ศาสนา

611015_รายการสำมะปี๋ซี่วิต ปฐมอโศก ครั้งที่ 19

อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1X9YWXlE0_Nu1dYm0KMac5B9hqPYFa_XGQRSEelrBBnM/edit?usp=sharing

ดาวโหลดเสียงที่.. https://drive.google.com/open?id=1Mjd8m3T8JKYPrPOX5jUTj3BEcVqTAGk_

พ่อครูว่า…วันนี้วันจันทร์ที่ 15 ตุลาคม 2561 ที่บวรปฐมอโศก สำมะปี๋ เป็นเรื่องพูดคุยกันธรรมดาระหว่างพ่อแม่พี่น้องพี่ป้าน้าอา คุยกัน มีอะไรจะแวะมาหาธรรมะก็ทำ หลวงปู่เองอดไม่ได้ที่จะเข้าหาธรรมะ พูดอะไรไปก็ตามเดี๋ยวก็เข้าหาธรรมะ อดไม่ได้ ก็รับเอาให้ได้ก็แล้วกัน อย่าไปนั่งห่างๆ

อาจารย์กฤษฎาว่า…บางทีผมได้รับโทรศัพท์จากพี่น้องญาติธรรมว่าทำไมไม่เห็นมานั่งจัดรายการกับพ่อครู วันนี้ก็เลยได้มานั่งด้วย ประเด็นที่อยากจะแลกเปลี่ยน เรื่องของเทวนิยมกับอเทวนิยม และที่ผ่านมาพ่อครูพูดถึงเรื่องพระเจ้า เทวนิยมนี้จะต้องติดกับพระเจ้า ซึ่งก็จะไม่หลุดพ้นจนมีความเป็นอิสระ แต่ความเป็นอิสระของพระพุทธเจ้านั้นต้องการหลุดพ้นจากกับดักความคิด

พ่อครูว่า…ความเป็นสองเป็นเทวเทวะแปลว่า 2 อันนี้เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติความยิ่งใหญ่ของโลก คำว่าเทวะ กับอเทวะ

ศาสนาพุทธค้นพบคำว่า อเทวะ ตีแตกคำว่า 2

คำว่าสองคืออะไร ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นอยู่ในมหาจักรวาลนี้คือภาวะธรรมะ 2 ตั้งแต่อุตุนิยามที่เรียกว่า อุตุนิยาม ขยับมาเป็นพีชนิยามก็มีสัญญากับสังขารก็มี 2 มันกำหนดเกลือแร่ธาตุอะไรเป็นตัวมัน แล้วก็เอาธาตุนั้นมาสร้างมาสังขารตัวมันตลอดเวลา มีสัญญากำหนดรู้แล้วเอามาสังขาร ยังไม่มีเวทนายังไม่มีจิตวิญญาณสำหรับพืช แต่มันก็มีสภาวะ 2 ตัวสัญญากำหนดรู้และก็ตัวสังขารตัวเองเป็นตัวเองสร้างตัวเองจนมาเป็นจิตนิยาม

ก็มีประธานควบคุมบวกลบ ควบคุมตัวสัญญากับสังขาร ถ้ามีวิญญาณมาควบคุมถ้าวิญญาณยังไม่เป็นปัญญา วิญญาณก็เป็น เฉกาหรือเฉโก วิญญาณก็เป็นธาตุรู้ที่เป็นตัวตนถูกอำนาจกิเลสเป็นตัวควบคุม ไม่มีปัญญาลดกิเลสแล้วได้ จึงไม่เป็นทาสของกิเลส ควบคุมขั้วบวกขั้วลบได้

การจัดการบวกลบการจัดการสัญญากับสังขาร สังขารจะแตกออกไปเป็น มันจะปรุงแต่ง มันจะเกิดเป็นเวทนาก่อน เวทนาก็จะแตกเป็นเทว แตกเป็นธรรมะ 2 ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 60 คือหัวใจของศาสนาหัวใจของทุกสิ่งทุกอย่าง

ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ )  ล.10 ข.60

เทวะ ตัวนี้ที่พูดถึง มันเป็นเรื่องยิ่งใหญ่มากที่เขาตีไม่แตกกัน เทวเลยกลายเป็นสภาพตัวตนเป็นเทวดา ความเป็นเทวดาก็เลยเป็นตัวตนมีสภาพเป็นวิญญาณ ความรู้ที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวตน ถือว่าความจริงความรู้ในตัวเองเป็นธรรมะ 2 เป็นความจริงความรู้ เป็นความจริงความรู้ที่สูงสุดก็คือความลึกลับ ไม่รู้ตัวเองว่าตัวเอง เป็นเทว ก็คนนี่แหละไม่รู้เทวไม่รู้จักธรรมะ 2 ทำให้ตนถูกบงการ แล้วก็ไม่รู้ตัวเทวะ ว่าคืออะไร

อาจารย์กฤษฎาว่า…พ่อครูใช้คำว่า สุดท้ายมันเกิดความลึกลับ ความลึกลับ จึงเป็นภาวะของความหวาดกลัวกริ่งเกรง ไหว้ไปทั่ว กลัวไปทั่ว ทำให้มนุษย์ทั้งหลาย กลัวอะไรต่างๆที่เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ ฟ้าผ่าฟ้าร้องสุริยุปราคาจันทรุปราคา มันเป็นเหตุแห่งการกลัวก่อนจะมีพระพุทธเจ้า ก็เพราะกลัวความลึกลับก็เลยทำใหญ่

พ่อครูว่า…แม้แต่ทางตะวันออกกลางก็เป็นพีระมิด ทั้งเอเชียก็สร้างเป็นวิหารอะไรใหญ่โตมโหฬาร ก็เพราะว่ากลัวก็เลยสร้างพวกนี้ ทำเพื่อถวายพระเจ้ากันทั้งนั้น แต่ในยุคนี้ไม่ได้สร้างอย่างนั้นแล้ว

อาจารย์กฤษฎาว่า…ถึงขนาดต้องบูชาด้วยชีวิตทำยัญพิธีบูชา

วิเชียร…ในเมถุนสังโยคข้อที่ 7 ปฏิบัติธรรมแล้วตั้งจิตปรารถนาเป็นเทพนิกายใดนิกายหนึ่ง เสริมอ.กฤษฎาที่ว่า โดยทั่วไปปฏิบัติธรรมไปก็ตั้งจิตปรารสนาไปอยู่กับพระเจ้า แต่ของชาวพุทธสอนไม่ให้ตั้งจิตปรารถนาเพื่อไม่ให้เป็นเทพนิกายใดนิกายหนึ่ง

พ่อครูว่า..ใช่ ไม่ต้องไปยึดถือในพลังงานลึกลับที่ไม่รู้ว่าอะไร ให้อยู่ในปัจจุบันที่เป็นธรรมะ 2 เทวหรือเทวดาหรือเทพเจ้าที่เป็นเทวะใหญ่พลังงานใหญ่ ศาสนาพราหมณ์ฮินดูก็เป็นพระพรหม ศาสนาอื่นๆก็เป็นพระยะโฮวาห์พระอัลลอฮ์ก็ว่ากันไป แต่ก็ไม่รู้ว่าคืออะไร เป็นแต่เพียงว่าพยายามมีความรู้

คนที่มีความรู้สูงสุด อย่างพระศาสดาของศาสนาต่างๆ จะเป็นศาสนาอิสลาม ศาสนาพระยะโฮวา ศาสนาโบราณตั้งแต่ชาวยิวต่างๆ ก็มีพระเจ้าที่ลึกลับ แต่ถือว่าเป็นยอดแห่งความรู้ ทีนี้มีคนที่เกิดอุบัติขึ้นมา ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองมีความรู้มาได้อย่างไร ก็เลยคิดว่านั่นไม่ใช่ตัวเองไม่รู้ตัวเอง มีอะไรอันหนึ่งบันดาลมีอะไรอันหนึ่งสิงสู่ สั่งการบงการให้ประกาศก็เลยกลายเป็นผู้ประกาศ โฆษก ก็ประกาศสิ่งลึกลับ เป็นความรู้ที่สูงส่งแต่ไม่เชื่อว่าตัวเองมีความรู้นี้ ถือว่าเป็นความรู้ที่สูงสุดที่ไม่เชื่อว่าตัวเองสามารสรู้หรือใครจะบังอาจรู้ได้ นี่คือศาสนาทางเทวนิยม ทางยุโรปหรือทางเอเชียก็ตาม ก็จะมาพูดตามพระเจ้า พระเจ้ามีความรู้อยู่ที่พระเจ้า นี่เป็นศาสนาที่ตีไม่แตก เทวะ ความรู้

แต่ศาสนาพุทธตีแตก จริงๆก็คือคน คนที่มาเป็นประกาศกของพระเจ้าก็คือคน ก็คือความรู้ของเราเองที่สั่งสมมาไม่รู้กี่ชาติ ความรู้สูงสุดก็คือความรู้ของคนไม่ใช่ของพระเจ้า

  1. กัมมัสสโกมหิ (มีกรรมเป็นสมบัติแท้ของตน)  

  2. กัมมทายาโท (มีกรรมเป็นทายาทรับมรดกของตน)

  3. กัมมโยนิ (มีกรรมเป็นแดนเกิด-หรือพากำเนิด)  

  4. กัมมพันธุ (มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์, พันธุ์เทพ,พันธุ์มาร)  

  5. กัมมปฏิสรโณ (มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัยแท้ๆ)  

(พตปฎ. เล่ม 14  ข้อ 581)

แม้แต่ศาสนาไม่รู้ตัวเองนั้นเขาก็มีบารมีมาประกาศจริงๆเขาก็รู้ คนก็นับถือผู้ประกาศนี้เป็นศาสดา ผู้ประกาศนี้เป็นศาสดาทุกพระองค์ ผู้ประกาศธตตของพระเจ้า แต่ก็ไม่รู้ว่าพระเจ้าคืออะไร พระเจ้าคือธรรมะ 2 ธรรมะที่ตัวเองสั่งสมมาเป็นธาตุรู้ของรูปนาม เป็นธรรมะ 2 อย่าง

เป็นความรู้ยิ่งใหญ่ที่เป็นความรู้ธรรมะ 2 ทุกอย่างทั้งหมดเป็นเรื่อง 2 อย่างทั้งนั้น ถ้ามีอย่างเดียวก็หมดการปรุงแต่ง ก็ไม่มีบวกไม่มีลบไม่มีทุกข์ไม่มีสุข ไม่มีอะไรเดือดร้อนไม่เดือดร้อน ถ้าใครจมอยู่ในความเดือดร้อนก็เดือดร้อนเอง ถ้าใครไม่จมอยู่ในความเดือดร้อนก็อยู่ในความไม่เดือดร้อนเอง ทีนี้ความเป็นพุทธ กว่านั้น จัดการให้เกิดความไม่ทุกข์ไม่สุขได้เลยเฉยๆกลางๆ ทุกอย่างเกิดแต่ตัวมันเองมีเหตุปัจจัยในตัวมันเอง เราเองเป็นผู้จัดการ เป็นธาตุรู้ เราไม่ยึดถือมาเป็นตัวเราเป็นของเรา เราอยู่กับมันได้เราก็เอา เราอยู่กับมันไม่ได้ก็ไม่เอา อันนี้มันดีเราก็เอา อันนี้ไม่ดีเราก็ไม่เอา ก็อยู่กันอย่างเป็นผู้ที่มีอำนาจ เป็นผู้เลือก เลือกเอาหรือไม่เอาก็ได้ ให้มันมามีฤทธิ์อำนาจเหนือเราไม่ได้ เราเป็นผู้ตัดสินเองเราเป็นผู้กำหนดเองผิดถูกเราโง่เองเราเลือกสิ่งที่ไม่ดีมาใช้มารับ เราทำเราปฏิบัติก็เกิดวิบากเอง เกิดความทุกข์นั้นเอง หากเอาสิ่งที่ดีมาทำก็ไม่เกิดความทุกข์ร้อน

วิเชียร…พ่อครูว่า ถ้ายึดดีมันก็เป็นกิเลส อย่างภาวะของพระเจ้า เป็นพระผู้สร้างพระผู้ประทาน เป็นผู้มีจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ แต่เมื่อยึดถือ มันก็ไม่กลายเป็นซาตานไปเลยครับ

พ่อครูว่า..ยึดปุ๊บก็เป็นซาตาน เราไม่ยึดมั่นถือมั่น แต่ยึดถือเพื่ออาศัย เพื่อปฏิบัติเพื่อทำเพื่อเกิดปฏิกิริยา

วิเชียรว่า…ที่ผมถามคือ ความยึดมั่นถือมั่น

พ่อครูว่า…พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วว่าไม่ให้ยึดมั่นถือมั่น ให้รู้ว่าอะไรควรก็ยึดถือมาทำดี ทำดีแล้วก็จบแล้วก็เลิกก็วางไป ก็ไม่ยึดดีนั้นเป็นเราเป็นของเรา หากเรายึดดีนั้นเป็นเราเป็นของเรา เราก็จะติดดี แต่ถ้าเราไม่ติดแล้วทำดีก็จบไปสิ แล้วผู้รู้ดีแล้วมีความเฉลียวฉลาด สิ่งที่ไม่ดีเราไม่ทำเราทำแต่ดี เพราะฉะนั้นเรามีชีวิตอยู่ เราก็ทำสิ่งที่ดี เราก็ทำ หากเราจะอยู่เฉยๆไม่ทำอะไรเลยนั้น ศาสนาพุทธไม่เอา ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาเชน ไม่ทำอะไรเลยอยู่ไปวันๆหนึ่ง กินอยู่ธรรมดา นั่งโด๋ ผ่านวันผ่านเดือนผ่านปีไปจนกว่าจะตายไม่มีประโยชน์ไม่มีคุณค่าอะไรเลยไม่ทำอะไรเลย อันนั้นไม่ใช่ศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธนั้นเราก็รู้ว่าเราเกิดมามีชีวะ มีวันมีคืน กลางวันก็ทำงานกลางคืนก็พักผ่อน นอนพักกลางคืน กลางวันก็ตื่นมาทำงาน เมื่อยก็พัก ไม่เมื่อยก็เพียร มีแสงสว่างก็ทำงานไป งานที่จะทำเป็นงานที่มีประโยชน์คุณค่าก็ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์คุณค่าขึ้นมาให้แก่สังคมให้แก่โลก

อย่างน้อยก็เป็นสิ่งที่เราอาศัยกินใช้ หรือจะทำสิ่งที่เป็นประกอบ เท่าที่เรามีความรู้ความสามารถและก็สร้างสรร เป็นผู้ที่มีความดีความควร ทำสิ่งที่ดีสิ่งที่สมควรในชีวิต สิ่งที่ไม่ดีเรามีความรู้มีปัญญาจะไม่ทำ ทำสิ่งที่ดีสิ่งที่ควรไปเท่านั้น แล้วก็มีชีวิตอยู่อย่างนี้สูงสุดแล้ว เป็นผู้จบแล้ว พระอาจารย์เป็นผู้รู้สิ่งที่ดียังกุศลให้ถึงพร้อม อกุศลไม่ทำเลยบาปไม่ทำเลย ที่ไม่ต้องทำบุญเพราะว่าบุญเสร็จงานแล้ว บุญกำจัดกิเลสโง่ไปหมดแล้ว ความโง่ไม่มีในตัวเราแล้ว บุญก็ไม่มีเช่นกันก็หายไป อรหันต์ทุกองค์เป็นผู้มีบุญเป็นผู้หมดบุญหมดบาป บุญก็ไม่มีไม่ต้องเอามาใช้

เพราะว่าบุญเป็นพลังงานที่ต้องเอามากำจัดกิเลส เป็นคำพูดที่ในยุคนี้ไม่มีใครพูดแล้วนอกจากสมณะโพธิรักษ์ โบราณอาจารย์ก่อนหน้านั้นก็จะมีผู้รู้อยู่ แต่ในยุคนี้ไม่มีผู้รู้อย่างนี้แล้วนอกจากสมณะโพธิรักษ์ นี่ก็พูดความจริง

ทิวเมฆ…พระอรหันต์เป็นผู้ไม่มีบุญฟังแล้วจะงง เพราะว่าคนโดยปกติทั่วไป บอกว่าพระอรหันต์คือคนมีบุญมาก

พ่อครูว่า…บุญคือเครื่องกำจัดกิเลส ความเข้าใจ 2 อย่างก็เรียกว่าเป็น เทวธัมมา

คำว่าบุญคืออะไร ก็มีธรรมะ 2 อย่าง อีกคนหนึ่งเข้าใจว่าบุญคือเครื่องชำระกิเลส อีกคนหนึ่งเข้าใจว่าบุญเป็นเรื่องกุศลเป็นเรื่องทำดี ไม่ใช่หรอกบุญไม่ใช่เรื่องแค่ทำดีได้ บุญเป็นนักฆ่า บุญเป็นพลังงานฆ่ากิเลส ฆ่ากิเลสเสร็จก็จบ ไม่ทำหน้าที่อย่างอื่นเลยคือบุญ

อาจารย์กฤษฎาว่า…ตรงนี้คือ 0 ธรรมะสองคือ ไปทางด้านดีก็เป็นบวกก็ไปเรื่อยไม่มีที่สิ้นสุด ส่วนทางนี้ก็คือทางชั่วคือลบก็ไปสองด่านอย่างนี้

แต่มันไปไม่มีที่สิ้นสุดทั้ง 2 ทาง

พ่อครูว่า…หากคุณไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสานก็ทำต่อไปตราบใดที่คุณยังมี วัสสวัตตี มีอำนาจจิตตัวเองแล้วจะทำแต่ดี ไม่ทำชั่วแล้ว หากจะมีชีวิตอยู่ต่อก็ทำต่อไปจนนิรันดร

อาจารย์กฤษฎาว่า…อรหันต์อยู่ที่ 0

พ่อครูว่า..ท่านมี 0 แล้วท่านจึงเลือกทำจะดีด้านเดียว ไม่มีบุญแล้วทำแต่กุศลแล้วอย่างเดียว บุญไม่มีบาปไม่มี

บาปก็เข้าใจเป็นตัวอกุศลเป็นสิ่งที่ไม่ดี คุณยังทำไม่ดีด้วยความโง่ คนที่จบแล้ว จบกิจไม่ทำสิ่งที่ไม่ดีแล้วไม่ว่าบาปหรืออกุศล ก็ทำแต่สิ่งที่ดีอย่างเดียวมีกรรมกิริยาก็จะทำแต่สิ่งที่ดีอย่างเดียว เพราะฉะนั้นพระอรหันต์มีแต่กรรมกิริยาที่ดี แต่ไม่มีบุญ เป็นคนไม่ใช้บุญแล้ว บุญคือพลังงานที่กำจัดกิเลส เพราะฉะนั้นกิเลสไม่มีแล้วจะใช้บุญมาทำอะไร บุญคือมีดสำหรับที่จะตัดฟืน แต่เมื่อฟืนหมดแล้วไม่ต้องใช้ฟืนแล้วเดี๋ยวนี้ใช้แก๊สแล้ว ก็เลยไม่ต้องใช้มีดมาหั่นฟืน

ช่วยบุญว่า…อยู่กับพ่อครูตั้งแต่อายุ 19 รู้สึกคุ้มมาก เรื่องแรกคือศีล เมื่อก่อนแม่ก็พาไปวัดถือศีลเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ศีลอย่างที่พ่อท่านพาทำ อันนี้คืออันดับ 1 ที่รู้สึกคุ้มค่ามาก

อันดับที่ 2 คือเรื่องของบุญ อันนี้กระจ่างเลย รู้สึกเหมือนกับอะไรที่คว่ำอยู่แล้วมันหงายขึ้นมา รู้สึกสว่างเลย ไม่อย่างนั้นที่บ้านจะถือว่าบุญนี้ บุญที่ประเสริฐสุดที่ดีที่สุดแต่ไม่ใช่บุญที่ตัดกิเลส แต่ก่อนชื่อบุญช่วย น้องชื่อ บุญชู และน้องชายชื่อบุญชิต ที่บ้านจะให้ทำแต่บุญ บุญที่ดีมากเจริญประเสริฐ แต่พ่อครูพาให้เรารู้ว่าบุญไม่ใช่ตัวนั้น แต่เป็นตัวที่ตัด เป็นมีดเป็นอะไรที่ตัดกิเลสและเป็นอะไรที่เจ็บปวดรวดร้าว จนไม่มีบุญเลย แล้วเราเองชื่อช่วยบุญ เราจะไม่เอาได้ไหม

มีคนถามว่า รสอะไรที่เป็นรสเลิศที่สุดในโลกหล้า พระพุทธเจ้าตรัสว่ารสแห่งสัจจะ แต่สำหรับช่วยบุญบอกว่า สัจจะเป็นรสด้วยหรือ

พ่อครูว่า..เป็นวิมุติรส รสเป็นภาษาธรรม ไม่ใช่ภาษากาม ที่เป็นรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส กามคุณ 5 แต่นี่เป็นรสที่เป็นโลกีย์กับโลกุตระ ถ้าเป็นวิมุตติรสก็เป็นรสที่หลุดพ้นจากกิเลส ธรรมะรสก็คือรสที่เข้าใจธรรมะไม่ว่าจะเป็นโลกียะหรือโลกุตระเราก็ปฏิบัติให้ลดความเป็นโลกียะ ลดลงไปเรื่อยๆก็เป็นส่วนแห่งบุญ ก็ได้ส่วนทางการลดกิเลส ลดกิเลสหมดก็เรียกว่าได้ผลที่ ปฏิบัติธรรมลดกิเลสได้ครบ เมื่อลดกิเลสได้หมด บุญก็หมดหน้าที่ ก็หมดบุญ หมดบาป หมดอกุศลก็จบ เป็นคนไม่มีบุญเรียกว่า ปุญญปาปปริกขีโณ ทั้งบุญทั้งบาปก็ไม่มีแล้วเป็นศูนย์

เรื่องนี้เป็นเรื่องลึก ธรรมะของพุทธเจ้าเป็นความสูงส่ง ซึ่งไม่มีธรรมะศาสนาไหนที่เหมือน ศาสนานี้จึงเป็นศาสนาที่หมดบุญหมดบาปหมดบุญหมดนรก หมดอัตตาหมดปรมาตมัน หมดสิ่งเหล่านี้หมดไปเลย จึงเป็นศาสนาที่สุดยอดที่เข้าใจเทวะเข้าใจธรรมะ 2

ธรรมะ 2 นี่แหละที่โลกเข้าใจไม่ได้จึงกลายเป็นธรรมะ 2 ที่เป็นเทวนิยมมีพระเจ้า มีสิ่งที่ลึกลับ เป็นอย่างนั้นตลอดกาลเขาตีไม่แตก มีศาสนาพุทธศาสนาเดียวตีเทวแตก แล้วสุดท้ายดับเทวได้หมดเลยไม่เหลือเทวดา ไม่มีเทวดาไม่มีสัตว์นรก มีแต่กรรมกิริยาที่กำหนดกรรมรู้กรรม ทำสิ่งที่ดี สิ่งที่ชั่วไม่ทำชั่วไม่ทำบาป ทำแต่ดี ถ้าจะทำก็ทำแต่ดี กิเลสไม่มี สามารถมีความลึกซึ้งไปถึงว่า

รู้จักจิต รู้จักจิตเจตสิก รูป นิพพานแล้วแยกกิเลสออกจากจิตได้ทำลายกิเลสได้ เป็นความโง่ที่ยอมให้กิเลสเกิดขึ้นในจิต จนกระทั่งเป็นผู้มีฤทธิ์สูงสุดไม่ให้กิเลสเข้ามาในจิตได้เลย จิตใจก็ปราศจากกิเลส พระอรหันต์เป็นผู้ปราศจากกิเลสถาวรในจิตใจ กิเลสเข้าไม่ได้แม้จะกระทบสัมผัสอยู่ในโลกที่เขาสร้างกิเลสอยู่ทุกวันๆมหาศาลไม่มีหยุดหย่อน คนโง่ที่เป็นปุถุชนก็สร้างกิเลสตลอดเวลา แต่จะสร้างอย่างไร ผู้ที่หลุดพ้นแล้วก็อยู่ในโลกนี้ อยู่ที่กิเลสไม่สามารถที่จะระคายเคือง ไม่สามารถที่จะเข้าไปแตะต้องเข้ามาหาตัวเขาได้เลย นี่คือความยิ่งใหญ่ที่สุดของศาสนาพุทธ

อาตมาต้องถามว่าที่พูดนี้ทำได้จริงหรือเปล่า ทำได้จริงเป็นผู้ที่ไม่มีกิเลส สามารถที่จะให้กิเลสไม่เข้าได้จริงหรือเปล่า?  ซึ่งมันยืนยันว่าการพูดนี้ไม่ได้สักแต่ว่าพูดแล้วตัวเองเป็นได้หรือเปล่า …ได้สิ แล้วคนที่เพ่งโทษก็หาว่าอวดตัวตน เราก็เอาสิ่งที่ทำได้รู้จริงพูดจริงทำจริงมาอธิบาย แทนที่จะบอกว่าดีจังเลย จริงๆหรือเป็นไปได้หรือ จะได้เข้ามาเรียนรู้ปฏิบัติตามบ้าง แต่ดันผ่าว่ามาอวดอะไรไม่เชื่อ คนโง่จะไปเชื่ออะไร คนโง่ไม่เชื่อหรอกว่าพระอาริยะหรือพระอรหันต์หรือผู้ที่จะรู้ความจริงพวกนี้แล้วมาประกาศตัวยืนยันว่าเป็น คนโง่ไม่เชื่อ

คนโง่คือคนที่ถือดีว่าตัวเองฉลาด คนอื่นรู้กว่าตัวเองไม่ได้ ใครมาพูดว่าตัวเองรู้กิเลสทำกิเลสหมดก็ไม่เชื่อ เพราะกูเองยังไม่หมดกิเลสทำไม่ได้ ตัวเองยังไม่เชื่อก็ทำไม่ได้ก็ดักดานต่อไป คนเขารู้ทำกิเลสออกหมดได้มาบอกก็ดันไม่เชื่อแล้วดันไม่ฟังอีก ก็โง่ไปอีกนิรันดร

วิเชียรว่า…เหมือนอุปกะ ว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้ไปบอกเขา เขาก็ไม่เชื่อเป็นคนแรกที่พุทธเจ้าบอกเลยเขาก็แลบลิ้นใส่

พ่อครูว่า…เหมือนกับนิยายของกามนิตที่นอนคุยกับพระพุทธเจ้าทั้งคืนรุ่งเช้าก็บอกว่าจะไปขอตามหาพุทธเจ้าต่อไป ก็ไปหาพระพุทธเจ้าอีก คนทุกวันนี้ก็เป็นอย่างนี้ อาตมาบอกว่าอาตมาเป็นพระโพธิสัตว์เป็นผู้รู้ธรรมะพระพุทธเจ้ามาประกาศในยุคนี้ จะเรียกว่าเป็นประกาศก จริงๆก็เป็นศาสดาองค์ใดองค์หนึ่งนั่นแหละ อาตมาเอามาประกาศที่เป็นธรรมะพระพุทธเจ้าที่เป็นคนจริงๆไม่ใช่เรื่องลึกลับที่เป็นของพระเจ้าที่อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ แต่มีคนรู้ตามหาต้นตอได้ พระพุทธเจ้าเองก็ไม่ใช่ต้นตอคนแรก พระพุทธเจ้าองค์แรกองค์ไหน พระพุทธเจ้าก็บอกว่าท่านไม่รู้ที่ต้น จะสืบทอดกันมา ทุกอย่างมาแต่เหตุ มีที่ต้นทางทั้งนั้นแหละ อยู่ดีๆโผล่มาอย่างไม่มีต้นเหตุไม่ได้ ศาสนาพุทธจึงค้นไปหาต้นเหตุได้ ส่วนศาสนาเทวนิยมค้นหาต้นเหตุไม่ได้ ก็บอกว่าทำอย่างนี้เพราะว่าพระเจ้าทำ พระเจ้าอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้เป็นเรื่องลึกลับอย่างเดียว ศาสนาเหล่านั้นจึงเป็นศาสนาที่ลึกลับตีไม่แตกในความเป็นเทว ตีไม่แตก ทวเยน เวทนายะ

พระพุทธเจ้าตรัสว่าให้เรียนรู้ที่เวทนาจับคู่ความทุกข์ความสุขมาทีละคู่ หรือจะเรียกอีกภาษาว่าดีชั่วก็ได้ ธรรมะ 2 เป็นธรรมะคู่ มีอันที่ตรงกันข้ามกัน 2 อย่างก็เอามาแยก 2 อย่างนี้ แล้วเอามาไว้ใช้ แล้วก็เข้าใจสูงสุดที่พระพุทธเจ้าหรือศาสนาพุทธ ที่พระพุทธเจ้าทุกองค์ตรัสรู้ก็คือ ตีแตก แยกธาตุได้เลย เป็น 0 อย่างไม่จับตัวกันได้อีกเลยนี่เป็นความรู้ที่สุดยอดแล้ว เทวนิยมยังไม่มีภูมิปัญญาตอนนี้ต่อฟังให้ตายก็ไม่เข้าใจ

คนที่สร้างบารมีมาพอก็จะฟังธรรมะอย่างนี้เข้าใจ แล้วเอาไปปฏิบัติได้ประโยชน์จริง ก็ได้ประโยชน์ในการลดละกิเลสได้ เกิดเป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์

อาจารย์กฤษฎาว่า…แสดงว่า พวกที่วนเวียนกับเทวนิยมมักจะพูดเสมอว่า ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ก็คือย้อนกลับเป็นเรื่องลึกลับอีก ถ้าหากมนุษย์ใดแสดงอาการเป็นผู้ที่จะมีความลึกลับแล้วอ้างตัวว่าเป็นพุทธก็ไม่ใช่แน่ เป็นเทวนิยม

พ่อครูว่า…ต้องเรียนรู้แยกแยะได้แล้วทำลายทิ้งอกุศลธรรมได้ มีชีวิตอยู่อย่างเป็นคนที่ทนความชั่วความเลว แล้วสูงสุดกว่านั้นก็คือ ศาสนาพุทธขนาดเป็นเทวะแล้ว เป็นผู้ที่รู้ 2 ทำ2 ให้เป็นหนึ่งได้แล้ว ยังสามารถทำ 0 ได้อีก เลิกแม้แต่ 1 ไม่เหลือ 1 อีกเลยทำให้ 0 ได้

ในฟิสิกส์สามารถเรียนรู้นิวเคลียส รู้ขั้วบวกขั้วลบ ศาสนาพุทธก็สามารถใช้ได้อย่างนั้นเหมือนกัน

อาจารย์กฤษฎาว่า…ศาสนาพุทธคือผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ผู้ที่ยังเป็นไสยศาสตร์ก็คือผู้อยู่อย่างลึกลับ

วิเชียร…นึกถึงพระอัญญาโกณฑัญญะเมื่อก่อนก็เชื่อแบบเก่า เชื่อมั่นในความดีก็เป็นแค่สมมุติที่เทพ เมื่อมาฟังพ่อครูแล้วก็ได้ความรู้ใหม่เกิดความรู้ใหม่ทิฏฐิใหม่ เมื่อลดละกิเลสของตนเองได้ก็เปลี่ยนเป็น อุบัติเทพ

พ่อครูว่า…ใช่เป็นความรู้ใหม่ที่แตกต่างไปจากอันเดิม พอดีมีคำถามมาบอกว่า ในจักรวาลเรามีดาวหลายดวง ผมอยากรู้ว่าพ่อท่านเคยเกิดเป็นมนุษย์ต่างดาวหรือไม่ครับ

ตอบ..หลวงปู่นี่แหละคือคนที่เป็นมนุษย์ต่างดาว รู้ไว้เสียด้วยนี่แหละมนุษย์ต่างดาวนอกนั้นเป็นมนุษย์ในดาวดวงเก่า เป็นมนุษย์ในดาวโลกีย เป็นดาวที่เป็นปุถุชนยังมีความทุกข์ความสุขยังเป็นธรรมะ 2 ส่วนหลวงปู่เป็นมนุษย์ต่างดาวที่ไม่มีความทุกข์ความสุข มีแต่ความสุขสำราญเบิกบานใจไม่มีธรรมะ 2 ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีแต่ 1 หรือทำ 0 ได้ก็สบายๆกลางๆ สบม.ทมด.ปกต หห จจ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ไม่เป็นความจริงเลย

_จริง..ม.4…มีอยู่ครั้งหนึ่งหนูเคยนอนอยู่แล้วนึกถึงความตาย รู้สึกว่ากลัวตายมากมาย หากเราตายโดยไม่ได้ร่ำลาครอบครัว ก็จะค้างคาใจ ก็เลยอยากจะถามพ่อครูว่า ทำอย่างไรจะหายกลัวตา

พ่อครูว่า…คนที่รู้สึกว่ากลัวตายเป็นนิมิตอันหนึ่ง คนรู้สึกว่ากลัวตายมีไตรลักษณ์เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป รู้สึกถึงความเป็นไตรลักษณ์ว่าชีวิตเรานี้ เกิดมาแล้วก็จะตาย แต่ว่าตอนยังไม่ตายนี้เราจะได้อะไร เราควรให้อะไรที่ควรได้ เพราะฉะนั้นคนที่มีภูมิปัญญาเป็นผู้ที่แสวงหา ผู้ที่ลึกซึ้งในธรรมะแล้วก็จะแสวงหาว่าควรได้โลกุตรธรรม ส่วนคนที่เป็นปุถุชนก็อยากจะได้ความรวยได้ลาภ ยศ สรรเสริญ เขาก็ไปหาสิ่งเหล่านั้น หรือมีความลึกหน่อยก็อยากจะได้ความดีไม่เอาความชั่ว ก็จะพยายามละเว้นความชั่วตั้งใจทำแต่ดี แต่จะได้ลาภยศสรรเสริญโลกียสุขอย่างมีความเป็นสุจริตทำแต่ดีทำแต่ดี ศาสนาของโลกียะก็มีแต่อย่างนี้ ศาสนาของพระพุทธเจ้าลึกซึ้งซับซ้อนกว่านี้ ว่าความดีความชั่วก็คือความวนเวียน เมื่อทำดีได้ก็ดีต่อไป เสร็จแล้วเมื่อนานๆเข้า ลาภก็จะเยอะ ยศก็จะเยอะ สรรเสริญก็จะเยอะ มีความสุขเยอะแยะก็จะหลงความสุข ได้บัลลังก์ ก็จะยิ่งมากขึ้นเพราะทำได้ผลส่งผลให้เราเสวยกุศลอันนี้ เสร็จแล้วพอไปได้มากขึ้นก็เหลิงหลงตัว ทำชั่วทำอะไรขึ้นมา ยิ่งจะผยองอวดดี ก็จะตกอย่างรวดเร็ว

เสร็จแล้วก็ต้องมาใช้หนี้ใหม่สร้างตัวเองขึ้นมาใหม่อยู่แค่นี้แหละ นรกสวรรค์สวรรค์นรกสุขทุกข์อยู่แค่นี้ ศาสนาพระพุทธเจ้าจึงเห็นว่า โลกียะ วนเวียนอยู่แค่ความสุขความทุกข์สวรรค์กับนรก ท่านจึงทางหาทางออกได้ ผู้ที่ยังติดอยู่ในเทวะเป็นธรรมะ 2 ความสุขกับความทุกข์สวรรค์กับนรก ก็จะมาเลิกจิตใจที่มันติดในสวรรค์ที่เป็นของหลอก ความทุกข์คือความโง่ ก็ไม่หลงในความหลอกและไม่มีความโง่ จนหลุดพ้นความโง่หลุดพ้นความหลอกก็จะอยู่ได้อย่างธรรมดาธรรมชาติ โดยการเรียนรู้ซึ้งเข้าไปถึงเวทนา

เวทนา 108 เมื่อเกิดความโง่ในเวทนา ความสุขความทุกข์ก็เกิดอยู่ในเวทนา ถ้าหากไม่สุขไม่ทุกข์ก็เป็นธรรมชาติ เรียกว่าเป็นเคหสิตอุเบกขา ไม่สุขไม่ทุกข์ในสภาวะที่คุณได้อาการนั้น ด้วยความโง่ด้วยความไม่รู้โดยธรรมชาติมันก็มีเป็นกลางๆ ว่าความไม่สุขไม่ทุกข์นี้ดีนะ พระพุทธเจ้าก็มาตรัสรู้ ว่าสิ่งที่อยู่ในโลกที่เป็นธรรมะ 2 มันปรุงแต่งกันแล้วมันเกิดความยึดถือ ยึดได้ก็เป็นสุขไม่ได้ก็เป็นทุกข์

เสร็จแล้วมันยึดถืออยู่ถึงเวลามันได้ตามที่ยึดถือ ตามตัณหาอุปาทาน ท่านก็ให้ล้างอาการที่เป็นตัณหา อุปาทานนั้นมันอยู่ในจิตยากกว่าที่จะรู้ ถ้าหากเป็นตัณหาก็มีการเคลื่อนไหวก็ล้างได้ง่ายกว่า มันก็เป็นตัวเดียวกันเป็นกิเลสความโง่ทั้งคู่ พอล้าง กิเลสตัณหาได้ กิเลสตัณหาลดลงอุปาทานก็ลดลงจนหมดตัณหาอุปาทานเลย

ท่านก็สอนเรื่องเวทนาที่ไปยึดอยากได้อยากเป็นอยากมี ก็แตกเวทนา 108

ตัวที่ปฏิบัติจริงก็คือ วิจาร มโปปวิจาร ทางทวารทั้ง 6 แล้วเกิดความสุข ความทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์  เป็นเนกขัมมะกับ เคหสิตะ

เมื่อเกิดกิเลสแล้วก็จับให้ได้และพิจารณาว่ามันโง่อะไรนักหนา กระทบมันก็เป็นเหตุปัจจัย เราก็เนกขัมมะออกจากความโง่ ไม่ใช่ว่าปฏิบัติแล้วจะจบได้ทันทีเหมือนที่อธิบาย กว่าจะเลิกได้จริงๆต้องมีขั้นตอน เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย โดยมีหลักปฏิบัติคือศีล แล้วทำไปตามลำดับ ปฏิบัติให้เกิด อธิจิต แล้วจิตใจก็จะเกิดปัญญา เกิดวิมุต วิมุตติญาณทัสสนะ

ทำไปตั้งแต่กระทบกับความเป็นสัตว์ความเป็นมนุษย์ เกิดจิตใจที่ชอบและชัง สัมผัสกับข้าวของ สัมผัสกับพืช เราแบ่งเป็น อุตุก็ของ พีชะก็พืช ก็เหลือแต่ พืชกับสัตว์ในศีลข้อที่ 2 กระทบกับสัตว์ข้าวของหรือพืช อยากได้หรือไม่ได้ก็เป็นธรรมะ 2 อยู่อย่างนี้ก็อ่านธรรมะ 2 นี้

มันควรได้ก็ค่อยอยากเอามาใช้ประโยชน์ ส่วนที่ไม่ควรได้ อย่าไปอยากเอามาเสียพลังงานเสียแคลอรี่ ใช้ประโยชน์ไปตามความเป็นจริง

_กำชับ อโศกตระกูล สองล้อเมืองหลวง…ผู้ว่ากทมฯกี่คนก็เห็นมีแต่โกงกินหลายเจ้าหลายราย เห็นมีแต่มหาจำลองที่ถือศีล 8 นะครับ ที่ไม่มีเรื่องโกงกิน ตอนเป็นผู้ว่ากทมฯ ตั้ง 6 ปีนะครับ เป็นเพราะลุงจำลองถือศีล 8 หรือเปล่า ถึงได้ไม่โกงกินแล้วก็ไม่ยอมให้ลูกน้องโกงกิน เห็นมีอยู่คนเดียวครับผู้ว่ากทมฯ ที่ผ่านมาหลายคน

พ่อครูว่า…ถูกต้อง เพราะว่าถือศีลแล้วทำให้ลดกิเลสได้ด้วย ก็เลยเป็นคนที่มีศีลเป็นคนที่มีจิต เป็นคนมีปัญญาเป็นคนมีวิมุต เป็นบารมีของคุณจำลองมี เป็นคนจริงที่อยู่ในสังคมยุคนี้ที่เป็นตัวอย่างดีงาม ก็มีของดีอย่างนี้ คนที่มีดวงตามีปัญญารู้ก็จะรู้ว่าสิ่งนี้มีประโยชน์มีคุณค่าเป็นคนที่มีศีลธรรมที่แท้จริง

คนที่ไม่ได้ปฏิบัติไม่ได้แสดงออกไม่ได้เรียนรู้เป็นปุถุชนก็ไปตามธรรมดา ก็เห็นไม่มีใครชัดเจนเด่นเหมือนคุณจำลองที่ยกเป็นตัวตนขึ้นมาได้ ไม่ว่ากี่ผู้ว่าก็เละ นานๆถ้ามีคนดีมาสักที ก็ทำไป โลกก็ต้องมีอย่างนี้แหละ ทุกวันนี้คุณจำลองก็ บอกว่าแก่แล้วปลดเกษียณตัวเอง

_ชูบุญ…ช่วงนี้เป็นเทศกาลกินเจ เรามีศีล 5 ข้อแล้วในเรื่องศีลข้อที่หนึ่งเราต้องเพิ่มอธิศีลคือความเมตตาต่อสัตว์ต่อบุคคล อยากให้พ่อท่านอธิบายเพื่อตอกย้ำให้กับตัวของเล็กและตัวเด็กๆ

พ่อครูว่า…ศีลข้อที่ 1 เป็นเรื่องเกี่ยวกับสัตว์ เป็นเรื่องแรกที่พุทธเจ้ายกขึ้นมา เป็นเรื่องที่กระทบ กระทบกับพืชก็ไม่เป็นไร กระทบกับสัตว์ก็ไม่เท่าไหร่ เพราะว่า สัตว์มันก็คือสัตว์ มันถูกกระทบก็มีวิบากต่อกันไป กัดกันหรือไม่กัดกัน แต่คนอยู่ด้วยกันนี้ กัดกันไม่จบ ท่านก็เลยต้องมาสอนตั้งแต่ต้น คนนี่เกิดมีความพยาบาทมีความรักความชังเกิดขึ้น จึงต้องเกิดการรบ  สรณะ ประกอบสงครามตลอด คนอยู่ด้วยกันทำสงครามตลอด คนรู้จักว่าสงครามอะไรดีก็คือสงครามการลดกิเลส อยู่ในเหตุปัจจัยที่เป็นนักรบมีข้าศึก คนนี้กระทบสัมผัสกับเรา เขาก็เป็นข้าศึกทำให้เราเกิดกิเลส เราก็รบกับกิเลสของเราอย่าไปรบกับเขา คนเขาทำให้เราเกิดกิเลสก็ขอบคุณ ถ้าไม่ เรารู้กิเลสก็ฆ่ากิเลสเรา ถ้าไม่มีคนนี้กิเลสเราไม่เกิดนะ คนนี้ยั่วยวนให้เกิดกิเลส ดีชะมัดขอบคุณเขา เสร็จแล้วเราก็ล้างกิเลสของเราไป คนฉลาดก็ต้องมองให้ออกว่าเป็นกิเลสของเราเองเป็นโอกาสของเราเอง

เพราะฉะนั้นผู้ที่สามารถรู้จักธรรมะ 2 ก็ทำอย่างที่อาตมาว่า เป็นผู้ที่มีดวงตาเป็นคนได้ประโยชน์อยู่ในสังคมอยู่ในการสัมผัสกับคนกับสัตว์กับพืช ก็ได้ประโยชน์

ศีลข้อที่ 2 เกี่ยวกับพืชกับข้าวของ พืชกับข้าวของไม่ได้มาสัมผัสกับเรา มายั่วกิเลสเรา แต่มันยั่วได้แต่ไม่ได้ยั่วเหมือนคน จึงจัดลำดับไว้เป็นอันที่ 2

เมื่อสัมผัสแล้วเกี่ยวกับศีลข้อที่ 3 ตาหูจมูกลิ้นกายใจกระทบสัมผัสแล้วเกิดกิเลส สรุปแล้วก็เรียนรู้กิเลสตอนสัมผัสแล้วก็ล้างกิเลส จบ ศีลมี 3 ข้อนี้ จบ ถ้าทำถูกต้องตามที่อาตมาอธิบายแล้วจะล้างกิเลสหมดแค่ 3 ข้อนี้จบ แล้วก็เอาไปพูดต่อเป็นศีลข้อที่ 4 จิตใจของคนก็เป็นจิตที่ทำให้กิเลสหมดไปได้ใน 3 ข้อแรกก็คือศีล ข้อที่ 5 ก็จบเท่านี้เอง ศาสนาพุทธง่ายนิดเดียว

_อาจารย์กฤษฎาว่า…ช่วงรายเดือนที่ผ่านมามีผู้หลักผู้ใหญ่ที่เสียชีวิตกันมาก สิ่งหนึ่งที่ผมได้เขียนเอาไว้ ว่าพวกเรานี้พร้อมที่จะสิ้นชีวิตได้ทุกเมื่อ แต่ผมเองก็ไม่บรรลุ แต่คำถามอยากจะถามก็คือ เราควรจะเตรียมสติไว้อย่างไรถ้ามันรู้ว่าเราจะหมดสภาวะแห่งกายนี้แล้ว

พ่อครูว่า…ตอนที่อยู่เป็นยังไม่ถึงเวลาตายหรือตอนจะตายก็เหมือนกัน ต้องรู้เท่าทันสิ่งที่มาสัมผัสกับตัวเรา อะไรมาสัมผัสกับตัวเราก็ต้องเป็นผู้ที่ตื่นรู้ สิ่งที่มาสัมผัสกับตัวเราเสร็จแล้วก็ก่อให้เกิดกิเลสราคะโทสะโมหะคือสิ่งสับสนไม่รู้ แต่เอาที่กำหนดรู้ว่านี่เป็นโทสะหรือราคะ เราก็มีสติเพื่อรู้สิ่งนี้แล้วก็มีปัญญามีความรู้ว่า เราจะลดกิเลสอย่างไร

สติทำให้เรารู้กิเลสไม่ว่าจะเป็นราคะโทสะ เราก็ต้องเรียนรู้ว่าจะลดได้อย่างไร การลดกิเลสมี 2 แบบพอรู้แล้วเราก็สะกดไว้ อันนี้เป็นธรรมดาธรรมชาติสะกดเป็นทุกคน กระทบแล้วเกิดกิเลสก็ไม่ให้กิเลสออกมาเต็มที่ไม่มีใครปล่อยออกมาเต็มที่หรอก เช่น กระทบอันนี้แล้วเกิดความโกรธก็จะแสดงความโกรธออกมาเต็มที่ก็ไม่ใช่หรอกจะต้องกดคอมไว้บ้าง

ราคะก็ตามเมื่อเกิดกิเลสตัวนี้จะแสดงออกมาหมดก็ไม่ใช่ มันจะต้องกดไว้ เป็นธรรมชาติ ยิ่งเรียนรู้ว่าตัวเองเกิดกิเลสแล้ว ก็ต้องเรียนรู้ว่าราคะโทสะไม่ใช่ของจริงหรอก มันเป็นของคนโง่ เอ็งไม่ใช่ตัวจริงเอ็งไม่มีตัวตนอย่ามาหลอกข้าพระพุทธเจ้าบอกว่าอย่ามาหลอกเราเลย พระพุทธเจ้าตัดเรือนยอดของเอ็งได้หมดแล้ว พังทลายเรือนของเอ็งได้แล้ว อย่ามาทำเป็นแสดงออกมาเลย เอ็งไม่มีเรือนจะอยู่แล้ว

จะต้องมีสติรู้เท่าทันกิเลสราคะโทสะพิจารณาให้มันเป็นไตรลักษณ์ มันไม่ใช่ตัวจริงมันไม่เที่ยงหรอกมันมาแค่ตอนนี้แหละ เดี๋ยวมันก็ไปเดี๋ยวมันก็มีตัวใหม่มา เอกภพใหม่มีตัวใหม่มาตัวเก่าก็ผ่านไป ตัวใหม่มาแล้วก็ผ่านไปอีกเรื่อยๆ คนโง่ก็เจอมันตลอดเวลาแหละ คนฉลาดก็เจอตลอดเวลาเหมือนกันแล้วก็อย่าไปยึดมั่นถือมั่นมัน เห็นมันมีอาการอย่างนี้อย่าให้มันมีอาการ อย่าให้มันมีอำนาจในการที่ทำให้เราเกิดอาการจะต้องเอาต้องผลักต้องดูด ต้องไปกระทบสัมผัสกับคนอื่น ก็ให้เรียนรู้อย่าให้มันมีอาการเหล่านั้นให้ได้ ถ้าเราทำได้ก็จบ ทำยังไม่ได้ก็ต้องฝึกหัด ว่า อย่าให้มันมีอาการผลักหรือดูดในจิต จุดสำคัญก็อยู่ที่ตรงนั้น เพราะฉะนั้นจะเกิดความผลักและดูดนี่แหละให้เราเรียนรู้ความรักและความดูด ให้อยู่แต่กลางๆ เป็นแต่เพียงว่าเราสัมผัสแล้ว อันนี้เป็นสุจริตธรรมนะ สัมผัสแล้วน่าได้น่ามีแล้วเรามีสิทธิ์ไหมถ้าเรามีสิทธิ์ก็เอามาได้ตามควร อย่าไปตะกละตะกรามอย่าไปโลภมาก

ถ้าเราอยู่ร่วมด้วยเราก็สร้างในสิ่งนี้ที่เราต้องกินใช้ต้องอาศัยเราก็ร่วมสร้าง ถ้าเราไม่สร้างเราก็ไปกินไปอาศัยสิ่งที่คนอื่นเขาสร้างเราก็เป็นหนี้ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องร่วมสร้างขึ้นมามันจึงจะไม่เป็นหนี้ แม้เราไม่ได้ไปสร้างโดยตรงโดยสร้างทางอ้อมก็สร้าง สร้างพืชพันธุ์ธัญญาหาร เอามากิน พอกินพอใช้แต่เรามีงานอื่นอีกเราก็ไปแบ่งมาทำ อันไหนควรทำตามหน้าที่ ที่เราจะใช้อาศัยในสังคมนี้ ก็ไม่ใช่อยู่แต่หน้าที่เดียว ทุกคนจะปลูกแต่ข้าวปลูกแต่พืชผักก็ไม่ใช่ มันต้องมีงานอื่นบ้างที่ต้องอาศัย ต้องแบ่งกันกินกันใช้

สังคมชาวอโศกเข้าใจสาระเหล่านี้ กำลังงานที่จะต้องไปเต้นไปดีดเอาชนะทางการกีฬาการละเล่นการแสดง อะไรต่างๆนานาที่โลกเขาหลงใหลกัน เราก็รู้แล้วว่าอย่างนั้นมันไม่มีสาระอะไร เราไม่ต้องมีก็ได้ เพราะฉะนั้นคนที่มาอยู่ในโลกนี้จะมี คนที่มีบารมีมาก เรื่องอบายมุขเรื่องการเต้นๆรำๆขัดแย้งแข่งขันแย่งชิงกันตามโลกนั้น จะเห็นได้ว่าพวกเราไม่ค่อยมี จึงเป็นสังคมที่สงบสบาย ยิ่งทุกวันนี้ยิ่งเข้าใจธรรมะที่อาตมาพาทำ ยิ่งจะสงบสร้างสรรอุดมสมบูรณ์มีอยู่มีกินเบิกบานสำราญใจ

เพราะฉะนั้นเด็กๆหรือผู้ใหญ่เข้ามาในยุคนี้จึงจะเห็นว่าเป็นสังคมที่อุดมสมบูรณ์ สังคมอโศกสะดวกง่ายสบายดี เป็นแต่เพียงว่าเข้ามาในนี้เราเห็นเขาทำงานอย่าไปเกะกะกวนเขาก็จะโดนดีดออกเท่านั้นเอง แต่ถ้าเราทำกับเขาไป อยู่ด้วยมาด้วยทำด้วยก็จะมีกินมีใช้อยู่ร่วมกัน ทุกคนต่างช่วยกันทำก็จะแบ่งเบาแรงกันไม่หนักหนา จึงเป็นสังคมที่สูงสุดในการพัฒนาให้มีเศรษฐกิจที่ดีที่สุด ระบบสังคมก็ดีที่สุด แม้ที่สุดการเมืองก็ดีที่สุด ผู้บริหารประเทศทั้งหลายโปรดมามองดูชาวอโศก เป็นตัวอย่างอันมีทั้งเศรษฐกิจที่ดีที่สุด สังคมที่ดีที่สุดการเมืองที่ดีที่สุด ขอยืนยัน ไม่เชื่อก็แล้วแต่

_กฐิน..พ่อท่านพูดศีล ข้อที่ 1 ร้ายแรงกว่าศีลข้อที่ 2 แต่การเมืองในประเทศไทยทุกวันนี้ศีลข้อที่ 2 ทำให้เกิดศีลข้อที่ 1 ผิด ถ้ามีการฉ้อราษฎร์บังหลวงเช่นเรื่องน้ำมันไม่รู้กี่ยุคสมัยเราไม่สามารถทำให้น้ำมันในประเทศไทยราคาถูกได้ การเมืองไทยจึงกลับไปกลับมา

นักการเมืองยังจะต้องผิดศีลข้อที่ 2 อยู่เรื่อยๆ ลองมองนักการเมืองในประเทศไทย ก็เลยจะไปเลือกพระป่าดีกว่าเข้าป่าดีกว่า

พ่อครูว่า…ชาวอโศกเราไม่เคยหนีไม่เคยใจดำ พวกที่หนีไปนั้นเป็นพวกที่ใจดำเป็นพวกเหยาะแหยะอ่อนแอ

_กฐินว่า…ตถตา เป็นภาษาที่ยังไม่มีธรรมะ 2 ใช่ไหม

พ่อครูว่า..เป็นภาษาเห็นแก่ตัวชนิดหนึ่ง เอาภาษามากันตัวเองเท่านั้น

_กฐินว่า..เมื่อเกิดความไม่ชอบ แต่ว่าบุญคือการชำระกิเลสเราต้องอาศัยบุญ ถ้าอรหันต์ไม่ต้องใช้แล้ว แต่เราไม่สามารถเอาบุญมาชำระได้ทัน เราก็จะเกิดจิตพยาบาทอาฆาต ที่จะเป็นอุปกิเลส 16 เยอะแยะมากมาย ..ทำไงคะ

พ่อครู…ก็โง่ รู้อยู่แล้วว่ามันไม่ดีก็ต้องกันมัน อย่าให้อาการนั้นมันเกิดในจิตเรา เราก็ต้องฝึกอย่างนี้แหละ ให้มีปัญญาว่าเกิดกิเลสอย่างนี้มันไม่ดีมันโง่ พลังงานของปัญญาจะมีฤทธิ์อำนาจ เพราะฉะนั้นพลังงานของปัญญามีพลังงานมากถึงขีด กิเลสพวกนี้เกิดมันก็ดีดออกไปหมด คุณก็สร้างปัญญาที่รู้ความจริงเหล่านี้ให้หมด ความจริงที่ว่าโง่ตายซัก จะทำทำไมเรื่องโง่ๆอย่างนี้เมื่อไม่ทำแล้วก็จบแล้วนี่ แม้แต่คิดคุณก็ไม่คิด ก็ดีดมันออกจากความคิดมันก็ไม่เกิดความคิด

_อาจารย์กฤษฎาว่า…แม้ไม่เท่าทันแต่อย่างน้อยก็ได้รู้ร่องรอยการเกิดกิเลส

พ่อครูว่า…อย่างน้อยได้รู้ มาอีกคราวหน้าแล้วก็ (วจีสังขารว่า…มึง) เอ๋ยข้ารู้ทันแกแล้ว

_กฐินว่า…ฆราวาสกับนักบวชเป็นอรหันต์ได้เหมือนกัน ยกตัวอย่างหลวงพ่อกุสโล ฆราวาส จะถือสาท่านมาก คือ ท่านกุสโลไม่สะสม ไม่มีเงินเลย ความเป็นญาติก็ตัดญาติขาดมิตรได้ เป็นอนาคามีได้ แต่อารมณ์บารมีที่ท่านสะสมมามันไหว การตัดต้นไม้เป็นเรื่องของวินัย ฆราวาสไม่มีไว้ในครอบครองจึงไม่ได้ไปจับ แต่ท่านมีวินัย แต่ฆราวาสก็สะสมเงิน กฐินว่า…หากเอาวินัยไปจับ แต่ท่านไม่มีเงินได้นะ อย่าไปเพ่งโทสท่านกันเลย

_สีดิน…ประวัติศาสตร์เมื่อเริ่มก่อตั้งชุมชน…ดูจากในวีดีโอเห็นแสงอรุณเต็มปฐมอโศก ดิฉันก็มาไม่ทัน มาทีหลัง ภาพในประวัติศาสตร์จะมี พ่อครู คุณลุงจำลอง คุณธำรงค์ พาแบ่งเขตบ้าน มีคุณไม้ร่ม ที่สร้างบ้านไม่เหมือนใครเลย ดิฉันรู้สึกว่าเป็นภาพที่อบอุ่นมาก เป็นภาพที่มีค่าทางประวัติศาสตร์มาก รู้สึกทึ่งในชื่อชุมชนที่พ่อครูตั้งชื่อเป็นคุ้มต่างๆ พ่อครูมีความรู้มาตั้งชื่อได้อย่างไรทั้งที่ไม่มีใบปริญญาทางอักษรศาสตร์ รู้สึกทึ่งพ่อครูมาก จะถามว่า ภาษาสวรรค์ 7 ชั้นในชุมชนนั้นพ่อครูคิดค้นมาจากไหน แล้วความหมายของภาษาเหล่านั้นช่วยอธิบาย

พ่อครูว่า…อาตมาจะต้องไปแปลชื่อภาษา แต่อธิบายเนื้อดีกว่านะ

สวรรค์คือภพชาติของคนโง่ มีสวรรค์อยู่ก็คือคนโง่ทั้งนั้น มีสวรรค์ก็เกิดนรกมีนรกก็เกิดสวรรค์มันเป็นธรรมะ 2 เป็นธรรมะคู่ มันไม่มีวันจบ คนหมดสวรรค์นรกก็คือคนที่ไม่มีธรรมะ 2 เป็นธรรมะ 1 ธรรมะ 0 ก็จบได้ การตั้งชื่อก็เพื่อให้กำหนดรู้ว่าเขตนี้เขตนันทวัน เขตนี้เป็นเขตยามาเขตนี้เป็นเขตดุสิต เขตนี้ปรนิมมิตวสวัตตี เขตนี้นิมมานรดี ก็ตั้งไว้เท่านั้นเองเพื่อกำหนดเหมือนชื่อบุคคลที่เราตั้ง ให้กำหนดรู้แม้แต่ชื่อรถยนต์ก็ตั้งชื่อ จะได้รู้ว่าเป็นคันนั้นคันนี้ ชื่อนี้ที่เป็นสถานที่ก็จะได้รู้ว่าเป็นสถานที่ใด ไม่ได้ไปกำหนดให้ถึงขั้นที่จะทำไมต้องเอาสวรรค์นันทวันทำไมต้องเอาสวรรค์ดุสิต ที่จริงก็มีชื่อนันทวรรณเป็นชื่อที่ 7 เดิมก็จะมีแค่ 6 สวรรค์ จาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตสวัสดี แล้วก็มีนันทวัน เป็นอันที่เจ็ดเท่านั้นเองแก้ปัญหาตั้งชื่อเท่านั้นไม่ดีมีความลึกอะไร

อาตมาสรุปไปแล้ว สวรรค์นรกคือภาวะของคนโง่ที่ไปหลงว่ามีความสุขมีความทุกข์ ความสุขความทุกข์เป็นอาการของคนโง่ ถ้าหากเข้าใจภาษาที่อาตมาพูดอย่างลัดคัดสั้น

ถ้าเข้าใจอย่างนี้แล้วก็สามารถจบได้เลยเราอยู่อย่างที่เป็น 0 หรือเป็น 1 ไม่เป็น 2 แล้ว 1ก็เป็นสภาวะที่เป็นอย่างนั้น อาศัยหรือมี 1 คือ ชีวิตยังอยู่ยังไม่ตายก็ต้องมีอาศัย เราก็อาศัยอย่าไปเรื่องมากให้มีสอง มี 2 มันก็เกิดสงคราม เกิดความบวกความลบเกิดความดูดความรัก เป็นอย่างโน้นอย่างนี้อีก ก็ใช้แค่อาศัยจะกินจะใช้อย่างไรก็เป็นหนึ่งไม่ไปทะเลาะอะไรกับใครไม่เป็นศัตรูอะไรกับใคร ไม่มีเรื่องราวอะไรมากมาย

การปฏิบัติดังนี้ปฏิบัติง่ายๆชีวิตก็สงบ เข้าใจทำได้ก็สงบ

_สีดินว่า…พ่อครูรู้สึกเหนื่อยไหมกับการที่ถูกเถรสมาคมฟ้องร้องตอนนั้น

พ่อครูว่า..เหนื่อย อาตมาพาทำดี แต่เถรสมาคมโง่ ไม่รู้ว่าทำดีก็เลยมาต่อต้าน ตอนนี้เขาเห็นแล้วว่าทำชั่วแต่มาไม่ได้ก็เลยเพลาลง แต่ตอนก่อนกลัวอาตมาจะไปแย่งลาภยศสรรเสริญอะไรกับเขา เขาก็เลยต่อต้าน ตอนนี้เขาก็รู้แล้วเขาก็เลยค่อยยังชั่วแต่ก็ยังชั่วอยู่ดีก็เลยไม่มากวนอะไรมากมาย

_สีดินว่า..พ่อครูมั่นใจว่า เถรสมาคมไม่ทำอะไรแล้ว

พ่อครูว่า…แต่ก่อนประชาชนไม่รู้ทันก็เลยเชื่อเถรสมาคม แต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่าเถรสมาคมคือพวกที่ยังต้องจัดการกับเงินทอนวัดเต็มไปหมด เขาก็รู้ทันแล้ว เขาก็รู้ว่าชาวอโศกไม่ใช่อย่างนั้น เขาแบ่งแยกออกได้แล้ว เถรสมาคมจะมาครอบงำความคิดประชาชนอย่างทุกวันนี้ไม่สำเร็จหรอก

_สีดินว่า…พูดถึงชุมชนแรกจากตอนนั้นถึงตอนนี้พ่อครูรู้สึกว่าหายเหนื่อยหรือไม่

พ่อครูว่า…ก็เพลาลง เวลาทำงานได้ทำงานเป็นเรียกว่าปลดเกษียณได้แล้ว ไม่ต้องทำอะไรมากมายทุกวันนี้ไม่ได้ประชุม ให้คนอื่นทำแทนอาตมาก็สบายพักผ่อนนอนหลับได้

_สีดินว่า..จะไปโหวตโนจะได้ไหม

พ่อครูว่า..จะไปทำทำไม?

_นะโมว่า …วิปัสสนากับสมถะแยกกันอย่างไร วิปัสสนาเขาบอกว่าคือการทำใจในใจ ตั้งแต่คิดว่าด้วยวิธีคิด วิธีเอาคำพูดคำนั้นคำนี้มา แต่เมื่อผ่านไปจริงๆ เราก็พอทำใจได้ก็หายโกรธ แต่อีกสักพักมันก็ยังโกรธอยู่ไม่ได้หายไป มันแค่เหมือนเอามาบังตาเราเฉย

พ่อครูว่า…เพียงรู้เห็นอาการโกรธของเรา เราก็พยายามลด อย่างน้อยเห็นอาการโกรธแล้วก็กดข่มไว้บ้าง ก็ได้ทำ เราจึงต้องใช้วิปัสสนา กดข่มเป็นธรรมดาธรรมชาติ สมถะก็ทำอยู่แล้ว เราก็มาเรียนรู้พิจารณาในความเป็นไตรลักษณ์ว่าอาการอย่างนี้เป็นอาการที่เกิดขึ้นชั่วคราวตามธรรมชาติ ตามความโง่ของเรา จริงๆแล้วมันเกิดเป็นอาการผลักหรือดูดอย่างไรก็ตาม มันเป็นของไม่เที่ยงมันเป็นของที่มาหาเรื่อง จริงๆแล้วมันไม่ใช่เรื่องที่จะมีตัวตนเป็นอนัตตา นี่คือลักษณะของไตรลักษณ์

มันมีมาหาเรื่องก็เลยก่อให้เกิดจากเหตุปัจจัยมีกรรมวิบากเฉยๆ เพราะฉะนั้นต้องพิจารณาว่ารู้ความจริงตามความเป็นจริง ไอ้นี่เกิดเรื่องขึ้นมาเราสัมผัสแล้ว เรื่องราวนี้เป็นอย่างนี้ มีเหตุอย่างนี้มีปัจจัยอย่างนี้ เราก็ดูเหตุปัจจัยที่มันปรุงแต่งเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาก็แค่นั้น จิตใจเราอย่าไปผลักหรือดูดอะไร ทุกอย่างต้องเกิดตามเหตุปัจจัย 2 คนมันก็มีการเกี่ยวข้องสัมผัสกันเขาก็ทะเลาะกัน เหตุปัจจัยของเขาเราก็ดูไป หรือแม้แต่เขามาเกี่ยวข้องกับเราแล้วเขามาโวยวายกับเรา เราก็รู้ว่าคนนี้ช่างโวยวาย  คนนี้มา 1ดูดเรา 2 มาผลักเรา เราก็รู้เขาว่าดูดอะไรของเรา ดูดมาทำไมเห็นว่าดีก็เอาตามเราเถอะอย่าไปดูดอะไร เห็นว่าไม่ดีก็ไม่ต้องเอา ไม่ต้องมาผลักอะไรเรา ถ้าเราไม่ดีบอกเราบ้างแล้วก็ขอบคุณ จะได้รู้ว่าอันนี้ไม่ดีเราจะได้เลิกทำ ถ้าไม่บอกก็แล้วไป ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ คุณจะชั่วก็ช่างคุณ คุณจะอย่างไรก็ช่างคุณก็แล้วแต่ก็มีเยอะไป ก็เป็นธรรมดาธรรมชาติ

ก็เรียนรู้การเกี่ยวข้องสัมผัสสัมพันธ์กันนี่แหละ แล้วเราก็เอามาปฏิบัติ ให้เป็นประโยชน์ อะไรปฏิบัติเกิดประโยชน์ได้ก็ทํา ก็เป็นประโยชน์อยู่เท่านั้นเอง

_ปางดิน..ปฐมอโศก ดิฉันไปที่ร้านค้า มีคนบอกว่าอโศกค้าขายแบบเอาลาภแลกลาภ เป็นจริงไหม แล้วการเอาลาภแลกลาภกับไม่เอา เป็นอยางไร

พ่อครูว่า…มิจฉาอาชีวะ 5

  1. การโกง ทุจริต คอร์รัปชั่น (กุหนา)  มีในงานการเมือง

  2. การล่อลวง หลอกลวง (ลปนา) ในนักธุรกิจ-การเมือง ทุจริต

  3. การตลบตะแลง (เนมิตตกตา)  ยังเสี่ยง-ยังไม่แน่แท้ ปฏิบัติศีลสมาธิไปตามลำดับและก็จะเจริญแต่ก็ยังมอบตนในทางที่ผิด

  4. การยอมมอบตนในทางผิด  อยู่คณะผิด (นิปเปสิกตา)

  5. การเอาลาภแลกลาภ (ลาเภนะ  ลาภัง นิชิคิงสนตา)

(พตปฎ. เล่ม 14   ข้อ 275 มหาจัตตารีสกสูตร)

ทุกวันนี้ชาวอโศกทำ ไม่ได้เอาลาภแลกลาภ  เอาเข้าส่วนกลางหมด พวกเราชาวอโศกไม่มี กุหนา ลปนา เมมิตกาตา ก็ปฏิบัติไปตามลำดับมีศีลสมาธิปัญญาวิมุติไปตามลำดับได้แล้วก็ไม่ไปไหนเรียกว่าปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าเป็นสัมมาชีพอยู่กับหมู่กลุ่มนี้ ทำได้แล้วก็ยังไปทำอยู่กับคนข้างนอกที่ยังมีการโกงกินทุจริต ไปมอบไปในทางที่ผิดอย่างนั้นก็ยังไม่เป็นสัมมาอาชีพมันเป็นมิจฉาชีพ ใครปฏิบัติตนเองได้ดีงามแล้วให้อยู่กับหมู่กลุ่มอย่าไปไหน ไปก็จะถูกอำนาจของโลกบีบบังคับให้เราทำชั่วไปด้วย อยู่ในนี้มีแต่สิ่งที่ดีงามมีความบริสุทธิ์แล้ว ก็ทำงานอย่างไม่เอาลาภแลกลาภ

สังคมชาวอโศกพ้นมิจฉาชีพทั้ง 5 ได้ สัมมากัมมันตะ ไม่ฆ่าสัตว์ไม่ลักทรัพย์มีการสังวรในกาม เราก็ทำกันอยู่แล้ว ไม่ฆ่าสัตว์ไม่ลักทรัพย์สังวรในกามเราก็ทำ ไม่โกหก ไม่พูดหยาบ ชาวอโศกไม่พูดหยาบ พูดเพราะจะตาย

_ทิวเมฆ…กรณีคุณปางดินพูด เขาหมายถึงว่า พวกเรา ยังผลิตสิ่งของแล้วซื้อสิ่งของมาขายแล้วได้เงินกลับคืนมา ปางดินเขาว่า พวกเราเป็นลาภแลกลาภไหม?

พ่อครูว่า..ไม่ใช่ เราเอาเข้ากองกลางเราไม่ได้เอาเข้าตัวเองที่ไหน กองกลางนั้นบริหารส่วนรวมไม่ใช่บริหารด้วยส่วนตัว เป็นเศรษฐศาสตร์สูงสุดเลยเป็นสาธารณโภคี แล้วไม่มีวิธีการใดที่ดีกว่านี้อีกแล้วของพระพุทธเจ้าสุดยอดแล้ว ไม่ได้เอาเข้าตัว คนไม่ได้แบ่งเอาทรัพย์สินไป

_อาจารย์กฤษฎาว่า…ผลที่ได้ระบุไม่ได้ว่า เป็นของตัวคนใดคนหนึ่ง ก็เป็นสาธารณโภคี ก็จะไม่เป็นผลประโยชน์แก่คนใดคนหนึ่ง

พ่อครูว่า…เราเองปฏิบัติตามลำดับตามขั้นตอนตามฐานะอันควร อย่างชัดเจนทุกอย่างแล้ว สภาพไม่เอา ลาภแลกลาภ  สัมมากัมมันตะ ก็ไม่มี วาจา 4 ก็ไม่ทำมิจฉา ส่วน สัมมาสังกัปปะเป็นตัวรับกิเลสโดยตรง ตักกะ วิตักกะ เป็นฐานปฏิบัติธรรมอยู่แล้ว ชาอโศกปฏิบัติธรรมอย่างครบพร้อมในสัปปายะ 4 เถรสมาคมไม่เข้าใจแล้วทำไม่ได้ ก็เลยทำอย่างโลกๆแม้แต่พระก็ท่องคาถาสวดมนต์ทำอย่างไม่ได้เข้าถึงแก่นศาสนาว่าจะต้องเป็นคนโลกุตระอะไร ได้แค่นั้นก็เอาเถอะก็ทำไป เรารับหมดไม่ไหว หากคนทั้งประเทศมาหมดก็รับไม่ไหว ตายแน่ๆเข้ามารวนเรกันคนละฐานะ วุ่นวายเลย เขาก็เป็นส่วนแบ่งที่เอาไปควบคุมดูแลไปตามขั้นตอน ผู้ที่เข้ามาถึงนี้ได้จะเป็นประโยชน์เหมาะสมกับหมู่กลุ่มทุกอย่างนี้ลงตัวหมดแล้วแสนสบายไม่มีปัญหา

_อาจารย์กฤษฎาว่า…การตัดสินใจก็ขึ้นอยู่กับกลุ่มตามกลไกของหมู่กลุ่ม

พ่อครูว่า..ตามคำสอนพุทธเจ้าเลยเป็นขั้นเป็นตอน

_น้ำดิน..อยู่ฐาน เกี่ยวกับ ความแก่ความเจ็บความตาย ตนเองจะเห็นสภาพที่เป็นต่อหน้าต่อตาหลายราย ตอนนี้ 13 รายผ่านไปแล้ว ที่บ้านอารมณ์ดี ทุกครั้งที่เห็นคนอื่นเสียชีวิตตนเองก็จะรู้สึกตื่นเต้น รายสุดท้าย ป้าเกียว ตายบนโต๊ะอาหารเลย ตอนดึกๆก็คิดว่าแกจะมาหาเราไหม พ่อท่านว่าผีไม่มีในโลกเราก็บอกตัวเองอย่างนี้ไม่มาหาเราหรอกคนละภพภูมิแล้ว

สภาพของคนสูงอายุที่แก่และเจ็บบางคนก็รอเข้าโลง เมื่อมาถึงตัวเองบ้างไม่คิดไม่ฝันว่าจะเจอ ไม่นานมานี้ก็หกล้ม หัวไหล่หลุด 2 ครั้ง เจ็บปวดทรมานมากโดยเฉพาะครั้งที่ 2 นี้ ไปที่ห้องฉุกเฉิน ดิฉันว่าบอกว่าหมอหนูปวดมากเลย ช่วยหนูด้วย ก็เลยท่องนะโมอิติปิโสก็ยังไม่หายปวด ก็เลยบอกว่าพ่อท่านช่วยลูกด้วย ลูกยังไม่อยาก พอคิดได้แป๊บเดียว เจ้าหน้าที่ก็พาไปให้หมอจัดกระดูกให้ ก็เลยนึกว่าอภินิหารมีจริง

เรายังไม่อยากเป็นอะไรตอนนี้เพราะว่าพ่อยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ถ้าตัวเองเป็นอะไรที่หนักหนาสาหัส มีความรู้สึกว่า ยังมีคนที่อยู่กับเราอีกหลายชีวิต เมื่อวานก็มีมาเพิ่มอีกหนึ่งชีวิตคุณยายทองอยู่ศูนย์เจาะวิจัย และก็ติดต่อมาอีกราย

มันดีอย่างนี้คือ คนที่ยังแข็งแรงกว่าก็มาช่วยเราดูแล มาช่วยกัน ก็จะโทรเรียกกันมาช่วย มีความรู้สึกว่าตอนอยู่ในห้อง ICU เรามีความรู้สึกว่า ลึกๆเรากลัวที่จะพิการ เมื่อเขาดึงไหล่ให้เข้าแล้วแขนมันชาไป 1 ซีก แขนอ่อนแรงไป ตอนนี้รีบหาหมอใหญ่เลย หมอที่ช่วยให้ดิฉันหายแขนชาแล้วไหลเข้าที่ ไปเอ๊กซเรย์เจอว่า ไขข้อไม่มีน้ำมัน เขาก็ฉีดน้ำมันไขข้อให้ .. ที่จะถามคือ เมื่อถึงตัวเอง ก็นึกถึงว่าตัวเองไม่อยากจะเป็นอยากจะยังช่วยเหลือคนอื่นต่อไป

พ่อครูว่า…ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ต้องให้ผู้อื่นช่วยอยู่แล้ว ช่วยไม่ได้ก็พิการ ช่วยไม่ได้ก็ตาย ก็เป็นไปตามวิบากของแต่ละคนเป็นธรรมดาธรรมชาติไม่ต้องไปคิดมากหรอก

แล้วมันไม่มีก็ไม่มาสำหรับวิบาก เป็นสัจจะไม่มีใครโกงได้หรอก มาเราก็ต้องรับ คุณไม่รับก็ไม่ได้ กรรมเป็นของๆตน กัมมทายาโท คนต้องรับมรดกกรรมของคุณ พระพุทธเจ้าตรัสคำไหนมันจริงทั้งนั้นตายตัว ไม่ต้องไปทำอะไรหรอก วางใจ มาแล้วหรือ วิบากมาก็มา ก็รับไป หายแล้วก็ดี เราจะได้ทำสิ่งดีต่อไป ตราบใดที่เรายังไม่ปรินิพพานเราก็ยังต้องวนเวียนในวิบากพวกนี้ มันไม่เหมือนศาสนาเทวนิยมที่ตายไปแล้วอยู่กับพระเจ้า แต่ชีวิตเราจะต้องพัฒนาให้เกิดวิบากที่ดีขึ้นไปให้เกิดชาติต่อไปให้ดีขึ้น เขาไม่มีการศึกษาเหล่านี้เขาไม่มีการพัฒนาก็จะจมอยู่อย่างนั้น ตายไปอยู่กับพระเจ้าอยู่แค่นั้น สั้นๆไม่รู้กรรมวิบากอะไรเลย น่าสงสารศาสนาเทวนิยมมันสั้น มันไม่มีอะไรมันตื้นน่าสงสาร แล้วก็ปล่อยไปตามพระเจ้าจะสั่งหรือไม่สั่ง มันเหมือนคนสิ้นท่า รอแต่กับอะไรไม่รู้ที่เขาจะสั่งให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็อ้อนวอนขอให้สั่งให้ดีขอให้มาดีๆให้พระเจ้าทำให้ มีอยู่นิดเดียวคือรู้ว่าดีคืออะไรแล้วสังวรทำแต่ดี ก็จมอยู่กับความดีและความชั่ววนเวียนอยู่ไปนาน ไม่มีทางออก

ของชาวพุทธนอกจากจะกดข่มแล้วยังรู้จักวิปัสสนารู้อาการของจิต วิจัยอาการจิตได้ว่าจิตใจตัวโง่ตัวนี้อย่าไปทำ มันมีความชัดเจนรายละเอียดของอาการจิตทั้งบทบาทอาการต่างๆของจิตวิญญาณที่มันทำ

ศาสนาพุทธมีความละเอียดลออจึงเป็นประโยชน์มากที่สุดแต่คนก็รู้ยากคนเข้าใจไม่ได้ เพราะว่าโลกุตระนั้นรู้ได้ยากเขาก็เลยยอมจมอยู่อย่างนั้นอยู่กับความทุกข์ความสุข ทำไงได้ คนที่รู้ฉลาดก็ต้องมีน้อยกว่า

_กอบกูล..ก่อนตาย จะทำใจอย่างไร มีมโนปวิจาร 18 มีอุเบกขา เราพยายามทำจิตอุเบกขาเป็นฐานใช่ไหม

พ่อครูว่า..กดข่มก็อุเบกขาแต่ต้องลดด้วยปัญญา ทำให้กิเลสหมดวางเฉยได้ด้วยปัญญา รู้ความจริงตามความเป็นจริง เมื่อทำได้คุณก็ไม่ให้กิเลสมันเพิ่ม กิเลสมันลดลงได้ ปัญญามันก็จะรู้ว่ากิเลสไม่เพิ่ม ปัญญามันรู้ว่ากิเลสไม่ควรจะให้มันเกิดโดยอัตโนมัติจะมีปฏิภาณปัญญาเฉลียวฉลาด ก็จะช่วยให้เราลดลงๆๆ ปฏิบัติให้ถูกอย่างที่อาตมาพูดนี้มีแต่กิเลสลดลงเรื่อยๆ

_ยายแมว…มีครั้งหนึ่ง ดิฉันฟังพ่อท่านแล้ว บางตอนก็เข้าใจบางตอนก็ไม่เข้าใจ เคยถามท่านแก่นผาว่า..ฟังพ่อท่านเข้าใจไหม..ท่านก็ว่า ฟังดี

ถามว่า กามนิต นอนคุยกับพระพุทธเจ้าทั้งคืน แต่กามนิตก็ไม่เข้าใจว่า นั่นคือพระพุทธเจ้า กามนิตไม่มีสภาวะมาก่อนในชาติก่อนหรืออย่างไร

พ่อครูว่า…แม้อาตมาไม่ใช่พระพุทธเจ้าแต่ก็เอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาประกาศมาพูด อย่าไปอยากจะได้มากกว่านี้ มันจะได้ไปเรื่อย

_ปะฝนฟ้า..เท่าที่อยู่ในอโศกมารู้สึกว่าตัวเองฉลาดมากกว่าเก่าๆ ได้พัฒนาปัญญา อยากถามว่าเด็กของเราจบม.6  คนที่อยู่กับสังคมอโศกไปแล้วก็ศึกษาวิชาทำอยู่ทำกิน แล้วช่วยเหลือตัวเองได้ แม้ว่าจะออกไปอยู่กับสังคมภายนอกเขาก็สามารถจะประกอบอาชีพได้ กับอีกพวกหนึ่งตั้งหน้าตั้งตาเข้ามหาวิทยาลัย แต่ไม่รู้ว่าจะไปประกอบอาชีพอะไร สองนัยนี้ การศึกษาควรเป็นอย่างไร

พ่อครูว่า…เขาว่าอย่างนั้น ผู้ที่เรียนมหาวิทยาลัยเขาเรียนเพื่อจบแล้วจะได้ไม่มีงานทำ แล้ว แต่เรียนแล้วก็ตกงาน แต่ที่นี่เรียนแล้วก็รู้ว่าเราควรทำงานอย่างนี้อย่างนี้อย่างที่อาตมาพาทำ คือเป็นพวกที่รักษาตัวรอด พวกที่เรียนแล้วก็ไม่รู้จะไปทำอะไร เรียนจบมาแล้วก็ตกงานก็จริงเต็มไปหมด เตะฝุ่น บางคนปริญญาเอกปริญญาโทแบกกันว่ากูใหญ่กูใหญ่ หางานทำที่เหมาะสมกับตัวเองก็ไม่ได้

ที่ถามนี้ มันเข้ากับยุคสมัยจริงๆเขาไม่รู้ คนที่รู้อย่างพวกอโศกก็ได้ คนที่รู้ก็มาเอาคนที่ไม่รู้เขาก็ไป ไปบังคับกันได้อย่างไร

_ปะฝนฟ้า..แทนที่จะเรียนมหาวิทยาลัยต้องลงทุนสูงจบมาแล้วต้องหาอาชีพทำ แต่ถ้าอยู่กับสังคมพวกเราก็ได้อาชีพได้ฝึกความชำนาญ ได้ฝึกฝีมือตัวเอง ในนี้มีหลายศาสตร์

พ่อครูว่า..อันนี้จริงที่สุดตอนนี้อโศกและสมบูรณ์ใครจะมาเรียนที่นี่ก็มาเรียน จะมาเรียนปริญญาตรีปริญญาโทปริญญาเอกก็ที่นี่มีทุนให้ด้วย เป็นการเรียนที่ฟรีทุกอย่าง เป็นทุนในระดับ แต่คนไม่ค่อยอยู่กับคนโง่ คุณว่าในโลกนี้มีคนโง่มากหรือคนฉลาดมากกว่า คนโง่ก็มีมากกว่าก็ต้องออกไป คนฉลาดก็อยู่ ไปบังคับกันไม่ได้เป็นธรรมดาธรรมชาติ

คนจบม.6 แล้วก็เรียนต่อที่นี่ได้ ทำงานก็ทำได้ที่กินที่อยู่ก็มี จะต่อปริญญาก็ส่งให้ได้อีกแล้วก็ไม่เอาเองจะไปบังคับกันได้อย่างไรความโง่ของคน คนฉลาดก็ทำ เด็กๆฟังให้ดีจะรู้สึกหรือไม่ก็ไม่รู้ ถ้ารู้ก็เอาเลยสิ จะเรียนอยู่ที่นี่กินอยู่หลับนอน เป็นแต่เพียงว่าที่นี่มีการขัดเกลา อยู่ที่นี่ต้องปฏิบัติธรรมพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น ก็มันจะดีแล้วทำไมไม่เอา มันจะโง่ซ้อนความโง่ทำไม อยู่ที่นี่เขาจะช่วยขัดเกลาให้ ให้ดีขึ้น ดีด้วยนะ สบายดีขึ้นเจริญขึ้นด้วยทั้งโลกียะโลกุตระพร้อมอยู่ในนี้ แต่ไม่เอา เพราะฉะนั้นเด็กก็ตามคือเด็กที่มันโง่  2 พ่อแม่ก็โง่ด้วยให้เด็กออกไป ทั้งที่ให้เด็กอยู่ที่นี่เด็กมันไม่อยู่ก็อีกเรื่อง หากเด็กมันอยากอยู่แล้วเอามันออกไป พ่อแม่เอ๋ย ไม่รู้จะทำอย่างไรโง่ซ้อนความโง่

ถ้าเด็ก ก็ยังอยากจะอยู่พ่อแม่ก็เห็นดีด้วยก็อยู่สิ อยู่ที่นี่ต้อนรับด้วย อย่ามาเกเรก็แล้วกัน มาตรฐานก็ไม่ได้สูงนะ ไม่กินเนื้อสัตว์มีศีล 5 ไม่มีอบายมุขก็อยู่ไปสิ คุณเจริญได้ด้วย มาเป็นพลเมืองของที่นี่ก็ยินดีต้อนรับ จะอยู่เท่าไหร่ อยากได้พลเมืองที่นี่สัก 1000

_ปะฝนฟ้า…อยากเรียนถามว่า..หากเราทำเพื่อสนองอัตตาก็จะอึดอัด เราก็ต้องวางเท่าที่ได้

พ่อครูว่า…อยากให้ได้ดังใจเรา เมื่อเราไม่ได้ก็รู้สึกอึดอัด จะไปอยากให้ได้ดั่งใจทำไมเขาก็ทำของเขาไป เราก็ทำของเรา เราอยากได้ทำเป็นเจตนาดี แต่เขาไม่ทำตามใจเราจะทำอย่างไรได้ เขาก็ทำตามของเขาเท่าที่ได้ จะช่วยเขาได้ก็ช่วยสิ หากว่าเราเก่ง

_ปะฝนฟ้า..เกิดมาเพื่อสำรอกวิบาก กับ เกิดมาเพื่อใช้กรรมต่างกันอย่างไร

พ่อครูว่า…วิบากปัจจุบัน ที่เป็นผลแล้วจะสำรอกไม่ได้หรอก  ต้องเอาตามปัจจุบันที่มันเกิดกิเลสเกิดวิบาก ก็ต้องสำรอกวิบากออกไปไม่ให้มันเกิดอีก

สํานวนการชดใช้กรรม ก็หมายความว่ากรรมที่เราเคยทำมามันเป็นความชั่วมันไม่รู้ ทำดีมันก็ไม่รู้ เราก็ต้องพยายามใช้ พยายามเรียนรู้กรรม แล้วก็ทำกรรมนี้ให้มันดี แก้ตัว ที่เป็นแต่ก่อนเราทำแต่กรรมที่โง่ ทำแล้วก็สั่งสมวิบากที่ไม่ดี แก้ตัว ตอนนี้ก็มาชดใช้กรรมที่เคยชั่วเคยโง่ เราก็ทำกรรมใหม่ในปัจจุบันให้เป็นกรรมดี สำนวนก็เลยเป็นว่าชดใช้กรรม เป็นของที่เราเป็นโง่ทำไปทำไม เมื่อมาอยู่กับชาวอโศกก็ดีแล้วได้แก้กรรมให้เป็นกรรมใหม่ หรือทำกรรมชนิดใหม่ไม่ให้เหมือนเดิม ทำเหมือนเดิมทำแต่โง่ คนที่ไม่เคยได้เรียนรู้ธรรมะมีแต่กรรมที่โง่สร้างแต่กิเลสให้แก่ตัวเองหนาขึ้นเป็นปุถุชน เมื่อมาที่นี่เป็นอาริยะชนมาชดใช้ แต่ก่อนเราโง่จังเลย เดี๋ยวนี้ที่นี่มีอาริยธรรม สอนให้เราทำกรรมชนิดใหม่ ชดใช้ ไม่ต้องทำเหมือนอย่างเก่านะ ไอ้กรรมที่เก่านั้นทำทีไรมีแต่ชั่วมีแต่บาปอกุศลสะสมไปเรื่อย ที่นี่สอนให้มาทำแบบใหม่เรียกว่าชดใช้กรรม แทนที่จะทำแบบกรรมแบบเก่าที่มีแต่อกุศลแต่บาป ให้มาทำกรรมดีเป็นการชดใช้ เดิมมันโง่ไม่ดี มาใหม่นี่ทำใหม่ นี่เรียกว่าสำนวนชดใช้กรรม คือมาเรียนรู้ สิ่งที่ควรทำแล้วทำให้ได้ แก้กรรม แทนที่จะทำกรรมเก่าที่ชั่วโง่ มาทำกรรมใหม่

_ทิวเมฆ​ ..โรงปุ๋ยมีเด็กดอยหลายคน ต้องจากบ้านมาถือศีล พอหาเงินได้ ก็ต้องส่งเงินกลับบ้านทั้งหมดทุกบาท เขาจะเกิดความรู้สึกเป็นปมด้อยน้อยเนื้อต่ำใจ เพราะว่าคนอื่นเกิดมามีฐานะก็ยังได้เรียนหนังสืออยู่ตามโรงเรียน แต่ว่าเขาเองมาอยู่ที่นี่ต้องมาทำงานหาเงินแล้วก็ต้องมาถือศีล

พ่อครูว่า…ได้ถือศีลเป็นการศึกษาเป็นการขัดเกลาดีกว่า การศึกษาทางโลกเป็นการทำอาชีพเลี้ยงตนเอง แต่การถือศีลเป็นการได้ขัดเกลากิเลสตัวเอง จิตวิญญาณตัวเองจะได้รับผลวิบากที่ดีไป การไปเรียนแบบโลก ดีไม่ดีเกิดกิเลสหนามากขึ้นก็ได้วิบากเลวไปมากขึ้น จะไปดีเท่ากับการมาปฏิบัติศีลหรือ อธิบายให้เขาเข้าใจเสีย อย่าไปน้อยเนื้อต่ำใจเลย ให้เรียนรู้แล้วเขาหลงระเริงอยู่เต็มโลกนั่นแหละไม่ได้รู้จักถือศีลปฏิบัติธรรมลดกิเลส ถ้าได้ลดกิเลส แล้วได้เรียนด้วยเหมือนกับเด็กอโศกก็ดี ก็พยายามบอกเขา ให้เขาเข้ามาเรียนรู้ปฏิบัติ ไม่ต้องไปเรียนข้างนอกหรอกวิชาแบบข้างนอก ที่นี่ก็สอนเป็นสอนทำอาชีพ แต่ไม่ได้สอนแบบตำราหลักของเขา ไม่ได้ขึ้นทะเบียน แต่ชีวิตจริงๆเราก็พาทำอยู่แล้ว

เขาก็เรียนรู้ได้ แต่ที่นี่พาทำสัมมาชีพอยู่แล้ว

_ช่วยบุญ…เรื่องที่คิดนี่ไม่แน่ใจว่าจริงไหม?…เรามีอาชีพเป็นสัปเหร่อ ได้สัมผัสกับคนใกล้ตายได้ไปเฝ้าและดูแลคนป่วย ที่โรงพยาบาลอยู่กับแม่หลายปี เมื่อคนที่เขาตาย ตัวเขาจะแข็ง แต่บางคนไม่แข็ง ตัวนิ่ม ยกตัวอย่าง เช่น แม่รส แม่เกียว ทีนี้คนตัวแข็ง ใกล้จะตายก็ตัวแข็งแล้ว เราก็ได้ยินมาว่า ลัทธิเต๋าบอกว่าถ้าจิตไปดีตัวจะนิ่ม ถ้าจิตไปไม่ดีตัวจะแข็ง แต่สำหรับตัวเองคิดว่าการปล่อยวางที่จิตหรือเปล่า คนที่ตัวแข็งเขายังไม่อยากตาย เขาบอกกับฉันว่าเขาอยากจะอยู่ต่อไปทั้งที่เขาปวดเจ็บทุกข์ทรมาน ก็ยังเป็นห่วงนั่นห่วงนี่ ตัวเขาก็แข็งก่อนตาย ก็เลยคิดว่าไม่ใช่เรื่องแค่จิตใจ ที่ไปสวรรค์อย่างที่เขาบอกหรือเปล่า เรื่องของจิตที่ปล่อยวาง ที่รู้ว่าอันไหนควรหรือไม่ควรหรือไม่?

พ่อครูว่า…เป็นเรื่องอธิบายยากอยู่ โดยสามัญสำนึกปฏิภาณสามัญคนรู้ว่าตายคือตาย พอรู้ว่าตาย จิตวิญญาณจะออกจากร่างไป บางทีก็บอกว่ามันต้องตายแล้ว มันจะแข็งก่อนที่จะตาย ส่วนคนที่เรียนรู้จักจิตวิญญาณ รู้ว่าตายก็ตายไม่ตายก็ไม่ตายมันก็เลยไม่แข็ง เป็นแต่เพียงว่าจะสัมมาทิฏฐิหรือไม่ อย่างชาวเทวนิยม ไม่มีสัมมาทิฏฐิ อยู่กับจิตที่ไม่สัมมาทิฏฐิ ตายแล้วก็ไม่ไป ตายแล้วเล็บกับผมก็ยังงอกไม่เน่าก็ยังมี นั่นคือผู้เข้าใจผิด ตายแล้วต้องให้มันเน่าจิตใจก็ไปตามวิบากไม่มาจมยึดถืออยู่อย่างนั้นอย่างพวกอวิชชา ก็คือเป็นพวกที่คิดผิดเป็นพวกสายสมถะตายแล้วไม่เน่า เป็นผู้โง่ทั้งนั้น

ส่วนผู้ที่สัมมาทิฏฐิตายแล้วก็ไม่เน่าก็รู้วาระ ว่า ตอนนี้เราตายก็คือตาย เสร็จแล้วเราก็ค่อยๆออกจากร่าง ไม่ต้องรีบร้อน ดีไม่ดีอยู่กับหมู่มิตรดีก็เลยร่างก็ยังอุ่นอยู่อย่างนั้น แต่เมื่อตายไปแล้วจิตวิญญาณหมดความเป็นจิตนิยามแล้ว แต่ถ้ายังไม่ไปแสดงว่าเป็นพีชะอยู่ร่างไม่เน่าเหมือนพวกใน ไอซียู เขาต่อท่ออาหารให้ ก็อยู่ได้ ก็เท่านั้นเอง ก็เป็นความรู้กับความไม่รู้เท่านั้นเอง

_ช่วยบุญว่า..เป็นเรื่องที่สรุปไม่ได้เลย  

พ่อครูว่า…มันยังไม่ตายก็ไม่ต้องไปกังวลอะไร เมื่อตายแล้วก็ทิ้งร่างไปมันก็แข็งไป มันไม่มีจิตใจแล้วมันจะไปอ่อนอะไรมันหมดธาตุที่จะมีชีวิตต่อไปมันก็จะแข็งไปมันก็จะจบ มาเรียนรู้ดีๆเพื่อเราก็จะอยู่อย่างไม่มีปัญหาอะไร มันมีมิจฉาทิฏฐิเข้าใจว่าตัวเองนี้ เก่ง ไม่พรากจากอนุสัยตัวเอง ไปแล้วไม่ออกจากอนุสัยร่างก็เลยไม่เน่า แต่ก็ไม่รู้ว่าตัวเองตาย งมยึดมั่นถือมั่นกับร่างนี้อยู่กับอนุสัยของกูนี้ไม่ไปไหนเสียเวลาจมอยู่กับร่างนี้ทั้งที่มันตายแล้วทำอะไรก็ไม่ได้แล้ว อาหารเขาก็ไม่ให้แล้วก็เลยยังไม่เน่าเท่านั้นเอง แต่คุณก็ยังช้าอยู่นั่นแหละ ก็เลยยิ่งเคารพบูชาเอามาใส่โลงแก้วบอกว่าร่างกายไม่เน่า ก็เลยเคารพบูชา เป็นคนอวิชชา ก็ยิ่งอวิชชาจิตไม่ไปไหนก็เกาะกับร่างนี้แหละไม่ยอมปล่อยวางไป แบคทีเรียไม่ค่อยทำงานก็ค่อยๆแห้งไป ไม่เน่าแต่ก็เสื่อมไปเรื่อยอยู่ดี

_ปะพัดชา…เรื่องการเล่นหมากฮอสและหมากรุก

พ่อครูว่า…เมื่อเล่นแล้วมันจะมีความคิดจะเอาชนะเขาก็จะใช้เหลี่ยมการโกง ไม่ควรจะสร้างจิตที่เอาเปรียบหรือเอาชนะคะคานคนอื่น ถ้าไปสร้างจิตแบบนี้ก็จะเล่นหมากรุกหมากฮอส เป็นเกมจะสร้างความฉลาดเหนือคนอื่นเท่านั้นเอง สร้างจิตจะเอาชนะด้วยเกมเหลี่ยมมุม ไม่เห็นจะต้องไปทำทำไม เรามาลดกิเลสดีกว่า มันติด มันมี อัตตา เฉลียวฉลาดโกง เฉกา กิเลสไม่ลด อัตตาโตเท่านั้นเอง

_ฉันอยากทราบว่าพ่อท่านเคยเป็นมนุษย์ต่างดาวไหมครับ

พ่อครูว่า..อาตมาเป็นมนุษย์ต่างดาวเป็นมนุษย์โลกุตระอยู่ในโลกนี้แหละ ดาวอย่างนั้นช่างหัวมันเถอะจะเกิดหรือไม่เกิดก็ช่างหัวมัน ไม่ต้องไปนึกไปคิด เพราะว่าคนเราเกิดๆดับๆอย่างนี้ไม่รู้กี่ล้านๆๆชาติ แล้วโลกแต่ละดวง บางดวงก็มีมนุษย์อยู่เหมือนกันไม่ใช่ไม่มี มีแต่โลกเราลูกเดียวก็ไม่ใช่

_พ่อท่าน สามารถระลึกชาติได้ไหม หลายชาติที่แล้วพ่อท่านเคยเกิดเป็นไดโนเสาร์ไหมครับท่านไหนครับ

พ่อครูว่า…ทำไมถามไปไกลจัง ไดโนเสาร์นี่ผ่านมาหลายล้านปีแล้ว อาตมาระลึกไปไม่ได้หลายล้านชาติแต่อาจจะเคยเกิด หรือไม่เกิดก็ได้ไม่รู้ แต่คนเราเกิดมาเป็นเซลล์ เราก็เลยไม่รู้ว่าเกิดมากี่ล้านชาติแล้ว แต่ละคนถ้าจะได้มาอยู่ในที่นี้ มาฟังโลกุตรธรรมได้ เป็นคนที่มีวิบากดีทุกคนมีวิบากดีแม้จะโดนถีบเข้ามาก็ดี ไม่ได้มาสมัครใจแต่โดนถีบเข้ามาก็เป็นกุศลของคุณแล้ว ถ้าหากยิ่งสมัครใจเข้ามาก็ดีใหญ่ เข้ามาที่นี่เป็นถิ่นฐานของคนเจริญคนดีที่สุดแล้วออกมาตั้งแต่เป็นสาวๆมันเป็นอดีตไม่ต้องไปเกี่ยวข้องไปอะไรกับมัน เอาปัจจุบันนี่ เราได้อยู่กับมิตรสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดี ได้พบสัตบุรุษ มีคำสอนที่ดีมีการพัฒนาตัวเองแม้แต่ในทางอาชีพการกระทำก็ได้พัฒนาดีเป็นกุศล ทางจิตวิญญาณก็ได้พัฒนาดีให้เป็นบุญ เป็นการลดล้างกิเลสด้วย นี่เป็นสิ่งประเสริฐสุดยอดแล้ว ที่นี่เป็นดินแดนของมิตรดีสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดี ดีที่สุดแล้ว อาตมาพูดไปแล้วมันยกยอยกย่องตัวเอง อะไรก็ดีหมดที่อื่นเขาไม่ดีเลย ก็มันไม่ผิดนี่ มันก็เลยต้องพูดเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ก็ต้องขออภัยเพราะว่าจะมาไม่รู้จะหลีกเลี่ยงอย่างไร จะบอกว่าไปในที่อื่นที่ดีที่นี่ไม่ดีมันก็พูดไม่ได้เพราะเป็นการโกหก อาตมาเกิดในยุคที่ความดีมีน้อยความถูกต้องมีน้อย มันมีแต่ความไม่ดีมีแต่ความผิดเสียเยอะ เพราะฉะนั้นจึงพูดทีไรก็ดีก็มีแต่พวกมัน มันก็เลยหลีกเลี่ยงไม่ออกจำนวนจบดีกว่าหมดเวลาแล้ว …จบ