ศาสนา

610725_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ จรณะ15 มีฌานกับศีลที่เป็นปรมัตถ​์

อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่…https://drive.google.com/open?id=1Hb7lLBxvofl4An0zyKjOQbsmbG1ywpJYeMx7ORT8_hg

ดาวโหลดเสียงที่.. https://drive.google.com/open?id=1eciQRKqrj6ebSgGsaDBVFEl2_Y_Enj1f

สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้เป็นวันพุธที่ 25 กรกฎาคม 2561 ที่บวรราชธานีอโศก ใกล้วันเข้าพรรษาเข้าไปอีกแล้ว ตอนนี้ข่าวที่คนกำลังสนใจมากคือที่ สปป.ลาว เขื่อนแตกน้ำท่วม ใกล้จะเสร็จอยู่แล้วแต่มาแตกเสียก่อน น้ำท่วมทำให้คนลาวตายเป็นร้อยคน

ขออนุญาต เรียนเพื่อประชาสัมพันธ์ให้คนไทยที่จะเดินทางไปยังแขวงอัตตะปือ สปป.ลาว ว่าตามที่ได้รับแจ้งจาก ตม. อุบล ตม. มุกดาหารว่า มีคนไทยจำนวนมาก จะเดินทางไปยังแขวงอัตตะปือในช่วงนี้

(ตอนนี้ ตม.อุบล แจ้งว่า มีกลุ่มคนไทย+รถ กว่า 40 คัน รอเข้า สปป ลาว) เพื่อนำความช่วยเหลือไปให้ ทั้งในรูปแบบของบริจาค และอาสาสมัคร แต่ด้วยระเบียบ ในการเข้าออกด่าน ทั้งคน และรถ จะต้องใช้ หนังสือเดินทาง และจะต้องมี พาสปอร์ตรถ เพราะหากใช้บัตรผ่านแดนชั่วคราวจะใช้ได้เฉพาะเขตแขวงจำปาสักหรือแขวงสะหวันนะเขตที่มีพื้นที่ติดกับชายแดน เท่านั้น

จะเดินทางออกมายังแขวงอัตตะปือ ไม่ได้ และจะอยู่ได้แค่ 2 คืน 3 วัน หากตรวจพบ จะเกิดปัญหาในการเดินทางออก

วิทยุสื่อสารทุกชนิดไม่สามารถนำออกไปใช้งานนอกราชอาณาจักรไทยได้

ข้อมูลจาก ผอ.สมคิด กสทช.เขต 22

ของเราเองก็จะไปช่วยชาวลาวเหมือนกัน ติดต่อให้ความช่วยเหลือได้ที่ศูนย์รับความช่วยเหลือที่อุทยานบุญนิยม ติดต่อเบอร์โทรฯ คุณซึ้งบุญ 086-855-3203

พรุ่งนี้จะมีรายการใหม่ของพ่อครู…

พ่อครูว่า…ก่อนจะได้ฟังอะไรต่อ ก็ขอเจรจากับ sms

_8788 กราบนมัสการหลวงปู่ด้วยความเคารพอย่างสูงครับ กระผมนายสันติ จรูญวิทยากร ครับ.

_9309 นายกมาอุบลได้มาเยี่ยมบ้านราชบ้างไหมครับ

พ่อครูว่า..นายกฯไม่ได้มาหรอก กำลังทำถนนกันอยู่ตอนนี้ที่บ้านเราก็จะทำให้เป็นมาตรฐาน สำหรับคนที่มารับเหมาของทางการต่อไป ตอนนี้ก็ต้องขออภัยผู้ที่มาดูน้ำตก ซึ่งจะไม่สะดวกเท่าไหร่ กว่าจะเสร็จก็คงจะเป็นเดือนเหมือนกัน

_3867โบราณเขาว่าถ้าหัวคิ้วกระตุกแปลว่าอริแทงหลังป้ายสี!จมูกเขม่นแปลว่าพาลจ้องหาเรื่อง!ถ้าไอจาม ทั้งที่มิได้ป่วยแปลว่าคนคิดถึงฤานินทา! พ่อครูไอคงมีใคร คิดถึงฤานินทากระมัง?!?

พ่อครูว่า..ให้มีคนคิดถึงบ้างไม่ได้หรือ

_กุสุม บุญ · อยากดูในทีวีนี่ต้องติดกล่องอะไรคะ

(ตอบ…กล่องมีหลายยี่ห้อ แล้วแต่ราคา ถ้าเลือกแบบ hd ภาพก็จะคมชัด กว่าเครื่องธรรมดา แต่ละยี่ห้อ เขาตั้งช่อง บุญนิยมทีวี ให้ไม่เหมือนกัน เลขช่องจะต่างกัน

ต้องถามร้านที่ซื้อ ทางร้านเขาจะอธิบายได้ดีกว่า)

_ปาลิตา ทองสุขนอก · นมัสการทุกรูปเจ้าคะ

หนูฟังศีลอย่างละเอียดที่ท่านสมณะซาบซึ้ง หนูมีความรู้สึกว่าถ้าหนูเป็นคนธรรมดาที่ขอโอกาสมาปฏิบัติธรรม หนูคงเป็นคนหนึ่งที่น่าจะผิดศีลบ่อย ๆ ละเอียดมากจริง ๆ เจ้าคะ

พ่อครูว่า..ผิดคุณก็ผิดได้ แต่มันมีขั้นตอน คุณมาแต่ต้นก็ศีลขั้นต้น ก็ผิดขั้นละเอียดแต่ขั้นหยาบคุณอย่าให้ผิดสิ ทำเป็นลำดับ ศีลต้องมีรายละเอียด เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ไม่เช่นนั้นจะสับสนมาก อะไรก็ไม่เป็นส่ำ ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในปหาราทสูตร ในความเป็นลำดับอันน่าอัศจรรย์มันยิ่งใหญ่มากใน ศีล สมาธิ ปัญญา จะเป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนที่เกื้อกูลกันใน ศีล สมาธิ ปัญญา แล้วก็เกิดวิมุติ เป็นแก่น แล้วจะไปรวมกับ ศีล สมาธิ ปัญญาอีก จิตมีทั้งเจโตและปัญญาจัดตั้งสภาพขยายกว้างขึ้น เพิ่มขึ้นไปๆ อธิบายยาก ไม่ใช่อธิบายกันง่ายๆเลย ก็ตั้งใจฟังให้ดี ปฏิบัติไปตามลำดับ ของเรามีเอง จะเข้าใจง่าย แม้เรารู้แล้วแต่ก็ไม่ง่าย เรารู้แล้วก็จบ เราอธิบายได้คนอื่นจะได้ประโยชน์ด้วย แต่ถ้าเราอธิบายไม่ได้ผู้อื่นก็ไม่ได้ประโยชน์จากเรา

เกริ่นถึงรายการใหม่  จะเป็นรายการกันเองๆ คุยกันอย่างสนิทสนม อาตมาตั้งใจบ่อยหลายที ตั้งชื่อรายการว่าเอื้อไออุ่น พยายามจะให้มาคุยกันตามประสาพ่อลูก ธรรมชาติมันมีอยู่แล้ว มันดูดีสบาย มีอะไรก็คุยกันไปเรื่อยๆ ไม่เป็นทางการไม่ต้องเกร็ง สบายๆ คนไหนอยากซักถามก็คุยกันไป อธิบายว่ากันไปต่างๆนานา ธรรมชาติมันดูดี อาตมาตั้งชื่อรายการนี้ใหม่ ไม่เอาแล้วแบบเอื้อไออุ่น ตั้งชื่อใหม่ว่าเป็น “สำมะปี๋ซี่วิต”

สำมะปิ เป็นภาษาอีสานแปลว่า แปลว่า มากมาย สารพัดสารพัน ทุกสิ่งทุกอย่าง จิปาถะ มากหลาย variety

วุ่นเละเทะเลยเป็น chaos แต่มันก็จะหลากหลายในนั้น แต่ก็มีระบบระเบียบในนั้น ไม่ใช่เละเทะเสียหาย เราจัดระบบได้ เท่าที่มันจะมีได้ ในชีวิต หรือซี่วิต

ก็คิดว่าน่าจะดี พวกเราเข้าใจเพิ่มขึ้น พรุ่งนี้จะเริ่มรายการตอนหกโมงเย็น วันพฤหัสบดี วันเสาร์ เอาสองวันก่อน ส่วนวันอื่นๆ อาตมาอธิบายอยู่แล้วไง คนอื่นไม่เป็นไร ตอนนี้เขาให้แล้ว ให้อาตมาเพิ่มพลังไง ลองของดูก่อนสิ ถ้ามันไม่ไหวอย่างไรเราก็มีสิทธิ์หยุด เราทำอย่างไม่มีสปอนเซอร์ ไม่มีปัญหา รูปแบบรายการก็นั่งล้อมวง อาตมาก็นั่งตรงกลาง ถ่ายทอดสด เลือดหยดติ๋งๆ ถามได้ทุกเรื่อง เรื่องไหนตอบไม่ได้อาตมาจะตอบง่ายมาก เรื่องไหนตอบไม่ได้ก็ตอบ ไม่รู้ จบ ไม่รู้จริงๆ ตอบง่าย เรื่องรู้สิตอบยาก บางเรื่องนี่ยาก ลึก ละเอียด ลำบาก ก็ตอบไป

คุยกัน พยายามจะไม่ให้หนัก ทุกวันนี้อะไรก็รู้สึกหนักยาก ก็พยายาม เด็กๆเล็กๆก็ได้ ใครจะถาม เด็กๆพวกเราถามปัญหานี้น่าฟังนะ เด็กพวกเราไม่ค่อยไร้สาระเหมือนเด็กข้างนอก เด็กน้ำมนต์ 6 ขวบเป็นต้น วิ่งไปมาก็คงซึมซับ หลายคนพวกเรา ไม่ว่าจะเป็นใครที่คิดว่าจะมาสังสรรค์ระหว่างพ่อลูกก็เชิญ

เบิกฤกษ์พรุ่งนี้ ใครจะมาตัดริบบิ้น “สำมะปี๋ซี่วิต” เริ่ม 18:00-20:00 น. วันพฤหัสบดี ที่ 26 ก.ค. 2561 ที่ชั้น 1 เฮือนศูนย์สูญ ติดตามได้ทางบุญนิยมทีวี เราก็ทำไป รายการเราก็มีก็ออก สื่อ เป็นประโยชน์ ชีวิตของเรา เราเข้าใจชีวิตแบบเรา พระพุทธเจ้าท่านเป็นแบบนี้ เราก็จะได้แบบนี้ไปเรื่อยๆ ไปจนกระทั่งมาที่สุด อะไรต่ออะไรที่โลกเขาต้องการเราก็มี ไปตามประสากันไป ให้เกิดประโยชน์กันเกิดมาเป็นคนก็เป็นประโยชน์

เข้าสู่รายการ

เรากำลังพูดถึง อัมพัฏฐสูตรมาเป็นตัวตั้ง แล้วขยายไปถึงโลหิจสูตรที่กล่าวถึง ผู้บรรลุธรรมแล้วไม่ควรบอกใคร บอกใครแล้วถือว่าวิบากบาปไม่ควร เป็นความเห็นที่พระพุทธเจ้าเห็นว่ามันผิด อาตมาพยายามหยิบที่ชาวไทยเราไปยึดถือสิ่งที่เพี้ยนไป อย่างตัวอย่างโลหิจสูตร ผู้บรรลุแล้วไม่ควรบอกใคร ผู้ที่บอกใครว่าบรรลุก็แสดงว่าผู้นั้นไม่ได้บรรลุ ไปอย่างนี้เลย แล้วก็โอ้โห ลองอ่านสำนวน  

โลหิจจพราหมณ์ มีทิฏฐิลามก ว่า “ผู้บรรลุแล้วไม่พึงบอกแก่ผู้อื่น  เพราะคนอื่นจะทำอะไรแก่อีกคนหนึ่งได้ การบอกแก่คนอื่นจัดว่าเป็นความโลภที่เป็นบาป  เปรียบเหมือนคนตัดเครื่องพันธนาการเก่าออกแล้ว กลับทำเครื่องพันธนาการใหม่… ฯลฯ ”  .

พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิ  ย่อมมีคติ 2 คือ นรกหรือกำเนิดเดียรัจฉาน  อย่างใดอย่างหนึ่ง

(พตปฎ. เล่ม 9  ข้อ 358)

อาตมาว่าพระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจน แรง สั้น ลัด คัด concise ชัดเจน ต้องแก้ไข อาตมาก็มาแก้ไขประเด็นพวกนี้ ที่มันขยายความอีก ถ้าขืนผู้บรรลุแล้วบอกใครไม่ได้ จะเอาปาราชิก หรือบาปเลย อาตมาว่า ผู้บรรลุแล้วไม่บอกใครก็เท่ากับไม่รู้ความจริงสิ เจ้าตัวไม่บอกแล้วใครจะไปรู้ เท่ากับว่าเป็นกำหนดว่าคนบรรลุแล้วบอกไม่ได้ ก็คือคนบรรลุจริงบอกไม่ได้ คนอื่นก็เลยต้องเดาเอา จึงเกิดพระอรหันต์แบบเดามาจนถึงทุกวันนี้ เดากันเละเลย เพราะอรหันต์จริงบอกไม่ได้ น่าสังเวชใจไหม ความคิดแบบนี้ มันก็เลยเกิดเดา เกิดคนขี้โกงซ้อน นักเสแสร้างปลอมแปลงเต๊ะท่าหลอกกันไป ยิ่งเข้าใจไปผิดว่าอรหันต์จะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอะไรใคร มันมีความเห็นเอียงโต่งไปทางหนีสังคม ไม่ทำงานไม่ทำประโยชน์ให้แก่ใครอะไรเงียบเฉย เข้าใจไปอย่างนั้นจนเป็นตัวอย่าง

อย่างเช่นหลวงพ่อเกษมแห่งสุสานไตรลักษณ์ ขออภัยพูดอย่างวิชาการ ท่านเข้าใจผิดจริงๆแล้วท่านก็เชื่อว่าท่าน ท่านก็ทำแบบนั้นสำเร็จ คนก็ต้องนับถือบูชามากหลงนับถือกัน ไปนั่งเฝ้าท่านนั่งหลับตา ไม่พูดอะไร อยู่เป็นวันๆ คนก็มานับถือเพราะเข้าใจผิดว่าอรหันต์ต้องเป็นแบบนั้น มันก็เลยเสียหายหมดเลย ศาสนาพระพุทธเจ้า จึงไม่เป็นประโยชน์ ไม่เป็นอะไรกับใครเลย กลายไปเป็นศาสนาเดียรถีย์ที่เข้าใจผิดหลงทางหมด อาตมาประกาศอรหันต์แต่คนไม่ตื่นเต้นเหมือนสายหลับตาประกาศ

อาตมาประกาศอรหันต์ เขาหาว่าไม่ใช่ ตอนแรกไม่ได้ประกาศก็นึกว่าใช่ ไปประกาศเขาก็บอกว่าไม่ใช่เลย จริงๆแล้วอาตมาก็ไม่ได้อยากประกาศอะไร ไม่ได้อยากอวดอะไร อาตมาประกาศ พ.ศ.2558 แต่ก็รู้กันในนัยยะ มีคนมาถามเพื่ออยากรู้จากปากอาตมา เมื่อพ.ศ.58 อาตมาก็บอกกับคนสองคน

คนหนึ่งเป็นศาสตราจารย์แสง จันทร์งาม ตอนนี้อายุมากแล้ว ส่วนอีกคนหนึ่งก็เป็นน้องอาตมาเองคือขวัญดี ซึ่งตายไปแล้ว ดูเหมือนขวัญดีถามก่อน เขาเซ้าซี้ถาม อาตมาก็บอกว่าเป็น อ.แสง จันทร์งาม ถามที่สันติฯ อาตมาจำได้ อาตมากำลังฉันข้าวที่ศาลาเก่า ก็ถามหลายอย่าง อาตมาก็ไม่ได้บอกเท่าไหร่ เขาก็ว่าซักอย่างวิชาการครับ เพราะไม่มีใครประกาศโต้งๆ อาจารย์แสงก็รู้ว่าอาตมาเป็นอาจารย์ทางศาสนาพุทธเหมือนกัน อาตมาก็บอกได้ว่าใช่ เท่านั้นแหละ ตอนหลังมีคนไปถามอาจารย์แสง ว่าเคยได้ยินแบบนี้ไหม อาจารย์แกก็บอกว่าจำไม่ได้แล้ว มันก็เลยไม่ค่อยชัดเจน ก็เป็นวิบากอาตมา

อาตมาอาศัยความจริงใจ ตอนนี้อธิบายทางสร้างสรรพิสูจน์ว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาคนจนศาสนามักน้อยสันโดษ เป็นศาสนาที่เป็นไปตามวรรณะ 9 เป็นไปตามกถาวัตถุ 10 เป็นไปตามหลักธรรมวินัย 8 ประการ สิ่งเหล่านั้นมีตัวสำคัญที่ชัด หลายคำ

ความจน เป็นต้น อัปปิจฉะ มักน้อยสันโดษใจพอ อปจยะ ไม่สะสม ไม่สะสมทรัพย์สินเงินทองและกองกิเลสแต่ยอดขยัน

หลักฐานพวกนี้อาตมาทำงานมาเกือบ 50 ปีแล้ว ก็ได้ผู้คนมาจำนวนหนึ่ง ก็มั่นใจว่าเขาบรรลุความจริงอย่างที่เราทำมา อาตมาทำมาก็เข้าหลักเกณฑ์ ตามหลักสาราณียธรรม 6 เกิดจิตตามพุทธพจน์ 7

  1. สาราณียะ (รู้จักระลึกถึงกัน คำนึงถึงคนที่ควรเอื้อ)

  2. ปิยกรณะ (รักกันสัมพันธ์ดี-ปรารถนาดีต่อกัน) .

  3. ครุกรณะ (เคารพกัน รู้จักฐานะ รู้จักคุณวุฒิ)

  4. สังคหะ (สงเคราะห์เกื้อกูลช่วยเหลือกัน) . . .

  5. อวิวาทะ (ไม่วิวาทแตกแยกกัน) .

  6. สามัคคียะ (พร้อมเพรียงกัน มีพลังรวมยิ่งใหญ่) .

  7. เอกีภาวะ (เป็นปึกแผ่น มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน)

(โกสัมพีสูตร พตปฎ. ล.22  ข.282-283)

มีความระลึกถึงกัน ไม่ใช่รู้แต่เฉยๆไม่มีน้ำใจ และมีความรักกัน เคารพกัน ตามฐานะ

สังคหะเป็นสากล ตอนนี้กำลังฮือฮากันมาก ช่วยเหลือเฟือฟายกัน เป็นเรื่องตัวกลางเลย เป็นตัวกลางของ พุทธพจน์ 7 สาราณียธรรม 6

  1. เข้าไปตั้งกายกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง .

  2. เข้าไปตั้งวจีกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง

  3. เข้าไปตั้งมโนกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง

  4. แบ่งปันลาภผลให้กับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย   

(ลาภา ธัมมิกา – มีลาภตามธรรมแห่งสาธารณโภคี) . .

  1. มีศีลเสมอสมานกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย

(สีลสามัญญตา)

  1. มีความเห็นเสมอสมานกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย .  (ทิฏฐิสามัญญตา) . . (ล.22 ข. 282-283)

จะเกิดสาราณิยธรรม 6 เพราะปฏิบัติธรรมถูกต้องตามสัมมาทิฏฐิของพระพุทธเจ้า จะเกิดสภาวะตามพุทธพจน์ 7 นี่แหละ พิสูจน์ได้เลยจนกลายเป็นกลุ่มหมู่สังคม ชุมชนชาวอโศก ทุกวันนี้ก็เกิดขึ้นมา มันยากเย็น ตรงกันข้ามกับโลกียะที่เขาไม่รู้เรื่องแล้ว อาตมาก็นำขึ้นมา จนกระทั่งจำนนกันพอสมควร ในพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐนี่แหละ อาตมาเอามาใช้เป็นหลักเลย อาตมาว่าใช้ได้ พวกเราปฏิบัติได้ก็เอาตามฉบับนี้แหละ หากจะเอาฉบับอื่นมาอาตมาก็ไม่ใช่นักศึกษาก็เลยไม่รู้ อาตมาก็เอาอันนี้ไม่งั้นวุ่นวายค้านแย้งกันไม่รู้จบ

ข้อสำคัญคือคุณลักษณะของคนที่มาเป็นคนจนช่วยเหลือกันมีความอุดมสมบูรณ์ เป็นคนจนที่มีความรู้ความสามารถมีประโยชน์เกื้อกูลผู้อื่น ไม่ไปเบียดเบียนใครไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน เป็นคนจนอย่างนี้แหละ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่เข้าใจซับซ้อนและยากเหมือนกัน แต่ว่ามันชัด ผู้มีปัญญาอธิบายจะเข้าใจ เราก็พยายามพิสูจน์กันไปเรื่อยๆ อาตมาว่าขนาดนี้ยังไม่ค่อยเข้าใจได้ ต้องให้เป็นรูปธรรมสังคมกลุ่มใหญ่ขนาดนี้ อาตมาก็ตั้งหลัก พูดเปรียบเทียบ จะต้องทำจนคนตาบอดเห็นได้หรือ เอา เอาให้คนตาบอดเห็นได้นี่แหละ ซึ่งก็พยายามทำไปๆ ก็เลยต้อง ที่จริงมันมี คุณประโยชน์แก่ตัวเอง

อาตมาก็มีความสามารถมากขึ้น จะใช้คำว่าเก่งก็ได้ ทุกวันนี้อาตมาต้องดึงของเก่ามาด้วย มีของใหม่มาเรียนรู้เพิ่มเติมด้วย อาตมาไม่ได้ตกต่ำเลย จนอาตมานำมาใช้แล้วได้สูตรขยายอายุขัยอีก อาตมาก็ว่าเอ๊ มันน่าทดสอบพิสูจน์อาตมาว่า เป็นนักวิทยาศาสตร์อันนี้มันไม่เลวนะ ก็ดู ตอนนี้ก็พยายามพากเพียร ต้องให้แข็งแรงทางรูปขันธ์ด้วยก็พอเป็นไป แต่นามขันธ์นั้นแน่นอนเจริญแน่ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าจิตวิญญาณเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง ซึ่งมันจะซ้อนว่า

จิตวิญญาณเป็นประธานสิ่งทั้งปวง เป็นนามธรรม แต่พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่าศีลเป็นประธาน ก็เลยเหมือนย้อนแย้ง ว่าศีลเป็นนามธรรม เป็นข้อกำหนด บอกว่าศีลเป็นประธานก็ไม่ผิดทั้งคู่ จิตวิญญาณเป็นประธานของสิ่งทั้งปวงก็ถูก ก็ศีลเป็นประธานด้วยและศีลมีอีกหลายอย่าง มีท่านลานศิลป์ก็คัดมาดีจังเลย เอามาเลย นี่ยังไม่มาถึงมืออาตมาเลย ที่นิยามเอาไว้

อาตมาสรุปเอง การมาเป็นลูกพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ศึกษาอะไรนอกจากการศึกษาความเป็นมนุษย์มาเป็นคนกับสังคม ความเป็นมนุษย์กับความเป็นไปของมนุษย์ก็คือสังคมและอยู่กันอย่างดี ให้เป็นประโยชน์แก่กันและกัน อยู่กันอย่างเป็นสุขเป็นคุณค่าอย่างดีงาม พระพุทธเจ้าตรัสรู้ มนุษย์เกิดมาก็ต้องตาย ถ้าตายแล้วมีวิบาก หากตายแล้วยังไม่รู้จักวิบากไปสร้างวิบากให้ตัวเองหมุนเวียนตกนรกขึ้นสวรรค์ สองอันนี้ นรกสวรรค์เป็นสมมุติไม่ใช่วิมุติ มันก็เลยยุ่งกันใหญ่เลย หากไปสร้างวิบากกันแล้ว แล้วเราก็ไม่จบ นี่คือความตรัสรู้ของพุทธเจ้าจริง หากเกิดดีได้แล้วก็จะดีคงที่ไม่มีช่วยอีก จนกระทั่งเลิกทำชั่วได้เลย กรรมนิยาม พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ในจิตนิยาม มนุษย์จะมี กรรมนิยาม

กรรมมีความสำคัญทางศาสนาเทวนิยม = God ยิ่งใหญ่มาก แต่กรรมนี้เป็นเรื่องที่สัมผัสได้พิสูจน์ได้ เป็นเรื่องของมนุษยชาติ ส่วน God เป็นเรื่องลึกลับที่สัมผัสไม่ได้ นิยาม God ว่า ยิ่งใหญ่ที่สุดดีที่สุดประเสริฐที่สุดก็ไม่ผิด แต่ความหมายของความประเสริฐของความดีเป็นพระผู้สร้างด้วย จะไม่ตรงกับของพุทธ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าไม่มีอะไรที่เป็นเรื่องยิ่งใหญ่นอกตัว ที่เกิดจาก อุตุนิยามพีชนิยามก็เป็นเรื่องภายนอก ถ้าหากไม่มีจิตนิยามเข้าไปร่วมสังเคราะห์ จนมีชีวะในระดับพีชะ ซึ่งมันจะเป็นนามธรรมขึ้นมา แต่ตัวรู้เป็น ISH มีประธาน คือ I แล้วมีด้านบวก h มีด้านลบ s

พีชะก็มีแต่ตัวมันเอง ก็ทำหน้าที่เท่านี้ อาตมาก็ยังอธิบายไม่เก่ง พยายามขยายให้ลึกซึ้งเข้าไป จะให้มันเจริญหรือไม่ให้มันเจริญจะบอนไซมันเลยก็ได้ คือไม่ให้มันโต ทำมันอย่างนั้นเลย ใบเล็กนิดนึง เมื่อมีความรู้ก็เอามาให้เป็นประโยชน์คุณค่าแก่กันและกัน เกิดมาเป็นคนหากยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน พระพุทธเจ้าท่านสามารถทำให้แตกสลายหมดตัวเราไปเลยได้ ก็เกิดเป็นธาตุอยู่ในโลกในจักรวาลนี้ เป็นธาตุดินน้ำไฟลมหรือจะเหลือเชื้อของพีชนิยามบ้างก็ไม่มีมาเป็นจิตนิยามได้ง่ายๆ

อาตมาเทียบกับ H และ O คือ ไฮโดรเจนกับออกซิเจน เมื่อปรินิพพานแล้ว ไฮโดรเจนกับออกซิเจนก็แตกตัวจากน้ำ เลิกจากการเป็นธาตุน้ำไปแล้ว กว่าที่ไฮโดรเจนกับออกซิเจนจะรวมตัวกันเป็นธาตุน้ำได้อีก คนเก่งๆก็ทำได้ แต่ก็แล้วแต่เถอะ แต่ถ้าปกติธรรมชาติมันไม่ง่าย

ถ้าแตกธาตุน้ำเป็นแก๊ส ส่วนพระพุทธเจ้าสมณโคดมเปรียบเหมือนพวงมะม่วง ถูกตัดออกจากขั้วแล้ว ตกลงแตกกระจายแล้วไม่รวมกันเป็นพวงอย่างเก่าอีก มันอาจเหลือที่พวงบ้างไม่หลุดไปหมด แต่ก็มีอันที่แตกกระจายทิ้งไปหมดก็เหลือติดอยู่บ้างรวมเป็นพวงอีกไม่ได้ พระสมณโคดมก็เปรียบเทียบอย่างนั้นแต่อาตมาเปรียบเทียบกับธาตุน้ำ แยกเป็น H กับ O ถ้าหากเข้าใจแล้วก็ไม่มีปัญหา สิ่งต่างๆพวกนี้พวกเราเข้าใจลึกซึ้งได้ ฟังแล้วก็รู้สึกว่าพวกเราเข้าใจ อาตมาอธิบายอย่างนี้หลายคนก็อาจจะคิดขัดแย้งจนกระทั่งออกไปจากหมู่กลุ่มได้ เป็นธรรมชาติ เขาก็เลือกเชื่อตัวเอง อาตมาไม่ได้ต้องการคนมานับถือเป็นบริวาร อาตมาตั้งใจแสดงความจริงยืนยันความจริงอันเดียวกับที่พระพุทธเจ้าสอนมา อาจมีเหตุปัจจัยที่ต่างกันไปแต่หลักการก็ยังเหมือนกัน อริยสัจ 4 ปฏิจจสมุปบาท เป็นต้น

โชคดีที่มีพระไตรปิฎก คนก็มายอมรับนับถือประมาณหนึ่ง แต่พระพุทธเจ้าท่านมีบารมี คนจะเกิดมาเจอพระพุทธเจ้านั้นไม่ใช่ธรรมดา จะมีบารมีที่ไม่มีข้อต่อรองอะไรเลย เป็นเรื่องซับซ้อนที่อธิบายได้ยาก เป็นเรื่องซับซ้อนเป็นอจินไตยในฌานวิสัยและกรรมวิบาก พวกเราศึกษาแล้วจะเข้าใจความเป็นจริงเช่นนี้ อาตมามาพูด แม้จะเรื่องฌานวิสัย ก็พยายามขยายความคำว่า ฌาน นี้เสียก่อน

ศีลเป็นเบื้องต้น ศีลเป็นที่ตั้ง ศีลเป็นบ่อเกิดแห่งคุณงามความดีทั้งหลาย
และเป็นประธานแห่งธรรมทั้งปวง บุคคลใดชำระศีลให้บริสุทธิ์แล้ว
จะเป็นเหตุให้เข้าถึงความพ้นทุกข์ คือ พระนิพพาน

ฌาน เกิดได้ต้องมีศีลเป็นประธาน

ฌานเป็นพลังงาน เรียกโดยบาลีว่าอุณหธาตุ เรียกด้วยภาษาไทยว่าไฟ ร้อน เผาละลายได้ ทำให้ละลายสูญหายได้ ทำให้ ราคะ โทสะ โมหะ ละลายสูญหายไปได้

มันมีลักษณะเป็นไฟ ผู้ใดสร้างพลังงานจิตของเราให้เกิดเป็นพลังงาน ฌาน คุณจะสร้าง ฌาน ฌานนั้น จะมีกรอบว่า ศีลข้อที่ 1 ศีลข้อที่ 2

ศีลข้อที่ 1 ไม่ฆ่าไม่เบียดเบียน มีใจกรุณาเอ็นดู หวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวง สัตว์โลกเกิดมาแล้ว ได้เป็นจิตนิยามยิ่งน่าสงสาร ยิ่งเป็นสัตว์ชั้นต้น เราเหนือกว่าเขาก็ฆ่าเขาได้ แต่มันมีวิบาก อาตมาเชื่อในกรรมวิบาก จิตนิยามมันมีกรรมวิบาก สัตว์ชั้นต่ำมันยิ่งไม่รู้มันจะยิ่งผูกพยาบาทเก่งมาก จริงๆแล้ว นี่นะ สัตว์ชั้นต่ำ พยาบาทเก่งกว่ารัก สัตว์ชั้นต่ำมันจะทำลายมากกว่าดูดเอามาเป็นตัวมัน มันยังไม่รู้เท่าไหร่ที่จะดึงดูดอะไรมาเป็นตัวมัน แต่ตัวมัน มันรักตัวมันเป็นตัวกูของกูยิ่งกว่าใคร มันมีความพยาบาทที่หนักกว่า สัตว์ชั้นต่ำมีความพยาบาทสูงกว่ารัก

ความเป็นคนนี้ กลายเป็นรักสูงกว่าพยาบาท แต่คนชั้นต่ำก็มีความพยาบาทสูงกว่ารัก เพราะฉะนั้นคนชั้นต่ำจะเก่งทางฆ่า พอเจริญขึ้นมา ก็ไม่เอาฆ่า คนจะมีน้ำใจรัก อยู่ด้วยกันอบอุ่นช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มีคุณค่าต่อกันและกัน มันจะสูงขึ้นอย่างนี้

เพราะฉะนั้นสรุปแล้ว คนต้องสร้างพลังงานนามธรรมที่เป็นฌาน มีประสิทธิภาพที่ยิ่งใหญ่มาก เมื่อฌานสลายกิเลส ราคะ โทสะ มีหน้าที่เดียว ฌาน

หน้าที่ของฌาน ฌานมีอะไรเป็นอาหาร มีราคะโทสะโมหะเป็นอาหาร เจอ 3 อย่างนี้ไม่ได้เจอเป็นเอาเลย คุณสร้างฌานได้ สลายไฟราคะโทสะโมหะได้ เรียกชื่อเต็มๆว่า บุญ หรือปุญญะ เป็นพลังงานที่มีธาตุรู้ อัญญะ กับตัวทำงาน ป คือ ปุญญะ

ส่วนฌาน เป็น ฌ มาจากธาตุรู้เหมือนกันแต่ยังไม่ใช่ธาตุรู้ที่ยิ่งใหญ่ จาก จ ฉ ช ฌ ญ

การสั่งสม จ ฉ (6) ช ก็เป็นสามเส้าแล้วสั่งสมลงที่ ฌ แล้วมาตัว ญ เป็นธาตุรู้

ฌ คือเจโต ญ คือปัญญา

ฌ คือ static ญ คือ dynamic

ฌานก็คือตัวบทบาท เมื่อจะทำงานมันเป็น Dynamic สลายกิเลส เพราะฉะนั้นนามธรรมที่คนสามารถสร้างพลังงานให้เป็นฌาน แล้วเป็นบุญ คือสำเร็จผลฌาน จิตก็คือมีกิเลส เอากิเลสออกจิตก็สะอาดๆ คนมีกิเลสมีอวิชชามาก่อนเป็นพะเรอเกวียนมามากมาย สะสมตั้งแต่สัตว์เดรัจฉานมาจนเป็นสัตว์ล้านๆเซลล์ เราก็มาสร้างพลังงานนี้ ล้างกิเลส

แล้วคุณไปล้างสิ่งที่ตกผลึกเป็นอดีตไม่ได้ คุณต้องล้างอันใหม่เท่านั้น ทุกปัจจุบันเป็นการทำงานสำเร็จ อนาคตยังมาไม่ถึง อดีตเสร็จแล้วไปแก้ไขไม่ได้

การปฏิบัติพลังงานทางจิต  ต้องทำปัจจุบันเท่านั้นเรียกว่า ทิฏฐิ ปัจจุบันนิดเดียว กรรมกิริยาก็ในปัจจุบันนั้นอย่างเร็วเสร็จเลย มันจะต่อเนื่องต่อไป ในปัจจุบันนี้ เป็นสายโซ่เป็นปฏิจจสมุปบาทเป็นอิทัปปัจจยตา เป็นปัจจยาการเหตุปัจจัยแก่กันและกัน เลิกติดช่วงนี้แล้วก็จบทุกปัจจุบัน ปัจจุบันที่ทำงานร่วมกันเป็นโดมิโนจนจบหมด

หรือวงวน ทนอยู่กับปัจจุบันถ้ามันสมดุลก็เป็นตัวกลาง แต่ปัจจุบันจะต้องให้ก้าวหน้านั้นจะต้องมีตัวที่แตกออก ขยายเพิ่มขึ้นไปมีทศนิยม มีพลังงานเพิ่มขึ้นอีก จะเรียกมวล ก็ยาก เรียกภาษาวิทยาศาสตร์ระหว่าง quantum กับ photon  อาตมาก็ถนัดที่จะใช้ quantum เป็น static ส่วน photonเป็นไดนามิก จะใช้สลับกันก็ได้ระหว่าง 2 อันนี้ เมื่อมีสภาวะแล้วจะใช้พยัญชนะสลับกันก็ได้

สั่งสม แกน static เป็นอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา

มีแกน dynamic เป็น ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ

แล้วรวมกันเป็นวจีสังขาร ที่จะออกไปเป็นกายกรรมวจีกรรมก็อยู่ที่ประธาน

สังกัปปะ 7 นี้จึงสำคัญที่สุดในการปฏิบัติฌาน

ฌานก็คือสังกัปปะ 7 นี้แหละ ถ้าคุณสร้างพลังงานขึ้นมาได้ พลังงานสังกัปปะ 7 คือพลังงานที่มีฤทธิ์จะสลายกิเลสได้ แค่ 5  6 นี้ทำลายไม่ได้ ต้อง 7 ทำลายกิเลสได้สำเร็จ มันมีฤทธิ์เพียงพอเลย ถ้า 7 8 9 ก็เต็ม สามเส้า ใช้ตัวเลขบวกลบคูณหารแทนพลังงานที่มันเกิดตามหน้าที่ จะเป็นหน้าที่บวกลบอะไร

สรุปแล้วกรอบที่คุณทำ คุณทำให้เข้าใจเถอะ ถ้าคุณเข้าใจดีแล้ว คุณก็จะเข้าใจรายละเอียด ที่มันซ้อนได้ชัดเจนเพิ่มขึ้น คุณก็จะทำอันต่อไปได้ง่ายขึ้นๆ เพราะจะมีทฤษฎีแบบแผนที่มีโครงสร้างชัดเจน

แค่เหตุปัจจัยว่า เราเกี่ยวข้องกับสัตว์ หรือเราเกี่ยวข้องกับของ ในประเด็นที่ว่าจิตของเราอย่าไปทำร้ายเขา ถ้าเป็นของเราก็อย่าไปเอาของเขามา

เกี่ยวกับสัตว์มันมีพลังงานทางรับ  เกี่ยวกับของมันเป็นพลังงานเอามาหาตัวกู แล้วเกิดสำคัญที่ข้อ 3 เกี่ยวกับตาหูจมูกลิ้นกายในการสัมผัส มันก็จะเกิดผล เกิดเป็นเหตุที่จะเกิดเป็นผล ให้รู้ชอบรู้ชัง ทางตาหูจมูกลิ้นกาย ดูดหรือผลัก มันก็จะเป็นเรื่อง ไปสัมพันธ์กับสัตว์สัมพันธ์กับของ ซับซ้อน นี่เป็นความรู้ที่ยิ่งใหญ่มากเลย

ความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าจึงเป็นความตรัสรู้ที่เป็นวิทยาศาสตร์ยิ่งใหญ่มากเลย กว่าวิทยาศาสตร์ทางวัตถุที่เขายังไปไม่ถึง ที่ไปไม่ถึงเพราะเขาไม่สามารถแยกธรรมะ 2 แล้วทำให้ธรรมะ 2 เป็น 1ได้ จึงเป็นลัทธิเทว เทวะแปลว่า 2 ส่วนอเทวะนี้ ไม่เป็นสองแล้ว แต่คุณก็ทิ้ง 2 ไม่ได้เพราะเป็นชีวะจะต้องมีรูปนามและจะต้องมี I เป็น ISH

หากไม่มีประธานขึ้นมาเป็นตัวกูของกู ตั้งแต่พีชะ ก็มีประธานแล้วแต่ไม่วิจิตรพิสดารเท่ากับจิตนิยาม เพราะฉะนั้นประธานตัวที่เป็นนามธรรม คือจิตวิญญาณ กับตัวศีลที่เป็นประธานไม่สับสนใช่ไหม

เราเกี่ยวข้องกับสัตว์ก็ไม่มีจิตอกุศลไม่มีจิตไปทำร้าย ถ้ารักกับสัตว์ จะมาหาศีลข้อที่ 2 ไม่ใช่ของแต่เอาสัตว์มาเป็นตัวเรา แล้วสัตว์มันมีวิบากของมัน มันไม่รู้แล้ว เราเป็นคน บางทีเราก็จะเป็นคนมีวิบากร้ายกว่าสัตว์ รุนแรงกว่าสัตว์ จัดจ้านกว่าสัตว์ สัตว์บางทีมันก็รุนแรงกว่าคนจัดจ้านกว่าคน

ยกตัวอย่างคนไปเลี้ยงเสือ เสือก็เป็นสัตว์ มันไม่รู้ คนก็พยายามไป ตะล่อมให้ใจมันรักเราเรารักมันมันรักเรา มันก็อยู่ด้วยกันได้ไปดี สักวันหนึ่งมันเกิดเป็นตัวมันขึ้นมามันไม่รักเราแล้ว ดีไม่ดี มาทำกูขนาดนั้นมันทนไม่ได้ ก็ขย้ำจนตาย ก็มีมาแล้ว ถึงบอกว่าอย่าไปเล่นกับมันอย่าไปผูกพันกับมัน อย่าไปมีวิบาก วิบากที่จะไปเกี่ยวข้องกับสัตว์นั้นมีอีกเยอะ หรือแม้แต่จะเป็นคนก็มีวิบากกับคน บางคนจะเป็นคนที่มีปัญญาคุณก็ไปสร้างวิบากกับคนอีกเยอะแยะ ทั้งการทำร้ายกันและรักกัน กับคนนี้ก็มีอีกตั้งเท่าไหร่แล้ว เพราะฉะนั้นคุณอย่าไปยุ่งกับสัตว์ ถ้ามันเป็นสัตว์ก็ตัดวิบากจากมันไปก่อนเลย คุณจะได้มีภูมิคุ้มกัน จะได้มีพลังงานกุศล พลังงานที่สะสมได้เรียกว่ากุศลเป็นพลังงานดี เป็นพลังงานที่เป็นเขื่อนเป็นกำแพงกั้น ไม่ให้ตัววิบากบาปที่จะมาทำร้ายเราเข้ามาถึง วิบากกุศลมันก็วิ่งหาเราเหมือนกัน แต่มันจะไม่ร้ายเท่ากับวิบากบาปอกุศล มันตามทำร้ายเรา วิบากอกุศลนั้นน่ากลัว บุญไม่มีวิบาก นี่ก็ยาก ยากขออภัย ชมตัวเองให้ฟังถ้าไม่มีอาตมาเกิดในยุคนี้ ไม่มีใครเข้าใจว่าบุญกับกุศลต่างกัน แม้แต่เรื่อง กาย แม้แต่เรื่อง สมาธิ แม้แต่เรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา ก็เถอะ ที่จะมาจำแนกอธิบายให้เข้าใจกัน เอาไปใช้งานได้ครบถ้วน มันไม่ง่าย

เพราะฉะนั้น สรุปลงไปอีกที คุณต้องสร้างพลังงานฌาน จากศีลข้อใดข้อหนึ่งที่คุณทำได้ ยังทำไม่คล่องก็ต้องฝึก ฝึกจนสามารถทำได้เป็นอัตโนมัติ จนกระทั่งเป็นเองเรียกว่าตถตา เราไม่ต้องทำมันก็เดินของมันเองตามเหตุปัจจัย คุณก็ไม่ต้องไปยุ่งกับมันแล้วมันก็ได้สั่งสมเป็นอัตโนมัติช่วยเราได้ ศีลข้อที่ 1 ได้แล้ว

ก็ขยายต่อ ในศีล 26 ข้อจุลศีลไล่ไป

จากศีลข้อ 1 2 ก็ยังยาก ศีลข้อ 3 นี้ต้องขยายความถึง 6 ทวาร

มันก็เกี่ยวข้องกับของกับพืชก็ยังง่าย ศีลข้อ 1 ก็ยากกว่า ถ้าหากปฏิบัติอย่างสัมมาทิฏฐิให้ดี ปฏิบัติไม่ถึง 26 ข้อก็เป็นอรหันต์ได้ ยืนยันเลย อาตมาขอยืนยัน ว่าต้องเอาศีลเป็นตัวตั้งเป็นตัวกำหนดให้สูงขึ้นไปเรื่อยๆ ถ้าไม่มีศีลเป็นตัวกำหนด การไปนั่งหลับตาปิดทวารทั้ง 5 มันได้ปิดประตูของศาสนาพุทธเลย คุณปิดเลยแล้วตอกหัวกระโหลกไขว้ใส่ประตูเลย พูดมาจะ 50 ปีแล้วนะ หยุดทำแบบนั่งหลับตาเสียที ไม่มีใครกล้าฟันธงอย่างอาตมาหรอก

หลับตาก็มีประโยชน์ที่จะได้พักผ่อน จะได้ศึกษาจิตในจิต จะได้เตวิชโช ส่วนอีกอันที่จะเอามาใช้เป็นอิทธิปาฏิหาริย์ อาเสวนาปาฏิหาริย์นั้น ตีทิ้งเลย จิตมันก็เป็นจริง คุณอยากจะเล่นฤทธิ์เดชก็ไปหาทางสายฤทธิ์เดชทางโน้น ก็เป็นลูกศิษย์ของฤาษีคันธารี มาลิกา อาตมาไม่เอาแล้วแต่ก็มีเชื้อไปเล่นทางไสยศาสตร์อยู่ตอนแรก เท่าที่มีวิบาก ลิงลมอมข้าวพองก็รู้แล้วว่าเสียเวลา

ขนาดนั้นทำมาทุกวันนี้ อาตมาเล่นไสยศาสตร์ตั้งแต่เป็นฆราวาสจนอายุ 36 เล่นอยู่ 8 ปี จึงพอรู้เรื่องว่ามันเป็นอย่างไร เราเข้าใจไสยศาสตร์เหนือกว่าเขาด้วย ไสยศาสตร์นั้นเป็นความมืดมัวไม่เข้าใจกระจ่าง พอเราเรียนพุทธศาสนาจึงรู้ชัดในไสยศาสตร์ด้วย เราเป็นเหตุปัจจัยของอุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม

ถ้าจะเรียนรู้ให้ได้ผลตามลำดับอย่างน่าอัศจรรย์แล้วจึงต้องมีความรู้ ศีล สมาธิ ปัญญาเป็นไตรสิกขา ที่ได้สัดส่วนสมบูรณ์แบบ แล้วคุณก็จะได้ผลตามมาลำดับอันดับอย่างน่าอัศจรรย์ ไม่ใช่ไปได้ 1 แล้วได้ 8 ไปด้วย 9 แล้วมาเอา 3 อีก คุณก็ฟันหลออยู่อย่างนั้นตลอด ต้องทำอย่างเรียงลำดับอย่างได้สัดส่วนให้ดี

อาอู๊ดว่า เหมือนกับจาก 1 จึงเป็นเรา รวมเราเขาเข้าเป็นหนึ่งเหมือนกับศีลข้อเดียวก็เหมือนกับได้ทั้งหมด

พ่อครูว่า.. One For All  All for one เอโกปิ หุตฺวา พหุธา โหติ, พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในเกวัฏสูตร ในอิทธิวิธญาณ ทำหนึ่งให้เป็นมากทำมากให้เป็นหนึ่ง สลับไปสลับมา

ธรรมะพุทธเจ้าก็จะเกิดผลทำให้เป็นสุข ความสุขก็เป็นขอยืมภาษาเข้ามาใช้ สุขที่จริงแล้วมันไม่ใช่เรื่องของ โลกีย์ ยืมภาษาโลกีย์มาใช้เท่านั้นเอง บางทีก็ใช้คำว่าวูปสโมสุข หรือโลกุตรสุขหรือปรมังสุขัง มันยิ่งกว่าสุข แต่เขาแปลว่าสุขอย่างยิ่ง ถ้าหากเข้าใจสภาวะแล้วก็ไม่สงสัยอะไร ใช้พยัญชนะมาสื่อสภาวะ มันเหนือชั้นกว่ากัน

เราบอกว่าเราเป็น คนจนที่สุขสำราญเบิกบานใจ มันก็เป็นเพียงใช้ภาษาเท่านั้น

พระพุทธเจ้าจึงบอกว่าให้ทำสภาวะจิตที่เป็นฌาน มันจะมี

ปัสสัมภยังกายสังขารัง มันจะสงบลงด้วยการสงบ แต่ไม่ใช่ร่างกายหยุด แต่พลังงานของรูปนาม 2 อย่างทำงานร่วมกัน เราก็เอาตัวพลังงาน ที่อยู่ข้างนอก เกี่ยวข้องกับข้างนอกเกี่ยวกับจิต จิตมันก็สงบ ยิ่งสงบยิ่งเร็วยิ่งคล่อง ยิ่งสงบยิ่งทำงานได้ปราดเปรียว เป็นอย่างนั้น ไม่ใช่สงบมันก็หยุด หยุดอะไร หยุดในร่างกายหยุดการเคลื่อนไหว กายไม่เคลื่อน วจีไม่พูดมโนก็หยุดคิด(พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) อย่างนี้ไม่ใช่ของพุทธ

ฌาน ให้ระงับกายสังขาร จิตสังขาร

กายนั้นเอาที่อกุศลจิตออก ดับ กายก็แคล่วคล่อง กายวิเวก กายคล่องแคล่วเป็นพลังงาน

วิเวก ไม่ใช่พลังงานตัวที่ 1 เป็นพลังงานตัวที่ 4 ของเศษวรรค ย ร ล ว

วิ มีสระ อิ ตัว เวก เป็นตัวที่ 7 อะ อา อิ อี อู เอ เป็นต้น

มีสภาวะทั้ง 2 อัน คือ ทั้งวิ และ เวก สงบ ก็ทำให้สงบทางกายทางจิต จิตวิเวก กายวิเวก

จิตวิเวกยิ่งไว สงบ มีอาการที่ท่านบอกว่าเป็นจิตสังขารัง อภิปโมทยังจิตตัง

อภิ กับ ปโมทยะ คือชื่นชอบใจ

นี่ท่านสรุปเอาไว้ ทำฌาน อย่างในอานาปานสติสูตรขยายไว้

ผู้ใดทำได้ตามนี้ เพียงอาศัยไม่ได้ยึดถือเป็นเราเป็นของเรา ไม่ใช่เหี่ยวแห้ง แต่เป็นจิตร่าเริงเบิกบาน เราต้องเข้าใจสภาวะฐานที่ตั้งที่อาศัย คือจิตที่เป็นอโศก มีแต่จิตอภิปโมทยังจิตตัง พวกเรานี้จิตอโศก แต่มีจิต อภิปโมทยังจิตตัง ไว้อาศัย

คนนี้ที่ควบคุม อภิปโมทยังจิตตัง จะทำให้จิตใจมันโลดแล่นไปสนุกได้ แต่เราทำให้มันสูญได้ ทำให้สูญได้แต่อาศัยทำให้มันสบายใน อภิปโมทยังจิตตัง ให้ร่าเริง กว่าจะซับซ้อนฝึกตนให้มี อภิปโมทยังจิตตัง ต้องทำให้ได้ก่อนไม่ร่าซ่า

ร่าซ่าไม่เอาจัดจ้าน แต่ต้องร่าเริงเบิกบานนิดๆหน่อยๆ ดึงไว้ แรงอย่างนั้นไม่เอา เอาหา 0 หากได้ 0 แล้วอนุโลมให้ได้อาศัยนิดหน่อย เราควบคุมอันที่แรงได้แล้วจึงอยู่ที่ลหุตา มันแรงแต่เราควบคุมให้เบาได้ จึงจบที่ ลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา ที่จะออกเป็นกายวิญญัติ วจีวิญญัติ อีก รวมเป็น วิการรูป 5

วิการ คืองานอันยิ่ง คือพฤติกรรมของนามธรรมเป็นพลังงาน งานที่มันเป็น ลหุ ตัวมันเองมุทุ พลังงานที่ทำเป็น กัมมัญญตา ก็ออกเป็นกายวิญญัติ วจีกรรม ถ้าอยู่ข้างในเรียกว่า วจีวิญญัติ ผู้ที่จะส่งออกมา เราไม่ส่งออกมาทั้งหมดที่เราสามารถ ถ้าเรามีทุนอยู่ 100 เราส่งออกไปเพียง 50 ถึง 60 เปอร์เซ็นต์กายวิญญัติ ถ้ายิ่งไม่เก่งก็แค่ 50% ก็เหลือกินแล้ว ใครบอกว่าเราไม่เก่งก็ไม่เป็นไร เพราะคนที่อวดเก่งนั้นตายอย่างเขียดเยอะแล้ว สุดท้ายต้องไปเข้าเฝือกต้องไปต่อกระดูกอีกนาน

สรุป ฌานคือพลังงานที่เราต้องทำตามกรอบของศีล

กำจัดกิเลสเสร็จได้เป็นบุญ ฌานกับบุญ ทำงานเสร็จก็หายไปเหมือนกับระเบิดไฮโดรเจน ระเบิดเสร็จแล้วก็ไม่มีชิ้นเหลือที่ไหนแล้ว พลังงานไม่เหลือไม่มีเศษส่วนสะเก็ด (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย)

สมณะฟ้าไทว่า…พ่อครูเน้นเรื่องศีล กับฌาน ต้องมีศีลเป็นตัวตั้ง แต่ก่อนเราเห็นยุงก็ตบเลย แต่พอเราปฏิบัติศีลเราก็ไม่ตบมัน และมีเมตตาอยู่ในจิต เราไม่เกิดความรำคาญ ศีลนั้นเป็นตัวตนในการทำลายกิเลสที่เกิดกับสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต

พ่อครูว่า… ในฌาน จะขยายความประพฤติออกไปอีกก็ได้ ไปเป็นสติปัฏฐาน 4 ไปเป็นโพธิปักขิยธรรม 37 หรือต่อเนื่องไปเป็นจรณะ 15

สรุปว่าเป็นไตรสิกขา ฌานก็อยู่ในไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา ก่อนจะเกิดสมาธิ ฌานก็ล้างชำระอกุศลจิตออก จนกระทั่งตกผลึกรวมตัวเป็นจิตตั้งมั่นที่สะอาด จิตที่เป็นอกุศลจิต จิตที่เป็นกิเลสหมดไปๆ ที่เหลือก็ตกผลึกเป็นสมาธิ เป็นจิตที่สะอาด ตั้งอยู่

หรือ จรณะ 15 ศีล เป็นข้อแรกของจรณะ 15

คุ้มครองทวาร อินทรีย์ทั้ง 6 จิตก็ปฏิบัติกับทวารทั้ง 5 ภายนอก เราก็อาศัยสิ่งที่เราบริโภคอุปโภค คุ้มครองทวารอินทรีย์ทั้ง 6 เราก็อาศัยสิ่งที่เราสัมผัสแตะต้องเป็นเครื่องอาศัยเรียกว่าอาหาร อาหารทางกาย อาหารทางอารมณ์ อาหารทางวิญญาณ ก็ต้องประมาณในเครื่องอาศัยเหล่านี้

การปฏิบัติทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และเกิดอารมณ์ความรู้สึกเป็น เวทนา คุณก็ต้องศึกษาเวทนา เวทนาเป็นตัวสำคัญมาก รู้สึกชอบรู้สึกชังรู้สึกทุกข์รู้สึกสุข กรรมฐานของพระพุทธเจ้าจึงมี เวทนา ตัวนี้ตัวเดียว แต่เขาผิดเพี้ยนไปไกลเอากสิณ 40 ไปทำเป็นกรรมฐาน น่าสงสาร พาออกนอกรีตนอกทาง ได้ถึงกสิณ40 พอที มันแค่สมถะ เอาเวทนาเป็นกสิณดีกว่า สายหลับตาจะไม่บอกว่าเอาเวทนาเป็นกสิณ

กสิณการเคลื่อนไหวก็อย่างอ.แป้น เอาจิตจดจ่อที่มือนะ อ.คำเขียน อะไรอย่างนี้อ.แป้นเป็นต้น คือสมถะเคลื่อนที่ หลวงพ่อเทียน แม้แต่ติชนัทฮันห์ เป็นสมาธิสมถะเคลื่อนที่ทั้งนั้น

ยิ่งไปทางทิเบตก็ยิ่งมีเยอะเป็นกสิณเคลื่อนที่ เร็วด้วยนะ แต่ยังออกจากสมถะไม่ได้ เป็นวิปัสสนาไม่ได้ เรียกวิปัสสนาก็เรียกตามพยัญชนะ แต่เลอะเทอะไปเยอะแยะ

เพราะฉะนั้นต้องชัดเจนในสภาวะธรรม ค่อยๆเรียงลำดับจากจรณะ 15 คุ้มครองทวารอินทรีย์ จะต้องไม่ทิ้งทวารทั้ง 6 อาศัย อาหาร 4 กวฬิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร

เกิดจากเจตนาเป็นตัวหลัก เจตนาจะไปหากามจัดการก่อน เจตนามี 3 กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา วิภวตัณหา คือตัณหาที่ไม่มีภพแล้ว ปราศจากกามตัณหา ภวตัณหา เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยใช้ทำประโยชน์ แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ต้องใช้ ถ้าเรายังไม่เป็นโพธิสัตว์เป็นอรหันต์ขึ้นไปก็ต้องจัดการที่กามตัณหาก่อน ภวตัณหาก่อน

กามตัณหา ไปจัดการที่ต่ำหยาบก่อน คืออบาย อันไหนที่ตัวเองสะสมมาเยอะ เกาะเกรอะกรังของตัวเอง คนที่เยอะเขลอะมา หากไม่ล้างออกไปบ้าง คุณอยู่ไม่รอดหรอก เพราะฉะนั้นสังคมชาวอโศกจึงเป็นสังคมอาริยบุคคล ยิ่งยุคนี้ยุคสังคมชั้นสูง ชาวอโศกจะเห็นได้ ในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสไม่จัดจ้าน ต้องเป็นสังคมอนาคามี แต่ตอนนี้เรากำลังทำฐานโสดาบันให้เขาเข้าใจ ความจริงแล้วชาวอโศกเป็นฐานอนาคามีเป็นหลัก

ฐานกาม ฐานอบายนี้ มันหาได้น้อยในนี้พยายามกดข่มซ่อนแฝงซับซ้อนไม่ได้ ความจริงแล้วเป็นอนาคามีโดยไม่ต้องลำบากอะไร ในทวารทั้ง 5 ภายนอก กามคุณ เป็นเรื่องที่ทำได้แล้ว ปกติแล้ว

สมณะฟ้าไทว่า..แต่ก่อนอาหารเป็นอาหารอร่อยจัดจ้าน แต่ในสังคมอโศก ราชธานีอโศกเป็นอาหารที่โลกุตระแล้ว

พ่อครูว่า…เราก็รู้แล้วว่าทำให้พวกเรากินในนี้เป็นอย่างไร ทำให้คนข้างนอกเป็นอย่างไรเราก็รู้จักอนุโลมปฏิโลม เราก็จะรู้สังคมรู้บริษัทหมู่กลุ่มนี้ ทำประมาณไหนๆ เราก็อยู่กับหมู่กลุ่มได้ทุกขณะ ลักษณะไหนมันเกินมันจัด เราไม่ไหวมันเกินมือเราก็ไม่ได้ ที่มีอยู่ในมือเราก็ล้นแล้วเราอย่าอ้าขาผวาปีกเลย

สํารวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ก็คือการประมาณเรื่องกินเรื่องอยู่โดยเฉพาะเรื่องอาหารเป็นตัวสำคัญ เครื่องอุปโภคยังง่ายกว่าเครื่องบริโภค เพราะว่ามันไปหาลิ้นไปหารสภายใน มันต้องมีรสอย่างนี้นะ แม้แต่เป็นพระอรหันต์เป็นพระพุทธเจ้ายังต้องกินเลย รสนี้มันไปกับเราจนปรินิพพานเป็นปริโยสานเลย กินอาหารมีอาหาร 4

มีผัสสะแล้วก็เกิดเจตนา มันจะไปคู่กัน ถ้าเจตนาของเรามันไม่มีแล้ว ในโลกกาม โลกอบายก็ไม่มีแล้ว ทำได้หมดถึงกามคุณ 5 ก็ไม่มีแล้ว เหลือรูปราคะอรูปราคะ คุณก็ทำสังโยชน์เบื้องสูง คุณก็เป็นอนาคามีชัดๆ อยู่ในนี้มีพวกอนาคามีเยอะในพวกเรา

ในโลกตอนนี้มีข่าวเจ้าสาวกับเจ้าบ่าว เจ้าบ่าวหนีงานแต่งก็ว่ากันเละไป ข่าวที่รุนแรงก็มียิงหัวกันก็มี

ชาคริยานุโยคะ คำว่าตื่น ต่างกับพุทธะ ก็แปลว่าตื่นเช่นกัน อนุโยคะ คือพากเพียร ให้ตื่น เขาก็ไปแปลแค่ตื่นนอน มันซ้อนมีกิเลสในการนอน

ตื่นให้มีสติสัมปชัญญะมีตัวรู้ รู้รอบ ทางตาหูจมูกลิ้นกายตื่นเต็มไม่ใช่อย่างสะลึมสะลือ ไม่ ต้องตื่นรู้ ตื่นเต็มชัดเจนให้มีสติคือร้อยครบร้อย ตื่นเต็มร้อยทำงานเต็มร้อย เป็นปกติ แล้ว 100 นี้มีความรู้รอบ นอกจากทวาร 5 และมีทวารใจเป็น 6 คุณจะเร็วคุณจะมี มุทุภูตธาตุ จะรู้ สัมผัสทีละอัน แต่มันรู้เร็ว เพราะบางทีมันเกิดความเคลื่อนไหว แม้แต่แสง มันช้ากว่าจิตเรา มุทุภูตธาตุเร็วกว่าพวกนั้น กลัวพวกนั้นมันจะเคลื่อนไหวเรารู้เร็วกว่ามัน 5 รอบ 10 รอบแล้ว จิตคนนี่

อาตมาจึงไม่มีปัญหาที่จะดูโทรทัศน์ 3 จอและที่ทำงานอีก 1 จอคนมานั่งคุยอีกคนนึง อาตมาก็ไม่มีปัญหาหรอก เปิด 5 จอได้ ไม่มีปัญหา ก็ทำงานได้ คือฝึกแล้วมันเกิดจิตมุทุภูตธาตุ มันแววไว ทั้งปรับได้ไว เจโตปรับได้ไว ปัญญาเร็วขึ้นๆๆทั้งสองข้าง ธรรมะ 2 เร็วและรู้ได้เร็วด้วย มุทุภูตธาตุ ภูตะ เป็นตัวจิตวิญญาณ มุ คือ ลักษณะจิตวิญญาณ คือจิตมันมุทุภูตธาตุ

มันก็จะเก่งขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น เกิดฌาน เป็นพลังงานที่เกิดได้เลิกได้เร็วคล่องแคล่วว่องไว เป็น ปาคุญญตา แคล่วคล่องว่องไวปราดเปรียว ฌาน ของศาสนาพุทธจึงไม่ใช่ยิ่งซื่อบื้อ พวกไปนั่งหลับตาสะกดจิตทำฌานนั้น เจ๊งเลย ฌานของพุทธเจ้าต้องลืมตาอย่างคล่องแคล่วว่องไว จิตมีลักษณะเร็ว เป็นผู้ตื่น เร็วรอบว่องไว มีมุทุภูตธาตุ

ฌาน 4 ที่มีอุเบกขา คุณสมบัติอุเบกขามี ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา มีความบริสุทธิ์ทำงานได้อย่างรวดเร็วเหมาะสมจัดสรรได้เก่ง ก็ยิ่งมีความสะอาดผ่องใส ปริสุทธา เป็นความสะอาดเบื้องต้น แต่ประภัสราเป็นความสะอาดขั้นปลายที่มีผลที่เจริญขึ้นจากการทำงาน บริสุทธิ์อย่างมีความสามารถสูงกว่าปริสุทธา

เพราะฉะนั้นองค์ธรรม 5 ของอุเบกขาจึงเป็นองค์ธรรมของพระอริยะของพระโพธิสัตว์ อาตมาเป็นโพธิสัตว์ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ได้ มันจะเป็น Coefficient เป็นสัมประสิทธิ์ที่เราจะเพิ่มได้แม้แต่อายุไขของเรา ยิ่งทำงานยิ่งวิเศษยิ่งเก่ง ถ้าหากยิ่งไม่ทำงานยิ่งจะหนืดและเฉื่อยยิ่งเรื้อ แช่ไป ดีไม่ดีเน่าด้วย

สมณะฟ้าไทว่า..โพธิสัตว์จะต่ออายุต้องมีงานให้ทำถ้าไม่มีงานให้ทำก็จะตาย

พ่อครูว่า…ไม่ต้องห่วงหรอกอาตมาประมาณในการทำงาน อาตมาเจตนาจะอยู่ยาว พูดอย่างนี้ก็ควรจะต้านไว้เถอะ ใครมีจริตจะต้านทานไว้ก็ดึงว่าอาตมา แต่ก็ดึงอาตมาไม่อยู่หรอก แต่ก็ควรจะดึง อาตมานี้เป็นช้างสาร เรียกว่าดื้อก็น่าเกลียด

เพราะฉะนั้น เมื่อเข้าใจโภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะแล้ว ก็จะเข้าไปสู่สัทธรรม 7 ของจรณะ 15 ก็มี หิริโอตัปปะพหูสูต หรือพาหุสัจจะ แล้วก็มี วิริยะ สติ ปัญญา อีกสามตัว นี่เป็นจรณะ แล้วบวกกับ ฌานอีก 4 ก็เป็น 15

ศรัทธา มันมีความเชื่อถือมันมีกำลังใจว่า ความรู้ ความเชื่อ ความเข้าใจ ความเห็น มันก็คือธาตุปัญญาด้วยกัน ศรัทธากับปัญญา แต่ศรัทธาแนวโน้มความstatic (ไฟดับ)

เมื่อมีศรัทธาและมีหิริโอตัปปะ

หิริ คือ ความละอาย โอตตัปปะคือความเกรงกลัวต่อบาป

ความละอายนี้ยังละเมิดอยู่บ้าง ยังไม่สูง ละอาย หากใครไม่รู้ลับตา ฉันก็ทำ แต่โอตตัปปะนี้ แม้ไม่มีใครรู้แต่เราก็รู้ว่าเป็นอกุศล เราไม่ทำ มันเหนือชั้นกว่ากัน หิริโอตัปปะคือคุณสมบัติของคนที่กลัวบาปกลัวอกุศลชัดเจนในวิบาก ว่ากรรมเป็นอันทำ อกุศลเป็นอันทำ ทำแล้วจะบอกว่าเราไม่เอาไม่ได้ เอาไปแบ่งให้ใครก็ไม่ได้ ทำให้มันหกตกหล่นก็ไม่ได้ ไม่ได้ทั้งนั้น ทุกอย่างที่ทำเป็นกรรมเป็นของเราหมดไม่หกตกหล่นไม่ระเหิดไม่ระเหย ได้เต็มๆกรรมเป็นอันทำ กรรมคือการกระทำที่มีวิบากเป็นคนสั่งสมสะสม เราไม่สะสมวิบากบาปที่มาออกฤทธิ์กับเราจนกว่าเราจะปรินิพพานเป็นปริโยสาน กุศลวิบากก็จะสั่งสม ดีและชั่วเป็นสมบัติ แปลว่าบุญเป็นวิบากไม่ใช่สมบัติมีหน้าที่เดียว หรือฌาน ก็เป็นเหตุของบุญ บุญเป็นผลของฌาน ฌาน ทำพลังงานทำลายกิเลส พอได้ครบถ้วนเต็มรอบก็จัดการกิเลสหยุด เริ่มทำซ้ำ เป็นภาวนามัยสั่งสมผลให้แข็งแรงตั้งมั่นต่อไป

การประกอบความตื่นให้เกิดศรัทธา หิริ โอตัปปะ ทำอย่างตื่น สำรวจในของกินของใช้นั่นแหละแล้วก็สั่งสมเป็นพหูสูต ดีขึ้นเจริญขึ้น มากขึ้น สุตะ ก็รู้ หรือพาหุสัจจะ หากเข้าใจตามสระพยัญชนะ

พหูสูต กับ พาหุสัจจะ สุตะคือความรู้ สัจจะคือความจริงเป็นธรรมะ 2

พหุ หรือพาหุก็คือมาก มากทั้งความรู้และความจริง  เอาพหูสูตมาใช้ก็ได้ มันเป็นไวพจน์กัน รายละเอียดมีอีก แต่เอามาใช้แค่นี้ก็ได้แล้ว พาหุสัจจะหรือพหูสูตก็อันเดียวกันใช้แทนกันได้ จริงๆแล้วละเอียด มันก็ไม่เหมือนกันทีเดียวแต่ก็ใช้แทนกันได้

ก็เหลืออีกสามเส้า คือ วิริยะ สติ ปัญญา เพราะฉะนั้นอินทรีย์ 5 ของตัวกำลังที่มันจะสะสม

อินทรีย์ 5 มี ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา

วิริยะ มันก็มีในจรณะ 15 ด้วย มาเติมปัญญา ที่เป็นตัวรู้ลึกซึ้ง

ปัญญาเป็นของโลกุตระเท่านั้น เฉกะหรือเฉโก เป็นเรื่องของโลกียะมันเกี่ยวกับทวารทั้ง 6 เป็นสภาวะหมุนรอบเชิงซ้อน หากเอาแต่นั่งหลับตาสะกดจิต ไม่มีปัญญา เกิดหรอก มีแต่สัญญา หากเข้าใจสัญญากับปัญญาไม่ได้ก็สับสน

จริงๆแล้วสัญญาก็มีสภาวะเก่งเหมือนกัน มันใช้งานข้างนอกกำหนดรู้ข้างนอกก็ได้ แต่ปัญญานั้นทำงานกับข้างนอกเท่านั้น ไม่มีข้างนอกเป็นปัญญาไม่ได้ แต่สัญญาเป็นได้ในข้างในและข้างนอก สัญญาดูเหมือนเก่งกว่าปัญญา แต่ปัญญามันสูงกว่าสัญญา สภาพหมุนรอบเชิงซ้อนกลับไปกลับมา แต่มีนัยสำคัญต่างกัน ปัญญาต้องมีข้างนอกด้วย ในภวังค์ไม่มีปัญญาเกิดขึ้นไม่มีการสะสมปัญญาในภวังค์ เพราะฉะนั้นการนั่งหลับตานี้ คุณไม่มีหรอกศีล สมาธิปัญญา ไม่ได้ปฏิบัติศีลเลย แล้วเหลือแต่สมาธิอย่างหลับตา ปัญญาคุณก็ไม่เกิด คุณได้แต่ทำสัญญาๆๆเท่านั้น นี่นัยละเอียดมี

วิริยะ สติ ปัญญา 3 เส้า ตัวนี้จึงเป็นตัวสัมประสิทธิ์เป็นตัว Coefficient เติมให้เจริญขึ้นได้เรื่อยๆ วิริยะ แล้วก็ตื่นเต็มสติ เสริมให้เกิดปัญญา วิริยะ สติ ปัญญา 3 เส้า จึงเป็นตัวหลักที่อยู่กับเราทุกวินาที ละเอียดกว่าวินาทีอีก  คุณต้องตื่น ต้องมีวิริยะ เพียรทำให้เกิดปัญญา เพราะปัญญาเป็นตัวรู้ของโลกุตระ ถ้าคุณไม่ครบก็ไม่ได้โลกุตระได้แต่เฉโก เฉกะ ก็ได้แต่สมมติสัจจะ แต่ถ้ามีปัญญาจึงจะเกิดปรมัตถสัจจะ อันสมมุติเป็นโลกียะเท่านั้น ตัวเพียรไม่มีตัวรู้รอบสติตื่น

การหลับตานั้นสติที่จะมีข้างนอกนั้นไม่มี ตื่น ดูข้างนอกไม่มีมีแต่ตื่นข้างใน เก่งนะ ทำให้ตื่นข้างในเก่งสว่างภายในใส แต่มันก็เก่งในแค่กะลาครอบ ใสแค่ในกะลาครอบ ก็มีประโยชน์น้อยและไม่รู้โลกข้างนอกด้วย

แสงสว่างของพระพุทธเจ้าจึงมี 5 ข้อ คือ แสง สว่าง ปัญญา ญาณ วิชชา

ปัญญาคือความรู้ซับซ้อน ญาณคือความรู้องค์รวม วิชชาเป็นภาษาพระพุทธเจ้าที่ใช้คู่กับอวิชชา รวมความรู้ทั้งหมดของพระพุทธเจ้าคือวิชชา สัตว์ทั้งหลายเกิดมาด้วยต้นเหตุคืออวิชชาคือความไม่รู้เมื่อรู้แล้วก็เกิดวิชชา ก็คือญาณปัญญานั่นเอง ต้องเกิดอยู่ในโลกที่มีแสงสว่างมีแสงพระอาทิตย์ อาโลกสัญญา กำหนดรู้แสงสว่างมีพระอาทิตย์ข้างนอกร่วมด้วย เพราะฉะนั้นมีทั้งแสงมีทั้ง อาโลกสัญญาคือกำหนดรู้ ควบคุมตัวแสง จะไม่ใช่แสงจากพระอาทิตย์ก็ได้ แสงก็คือความสว่าง ส่วนความสว่างที่กำหนดด้วยอาโลกสัญญา คือ พระอาทิตย์ คือข้างนอก

แสงสว่าง แสง คุณทำแสงอยู่ข้างใน ขยายแสงให้สว่างภายในนั้นเป็นการเล่น เขาจะกำกับไว้ครบเลย  แสง สว่าง ปัญญา ญาณ วิชชา คำว่าญาณกับปัญญาสลับกันได้แต่วิชชา เป็นตัวรวมทั้งหมด ญาณกับปัญญาสลับกันไปมาได้

เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านบัญญัติ พระพุทธเจ้าบัญญัติ จึงเป็นผู้ที่รู้ครบพร้อมทั้งภายนอกและภายใน อาโลกสัญญา นี่คือ ความรู้รวมเรียกว่าความรู้ที่ต้องมีแสงมี อาโลกสัญญา ในตัวความรู้ ญาณ ปัญญา วิชชา

สมณะฟ้าไทว่า…สรุป