร้องไห้เมื่อนึกถึงพ่อท่าน

…ทำไมสงสารอาตมาหรือ? เกิดอะไรขึ้น

…ไม้ร่มว่า เพราะศรัทธา

ร้องไห้หลายอย่าง ดีใจก็ร้องไห้เสียใจก็ร้องไห้แสดงกิเลสออกมาก็ร้องไห้ อย่างเช่นเด็กๆแสดงกิเลสออกมาก็ร้องไห้เป็นเครื่องหมายแสดงกิเลสจะเอาให้ได้ดั่งใจ

อาตมาถามเพื่อจะวัดค่า ยังมีคนตกหล่นร้องไห้บ้าง แต่เราร้องไห้เพราะว่าโลกๆ ไม่มีเงิน ไม่ได้ลาภยศสรรเสริญ พวกเราไม่เป็นแล้ว โลกียะ เขาไม่ได้ลาภยศสรรเสริญโลกียสุขก็ร้องไห้ สุขด้วยกามสุขด้วยอัตตา เขาก็ร้องไห้ ไม่ได้สิ่งเหล่านั้นมาเสพสุข แต่ของเราไม่ร้องไห้ ไม่ใช่เรื่องกาม อัตตา ปกิณกะเศษๆเท่านั้นเอง …เป็นความสำเร็จของอาตมาที่เอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาสอนให้คนได้หลุดพ้น

การหลุดพ้นไม่ใช่เรื่องลึกลับ ไม่ใช่เรื่องซับซ้อน นึกไม่ออก ว่า ผู้หลุดพ้นเป็นอย่างไร ผู้หลุดพ้นเป็นเรื่องสามัญ หลุดพ้นจากอบาย ยกตัวอย่างเช่น เขาตื่นเต้นกันด้วยเรื่องเตะฟุตบอล เรื่องดาราต่างๆ เราก็ไม่ตื่นเต้นกับเขาแล้ว เฉย เราก็ไม่ได้สนใจ เราอยู่เหนือสิ่งเหล่านี้ แต่ก่อนเราก็เคยหลง แต่ตอนนี้ชัดเจน นั่นเรียกว่าผู้หลุดพ้น ยืนยันได้ จิตของคนหลุดพ้น ไม่ได้อยากมีอยากเป็นอยากได้กับเขาแล้ว คุณก็หลุดพ้น มันไม่ใช่เรื่องลึกลับการหลุดพ้น เป็นเรื่องจริงของจิตวิญญาณของเรา ในเรื่องอบายหยาบ

สูงขึ้นมาก็ไปแย่งลาภยศอยากจะรวยเป็นแสนล้านหมื่นล้าน เราก็ โอ้โห พอแล้วไม่เอาแล้วมีสันโดษ มีความมักน้อย เป็นสัจจะตรงตามพระพุทธเจ้าตรัส ไม่คิดจะไปแย่งแล้ว ไปหาศัตรูทำไม เหนื่อยแค่นี้ก็พอแล้วจิตใจมันพอจริงๆ หากพูดนี่ ใครไม่พอก็ต้องออกไปแสวงหา แต่ใครพอแล้วก็ไม่ไปเสียเวลาแรงงานไปแย่ง อยู่กับทางนี้แหละสบายแล้ว พออยู่พอกิน ใครรู้สึกอย่างนั้นบ้าง…ยกมือ

เป็นเรื่องจริง อาตมาประสบความสำเร็จที่ทำให้พวกเราหลุดพ้นมา นี่คือการหลุดพ้น การหลุดพ้นไม่ใช่เรื่องไปนั่งหลับตาและหลุดพ้นอะไรก็ไม่รู้ อบายมุขก็ไม่รู้ ไม่รู้เรื่อง แต่นี่เราพูดกันรู้เรื่อง พิสูจน์ได้

สมณะฟ้าไทว่า…พวกนั่งหลับตาจะต้องมีอาจารย์ไปเช็คผลตรวจสอบผล

พ่อครูว่า…อย่างนั้นเป็นเรื่องลึกลับเป็นเรื่อง magical ไม่ไหว

ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ยืนยันได้ว่าเดี๋ยวนี้ก็หลุดพ้นได้เดี๋ยวนี้ ก็มีนิโรธ มีนิพพาน แต่เขาพูดเรื่องนิพพานกันไม่รู้เรื่อง เขาพูดกันว่าไม่มีหรอก นิโรธ นิพพาน ก็น่าสงสาร แล้วอยู่ศึกษาไปหาอะไร ทั้งๆที่รู้ว่ามันไม่มีแล้ว จะไปเอาสิ่งที่ไม่มี ไปอยู่กับพระอนุรุทธโน้นไป

พระอนุรุทธแต่เดิมเป็นคนติดขนม กินแต่ขนม จนอยู่มาวันหนึ่ง ข้าราชบริพารบอกว่าขนมไม่มีเจ้าค่ะ พระอนุรุทธก็บอกว่าเอาขนมไม่มีมาให้หน่อย ท่านไม่รู้จักคำว่าไม่มีเลยในชีวิต มันเป็นอย่างไรขนมไม่มีเป็นชื่อใหม่มาก

แม้ทุกวันนี้มรรคผลมีอยู่อรหันต์มีอยู่ ถ้าหากสัมมาทิฏฐิมีอยู่โลกจะไม่ว่างจากอรหันต์ นี่คือคำตอบพระพุทธเจ้า อาตมามั่นใจว่าได้นำธรรมะที่สัมมาทิฏฐิมาเปิดเผยให้พวกเราปฏิบัติ เพราะฉะนั้นจึงยืนยันว่าตรงตามคำตรัสของพระพุทธเจ้าว่า โลกยังมีสัมมาทิฏฐิอยู่ตราบใดโลกนั้นไม่ว่างจากอรหันต์

แต่เขาเข้าใจความเป็นอรหันต์ไม่ได้ เขาเข้าใจว่าพระอรหันต์คือต้องไปนั่ง ไม่พูดจา มองอะไรก็มองไปไกลกว้าง มองให้แคบๆตื้นๆอย่าคิดมาก พูดช้าๆเฉื่อยๆ แต่กลับตรงกันข้ามกับความจริง พระอรหันต์ของพระพุทธเจ้านั้นคล่องแคล่วว่องไวปราดเปรียว เฉลียวฉลาดทันโลกทันทุกอย่าง ไม่ใช่ตามที่เขาพูดกันมาจนผิดเพี้ยนไปคนละเรื่อง เพราะฉะนั้นเขาเข้าใจอรหันต์แบบนั้นจึงไปเจอพระอรหันต์ได้อย่างไร เพราะมันลึกลับประหลาดแล้วเกิน เป็นได้ยากมาก แต่ของพระพุทธเจ้านั้นเป็นได้ เป็นได้โดยไม่ยากไม่ลำบากด้วยฌานทั้ง 4

ฌานคือพลังงานไฟที่ไปทำลายกิเลส เป็นพลังงานที่สร้างขึ้นได้ในปัจจุบัน เมื่อปัจจุบันใดเกิดไฟอุณหธาตุก็สลายไฟราคะโทสะโมหะ สลายได้ก็เรียกว่าบุญ สลายได้ส่วนหนึ่งก็ได้ก็บุญ ปุญญภาคิยา หากสลายได้จนหมดสิ้นอาสวะอนุสัย ก็หมดบุญ

พลังงานไฟหรืออุณหธาตุนี้ จะมีประสิทธิภาพไปทำลายไฟ ราคะ โทสะ โมหะ จะไปกำจัดพวกนั้นได้จริง สร้างจริงได้จริงเป็นจริงแล้ว มันกำจัดได้จริง พวกเราสร้างได้กำจัดได้จริงตามธรรมสมควรแก่ธรรมของแต่ละคน

อาตมาก็ขอยืนยันว่าพวกเราปฏิบัติธรรมมีมรรคผล ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าไม่ได้สูญเปล่า ไม่ได้เป็นหมัน ไม่ได้เพ้อไปอย่างลมๆแล้งๆ เข้าตำรับตำราไปยังอัมพัฏฐะ

ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรมพระตถาคตพระองค์นั้น ทรงทำโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เอง แล้วทรงสอนหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตาม พระองค์ทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ก็การได้เห็นพระอรหันต์ทั้งหลาย เห็นปานนั้น ย่อมเป็นการดีแล.

@1. เป็นคัมภีร์ที่ว่าด้วยชื่อของสิ่งต่างๆ มีต้นไม้เป็นต้น

@2. เป็นคัมภีร์ที่ว่าด้วยกิริยา เป็นประโยชน์แก่กวี

@3. เป็นคัมภีร์ที่กล่าวถึงพงศาวดารมีภารตยุทธเป็นต้น ซึ่งประพันธ์ไว้แต่บุราณกาลนับเป็นคัมภีร์ที่ 5 คือนับ

@คัมภีร์อิรุพเพทเป็นที่ 1 คัมภีร์ยชุพเพทเป็นที่ 2 คัมภีร์สามเพทเป็นที่ 3 คัมภีร์อาถรรพณเพทเป็นที่ 4

@คัมภีร์อิติหาสนี้เป็นที่ 5

@4. เป็นคัมภีร์ที่ว่าด้วยเรื่องไม่น่าเชื่อต่างๆ

พ่ออัมพัฏฐะ พ่อจงเข้าไปเฝ้าพระสมณโคดมถึงที่ประทับ แล้วจงรู้ว่าเกียรติศัพท์ของท่านพระโคดมพระองค์นั้นที่ขจรไป จริงตามนั้นหรือไม่ ท่านพระโคดมพระองค์นั้น ทรงคุณเช่นนั้นจริงหรือไม่ เราทั้งหลายจะได้รู้จักท่านพระโคดมพระองค์นั้นไว้ โดยประการนั้น.

อัมพัฏฐมาณพถามว่า ท่าน ก็ไฉนเล่า ข้าพเจ้าจึงได้รู้ว่าเกียรติศัพท์ของท่านพระโคดมพระองค์นั้นที่ขจรไป จริงอย่างนั้นหรือไม่ ท่านพระโคดมพระองค์นั้นทรงคุณเช่นนั้นจริงหรือไม่?

พราหมณ์โปกขรสาติตอบว่า พ่ออัมพัฏฐะ มหาปุริสลักษณะ 32 ประการมาแล้วในมนต์ของเรา ซึ่งพระมหาบุรุษประกอบแล้วย่อมมีคติเป็นสองเท่านั้นไม่เป็นอย่างอื่น ถ้าครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ผู้ทรงธรรม เป็นพระราชาโดยธรรม เป็นใหญ่ในแผ่นดิน มีมหาสมุทร 4 เป็นขอบเขต ทรงชนะแล้ว มีราชอาณาจักรมั่นคง สมบูรณ์ด้วยแก้ว 7 ประการ คือ จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว คฤหบดีแก้ว ปริณายกแก้ว เป็นที่ 7 พระราชบุตรของพระองค์มีกว่าพัน ล้วนกล้าหาญ มีรูปทรงสมเป็นวีรกษัตริย์ สามารถย่ำยีเสนาของข้าศึกได้พระองค์ทรงชำนะโดยธรรม มิต้องใช้อาชญา มิต้องใช้ศาตรา ครอบครองแผ่นดินมีสาครเป็นขอบเขต ถ้าเสด็จออกผนวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก

พ่ออัมพัฏฐะ เราเป็นผู้สอนมนต์ พ่อเป็นผู้เรียนมนต์.

อัมพัฏฐมาณพรับคำพราหมณ์โปกขรสาติแล้ว ลุกจากที่นั่ง ไหว้พราหมณ์โปกขรสาติ กระทำประทักษิณ แล้วขึ้นรถม้าพร้อมด้วยมาณพหลายคน ขับตรงไปยังราวป่าอิจฉานังคลวันตลอดภูมิประเทศเท่าที่รถจะไปได้ ลงจากรถเดินตรงไปยังพระอาราม.

[144] สมัยนั้นแล ภิกษุหลายรูปกำลังจงกรมอยู่กลางแจ้ง.

ลำดับนั้น อัมพัฏฐมาณพเข้าไปหาภิกษุเหล่านั้นถึงที่จงกรม ครั้นแล้วได้กล่าวคำนี้กะภิกษุเหล่านั้นว่า ท่านผู้เจริญ เวลานี้ท่านพระโคดมพระองค์นั้นประทับอยู่ที่ไหน พวกข้าพเจ้าพากันเข้ามาที่นี่ เพื่อจะเฝ้าพระองค์ท่าน.

ครั้งนั้นแล ภิกษุเหล่านั้นคิดเห็นร่วมกันเช่นนี้ว่า อัมพัฏฐมาณพผู้นี้เป็นคนเกิดในสกุลที่มีชื่อเสียง ทั้งเป็นศิษย์ของพราหมณ์โปกขรสาติผู้มีชื่อเสียงอันการสนทนาปราศรัยกับพวกกุลบุตร เห็นปานนี้ ย่อมไม่เป็นการหนักพระทัยแก่พระผู้มีพระภาคเลย ดังนี้แล้วจึงตอบ อัมพัฏฐมาณพว่า อัมพัฏฐะ นั่นพระวิหารมีประตูปิดอยู่ ท่านจงสงบเสียงเข้าไปทางพระวิหารนั้นค่อยๆ เข้าไปที่เฉลียง กระแอมไอแล้ว เคาะบานประตูเถิด พระผู้มีพระภาคจักทรงเปิดประตูรับท่าน.

ลำดับนั้น อัมพัฏฐมาณพสงบเสียง เข้าไปทางพระวิหารซึ่งมีประตูปิดอยู่นั้น ค่อยๆเข้าไปยังเฉลียง กระแอมไอแล้ว เคาะบานประตู พระผู้มีพระภาคทรงเปิดประตู อัมพัฏฐมาณพเข้าไปแล้ว แม้พวกมาณพก็พากันเข้าไปปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.

[145] ฝ่ายอัมพัฏฐมาณพ เดินปราศรัยบ้าง ยืนปราศรัยบ้าง กับพระผู้มีพระภาคผู้ประทับนั่งอยู่ พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า อัมพัฏฐะ เธอเคยสนทนาปราศรัยกับพวกพราหมณ์ผู้เฒ่าผู้แก่ผู้เป็นอาจารย์และปาจารย์เหมือนดังเธอ เดินบ้างยืนบ้าง สนทนาปราศรัยกับเราผู้นั่งอยู่เช่นนี้หรือ?

อ. ข้อนี้หามิได้ พระโคดมผู้เจริญ เพราะว่าพราหมณ์ผู้เดินก็ควรเจรจากับพราหมณ์ผู้เดิน พราหมณ์ผู้ยืนก็ควรเจรจากับพราหมณ์ผู้ยืน พราหมณ์ผู้นั่งก็ควรเจรจากับพราหมณ์ผู้นั่งพราหมณ์ผู้นอนก็ควรเจรจากับพราหมณ์ผู้นอน.

ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ แต่ผู้ใดเป็นสมณะโล้น เป็นคฤหบดีเชื้อสายกัณหโคตร เกิดจากพระบาทของท้าวมหาพรหม ข้าพเจ้าย่อมสนทนาปราศรัยกับผู้นั้น เหมือนกับที่สนทนาปราศรัยกับพระโคดมผู้เจริญนี้.

อัมพัฏฐะ ก็เธอมีธุระจึงได้มาที่นี้ ก็พวกเธอมาเพื่อประโยชน์อันใดแล พึงใส่ใจถึงประโยชน์นั้นแหละไว้ให้ดี ก็อัมพัฏฐมาณพ ยังไม่ได้รับการศึกษาเลย สำคัญตัวว่าได้รับการศึกษาดีแล้ว จะมีอะไรอีกเล่า นอกจากไม่ได้รับการศึกษา.

ลำดับนั้น อัมพัฏฐมาณพถูกพระผู้มีพระภาคตรัสตำหนิด้วยพระวาจาว่า เป็นคนไม่ได้รับการศึกษา โกรธ ขัดใจ เมื่อจะด่าข่มว่ากล่าวพระผู้มีพระภาค คิดว่าเราจักต้องให้พระสมณโคดมได้รับความเสียหาย ได้กล่าวคำนี้กะพระผู้มีพระภาคว่า

ท่านโคดม พวกชาติศากยะดุร้าย หยาบช้า มีใจเบา พูดพล่าม เป็นแต่พวกคฤหบดีแท้ๆ ยังไม่สักการะพวกพราหมณ์ ไม่เคารพพวกพราหมณ์ ไม่นับถือพวกพราหมณ์ ไม่บูชาพวกพราหมณ์ ไม่อ่อนน้อมพวกพราหมณ์ ท่านโคดม การที่พวกศากยะเป็นแต่พวกคฤหบดีแท้ๆ แต่ไม่สักการะพวกพราหมณ์ไม่เคารพพวกพราหมณ์ ไม่นับถือพวกพราหมณ์ ไม่บูชาพวกพราหมณ์ ไม่อ่อนน้อมพวกพราหมณ์นี้ไม่เหมาะไม่สมควรเลย.

อัมพัฏฐมาณพกดพวกศากยะว่า เป็นแต่พวกคฤหบดีแท้ๆ นี้เป็นครั้งแรกด้วยประการ

ฉะนี้.

[146] อัมพัฏฐะ ก็พวกศากยะได้ทำผิดต่อเธออย่างไร?.

ท่านโคดม ครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าได้ไปยังนครกบิลพัสดุ์ ด้วยกรณียกิจบางอย่างของพราหมณ์โปกขรสาติผู้อาจารย์ ได้เดินเข้าไปยังสัณฐาคารของพวกศากยะ เวลานั้นพวกศากยะและศากยกุมารมากด้วยกัน นั่งเหนืออาสนะสูงๆ ในสัณฐาคารเอานิ้วมือสะกิดกันและกันเฮฮาอยู่เห็นทีจะหัวเราะเยาะข้าพเจ้าเป็นแน่ ไม่มีใครเชื้อเชิญให้ข้าพเจ้านั่งเลย.

ท่านโคดม ข้อที่พวกศากยะเป็นแต่พวกคฤหบดีแท้ๆ แต่ไม่สักการะพวกพราหมณ์ไม่เคารพพวกพราหมณ์ ไม่นับถือพวกพราหมณ์ ไม่บูชาพวกพราหมณ์ ไม่อ่อนน้อมพวกพราหมณ์นี้ไม่เหมาะไม่สมควรเลย.

อัมพัฏฐมาณพกดพวกศากยะว่า เป็นแต่พวกคฤหบดีแท้ๆ นี้เป็นครั้งที่สอง ด้วยประการฉะนี้.

[147] อัมพัฏฐะ แม้นางนกไส้ก็ยังเป็นสัตว์พูดได้ตามความปรารถนาในรังของตนก็พระนครกบิลพัสดุ์เป็นถิ่นของพวกศากยะ อัมพัฏฐะไม่ควรจะข้องใจ เพราะการหัวเราะเยาะเพียงเล็กน้อยนี้เลย.

ท่านโคดม วรรณะ 4 เหล่านี้ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ เวสส์ ศูทร บรรดาวรรณะ 4 เหล่านี้ 3 วรรณะ คือ กษัตริย์ เวสส์ ศูทร เป็นคนบำเรอของพราหมณ์พวกเดียวโดยแท้.

สมณะฟ้าไท…สรุป