ศาสนา

611104_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ตอบปัญหาผ่าวิปัสสนาโลกุตระค่ายม.4

อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1VClpfW7itlg1xfAx_JHf1Zu8m39_Nh8ZM1ZnYTvU124/edit?usp=sharing

ดาวโหลดเสียงที่.. https://drive.google.com/open?id=1FtCDYDeZdV0sRUbvDn3YKdFLdAcv2P-X

สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้วันอาทิตย์ที่ 4 พฤศจิกายน 2561 ที่บวรราชธานีอโศก ใกล้จะถึงงานมหาปวารณา ปีนี้เราจัดฉลองครบ 48 ปีโพธิกิจและครบรอบ 84 ปีอายุพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ก่อนหน้านี้เราจัดเทศกาลกินเจ คนมาทำงานร่วมกันเยอะมาก หากว่าเราคิดค่าแรงงาน จะเสียเงินเป็นล้านเลย แต่เราไม่คิดค่าแรงงานเลย แสดงว่าเราทำงานขาดทุนให้แก่สังคม เพราะเราขายในราคาที่ถูกมากด้วย ที่นี่ประกาศตนว่าเป็นคนจนแต่ขายของขาดทุนได้

อากาศที่นี่ตอนนี้หนาวเย็น ไม่ต้องไปเที่ยวที่ไหนเลยมาเที่ยวที่นี่ได้ มาทำงานช่วยกันที่นี่ ตอนนี้มีเด็กมัธยมศึกษาปีที่ 4 เข้าค่ายเตรียมงานมหาปวารณา ก็จะมีคลิปสรุปการเข้าค่ายฉายตอนนี้

พ่อครูว่า…เอาล่ะตอนนี้ ได้โอกาสเวลาที่อาตมาตอบคำถามเด็กๆเข้าค่าย

_กราบนมัสการค่ะหลวงปู่

1.ทำไมบางคนฟังธรรมไม่รู้เรื่องคะ (พ่อครูว่าดูแต่เรื่องเล่นเกมส์ ตลกโปกฮากัน แต่ฟังธรรมนี่ไม่รู้เรื่อง)

2.ความขัดแย้งในบ้านเมืองทุกวันนี้เกิดจากอะไรคะ

3.ทำไมคำสอนในปัจจุบันผิดไปจากคำสอนพระพุทธเจ้า

พ่อครูว่า…เป็นคำถามที่ง่ายๆซื่อๆแต่ลึกนะ

ทำไมบางคนฟังธรรมไม่รู้เรื่อง ง่ายๆก็คือเขาไม่รู้เรื่อง หลวงปู่เทศน์เขาก็ฟังไม่รู้มันก็ไม่รู้สิ ผิดตรงไหนล่ะ ใช่ไหม คือมันมีนัยะสำคัญที่ลึกก็คือ ความรู้ยอด ความคิดรวบยอดความรู้องค์รวม ของอาตมา ของหลวงปู่เป็นอย่างหนึ่ง มันเป็นนามธรรม ทีนี้ความคิดความรู้รวบยอดของเราเป็นอีกบริบทหนึ่ง มันก็เลยไม่ตรงกัน คนหนึ่งอยู่ปลายสะพาน อีกคนหนึ่งอยู่หัวสะพาน อีกคนหนึ่งอยู่ก้นเหว อีกคนหนึ่งอยู่บนยอดเขาสิเนรุ มันก็เลยไม่รู้ คนหนึ่งอยู่บนเมฆบนฟ้า อีกคนหนึ่งดำอยู่ในดิน ก็ไม่เจอกันไม่รู้กัน นี่ง่ายๆ เป็นของคนที่จะมีความรู้ความเข้า มีความเป็นอยู่ ไม่เอาอะไรมาก เด็กก็คิดอย่างเด็ก ผู้ใหญ่ก็คิดอย่างผู้ใหญ่ เด็กก็ว่าผู้ใหญ่พูดเรื่องอะไรกัน พูดถึงเรื่องในสังคมเรื่องอะไร เด็กเขาก็บอกว่าอะไร มันก็เป็นธรรมดาธรรมชาติ ที่มันมีอยู่ในมนุษยชาติ ยังไม่ถึงเวลาวาระโอกาส เหตุปัจจัยความรู้สมมุติก็ดี อะไรต่างๆที่เป็นองค์ประกอบมันยังไม่เข้ามาร่วมกัน

มีเหตุปัจจัยต่างๆรวมแล้วเป็นองค์รวมที่ต่างกัน ทำไมส้มโอต่างกับกล้วย เหตุปัจจัยที่เอามารวมกันมันต่างกัน แล้วก็มีมิติต่างๆ กล้วยมันก็มีมิติที่ยาว ส้มโอมันก็กลมไม่ยาว มันเป็นเรื่องที่เข้าใจแล้วทุกอย่างในโลกนี้มีสารพัด รวบรวมแล้วก็คือมีความแตกต่าง จบ

มีสารพัดเลย รวบรวมแล้วมันเป็นความแตกต่างเท่านั้นเอง อะไรก็แล้วแต่ ที่แยกเป็นอณูปรมาณู มีอีกอันมันจะต่างกันทันที สรุปรวมที่ทุกอย่างคือ 2

เราเกิดมามีร่างกายก็มี 2 แล้ว 1. กาย 2. จิต

ร่างคือสรีระ กายเป็นองค์รวมของร่างกับจิต จิตเป็นธาตุรู้ตัวการใหญ่สุดรู้ได้ยอดเยี่ยมได้ดีได้ประเสริฐที่สุดก็คือจิต ทำไมคนบางคนฟังธรรมไม่รู้เรื่องเพราะว่ามันต่างก็จบ

  1. ความขัดแย้งในบ้านเมืองทุกวันนี้เกิดจากอะไร

พ่อครูว่า…เพราะยึด ต่างคนต่างยึด เมื่อไม่ลงตัวกันก็ทะเลาะกัน คนหนึ่งอยู่ฝั่งไทยคนหนึ่งอยู่ฝั่งอเมริกาก็ทะเลาะกันได้ แต่ตอนนี้ยังไม่ทะเลาะกัน เราต้องมาเรียนรู้ 2 อย่างนี้ ทะเลาะกันกับอยู่ร่วมกันอย่างสงบ อันไหนดีกว่ากัน อยู่อย่างสงบดีกว่า เราเป็นคนก็ต้องเลือกทำในสิ่งที่ดีจะไปเลือกทำในสิ่งที่โง่ทำไม เราก็อยู่กันอย่างสงบมีประโยชน์ต่อกันและกัน เราก็ทำอย่างนี้ให้ได้ ใครที่ยึดถือจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ดีไม่ดีเราก็ไล่ออกไป บางคนไล่ไม่ได้ก็ฆ่าทิ้ง ก็เป็นธรรมดาธรรมชาติในโลกนี้

อาตมาว่าทุกวันนี้ ไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้วพูดไม่หมด มันไม่มีอะไรเลยมันมีแต่ทุกอย่าง สูญ คือไม่มีอะไรเลย

สูญ นี่คือทุกอย่าง ทุกอย่างนี่คือ สูญ เท่านั้นเองสุดท้าย

ใครเองไปยึดมั่นถือมั่น ก็ทะเลาะกัน แต่0 ไม่ทะเลาะกับหนึ่ง ไม่ทะเลาะกับอะไรเลย แต่ 1 ก็ทะเลาะกับ 2 ดีไม่ดีแบ่ง สองครึ่งทะเลาะกับสองอีก

ทุกอย่างที่ขัดแย้งกันเกิดจากความเป็นสอง เมื่อมันแยกกันแล้วไม่ยอมรับกัน ขัดแย้งกันอย่างแรงขึ้นมากขึ้นก็ทะเลาะกันเท่านั้นเอง

ธาตุรู้ที่มีปัญญาเฉลียวฉลาด เมื่อรู้แล้วว่าอันนี้เป็นอย่างนี้ เราก็รู้ว่ามันขัดแย้งมันต่างกันตรงไหน เราก็เป็นอย่างนี้ของเรา เขาก็เป็นอย่างนี้ของเขา

อัตภาพที่ไม่หยุดพยาบาท ไม่หยุดดูดหยุดรัก มันก็มาทำงานตามปฏิกิริยาที่มันยึดถืออย่างนั้น ก็ต้องตีกันฆ่ากันอย่างนั้น หรือว่ารักกันซาบซึ้งกันก็อย่างนั้นแหละ ก็เป็นอย่างนั้นแหละ

  1. ทำไมคำสอนปัจจุบันจึงผิดไปจากคำสอนพระพุทธเจ้า

พ่อครูว่า…ก็เพราะความหมายความรู้ มันรู้ไม่ได้ มันไม่ยอมรู้ตามพระพุทธเจ้า ก็ใช้พยัญชนะใช้ภาษาสื่อสารว่ามันเป็นอย่างนั้นจริง มันก็เลยไม่ตรงกับของพระพุทธเจ้า ก็พยายามทำให้ตรงกับของพระพุทธเจ้า เมื่อรู้ตรงกันก็เข้าใจแล้ว ไม่เห็นยากเลย

ทีนี้มันเข้าใจไม่ได้นี่แหละมันจะต้องพยายามศึกษาให้ดีๆ ทำความเข้าใจไป ก็จะค่อยๆรู้ตามเหตุปัจจัย พระพุทธเจ้าท่านใดแยกความต่างออกมาว่าเป็นสูตรเรียกว่าปฏิจจสมุปบาท 12 ขยายความต่อไป

เราใช้ภาษาไทย ก็คิดว่าคนจะรู้ร่วมได้กับอาตมาเยอะ บันทึกไว้ในหนังสือต่างๆทุกคนเข้าใจร่วมกันนะ ในพจนานุกรมก็มี หรือภาษาที่เรากำหนดหมายได้ ก็มาพูดกันให้เข้าใจรู้เรื่อง มันก็จะจบ ก็จะไม่มีปัญหาอะไร เพราะฉะนั้นสรุปแล้วที่ทำมา 3 ประเด็น

ทำไมบางคนฟังธรรมไม่รู้เรื่องเพราะไม่กำหนดให้ตรงให้รู้เรื่องให้ดี

ขัดแย้งกันก็ยังไปทะเลาะกันไปตีกันอีก บ้านเมืองก็เลยขัดแย้ง มันก็เท่านั้นเอง

ทำไมคำสอนปัจจุบันจึงผิดไปจากคำสอนพระพุทธเจ้าก็เพราะว่ากำหนดผิดยึดถือผิด ต่างคนต่างยึดถือของตน ยึดในความนึกคิดตอนสมมุติของตนเอง การสมมติอะไรของตนขึ้นมาเป็นอุปาทาน จะไปยึดถืออย่างไรก็นึกไปได้หมด ของเราเอง แต่เพี้ยนให้แตกต่างจากของคนอื่นได้สารพัด อยู่ที่เราจะบ้าบอยึดถือไป ในโลกนี้ต้องรู้สมมุติตามเขา

สมมุติว่าเรามี 2 สิ่งคนนี้สมมุติอย่างนี้คนนี้สมมุติอย่างนี้ เราก็พยายามทำความสมมุติให้ตรงกับเขาให้ได้เขายึดถืออย่างนี้นึกคิดอย่างนี้ ก็จบ ตรงกันแล้ว เราจะต้องการอย่างนี้ทำมาให้แก่ตนหรือว่าตกลงว่าเรายืนยันว่าตรงกันแล้วอย่างนี้ไม่ตรงอย่างนี้ต่างกันอย่างนี้ อย่างนี้ไม่เอานะเอาอย่างนี้ เราก็รู้ร่วมกันให้ได้ แยกแยะให้ออกว่าเอาอย่างนี้ไม่เอาอย่างนี้ เราก็ทำความเข้าใจ ทำอันนี้คืออันนี้ อันนี้คืออันนี้ อันนี้คือเอาอันนี้คือไม่เอา 1 ความเข้าใจตรงกันว่าเอาอันนี้ไม่เอานี้ แล้วไม่เอาอันนี้ก็ทำอันนี้ให้ตรงกันก็จบ

สัจจะมันมีอย่างนี้ อยู่ที่จิตของเราจะยังจิตของเราให้เป็นไปในอำนาจ ให้จิตของเราเป็นไปตาม ผู้ที่สามารถเอาจิตของตนเองรู้ตามเข้าใจตาม คนอื่นได้ เราก็ไม่ต้องเป็นตัว ถ้าเราจะให้จิตเรามีอำนาจให้คนอื่นรู้ตามได้อีก คุณก็เก่งก็จบ หากคนอื่นรู้ตามไม่ได้ก็เป็นไปไม่ได้

พระพุทธเจ้าละเอียดมากให้คนรู้ตามได้ด้วย แล้วมีความดีที่ต่างกันอีก อันนี้ดีกว่าอีก จนกระทั่งดีที่สุดดีจนกระทั่งระดับพระพุทธเจ้า สัพพัญญูรู้กัน ละเอียดมากรู้กันหมดเลย สรุปอันนี้มากที่สุดคือสูญ เมื่อใครเข้าใจแล้วว่ามากที่สุดกับสูญไม่ต่างกันเลย แต่ถ้าคนเข้าใจว่ามีความแตกต่างกันมากแล้วไม่เป็น 0 สักทีคนนี้ยังอีกนานนนนนน

อาตมาพยายามใช้ภาษาง่ายๆสบายๆให้เข้าใจ ศึกษาให้ดี มันยึดมั่นถือมั่นคำเดียว เราไม่ยึดมั่นถือมั่นก็ปล่อยความเข้าใจ ศึกษาของเขาแล้วก็อนุโลมตามเขาไป

คนหนึ่งมามองอันนี้เรียกว่ากล้วยนะ อีกคนหนึ่งบอกว่า กล้าย อีกคนหนึ่งว่ากล้วย แต่อันนี้มันอันเดียวกันนะ แต่ 2 คนนี้มันหาเรื่องกันแล้ว เอาพยัญชนะมาคนนึงบอกว่ากล้วยคนนึงบอกว่า กล้าย ถ้ามันไม่ลงกันสุดท้ายมันก็ฆ่ากัน เถียงกัน ถ้าหากอีกคนหนึ่งบอกว่า กล้ายก็กล้ายนะ ก็จบเหมือนกัน

อาตมานี่ฉลาด แพ้ก็แพ้วะ แพ้ทำไงต่อ ก็ติดคุก ติดก็ติด แล้วเขาอนุโลมรอลงอาญาสองปีก็รอ จะให้คนมาควบคุมความประพฤติ จะมาก็มา คนมาควบคุมไม่กี่วันไม่กี่ปีก็ไม่มาอีกแล้ว หายไปเลยตั้งแต่บัดนั้น มาแค่ทีสองทีบันทึกรายงาน คนบันทึกรายงานก็บันทึกแล้วว่า ท่านทำดีแล้ว เรายังไม่ดีเท่าเลย มันก็บาดเสียดหัวใจตัวเอง คือ สัจจะมันเกิดขึ้นมาจริงแล้วทั้งนั้นเลย ศึกษาให้ดีเถอะ อาตมาศึกษามาแม้เป็นแค่โพธิสัตว์ระดับ 7 มีความรู้ความจริงที่มาแสดงต่อโลก ผู้คนรู้เข้าใจว่ามีความต่างมีทฤษฎี ผู้ที่เอาตามยังไม่ได้ไม่เห็นด้วยก็ขัดแย้ง ก็ไม่เห็นแปลกอะไร เพราะฉะนั้นเราเอาอย่างนี้แหละ

พระพุทธเจ้าท่านสรุปแล้วเราทำตามอย่างท่านได้แค่นี้ ก็ยังเกิดความสงบเกิดความอบอุ่นเกิดความยินดีเป็นไป อาตมาก็เห็นว่ามนุษย์ยุคนี้ได้ใฝ่หาสัจธรรมอันนี้ เขาไปใฝ่หาจะทำอีกแบบมานานแล้วมันเดือดร้อนมากแล้วตอนนี้ก็ไม่เอา มาเอาแบบนี้มันมี 2 ทิศทางเป็นธรรมะ 2 ในโลก

แนวโน้มที่เป็นเทรนด์ต่างๆในโลก จิตวิญญาณคนเรามีความรู้สึกร่วมที่ดี อย่างเช่นจะช่วย 13 หมูป่า มันเป็นความรู้สึกที่ดี คนต่างๆที่ไม่มีความรู้สึกมันก็เกิดความทึ่งความเซอร์ไพรส์ มันก็เลยมากัน แค่นี้ เรามีที่สูงกว่านี้เยอะเลย ของเราไม่ใช่หมูป่าเป็นคนเมืองเลย มากกว่า 13 คน เขายังไม่เห็นเลย มีคุณสมบัติอะไร หมูป่าเป็นทีมฟุตบอล 12 คน มีโค้ชหนึ่งคน รวมเป็นคณะ รวมกันไปเตะบอลแค่นั้นแหละ เตะให้เข้าประตู ใครเตะเข้าประตูมากกว่าก็เก่งแค่นั้น ก็ยิ่งใหญ่กันต่างๆนานา บอกว่ามันดี คนนี้มีแทคติก คนนี้มีแรงมาก อะไรก็แล้วแต่ ก็เหตุปัจจัยต่างๆ ให้เรารู้ แล้วก็รู้สึกทึ่งในสิ่งที่เขาสมมุติกันขึ้นมาแต่มันไม่มีสาระอะไร แต่แค่มีอารมณ์ร่วมอารมณ์สนุก เก่งในแทคติกเทคนิคต่างๆ วิธีการเคลื่อนไหวต่างๆ แล้วได้อะไรไหมกินอิ่มไหมจ่ายแรงงานออกไป พวกเราไม่นิยมไม่เห็นดีงามแบบเขาหรอก

นี่เป็นภาษาง่ายๆว่าใครติดสมมุติยึดแล้วก็ทำ แต่เราไม่ยึดติดก็เห็นแง่มุมเหลี่ยมต่างๆที่จะเกี่ยวข้องกับชีวิตเราขนาดไหน ย่นย่อแค่ปัจจัยสี่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดนอกนั้นก็เป็นบริขารองค์ประกอบไม่มากมายอะไร อันไหนมีมากเกินไปเราก็รู้ว่าชีวิตนี้เราไม่ต้องเราก็ไม่ได้แสวงหา เขาได้ยัดเยียดให้เรามาแค่นี้เขาก็พอแล้วสันโดษแล้วทั้งที่หนักไม่เบาสบาย ใครมีแรงงานมีผลผลิตเรือก็มาร่วมสร้างสรร อะไรที่เป็นสาระก็ทำอันนั้นก่อนอะไรที่ไร้สาระอย่างนี้ไม่ทำ เราจะมาทำอาหาร ยังทำได้อีกเยอะ

หรือเราบอกว่าเงินเรามีเหลือก็จ่ายค่าขนส่งให้เขาด้วยเราโง่ไหม แจกจ่ายเกื้อกูลเขาเราโง่ไหม…ไม่ เราไม่โง่หรอก แต่คนหวงแหนของกูปล่อยเน่าเสีย คนนี้ไม่รู้ตัวว่าโง่ แล้วก็เข้าใจเขาอย่าไปทำอย่างโง่ๆ เขาไม่รู้ก็ทำแต่เราไม่ทำ ชีวิตเกิดมามีประโยชน์ต่อคนอื่น

_ทำไมพระถึงต้องแต่งชุดสีส้มหรือสีน้ำตาลเท่านั้น

พ่อครูว่า…มีหลากหลายสีเยอะแยะ เขาเห็นสีส้มกับสีน้ำตาลเป็นธรรมะ 2 ก็อยู่ที่คนยึดถือ เราใส่สีน้ำตาลเป็นหลัก คนอื่นก็แต่งสีส้มแก่ส้มอ่อนจนไปหาแดง ก็เพราะต่างคนต่างยึดถือเห็นดีเห็นงามต่างกัน เราเห็นแล้วว่าสีอย่างนั้นมันฉูดฉาดยั่วยวน อย่างนี้มันไม่ฉูดฉาดไม่ยั่วยวนอย่างนี้ดีกว่า แต่เขาเข้าใจว่าอย่างนั้นดีกว่า สวยเหลืองอร่ามเรือง ล่อแมลงได้เยอะกว่าเขาก็เอาอย่างนั้น บางคนก็ดูว่าพุทธเจ้าท่านห้าม สี 7 สี ด้วย แต่กูจะทำ ทำไม? คนอย่างนี้ก็มี รู้ทั้งรู้ อ่านพระไตรปิฎกเก่งด้วยนะ ในพระวินัย ก็บอกไว้ว่าสีอะไรที่ห้ามใส่ ก็ดันจะเถียงเล่นคารมว่าไม่ใช่เหลืองล้วน แดงล้วน แสดล้วน แปลเองนะว่าล้วน แล้วก็บอกว่าไม่ใช่ล้วน

ทุกวันนี้อาตมาอธิบายพยัญชนะกับสภาวะ

_หลวงปู่ตั้งสัมมาสิกขามาเพื่ออะไร

พ่อครูว่า…ตั้งมาเพื่อให้เธอนั้นแหละมาเรียน ทำไมต้องมาเรียนเพราะเธอมันโง่ต้องมาสอนให้ฉลาด เธอยังไม่ดีก็สอนให้ดี เธอยังไม่รู้ก็สอนให้รู้เอาไหมล่ะ เอาไหมล่ะทำให้ดีทำให้รู้ถ้าไม่หายโง่เอาใหม่ ถ้าไม่เอาก็ไม่เป็นไร ไม่เอาก็ไม่เป็นไรที่นี่ไม่ได้ขาดทุนอะไร พูดแรงไปหน่อยสำหรับเด็กๆ ก็จะสอนให้เธอนั่นแหละให้ได้สิ่งที่ดีสิ่งที่ฉลาด ในสิ่งที่ไม่ได้โง่ สิ่งที่ประเสริฐสิ่งที่มีคุณค่าประโยชน์ต่างๆ จะทำให้เอาไหมล่ะ ถ้ามีแล้วก็ไม่เป็นไรเราก็ไม่ว่าอะไรใครยังไม่มี เราก็เติมให้ ก็เป็นอย่างนี้แหละเป็นประโยชน์แก่กันและกัน

_การฝึกเจโตสมถะแบบลืมตา มีประโยชน์ต่อสัมมาสิกขาไหม หลวงปู่มีความคิดเห็นอย่างไร

พ่อครูว่า…เด็กเรารู้จักเจโตสมถะแบบลืมตาด้วย

เจโตสมถะมีสองแบบเขารู้ด้วย

สมถะคือ เอาจิตให้รวมเป็นหนึ่งอย่าดิ้น หลับตามันก็ไม่ดิ้นง่ายก็เลยนิ่งได้ง่าย ฝึกเข้าจะมีพลังงานควบคุมได้เก่งก็เรียกว่าเป็นสมถะ เมื่อลืมตากระทบสัมผัส ก็จะรวมไม่ค่อยอยู่ ก็มาหัดลืมตาแล้วรวมให้ได้ ก็จะเก่งสมถะลืมตา

สมถะต่างจากวิปัสสนาได้มาก สมถะรวมกันเป็นอย่างเดียวเป็นฟิวชั่น วิปัสสนาทำให้มันกระจายออกๆจนมาหา ฟิสชั่น ให้กระจายออกขยายออก มันก็มีสองทิศสองนัยยะอย่างนี้

วิปัสสนารู้การปรุงแต่ง 2 อย่าง 3 อย่าง 4 อย่าง 5 อย่าง 6 อย่าง 7 อย่าง จับให้รู้เป็นคู่ 2 คู่ 5 คู่ 10 คู่ 100 คู่หมื่นคู่แสนคู่ อย่างนี้ก็เป็นความรู้ความเข้าใจที่รู้ รู้อันนี้เป็นอย่างนี้ เราไม่ขัดแย้งในหัวใจเรา เรารู้อันนี้ว่าเป็นอย่างนี้อย่างนี้ ต่างคนต่างยอม มันก็เห็นต่างกันได้เราเราก็อยู่ร่วมกัน คนที่ทำได้อย่างนี้รู้อย่างนี้ก็อยู่ร่วมกับอะไรได้มากได้หมดได้ดี

เจโตสมถะ จริงๆเขาไม่ลืมตา พอฉลาดมาก็รวมเป็นหนึ่งให้ลืมตา ฉลาดกว่านั้นอีกก็เป็นอย่างนั้น

จะมีสมถะในวิปัสสนาอีกทีหนึ่ง สมถะเราก็สงบอยู่ วิปัสสนารู้แล้วว่าอ๋ออันนี้คืออย่างนี้ ก็รวมลง อันนี้ก็ยังอยู่อันนี้ก็ยังอยู่อันนี้เขาทะเลาะกันอันนี้ไม่ทะเลาะกัน เขาไม่ลงกัน แต่เราลงกับเขาได้หมด เราก็เป็นผู้ที่ประนีประนอม อย่าไปตีกันมาก อยู่ให้เขาสงวนตัวเอง ควบคุมตัวเองบ้างอยู่ได้ ถ้าเข้าใจก็รวมกันได้

แต่คนที่ไม่เต็มใจมารวมกันก็บังคับกันยาก ใครเต็มใจจะอยู่มารวมกันก็ทำได้ ทั้งที่มันมีพลังงานนะไม่ได้หยุดนะ จนกระทั่งเข้าใจอยู่อย่างสงบไม่ดีดดิ้น อยู่อย่างสบายไม่มีอะไรที่จะทะเลาะกัน อยู่ร่วมกันอย่างสร้างสรรที่เป็นประโยชน์คุณค่าได้ ก็ร่วมกันสร้างสรรอย่างนี้ดี เราเอาแต่สิ่งดี สิ่งไม่ดีไม่เอา เราทำได้อย่างที่พูดด้วยนะ ยถาวาที ตถาการี เราไม่ได้หลอกลวงใครพูดอย่างนี้เราก็ทำได้อย่างนี้ แต่คนอื่นเขาพูดอย่างนี้แล้วทำไม่ได้อย่างนี้คุณก็หลอก แต่นี่จะพูดอย่างไรก็ทำอย่างนั้นได้ก็จบ ง่ายๆสัจจะที่อาตมาพาทำอยู่ก็อย่างนี้แล้วสบาย เข้าใจลึกกว่านี้มีสมมุติและภาษามากกว่านี้อีก

พระพุทธเจ้าตรัสว่าสัจจะมีหนึ่งเดียว เพราะฉะนั้นใครจะรู้ ล้าน สารพัดสิ่งเลย โธ่เอ๋ย สูญทั้งนั้นเป็นหนึ่งเดียวเลย พอเข้าใจไหม

เราจะรู้ประเด็นที่ว่าสมมุติมันต่างกัน มันมีอะไรมากมายแต่ก็มีศูนย์กับอะไรมากมาย 2 อย่างเท่านั้น ผู้ที่เข้าใจอย่างนี้แล้วไม่ติดยึดว่าศูนย์ก็ได้จะมีมากมายก็ได้ มีแตกต่างกัน ล้านกับล้าน 2 กับ 5 ก็ได้ เราก็เข้าใจว่า 5 คืออะไร 2 คืออะไร 2 ข้อ 2 5 ก็ 5 คุณจะอยู่กับ5ก็อยู่กับ5ไป คุณจะอยู่กับ 2 ก็อยู่กับ 2 ไป ก็อยู่ร่วมกันได้ แล้วมันก็แตกต่างกันจะไปบีบบังคับให้คนที่ยึดถือใน5 กับคนที่ยึดถือใน 2 ให้มาเหมือนกันได้อย่างไร เพราะเขายึดถือ กูจะเป็นอย่างนี้ อิสระเสรีภาพของแต่ละคนมันยึด

อิสรเสรีภาพคือตัวเองยึด แต่อิสระเสรีภาพที่จริงๆแล้วก็คือไม่ต้องยึด เข้าใจตามแต่ละคนให้ได้ว่าเขายึดถืออะไร ยิ่งลงไปในพยัญชนะเลย

อิสระ

อะนี่คือ 0 มาใส่หัวหน่อยหนึ่งหัวก็ค่อยโตออกมาเป็นอ.อ่าง จาก 0 นี่แหละแล้วก็มี niche แล้วก็มีเซลล์ขึ้นมา ธาตุรู้ จนกว่าจะขยายตัวออกมาเป็น 2 หน่วย 3 หน่วย 4 หน่วย 5 หน่วย ถ้าออกมาหลายหน่วยมันก็ทะเลาะกัน ถ้าไม่ทะเลาะกันก็จะอยู่รวมกันได้ แล้วก็สร้างสรร สร้างสรรร่วมกันไปเป็นวงใหญ่ อย่างชาวอโศกอยู่อย่างมีปัญญารวมกันได้

จะอีก 5 ปี 10 ปี 20 ปีชาวอโศกก็จะสร้างขึ้นเจริญขึ้น อย่าให้ทะเลาะกันขัดแย้งกัน ให้อยู่ร่วมกันอย่างมีคุณค่าที่ดี แล้วอาศัยในสิ่งที่เราทำแล้ว เหลือแล้วก็แบ่งแจกผู้อื่น การแบ่งแจกให้แก่ผู้อื่นเป็นการป้องกัน เป็นความปลอดภัย เขาจะมาแย่งเรามาฆ่าเราร้ายแรงที่สุดก็คือฆ่าเรา เราไม่ต้องไปแย่งกับเขา ไม่ต้องเอาจากเขาเลย

เราเป็นผู้สร้างเป็นพระเจ้าเป็นผู้ให้ ยิ่งให้ไปคนอื่นก็จะได้ประโยชน์จากเรา เขาก็ยิ่งนับถือเราเคารพเรา มันเป็นสัจจะที่จริง ยิ่งเขาทำอย่างนี้ไม่ได้สร้างอย่างนี้ไม่ได้ก็ต้องพึ่งพาเราสิ พวกเราสร้างได้ อาตมาว่า มันเป็นปาฏิหาริย์ที่ลึกลับ ทำไมเราว่าเราสร้างแล้วมันก็ยิ่งงามดูแล้วมันก็เจริญ ดูเห็ดฟางนี่ มันมีธาตุที่ดีมาก ไร้สารพิษด้วย เป็นความยิ่งใหญ่ที่ต้องศึกษาและจะเห็นจริงว่ามันเป็นไปได้ ทุกอย่างเหมือนร่วมช่วยให้เราเป็น เหมือนแกล้งให้เราต่อให้เราได้ของที่ดี ไม่เห็นเราจะได้ทำอะไรมากทำไมมันดีเกิน หัวผักกาดก็หัวใหญ่เท่านี้

เกิดจากธาตุอุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยามนี่แหละอยู่ในนี้

_สมมุติว่าเราช่วยมดตัวหนึ่งขึ้นจากถังน้ำ แต่การช่วยของเราไม่เกิดความสำเร็จ ทำให้มดตัวนั้นตาย อยู่ที่เราไม่มีเจตนา แล้วมดก็เกิดความอาฆาต ถ้าคิดว่าเราฆ่ามันเราจะบาปไหมคะ

พ่อครูว่า…จิตเราบริสุทธิ์ จิตใจเรามีความเมตตาช่วยเหลือเขาด้วย เราไม่บาป เรามีแต่กุศลมีแต่จิตที่ดี แต่เราไปบังคับใจมดไม่ได้ มันไม่รู้หรอกว่าเราช่วยมันหรือฆ่ามัน ถ้าสัตว์มันมีไหวพริบรู้ว่าเราจะช่วยหรือเราจะฆ่า แต่ถ้ามดตัวนี้มันมีไหวพริบรู้ว่าเราจะช่วยมัน ช่วยแต่ไม่สำเร็จ มันก็จะรักเราด้วยเพราะเราช่วยมัน แต่ช่วยไม่สำเร็จก็ตาม มันก็มีสองนัยะ บังคับมันไม่ได้มันไม่รู้ แล้วก็มีเจตนาดีแล้วเราก็ทำดีนั้น ส่วนคนอื่นจะเข้าใจไม่ได้ก็ตาม หลวงปู่นี้สบายใจมีแต่เจตนาดีพยายามทำให้คนดีทุกวิถีทาง เขาจะเข้าใจผิดว่าเราไปว่าเราไปด่าเขาด้วย ต่อไปทำแรงกับเขาก็ขออภัยอยู่นะ มันจะแรงไปก็ขออภัยเขาก็ถือสาเราก็ไม่รู้จะทำอย่างไรไปห้ามเขาก็ไม่ได้ แต่เราจริงจังที่เจตนาเราดีอย่างบริสุทธิ์ใจ อาตมาจบที่ตรงนี้ เจตนาเป็นกรรมก็จบไม่มีปัญหาอะไรเลย เราทำรุนแรงมีวิธีการ ชี้ผิดเขามากก็ยิ่งแรงมาก แต่ก็ต้องทำเพื่อให้เขารู้นะว่ามันเยอะนะที่ทำผิดไม่รู้กี่แผลกี่โง่ซับซ้อนจนแยกไม่ออกก็เอามาแยกให้ฟัง คนที่ฟังได้ประโยชน์เยอะ แต่คนที่ถูกเอามาเป็นตัวอย่างนี้ตีไม่แตกแยกไม่ออก เป็นมุมกลับ คุณเป็นประโยชน์แก่คนอื่นมากเลย ให้คนอื่นแยกแยะให้เห็นมุมเหลี่ยมต่างๆ แต่ตนเองนั้นโง่ดักดานอยู่เรื่อย ดีไม่ดีอาฆาตมาดร้ายด้วย มันเป็นการโง่ซ้ำซ้อนได้อย่างนี้ แต่ประโยชน์ก็ได้อยู่

อาตมาก็ต้องยอมเสียสละ เขาจะอาฆาตก็ไม่เป็นไร แต่คนได้ประโยชน์เป็นร้อยเป็นพันเป็นหมื่นเป็นแสน ก็คุ้มอย่างนี้เป็นต้น อาตมากยอมเสียส่วนน้อยเพื่อเป็นประโยชน์ต่อส่วนมาก เราก็ทำให้เกิดคุณค่าขึ้น และมันมีเหตุปัจจัยให้เราทำ ถ้าเราไม่มีตัวอย่างไม่มีสิ่งยืนยันมันก็ลอยลมไม่มีน้ำหนัก แต่อันนี้เราเห็นอยู่ทนโท่ ดีไม่ดี ทำกับเราด้วย ก็ยิ่งได้ดีได้ชัดเจนเป็นประโยชน์มาก เราจะเสียบ้างก็ต้องเสีย ดีไม่ดีเขาจะมาว่าอาตมามันก็มีอีก ก็ไม่เป็นไรเราก็ยอม

_ทำไมทุกคนไม่ยอมรับหรือหลีกเลี่ยงโชคชะตาของตัวเอง เช่น หน้าตาดี หรือฐานะการงาน

พ่อครูว่า…แล้วตัวเองเป็นอย่างไรที่ทำมา ไม่ยอมรับตัวเองหรือเปล่า คนไปริษยาคนอื่นก็ยิ่งทุกข์ทรมาน หรือบางคนเป็นบางคนซาดิส เห็นคนอื่นมีความทุกข์แล้วชอบ คนที่เป็นมาโซคิส เห็นตนเองมีความทุกข์ก็ชอบ

_เวลาหนูรู้สึกอ่อนแอทำอะไรไม่สำเร็จหนูก็มักจะกดดันตัวเองว่าตัวเองทำอะไรไม่ได้เรื่อง จะแก้นิสัยตรงจุดนี้ให้หายได้อย่างไร

พ่อครูว่า…ก็เข้าใจแล้ว ไปกดดันทำไม รู้แล้วก็จบ เราพยายามคลี่คลายกิริยาอาการที่ไม่ดีนั้นในตัวเราเปลี่ยนแปลงให้มาเป็นสิ่งที่ดี รู้มีคู่ สิ่งที่ดีเป็นอย่างนี้ไม่ดีเป็นอย่างนี้ ก็เป็นจากสิ่งที่ไม่ดีเป็นอาการที่ดี ต้องดูให้ชัดเจนแล้วถึงจะเปลี่ยน ไม่ต้องไปกดดันกดข่ม แต่เปลี่ยนมา มันยังไม่เป็นก็ฝึกให้มันเป็นมันยังไม่ได้ก็ฝึกให้มันได้ ไม่มีอย่างอื่นหรอกมันต้องได้ให้ฝึกจริงๆเข้าใจจริงๆ เราจะเห็นเลยว่าได้จริง ได้ทีละน้อยๆ จนกระทั่งได้มากขึ้นก็จะง่ายขึ้น อันนี้คือสัจจะ ได้มามากๆแล้วจะยิ่งยากนั้นไม่ใช่ ได้แล้วจะมีปีติอนุโมทนา

_จนแบบสุขสำราญเบิกบานใจเป็นอย่างไรคะ

พ่อครูว่า..ยิ่งใหญ่มาก คำถามนี้สั้นๆ ต้องอธิบายจนก่อน

จน คือ คนที่มีน้อยๆ จนถึงขั้นไม่มีเลย จน แต่ไม่สะสมอะไรเป็นของตัวเองเลย หรือมีของตัวเองให้น้อยที่สุด แล้วก็ได้อาศัยสิ่งที่เป็นสิทธิที่เป็นตัวเองเป็นของตัวเอง แล้วเราก็มีเพื่อนฝูงมีคณะมีสังคม ที่มายึดถือว่าอันนี้เป็นของตัวเราเอง ของมีเยอะก็เอามารวมกับกองกลาง ทุกคนมีสิทธิ์ใช้ ร่วมด้วยใช้ได้อาศัยมันเป็นของตัวเองได้ นี่แหละคือวิธีการของชาวอโศกเราทำแล้ว เป็นสาธารณโภคีอย่างนี้ เราจึงมีสิ่งที่เราไม่จำเป็นต้องไปยึดถือว่าเป็นเราเป็นของเรา ที่ต้องหวงแหนรักษาไว้ใส่กลอนใส่กุญแจใส่เซฟ ไม่ต้องจ้างคนมาเฝ้า สบาย

ในสิ่งจริง ความรู้ และวิธีคิด ที่เอามาขยายให้รู้กัน

เป็นสิ่งจริง เป็นสิ่งที่อาศัย พยายามแนะนำวิธีคิด มันก็เกิดความรวมตัวเกิดความสำเร็จเกิดความเป็นจริงได้มาเรื่อยๆ จนกระทั่งเรารู้ว่า ความเจริญมาจาก 1 มวล ของแต่ละอณู มวลแต่ละอณูก็ไม่สะสม เป็นคนไม่มี เอามาไว้ส่วนกลางมีแต่ของส่วนกลาง ทุกคนมีสิทธิ์ร่วมกัน แล้วมีสิทธิ์ร่วมกันแล้ว เราก็แบ่งกินแบ่งใช้ตามแต่ละคน ก็ไม่มีใครที่ ผลาญพร่า ไม่มีใครเอามาเป็นของตัว กินใช้ร่วมกันนี่แหละ ไม่ทำลาย ดีไม่ดีสร้างสรรเพิ่มเติมให้มีมาเสมอก็อุดมสมบูรณ์ตลอดเวลา แล้วเราก็มีเหลือกินตลอดเวลา

เรามีความสามารถและสร้างได้มาก คนมารวมกันมากขึ้นก็ยิ่งสร้างได้มากขึ้น แต่ละคนก็มาเรียนรู้ แต่ก่อนตัวเองกินมากใช้มากก็มาลดน้อยลง ก็ยิ่งจะมีความเจริญ เราก็สร้างให้กลับได้มากขึ้น คนก็มีมากขึ้นด้วย ความจริงทั้งคนและกิริยากรรมต่างๆ สอดซ้อน มันจึงอุดมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น นี่เป็นเศรษฐศาสตร์สุดยอดเลยเป็นเศรษฐศาสตร์หลักใหญ่สุดยอด

อาตมาพยายามมีชีวิตอยู่ อยากให้เศรษฐศาสตร์ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้อันนี้ อาตมาเอามากระจายความ อธิบายออกว่าลักษณะที่ท่านทำเป็นแบบนี้ ตั้งแต่ในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นยุคทาส มาจนถึงในยุคนี้อาตมาก็พยายามทำมันมีองค์ประกอบมาก ก็ทำได้แล้ว ในยุคนั้นมันเป็นยุคของทาส สมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็เลยทำไม่ได้ แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้วรู้จักสิทธิมนุษยชนได้ดีก็เลยเอามากระจาย แต่ก่อนสมาชิกจะต้องเป็นภิกษุ แต่ตอนนี้เป็นฆราวาสก็ได้ เอาสาธารณโภคีของพระพุทธเจ้ามาขยายผลถึงฆราวาสเป็นของจริง ไม่ใช่ของเล่นนะ เห็นไหมอาตมาถึงบอกว่า ทำไมนักเศรษฐศาสตร์จบดอกเตอร์คนละหลายใบ ทำไมมันไม่เข้าใจ เศรษฐศาสตร์บทนี้ สุดยอดเลยนะ

ถ้าหากว่ามีโมกุลอย่างนี้เกิดมากขึ้น อาตมาพยายามขยายผลอยู่ ก็จะมีของจริงที่ขยายผลออกไป คนก็จะเข้าใจเห็นจริง ความคิดแบบนี้เสียสติแบบนี้มันเป็นจริงได้มันเป็นอย่างนี้ไม่มีผลประโยชน์ต่อใคร คนอื่นก็ต้องการแบบนี้แหละ แต่เขาไม่รู้เขาไม่เชื่อเราต้องพิสูจน์ความจริง ไม่ใช่อะไรหรอก เขายังโง่เขาโง่เข้าใจไม่ได้ เราจึงต้องทำจนคนตาบอดเห็นได้ เข้าใจได้ แต่ไม่ใช่ตาบอดสอดตาเห็นนะ แต่นี่เห็นจริงๆเลย ตาบอดเขาแค่สัมผัสรู้ก็แจ้งสว่างยิ่งกว่าคนมีธาตุรู้ทั้ง 6 อีก

อาตมาเคยพล็อตเรื่องสั้น ผู้ชายไปรักผู้หญิงตาบอดคนหนึ่ง แต่ก่อนไม่รู้ว่าทำไมถึงแต่ง ตอนนี้รู้แล้วว่าให้คนตาบอดเห็นได้ มันก็แฝงเชิงกามผู้หญิงผู้ชายก็เป็นนิยายขึ้นมา ทำนิยายเรื่องนี้ได้แต่เรื่องนี้เอาไปทิ้งหมดแล้ว เขียนเรื่องสั้นเป็นร้อยเรื่องเลยแต่ก่อนทำเป็นละครวิทยุ มีนักเขียน 3 คนร่วมกัน ยังเหลืออยู่คนหนึ่ง คุณสำราญ ทรัพย์นิรันดร์ กับ ธนพ

เราก็แบ่งกันเขียนสามคนนี้ต้องออกทุกวัน อาทิตย์นึงออกอากาศ 5 วัน ให้คนละ 2 คนละ 2 เรื่อง สำราญยังอยู่ แต่ธนพ ตายแล้ว สำราญ เจ้าของนามปากกา หลวงเมือง

ตอนหลังก็เลิกทำเพราะเขียนไม่ไหว เลยมีเรื่องสั้นละครวิทยุเป็นแฟ้มเลยให้รุ่งโรจน์ ณ นคร เอาไปทั้งแฟ้มตอนนี้รุ่งโรจน์ตายไปแล้ว เมียของเขาหม่อมหลวงเบญจมาศ ไปถามหาดู ตามดูพล็อตเรื่องเหล่านี้ เขาก็ทิ้งไปแล้วหายไปเลย พูดไปก็โบราณ เก่าเอี่ยมเลย

_48 ปีของหลวงปู่ได้อะไรเป็นสิ่งที่ค้นพบอย่างจริงแท้

พ่อครูว่า…อาตมากำลังบอก อาตมาค้นพบความเป็นเทวะ 48 ปีตอนนี้อาตมากำลังพบ เทวะ ทุกสิ่งทุกอย่างจนแต้มอยู่กับเทวะ มี 2 ฝั่ง เทวนิยมกับอเทวนิยม อาตมากำลังขยายความเรื่องนี้ เทวนิยมก็มาสนใจนะ อเทวนิยมเขาก็เข้าใจไม่ถูกต้อง ชาวพุทธเป็นอเทวนิยมแต่เขาตีไม่แตกไม่เข้าใจ ก็เลยกลายเป็นยี่ห้อพุทธ แต่ความรู้ยังไม่เข้าพุทธตีแตกธรรมะ 2 ไม่ได้ แยก 2 ไม่ได้ ทำเป็น1 ไม่ได้ ทำ0 ไม่ได้

เมื่อทำ0ได้ก็จะรู้ทุกอย่าง 0ก็คือ 1 2 3 4 5 6  0ก็คือ 369 0ก็คือขยายผลไปอีกเป็น สามเส้า ต่อไปมากมายซับซ้อน ซึ่งมีระบบ ไม่ใช่เรื่องของความสับสนวุ่นวาย แต่เป็นความซับซ้อนอย่างมีระบบระเบียบ

อย่างเช่น ดร.ยุค ศรีอาริยะ เขาไปเรียนวิชาเรื่องโลก ระบบโลก เขาก็เลยไปเรียนจับระบบ ตั้งแต่การเคลื่อนไหว ผีเสื้อกระพือปีก พวกคิดมากเกินไป (ดร.เทียนชัย วงศ์ชัยสุวรรณ)

_การที่เราเป็นทุกข์กับสิ่งที่ตัวเองทำ ต้องทำอย่างไรคะถึงจะผ่านพ้นไปได้

พ่อครูว่า…ให้มาเรียนรู้ที่นี่แหละที่เรียนรู้เหตุแห่งทุกข์ แล้วแก้ไขเหตุ ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงความเป็นอยู่ความทุกข์ความเดือดร้อนความขัดแย้งก็จะหายไป แล้วก็จะลงตัวอย่างเป็นสมดุล ลงตัวอย่างเคลื่อนไหวไปอย่างราบรื่นเรียบร้อยง่ายงาม ก็จะหายทุกข์หายขัดข้อง หายบาดเสียด ใช้ภาษาง่ายๆ จะเกิดความเคลื่อนที่ละมุนละไมร่วมกันรังสรรค์เป็นประโยชน์แก่กันและกัน และเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นไป เท่านี้แหละ มีชีวิตอย่างนี้ ยอดเยี่ยมแล้ว ที่เราทำอยู่

_การที่หนูได้มารู้จัก ได้มาปฏิบัติธรรมกับอโศก แล้วทำให้หนูไม่ศรัทธาพระข้างนอกสักเท่าไหร่ แม่ชวนไปวัดไม่ค่อยจะอยากไปแบบนี้หนูจะบาปไหมคะ

พ่อครูว่า…ตอบก่อนอื่นว่าไม่บาปหรอก แต่เราไม่ได้เอื้อเผื่อแผ่แก่ผู้อื่น อย่างน้อยเราอนุโลมตามแม่ เราก็จะได้ช่วยแม่ หากเราขัดแย้งกับแม่ แม่ก็ไม่มีเพื่อน ความผิดฐานร่วมกันจะลดลง แต่ถ้าเราอนุโลมไปกับแม่ แล้วก็หาโอสถใส่แทรกตามขุนขน ให้เขาได้ยาโดยไม่รู้ตัว หรือสามารถให้เขายอมรับกินยาได้ หากเขาไม่รู้ตัวเราสามารถแทรกยาทิพย์ให้เขาได้

บอกว่าพระที่ทำอย่างนั้นเราไม่ศรัทธา ห้ามไม่ได้ ก็เพราะว่าเขาไม่ดีจริงไม่น่าศรัทธา แต่จะไปตีทิ้งทั้งหมดไม่ได้พระเถระสมาคมก็ยังมีดีอยู่ องค์นี้รับได้มาก องค์นี้รับไม่ได้ เราก็มีระดับอยู่ อย่าไปตีทิ้งทั้งหมด เราจะไม่มีแนวร่วมที่จะเพิ่มขยายผลได้ เราก็ต้องค่อยๆไป ค่อยๆขยับ จะต้องขยันต้องเหนื่อยต้องอดทน

ที่พูดนี้อาตมาเจอทั้งนั้นต้องเหนื่อยต้องขยันต้องอดทนทำเพื่อผู้อื่น จริงๆแล้วมันซ้อน เพื่อผู้อื่น ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ได้ประโยชน์เสียทีเดียว พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสเอาไว้ว่า ประโยชน์ของเราคือการลดกิเลสของเรา จนกิเลสของเราสิ้นเกลี้ยงก็หมดประโยชน์ของเรา แต่ประโยชน์ความเจริญเราจะมีทักษะเก่งขึ้นเราจะรู้รอบมากขึ้น รู้วิธีการจะผสมผสาน ให้ได้ประโยชน์แก่ผู้อื่นมากขึ้น โพธิสัตว์จะทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นมันจะไม่หยุดหรอกจะก้าวหน้าทำเพื่อผู้อื่นได้ดีขึ้น เอาของคนอื่นมาจัดสรรให้ได้ประโยชน์คนอื่นไปมากขึ้นเรื่อย มันไม่จบหรอก จะจบก็คือเก่งเท่าพระพุทธเจ้า จบนั้นเก่งเท่าพระพุทธเจ้า หรือใครจะเก่งเกินพระพุทธเจ้าก็แล้วแต่ อาตมากลัวคนที่จะเก่งกว่าพระพุทธเจ้า อาตมาเอาที่พระพุทธเจ้าเป็นเกณฑ์

ถ้าไม่ศรัทธาพระข้างนอก ไม่ศรัทธาองค์นี้ องค์นี้ก็มีอีก จะมีองค์ที่ศรัทธาที่น่าพอรับได้อยู่นะ มันไม่สิ้นไร้ไม้ตอกขนาดนั้นหรอก อาตมาก็เห็นอยู่ว่ามีพระที่น่าศรัทธาเลื่อมใสมีเยอะไป ที่รู้ แม้แต่สมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์

อาตมารู้จักพระน้อยมาก เพราะเกิดมาชาตินี้ไม่มีสำนักไม่มีอาจารย์ ไม่มีศิษย์ร่วมสำนักอาจารย์เดียวกัน

อาตมานี่ ถ้าจะเขียนหนังสือกำลังภายในจะเขียนได้เก่งกว่ากิมย้ง โกวเล้ง เพราะอาตมาเป็นเจ้าสำนักที่ไม่มีลูกศิษย์ ไม่มีอาจารย์ ไม่มีเพื่อนร่วมสำนักที่เป็นศิษย์พี่ศิษย์น้อง โกวเล้งเขาไม่เคยเขียน กิมย้งก็ไม่เคยเขียน เขานึกไม่ออกว่าในโลกมีด้วยหรือคนแบบนี้ คนเกิดมาในโลกนี้ไม่มีสำนักไม่มีอาจารย์ ก็นึกว่าจะต้องมีอาจารย์มีศิษย์พี่ศิษย์น้อง แข่งขันกัน เข่นฆ่ากัน แต่อาตมาไม่มี แล้วไม่รบกับใครด้วย จอมยุทธที่ไม่มีสำนักไม่มีศิษย์พี่ศิษย์น้องไม่มีอาจารย์และไม่รบกับใครด้วย อาตมามีแต่ทำความจริงทำความประสานกับทุกแห่ง

จะพูดว่ารบก็ได้แต่เป็นการรบอย่างใช้ความสงบสยบความรุนแรง ถูกต้องตามกฎหมายโลกสากล ใครมาว่าอาตมาไม่ได้ รบอย่างสงบเรียบร้อยช่วยเหลือเกื้อกูลทำความจริง เลยชนะอย่างสง่า

ต้องทำในใจและเรียนรู้ว่าทำได้อย่างไร อาตมาเชื่อว่า เป็นเรื่องจริงสุดยอดในโลกแล้วมีตัวอย่างด้วย รูปธรรมที่ทำนี้ไม่ใหญ่ ที่ไม่ใหญ่เพราะรุนแรงไม่ถึงขนาด มีไม่กี่เหตการณ์

เดี๋ยวงานมหาปวารณา อาตมาก็คงจะท้าวความ สงครามสังคมที่อาตมาได้ผ่านมา 12 ปีที่แล้ว 24 ปีที่แล้ว 36 ปีที่แล้ว 48 ปีที่แล้ว ที่เคยอยู่กับสังคม

อาตมาพูดหนักพูดแรง พระพุทธเจ้าก็พูดแรง พระ 180 รูป 60 รูปบรรลุเป็นอรหันต์ อีก 60 รูปกระอักเลือด อาเจียนเป็นโลหิตร้อนพุ่งออกจากปาก อีก 60 รูปขอลาสิกขาเลย

ของอาตมาทำได้น้อยกว่าพระพุทธเจ้าแม้จะไม่เพิ่มแต่ก็มีจำนวนของที่พอสมควรทุกวันนี้ไม่เหี่ยวแห้ง อย่างน้อยก็มี 50 60 70 คน จะถึง100 ไหมวันนี้ สักวันก็ได้ 200 แต่มีคนฟังข้างนอก เดี๋ยวนี้มันมีสื่อสาร

อาตมาพยายามอัดคุณภาพ ปริมาณก็ได้น้อยแต่คุณภาพคับแก้ว แต่มันต้องทำไม่มีทางเลี่ยงจำนนต้องทำ

หนูที่ถามมา…ก็อย่าไปดูถูกเขาเห็นใจเขา ที่เขามาบวชกันนั้น มาบวชได้บาป คือมีเจตนาไม่ดีอาศัยแฝงทำมาหากิน เขาไม่รู้ แต่คนมีเจตนาดีมาบวชแต่ไม่รู้ก็ทำบาปน่าสงสาร เขาตั้งใจพากเพียรอยู่ ไม่ผิดกฎระเบียบวินัยพระพุทธเจ้าห้ามไว้ สายปฏิบัติที่ท่านพากเพียรจริงเท่าที่ภูมิรู้ท่านมี ท่านก็พากเพียรอยู่ อาตมาก็อนุโมทนาสาธุ มีคนชนิดนี้อยู่ไม่น้อยหรอก พวกเราก็พากเพียรไปเถอะ

หากพวกเรามีมวลที่เป็นของจริง ก็จะมีรัศมี ราศี ออกไปช่วยผู้อื่นจะเป็นสนามแม่เหล็กแห่งโลกุตรธรรม จะมีรังสีไป ทำให้โมเลกุลต่างๆ ที่เขาจะเอาตัวมาในสนามนี้ โมเลกุลต่างๆที่มาร่วมก็จะถูกพวกเราปรับให้เข้าทิศทาง ตามธรรมชาติ ยิ่งเขาพากเพียรจะให้สอดคล้องลงตัวเป็นหนึ่งเดียวกับมวลใหญ่ มันก็เร็วขึ้นเรื่อยๆ เป็นธรรมดาความจริงต้องเป็นเช่นนั้น

_เยาวชนใต้ร่มโพธิ์…การที่เราไปยึดติดกับคนที่ไม่เห็นหน้า (ดารา นักร้อง ) เห็นแต่ภาพ มีกระแสร่ำลือ ดาราเด่นดังในโลกไม่เคยมาให้สัมผัสหน้าแต่เราเห็นกระแสความเด่นดัง แล้วเราไปติดยึด มันดีหรือไม่ดีเพื่อนๆชอบมากด้วย

พ่อครูว่า…จะเป็นดาราหรือนักร้อง ก็มีคนดีบ้าง คนที่เข้าท่าอยู่บ้าง ถ้าจริงๆจะว่าไปแล้วมันก็มีน้อย เพราะว่าจะเป็นคนที่หลงไปในทางระเริง ดาราไม่ใช่สาระ เป็นความบันเทิงเริงรมย์ มีความเป็นโทษมากกว่า ขิฑฑาปโทสิกะ พวกดารานักร้อง หรือนรกปหาสะ นรกที่หลงในความเพลิดเพลินสนุกสนานเอร็ดอร่อย เราก็ค่อยๆเรียนรู้ไป

ขนาดเรายังไม่เห็นตัวก็ไปเสียเวลาศรัทธามัน ก็เอาคนที่เห็นหน้าเห็นตา แล้วเป็นสาระยิ่งกว่าเป็นดาราเป็นนักร้อง หลวงปู่นี่เป็นดารานะ จริงๆ เป็นดาวฤกษ์ด้วย ดาราคือดาว ไม่ใช่ดาวเล็กๆนะ เข้าใจให้ได้สิ ไปเข้าใจดาวเล็ก โธ่เอ๋ย รับแสงมาทำทีเป็นของตนเองแสงหลอกๆ แสงไม่ดีด้วยซ้ำ ตอนนี้เป็นดาวฤกษ์ที่มีแสงจริงในตัวเองด้วย เป็นแสงที่ดีด้วย สัมผัสให้ดี เรามีโอกาส

คนไม่เข้าใจไม่รู้ว่าหลวงปู่เป็นดาวฤกษ์ เขาเห็นว่าเป็นฝุ่นเป็นขยะด้วยซ้ำก็แล้วแต่เขาไม่มีปัญหาอะไร หลวงปู่รู้ความจริงตามความเป็นจริงอะไรหลายๆอย่าง ก็ยืนยันว่าเราไม่ได้ไปหลอกใคร เอาสิ่งที่ดีเป็นสาระแก่นสารที่ประเสริฐมาให้ เช่น เอาความจนมาให้ พยายามฝึกให้มาเป็นคนจนเป็นสิ่งประเสริฐไม่ใช่รู้กันง่ายๆ

เมืองไทยเป็นเมืองประเสริฐที่มีพระเจ้าแผ่นดินลึกซึ้งในเรื่องความจน แล้วมาประกาศให้มาเป็นคนจนเอาแบบคนจน มีที่ไหนในโลกขณะนี้ 200 ประเทศ มากน้อยก็แล้วแต่ มีประเทศไทยนี่แหละมีพระเจ้าแผ่นดินประกาศความจนให้มาศรัทธาความจนมีหนึ่งเดียวในโลก ประกาศไปทั่วโลก โพธิรักษ์ประกาศไม่ดังหรอกแต่พระเจ้าอยู่หัวประกาศแล้วดังเยอะ ขนาดนั้นคนก็ยังนั่งงงอยู่ว่าในหลวงตรัสอะไร ให้ปกครองบริหารแบบคนจนสิ นักเศรษฐศาสตร์ก็บอกว่าอะไร ท่านก็ตรัส นิ่มๆ เป็นเรื่องที่สุดยอดลึกซึ้งมาก อาตมาก็ว่าเอาเถอะ สักวันหนึ่งเขาก็จะรู้เขาก็จะเข้าใจ สักวันหนึ่ง ดอกไม้บานสะพรั่ง สักวันหนึ่งคนจริงจังจากหลากหลาย

ต้องรู้ว่าดาราเป็นดาวแสง ดาวที่มีแสงในตัวเองเรียกว่าดาวฤกษ์ ดาวที่รับแสงจากดาวฤกษ์เรียกว่าดาวเคราะห์ ดาวเคราะห์ดวงใดมีแสงมาก ดาวเคราะห์ดวงน้อยมีแสงน้อยก็ว่ากันไป ไปเรียกตามสมมุติ ตามรูปธรรม ตามสิ่งที่เป็นจริง ไม่ใช่ชีวะไม่ใช่ชีวิต เมื่อเทียบกับคน คนมีออร่า มีรังสีมีแสง แสงแห่งนามธรรม แสงแห่งคุณธรรม แสงแห่งจิตวิญญาณ

เอาศัพท์คำว่าแสงมาเรียก เป็นพลังงานมีรังสีที่เปล่งออกมาได้ มันเป็นจริง มาศึกษาให้ดีเราจะได้รู้จัก ดาราก็ตาม นักร้องก็ตาม

หลวงปู่นี่เป็นนักร้องวงเดียวกับสุเทพ วงศ์กำแหง แต่บารมีมันไม่ไปทางโน้น มันเลยไม่แข่ง แข่งกับเขาไม่ขึ้น เขาก็เลยชนะเด่นขึ้นไปเรื่อยๆไม่เป็นไร หลวงปู่ไม่ริษยาเขาหลอก เพื่อนกันรุ่นเดียวกัน เขาแก่กว่าอาตมา 2 เดือน มาพร้อมๆกันรุ่นเดียวกัน อาตมามาสายทางล้วน ควรธรรม เขาไปสายไสล ไกรเลิศ อาตมาก็เรียกพี่ทั้งสองคน พี่ไสลกินเหล้า พี่ล้วนไม่กินเหล้า ก็รู้จักกันดี

นี่นักร้องนะ แต่นักร้องนี้เป็นโลกุตระ กับเขาร้องเป็นโลกียะ

ที่จริง นักร้องนักแต่งเพลง ที่ไม่เป็นโลกุตระมีเยอะ นักร้องนักแต่งเพลงที่แต่งเพลงที่เป็นสาระเพื่อชีวิตหรือเป็นเพลงธรรมะ แต่งเพลงเป็นปรัชญามีบ้าง แต่จะข้ามเขตมาโลกุตตระ ยังไม่เป็น เพราะยังเข้าใจโลกุตระไม่ได้ว่าโลกุตระคืออะไร

โลกุตระคือ…. ผู้จะชื่อว่าเป็นชาวโลกุตระคือผู้รู้จักกิเลส อ่านตัวกิเลสออก แล้วมีวิธีการมีอุบายเครื่องออก ทำให้กิเลสตัวเองลดได้ แม้ว่าลดไปนิดหนึ่งก็เริ่มเป็นโลกุตรบุคคล รู้จักกายในกาย รู้จักความเป็นกาย รู้จักความเป็นเวทนา รู้จักความเป็นจิตเป็นธรรม

โลกุตระตัวแรกคือกายในกายในโลกุตระ 37 ล.31 ข.620 โลกุตร 46

แม้ศิลปินแห่งชาติเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เสียงพูดเข้าหูอาตมาเลยว่าศิลปะมีโลกุตระด้วยหรือ ขนาดศิลปินแห่งชาติที่ดังนะ

มงคลคือสิ่งที่พาไปสู่ความสูงอุตตมะ คือ มงคลอันอุดม เอตัมมังคะละมุตตะมัง

อาตมานี่แหละชื่อมงคล ซึ่งสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ติสโส อ้วน เป็นผู้ตั้งให้ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์เป็น อาตมาเป็นลูกศิษย์ของวัดนี้มาก่อน

อยู่กับเจ้าคุณที่ท่านมีความลำเอียงรักลูกศิษย์ที่เอาแต่ประจบประแจง ของเราเองทำงานสารพัด กับได้รับความดูแล เราก็ไม่ได้ริษยาเขาหรอก แต่ว่ารู้สึกว่าอาจารย์ไม่ควรจะชอบคนแบบนั้น เอาอาหารแบ่งให้ลูกศิษย์ ให้พวกเรากินของเหลือ ส่วนคนอื่นให้เลือกอาหารแล้วไปเรียนก่อนได้ ของเราต้องเก็บอาหารเหลือไว้กินแล้วต้องค่อยไปเรียนทีหลัง

_สมถะกับวิปัสสนาหนูมีความเห็นว่าสมถะคือกดข่ม แต่คงไว้ซึ่งความอยาก (ตัดไม่ขาด)พอเจออีกก็กดข่มอีก หนูว่าวิปัสสนาดีกว่าค่ะพอจะรู้จักเหตุและกำจัดความอยากได้มากกว่า แต่อย่างไรอย่างไรหนูก็ต้อง สมถะกดไว้ก่อนแล้วค่อยวิปัสสนาค่ะ

พ่อครูว่า..ถูกต้องเพราะในวิปัสสนามีสมถะด้วยแต่สมถะไม่กดข่ม แต่มันคือความสงบแบบปัสสัทธิ สมถะก็สงบแต่กดข่มแต่สงบปัสสัทธิคือกิเลสเลิกมารบกวนเรา เลิกมีบทบาทกับเราหายไปๆก็สงบ จิตเราก็ยิ่งสะอาดจริงมีอิสระมีพลัง ดูกิเลสมันยอมแพ้นะ ใช้ศัพท์ที่ดุเดือดว่าเราฆ่ากิเลส แต่เราไม่ได้ทำให้มันเลือดตกยางออกหรอก กิเลส แต่ให้มันแพ้ด้วยความจริงมันจำนนว่า เอ็งโง่ เอ็งทำร้ายเองทำไม่ดีเองไปจากข้า จนกิเลสมันฉลาดมันรู้ตัวว่าไม่อยู่ด้วยแล้วคนละพวกกับมัน กิเลสมันก็เลยค่อยจากไป เพราะมันรู้ว่าคนละพวก แต่มันก็ไม่ฉลาดอีกแหละเพราะมันฉลาดไม่เป็นหรอก กิเลส แต่มันรู้ว่าไม่ใช่พวกมัน มันอยู่ไม่ได้เพราะที่นี่ไม่ร่วมมือกับมัน ใช้ความจริง ใช้โวหารภาษาพูดให้เขารู้ตัว ให้กิเลสรู้ตัว ให้กิเลสมันมีชีวิตที่มันรู้ตัว คนนี้ไม่เอาแล้ว กูแน่โว้ย นอกจากไม่เอาแล้วทุบหัวกูด้วย กูโนดีกว่า กูไม่เอา แสดงว่า โน NO และมันก็ Know ด้วย มันมีสองโนนะ ก็โนสองโนเป็นธรรมะสอง

ใช้ศิลปะวิธีการให้เขาเข้าใจ ปรับปรุงแก้ไขตนเองให้สำเร็จอันนี้แหละสุดยอดเลย

สมถะนั้นกับปัสสัทธิต่างกัน แปลเป็นไทยว่าสงบทั้งคู่ สมถะนั้นมีเชิงไม่งาม เกิดจากการกดข่มแต่ปัสสัทธิเกิดจากวิปัสสนา

ใช่แล้ว คนเราต้องใช้กดข่มช่วยเป็นธรรมดา มีใครปล่อยแสดงออกมาเต็มที่ล่ะ ไม่มีใครหรอกมันต้องกดข่มบ้างมากน้อยต่างกัน มันมีความละอาย จนกระทั่งความละอายคุณมากขึ้นมันก็ค่อยๆหายไปจนหมด

_มีแต่คนพูดถึงผี อยากสวย ทำไมไม่มีคนพูดถึงผีอยากหล่อบ้าง คะไม่ยุติธรรมเลย

พ่อครูว่า…ขอสมมุติคำว่าหล่อใช้กับผู้ชาย เขาใช้คำว่าสวยกับผู้หญิง แล้วผู้หญิงที่อยากสวยมากกว่า ปุริสภาวะ เพศชายก็เลยไม่ไปหลงความสวยงามความปรุงแต่งมากกว่าผู้หญิง ความสวยความหล่อก็คือความงาม ให้แมลงต้องใจเหมือนดอกไม้ ที่เป็นรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสนั่นแหละ เพราะฉะนั้นเข้าใจแล้วมีสภาวะแล้วก็อย่าไปติดใจในพยัญชนะ

พยัญชนะกับสภาวะที่อธิบายสลับไปสลับมา เดี๋ยวนี้ผู้ชายมีจริตเป็นกระเทยเยอะแยะ

_หลวงปู่ทำงานมา 48 ปี เคยท้อเคยล้มเลิกความคิดไหมคะ ถ้าเคยมีหลวงปู่จัดการความรู้สึกนี้อย่างไรคะ

พ่อครูว่า..ไม่มี หากมีก็รู้สึกว่า เราเองเป็นโพธิสัตว์เกิดมาเพื่อช่วยคนในโลกนี้ต้องเหนื่อยแน่ เพราะต้องช่วยคนที่ยังไม่รู้ พูดว่าโง่ก็ได้ ช่วยคนโง่นี้มันยากจะตายมันเป็นสัจจะ หลวงปู่เข้าใจว่าคนโง่คนรู้น้อยลงๆ ยิ่งโง่ ให้รู้มากขึ้นๆก็ค่อยยังชั่ว ก็ได้เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆก็มีผลอยู่หลวงปู่ก็ไม่ท้อแท้ไม่กลัวก็ทำไป ยังจะเติมอายุขัยให้ตัวเอง ฝืนอายุขัยตัวเองด้วยซ้ำ เพื่อจะทำผลนี้ให้เกิดประโยชน์ หลวงปู่เกิดมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 เข้าใจอะไรมาก จะมีอะไรดีกว่านี้อีก หลวงปู่ไม่กลัวหรอก เรื่องลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขนั้นทิ้งไปหมดแล้วไม่เอา มาเอาแบบเจริญแบบนี้ เจริญแบบโลกียะให้เขาดูว่ามันไม่ดี มาเจริญแบบโลกุตระดีกว่าและมีชั้นตอนอย่างไร อย่างน้อย 37 ชั้น ฝากไว้ก่อนโอฬาร

_เพลงเพ็ญธรรม…กราบนิมนต์หลวงปู่อธิบายอิธิบาท 4 ในฉบับนักเรียน

พ่อครูว่า…อิทธิบาท 4 มีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา เราต้องมีความยินดีก่อน คือมีฉันทะ ในอะไรก็แล้วแต่ เรื่องหนึ่งก็ได้ เช่นเรื่องไม่ฆ่าสัตว์ มายินดีเรื่องนี้น่าจะดี ก็มาเรียนรู้มาประพฤติเถอะ ไม่ฆ่าสัตว์แล้วก็พากเพียรปฏิบัติ หากเราอยากฆ่าอยู่ก็ต้องเรียนรู้ตัวเหตุ แล้วก็ลดกิเลส ลดได้เราก็จะมีวิริยะ เกิดวิริยะ เกิดจิตตะ จิตใจเป็นตัวประธานก็จะได้ผลเป็น อธิจิตเจริญขึ้นเรื่อยๆมีปัญญาร่วมด้วย เรารู้หมดเลย ฉันทะยินดี วิริยะได้ผลดีขึ้นๆ ได้ผลก็เป็นธรรมศาสตร์ ได้เนื้อๆ วิมังสา มังสะคือเนื้อธรรมะ

ค่อยจะขยายความไปอีกมันยิ่งใหญ่ มนุษย์ที่ไม่มีอิทธิบาท 4 ทำงานอะไรไม่ได้แน่นอน เวลาเป็นศูนย์แล้ว

สมณะฟ้าไท..สรุป