ศาสนา

620217_เทศน์ทวช.งานพุทธาฯครั้งที่ 43 บ้านราชฯ เรื่อง เทวฺครองโลก ตอนที่ 3

อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/18lGK8tvlvsa_pRGeF571dXxFN-PrMIG_oRPOJdU-WdE/edit?usp=sharing

ดาวโหลดเสียงที่ https://drive.google.com/open?id=1tpWrK8alDSw4BKXYFGm1SsQctvKuIagj

พ่อครูว่า…วันนี้วันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2562 ที่บวรราชธานีอโศก อีก 2 วันก็เป็นวันมาฆบูชา เราก็มาต่อเทวะครองโลก ลองรวมๆกัน คำว่า เทพ หรือ เทวะ หรือ เทวดา

โดยพยัญชนะ เทวฺ แปลว่า 2 โดยพยัญชนะ แต่โดยสภาวะแล้วมันไปกันใหญ่เลย โดยสภาวะ มิจฉาทิฏฐิแต่ละทิฐิแต่ละคนที่มีอุปาทาน ก็เป็นเทวะไปใหญ่ ตั้งแต่เป็นมารเรียกว่าเทพบุตรมาร ก็เป็นเทพ เทวะ หรือจะเรียกแบบชมเชยคือ เทพบุตร เทพธิดา สุดยอดแล้ว เป็นคำสแลงก็เรียกว่าขั้นเทพ แต่นี่มันเป็นมาร มันเป็นมารแปลงตัวมาร้ายกาจมาก ทางด้านฝ่ายฆราวาส ก็ยกตัวอย่างปัจจุบันที่เห็นก็เช่นทักษิณ ขออภัยที่ต้องกล่าวนามเพราะว่าเป็นสิ่งที่สะดวก สบาย และก็ชัดเจน เป็นตัวอย่างในปัจจุบันนี้ ในขณะนี้ยืนยันได้ ผู้ที่ศึกษาก็จะเข้าใจได้ดี ก็ได้ประโยชน์ เราไม่ได้ไปเป็นศัตรูอะไรกันหรอก เขาก็ทำของเขาวิบากของเขาเราก็ทำของเรา ทางด้านสายธรรมะก็คือธัมมชโย เป็นเทพบุตรมาร ขนาดหนัก มารผีซาตาน เป็นสัตว์ที่บอกชื่อชั้นเลวร้าย นี่ก็ขั้นเทพทั้งนั้น

ที่ว่าเทวะครองโลกคืออย่างนี้ ผู้ที่เป็นใหญ่ในระดับโลกขณะนี้ก็มี ตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงยุคนี้ ในระดับ เจงกิสข่านโหดเหี้ยม ฆ่าแหลก หรืออย่างฮิตเลอร์ ของเยอรมัน เทพบุตรมาร หลอกคนให้หลงเชื่อเยอะแต่เลวร้ายหนัก นี่ก็เป็นเทพเทวบุตรมาร

ขั้นต่อมาก็เป็นกามเทพ ร้ายกาจมากหลอก หวาน ฆ่าคนด้วยเกสรดอกไม้ ฆ่าคนด้วยลูกศรอาบน้ำผึ้ง กามเทพ หลงใหลติดยึด ด้วยกาม รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส หรือด้วยโลกธรรม ลาภยศสรรเสริญโลกียสุขเอามาเป็นเครื่องล่อหลอก ด้วยเหลี่ยมมุมอะไรต่างๆสุดยอด ขนาดทักษิณขนาดธัมมชโยอย่างนี้แหละ ถ้าเบาลงมาหน่อยก็เป็นขั้นกาม อบาย อย่างทักษิณ ธัมมชโยก็เป็นระดับอบายมุข สูงขึ้นมาก็เป็นกามเทพ เป็นเทวะครองโลกแย่งชิงรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสจัดจ้านเมากันไป สนุกสนานรื่นเริงกันทุกวันนี้ โอลิมปิกนี่แหละยอดกามเทพ อาตมาจัดอยู่ในขั้นการขั้นอบายมุข โอลิมปิก หรือเซียบเกม ระดับร้อยล้านพันล้าน ก็ลงทุนกัน แล้วเดี๋ยวนี้สื่อสารถ่ายทอดให้คนดูกันทั่วโลก ครอบงำกัน เป็นการพนัน ฆ่าแกงกัน แย่งชิงฆ่าแกงพนันกันโกงกัน ซับซ้อน เป็นโทษภัยหนักมาก เขาไม่รู้เรื่องพวกนี้แต่มันเรื่องจริง เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าไม่เข้าใจสภาวะ โดยพยัญชนะพวกนี้เอามาสื่อแล้วก็ชัดเจน ก็จะกลายเป็นโทษภัย

พวกเราหลุดพ้นมาได้ก็ค่อยๆไล่ขึ้นมา ชั้นต่ำชั้นกลาง พอขั้นกามเทพแล้ว สูงขึ้นมาก็เป็นเทพทางจิตวิญญาณ เป็นเทพอยู่ข้างใน ซึ่งก็มีกิเลสมาร มีกิเลสอยู่ในจิต แล้วกิเลสก็เป็นธรรมดาตามขั้นตอน เทวบุตรมารเลวร้ายที่สุดแล้ว มารต่างๆก็ไม่ถึงขั้นนั้นก็ลดลงมา ผีมารต่างๆ แต่เทพบุตรมารหนักสุดแล้ว เอาตัวกิเลสร้ายกิเลสแรง กิเลสขั้นปลอมเป็นเทวดาเป็นเทพขั้นต่ำสุดเป็นเทวบุตรมาร

1.กิเลสมาร 2.ขันธมาร 3.อภิสังขารมาร เป็นขั้นซับซ้อน ขั้นต่ำสุด 4.เทพบุตรมาร 5.มัจจุมาร

อันนี้ก็เรียบเรียงโดยอรรถกถาจารย์ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้าทีเดียวแต่ก็ใช้ได้

มาขยายความตามลำดับของพระพุทธเจ้าเลย

เทพเทวดา 6 ชั้น

ล.23 ข.49 ทานสูตร เทวดา 6 อย่าง พรหม 1 อย่าง

อันที่ 1 จาตุมหาราชิกา(ท้าวกุเวร  ท้าววิรุฬหก ท้าวธตรฐ ท้าววิรูปักษ์) คือ ทำทานแล้ว มี ก็ปั้นรูปให้เป็นยักษ์มาร แย่งชิงฆ่าทำร้ายผู้อื่น ฆ่าผัวมันเสียเอาเมียมันมาโหดร้ายมาก เป็นเทวดาชั้นที่ 1 สมมุติเทพชั้นที่ 1

1.สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) ทานํ เทติ  

2.ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน)  ทานํ เทติ

3.สนฺนิธิเปกฺโข(สั่งสม)  ทานํ เทติ

4.อิมํ เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ให้ข้ามภพชาติ)  ทานํ เทติ

อันที่ 2 ดาวดึงส์ คือ ทำทานเพราะว่าเห็นว่าเป็นความดี เป็นเทพแต่เขาก็ปลอมเป็นของหลอกของไม่จริงดาวดึงส์ ตาวติงสา อาการ 32 ของชีวิต มันเป็นสุขเป็นความสบายเป็นความชอบใจพอใจสมใจรื่นเริงบันเทิงใจ สะใจไปก็แล้วแต่ เป็นดาวดึงส์ทั้งนั้น บําเรออารมณ์ให้รู้สึกชอบ กับชัง มันเป็นราคะกับโทสะ แม้แต่โทสะอย่างสะใจซับซ้อน มันก็คือดาวดึงส์ แม้จะเป็นโทสะอย่างสะใจ ซาดิสซึม โรแมนติกอิซึ่ม คือสมใจตามอุปาทาน ก็เป็นสิ่งที่หลอกลวงให้คนติดยึด ให้อยู่ในเวลาอย่างนั้น สูงขึ้นมาเป็นชั้นต่อไป

อันที่ 3 ยามา คือ ทำทานเพราะเพื่อเป็นประเพณี ยาวนานไปกับกาละเวลา ก็จะของให้ชอบใจอย่าจากฉันไป จะต้องการให้อยู่กับเราไปนานๆ นานเท่าไหร่ ก็ยิ่งดียิ่งชอบใจ ได้ยาวเท่าไหร่ได้นานเท่าไหร่สมใจที่ตัวเองชอบ ก็อยู่กับภพชาติเท่านั้น เป็นแดนใจของผู้ที่มีความทุกข์ความสุข ได้มากเท่าไหร่เป็นยาม ได้1 ยาม 2 ยาม 3 ยาม 4 ยาม 6 ยาม ได้100 ยาม ต่อเนื่องกันไปก็ยิ่งชอบ เรียกว่าเป็นความผิดยึดได้ตามสิ่งที่พอใจตามอายุเวลาอยู่ได้นาน ไม่เสื่อมไปจากที่ตัวเองต้องการเป็นอุปาทาน นี่แหละเป็นเรื่องหลอกให้คนเสียเวลาเสียแรงงานเสียทุนรอน เสียสภาพให้ติดยึด

อันที่ 4 ดุสิต คือทำทานเพราะเห็นว่า สมณะหุงหาอาหารเองไม่ได้ สีตะ แปลว่าเย็นสงบให้พักให้หยุด ผู้ที่เรียนรู้อย่างสัมมาทิฎฐิแล้วก็จะรู้จักพักรู้จักเพียร ส่วนผู้ไม่รู้ก็ไม่รู้จักพักให้พักก็ไม่พัก ก็จะเอาแต่เกิด เอาแต่สมใจให้หยุดให้พักให้วรรค ก็ไม่หยุดพักไม่เว้น พวกมันพวกนี้ไม่มีสิทธิ์ได้เข้าขั้นดุสิตหรอก ผู้ที่ไม่ทิ้งภพชาติก็ได้พักขั้นดุสิต นอกนั้นก็ไม่ยุ่งเกี่ยว เพราะฉะนั้นเป็นที่พักที่หยุด ที่อาศัย

อันที่ 5 นิมมานรดี คือทำทานเพราะทำตามฤาษีใหญ่ๆ เป็นที่ๆเก่งสุดเก่ง จะว่าเก่งเกินกว่าจตุมหาราชก็ได้ ด้วยตัวเองเลยนะนิมมารนรดี ตัวเองทำเองเลย ฆ่าเองแกงเอง สุดสามารถ ยอดถือว่ายอดแล้ว ใหญ่กว่านักเลง มีอำนาจมาก ลงมือเอง

อันที่ 6  ปรนิมมิตวสวัตตี ทำทานเพราะว่า อยากได้ปลื้มใจ(อตฺตมนตาโสมนสฺสํ) ถือว่าสูงสุดยอดกว่านิมมานรดี เพราะว่ามีผู้อื่นมีบริวารมีลูกน้องเก่งเหมือนกัน ตัวเองก็เก่งยอดกว่านิมมานรดีแล้วยังมีคนอื่น ปรนิมมิตวสวัตตีมาช่วยเสกช่วยสร้างช่วยทำช่วยเพิ่มเติมให้อีก ให้ตัวเองได้มากได้หนักได้เต็มที่อีก สุดยอดไปในทางบาป สุดยอดแห่งบาปเลย เป็นเทพบุตรมาร

ทีนี้ ถ้าเราเอามาอาศัยอธิบายขั้นเทพ

เทพมี 1.สมมุติเทพ 2. อุบัติเทพ 3. วิสุทธิเทพ

สมมุติเหตุคือเทพโลกีย์ปุถุชนวนเวียนสูงต่ำซับซ้อน เรียกว่าเทวบุตรมารซับซ้อนอยู่อย่างนั้นแหละ

ส่วนอุบัติเทพเป็นเทพโลกุตระ เป็นเทพรู้จักทำวิธีให้เราเกิดใหม่ เกิดเป็นเทพชั้นตั้งแต่โสดาบัน เป็นอริยะขึ้นไปตามลำดับ โสดาบันขึ้นไป สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ สูงสุดเป็นพระอรหันต์ถือว่าเป็นวิสุทธิเทพ เป็นเทพขั้นสูงสุด อุปัติเทพ จึงเป็นเสขบุคคลเป็นอริยขึ้นไป จนกระทั่งบรรลุสูงสุดก็เรียกว่าวิสุทธิเทพ

ทีนี้เทพทางโลกุตระหรือโลกียะ แบ่งซอยไปอีก

ในระดับอุปัติเทพ เสขบุคคล ก็ยังอาศัย อุปกิเลส อาศัยกิเลสลดลง ต้องเป็นเทพสูงขึ้น เป็นพระโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี เป็นอรหันต์ เป็นพระโพธิสัตว์ อนุโพธิสัตว์ อนิยตโพธิสัตว์ นิยตโพธิสัตว์ มหาโพธิสัตว์ ไล่ไป ก็ถือว่าเป็นผู้ที่จะทำความเจริญ เจริญโลกีย์ก็ถือว่าได้รสชาติโลกีย์มากมายบำเรอใจ ได้ลาภยศสรรเสริญมากมีอำนาจมาก ได้รับสรรเสริญยกย่องเชิดชู ทางโลกีย์ทางเทพบุตรมาร ก็ยกย่องเชิดชูกันมีบริวารมีอะไรเหมือนกัน ทางด้านดีเขาก็ชม ทางด้านโลกุตระก็ชมเหมือนกัน ก็มีสภาพ 2 เป็นเทวะ ทุกอย่าง

เทวบุตรมารก็มีสองก็ชื่นชมยกย่องกัน มาทางด้านโลกีย์แต่ทางด้านดีกุศลก็ชมกัน ด้านโลกุตระก็แน่นอนต้องยกย่องชื่นชมกันเหมือนกัน

มาถึงขั้นโลกุตระในเทวดา 6 ชั้น

ก็ซับซ้อน ยิ่งดียิ่งสูง ก็ยิ่งละเอียด ยิ่งเป็นพรหม เป็นเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาที่ละเอียดสูงส่งขึ้นเรื่อยๆ ซ้อนในเทวดาในพรหมยิ่งเป็นพรหมละเอียดสูงขึ้น ถ้าจะไล่พรหมขึ้นไปถึง 16 ชั้นก็จะยืดยาด

ชั้นที่ 1 ปาริสัชชาพรหม เป็นขั้นต้นของผู้ที่จะทำความละเอียดบริสุทธิ์เลย

ชั้นที่ 2 ปุโรหิตาพรหม

ชั้นที่ 3 มหาพรหม

ต่อมาอีก 3

ชั้นที่ 4 ปริตตาภาภูมิ มีแสงเจริญขึ้น

ชั้นที่ 5 อัปปมาณาภาภูมิ มีแสงอันประมาณมิได้เลย ไปตามบารมี ประมาณได้ตามบารมี ก็มีแสงยิ่งขึ้นๆ ก็เป็น อาภัสรา

ชั้นที่ 6 อาภัสราภูมิ เป็นหัวหน้าของทางด้านสว่าง สายขาว

หมวด 3

ขั้นที่ 7 ปริตตาสุภา  สุภาคือสูงกว่า

ขั้นที่ 8 อัปปมาณาสุภา

ขั้นที่ 9 สุภกิณหาภูมิ สายดำ กลับกันกับ อาภัสรา ที่จริง ขั้น สุภกิณหานี้สูงกว่า อาภัสรานะ สุภะแปลว่าดี ดำดี กัณหาแปลว่าดำ ก็เป็นสายดำสายมืดกับสายสว่างอาภัสรา สองสาย

ชั้นที่ 10 เวหัปผลาภูมิ เป็นพวกลอยฟ่อง เป็นตัวย่ิงใหญ่ประกาศตัวตนสูงส่ง มีลูกมีผลเป็นรูปเป็นร่าง

ชั้นที่ 11 อสัญญีสัตตาภูมิ อันนี้ไม่มีตัวไม่มีตนกำหนดไม่ได้ เป็นผู้ไม่มีการกำหนดรู้ อสัญญี เป็นสัตว์ที่ไม่มีผู้กำหนด Invisible เป็นพวกไม่มี ท่านเรียก Realm of non percipient being

สุทธาวาสอีก 5

ชั้นที่ 12 อวิหาสุทธาวาสภูมิ ของท่านประยุทธ์แปลว่าไม่ผู้เสื่อมจากสมาบัติ ก็ยังเป็นแบบเทวนิยมอยู่ อธิบายต้องเข้าต้องออกสมาบัติอีก

ชั้นที่ 13 อตัปปาสุทธาวาสภูมิ ท่านแปลว่าไม่ทำความเดือดร้อนให้กับใคร

ถ้าให้อาตมาอธิบายก็คือลักษณะที่ได้แล้ว ไม่เสื่อมไม่เป็นโทษภัยกับใคร ผู้ที่ละเอียดอย่างพระพุทธเจ้าท่านก็บอกว่าจะไม่อาศัยแดนสุทธาวาส 5 ท่านจะผ่านไป ถ้าไม่อย่างนั้นจะต้องมาอาศัยอยู่ในแดนนี้  มันสบายมันว่างมันเบา เหมือนอนาคามี 5 นี้ตกในภูมิอนาคามี 5 จะจมในแดนเหล่านั้นนานมาก แต่สายปัญญาที่เรียงลำดับแล้วเป็นปัญญาธิกะ จะไม่มาเสียเวลาอยู่ในนี้จะต่อเนื่องไปเลย ส่วนพวกที่จะอยากพักบ้างก็ตามบารมีของแต่ละคน สมัครใจจะพักตรงนี้ พักหนึ่ง สองพัก ห้าพัก ร้อยพักก็ตามแต่ละคนจะอาศัย  เป็นเรื่องอิสรชเสรีภาพ สามารถที่จะเลือกเอาได้ตามใจ

ชั้นที่ 14 สุทัสสาสุทธาวาสภูมิ

ชั้นที่ 15 สุทัสสีสุทธาวาสภูมิ

ชั้นที่ 16 อกนิฏฐสุทธาวาสภูมิ

สุทธาวาสก็ก็คล้ายกันอนาคามี 5

๑. อันตราปรินิพพายี (ผู้เพียรทำปรินิพพานในระหว่างภพ) มันไม่รู้จะไปปรินิพพานเมื่อไหร่มันแล้วแต่ยถากรรม ปล่อยไปตามเหตุปัจจัย อันตรา แปลว่าในระหว่าง

๒. อุปหัจจปรินิพพายี (ผู้ทำปรินิพพานด้วยสามารถ) ผู้สามารถจะพากเพียรทำได้มากได้น้อยก็อยู่ที่ตัวเองจะมีความอุตสาหะวิริยะ เร็วเท่าไหร่ก็ได้บางทีก็ไม่เร็วนัก

๓. สสังขารปรินิพพายี (ผู้ทำปรินิพพานโดยต้องใช้ความเพียรมาก  ประกอบปุญญาภิสังขารในภพตนให้มากๆ) ผู้มีภูมิสูงกว่า อุปหัจจะแล้ว ถ้าพากเพียรมาก สังขารมากก็จะเร็ว

๔. อสังขารปรินิพพายี (ผู้ปรินิพพานโดยไม่ต้องใช้การปรุงแต่งอภิสังขารให้มากนัก) อันนี้ก็ไม่ต้องใช้การปรุงแต่งมากก็ได้แล้ว แต่ถ้าสสังขารก็ต้องต่ำกว่าก็ต้องปรุงแต่งมากหน่อยต้องใช้สังขารปรุงแต่งมากหน่อยหนึ่งจึงจะพ้นบรรลุ แต่อสังขารคือไม่ต้องปรุงแต่งมากหรอก ต่างจากอันตราคือไม่ปรุง ปล่อยไปตามเรื่องตามราว ส่วน อสังขารปรุงแต่งไม่มากนัก สสังขารปรุงมากหน่อย

๕. อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี (สภาวธรรมไม่เป็นสองรองใคร  หรือไม่เป็นน้องใครอีก แล้วปรินิพพานไว) อันนี้เหนือใครแล้ว ไม่มีใครเทียมแล้ว อันนี้สุดยอด แทบจะเรียกว่าหยุดได้แล้ว จะหยุดหรือไม่หยุด จะตัดหรือไม่ตัด จะอยู่หรือไม่อยู่ เรียกว่า หมายความว่าอยู่ในขั้นสุดแล้วจะเกิดก็ได้จะตายก็ได้ จะเป็นอมตะบุคคลแล้ว ถ้าหากบรรลุก็เป็นอมตะบุคคล เป็นบุคคลอยู่ในระดับที่ 9 ในมูลสูตร 10

ไล่เอามูลสูตรก็ได้

ถ้าใครไม่มีฉันทะไม่มีความยินดีไม่มีทางไปได้ แค่มาทดสอบเรียนรู้อยากรู้เฉยๆ จะไปปักใจอีกฝั่งนึงแล้วแต่อันนี้อยากรู้เฉยๆ มาศึกษาเฉยๆ คนนี้ก็หมดสิทธิ์ที่จะบรรลุ ไม่มีฉันทะ อยากรู้เฉยๆ แต่ไอ้ที่ตัวเองปักใจอีกอันหนึ่ง อย่างนี้ก็มีพวกสายเทวนิยมจะมาลอง เขาบอกว่าอเทวนิยมไหนมาลองหน่อยซิ ถ้าเขาไม่มีใจที่ยินดี สนใจแต่ไม่มีฉันทะ ไม่มีความพอใจยินดีว่าเข้าท่านะ มันไม่มี มันจะมีจุดเริ่มต้นอย่างนี้

เพราะการทำใจในใจ มนสิการ การทำใจของตนเอง สร้างใจตนเอง ผลิตใจตนเองให้เป็นอริยบุคคลให้เป็นโลกุตระ มันไม่ได้ง่ายๆ มันไม่มีตัวตนมันไม่มีรูปร่างมันไม่มีสีสันไม่มีอะไรเลย นามล้วนๆ ถ้าคุณไม่มาเรียนอภิธรรม คุณไม่มาไล่จิตเจตสิกต่างๆรายละเอียดของ แม้แต่ขั้นรูปก็ต้องเป็นรูป 28 คุณก็ไม่รู้อาการของรูป 28 ว่ามันปรุงแต่งอย่างไรสร้างสรรค์อย่างไรขั้นรูป จะไปพูดถึงขั้นเจตสิกอีก 89 อีก 52 แจกจิตไปอีก 89 121 เมินเสียเถิดอย่าคิดถึงไม่มีทางเป็นไปได้ เรื่องมนสิการจึงไม่ใช่เรื่องตื้นๆ ทุกวันนี้โยนิโสมนสิการก็ไปแปลกันอีกอย่างหนึ่ง นอกจากอโยนิโสมนสิการก็แปลเหมือนกัน

มนสิการ แปลว่าการทำใจ  โยนิโส หมายความว่าต้องทำอย่างถ่องแท้ชัดเจนถูกต้องนะ หรือ ลงไปถึงจุดเกิด โยนิโสมนสิการ ทำใจในใจ ลงไปถึงที่เกิดที่ หทยรูปนะ ถ้าไม่ถูกหทยรูปไม่เป็นได้

หทยรูป กำหนดรู้ไม่ได้ง่ายๆมันไม่มีหลักแหล่งไม่มีสถานที่กำหนดหมาย เพราะฉะนั้นพวกอภิธรรมไม่เข้าใจก็นึกว่า หทยรูป มีอยู่ที่หัวใจ ช่องที่ 4 มีน้ำหล่อเลี้ยงสีฟ้า ใส สวยนะ ไปโน่น เป็นรูปธรรม ก็อธิบายไปตามแต่อาจารย์ไหนเขาจะมีนิมิตของเขา แต่โดยนามธรรมนั้นไม่มีรูปร่างไม่มีสีสันอะไรหรอก

เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าไม่มีการทำใจในใจซึ่งสำคัญมากเลย ก็ไม่มีความรู้แม้แต่ในสุริยะเปยยาล ปรโตโฆษะ โยนิโสมนสิการ

หรือแม้แต่ปัญญาวุฒิ ก็จะต้องเรียนรู้ต้องรู้จักโยนิโสมนสิการว่าเป็นอย่างไรอย่างถ่องแท้จากสัตบุรุษ ท่านได้สอนได้บรรยายให้ฟังชัดเจน โยนิโสมนสิการเป็นอย่างนี้เองหรือ ถึงจะปฏิบัติธรรมได้อย่าง ธรรมานุธัมมปฏิปัตติ ได้มรรคได้ผลไปตามลำดับ หรือจะควงจักร 4 หรือจะควงจักร โยนิโสฯได้

จักร 4(พตปฎ. เล่ม 21   ข้อ 31)

  1. ปฏิรูปเทสวาสะ (การอยู่ในถิ่นที่เหมาะสม) .

  2. สัปปุริสูปัสสยะ (การคบหาสัตบุรุษ) .

  3. อัตตสัมมาปณิธิ (การตั้งตนไว้ชอบธรรม) สำนวนตามไวยกรณ์ แต่สภาวะคือพวกนี้มีสัมมาให้เกิดการตั้งลงของความเป็นอัตตา ปณิธิ แปลว่าตั้งตน ตั้งขึ้นมี ผล static เกิดผลตั้งเค้าเงื่อนไป เป็นอัตตา

อัตตาอันนี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นตัวตน อุปาทาน แต่เป็นอัตตะอาศัย ของผู้ที่ปฏิบัติได้ นี่แหละที่มันเข้าใจยาก อัตตสัมมาปณิธิ จึงไม่ได้แปลว่าตั้งตนโดยชอบเท่านั้น คือมีตัวตนแล้วตั้งตนได้อย่างถูกต้อง ทำตนถูกต้องให้เกิดการเจริญ

จักร 4 เป็นการทำงานควงจักรได้ไปสู่ผลเจริญ ทิศทางสูงสุดได้

อันที่ 3 นี้ อัตตสัมมาปณิธิ จึงแปลไม่ง่าย ถ้าใช้ตั้งตนไว้ในทางที่ถูกนี้ก็แปลถูก แต่ก็คือการสร้างสิ่งที่เป็นประสิทธิภาพ ของความสามารถของเรา สร้างขึ้นได้ หยั่งลงเป็นนิธิ เป็นคลัง เป็นที่เก็บเป็นที่สะสมเป็นที่รวมไปเรื่อยๆ อย่างถูกต้องอย่างเสมอ ก็เกิดอัตตาของโพธิสัตว์ อัตตาของผู้ที่พัฒนาการ อัตตาของผู้ที่มีสมรรถนะความรู้โลกุตระด้วยนะ เพราะฉะนั้น อัตตาตัวนี้ไม่ได้หมายถึงโลกียะเลยนะ เพราะฉะนั้นจึงเจริญขึ้นได้ สั่งสมไปข้ามภพชาติ มันจะเป็นโพธิสัตว์ไปเป็นสูงสุด ไม่ได้เลย ถ้าเผื่อว่าไม่สะสม อัตตาไปเป็นต้นทุนไว้

ต่อไปถึงขั้นที่ 4

  1. ปุพเพกตปุญญตา (ความเป็นผู้มีบุญอันได้กระทำแล้วในปางก่อน ไว้เป็นที่พึ่งอาศัย) เป็นสิ่งที่ได้แล้วของเก่าที่สะสมมา สะสมอะไร สั่งสมบุญ แต่บุญสั่งสมไม่ได้ ปุญญตา ความเป็นบุญสั่งสมไม่ได้ เป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนที่ยอกย้อน สะสมไม่ได้แต่ได้บุพเพกตะ ได้จากอะไรได้จากบุญที่ตัดกิเลสไปแล้ว แล้วจะมีกิเลสอีกได้อย่างไร เหมือนได้แต่ความสะอาด ศาสตร์คือความไม่มี แต่ความไม่มี สะสมความไม่มีมาได้เรื่อย บุพเพกตปุญญตา

เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีสภาวะจริง สภาพหมุนรอบเชิงซ้อนนี้รับรองไม่เข้าใจ เช่นไปแปล อปุญญาภิสังขารก็ไปแปลเป็นบาป ก็วนอยู่ในรอบเก่าไม่ขวาก็ซ้ายไม่ซ้ายก็ขวา เขาไม่ใช่ว่าซ้ายขวาจริงแต่มันขึ้นข้างบนนะเป็นก้นหอย เป็นรอบที่สูงขึ้น คนไม่มีสภาวะก็จะซ้ำวนอยู่ที่เก่าดีไม่ดีวนลงข้างล่างอีกขยายความลงต่ำอีก แต่อันนี้มันวนขั้นสูงขึ้น

ในสภาวะธรรมที่อาตมาขยายความนี้ สับสนไหม …ไม่ นี่รู้ดี เราเข้าใจแล้วก็เอาไปใช้ เข้าใจดีแล้วเอาไปใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องกำหนดเป็นพยัญชนะบัญญัติ เข้าใจดีแล้วสภาวธรรม ก็จะเอาไปใช้ เครื่องจักรของนามธรรมเราก็จะเอาไปใช้ จึงเข้าใจได้ดี ได้เนียนเก่งก็จะลึกซึ้งไปได้เรื่อยๆ

กลับมาสู่เทวะ กลับมาสู่เทวพครองโลก

เทพบุตรมาร แล้วก็มาเป็นกามเทพ

กามเทพ ก็เลวร้ายน้อยกว่าเทพบุตรมาร สูงขึ้นไปอีกพ้นจาก เทพบุตรมาร มาในขั้นพ้นกามภพ เป็นผู้ที่สูงขึ้นมาทำการอภิสังขาร

อภิสังขารแปลว่า ช่างสร้างนามธรรม โลกุตรธรรม ถ้ายังเป็ฯอภิสังขารมารก็ตีกลับทำร้ายแรงได้เร็วขึ้น ถ้าอภิสังขารเทพก็สูงขึ้นเจริญขึ้นกลับกัน อภิแปลว่ายิ่งใหญ่ สังขารยิ่งใหญ่เป็นมารก็ยกกำลังเป็นมา อภิสังขารเทพก็ยกกำลังเป็นเทพ

อภิสังขารมี 3 อย่าง ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร

สามสังขารนี้ ปุญญะก็คือ การกำจัดกิเลส เมื่อกำจัดได้แล้ว บุญก็ไม่ต้องใช้ เป็นเอกังสะ เป็นพลังงาน one way ใช้งานแล้วก็เลิก เหมือนระเบิดปรมาณู ระเบิดไปแล้วก็ตูม จะเอามาทำเป็นระเบิดครั้งที่ 2 ไม่ได้ เป็นวันเวย์ตรงทางเดียวเลย บุญนี่มันไม่มีสะสม บุญสะสมไม่ได้ เพราะฉะนั้น อปุญญาภิสังขาร ก็ไม่มีแล้วนะ แต่ก็ทำงานอภิสังขารอยู่สร้างสรรค์อยู่ก็ยิ่งเจริญ เจริญสูงขึ้นเรื่อยๆแล้วก็สั่งสมเป็น อเนญชา เป็นฐานที่ตั้งที่มั่น เป็นสมาธิยิ่งขึ้นๆๆๆ

ถ้าจะเรียกอภิสังขาร 3 คุณจะได้สมาธิ ต่อเมื่อคุณได้ขั้นอเนญชา ขั้นปุญญา อปุญญาก็ไม่ถือว่าเป็นสมาธิแท้ ต้องทำการตกผลึก เป็นความตั้งมั่นของจิตที่เป็นฐาน อเนญชา อย่างนี้เป็นต้น สูงสุดก็เรียกว่า สมาหิตัง สมาหิตะ

สู่แดนธรรมเอา พระไตรฯล.9 ข้อ 131 มาพ่อครูว่าเอาไว้ก่อน

กลับมาหา กามเทพ สูงไปกว่ากามเทพแล้วก็ไปสู่ขั้นบริสุทธิ์ จะเรียกว่าเป็นพรหมก็อธิบายไปเมื่อกี้นิดหน่อย

ชั้นที่ 1 ปาริสัชชาพรหม เป็นขั้นต้นของผู้ที่จะทำความละเอียดบริสุทธิ์เลย

ชั้นที่ 2 ปุโรหิตาพรหม

ชั้นที่ 3 มหาพรหม

ต่อมาอีก 3

ชั้นที่ 4 ปริตตาภาภูมิ มีแสงเจริญขึ้น

ชั้นที่ 5 อัปปมาณาภาภูมิ

ชั้นที่ 6 อาภัสราภูมิ เป็นหัวหน้าของทางด้านสว่าง สายขาว

หมวด 3

ขั้นที่ 7 ปริตตาสุภา  สุภาคือสูงกว่า

ขั้นที่ 8 อัปปมาณาสุภา

ขั้นที่ 9 สุภกิณหาภูมิ ส

ชั้นที่ 10 เวหัปผลาภูมิ

ชั้นที่ 11 อสัญญีสัตตาภูมิ

สุทธาวาสอีก 5

ชั้นที่ 12 อวิหาสุทธาวาสภูมิ

ชั้นที่ 13 อตัปปาสุทธาวาสภูมิ

ชั้นที่ 14 สุทัสสาสุทธาวาสภูมิ

ชั้นที่ 15 สุทัสสีสุทธาวาสภูมิ

ชั้นที่ 16 อกนิฏฐสุทธาวาสภูมิ

เป็นพรหม 16 ชั้น ถ้าจะไปอีกก็เป็นอรูปภูมิ อรูปฌาน 4

ชั้นที่ 17 อากาสานัญจายตนภูมิ

ชั้นที่ 18 วิญญาณัญจายตนภูมิ

ชั้นที่ 19 อากิญจัญญายตนภูมิ

ชั้นที่ 20 เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ

คือสภาพหนึ่งจับทีละคู่ อากาศกับวิญญาณ คือ สภาวะว่างกับตัวรู้คือวิญญาณ เราก็ต้องตรวจให้ละเอียดลออในความว่าง ส่วนความหวังนั้นคือจิตวิญญาณเราซับซาบ ในความว่าง ในความว่างก็เป็นความว่างจากเหตุปัจจัย ว่างจากอะไร เขาก็อธิบายไม่ถูก ว่างๆ ไม่มีที่จบไม่มีที่เทียบ

ว่างจากลำดับจากความหยาบ คุณว่างจากกิเลสชั้นที่ 1 สูงขึ้นไปว่างจากกิเลสชั้นที่ 2

ศาลานี้ว่างจากช้าง ก็มันยังมีม้า มีสัตว์เล็กสัตว์น้อย ยังมีอะไรอย่างอื่นอีก

ศาลานี้ว่างจากม้าก็สูงขึ้นไปอีก

ศาลานี้ว่างจากลิง ของพระพุทธเจ้าไม่มีลิง อาตมาเติมอีกมันเล็กกว่าม้า

ศาลานี้ว่างจากเสา แล้วมันจะอยู่ได้อย่างไร ตั้งอยู่ได้อย่างไร ก็จินตนาการไป

ศาลานี้ว่างจากพระ จากคน แล้วก็ว่างจากเสา ไม่มีอะไรเหลือแล้ว ว่างจากนี้ก็เหลือสิ่งนี้ สิ่งที่เป็นนามธรรม ขั้นอรูป ใช้พยัญชนะว่าไม่มีแล้ว มีอะไร มีความไม่มี สุดท้ายท่านก็ใช้แต่ภาษาว่ามีกับไม่มีนี่แหละเป็นที่สุดที่จะใช้กัน มีอะไร มีความไม่มี จบแล้ว ถ้าพูดอีก ไม่มีก็ว่าง มีอะไรมีความว่าง ว่างอะไร ว่างกับไม่มี แล้วจะเอาพยัญชนะไหนไปใส่ คนที่เข้าใจสภาวะแล้วจบสภาวะ เพราะฉะนั้นก็ต้องไปดูอาการของสภาวะ

อาการของรูป แล้วก็เป็นรสของรูป อาการของเสียง เป็นรสของเสียง อาการของกลิ่น เป็นรสของกลิ่น อาการของสภาวะสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็งก็เป็นรสของเย็นร้อนอ่อนแข็ง

คุณจะต้องดูสภาวะของนามธรรมนี้อย่างละเอียดเพียงพอจริง ว่าการไม่มีคืออะไร มันไม่มีคืออะไร อาศัยคนอื่นไม่ได้แล้ว ต้องตนเอง รู้ยิ่งเห็นจริงเอง คนอื่นรู้แทนไม่ได้เป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติ

ถ้าสรุปลงไปที่เทวะ ถ้าคุณยังมีรสของโลกีย์ก็แสดงว่ายังมีโลกีย์เป็นเทวะ หมดรสโลกีย์ก็เป็นโลกุตระ หมดมันยังเหลือส่วนน้อย ได้ส่วนบุญไปได้ส่วนหนึ่ง แต่ส่วนได้นี่มันคือส่วนเสีย ส่วนบุญไอ้ที่ได้นี่คือเสียไปนะ กิเลสคุณหมดไปส่วนหนึ่งเรียกว่าได้บุญ แต่คุณเสีย เสียอัตตา เสียตัวตน เสียกิเลส เสียอกุศล เสียบาป ออกไป จนคุณหมดบาป หมดอกุศล หมดตัวตน หมดแล้ว ไม่มีแล้ว บุญอันเป็น One way บุญมีหน้าที่เดียว มันก็เลิกหน้าที่มันก็จบ

ปุญญะ มันหมดแล้วบาปก็หมดบุญก็หมด ปริขีโณสูญสิ้นแล้ว

คำว่าบุญ นี้ เป็นคำของศาสนาพุทธโดยตรง ศาสนาอื่นเอาไปใช้ ใช้ไปผิดๆเยอะ อาตมาเกิดมาในยุคนี้ ก็ค่อยยังชั่วที่ยังมีหลักฐานให้อาตมาอ้างอิง ถ้าไม่มีหลักฐานอ้างอิง อาตมาจะอธิบายยากมากเลย มีหลักฐานช่วยก็ยังค่อยยังชั่ว

ตั้งแต่คำว่า ปุญญะ ที่ต้องขอบคุณท่านธรรมปาละกล่าวไว้ ในพจนานุกรมฉบับภูมิพโลภิกขุ พจนานุกรมฉบับอื่นไม่มีเลย ฉบับภูมิพโลภิกขุ มีประมาณ 9 เล่ม มีที่บอกไว้แปล ปุญญะว่า สันตานังปุนาติวิโสเทติ

สันดานคือสิ่งที่สั่งสม บารมีก็เป็นสิ่งที่สั่งสมเป็นเชิงดี โลกุตระ ส่วนสันดานเป็นทางโลกีย์ เป็นความต่ำความชั่ว

ปุนาติ แปลว่าการชำระ ชำระกิเลสออกจากสันดาน ให้สะอาด

วิโสเทติ แปลว่าสะอาดบริสุทธิ์

เพราะฉะนั้นบุญนี้จึงมีความหมายเป็นการชำระ พวกคนชำระนักชำระ มันเป็นตัวหน้าที่ ชำระเสร็จแล้วก็ทิ้งอย่าไปเก็บไว้ ทำเสร็จแล้วมันหายไปเลย เป็นเครื่องชำระ เพราะฉะนั้นมันจะไม่ขัดแย้งเลยว่าชำระเสร็จแล้วก็ต้องทิ้งทั้งหมดต้องสูญ ถ้าไม่มีหมดไม่มีสูญแล้วเมื่อไหร่จะมีนิพพาน ใช่ไหม นิพพานคือการหมดสิ้นจริงๆไม่มีเวียนกลับไม่มีวนเวียนอีก แต่ถ้าคุณวนอยู่นั่นแหละทิ้งแล้วก็ยังมีอีกทิ้งแล้วก็ยังเก็บมาใหม่อีก แล้วเมื่อไหร่มันจะสูญกันสักทีเล่า(วะ) มันจะต้องมีสูญ นี่คือความละเอียดลึกซึ้ง

พระอรหันต์นั้นเป็นคนสิ้นบุญ มีหลักฐานยืนยัน แม้แต่พระอรหันต์อื่น อาตมาจำได้แต่พระโมคราช พูดว่าเราสิ้นบุญสิ้นบาปแล้ว แม้แต่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ตอนที่ท่านเป็น โชติปาละ

เราเป็นผู้ชื่อว่า โชติปาละ ได้เคยกล่าวกับพระสุคต พระนามว่า กัสสปะ ว่า  “การตรัสรู้เป็นของได้โดยยาก ท่านจะได้จาก โพธิมณฑลที่ไหน โพธิญาณท่านได้ยากอย่างยิ่ง”   ด้วยผลแห่งกรรมนั้น เราได้บำเพ็ญทุกกรกิริยาเป็นอันมาก สิ้นเวลา 6 ปี เราถูกบุรพกรรมตักเตือนแล้ว (ปุพพกัมเมนะ โจทิโต)  จึงแสวงหาโพธิญาณโดยทางผิด เรามิได้บรรลุการตรัสรู้โดยทางนั้น บัดนี้เราเป็นผู้สิ้นบุญสิ้นบาป(ปุญญปาปปริกขีโณ)(ล.32 ข.392)

6 ปีนั้นท่านปฏิบัติผิดนะ แต่เขาอ่านพระไตรปิฎกไม่แตกก็เลยไปปฏิบัติตามพระพุทธเจ้า 6 ปีที่ทำผิดนั้น พระพุทธเจ้าออกไปแล้วอันนั้นเป็น บุพกรรม ติดตามทวงหนี้เรา 6 ปีนั้นไปใช้กรรมนะเราไม่ได้เจริญด้วยทางนั้น มันเป็นทางผิดเราไม่ได้บรรลุโดยทางนั้น ด้วยทางที่ไปนั่งอยู่ในป่าทรมานตน ทุกรกิริยาอยู่ในป่า 6 ปีเราไม่ได้บรรลุด้วยทางนั้น

พยัญชนะเหมือนกันเลย แต่อ่านแล้วเข้าใจความต่างกัน สรุปสั้นๆก็คือ ท่านทั้งหลายอ่านหน้านี้แล้วก็ได้ความว่า ต้องออกมาเหมือนพระพุทธเจ้าไปบรรลุธรรมะอยู่ในป่า เหมือนพระพุทธเจ้าเห็นไหม แต่อาตมาอ่านอันเดียวกันเลยบอกว่า ท่านบอกว่ามันไม่ใช่ พยัญชนะอันเดียวกันเลย แต่เข้าใจกันคนละทิศทาง เพราะฉะนั้นคุณก็ต้องใช้วิจารณญาณของส่วนตัวตัดสินให้ดี อาตมาก็พยายามอธิบายอันนี้ก็อ้างอิงอันอื่น เดิมก็อ้างอิงต่อไปอีก แม้แต่คำว่าสิ้นบุญสิ้นบาปก็อ้างอิง

เช่นอปุญญะคือไม่ทำบุญอีกแล้วแต่เขาไปแปลเป็นบาป

แม้โอวาทปาติโมกข์ 3 สัพพปาปสอกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง) กุสลสูปสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) สจิตตปริโยทปนัง(ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลส)

ไม่ทำบาปอีกแล้ว เป็นพระอรหันต์ไม่ทำบาปอีกแล้ว เป็นผู้ที่หมู่สงฆ์ยกสติวินัยแล้ว ท่านจะปรุงแต่งอย่างไรก็เพื่อผู้อื่นไม่มีจิตใจที่ปนไปด้วยกิเลส ไม่มีสาเฐยจิต ไม่มีจิตอยากอวดแล้ว ภาษามันมีแค่นี้ มีดำกับขาว แต่เอาดำมาแสดงเพียงให้คนอื่นเขาก็ว่าไม่ดีอีก

อาตมาอธิบายได้เพราะมีภูมิพอถึงขั้นนี้ พูดนี้ไม่ได้อยากให้คนเชื่อ ไม่ได้อ้างเพื่อให้คนอื่นเชื่อ กรรมที่ทำไปก็มีแต่กุศลอย่างเดียวไม่มีบาปเปื้อนอีกเลย มันเด็ดขาดแล้ว จิตท่านสะอาดผ่องแผ้วบริสุทธิ์พอ นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนานตลอดกาล) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง ไม่มีเปลี่ยนแปลงอีกแล้ว

ไม่มีอะไรเปรียบเทียบได้อีก นัตถิอุปมา แต่ทีนี้ คนจะเชื่อคนที่มีคุณธรรมคุณวิเศษคุณสมบัติขนาดนี้ มันก็ต้องมั่นใจจะเชื่อ ก็ต้องเห็นใจจะเชื่อกันไม่ได้ง่ายๆ ต้องอาศัยความรู้ความจริงกับเวลาให้เพียงพอ คนที่มีปัญญาลึกรู้อาศัยความจริงได้ ก็แม้ความจริงไม่มากก็รับรู้ได้เร็วได้มั่นใจแล้ว

ในสัจจะต่างๆ เข้าสู่ความเป็นเทวะ ใหม่

ความเป็นเทวะที่ครองโลก ตามชื่อ หัวข้อ ครองโลกอย่างเทวบุตรมารก็มีอยู่ ขณะนี้ก็มีตัวอย่างเป็นตัวตนบุคคลเราเขาพอจะให้รู้ให้เห็นได้ ขั้นกามก็มีอยู่เยอะ หลอกลวงผู้อื่น ไม่หยาบอย่างเทวบุตรมารแล้ว ขั้นกามเทพ ในระดับเป็นเทพเป็นเทวะเป็นธรรมะ2 ขั้นหยาบกว่าเทวบุตรมาร ฟังภาษาแล้ว เทวบุตรมาร เป็นลูกพระเจ้าแล้วภาษาดูยิ่งใหญ่ แต่ที่จริงหยาบกว่ากามเทพ

เทวบุตรมาร ฝีมือชั่วหนักนั้นหายาก กว่าจะเป็นได้ไม่ใช่เรื่องธรรมดา ท่านพระเทวทัตอย่างนี้เป็นต้นไม่ใช่ง่ายๆ แต่ขั้นกามนี้จะมีเยอะกว่า

จากขั้นกาม ฐานกามนี่แหละเยอะมาก ขั้นรูปภพอรูปภพ

ซึ่งเป็นขั้นที่ละเอียดเข้าไปภายในอีก เป็นเทวดาขั้นสูงขึ้นไปอีก ก็ยิ่งหายาก แต่ขั้นกามหาได้มากมาย

ถ้าเข้าใจลักษณะอื่น เป็นอนาคามีภูมิสูงขึ้นไปอีกก็ยากที่จะเข้าใจ ผู้ที่มีภูมิเองเป็น รูปภูมิ เป็นขั้นสังโยชน์เบื้องสูงเป็นอนาคามีขึ้นไป ขั้นภายนอกเป็นกามภูมิ สัมผัสในลาภยศสรรเสริญ โลกียสุข หรือ สัมผัสรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสต่างๆภายนอกแล้ว อนาคามีไม่เวียนกลับมาหาข้างนอกอีก อนาคา ถ้าอาคามีก็ต้องเวียนกลับอีก อนาคามี ข้างนอกไม่ออกไปแล้วมีหิริโอตัปปะมีความรู้เพียงพอ ที่จะไม่เอาแล้ว เพราะฉะนั้นก็มีแต่วิริยะสติปัญญาพากเพียรต่อไปอีก โดยสติปัญญาไปให้สูง พอมีความรู้มีหิริโอตัปปะ มีพหูสูต หรือพาหุสัจจะ มีความจริงมากพอแล้ว   เพราะฉะนั้นก็ไม่เอาแล้วไม่เติมเข้าไปอีกแล้ว เป็นผู้ที่มีอริยทรัพย์สูงขึ้นไป ซึ่งมีฐานตั้งแต่ ศรัทธา หิริ โอตัปปะ พหูสูตร วิริยะ สติ ปัญญา เป็นสัทธรรม 7

ส่วนอาริยทรัพย์ ก็ต่างไปนิดนึง ศรัทธา ศีล แต่สัทธรรม 7 ไม่มีศีล เพราะศีลเป็นจรณะไปแล้ว

เข้าใจเป็นพยัญชนะก่อนแล้วเจ้าจะทำเป็นสภาวะต่อไป แล้วจะไม่สับสนในพยัญชนะเท่าไหร่ แต่ตอนแรกที่ไม่มีสภาวะนี้พยัญชนะจะสับสน ขนาดนั้นอาตมาเองยังใช้พยัญชนะสับสนไปบ้างในบางคราว

สรุปอีกที เรื่องของเทวะครองโลก ถ้ามองไปในโลกกว้าง จะเห็นได้ว่าในยุคนี้แล้ว ในระดับหยาบ จะมีตัวเด่นๆเป็นตัวอย่างให้เห็นที่ออกชื่อไปบ้างแล้ว ในระดับโลกที่เป็นเจ้าโลก เรียกว่าโลกบาล จะครอบครองโลกเป็นเจ้าโลกใหญ่ แต่ละประเทศที่เป็นมหาอำนาจเขาก็พยายามสร้างอำนาจบาตรใหญ่ด้วยการใช้อาวุธ การใช้พลังเงินพลังอำนาจ ยกตัวอย่างอเมริกา เป็นความซับซ้อนมาก อาตมาก็ไม่รู้ว่าเขาจะถูกประเทศต่างๆจี้หนัก แต่เขายังเกรงอเมริกาที่เต็มไปด้วยอาวุธ แล้วพยายามกันไม่ให้ประเทศอื่นสร้าง แต่ไม่มีใครสามารถเข้าไปตรวจสอบอเมริกาได้ ตอนนี้ก็ไปจี้เกาหลีเหนือ ให้ตรวจสอบ มันก็ไม่ยอมกัน ต่างคนต่างไม่ยอม ก็สู้กันด้วยอำนาจเขี้ยวเล็บ

แต่ศาสนาที่สูงเป็นโลกุตรธรรมแล้วไม่ทำแบบนี้ มันเป็นเรื่องหยาบ เรารู้เรื่องวิบากแล้ว รู้จักการ rebirth หรือ reincranation มีการเวียนเกิดเวียนตายเป็นล้านชาติ เราไม่เสียเวลาวนเวียนทรมานทรกรรม เราเข้าสู่นิพพานปรินิพพาน ได้ปรินิพพานแล้วแต่ยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสานก็ได้ มีสิทธิ์อยู่ต่อไปอีก อย่างอาตมาจะดันสุรังนะไม่ใช่ดันทุรังนะ

เทวดาครองโลกขณะนี้ก็ร่อยหรอ วนไปสู่อเมริกา ตอนนี้ขู่ด้วยระเบิด อีกอย่างคือ ใช้เงินดอลล่าร์ พยายามสร้างรักษาค่าดอลลาร์ไว้ ถ้าเอาจริงๆแล้ว เอากระดาษนี้คืนไป คนเอาวัตถุที่มีค่ามาแทน เอาเพชรหรือทองคำก็ได้มาแทน เขาจะมีหลักประกัน คืนให้หรือเปล่า ก็ไม่ยอมให้คนไปดูในกองคลังว่ามีทองเป็นประกันในการปั๊มเศษกระดาษกระจายในทั่วโลก ถ้าเขาเอาๆเศษกระดาษเปื้อนหมึกนี้มาคืนคุณ คุณจะมีของที่มีหลักฐานที่มีคุณค่ายืนยันยืนยาวแม้แต่น้ำมันฟอสซิล มีมาคืนให้ไหม

สรุป เทวดาไม่มีจริง สุดท้ายจริงแล้ว ไม่มีเทวดาเหรอ คุณจะสมมุติว่าเป็นเทวดาเราก็เข้าใจตาม ถ้าเราไม่ยึดถือในเทวดาไม่ต้องยึดมั่นถือมั่นในเทวดา ยิ่งถ้าเป็นสัตว์นรกแล้วไม่มีเลยในจิต แต่ถ้าจะอนุโลมให้มีเทวดาบ้าง เราก็มีได้บ้างอาศัย ให้พูดกับคนอื่นรู้เรื่องให้พูดกับคุณรู้เรื่อง ในเวลาที่เร็วที่สุด ปัจจุบันนักธรรม ภาษาบาลีว่า ทิฏฐธรรมหรือสัมปติ บัดนาว สแตนเลส ขณะนี้ สมัยนี้ มันเร็วกว่าวินาทีนะเอาปัจจุบันนี้มันหมดไปแล้ว Continue ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Continuum มันระยะต่อนี้เร็วยิ่งกว่าวินาที ต่อเนื่อง อย่างที่ไอน์สไตน์เอามาเรียกว่า Space and time of Continuum มันสั้น เร็วกว่าอีกเป็นต้นความเป็นเทวดาก็อาศัยเราก็รู้ แล้วก็เป็นเทวะชนิดที่เรียกว่าต้องเป็นเทวะอย่างขาว ไม่ใช่เทวะแบบดำ

ลักษณะเทวะกลับไปกลับมาจึงเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งมาก คนที่สามารถรู้จักสภาวะรู้จักพยัญชนะเอามาทดแทนกัน เอามาใช้พยัญชนะมาแทนสภาวะ เอาสภาวะมาโชว์ กลับไปเป็นพยัญชนะ กลับไปกลับมาสูงขึ้น ละเอียดขึ้น คุณต้องเร็วต้องมีปฏิภาณปัญญาไหวพริบ เร็วทัน

ความเปลี่ยนแปลงเร็ว สภาพเปลี่ยนได้เร็ว ใช่สื่อกัน คนที่รู้ก็ใช้ได้อย่างไร พลิกเร็วใช้เร็ว จึงเป็นเหมือนนักเล่นกล ประเดี๋ยวเอาข้างนี้ประเดี๋ยวเอาอีกข้างหนึ่ง กลับไปกลับมาข้างนั้นข้างนี้ มันก็เลยยิ่งยากใหญ่เลย อันนี้อาตมาก็กระเป๋าพยัญชนะที่พระพุทธเจ้ามีไว้ว่าคือสิริมหามายาเหมือนนักเล่นกล วับมี วับไม่มี ใช้ศัพท์สุดท้ายคือมีกับไม่มี

กลนี้บอกว่าไม่มีแต่มันมีแน่แต่อันนี้นามธรรม ไม่มีก็ไม่มีแล้วแน่ แต่ต้องมีเพื่อให้คนอื่นได้อาศัยสัมผัสรู้ส่วนตนเองนั้นไม่มี อาตมาพูดเหมือนตนเองปักมั่นยึดมั่นถือมั่น ท่านเองเป็นโพธิสัตว์เป็นคนยิ่งใหญ่เป็นคนสูงส่งดีงามด้วย คนฟังแล้วก็เขาไปยึดถือในภาษา แต่คนที่รู้สภาวะของอาตมา ก็บอกว่าใช่ก็เชื่อ เป็นผู้ที่มีกับไม่มี ท่านมีนี้ท่านอนุโลมให้คนอื่นแต่ตัวท่านเองท่านไม่มีเข้าใจ คนที่เข้าใจและเชื่อมั่น คนไม่เชื่อมั่นก็จนกว่าเขาจะเชื่อเราไปบังคับเขาไม่ได้หรอก อันนี้ก็แล้วแต่ต้องใช้เวลา อาตมาจึงจำเป็นเพราะความรู้อันนี้เขาไปหลงยึดถือเป็นอุปาทาน อาตมาจะเอาอันนี้ไปทดแทนเอาความถูกไปทดแทนความผิดแล้ว มันก็ยากมาก ต้องอาศัยต้องแสดงสัจธรรมความจริง จึงต้องอาศัยเวลา กับการแสดงความจริง ไม่ใช่แค่คนเดียวนะ พวกคุณก็มาช่วยอาตมาแสดงความจริงอันนี้ด้วย อ๋อ อาริยบุคคล ผู้ที่หลุดพ้นจากกิเลสต่างๆเป็นอย่างนี้เองหนอ โสดาบัน สกิทาคามี นี่ก็กำลังรวบรวมหลักฐานภาษา ระเบียบอะไรต่างๆนานาความเป็นพระโสดาบันขั้นต้น กำลังรวบรวมกันอยู่นี้ก็คงจะได้สักวันหนึ่ง ก็เอาไปใช้กันเป็นตำรา ให้ตรวจสอบ ยังไม่ได้ขึ้นถึงขั้นสกิทาคามีเลยนะ ยังเรียบเรียงโสดาบันอยู่นะ หัวผุหัวพังอยู่นี่ มันไม่ง่ายแต่ก็ต้องทำเพื่อเป็นหลักฐานเอาไปใช้เป็นทฤษฎี เป็นสิ่งประกอบในการที่จะเปรียบเทียบตรวจวัดตรวจสอบ

ในโลกอาศัยสภาวะกับบัญญัติ หรือพยัญชนะหรือภาษา เป็นสิ่งแทน สุดจริงก็มีสอง ของจริงที่แท้ กับสิ่งที่จะเอามาร่วมรับรู้กัน ต้องรู้กันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป สิ่งที่เป็นของแท้ของใครของมันก็เป็นตัวของเขาเอง อันอื่นไม่รู้ไม่ได้ ก็จะต้องมีสองเสมอ สรุปแล้วที่จะใช้ร่วมรับรู้กันในโลกนั้นจึงต้องมี 2 เพราะฉะนั้นอยู่ที่ 2 นั้นมีจริงทั้งคู่หรือเปล่า ทั้งบัญญัติก็ถูกต้องทั้งสภาวะก็ถูกต้องหรือเปล่า หรือใครยังติดอยู่เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นทุกวันนี้ 2 ก็ดี แต่ของคุณก็ยังติดอยู่อันนึงผิดอันนึงถูก หรือว่าผิดทั้งคู่เลย ดีไม่ดีมีความผิดสลับซับซ้อนไปอีกไม่รู้กี่ชาติ

ของจริงแท้นั้นถูกทั้งคู่ แต่ต้องใช้คู่นั้นเพื่อสื่อสารกันเริ่มมีคนถ้าจะต้องสื่อสารกับใครก็ต้องมีคู่แล้ว ถ้าคุณมี สัญญยนิจจานิ คนเดียวแม้จะถูกอย่างไรคุณก็อยู่กับโลกเขาไม่ได้หรอก เพราะว่าสื่อสารกับคนอื่นเขาไม่รู้เรื่อง คนอื่นเขาไม่ได้รับรองคุณเลย

อย่างอาตมาเป็นโพธิสัตว์อาตมาถูกต้อง คนอื่นเขาก็รับรู้ไม่ได้เลยเขารับไม่ติด คิดว่าอาตมาจะอยู่ไหม อาตมาสื่อสารแล้วไม่มีใครรับไปสักคน แต่แม้แค่ ได้แค่ 5 คน 10 คนไปตั้ง 50 ปีแล้วก็ขอตายก่อนเถอะ เอาอายุใหม่ อายุทุกวันนี้ก็ไม่รู้จักจะแก้ไขไอเลย แต่ก็ดีมันยังไม่เจ็บคอแต่ก็ไอ บางทีก็เหนื่อยบ้างเหมือนกันแต่ก็ยังไม่เหนื่อยน่ะ มันเคยมีบางที (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) พูดจนคนข้างนอกสงสารเลย เอาล่ะเวลาก็หมด