ศาสนา

610822_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ญาณ 7 พระโสดาบันและประชาธิปไตย 3 เส้า

อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1GnLWxSrWamY_ZWWXz8ycYcLGncEvTyMqi5KzdJ4F85A/edit?usp=sharing

ดาวโหลดเสียงที่..  https://drive.google.com/open?id=1jzN7JxAoUzP3PEkaSq7rOH2rFeeVubiT

สมณะเดินดินว่า…วันนี้วันพุธที่ 22 สิงหาคม 2561 ที่บวรราชธานีอโศก ที่บ้านราชฯอีกไม่กี่วัน ค่ายสัมมาอาริยมรรค เพื่อชีวิตที่ดีกว่าเก่า “รินน้ำใจกลางสายฝน”

ครั้งที่ ๓๑ ณ หมู่บ้านชุมชนราชธานีอโศก

ศุกร์ที่ ๒๔ – อาทิตย์ที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๖๑

รับสมัครผู้สนใจเข้าค่าย ฟรี! (จะอยู่กี่นาทีได้)

สมัครได้ที่ อุทยานบุญนิยม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี หรือ

โทรฯ คุณชญาดา ๐๘๗-๔๔๓๗๘๖๕

รายการพุทธศาสนาตามภูมิวันนี้ พ่อครูเทศน์ตอนนี้มีหลายเวอร์ชั่น เวอร์ชั่นสำมะปี๋ และเวอร์ชั่นแบ่งเบาพ่อครู ที่บ้านราชฯคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าพูดกันเยอะ วันอาทิตย์พ่อครูก็วิ่งยาว ส่วนวันพุธกับวันศุกร์พ่อครูจะมีพักยก 30 นาทีพัก 1 ครั้ง มีสมณะ สิกขมาตุขมวดประเด็น เพื่อให้พ่อครูไม่วิ่งยาวเกินไป

พ่อครูว่า…SMS วันที่ 21 สค. 2561 (สมณะ สิกขมาตุ : พุทธศาสนาตามภูมิ)

_3867ขอเป็นกำลังใจให้นร.สัมมาสิกขายุวชนกองทัพธรรมตัวเล็กตัวน้อยผู้มีพลังศีลสมาธิปัญญาเป็นลูกไม้ลูกมืออาริยชนเสริมแรงกายแรงใจญตธ.จนท.จิตอาสาฯรวมน้ำใจกู้วิฤกติภัยฯปลอดภัยทุกชีวิตทุกถิ่นที่สาธุ!จรธ.

_สม.ใจขวัญ

  1. สติตัวต้นคือความรู้ตัว หรือความรู้เท่าทัน ความรู้ตัวหรือความรู้เท่าทันต่อสิ่งใด ในสิ่งที่มากระทบ คือ รู้ทั้งข้างนอกและข้างในกายของเรา เมื่อเกิดภาวะรูปก็สามารถทำเวทนา2 ให้เป็นเวทนา1 ได้ เรียกว่า ชาคริยา จนเมื่อสามารถทำชาคริยาได้ครบบริบูรณ์ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ก็เรียกว่ามีความเป็นพุทธะในเรื่องนั้นๆ ถูกต้องหรือไม่

พ่อครูว่า…แต่ก่อนไม่ตื่นเต็ม ถ้าเป็นพุทธะนี้ตื่นเต็มเลยนะ ถูกต้องแล้ว สติเป็นองค์รวมของการรู้แล้วเกิดการสังเคราะห์สังขารขึ้นมา สติเป็นตัวรู้ตลอดเวลาแล้วสูงขึ้นเป็นชาคริยา

  1. วทย.ทางโลกมีความรู้แต่เพียงว่า โลกนี้ประกอบด้วยสสารและพลังงานเท่านั้น ส่วนวิทยาศาสตร์ทางนามธรรมของพุทธนั้น พระพุทธองค์ทรงสอนถึงเรื่องนิยาม5 คือตั้งแต่สสารกับพลังงาน หรือที่ทรงเรียกว่า อุตุนิยาม รวมไปถึงพีชนิยามจิตนิยามกรรมนิยามและธรรมนิยามด้วย ถูกต้องหรือไม่

พ่อครูว่า…ใช่ เขาจะแยกพืชออกจากจิตได้ยาก เขามีร้องเพลงให้พืชฟัง ก็ว่าไป มันมีนัยยะละเอียดที่พยายามแยกอยู่นะ ธรรมนิยาม ทรงไว้ ก่อนจะทรงไว้ก็จะสะสมเรียกว่าธรรมนิยาม หากดีมากก็เป็นธรรมนิยามเต็ม

หากไม่มีพระพุทธเจ้า นิยาม 5 นี้ ไม่มีใครจะบัญญัติได้ บางคนบอกว่าไม่มีในพระไตรปิฎกก็ไม่ยอมรับ ก็ไม่เป็นไร แต่อาตมาขอยืนยันว่าอรรถกถาจารย์ไม่สามารถมีใครรู้รายละเอียดถึง นิยาม 5 นี้ได้ ตามภูมิอาตมา อาตมาคิดว่าพอรู้ รายละเอียดของนิยาม 5 นี้ได้

พวกเราพอรู้ไหม…ได้ ไม่สับสน แม้แต่ อุตุนิยามเราก็หลุดพ้น พีชนิยามก็หลุดพ้นมาได้ มาถึงจิตนิยาม เราก็หลุดพ้นมาได้ตามลำดับตั้งแต่หยาบ มากลาง ละเอียดก็พ้นได้ อุตุนิยามวางได้ พีชนิยามก็วางได้ใกล้กันมันเป็นของ

ของคือ อุตุกับพีชะ ส่วนสัตว์มันมีจิตนิยามร่วม ไม่ใช่พืช ที่ไม่มีเวทนาไม่มีพยาบาท ไม่มีรักไม่มีชังก็ใกล้ๆกับอุตุนิยาม ก็จะมีบทบาทของมัน

ที่อาตมา พยายามแยกแยะในศีล 3 ข้อ

ข้อที่ 1 เกี่ยวกับสัตว์

ข้อที่ 2 เกี่ยวกับของ คือ อุตุนิยามกับพีชนิยาม

ข้อที่ 3 เกี่ยวข้องกับตัวเราทวารทั้ง 5 ตาหูจมูกลิ้นกายที่เราจะไปเกี่ยวข้อง ซ้อนไปในสัตว์ในของอีกทีหนึ่ง

มีความรู้แล้วเราก็สามารถหลุดพ้น ละวาง ไม่ติดยึด หลุดพ้นมาได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยืนยันว่าชาวอโศกมีผู้หลุดพ้นจริง มีผู้เป็นอาริยะจริง ตั้งแต่พระโสดาบันสกทาคามีอนาคามีอรหันต์จริง ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ไม่มีปัญหาหรอก ชาวพุทธที่สนใจจริงๆก็พยายามติดตาม

คุณรู้กว่าอาตมา ก็ต้องอธิบายได้เก่งกว่าจะมานำเสนอได้ดีกว่าจะมาแน่ๆ แต่ถ้าคุณยังทำไม่ได้ดีก็ลองติดตามมาตามมาดูบ้าง ถ้ายังไม่ได้ดีพอ อาตมาว่า

อาตมา ทุกวันนี้ขออภัย ทำงานมา 40 เกือบ 50 ปีแล้ว ได้มากระจุกขนาดนี้ จนกระทั่งสามารถที่จะมีพฤติกรรมทางสังคม มีความเป็นอยู่ เป็นหมู่กลุ่มเป็นคณะ มีวัฒนธรรม มีความเป็นอยู่ทางเศรษฐกิจการเมืองสังคม อยู่กันอย่าง มันมีทฤษฎีของตัวเอง ซึ่งหลายๆคนก็ยืนยันทฤษฎีของพระพุทธเจ้า แต่ของอโศก ก็มีทฤษฎีของตัวเองที่ยืนยันว่าเป็นของพระพุทธเจ้าเหมือนกัน ต่างคนต่างยึดถือว่าเป็นของพระพุทธเจ้าเหมือนกัน แต่ของพระพุทธเจ้าอันไหน ที่เราคิดว่ามันจะครอบคลุม และสามารถที่จะ หยั่งลึกหยั่งกว้าง ได้ประโยชน์ทั้งลึกทั้งกว้างที่สมบูรณ์มากกว่ากัน

สมณะเดินดินว่า…พระพุทธเจ้าให้เรามีตัวตัดสินหลายอย่าง ตั้งแต่หลักตัดสินธรรมวินัย 8 ประการ เพื่อความมักน้อยสันโดษ กถาวัตถุ 10 เป็นต้น วรรณะ 9 เป็นต้น พ่อครูก็นำมาอธิบายให้พวกเราเข้าใจ ทำอย่างไรจะเกิดความมักน้อยสันโดษ สิ่งเหล่านี้ พ่อครูอธิบายให้พวกเราเข้าใจ

พ่อครูว่า…สิกขมาตุใจขวัญถามมา ญาณ 7 กับญาณ 6 พระโสดาบัน

  1. ขอทราบความหมาย ญาณ7 ของโสดาบันข้อ6 และข้อ7

นมัสการขอบพระคุณ 22 ส.ค.61

พ่อครูว่า…ผู้ติดตามให้ดีจะมีหลักเกณฑ์ของศีลสมาธิปัญญา และก็มีวิมุติหลุดพ้น หลักศีล เป็นตัวตั้งตัวกำหนดแท้ๆ ตั้งแต่ศีล 5 เป็นพื้นฐาน แล้วศีล 8 ศีล 10 จุลศีล

จะมีความรู้ว่าเราเจริญขึ้นสูงขึ้นตามหลักเกณฑ์ของศีล เป็นตัวชัดเจนเลยว่าเราต่ำหรือสูงจริง เรายึดจริงหรือเราปล่อยวางได้จริง ศีลเป็นข้อกำหนดได้เลย

หากไม่มีศีลมากำหนดเลย ไม่มีหลักบอก ศีล มี 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10

หากเราไม่รู้เลข 1 2 3 ก็ไม่รู้ขั้นตอน ถ้าโลกนี้ไม่มีเลข 1 2 3 4 5 ที่รู้กันทั่วโลก เราจะไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรมันไม่มีลำดับ มันจะพูดกันไม่รู้เรื่องเลย มั่วกันหมดเลย ต่ำสูงสูงต่ำ ฉันเดียวกัน ศีล 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10  หากไม่มีศีลเป็นตัวกำหนดจะไม่รู้เลยว่าอะไรมากหรือน้อยกว่ากันอะไรต่ำหรือสูงกว่ากันจะไม่รู้ ในคุณธรรม

เพราะฉะนั้นศีลจึงเป็นตัวกำหนดที่สำคัญมากคนที่ไม่มีศีลเลย ยาก ศาสนาอื่นที่ไม่มีศีลเป็นตัวกำหนดจะรู้รายละเอียดอย่างชัดเจนอย่างนี้ไม่ได้ เพราะศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ มันเอาจิตเป็นเกณฑ์

จิตต่อจากศีลเป็นตัววัดจริงๆ

อย่างศีลข้อ 1 เอาจิตใจเมตตากรุณาเป็นตัววัดเลย เห็นสัตว์ด้วยกันนี่เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ สัตว์เล็กสัตว์น้อยจนถึงคน คนก็มีเหตุปัจจัยจะชี้ว่าคนนี้สูงหรือต่ำ ตามรูปธรรมหรือนามธรรม มันซับซ้อนลึกซึ้งละเอียดมากเลย ศึกษาจริงๆเราจะรู้ได้ ตัวจิตนี่แหละเป็นหลัก

ไล่ตั้งแต่ข้อ 1 เลยดีกว่า ทวนปัญญา 7

ญาณข้อที่ 1 คือ ปัญญาต้องรู้ว่าเราหลุดพ้นกิเลส ทีนี้กิเลสของแต่ละคนไม่เหมือนกัน กิเลสของใครก็แล้วแต่ คุณกำหนดของตัวเองเลย เราต้องทำตัวนี้เป็นกิเลสหยาบของเรา มันร้าย เราเองเราต้องเอาก่อนเพื่อนเลย มันไม่มีประโยชน์อะไรเลย มันทำทุกข์ให้เรา มันไปทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนด้วย เบียดเบียนผู้อื่นด้วย มันอยู่กับเรา ทำให้ผู้อื่นไม่ดีด้วย เอาตัวนี้แหละของใครก็ของตัวเอง

เสร็จแล้วเราก็พยายาม ลดละ ตามทฤษฎีพระพุทธเจ้านี่แหละ อ่านจิตให้ออก มีสังกัปปะ 7 มันเกิดกระทบเมื่อใดกิเลสตัวนี้ จะเป็นการกระทบกับสัตว์ กระทบกับของ กระทบด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย ที่เป็น กามคุณ 5 คุณก็เข้าใจให้ได้เลยว่านี่คือกิเลส สามหลักใหญ่ 1 เกี่ยวกับสัตว์ 2 เกี่ยวกับของ 3 เกี่ยวกับทวารทั้ง 5 มันเป็นกิเลส มันหยาบของเรา เราก็จัดการ ละล้างมันให้ได้

โดยตัวที่จะมาละล้างได้อย่างสมบูรณ์คือด้วยปัญญาญาณว่า ภพนี้มันของเก๊ มันไม่จริงไม่เที่ยงแท้แน่นอนมันไม่มีจริง แต่มันทำให้เราเป็นทุกข์เป็นภาระ ทำให้เราติดยึดอยู่อย่างนี้ อยากล้างมันนี่แหละ มันเป็นตัวโทษภัยที่เราสรุปแล้วว่าตัวนี้

คุณก็พยายามที่จะเห็นว่า เอ็ง ไม่ใช่ตัวจริงมาหลอกทั้งนั้นแหละ ไม่มีตัวจริงแต่มันเกิดในจิตข้ามันเป็นภาระ ภาระนี่แหละตัวทุกข์มันยังต่องแต่งๆ เอ็ง ไม่มาเกิดในจิตข้าได้อีกเลยไหม ต้องไม่ให้มันเกิดในจิตเราได้อีกเลยโดยต้องไปใช้การกดข่ม

การกดข่ม ต่างกันกับรู้ด้วยปัญญาฉลาด แยกธาตุปัญญาญาณกับธาตุกดข่มออก คุณต้องแยกลักษณะสองอย่างนี้ออก ถ้ายังกดข่มอยู่ ยังไม่สมบูรณ์ไม่ใช่ ต้องเป็นปัญญาที่รู้ ไม่ได้กดข่มอะไรเลย ฤทธิ์ของปัญญาธาตุรู้ ทำให้กิเลสไม่เกิดในจิตเราเลย

มันจะกดดูบ้างแล้วมันเบาลง มันไม่เกิดได้ยาวนาน นึกว่าหมดแล้ว มาแวบอีก เป็นต้น เราก็เฮ่ย นึกว่าขาดเด็ดแล้ว เอ็งแวบอีกหรือ เราก็ต้องดูด้วยญาณปัญญาอีก อย่ามาทำหน้าแสลน เอ็งไม่มีตัวจริงหรอกมันเป็นอนัตตาเราก็ต้องเล่นกับมันอย่างนี้

เราต้องชัดเจนสัมผัสกับมันตลอดเวลาเลย จึงเป็นสงคราม เรื้อรัง สงครามกับกิเลสของคนนี้เป็นสงครามเรื้อรัง เรียกว่าสรณะ นึกว่าเป็นที่พึ่งแต่ที่จริง เป็นตัวที่จะทำร้ายเราและคนอื่นด้วย เราต้องเอาออกให้ได้จริงๆ

สรุปญาณข้อ 1 ละได้แล้วเป็นวิติกมกิเลส แปลว่าล่วงพ้นหลุดพ้นไปแล้วผ่านมาแล้ว ทีนี้ มีกิเลสปัจจุบันเรียกปริยุฏฐานกิเลส กิเลสที่เกิดในปัจจุบัน อันโน้นที่หลุดพ้นไปแล้วเรียกว่าระดับที่ 1 อันต่อมาคือที่กลุ้มรุมอยู่กับเรานี่แหละตัวนี้ แล้วมันจะรู้ว่า ผู้ที่ได้แล้วคืออย่างไร ตัวที่ยังไม่ได้ มันต่างกันนะ ถ้าใครที่ยังแยกไม่ได้ว่าตัวที่กลุ้มรุมกับตัวที่เราผ่านมาแล้ว แยกความต่างนี้ไม่ออก อาตมาก็คงจะสอนไม่ได้

ถ้าญาณปัญญา คุณก็ยังแยก 2 อย่างนี้ไม่ออกแล้วก็ยังทำไม่ได้ให้คำตอบตัวเองไม่ได้ว่าที่ได้แล้วกับที่กำลังเป็นอยู่ 1 กับ 2 ถ้าหากข้อที่ 1 คุณได้แล้วผ่านแล้ว แต่ถ้าคุณยังไม่ได้ก็พูดกันยังไม่รู้เรื่อง คุณยังทำไม่ได้ก็ค่อยๆเรียนไป เรียนแล้วทำออก ค่อยมีญาณ 1 เพราะว่ามีตัวที่ทำได้และกำลังทำอยู่ เป็นลิงค มีความแตกต่างกัน

อาการก็ต่างกัน อาการ ลิงค นิมิต เราใช้ใจกำหนดเครื่องหมาย เพราะมันไม่มีสีสันเส้นสายให้รู้ นามธรรม บางเบายิ่งกว่าลมยิ่งกว่าอากาศ คุณก็ต้องรู้อาการของมัน จะใช้ภาษาอะไร อาการ ลิงค นิมิต ที่กำหนดหมายเอาเอง อันนี้ไม่มีใครสามารถกำหนดนิมิตให้แก่ใครได้ ได้โดยภาษาพูด คุณก็เอาภาษาไปใช้กับสภาวะให้รู้นิมิตชัดเจน

ยิ่งรู้ได้ด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส

อุเทส คือ คำอธิบายที่อาตมาอธิบาย อุเทสคือการฟังไปจากผู้รู้ก่อน ความรู้อันนี้ คุณเองถ้าไม่ได้ฟังจากสัตบุรุษ จ้าง คุณก็ไม่มีทางที่จะรู้ได้ ความรู้อันนี้ละเอียด ขนาดที่พูดกันแค่นี้ก็ทำไม่ได้ ต้องได้มาจากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนที่ถ่ายทอดกันมา อาตมาก็รับถ่ายทอดจากพระพุทธเจ้า

ตั้งแต่ศาสนาเทวนิยมอยู่ไหนก็ไม่รู้ พระเจ้าอยู่ไหน แต่ศาสนาอเทวนิยม พระพุทธเจ้าเป็นตัวตน ไม่ใช่พระเจ้าเป็นตัวตน พระพุทธเจ้าเป็นมนุษย์สัมผัสได้อย่างเป็นตัวจริง ส่วนเทวนิยมนั้น พระเจ้าตัวตนอยู่ที่ไหน พระบุตรมาก็เป็นมนุษย์ ถ่ายทอดมาเป็นมนุษย์ แม้แต่พระบุตรเองก็ไม่เคยสัมผัสพระเจ้า เอามาโชว์ก็ไม่ได้พระเจ้า นามธรรมก็ไม่รู้อย่างนี้

พุทธไม่มีวันจะมีพลเมืองมากกว่า หรือมีประชากร บริวาร ผู้รู้มากว่าทางศาสนาเทวนิยม ไม่มีทางที่จะไปมากกว่าได้ เพราะจำนวนผู้ไม่รู้มันมาตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียว จนกระทั่งไม่รู้กี่ล้านเซลล์ เป็นอเวไนยสัตว์ สัตว์ที่สอนไม่ได้ มวลเขาจะเยอะกว่า

คุณไม่มีวันจะเป็น 1 ของสัตว์โลกได้หรอก 1 ของสัตว์โลกคือรู้ยิ่งกว่าเท่านั้นเอง คุณจะเอามวลเป็นใหญ่ไม่มีทางชนะเขาหรอกเพราะเขาจะมีมวลมากกว่า เพราะฉะนั้น พุทธ จึงเป็นผู้ที่แพ้ได้ ไม่ต้องไปชนะเขาหรอก ได้นามธรรมที่ลึกซึ้งสูงสุดแล้วก็สบาย อาตมาจึงเป็นผู้สบาย

เพราะฉะนั้นน่าสงสารทักษิณมาก เพราะว่าแพ้ไม่เป็น เขาแพ้ไม่เป็น น่าสงสารมาก เขาจะทุกข์ ไม่ใช่แค่ในชาตินี้ เขาจะทุกข์ข้ามชาติ ทักษิณ แม้เขาจะยอมแพ้ตอนนี้นะ เขาดีขึ้นนิดนึงนะ ดีขึ้นนิดนึง ตรงที่เขาบอกว่า เขาจะแพ้ก็แพ้เอง กับตาย

แพ้ก็แพ้เองนั่นแหละ แล้วเอ็งจะแพ้เมื่อไหร่ เพราะฉะนั้นเขาจะไม่มีวันยอมแพ้ง่ายๆหรอก ก็แสดงว่าเขาก้าวหน้าขึ้นนิดนึง แต่ก่อนว่าแพ้ไม่มี นิดนึงก็ไม่ยอม แต่ตอนนี้มีนิดนึง ลดลงไป นั่นคือจิตของเขาแต่โดยรูปธรรมแล้ว ทักษิณหรือคณะเพื่อไทย แพ้หูรูดหมดแล้ว แต่อัตตาของทักษิณ ที่ยังไม่ยอมแพ้ กับลิ่วล้อยังไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร ยังนึกว่าหัวหน้ายังยิ่งใหญ่ ที่จริงมันยิ่งกว่าดูบอลโลก ลุ้นกันว่า เมื่อไหร่จะเลือกตั้ง จะออกหัวออกก้อยหรือก็ไม่รู้

แม้ว่าเลือกตั้งแล้วก็ยังจะตัดสินไม่ได้หรอกเพราะว่าแทคติกของคนมีเยอะ คนเขามีกลวิธี แม้แต่อาตมาก็ยอมรับว่าไม่เก่ง ในเรื่องของกลลวงของคน มันเอาชนะด้วยกลโกง เก่งมากคนนี่ ไม่มีใครเก่งกว่าคนหรอกในเรื่องชั่วในเรื่องขี้โกง คนมันเก่งที่สุด ยกให้ แต่เราไม่แข่งหรอกไม่เก่งอย่างนั้นหรอก ถึงบอกว่าก็ค่อยๆดูไป

แต่อาตมาบอกได้เลยว่าผู้จะเอาชนะไปห้ามอย่างไรก็ไม่หยุดหรอก อาตมาบอกได้เลยว่า แม้เขาจะดูทีว่าเขาจะชนะ แต่ขอยืนยันว่าในประเทศไทยเอาชนะไม่ได้ ในยุคนี้ปัจจุบันนี้ต่อจากนี้ไป ตอนนี้ช่วงนี้ แม้เขาจะดูทีว่าจะชนะ จะได้แต้มอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ชนะไม่ได้ อาตมาบอกนี้พอเข้าใจไหม

แต่อย่าชะล่าใจไปเท่านั้นเอง แม้แต่ลุงตู่ ก็อย่าไปประมาทดูถูกดูแคลนเขา แต่ที่พูดนี่พูดให้ฟัง ทุกอย่างก็เป็นไปตามพระพุทธเจ้าว่าอย่าประมาทเป็นตัวสุดท้าย

ท่านถึงรวมลงที่รอยเท้าช้างไปทั้งหมดว่า คือตัวไม่ประมาท รวมรอยเท้าของสัตว์ทั้งปวงไว้ที่รอยเท้าช้าง

สม.กล้าฯ…

สม.รินฟ้า…

ส.ฟ้าไท….

พ่อครูว่า…พระพุทธเจ้าท่านตรัสกับพระอานนท์ว่า เราจะอยู่ถึงร้อยปีจะเกินกว่าหนึ่งกลับก็ได้ แต่ว่าพระพุทธเจ้าบอกว่า ไม่อยู่ต่อแล้ว ทำไมท่านไม่มีน้ำใจอยู่ต่อ จะเรียกว่าท่านท้อหรือไม่ท้อก็แล้วแต่ เรียกว่าท่านมีความขวนขวายน้อย แต่ท่านไม่ขวยขวาย จะเรียกว่าท่านสาเหตุปัจจัยเช่นนี้ ก่อนจะปรินิพพานท่านให้นิมิตไปถึง 16 ครับ เพื่อให้อาราธนา เพราะอาราธนาท่านก็จะอยู่ต่อ แต่อานนท์ก็ถือว่า เป็นคนฉลาดรู้สารพัดแล้ว ทำไมไม่สะดุดในนิมิตถึง 16 ครั้ง ท่านก็เตือนด้วยนิมิตของท่านว่า ขนาดพระอานนท์ ก็ยังขนาดนี้ ก็เหนื่อยพอแล้ว ถ้าขืนอยู่อีก ท่านก็ใช้อันนี้เป็นเครื่องตัดสิน ทำอย่างนี้ไปตั้ง 16 ครั้ง ให้อาราธนา ดันไม่อาราธนาจนได้ ท่านก็ใช้อันนี้ เป็นเครื่องตัดสิน

พระอานนท์เป็นคนจำเก่งยืนยัน ก็ต้องยอมรับว่าเราไม่ได้อาราธนา ท่านจะไปก็ให้ท่านไปได้แล้ว ตั้ง 16 ครั้ง ยังไม่อาราธนาท่านเลย คือว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้

เพราะฉะนั้นอาตมาก็ใช้ ขออภัย ไม่ขนาดพระพุทธเจ้าก็ใช้ นิมิตอันนี้ก็ได้ นิมิตอันนี้ไม่พอก็ไม่ใช่ แต่ลอกเลียนแบบไม่ได้นะ หรือบางคนก็อาจจะใช้ได้เรียกว่ามีนิมิตหรือมี ลางสังหรณ์ แต่อย่าไปยึดมั่นถือมั่น มันไม่ได้เดี๋ยวจะเสียผลไปอีก

อาตมาถึงบอกว่า ถ้าไม่แน่ใจถึง 80 เปอร์เซ็นต์เป็นต้นไปก็ไม่ยอมเสี่ยง แต่ถ้า 80% ขึ้นไปก็จะทำ ไม่อย่างนั้นเสียผล ถ้าคนที่คิดว่า ไม่จำเป็นต้องอวดดีหรอก ใครจะบอกว่าเราไม่เก่งนี่หว่า ที่จริงเราเก่งได้ แต่เราทำเอาแค่ 80 เขาจะว่าเรา ไม่เก่งก็ไม่เป็นไร เราทำแค่ 80 หากเราพลาดท่าเสียที 80 ได้ถือว่าสวยยิ่งกว่านี้ไม่เอา

เพราะฉะนั้นคำว่าอ่อนน้อมถ่อมตนหรือไม่อยากอวดดี มันมีจริงด้วยประการฉะนี้

ญาณที่ 1 จงรับรู้ว่าสิ่งที่คุณล่วงพ้นไปแล้ว วิติกมกิเลส แล้วมีกิเลสที่กำลังกลุ้มรุมอยู่ ปริยุฏฐาน อาตมาก็พยายามอธิบายให้ฟัง

1 กิเลสที่ได้แล้วผ่านมา มันไม่ใช่เรื่องธรรมดาคนจะรู้จักกิเลสแล้วทำให้กิเลสลดได้ อันนี้ เป็นกิเลสที่ 2 อันนี้เป็นญาณข้อที่ 1

อันที่ 2 ชัดเจนในตัวเองบ้าง มันชัดเจนตั้งแต่อันที่ 1 แล้วอันนี้ก็ไม่ประมาท ว่าเราทำ อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง ทำซ้ำ ไม่ประมาท อย่าประมาทว่าเราได้แล้วจะได้เลย ต้องทำซ้ำทำให้มันแน่นหนามั่นคง อาเสวนาทำซ้ำ ภาวนาแปลว่าการเกิดผลอย่างนั้น ทำอย่างใด ที่ได้นั้นได้อย่างใด อย่างนั้นแหละ มรรค วิธีทำ ทำได้อย่างนี้แล้วอันนี้ก็ใช้ ทำทั้งมรรคและผล ทำซ้ำภาวนา ทำให้มากพหุลีกัมมังจนเกินเฟ้อเหลือเฟือ ทำอย่าประมาท

ญาณที่ 2 จึงเป็นญาณที่เกิดความไม่ประมาท ทำให้เป็น นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) จึงเติมอเนญชาภิสังขาร

อภิสังขารมี 3 ปุญญาภิสังขารทำเสร็จเป็นอปุญญาภิสังขาร ไม่ช่วยแล้ว บุญไม่ช่วยแล้วเราต้องช่วยตัวเองจึงต้องสัมผัสอันที่ 3 คือ ญาณที่ 2 ไม่ได้แล้วนะ ต้องทำด้วยตัวเอง บุญนี้เหมือนพระเจ้าไม่ช่วยแล้วนะ นี่คือ ญาณที่ 2 อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง ต้องทำ แล้วจะได้เป็นเราเป็นของเรา อันที่ 2 นี่คืออาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง

ญาณ ที่ 3 …ไม่ทั่วไปกับสาธารณปุถุชน มันเป็นสิ่งพิเศษ จะมีปฏิภาณปัญญา รู้เลยว่าเป็นอริยะเป็นโลกุตระไม่ทั่วไปกับปุถุชน ปุถุชนชนหรือสาธารณะทั่วไป จะไม่มีสิทธิ์ที่จะรู้ได้เลย โสดาบันด้วยกันจึงพูดกันรู้เรื่อง ปุถุชนนั้นจะพูดไม่รู้เรื่อง แม้แต่พูดแต่ว่าด้วยพยัญชนะ ที่จริงแล้วยังไม่ได้ บางทีพูดโก้ๆด้วย บางทีต้องยอมให้คนขี้โกงหลอกได้ แต่ก็ซวยนะคนโกหก เขาไม่ได้จริง แต่เขามาโกหกว่าได้ วิบากก็เป็นของเขาก็เท่านั้นเอง เราจะไปช่วยเขาได้ยังไงเพราะเขาเองยังอยากจะชั่วอยู่ เขาโกหกเรา แต่พระพุทธเจ้ายกเว้นว่า เว้นแต่ว่าผู้นั้นหลงตัวเองจริงๆ เขาก็ไม่รู้ของเขาเหมือนกันเขาก็หลงนึกว่าเขาได้ บอกว่าเขาได้ ๆคนนี้ก็วิบากของคนที่เขาหลงว่าได้ พระพุทธเจ้าถึงไม่เอาผิด เขาไม่มีเจตนา เขาไม่เจตนาจะหลอก เขาเชื่อว่าเขาได้จริง แต่ถ้าคุณเองรู้ตัวเองว่าไม่ได้แล้วโกหก อันนี้แหละคนจะยิ่งโกหกซ้ำซ้อน จะซวยหนักเข้าไปอีก อย่าทำเสียเลยนะ เน่าเหม็นแตกตัวไปใหญ่เลย อย่าทำเชียว

พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า คนที่โกหกทั้งๆที่รู้ว่าตัวเองโกหกไม่มีชั่วอะไรที่เขาจะทำไม่ได้คนนี้อย่าไปคบเป็นอันขาด คนนี้ทั้งที่รู้ว่าตัวเองโกหก เขาหลงจริงๆ เขาไม่รู้เขาว่าเขาได้จริงๆก็ยอม เพราะเขาไม่มีตัวเจตนา พระพุทธเจ้าถึงบอกว่าเจตนาเป็นกรรม เจตนาที่ไม่เป็นกรรมไม่มีวิบากเพราะเขาไม่รู้จริงๆ เขานึกว่าเขาใช่เขาได้เขาถูก เขานึกว่าเขาได้แต่เขาไม่ได้เขาหลงผิดอันนี้ก็ยกประโยชน์ให้แก่จำเลยไป อย่างนี้เป็นต้น

อันที่ 3 นี้ ไม่ทั่วไปของปุถุชนไม่สาธารณะกับปุถุชน ต้องคนอาริยะด้วยกันเท่านั้นถึงจะรู้ร่วมกันได้พูดกันรู้เรื่องอย่างลงตัว คุณก็ใช่เราก็ใช่ มันจะตรงกันหมดได้เลยอย่างนี้เป็นต้น

ไม่ทั่วไปนี้เข้าใจยากนะ ได้เฉพาะผู้ที่เป็นอาริยะด้วยกัน

สมณะเดินดินว่า..นักปฏิบัติธรรมทั่วไปจะให้เขาเลิกกินเนื้อสัตว์พูดถึงกิเลสที่หยาบๆเขาไม่พูดกัน แล้วจะไปรู้ วิติกมกิเลส ปริยุฏฐานกิเลสไม่มีทางรู้ได้ เพราะฉะนั้นไม่ทั่วไปกับสาธารณะต้องรู้ด้วยกันกับพระอริยะเท่านั้น ปุถุชนเป็นอันหนึ่ง อาริยะเป็นอันหนึ่ง นี่คือ อันที่ 3 ญาณปัญญาที่ 3

ญาณปัญญาอันที่ 4 เหมือนเด็กจับไฟร้อน อันที่4 เป็นเครื่องยืนยันพระโสดาบันจริงๆ ถ้าจริงๆแล้วทำผิดแล้วจะต้องรีบแก้ไขทันใดเลย แล้วจะไม่ทำผิดอีก นั่นเป็นตัวตัดสินเลยว่า โสดาบันหรือไม่โสดาบัน คุณยังผิดอยู่ๆก็ยังไม่ใช่ รู้ทั้งรู้ว่ายังผิดอีกก็ไม่ได้ ถ้าผิดแล้วแก้กลับ จะไม่ให้เป็นอีกอันเด็ดขาดอันนี้คือธาตุตัดสิน ผู้ที่กลับจริงกับไม่กลับจริง ถ้าขืนชะล่าใจ เดี๋ยวไปเลยประมาท

โสดาบันนี้แม้ผิดอันมีประมาณน้อย อย่าทำเสียเลย จะเตือนใจตัวเองอยู่ตลอดเวลา อันที่ 4 นี้ อันนี้ก็ไม่ทั่วไปกับสาธารณปุถุชนเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเหมือนเด็กถูกไฟจะให้ไปจับไปอีกก็ไม่เอาอีกเพราะมันรู้ว่าร้อนแล้วเป็นไฟ เผลอไปถูกแล้ว เข็ดเลย จำไว้ว่าไฟคืออันนี้ไม่เอาแล้วไม่ใกล้แล้ว ใครจะบอกว่าไฟไม่ร้อนก็ไม่มีไม่เอา นี่คือญาณที่ 4 หมายความว่าคนนี้ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา

ญาณที่ 5 เป็นประโยชน์ผู้อื่นเหมือนโคแม่ลูกอ่อน เล็มหญ้าไปเลี้ยงลูกไป เป็นคนไม่ยึดถือตัวตนตัวเอง เห็นแก่ประโยชน์ผู้อื่นอย่างชัดเจน อย่างน้อยก็ครึ่งหนึ่งถ้ายิ่งจริงแล้ว ตัวตนเราน้อยลงก็จะเห็นแก่ผู้อื่นมากขึ้น ยิ่งชัด แต่จะเห็นประโยชน์ตัวเองกว่านั้นไม่ทำ

คือตัวตนลดเกินครึ่งแล้ว เห็นประโยชน์ตนเองสำคัญน้อยกว่าผู้อื่น

จะบอกว่าไม่ทำร้ายจิตผู้อื่นเลยคงไม่ถึงขนาดนั้นโสดาบันไม่เก่งขนาดนั้น

สรุปแล้วก็คือ ตัวตนนี้ลดลงไปเกินกว่าครึ่ง เห็นประโยชน์ผู้อื่นมากกว่าตัวตน เพราะฉะนั้นอย่างไรๆก็ เราต้องการเจริญ ก็เพื่อผู้อื่น

ญาณที่ 6 ประเด็นสำคัญก็คือ ทำให้มีประโยชน์ ทำไว้ในใจ กำหนดจิตทั้งปวง เงี่ยโสตสดับฟังธรรม อันที่ 6 ต่างจากอันที่ 7 อันที่ 6 กำลังทำให้เกิดประโยชน์ (บาลี)  ธมฺมวินเย

เทสิยมาเน  อฏฺิกตฺวา ๑  มนสิกตฺวา สพฺพเจตโส  ๒ สมนฺนาหริตฺวา โอหิตโสโต   ธมฺม สุณาติ

ญาณที่ 7 ย่อมได้อรรถธรรม ความรู้ธรรมแล้วจิตก็มีปราโมทย์ประกอบด้วยธรรม เป็นตัวที่ได้แล้วรู้ทั้งอรรถะ และธรรมแล้วตนเองได้อรรถะธรรมะจริง

สรุปว่าอันที่ 6 กำลังทำประโยชน์นี้อยู่ อันที่ 7 นี้ได้ทั้ง อรรถะทั้งธรรม อันที่ 6 คือมรรค อันที่ 7 คือผล

ตอนนี้การเมืองกำลังเข้าไคล เขาสรุปว่าประชาธิปไตยไทยนี่แหละดีที่สุด เป็นประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้า ของศาสนาพุทธ

ประชาธิปไตยนั้น 1 ความอิสระเสรีภาพ 2 ความไม่มีตัวตน 3 ความรู้เรื่องจิตวิญญาณ

ประชาธิปไตยขาเดียวไม่รู้เรื่องจิตวิญญาณนี้ไม่ได้เรื่องได้ราวหรอกมันชั่วคราว ไม่ได้ศึกษาสัจธรรมธรรมะที่ลึกซึ้งถึงจิตวิญญาณ ไม่รู้ถึงจิตวิญญาณสำคัญมันไปไม่ได้เท่าไหร่หรอก อเมริกา ตอนนี้กำลังเก่ง ปล่อยให้เก่งมาพักหนึ่งแล้ว ตอนนี้ประชาธิปไตยไทยจะขึ้น

ประชาธิปไตยแบบอเมริกาขึ้นมา 200 กว่าปีแล้ว พูดกันถึงเรื่องประชาธิปไตย ของ จอร์จ วอชิงตัน

ตอนนี้ประชาธิปไตยของไทยของพระพุทธเจ้ากำลังจะขึ้นมาเป็นประชาธิปไตย 2 เป็นประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นการสืบสาน สันตติวงค์ ส่วนประชาธิปไตยขาเดียวไม่ได้สืบสานสันตติวงศ์ ใช้ภายนอก เพราะฉะนั้นจึงใช้อำนาจเงินอำนาจทางอำนาจ อำนาจทางกลยุทธ์ อำนาจที่เป็นอิทธิพลลาภยศต่างๆ อำนาจที่มีการเชื่อถือกัน มันเป็นความซับซ้อนทางจิตวิญญาณ แต่ก็จะสร้างไม่ได้ลึกซึ้งหรอกทางโลกอำนาจทางจิตปัญญา เขาไม่ได้ลึก

เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยขาเดียว จะต้องใช้เงินเป็นหลัก การใช้เงินเป็นหลักจะเห็นได้ว่า ประชาธิปไตยของอเมริกา ใช้เงินมหาศาล แต่ก็ซับซ้อนไม่ให้คนรู้ แต่คนก็ต้องรู้ อาตมาไม่ได้เป็นนักลึกซึ้งอะไรก็ยังรู้เลย มันใช้เงินกันโอ้โห เลือกตั้งที่ 1 เป็นหมื่นล้านแสนล้าน มันมีคณะรวมหัวกัน เพราะมันซ้อน พวกนายทุนทั้งหลาย ทั้งนายทุนและนายอำนาจเล่นการเมืองมันก็ฮั๊วกัน เงินกับอำนาจมันฮั๊วกัน

สมณะเดินดินว่า..อเมริกาควบคุมปืนไม่ได้ เด็กพกปืนกันเกลื่อน เพราะว่านักการเมืองได้ผลประโยชน์

พ่อครูว่า…มันเป็นความซับซ้อนที่เป็นหอกข้างแคร่ มันเป็นภัยย้อนหาตัวตลอด ไม่เด็ดขาดสมบูรณ์

อาตมาก็กล้าพูดได้ว่า ประชาธิปไตยแบบอเมริกาแบบขาเดียวนั้น นับวันจะร่วงโรยไป อย่าง ฝรั่งเศสตอนนี้บอกว่าอยากจะได้พระเจ้าแผ่นดินคืน จริง คนที่มีปัญญารู้แล้วว่ามันไม่บริบูรณ์หรอก เพราะฉะนั้นฝรั่งเศสให้สัญญาณดีขึ้นมา อังกฤษรู้ตัวให้ดีนะ ต้องพยายามทำให้ บัลลังก์ทั้งด้านกษัตริย์ให้ดี ถ้าเป็นต้นรากต้นแบบประชาธิปไตย เอาให้ดี ฝรั่งเศสนั้นกษัตริย์หมดไปแล้ว ส่วนอันอื่นก็ยัง ไม่ต้องไปเทียบเคียงมากเอาแค่นี้ก่อน

ส่วนไทยนั้น ขอยืนยันว่า เป็นประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้า เป็นรากฐานเดิมของศาสนา เป็นรากฐานเดิมของจิตวิญญาณ ของไทยนี่ แล้วก็ขอยืนยันว่าพระพุทธเจ้าเป็นยอดประชาธิปไตยสูงสุดไปศึกษาให้ดีเถอะ นักรัฐศาสตร์ทั้งหลายไปศึกษาให้ดี พระพุทธเจ้าท่านประกาศประชาธิปไตยมาตั้งแต่ยุคของท่าน แม้ว่ามันยากที่จะรู้ แต่ว่าท่านมีบารมีสูง จนกระทั่งกษัตริย์ในยุคนั้นยอมท่านหมด พุทธเจ้าไม่ได้ใช้อาวุธเลยไม่ได้ใช้อำนาจเบ่งใหญ่แต่ท่านใช้ธรรมะ ใช้ธรรมนูญใช้ศีลสมาธิปัญญา

จะว่าไปแล้วคนอินเดียก็ตาม คนเอเชียก็ตามไม่ใช่ยุโรป ยุโรป เป็นแกนเทวนิยม อินเดียเป็นเทวนิยมหนัก แต่แค่นี้ก็ปรับตัวมาเป็นเข้าหาไทย ไทยก็เป็นปัญญาเต็มๆ อเทวนิยมเต็มๆ เพราะฉะนั้นอินเดียซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่างเทวนิยมกับอเทวนิยม ส่วนทางยุโรปตะวันตกนั้นเทวนิยม 100% ซึ่งก็ยังยากที่จะค่อยๆได้ อเทวนิยม เพราะลงรายละเอียดของจิตวิญญาณไม่ได้

ระบบความรู้ที่จะไปละตัวตน อาตมันที่เป็นพระเจ้าของเขายังไม่ได้ ยังยาก เพราะฉะนั้น ทางด้านนี้จะพิสูจน์ เพราะว่ากระแสของโลกมาถึงปลายของกลียุค มันจะต้องดีขึ้นด้วยคุณธรรม จะไปฆ่ากันแบบเดรัจฉาน คนนั้นไม่มีเขี้ยวมีงาก็เลยใช้อาวุธฆ่ากัน แต่การฆ่าเขาด้วยอาวุธมันเก่าแล้วตกยุคแล้ว เพราะฉะนั้นคนที่เขายังไม่รู้ก็ใช้เขี้ยวและงาอาวุธ กันอยู่ แต่ผู้ที่เป็นประเทศลึกซึ้งสูงส่งแล้วรู้จักจิตวิญญาณเสียสละยอมแพ้ที่จะช่วยเหลือผู้อื่น เห็นแก่ผู้อื่นไม่เห็นแก่ตัวแล้วไม่ทำด้วยอำนาจบาตรใหญ่ อันนี้มีความสูงส่งกว่า

ตอนนี้ก็เห็นได้ว่าผู้เป็นใหญ่ที่สุดของประเทศ ของสหรัฐอเมริกา ก็ยังไม่สะดุดเลยว่าตัวเองได้พูดไปว่า American First นั่นแหละยังจะเป็นเจ้าโลกอยู่นั่นแหละ แล้วคุณก็จะมั่นใจในอาวุธของคุณนั่นแหละ หรืออำนาจบาตรใหญ่ บริวารต่างๆที่จะมาสยบ ทุกวันนี้คุณกำลัง ขับบริวารออกเยอะนะ คุณกำลังต้อนรับขับแขกนะอเมริกา กำลังมีกำแพงกั้นระหว่างเม็กซิโกกับอเมริกา มันเป็นความจริงฟีโนมีนอนยืนยันความจริงเป็นตัวบุคคล นี่เป็นประธานาธิบดีของเขา แล้วเขาก็บริหารเต็มรูป แม้ว่าจะสั้นด้วยคำว่าประชาธิปไตยก็ตาม แต่ลึกๆนั้น มีอำนาจบาตรใหญ่ ซ้อนในนั้น เพราะว่าตัวเองร่ำรวยมามีมิตรสหายเยอะ

ตอนนี้ยังแฝงทรัพย์ศฤงคารอีกเท่าไหร่นายโดนัลด์ทรัมป์ คุณลองเอาทรัพย์สินของคุณออกไปสิ รับรองว่าโดนัลด์ทรัมป์ไม่อยู่ จะเอาคนอื่นขึ้นมา แต่ตอนนี้โดนัลทรัมป์มีทรัพย์สินเป็นเครื่องต่อรอง ก็เท่านั้นแหละ ถ้าคุณ โละทุนนี้ออกไปรับรองรูดมหาราชเลย

สม.กล้าฯ

สม.รินฟ้า

ส.ฟ้าไท

ส.แสนดิน

ผู้จะตามมาต้องรู้ว่าอย่างน้อยต้องรู้ว่าที่นี่ใช่ แม้จะมาอย่างทำได้ยากหน้านองน้ำตา แต่ก็จะอดทนปฏิบัติไป ถ้ากิเลสลดลงก็จะสบายขึ้น

ประชาธิปไตย ก็ขอย้อนไปทางต้น อาตมาพยายามย้ำว่า ประชาธิปไตยนั้น เป็นประชาธิปไตย 2 ขา จะต้องมี กษัตริย์ เพราะว่ากษัตริย์นั้นสืบทอดกันมาเป็นสันตติวงศ์ มีกฎมณเฑียรบาลอยู่ในแวดวงถึง DNA ถึงเชื้อชาติสัญชาติ สืบทอดกันมาตั้งแต่ตระกูล และได้อบรมกันมาจึงเกี่ยวกับจิตวิญญาณ

ประชาธิปไตยสามัญ ง่ายๆ ถ้าประชาธิปไตยขาเดียวก็จะมีประชาชน แล้วจิตวิญญาณก็แน่นอน ประชาชนต้องมีจิตวิญญาณ จิตวิญญาณจะไม่มีการสืบทอด เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นประธานของประเทศหรือผู้ที่จะเป็นใหญ่ของประเทศนั้น ไม่มีอีกขาหนึ่งทางจิตวิญญาณ ต่อเชื้อเลย ประชาชนใครก็ได้มาเป็นก็ได้ เขาก็เห็นว่าเป็นอิสระเสรีภาพทุกคนเป็นได้ แต่เป็นได้แล้วผลที่เกิดเป็นอย่างไร ผลที่เกิดก็มีแต่ความเห็นแก่ตัว เพราะฉะนั้นพวกนี้ก็ต้องพยายามหาสิ่งแวดล้อมหาพวกหาเงินหาทองหาโลกธรรมภายนอกไปเลย ไม่เป็นภายใน

ประชาธิปไตยที่ไม่มีพระเจ้าแผ่นดินไม่มีการสืบทอดทางดีเอ็นเอจิตวิญญาณเลย ถึงไม่มีอะไรรับประกันได้ มันเป็นอำนาจของวัตถุเป็นอำนาจภายนอกไปเลย เพราะฉะนั้นคนก็เอาของภายนอกมาเป็นอำนาจ ก็ต้องสะสมแย่งชิงต้องสร้างอำนาจปัจจัยภายนอกเท่านั้นเลย และภายนอกนั้นไม่ยั่งยืน ถ้าทางจิตนั้นจะยั่งยืนยาวนาน ประชาธิปไตยที่มีจิตวิญญาณเป็นตัวตั้งจะยืนยาวนานกว่าประชาธิปไตยที่เอาแต่วัตถุเป็นตัวตั้ง

เป็นสมบัติผลัดกันชมเท่านั้นเอง ประชาธิปไตยที่เอาวัตถุเป็นตัวตั้ง แต่ถ้าประชาธิปไตยที่เอาจิตวิญญาณเป็นตัวตั้งจะยืนนาน เพราะฉะนั้นหลักเกณฑ์ความถาวรยืนนาน ก็ต้องการกันอยู่ทั้งนั้น ต้องการความเป็นสุขเย็น ไม่ต้องฆ่ากันแย่งชิงกัน นานๆ จิตวิญญาณเป็นหลัก ถ้าเอาแต่ทางวัตถุ มันไม่ยืนนานเป็นสมบัติผลัดกันชม เดี๋ยวก็ฆ่ากัน อยู่เรื่อย แย่งกันอยู่ด้วยแล้วมันจะสงบได้อย่างไร

สรุป ประชาธิปไตยแบบสามเส้า มี กษัตริย์ ประชาชน และจิตวิญญาณ เป็นประชาธิปไตยสามเส้า

ประชาธิปไตย 2 ขาคือมีกษัตริย์กับประชาชน ผูกด้วยจิตวิญญาณ เป็นเส้าที่สาม

ของพระพุทธเจ้าเอาจิตวิญญาณเป็นประธานสิ่งทั้งปวง จิตวิญญาณเป็นตัวตั้งที่ต้องสร้างด้วยจิต ให้หมดความเห็นแก่ตัวจริงๆ และอิสระเสรีภาพที่ลึกซึ้งสุด จึงเกิดประชาธิปไตยอีก 6 หลัก

จิตวิญญาณ อิสระเสรีภาพ และไม่มีตัวตน นี่คือสามเส้า

แต่ สามเส้านี้ สัมพันธ์กันด้วยจิตวิญญาณ

สามเส้าอันแรก ประชาชนกับกษัตริย์และจิตวิญญาณ

สามเส้าหลังคือ อิสระเสรีภาพ และไม่มีตัวตนไร้ตัวตน จิตวิญญาณเป็นประธานของทั้งสองเส้า สองขานี้ สองกลุ่มนี้

สามเส้าแรก กษัตริย์กับจิตวิญญาณ

กลุ่มหลัง อิสระเสรีภาพกับจิตวิญญาณ

จิตวิญญาณนี้แหละ ถ้าถึงขั้นไม่มีอัตตาตัวตน แล้วก็เป็นผู้มีอิสระเสรีภาพ ซึ่งอันนี้ลึกซึ้งมาก เพราะฉะนั้นถ้าไม่มาเรียนรู้สัจธรรมที่เป็นปรมัตถ์ เป็นเรื่องของจิตวิญญาณ ความรู้ทางจิต เจตสิก รูป นิพพาน จะไม่ล้างอัตตาตัวตนได้เลย เทวนิยม อัตตา ปรมาตมัน จะสลาย ปรมาตมันไม่ได้ กูนี่แหละใหญ่ พระพรหมว่ากูนี่แหละใหญ่ ไม่ได้

ต้องลดอัตตา เมื่อลดอัตตาไม่ได้ มันลึกซึ้งซับซ้อนคือคุณเองแพ้ใครไม่ได้เหมือนอย่างตัวอย่างที่เห็น แต่อาตมาอธิบายไปแล้ว ทักษิณได้มานิดนึง ยังบอกว่าต้องขอยอมแพ้เองก็ยังเป็น อัตตาอยู่นี่แหละ แต่ก่อนนี้ไม่มีทาง ทุกอย่างต้องชนะหมด เดี๋ยวนี้ก็ได้ขึ้นมานิดนึง เพราะว่าเห็นท่าทีแล้ว เขาก็มีปฏิภาณรู้ เขาก็เรียนรู้กรรมวิบาก

เรื่องเหล่านี้คนที่ศึกษาอย่างโพธิสัตว์จะศึกษาจากของจริงศึกษาจากเหตุการณ์จริง ศึกษาจาก Sorry ที่เราได้ร่วมเหตุนิทานสมุทัยปัจจัย ไม่รู้กี่ชาติ เรื่องนี้เป็นอจินไตย อาตมาผ่านมาแล้วการเมืองการบริหารประเทศ อาตมาก็บริหารประเทศมาไม่รู้กี่ชาติแล้ว อย่างนี้เป็นต้น พูดไปแล้ว ก็ขออภัย อวดดิบอวดดีไปไม่พูดต่อ

ที่อาตมาคำว่าพูดต่างๆนี้ไม่ใช่แค่บัญญัติ แต่อาตมาเอามาพูดจากสิ่งที่อาตมาเคยผ่านชีวิตจริงมา ไม่ว่าจะเป็นการเมืองไม่ว่าจะเป็นนายทุน อย่านึกว่าอาตมาไม่เคยผ่านการเป็นนายทุนนะ แต่ทุกวันนี้ไม่เอาเด็ดขาดการเป็นนายทุน ถึงแม้ว่าจะไปเป็นเรื่องของการบริหารการเมืองเป็นผู้บริหารก็ตาม อาตมา 1 นายทุนนั้นอาตมาไม่เอาก่อน 2 การบริหาร ไม่รู้ชาตินี้ชาติหน้าแต่ก็พยายามลดแล้ว จะเป็นโพธิสัตว์ อย่างเก่งก็เป็นปุโรหิต และสุดท้ายก็จะเป็นปุโรหิตจริงๆ เพราะฉะนั้นตอนนี้อาตมา ถ้าจะให้ไปบริหารเองก็น้อยแล้ว 2 จะเป็นที่ปรึกษาของผู้บริหาร แล้วก็จะไปเป็นที่ปรึกษาเป็นผู้ที่ สอน เป็นผู้แนะนำเท่านั้น แล้วมันก็จะเสริมกับการเป็นผู้สอนหรือผู้แนะนำให้ยิ่งขึ้นต่อไป สำหรับอาตมานะ มันจะเป็นเช่นนั้น เท่านั้นเอง อัฐมาเกิดมาชาติหน้าก็จะเป็นปุโรหิต เป็นที่ยอมรับ ของนักการเมืองมากขึ้น กว่าในยุคนี้ ในปางนี้ ในปางนี้นักการเมืองยอมรับแค่นี้ยังไม่มากมายเท่าไหร่ แต่ก็ยังมีนักการเมืองมายอมรับบ้าง ไม่สิ้นไร้ไม้ตอกเสียทีเดียว ในครั้งหน้าจะยิ่งมีมากขึ้น ไม่ใช่อย่ารีบตาย หรือตายแล้วรีบเกิดมาให้ทันอาตมา

ประชาธิปไตยขาเดียวคือประธานาธิบดี

ประชาธิปไตย 3 เส้าคือ ประชาชนกษัตริย์และจิตวิญญาณ

ประชาธิปไตย สามเส้าที่สอง คือมีอิสระเสรีภาพไม่มีตัวตนและมีจิตวิญญาณ

รวมแล้วประชาธิปไตยของพุทธนั้นครบทั้ง 2 กลุ่มนี้

จะขึ้นกลุ่มที่ 3นี้ยังไม่ขึ้นมาเอาแค่ 2 นี้ก่อน สัมพันธ์กันพลังงานบวกด้านลบ ในนิวเคลียสมีบวกลบเท่านั้นอย่าไปพูดถึงประธาน

ประธานค่อยว่ากันทีหลัง เพราะฉะนั้นเอาบวกกับลบก่อน

มาพูดถึงไม่มีอัตราไร้อัตตา กับความเป็นอิสระเสรีภาพต้องมีจิตวิญญาณเป็นหลัก

คุณไม่ได้เล่าเรียนเรื่อง อัตตาในจิต เราใช้บัญญัติว่าอัตตาก็คืออาตมัน จะเรียก mentalก็แล้วแต่ ก็แยกแยะเอาเอง

สรุปแล้วต้องศึกษาจิตวิญญาณ ตัวตนก็เป็นจิตวิญญาณ อิสระก็เป็นจิตวิญญาณ ได้อธิบายไปเริ่มต้นแล้วว่า ศาสนาเทวนิยมนั้นพระเจ้าเป็นนายไม่ยอมแพ้และไม่ยอมเป็นรองเลย และผู้ที่เป็นทาสพระเจ้า ก็ไม่ยอมที่จะขึ้นไปดึงพระเจ้าลงมา เพราะพระเจ้านั้นลึกลับ พระเจ้ามีความลึกลับ เพราะฉะนั้นจึงไม่สามารถที่จะรู้ตัวตนของพระเจ้า แต่ว่าศาสนาพุทธ เอาตัวตนของจิตวิญญาณมา เรียนรู้ตั้งแต่ตัวตน ที่เป็นลิ่วล้อตัวเล็ก จนกระทั่งตัวใหญ่ขึ้น จนกระทั่งใหญ่สุดที่พูดกันรู้เรื่อง ยืนยันกันได้ว่าพิสูจน์กันได้ว่า ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเป็นมนุษย์สองคน เพราะฉะนั้นในความละเอียดลึกซึ้งของจิตวิญญาณนี้

ศาสนาพระพุทธเจ้าจึงมีลำดับของจิตวิญญาณ โสดาบันสกทาคามีอนาคามีอรหันต์ แล้วยังมีพระโพธิสัตว์ไปอีก

โพธิสัตว์ 9 ระดับ 1.โสดาบันโพธิสัตว์ 2.สกิทาคามีโพธิสัตว์ 3.อนาคามีโพธิสัตว์ 4.อรหันต์โพธิสัตว์ 5.อนุโพธิสัตว์ 6.อนิยตโพธิสัตว์ 7.นิยตโพธิสัตว์ 8.มหาโพธิสัตว์ 9.พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ถอดเป็น สาม เส้าได้ แล้วก็ ประชาธิปไตย สามเส้า ก็มาศึกษาอันนี้

อัตตาตัวตนคือ อาการ ลิงค นิมิต ตัวที่ 4 คือ ต้องฟังจากสัตบุรุษเป็น อุเทส

ถ้าคุณนึกว่าคุณเก่งไม่ฟังจากสัตบุรุษเลย ไม่มีทางที่จะสามารถรู้จักจิตวิญญาณที่ละเอียดก็ไปได้ คุณจะแยกโลกิยะโลกุตตระไม่ออก

โลกุตระคืออะไร คืออ่านกิเลสให้ออก แล้วมีอาวุธปุญญะ ชำระกิเลสได้ ปุญญะคือ พลังงานของจิต คุณจะต้องรู้จักสร้างพลังงานของจิตจริงๆ คุณจะสร้างพลังงานของจิตได้คุณจะต้องรู้รูปนาม คือวิญญาณต้องรู้รูปนาม

แล้วรูปนามนี้ วิญญาณนี้ไม่ใช่วิญญาณที่ลึกลับ วิญญาณที่จะพิสูจน์ได้ทางตาหูจมูกลิ้นกาย ถ้าคุณไม่รู้ว่าตาคุณต้องใช้วิญญาณร่วมทวารทั้ง 5 ต้องใช้วิญญาณร่วมเป็นธรรมะ 2

เร่ิมต้น วิญญาณจะรู้ต้องมีทางตาหูจมูกลิ้นกาย แต่ถ้าวิญญาณของคุณไม่รู้เลยไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายอยู่ไหนก็ไม่รู้แล้วไม่มีแขนไม่มีขาไม่มีตัวตน เป็นพระเจ้า นี่พูดเป็นรูปธรรมให้ฟัง จึงลึกลับมากเลยขยายไม่ออก ของพระพุทธเจ้าขยายออก

วิญญาณท่านแจกแจงเป็นความรู้สึกเวทนา เป็นตัวหลักเลย ความรู้สึกหรือเวทนาเป็นตัวหลัก เพราะฉะนั้นเอาความรู้สึก เป็นตัวศึกษา เป็นตัวหลัก มันเกิดจากภาวะแรงดูดกับแรงผลัก คือลบและบวก เป็นวิทยาศาสตร์ ก็มาศึกษา กับประธานคือคุณจะต้องทำให้เป็นกลาง

ประธานของบวกลบนี้คือกลาง คือ นิวตรอน ประธานของนิวเคลียสคือ นิวตรอนหรือวงกลมหรือศูนย์ที่ลงตัวคือสภาพที่หมุนอย่างได้สมดุล ถ้าแรงเคลื่อนก็คือวิ่งอยู่อย่างสมดุล ถ้าเป็นความstatic คือหยุดเฉยๆ ก็มีแต่ความเสื่อม

มันต้องเกิดแรงขึ้นเริ่มตั้งแต่ทศนิยม จนมีมากขึ้นทศนิยมมากขึ้นจนเป็นเลขเต็มหลัก 1 2 3 แล้วก็ 4 แล้วก็ 5 6 7 8 9

พลังงานก็จะต้องมีปฏิพากย์ทวีซับซ้อน ใครสามารถจะควบคุมพลังงานนี้ได้ ตั้งแต่พลังงานทางสสาร คุณควบคุมได้ก็ไปทำบวกลบแล้วก็เป็นประธานของบวกลบ คุณก็ไปทำระเบิดนิวเคลียร์ แล้วก็พลังงานที่จะใช้มากๆได้เยอะ แม้แต่เอาไปเป็นตัวรวม เป็นนิวเคลียร์ฟิวชั่น หรือ รวมตัวไม่ติดเป็นนิวเคลียร์ฟิชชันก็ได้ มันก็มี 2 ทิศทาง ผู้มาศึกษาทางจิตวิญญาณสามารถที่จะรวมลงเป็นนิวเคลียร์ฟิวชั่นของจิตได้ ก็จะเป็นพลังงานอัตรารวม แล้วคุณสามารถทำพลังงานรวมและสลายอัตตาได้ คุณก็อยู่เหนือนิวเคลียส

คุณรวมและสลายอัตตาได้ ด้วยตัวคุณเองก็เป็นนายของนิวเคลียส เป็นนายของพลังงานบวกลบ เป็นนามธรรมในจิตของคุณ คืออมตบุคคล

เพราะฉะนั้นควรจะเป็นอมตะบุคคลได้สามารถที่จะเป็นได้เกิดได้ตายได้ เกิดเองตายเอง ก่อนจะทำให้ร่างกายตายได้เวลานั้นเวลานี้ วันพระอรหันต์บางองค์ จะตายในก้าวที่ 7 ที่เดินไปก็ได้ สั่งได้ พระพุทธเจ้าสั่งได้พระโมคคัลลานะก็สั่งได้ อย่างนี้เป็นต้น

แต่อาตมายังไม่สั่ง เพราะอาตมายังไม่คิดจะตายยังจะเกิดอีก ยังไม่สั่งให้ตัวเองตาย เพราะฉะนั้นจะใช้ coefficient ที่เกิดมากกว่าสั่งตาย อาตมาทำได้ มีอัตราการก้าวหน้า Coefficient ที่จะเกิดอีก ตอนนี้ก็ยังตั้งใจยังไม่ถอดที่จะไม่อยู่ถึง 151 ปียัง

ถ้าอาตมาไปได้ถึง 144 ปีเมื่อนั้นจะถอด ถ้าหากสังขารไม่ไหวจริงๆ แต่ถ้ายังไปไหวก็จะไปอยู่ 151 ปี ตามพิสูจน์ก็แล้ว

อิสระเสรีภาพของพุทธเจ้านั้นแม้แต่เป็นพระโสดาบันก็เป็น independent ขั้นที่ 1 แล้ว เป็นเอกราชทั่วทั้งแผ่นดิน เช่นคุณมีจิตอยู่ในอบายมุข แต่ก่อนคุณติดการเล่นไพ่การพนัน โอ้โห การพนันนี้ จะเล่นอะไรก็เก่งทุกอย่าง ชอบติด คุณก็หลุดพ้นเรื่องการพนัน อบายมุขนั้นเป็นเรื่องต่ำที่สุดแล้วพระโสดาบันก็หลุดพ้นมา จึงเป็นเอกราชทั่วทั้งแผ่นดิน เพราะฉะนั้น บ่อนในประเทศไทย คุณไปได้ทุกบ่อนก็อยู่เหนือมัน ไปทางเขมร ชายขอบประเทศไทยก็อยู่เหนือมันได้ ถ้าไปที่มาเก๊า คุณก็อยู่เหนือมัน ไปที่ลาสเวกัสไปที่โมนาโกคุณก็เหนือมันเพราะคุณอยู่เหนือมันแล้วไปที่ไหนก็เหนือมันได้ ทั่วทั้งแผ่นดิน

คุณไม่ฆ่าสัตว์ คุณอยู่เหนือการฆ่าสัตว์ไม่ฆ่าสัตว์เด็ดขาดอยู่ที่นี่ก็มีฆ่า ไปอยู่ประเทศไหนก็มีฆ่า ออกไปนอกโลกก็ไม่ฆ่า อาจจะเป็นสตาร์วอในอวกาศเราก็ไม่ฆ่าเขา เพราะเราไม่ฆ่าสัตว์ไม่ฆ่าคน คนนั้นยิ่งไปฆ่าเพราะจะมีวิบากต่อกัน สัตว์มันมีวิบากของมันเราก็หลีกเลี่ยงได้ มันจึงมาถึงเราช้า แต่คนที่มาได้เร็วกว่า มันมีทั้งรักและชัง

เพราะฉะนั้นเรารู้แล้วเราไม่ฆ่าสัตว์ เราไปแผ่นดินไหนเราก็ไม่ฆ่า เราไม่ติดแล้วในเพชรพลอย อยู่เหนือเพชรพลอย เราไม่ใช้เงิน คนที่ไม่ใช่เงินจะลดการท่องเที่ยวลง ไม่ได้ท่องเที่ยวเราก็ไม่ตาย ก็ไม่มีเงินนี่ แต่ถ้ามีคนพาไปคุณก็ไป อย่างท่านจันทร์ ท่านมีคนพาไปก็ไม่หยุดเสียที มันก็ไม่จบ

เที่ยวนี่ เรื่องติดเที่ยว ทุกวันนี้มันเมื่อยแล้ว อาตมาไม่ไป อาตมาไม่สงสัยหรอก ไปท่องเที่ยวก็เจอดินน้ำไฟลมพืชพรรณธัญญาหาร สัตว์ก็อย่างนั้นคนก็อย่างนั้น อาตมาไม่เห็นจะสงสัย จะไปทำไม อยู่ที่นี่เขามาหาให้ดูก็เหลือแหล่แล้ว

สมณะเดินดินว่า…พ่อครูได้ขมวดตอนท้ายว่า ความเป็นพระโสดาบันนั้นยิ่งใหญ่แค่ไหน เป็นเอกราชทั่วทั้งแผ่นดิน ญาณ 7 นี้ ต้องเห็นถึงความพิเศษ 3 ข้อ

ข้อใดคือเห็นกิเลสในตัวเอง ปุถุชนก็ยังทำไม่ได้ แม้แต่นักปฏิบัติธรรมบางคนก็อ่านไม่ได้ว่า กิเลส หยาบ กลางละเอียดของตนคืออะไร ก็เพราะไม่ค่อยได้หัดอ่าน