ศาสนา

620624_รายการสำมะปี๋ซี่วิต ปฐมอโศก ครั้งที่ 55

อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่…  https://docs.google.com/document/d/195FiMRt2SaBPJD8likfl9m3XucGYtHW8KVPTVRP4BgU/edit?usp=sharing

ดาวโหลดเสียงที่ https://drive.google.com/open?id=1UIQnZyJGbfd6opo00NjEk6JCe6RSNQNK

พ่อครูว่า…วันนี้วันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน 2562 ที่บวรปฐมอโศก วันนี้เป็นวันที่ประเทศไทยได้เปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย ในอดีตตรงกับ มิถุนายน พ.ศ. 2475

SMS วันที่ 23 มิ.ย. 2562 (รายการวิถีอาริยธรรม สันติอโศก)

สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน คุณลักษณะประชาธิปไตยที่แท้จริง

_1614 beaver ขอความเห็น พ่อครู วันนี้ ในอดีตตรงกับ มิถุนายน พ.ศ. 2475 คณะราษฎรก่อปฏิวัติยึดอำนาจจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อบังคับให้พระราชทานรัฐธรรมนูญ เปลี่ยนระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ

พ่อครูว่า…เดิมเป็นประชาธิปไตย ก่อนที่วันที่ 24 มิถุนายน 2475 ถือว่ายังมีระบอบประชาธิปไตยแบบเก่า แบบที่โลกๆเขามีกัน มีผู้บริหารใหญ่แบบที่เขามีกันเรียกว่าพ่อขุน หรือเรียกว่าพ่อเมือง เป็นหัวหน้าเผ่า หัวหน้าสังคมประเทศหัวหน้ากลุ่มชน นายกต่อมาเขาก็พัฒนาการปกครองมาจนถึงในยุคนี้ก็เป็นประชาธิปไตย ซึ่งมันมีระบอบวิธี มีความรู้มีความหมายซึ่งกันและกันว่า ประชาชนกับผู้บริหารปกครอง จะต้องปฏิบัติต่อกันอย่างไร มีหน้าที่อย่างไรมีสิทธิอย่างไรต่างๆนานา (มี ด.ญ.แพงเพ็ญ คลานมา หลวงปู่ทักทาย) ของเราก็มีความเป็นชีวิตชีวาไม่ได้เคร่งเครียดไม่ได้ซีเรียสเหมือนกับที่อื่นๆเขา เป็นธรรมชาติธรรมดาสังคมมีทั้งเด็กทั้งคนแก่ ป่วยโทรม นั่งรถเข็นมาใส่สายเสียบจมูกมาก็ยังนั่งอยู่เลย มาร่วมรายการนี้ดูเถอะ แสดงถึงความสนใจความขมีขมัน

ความเห็น อาตมาก็ไม่ออกความเห็นอะไร ดีแล้วล่ะ มันเป็นการพัฒนาของสังคมมนุษยชาติตั้งแต่ดึกดำบรรพ์จนถึงปัจจุบัน บางประเทศก็ยังเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์บางประเทศก็เป็นประชาธิปไตยหรือบางประเทศก็แฝงๆ สมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้นถ้าหากผู้ปกครองไม่มีความเป็นทศพิธราชธรรม เอาแต่ใจตัวเอง ก็จะเป็นทรราช แต่เดี๋ยวนี้ไม่อย่างนั้นแล้ว เขามีสิทธิมนุษยชน มีความเห็นอกเห็นใจกันเข้าใจกัน ต่างคนต่างได้พัฒนาตนเองให้เป็นคนดีของสังคม ให้เป็นผู้มีประโยชน์คุณค่า ซึ่งความรู้ในรายละเอียดโดยปริยายพวกนี้ รวมแล้วความรู้กว้างๆ แม้จะลึกก็ตามก็พอจะรู้กันดีสำหรับผู้ที่มีปัญญามีปฏิภาณ รู้เรื่องสังคมมนุษยชาติควรจะเป็นเช่นนี้ แต่ในความเป็นจริงของมนุษย์ ของสังคม มันก็อยู่ที่ตัวมนุษย์เอง จะเป็นผู้ที่มีความรู้ถึงคุณธรรมต่างๆ ที่จะเห็นแก่ผู้อื่น เห็นแก่ตัวให้น้อยหรือไม่มีความเห็นแก่ตัวเลย และเป็นผู้ที่ขยันหมั่นเพียร ทำประโยชน์รับใช้มวลมนุษยชาติให้มากที่สุดได้ นี่เป็นอุดมคติที่สูงส่ง ของความเป็นคน ผู้ใดประพฤติจึงเป็นจริงได้แม้จะอยู่ในฐานะสูงถึงขั้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน อย่างในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นผู้ที่มีคุณธรรมดังกล่าวนี้เป็นตัวอย่าง เรียกได้เลยว่าเป็นยอดประชาธิปไตย ซึ่งมีรายละเอียดลึกซึ้งซับซ้อนหลายชั้นมาก ทุกวันนี้คนจะเข้าใจคำว่าประชาธิปไตยจริงๆได้ยากที่จะเข้าใจอย่างลึกซึ้งซับซ้อนยาก เข้าใจกันไปคนละแง่มุม ประเทศต่างๆ แม้แต่นักศึกษาทางรัฐศาสตร์แท้ๆก็ยังยากที่จะเข้าใจถึงความเป็นประชาธิปไตยที่ดี อาตมาก็อธิบายได้ยากเหมือนกัน พยายามอธิบายพยายามจะบอกจุดสำคัญว่าประชาธิปไตยต้องมีคุณลักษณะสำคัญ

  1. ไม่มีตัวตนไม่เห็นแก่ตัวเลย

  2. เสียสละเต็มที่

  3. รับใช้ประชาชนรับใช้มวลมนุษยชาติ จะต้องเป็นคนที่มีภูมิปัญญารู้จักกันประมาณมีสัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 ตามพระพุทธเจ้าตรัส พระพุทธเจ้าเป็นยอดนักประชาธิปไตยที่สูงสุด ที่นักประชาธิปไตยหรือนักรัฐศาสตร์ก็ยังเข้าใจไม่ค่อยได้ อาตมาถึงได้พยายามจะแทรกรายละเอียดที่มันมีหลักฐานยืนยันต่างๆซึ่งมันก็ยากเพราะว่าในยุคพระพุทธเจ้านั้นเป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เต็มรูปแบบเลยยังไม่มีประเทศไหนๆในยุคนั้นยังไม่มีประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นคำศัพท์ว่าประชาธิปไตยก็ยังไม่มี จึงมีแต่ศัพท์ที่แสดงออกที่มันพอเข้าใจได้ว่านี่แหละลักษณะนี้คือประชาธิปไตย อาตมาก็นำมายืนยันแล้ว

มีคำว่าอธิปไตยที่แปลว่าอำนาจ หรือสิทธิอย่างเต็มที่ของตนเอง เป็นของประชาชนเรียกว่าประชาธิปไตย ให้อำนาจของประชาชนเป็นอำนาจใหญ่อำนาจส่วนรวม เป็นความเห็นของส่วนรวมถือว่าเป็นความเห็นที่ถูกต้องสูงสุด ความเห็นของประชาชนส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นจึงมีกลวิธีของนักบริหารปกครอง ไม่ว่าจะมาเป็นระบอบประชาธิปไตยระบอบคอมมิวนิสต์ อำนาจของผู้ปกครองก็จะพยายามทำให้คนเข้าใจว่าการประพฤติของเขาเป็นประชาธิปไตย เขาจะมีเชิงชั้นเป็นอำนาจสิทธิส่วนตัวของเขาเป็นใหญ่โดยกิเลสของคน ก็จะเป็นอย่างนั้น

พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึง พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก)

3 คำนี้เป็นคำที่สรุปรวมจากอธิปไตย 3 คือโลกาธิปไตย อัตตาธิปไตย และธรรมาธิปไตย

อธิปไตยอันแรก โลกาธิปไตย เป็นพลังที่เป็นของโลกของส่วนรวม ของหมู่ข้างนอกทั้งหมดเลยเรียกว่าอธิปไตยของโลกโลกาธิปไตย

ส่วน อัตตาธิปไตย คือ ​อำนาจของเราตัวตนของเราและเราจะใช้อำนาจของเรากับอำนาจส่วนรวมของคนในโลก เราจะเรียกว่าโลกาธิปไตยหรืออนุโลมเรียกว่า ประชาธิปไตย ก็คือเป็นอำนาจของประชาชนในโลก หรืออำนาจของประชาชนในประเทศที่เรารับผิดชอบ อํานาจอธิปไตยของเรากับกลุ่มชุมชนสังคม หมู่บ้านนี้ เรามีอำนาจหน้าที่ที่จะดูแลบริหารปกครองในหมู่บ้านนี้ ก็เป็นอธิปไตยของผู้ดูแลปกครองนั้นซึ่งจะต้องคำนึงถึงความเป็นส่วนรวม หรือมวลประชาชนตามขอบเขตที่กำหนดหมายกันไว้ อันนี้ของหมู่บ้าน อันนี้ของอำเภอนิคมจังหวัด อันนี้ของประเทศ อันนี้กว้างไปถึงหลายประเทศจนกระทั่งร่วมกันเป็นกลุ่มสมาชิก เช่นขณะนี้เขามีกลุ่มรวมตัวกันเพื่อให้ได้มีคุณภาพมีประโยชน์ต่อโลกต่อสังคมมากที่สุดเรียกว่ากลุ่มอาเซียน ก็มีประชุมอาเซียนซัมมิท มารวมกลุ่มกันปรึกษาหารือกันเพื่อจะมีหลักเกณฑ์ เพื่อจะได้เป็นประโยชน์คุณค่าต่อสังคมโลกต่อมวลมนุษยชาติในโลกให้ดีที่สุด ก็เป็นความคิดที่จะทำให้เกิดความมีประโยชน์ต่อมนุษยชาติอย่างดีที่สุดก็เป็นความดี

ถ้าให้อาตมาขอออกความเห็นในวันนี้ที่เป็นวันเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยอาตมาก็ว่าดีแล้ว ก็ได้โยงใยไปถึงพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่ประพฤติตั้งแต่ในยุคของพระพุทธเจ้าเลยท่านมีธรรมนูญของท่านเองเลย คือ ศีล หลักเกณฑ์ของศีลคือธรรมนูญของพระพุทธเจ้า จุลศีลมัชฌิมศีลมหาศีล 3 หลักใหญ่

อาตมาพยายามอธิบายเขาก็เข้าใจต่างๆกันไป เพราะฉะนั้นคนที่อยู่ในความดูแลหรืออยู่ในคณะของพระพุทธเจ้าเอง ตั้งแต่ในยุคพระพุทธเจ้าแล้วก็จะมาประพฤติอยู่ภายใต้อำนาจศีล 3 หลักนี้ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล

จุลศีล คือหลักเกณฑ์แต่ละข้อซึ่งมี 26 ข้อ

26 ข้อนี้เป็นหลักปฏิบัติที่แต่ละคนปฏิบัติแล้วก็จะได้บรรลุธรรม เป็นคุณธรรมส่วนตัวเป็นโลกุตรธรรมไปตามแต่ละข้อ ไม่ถึง 26 ข้อก็บรรลุพระอรหันต์ได้ ถ้าเป็นพระอรหันต์แล้วจะปฏิบัติ 26 ข้อนี้ได้อย่างสบายมีศีลเป็นปกติไม่ลำบากในสิ่งทั้งหลาย ปฏิบัติศีลสมาธิปัญญาก็จะถึงวิมุติได้ ถ้าไม่มีหลักเกณฑ์ของศีลเป็นข้อวัตรแล้วจะตรวจสอบไม่ได้ ตรวจสอบคนที่จะมีคุณธรรมแท้ไม่ได้ต้องเอาศีลเป็นตัววัด แม้แต่ตัวใครก็ตามถ้ามีหลักเกณฑ์ของศีลและวัตรเราก็จะรู้ว่าเราเป็นพระโสดาบันสกิทาคามีอนาคามีแล้ว อธิบายไปก็จะค่อยๆเข้าใจ

เริ่มต้นด้วย 3 ข้อใหญ่ของศีล 5 จะเข้าใจแล้วเราบรรลุศีลทั้ง 3 ข้อจะรู้เลยว่าเราเป็นพระโสดาบันสกิทาคามีอนาคามี แม้ขยายความในศีลทั้ง 3 ข้อจนถึงพระอรหันต์เลยก็ได้ ถ้าเรารู้ในการเกี่ยวโยงเกี่ยวเนื่องกัน แต่ถ้าเข้าใจเป็นกรอบขอบเขตของศีลที่จะเป็นเบื้องต้น แค่ความหมายเบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลาย เราได้บรรลุศีลทั้ง 3 ข้อนี้เป็นเบื้องต้นเราก็จะบรรลุพระโสดาบันเป็นอย่างต่ำ

ที่ถามมาจะว่าเป็นการเมืองเป็นระบอบประชาธิปไตยเป็นเรื่องธรรมะเป็นเรื่องสังคมมนุษยชาติอะไรก็แล้วแต่เป็นเรื่องของมนุษยชาติกับสังคม เป็นความหมายของแต่ละความหมายแต่ละชื่อแล้วก็ระบุความสำคัญ ความเป็นไปตามแต่ละพยัญชนะซึ่งเรียกกันไปแต่ละความหมาย

จุลศีล เป็นศีลที่ผู้ประพฤติแล้วจะบรรลุธรรมด้วยตนเอง ส่วนมัชฌิมศีล เป็นข้อที่ละเอียดลึกซึ้งสูงขึ้นต่อจากจุลศีล เพราะฉะนั้นผู้ที่ประพฤติปฏิบัติธรรม ถ้าไม่ปฏิบัติตามพยัญชนะจุลศีล ก็เอามัชฌิมศีลเป็นอธิศีลที่สูงขึ้นขยายความขึ้นได้เหมือนกัน ถ้าเป็นผู้ที่มีปฏิภาณปัญญาเข้าใจแล้วก็จะใช้ปฏิบัติกับตนเองบรรลุธรรมไปสูงสุด

ส่วนมหาศีลนั้นเป็นศีลที่ระบุกำหนดบอกองค์รวมของศาสนาพุทธ เพราะฉะนั้นมหาศีลจึงเป็นตัวกำหนดว่าศาสนาพุทธนั้นจะไม่มีที่ห้ามไว้ในมหาศีล เป็นข้อกำหนดห้ามไม่ให้มีในศาสนาเลย มหาศีล จะยืนยันว่าศาสนาพุทธมีในชุมชนในปัจจุบันนี้เมืองไทยมีศาสนาพุทธในวัดในสำนักไหน ที่บอกว่าตัวเองเป็นพุทธ เอามหาศีลเป็นตัวจับ ถ้าหากละเมิดมหาศีลไปหมดเลยก็ไม่ใช่พุทธ ละเมิดไปมากก็ไม่ใช่ ละเมิดไปครึ่งหนึ่งก็ไม่นับว่าเป็นพุทธ ต้องไม่ละเมิดได้น้อยที่สุดก็เป็นพุทธมากเท่านั้น ถ้าหากไปละเมิดอยู่ก็เป็นพุทธน้อยลงเท่านั้น ถ้าหากละเมิดน้อยก็เป็นพุทธมาก มหาศีลคือเครื่องยืนยันความเป็นศาสนาพุทธทุกวันนี้เขาก็ยังไม่ค่อยเข้าใจกัน

ในสมัยพระพุทธเจ้ายังไม่แพร่หลายอย่างเป็นระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบบทาสที่ยังไม่รู้จักสิทธิมนุษยชนก็ยังเกิดประชาธิปไตยไม่ได้ แต่ทุกวันนี้ไม่ใช่แล้ว โลกทั้งโลกหมดความเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์แล้ว เป็นยุคทาสก็หมดแล้วทุกคนรู้จักสิทธิมนุษยชนดี จึงทำให้เป็นประชาธิปไตยได้อย่างดี อย่างเช่นชาวอโศกเป็นมวลมนุษย์ บอกได้เลยว่าเป็นมนุษย์ที่มีคุณสมบัติของความเป็นประชาธิปไตย ขออภัยอย่าหาว่าคุยตัวเองหลงตัวเองว่าเป็นประชาธิปไตยที่ดีที่สุด ชาวอโศก ไม่ได้บังคับเลยมีอิสระ

ประชาธิปไตยจะมีหลักเกณฑ์อยู่ 1 ข้อคือทุกคนมีอิสระเสรีภาพสมบูรณ์แบบ ในชาวอโศกคนที่มาเป็นมวลสมาชิกชาวอโศกไม่มีใครบังคับให้มา ทุกคนสมัครใจมาเองไม่มีความพอใจก็ออกไปได้ ไม่มีการเสียค่าสมัครสมาชิก มาได้อยู่ได้ก็อยู่ไปหากอยู่ไม่ได้ก็ออกไป อย่างนี้เลยในสังคมของศาสนาพุทธในสังคมชาวอโศก

เพราะฉะนั้นก็ขอยืนยันว่า อาตมามั่นใจว่าอาตมามีความรู้ของอาตมาว่าประชาธิปไตยเป็นแบบนี้ แล้วก็พาให้คนในชาตินี้อาตมาทำงานศาสนามาเกือบ 50 ปีแล้วก็ได้มวลประชาชนเป็นหมู่กลุ่ม เป็นหมู่บ้านชุมชนกระจายอยู่ทั่วไปในประเทศไทย 30 หมู่บ้านอะไรก็แล้วแต่ที่มีอยู่ทุกวันนี้ ทั่วประเทศนี้ล้วนเป็นประชาธิปไตยที่มีความมีอิสระเสรีภาพและมีการบริหารทางเศรษฐศาสตร์ถึงขั้นเศรษฐศาสตร์สาธารณโภคี คือทุกคนอยู่อย่างพี่อย่างน้องอยู่อย่างสมบัติส่วนกลาง กินใช้แบ่งกันใช้อย่างไม่มีใครเป็นเจ้าของซึ่งสูงสุดที่สุดเลยในระบอบการบริหารปกครองประเทศที่เขาต้องการว่า ทรัพย์สินส่วนกลางเป็นของทุกๆคนที่จะแบ่งกันกินใช้เฉลี่ยกันทั่วถึง มีสิทธิทั่วกัน ทุกระบอบ แม้แต่เผด็จการเขาก็ต้องการ แต่เผด็จการจริงๆนั้นตัวผู้ควบคุมอำนาจจะไม่แจกจ่ายทั่วถึงทั้งนั้นเองแม้แต่คอมมูนิสต์ก็เป็นคณะหมู่กลุ่มที่พยายามจะให้เป็นประชาธิปไตยให้มากที่สุด จะให้ประชาชนได้รับผลประโยชน์มากที่สุดแต่ความเห็นแก่ตัวของคณะบริหารคอมมิวนิสต์ ไม่ใช่คนคนเดียวบริหารเท่านั้นเอง แล้วก็บริหารเพื่อจะให้แจกจ่ายเจือจานส่วนกลางไปเพื่อมวลมนุษยชาติเพื่อประชาชนที่เขาดูแลบริหารอยู่ ให้ได้รับอย่างเท่าเทียมกัน เขาก็เข้าใจกันดีทั้งนั้นแต่เพียงแต่ว่าจะปฏิบัติได้ครบครันละเอียดลออตามที่รู้ไหม ความรู้นั้นละเอียดลออดีแต่ปฏิบัติได้ไม่ครบเพราะว่ามีกิเลสแฝง ทั้งของตัวผู้ปกครองและตัวประชาชน เพราะฉะนั้นจะต้องให้ทำให้คนลดกิเลสทั้งมวลประชาชนและตัวผู้บริหารสำคัญจะต้องลดกิเลสก่อนไม่เห็นแก่ตัวก่อน เห็นแก่ประชาชนรับใช้ประชาชนอย่างแท้จริงนี่แหละคือนักประชาธิปไตยที่สูงส่ง ทำการรับใช้ประชาชนจริงๆไม่เห็นแก่ตัวเลยแล้วก็มีความรู้ความสามารถในการบริหารมวลประชาชน นั่นแหละคือดีที่สุด

และการบริหารที่ดีที่สุดก็คือบริหารโดยไม่ต้องบริหาร

บริหารโดยคนทุกคนรู้จักสิทธิหน้าที่แล้วปฏิบัติอยู่ในสังคมอย่างรับผิดชอบอย่างที่ไม่เห็นแก่ตัว อย่างที่ลดละกิเลสของตนเองเสียสละให้แก่มวลประชาชนไปเรื่อยๆนี่แหละคือความรู้คร่าวๆ แล้วคนเหล่านั้นจะมีความรู้โดยปริยายได้ลึกซึ้งและมากมายพอปฏิบัติตรงตามจุดมุ่งหมายที่เราเรียกว่ายอดประชาธิปไตย

อาตมาก็ขอขยายความเพียงแค่นี้ 24 มิถุนายน 2475 ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้น ทุกวันนี้เปลี่ยนรัฐธรรมนูญเปลี่ยนผู้บริหารแม้แต่พระเจ้าอยู่หัว เพราะของเราเป็นประชาธิปไตย 2 ขาเป็นประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์แบบที่ครบความเป็นเทวเป็นธรรมะ 2 ที่มีทั้งประชาชนและพระเจ้าอยู่หัว เรียกว่าราชประชาสมาสัยมีพระราชาและประชาชนอาศัยซึ่งกันและกัน เกื้อกูลกันช่วยเหลือกันอยู่ซึ่งเป็นระบบของมนุษยชาติที่สมบูรณ์ที่สุด มีกายกับจิต มีประธานกับเป็นผู้ที่อยู่ในความดูแลปกครองบริบาลและเป็นผู้ที่มีคุณธรรมอย่างเช่นในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นตัวอย่างของประชาธิปไตยที่ทั่วโลกรับรองทั่วโลกเข้าใจ ทั่วโลกยอมรับนับถือ อาตมาก็ต้องขอเอาสิ่งที่จริงปรากฏการณ์จริงอย่างในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นพระตัวอย่าง (พ่อครูไอ ช่วยตัดออกด้วย )

นิมนต์จิบน้ำ

_นรามล ทองคำ · ชอบมากค่ะ ฟังแล้วทำให้หายโง่เลยค่ะ สาธุ

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน การสำรอกอวิชชาต้องใช้บุญเท่านั้น

_ โกศล สุขเล็ก : อยากทราบความหมายของคำว่า ..สำรอกอวิชชา

พ่อครูว่า…อวิชชาไม่ได้หมายถึงความโง่ทั้งหมดเลย อะไรๆก็วิชชานั้นไม่ใช่ คนที่บริหารประเทศทั้งหลาย เป็นพวกที่อวิชชามากเลยเป็นยอดเผด็จการอย่างเช่น ฮิตเลอร์เป็นต้น เป็นยอดอวิชชา เป็นนักเผด็จการที่เรียกว่าใช้อำนาจตัวเองเป็นอำนาจบาตรใหญ่ ไม่พอใจไม่ได้ดั่งใจก็ฆ่า ให้กลัวเลย ยกตัวอย่างคนที่ปฏิบัติมาแล้วเป็นอย่างนี้เยอะอย่างเช่นฮิตเลอร์ คนศึกษาก็รู้ เดี๋ยวนี้ก็ยังมีอีกเยอะ แต่ว่าทำไม่ได้เพราะว่าทุกวันนี้สังคมโลกเขาไม่ให้ใช้อำนาจบาตรใหญ่ถึงขนาดนั้น แต่เขาก็แอบทำและแฝงซ้อนวิธีการทำ ถึงขั้นฆ่าแกงก็มี ซึ่งโดยคุณธรรมแล้วคนเราอย่าไปฆ่าคนทั้งนั้น แม้แต่สัตว์ ตัวใดก็อย่าไปฆ่าเลย ยิ่งเป็นคนแล้วเอาเถอะแม้เขาจะเป็นคนชั่ว วิบากของเขาก็จะมีก็จะจัดการด้วยตัววิบากเอง ดีไม่ดีเขาก็เดินหัวทิ่มคะมำตายไปเองก็ได้ที่บาปของเขา สารพัดที่มันจะเป็นไปได้หลายๆอย่าง หรือจะถูกเสือกัดตายถูกรถชนตาย ตายโหงตายแบบเป็นโรคภัยไข้เจ็บที่ทุกข์ทรมานอย่างโน้นอย่างนี้ ศึกษาศาสนาพุทธจะได้เรียนรู้กรรมวิบากซึ่งเป็นเรื่องลึกซึ้งมากที่สุดเลยนะเจ้านี้ศึกษาเรื่องของมนุษยชาติด้วยกรรมวิบาก

คนมีกรรมมีวิบาก วิบากคือสิ่งที่สั่งสมจากผลของกรรม ออกฤทธิ์ความชั่วออกฤทธิ์ความดี  ฤทธิ์ความชั่วเรียกว่าบาป ฤทธิ์ดีเรียกว่ากุศล อาตมาไม่เรียกว่าฤทธิ์ดีคือบุญ เพราะว่าบุญไม่ใช่ความดีเลยทีเดียว ไม่ใช่ความดีเต็มที่ไม่ใช่ความดีโดยตัวเองเต็มที่ มันพูดความดีก็ไม่ได้พูดความไม่ดีก็ไม่ได้ ซึ่งเป็นคำที่อธิบายยากมากคำว่าบุญ จะว่าดีก็ดีสุดดีเลย ถ้ามันฆ่ากิเลส กิเลสเป็นตัวเลวที่สุดในโลก และไม่มีอะไรจะทำร้ายได้ นอกจากพลังงานของคนที่สร้างพลังงานบุญขึ้นมาแล้วบุญจะฆ่ากิเลส ไม่มีอะไรอื่นจะฆ่ากิเลสได้เด็ดขาดจริงจังเท่ากับบุญ อาตมากำลังขยายบุญ เปิดคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์เราคิดอะไรคำว่าเปิดยุคบุญนิยม เพราะว่าคำว่าบุญนี้ไม่มีศาสนาอื่นจะรู้นะ แม้คนในศาสนาพุทธก็รู้ได้ยากกับคำว่าบุญ ที่จะรู้ได้สมบูรณ์แบบ อาตมาเป็นพระโพธิสัตว์ระดับ 7 จึงรู้คำว่าบุญได้ดีประมาณนี้ ถือว่าดีมากแล้วที่อาตมารู้ ถ้าหากยิ่งเป็นโพธิสัตว์ระดับ 8 หรือเป็นระดับ 9 เป็นผู้ที่เป็นปัจเจกพุทธะก็ยิ่งจะรู้ดียิ่งกว่าจะอาตมาอีก จะขนาดนี้ก็เอาเถอะ ถ้าไม่ใช่พลังงานบุญจะฆ่ากิเลสไม่ได้จริงอาจจะกดข่มได้ แต่มันไม่ได้ฆ่ากิเลสนี่เป็นเรื่องลึกซึ้งติดตามให้ดีๆแล้วจะรู้ จะค่อยๆเข้าใจ

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ทำไมชาวอโศกต้องเป็นชาวนา

_ใจกลั่น …จะถามเรื่องเกี่ยวกับนา จะถามให้เด็กๆฟังด้วย ทุกวันนี้คนห่างเหินจากนารู้สึกว่าข้าวแค่ไปซื้อก็กินได้ แล้วถ้าหากปลูกฝังให้เด็กๆเป็นชาวนากัน โตขึ้นจะได้เงินสักเท่าไหร่ ทำไมชาวอโศกต้องเอาเรื่องชาวนามาปลูกฝังให้กับเด็กๆ

พ่อครูว่า…ถามดีมากกับคำถามนี้   ขอบอกให้ทราบโดยทั่วกันเลยไม่ว่าจะเป็นเด็กนักเรียนหรือว่าเป็นผู้ใหญ่ทุกคน เคยได้ยินไหมว่าหลวงปู่เป็นคนพูดยืนยันว่าชาวอโศกจะต้องเป็นคนที่รู้จักการทำนาให้ถ้วนทั่ว ทุกคนจะต้องทำนา เพราะพระพุทธเจ้าเองได้ตรัสว่า ข้าวเปลือกเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง อาหารเป็นหนึ่งในโลก ความหมายของอาหารหมายถึง กวฬิงกลาหาร อาหารที่กิน   จะเป็นสัตว์เดรัจฉานมันก็กินอาหารอย่างของมัน สัตว์ที่กินเนื้อสัตว์ สัตว์ที่กินพืช สัตว์ที่กินทั้งสัตว์และกินพืชก็ว่ากันไป แต่คนนั้นเป็นสัตว์กินพืชรู้ว่ากินเนื้อสัตว์ได้ แต่คนมีปัญญาดีแล้วไม่กินเนื้อสัตว์ ไม่กินเนื้อสัตว์เพราะไม่ต้องการต่อวิบาก และที่รู้ยิ่งจริงๆในศาสนาเลย ก็รู้ว่าเรื่องของกรรมวิบากมันลึกซึ้งมากที่จะเกี่ยวโยงกันมีวิบากแก่กันและกันไปอีกนานจนกว่าจะปรินิพพานเป็นปริโยสานตามกันไปนั่นแหละ มันเป็นอย่างนั้น มันเป็นเรื่องที่เป็นบาปเป็นอันมากละเอียดมากตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน อาชีวกสูตรว่า บาป เป็นอันมากไม่ใช่บุญเลย ถ้าใครมีปฏิภาณเข้าใจว่าบาปที่มันเกี่ยวกับสัตว์นี้ มันลึกซึ้งมากเลย

  1. ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา” (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น)

  2. สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา  ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส

  3. ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า  “ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้”

  4. สัตว์นั้น เมื่อกำลังถูกเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส

  5. ผู้นั้นยังตถาคตและสาวกตถาคต  ให้ยินดีไปด้วยเนื้อ ย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก (ตถาคตํ วา   ตถาคตสาวกํ วา อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภติ โส เมหิ ปญฺจหิ ฐาเนหิ  พหุง อปุญฺญํ ปสวตีติ) ชีวกสูตร ล.13 ข.60

พ่อครูว่า… ข้าวนั้นเป็นพืช ไม่เป็นบาปใดๆ ข้าวเป็นอาหารที่มีคุณค่าดีที่สุด เพราะฉะนั้นปลูกข้าวเถอะ ข้าวเปลือกเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง อาหารเป็นหนึ่งในโลก เพราะฉะนั้นกินแต่ข้าวเฉยๆนี่ก็เลี้ยงชีวิตอยู่ได้ตลอดนานมาอาจจะขาดอาหารบางอย่างบ้าง แต่ก็ถือว่าดีกว่ากินเนื้อสัตว์เป็นไหน ๆ กินแต่ข้าวเปล่าดีกว่ากินเนื้อสัตว์เปล่า ๆ กินแต่เนื้อสัตว์มากๆแย่กว่ามากๆ

อาตมาถึงได้พาพวกเราตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่ทำนากัน ปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหารก็ต้องปลูกกัน เพราะว่าพืชพันธุ์ธัญญาหารนี่แหละเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ อาตมาถึงได้รณรงค์ให้ชาวอโศกเป็นผู้ที่ได้เอาใจใส่ฝึกฝนและสร้าง มีความรู้ทางพืชพันธุ์ธัญญาหารสร้างให้ได้มากที่สุดให้ได้มีคุณภาพที่ดีที่สุด เพื่อที่จะกระจายไปเลี้ยงดูพลโลกกัน แจกฟรีหรือขายให้ถูกให้มาก เราจะเป็นประเทศมหาอำนาจอย่างที่เราไม่ได้ต้องการอำนาจ แต่ประเทศอื่นจะเข้าใจยอมรับนับถือบูชา เมื่อเรามีพืชพันธุ์ธัญญาหารเผยแพร่ เอาไปแจกจ่ายให้แก่ทั่วโลก ซึ่งตรงกันข้ามกับอาวุธยุทธภัณฑ์ อาวุธฆ่าคนนี้ต่อไปคนจะรู้ในอนาคตข้างหน้า ไม่น่าจะเกิน 100 ปี อาตมาว่าไม่น่าจะเกิน 100 ปี ราคาของอาวุธยุทธภัณฑ์จะตก ราคาของอาวุธฆ่าคนนี้จะตก แต่ราคาของพืชพันธุ์ธัญญาหารจะขึ้น แต่เป็นเรื่องซับซ้อน พืชพันธุ์ธัญญาหารจะราคาแพงไม่ได้เพราะว่าหากราคาแพงแล้วคนจนก็จะตาย เพราะว่าทั้งคนรวยและคนจนจะต้องกินอาหารจึงมีข้อจำกัดว่าพืชพันธุ์ธัญญาหารจะราคาแพงไม่ได้ ข้าวก็ราคาแพงไม่ได้ เพราะว่าคนจนคนรวยก็ต้องกินข้าว จะได้แชร์กันให้ทั่วถึง แต่ว่าราคาโดยค่าเฉลี่ยแล้ว ทุกวันนี้ประเทศที่มีอาวุธฆ่าคนได้เก่งแล้วเอาไปขู่ประเทศอื่นขายราคาแพงเอาเปรียบมาก แสดงอำนาจบาตรใหญ่ขนาดนี้ อีกหน่อยประเทศที่สร้างอาวุธได้เก่งฆ่าคนได้ อาวุธราคาไม่ขึ้นอะไร เพราะว่าจะไม่มีใครซื้อ เขาจะหยุดฆ่าฟันกันแล้ว คนที่ยังใช้อาวุธฆ่าคนอยู่เป็นคนตกยุคในอนาคต คนที่มีแต่ความเมตตาช่วยเหลือผู้อื่นเป็นคนนำยุคสมัย คนที่มีแต่ความช่วยเหลือเกื้อกูลกันใช้ความสงบสยบความรุนแรงไม่ฆ่าแกงผู้ใด ไม่ทำร้ายตอบนี่แหละจะเป็นคุณธรรมที่เจริญขึ้นไปในอนาคต

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน หนีลูกมาอยู่วัดเป็นทางออกหรือไม่

_เมื่อเราเองกระทบผัสสะ กับคนใกล้ชิดเช่นลูก วางใจได้ยาก การหนีลูกมาอยู่วัด ถือว่าเป็นทางออกไหมคะ

พ่อครูว่า…การมีลูกคุณต้องรับผิดชอบ คุณจะขว้างงูไม่พ้นคอก็ไม่ได้ ลูกเป็นคนที่คุณได้ก่อได้สร้างขึ้นมาคุณต้องรับผิดชอบต้องดูแลเลี้ยงดู จนกว่าลูกจะอยู่ในวัยที่ช่วยเหลือตนเองได้ อันนี้ก็เป็นหลักเกณฑ์ของสังคมให้เขาบรรลุนิติภาวะก่อน กำหนดกันทั่วโลกว่าอายุประมาณ 20 ปี ถือว่าเป็นผู้ใหญ่แล้วรับผิดชอบตัวเองเลี้ยงตัวเองให้ได้ เลี้ยงตัวเองไม่ได้จะไปโทษพ่อแม่ทีเดียวก็ไม่ได้ ถือว่าพ้นนิติภาวะแล้ว จะต้องช่วยเหลือตัวเองให้ได้ อันนี้เป็นความรู้อยู่ในสังคมอย่างนั้น

สรุปง่ายๆสั้นๆ พระพุทธเจ้าตรัสไว้เลยว่าคนที่อยู่เป็นโสดนี่เป็นบัณฑิตแท้ ไม่มีลูกเต้า นี่เป็นคนฉลาดที่สุด แม้แต่ว่ามีลูกแล้ว คุณก็ต้องรับผิดชอบลูกคุณจะทิ้งขว้างไม่ได้คุณต้องรับผิดชอบนั่นก็เป็นคนมีทุกข์มีภาระแน่นอน ท่านจึงสอนให้เป็นระดับ

มีลูกแล้วไม่รับผิดชอบก็จะบาปซ้อนเข้าไปอีก ต้องดูแลช่วยเหลือเขา ยิ่งเด็กๆเกิดมาหากว่าเอาไปทิ้งถังผงเลยก็บาปเป็นอันมาก เลี้ยงดูเขามาให้พึ่งตัวเองรอดพ้นนิติภาวะก็ยังพออาศัย บาปก็จะน้อยลง ขอยกไว้ในฐานะที่เข้าใจไว้แค่นี้ก่อน

หากว่าจะหนีลูกมาอยู่วัดก็ต้องดูว่าเหมาะสมแล้ว เช่นมีคนรองรับ คุณเป็นผู้หญิงเข้ามาให้พ่อเขารับผิดชอบ หรือว่ามีคนอื่นรับผิดชอบ เห็นแก่ว่าคุณจะมาเจริญทางธรรมนี้ดีกว่าทางนั้นเขาก็จะรับภาระก็เป็นกุศลวิบากของคุณ ถ้าคุณไม่มีใครรับ คุณต้องรับผิดชอบ เลี้ยงดูจนกว่าเขาจะพ้นนิติภาวะ หรือแม้ว่าจะพ้นนิติภาวะแล้วก็ยังลำบากก็สุดวิสัยที่จะแนะนำอย่างไร เพราะฉะนั้นจะให้ดีอย่าไปมีลูก เป็นโสดดีกว่า อาตมาไม่ได้พูดเองพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่าคนตั้งตนเป็นคนโสดท่านเรียกว่าบัณฑิต อย่าว่าแต่ไม่มีคู่มีเมถุน เป็นผู้จะต้องได้รับความเศร้าหมองเพราะว่าแม้ไม่มีลูกคุณก็เป็นคู่เมถุนคุณก็จะต้องทะเลาะกันหึงหวงกันแย่งชิงกัน มันจะทำให้โศกเศร้า สารพัด เพราะฉะนั้นล้างกิเลสอย่าไปมีเมถุนแล้วก็อย่าไปมีลูก อยู่กันอย่างเป็นโสดสบาย หมดกิเลสกาม สบม ทมด ปกต หห ปกต มช ยลล

_จะวางใจอย่างไรเมื่อเราต้องเจ็บป่วยจนช่วยเหลืองานส่วนกลางไม่ได้เต็มที่

พ่อครูว่า…คนที่เจ็บป่วยจริงๆแล้วเขาก็ไม่ติดใจถือสาหรอก คุณมีความเกรงใจเต็มที่แล้วเขาไม่ติดใจถือสาอะไรมากหรอก มาอยู่เถอะแล้วคุณจะรู้ว่าในสังคมที่มีความจริงใจมีคุณธรรมทางจิตวิญญาณ คุณจะอยู่อย่างสบายใจ แม้จะเกรงใจก็เป็นคุณธรรมของคุณ แต่มันสุดวิสัยคุณก็ต้องยอมรับไม่มีปัญหานี่ เรารู้กันเข้าใจกัน เขาจะช่วยกันเท่าที่ได้จริง นอกจากคุณเป็นคนที่เขาไม่อยากช่วยเป็นหมาหัวเน่าอยู่ในสังคมนี้ คุณก็มีวิบากของคุณเองเขาจะปล่อยให้ทุกข์ทรมานอยู่ในนี้ ก็เป็นวิบากของคุณจริงๆแต่ถ้าคุณเป็นคนดีไม่ต้องห่วงหรอก

_พ่อครู จำลูกๆทุกคนได้ไหม พ่อครูมีหลักในการจำลูกได้อย่างไร

พ่อครูว่า…ไม่ได้ จำไม่ได้หมด มีพันเป็นเอนก ทุกวันนี้เอาความจำมาจำธรรมะ แล้วก็จะมีธรรมะที่ละเอียดที่จะต้องเอาพลังงานแคลอรี่ของตัวเองไปปรุง ไปทบทวน และะนึกเอาธรรมะที่ลึกๆละเอียดลออ เอามาอธิบายอีก เพราะฉะนั้นก็เลยขออภัยที่จำใครไม่ค่อยได้ต้องขออภัยทุกคน

(พ่อครูไอ ตัดออกด้วย)

_น้ำดิน…ต่อจากเมื่อกี้ที่บอกว่า มาอยู่วัดแล้วป่วย ตอนนี้ที่บ้านอารมณ์ดี มีคนป่วย 7 คนแล้วเป็นสาวโสด 5 คน ไม่มีครอบครัว เราก็ดูแลกันในสถานะว่าเป็นลูกของพ่อท่าน พ่อท่านสอนว่าให้พึ่งเกิดแก่เจ็บตายกันได้ ตอนนี้มารวมกันได้ 7 ชีวิต เราก็ดูแลกัน ตามนโยบาย

ตอนนี้ก็จะมีกิจการขยายพื้นที่ เพราะว่ามันหนาแน่น ก็ต้องขอบคุณท่านประธานและคณะกรรมการที่ทำให้ดิฉันทำงานสะดวกขึ้น ครอบครัวเขาก็ไม่มีลูกหลาน หรือบางคนก็มีลูกหลานแต่สามีตายเรียบอย่างเช่นคุณยายทองอยู่ ก็เป็นอะไรที่ไม่ไปอยู่ไหนฉันจะอยู่กับน้ำดินนี่แหละ ทำให้เข้าใจว่าชีวิตของคนในวัดนี้ที่ไม่กลับไปอยู่บ้านแล้ว อยู่ในวัดอย่างน้อยก็มีคนพาไปโรงพยาบาล เจ็บป่วยเราก็ดูแลมีคนนอนเฝ้า ครบวงจรในระบบที่ปฐมอโศก ก็สบายใจ (พ่อครูว่า…โฆษณามากเดี๋ยวคนมาเยอะนะ) เราจะดูแลก็ต้องเป็นบรรพชนกันพอสมควรเห็นหน้าเห็นตากัน

อีกเรื่องนึงอยากให้พ่อครูโปรด การอยู่ร่วมกันก็จะมีปัญหาทั้งผู้ป่วยก็ตาม เขาก็มีแรงเดินเหินอยู่ได้บ้าง บางคนก็นอนติดเตียง มีหลายแบบ มีความขัดแย้งอันพอเหมาะบางทีเปิดประตูก็ไม่ปิดประตู บางทีก็ไม่ปิดไฟฉันจะนอนแล้ว ก็มีปัญหาที่ทำให้ต้องไกล่เกลี่ย ก็รู้สึกสนุกเป็นบททดสอบให้เรา มีคุณยายคนหนึ่งบอกว่ามาอยู่ที่นี่จะได้เป็นโจทย์ให้เธอ ดิฉันก็บอกว่าโจทย์เยอะแล้วงานเยอะเลย ก็ไม่ต้องเป็นมากหรอก แค่ดูแลตัวเองไม่ต้องกล่าวว่าใครหรอก เป็นคนป่วยก็มีโรคสารพัดโรคอยู่แล้ว อยากให้พ่อครูเทศน์โปรดว่า การอยู่ร่วมกันต้องทำใจอย่างไร

พ่อครูว่า…ก็เป็นโดยปริยายอยู่แล้วแน่นอนความเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ส่วนตัวมันก็มีมากมีน้อยก็แล้วแต่คน ก็ให้รู้ว่าเราเองต้องเป็นภาระต้องเห็นแก่คนที่ช่วยดูแลกันบ้าง แต่ก็ไม่ต้องเกรงใจจนเกินไป ซับซ้อน ไม่ให้ช่วยเลยคุณก็จะยิ่งต้องหนักทำให้ผู้ดูแลดูแลยากเข้าไปอีก มันจะเป็นอย่างนั้นต้องพยายามเอาแต่พอดี อย่าเกรงใจแล้วเราจะช่วยตัวเองได้เท่านี้มันมากกว่านี้ไม่ได้มันจะเสื่อมโทรม หนักไป เจ็บป่วยก็จะมากไปกำลังวังชาจะลดลงไปมันจะทรมานเพิ่มมากขึ้น ก็ต้องใช้ปฏิภาณความรู้มีไหวพริบพวกนี้ เรียนรู้เอา นี่เป็นการศึกษาที่เป็นเรื่องจริงการศึกษาด้วยพฤติกรรมจริงของมนุษย์ในสังคม ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ใหญ่มากเป็นโรงเรียนใหญ่ที่สุดยอด อย่างที่ทำมาอธิบายไปบ้าง ทุกคนก็จะเข้าใจกัน จะรู้มากหรือน้อยเท่าไหร่เราก็เข้าใจผิดทางความหมายแล้วเราก็เอาไปปฏิบัติ คนที่รู้ได้มากลึกซึ้งก็ปฏิบัติได้ดีคนรู้ไม่มากก็ปฏิบัติยังไม่ได้ หรือบางคนเข้าใจผิดปฏิบัติผิด ก็เป็นได้อาตมาพยายามจะทำให้เข้าใจได้ถูกที่สุดเท่าที่อาตมาจะเก่ง

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน อย่าเลี้ยงสัตว์เลยมันเป็นวิบาก

_ที่ชุมชนปฐมอโศกมีคนเลี้ยงแมวด้วยความรักความผูกพันหลายที่ เช่นบ้านอารมณ์ดี หลายบ้านในชุมชน จะซื้ออาหารเม็ดที่มีส่วนผสมของเนื้อสัตว์มาเลี้ยง คนที่ไม่นิยมเลี้ยงแมวก็ถูกบ่นว่าสกปรกเหม็นขี้แมวทำไมไม่เชื่อพ่อครูที่ไม่ให้เลี้ยงสัตว์ ที่เขาถือสามารถคือมี สิกขมาตุบางท่านเลี้ยงที่กุฏิ (พ่อครูว่า..สิกขมาตุรูปไหนดูกันให้ดีๆ) แล้วก็ให้โยมไปซื้ออาหารเม็ดให้อีก ญาติโยมก็พูดถึงกันอย่างไม่เคารพเท่าไหร่

พ่อครูว่า…การเลี้ยงสัตว์ อาตมาพูดย้ำซ้ำซาก ฟังดูเพลินเหมือนคนใจดำ อย่าไปเอาสัตว์มาเลี้ยง ที่นี้คนเลี้ยงสัตว์นี้เขาบอกว่าเขาเอ็นดูสัตว์เขาเลี้ยงสัตว์เขาประคบประหงมมันดูแลมันนะหาอาหารให้มันกิน ดีไม่ดีก็อาบน้ำอาบท่าเช็ดตัวเอาน้ำหอมให้มัน ดีไม่ดีซื้อสร้อยคอให้มันใส่เพชรใส่พลอยให้มันด้วยปานนั้นเลยคนเรา ซึ่งมันเกินไป มันเว่อร์มาก อาตมาบอกแล้วว่า สัตว์ทุกตัวเลย ตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียวจนถึงเป็นมนุษย์ เขาก็ต่างมีวิบากของเขาแต่ละคน แต่ละสัตว์แต่ละตัว สัตว์เดรัจฉานไม่ต้องไปพูดเลยมันมีวิบากร่วมกันตั้งแต่น้อยถึงมาก เยอะอยู่แล้ว มันก็จะเป็นไปตามธรรม เรามาสร้างวิบากกุศลด้วยกันกับมนุษย์ด้วยกันนี่ก็เหลือ โจทย์มากพอแล้ว ทำกับมนุษย์ด้วยกัน สัตว์นั้นปล่อยไปตามยถากรรมอย่าไปเอาเขามาเลี้ยง ปล่อยเขาเป็นไปแม้แต่งูจะกินเขียด คุณก็จะต้องดึงเขียดออกจากปากงู ..จะบ้าหรือ มันเป็นอาหารของเขามันเป็นวิบากของเขา เขาก็ต้องเป็นไปตามวิบากตามกรรมของเขา ดีไม่ดีงูมันก็จะกัดคุณกินคุณแทนเขียดเลย ไม่เข้าเรื่อง ไม่ถูกต้องอย่างนี้เป็นต้น ไม่ใช่ใจดำแต่มันเป็นธรรมดาธรรมชาติของกรรมวิบาก

สรุปสั้นๆก็คือสัตว์ทุกตัวปล่อยไปตามยถากรรม เฉพาะคนเท่านั้นที่เกี่ยวข้องกับเรามาเป็นวิบากร่วมกันมีอยู่ตั้งเยอะแยะ คุณจัดสรรวิบากนี้ให้ดีก็แล้วกัน เป็นการที่จะไม่สร้างวิบากที่เป็นโทษภัยแก่กันและกัน ถ้าจะมีวิบากแก่กันและกันก็ให้เป็นวิบากที่เป็นกุศลวิบากที่ดีที่จะเกื้อกูลช่วยเหลือกันไป ไม่ใช่ไปทำร้ายทำลายซ้ำเติมกันอีกในอนาคต ฆ่ากันไปฆ่ากันมาทำร้ายกันไปทำร้ายกันมา แก้แค้นกันไปแก้แค้นกันมา หนังจีนนี้ใช้ไม่ได้เลยจะตายอยู่แล้วบอกให้ลูกไปแก้แค้นแทนพ่ออีก หนังจีนที่ทำนี้อาตมาว่าทำให้มันฝังรูป ฝังรอยอาฆาตพยาบาทกันไปอีกไม่รู้จบมันเป็นเรื่องที่ผิด ต้องทำการอโหสิให้อภัยต้องเลิกทำการพยาบาทแก้แค้น ไม่ต้องถือสาคนที่จะมาพยาบาทแก้แค้นมันเป็นโทษภัยของเขา เราบอกเขาไม่ได้เราช่วยเขาไม่ได้เขาเป็นก็เรื่องของเขา แต่เราเองให้เลิกเลย อย่าไปมีการจองเวรจองกรรมอโหสิให้หมดเลย อย่าไปเสียดาย แม้แต่ที่สุดเขาจะทำร้ายเราจนถึงตาย ก็จงอโหสิ ไม่เป็นไรหรอกถ้าเรายังจะเกิดมาอีก หรือแม้แต่เป็นพระอรหันต์แล้ว คนทำร้ายพระอรหันต์ตาย มีบาปมาก แต่พระอรหันต์ท่านจะไม่พยาบาท แต่ว่าวิบากมันจะมากเลยสำหรับคนที่เขาไม่พยาบาท เพราะฉะนั้นอย่าไปทำร้ายยิ่งคนที่เขาอโหสิไม่ทำร้ายตอบ นี่เป็นคุณธรรมที่ซับซ้อนศึกษาให้ดีๆ

พลังงานของปาฏิหาริย์สำหรับคนที่มีคุณธรรมสูงส่ง จะมีปาฏิหาริย์ที่เหมือนเราเอาความสงบไปสยบความรุนแรง มันเป็นเรื่องของจิตวิญญาณมนุษย์เราไปทำมาแล้ว เราเอาความสงบไปสยบความรุนแรงจนกระทั่งความรุนแรงนั้นเขาละเมิดมาจนกระทั่งทำให้คนตายไปบ้าง แต่ก็ไม่มากมีน้อย ถ้าเป็นที่อื่นตายมากแล้ว มันก็ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบทั้งหมดของคนไทยที่มีคุณธรรมดีโดยค่าเฉลี่ยแล้วมันจึงเป็นได้ ประเทศที่มีภูมิธรรมไม่สูง มันจะฆ่ากันและกันซับซ้อนมันจะไม่เหมือนประเทศไทย เพราะฉะนั้นลอกเลียนแบบยาก แต่ละประเทศก็ต้องเอาอย่าง ต้องมาลอกเลียนต้องมาประพฤติให้ได้แม้เขาจะทำไม่ได้เขาก็ต้องฝึกฝนตนเองในประเทศนั้น เข้ามาหาอย่างนี้ ถ้าเขารู้แล้วว่าคุณจะทำแบบนี้สูงส่งแล้วมันจะมีมาแบบนี้เรื่อยๆ เพราะฉะนั้นชาวอโศกเป็นตัวอย่างหลักที่เป็นโลกุตระธรรม ให้แก่มวลมนุษยชาติ

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน กำจัดสัตว์อบายในตนได้อย่างไร

_ถ้าคนเราถูกสัตว์อบายครอบงำ เราควรจะทำอย่างไรเพื่อให้มันออกจากตัวเรา

พ่อครูว่า..สัตว์อบาย เป็นสัตว์ชั้นต่ำ คำว่าสัตว์ คำนี้เป็นคำที่แทนจิตวิญญาณตัวเราเองที่มันตกอยู่ในฐานะความเป็นสัตว์โง่เป็นสัตว์นรก เป็นผีเป็นมาร เรียกโดยพยัญชนะภาษาอาการของพฤติกรรมของจิตวิญญาณแบบนั้น เรียกว่าสัตว์ ที่จริงคนก็เรียกว่าสัตว์มนุษย์ก็เป็นสัตว์เป็นสัตว์ใจสูง แต่สัตว์นี่เป็นสัตว์เดรัจฉานสัตว์นรกสัตว์ชั้นต่ำ อบายคือนรกชั้นต่ำ ครอบงำ เราก็ต้องเรียนรู้อาการของความสบายที่เราไปติดยึด เช่น ความขี้เกียจเป็นความสบาย เอาแต่นอนเป็นความสบาย เอาแต่เที่ยวเป็นความสบาย เอาแต่เริงรมย์อยู่กับหนังละคร เต้นรำทำอะไรก็สบาย สิ่งเหล่านั้นเป็นอบายมุข เป็นหัวหน้านรกเราก็ต้องรู้ความหมายของสัจธรรมสภาวธรรมจริงๆเหล่านั้น เราก็เลิกแล้วหยุด เราถูกครอบงำเราก็ต้องหยุดมัน เลิกจากมันห่างจากมัน โดยการบังคับตัวเองก่อนเป็น วิกขัมภนปหาน แล้วทำความเข้าใจด้วยปัญญาว่าชัดเจนไหมว่ามันเป็นของเธอ ถ้าเราเป็นอย่างนั้นก็เป็นสัตว์นรกเป็นสบาย แล้วเธอจะเป็นอย่างนั้นเราหวังอะไรปรารถนาอะไรเรามาปฏิบัติธรรมเพื่ออะไร ถ้าเราต้องการเพื่อความเจริญเพื่อสิ่งที่สูงขึ้นแก่ชีวิต เราก็จะไปประพฤติอย่างนั้นมันก็ติดและจมอยู่อย่างนั้นไปคลุกคลีเกี่ยวข้องอยู่อย่างนั้น มันก็ชินชาเกิดวิบากอยู่กับหมู่นั้นก็ดึงเราอยู่อย่างนั้นแหละ นรกมันก็ดึงไปสู่นรกอยู่อย่างนั้นแหละ ก็ต้องชัดเจนด้วยความรู้ความเฉลียวฉลาดว่ามันไม่ดีแล้วเราไม่เอาแล้วอย่างนี้ นี้ดีกว่าเลิกดีกว่าห่างดีกว่า มันจะเกิดความฉลาดความเข้าใจ

แม้เรารู้ว่ามันไม่ดีแต่เราเลิกไม่ได้ก็ต้องฝืน ต้องข่มใจพยายาม แต่ปัญญามันจะสลายมันจะเป็นความเข้าใจที่ถูกต้องจริงๆว่ามันไม่ดีก็อย่าไปเอาสิ มันจะมีฤทธิ์แรงมากกว่าการบังคับ ปัญญาถ้ามันเข้าลึกถึงขั้นจริงๆมันจะทำลายความไม่ดีพวกนี้ได้เอง ปัญญาจะมีน้ำหนักมีฤทธิ์มีอำนาจมากกว่า ก็ต้องฝึกฝนไป พัฒนาไป แล้วมันจะเจริญจริงตามที่ได้ผล

_หนูรู้สึกยินดีพอใจที่พ่อครูเมตตามาเยี่ยมและนำธรรมะมาให้ลูกที่บวรปฐมอโศกวันนี้มากค่ะ หนูตั้งใจทุกครั้งว่าที่พ่อครูมาหนูต้องมาต้อนรับทุกครั้งถึงแม้จะมีงานอยู่ก็ต้องวางไว้ก่อน หลังจากนั้นค่อยมาทำต่อก็ได้ แล้วทุกครั้งที่หนูมาต้อนรับพ่อครูก็มีชาวบวรปฐมอโศกมาต้อนรับไม่มาก หนูคิดว่าถ้าทุกท่านให้ความสำคัญในเรื่องนี้ ก็น่าจะดีค่ะ

พ่อครูว่า…เอาเถอะไม่ต้องอะไรมากมายหรอกนะแต่มาเข้าใจพวกเราติดงานทำงานกันอยู่ เดี๋ยวก็ค่อยมาในเวลาสำคัญ เช่น มาฟังธรรมเป็นต้น หรืออาตมาจะมาให้ทำในสิ่งสำคัญที่จะต้องให้รวมกันทำเป็นสิ่งสำคัญ อย่างนั้นสิ แต่ถ้าไม่ถึงอย่างนั้นทีเดียว ติดงานอยู่ ก็อยู่ทำงานเถอะ ไม่ต้องมารวมกันมากๆ จริง ความคิดที่คุณมีกุศลเจตนาอย่างนั้นมันเป็นธรรมดาธรรมชาติของโลกก็ดีอยู่ แต่ถ้าหากจะเสียงานเสียงานเปล่าๆ อาตมาเข้าใจดีไม่เป็นไร

_ในการปฏิบัติ เมื่อมีการกระทบผัสสะ ในขณะปัจจุบันแล้วเกิดการ อยาก ก็จับอาการนั้นได้ ก็รู้อาการนั้นเป็นตัณหา และทำความเข้าใจในความเป็นจริงว่าเป็นทุกข์และมันไม่จริง อาการนั้นจึงค่อยๆหายไปและมันดับ ถามพ่อครูว่า…ในการปฏิบัติเช่นนี้เป็นอย่างไรคะ

พ่อครูว่า…ปฏิบัติอย่างนั้นดีแล้ว เข้าใจแล้วจะเพิ่มปัญญาทำให้หลุดด้วย ปัญญา

_เมื่อกระทบแล้วเรามีเวทนา 2 ก็ทำให้เหลือเวทนา 1 ทำให้ไม่สุขไม่ทุกข์เป็นกลางเป็นอุเบกขา ได้แล้ว แล้วจากเวทนา 1 ทำให้เป็น 0 ทำอย่างไรคะ

พ่อครูว่า…เราได้ 1 แล้วอาศัยความไม่ทุกข์ไม่สุข ความไม่ทุกข์ไม่สุขนี่ก็เจริญมากแล้วคนเรา ทำความไม่ทุกข์ไม่สุขเป็นอุเบกขาเป็นฐานอาศัย ชีวิตของพระอรหันต์ทุกองค์อาศัยฐานของอุเบกขา กับเมตตา พระอรหันต์จะมีฐานอุเบกขากับเมตตา จะมีอีกอันคือสุญญตวิหาร

เมตตากับอุเบกขา อุเบกขา ทำเป็นกลาง รับรู้รับสัมผัสอยู่ อุเบกขาอธิบายให้สูงขึ้นไปคือสามารถทำจิตของเราให้เป็นกลางไม่ทุกข์ไม่สุข แล้วก็รับรู้เฉยๆ ถ้าจะปรุงแต่งด้วย คิดตามด้วยคิดหาวิธีแก้ไขช่วยด้วย มันก็ไม่ใช่จิตว่างทีเดียว มันก็ไม่สูญทีเดียวเราก็ต้องรู้ความจริง ถ้าเราฟังคนอื่นพูดหรือมีเหตุการณ์ที่เราได้สัมผัสแล้ว เราก็ทำจิตเฉยเฉยไม่รู้เรื่องไม่คิดไม่ปรุงไม่ทำอะไรเลย จิตเราก็จะไปหา 0 มันก็จะแข็งกระด้างก็จะขัดแย้งกับความเป็นจริง ถ้าเราสัมผัสกับสิ่งเหล่านี้อยู่ต่อหน้าเราหลัดๆ เราก็ใจดำจะไม่คิดตามไม่ตรองตาม แต่ช่วยเราก็จะช่วย เราก็จะมีปฏิภาณรู้ก็จะอนุโลมตาม ว่า อยากไปอยู่ในสุญญตวิหาร เลยมาอยู่กับเมตตาวิหาร ฟังเขา เขาทุกข์อย่างนี้ ก็อยากให้เขาพ้นทุกข์ จะให้เป็นสุขกว่านี้ก็จะเข้าใจเมตตา เข้าใจแล้วก็ช่วยเขา

เมตตาคือรู้ว่าเขามีทุกข์ต้องการให้เขาพ้นทุกข์ รู้ว่าเขาจะต้องมีความสุขอย่างนี้อย่างนี้เขาควรจะได้สุขอย่างนี้ นั่นเรียกว่าเมตตา กรุณาก็คือการลงมือช่วย ไม่ใช่มีแต่จิตต้องการให้เขาพ้นทุกข์ต้องการให้เขาเป็นสุขแล้วก็เฉยไม่ต้องไปช่วยอะไร อันนั้นก็มีแต่แค่เมตตา ถ้าหากลงมือช่วยก็เป็นกรุณา ช่วยสำเร็จเขาได้บรรลุเสร็จเรียบร้อย มุทิตา ก็ยินดีด้วย ที่คุณพ้นทุกข์แล้ว ที่คุณเป็นสุขแล้ว แล้วก็อุเบกขาจบแล้วปล่อยวางแล้วจบกิจก็เป็นอุเบกขา นี่คือพรหมวิหาร 4 ที่เราจะต้องเรียนรู้ให้ถูกต้องตามความหมายที่กล่าวนี้ แล้วจะเกิดผลครบทั้ง 4 นัย สมบูรณ์แบบ

เราสามารถหยุดในขณะที่เป็นอุเบกขาก็ถือว่าเป็น 0 โดยปริยาย

เพราะฉะนั้นคำว่าสูญนี้เราจะเรียนรู้ไปถึงขั้นจิตวิญญาณนี้ มันจะตกผลึกลงไปเรียกว่าธาตุ จะเป็นธาตุในระดับที่มันไม่เป็นอะไรเลย มันกลายเป็นทาสที่จะสลายตัวเองไป แล้วไม่มีพลังงานอะไรที่มีชีวเข้าไปควบคุม เป็นพลังงานในตัวมันเองเราเรียกว่าเป็นอุตุนิยาม

พอเป็นพีชธาตุ ก็จะควบคุมได้บ้างแต่ไม่ไปเบียดเบียนใคร ควบคุมพลังงานนั้นให้เป็นประโยชน์แต่แก่ตัวเอง พระอรหันต์จึงใช้ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เป็นประโยชน์เพื่อตัวเองพอเหมาะพอควรแล้วทำประโยชน์ต่อผู้อื่น ให้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์คุณค่าต่อผู้อื่น พระอรหันต์จึงมีธาตุ พีชธาตุ ไม่ทำโทษภัยต่อผู้อื่นมีแต่ประโยชน์ต่อผู้อื่น มันไม่ทำโทษภัยแก่สัตว์อื่นใดเลยมีแต่ให้ประโยชน์แก่สัตว์ใดๆนั่นแหละคือพืช ส่วนจิตวิญญาณนั้นยังมีความเห็นแก่ตัวเปลี่ยนผู้อื่นจึงมาสร้างพลังงานใหม่ มาล้างพลังงานที่เป็นโทษแก่ผู้อื่นให้หมด พระอรหันต์คือผู้ที่หมดโทษภัยต่อผู้อื่นแล้วเหมือนพืช นอกนั้นก็สร้างพลังงานเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นให้ได้มากกว่าพืช เพราะว่าพืชจะมีความสามารถช่วยคนอื่นได้ประมาณหนึ่ง แต่คนจะมีความรู้ความสามารถมากกว่าพืชอีกเยอะก็จะทำประโยชน์ให้แก่มนุษย์ได้มากกว่าพืชอีกเยอะแยะเลย นี่คือการสร้างพลังงานจิตให้เป็นไปได้ตามความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์นี้ทำความรู้ความจริงได้อย่างนี้จริง พูดออกมาไม่ได้เดา อาตมาทำได้อย่างนี้ตลอดเวลาแล้วเราก็จะชำนาญจะมีความสามารถ ก็จะยิ่งรอบรู้ยิ่งสามารถมากยิ่งขึ้นที่จะช่วยคนอื่นเหตุการณ์อื่นได้มากขึ้น

แต่ผู้ที่สามารถรู้จักพลังงาน อุตุ จิตประกอบด้วยอุตุ พืช จิตนิยาม แล้วประกอบกรรมเก็บไว้เป็นธรรมะ จัดการได้ทั้ง 5 นิยาม

พอเวลาเรายังไม่ตายทิ้งขันธ์ ยังไม่ตายเป็นที่สุด เป็นการปรินิพพานเป็นปริโยสานก็จะเกิดอีก พลังงานของเราก็จะมารวมตัวอีกเป็นดินน้ำไฟลม มารวมตัวทั้ง 5 นิยามแล้วจะทำอะไรต่อเจริญขึ้นไป แต่ถ้าเราจะตายทิ้งขันธ์เลย ตายอย่างหยุดเกิดเลยดับความเกิดไม่ต่อภพภูมิอีกเลย เรียกว่าตายสุดท้าย เรียกว่าเป็นปริโยสาน ตายอย่างปรินิพพาน ตายรอบตายขั้นสุดท้ายเราจะไม่เกิดอีกเช่นพระพุทธเจ้าทุกพระองค์มีปรินิพพานเป็นปริโยสาน ท่านเป็นพระพุทธเจ้าแล้วสมัยเดียวท่านก็เลิก หรือพระอรหันต์แต่ละองค์ที่เจตนาจะตายอย่างปรินิพพานเป็นปริโยสานซึ่งทำได้แล้ว การทำได้แล้วก็คือทำจิตให้หยุดยึดมั่นถือมั่น ใช้เป็นสำนวนภาษาว่า ยึดมั่นถือมั่น หยุด พลังงานดูดที่จะจับเป็นตัวเองเลย วางปล่อยไม่ให้มันดูดผลัก ไม่ให้มารวมตัวกันให้มันวางปล่อยกันไป นั่นเรียกว่าพลังงานของจิตที่เราทำได้ เพราะฉะนั้นเมื่อทำได้ชำนาญเมื่อทำได้จนกระทั่งถึงขั้นให้เป็นพลังงาน ถ้าหากเราไม่ควบคุมให้รวมกันอยู่มันก็จะแจกตัวเองไปเป็นอุตุธาตุ ดินน้ำไฟลม พระอรหันต์จะฝึกฝนตนเองจนสามารถทำให้จิตใจแยกสลายเป็นอุตุธาตุ ดินน้ำไฟลมกระจายไปเลยไม่รวมติดกันอีก สลายกันไปเหมือนพลังงานแม่เหล็กที่ดูดกันไว้ เรียกว่า nuclear fusion มันจะดูดเอามวลของตัวเองเอาไว้ สลายแรงดูดของพลังงานที่ยึดมั่นถือมั่นได้ สลายพลังงานนี้ได้จริง ไม่ใช่แค่พูดปากเปล่า แต่เป็นคนทำได้จริง พระอรหันต์ทุกองค์ฝึกฝนจริงทำได้จริงจะรู้สภาวะธรรมนี้จริง เมื่อตายปรินิพพานเป็นปริโยสานสุดท้ายพลังงานก็จะหมดพลังงานดูดหรือพลังงานแม่เหล็กพลังงาน nuclear fusion ก็จะกระจายธาตุเป็นดินน้ำไฟลม ที่ไม่ดูดกันในส่วนที่จะเหลือเศษจะดูดกันอยู่นิดหน่อยก็จะเหลือน้อยจนกระทั่งไม่มี ก็จะแตกเป็นธาตุดินน้ำไฟลมเลย

นี่คือการสลายธาตุ

ธรรมะพระพุทธเจ้านี้ลึกซึ้งรู้จักธรรมนิยาม 5 อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม

อาตมาพูดได้เพราะว่ามีสภาวะจริงเอามาอธิบายไม่มีในตำราเล่มไหนหรอกหาไม่ได้หรอก คุณไปค้นหาตำราเล่มไหนก็ไม่มี อาตมาพยายามอธิบายเขียนอธิบายไป คนเอาไปเรียบเรียงด้วยอาตมาพูดเองด้วยก็เป็นเนื้อหาสำคัญตามนี้ทั้งนั้นแหละ มันเป็นวิทยาศาสตร์ทางจิตวิญญาณที่เป็นจริง ซึ่งคนยังเข้าใจได้ยาก แต่อาตมามีจริงเอาความจริงมาพูด ขอยืนยันว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องอวดดีอวดรู้ แต่เป็นเรื่องของจริงที่มีจริงเอามาวิจัยวิจารณ์เอามาแยกวิเคราะห์วิจัย ใช้ภาษาเรียกสภาวะอธิบายสู่คนฟัง ผู้ที่ตั้งใจฟังด้วยดีจะมีปัญญาเข้าใจ ว่าอ๋อ มันไม่ใช่เรื่องเล่น

มาอวดดีว่ารู้ แต่คนไม่มีภูมิก็พูดไม่ได้หรอก จ้างก็พูดไม่ได้ ถ้าคุณไม่มีของจริง เลียนแบบไม่ได้ลอกเลียนไม่ได้ คุณพูดไปก็จะผิดเอาด้วยมันจะสับสนวุ่นวายไม่เข้าท่า ถ้าอาตมาฟังดูว่ามั่วก็จะรู้ หากอาตมาอธิบายและมีคนรู้ยิ่งกว่าอาตมาก็จะจับได้ว่าอาตมาพูดไม่ถูกแต่ถ้าพูดถูกเขาก็จะรู้ว่าถูก

ผู้ที่เข้าใจอุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม ก็จะทำการมนสิการทำใจในใจของเราให้มันไม่ยึดมั่นถือมั่นแตกสลายปล่อยให้เป็นอุตุธาตุได้ทำได้จริงๆ แต่ตอนนี้เรายังไม่ปล่อยยังไม่ถึงเวลาจะปล่อย ปล่อยอย่างเป็นปริโยสานสุดท้าย คุณจะรู้เองเมื่อทำได้เป็นของจริงเป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติ ไม่ใช่เอาของคนอื่นมารู้มันจะรู้ของตัวเองเลย แม้มันจะผิดบ้างถูกบ้างไม่สมบูรณ์แบบ จนกระทั่งมันถูกจนสมบูรณ์แบบมันก็จะเป็นความรู้ของคุณเอง จะต้องเรียนรู้จากสัตบุรุษ จากผู้ที่รู้มาก่อนมันเป็นความลึกซึ้งที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้เลยว่าคุณรู้เองไม่ได้ มีพระพุทธเจ้าเป็นต้นตอทุกพระองค์ พระพุทธเจ้าองค์ใดก็ตามเป็นต้นตอและเอามาถ่ายทอด พระโพธิสัตว์ก็รู้ตามๆๆๆ ก็กลายเป็นต้นตอมีความเป็นต้นธาตุต้นธรรมไล่เลียงกับพระพุทธเจ้าไปเรื่อยๆ จึงเอามาประกาศให้คนสืบทอดไปเรื่อยๆนี่คือสัจจะอย่างนั้น

เพราะฉะนั้นจะทำเป็นแกล้งทำลอกเลียนปลอมแปลงได้ยาก ไม่ได้

สรุปอีกทีนึง คุณทำไปตามที่อาตมาพาทำแล้วมันจะมีสภาวะที่มันไม่มีตัวตนไม่มีรูปร่างไม่มีสีสันอะไร แล้วคุณจะทำให้มันเกิดสูญ ว่างจาก 1 เป็น 0 เพราะสลายเป็นอุตุธาตุได้มันจะรู้สภาวะในพยัญชนะที่บอกว่าปล่อยวางแยกธาตุ มันจะมีญาณ มุญจิตุกัมญตาญาณ​ ญาณ ปลดปล่อยไม่ยึดมั่นถือมั่น เปลื้องปล่อยไปไม่ให้ดูดกันไว้ แยกกันได้ไปได้เลย มันเป็นความจริงของจิตวิญญาณอย่างนั้น โดยภาษาวิชาการเป็น Technical terms ท่านเรียกว่า มุญจิตุกัมญตาญาณ​ เป็นญาณที่ทำการเปลื้องปล่อย ไม่ยึดมั่นถือมั่นได้ ภาษาเป็นอย่างนั้นแต่สภาวะจริงคุณต้องทำได้อย่างนี้ ยถาวาที ตถาการี คุณทำได้อย่างที่พูดนี้

อย่างจะบอกว่าอาตมาอวดอุตริมนุสธรรมอาตมาก็อวด บอกความจริงอันนี้โดยไม่มีสาเฐยจิต แต่พูดความจริงรับรองความจริงให้ฟัง

_การทำอาเสวนา กับ ภาวนา เกิดผล พหุลีกัมมัง ทำซ้ำทำบ่อยๆ แบบนี้จะทำให้เวทนา 1 เป็น 0 ได้ไหมคะ

พ่อครูว่า…ถ้าคุณรู้วิธีทำให้เกิด 0 คุณก็ทำแบบนี้เหมือนกัน อาเสวนาแปลว่าทำซ้ำทำบ่อย หากมันเป็นสัมมาทิฏฐิมันก็จะได้เรื่อยๆคุณต้องทำเรื่อยๆ การรักษาผลจะต้องทำด้วย อาเสวนาภาวนาพหุลีกัมมัง อนุรักขนาปธาน การรักษาผลต้องทำอย่างนี้ทำอย่างให้เกิดผลอย่างนี้ภาวนาอย่างนี้ ทำอย่างที่คุณทำได้อย่างนี้แหละทำซ้ำ แล้วให้พหุลีกัมมัง ทำให้มาก พหุลี คือมาก ทำอย่างถูกนี้แหละทำซ้ำทำมาก จนกระทั่งมันตกผลึกเป็นความแข็งแรง อเนญชา มั่นคง เป็นแก่นของตัวปัสสัทธิ เป็น Static ของคุณ เป็นฐานแกนตั้งเรียกว่า อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา เป็นความแข็งแรงของ static ความเสถียรของจิต

ส่วนอีกสามระดับทางปัญญา Dynamic ก็มี ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ ในสังกัปปะทั้ง 7 การปฏิบัติก็มีทั้งเชิงปัญญา 3 อย่าง และเชิงเจริญทางปัสสัทธิ สามอย่าง ส่วนสมถะเป็นการสงบด้วยการกดข่ม แต่ปัสสัทธิเป็นความสงบด้วยปัญญา ปหาน 5 ไม่ใช้คำว่าสมถะแต่ใช้คำว่าปัสสัทธิ ในปหาน 5​ในการทำการสลายกิเลส จะเกิดความสงบแบบปัสสัทธิ คุณก็จะรู้โดยปริยาย

_หลายคนบอกว่าคณะรัฐมนตรีของนายกประยุทธ์ 2/1 มีแต่ความวุ่นวายในการแต่งตั้ง ยิ่งเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำด้วยแล้วก็ยิ่งน่าห่วงว่า จะบริหารบ้านเมืองได้ไม่นาน กราบเรียนถามพ่อครูว่ามีความคิดเห็นอย่างไร

พ่อครูว่า…อาตมาไม่อยากจะพูดไปละเอียดพอ มันจะเกิดความประมาท แต่ก็ขอพูดว่าสงครามสังคมในเรื่องการเมือง กำลังเกิดเหตุการณ์จริง การเมืองประเทศไทยเป็นสงครามสังคมของการเมือง มันจะสังเคราะห์สังขารตัวมันเองไปตามธรรม ขอพูดเปรยๆไปว่า…

พูดให้ฟังว่า ถ้าพลเอกประยุทธ์ฟังหรือใครเอาไปบอกพลเอกประยุทธ์บ้าง ว่า อาตมามีความเห็นก็แสดงสิทธิมนุษยชน ตามฐานะที่เป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ก็ขอ Comment

ว่า ตั้งใจดีๆ อาตมามั่นใจในเจตนาของพลเอกประยุทธ์ มีเจตนาซื่อสัตย์บริสุทธิ์ทำเพื่อสร้างสรรค์เสียสละแก่ประเทศชาติ ให้ดีที่สุด ยากและเหน็ดเหนื่อยทั้งศึกในประเทศและกำลังประสานออกไปต่างประเทศมันเชื่อมโยงไปต่างประเทศ เป็นเรื่องไม่ง่ายเป็นเรื่องยาก แต่ผู้ที่กระเหี้ยนกระหือรือเห็นแก่ตัวเอง ไปบังคับเขาก็ไม่ได้เพราะเขาเห็นแก่ตัวเขาหน้ามืดตาบอดเขาก็ต้องทำ ซึ่งมันไปห้ามไม่ได้มันเป็นวิบากมาได้ขนาดนี้ ก็ขอแนะนำว่า

เรื่องที่เรารู้แล้วว่าพวกนี้ ไม่ใช่ดูถูกเขา แต่ประมาณให้ดีว่าพวกเขาพวกนี้ เป็นเสียงนกเสียงกา ไม่มีน้ำหนักอะไรก็ให้ชัดเจน แล้วก็ให้เขาเห่าไป เดี๋ยวก็หมดเสียงเอง แน่นอนเขาต้องดิ้นรนของเขา แต่อาตมามั่นใจว่าผู้ปรารถนาดีที่รวมตัวกันช่วยกันอยู่ในประเทศไทยขณะนี้มีมวลมากพอ พูดแล้วเหมือนจะให้ประมาทแต่อย่าประมาทนะที่พูดนี้  แต่พูดให้เข้าใจ เพราะฉะนั้นทำไปด้วยความบริสุทธิ์ใจตั้งใจจริงที่สุด 1 บริสุทธิ์ใจปรารถนาที่จะเสียสละสร้างสรรค์ทำอย่างสุดกำลังที่เราสามารถ มีผู้ช่วยทำ ทุกอย่างอาตมาเห็นแล้วว่ามีโครงสร้างไม่ได้ทำไปอย่างไม่มี roadmap ไม่มีโครงสร้างไม่มีการจัดการ แต่ว่ามีการจัดการที่ใช้ได้อยู่ให้ทำไปเถอะ

อาตมาว่าองค์รวมของพลังงานที่เราร่วมช่วยเหลือกันทำ เรียกพลังงานนี้ที่เรากำลังช่วยกันอยู่ในประเทศไทยขณะนี้ เราเรียกด้วยศัพท์ว่าคือพระสยามเทวาธิราช พลังงานพระสยามเทวาธิราช หรือจะเรียกด้วยศัพท์ทางเทวนิยมทางที่มีพระเจ้าว่า ช่วยตัวเองก่อนแล้วพระเจ้าจะช่วยทีหลัง พระเจ้าก็คือพระสยามเทวาธิราช คุณช่วยตัวเองไปเต็มที่เลยแล้วจะมีพลังงานพิเศษอย่างพระสยามเทวาธิราช  พลังงานพระเจ้ามาช่วยเรา อธิบายอย่างนี้คงพอจะเข้าใจขึ้น

เอาเต็มที่เจตนาดีของเรา  แล้วทำเต็มที่ของเรา เมื่อยก็พักไม่เมื่อยฟื้นขึ้นมามีกำลังวังชาก็พากเพียร เราไม่พักเราไม่เพียร อัปปัติฐัง อนายูหัง เท่านี้แหละสองแรงช่วยกันไม่พักก็เพียรหากเราพักพอก็ควรเพียร หากเมื่อยก็พัก แต่มันเมื่อยไม่ควรพัก บางทีมันเมื่อยพอได้แต่ฝืนจะเสียสังขารมันเป็นอารามตา กัมมารามตา เป็นความยินดีในการงานเกินขอบเขต สิ่งที่เรียกว่าความเสื่อมประการที่ ๑ ของภิกษุเรียกว่า กัมมารามตา ยินดีในการงานเกินเหตุแล้วคุณก็ยังยินดีในงานเลยขอบเขต ก็ทำให้เสื่อมได้ กัมมารามตาไม่ใช่อธิบายได้ง่ายนะ

ยินดีในงานเกินกว่าที่ควรก็เสื่อม แต่ทำเต็มที่แล้วตามที่ควรก็ใช้ได้รู้พักรู้เพียร อาตมารู้ตามพระพุทธเจ้าก็เลยเอามาพูดให้ฟัง ตั้งใจให้ดีๆอาตมาเอาใจช่วย ไม่ใช่แค่เอาใจช่วยแต่ทำและพูดด้วยแต่ไม่ได้ไปรับหน้าที่อย่างใกล้ชิด ก็ทำในส่วนที่เราทำได้

นิมนต์ดื่มน้ำ

_ใจกลั่น…ขอส่งกำลังใจ ดิฉันคนหนึ่งเป็นลูกศิษย์ของพ่อครูและชาวอโศกเห็นว่าลุงตู่ทำงานดี มีคอมเม้นหนึ่งของคุณกานต์เขาว่า ให้ลุงตู่ไปเรียนภาษาอังกฤษใหม่ อยากจะบอกว่าคนเราไม่ได้เก่งทุกเรื่อง เพราะมีคนอย่างพวกคุณทำให้คนไทยไม่กล้าพูดภาษาอังกฤษ ชอบดูถูกคนอื่น

พ่อครูว่า..ไม่ต้องอายเลยเราไม่รู้พูดไปก็ไม่ได้ความผิดๆถูกๆ เราก็พูดภาษาที่เราชัดเจนแล้วถนัด แล้วผู้ช่วยเขามี ทุกวันนี้เขาก็ไปแปลช่วยให้อย่างถูกต้องกว่า ถ้าเราพูดแล้วมันไม่ค่อยถูกต้องไม่ค่อยเข้าใจเราก็พูดเป็นภาษาไทยคนที่ช่วยแปลมันมีอยู่ ไม่ตกหล่นหรอก เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวลในเรื่องนี้ ส่วนใครจะมองอย่างเพ่งโทษว่า ไม่เก่งภาษาแล้วมาเป็นนายกอะไร ไม่ต้องห่วงหรอก อาตมาไม่ค่อยเก่งเลยภาษาอังกฤษก็บอกไปอย่างผิดบ้างถูกบ้างก็ไม่ว่าอะไร ใครจะว่าก็ว่าเถอะมันผิดก็ผิด คนก็จะช่วยเอง เขาก็ช่วยแก้ให้ ก็เราไม่ถูกต้องเขาก็ต้องท้วงต้องว่า เราถูกต้องก็ดีแล้ว เราใช้อันนั้นเพื่อประโยชน์ไม่ได้เพื่ออวดโอ่

อาตมาใช้ภาษาอังกฤษ ถ้าหากอาตมารู้ภาษาจีนภาษาญวนอาตมาก็จะพูดซ้ำเข้าไปอีก เพราะทำให้คนที่เขารู้ภาษานั้นที่เป็นmother tongue เป็นภาษาพ่อภาษาแม่เราก็จะรู้ได้อย่างลึกซึ้งยิ่งกว่า หากว่าอาตมารู้จะใส่เข้าไปเลย แต่รู้แค่นี้ก็เมื่อยแล้ว

_หมอกตะวัน…ยังมาช่วยงานวัดไม่ได้ ก็ขอรบกวน

เมื่อครู่ก็ได้ยินพ่อครูกล่าวถึงเรื่องการกล่าวชื่อสัตว์ แม้ว่าจะเว้นจากสัตว์ใหญ่แต่ก็ยังพูดถึงสัตว์เล็กอยู่จะมีวิบากอย่างไร

พ่อครูว่า..เป็น คนกล่าวก็เป็น ผู้ที่อนุโลมก็จะมีวิบากคงจะเห็นว่าเขาคงจะติดยึดมากก็คงต้องยอม มันก็เป็นวิบากส่วนของเรา แต่คนนั้นก็อนุโลม ไม่ได้ในสัตว์ที่ใหญ่ สัตว์น้อยก็มีโทษลดลงก็เป็นไปได้แต่วิบากนี้ใครทำก็ต้องเป็น มันผิดก็ต้องรับมันถูกก็ต้องรับ

_ในส่วนตัว ตั้งสัจจะว่าจะไม่ทานเนื้อสัตว์ตลอดชีวิต แต่ว่าก็ยังมีใจที่มัน ปฏิฆะ กับมดแมลง เราต้องทำกสิกรรม

พ่อครูว่า… ก็เอาที่ว่าต้องมีใจปรารถนาดี หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ เอาเถอะเพื่อสัตว์ทั้งหลายแหล่ขนาดนั้นขนาดนี้ก็ว่ากันไป อาตมาเองก็บางอย่างต้องยอมมีวิบาก มันมีประโยชน์มากที่เราจะต้องรับวิบากนั้นก็เสียสละ พูดแล้วเหมือนเท่เหมือนโก้แต่มันก็เป็นจริงอย่างนั้น โพธิสัตว์จะรู้อันนี้ดี

_ปะพัดชา … มีเพื่อนฝากถามว่า โรงเรียนสัมมาสิกขาเมื่อไหร่จะอนุญาตให้เด็กใช้โทรศัพท์มือถือ เราจะได้เพิ่มมวลของนักเรียนเพิ่มขึ้น

พ่อครูว่า…ตอบว่าไม่อนุญาตตลอดกาลเพราะว่ายิ่งไปข้างหน้ายิ่งบรรลัยเลยโทรศัพท์นี้ยิ่งไปข้างหน้ายิ่งบรรลัยหนักยิ่งมันจะมีอะไรต่ออะไรซับซ้อนในนั้นมากกว่านี้อีก รับรองคุณไม่ใช้โทรศัพท์นี้รับรองคุณเจริญเดินไปเถอะไม่ต้องใช้โทรศัพท์นี้คุณเจริญ รับรองไม่ตกต่ำหรอกแต่ถ้าใช้โทรศัพท์สิจะยุ่งทั้งผู้ดูแลปกครองเราก็ไม่เจริญด้วยมันจะยากพัฒนาหรือว่าจะทำให้เกิดความเจริญในการศึกษาไม่ดีเท่าที่ควร อย่ากลัวเลยน่า 1.ไม่ได้ให้ใช้เงิน อย่ากลัวว่าจบไปแล้วจะใช้เงินไม่เป็น 2. ไม่ให้ใช้โทรศัพท์ ไม่ต้องกลัวหรอกว่าจบไปแล้วจะใช้โทรศัพท์ไม่เป็น ไม่ต้องห่วงน่า เชื่อไหมอย่าดิ้นรนกิเลสมันเรียกร้อง อย่าไปยอมอนุโลมให้มัน ไม่ตกต่ำหรอกขอยืนยัน หลวงปู่ไม่ใช้โทรศัพท์ มีแต่เขาโทรมาหา แล้วปัจฉาเอามาให้พูดส่วนตัวเองไม่โทรเลยกดปุ่มปิดยังไม่เป็นเลย หลวงปู่นี้โง่ไหม เปิดไม่ต้องพูดเลยยิ่งไม่เป็นใหญ่ ก็ไม่เห็นเป็นไรเลย หลวงปู่ไม่เห็นกลัวว่าจะโง่ ไม่มีงานทำ งานก็มีเต็ม โง่ก็ไม่เห็นง้อเลยไม่ใช้โทรศัพท์กันตัวเองไว้ไม่อย่างนั้นงานเยอะเลย หลวงปู่จึงไม่ใช้โทรศัพท์เลย จำเป็นก็คนที่เขาจะติดต่อที่พอรู้จะติดต่อมาอย่างไรก็มีบ้างเท่านั้นเอง ก็ยังดีที่กันไว้ไม่เต็มที่ไม่อย่างนั้นเปิดมากเลยคนก็รู้เบอร์ด้วยก็ไม่ต้องทำมาหากินเลย ขณะนี้ยังทำงานไม่ทัน

_ปะพัดชา…มีญาติธรรมรุ่นเยาว์ฝากถามว่า เขารู้สึกว่ามวลญาติธรรมชาวอโศกเพิ่มไม่มาก หากเขามีโอกาสพบคนที่ถูกใจแล้วไปแต่งงานแล้วมีบุตรมาเพิ่มจำนวนให้ญาติธรรมชาวอโศก ระหว่างที่เขาแต่งงานเขาจะพยายามพาสมาชิกของเขามาพบกับธรรมะของหลวงปู่ หลวงปู่เห็นเป็นประการใดคะ

พ่อครูว่า..คุณไม่รู้หรอกว่าลูกที่จะเกิดเป็นลูกผีหรือลูกคน นึกหรือว่าจะพาเข้ามาง่ายนักหรือ มีลูก 1 คนทุกข์ไปอีกอย่างน้อย 22 ปี ดีไม่ดีลูกมันเอาตายอย่าไปเสี่ยงเลยการมีลูก และขอพูดอีกอันหนึ่ง มันเป็นเรื่องอจินไตย คนในโลกทุกวันนี้มากขึ้น ความเจริญมาทางโลกุตระกับความเจริญมาในทางโลกียะที่หยาบคาย ฟังดีๆนะ กับคนที่จะเดินมาทางโลกุตระ อะไรมันมากกว่ากัน ..โลกียะมากกว่า แล้วลูกที่มาเกิดมันจะเป็นโลกุตระมาเกิดเหรอ มันน่าเสี่ยงหรือ?

ล้างกิเลสให้ได้เถอะ อย่าไปทำเป็นอนุโลมตัวเองนั่นไปโอ๋กิเลส อวดดี พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ส่งเสริม บัณฑิตนั้น เป็นผู้ที่รู้ว่าตั้งตนเป็นคนโสดเป็นผู้ที่เป็นบัณฑิต ไม่ต้องไปยุ่งในเรื่องเมถุนเรื่องคู่เลยจะต้องไปมีลูกมีเต้าอะไรเลย ถ้าไม่อย่างนั้นก็ไม่เป็นบัณฑิตก็เป็นคนโง่

_เพลงที่1 ผู้แพ้ เพลงที่ 2 เก้าล้านหยดน้ำตา ดอน สอนระเบียบ เพลงไหนจะเศร้าโศกมากกว่ากันครับ

พ่อครูว่า..ไม่รู้ คุณอยากไปเศร้าโศกก็สร้างภพชาติเอาเอง เพลงผู้แพ้กับเพลงเก้าล้านหยดน้ำตา

เก้าล้านหยดน้ำตาไม่ใช่เพลงของอาตมา แต่เพลงผู้แพ้นี้ อาตมาว่ามันไม่เศร้าเท่ากับเก้าล้านหยดน้ำตาหรอก เพลงนั้นอารมณ์มันเศร้ากว่าเพลงผู้แพ้ และ เก้าล้านหยดน้ำตานั้นเป็นเพลงโลกโลก ไม่มีเชิงที่จะให้เป็นอารมณ์โลกุตตระอะไร แต่ว่าเพลงผู้แพ้มีเชิงโลกุตระให้รู้จักการทำใจให้ดี

_หลวงปู่คิดว่า เด็กสัมมาสิกขาสามารถมีแฟนได้ไหมครับ

พ่อครูว่า…ไม่ได้ ถ้ามันจะมีก็ห้ามใจตัวเองให้ได้ ไม่ส่งเสริม ไม่เอา ปล่อยให้เกิดช่องไม่ได้หรอกมันจะลามเป็นขี้กลากเลยตายแน่ๆไม่เอาตัดประตูไป ไม่ต้องกลัวหรอกน่าให้มันตาย สุนทรภู่เลยบอกว่า อดข้าวดอกนะเจ้าชีวาวาย แต่ไม่ตายเพราะอดเสน่หา กิเลสมันเรียกร้องเหลือเกินนะ จะพูดให้หลวงปู่ใจอ่อนหรืออย่างไรไม่อ่อน

_หลวงปู่เคยโดนผู้หญิงทิ้งไหมครับ

พ่อครูว่า…เคยแต่ไม่เล่า หลวงปู่เคยโดนผู้หญิงทิ้ง แต่หลวงปู่มีภูมิคุ้มกันสูงไม่ได้เสียใจอะไรเลย รู้ทัน เรื่องขี้ผง

_หลวงปู่คิดว่าถ้าคนเราไม่มีแฟนจะดีไหมครับ

พ่อครูว่า…ดีที่สุด

_ถ้าคนเราไม่อยากมีแฟน หลวงปู่คิดว่าเป็นความคิดที่ดีไหมครับ

พ่อครูว่า…ดีมาก

_หลวงปู่คิดว่าถ้าคนเราทำผู้หญิงท้องแล้วหนีมาบวช เราควรทำอย่างไรต่อ

พ่อครูว่า…ก็ออกไปรับผิดชอบไม่อย่างนั้นบาปกินหัว

_มันเหมาะสมไหมคะ ถ้าฐานงานเอาเด็กมาเลี้ยง กินอยู่หลับนอนเหมือนบ้านตัวเอง 24 ชั่วโมง มีทีวีมีตู้เย็น อยากจะกินอะไรก็ทำให้กินได้ตลอด ทั้งๆที่ฐานงานนั้นมันเป็นของส่วนกลาง ถ้าจะเลี้ยงเด็กก็ไม่ควรเลี้ยงแค่คนเดียว มีเด็กอีกหลายคนที่อยู่ปฐมอโศก เห็นแล้วก็อดเปรียบเทียบไม่ได้ กับที่บ้านราชฯที่นั่นดูเป็นระบบไม่ได้เลี้ยงแค่เด็กคนเดียว เด็กทุกคนมีกิจกรรมร่วมกันกินข้าวร่วมกันเป็นสาธารณโภคี แต่ว่าฐานงานนี้เอาเด็กแค่คนเดียวหรือว่ามีสิทธิพิเศษกว่าคนอื่น ทำแบบนี้ถูกไหมคะ

พ่อครูว่า…ตอบตามเนื้อหาที่พูดมานี้ไม่ถูก แล้วเอาเด็กที่มาเลี้ยงเป็นลูกตัวเองหรือไม่ แม้ว่าเป็นลูกตัวเองก็อย่าให้ลูกตัวเองเป็นคนได้เปรียบมากเกินไป ให้อดทนบ้าง ยิ่งเอาเด็กคนอื่นมาเลี้ยงแล้วทำแบบนี้ก็ผิดมาก

_ตอนนี้ทาวน์เฮาส์ปฐมอโศก ถนนเต็มไปด้วยของวางบนถนน มีทั้งต้นไม้ ราวตากผ้าเอาของมาตากหน้าบ้านตัวเองจนตอนนี้ถนนคับแคบ มองดูไม่สะอาดตาเลยค่ะ บอกกันแตะกันไม่ได้ เวลารถจะเข้าออกก็ลำบากต้องคอยระวังต้นไม้ ก็มาประดับหน้าบ้าน วางกันเลยบริเวณบ้านตัวเอง กินพื้นที่ถนนส่วนกลาง ถึงจะเลยกันคนละนิดคนละหน่อย แต่ถ้าวางกันทั้ง 2 ฝั่งก็ทำให้ถนนแคบลงมาก แต่ไม่มีใครกล้าบอกกันค่ะ

พ่อครูว่า…กรรมการส่วนกลางช่วยดูกันด้วย ส่วนตัวอาจจะไม่กล้าบอกแต่ส่วนกลางช่วยกันพูดกันในที่ประชุมที่ส่วนกลางที่ประชุมส่วนรวมกันบ้าง ก็ช่วยดูกันหน่อยอย่าไปเห็นแก่ตัวกันมากนัก ขยายปีกขยายฐาน รัศมีกว้างมากไป ถ้าเรามักน้อยเสียสละให้คนอื่นให้มากดีกว่า

_ถ้ามีคนทำให้เราโกรธและเราก็ไม่อยากจะทำตอบเขาเราควรจะทำอย่างไรครับ

พ่อครูว่า..ทำเขาคือตอบโต้ เราก็ต้องห้ามความโกรธของเรา ถ้ามีใครมาทำให้เราโกรธเราก็ห้ามใจความโกรธของเราอย่าให้ใจเราเกิดอาการโกรธ เป็นการปฏิบัติธรรมที่ดี เธอมาทำให้เราโกรธเราก็ห้ามใจของเราและพูดกันดีๆ คุณทำอย่างนี้ควรหรือไม่ควร ก็เห็นว่าเขาทำผิดเขาทำไม่ถูก ถ้าเขาว่าเขาทำถูก เขาก็จะอธิบายของเขามา ก็จะฟังเขา อ้อเราเองแท้ๆ เขาทำถูกแล้วแต่เราจะถือว่าเขามาทำให้เราโกรธ หลวงปู่เคยมีคนทำกับหลวงปู่หลวงปู่ก็ไม่เคยโกรธใคร เขาจะฆ่าเขาจะกินก็มี แต่ดีไม่ถูก ลูกระเบิดลูกปืนไม่ถูก ก็ไม่ได้โกรธอะไรเขาเลย

จบ