ศาสนา

620101_ทำวัตรเช้า งาน ว.บบบ.เพื่อฟ้าดิน รุ่นที่ 6 พรปีใหม่ขับไล่อวิชชาจากพ่อครู

อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1NjnUuCbE6qAUJ7aKqXh-kto1ve0NoS-ZapTLP-eFbKs/edit?usp=sharing

ดาวโหลดเสียงที่.. https://drive.google.com/open?id=1z9H2YBvIX4P7i5B5AeRDaXywSFjofJGV

พ่อครูว่า…อังคารที่ 1 มกราคม 2562 วันเวลาก็หมุนเวียนมาจนถึงวันปีใหม่ แรม 10 ค่ำเดือนอ้ายปีจอ วันที่ 1 แรม 10 ค่ำก็มีเลข 1 เดือนก็ 1 ก็นับหนึ่งใหม่ ปีจอก็เลข 11 ปีนี้ เริ่ม1 ใหม่

ก็ขออนุโมทนาสาธุกับทุกๆคน ที่พยายามนำชีวิตให้มันดำเนินไปกับทิศทางที่ควรจะเป็น ทิศทางชีวิตที่ควรจะเป็นคือทิศทางชีวิตที่ต้องพยายามหาสิ่งที่ประเสริฐ สิ่งที่เจริญสำหรับจิตวิญญาณ ความรอบรู้ที่ควรจะใส่ ควรเติมให้แก่จิตวิญญาณให้แก่ความรู้ของเรา ในโลกมีแต่แสวงหาความรู้ที่เป็นความรู้เพิ่มอุปาทาน เพิ่มตัณหา เพิ่มภพชาติ มันก็เลยยิ่งเพิ่ม โศกะ ปริเทวะ ทุกข โทมนัส อุปายาส เพราะเขาไม่รู้ เพราะความไม่รู้ก็เลยเพิ่มสิ่งที่ไม่ควรเพิ่ม ไม่รู้ว่าอวิชชา ความไม่รู้นี้ แต่รู้ว่าทุกอย่างมันคือสังขารปรุงแต่งอยู่กับเรา วินาทีแต่ละนาที แต่ละชั่วโมงแต่ละวันแต่ละเดือนแต่ละปี มันก็ปรุงแต่งไปโดยไม่รู้สังขาร 3

กายกรรมปรุงแต่งกันขึ้นมาตั้งแต่เริ่มคิด ดำริ อะไรขึ้นมามันก็มีตัวอาการ มีกาม มีปฏิฆะ เข้าไปร่วมปรุง ปรุงขึ้นมา ก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ จิตของเรามันปรุงอย่างไร จนมาเป็นสังกัปปะที่เรียกว่า มิจฉาสังกัปปะเพราะมันไม่รู้ว่าอวิชชา มันไม่มีวิธีการไม่รู้การเรียนรู้ศึกษา

ที่อาตมานำเอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาอธิบายพูดถึง ตักกะ  วิตักกะ สังกัปปะ พูดไปถึงอย่างนี้ พวกเราฟังธรรม ระลึกถึงอาการ ระลึกถึงสภาวะ ของคำแต่ละคำ ตักกะ ระลึกถึงสภาพ แม้แต่ในปัจจุบัน ที่อาตมาพูดไป พวกเราได้กำหนดตามไหม ว่าตักกะ เราก็กำหนดตามในปัจจุบันนี้ วิตักกะ ก็หมายความว่าจิตของเราได้พิจารณาไต่ตรองลงไป

แต่คนที่เป็นอวิชชาไม่ได้ไตร่ตรองพิจารณาเลย วิตกวิจาร ดูพฤติกรรมของมันไม่ได้รู้เรื่อง ก็เลยไม่รู้ว่าเราตกลงแล้วจิตมันสังกัปปะ จิตมันปรุงแต่งขึ้นมา ด้วยการมีตัวแขกจร เป็นกิเลสกามก็ดี กิเลสพยาบาทก็ดีปรุงเข้าไปด้วยหรือไม่ สำหรับคนที่ไม่ได้ศึกษาเรียนรู้ฝึกฝน

แต่พวกเรานี้ฟังเอาคำสอนพระพุทธเจ้าที่อาตมาอธิบายแล้ว เข้าไปสังวรสำรวม สังวรปธาน ปหานปธาน ได้สังวร เวลาเราสัมผัสสิ่งนั้นสิ่งนี้ตาหูจมูกลิ้นกายใจ มีสัมผัส 6 ก็สังวร มันเกิดที่จิตแล้ว จิตเรามีกิเลสหรือยัง จิตเรามีกิเลสมาร่วมปรุงแต่งหรือไม่ถ้ามีเราก็ประหาร

สังวรปธาน ปหานปธาน ประหารให้เกิดผล พอปหานที่จิต นี่พูดรวบรัดเร็ว ประหารกิเลสในจิตเสร็จ ก็เป็นปหานปธานได้ผลเป็นภาวนาปธาน ภาวนาปธานคือการเกิดผล เกิดผลของการประหาร อยู่ในชีวิตประจำวันตากระทบรูป หูกระทบเสียง ลิ้นกระทบรส จมูกกระทบกลิ่น กายสัมผัส แล้วเกิดกิเลสก็อ่านกิเลสออกประหารกิเลสได้ การประหารแบบสมถะ ซึ่งคนเราก็มีสามัญสมถะกดข่มไว้ ไม่ถาวร ไม่เจริญ ต้องประหารด้วยวิธีพิจารณา ด้วยการไตร่ตรองเรียนรู้ จนกระทั่งแยก เทวะ แยกสภาพสอง

เมื่อมันไม่รู้ตัวมันก็จะจับตัวกันเป็นสภาพ 2 กิเลสมาจับตัวปรุงแต่งในจิตอยู่ จิตเราก็มีกิเลสอยู่ ต้องแยกกิเลสออกได้ แล้วเราก็พิจารณาเห็นว่ามันเป็นกิเลส เอ็งไม่ใช่ของจริงหรอก อนัตตา เอ็งทำเป็นจะมายึดมั่นถือมั่นในตัวเรา แต่จริงๆเองก็ไม่แน่จริงหรอก กิเลสตัวใหม่ก็มาเราก็โง่ให้กิเลสตัวใหม่มาจับใหม่ ดีไม่ดีซ้อนเลย กิเลสตัวเก่ายังไม่ออกไปกิเลสตัวใหม่เข้ามาอีกซับซ้อน จริงๆแล้วไม่อยู่กับร่องกับรอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ไม่เที่ยงแท้อะไร แต่มันเป็นทุกข์มันเป็นเหตุแห่งทุกข์จริงๆ ตัวกิเลสนี้ นี่คือการรู้ไตรลักษณ์ ไม่ใช่ไปท่องเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปแต่มันไม่เที่ยงแท้มันเป็นทุกข์ มันเป็นอนัตตา มันไม่มีตัวตน แต่เราอ่านจิตเราเสมอ สัมผัสอะไรเกี่ยวข้องกับอะไรอยู่ เราก็สัมผัสเสมอ

นี่คือวิธีปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าไม่ใช่ไปนั่งหลับตาสะกดจิต แล้วก็นิ่งให้สงบหยุด อันนั้นมันเก่า โบร่ำโบราณ เป็นคนโบราณฝึกมา แต่ของพระพุทธเจ้าตรัสรู้มันเป็นของใหม่เป็นของประเสริฐวิเศษ ไม่ใช่พระพุทธเจ้า จะคิดไม่ออก จะอธิบายสังกัปปะ อธิบายตรรกะ วิตักกะ สังกัปปะ แล้วล้างกิเลสได้จิตก็ค่อยตกผลึกลงไปสะสม สะสมเข้าก็ควบแน่นเป็น อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา ก็จะเป็นแกนของ 2 อัน

เป็นแกนสมถะกับแกนวิปัสสนา แกน Static กับ Dynamic ปรุงแต่งขึ้นมาเป็นวจีสังขาร นี่คือองค์ธรรม 7 ของสังกัปปะ ผู้ที่ได้ศึกษาฝึกฝนอย่างที่อธิบายย่อๆวันนี้ เราปฏิบัติได้ละเอียดลออไป ได้มรรคได้ผล มีสังวรปธาน ประหารปธาน ภาวนาปธานได้ผลและก็รักษาผล อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมังไปเรื่อยๆ รู้ด้วยปัญญา ปัญญาพระโสดาบันรู้ว่าเราทำกิเลสลดได้และเราก็ทำ รักษาผล ปัญญาที่ 2 อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง

ปัญญาที่ 3 มันวิเศษนะ มันเป็นงานที่พระพุทธเจ้า ที่ได้พาทำ เป็นปุถุชนมันไม่รู้เรื่องหรอกมันไม่ทั่วไปกับสาธารณะปุถุชน ก็เชื่อมั่นเห็นจริงว่าทฤษฎีนี้ เป็นอาริยะ ถ้าอาริยสาวก ของพระพุทธเจ้าสามารถที่จะทำได้ มีวิติกมกิเลสหายไป มีปริยุฏฐานที่ยังเห็นอยู่ นี่คือความเป็นพระโสดาบัน  รู้จักสักกายะทิฐิ เท่านั้น พ้นวิจิกิจฉาไม่ได้สงสัยอะไร แล้วก็มีศีลพรต ที่จะปฏิบัติให้ลดละตรงนั้น จะเป็นหลักฐานของปฏิบัติ

ญาณ 7 จึงทำงานได้มีผล ตั้งแต่ข้อที่ 1 รู้จักกิเลสทำกิเลสลด วิติกมกิเลสลดได้แล้ว เป็นตัวอย่างที่เราทำผ่านมาแล้วที่มันกลุ้มรุมเร้า กิเลสตัวเก่าออกไปแล้วก็มีกิเลสตัวใหม่ที่ยังทำไม่ได้ ก็รู้ตัวนี้ ก็รู้ว่าอ๋อ การปฏิบัติอย่างนี้ มันมีกิเลสอยู่รู้กิเลสจริงทำให้กิเลสจางคลายลดลงไปได้จริง นี่คือความรู้ คือญาณ อธิบายไปอย่างนี้ใครเคยมีสภาวะบ้าง ผ่านสภาวะอย่างนี้ๆ

ใครมีบ้างยกมือซิ โอ้โห นี่สอบนะนี่  สอบปากเปล่าไง สอบสดๆเลย ดี พากเพียรปฏิบัติ อย่างนี้แหละเป็นการศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าไม่ใช่ไปนั่งหลับตาสะกดจิตไป น่าสงสารหลงผิดไป จนยึดถือกันอย่างนั้นทั่วบ้านทั่วเมือง กระแสหลักทั้งหมด ก็ยึดถืออย่างนี้หมด เป็นไปได้อย่างไร ในตำราพระไตรปิฎกก็ยังอยู่ เพี้ยนไปได้อย่างไร นี่คือความเสื่อมของคน เสื่อมจากศาสนา เสื่อมจากธรรมะของพระศาสดา คำสอนก็อย่างเดิมแต่คนได้ผิดเพี้ยนไป

คำสอนธรรมะพุทธเจ้า มีศีลแล้วก็เจริญ อธิจิต ทำให้จิตมันลดกิเลสลงไปด้วยการเกิด ญาณ 7 มันชัดเจน ญาณที่ 1 ญาณที่ 2 รู้ความจริงก็ลดลงไปอีก ทำให้มันควบแน่น อาเสวนาภาวนา พหุลีกัมมัง คำขึ้นไปขึ้นไปก็ยิ่งชัดเจน อย่างนี้เองไม่ใช่ไปนั่งหลับตาสะกดจิต แต่มาทำอย่างนี้กำจัดกิเลสทำให้กิเลสลดละจางคลายอย่างนี้ เราก็ทำซ้ำซ้อนอย่างนี้ เป็นการทำตามลำดับมีศีลข้อที่ 1 เป็นต้น ก็สัมผัสกับสัตว์ เราก็เกิดจิต ไม่มีความมุ่งร้าย มีแต่ความหวังประโยชน์มีความเอ็นดูสัตว์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น แต่ก่อนนี้มันมาทำร้ายเรา เราฆ่ามันแน่ ดีไม่ดีเราจงใจเจตนาฆ่ามันเลย ฆ่ามันมากินเลย หรือฆ่ากินเล่นคะนองเลย นักฆ่ามือหนึ่ง แบกอาวุธใหญ่ล้มช้างได้ ถ้าเก่งก็ตัวต่อตัวสิเอาปืนไปทำไม มีปืนแรงร้ายมันก็ตายสิ เพราะฉะนั้นเมื่อผู้ใดสามารถที่จะเข้าใจอธิบาย ญาณ 7 ก็เข้าใจ

ญาณที่ 3 รู้ดีว่าเป็นสิ่งพิเศษไม่เหมือนใครเป็นของวิเศษ ลัทธิอื่นไม่มี ลัทธินี้แหละเป็นอาริยธรรม ลัทธินี้ชัดเจนกว่า ปัญญามันรู้ มันเห็นความแตกต่างมันมั่นใจเลยว่าอย่างที่เคยผ่านไปอย่างนี้ยังไม่ใช่

ญาณที่ 4 ผู้ที่สามารถที่กระทำได้ผ่านมาแล้วเป็นความรู้จริงแล้ว เป็นผู้ที่ได้ในตัวเองสามารถออกจากสิ่งที่ผิดพลาดไปเอาตัวเองออกจากอาบัติไม่ใช่แค่ปลงอาบัติสารภาพกราบแค่นั้น แต่ออกจากอาบัติหลุดพ้นจากสิ่งที่เป็นทุกข์ในปัจจุบัน ความเป็นสุขปฏิบัติได้แล้ว พอได้แล้วก็เหมือนกับเด็ก ที่เอามือหรือเอาเท้าไปถูกถ่านไฟเข้า เด็กไม่เป็นประสาก็นอนดิ้น เปรียบเหมือนกุมารอ่อนนอนหงายเท้าถูกไฟเข้าก็ชักเท้าออก ไปทำผิดพลาดจากศีลจากสิ่งที่เราหลุดพ้นมาได้ไปเปื้อนมีกิเลสใหม่ ความสกปรกมาแตะเราเราก็จะรีบสลัดออก รู้จักคุณค่าความสะอาดของสิ่งที่เราได้กำจัดกิเลสออกไปได้ นี่คือ ญาณที่4 ที่เป็นโลกุตระของพระพุทธเจ้าเป็นความรู้ที่เป็นของจริง ชัดเจน ไม่ทั่วไปกับพวกปุถุชน ปุถุชนนั้นไม่รู้เรื่อง พวกมิจฉาทิฏฐิก็ไม่รู้ไม่มีความจริงของญาณที่ 4 ว่าเราเดี๋ยวนี้มีหิริโอตัปปะมีคุณสมบัติของจรณะ

ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหูสูต วิริยะ สติ ปัญญา นี่เป็นองค์ธรรมเรียกสัทธรรม 7 เกิดเชื่อถือเชื่อมั่นว่า วิธีนี้มันดีวิธีนี้ถูกต้อง วิธีนี้ได้ผลชัดเจน ก็เข้าใจก็ยึดถือ ถ้าเรามีความผิดพลาดก็จะมีจิตที่เป็นหิริ เราไม่เอาจริง ไปเปรอะเปื้อน ยังประมาทอยู่อีกก็ยิ่ง โอตตัปปะ

หิริแค่ละอาย โอตตัปปะกลัวเลย คุณธรรมอันสูงขึ้นไม่เอา ทางโลกเราจะไปทำอะไรอยู่ แต่ทางธรรมนี้เราได้สิ่งนี้ต้องรักษาความเจริญ รักษาความสะอาด รักษาความประเสริฐที่เราได้มาแล้ว คนมีสำนึกศรัทธา หิริ โอตัปปะ 3 อันนี้ก็จะเจริญขึ้นสูงขึ้น เรียกว่าพหูสูตร หรือพหุสุตโต ก็จะได้ชัดเจนเจริญงอกงามเพิ่มภูมิ ยิ่งเจริญยิ่งเจริญขึ้นเป็นพหูสูต

เสร็จแล้วเราก็เพิ่มเติมความอุตสาหะวิริยะ อารัมภวิริโย เพิ่มเติมสิ่งที่ทำได้ การเจริญสติอันเป็นอริยะ สติปัญญาเจริญก็ยิ่งอยู่เหนือโลกุตระไปเรื่อยๆ

คุณสมบัติ 1 ถึง 11 ก็จะมีความซ้อนที่เรียกว่าฌาน ฌานไม่ได้ไปนั่งทำสะกดจิต ฌาน ถึงพร้อมด้วยศีลสำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ ศรัทธา หิริโอตัปปะ พหูสูต พร้อมด้วยความเพียรมีสติปัญญา เจริญ​ๆๆ สอดประสานช่วยกันขึ้นให้เราเจริญขึ้นเรื่อยๆ นี่แหละคือความเจริญของพลังงานจิตที่เรียกวาฌาน คือพลังงานไฟที่มีฤทธิ์ เตวิชโช อุณหธาตุ มันสามารถที่จะไปสลาย ราคะ โทสะ โมหะได้ เป็นพลังงานจริงๆ เป็นอุณหธาตุที่ไปสลาย ราคะโทสะโมหะ อย่างเป็นจริง

ฌานไม่ใช่การเพ่ง เป็นพลังงานความร้อนไม่ใช่พลังงานหยุดนิ่งแข็ง นี่คือ ความรู้ที่ผิดพลาดความเสื่อมจากสัจธรรมมันผิดพลาดหายไป อาตมานี้ยากๆ กลับมารื้อฟื้นความถูกต้องความจริงในวงการศาสนาพุทธที่เขาได้ทำบาปทั้งความเสื่อมทำความผิดไปจากธรรมะพระพุทธเจ้าไปเรื่อยเปื่อย ก็มากอบกู้ขึ้น นี่อาตมาก็พูดวันนี้ขณะนี้วินาทีนี้ ก็คือคำพูดที่ได้สาธยายธรรมในวันปีใหม่

คนที่รู้สาระอย่างพวกเรานี้ ขออนุโมทนาสาธุด้วย ที่จะใช้เวลาใช้กาละ กาละมันก็เป็นของมันคนเราก็ทำกรรมในกาละ เอากรรมมาฟังธรรมร่วมสังคมสังสรรมาอยู่กับหมู่มิตรสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดี แล้วก็มาสร้างฉันทะ แล้วก็มามีศีล มีศีลก็จะเรียนรู้ตัวอัตตา แล้วก็จะได้จัดการลดละอัตตาของเราไป ด้วยทิฏฐิความรู้ที่ถูกต้องสัมมาทิฏฐิของเราโดยไม่ประมาท แล้วก็ทำการโยนิโสมนสิการ ไม่ได้แปลว่าคิดเท่านั้น โยนิโสมนสิการแปลว่าทำ มนสิทำที่ใจนี้ ผู้ที่ทำใจได้อย่างถ่องแท้ โยนิโสแปลว่าถ่องแท้ถูกต้องแยบคาย แปลว่าลงไปถึงที่เกิด ลงไปถึงที่เกิดอะไร ที่ที่กิเลสเกิด เป็นหทยรูป แล้วเราก็แยกภาวรูปนี้ออกได้ เป็นธรรมะ 2 มีกิเลสเป็นอิตถีภาวะดิ้นด๊อกแด๊กอยู่ในจิตเป็นธรรมะ 2  ตัวที่เป็นกิเลสเป็นจิตเก๊จิตปลอมอยู่ในนี้ คุณก็จัดการเป็นรูปทั้งรูปเลย ตั้งแต่ปสาทรูป 5 โคจรรูป 5 ผัสสะและเกิดภาวะ 2 ที่หทยรูป แล้วก็มีอาหารรูป ตรวจชีวิตรูป อะไรคือชีวิต กิเลสมันยังมีมันยังไม่ตาย กิเลสมันยังมีชีวชีวิตอยู่ อ่านกิเลสได้ กิเลสเป็นจิตนิยาม ชีวิตของกิเลสเหนือกว่าชีวิตของ พีชะ ไม่ใช่แค่อุตุเท่านั้น เราอ่านออก ตัวกิเลสนี้เป็นชีวิตินทรีย์ ก็จัดการมันมีอะไรเป็นอาหาร อ้อ อาหารของมันคือกามคือพยาบาท อาหารของเจ้ากิเลสมันมีชีวิตก็จัดการมันได้ กามหรือพยาบาท

จัดการปริเฉทรูป อย่างเป็นหมวดหมู่ จัดการปริเฉทรูป แล้วก็สามารถที่จะแยกแยะความเป็นตัวกิเลสที่มันปรุงแต่งอยู่ในนี้ได้ จับได้ตั้งแต่ข้างนอกที่สัมผัสทางกาย สัมผัสทางวจี เป็นวิญญัติ 2 ก็เอามาจัดการเกิดการสังเคราะห์สังขาร จับกิเลสได้ก็ประหารๆๆๆ ประหารได้ ล้างกิเลสได้ กิเลสลดลงๆๆ จนจิตมันสะอาดจิตว่าง จนจิตอยู่ในลักษณะ วิการรูป 5

จิตก็เบาสบายมี มุทุ ความเร็วไวคล่องแคล่ว ลหุตา ก็ทำงาน มีกรรมที่เกิดจากจิตลหุตา ว่างเบา ก็ทำงานอย่างมี อัญญา ปัญญาเข้าร่วมกับกรรม ก็เป็นผลงานออกมาเป็น กัมมัญญา เป็นการงานที่เหมาะควรดีงามทุกอย่าง เพราะเราได้ล้างกิเลสออก ก็มีจิตที่ ลหุตา มุทุตา ก็เกิด กายวิญญัติ วจีวิญญัติ เกิดจากมโนคือจิตใจเรานั่นแหละ

อธิบายขยายความมันก็มีสภาวะ เรามีนะ มีอาการมีสภาวะพวกนี้ในจิตเรา ไม่ใช่พระพุทธเจ้าตรัสให้ท่องพยัญชนะได้เฉยๆ แต่เราเรียนรู้แล้วเราก็มีสภาวะ เราทำแล้วเราก็พอรู้พอเข้าใจ เห็นจริงมันมีสภาวะละเอียด ที่พูดนี้ละเอียดลออ เป็นอภิธรรมรูปต่างๆมันมีอยู่จริง สัมผัสพยัญชนะคืออะไรแล้วสภาวะคืออะไร มุทุตา ลหุตา กัมมัญญตาคืออะไร กายวิญญัติ วจีวิญญัติ รวมเป็น 5 วิการรูป เราก็ทำได้สำเร็จ จิตเราก็สามารถที่จะมี วสวัตตี มีอำนาจในทางจิต มีลักษณะรูป อีก 4 อุปจยะ สันตติ ชรตา อนิจจตา จะให้เกิด อุปจยะ เราก็ให้เกิดอย่างไม่มีกิเลส หรือเราจะไม่ให้เกิดหยุดการสันตติไม่ต่อไป เราก็สามารถควบคุมได้มีวสวัตตี มีอำนาจเหนือจิตควบคุมจิตได้สัมผัสอะไร จิตกับเราจะให้มันเกิดก็ได้ไม่ให้มันเกิดก็ได้ควบคุมได้ ถ้าอวิชชา สัมผัสแล้วมันเกิดเลยคุณควบคุมไม่ได้ กิเลสกามกิเลสพยาบาท มันเกิด ปุ๊บๆๆ เลย ควบคุมไม่ได้

  1. สัมผัสวัตถุข้างหน้าให้เกิดรู้ ถ้าเราไม่ใช้ ปสาทรูป โคจรรูป แต่ก็ไม่ใช้สติสัมปชัญญะไม่ใช้ปัญญากำหนดรู้ตามสัมผัสมันก็เฉยๆ เงียบๆอยู่ในจิต คนสะกดจิต แสงกระทบวัตถุเข้าตาแต่มันไม่เห็นอันนี้หรอก มันไปอยู่กับจิตปรุงแต่งเรื่องอะไรไม่รู้  เพ้อไปกับวิมานอะไร เอามือมาอย่างนี้ก็ไม่รู้เรื่อง แสดงว่าสัมปชัญญะ ไม่อยู่กับสายตา แต่คนที่ปฏิบัติธรรมก็อยู่กับสิ่งที่เป็นปสาทะ โคจระ สัมผัสอันนี้ก็รู้ว่ามันมีกิเลสหรือไม่มีกิเลส เป็นภาวะรูป 2 ก็จัดการกิเลสเสียถ้ามี จัดการแล้วคุณก็ดูจนควบคุมได้จนกระทั่งไม่มีกิเลสอยู่เหนือ จะให้เกิดหรือไม่ให้เกิด ถ้าไม่ให้เกิดจิตของเราก็จะค่อยๆเสื่อมไปชรตา เราก็หยุดเลยไปเลยมันก็จะสลาย อย่างเป็นพระอนาคามีเป็นต้นไป ปล่อยไปกิเลสก็สลายไปตามเวลา อันตระ อุปหัจจะ

ถ้าไม่พัฒนา เข้าไปใน สุทธาวาส 5 เราไม่เข้าไปอยู่ในสุทธาวาส 5 จะทำปัจจุบันนี้แหละ พระพุทธเจ้าสมณโคดมแม้แต่อาตมาก็ตามสายปัญญา จะไม่เป็นอนาคามีแบบตายแล้วจมอยู่ใน อันตราปรินิพพายี ตามยถากรรมมันจะเสื่อมมันจะพัฒนาอะไรของมันก็เป็นไปตามยถากรรม หรือว่าคุณจะพยายามมากขึ้น อุปหัจจปรินิพพายี เอาใจใส่ฝึกหัดมาก็จะเรียนรู้ทำจิตของเรา มันก็มีความเป็นได้ ก็พยายามที่จะลดละกิเลส ให้มันเป็นไปเองอยู่ในภพชาติ มันก็มีคุณลักษณะของจิตละเอียด มันก็จะเป็นลักษณะของคน อันตรา อุปหัจจะ หรือคุณไม่แค่พากเพียรเท่านั้นแต่เอาใจใส่เลย ใช้ความเพียรประกอบ สสังขารเลย ตั้งใจประกอบให้มันเป็น ปุญญาภิสังขาร กระทำด้วยมีพลังงานที่สร้างพลังงานบุญ ปุญญะ พลังงานที่กำจัดกิเลสได้ ทำให้กิเลสถูกล้างไปได้ด้วยสามารถด้วยปัญญาอันยิ่งก็ยิ่งดี

หรือ เก่งกว่านั้นไม่ต้องไปทำอะไรมัน มันก็มีคุณสมบัติสูงแล้ว โดยไม่ต้องใช้ปรุงแต่งอะไรเลย อภิสังขาร เก่งเป็นตัวของมันเองเลยไม่ต้องทำอะไรให้มันมากนักมันก็เก่งยิ่งขึ้น กว่า  สสังขาร หรือยิ่งกว่านั้นอุฏฐังโสโต มันใหญ่กว่าอนาคามี 4 อย่างแรกเป็นความสูงที่ไม่เป็นน้องใครเลย เป็นพระอนาคามีที่สูงสุด ก็จะเป็นผู้ปรินิพพานไวที่สุดเร็วที่สุด ก็เป็นคุณสมบัติของจิตเจตสิกต่างๆที่ได้ฝึกฝนมา พระพุทธเจ้าก็เอานัยยะความจริงที่ละเอียดมาแจกแจงแยกแยะ ด้วยพยัญชนะ ผู้ที่เข้าใจจะรู้ว่าเราอยู่ในฐานไหนสภาวะไหนขนาดไหน

ผู้ที่รู้ความเป็นจริงพวกนี้ แม้เราจะรู้ว่าเราเป็นแบบ อนาคามี 5 อย่างนี้ จะเป็นแบบไหนก็แล้วแต่คนก็เป็นจริงตามแบบแต่ละคนเป็น ตามภูมิของแต่ละคน ถ้าเราสามารถเอามาใช้ปัจจุบันนี้ไม่ต้องไปเสียเวลา พระพุทธเจ้าเป็นสายปัญญา ไม่เสียเวลาตายแล้วเกิดเลย หากตายแล้วก็จมในภพภูมิตามภูมิปัญญาแต่ละฐาน ลักษณะแบบไหน ไม่ต้อง พวกปัญญาธิกะ สายปัญญาอย่างอาตมานี้ไม่เอาไปแช่อยู่ รีบๆทำไม่เสียเวลามาก รีบให้เป็นอรหันต์ ขนาดรีบๆก็ยังยากเลย แล้วถ้าไม่รีบจะขนาดไหน มันก็จะช้า ไปเอามีดพร้า อาตมาให้เอา gillette เลย

ยิลเล็ตนี่เป็นมีดโกน ยี่ห้อแรกที่ควรทำ ไม่มีมอตโต้ว่า สร้างอะไรที่ให้คนเอามาใช้..

1.คนต้องใช้ประจำ 2 .ใช้แล้วต้องทิ้ง ทิ้งเร็วที่สุดด้วย แต่ต้องคมนะ แล้วลบคมเร็วด้วย มันต้องใช้ทุกวันด้วยเขาเลยต้องซื้อเราทุกวัน มันก็เลยรวยเลยคนนี้ เป็นเศรษฐีเลย ขายแผ่นใบยิลเล็ตก็รวยเลย คนอื่นก็เอาตาม

อาตมาก็อุ่นใจ ว่า ชาตินี้ยังมีคนฟังธรรมที่เป็นโลกุตระ แสวงหา ปีใหม่ก็มา คนอย่างพวกเรานี้ รู้สึกสนุกสนาน ใจยังรอนๆ เพื่อนยังไปสนุก แต่เรารักดีจะมาที่นี่แต่จิตใจก็ยังคิดถึงเพื่อนยังสนุกน่าดู ใครยังมีอาการอารมณ์เช่นนี้อยู่ยกมือ …ไม่มีก็ไม่กล้ายก แต่อาตมาเชื่อว่าไม่มีจิตใจอย่างนั้นหรอก คนที่มาทางนี้แล้วจะรู้คุณค่าสาระของชีวิต คนที่ไม่รู้สาระก็เอาชีวิตไปไร้สาระ แทนที่ปีใหม่จะทำให้กิเลสลดลง มาหาทางชำระกิเลส ดันไปโปะกิเลสใส่กิเลสเข้าไปอีก คนเรามันอวิชชา เห็นคนโง่กับคนฉลาดต่างกันไหม ใครเป็นคนฉลาดยกมือขึ้น

บางคนมีอัตตาหาว่าพ่อท่านทำอะไรเหมือนเด็กๆ ครูถามก็ยกมือให้ครูเห็นคำตอบหน่อยสิทำเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่ ทำเหมือนกับเด็กๆ ก็ยกให้อาตมาดูหน่อย ครูผู้สอนจะได้รู้ว่านักเรียนสอนไปแล้วรู้เรื่องหรือเปล่า คำตอบก็เป็นข้อสอบนะ ไม่สอบ แล้วเมื่อไหร่ครูจะได้รู้ ครูก็จะไม่รู้ว่าคุณได้หรือไม่ได้ (อู๊ดว่า คนโง่ที่สุดผมขอสัมปทานครับ) พ่อครูว่า ทำเท่ๆพูดคำคม (ญาติธรรมว่า ธรรมะของพ่อครูรู้ได้แต่บัณฑิต) อาตมาว่าสนุกนะพูดธรรมะพุทธเจ้าพวกคุณก็รู้แล้วพวกคุณก็ทำได้ด้วยไม่เป็นหมัน พยายามเผยแพร่ธรรมะนี้

อาตมาก็ยังภาคภูมิใจยืนหยัดยืนยันเลยว่า โลกุตรธรรมมันสูญไปจากศาสนาพุทธแล้วในปัจจุบัน อาตมาไม่ได้พูดผิดหรอกพระพุทธเจ้าพยากรณ์ไว้ใน อาณิสูตร ล.16

 [672] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี … พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ตะโพนชื่ออานกะของพวกกษัตริย์ผู้มีพระนามว่าทสารหะได้มีแล้ว เมื่อตะโพนแตก พวกทสารหะได้ตอกลิ่มอื่นลงไป สมัยต่อมาโครงเก่าของตะโพนชื่ออานกะก็หายไป ยังเหลือแต่โครงลิ่ม แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุในอนาคตกาล เมื่อเขากล่าวพระสูตรที่ตถาคตกล่าวแล้ว อันลึกมีอรรถอันลึก เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรม อยู่ จักไม่ปรารถนาฟังจักไม่เข้าไปตั้งจิตเพื่อรู้ และจักไม่สำคัญธรรมเหล่านั้น ว่าควรเล่าเรียน ควรศึกษาแต่ว่าเมื่อเขากล่าวพระสูตรอันนักปราชญ์รจนาไว้ อันนักปราชญ์ร้อยกรองไว้ มีอักษรอันวิจิตร มีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นของภายนอก เป็นสาวกภาษิต อยู่ จักปรารถนาฟังด้วยดี จักเงี่ยโสตลงสดับ จักเข้าไปตั้งไว้ซึ่งจิตเพื่อรู้ และจักสำคัญธรรมเหล่านั้น ว่าควรเรียน ควรศึกษา ฯ

[673] ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระสูตรเหล่านั้น ที่ตถาคตกล่าวแล้วอันลึก มีอรรถอันลึก เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรม จักอันตรธานฉันนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุดังนี้นั้น เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เมื่อเขากล่าวพระสูตรที่ตถาคตกล่าวแล้ว อันลึก มีอรรถอันลึก เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรม อยู่ พวกเราจักฟังด้วยดี จักเงี่ยโสตลงสดับ จักเข้าไปตั้งไว้ซึ่งจิตเพื่อรู้ และจักสำคัญธรรมเหล่านั้นว่า ควรเรียน ควรศึกษา ดังนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แหละ ฯ

จบสูตรที่ 7

อาตมาเป็นสยังอภิญญา ตามสัมมาทิฏฐิข้อที่ 10 ที่ไม่มีใครมาอธิบายแล้ว เขาว่านัตถิทินนัง ต้องมาอธิบายว่าที่ทำทานกันนั้นมันผิด ทำทานแล้วมันไม่มีผลมันมีแต่กิเลสหนาขึ้นๆ ทำทานทุกวันนี้ มาทานแล้วก็มาตั้งจิต ขอให้ได้สวรรค์วิมานได้ลาภยศสรรเสริญ โลกียสุข ผิดหมด พระพุทธเจ้าไม่เคยสอน พระพุทธเจ้าสอนให้ทำทานว่าอย่าตั้งจิตอยากได้อะไร ทานนั้นคือให้ให้แล้วก็ปิด ไม่ต้องไปหวังว่าจะได้อะไรตอบแทน เขาไม่รู้แล้วไม่ได้ทำอย่างนี้ มีแต่ประเล้าประโลม จะได้สวรรค์ได้ภพชาติได้ร่ำรวย ศาสนาพุทธเป็นโลกุตระไม่ต้องอยากได้ลาภยศอะไร อยากได้ลาบเต้าหู้ก็เอาเต้าหู้มาทำ อยากได้ลาบเห็ดก็เอาเห็ดมาทำ หรือเอาผลไม้ทำ ก็ทำขึ้นมา ไม่ใช่ว่าไปอ้อนวอนร้องขอขอให้ได้ลาภยศ ไม่ใช่ ขึ้นอยู่ที่กรรมอยากได้ก็ทำเอาอัตตาหิอัตโนนาโถ อย่าไปเบียดเบียนคนอื่น อย่างนี้เป็นต้น คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นสัจจะที่จริงตรง ไม่เบียดเบียนใครมีแต่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น แต่ทีนี้สอนกันผิดเพี้ยนกลายเป็นอ้อนวอนร้องขอ เป็นคนไม่มีสมรรถนะเป็นคนโง่ลงๆๆ กลายเป็นคนที่มาเบียดเบียนคนอื่น กินอยู่บนหลังคน

ขออภัย พูดแรง กลายมาเป็นนักบวชที่ไปกินอยู่บนหลังฆราวาส คฤหัสถ์ หลังสหธรรมิกผู้มาปฏิบัติธรรม กลายมาเป็นนักไถนาบนหลังคน กลายเป็นนักไถ แล้วทำนาอยู่ที่ไหนทำนาอยู่บนหลังคน (สู่แดนธรรม บอกว่าเขาเขียนว่าฆราวาสสั่งสมบุญนักบวชสะสมเงิน) น่าสงสารประเทศไทย ฆราวาสสั่งสมเงิน ศาสนาพุทธให้เอาออก อปจยะเอาออกให้มักน้อยสันโดษเกื้อกูลสร้างสรรขยันแจกจ่าย นี่เป็นเศรษฐศาสตร์ที่สุดยอด อาตมาให้พวกเราทำสาธารณโภคีพวกเราก็ทำได้ ขยันหมั่นเพียรผลผลิตเอามารวมกันกองกลางแบ่งกันกินแบ่งกันใช้มีเป็นเศรษฐศาสตร์ยิ่งใหญ่ของโลกที่เขาเข้าไม่ถึงปฏิบัติไม่ได้ ชาวอโศกเอาของพระพุทธเจ้ามาเรียนรู้และปฏิบัติประพฤติได้

เศรษฐศาสตร์บทนี้แม้แต่ว่าเป็นดร.ทางเศรษฐศาสตร์อะไรก็เข้าไม่ถึงเศรษฐศาสตร์นี้ แต่ในประเทศไทยมีคนไทยที่อยู่ในระบบเศรษฐศาสตร์ระบบสาธารณโภคี นี่แหละมีจริงๆอยู่ในโลก ยังมีเกิดอยู่ไม่สูญหายตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้า คนยังปฏิบัติประพฤติได้ เป็นเศรษฐศาสตร์ที่ทำให้คนอยู่สุขสำราญเบิกบานใจ ทำให้คนอยู่อย่างไม่แย่งชิง เกื้อกูล อุดมสมบูรณ์ ไม่ต้องไปคอยหาอาวรณ์อะไรในอบายมุข ในโลกธรรมในลาภยศสรรเสริญสุขไม่ต้องไปแย่งกัน ละลด

อบายมุขมันแน่นอนต้องเลิกแย่ง แม้แต่ลาภยศสรรเสริญก็ไม่แย่ง ไม่ต้องมีลาภ แต่ลาภเกิดขึ้นโดยธรรม เราสร้างขึ้นมันก็เกิด ได้มากก็ไปรวมกันจนเกินกินเกินใช้ มารวมกันเอาไปแบ่งแจก ตลาดบุญนิยมที่เกิดนี้มีทั้ง 4 แบบของบุญนิยม มีทั้งแจกฟรี ขายต่ำกว่าทุน ขายเท่าทุน ขายต่ำกว่าราคาตลาด นี่เป็นตลาดประชารัฐเหมือนอย่างที่ทางประเทศไทยกำลังมีความคิดอันนี้ แต่เราทำนำหน้าเขาไปแล้ว ถ้าหากทางรัฐมีความจริงใจขยันทำอย่างนี้มันก็จะเกิดเป็นได้ โดยองค์รวมโดยความเป็นจริงของสถานะประเทศไทย

สังคมประเทศไทย ทางด้านเศรษฐศาสตร์ก็ตามเศรษฐกิจก็ตาม มีลักษณะนี้ แม้การประพฤติปฏิบัติของคน เป็นมวลของประเทศ ชาวอโศกเป็นคนไทย เป็นมวลของประเทศ ก็ประพฤติ เป็นสาธารณโภคีอยู่ ชาวอโศกมีอยู่กี่ชุมชนหมู่บ้านก็แล้วแต่ในประเทศไทย ก็มีทฤษฎีนี้ทำสิ่งนี้ สร้างขึ้นมาแจกจ่ายเผื่อแผ่เกื้อกูลกัน เป็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ที่ดีที่สุดยอดเยี่ยมที่สุดประเสริฐที่สุด ในประเทศไทยนี้มีผู้รู้อยู่คือโพธิรักษ์ ของพระพุทธเจ้า แล้วผู้รู้อีกท่านหนึ่งก็คือในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านก็เอามาประกาศ พาทำอยู่ตั้ง 70 พรรษาท่านก็สวรรคตไปแล้ว ประเทศไทยคนไทยศาสนาพุทธ ก็ยังไม่ค่อยกระเตื้อง เอาแบบคนจน มาขาดทุน ขาดทุนนี่แหละคือนักเศรษฐศาสตร์ ไปเอากำไรอยู่นี่คือไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ชั้นสูง คนที่ไปเอากำไรเอาเปรียบเพราะเกินทุนได้มากเท่าไหร่ ถือว่าผู้ที่ทำเป้าแห่งเศรษฐกิจของเราให้เจริญ ความคิดแบบนั้นมันเป็นความผิด เป็นการทำลายเศรษฐกิจ มันเป็นการสร้างเศรษฐกิจให้แก่ตนเองเป็นเศรษฐกิจเห็นแก่ตัว ไม่ใช่เศรษฐกิจแท้ เป็นเศรษฐกิจเห็นแก่ตัว สร้างให้คนเห็นแก่ตัว นักเศรษฐศาสตร์จะพอเข้าใจไหม ต้องมาสร้างให้เป็นคนขยันหมั่นเพียรเป็นคนเสียสละ วิริยารัมภะ แล้วสะพัด แจกฟรีได้หรือขายให้ต่ำกว่าทุนได้ ทำไมขายไม่ได้เพราะมันเหลือมันเกิน ทำไมแจกจ่ายกันกินไม่หมดนะของชาวอโศก เห็นความอุดมสมบูรณ์ความเหลือเฟือของชาวอโศกไหม

เราไม่มีแฟชั่นไม่มีของปรุงแต่งแบบโลกๆที่มอมเมาประดิษฐ์ประดอยประดับประดาไร้สาระกันมากมายหรอก เรามีแต่เรื่องเนื้อแท้ๆ เป็นปัจจัยเป็นอาหารของชีวิต เป็นสิ่งที่ต้องอาศัย เป็นปัจจัย 4 หรือบริขารสำคัญ สิ่งที่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยเสียเวล่ำเวลา ยิ่งไปสร้างระเบิดยิ่งไปสร้างปืนปิดประตูเลย ชาวอโศกไม่ไปบ้าทำ หรือจะไปทำสิ่งฟุ่มเฟือยพุ่งเฟือยอะไร ยกตัวอย่างง่ายๆจะไปสร้างแฟชั่น เอาอะไรไม่รู้มาต่อหัวต่อหางแล้วไปเดินแฟชั่นกัน จะบ้ากันไปถึงไหน ดูแล้วก็ทุเรศๆ ขออภัยอาตมาพูดชัด เขาไม่รู้สึกทุเรศตัวเองนะ แต่อาตมารู้สึกทุเรศจัง ผู้หญิงฟังแล้วจะรู้สึกมากใช่ไหม เคยทุเรศตัวเองมาบ้างไหม ใครเคยยกมือบ้างสิ กล้าหาญยอมรับความจริง มันน่าทุเรศตัวเองฟังให้ดี ใช้ภาษาพยัญชนะมาอธิบายสภาวะ ทำให้ดูแล้วแต่ก่อนเราโง่นะ ไม่รู้ว่าทำทุเรศก็ไม่รู้เรื่อง เมื่อเรารู้สาระโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ก็จะนึกว่าอะไรก็ไม่รู้ นอกจากเด็กเล็กๆ จะเห็นได้ว่าความอวิชชาความโง่ของเรา แต่ก่อนคนเรายังโง่ …เดี๋ยวนี้ก็ยังโง่อยู่

เดี๋ยวนี้ก็ฉลาดขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาอีกต่อไปแล้ว ผู้ที่หลุดพ้นก็คือผู้ที่ไม่ต้องไปเสียเวลาไม่ต้องไปเสียแรงงานเสียทุนรอน อาตมาสรุปชีวิตคนคือ 1. เวลา เวลาเป็นของโลก มันผ่านไปแต่ละลมหายใจเข้าออกเสียไปโดยเปล่า 2.แรงงาน แรงงานก็คือของเรา 3. เสียทุนรอนสมบัติอะไรที่ต้องไปร่วม นี่คือความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์ 1. สูญเสียเวลา 2. สูญเสียแรงงาน ทั้งแรงกายแรงความคิดไปอยู่กับสิ่งไร้สาระ 3. ไปได้ขี้ขยะอะไรก็ไม่รู้ ไม่ใช่เหตุปัจจัยของชีวิต ขี้ขยะ ดีไม่ดีไปสร้างของเป็นพิษภัยแก่ชีวิตให้แก่มนุษย์ อย่างนี้เป็นต้น

การมีชีวิตอยู่แล้วเราก็รู้จักการศึกษา รู้จักว่าจริงๆชีวิตเรามีสาระคืออะไร ไปศึกษาสาระแบบโลกจะเป็นการปรุงแต่งเพื่อให้ได้ลาภได้สรรเสริญ ได้อะไรก็ไม่รู้ เลอะเทอะไป กว่าคนเราจะเข้าใจสาระแท้ว่าคนเราเป็นหลงเลอะเทอะที่เป็นโลกียะ ถ้าออกไปเสียเวลาแรงงานทุนรอนสมบัติพัสถานวัตถุ กว่าจะกอบกู้ความสูญเสียที่ไม่เข้าท่านี้คืนมา ทั้งเวลาแรงงานทุนรอน ก็เอามาสร้างสิ่งที่มีคุณค่ามีประโยชน์ อาตมาทุกวันนี้ต้องใช้ทุนรอน สร้างอะไร สร้างธรรมชาติเพราะว่าธรรมชาติถูกเผาผลาญทำลาย ทำไมจึงมาสร้างธรรมชาติสร้างสิ่งเเวดล้อมสร้างดินน้ำไฟลม ให้มีการสะพัด มีน้ำสะอาดมีดินดี มีพลังงานไฟพลังงานลมที่ดี แล้วก็สังเคราะห์สังขารกันขึ้น ด้วยตัวมันเองด้วยแล้วก็ด้วยเราช่วยมันด้วยใช้วิทยาศาสตร์ช่วยบ้าง แล้วก็ให้มันเกิดอยู่ในนี้ ให้ครบพร้อมบริบูรณ์อยู่ในนี้ เราก็ใช้ความรู้ความสามารถอยู่ในนี้ในราชธานีอโศก พร้อมเลย อุดมสมบูรณ์ สิ่งที่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่ายเป็นอบายมุขต่างๆ ไม่มีในนี้ ไม่สร้างและไม่สนใจ มาในนี้มีแต่เนื้อของสาระสัจจะทั้งนั้น จะเป็นที่พึ่งพาของคน

งานปีใหม่นี้ก็มีคนมาขายของ มีคนเอาของมาขายเขาก็ใช้เป็นที่ขาย เป็นที่ที่จะสะพัด เขาขายเขาสร้างแล้ว เราไปสร้างตลาดให้เขา ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อหาเงิน เขามาขายเขาเห็นสถานที่ เราก็ดูแลจัดสรรให้เข้าที่เข้าทางเป็นจราจร ให้อยู่สถานที่เป็นหมวดหมู่ เป็นนักเทศกิจหน่อยดูแลช่วยกัน อาตมาเห็นปีนี้ ระวังแต่สิ่งที่เราจะไม่ให้เขาเอามาค้าขายคือสิ่งที่เป็นเนื้อสัตว์สิ่งที่เป็นมอมเมา เป็นของเป็นพิษ เป็นมิจฉาวณิชชา 5 เอาสัตว์เป็นมาขายเอาสัตว์ตายมาขาย เอาอาวุธมาขาย เอาสิ่งที่เป็นของมอมเมามาขาย เอาสิ่งเป็นพิษมาขาย นอกจากนั้นก็เอามาขายได้ ต่อไปที่นี่ก็จะเป็นตลาด ที่นี่จะเป็นที่รวมไม่ว่าทางบกทางน้ำ ก่อสร้างสนามบินสิ อาตมาคงไม่มีวาสนาสร้างสนามบินละมั้ง ดีไม่ดีสร้างสถานีรถไฟหัวกระสุน

เท่าที่เราทำได้ เราไม่เอาแรงงานทุนรอนเวลาไปสร้างสิ่งที่ไร้สาระมอมเมา แต่เราสร้างเผื่อแผ่คนโลกียด้วย การสร้างพืชผักผลไม้เช่นบนตอนนี้มี บวบเหลี่ยม (บักลอย) ไม่ใส่สารเคมีไม่ใส่ยากันแมลงอะไรแต่ไม่ค่อยมีแมลงมาเจาะไชอะไร เพลี้ยก็ไม่ลง มันเป็นไปได้อย่างไร ธรรมดาพวกนี้แสวงหาอะไรก็ดี มียามันก็ไม่กล้า แต่ทำไมอันนี้ไม่ลง มันบายให้เรา มันเป็นไปตามธรรม เพราะอะไรเพราะว่าสิ่งเหล่านี้มันแข็งแรง พืชพวกนี้มันแข็งแรง เพลี้ยไม่กล้าเข้า เพราะว่าพวกนี้มันแข็งแรงกัดไม่เข้า มันเป็นสิ่งที่สูงมันไม่กล้า คนละฐานะอันนี้มันเป็นของดีเกินฐาน มันเห็นของพวกนี้ดีเกินฐานมองไม่ออก อะไรวะ อันหนึ่งมีสารพิษมากมันก็ไม่เอามีสารพิษน้อยมันก็เอา แต่อันนี้ไม่มีสารพิษเลยมันดูไม่ออกมันงามเกิน เหมือนพวกเรานี้ พวกเรางามอย่างสะอาดสะอ้านไม่มีเครื่องโสโครก นางงามชายหล่อ เพราะฉะนั้นพวกแมลงหน้าโง่ทั้งหลายมันไม่กล้ามากินหรอก มันไม่รู้จักของดี นี่คือความหลุดพ้น ความสะอาดที่สิ่งสกปรกมันไม่กล้ามาลงเอง มันกลายเป็นพวกนั้นเป็นอวิชชามันไม่รู้ว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดีที่สุดมันข้ามขั้นไปแล้ว มันมีกำแพงไร้สภาพกั้นเอาไว้ มันมองไม่รู้ สิ่งที่สะอาดที่สุดนี่คือสิ่งที่สกปรกที่สุด กลับขั้วกันเลย เพราะฉะนั้นสิ่งที่สกปรกที่สุด คนมองสิ่งที่สะอาดที่สุดไม่ได้เพราะมันมีกำแพงไร้สภาพอยู่ข้างหนึ่ง ดวงตายังผ่านกำแพงไร้สภาพไม่ได้เป็นตาถั่วตาบอด เขามองสิ่งที่สวยงามบริสุทธิ์ไม่ได้ แต่พวกที่อยู่ตรงนี้มองทะลุสิ่งนี้ได้สว่างขยายเลยให้เห็นว่า เชื้อโรคสกปรกโลกอบายเห็นชัดเลย ไม่กล้าเข้าไปใกล้

อาตมากำลังอธิบายธรรมะนะ การศึกษาธรรมะทำให้เราเกิดญาณ ปัญญา มีชีวิตหลุดพ้นห่างจากสิ่งเหล่านั้นไปด้วยทั้งในธรรมชาติธรรมดา ธรรมชาติธรรมดาผู้ที่หลุดพ้นไปได้อย่างดี จะมีกำแพงไร้สภาพมาป้องกัน โดยที่เราไม่รู้ตัว เรียกว่าบารมี ยกตัวอย่างเป็นรูปธรรม

ก่อนยกตัวอย่างอาตมาไม่ได้พูดอย่างอวดดีท้าทาย อาตมาไปเข้าสู่สนามรบ คนมายิงปืนหรือระเบิดไม่ถูกอาตมาหรอกมันมีกำแพงไร้สภาพกันไว้ นี่คือเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรมคนรู้ได้ยากแต่มีจริง อาตมาไม่ได้ประมาทนะ อาตมาอยู่ในสนามรบ เข้าไปประท้วงกับเขา มันยังมีวิบากอยู่ อาตมายังเจอกระแสแก๊สพิษบ้าง อาตมาอยู่บนนั้นอย่างท้าทายคงจะยิงก็ยิงไป คุณก็ไม่รู้ว่าเราคือเป้าหมาย ทั้งที่อาตมาควรจะเป็นเป้าหมายสำคัญที่เขาจะเล็งปืนใส่ด้วยซ้ำ เขาก็ไปยิงใครไม่รู้ ระเบิดไปลงที่ไหนก็ไม่รู้ แต่อาตมานั้นเหมือนเขาไม่รู้ไม่เห็นความสำคัญ ทั้งที่อาตมาก็แสดงตัวว่าเป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะอยู่นะ เป็นแม่ทัพใหญ่เป็นผู้บงการอยู่เขาก็ไม่… เห็นไหม นี่ไม่ได้พูดท้าทายอวดดีแต่พูดถึงเรื่องของสัจจะ เป็นเรื่องซับซ้อนที่รู้ได้ยากระวังอย่าประมาทถ้าบารมีไม่ถึงมันก็ตายอย่างเดียว ไปล่อเป้าเขา แต่อาตมาไม่ได้ล่อเป้า ไปอยู่ในนั้นเหมือนกันแต่เขาจะเห็นเหมือนไม่เป็นตัวสำคัญ มันหมุนเวียนกลับไปกลับมา เป็นสัจจะ

เอาล่ะ อาตมาสรุปว่า ขณะนี้ ราชธานีอโศกต้องการคน ให้เข้ามาร่วมสร้างร่วมสรร มันจะมีสถานที่ อาตมาจะทำสถานที่ให้เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติจะเป็นตลาดวัตถุตลาดแรงงาน ให้คนได้มาซื้อมาขายมาแลกเปลี่ยนให้เกิดเศรษฐกิจให้เกิดเศรษฐศาสตร์ที่มันเป็นของดีเป็นของสะอาดบริสุทธิ์แล้วก็ไม่ไปโลภโมโทสันเอาเปรียบเอารัดอะไรกัน เป็นเศรษฐศาสตร์ชนิดใหม่ เป็นเศรษฐศาสตร์ที่เอื้อเฟื้อเจือจารเกื้อกูลเป็นตัวอย่างของโลก ที่มีการค้าขายที่มีขายยันระดับแจกฟรี ระดับต่ำกว่าทุนระดับเท่าทุนระดับต่ำกว่าราคาตลาด

ตลาดบวร เราจะมีสินค้าแบบนี้ทั้งสินค้าแห้งสินค้าสดแจกฟรีได้สำหรับสินค้าสดทั้งแห้งมีทุกระดับเป็นตัวอย่าง ของแจกฟรีก็มีประจำของขายต่ำกว่าทุนก็มีประจำขายเท่าทุนก็มีประจำขายเกินทุนบ้างก็มี ที่เราทำได้เพราะพอมีพออยู่เหลือกินเหลืออยู่ เราจึงได้เสียสละได้ ขาดทุนได้เพราะเรามีเหลือกิน ชีวิตของเรามีแรงงานมีความรู้ความสามารถผลิต กินอาศัยเหลือ ร้อยคนพันคนหมื่นคน มีพลังงานมีพลเมืองมากเราก็จะผลิต ในสิ่งที่สำคัญสิ่งที่จำเป็นสิ่งที่เป็นสาระเป็นเหตุปัจจัยของชีวิต ที่ต้องอาศัยนี้แหละ ก็จะเป็นตลาดหรือเป็นสถานที่ที่มาพักผ่อนรื่นรมย์ ให้คนไปคนมา เป็นสังคมที่หมุนเวียนอย่างอบอุ่นน่าอยู่น่าไปน่ามา เด็กๆหรือผู้ใหญ่

อาตมาทำพวกนี้ไม่ได้ตั้งใจให้เด็กๆมาพักผ่อนเล่นน้ำ ตั้งใจจะให้ผู้ใหญ่มา แต่ผู้ใหญ่ก็ยังไม่กล้า จะมาอาบน้ำอาบท่าก็มาเลย เหมือนหาดทราย ที่นี่หาดทราย ริเวอร์ราชฯ  คนข้างนอกก็มาขายได้พวกเราเองก็มาขายได้ ช่วยดูแลอย่าให้ขายสิ่งที่เป็นพิษสิ่งที่เป็นสิ่งมอมเมาๆสิ่งที่ไม่สมควรก็บอกกัน พยายามจะรักษาเป็นตลาดที่ขายสิ่งที่ดี สิ่งที่เหมาะควรก็มาขายเป็นตัวอย่างเขาอยู่กันอย่างเป็นสัดส่วนพวกเราจะได้จัดสรรกันไป ขายต่ำกว่าราคาท้องตลาดก็ได้ จะสูงกว่าราคาตลาดเขาบ้างก็ได้ แต่ก็พยายามให้ต่ำกว่าราคาตลาดให้ได้เสมอจนลดลงจนเท่าทุน ขายเท่าทุนก็อยู่ได้ อาตมาจะแนะนำให้นิดหน่อย คุณไปซื้อของแล้วเอามาขายในตลาดนี้ แล้วก็มากินข้าวกินน้ำที่บ้านราช เสร็จแล้วพรุ่งนี้คุณก็เอามาขายใหม่ แต่ก็กินอยู่ในนี้ แนะนำให้ ก็พอมีให้อาศัยกินได้อยู่ ถ้ามันไม่มีไม่พอเขาก็จะพูด ไม่มาทำไม่มาช่วยปลูกแล้วมากินเขาก็จะว่าเอง แต่ถ้ายังมีเหลือเขาก็ไม่ว่าหรอก เอาสิ เห็นไหม อย่างนี้แหละดี อาศัยใช้สอยกินอยู่มีชีวิต ในสิ่งที่สร้างทำขึ้นมา เป็นพี่เป็นน้อง ไม่คิดมาก ไม่มีเรื่องมากอะไร ก็อยู่กันกินช่วยกันทำช่วยกันกินไปมันขาดแคลนก็ช่วยกันสร้าง อาตมาว่าก็จะมีคนขึ้นมาอยู่กันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง จะมีแผ่นดินให้ปลูกสร้าง หรือแม้แต่จะมาสร้างบ้าน

จะมาตั้งบ้านเรือนอยู่ก็ได้ส่วนมากก็มีแต่บ้านสร้างแล้วคนก็ไม่เข้ามาอยู่ ควรจะมาอยู่ให้อบอุ่นให้เกิดสังคมอบอุ่น อ๋อ มีคนอยู่อย่างอบอุ่นสนุกสนาน ให้เป็นตัวอย่างของพฤติกรรมสังคม อย่าว่าแต่สร้างบ้านหลังเล็กเลย หลายคนสร้างบ้านใหญ่โตมโหฬาร เราไม่อยากให้สร้างบ้านใหญ่โตเท่าไหร่หรอก แต่กิเลสประจำตัวก็บอกว่าฉันมีเงิน ขอแช่งเอาไว้ ใครไม่มีเงินแล้วไปกู้หนี้ยืมสินเขามาไปสร้างใหญ่โต ไปกู้หนี้ยืมสินมาทรมานตัวเองทำไม เอาเถอะ คุณมีเงินทองของคุณบ้างจะสร้างใหญ่โตก็แล้วไป แต่ให้เอื้อเฟื้อคนอื่นนะ ใหญ่โตแล้วอยู่กันอย่างหลวมหลวมไม่ดี ให้คนอื่นอาศัยอยู่ด้วยก็ดี สร้างใหญ่โตแล้วกินที่เปล่าๆไม่เผื่อแผ่คนอื่นไม่ดี จะติดแอร์ที่บ้านก็อย่าเพิ่งเลย ที่นี่หมู่บ้านคนจนไม่ใช่หมู่บ้านคนรวย อย่าเพิ่งติดแอร์หรอกสบายที่นี่ สบายเย็น ดีเป็นคำถามที่จะได้รู้กัน ที่จริงด้วยปัจจุบันปัญญาสำนึกซะมันก็น่าจะพอรู้อยู่แล้ว ไปเอาแต่ถามเผื่อคนอื่นบ้างก็ว่าไป

อาตมาสบายใจยิ่งขึ้น แต่เกรงใจสังขารเท่านั้นเอง ว่า เราก็อายุมากขึ้น ก็ยังไม่แข็งแรงเท่ากับอายุ 20 30 ก็ชัดเจน แต่ก็พยายามจะต่ออายุสังขารไปให้มากๆ เพื่อจะสาธยายสิ่งที่ผิดพลาดย้ำความผิดพลาดให้ถูกต้อง เราก็จะได้ช่วยกันทำให้ดีขึ้นรักษาสภาพธรรมะพุทธเจ้าให้ได้นานยิ่งขึ้น อาตมาว่าไม่มีอะไรค้ำจุนโลกได้ยิ่งกว่าโลกุตรธรรม ทางโลกียธรรมมันมีแต่เมาๆซ้ำซ้อน ยิ่งซ้ำซ้อนลึกลับ โลกยิ่งอำพรางกันล้วงตับกินไส้กันอย่างเลือดเย็น ทั้งโลกมันเป็นอย่างนั้น แต่ทางธรรมนี้ไม่ใช่ ทางธรรมมีแต่จะช่วยกัน อย่างที่พวกเราเป็น มันก็มีคนอยู่ 2 ประเภท ประเภทอย่างที่เราเป็นกับประเภทอื่น แม้แต่เถรสมาคม เสียดายที่เขาทิ้งโลกุตรธรรมไปแล้ว แม้แต่ประชากร สมาชิกของนักบวชในศาสนาก็กลายเป็นนายทุน เป็นผู้นำ โลกียะอย่างซับซ้อน เหมือนกับฆราวาส ซับซ้อนแล้วทำลายธรรมะพระพุทธเจ้าด้วย เช่นเอาคำว่าบุญไปปู้ยี่ปู้ยำ จนพังหมดแล้ว บุญเป็นเครื่องฆ่ากิเลส กลายเอาไปเป็นสมบัติที่คนอยากได้อยากมีอยากเป็น คนยิ่งมีบุญมากๆจะต้องหาบุญมากๆคือคนกิเลสมากๆ คนที่กิเลสน้อยลงบุญจะน้อยลง จนที่สุดคนไม่มีกิเลสคือคนไม่มีบุญเลย พูดสั้นๆง่ายๆ ถ้าเข้าใจแล้วจะรู้ว่าบุญเป็นสิ่งที่ไม่น่ามีเลย แต่มันกลับกัน ทำไม อธิบายธรรมะผิด บุญเป็นสิ่งที่ไม่น่ามีเป็นพระอรหันต์แล้วหมดบุญ ปุญปาปริกขีโณ บุญทำลายบาปหมดแล้ว เป็นคนสิ้นบุญสิ้นบาป พระพุทธเจ้าตรัสไว้ พระโพธิราชก็พูดไว้ เอาหลักฐานบาลีในพระไตรปิฎก มีหลักฐานยืนยัน

เอาล่ะ ก็พูดไปพูดมาก็เลยเวลาไป