611218_ศาลอุทธรณ์ ตัดสินยกฟ้องคดีพ่อครูและพวกฝ่าฝืนพรบ.ความมั่นคง ปี 54
วันนี้(18 ธ.ค. 2561) พ่อครูมาฟังคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ ถนนนครไชยศรี กทม.พร้อมกับผู้ต้องหารวมทั้งหมดมี 10 ราย
1.พล.ต.จำลอง ศรีเมือง 2.คุณสนธิ ลิ้มทองกุล 3.คุณประพันธ์ คูณมี 4. อ.ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ 5.พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ 6.คุณสุริยะใส กตะศิลา 7.คุณเทิดภูมิ ใจดี 8.คุณพิภพ ธงไชย 9.คุณอมร อมรรัตนานนท์ 10.คุณทศพล แก้วทิมา
วันนี้ประมาณ 10.30 น.ศาลอุทธรณ์อ่านคำตัดสิน ว่า ยืนคำตัดสินตามศาลชั้นต้น คือให้ ยกฟ้อง และมีคำสั่งไม่ให้ฎีกาต่อ ที่ตัดสินยกฟ้องเพราะ เราชุมนุมก่อนมี พรบ.ความมั่นคง (กรณี 7 คนไทยถูกกัมพูชาจับ เช่น คุณแซมดิน คุณตายแน่และกรณีปกป้องชายแดนไทย-กัมพูชา) ตอนนั้นเราชุมนุมสมัยรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ เป็นอันเสร็จสิ้นคดีความนี้อย่างแท้จริง (วันนี้อัยการที่สั่งอุทธรณ์ต่อไม่ได้มาฟังคำตัดสินด้วย)
คดีนี้เราต่อสู้ความจริงด้วยกฏหมายว่า
1.พรบ.ความมั่นคงประกาศหลังการชุมนุม
2.การ ชุมนุมเป็นไปโดยสงบ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ ปกป้องอธิปไตยเหนือดินแดนปราสาทพระวิหาร เป็นการสร้างความมั่นคงให้กับประเทศชาติ
บรรยากาศในหน้าบัลลังก์ ห้อง 502 เป็นไปอย่างอบอุ่นคุ้นเคยในระหว่างแกนนำพธม.ที่นานๆครั้งได้มีโอกาสมารวมตัวกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา แต่ละท่านดูสุขภาพดี โดยเฉพาะคุณสนธิ ลิ้มทองกุล แม้จะต้องอยู่ในเรือนจำก็ตาม วันนี้คุณสนธิมาด้วยชุดนักโทษ กางเกงขาสั้นสีน้ำตาล เสื้อเสื้อสีน้ำตาลแดง คุณสนธิดูหน้าตาสดใสแข็งแรงดี ทุกคนยังคงสนทนากับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่ร่วมเป็นร่วมตายในการกู้ชาติจากระบอบทักษิณกันมา ยังคงห่วงใยบ้านเมืองเหมือนเดิม
เรามีหัวหน้าทนายคือ คุณสุวัตร อภัยภัคดิ์ เป็นทนายให้ฝ่ายเรา ก่อนที่ศาลจะออกนั่งบัลลังก์ทนายสุวัตร ได้คุยกับพ่อครูว่า
ทนายสุวัตร : “คดีนี้ถ้าเรายอมรับสารภาพ เราก็จะถูกปรับคนละ 2,000 บาท คดีก็จะจบลง แต่เราไม่ยอมรับสารภาพผิด คดีจึงยืดเยื้อมาถึงทุกวันนี้”
พ่อครูบอกว่า : “ ใช่แล้ว เราไม่ยอมรับผิด เพราะเราไม่ได้ทำผิด เราไปชุมนุมตามกฏหมาย ตามสิทธิหน้าที่ของประชาชน เราไปประกาศความจริง ไปทำให้เกิดความสงบ เราทำสำเร็จด้วยนะ มีแต่ฝ่ายโน้นที่พยายามจะทำให้เกิดความวุ่นวาย”
ทนายสุวัตร : “ถ้าไม่มีพวกเรา ไม่รู้ป่านนี้บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร?
ย้อนไปตอนที่พ่อครูเดินเข้าห้องพิจารณาคดี 502 พ่อครูทักคุณลุงจำลอง ศรีเมือง ว่า
พ่อครู : หน้าเป็นอะไร ทำไมแดงๆ?
คุณลุงจำลอง : หน้าเป็นผื่นครับ ปรกติทายาก็หาย แต่คราวนี้ยังไม่หาย พรุ่งนี้ก็คงหายแล้วครับ
พ่อครู : เออ เก่งนะ รู้ด้วยว่าผื่นจะหายพรุ่งนี้…..
ลุงจำลองว่า: แพ้อะไรสักอย่างเลยผื่นขึ้นที่หน้า…
พ่อครูเลยบอกว่า : แพ้ก็แพ้ชะตาทราม ดวงใจทรงความมั่นคง
ก่อนออกจากห้องตัดสิน พ่อครูได้สนทนากับคุณสนธิ ลิ้มทองกุล เล็กน้อย
พ่อครูว่า…อยู่ในคุกเป็นอยู่สบายพอได้ไหม
คุณสนธิ…อยู่ในคุกไม่มีสบายหรอกครับ…แต่อยู่ได้
พ่อครูว่า…ใจสิ…อยู่ที่ใจ
คุณสนธิ…ใจผมไม่มีอะไรครับ
พ่อครูว่า…นั่นแหละคือสิ่งสูงสุด…
ข่าวจาก manager online
ที่ศาลแขวงดุสิต ถ.นครไชยศรี วันนี้ (18 ธ.ค.) เมื่อเวลา 10.30 น. ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีหมายเลขดำ อ.607/2548 ที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 3 (ดุสิต) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง , นายสนธิ ลิ้มทองกุล , นายประพันธ์ คูณมี , นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ , สมณะโพธิรักษ์ , นายสุริยะใส กตะศิลา , นายเทิดภูมิ ใจดี , นายพิภพ ธงไชย , นายรัชต์ยุตม์ หรืออมร ศิรโยธินภักดี , นายทศพล แก้วทิมา แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) , กลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติและเครือข่ายประชาชนปกป้องแผ่นดิน เป็นจำเลยที่ 1- 10 ในความผิดฐานร่วมกันฝ่าฝืนประกาศ และข้อกำหนดห้ามบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเข้า หรือให้ออกจากบริเวณพื้นที่ หรือสถานที่ที่กำหนด ตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551
โดยอัยการยื่นฟ้องคดี เมื่อวันที่ 10 มี.ค.58 สืบเนื่องกรณีเมื่อวันที่ 9-19 ก.พ.54 ซึ่งอยู่ในช่วงระยะเวลาที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ออกประกาศนายกรัฐมนตรี เรื่องพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักรลงวันที่ 8 ก.พ.54 และข้อกำหนดนายกรัฐมนตรีในฐานะ ผอ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ที่ออกตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 มาตรา 18 มีผลบังคับใช้ จำเลยทั้ง 10 คนกับพวกร่วมกันเข้าไป และไม่ออกจากบริเวณเส้นทางถนนพิษณุโลกระหว่างแยกพาณิชยการพระนคร (ด้าน ถ.พระราม 5) ถึงแยกสวนมิสกวัน และเส้นทาง ถ.ราชดำเนินนอกระหว่างแยกสวนมิสกวันถึงแยกมัฆวาน เขตดุสิต กทม. ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ปรากฏเหตุการณ์กระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร แล้วจำเลยทั้งสิบกับพวกปิดการจราจรบริเวณถนนและแยกดังกล่าวทำให้ประชาชนไม่สามารถสัญจรไปมาได้ปกติ นอกจากนี้ยังสร้างเวทีปราศรัยถาวรบน ถ.พิษณุโลก บริเวณเชิงสะพานชมัยมรุเชษฐ์ ลึกเข้าไปในผิวจราจร โดยใช้ชื่อ “ เครือข่ายประชาชนคนไทยหัวใจรักชาติ ” กับตั้งเวทีปราศรัยถาวรบนถนนราชดำเนินนอกบริเวณเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ โดยใช้ชื่อกลุ่มว่า “กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งจำเลยทั้งสิบเป็นแกนนำผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันขึ้นเวทีปราศรัยโจมตีการบริหารประเทศของรัฐบาล กรณีความสัมพันธ์ไทยกับกัมพูชา โดยจำเลยทั้งสิบกับพวกไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย เหตุเกิดที่แขวง-เขตดุสิต กทม.
ซึ่งจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธสู้คดี โดยระหว่างการพิจารณาจำเลยได้รับการปล่อยชั่วคราวไป และวันนี้ทุกคนก็เดินทางมาฟังคำพิพากษาอุทธรณ์ ส่วน “นายสนธิ” อดีตแกนนำ พธม. ที่ปัจจุบันถูกคุมขังในเรือนจำคลองเปรมคดีความผิด พ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็ถูกเบิกตัวมาฟังคำพิพากษาด้วยโดยมีสีหน้าสดใส แต่ร่างกายค่อยข้างผอมกว่าเดิม ขณะที่กลุ่มแกนนำเมื่อเจอหน้ากันก็พุดคุยทักทายกันด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม โดยมีกลุ่มผู้สนับสนุนจำนวนหนึ่งมาร่วมลุ้นฟังผลคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ 20-30 คน
โดยคดีนี้ศาลแขวงดุสิต ซึ่งเป็นศาลชั้นต้น ได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 31 พ.ค.60 ให้ยกฟ้องทั้งหมด เนื่องจากการออกประกาศพื้นที่ห้ามบุคคลเข้า-ออก บริเวณถนนราชดำเนิน ดุสิต และพื้นที่ใกล้เคียงรอบทำเนียบไม่มีสภาพใช้เป็นกฎหมาย เพราะได้ลงประกาศในราชกิจจาฯ และมีผลบังคับใช้หลังจากการชุมนุม ต่อมาอัยการโจทก์ ยื่นอุทธรณ์
ขณะที่ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษากันแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า เมื่อประมาณปลายเดือน ธ.ค.53 “สมณะโพธิรักษ์” จำเลยที่ 5 และนายทศพล จำเลยที่ 10 เข้าร่วมกับกลุ่มประชาชนไทยหัวใจรักชาติ ชุมนุมกันที่สะพานชมัยมรุเชษฐ์ ต่อมาวันที่ 25 ม.ค.2554 จำเลยที่ 1-4 และ 6-9เข้าร่วมกับกลุ่มรวมพลังปกป้องแผ่นดิน ซึ่งชุมนุมอยู่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ โดยทั้งสองกลุ่มมีประชาชนเข้าร่วมการชุมนุมเรื่อยมา ซึ่งมีการยื่นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือคนไทย 7 คน ที่ถูกจับกุมบริเวณชายแดนประเทศไทย-กัมพูชา แล้วถูกดำเนินคดีที่ประเทศกัมพูชาพร้อมทั้งให้รัฐบาลถอนตัวออกจากภาคีอนุสัญญามรดกโลกและเรียกร้องให้รัฐบาลไทยทวงคืนดินแดนที่สูญเสีย 4.6 ตารางกิโลเมตร หากไม่ดำเนินการกลุ่มผู้ชุมนุมจะยกระดับการชุมนุมเข้ายึดสถานที่ราชการ ซึ่งต่อมาวันที่ 8 ก.พ.2554 ครม.ได้อาศัยอำนาจตามพ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายใน มาตรา 15 ออกประกาศเรื่องพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักรโดยกำหนดให้พื้นที่เขตพระนคร,เขตป้อมปราบ,เขตดุสิต,เขตปทุมวัน,เขตวังทองหลาง,เขตวัฒนาและเขตราชเทวี กทม.เป็นพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงฯ และให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เป็นผู้รับผิดชอบป้องกัน ปราบปราม ระงับ ยับยั้ง และแก้ไข หรือบรรเทาเหตุการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคงฯ พร้อมให้จัดทำแผนดำเนินการในการกำกับ ติดตามและเร่งรัดหน่วยงานของเจ้าหน้าที่รัฐให้ดำเนินการตามแผนที่กำหนด โดยให้มีผลบังคับใช้ระหว่างวันที่ 9 -23 ก.พ.2554 ซึ่งได้ประกาศลงในราชกิจจาฯ เมื่อวันที่ 8 ก.พ.2554 ซึ่งในวันเดียวกันนั้นนายอภิสิทธิ์ นายกฯในฐานะผอ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรได้ออกข้อกำหนด ตามพ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 มาตรา 18 จากความเห็นชอบของ ครม.ซึ่งข้อกำหนดนั้นได้เพิ่มให้เจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรืองดเว้นการปฏิบัติ เพื่อช่วยเหลือหรือสนับสนุนการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของ ผอ.การรักษาความมั่นคงฯ และห้ามบุคคลเข้าหรือต้องออกจากพื้นที่,ห้ามนำอาวุธออกนอกเคหะสถาน ,ห้ามการใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ,ห้ามการใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ และกำหนดให้บุคคลปฏิบัติหรืองดเว้นการปฏิบัติอย่างใดเกี่ยวกับเครื่องมืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งให้มีผลบังคับใช้ระหว่างวันที่ 9-23 ก.พ.2554
นอกจากนี้ในวันที่ 9 ก.พ.2554 นายกฯ ยังอาศัยอำนาจตามพ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงฯ มาตรา 16 (2) ,17 ออกคำสั่งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรที่ 45/2554 เรื่องการจัดตั้งศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยและมอบหมายให้ ผบ.ตร.เป็นผอ.ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย และโดยให้มีอำนาจหน้าที่แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงานด้วย ซึ่งคำสั่งการจัดตั้งศูนย์อำนวยการฯดังกล่าวได้ลงประกาศราชกิจจาฯ วันที่ 17 ก.พ.2554 ซึ่งในวันเดียวกันนั้น พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร.ขณะนั้นที่ได้รับแต่งตั้งเป็นผอ.ศูนย์รักษาความสงบฯ ได้ออกประกาศศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย ฉบับที่ 1/2554 ระบุพื้นที่ห้ามบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเข้า-ให้ออกจากอาคารทำเนียบรัฐบาลและรัฐสภา รวมทั้งบริเวณถ.พิษณุโลก ตั้งแต่แยกพาณิชยการพระนคร (ด้าน ถ.พระราม 5) ถึงแยกสวนมิสกวัน และเส้นทาง ถ.ราชดำเนินนอก ช่องทางคู่ขนานด้านทำเนียบรัฐบาลตั้งแต่แยกสวนมิสกวันถึงแยกมัฆวาน โดยประกาศฉบับดังกล่าวได้ลงประกาศในราชกิจจาฯ เมื่อวันที่ 2 มี.ค.2554
คดีจึงต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทั้ง 10 กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ ซึ่งปรากฏว่าการออกประกาศเรื่องพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงฯ เป็นการออกตามมติ ครม.และตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงฯ มาตรา 15 วรรคหนึ่ง จึงถือได้ว่าประกาศนั้นมีสภาพบังคับเป็นกฎหมาย ส่วนข้อกำหนดของ นายกฯ ในฐานะ ผอ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรได้ออก ตามพ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงฯ มาตรา 18 นั้นก็มีสภาพบังคับเป็นกฎหมายเช่นกัน
ส่วนคำสั่งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงฯ ที่ 45/2554 เรื่องการจัดตั้งศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย ที่ออกโดยนายกฯ ในฐานะ ผอ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร นั้นแม้จะมีสภาพบังคับเป็นกฎหมายแต่ก็จะมีผลบังคับเมื่อได้ลงประกาศในราชกิจจาฯ แล้ว ซึ่งทางนำสืบของโจทก์รับฟังได้ว่า คำสั่งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงฯ ที่ 45/2554 ได้ลงประกาศราชกิจจาฯ เมื่อวันที่ 17 ก.พ.2554 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้วันที่ 18 ก.พ.2554 ดังนั้นคำสั่งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงฯ ที่เกิดก่อนในวันดังกล่าวจึงไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย รวมทั้งการกระทำของผบ.ตร.ในฐานะ ผอ.ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย ซึ่งได้ออกประกาศ ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย ฉบับที่ 1/2554 เรื่องห้ามบุคคลเข้า หรือออกจากบริเวณพื้นที่อาคารหรือสถานที่กำหนด เมื่อวันที่ 9 ก.พ.2554 อันเป็นการประกาศเพื่อให้ประชาชนและกลุ่มผู้ชุมนุมทราบถึงพื้นที่ควบคุมในเขตพื้นที่ต่างๆ ก็ไม่มีสภาพบังคับเป็นกฎหมายเพราะได้กระทำก่อนที่คำสั่งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงฯที่ 45/2554 จะมีผลบังคับใช้และเป็นการประกาศที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของจำเลยทั้ง 10 จึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง
ศาลอุทธรณ์พิเคราะห์แล้วเห็นว่าที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องมานั้นเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น จึงพิพากษายืน
ภายหลังนายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความอดีตแกนนำฯ กล่าวว่า กรณีเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติชุมนุมดังกล่าวนั้น ต่อมาเมื่อวันที่ 8 ก.พ.2554 รัฐบาลประกาศว่าบริเวณที่ชุมนุมเป็นพื้นที่กระทบต่อความมั่นคง ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9-23 ก.พ.2554 แต่ภายหลังเมื่อตั้งผอ.การรักษาความมั่นคงฯ ก็ออกประกาศห้ามเข้าเส้นทางการจราจรต่างๆ รอบทำเนียบรัฐบาล แต่รัฐบาลเขาไม่ได้ประกาศมาตั้งแต่แรก โดยเพิ่งประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 2 มี.ค.2554 ดังนั้นเมื่อศาลพิจารณาข้อกฎหมายแล้วเห็นว่าประกาศดังกล่าวไม่ชอบ จึงไม่มีผลบังคับใช้ตามกฎหมายและพิพากษายืนยกฟ้อง ส่วนอัยการจะฎีกาหรือไม่นั้น ตามกฎหมายใหม่ ถ้าคดีใดที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาตรงกัน ต้องห้ามฎีกา เว้นแต่ได้รับรองอนุญาตให้ฎีกาจากผู้พิพากษาศาลฎีกา จึงเชื่อว่าอัยการคงไม่ยื่นฎีกา แต่ทุกคนพร้อมสู้คดีอยู่แล้ว
ด้านนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ กล่าวว่า เป็นเทคนิคข้อกฎหมาย เพราะว่าคดีนี้แม้ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่โดยหลักการข้อกฎหมายมีอยู่ว่า การประกาศใช้กฎหมายใดแล้ว จะเอาผิดย้อนหลังนั้นไม่สามารถทำได้ ซึ่งเราก็ต่อสู้ประเด็นนี้มาตลอดตั้งแต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ดังนั้นจึงชัดเจนว่าการชุมนุมเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติไม่เป็นความผิด เพราะกฎหมายประกาศในราชกิจจานุเบิกษาเมื่อไหร่ ก็ต้องนับหนึ่งตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นไป





