ศาสนา

620424_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สรุปพรหมชาลสูตรขึ้นสามัญผลสูตร ตอน 1

อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่…https://docs.google.com/document/d/1tpo7Xvec4Y4y2MjQ8A8C2RUxiwXqKWpuIUtuXZC7_sI/edit?usp=sharing    

ดาวโหลดเสียงที่.. https://drive.google.com/open?id=1PZmW2tgizEiGKtMW7NCvijSoHRrGHqCz

สมณะเดินดินว่า… วันนี้เป็นวันพุธที่ 24 เมษายน 2562 ที่บวรราชธานีอโศก ครั้งที่แล้ว พ่อครูเน้นว่าการศึกษาศาสนาให้มาเรียนรู้ความพอดีที่สัมมา มัชฌิมา ส่วนอรหันตะ คือความพอดีที่สูงสุด หากเราไม่รู้จักความพอดีก็จะไม่รู้ว่าที่ดีสูงสุดคืออะไร

เศรษฐกิจเมืองไทยชาวต่างประเทศมองว่าเป็นประเทศที่ทุกข์ยากน้อยที่สุดในโลก พวกนักวิชาการกลับมองว่าเดือดร้อนมากที่สุด อยู่กับเรากระเป๋าตุงอยู่กับลุงกระเป๋าแฟบ อะไรอย่างนี้เป็นต้น ไม่รู้จักความพอดี ในหลวงร.9 บอกว่าหัวใจของประชาธิปไตยอยู่ที่พอสมควร เราไม่ต้องเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมากก็ได้ เพราะก้าวหน้าอย่างนั้นมีแต่ถอยหลังอย่างน่ากลัว คนต่างชาติยกย่องว่าเราเป็นสยามเมืองยิ้ม แต่เขากลับมองว่า คนไทยยิ้มแบบไม่มีจุดยืน ทั้งที่คนไทยยืดหยุ่นไม่ยึดมั่นถือมั่นเอาเป็นเอาตาย อย่างนี้ดี แต่คนก็มองว่าไม่ดี เป็นมุมมอง คนมาเที่ยวประเทศไทย ฝรั่งไปสำรวจว่าชาวญี่ปุ่นอยากจะไปเที่ยวประเทศไหนมากที่สุดเขาบอกว่าอยากไปเที่ยวประเทศไทย แต่คนไทยกลับมองว่าประเทศไทยไม่ดี เรามีคนที่เกลียดชังประเทศเราและคนเรานี้ก็เสียงดังเอะอะโวยวายด้วย

แม้ประเทศไทยจะมีอะไรดีๆมากมายแต่เขามองเป็นเรื่องเลวร้ายไปหมดก็เขาไม่รู้จักประมาณเขาไม่รู้จักความพอดี คนเขาบอกว่าประเทศไทยอะไรก็ดีไปหมดแต่มีสิ่งที่เลวร้ายคือมีนักการเมือง ถ้าไม่รู้จักสัจธรรมนั่นเอง

พ่อครูว่า…ก่อนจะได้ขยายต่อก็

_SMS วันที่ 22 เม.ย. 2562 (พุทธศาสนาตามภูมิ พ่อครู)

_6956ฟังธรรมพ่อครูมีแต่เจริญขึ้น ฟังธรรมทั่วไปทำไมสังคมแย่งลง ถ้าเป็นหมอแท้ยาแท้ทำไมรักษาคนไข้ไม่หาย ถามคนติ ก ท ม

พ่อครูว่า…ชาวอโศกเป็นคนที่เจริญขึ้นอยู่ตลอดเวลา และทำตนให้เป็นคนที่จนลงได้ตลอดเวลาด้วย จนกระทั่งเป็นสังคมคนที่จนที่สุด เขาสำรวจกันในปีไหนที่บอกว่า ราชธานีอโศกได้รับการตรวจสอบแล้วว่าเป็นหมู่บ้านที่จนอันดับ 5 อาตมาว่า จริงๆแล้วหมู่บ้านอโศกจนอันดับ1 เพราะเขาสำรวจกันอย่างไม่เข้าใจสภาพแท้ของสภาพเศรษฐศาสตร์อันลึกซึ้ง

อาตมาทำงานรับผิดชอบสังคมตามฐาน คือช่วยคนให้อยู่ดีกินดี ให้มีเศรษฐกิจดีการเมืองดีสังคมดีสำเร็จ มีชุมชนชาวอโศกเกิดอยู่ทั่วในประเทศ กระจัดกระจายอยู่ในประเทศ มีกี่ชุมชนก็แล้วแต่ เป็นสังคมสาธารณโภคี เป็นเศรษฐกิจที่อาตมาเรียกเต็มๆว่าเศรษฐกิจสาธารณโภคีซึ่งเป็นของพระพุทธเจ้า อาตมาขยายความไปมากมายแล้ว

เศรษฐกิจสาธารณโภคีคือมีทรัพย์สินส่วนกลางร่วมกัน ซึ่ง ชาวโลกทั้งโลกทำไม่ได้ ประเทศคอมมิวนิสต์ก็ยังสู้ของพระพุทธเจ้าไม่ได้ เป็นคอมมิวนิสต์ชั้นสูงสุดเป็นคอมมิวนิสต์ที่ยิ่งใหญ่ อยู่กันเป็นชุมชน มีสมบัติเป็นส่วนกลาง บริหารส่วนกลางกัน แต่คนอยู่ในหมู่บ้านชุมชนสมาชิกชุมชนเสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำมาหากินเอาเข้ากองกลางแบ่งกันกินแบ่งกันใช้บริหารกันอยู่ ซึ่งคนพวกนักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลาย เขายังคิดไม่ถึง ว่าอย่างนี้มันเป็นเรื่องสุดโต่งเป็นเรื่องเกินไปเป็นเรื่องความฝันมันเป็นไปไม่ได้ เขาจะคิดอย่างนั้นเลย แต่ชาวอโศกเป็นมนุษย์อยู่ในโลกนี้แหละ เป็นชุมชนเป็นหมู่บ้านเป็นหมู่กลุ่มอยู่ได้เป็นได้ ทำงานช่วยเหลือสร้างสรรกันขึ้นมาแล้วเอาเข้ากองกลางไม่มีใครแบ่งแยกออกไป ส่วนคนแต่ละคนเขายังไม่อยู่ในชุมชนจะทำงานส่วนตัวก็เรื่องของเขา แม้จะเป็นชาวอโศก ก็ไปสร้างสรรเอาไปใส่กระเป๋าตัวเองก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าอยู่ในชุมชนนี้ชุมชนชาวอโศกแต่ละหมู่บ้าน ทำมาหากินในนี้เอาเข้าส่วนกลาง มานาน

ตั้งแต่เริ่มต้นทำชุมชนปฐมอโศกจนเดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นสาธารณโภคี ตั้งแต่เริ่มต้นจนมาบัดนี้ 49 ปี อาตมาบวชมา 48 ปี ย่าง 49 ปีก็ทำได้ซึ่งประสบผลสำเร็จจริง

เป็นเศรษฐกิจที่มีความพอดี เป็นเศรษฐกิจที่ดี ไม่ใช่ความร่ำรวย อย่างที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เราตรัส เราอยู่แบบคนจนด้วยซ้ำ เทียบกับหมู่บ้านไหน เทียบกับที่ไหนก็ได้บ้านเราจนที่สุด แต่คนกลับมองส่วนรวมส่วนกลางของชาวอโศกว่าอุดมสมบูรณ์ รวย ก็ถูกอีก แต่ในส่วนตัวของแต่ละคน สมาชิกชุมชนไม่มีรายได้ส่วนตัวเลยจนทั่วถึง

ส่วนแต่ละบุคคลในแต่ละหมู่บ้านอื่นเขามีรายได้ส่วนตัว แต่ในชุมชนชาวอโศกแต่ละคนไม่มีรายได้ส่วนตัว แต่ในหมู่บ้านอื่นๆเขามีรายได้ส่วนตัวกันทั้งนั้นแต่รวมแล้วเขาจนกว่าชาวอโศก จนคือส่วนรวมจน แต่ของชาวอโศกนี้หมู่บ้านส่วนกลางส่วนรวมนี้รวย นี่แหละคือเศรษฐศาสตร์ดีที่สุด เพราะฉะนั้นถ้าขยายไปเป็นประเทศ ประเทศไทยคนไทยส่วนรวมจน แต่ประเทศจะอุดมสมบูรณ์ จะเผื่อแผ่ช่วยเหลือประเทศอื่นได้ทั้งทั้งที่ฐานะประเทศจริงๆแล้ว ไม่ได้มีทรัพย์สินมากกว่าประเทศอื่น ถ้ามีทรัพย์สินมีเงินคงคลังน้อยกว่าประเทศอื่นด้วยที่เขาด้วยกัน แต่เขาขี้เหนียวเขาหวงแหนเขากินเยอะ กินผลาญทำลายกักตุนส่วนตัว แต่เมื่อสังคมในประเทศไทยไม่สะสมมาเป็นของตัวเอง ก็ขยันสร้างสรรค์เต็มที่ เอารายได้มาเข้าส่วนกลางและบริหารเผยแพร่กันเหลือกินเหลือใช้เลย เพราะมีความมักน้อยสันโดษ ไม่ไปหลงฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยเหมือนทางโลก ที่เขาชวนกันกินชวนกันเที่ยวชวนกันจ่าย ชวนผลาญพร่า ถ้าคนที่เจริญแล้วไม่งมงายไปกับเขา โลกจะมอมเมาสุรุ่ยสุร่ายจ่ายแจก ทำอะไรไม่หยุดหย่อน เขาก็จะเสพสุขไปตามกิเลสของเขา แต่ของพระพุทธเจ้านั้นเป็นคนมีกิเลสลดลงไม่หลงโลก

โลกก็ปรุงแต่งชวนอยากได้อยากมีอยากเป็นไปหลงเสพติดแล้วต้องไปบำเรอตน ไปบำรุงคนอื่นให้เขาได้ร่ำรวย ไม่เลย พวกเราจนก็ไม่ทำให้คนอื่นร่ำรวย เราเองไม่ร่ำรวยแต่สะพัดให้คนอื่นอยู่อย่างสันติสุขอุดมสมบูรณ์อบอุ่นมีกินมีใช้จริงๆ

นี่ที่พูดยังละเอียดไม่ครบนะ ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ของพระพุทธเจ้านี้ยิ่งใหญ่จริงๆ อาตมารู้สึกอย่างนั้น

จิตคนมันรู้จักพอ มีวรรณะ 9 มักน้อยสันโดษ สุภโร เป็นคนเจริญได้ง่าย ไม่มีโทษภัยต่อสังคมโลก ศิวิไลซ์ พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) เป็นคนที่มีคุณค่าประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติส่วนใหญ่เลยด้วยตัวเอง ทำไมคนข้างนอกเขามีความสุขโดยเราไม่มีสุขไม่มีทุกข์ คนข้างนอกเขายังติดความสุขอยู่ แต่ของเรานี้อยู่เหนือความสุขความทุกข์ สบม.ทมด.ปกต.หห.จจ.มชยลล

อาตมาภาคภูมิใจในทฤษฎีพระพุทธเจ้าเอามาทำให้ชาวอโศกประสบผลสำเร็จ อยู่กันอย่างนี้มานานจนกระทั่งจะ 50 ปี แม้แต่ในประเทศไทยนักบริหารก็ยังไม่กระเตื้องว่าอย่างนี้คือแม่แบบของเศรษฐศาสตร์และเศรษฐกิจที่เยี่ยมยอดในโลกยังไม่รู้ ไม่ใช่ของอาตมานะ แต่ของพระพุทธเจ้า เขายังไม่รู้ยังเข้าใจไม่ถึงเพราะมันเป็นโลกุตรธรรม เป็นเรื่องซับซ้อนมากหลายชั้น วัดตรงไหน วัดตรงจิตเป็นสุข เพราะฉะนั้นไม่แปลกหรอกที่ประเทศไทยจะได้รับคำยอมรับว่า ทุกข์น้อยที่สุด เป็นเบอร์ 1 ในโลก 4 ปีซ้อน ไม่แปลกเพราะมันมีคนที่เป็นลูกพระพุทธเจ้าประเภทเศรษฐกิจและมีอยู่จริง สังคมของจึงวัดความสุขมิได้แม้จะเอาความเป็นโลกีย์มาวัด ไม่ขัดแย้งกันหรอก ถ้าเขายิ่งมีความรู้ทางโลกุตระด้วยเขาจะตื่นเต้นยิ่งกว่านี้

_0499ห้าม! นำเข้าเหล้า ห้ามดื่มเหล้า ห้ามผลิตเหล้า คือ…คำสอนของทุกๆศาสนา…ใช่หรือไม่!?!?…คร้าบ..ผมมม.!?!!!!

พ่อครูว่า…ไม่มีศาสนาไหนแนะนำให้กินเหล้า เป็นเรื่องตื้นๆ แต่เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ ไม่น่าขายขี้หน้าเลยสู้ศาสนาอิสลามไม่ได้ เป็นมิจฉาวณิชชาห้ามขายน้ำเมาของเป็นพิษ

อย่าค้าขายอาวุธ อย่าค้าสัตว์เป็น อย่าค้าเนื้อสัตว์ อย่าค้าน้ำเมา อย่าค้ายาพิษ

_ให้ผลิตข้าวๆๆๆๆ…และอาหารกินเอง..แจกเมื่อเหลือกิน..ก็พวกเจ้าของบริษัทพวกนี้ก้อ..รวยๆกันทั้งน้านนนน…แล้วนี่นา ไม่ต้องกลัวคนงานตกงานหลอกนะ…คนงานเขาปรับตัวกันหมดแล้วล่ะคร้าาาา…!!

_จิราภา จ้อยสุธา · กราบนมัสการพ่อท่านและนักบวชทุกรูป และขอเจริญธรรมญาติธรรมทุกท่านคะ เอาคำสอนของพ่อท่านออกไปใช้อยู่ข้างนอก ไม่รอไม่หวังแต่เราทำคะ

_ซึ้งดิน · ถ่ายคนถามด้วยคร้า

_วันชัย สหมโนธรรม · กราบนมัสการ ท่านหนักแน่น ด้วยความเคารพครับ เวลาท่านถามคำถาม พ่อท่าน อยากให้ท่าน ยิ้มนิดนึงครับ ดูขรึมๆไปนิดนึงครับ กราบนมัสการด้วยความเคารพครับ

พ่อครูว่า…ฉันเป็นคนจริงจัง แสดงออกเรื่องธรรมะ ท่านจะจริงจัง เหมือนอาตมาเวลาแสดงธรรมก็จริงจังเสียงดังแรงเอาจริง แต่เวลาไม่แสดงธรรมอาตมาก็สนุกและร่าเริงเบิกบาน ได้เวลาแสดงธรรมนี้แรงจริงแข็งตรงเปรี้ยงๆเลย เพราะอะไร เพราะเวลาแสดงธรรมทีไร พระพุทธเจ้าเข้าทรงทุกที องค์ลง แสดงธรรมทีไร จิตก็เข้าที่องค์ลง

_แว๋ว อำนาจ · ผัสสะข้างนอก ทุกวันนี้รุนแรงหยาบคายมากค่ะ ยิ่งเห็นชัดขึ้นทุกวัน น่าสงสารเหลือเกิน

พ่อครูว่า…เพราะความสงสารสังคมนี่แหละอาตมาจึงมาทำงานนี้ มาทำงานเพื่อที่จะให้คนทั้งหลายได้รู้จักทุกข์รู้จักสุข รู้จักทำตนเองให้อยู่ในสถานะที่สบาย ไม่ต้องไปกังวลอยู่เหนือความทุกข์ความสุขเป็นโลกุตรธรรม อาตมาก็ขอยืนยันว่าอาตมาได้นำธรรมะพระพุทธเจ้ามาประกาศมาอธิบายสำเร็จ มีคนได้รับความรู้และปฏิบัติได้สำเร็จ ส่วนหนึ่ง ก็ได้ช่วยสังคมประเทศชาติ ทางด้านเศรษฐกิจทางด้านการเมืองทางด้านสังคม มันรวมกันไปหมด ธรรมะพุทธเจ้าที่เป็นสัมมาทิฎฐิมันจะดีครบ มันจะไม่มีบกพร่องไม่มีโทษภัยอย่างแท้จริง นี่คือสุดยอดแห่งวิชาความรู้ของมนุษยชาติ

ถ้าเผื่อว่าเมืองไทยนี้จะเกิดความรู้ ผู้บริหารก็ดีโดยเฉพาะเถรสมาคม ฟื้นคืนโลกุตรธรรมให้ได้จริงๆแล้วช่วยทำให้สังคมไทย พุทธศาสนิกชนคนไทย ได้บรรลุธรรมเป็นโลกุตรธรรมเหมือนกับชาวอโศกนี้โอ้โหประเทศไทย จะเป็นตัวอย่างของโลกอย่างวิเศษสุดเลย แม้ขนาดนี้ ก็ยังได้รับคำชมได้รับความยกย่อง ขนาดสำนัก bloomberg เขาก็ยังพอมีความรู้ตัดสินใจ ดีไม่ดีbloombergจะรู้โลกุตรธรรมก่อนประเทศไทยก่อนกระแสหลัก ในอนาคต

เข้าสู่เรื่องจะบรรยาย อาตมาได้เอาพระไตรปิฎกบรรยาย ไม่ไปไหนสักที พรหมชาลสูตร วันนี้คิดว่าจะสรุป พรหมชาลสูตร

เป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้ารวมเอามิจฉาทิฏฐิไว้ทั้งหมดทั้งสิ้น 62 อย่าง แล้วสรุปได้ว่า การปฏิบัติในพรหมชาลสูตรคือการปฏิบัติเจโตสมาธิ คือสะกดจิต hypnotize เป็นสมาธิสะกดจิต อย่างที่หลงผิดกันทุกวันนี้ว่า สมาธิคือนั่งหลับตา ซึ่งจะได้แต่อดีต 18 และอนาคต 44 มันจะไม่พบความจริงที่จริงที่สุดคือปัจจุบัน อดีตก็ไม่จริงอนาคตก็ไม่จริง อดีตมันผ่านไปแล้วอนาคตก็ยังมาไม่ถึง จริงที่สุดคือปัจจุบันขณะนี้ ต้องเข้าใจให้ได้ เพราะฉะนั้นการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าหากปฏิบัติไม่ตรงไม่สัมมาทิฏฐิมาปฏิบัติไม่ได้ผลสูงสุด ไม่เป็นสัมมาปฏิเวธที่บริบูรณ์ ถ้าหากปฏิบัติดีสูงสุดจะได้สัมมาปฏิเวธอย่างชาวอโศก

ถามจริงๆพวกคุณปฏิบัติมา ชีวิตหลายคนก็จะมาตายที่นี่ให้ที่นี่เผา ก็ยกมือกันทุกคน..ไม่ขัดข้องอะไรเลยมันจริงๆ ไม่ได้ปิดบังอะไรไม่ต้องไปร่ำรวยแย่งชิงอะไร อยู่กันพอมีพอกินพอใช้ บางคนต้องสะสมบ้างก็มีนิดหน่อยไม่มีใครอยากจะไปร่ำรวยแก่งแย่งอะไรกับเขา อาตมามั่นใจว่าได้ช่วยสังคมประเทศชาติ โดยพวกเราไม่ได้ไปแย่งทรัพย์สินส่วนกลางของสังคม เพราะฉะนั้นเราจึงไม่ใช่ภาระสังคม หรือเป็นตัวร้ายของสังคม

  1. เราไม่เป็นภาระ เพราะพัฒนาไม่ต้องมาทำอะไรไม่ต้องมาอุปถัมภ์ค้ำชูช่วยเหลืออนุเคราะห์อะไรได้แล้ว พูดอย่างไม่ได้หยิ่งผยองหรืออวดดีอะไร แต่เราช่วยเหลือตัวเองรอดแล้วเราเป็นอยู่พอมีพอกินได้มีเหลือด้วย (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย)

สมณะเดินดินว่า..ตอนน้ำท่วมเขาก็ส่งของมาช่วย เราก็ส่งให้คนอื่นต่อ เรือเราก็ให้ทางราชการนำไปใช้ช่วยประชาชนได้อีก

พ่อครูว่า…ก็มีเรือใหญ่เล็กมีห้องน้ำด้วย ห้องน้ำน็อคดาวน์ นี่แหละเราก็เป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างที่พูดไป พูดไปเหมือนยกดีมาอ้าง แต่อาตมาภาคภูมิใจธรรมะพระพุทธเจ้าที่ให้พวกเราปฏิบัติได้และเกิดในกลุ่มที่มาเรียนรู้ผล ได้ จิตวิญญาณก็เลยถูกขัดเกลาไม่เห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้เป็นคนมีวรรณะ 9 ไม่เห็นแก่ตัวไม่เห็นแก่ได้ ลดลงจนเป็นคนสบาย กินอยู่ง่าย เลี้ยงง่าย บำรุงง่าย เป็นคนมักน้อยหรือกล้าจน เป็นคนใจพอสันโดษ เป็นคนขัดเกลาตนเอง แต่ละคนแต่ละคนพวกเรามีชีวิตที่อยู่อย่างสังวรสำรวมขัดเกลากายกรรม วจีกรรมโดยเฉพาะมโนกรรม เพื่อให้ไปสู่จุดสูงสุดคือเป็นพระอรหันต์ เป็นคนมีสัลเลขธรรม เป็นคนมีไตรสิกขาเจริญเป็นอธิศีล อธิจิต อธิปัญญาได้ จึงเป็นคนที่น่าเลื่อมใส ผู้ที่มีภูมิปัญญาจะเห็นว่ามีกายกรรมวจีกรรมที่น่าเลื่อมใส อย่าให้เสียชื่อนะ อย่าไปปฏิบัติสิ่งที่ไม่น่าเลื่อมใสจนขายขี้หน้า พังเลยนะ เป็นคนไม่สะสม อปจยะ และเป็นคนขยัน วิริยารัมภะ ขยันอยู่ ไม่ได้เป็นคนขี้เกียจขี้คร้าน เป็นคนเจริญอย่างมีวรรณะ 9 the classes เป็นคนชั้นสูงเป็นคนคลาสสิค เป็นคนมีชั้น ไม่ใช่แบบแบ่งชั้นวรรณะนะ แต่เป็นคนเจริญเป็นคนชั้นสูง คนจนนี่เป็นคนชั้นสูง คนไม่มักมากเป็นคนชั้นสูงเป็นคนมีวรรณะ 9 นี่แหละเป็นคนชั้นสูง วรรณะคือชั้น the classes สูงด้วยคุณธรรมคือสุดยอด

อาตมาพยายามขยายความให้เห็นว่า ธรรมะพระพุทธเจ้าปฏิบัติตามพรหมชาลสูตร ไม่หลับตาปฏิบัติ หากหลับตาปฏิบัติจะได้แต่อดีตกับอนาคต ซึ่งไม่เป็นสัจธรรม จะได้แต่อย่างนั้นจริงๆ เพราะฉะนั้นพวกหลับตา พระพุทธเจ้าสรุปลงโดยที่เขาก็ไม่เข้าใจ อาตมาก็พูดไม่รู้เท่าไหร่แล้ว พระพุทธเจ้าท่านสรุปว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น ทำไมพระพุทธเจ้ายังไม่มีคำว่าพระ มีแต่เมืองไทยนี่แหละที่เรียกพระ ที่อื่นเขาก็เรียกสมณพราหมณ์ทั้งนั้น

สมณพราหมณ์เหล่านั้น ทุกจำพวก ไม่ว่าเป็นนักปฏิบัติธรรมรับที่ไหนทุกจำพวก ถูกต้องแล้วด้วย ผัสสายตนะทั้ง 6 ย่อมเสวยเวทนา ถูกต้องคือสัมผัสอยู่ถูกอยู่ต้องอยู่แตะอยู่ สมณะนั้นทุกจำพวก ถูกต้องสัมผัสอยู่ไม่ได้ขาดการสัมผัส หากศาสนาปฏิบัติแบบขาดผัสสะไม่ใช่ของพุทธ ไปนั่งหลับตาตีทิ้งได้เลย ไม่มีสัมผัสที่ 6 ไม่ใช่ของพุทธเลย

เมื่อมีผัสสะก็มีเวทนา เพราะเวทนาของสมณพราหมณ์เหล่านั้น เป็นปัจจัยจึงเกิดปัญหา เมื่อมีผัสสะจึงเกิดเวทนา จึงเกิดตัณหา หากเวทนาไม่เกิดตัณหาก็ไม่จริง นึกถึงแต่ตัณหาในอดีต เป็นสัญญา มันก็ไม่จริง ปฏิบัติธรรมอย่างไรมันก็ไม่ได้ฆ่าตัณหา มีแต่ฝันว่ามีตัณหามีแต่ความเพ้อพกในจินตนาการ

การไปนั่งหลับตาไม่เกิดตัวจริงของตัณหา ผัสสายตนะ 6

สมณพราหมณ์เหล่านั้นทุกจำพวกถูกต้องๆ แล้วด้วยผัสสายตนะทั้ง 6 ย่อมเสวยเวทนา เพราะเวทนาของสมณพราหมณ์เหล่านั้นเป็นปัจจัยจึงเกิดตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงเกิดอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงเกิดภพ
เพราะภพเป็นปัจจัยจึงเกิดชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงเกิด ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส

ตัวสุดท้ายของปฏิจจสมุปบาท คนที่ มิจฉาทิฏฐิในศาสนาพุทธจะไม่พ้น โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส

คุณพ้นอวิชชาจึงจะรู้จักสังขาร รู้จักวิญญาณ รู้จักนามรูป แยกเทวดา ถึงปฏิบัติอยู่อย่างมีปัจจุบันมีสัมผัสเป็นปัจจัย มีสัมผัสแล้วก็จะมีอายตนะ แล้วก็จะมีเวทนาเกิด แล้วก็จับตัวปัญหาที่ทำให้เป็นเหตุให้เราเกิดความสุขความทุกข์ คนที่งมงายอยู่ในความสุขความทุกข์ก็ยังอวิชชาอยู่ทั้งสิ้น คนที่หมดอวิชชาแล้วเป็นพระอรหันต์แล้วไม่มีสุขไม่มีทุกข์ทุกเวลา หมดสุขหมดทุกข์ เหนือสุข ทุกข์ เหนือนรก เหนือสวรรค์ ทุกข์คือนรก สุขคือสวรรค์ ไม่มีสวรรค์ไม่มีนรกไม่มีเทวไม่มีสภาพ 2 มีสภาพที่เป็น 1 อาศัย หรือ 0

จิตบริสุทธิ์สะอาดรู้สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอยู่มีอยู่ตามความเป็นจริง เห็นสีเขียวก็คือสีเขียวไม่มีทุกข์ไม่มีสุขไม่มีอยากหรือไม่อยากได้ เห็นแดงคือแดง ได้ยินเสียงคือเสียง อย่างเดียวตามจริง

รู้ความจริงตามความเป็นจริงแต่จิตใจไม่มีบวกไม่มีลบ ไม่มีขึ้นมีลง ไม่มี 2 มี 1 เท่านั้นรู้ความจริงตามความเป็นจริง เวทนาในเวทนา เวทนาเก๊ ชอบไม่ชอบ ผลักหรือดูดไม่มี  อรหันต์

อาตมาพูดความจริงมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ อาตมาบอกความจริงแล้วก็หาว่าอวดอุตตริมนุสสธรรม แล้วจะปรับอาบัติอาตมา คุณจะมาปรับอาบัติกับพระอรหันต์ได้อย่างไร อรหันต์ท่านมีสติวินัยไม่มีกิเลสอยากอวดโอ่อะไรเลย อาตมาก็เป็นเช่นนั้น คุณจะมานั่งปรับอาบัติ อาตมาไม่มีแล้ว อาตมามีจิตบริสุทธิ์

อาตมาเกิดมาในวงการศาสนาก็ตาม อวดแต่ชั่ว อาตมาก็เลยเห็นว่า …ตายๆๆ ก็เลยจำเป็นต้องเป็นคนอวดดี เพราะอาตมาเชื่อว่าอาตมามีสิ่งที่ถูกต้องสิ่งที่ดีงามเอามาอธิบาย แล้วพยายามพาให้คนเข้าใจแล้วเอามาปฏิบัติให้ดี พูดอย่างจริงใจบริสุทธิ์ใจไม่ได้โอ้อวดไม่ได้อยากดังอยากเด่น อย่างใดก็ยากนะ

หากคุณหมดอวิชชา โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส ก็ไม่มีเลย เพราะคุณหมดอวิชชา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใด ภิกษุรู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งความเกิด ความดับ ก็รู้ว่าอะไร รู้กิเลสเกิด รู้ความสุขความทุกข์ดับ รู้ความไม่สุขไม่ทุกข์ รู้คุณรู้โทษ รู้จักคุณรู้จักโทษของสิ่งเหล่านี้จริงๆ รู้จักความเกิดความดับ โดยเฉพาะความเกิดของกิเลส จนไม่เกิดไม่ดับอีกแล้ว เป็นความเป็นกลางเป็นอุเบกขาถาวร ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมกัญญา ปภัสสรา ถาวร เป็นอเนญชาสั่งสมตกผลึกเป็นสมาธิ สมาหิโต ความบริสุทธิ์ที่ตั้งมั่นถาวรแล้ว จะถูกกระทบกระแทกกระเทือนกับโลกอย่างไร หยาบ กลาง ละเอียดอย่างไรก็แล้วแต่จิตใจก็ยังบริสุทธิ์ อยู่อย่างเก่าปริโยทาตา เขาแปลว่าผุดผ่องหรือผ่องแผ้ว สำนวนท่านพุทธทาสบอกว่า ขาวรอบ จิตเร็วไวทั้งรู้ไหวพริบและเจโต มุทุภูตธาตุ แล้วอยู่กับโลกเขาอย่างมี กัมมัญญา มีกรรมอย่างมีธาตุรู้ที่ยิ่งใหญ่ ปัญญา อัญญา สุดยอดความรู้ของโลกุตระ กำกับกรรมการกระทำทุกกรรมกิริยา พอดีพอควรนี่แหละ

กัมมัญญา ท่านแปลว่า เป็นผู้ทำกรรมการงานอันเหมาะควร เหมาะควรต่อการแสดงออกไปทั้ง กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมเป็นการกระทำการงานอย่างได้สัดส่วนพอเหมาะพอดี ปภัสสรา จะอยู่อย่างไรจะเป็นอย่างไรก็ปภัสสร อย่างอาตมานี้จิตปภัสสร ถาวร คนด่ามาก็ปภัสสรไม่ใช่หน้าด้านนะ เขาไม่ควรด่า แต่เขาติเตียนก็รู้ว่าเขาติอะไร ติผิดก็เยอะ อาตมาก็มีข้อด้อย อาตมาบอกแล้วว่ามีข้อด้อยอะไร ก็ถึงจะทำอะไรอะไรอยู่ในสังคมได้อย่างสบาย เพราะหมด

เป็นผู้ที่รู้จักความเกิดความดับ คุณและโทษซึ่ง เป็นข้อสรุปที่สมบูรณ์แบบ คนที่รู้จักความเกิดความดับ โดยเฉพาะความเกิดความดับของกิเลสมันไม่มีแล้ว มันไม่มีกิเลสเกิดกิเลสดับแล้วเพราะรู้คุณรู้โทษของสิ่งเหล่านี้ จนไม่มีโทษมีแต่คุณ สัพพปาปัสสอกรณัง กุสลสูปสัมปทา สจิตตปริโยทปนัง มีแต่พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก)

เพราะฉะนั้นจะมีผัสสายตนะ 6 กับทั้งอุบายเป็นเครื่องออกจาก ผัสสายตนะเหล่านั้น จะออกจากสิ่งที่ติดยึดต่างๆ ทั้งคุณโทษแม้เราทำประโยชน์คุณค่าก็เข้าใจในประโยชน์คุณค่าเหล่านั้น ไม่ติดยึดเป็นเราเป็นของเรา

ภิกษุรู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งความเกิด ความดับคุณและโทษ แห่งผัสสายตนะทั้ง 6 กับทั้งอุบายเป็นเครื่องออกไปจากผัสสายตนะเหล่านั้น เมื่อนั้น ภิกษุนี้ย่อมรู้ชัดยิ่งกว่าสมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมด

อาตมาก็ว่าอาตมาเป็นอย่างนั้น เป็นภิกษุนี้ชย่อมรู้ชัดกว่าสมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่ง กำหนดขันธ์ส่วนอดีตก็ดี กำหนดขันธ์ส่วนอนาคตก็ดี กำหนดขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคตก็ดี มีความเห็นตามขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต ปรารภขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต กล่าวคำแสดงทิฏฐิหลายชนิด สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดถูกทิฏฐิ 62 อย่าง เหล่านี้แหละเป็นดุจข่ายปกคลุมไว้ อยู่ในข่ายนี้เอง เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในข่ายนี้เป็นปลาติดข่ายติดแหติดอยู่ในข่ายนี้ถูกข่ายปกคลุมไว้ เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในข่ายนี้ เปรียบเหมือนชาวประมงหรือลูกมือชาวประมงผู้ฉลาด ใช้แหตาถี่ทอดลงยังหนองน้ำอันเล็ก เขาคิดอย่างนี้ว่า บรรดาสัตว์ตัวใหญ่ๆในหนองนี้ทั้งหมด ถูกแหครอบไว้ อยู่ในแห เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในแห ติดอยู่ในแห ถูกแหครอบไว้เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในแห ฉันใด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่ง ก็ฉันนั้น ที่กำหนดขันธ์ส่วนอดีตก็ดี กำหนดขันธ์ส่วนอนาคตก็ดี กำหนดขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคตก็ดี มีความเห็นตามขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต ปรารภขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคตกล่าวคำแสดงทิฏฐิหลายชนิด สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด ถูกทิฏฐิ 62 เหล่านี้แหละเป็นดุจข่ายปกคลุมไว้ อยู่ในข่ายนี้เอง เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในข่ายนี้ ติดอยู่ในข่ายนี้ ถูกข่ายนี้ปกคลุมไว้เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในข่ายนี้.

เรื่องราวในพรหมชาลสูตรนี้ สรุปได้แค่ว่าศาสนาพุทธตามความเป็นจริงว่าศาสนานั้นเสื่อม โลกุตระนั้นหมด มันกลองอานกะ ทุกคนนั่งหลับตา ทุกคนเห็นดีเห็นงามในการทำสมาธินั่งหลับตา กล่าวได้เลยว่าทุกคน ในเหล่าที่เป็นตามกระแสหลัก ตามค่านิยมของศาสนาพุทธในเมืองไทยนี้ เมืองนอกก็คล้อยตามในเมืองไทย เมืองไทยนี้กระแสหลักเป็นอย่างนั้น นั่งหลับตา

ยังไม่มีภิกษุข้างนอกที่ประกาศชัดเจนอย่างอาตมายืนยันว่าไม่นั่งหลับตา ยังไม่กล้าปฏิเสธการนั่งหลับตา ว่า สมาธิของพระพุทธเจ้านั้นไม่มีสมาธินั่งหลับตา แต่พระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างอนุโลม เพราะถ้าไม่พูดหลับตาก็ไม่รู้จะสอนใคร เพราะติดยึดหลับตากันหมด ท่านก็จำนนว่าหลับตาก็หลับตา ค่อยๆแทรกไป เพราะไม่อย่างนั้นไม่มีใครให้สอน แต่ในยุคนี้ไม่ใช่อย่างนั้นเพราะพระพุทธเจ้าประกาศศาสนามา 2,500 กว่าปีแล้ว อาตมาก็ไม่เหมือนพระพุทธเจ้า อาตมาก็ตีเลย

อาตมาไม่ไปตีพวกต่างศาสนา เพราะเขาไม่ได้มีพระพุทธเจ้ามาประกาศก็จมอยู่กับการนั่งหลับตามันก็ถูกแล้ว เพราะเขาต้องอยู่อย่างนั้น นั่งหลับตานั้นจะแยกรูปนามไม่ออก ไม่มีภายนอกภายใน ไม่มีธรรมะ 2 ไม่มีเทวะ แยกตีแตกแยกแยะรูปนาม ทำธรรมะ 2 เทวธัมมา แล้วจุดสำคัญคือต้องรู้จักความทุกข์ความสุขที่มันเกิดที่เวทนา ธรรมะพระพุทธเจ้าศึกษาเวทนาเท่านั้น จบในศาสนาเลย ศึกษาเวทนาเท่านั้นก็รู้จักเทวดารู้จักนรกในศาสนา และดับเทวดาดับนรกจบเลย คุณจะรู้โลกทั้งโลก รู้อัตตา ทุกอัตตา พระอรหันต์ก็รู้จักโลกรู้จักอัตตาสมบูรณ์แบบ จบ

อำนาจโลกาธิปไตย อัตตาธิปไตยรู้จัก จึงรู้จักธรรมาธิปไตย รู้จักอำนาจโลก อัตตามีการจัดสรรอำนาจของโลกที่เขาติด อำนาจคนที่ยังมีอัตตาเขาติด ก็จัดสรรให้เขาอยู่ได้เท่าที่เป็นไปได้ คนหมดยึดโลกอัตตาแล้วก็อยู่กับธรรมะแล้วก็อยู่อย่างอธิปไตย ที่ไม่ได้ใช้อำนาจ รู้จักอธิปไตยรู้จักพลังงานรู้จักอำนาจ แรง พลังงาน energy จะเรียก power เรียก authority ได้ทั้งนั้นหากเข้าใจแล้ว คือพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานของจิตวิญญาณ เราก็ใช้พลังงานของจิตวิญญาณทำงานอยู่กับโลกเขาอย่างบริสุทธิ์

พรหมชาลสูตร เป็นสูตรที่ตีทิ้งศาสนาที่ไปหลงอยู่กับอดีตและอนาคต ไม่มาลืมตาอยู่กับปัจจุบันแล้วปฏิบัติปัจจุบันให้บรรลุในปัจจุบัน จบ ชีวิตของคนที่บรรลุแล้วจะไม่ไปงมงายอยู่กับอดีตหรืออนาคต มีชีวิตอยู่อย่างสบายรู้องค์ประกอบเต็ม แล้วก็อยู่กับปัจจุบันอย่างสบายๆ

อาตมาพาพวกเราอยู่กับสังคมประเทศไทย โดยเฉพาะทุกวันนี้ประเทศไทย มันเป็น อิทัปปัจจยตาเป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกัน อยู่กันไปหมดเลย อาตมาขออภัยที่ต้องพูด

พลังงานทางจิต พลังงานที่ชาวอโศกทำมาแล้ว มันมีฤทธิ์อำนาจมีพลังงานมีรังสีกัมมันตภาพรังสี ทำให้สังคมประเทศไทยเกิดอย่างนี้

ขออภัยที่พูดอย่างเหมือนเจ้าใหญ่นายโต ทำให้เกิดคุณภาพอย่างนี้ เพราะอาตมาเอาทฤษฎีพระพุทธเจ้ามาอธิบายให้คนเข้าใจและปฏิบัติได้สำเร็จ สำเร็จอย่างสมบูรณ์แบบตรงกับผู้ที่รู้จริงๆ โพธิสัตว์จริงๆ คืออาตมากับในหลวง ร.9ยืนยันตรงกันว่าต้องเอาแบบคนจน ต้องมาขาดทุนของเราคือกำไรของเรา นี่เอาภาษาบัญญัติพยัญชนะมากล่าวแล้ว มาตรวจสอบกันสิว่าจริงอย่างที่พูดหรือเปล่า ขาดทุนที่มาเป็นคนจนหรือเปล่ามาเป็นคนขาดทุนให้แก่สังคมหรือเปล่า นี่คือคนเจริญ คนที่แย่งชิงยังขี้โลภกอบโกยกักตุนนั้นเป็นคนเสื่อม ยิ่งกอบโกย เอาเปรียบเอารัด เอากำไรมากอบโกยกักตุน มันจะเป็นการสะสมเศรษฐกิจที่ไหน เป็นการทำลายเศรษฐกิจ ถ้าคนรวยทุกคนในโลกในประเทศไหนก็แล้วแต่ กอบโกยความรวยเข้าไป เป็นคนทำลายประเทศและสังคม

คนที่มีปัญญารู้แล้วว่าไม่ต้องไปรวย เพราะเป็นคนรวยนั้นเป็นคนเลว มาเป็นคนจนดีกว่าเป็นคนเจริญ แล้วไม่ใช่คนจนอย่างงอมืองอเท้า เอาเปรียบเรารัดเป็นคนเป็นภาระแก่สังคม หรือเป็นคนจนที่โง่เหงาเศร้าซึมไม่รู้จักทำอะไร ก็ไม่ใช่ แต่เป็นคนจนที่มีปัญญามีแรงงานมีความรู้ความสามารถขยันหมั่นเพียรสร้างสรรค์แล้วแจกจ่ายเจือจาน เราอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์แล้วให้คนอื่นมาพึ่งพาได้คนจนที่แม้แต่คนรวยก็มาพึ่งพาได้ แปลกนะ

คนจนที่คนรวยเขาต้องมาพึ่งเพราะคนรวยเขาทุกข์ แต่คนรวยที่ไม่รู้จักสัจธรรมเขาไม่มาพึ่งพาพวกเราหรอก เพราะเขาพึ่งพาโลกธรรมและบำรุงกิเลสไป จนกว่าจะมีภูมิปัญญาจะมาพึ่งพาเรา จะมาศึกษาความจริงแล้วลดความรวยลง มาเป็นคนมีดวงตา เป็นคนรู้แล้วว่าชีวิตเป็นอย่างนี้เอง แต่จนไม่ลงก็ยังอีกนาน ก็ยังไม่ยอมสละยังไม่ยอมปล่อย ยังกลัวไม่มียังกลัวจนกลัวน้อยกลัวพร่องก็เข้าใจ แต่ผู้ที่พอเข้าใจแล้วก็ควรจะมา ละล้าง ความหอบหวง รู้จักสละออก ชีวิตหากผู้ใดศึกษาแล้วพากเพียรมีภูมิปัญญาจริงๆ ไม่ใช่เฉโกฉลาดแบบทางโลก มีความมีปัญญาจริงๆจะเร็ว มาอยู่แล้วจะมาเป็นแกนหลัก ให้แก่สังคมโลกเลย

อย่างชาวอโศก  ไม่พูดคุยตัวหรอก แต่เป็นแกนหลักให้แก่สังคมโลกทางเศรษฐกิจ คอมมิวนิสต์ควรจะมาเรียน ประชาธิปไตยก็ควรจะมาเรียนสังคมชาวอโศกว่ามาอยู่อย่างไรเป็นเศรษฐกิจแบบนี้ กินอยู่กันสบาย จิตใจเป็นอย่างไร ไม่ไปแย่งไปเป็นตัวกวนสังคม แต่อยู่กันอย่างสบาย

สงบอบอุ่น เบิกบานไม่เห่อทางโลก สวยธรรมชาติ หล่อธรรมชาติอย่างนี้

พูดไปแล้ว คนไม่เข้าใจก็จะหาว่าหลงตนเองงมงาย

สิกขมาตุกล้าข้ามฝัน…ว่า เรื่องปฏิสันถาร…ต้องมีความเบิกบาน

พ่อครูว่า…ใจคนที่มันหมดอาการ โศกเล็กโศกน้อยไม่มี ซึมเล็กซึมน้อยมันมีแต่ความสดชื่นเบิกบาน อาตมาพูดความจริงจากใจ นอนก็เบิกบานตื่นขึ้นมาก็เบิกบาน เจออะไรต่างๆนานา บางทีเจออะไรหนักหนาเราก็เบิกบานของเรา เขายิ่งหนักยิ่งแย่ ยิ่งโศก เราก็จะไม่โศกกับเขา ถ้าเราไปช่วยเขา

สมณะแสนดิน ..เสริมความปฏิสันถาร

แม้แต่เด็กๆพ่อครูก็ปฏิสันถารเมื่อเด็กร้องไห้. บอกว่าเพลงนี้มันเพลงเก่าแล้ว ต้องหัวเราะแฮ่ๆๆๆ หรือฮ่าๆๆ. เด็กเค้าก็เงียบทำหน้างงๆ. แต่พ่อผ่านไปเค้าก็แงๆๆต่อ

พ่อครูว่า..ขึ้นสามัญญผลสูตร สูตรแรกพรหมชาลสูตร เป็นสูตรที่ใช้ไม่ได้

เป็นพระสูตรที่ 2 เป็นสูตรที่ใช้ได้ สามัญญะ แปลว่า ผู้ปฏิบัติให้เป็นสมณะ เป็นสมณะที่ 1 2 3 4 สามัญญผลสูตรนี่คือศาสนาพุทธ

การปฏิบัติอย่างพรหมชาลสูตร ที่เป็นอดีตกับอนาคตนั้นไม่ใช่ศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธต้องปฏิบัติอย่างสามัญญผลสูตร ต่อจากนี้เป็นอัมพัฏฐสูตร เป็นสูตรที่มีคนอวดดี อัมพัฏฐมานพ เหมือนคนที่รู้มากเหมือนยุคนี้จบเปรียญสูงแต่ไม่มีมรรคผลในสมัยก่อน รู้พระเวท เก่ง แต่ปฏิบัติไม่ได้มรรคผลอะไรเลยเพี้ยนไปจากพระเวท แล้วก็หลงตัวตน ได้อำนาจ ได้อะไรต่ออะไร พระพุทธเจ้าจึงสรุปถึงความเสื่อมของศาสนา 4 ประการ ซึ่งทุกวันนี้ใช่หมด สรุปความเสื่อมได้นั้นคือ

  1. ยินดีในป่า นึกว่าการปฏิบัติธรรมต้องออกป่า เพราะฉะนั้น 2 ข้อแรกคือพวกที่ยินดีในป่า ไปหลงว่าต้องไปปฏิบัติกับครูบาอาจารย์ บำเรออาจารย์ที่อยู่ในป่า เป็นอาจารย์ที่มีวิชชาจรณะ ซึ่งหลงผิดก็บำเรอกัน บำรุงบำเรอกันอยู่อย่างนั้น นี่คือ 2 ข้อแรก

ข้อแรกยังมีวินัย เก็บผลไม้หล่นกิน ไม่ขุดดินฟันหญ้า เด็ดผักกิน

ส่วนข้อที่ 2 เอาเสียมเอาตะกร้ามาขุดเลย ไม่มีวินัยแล้ว นั่นคือความเสื่อมต่อจากข้อแรก

อีก 2 ข้อหลังเป็นพระบ้านพระเมืองที่มีการจุดธูปจุดเทียนบูชาไฟ กันอยู่

ข้อ 1 จุดธูปเทียนบูชาไฟ อยู่ใกล้หมู่บ้านไม่ได้ใหญ่โตในบ้าน

ส่วนข้อที่ 4 สร้างบ้านใหญ่โตเป็นเนินไฟมีประตู 4 ด้านมีทาง 4 แพร่ง เหมือนกับธรรมกาย ไม่ใช่แค่ประตู 4 ด้านทาง 4 แพร่ง เป็นจานบิน เป็นลูกโลก ใหญ่กว่ามุข 4 ด้านทาง 4 แพร่งขนาดนั้นเลย ก็คือบำเรอแบบเทวนิยม

ศาสนาพุทธไม่มีจุดธูปเทียนบูชาไฟ ไม่มีอัคคียัญหไม่มีสิญจนยัญ ไม่มีการใช้น้ำเป็นสื่อใช้ไฟเป็นสื่อ เพราะเป็นศาสนาไม่ใช่เทวนิยม มีแต่ปัจจุบัน วิญญาณเกิดในปัจจุบันกระทบสัมผัสทวารทั้ง 6 แล้วเกิดวิญญาณ แล้วจัดการกับวิญญาณนี้จนกระทั่งวิญญาณสะอาดหมดวิญญาณผี หรือหมดวิญญาณเทวดา หมดสวรรค์นรกผีเทวดา จึงเป็นวิญญาณสะอาดที่สูงสุด ของศาสนาพุทธ ในอัมพัฏฐสูตรบอกทางเสื่อมแล้ว มันก็เสื่อมสมบูรณ์แบบไปหมดแล้วไม่มีวิชาจรณะจริงแล้ว

สามัญผลสูตร

[91] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้-

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาค ประทับ ณ สวนอัมพวันของหมอชีวกโกมารภัจจ์ ใกล้พระนครราชคฤห์ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ 1250 รูป วันนั้นเป็นวันอุโบสถ 15 ค่ำเป็นวันครบ 4 เดือน ฤดูดอกโกมุทบาน ในราตรีเพ็ญพระจันทร์เต็มดวง พระเจ้าแผ่นดินมคธพระนามว่า อชาตศัตรูเวเทหีบุตร แวดล้อมด้วยราชอำมาตย์ประทับนั่ง ณ พระมหาปราสาทชั้นบน

(พ่อครูว่า…ตอนเป็นฆราวาส คิดว่าถ้าเป็นนักประพันธ์ก็จะใช้สำนวนอย่างพระไตรปิฎกซึ่งเป็นสำนวนที่ซาบซึ้งมาก แต่เขาไม่ให้เป็นนักประพันธ์ให้มาเป็นนักเทศน์)

ขณะนั้น ท้าวเธอทรงเปล่งพระอุทานว่า ดูกรอำมาตย์ ราตรีมีดวงเดือนแจ่มกระจ่าง น่ารื่นรมย์หนอ ราตรีมีดวงเดือนแจ่มกระจ่าง ช่างงามจริงหนอ ราตรีมีดวงเดือนแจ่มกระจ่าง น่าชมจริงหนอราตรีมีดวงเดือนแจ่มกระจ่าง น่าเบิกบานจริงหนอ ราตรีมีดวงเดือนแจ่มกระจ่าง เข้าลักษณะจริงหนอ วันนี้เราควรจะเข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์ผู้ใดดีหนอ ซึ่งจิตของเราผู้เข้าไปหาพึงเลื่อมใสได้.

ครั้นท้าวเธอดำรัสอย่างนี้แล้ว อำมาตย์ผู้หนึ่งจึงกราบทูลว่า ขอเดชะ ท่านปูรณะกัสสป ปรากฏว่าเป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิชนส่วนมากยกย่องว่าดี เป็นคนเก่าแก่ บวชมานาน มีอายุล่วงกาล ผ่านวัยมาโดยลำดับเชิญพระองค์เสด็จเข้าไปหาท่านปูรณะ กัสสปนั้นเถิด เห็นด้วยเกล้า ฯ ว่า เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปหาท่านปูรณะ กัสสป พระหฤทัยพึงเลื่อมใส เมื่ออำมาตย์ผู้นั้น กราบทูลอย่างนี้แล้วท้าวเธอก็ทรงนิ่งอยู่

อำมาตย์อีกคนหนึ่ง จึงกราบทูลว่า ขอเดชะ ท่านมักขลิ โคศาล ปรากฏว่าเป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ ชนส่วนมากยกย่องว่าดี เป็นคนเก่าแก่ บวชมานาน มีอายุล่วงกาล ผ่านวัยมาโดยลำดับ เชิญพระองค์เสด็จเข้าไปหาท่านมักขลิ โคศาลนั้นเถิด เห็นด้วยเกล้า ฯ ว่า เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปหาท่านมักขลิ โคศาลพระหฤทัยพึงเลื่อมใส เมื่ออำมาตย์ผู้นั้นกราบทูลอย่างนี้แล้ว ท้าวเธอก็ทรงนิ่งอยู่.

อำมาตย์อีกคนหนึ่ง จึงกราบทูลว่า ขอเดชะ ท่านอชิต เกสกัมพล ปรากฏว่าเป็นเจ้าหมู่ เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ ชนส่วนมากยกย่องว่าดี

(พ่อครูว่า..ในยุคโน้น ช่องว่างระหว่างคนรวยคนจนสูงมาก ในชาวอโศกไม่มีช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย)

เป็นคนเก่าแก่ บวชมานาน มีอายุล่วงกาล ผ่านวัยมาโดยลำดับ เชิญพระองค์เสด็จเข้าไปหาท่านอชิต เกสกัมพล นั้นเถิด เห็นด้วยเกล้า ฯ ว่า เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปหาท่านอชิต เกสกัมพล พระหฤทัยพึงเลื่อมใส เมื่ออำมาตย์ผู้นั้นกราบทูลอย่างนี้แล้ว ท้าวเธอก็ทรงนิ่งอยู่.

อำมาตย์อีกคนหนึ่ง จึงกราบทูลว่า ขอเดชะ ท่านปกุธะ กัจจายนะ ปรากฏว่าเป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ ชนส่วนมากยกย่องว่าดี เป็นคนเก่าแก่ บวชมานาน มีอายุล่วงกาล ผ่านวัยมาโดยลำดับ เชิญพระองค์เสด็จเข้าไปหาท่านปกุธะกัจจายนะนั้นเถิด เห็นด้วยเกล้า ฯ ว่า เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปหาท่านปกุธะ กัจจายนะ พระหฤทัยพึงเลื่อมใส. เมื่ออำมาตย์ผู้นั้นกราบทูลอย่างนี้แล้ว ท้าวเธอก็ทรงนิ่งอยู่.

อำมาตย์อีกคนหนึ่ง จึงกราบทูลว่า ขอเดชะ ท่านสญชัย เวลัฏฐบุตร ปรากฏว่าเป็นเจ้าหมู่ เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ ชนส่วนมากยกย่องว่าดีเป็นคนเก่าแก่ บวชมานาน มีอายุล่วงกาล ผ่านวัยมาโดยลำดับ เชิญพระองค์เสด็จเข้าไปหาท่านสญชัย เวลัฏฐบุตร นั้นเถิด เห็นด้วยเกล้า ฯ ว่า เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปหาท่านสญชัยเวลัฏฐบุตร พระหฤทัยพึงเลื่อมใส. เมื่ออำมาตย์ผู้นั้นกราบทูลอย่างนี้แล้ว ท้าวเธอก็ทรงนิ่งอยู่.

อำมาตย์อีกคนหนึ่ง จึงกราบทูลว่า ขอเดชะ ท่านนิครนถ์ นาฏบุตร ปรากฏว่าเป็นเจ้าหมู่ เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ ชนส่วนมากยกย่องว่าดีเป็นคนเก่าแก่ บวชมานาน มีอายุล่วงกาล ผ่านวัยมาโดยลำดับ เชิญพระองค์เสด็จเข้าไปหาท่านนิครนถ์ นาฏบุตร นั้นเถิด เห็นด้วยเกล้า ฯ ว่า เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปหาท่านนิครนถ์นาฏบุตร พระหฤทัยพึงเลื่อมใส. เมื่ออำมาตย์ผู้นั้นกราบทูลอย่างนี้แล้ว ท้าวเธอก็ทรงนิ่งอยู่

 [92] สมัยนั้น หมอชีวก โกมารภัจจ์ นั่งนิ่งอยู่ในที่ไม่ไกลพระเจ้าแผ่นดินมคธพระนามว่า อชาตศัตรู เวเทหีบุตร. ท้าวเธอจึงมีพระราชดำรัสกะหมอชีวก โกมารภัจจ์ ว่าชีวกผู้สหาย เธอทำไมจึงนิ่งเสียเล่า, หมอชีวก โกมารภัจจ์ กราบทูลว่า ขอเดชะ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ สวนอัมพวันของข้าพระพุทธเจ้า พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ 1250 รูป พระกิตติศัพท์อันงามของพระองค์ขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า

แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรมดังนี้ เชิญพระองค์เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเถิด

เห็นด้วยเกล้า ฯ ว่า เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค พระหฤทัยพึงเลื่อมใส ท้าวเธอจึงมีพระราชดำรัสว่า ชีวกผู้สหาย ถ้าอย่างนั้นท่านจงสั่งให้เตรียมหัตถียานไว้.

หมอชีวก โกมารภัจจ์ รับสนองพระราชโองการแล้ว สั่งให้เตรียมช้างพังประมาณ 500 เชือก และช้างพระที่นั่ง เสร็จแล้วจึงกราบทูลว่า ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าสั่งให้เตรียมหัตถียานพร้อมแล้ว เชิญใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเสด็จได้พระเจ้าข้า

ลำดับนั้น ท้าวเธอโปรดให้พวกสตรีขึ้นช้างพัง 500 เชือกๆ ละนาง แล้วจึงทรงช้างพระที่นั่งมีผู้ถือคบเพลิง เสด็จออกจากพระนครราชคฤห์ ด้วยพระราชานุภาพอย่างยิ่งใหญ่ เสด็จไปสวนอัมพวันของหมอชีวก โกมารภัจจ์

พอใกล้จะถึง ท้าวเธอเกิดทรงหวาดหวั่นครั่นคร้าม และทรงมีความสยดสยองขึ้น ครั้นท้าวเธอทรงกลัว ทรงหวาดหวั่น มีพระโลมชาติชูชันแล้ว จึงตรัสกับหมอชีวก โกมารภัจจ์ว่า ชีวกผู้สหาย ท่านไม่ได้ลวงเราหรือ ชีวกผู้สหาย ท่านไม่ได้หลอกเราหรือ ชีวกผู้สหาย ท่านไม่ได้ล่อเรามาให้ศัตรูหรือ เหตุไฉนเล่า ภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ตั้ง 1250 รูป จึงไม่มีเสียงจาม เสียงกระแอม เสียงพึมพำเลย หมอชีวก โกมารภัจจ์กราบทูลว่า ขอพระองค์อย่าได้ทรงหวาดหวั่นเกรงกลัวเลยพระเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าไม่ได้ลวงพระองค์ไม่ได้หลอกพระองค์ ไม่ได้ล่อพระองค์มาให้ศัตรูเลย พระเจ้าข้า ขอเดชะ เชิญพระองค์เสด็จเข้าไปเถิดๆ นั่นประทีปที่โรงกลมยังตามอยู่

ลำดับนั้น ท้าวเธอเสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนช้างพระที่นั่งไปจนสุดทาง เสด็จลงทรงพระดำเนินเข้าประตูโรงกลม แล้วจึงรับสั่งกะหมอชีวกโกมารภัจจ์ว่า ชีวกผู้สหาย ไหนพระผู้มีพระภาค.

หมอชีวก โกมารภัจจ์ กราบทูลว่า ขอเดชะนั่นพระผู้มีพระภาค ประทับนั่งพิงเสากลาง ผินพระพักตร์ไปทางทิศบูรพา ภิกษุสงฆ์แวดล้อมอยู่

ลำดับนั้น ท้าวเธอเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ประทับยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วทรงชำเลืองเห็นภิกษุสงฆ์นิ่งสงบเหมือนห้วงน้ำใส ทรงเปล่งพระอุทานว่า ขอให้อุทยภัทท์กุมารของเราจงมีความสงบอย่างภิกษุสงฆ์เดี๋ยวนี้

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมหาบพิตร พระองค์เสด็จมาทั้งความรัก. แล้วท้าวเธอทูลรับว่า พระเจ้าข้า อุทยภัทท์กุมารเป็นที่รักของหม่อมฉัน ขอให้อุทยภัทท์กุมารของหม่อมฉันจงมีความสงบอย่างภิกษุสงฆ์เดี๋ยวนี้เถิด

  [93] ลำดับนั้น ท้าวเธอทรงอภิวาทพระผู้มีพระภาค แล้วทรงประนมอัญชลีแก่ภิกษุสงฆ์ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ครั้นแล้ว ได้ตรัสพระดำรัสนี้กะพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันจะขอทูลถามปัญหาบางเรื่องสักเล็กน้อย ถ้าพระองค์จะประทานพระวโรกาสพยากรณ์ปัญหาแก่หม่อมฉัน.

พ. เชิญถามเถิด มหาบพิตร ถ้าทรงพระประสงค์.

อ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ศิลปศาสตร์เป็นอันมากเหล่านี้ คือ พลช้าง พลม้า พลรถพลธนู พนักงานเชิญธง พนักงานจัดกระบวนทัพ พนักงานจัดส่งเสบียง พวกอุคคราชบุตรพลอาสา ขุนพล พลกล้า พลสวมเกราะหนัง พวกบุตรทาส ช่างทำขนม ช่างกัลบก (พ่อครูไอตัดออกด้วย) พนักงานเครื่องสรง พวกพ่อครัว ช่างดอกไม้ ช่างย้อม ช่างหูก ช่างจักสาน ช่างหม้อ นักคำนวณพวกนับคะแนน (นักการบัญชี) หรือศิลปศาสตร์เป็นอันมาก แม้อย่างอื่นใดที่มีคติเหมือนอย่างนี้คนเหล่านั้นย่อมอาศัยผลแห่งศิลปศาสตร์ที่เห็นประจักษ์เลี้ยงชีพในปัจจุบัน ด้วยผลแห่งศิลป-*ศาสตร์นั้น เขาย่อมบำรุงตน มารดาบิดา บุตรภริยา มิตรอำมาตย์ให้เป็นสุขอิ่มหนำสำราญบำเพ็ญทักษิณาทานอันมีผลอย่างสูง เป็นไปเพื่อให้ได้อารมณ์ดี มีสุขเป็นผล ให้เกิดในสวรรค์ในสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ฉันใด ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์อาจบัญญัติสามัญผลที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบัน เหมือนอย่างนั้นได้บ้างหรือไม่?

(พ่อครูว่า..ความหมายคือ ท่านจะมีความรู้ในศิลปศาสตร์เหล่านั้นโปรดบอกข้าพเจ้า เหมือนคนมีงานอาชีพทั้งหลายที่เขาใช้ศิลปศาสตร์เหล่านั้น งานความรู้ความสามารถเหล่านั้นทำ แล้วก็ได้ผลมา เลี้ยงชีวิตของเขาได้อยู่รอด ท่านจะตอบได้ไหม ทุกวันนี้ท่านเลี้ยงชีพอยู่ไม่รอดไม่มีความสุข

พระสมณโคดม จะบอก ความรู้ศิลปศาสตร์ของพระองค์ บอกมาแล้วจะเป็นสามัญญผล เป็นคนที่ทำให้ข้าพเจ้าได้รับผลตามนี้ ตามที่จะบำบัดความทุกข์ เป็นพระเจ้าแผ่นดินแท้ๆแต่มีความสุข ทุกคนก็มีอาชีพ พระเจ้าแผ่นดินก็มีอาชีพ แต่อาชีพของท่านท่านก็ยังมีความทุกข์ร้อน เพราะฉะนั้นจะมีความรู้ความสามารถอย่างไร ตอบแล้ว ท่านจะสามารถพิสูจน์ได้ว่าท่านจะหายจากความทุกข์นี้ คาดคั้นเอาจากพระพุทธเจ้า จะได้ไหม จึงเรียกว่าสามัญญผล คือผลที่ทำให้เกิดความสงบคือเป็นสมณะคือผู้มีความสงบ ผลที่ทำให้เกิด เป็นสมณะเป็นผู้สงบเป็นผู้ที่สบายได้อยากได้อย่างนั้น หรือเป็นอาริยะ เป็นสมณะที่ 1 2 3 4

คือ มีปฏิภาณปัญญาฉลาดรู้ว่าจะต้องได้โลกุตรธรรม อยากได้โลกุตรธรรม บำบัดให้หมดสุขหมดทุกข์ แต่โดยโลกีย์ก็จะขอหมดทุกข์ไว้ก่อน แต่โลกุตระหมดสุขหมดทุกข์)

พ. มหาบพิตร ทรงจำได้หรือไม่ว่า ปัญหาข้อนี้ มหาบพิตรได้ตรัสถามสมณพราหมณ์พวกอื่นแล้ว.

อ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ จำได้อยู่ ปัญหาข้อนี้ หม่อมฉันได้ถามสมณพราหมณ์พวกอื่นแล้ว.

พ. ดูกรมหาบพิตร สมณพราหมณ์เหล่านั้นพยากรณ์อย่างไร ถ้ามหาบพิตรไม่หนักพระทัย ก็ตรัสเถิด.

 อ. ณ ที่ที่พระผู้มีพระภาคหรือท่านผู้เปรียบดังพระผู้มีพระภาค ประทับนั่งอยู่ หม่อมฉันไม่หนักใจ พระเจ้าข้า.

 พ. ถ้าอย่างนั้น มหาบพิตรตรัสเถิด.

วาทะของศาสดาปูรณะ กัสสป

[94] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สมัยหนึ่ง ณ กรุงราชคฤห์นี้ หม่อมฉันเข้าไปหาครูปูรณะกัสสป ถึงที่อยู่ ได้ปราศรัยกับปูรณะ กัสสป ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วจึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วหม่อมฉันได้กล่าวคำนี้กะปูรณะ กัสสปว่า ท่านกัสสปศิลปศาสตร์เป็นอันมากเหล่านี้ คือพลช้าง พลม้า พลรบ พลธนู พนักงานเชิญธง พนักงานจัดกระบวนทัพ พนักงานจัดส่งเสบียง พวกอุคคราชบุตร พลอาสา ขุนพล พลกล้า พลสวมเกราะหนัง พวกบุตรทาส ช่างทำขนม ช่างกัลบก พนักงานเครื่องสรง พวกพ่อครัว ช่างดอกไม้ ช่างย้อม ช่างหูก ช่างจักสาน ช่างหม้อ นักคำนวณ พวกนับคะแนน (นักการบัญชี)หรือศิลปศาสตร์เป็นอันมาก แม้อย่างอื่นใดที่มีคติเหมือนอย่างนี้ คนเหล่านั้น ย่อมอาศัยผลแห่งศิลปศาสตร์ที่เห็นประจักษ์เลี้ยงชีพในปัจจุบัน ด้วยผลแห่งศิลปศาสตร์นั้น เขาย่อมบำรุงตนมารดาบิดา บุตรภริยา มิตร อำมาตย์ ให้เป็นสุขอิ่มหนำสำราญ บำเพ็ญทักษิณาทานอันมีผลอย่างสูง เป็นไปเพื่อให้ได้อารมณ์ดี มีสุขเป็นผล ให้เกิดในสวรรค์ ในสมณพราหมณ์ทั้งหลายฉันใด ท่านอาจบัญญัติสามัญผลที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบัน เหมือนอย่างนั้นได้หรือไม่ เมื่อหม่อมฉันกล่าวอย่างนี้ ครูปูรณะ กัสสป ได้กล่าวคำนี้กะหม่อมฉันว่า

ดูกรมหาบพิตร เมื่อบุคคลทำเองใช้ให้ผู้อื่นทำ ตัดเอง ใช้ให้ผู้อื่นตัด เบียดเบียนเอง ใช้ผู้อื่นให้เบียดเบียน ทำเขาให้เศร้าโศกเองใช้ผู้อื่นทำเขาให้เศร้าโศก ทำเขาให้ลำบากเอง ใช้ผู้อื่นทำเขาให้ลำบาก ดิ้นรนเอง ทำเขาให้ดิ้นรน ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ตัดที่ต่อ ปล้นไม่ให้เหลือ ทำโจรกรรมในเรือนหลังเดียว ซุ่มอยู่ที่ทางเปลี่ยว ทำชู้ภริยาเขา พูดเท็จ ผู้ทำไม่ชื่อว่าทำบาป แม้หาผู้ใดจะใช้จักรซึ่งมีคมโดยรอบเหมือนมีดโกน สังหารเหล่าสัตว์ในปัฐพีนี้ ให้เป็นลาน เป็นกองมังสะอันเดียวกัน บาปที่มีการทำเช่นนั้นเป็นเหตุ ย่อมไม่มีแก่เขา ไม่มีบาปมาถึงเขา

แม้หากบุคคลจะไปยังฝั่งขวาแห่งแม่น้ำคงคา ฆ่าเอง ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า ตัดเอง ใช้ให้ผู้อื่นตัด เบียดเบียนเอง ใช้ผู้อื่นให้เบียดเบียนบาปที่มีการทำเช่นนั้นเป็นเหตุ ย่อมไม่มีแก่เขา ไม่มีบาปมาถึงเขา

แม้หากบุคคลจะไปยังฝั่งซ้ายแห่งแม่น้ำคงคา ให้เอง ใช้ให้ผู้อื่นให้ บูชาเอง ใช้ให้ผู้อื่นบูชา บุญที่มีการทำเช่นนั้นเป็นเหตุย่อมไม่มีแก่เขา ไม่มีบุญมาถึงเขา ด้วยการให้ทาน การทรมาน อินทรีย์ การสำรวมศีลการกล่าวคำสัตย์ บุญที่มีการทำเช่นนั้นเป็นเหตุ ย่อมไม่มีแก่เขา ไม่มีบุญมาถึงเขา ดังนี้

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อหม่อมฉันถามถึงสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ครูปูรณะ กัสสป กลับตอบถึงการที่ทำแล้วไม่เป็นอันทำ ฉะนี้ (ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อหม่อมฉันถามถึงสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ครูปูรณะ กัสสป กลับตอบถึงการที่ทำแล้วไม่เป็นอันทำ ฉะนี้) ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญหม่อมฉันถามถึงสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ครูปูรณะ กัสสป กลับตอบถึงการที่ทำแล้วไม่เป็นอันทำเปรียบเหมือนเขาถามถึงมะม่วง ตอบขนุนสำมะลอ หรือเขาถามถึงขนุนสำมะลอ ตอบมะม่วง

ฉะนั้น หม่อมฉันมีความดำริว่า ไฉน คนอย่างเรา จะพึงมุ่งรุกรานสมณะหรือพราหมณ์ผู้อยู่ในราชอาณาเขต ดังนี้ แล้วไม่ยินดี ไม่คัดค้านภาษิตของครูปูรณะ กัสสป ไม่พอใจ แต่ก็มิได้เปล่งวาจาแสดงความไม่พอใจ ไม่เชื่อถือ ไม่ใส่ใจถึงวาจานั้น ลุกจากที่นั่งหลีกไป.

วาทะของศาสดามักขลิ โคศาล

[95] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สมัยหนึ่ง ณ กรุงราชคฤห์นี้ หม่อมฉันเข้าไปหาครูมักขลิโคศาลถึงที่อยู่ … ได้กล่าวว่า ท่านโคศาล ศิลปศาสตร์เป็นอันมากเหล่านี้ คือ พลช้าง … คนเหล่านั้นย่อมอาศัยผลแห่งศิลปศาสตร์ที่เห็นประจักษ์ เลี้ยงชีพในปัจจุบัน ด้วยผลแห่งศิลปศาสตร์นั้นเขาย่อมบำรุงตน มารดาบิดา บุตรภริยา มิตร อำมาตย์ ให้เป็นสุขอิ่มหนำสำราญ บำเพ็ญทักษิณาทานอันมีผลอย่างสูง เป็นไปเพื่อให้ได้อารมณ์ดี มีสุขเป็นผล ให้เกิดในสวรรค์ ในสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ฉันใด ท่านอาจบัญญัติสามัญผลที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบัน เหมือนอย่างนั้นได้หรือไม่

เมื่อหม่อมฉันกล่าวอย่างนี้ ครูมักขลิ โคศาล ได้กล่าวคำนี้กะหม่อมฉันว่า

ดูกรมหาบพิตร ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย เพื่อความเศร้าหมองแห่งสัตว์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายหาสาเหตุมิได้ หาปัจจัยมิได้ ย่อมเศร้าหมอง ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย เพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายหาสาเหตุมิได้ หาปัจจัยมิได้ ย่อมบริสุทธิ์ ไม่มีการกระทำของตนเองไม่มีการกระทำของผู้อื่น ไม่มีการกระทำของบุรุษ ไม่มีกำลัง ไม่มีความเพียร ไม่มีเรี่ยวแรงของบุรุษ ไม่มีความบากบั่นของบุรุษ สัตว์ทั้งปวง ปาณะทั้งปวง ภูตะทั้งปวง ชีวะทั้งปวง ล้วนไม่มีอำนาจ ไม่มีกำลัง ไม่มีความเพียร แปรไปตามเคราะห์ดีเคราะห์ร้าย ตามความประจวบตามความเป็นเอง ย่อมเสวยสุขเสวยทุกข์ในอภิชาติทั้งหก 1- เท่านั้น หนึ่ง กำเนิดที่เป็นประธาน

1,406,600 กรรม 100 กรรม 5 กรรม 3 กรรม 1 กรรมกึ่ง ปฏิปทา 62 อันตรกัป 620 อภิชาติ 6 ปุริสภูมิ 8 อาชีวก 4,900 ปริพาชก 4,900 นาควาส 4,900 อินทรีย์ 2,000 นรก 3,000 รโชธาตุ 36 สัญญีครรภ์ 7 อสัญญีครรภ์ 7 นิคัณฐีครรภ์ 7 เทวดา 7 มนุษย์ 7 ปีศาจ 7 สระ 7 ปวุฏะ 7 ปวุฏะ 700 เหวใหญ่ 7 เหวน้อย 700 มหาสุบิน 7 สุบิน 700 จุลมหากัป 8,000,000 เหล่านี้ ที่พาลและบัณฑิตเร่ร่อน ท่องเที่ยวไป

(พ่อครูว่า…ทั้งหลายที่กล่าวเป็นอุปทานที่เขาสร้างไว้ยึดถือกันไปต่างๆนานาสารพัดเรื่องกระทั่งมีเทวดามนุษย์มีปีศาจอะไรต่างๆเหวใหญ่เหวลึกเหวน้อย แม้กระทั่งความฝันต่างๆสรุปแล้วบวกลบคูณหารไม่ไหวมันเป็นสมมติในโลก ไม่ว่าพาลหรือบัณฑิต ไปหมุนเวียน เร่รอนท่องเที่ยวไปแล้วจะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ เร่รอนไปทุกที่ แล้วจะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้)

แล้วจักทำที่สุดทุกข์ได้ ความสมหวังว่าเราจักอบรมกรรมที่ยังไม่อำนวยผล ให้อำนวยผล หรือเราสัมผัสถูกต้องกรรมที่อำนวยผลแล้ว จักทำให้สุดสิ้นด้วยศีล ด้วยพรต ด้วยตบะ หรือด้วยพรหมจรรย์นี้ ไม่มีในที่นั้น สุขทุกข์ที่ทำให้มีที่สิ้นสุดได้ เหมือนตวงของให้หมดด้วยทะนาน ย่อมไม่มีในสงสารด้วยอาการอย่างนี้เลย ไม่มีความเสื่อมความเจริญ ไม่มีการเลื่อนขึ้นเลื่อนลง พาลและบัณฑิตเร่ร่อน ท่องเที่ยวไป จักทำที่สุดทุกข์ได้เอง เหมือนกลุ่มด้ายที่บุคคลขว้างไป ย่อมคลี่หมดไปเอง

ฉะนั้น ดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อหม่อมฉันถามถึงสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ครูมักขลิ โคศาลกลับพยากรณ์ถึงความบริสุทธิ์ด้วยการเวียนว่าย ฉะนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันถามถึงสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ครูมักขลิ โคศาล กลับพยากรณ์ ถึงความบริสุทธิ์ ด้วยการเวียนว่ายเปรียบเหมือนเขาถามถึงมะม่วง ตอบขนุนสำมะลอ หรือเขาถามถึงขนุนสำมะลอ ตอบมะม่วง

ฉะนั้น หม่อมฉันมีความดำริว่า ไฉน คนอย่างเรา จะพึงมุ่งรุกรานสมณะหรือพราหมณ์ผู้อยู่ในราชอาณาเขต ดังนี้ แล้วไม่ยินดี ไม่คัดค้านภาษิตของครู มักขลิ โคศาล ไม่พอใจ แต่ก็มิได้เปล่งวาจาแสดงความไม่พอใจ ไม่เชื่อถือ ไม่ใส่ใจถึงวาจานั้น ลุกจากที่นั่งหลีกไป

ส.เดินดินสรุปจบ…