ศาสนา

620630_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก ธรรมะคู่ที่สำคัญคือกรรมกับกาล

อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1XJycwZFApXFL0l8-MWHF1yFFpAcx2-y9INta97j-eQg/edit?usp=sharing  

ดาวโหลดเสียงที่ .. https://drive.google.com/open?id=12qJn8r5tRZzQGTMTXITcH0PyY8sHNDvx 

สมณะเพาะพุทธ…วันนี้วันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน 2562 ที่ บวรสันติอโศก เกือบสองสัปดาห์ที่พ่อท่านได้มาอยู่ที่สันติอโศก ก็ทำให้เกิดความรื่นรมย์ อารามแปลว่าที่ๆน่ารื่นรมย์ ส่วนอาวาส คือที่อยู่อาศัยของพระสงฆ์ วัดทั่วไปเป็นอาวาส ส่วนที่สันติอโศกเป็นอาราม

คำว่าสมถะเป็นคำของฤาษี คำว่าปัสสัทธิเป็นคำของพุทธ 

คำว่าจิตนิ่งไม่ใช่ของพุทธ (พ่อครูว่า.. จิตแน่นเป็นของพุทธ) 

อัตลักษณ์เอกลักษณ์ของพุทธคือ เป็นโลกุตระ และเป็นอเทวนิยม ศาสนาเทวนิยมไม่มีโลกุตระ สูงสุดอย่างมากได้แค่กัลยาณชน มีแต่ศาสนาพุทธเท่านั้นที่มีโลกุตระ ไม่มีสมณะนอกพระธรรมวินัยนี้ คือไม่มีพระอาริยะนอกพระวินัยนี้ 

พ่อครูว่า..SMS วันที่ 26 มิ.ย. 2562 (พุทธศาสนาตามภูมิ พ่อครู สันติอโศก)

_1614 การเห็นโทษ โดยความเป็นโทษ แล้วกระทำคืน โดยการสำรวมระวังในกาลต่อไป อย่างนี้ถูกต้องตามหลักปฏิบัติไหมคะ

การฝึกตน ต้องมีคุณธรรม คือ อดทน อดทนมี 2 แบบ คือ อดทน แบบตั้งรับ กับอดทนแบบบุกฝ่า ออกไป กับผัสสะที่เจอ ถูกต้องไหมคะ

กรรมฐานเดิม ของอโศก ยืน เดิน นั่งนอน

พ่อครูว่า…..ถูกต้อง

_ปองแสงพุทธ ธรรมะรับอรุณ 27 มิ.ย. ฟังธรรมวันนี้ ที่เกี่ยวข้องกับคำสอนของพ่อครู ข้าพเจ้ามีความรู้สึกว่า ใครที่ทำความผิดมันจะส่งผลให้เรารับวิบากกรรม ลูกคิดว่าถ้าเรามองในมุมลบคิดเรื่องลบ ๆ หรือพยามจับมุมลบเพื่อที่จะหยุดหรือทำร้ายคู่อริของลูกมันจะเป็นเรื่องน่ากลัวมาก แต่ถ้าลูกมองในมุมบวกลูกมองในมุมสร้างสรรค์ ลูกจะได้มิตร ลูกจะได้เพื่อนพี่น้องที่จะเข้ามาช่วยกันสานต่อพระศาสนา. การมองลอดช่องของคนสองคนมันคิดต่างกัน คิดลบหรือคิดบวก ถ้าผลของการมองมันไม่เกี่ยวกับลูก ลูกก็คงไม่ต้องสนใจ แต่ถ้ามันเกี่ยวข้องกับลูก ลูกขอความเมตตาให้พิจารณา ลูกก็คงเป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่อยากรับวิบากในมุมมองลบ ๆ ของใคร อะไร หรืออย่างไร ในโลกนี้มีสองด้านเสมอ เพียรสร้างและเพียรทำลาย น้อมกราบนมัสการ

พ่อครูว่า..ถูกต้องทุกอย่างมีสองด้านเสมอ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ไม่ดีในตัวเราต้องล้างต้องทำลายออก ส่วนของคนอื่นการละเมิดของเขา บอกเขาให้รู้ก็ยังดีที่สุดแล้วบอกเขาอย่างแรง ปฏิกโกสนา ดุด่าว่าเขาค้านแย้งอย่างแรงอย่างจัด ได้เท่านั้นเป็นแค่มุขสตีหอกปาก นอกนั้นไม่ได้ ทำให้เขาเจ็บปวดถึงตัวไม่ได้ ศาสนาพุทธแรงที่สุดได้แค่อาวุธคือปาก อาวุธกายอาวุธวัตถุไม่ได้ คุณจะแต่งเปล่งเสียงให้คอแตกก็ทำไปเลย ถ้าคุณพูดแรงไปแล้วเขาตอบโต้ไม่ถึงกับใช้อาวุธใช้มือไม้ ก็ทำ หรือว่าคุณจะสามารถตอบได้ก็ดี อาตมานี้แรงด้วยนะ แต่ก็ดีนะ ก็ได้รับลูกระเบิดมา เขามายิงที่หน้าสันติอโศก ซัดแล้วแป๊กๆ สองแป๊กเท่านั้นหันหลังกลับไปเลย เขาก็คงกลัว มีอภินิหาร ที่จริงแล้วปืนคุณไม่ดี มาหาเรื่องอาตมาว่ามีอภินิหาร 

_SMS วันที่ 27 มิ.ย. 2562 (พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราช)

สื่อธรรมะพ่อครู(ธรรมะ 2) ตอน ภาษากับสภาวะกลับไปกลับมาได้

_ถาวร ทิพย์โชติ · การรวมสองเป็นหนึ่งได้ ต้องสลายอัตตาตัวตน คือฝึกยอมซะบ้างบอกซ้ายไปขวา บอกขวาไปซ้าย แล้วจะเป็นลูกพ่อทำไม

พ่อครูว่า..ถูกต้องแล้ว การยอมแพ้ดูเหมือนจะเสียเหลี่ยม แต่โดยสัจธรรมแล้วจบ ยอมแพ้นี้จบ ยอมแพ้นี้เก่ง ยอมแพ้นี้ไม่มีตัวตน เราไม่มีตัวตนเรายอมแพ้แล้วแล้วก็หายไปเลย มันก็จบแล้วนี่ เราไม่มีตัวตนแต่มันมีอัตตาตัวตน แพ้ไม่ได้ นี่แหละ ฟังดีๆ แล้วจะชัดเจนคนเรานี่มันโง่นะ ยอมแพ้แล้ว แพ้ก็แพ้ชะตาทรามดวงใจทรงความมั่นคง เราก็เห็นความจริงตามความเป็นจริงเหมือนเดิม เราไม่เห็นจะต้องมีเหลี่ยมหมดเหลี่ยมแล้วก็สบาย กลมดิ๊กเลย แต่ไม่ใช่เป็นพวกกลมกลิ้งปลิ้นปล้อนไม่มีเหลี่ยม เราเข้าใจแล้วก็ทำดีตามที่เรารู้หาสาระ 

ตกลงมีเนื้อหาสาระกับภาษา อาตมาบรรยายธรรมะมาได้ไกลมากเลย สรุปได้ทั้งโลกนี้มีแค่ 2 ภาษากับสภาวะ สภาวะอย่างหนึ่งภาษาอย่างหนึ่งเสร็จแล้วกลับไปกลับมาไวเหลือเกิน เราบอกสภาวะคุณก็เอาภาษาเราบอกภาษาคุณก็เอาสภาวะ ก็ยึดกลับไปกลับมา เราบอกภาษาคุณจะไปเอาสภาวะ เราบอกสภาวะคุณจะไปเอาภาษา มันก็ไม่จบกันเสียทีเมื่อไหร่มันจะลงกันเสียที

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน อนาคามีอบอุ่นไม่อบอ้าว

_(ไม่บอกชื่อ)กราบเรียนถามหลวงปู่ 

1.) หากเราโตขึ้นคือกิเลสลดลงจะอยู่กับหมู่มวลได้มากขึ้น ทำประโยชน์ได้กว้างขึ้น สามารถทอดตนเป็นสะพานให้คนเดินผ่านได้บ่อยครั้งมากขึ้น(รับใช้ ตามเช็ด ตามเก็บ ขัดส้วม ขัดห้องนำ แบกรับภาระตามกำลัง ฯลฯ เพราะน้องเข้ามาใหม่ยังไม่ฝึกอะไรได้มาก) ใช่หรือไม่คะ 

2.)จิตที่เป็นพรหม คนอยู่ใกล้จะอบอุ่น และปลอดภัยคือคุณธรรมตั้งแต่ระดับอนาคามี ขึ้นไปใช่หรือไม่คะ เพราะคุณธรรมระดับโสดาบัน เมื่ออยู่ใกล้ก็จะอบอ้าวมาก คุณธรรมระดับสกิทาคามี ความอบอ้าวก็จะลดลง คุณธรรมระดับอนาคามีไม่มีความอบอ้าว จะมีแต่ความอบอุ่น เพราะไม่มีหอกปาก รักคนมากและกว้างขึ้น ใช่หรือไม่คะ 

กราบนมัสการมาด้วยความเคารพอย่างสูง

พ่อครูว่า..โดยพยัญชนะถ้าเป็นพรหมต้องนับคุณสมบัติตั้งแต่อนาคามีเป็นต้นไปก็ใช่บริสุทธิ์ตั้งแต่ภายนอก อนาคามีคือบริสุทธิ์ตั้งแต่ภายนอก จะกระทบสัมผัสภายนอกอย่างไรก็ไม่มีภาวะตอบโต้สบายว่างเปล่า เป็นอนาคามีขึ้นไป ข้างนอกจึงไม่เป็นคนที่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนอีกแล้วเหลือแต่เศษของกิเลสตัวเองอนาคามีก็ทำกิเลสตัวเองให้จบให้หมดก็ปลอดภัย อนาคามีจึงเป็นคนที่เริ่มปลอดภัยจากตัวเอง ข้างนอกเขาจะไม่ได้รับภัยจากเรา 

สังคมประเทศชาติ ถ้าสามารถที่จะทำจิตให้เป็นภูมิธรรมถึงอนาคามีเป็นต้นไปแล้วไปรับหน้าที่ปกครองบริหารทำหน้าที่ดูแลหมู่สังคม จะเป็นสังคมที่ประเสริฐ 

เราพูดถึงสัจธรรมด้วยความจริงของปัญญามันจะเป็นคนอย่างนี้ อย่าไปพูดถึงแบบพวกลึกลับสายเทวนิยมไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร เขาว่าเป็นอนาคามีมันยากมันเป็นไปไม่ได้ แล้วไม่เรียนรู้ว่าจะเป็นไปได้อย่างไรมันก็เลยงมงายกันต่อ เทวนิยม เราก็บอกว่าให้มาพิสูจน์เลยลืมตาพิสูจน์ตามเหตุปัจจัยต่างๆนานาตาหูจมูกลิ้นกายใจวัตถุมีวัตถุมีพืชมีคนมีสัตว์ ศึกษาสิมันมาสัมผัสกับเรา เราก็จัดการอ่านจิตๆๆๆ แก้ไขอย่าให้จิตใจเป็นภัยเป็นโทษแก่ใครจิตใจมีแต่เป็นประโยชน์ต่อคนอื่นกับใครต่อใครทำได้แล้วมันก็ได้จริงๆ

อาตมาถึงบอกว่ามันก็รู้สึกยากคนเข้าใจยาก แต่ยากมันก็ดี มันอยากจะทำ จะพยายามอยู่ให้ยาวนาน ก็ทนเอา พยายามให้คนได้ มันก็ได้มีการเป็นไปได้มีอัตราการเจริญการก้าวหน้าอยู่ มันไม่สูญเปล่า ไหนว่าศาสนาพระพุทธเจ้านั้นยากแต่มีคนก้าวหน้าได้ 

จิตเป็นพรหม คนอยู่ใกล้ก็อบอุ่น เย็นสบายไม่ร้อน

เอาพยัญชนะมาสื่อสภาวะก็เข้าใจนะ โสดาบันจะอบอ้าว สกิทาคามีความอบอ้าวก็ลดลง อนาคามีไม่มีความอบอ้าวมีแต่ความอบอุ่น ใช้พยัญชนะเพื่อบรรยายสภาวะได้ดี 

SMS วันที่ 28-29 มิถุนายน 2562

_8866เพิ่มคุณภาพคนอยู่ ศิษย์พ่อครูต้องเร่งสร้างบารมีส่วนของตน เพื่อประโยชน์สุขแก่โลกไปพร้อมกัน ดังที่คุณแอ๊ดว่า

สื่อธรรมะพ่อครู(อวดอุตริมนุสธรรม) ตอน พ่อครูคือพระสารีบุตรหรือไม่

_2166วันนี้(29 มิถุนา 62)พ่อท่านว่าเคยเป็นฮ่องเต้มาไหนๆก็ไหนๆแล้วขอพ่อท่านตอบมาเลยว่าพ่อท่านใครในยุคพระสมณโคดมครับ ผมสงสัยในตัวพ่อท่านจริงๆครับ???/ขอบคุณครับ

พ่อครูว่า..ตอบให้เกิดปัญญาไม่ให้เกิดความยึดมั่นถือมั่น ถ้าอาตมาเป็นใครในสมัยพระสมณโคดมสมมุติว่าเป็นพระสารีบุตร เมื่อ 2500 กว่าปีมาแล้ว มาจนถึงวันนี้ผ่านปัจจุบันมากกว่า 2500 ปีแล้ว คุณจะไปว่าอันนั้นมันคืออันนี้มันจะได้หรือ 1 

ถ้าอาตมาเป็นสารีบุตร อันโน้น อันนี้ก็ไม่ใช่สารีบุตรแล้ว เป็นสาระพอแล้วมันโตมันใหญ่มันกว้างมันยาวนานจะเป็นบุตรอย่างเก่าได้อย่างไร ก็ใช้คารมโวหาร อย่าไปยึดมั่นถือมั่นแม้แต่วินาทีเดียว ยืนอยู่ปัจจุบันที่จุดเล็กที่สุดเร็วไวที่สุดอย่าไปยึดมั่นถือมั่นให้มันช้านานให้มันแช่อิ่ม มันก็จะจมอยู่อย่างนั้น 

เอาอีกทีหนึ่ง

ถ้าอาตมาเป็นสารีบุตร แล้วคุณมาว่าวันนี้อาตมาก็คือสารีบุตร คุณดูถูกอาตมานะ อาตมาโตมากกว่าเดิมเจริญมากกว่าเดิมใหญ่มากกว่าเดิมแล้ว อาตมาไม่เอาความเท่าเดิม อาตมาเอาความก้าวหน้า ถ้าไม่ก้าวหน้าก็ดูถูกอาตมา อาตมาไม่ใช่คนนั้นคนนั้นมันก็แค่นั้น เดี๋ยวนี้อาตมาก็ต้องเจริญกว่าเก่า จะไปดึงให้อาตมาเป็นคนเก่าเท่าเก่าดีไม่ดีเสื่อมกว่าเก่าก็แล้วกัน อาตมาต้องก้าวหน้าสิจะเป็นอันเก่านั้นได้อย่างไรอย่างนี้เป็นต้น นี่ฟังให้ดี

  1. อาตมาไม่ตอบลงตัวให้คุณยึดมั่นถือมั่น  2.ให้คนเกิดปัญญาอย่าไปยึดมั่นถือมั่นควรจะเอาปัจจุบันเอาความก้าวหน้า กรรมของคนทำให้เจริญอย่างนี้ คนไม่มีทั้งยึดมั่นถือมั่นทั้งมีความมีปัญญาทำความก้าวหน้าของคุณได้ไป ปัจจุบันของคุณก็เลื่อนไปเรื่อยๆ ไม่ดีกว่าหรือเห็นไหม อาตมาพยายามทำสิ่งที่ดีกว่าเสมอ ใครว่าอาตมาไม่ฉลาด จะทำอย่างโง่ๆอยู่ทำไม?

ถ้าอาตมาไปตอบให้คนเกิดความชอบคุณก็แช่อยู่อย่างเก่าติดอยู่อย่างเก่าอาตมาไม่อยากให้คุณเป็นอย่างนั้น อาตมาตอบความจริงเท่านั้นจบ 

_คุณ สุริยัน..ในความคิดของผมคิดว่าเป็นพลังงานดวงใหม่ดวงหนึ่งของจักรวาลได้ไหม 

พ่อครูว่า…ได้ มันมีอันใหม่แต่มันมีที่มา สมมุติว่าอาตมาเป็นสารีบุตรคนนั้น ถ้าอาตมาไม่มีฐานของสารีบุตรคนนั้น อาตมาจะมาเป็นคนใหม่ได้อย่างไรหรือจะเรียกว่าเป็นสารีบุตรคนเดิม อาตมาก็ถือว่าดูถูกอาตม า มันก็ต้องมีที่ตั้งมีที่เจริญมีที่เปรียบเทียบ อันนี้เป็น 0 อันนี้เป็น1 อันนี้ได้ 1 แล้วก็ต้องเป็น 2 ต่อไป เป็น 3 เป็น 4 ต่อไปมันจะเป็นการก้าวหน้า แต่ถ้าเป็น3 แล้วกลับเป็น 2 คุณก็เสื่อม ต้องมีคู่เปรียบเทียบสรุปแล้วทุกอย่างต้องมี 2 เสมอให้เปรียบเทียบ 

อาตมาถึงกำลังอธิบายธรรมะให้ถึงขั้นที่ว่าคุณต้องรู้เทวกุลต้องมี 2 ใครไม่ศึกษาให้ถึง 2 มีอะไรเปรียบเทียบให้เกิดการก้าวหน้า อย่าไปยึดมั่นถือมั่นอยู่ที่ 1ตายตัว แต่เราจะมีความเป็นไปได้หรือมีความรู้ที่จะทำให้ตัวเองจาก 2 ลดลงเป็น 1 และเหลือ 0 ได้ แต่วิธีปฏิบัติก็ทำทีละ 2 อย่าเลอะ ถ้า 3 แล้วคุณยุ่งละ ยิ่ง 4 5 6 7 ยุ่งเป็นลิงแก้แหเลย นี่คือคำอธิบายที่ทำให้เข้าใจ อย่าไปตะกละตะกรามเอาอะไรมามากมาย เรียนให้เป็นลำดับอันน่าอัศจรรย์ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส หากไปตะกละ คนมักจะชอบเอาทีละเยอะๆ ต้องเอาทีละคู่ให้มันเสร็จไปแล้วจะเป็นฐานที่ตั้งเป็นแกนหลักให้แก่ตัวเอง 

อาตมาตอนนี้เกิดเป็นคนไทย เป็นชาติที่เป็นไทยมาตั้งเยอะแยะแล้วจะต้องเอาจีนมาอีก อาตมาว่ามันสากลมากไป นอกจากเป็นจีนเดี๋ยวก็ไปเป็นเขมร เดี๋ยวก็ไปเป็นลาวเป็นฝรั่งเป็นอะไรอีกยุ่ง ข้ามไปยุโรป ผ่านเอเซียไปอีก

ตอบไปแล้วนะ ที่ถามว่าท่านเป็นใครในยุคพระสมณโคดมผมสงสัยพ่อท่านจริงๆครับ นี่พอจะคลายใจเขาได้ไหมนี่ อาตมาก็ตอบไปด้วยแล้ว เป็นก็ได้และก็ไม่ได้เป็นก็ยังไม่เข้าใจกันก็ไม่รู้จะทำอย่างไร 

_นันท์มนัส · พ่อครู ถามหลายครั้งว่า ใครเชื่อ ว่าพ่อครูจะ ถึง 151 บ้าง ?เชื่อ เพราะครูมี สปส สัมประสิทธิ์

พ่อครูว่า…พยัญชนะมันบอกสภาวะความจริง ทุกคนก็คงจะร่วมพิสูจน์พลังงานสัมประสิทธิ์ว่ามันจะมีประสิทธิภาพ ขยายอายุไขได้ ใครคิดว่าตัวเองได้ทำได้ฝึกบ้างที่จะสร้างสัมประสิทธิ์ 

_ลุง เก๋ · ผมบวชวัดอัมพวัน หลวงพ่อจรัญ สิงห์บุรี สายพองหนอ-ยุบหนอ ใครปฏิบัติผ่านปวดหนอได้ก็ถือว่าสุดยอดแล้วครับ แค่ญาณ 1 ดูอาการท้องพองยุบเอง สติต้องตามให้ทัน ผมยังทำไม่ได้เลย เพื่อนทำได้ เห็นเวทนาดับไป แล้วไปเกิดที่ใหม่แล้วก็ดับไปอีก เขาอดทนสุดยอด เห็นไตรลักษณ์ได้เร็ว

พ่อครูว่า…อาตมาเคยไปทดลองเหมือนกัน แต่มันไม่ใช่แบบพุทธ คุณเอาอุปาทานไปบำบัด มันไม่ตรงสัจจะ รูปต่อรูป นามต่อนาม ให้มันเป็นของมันเอง อันนี้เอานามข่มรูป 

คำว่าเวทนาดับคำนี้ มันไม่ใช่เห็นเวทนาที่มันลืมตา เวทนาหลับตากับเวทนาลืมตา เราเข้าใจเขาเวทนาหมายถึงความรู้สึก ความรู้สึกอะไรมันเจ็บปวด มันลดลงเขาเลี่ยงเวทนาได้ มันก็ใช่ แต่เป็นเวทนาในภพหลับตา แต่ลืมตามา ข้างนอกมันมีฤทธิ์มีแรงมีดินน้ำไฟลมมีคนวัตถุมากกว่าตั้งเยอะ คุณไม่ได้ฝึกเลยแบบนี้คุณจะเอากำลังที่ไหนมาสู้กับมัน คุณต้องลืมตานี่แหละมันมีความทุกข์ชัด หลับตาจะไปแก้ไขอะไรได้ยากด้วยซ้ำ คุณทำแบบลืมตาได้ คุณก็จะไปทำแบบหลับตาได้ แต่ถ้าคุณทำแบบหลับตามาก่อนมันจะมาทำแบบลืมตาไม่ได้ ถ้าคุณเอาใบมีดโกนไปสู้กับหนังช้างหนังแรด คุณสู้ไม่ได้หรอก คุณนึกว่าคุณมีคม แค่มันบังไว้แค่นี้ ใบมีดโกนคุณก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว อย่าไปดันทุรังเลย พระพุทธเจ้าท่านสอนเอาหยาบมาก่อนแล้วจึงกลาง ละเอียดอย่าเอาละเอียดมาหาหยาบเอาละเอียดมาสู้กับความหยาบมันไม่ได้ 

_สุขแสงพุทธ ชุมจีด · กราบคารวะคุณความดี ความเมตตาของพ่อครูด้วยความเคารพศัทธายิ่งครับ ผมตั้งจิตพากเพียรตามพ่อครูและท่านอาจารย์หมอเขียวให้สุดกำลัง สุดหัวใจ เมื่อพ่อครู อายุ 151 ผมจักมีอายุ 99 ปีครับ กราบขอบพระคุณพ่อครู ท่านสมณะ ท่านสิกขมาตุ และญาติธรรมทุกท่านด้วยความเคารพครับ

พ่อครูว่า…ห่างกัน 52 ปี  

_สุลิน สายพันธุ์ : กราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพยิ่งค่ะ เผอิญเฟสธรรมอ.สุจินต์ผ่านสายตาก็เลยฟังดู ฟังคำสอนก็งงมาก คนที่ไปนั่งฟังและถามคำถามคำตอบที่ได้รู้ว่าเขางงไม่เข้าใจ แต่ก็เออออว่าเข้าใจ พวกเขาน่าสงสารจริงๆค่ะ ที่สนใจธรรมแต่ฟังผิดที่และเสียเวลาค่ะ

พ่อครูว่า…คุณอ่านจากกิริยาภายนอกของเขาและคุณจะรู้ใจเขาได้ไหม เขาอาจจะเข้าใจจริงๆก็ได้ไม่งง อาตมาพูดไปเดี๋ยวจะไปข่มกันอีกก็เสียเวลา อ.สุจินต์ อายุมากกว่าอาตมาทำงานศาสนามาก่อนอาตมาตั้งแต่เป็นสาวจนแก่ เดี๋ยวนี้ก็ยังปากแดงอยู่เลย ผมก็ยังดำดีอยู่เลย 

ก็มาเข้าสู่เรื่องที่อาตมาคิดว่าจะใช้เป็นแกนเป็นไกด์  เราคิดอะไร

ฉบับ 346 เรากำลังแยกแยะทำความเข้าใจในประเด็นความเป็น“กรรมและกาล”กับความเป็น God หรือพระเจ้ากันอย่างสำคัญ

จะเห็นได้ว่า สรรพสิ่งนั้น“มีอยู่-เป็นอยู่”ซับซ้อนหลากหลายมากมาย ซึ่งยากที่จะทำความเข้าใจ ผู้ไม่ได้ศึกษากันอย่างสัมมาทิฏฐิไม่สามารถจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริง

“ภาวะที่มีจริง”ย่อมมีจริงๆให้“สัมผัส”ได้ พระพุทธเจ้าตรัสรู้“ความมีจริง”เหล่านั้นแล้วนำความหลากหลายนั้นๆมาสาธยายให้มนุษย์ในโลกได้รู้จักรู้แจ้งรู้จริงตาม มีทั้งเหตุ-ทั้งผล มีทั้งภาวะที่เป็นปรากฏการณ์จริงอันยืนยันกันได้ อย่างไม่น่าเชื่อ ว่า จะสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงกันได้ แต่ก็รู้จักรู้แจ้งรู้จริงชนิดที่มี“สัมผัสภาวะนั้นจริง”กันทีเดียว ผู้ศึกษาอย่างสัมมาทิฏฐิ เมื่อมีสัมมาปฏิบัติตามคำสอนพระพุทธเจ้าจนบรรลุจริงก็จะ“สัมผัส”ความมีจริง-เป็นจริงที่ลึกซึ้งลึกล้ำวิเศษเลิศปานฉะนี้ได้โดย“ไม่ลึกลับ(อรหะ)” สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“วิญญาณ”ที่ยิ่งใหญ่ปานใดๆทั้งหลายได้แท้“สัมผัส”ความจริง วิศิษฏ์แท้ 

ศาสนาพุทธจึงสามารถ“สัมผัส”ความเป็น“วิญญาณ”ที่เป็น“จิตนิยาม”หรือ“เทฺว” มีความเป็น“ธรรมะ 2 ”อันเป็น“ชีวะ”จริง ด้วยการตีแตกแยกแยะภาวะที่เป็น“เทฺว” อันก็คือ“วิญญาณ”แท้ๆ จัดการกับ“เทฺว”ได้บริบูรณ์สัมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็น‘เทฺว”ที่ยิ่งใหญ่ปานใดๆ ก็สามารถทำ“ความมี”และ“ความไม่มี”ให้แก่“วิญญาณ”หรือ“อัตตา(อาตมัน,ปรมาตมัน)”ได้แท้ถ้วนสิ้นจริงๆ 

พระไตรปิฎกล. 16 ข. (43) ได้กล่าวถึงเรื่องความมีและไม่มีไว้

(นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ)

ส.เพาะพุทธ..วันนี้พ่อท่านอธิบาย กรรม กาละ God 

กรรมกับกาละเป็นนิยามของชีวิต พ่อท่านเคยพูดว่าชีวิตคือการดิ้นด๊อกแด๊ก ต่อมาพ่อครูว่าชีวิตคือกรรมกับกาละ 

สอดคล้องกับพระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ อุปมา ว่า บุคคลใดทำบาปแล้วไม่ได้รับผลของบาปก็จะมองเห็นว่าบาปนั้นคือน้ำผึ้ง ต่อเมื่อใดได้ผลจากนั้นแล้วก็จะเห็นบาปนั้นเป็นยาพิษ 

จะใช้ภาษาว่า กรรม+กาล = God

พ่อครูว่า…God ตีกรรมกับกาลไม่แตก ก็เลยอยู่เป็นเทวะ อยู่เป็นพระเจ้า พระเจ้าไม่รู้กรรมและกาล ตีไม่แตกแยกไม่ออก เป็นสัจจะไม่ใช่คารม เทวนิยมตีกรรมกับกาลไม่ออก ศาสนาพระพุทธเจ้าแยกออกไปถึง กรรมในกาละ 

กาละเป็นรูป กรรมเป็นนาม 

กรรมมีชีวะในกาล ส่วนกาลคือการโคจรคือจักรวาลภาวะการเคลื่อนที่อยู่ในโลกลูกนี้เราก็เคลื่อนที่ไปกับโลกนี้ มีพฤติกรรมซ้อนอยู่ในโลกโลกนี้ โลกนี้ก็คือสิ่งที่อาศัยเท่านั้นแต่ตัวแท้คือเรากับกรรม แต่ก็เคลื่อนไปกับกาล

การทำกาละที่แปลว่ตาย คือการตายของพระอรหันต์เท่านั้น คนธรรมดาไปเรียกว่าทำกาละแล้วตายนั้นยังไม่ถูก ยังจะต้องกลับมาอยู่กับกรรมและกาละอยู่ 

อรหันต์เป็นผู้อยู่เหนือกาละใช่ไหมครับ

พ่อครูว่า…ทำให้กรรมหมดไปได้เลย เหลือแต่กาล มันก็มีอยู่ตลอดนิรันดร เอกภพนี้ไม่สบายมันก็มีอยู่นิรันดร เราจะไปรับผิดชอบจักรวาลมหาจักรภพทำไม แล้วก็รับผิดชอบแต่ตัวเราเฉพาะกรรมของเรา ถ้าจะอยู่ คุณก็ต้องควบคุมกรรมของคุณได้จัดการกรรมของคุณให้มีประโยชน์คุณค่าต่อผู้อื่นให้ได้ นี่คือที่จบของศาสนาพุทธ คนจบได้จริงๆถูกต้องด้วยนะทำให้เจริญ ไม่เป็นโทษภัยได้จริงๆ คุณก็อยู่ แล้วสูงกว่านั้นศาสนาพุทธคุณจะสูญสลายจะแตกเป็นอุตุธาตุก็ทำได้เลย เป็นอัตภาพของคุณ ศาสนาพุทธจะเข้าใจพลังงานต่างๆยังไม่ใช่ถึงสสาร พลังงานที่ละเอียดจะจับตัวเป็นสสารได้ แล้วก็ทำลายพลังงานจิตนิยามของตัวเองมาให้ถึงขั้น พีชะ ยังเป็นหนึ่ง

พีชะยังเป็นหนึ่งยังไม่สูญ แต่ชีวะระดับนี้ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข พืชไม่มีความทุกข์ไม่มีสุขไม่มีบาปไม่มีบุญไม่มีความรักความชอบ พีชะเป็นหนึ่งเท่านั้น

พระอรหันต์ สร้างพลังงานของตัวเองได้อาศัยแค่เพียง พีชะ ส่วนพลังงานที่เหลือก็เอาไปช่วยคนอื่น เป็นความฉลาดของนักเศรษฐศาสตร์ชั้นสูงสุด นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนามธรรมทางจิตวิญญาณ 

ส.เพาะพุทธ…กรรมกับกาล สิ่งที่เราสามารถจัดการกับมันได้คือกรรม ส่วน กาละ เป็นผลจากผู้ที่ทำกรรมและอยู่เหนือกรรมเหนือกาละ และจะยาวนานเท่าไหร่ก็เป็นพระอวโลกิเตศวร คุณควบคุมกรรมของคนทุกอย่างได้ คุณจะทำงานไปมีเมตตาอุเบกขาที่เร็ว กรรมกิริยานี่มันช้ามันหยาบ แต่จิตของคนมันเร็วกว่ากรรมกิริยานับไม่ถ้วน 

คุณอาศัยเมตตากับอุเบกขาของคุณทำงานเพื่อช่วยผู้อื่นได้ต่อไป สภาวะที่เล็กและละเอียดที่พูดให้ฟังไปมันเป็นได้อย่างที่ว่านี้จริงๆ 

ส.เพาะพุทธว่า..กรรมกับกาละนี้ กรรมสำคัญที่สุด อรหันต์สามารถกำหนดกรรมของเราเองจะให้กลับมาเกิดหรือจะสลายไปก็ได้ ไม่ใช่กาละ กาละก็ไปของมันเดินไปของมันต้องแยกให้ออก เราอยู่ที่กรรมของเรา กาลไม่ใช่เรา เราไม่ใช่กาล

อ่านต่อ ..นั่นคือ สามารถจัดการกำจัด“กิเลส”หรือ“มาร”หรือ“ซาตาน” ให้ “สูญ”สิ้นหมดไปจาก     “วิญญาณ” หรือ“ธาตุรู้” ได้ด้วย“ตนเอง”ศาสนาพุทธจึงมี“นิพพาน”เป็นนิรันดรที่มี “อิสระเสรีภาพ”สูงสุด ไม่มีใครเป็น “เจ้า” เราพูดกับคุณได้เรื่องนิรันดร แต่เราไม่ทำหรอก มีพระอวโลกิเตศวรที่ท่านทำอยู่ 

และที่สำคัญมากก็คือเป็นศาสนาที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น“อัตตาหรืออาตมัน”และสามารถ“ดับ”อัตตาหรืออาตมัน ไม่มี“อัตตาหรืออาตมัน”เป็นนิรันดรวิสุทธิ์ที่สุด จึงไม่เหมือนชาว“เทฺวนิยม”ทั้งหลาย 

เพราะหมดสิ้น“กิเลส”สูญสิ้นไปได้ด้วย“กรรม”สำเร็จเป็น“อรหันต์” ไม่มีความลึกลับใน“อัตตา”เป็นที่สุด และในความเป็น“กิเลส” หรือความเป็น“มาร-ซาตาน”ของตนอีกแล้ว

หากคุณเป็นนักวิทยาศาสตร์ฟังเรื่องนิยาม 5 นี้แล้วจะยิ่งรู้ซึ่งว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่องสำคัญยิ่งใหญ่ขนาดนี้ได้หรือ และสามารถพัฒนาพลังงานของตัวเองได้ด้วย 

อุตุนี้ เป็นตัวเองที่โง่สุด ไม่รู้ว่าตัวเองดูดหรือผลักอะไร ไม่มีประธาน พอมามีประธาน ISH ตัว I คือประธาน มี S คือ she และ H คือ he 

เขาไม่เข้าใจกัน selfish มีภาวะอย่างไร เขาแปลว่า Selfish คือการเห็นแก่ตัว ก็ต้องเรื่องความเห็นแก่ตัวในตัวเองแล้วตีให้แตก 

แม้แต่ไม่มีความลึกลับใน“โลก”ที่เราต้องศึกษาและสามารถเกี่ยวข้องที่จะดำเนินร่วมไปด้วยได้ไปแต่ละขนาดๆ ตามขั้นตอน ที่สามารถเอื้อมเอื้อเกื้อกว้างเพิ่มความเกื้อกว้างกับ“โลก”เพิ่มขึ้นๆตามลำดับไปเสมอ

พ่อครูว่า…เราจะเห็นแต่ความสุขของเราสองคนนั้นมันไม่ไหวหรอกมันแค่ไปมันต้องเพื่อผู้อื่นต้องแบ่งแจกไปให้คนอื่นด้วย ไปดูในหนังสือความรัก 10 มิติ 

ชีวิตจึงสะอาดมี“กรรม”ไปกับ“กาล”ชนิดที่ไม่มี“กิเลส”หรือไม่มี“ซาตาน” ไม่มี“มาร”เกิดใน“วิญญาณ”อีกแล้วนิรันดร (นิรันดรแปลว่าไม่มีในระหว่างตามพยัญชนะ นิรันดรเป็นสภาวะคือมีไม่มีจบ เราทำตัวเราให้ไม่มีในกาละที่จะยาวไปอีกเท่าไหร่ก็ไม่มีอันนั้น นิร แปลว่าไม่มีตัวเราไม่มีกรรม แต่กาละจะละเอียดต่อไปเท่าไหร่มันก็เป็นการเคลื่อนที่ของการเดินทางจักรวาล)

“กิเลส”คือ “ซาตาน”ในศาสนาเทฺวนิยม หรือมาร-ผีในศาสนาพุทธที่เป็นอเทฺวนิยม

“พระเจ้า”หรือ“ซาตาน”เป็น“วิญญาณ” ทั้งคู่ ที่ศาสนาพุทธสามารถ“สัมผัส”ได้ จึงพิสูจน์“วิญญาณ”นั้นได้ชัดถึงความแตกต่าง ศาสนาพุทธ“สัมผัสวิญญาณ”ได้อย่างไม่ลึกลับ ไม่อำพราง ไม่ว่าจะเป็น“วิญญาณ”ที่เป็น“อาตมันหรืออัตตา”ยิ่งใหญ่ขนาดไหน ก็ตาม และสามารถทำให้“วิญญาณ”ดับสิ้นสูญสลายไปจาก“กาล”ได้จริง โดยตัวเจ้า ของ“วิญญาณ”เองแท้ๆไม่มีใครมาจัดการให้แก่“วิญญาณ”ตน ซึ่งเป็นธาตุรู้ขั้น“ชีวะ”แท้

“พระเจ้า”ก็คือ“วิญญาณ” ซึ่งเป็นธาตุรู้ขั้น“ชีวะ” และก็เช่นเดียวกันกับความเป็น “วิญญาณ”ทั้งหลาย อันเป็นระดับ“จิตนิยาม” 

“วิญญาณ”คือ ธาตุรู้ขั้น“ชีวะ” ระดับ “จิตนิยาม” ที่มี“ธาตุรู้”เจริญความเป็น“ชีวะ” ยิ่งกว่า“ระดับ“พีชนิยาม-อุตุนิยาม”

“ซาตาน”หรือ“มาร”หรือ“กิเลส”ก็ล้วนคือ ธาตุรู้ขั้น“ชีวะ” ระดับ“จิตนิยาม” ซึ่งมี “ความไม่หลุดพ้น”จากภาวะ“วิญญาณ”นั่นแลแถมเป็นปฏิปักษ์กับ“วิญญาณ”เอาด้วย 

ศาสนาพุทธนั้นสามารถ“หลุดพ้น”หรือ“ดับซาตาน”หรือ“ดับมาร”หรือ“ดับกิเลส” กระทั่งไม่เหลืออีกเลยใน“วิญญาณ” สำเร็จจริง ชนิดที่“สัมผัส”ได้ในความเป็น“จิต”เป็น “วิญญาณ”ปัจจุบันหลัดๆโต้งๆโทนโท่

ส่วน“เทฺวนิยม”แม้แต่“พระเจ้า”เองนั้นไม่สามารถ“หลุดพ้น”หรือ“ดับซาตาน”หรือ“ดับมาร”หรือ“ดับกิเลส”จนกระทั่งไม่เหลือเชื้ออีกเลยใน“วิญญาณ”ได้สำเร็จบริบูรณ์ชนิดที่เจ้าของวิญญาณ“สัมผัส”ยืนยันได้ พิสูจน์ได้ในความเป็น“วิญญาณ” อย่างรู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็น“ซาตาน-กิเลส-มาร” ปรากฏ ณ ปัจจุบันหลัดๆโต้งๆโทนโท่  จนสามารถทำให้“ซาตาน-กิเลส-มาร” ดับสูญหายตายสนิทไปอย่างจริงๆแท้ๆเด็ดขาด เป็นการ“จบกิจ”ถึงขั้นนิรันดรเลยทีเดียวจึงเป็น“ความจริง”ที่สามารถยืนยันกันโดยมี“สัมผัสภาวะจริง”โต้งๆเป็น“ปัจจุบัน” ในโลกนั่นเทียว ไม่ใช่ยัง“ลึกลับ” สัมผัสไม่ได้

อาตมาว่าข้อเขียนนี้จะช่วยพวกเทวนิยมพวก God ถ้าเขาเปิดใจ เพราะว่าอย่างนั้นเราเคยเป็นมาแล้วหรือเคยยึดติดมาแล้ว ตอนนี้เราไม่ยึดติดแล้วเราก็รู้ แต่คุณยึดติดอยู่เราบอกว่าทำออกอย่างไร ฟังดูสิไม่ขาดทุนหรอก หากคุณออกมาแล้วอยากกลับไปติดอีกก็เชิญ แต่คุณจะรู้ว่าจะไปติดอีกทำไม อย่างคุณติดอบายอยู่แล้วออกมาได้ คุณจะกลับไปติดอีกหรือ..ก็ไม่ คนหลงเท่านั้นนึกว่าดีอย่างทักษิณเขาไม่รู้ว่าเขาติดอยู่ในอบาย เขาก็อยู่ในสงสาร คือน่าสงสาร น่าช่วย เพราะเขาจมอยู่ในสงสาร 

ส.เพาะพุทธว่า…ที่จริงแล้วคำว่าสงสาร แปลว่าท่องเที่ยว วัฏฏะ แปลว่าวงกลม วัฏสงสารแปลว่าท่องเที่ยวอยู่ในวงกลม เหมือนมดแดงไต่ในวงกลมของกระด้ง 

พ่อครูว่า…เจออาหารในกระด้งก็หยุดกิน แต่กินเสร็จแล้วก็เดินต่อไปอยู่ในวงกลมไม่รู้ว่าไปข้างหน้าหรือข้างหลังไปนานเท่าไหร่แล้ว 

ส.เพาะพุทธว่า…วัฏฏะ แปลว่าวงกลม สงสารแปลว่าท่องเที่ยว วัฏสงสารแปลว่าท่องเที่ยวอยู่ในวงกลม พ่อท่านอธิบายได้ชัดว่า ก็กินอาหารในขอบกระด้ง แล้วก็เดินไปไม่รู้ว่าไปข้างหน้าหรือข้างหลัง 

พ่อครูว่า..จริงๆแล้วมีกระด้งอีกซับซ้อนไม่รู้กี่ชั้น คุณจะวนอยู่ในขอบกระด้งที่มันซ้อนอยู่กี่วงวนคุณไม่รู้เรื่องหรอก นอกจากไม่รู้แล้วว่ามันซ้อนคุณก็ไม่รู้เรื่องว่ามันวน แล้วคุณก็จะอยู่อย่างนั้นแหละคุณจะไปหน้าหรือไปหลังก็ไม่รู้คุณเดินวนก็ไม่รู้ว่าคุณอยู่ที่ไหน ไปเจอที่เก่าก็ลืมแล้ว 

ส.เพาะพุทธว่า…ที่แย่กว่านั้นอีกบางทีหลงผิดว่าตนเองกำลังเดินทางไกลไปสู่จุดมุ่งหมายเบื้องหน้าทั้งที่กำลังเดินวนอยู่ในวงกลม บางทีบางครั้งความหลงผิดดังกล่าวเป็นความหลงผิดชนิดน่าสงสาร มีเรื่องเขาเล่าว่า หนอนมาเกิดเป็นเทวดา กลับไปบอกเพื่อนหนอนด้วยกันว่าฉันไปเป็นเทวดา นึกอยากจะได้กินอะไรก็ได้กิน ก็ชวนเพื่อนที่เป็นหนอนไปเกิดเป็นเทวดาด้วยกัน เพื่อนที่เป็นหนอนบอกว่า อย่างเอ็งต้องเสียเวลานึก แต่อย่างฉันไม่ต้องไปนึกเลยถึงเวลาคนก็มาหย่อนให้กิน ฉันยอมเป็นหนอนอย่างนี้ดีกว่า อันนี้คือวัฏอันน่าสงสาร 

พ่อครูว่า…หลงว่าเป็นสิ่งที่น่าเป็นน่ามี 

ส่วน“เทฺวนิยม”แม้แต่“พระเจ้า”เองนั้นไม่สามารถ“หลุดพ้น”หรือ“ดับซาตาน”หรือ“ดับมาร”หรือ“ดับกิเลส”จนกระทั่งไม่เหลือเชื้ออีกเลยใน“วิญญาณ”ได้สำเร็จบริบูรณ์ชนิดที่เจ้าของวิญญาณ“สัมผัส”ยืนยันได้ พิสูจน์ได้ในความเป็น“วิญญาณ” อย่างรู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็น“ซาตาน-กิเลส-มาร” ปรากฏ ณ ปัจจุบันหลัดๆโต้งๆโทนโท่  จนสามารถทำให้“ซาตาน-กิเลส-มาร” ดับสูญหายตายสนิทไปอย่างจริงๆแท้ๆเด็ดขาด เป็นการ“จบกิจ”ถึงขั้นนิรันดรเลยทีเดียวจึงเป็น“ความจริง”ที่สามารถยืนยันกันโดยมี“สัมผัสภาวะจริง”โต้งๆเป็น“ปัจจุบัน” ในโลกนั่นเทียว ไม่ใช่ยัง“ลึกลับ” สัมผัสไม่ได้

แต่ God ของ“เทฺวนิยม”นั้น“สัมผัส”มิได้เลย ทั้งๆที่ God  เป็น“วิญญาณ”จริง เป็น“ชีวะ”แท้ ที่มนุษย์นับถือ แม้มนุษย์จะมีทวาร 6 แท้ๆ แต่ก็ไม่มีโอกาสสัมผัส God ได้ด้วยประการใดๆ ทั้งด้วย“กรรม” และทั้งด้วย“กาล”

พ่อครูว่า..มนุษย์เป็นคนที่อาภัพ พระเจ้าสร้างมาไม่รู้ว่าพระเจ้าคือแบบไหนอย่างไรตัวตนอย่างไรไม่รู้เลย ไม่สามารถสัมผัสได้ เป็นกำพร้าตลอดนิรันดร 

ส.เพาะพุทธว่า…แม้จะมีอายตนะ ตาหูจมูกลิ้นกายใจก็ไม่สามารถ สัมผัส God ได้เลย

พ่อครูว่า…อยู่ในโลกก็ไม่รู้เรื่องแล้วจึงมืดอยู่ในโลกนี้ แล้วก็ไปสว่างกับโลกของพระเจ้า แต่ในการสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกายในปัจจุบันอยู่ในโลกนี้คุณไม่ได้อ่านอาการจิตเลย ไม่ได้เรียนเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณเลย 

ส.เพาะพุทธว่า…ยอมจำนนกับความไม่รู้ของตัวเองด้วย 

พ่อครูว่า…ต้องเป็นไปตามพระประสงค์ของพระเจ้า จะทุกข์ก็ทุกข์เองแต่ของศาสนาพุทธ กบฏเลย ไม่ทุกข์ได้ด้วยตัวเองเลยไม่ทุกข์ไม่สุขได้ด้วยตัวเอง แม้แต่วิญญาณของอัตภาพจะแตกให้เป็นอุตุธาตุได้ สลายไปเลยไม่เหลือเลยได้ ความรู้สึกก็ไม่เหลือ จิตจะทำงานด้วยสัญญาก็ไม่เหลือ ไม่มีการปรุงแต่งในสัญญานั้นอีกหรืออย่างอื่นอีก 

ส.เพาะพุทธว่า…ข้าขอลิขิตชีวิตข้าเองไม่เกรงดินฟ้า 

พ่อครูว่า…กรรมกับกาละ นี้เป็นธรรมะ 2 และมีอีกสองคำคือ ธรรมกับธาตุ

ธาตุเป็นสภาพ Static ส่วนธรรมะเป็นสภาพ Dynamic 

สรุปแล้วก็จะมี 2 อันให้เปรียบเทียบ จึงสรุปได้ที่ เทวฺ คือ 2 ขยายไปก็จะรู้ได้หมด infinity 

ศาสนาพุทธมี 3 รู้คือ รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง

รู้จักนี้จะต้องสัมผัส รู้แจ้งคือขยายความไปได้ทั่วนะรอบแล้วไม่มีผิดเพี้ยนรู้จริงของจริงมีอยู่เท่านี้ สามารถตีแตกแยกแยะออกได้ แล้วทำให้ธรรมะสองเป็นเทวที่ยิ่งใหญ่ เป็นเทวฺที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเลยก็ได้ ทำให้เหลือ 1 ก็ได้ ทำให้ 0 ก็ได้ 

ไม่ใช่พยัญชนะภาษามาโม้มาอวดคุยเฉยๆเชื่อไหมว่าทำได้จริง …

ส.เพาะพุทธว่า…ใช้คำว่าเกิดก็ได้ตายก็เป็น 

พ่อครูว่า…ใครมาเรียนรู้ฝึกปฏิบัติก็จะได้เป็นของตนเองเป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติ ทำได้รู้เอง ไม่ใช่ของพระเจ้าหรือของพระพุทธเจ้า เราเชื่อเองได้เป็น 0 เองเป็น 1 เอง คุณสูญจากอบายมุขแล้ว ทุกวันนี้อบายมันก็มีอยู่เต็มโลก ไปที่ไหนเราก็มีเอกราชทั่วทั้งแผ่นดิน อบายมุขอยู่เต็มไปหมด เราก็เป็นเอกราชทั่วทั้งแผ่นดินอยู่เหนือพวกนี้หมดอย่ามายุ่งกับข้า เอ็งจะจมอยู่ในนรกก็เรื่องของเอ็ง ไม่เป็นเมืองขึ้นของอบายมุขแล้ว Independent ของทั่วทั้งแผ่นดินแล้วเอกราชไปได้หมด ไม่ว่าจะเป็นอบายมุขอยู่ที่เมืองไทย ริมเขมรหรือหม่าเก๊า ลาสเวกัส ก็อยู่เหนือเขาได้ทั้งหมด ก็จะเข้าใจมากยิ่งขึ้น 

เทวฺซึ่งเป็นคู่สำคัญ 

“กรรม”กับ“กาล”นี้เป็น“ธรรมะ 2” คือ “เทฺว”ซึ่งเป็น“ธรรมะคู่สำคัญ”ที่ศาสนาพุทธรู้จักรู้แจ้งรู้จริง สามารถตีแตกแยกแยะออกได้ และทำให้“ธรรมะ 2”เป็น“เทฺว”ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดปานใดๆได้ตามภูมิธรรมของแต่ละคน

แม้ที่สุด“ดับความเป็นเทฺว”ให้“ดับสิ้น”  สูญไปจาก“กาล”ในมหาจักรวาลได้สัมบูรณ์

“กรรม”กับ“กาล”นี้เป็น“ธรรมะ 2”คู่หนึ่ง ซึ่งชื่อว่า“เทฺว”ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มีความเป็น“รูป”กับ“นาม” จึงเป็น“เทฺว”ที่สามารถจะศึกษาถึง“ความจริง”เป็นที่สุดแห่งที่สุดของความเป็น“จิตนิยาม”ได้สำเร็จสุดสัมบูรณ์ยิ่ง 

พุทธสามารถ“ดับเทฺว” หรือ“ดับอัตตา(อาตมัน)” อันเป็น“วิญญาณตนเอง”ได้ถึงขั้น

“สูญ”สำเร็จแท้ จึงเป็น“ศาสนาที่มี“นิพพาน”

นั่นคือ “ดับวิญญาณตนเอง”ได้ด้วยตนเอง เมื่อ“ตายลง”วิญญาณไม่ต้องไปอยู่กับ“พระเจ้า” วิญญาณสูญสิ้นสลายไป ไม่เหลือ“ธาตุรู้”ที่เป็น“จิตนิยาม”กันต่อไปอีก

พุทธมี“นิพพาน”ด้วยประการฉะนี้

พ่อครูว่า…ขณะที่เป็นพระอรหันต์อยู่ตอนเป็นๆทำให้วิญญาณของซาตานไม่มีได้ หยาบกลางละเอียดอย่างไรไม่มี ไม่มีความไม่ดีทั้งหมดได้ ยังจะเป็นชีวะต่อไปอีกก็เป็นได้ โดยไม่ต้องไปนรกอีกเลย พระอรหันต์ไม่ต้องมีนรกไม่ต้องไปนรกอีกเลยพระเจ้าไหนก็มาสั่งไม่ได้ 

สามารถที่จะสร้างที่จะทำอะไรให้เกิดมาอย่างที่พระเจ้าทำได้ สร้างได้ พระเจ้าว่าท่านสร้างทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วไหนมีกายกรรมวจีกรรมที่ไหนมาสร้างมีแต่ลมๆแล้งๆมาสร้าง ไม่เห็นตัวตนอะไรมาสร้างเลย แล้วบอกว่าฉันสร้างทุกอย่างแม้แต่เอ็งฉันก็สร้างขึ้นมานี่คือพระเจ้า เราก็บอกว่าอย่ามาสร้างข้าพเจ้าเลย ข้าพเจ้าสร้างข้าพเจ้าเองแล้วข้าพเจ้าก็จะสลายตัวข้าพเจ้าเองด้วย พระเจ้าไม่มีสิทธิ์จะมาทำอะไรกับข้าพเจ้าได้หรอก 

ข้าพเจ้าคือภาษาเทวนิยมเป็นลูกน้องพระเจ้า เป็นข้าของพระเจ้านะ 

“กรรม”กับ“กาล”นี้เป็น“ธรรมะ 2”คู่หนึ่ง ซึ่งชื่อว่า“เทฺว”ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มีความเป็น“รูป”กับ“นาม” จึงเป็น“เทฺว”ที่สามารถจะศึกษาถึง“ความจริง”เป็นที่สุดแห่งที่สุดของความเป็น“จิตนิยาม”ได้สำเร็จสุดสัมบูรณ์ยิ่ง 

พุทธสามารถ“ดับเทฺว” หรือ“ดับอัตตา(อาตมัน)” อันเป็น“วิญญาณตนเอง”ได้ถึงขั้น

“สูญ”สำเร็จแท้ จึงเป็น“ศาสนาที่มี“นิพพาน”

นั่นคือ “ดับวิญญาณตนเอง”ได้ด้วยตนเอง เมื่อ“ตายลง”วิญญาณไม่ต้องไปอยู่กับ“พระเจ้า” วิญญาณสูญสิ้นสลายไป ไม่เหลือ“ธาตุรู้”ที่เป็น“จิตนิยาม”กันต่อไปอีก

พุทธมี“นิพพาน”ด้วยประการฉะนี้

เรามีประธาน I เราก็ทำให้ she กับ he เหลือหนึ่งเดียวทำไมต้องมีสอง เราตัด she ออกได้มีแต่ he เขาจะมาเกี่ยวกับเราแต่ใจของเราไม่เกี่ยว 

แต่“เทฺวนิยม”นั้นไม่มี“นิพพาน” เพราะตีแตกแยกแยะความเป็น“เทฺว”ก็ยังไม่ได้ 

God หรือพระเจ้า เป็น“นาม” นั่นคือ เป็น“จิตวิญญาณ”แท้ “พระเจ้าก็ต้องเป็น “ชีวะ”แน่นอน

ซึ่งความเป็น“ชีวะ”นั้นก็ต้องมี“เกิด”เป็น“ชีวะ” และต้องมี“ตาย”ไปจาก“ชีวะ”

ผู้สามารถทำความเป็น“ชีวะ”ของตน ให้สิ้นความเป็น“ชีวะ”ขั้น“จิตนิยาม”หรือขั้น“วิญญาณ”ลงไปเป็นขั้น“พีชนิยาม” และที่สุดเป็น“อุตุนิยาม”ได้สำเร็จจริง จึงคือผู้ “อยู่เหนือเทฺว(อุตตระ)” หรือคือผู้สามารถจัดการกับความเป็น“เทฺว”ให้เป็นอย่างไรก็ได้ 

ที่สุดให้“มี”หรือให้“ไม่มี”ได้เป็นที่สุด

เราทำให้จิตเป็นชีวะระดับแค่พืช อาศัย โดยไม่ให้มีคู่สุขทุกข์ในจิตนิยาม เป็นพีชะ อาศัย จิตนิยามที่เหลือก็มีโลกุตระมีความเหนือ ไม่มีอะไรข่มได้ ไม่มีอะไรหักล้างได้ เราอยู่เหนือ อุตระ เป็นพลังงานที่อยู่เหนือจริงๆ เจโตวสิปัตโต ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ พลังงานกิเลสเป็นจิตตัวปลอมเราไม่ให้เข้ามาได้ จิตเราอยู่เหนือเทวฺ เป็นอุตระหรือคือ อุตส่าห์สามารถจัดการกับความเป็นเทวฺให้เป็นอย่างไรก็ได้ อยู่เหนือและควบคุมได้ด้วย จิตเป็นนาย วสวัตตีโก ที่สุดให้มีหรือให้ไม่มีได้เป็นที่สุด พลังงานอะไรที่จะให้มีหรือไม่มีเราก็ทำได้ ไม่ใช่แค่ภาษาพูดเท่านั้น แต่เป็นความเป็นจริงที่อยู่เหนือ และจะได้หรือไม่ได้ คุณปากพูด เป็นจริงคุณก็เป็นจริงจะเป็นจริงไม่ได้ก็โกหก ข้อสำคัญจริงหรือเปล่าจริงเป็นจริงก็จบที่คุณ ไม่มีใครล่วงรู้ด้วยกับคุณ คุณโกหกคนอื่นคุณก็โกหกเขา ถ้าคุณไม่โกหกคุณก็ไม่โกหกคนอื่นแม้แต่ตัวเองก็ไม่โกหก 

นั่นคือ สามารถทำ“ชีวะ”ของตนให้หมดสิ้นความเป็น“ชีวะ”ของตนเป็นที่สุดถึงขั้นแยกธาตุเป็น“อุตุนิยาม”เป็นที่สุดได้ รู้จักความเป็นธาตุ

God หรือ พระเจ้า เป็น“จิตวิญญาณ” เป็น“ชีวะ”แน่ๆ และเป็น“เทฺว”ด้วย นั่นคือ เป็น“เทฺว”ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งที่สุดปานนั้น 

แต่ God  หรือ พระเจ้า เป็น“วิญญาณ” แม้เป็น“ชีวะ”แท้ๆ และเป็น“เทฺว”ผู้ยิ่งใหญ่ด้วยนั้น ไม่สามารถทำตนให้เกิด“สูญ”ได้  

ใหญ่เท่าไหร่ก็ทำ 0 ไม่ได้ พระเจ้าทำ 0 ไม่ได้ ศาสนาพุทธสามารถทำวิญญาณของตนเองให้สูญสลายไปจากกาละ สิ้นกรรมไปจากโลกจะมีกาละเดินไป แต่กรรมที่ประกอบเป็นชีวะหมดไปแล้ว อัตตาที่ทำกรรมหายไปจากกาละหายไปจากโลก โลกก็เดินไปสิ แต่อัตตาหายไปจากโลกเฉพาะเรา

พระเจ้า ไม่สามารถเห็นวิญญาณผู้ที่ปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ พระเจ้าหาไม่เจอ หายไปจาก กาละ หายไปจากโลก ความเป็นจิตวิญญาณไม่เหลือแล้วพระเจ้าก็งง มันหายไปไหน?

พูดเหมือนเล่านิทานนิยาย แต่เป็นจริงนะ ผู้ที่ไม่เป็นจริงก็ไม่เชื่อหาว่าเอาบัญญัติภาษามาหลอก เราท้าให้มาพิสูจน์ได้เอหิปัสสิโกเป็นจริง ไม่หลอก 

ส่วนศาสนาพุทธสามารถทำ“วิญญาณ”ของตนให้“สูญ”สลายไปจาก“กาล” สิ้น“กรรม” ไปจาก“โลก”ใดๆไหนๆหมดสิ้นไม่เหลือได้แท้

“พระเจ้า”ไม่สามารถเห็น“วิญญาณ” ของผู้“ปรินิพพานเป็นปริโยสาน”ไปจากความเป็น“จิตนิยาม”ได้เป็นอันขาด 

เพราะผู้ปรินิพพานเป็นปริโยสาน แยกธาตุตนเองเป็น“อุตุนิยาม”ไปได้เองเป็นที่สุด

พ่อครูว่า…เราปรินิพพานเป็นปริโยสานในอบายภูมิไปแล้ว ก็ 0ในปัจจุบันนั้นได้ มาสู่โลกกามคุณ เราก็ทำ 0 ได้อีก รูปภูมิ เราก็ทำ 0 ได้อีก สุดท้าย อรูปภูมิ เราก็ทำ 0 ได้อีก เป็นลำดับขั้นที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง มาพิสูจน์ได้ตั้งแต่เลิก อบายภูมิ กามภูมิได้ เลิก รูปภูมิ ก็เลิกได้อีก สุดท้ายอรูปภูมิก็มาพูดกับคนหมดอรูปภูมิได้อีก ก็จะคุยกับคนที่หมดแล้วรู้เรื่อง 

จึงชื่อว่า เป็นผู้สิ้น“กรรม”ไปจาก“กาล” สัมบูรณ์สุด ไม่เหลือ“อัตตา”ใดๆอีกเลยหรือไม่เหลือ“อาตมัน”ในที่ไหนๆอีกแล้ว

ไม่มี“อัตตาหรืออาตมัน”เลย ไม่ว่าจะเป็น“ปรมาตมัน”ใหญ่ยิ่งขนาดไหน “ตน”ก็ทำปรมาตมันนั้นๆของ“ตนเอง”ให้สูญสลายหายจากความเป็น“ชีวะ”หรือ“อัตตา(อาตมัน)” ไปได้ ไม่เหลือ เรียกว่า“นิพพาน”ไปตามลำดับ และที่สุด“ปรินิพพานเป็นปริโยสาน” ความเป็น“จิตนิยาม”ก็สิ้นสภาพแตกตัวไปเป็น“อุตุนิยาม”หมดแล้ว ไม่เหลือความเป็น“จิตนิยาม”อีกแล้วนิรันดร

ไม่ว่าจะอยู่ในภาวะ“ความมี”ของ“จิตนิยาม”ก็“ไม่มีแล้ว”ทั้งนั้น “สูญสลายหายไป”จากกาละ แม้ไปอยู่กับ“พระเจ้า”นั้น“ไม่มี”เด็ดขาด “วิญญาณ”ของผู้“ปรินิพพานเป็นปริโยสาน”ของศาสนาพุทธจะไม่มี“วิญญาณ” เหลือในที่ไหนอีกเลยในความเป็น“กาละ”

พ่อครูว่า…เทวนิยมเชื่อว่าจะตายไปแล้วจะอยู่กับพระเจ้าก็เชื่อกันไป แต่ของเราหมดอัตภาพได้ 

ซึ่งแตกต่างกันคนละขั้วทีเดียวกับชาว “เทฺวนิยม” เพราะ“เทฺวนิยม”ถือว่า“วิญญาณ” นั้นนิรันดร ไม่มี“สูญ” ตายแล้วจะไปอยู่กับ “พระเจ้า”ทุก“วิญญาณ”นิรันดร 

พ่อครูว่า…แค่ความเชื่อว่านิรันดรคุณก็สลายไม่ได้แล้ว แต่ของเรามี 0 นิรันดร เอาพยัญชนะคำว่านิรันดรที่แปลว่าไม่มีในระหว่างนั้นอีกแล้วคือ 0 วิญญาณของเรานิรันดร 0 แต่ของเทวนิยมไม่มี 0 ตายแล้วจะไปอยู่กับพระเจ้าทุกวิญญาณนิรันดร 

โดยเฉพาะชาวเทฺวนิยมถือว่า“วิญญาณไม่มีสูญ” วิญญาณทุกวิญญาณตายแล้วจะไปอยู่กับ“พระเจ้าทั้งสิ้น” เป็นแต่ว่ามีบางคนเท่านั้นที่“พระเจ้าจะให้ตกนรก” ก็ตามแต่พระประสงค์ของพระเจ้า วิญญาณจะ“สูญ”ไม่ได้   

พ่อครูว่า…จะชอบใจไม่ชอบใจก็ตามแต่ประสงค์ของพระเจ้า วิญญาณจะสูญไม่ได้ 

“เทฺวนิยม”ยึดถือกันว่า “วิญญาณ” หรือ “อาตมัน(อัตตา)”นั้นมีอยู่“นิรันดร” ไม่มี“สูญ”

จึงเป็นลัทธิ“สุขนิยม” คือลัทธิ“สุขเที่ยง” หมายความว่า ที่สุดแห่งที่สุดแล้ว“วิญญาณ”

จะไปจบกันที่“สุข”อยู่สวรรค์ นั่นคือ“เที่ยงต่อความเป็นสุขนิรันดร” เพราะไปอยู่กับ“พระเจ้า”อันเป็น“แดนสวรรค์”กันทุกวิญญาณ ก็เป็นอันมี“ความรู้”เรื่องวิญญาณ“จบ”กันเท่านี้ จึงรู้“การเกิด-การตาย”แค่ชีวิตชาติเดียว เขาจึงไม่มีนิพพาน   

“เทฺวนิยม”ไม่รู้แจ้งไม่สำคัญเรื่อง“กรรม” อันมี“วิบาก”ของตนที่มี“ผล”กับชีวิตต่อเนื่องกันไปนับชาติไม่ถ้วน ดังที่เป็น“นิยายแห่งชีวิตของแต่ละคน”ในโลก ที่มีเป็นนิยายมากมาย

ส่วนพุทธนั้นถือว่า“กรรม”นี่เองคือ God 

แต่เทฺวนิยมไม่เชื่อเรื่อง“กรรม” เชื่อแต่ว่า ตายแล้วไปอยู่กับ“พระเจ้า”ในแดนสวรรค์ 

ทั้งนั้น และจะมี“บางราย”ที่พระเจ้าบัญชาให้ตกนรก ซึ่งก็แล้วแต่“พระเจ้า” 

ดังนั้น ทุกคนจึงต้องทำตนให้พระเจ้ารัก อ้อนวอนพระเจ้าทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้พระเจ้ารัก และเชื่อกันด้วยว่า พระเจ้า“รัก”คนทุกคน ไม่“ชัง”ใครเลย จึงค่อนข้างประมาท  

แต่อย่างไรก็ตาม เทฺวนิยมล้วนเชื่อกันว่า “อำนาจ”สูงสุดบันดาลสรรพสิ่งทั้งหลายอยู่ที่“พระเจ้า” เป็นสิทธิ์ขาดสูงสุด 

ไม่ใช่“อำนาจทั้งหลาย”อยู่ที่“กรรม”ของตนเองนั่นเอง ที่ทำ“ดี”หรือทำ“ชั่ว” แล้วตนก็ต้องเป็นไปตาม“กรรมดี-กรรมชั่ว”ของตน 

“กรรมจำแนกสัตว์(กัมมังสัตเต วิภัชชติ)”หรือสัตว์ทั้งหลายในโลกล้วนเป็นไปตามกรรมของตนเองที่ตนทำ(กัมมุนา วัตตตี โลโก)”

แต่“เทฺวนิยม”ถือว่า พระเจ้าจำแนกสัตว์

ไม่ใช่“กัมมโยนิ”แบบพุทธ ที่หมายความว่า “กรรม”เป็นเครื่องพาให้เป็นให้ไป  “กรรม” ต่างหากเป็นเครื่องพาให้ไปสวรรค์หรือไปนรก

หรือที่สุดสามารถ“สิ้นสวรรค์-สิ้นนรก” สิ้นบุญ-สิ้นบาปได้ก็ด้วย“กรรมของตน”แท้ๆ

ที่สุด“สูญสิ้น-จบวิญญาณ”ลงเป็นที่สุดก็ด้วย“กรรม”ของตน ตนเป็นผู้ทำเองทั้งสิ้น

ศาสนาพุทธมี“นิพพาน”และ“ปรินิพพานเป็นปริโยสาน”สำเร็จจริงกันปานฉะนี้    

ส.เพาะพุทธ สรุปจบ เป็นบทกวี