ศาสนา

620714_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ บรรลุอรหันต์มีลำดับตามจูฬสุญญตสูตร

อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1zoBy5dNDlQKFC_rQw1QoAGJ50yCcQJV018zarHt-Xtg/edit?usp=sharing    

ดาวโหลดเสียงที่ ..https://drive.google.com/open?id=1I9DaMLPLwu-a1892PSSgku98eyYNiu7_

สมณะฟ้าไท…วันนี้วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม 2562 ที่บวรราชธานีอโศก ใกล้ถึงวันเข้าพรรษาแล้ว ชาวโลกียะ เขาก็ทำอีกอย่าง ชาวโลกุตระก็จะทำทวนกระแสกับชาวโลกุตระ ชาวโลกุตระจะไม่ทำเดรัจฉานวิชชา ตามที่พระพุทธเจ้าห้ามไว้ในจุลศีล 

พ่อครูว่า..อาตมาว่าอาตมาเกิดมาในชาตินี้เรียกกันอย่างโลกว่าเกิดมามีบุญ จริงๆแล้วอาตมาเป็นคนไม่มีบุญแล้ว บุญหมดแล้ว เพราะว่าอาตมาไม่ต้องฆ่ากิเลสให้แก่ตัวเองอีกแล้วบุญเป็นเรื่องฆ่ากิเลสเป็นอาวุธยิ่งใหญ่ที่สุด อาวุธที่ทำลายกิเลส อาตมาประกาศตนไปแล้วว่าเป็นอะไร ก็ไม่มีอะไรที่จะต้องฆ่ากิเลสอีก ก็ไม่ต้องใช้บุญอีกเลยบุญก็ไม่ต้องมี

ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจน หลายสูตร ท่านยืนยันว่า ท่านเป็นผู้ไม่มีบุญแล้ว อย่างเช่น ใน ล.32 ข้อ 392 

สิ้นบุญสิ้นบาป

  1. ว่าด้วยบุพจริยาของพระองค์เอง

ในกาลก่อนเราเป็นเด็ก(ลูก) ของชาวประมงอยู่ในบ้านเกวัฏฏคาม เห็นคนทั้งหลายฆ่าปลาแล้วเกิดความโสมนัส ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น ความทุกข์ที่ศีรษะ (ปวดศีรษะ)ได้มีแล้วแก่เราในเมื่อเจ้าศากยะทั้งหลายถูกเบียดเบียน พระเจ้าวิฏฏุภะฆ่าแล้ว เราได้บริภาษพระสาวกทั้งหลาย 

ในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระนามว่าผุสสะ ว่าท่านทั้งหลายจงเคี้ยว จงกินแต่ข้าวแดง แต่อย่ากินข้าวสาลีเลย ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น เราอันพราหมณ์นิมนต์แล้ว อยู่ในเมืองเวรัญชา บริโภคข้าวแดงตลอด ๓ เดือน 

ในกาลนั้น เมื่อนักมวยกำลังชกกัน เราได้ห้ามบุตรนักมวยปล้ำ ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น ความทุกข์ที่หลัง (ปวดหลัง) ได้มีแล้วแก่เรา 

เมื่อก่อนเราเป็นหมอรักษาโรคได้ถ่ายยาให้เศรษฐีบุตร (ตาย) ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น โรคปักขันทิกาพาธจึงมีแก่เรา 

เราชื่อว่าโชติปาละ ได้กล่าวกะพระสุคตเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ในกาลนั้นว่า จักมีโพธิมณฑลแต่ที่ไหน โพธิญาณท่านได้ยากอย่างยิ่ง ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น เราได้ประพฤติกรรมที่ทำได้ยากมาก(ทุกกรกิริยา) ที่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคมตลอด ๖ ปี แต่นั้น จึงได้บรรลุโพธิญาณ แต่เราก็มิได้บรรลุโพธิญาณอันสูงสุดด้วยหนทางนี้ เราอันบุรพกรรมตักเตือนแล้ว จึงแสวงหาโพธิญาณโดยทางที่ผิด 

(บัดนี้)เราเป็นผู้สิ้นบาปและบุญ เว้นจากความเร่าร้อนทั้งปวง ไม่มีความเศร้าโศก ไม่คับแค้น เป็นผู้ไม่มีอาสวะ จักนิพพาน พระชินเจ้าทรงบรรลุกำลังแห่งอภิญญาทั้งปวงแล้ว ทรงพยากรณ์โดยทรงหวังประโยชน์แก่ภิกษุสงฆ์ ที่สระใหญ่อโนดาต ด้วยประการฉะนี้แล.

ทราบว่า พระผู้มีพระภาคได้ทรงภาษิตธรรมบรรยายพุทธาปทานชื่อ ปุพพกรรมปิโลติ

อันเป็นบุพจารีตของพระองค์ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ พุทธาปทานชื่อปุพพกรรมปิโลติ.

                  ————————

พ่อครูว่า…ทุกรกิริยาไม่ใช่แค่ทรมานตนเอง แต่ว่าทำสิ่งที่ผิดที่ชั่ว พวกที่เข้าใจผิดออกป่าไปบำเพ็ญในป่าก็ผิดทาง 

พระพุทธเจ้าท่านผ่านอะไรมามากมาย อาตมาก็เป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ที่ผ่านอะไรมามาก 

ผู้ที่มีความจริงจะพูดอะไรโดยไม่เก้อเขินทำเป็นเหมือนผู้หญิงถูกจีบ จริตจก้าน คำมังกุ ซึ่งตัวเองไม่มีความแน่ใจชัดเจนแน่จริงว่าฉันเป็นอรหันต์ จะพูดอย่างนี้ เท่ๆ ฟังทั้งมวลทั้งหมด อาตมาจะอ่าน ของหลวงปู่หล้า

หลวงปู่หล้า เขมปัตโต 

ตอบปัญหาธรรมและการปฏิบัติธรรม

คำถาม :

บุคคลกลุ่มหนึ่งชอบกล่าวอ้างพระองค์นั้นพระองค์นี้เป็นพระอรหันต์ หลวงปู่เองก็มีผู้จดหมายถามว่าหลวงปู่เป็นพระอรหันต์หรือเปล่า และบางครั้งยกยอให้หลวงปู่เป็นพระอรหันต์ หลวงปู่ก็ได้เมตตาตอบจดหมายเขาเหล่านั้น

หลวงปู่หล้า เขมปัตโต ตอบ :

ที่ให้คะแนนหลวงปู่เป็นพระอรหันต์ แท้จริงแล้วหลวงปู่หาพระอรหันต์ในสกลกาย สกลใจ สกลวาจามาช้านานแล้วไม่พบเลย พบแต่กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขารเท่านั้น แม้จิตสังขารเล่าก็เกิดดับเร็วยิ่งกว่าพยับแดด ติดต่อกันเป็นรอบๆ เป็นพืดหาระหว่างมิได้ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็คือผลลัพท์

การปฏิบัติกาย วาจา ใจให้ถูกทางเป็นหนทางไปสู่พระอรหันต์เท่านั้น ไม่ใช่กาย วาจา ใจเป็นพระอรหันต์ 

พ่อครูว่า…กาย วาจา ใจ ไม่ใช่เป็นพระอรหันต์แล้วจะเอาอะไรมาเป็นพระอรหันต์ พูดเหมือนคนตาบอดจูงคนตาบอดไปดูหนังใบ้ แล้วพูดกันว่าหนังสนุกมากเลย ตีกัน อย่างนั้นอย่างนี้ ฟังแล้วน่าสงสาร 

 ถ้าปฏิบัติผิดเล่าก็เป็นทางไปสู่ความเสื่อม จิปาถะนรกก็ว่าเพราะมันรกอยู่ที่ใจเดือดร้อน เมื่อมีผู้สรรเสริญว่าหลวงปู่เป็นพระอรหันต์ หลวงปู่ก็เฉยเสียไม่รับไม่ปัด

พ่อครูว่า…ที่จริงแล้วไม่รู้ตัวเอง ถ้าไปบอกว่าไม่เป็น แต่เขาก็ว่าเราเป็นอรหันต์ เป็นเรื่องไม่ชัดเจนไม่จริงจังไม่แน่นอนไม่รู้กันเลยคลุมเครือโมเม มั่ว น่าสงสารศาสนา 

 มีผู้ยกยอปอปั้นว่าเราเป็นพระอรหันต์ก็อย่าดีใจ เพราะพระวินัยทรงห้ามปรามไว้แจ่มแจ้งแล้ว

พ่อครูว่า….ในโลหิจสูตรก็ชัดเจนว่าไม่ได้ห้าม  ในอภิณหปัจเวกขณ์ก็บอกว่าให้บอกได้อย่างไม่เก้อเขิน ไม่มังกุ ไม่อุทธัจจะ เมื่อคนมาถามว่าเราได้บรรลุหรือไม่?

อภิณหปัจเวกขณ์ ข้อที่ 10 อัตถิ นุ โข เม อุตตะริมะนุสสะธัมมา อะละมะริยะ ญาณะทัสสะนะวิเสโส อะธิคะโต, โสหัง ปัจฉิเม กาเล สะพรหมะจารีหิ ปุฏโฐ นะ มังกุ ภะวิสสามีติ ปัพพะชิเตนะ อะภิณหัง ปัจจะเวกขิตัพพัง

บรรพชิตพึงพิจารณาโดยแจ่มชัดอยู่เนืองนิจว่า, ญาณทัสสนะอันวิเศษควรแก่พระอริยเจ้า, อันยิ่งกว่าวิสัยธรรมดาของมนุษย์, ที่เราได้บรรลุแล้ว, เพื่อเราจะไม่เป็นผู้เก้อเขิน เมื่อถูกเพื่อนสหพรหมจารีด้วยกันถามในภายหลัง, มีอยู่แก่เราหรือไม่, ดังนี้

การพูดอย่างเก้อเขินก็เหมือนผู้หญิงไม่เดียงสา เอียงอาย ดูแล้วก็จะว่าน่าเอ็นดูก็น่าเอ็นดูแต่ว่ามันไร้เดียงสา

พระอรหันต์ไม่มีในรูปกาย นามกายคือขันธ์ ๕ เพราะรูปกายนามกาย ขันธ์ห้าเป็นขันธมาร กิเลสมารก็เข้าไปสิ่งถือเอาเป็นตัวตน เรา เขา สัตว์บุคคล ชนะกิเลสมารด้วยพระปัญญาอันถ่องแท้แน่ใจ มารทั้งหลายก็หายหน้าไปพร้อมกันทันเวลาพริบตาเดียว

พ่อครูว่า…เขาพูดแต่ภาษาแล้วมันสับสนไม่รู้เรื่อง 

รู้เท่าอันใดนั้นก็หายไปเพราะไม่ได้มาสงสัยอันนั้นอีกใช่หรือไม่ ใจที่ฝึกฝนดีแล้วกลายเป็นทรงธรรมอันไม่ตาย ไม่ได้มาบัญญัติว่าใจอีก แต่เพียงบัญญัติว่าธรรมอันไม่ตาย ธรรมทรงธรรม นิพพานทรงนิพพานก็ว่าได้

พ่อครูว่า…พยายามอธิบายคำว่า ว่าง คือไม่มีอะไรเลย แต่ไม่รู้ว่าอะไรที่ควรวางอะไรไม่ควรว่าง ควรจะว่างจากอะไร 

ความว่าง จะต้องไม่มีในสิ่งใด สิ่งใดที่มีอยู่ เป็นลำดับ ในจูฬสุญญตสูตร แต่สายหลับตาก็จะโมเมว่าตนเองว่างแล้ว นึกว่าตัวเองบรรลุแล้วด้วยอย่างเช่นมหาบัว แต่เป็นวิธีปฏิบัติอย่างผิดๆ 

จดหมายของลูกๆ นั้น หลวงปู่ได้รับแล้วรู้สึกซาบซึ้งในสัมมาวาจาที่ลูกๆ พูดลูกๆ ปรารภ การที่ลูกให้คะแนนว่าหลวงปู่เป็นพระอรหันต์นั้นมันเป็นเรื่องของลูกๆ ต่างหาก ไม่ใช่เรื่องของหลวงปู่เลย หลวงปู่มาตรวจดูในรูปขันธ์ก็สักแต่ว่าเป็นรูปขันธ์ไปเสีย มาตรวจดูในนามขันธ์ก็เป็นแต่สักว่านามขันธ์เสีย มาตรวจดูในคำว่าหลวงปู่ก็เป็นแต่สักว่าคำว่าสมมติหลวงปู่ไปเสีย พระอรหันต์ไม่มีในหลวงปู่เสียแล้ว เหตุนั้นหลวงปู่จึงไม่ดีใจเสียใจในเรื่องนี้

(พ่อครูไอตัดออกด้วย)

อนึ่ง รูปขันธ์ก็ดี นามขันธ์ก็ดีที่เรียกว่าเราๆ เขาๆ ท่านๆ ตลอดจนถึงจิตใจและผู้รู้ ถ้าปฏิบัติถูกก็เป็นศีล สมาธิ ปัญญา เป็นหนทางเดินเข้าสู่พระนิพพาน ถ้าทำถูกทางก็เป็นหนทางเพื่อเข้าสู่พระอรหันต์ ถ้าทำผิดก็ตรงกันข้าม หนทางเข้าสู่พระอรหันต์กับหนทางสู่พระนิพพานก็รสชาติอันเดียวกัน ต่างกันก็แต่คำว่าชื่อเท่านั้น

พ่อครูว่า…น่าสงสารผู้ที่ไม่รู้เรื่องศาสนาพระพุทธเจ้าเหล่านี้ ก็จะอ่านของมหาบัวให้ฟัง 

มหาบัวเขาบอกว่าเขารู้ของเขาเลย แต่ของหลวงปู่หล้านี้ทำเหมือนเขินสะเทิ้นอายแต่มหาบัวนี้บอกแบบนักเลงเลย

เล่าเรื่องคืนบรรลุอรหันต์ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

“จิตกับธรรมเป็นอันเดียวกัน สว่างจ้า” ในวันที่หลวงตาบัวได้บรรลุธรรมขั้นสูงสุด

“จิตกับธรรมเป็นอันเดียวกัน สว่างจ้า” ในวันที่หลวงตาบัวได้บรรลุธรรมขั้นสูงสุด

วันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๓ เป็นวันที่หลวงตามหาบัวบรรลุธรรมขั้นสูงสุด ตรงกับวันแรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๖ เวลา ๕ ทุ่มตรง ณ วัดดอยธรรมเจดีย์ จ.สกลนคร

“..บทสุดท้ายที่จะคว่ำวัฏจิตวัฏจักร ความหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงการเกิดการตายทับถมกันนี้ มายุติในวัดดอยธรรมเจดีย์ วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ เวลา ๕ ทุ่มพอดี หลังเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ ไปฟ้าดินถล่มที่นั่นละ ฟ้าดินถล่มนี้เราไม่เคยเห็นนะ เพราะเกิดมาก็ไม่เคยคาดเคยหมายว่าสวรรค์เป็นอย่างไร พรหมโลกเป็นอย่างไร นิพพานเป็นอย่างไร เราก็ไม่เคยรู้เคยเห็น มีแต่คาดแต่หมายไปอย่างนั้น แต่ในคืนวันนั้นพูดให้มันชัดเจนเสีย เป็นอยู่หลังเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ เวลา ๕ ทุ่มเป๋งเลย วันที่ ๑๕ เดือนพฤษภา ๒๔๙๓ นั่นละตอนที่ฟ้าดินถล่มถล่มในตอนนั้น พอฟ้าดินถล่มตัวนี้พุ่งขึ้นบนอากาศมันขึ้นไปได้อย่างไร ฟังซิน่ะมาอวดท่านทั้งหลายเหรอ นั่งอยู่ธรรมดานี่ละร่างกายของเรานี้มันพุ่งขึ้นมันขึ้นไปได้อย่างไร เราเองก็อัศจรรย์เองนะพอพุ่งขึ้นไปลงมาแล้วมันสั่นไปหมดในร่างกาย ตัวสั่นเหมือนโลกธาตุนี้คว่ำหมดเลย สว่างจ้าขึ้นมาครอบหลังวัดดอยธรรมเจดีย์

มองไปที่ไหนว่างหมดไม่มีอะไรเหลือเลย โอ้โห เป็นอย่างนี้เหรอ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ตรัสรู้อย่างนี้ละเหรอๆ พระธรรมแท้เป็นอย่างนี้ละเหรอ พระธรรมแท้ก็คือธรรมชาติ จิตกับธรรมเป็นอันเดียวกันแล้วนั่นละธรรมแท้ เป็นอย่างนี้ละเหรอ พระสงฆ์แท้เป็นอย่างนี้ละเหรอ หือ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างไร มันเป็นแล้วนะนั่น นั่นละเป็นวาระสุดท้าย ฟ้าดินถล่มวันนั้น จากนั้นมาเรื่องภพเรื่องชาติขาดสะบั้นไปพร้อมๆ กันหมดไม่มีอะไรเหลืออยู่ภายในจิตใจเลย เป็นในวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ เวลา ๕ ทุ่มพอดี นั่นละกิเลสขาดสะบั้นลงจากใจ สว่างจ้าขึ้นมา อัศจรรย์ตัวเอง ถึงขนาดพูดว่า เหอ..พระพุทธเจ้าตรัสรู้อย่างนี้ละเหรอๆ พระธรรมแท้เป็นอย่างนี้ละเหรอๆ พระสงฆ์แท้เป็นอย่างนี้ละเหรอๆ เอ๊..พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างไร มันเป็นแล้วนะนั่น

แต่ก่อนพอระลึกพุทโธ ธัมโม สังโฆ จะมาพร้อมกันๆ แต่ในขณะใหญ่นี้ผ่านไปแล้วกลายเป็นว่าพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างไร เป็นอันเดียวกันแล้วธรรมทั้งแท่ง จิตกับธรรมเป็นอันเดียวกัน สว่างจ้าเลย นี่ก็อยู่วัดดอยธรรมเจดีย์ เราไม่ได้ลืมนะ วัดนี้จึงเป็นวัดที่สลักปักลึกในหัวใจเรามากทีเดียว ไปทีไรต้องจ้องอยู่นั่นละ แต่ทุกวันนี้มันขึ้นข้างบนไม่ได้ ก็ไปอยู่ที่ศาลาข้างล่าง แต่ก่อนไปปั๊บขึ้นเลย ไปชมอะไรพูดไม่ถูกละ ชมธรรมอัศจรรย์ของเราที่เป็นในที่เช่นไร มันจะวิ่งเข้าถึงนั้นเลย แต่เวลานี้ขึ้นไม่ได้ มีแต่มองไปด้วยจิตเท่านั้นละ เห็นบุญเห็นคุณวัดดอยธรรมเจดีย์ของเรา

เราได้ปฏิบัติมาก็อย่างนี้ละกับบรรดาพี่น้องทั้งหลายเวลาออกปฏิบัติทีแรกจิตมันดีดมันดิ้น มันฟัดมันเหวี่ยงกับเรานี้ โอ๊ยหัวคว่ำหัวหงายไปเลย ครั้นเอาไปเอามาก็มีกำลังฟัดกันๆต่อไปกิเลสก็หงายเลย พอกิเลสหงายฟ้ากระจ่างขึ้นมาเลยเรียกว่าฟ้าดินถล่มในสถานที่นั่นวัดดอยธรรมเจดีย์ เป็นวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ นั่นละวันเปิดโลกธาตุ ภพชาติต่างๆที่เกิดที่ตายมากี่ภพกี่ชาติตายกองกันทั้งเขาทั้งเรา เฉพาะเรื่องธรรมเรื่องความเกิดความตายความทุกข์ความทรมานในวัฏสงสารของเราเองได้ขาดสะบั้นลงไปแล้วในขณะนั้นอัศจรรย์เกินคาดเกินหมาย

คืนวันนั้นไม่นอนเลย พอนั่งแล้วก็คำนึงถึงความอัศจรรย์ของธรรมพระพุทธเจ้าก็มาอยู่อันเดียวกันเสีย พระธรรมก็เป็นอันเดียวกันเสียพระสงฆ์ก็เป็นอันเดียวกันเสียเลยไม่ปรากฏว่าเป็นสองเป็นสามเหมือนที่เราเคยคิดมาแต่ดั้งเดิมพอมาถึงจุดนั้นแล้วผางทีเดียวเท่านั้น พระพุทธเจ้าตรัสรู้อย่างนี้ละเหรอๆจากนั้นมาแล้วพระธรรมแท้เป็นอย่างนี้ละเหรอๆพระสงฆ์แท้เป็นอย่างนี้ละเหรอ โห พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างไร นี่เป็นแล้วนะนั่น มันเป็นแล้วอัศจรรย์ตั้งแต่บัดนั้นมา ขาดสะบั้นเรื่องภพเรื่องชาติตั้งแต่บัดนั้นจนกระทั่งป่านนี้ไม่ได้คิดได้คาดว่าตายแล้วจะไปเกิดที่ไหนเกิดแล้วจะไปตายที่ไหน จะขึ้นจะลงที่ไหน หมดปัญหาโดยประการทั้งปวงพอแล้วอยู่กับคำว่าธรรมธาตุ พอแล้วอยู่กับคำว่านิพพานเที่ยงรวมอยู่นั้นหมด ไม่ต้องไปหาพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ที่ไหนองค์ไหนก็แบบเดียวกันๆ ถามหาพระพุทธเจ้าองค์ไหนองค์นั้นชื่อว่าอย่างไรองค์นี้ชื่อว่าอย่างไร พระนามของท่านชื่อว่าอย่างไรไม่ถาม

ธรรมชาติที่บริสุทธิ์นี้เป็นอันเดียวกันเหมือนกันกับน้ำที่ตกลงมาจากฟ้านั่นละ เมฆก้อนไหนก็ตามลงมาสู่น้ำมหาสมุทรแล้ว เป็นน้ำมหาสมุทรอันเดียวกันหมดเลยไม่ได้แยกแยะว่าเมฆก้อนหนึ่งเป็นฝนมาจากเกาะไหนดอนใดไม่มีลงนั้นแล้วเป็นมหาสมุทรอันเดียวกันหมด อันนี้พอผางขึ้นมหาวิมุตติมหานิพพานแล้วเป็นอันเดียวกันหมด ถามที่ไหนเมฆก้อนไหนตกลงมาก็เป็นมหาวิมุตติมหานิพพาน เมฆหมายถึงธรรมก้อนไหนตกเข้ามาในหัวใจเราจากความเพียรของเราก็เป็นมหาวิมุตติมหานิพพานไปตามๆ กันหมด หายสงสัยตั้งแต่บัดนั้นมาหายสงสัยแล้ว การเกิดการตายเราจึงไม่ได้คำนึงถึงเรื่องการเกิดการตายของเรา เราพูดจริงๆ เปิดให้พี่น้องทั้งหลายฟังเสีย หมดเรื่องภพเรื่องชาติล้างป่าช้าในชาตินี้ล้างหมดเรียบร้อยไม่มีเหลือ ก็จะมีตั้งแต่เวลาเราตายนี้เขาจะเอาศพของเราไปให้ไฟเผาเท่านั้นเอง ข้อแม้อันหนึ่งนั้นคือว่าพินัยกรรมของเราได้ประกาศไว้แล้วตั้งแต่เรายังไม่ตายนี่เวลาเราตายบรรดาญาติโยมลูกศิษย์ลูกหาทางใกล้ทางไกลที่นับถือพุทธศาสนา เวลาเราตายนี้ ต่างคนก็ต่างจะเอาสมบัติเงินทองเข้ามาอนุโมทนา มันทนไม่ไหวแล้วจะต้องตายก็ต้องยอมรับ ปัจจัยทั้งหลายก็มาทุ่มให้เราๆ ศพเมรุเน่าๆ นั้นแหละ

พอเขาถวายหมดแล้วเราก็มีพินัยกรรมของเราอีก นี่เวลาเราตายนี้แล้วท่านผู้ใดที่มีศรัทธาความเคารพเลื่อมใสต่อเรา เห็นว่าสุดวิสัยแล้วต่างก็เอาจตุปัจจัยไทยทานมาบริจาค ทีนี้จตุปัจจัยไทยทานที่มาบริจาคเรามีพินัยกรรมไว้เรียบร้อยแล้ว เวลาเราตายพินัยกรรมของเราบอกว่า สมบัติเงินทองข้าวของที่พี่น้องทั้งหลายมาบริจาคทานเพื่อเผาศพของเรานี้ สมบัติเหล่านี้เราตั้งกรรมการรับผิดชอบไว้หมดเลย พอเสร็จเรียบร้อยแล้วจะยกเงินทองทั้งหมดนี้เอาไปซื้อทองคำเข้าสู่คลังหลวง ตัวเราเองจะเผาด้วยไฟเท่านั้น หายห่วงไปเลย ลบป่าช้าความเกิดแก่เจ็บตายไปหมด นรกสวรรค์ชั้นไหน พรหมโลกอยู่ชั้นไหนลบหมดไม่มีอะไรเหลือ หากประจักษ์ในหัวใจนี้เอง เหลือตั้งแต่ นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ เหลือเท่านั้นละ คำว่านิพฺพานํ คือธรรมธาตุ จิตเป็นธรรมธาตุ จิตเป็นธาตุ ธาตุเป็นจิต เรียกว่าเป็นธรรมธาตุแล้ว หาอะไรอีก หมดโดยสิ้นเชิง นี่ละการปฏิบัติมาตั้งแต่ล้มลุกคลุกคลาน ตะเกียกตะกายแทบเป็นแทบตายก็มาเป็นในคืนวันนั้นละ เป็นที่วัดดอยธรรมเจดีย์ เวลา ๕ ทุ่ม วันที่ ๑๕ พฤษภา ๒๔๙๓ นี่ละกิเลสได้ขาดสะบั้นลงจากใจ

ตั้งแต่บัดนั้นมา เราจึงไม่เคยลืมบุญลืมคุณของวัดดอยธรรมเจดีย์นะ คุณอันนี้ฝังลึกมากทีเดียว เราระลึกย้อนหลังไปหาพระพุทธเจ้าที่ทรงตรัสรู้ในต้นโพธิ์ใหญ่ ได้ถือต้นโพธิ์เป็นคู่เคียงของพุทธศาสนา เพราะพระองค์ทรงเห็นบุญเห็นคุณของต้นโพธิ์ใหญ่นั้น นี่ก็เห็นบุญเห็นคุณของธรรมกองใหญ่ ธรรมธาตุขึ้นในที่นั่น จึงไม่มีวันลืมเลย ขอให้พี่น้องทั้งหลายจำเอาไว้นะ ทุกคนให้จำเอาไว้ นี่ละการปฏิบัติศีลธรรม ปฏิบัติไม่หยุดไม่ถอยได้ไม่สงสัย คำว่าตรัสรู้บรรลุธรรมอย่างนี้ก็ไม่เคยได้คิดได้อ่าน แต่ก่อนพระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร องค์นั้นเป็นอย่างไร องค์นี้เป็นอย่างไร มันไขว่มันคว้าไปหมด พอธรรมธาตุได้ผางขึ้นมาในหัวใจแล้วพระพุทธเจ้าเป็นองค์เช่นไรไม่ถามธรรมะแท้เป็นอย่างไรไม่ถาม พุทธะ ธรรมะ สังฆะ เป็นธรรมอันเดียวกันทีนี้ก็ไม่ต้องถามใคร เป็นอันเดียวกันหมด ให้พากันจำเอานะ

อาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน

ที่มา tnews

สมณะฟ้าไท…ธรรมะพระพุทธเจ้าเป็นเรื่องที่ไม่ลึกลับเป็นสิ่งธรรมดาที่ทุกคนสามารถทำได้ เป็นลำดับ พ่อครูสอนเรา ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นลำดับเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ไม่เป็นแบบกระโดดโลดเต้นแบบนี้หรอก สามารถอธิบาย

พ่อครูว่า…อธิบายศีลสมาธิปัญญาวิมุตติ จากศีล 3 ข้อเป็นพระอรหันต์ให้ฟัง

 

_SMS วันที่ 12 กรกฎาคม 2562

พล.ร.ต.มินท์ ..กราบนัสการพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ที่เคารพอย่างสูงยิ่ง กระผมขอให้พ่อครูโปรดพิจารณาให้รางวัล เหรียญทอง เหรียญเงิน เหรียญทองแดง แก่ความหมายของ ครม. ที่หมายถึง ต่อไปนี้

  1. ควายรักม้า

  2. คนรักเมีย

  3. คณะรัฐมนตรี

_2166เมื่อเวลา 19.06 น.(12/07/62)ขณะพ่อท่านแสดงธรรม ผมเห็นหมาดำวิ่งผ่านหลังพ่อท่าน แบบนี้หมายความว่าอย่างไรครับผม?

พ่อครูว่า…ไม่รู้หมามันอยากวิ่งมันก็วิ่ง มันคงไม่มีทางเดินก็ไม่เห็นแปลกอะไร ที่นี่ไม่ได้เลี้ยงหมา ไม่ให้เลี้ยง แม้มันจะเข้ามา เราก็เอามันไปปล่อย คนก็หาว่าเราไม่มีเมตตาเราไม่เลี้ยงสัตว์ แต่คุณจะมีใจเมตตาสัตว์เท่าอาตมาเหรอ การที่คุณเอามาเลี้ยงนี้มีเมตตา คนเอาสัตว์มาเลี้ยงเป็นการทำลายสัตว์ให้มันเสียนิสัยให้มันเป็นวิบาก คุณไปร่วมวิบากอะไรกับมันทำไม พูดอย่างนี้คุณพอจะเข้าใจไหม วิบากของคุณก็มีมากมายแล้ว ไปเลี้ยงสัตว์มาเพิ่มวิบากให้กับตัวเองทำไม บางทีสัตว์ที่มีวิบากต่อเรามันมากัดเรา กัดเจ้าของตายไปหลายคนแล้ว ไม่กัดเจ้าของก็ไปกัดลูกหลานกัดใครต่อใคร เลี้ยงไปเลี้ยงมาก็กลายเป็นทำร้ายมัน ดีไม่ดีเอามันจะขายเป็นทรัพย์สินอีก มันเป็นวิบากสารพัดเลย ที่พูดไปนี้ยังน้อย ยังไม่ครบนะ 

สัตว์ทั้งหลายเกิดแก่เจ็บตายมันมีวิบากของเขา เราเกี่ยวข้องกับที่มีวิบากก็เพียงพอแล้ว เรื่องอจินไตยที่มีวิบากกับสัตว์ตัวนั้นตัวนี้กับคนนั้นคนนี้ แม้แต่คุณกินสัตว์มากคุณก็มีวิบากกรรมสัตว์ที่คุณกินมา ที่ไปฆ่าแกงทำร้ายมาก็มีเยอะ สัตว์ทั้งหลายมันเป็นวิบากกันและกันมาตลอดกาล เราก็หยุดอย่าไปเพิ่มวิบาก 

ขนาดนั้นจนตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าวิบากก็ยังไม่หมดเลย คุณจะไปเติมวิบากมาให้แก่ตัวเองทำไม หยุดโง่ได้แล้ว พอแล้วโง่ เอาฉลาดบ้าง จะเอาแต่โง่นิรันดรได้อย่างไร 

สมณะฟ้าไทว่า…คนที่เลี้ยงสัตว์เพิ่มอัตตา พ่อครูไม่เลี้ยงสัตว์แต่ก็มีความเมตตา คนไม่เลี้ยงสัตว์ก็ไม่มีอัตตาเรื่องนี้

_3867ไม่รู้ทำไมบางคนไม่ชอบลุงคนดีที่ฟ้าสีเหลืองทองมองเห็น ? ทำไมไม่เห็น ส่วนดีของลุงตู่ที่รัฐบุรุษ2แผ่นดินชื่นชม ? ทำไมไม่ยอมรับผู้นำรัฐคสช.ที่มวลมหาปชช.เรียกร้องให้ออกมากอบกู้ชาติ พ้นกลียุค ภัยอภิสิทธิ์ชนทมิฬ ? กองหนุนลุงคนดีตามรอยคำสอนพ่อฯ

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ความมั่นคงของชีวิตคืออย่างไร

_1614พรพิมล ขอถาม ว่า จะหาความมั่นคง ในชีวิตได้อย่างไร ?

พ่อครูว่า…คำถามนี้ดีจังเลย ขอตอบ ก่อนจะตอบถามพวกคุณก่อน 

ชุมชนอโศกเป็นสถานที่มั่นคงไหม…มั่นคง

มั่นคงอย่างไร?…

คำว่ามั่นคงคือ ความไม่เปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นเอาตั้งแต่เริ่มต้นชีวิตเรายังดิ้นด๊อกแด๊กอยู่ เราจะอยู่ที่สถานที่ใด สถานที่นั้นเราก็เห็นว่าอยู่ที่นี่ ปลอดภัย อุดมสมบูรณ์ สุจริตดี อาศัยได้ จนตาย มันจะต้องแก่ต้องป่วยต้องเจ็บ ก็อาศัยได้ สถานที่นี้มีบุคคล มีเครื่องอาศัยอาหารต่างๆทั้งเครื่องกินเครื่องใช้ต่างๆ แล้วก็มีธรรมะเป็นตัวสำคัญของสังคมนี้ พึ่งพาได้เป็นที่มั่นคง เป็นสถานที่ที่มั่นคง 

2 บุคคล เพื่อนที่อยู่ที่นี่ ล้วนแล้วแต่เป็นคนที่มั่นคงกับธรรมะ มั่นคงกับคุณธรรมของตน แต่ละคนเขาได้เขาเป็นเขามีเขาได้อย่างมั่นคง เราเอง จิตใจเราก็มั่นคง เป็นทั้งเพื่อน เป็นทั้งสิ่งที่เกี่ยวข้องปัจจัยภายนอกการตั้งพฤติกรรมของสังคมนี้ ทั้งความเป็นอยู่สาธารณโภคี คุณเชื่อไหมว่าใครมาล้มล้างสาธารณโภคีของชาวอโศกไม่ได้ เพราะว่าสาธารณโภคีนี้เป็น 0 ไม่มีใครเป็นเจ้าของแล้วมัน 0 แล้ว คุณจะแย่งเอาไปก็ไม่ได้ คุณจะทำลายก็ไม่ได้เพราะมันสูญแล้วไปทำลายไม่ได้ไปแย่งเอาไม่ได้ แต่มันมีอุดมสมบูรณ์อยู่ใน 0 นี่เป็นโวหารอันยิ่งใหญ่ 

0 นี่คือความเต็ม 0 นี่คือความบริบูรณ์ เป็นชีวิตที่เราจะอยู่ในสิ่งนี้บริบูรณ์ อาตมานำเอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาให้ปฏิบัติกัน ทำไมถึงพูดหลายครั้งแล้วว่าจะมาประสบผลสำเร็จในชีวิต อาตมาเกิดมาไปหลงกับทางโลกถึง 36 ปี จึงได้รู้ตัวว่าเสียเวลาไปถึง 36 ปี ซึ่งเป็นเรื่องไร้สาระ รู้แล้วก็เอาเวลาเอาตัวเรามาทำงานนี้ของพระพุทธเจ้า เหมือนพระพุทธเจ้าเมื่อท่านรู้ตัวว่าตัวเองเป็นอะไร อายุ 35 ปีก็ออกมาเลย อาตมาก็เหมือนกัน เกิดมาก็มาทำงานนี้ตายกับสิ่งนี้ อาตมาพอใจเต็มใจชื่นใจกับงานที่อาตมาได้กระทำอยู่ทุกวันนี้ ไม่มีงานไหนยิ่งใหญ่เท่างานนี้เลย ถ้างานนี้ไม่ยิ่งใหญ่ พระเจ้าแผ่นดินที่ชื่อว่าสิทธัตถะ จะออกมาจากการเป็นเจ้าแผ่นดินเหรอ พวกนักพยากรณ์เอก พยากรณ์แล้วว่าถ้าอยู่เป็นฆราวาสก็จะได้เป็นจอมจักรพรรดิเป็นเจ้าแผ่นดินยิ่งใหญ่เลย แต่ท่านยังไม่เอาเลย มาเอาทางนี้ 

อาตมาไม่มีขี้หมาอะไรเลยก่อนออกมาบวช ไม่ได้แค่เศษเสี้ยวของพระพุทธเจ้าเลย อาตมาก็ออกมาอย่างเต็มที่ พระพุทธเจ้าท่านยิ่งใหญ่ก็เต็มที่ของท่าน สุดยอดเลย ไม่ได้เห็นว่าตัวเองตกต่ำผิดพลาดตัดสินใจผิดอะไรเลยสักนิดเดียว ยิ่งจะมีความชื่นใจยิ่งจะมีความภูมิใจเต็มใจที่จะอยู่กับชีวิตเช่นนี้ไปอีก อยากอยู่นานๆ 

อาตมายังมีธรรมะพระพุทธเจ้าที่จะออกมาอธิบายอีกเยอะ ซึ่งเป็นเรื่องที่ คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น)   (พตปฎ. เล่ม ๙ ข้อ ๓๔)

นี่คือความมั่นคงของชีวิตเพราะฉะนั้นไม่ไปจากอันนี้อีกแล้ว ใครที่คิดว่าจะอยู่กับธรรมะอันนี้สิ่งนี้ตลอดไม่ไปอีกแล้ว (ยกมือกันพรึ่บ)ถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน.. อธิบายอีกก็ได้ เรื่อง ความมั่นคง

ยิ่งเป็นด้านการเมืองสังคมมนุษยชาติ ถ้าสังคมประเทศชาติมาเข้าใจทฤษฎีพระพุทธเจ้าตามที่อาตมาบรรยายเอามาทำความเข้าใจให้ตรงกันแบบนี้ ถ้าบ้านเมืองของเราเข้าใจ ศาสนาพุทธแบบที่อาตมาพาทำ ไม่ต้องเอาอะไรมาก เอาแค่ศีล 5 เอาแค่ศีล 3 ศีลข้อที่ 4 และ 5 คือวาจากับใจ ศีล 5 นี้ย่นย่อ

ศีลข้อ 1 เกี่ยวกับสัตว์ เรามั่นคงแล้วเรื่องเกี่ยวกับสัตว์ คือสัตว์ก็เป็นเพื่อนทุกข์ ทุกสัตว์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นไม่ต้องมีวิบากต่อกัน แม้จะเคยกินในชาตินี้ ก็ไม่กินอีกแล้ว เรามีหน้าที่ทำงานร่วมกับคนก็เข้าสู่ศีลข้อที่ 2 ทำงานร่วมกับคนอื่นก็จะมีลาภยศสรรเสริญ โลกียสุข มีสมบัติวัตถุ ต่างคนก็ต่างสร้างสรรทำสมบัติวัตถุขึ้นมา ตนเองก็มีสิทธิ์ใช้ในสมบัติวัตถุนั้นอย่างไม่ทุจริต นอกจากไม่ไปเอาของเขาที่ไม่ใช่ของเรา เราไม่ไปโกงไม่ทุจริต ไม่เอาแล้ว ก็ต้องสร้างให้มากๆให้เหลือกินเหลือใช้ อาตมาเป็นคนรวยที่จนมาก อาตมาไม่อดไม่อยาก กินใช้ไม่หมด ตายก็ใช้ไม่หมด แต่ในตัวเองไม่ได้สะสมไม่มีของตัวเองเลย อันนี้เป็นความจริงไม่ได้พูดเล่น เพราะฉะนั้นจึงอยู่ในความมั่นคง มันสมบูรณ์ มันตั้งมั่น อันนี้เป็นหลักประกันของชีวิต 

แต่ละคนพวกเรานี้ ที่เห็นว่าชีวิตควรมาอยู่ในนี้ มันมั่นคง อย่างอาตมาขาดเหลืออะไรผู้คนก็เอามาให้ พวกคุณก็มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ตามบารมีของแต่ละคน บางคนอาจจะเหมือนหมาหัวเน่าไม่มีใครอยากช่วย ก็เป็นเรื่องวิบากของคุณเป็นอย่างนั้น คุณก็ต้องสร้างวิบากดี คุณก็จะมีคนช่วยเหลือเกื้อกูลเป็นธรรมดา ยืนยันได้พิสูจน์ได้เรื่องนี้ 

สรุปรวมตัวอย่างของโลก โลกนะ ไม่ใช่แค่ประเทศไทยเท่านั้นนะ ความมั่นคงของมนุษย์ที่รวมกันอยู่เป็นสังคมชุมชนหมู่กลุ่ม มีชีวิตมีพฤติกรรมยังชีพอยู่ในสังคมกลุ่มนี้ รวมกันเป็นสาธารณโภคี เป็นระบบที่มั่นคง นักบริหารประเทศทุกวันนี้โปรดฟัง  ระบบที่มั่นคงของศาสนาพุทธเอามาปฏิบัติประพฤติแล้วเกิดจริงเป็นจริงอยู่ในสังคมชาวอโศก เชิญมาศึกษาเอาได้ เชิญมาเรียนรู้เอาได้ เห็นดีเห็นชอบเอาไปลองพิสูจน์ดู เห็นดีเห็นชอบ มีความสามารถเผยแพร่กับคนอื่นๆให้ทำอย่างนี้ได้อีก จะเป็นกุศลแก่มนุษยชาติในโลกนี้มากทีเดียว อาตมาพูดถูกไหม 

นี่คือสิ่งที่ คำว่าความมั่นคงอย่างเดียว อาตมาสรุปไปแล้วเมื่อกี้นี้ 

ความมั่นคงไม่ได้หมายถึงว่าต้องมีเงินมากๆ ไม่จำเป็น มีพออาศัยนิดๆหน่อยๆ อย่างในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็ตรัสไม่จำเป็นต้องรวย แล้วก็เราไม่ได้รวยนะ สังคมทั้งกลุ่มก็ไม่ได้รวยแต่อุดมสมบูรณ์ อุดมสมบูรณ์กับรวยนั้นต่างกัน ดูที่หน้าโต๊ะก็ได้นี่ อุดมสมบูรณ์ไหม เหลือเฟือ ไม่ซ้ำด้วย

ไม่อดไม่อยาก และที่สำคัญก็คือ แต่ละคนศึกษาแล้วว่าปัจจัยสำคัญของชีวิตเป็นอย่างไรไม่ต้องเปลืองผลาญ ไม่ต้องเสียเวลาทุนรอนกับแฟชั่นที่เขาหลอกกันโลกหลอกเขาไม่ได้ แต่ละคนมีชีวิตแค่นี้ก็พอ หลายคนมีชีวิตฟุ่มเฟือยแต่ไม่เบียดเบียน แต่ละคนก็น้อยกว่านั้นได้อีก อาตมาอาศัยแค่นี้ก็พอ จึงเป็นชีวิตที่เต็มมั่นคง เต็ม แหม..อาตมาอธิบายไม่เก่งนะ 

มันภาคภูมิใจและน่าโชว์ การไปแย่งกันอยู่นั้นน่าทุกข์ทรมาน น่าเศร้าสลด ที่เป็นอยู่ยิ่งใหญ่กันในโลกที่ไม่เข้าใจโลกุตรธรรมมันน่าสงสาร เราได้โลกุตรธรรมแล้ว อาตมาถึงบอกว่าพวกเราประสบความสำเร็จแล้ว ได้เสนาสนะ ได้กลุ่มบุคคล ได้อาหาร ได้ธรรมะเป็นตัวแกนที่สมบูรณ์ ที่อยู่ในสังคมที่จบ บริบูรณ์ สมบูรณ์ เป็นสังคมที่สมบูรณ์จริงๆ ไม่มีสังคมไหนในโลกที่จะมีสาธารณโภคี ทุกคนทำงานอยู่ในนี้เอาเข้ากองกลางหมด คอมมิวนิสต์ที่ไหนก็ทำไม่ได้ประชาธิปไตยชาติไหนก็ทำไม่ได้ แม้แต่ชาติไทยส่วนใหญ่ แต่มีชาติไทยส่วนสังคมชาวอโศกมีเท่านี้ที่ทำได้ อยู่ในประเทศไทย 

เอาละ คำว่ามั่นคงนี่ พลเอกประยุทธ์นายกรัฐมนตรีก็พยายามทำให้ประเทศชาติมั่นคง แต่ในประเทศไทยหลายกลุ่มในสังคมก็ยังไม่มีความมั่นคง แม้แต่สังคมนายทุนเขาร่ำรวยมีเงินเขาก็ยังต้องซอกๆหาเงินเหมือนหมาหอบแดด ยังมีคดีฟ้องร้องอีก มีแต่คนมาตอแย 

_วัชรี ปิยวัฒนวงศ์ · สมมุติของพ่อ แข็งกร้าว ตรง…สมมุติของลูก อ่อนโยน อธิบาย ไม่ต้องแข็งตามพ่อ….กราบนมัสการท่านสิกขมาตุกล้าข้ามฝัน เข้าใจและเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งค่ะ 🙂

_สมชาย บ้านซับขาม · แม้ตอนนี้ไม่เข้าใจ แต่จิดก็บ้นทึกไว้แล้ว สักวันต้องเข้าใจ เพราะไม่ขัดแย้งหรือต่อต้านครับ

_Thailand in. Chinese • นั่งสมาธิหลับตา ตามหลักสติปัฏฐานสูตรเป็นมิจฉาทิฏฐิหรือครับ..เพิ่งรู้ ตามประวัติเล่าว่าพระสาวกทั้งหลายเรียน สมถวิปัสสนาจากพระพุทธเจ้าแล้วไปสู่ป่าเรือนว่าง..เพื่อทำความเพียรทางจิตให้หลุดพ้นจากกิเลส..ก็ผิดสิครับ

พ่อครูว่า…นั่งหลับตานั่งสมาธิหลับตา ตามหลักคุณโมเมว่านั่งสมาธิหลับตาเป็นตามหลักสติปัฏฐานสูตร สติปัฏฐานสูตรเริ่มต้นด้วยกายในกาย การหลับตาจะไปเห็นกายได้อย่างไร กายมันเป็นภายนอกไม่ใช่ภายใน พวกคุณเข้าใจกายเป็นแต่เพียงภายนอกไม่มีภายในเสียด้วย คนทั้งหลายเข้าใจว่ากายเป็นแต่เพียงภายนอก แต่หากไม่ทราบ ปฏิบัติจะเอากายที่ไหนมาปฏิบัติ ผิดตั้งแต่ต้นทางแล้ว เม็ดแรกก็กลัดกระดุมผิดแล้วมันผิดตั้งแต่เม็ดที่ 1 ถึงร้อยเม็ดเลย

เพราะว่ามิจฉาทิฏฐิตั้งแต่นั่งหลับตา ซึ่งไม่ใช่สติปัฏฐาน สติปัฏฐานคือพิจารณากายในกายคือข้อที่ 1 แล้วไปหลับตามันก็ทิ้งกายแล้ว แล้วคุณจะทำสัมมาได้ตรงไหน มันก็เป็นมิจฉา 

เพิ่งจะรู้ก็ดีแล้วแต่ก่อนนั้นงมงาย 

สมัยพระพุทธเจ้าเขาออกบวช คืออนาคามีบุคคล อนาคามีชน คือทิ้งบ้านช่องเรือนชานทรัพย์สินศฤงคาร เรียกว่า ญาติปริวัตตังปหายะ โภคขันธาปหายะ ก็ต้องอาศัยสิ่งเหล่านั้นจะไปอาศัยสิ่งที่เขามีเจ้าของอยู่แล้วก็ไม่ได้ ตอนนั้นป่าก็มีเยอะเมื่อทิ้งบ้านก็ต้องอาศัยป่า อาศัยโคนไม้อยู่ แม้แต่ในวังกับเขาคิชฌกูฏก็ใกล้กัน เป็นป่าเสียเยอะ 

เพราะฉะนั้น ความหมายในรายละเอียดต่างๆ พวกนี้ ไม่เข้าใจก็เอามาสงสัยแล้วก็เอามาถาม 

สมัยพุทธเจ้าไม่ใช่แบบนี้ แต่สมัยนี้ คนไม่มีสถานที่อยู่ไม่ได้มันผิดกฎหมาย 

เรือนว่างคือจิตว่างจากกิเลส 

ล.14 สุญญตวรรค

๑. จูฬสุญญตสูตร (๑๒๑)

             [๓๓๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้-

             สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ปราสาทของอุบาสิกาวิสาขา

มิคารมารดา ในพระวิหารบุพพาราม เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ท่านพระ-

*อานนท์ออกจากสถานที่หลีกเร้นอยู่ในเวลาเย็น แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่

ประทับ ครั้นแล้วถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พอนั่ง

เรียบร้อยแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สมัยหนึ่ง

พระผู้มีพระภาคประทับอยู่สักยนิคมชื่อนครกะ ในสักกชนบท ณ ที่นั้น ข้าพระองค์

ได้สดับ ได้รับพระดำรัสนี้เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคว่า ดูกรอานนท์ บัดนี้

เราอยู่มากด้วยสุญญตวิหารธรรม ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อนี้ข้าพระองค์ได้สดับดี

แล้ว รับมาดีแล้ว ใส่ใจดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้วหรือ ฯ

พ่อครูว่า…ถ้าเผื่อว่านั่งหลับตาเป็นการปฏิบัติธรรม ในพระไตรปิฎกทั้งหมดจะมีการกล่าวพาดพิงถึงไม่ว่าพระสูตรใดก็ตาม ว่าตอนนี้ก็มีกลุ่มนั้นนั่งหลับตาทำสมาธิ ก็จะมีใช่ไหม อันนี้ไม่เคยพูดพาดพิงถึงเลย ซักแห่งเดียวคำเดียวก็ไม่มี ที่บอกว่า ภิกษุที่มาปฏิบัติธรรมแล้วมาประพฤติธรรมแล้ว ในเวลาใดเวลาหนึ่ง จะต้องมีเหตุการณ์แบบนี้ ว่านั่งหลับตาสมาธิ ในสตอรี่มันก็ต้องมีบทพวกนี้บ้าง ก็ไม่มีเลย

             [๓๓๔] พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า ดูกรอานนท์ แน่นอน นั่นเธอสดับดี

แล้ว รับมาดีแล้ว ใส่ใจดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้ว ดูกรอานนท์ ทั้งเมื่อก่อนและ

บัดนี้ เราอยู่มากด้วยสุญญตวิหารธรรม เปรียบเหมือนปราสาทของมิคารมารดา

หลังนี้ ว่างเปล่าจากช้าง โค ม้า และลา ว่างเปล่าจากทองและเงิน ว่างจากการ

ชุมนุมของสตรีและบุรุษ มีไม่ว่างอยู่ก็คือสิ่งเดียวเฉพาะภิกษุสงฆ์เท่านั้น ฉันใด

ดูกรอานนท์ ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันแล ไม่ใส่ใจสัญญาว่าบ้าน ไม่ใส่ใจสัญญา

ว่ามนุษย์ ใส่ใจแต่สิ่งเดียว เฉพาะสัญญาว่าป่า จิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใส

ตั้งมั่น และนึกน้อมอยู่ในสัญญาว่าป่า เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า ในสัญญาว่าป่านี้

ไม่มีความกระวนกระวายชนิดที่อาศัยสัญญาว่าบ้าน และชนิดที่อาศัยสัญญาว่ามนุษย์

เลย มีอยู่ก็แต่เพียงความกระวนกระวายคือภาวะเดียวเฉพาะสัญญาว่าป่าเท่านั้น

เธอรู้ชัดว่า สัญญานี้ว่างจากสัญญาว่าบ้าน สัญญานี้ว่างจากสัญญาว่ามนุษย์ และ

รู้ชัดว่ามีไม่ว่างอยู่ก็คือสิ่งเดียวเฉพาะสัญญาว่าป่าเท่านั้น ด้วยอาการนี้แหละ เธอ

จึงพิจารณาเห็นความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในสัญญานั้นเลย และรู้ชัดสิ่งที่เหลือ

อยู่ในสัญญานั้นอันยังมีอยู่ว่ามี ดูกรอานนท์ แม้อย่างนี้ ก็เป็นการก้าวลงสู่ความ

ว่างตามความเป็นจริง ไม่เคลื่อนคลาด บริสุทธิ์ ของภิกษุนั้น ฯ

พ่อครูว่า…ร่างกายชีวิตคุณมีอยู่ คุณต้องมีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจทุกอย่าง แต่คุณต้องว่างจากกิเลส มีว่างและก็มีไม่ว่าง และพระอรหันต์ท่านอยู่กับทุกอย่างมีได้หมด แต่ท่านเห็นเป็นของกลางๆ 

อรหันต์จะเหลือแต่ ทรถ แต่เขาไปแปลว่า กระวนกระวาย มันยังมีทุกข์ แต่ที่จริงมันเป็น ภาราหเวปัญจขันธา เป็นความทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้จากขันธ์ 5 

             [๓๓๕] ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุไม่ใส่ใจสัญญาว่ามนุษย์

ไม่ใส่ใจสัญญาว่าป่า ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะสัญญาว่าแผ่นดิน จิตของเธอย่อม

แล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น และนึกน้อมอยู่ในสัญญาว่าแผ่นดิน เปรียบเหมือน

หนังโคที่เขาขึงดีแล้วด้วยหลักตั้งร้อย เป็นของปราศจากรอยย่น ฉันใด ดูกร-

*อานนท์ ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันแล ไม่ใส่ใจแผ่นดินนี้ ซึ่งจะมีชั้นเชิง มีแม่น้ำ

ลำธาร มีที่เต็มด้วยตอหนาม มีภูเขาและพื้นที่ไม่สม่ำเสมอ ทั้งหมด ใส่ใจแต่

สิ่งเดียวเฉพาะสัญญาว่า แผ่นดิน จิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น และ

นึกน้อมอยู่ในสัญญาว่าแผ่นดิน เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า ในสัญญาว่าแผ่นดินนี้ ไม่มี

ความกระวนกระวายชนิดที่อาศัยสัญญาว่ามนุษย์ และชนิดที่อาศัยสัญญาว่าป่า มีอยู่

ก็แต่เพียงความกระวนกระวาย คือภาวะเดียวเฉพาะสัญญาว่าแผ่นดินเท่านั้น เธอ

รู้ชัดว่า สัญญานี้ว่างจากสัญญาว่ามนุษย์ สัญญานี้ว่างจากสัญญาว่าป่า และรู้ชัดว่า

มีไม่ว่างอยู่ก็คือสิ่งเดียวเฉพาะสัญญาว่าแผ่นดินเท่านั้น ด้วยอาการนี้แหละเธอจึง

พิจารณาเห็นความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในสัญญานั้นเลย และรู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่

ในสัญญานั้นอันยังมีอยู่ว่ามี ดูกรอานนท์ แม้อย่างนี้ ก็เป็นการก้าวลงสู่ความว่าง

ตามความเป็นจริง ไม่เคลื่อนคลาด บริสุทธิ์ ของภิกษุนั้น ฯ

             [๓๓๖] ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุไม่ใส่ใจสัญญาว่าป่า

ไม่ใส่ใจสัญญาว่าแผ่นดิน ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะอากาสานัญจายตนสัญญา

จิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น และนึกน้อมอยู่ในอากาสานัญจายตน-

*สัญญา เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า ในอากาสานัญจายตนสัญญานี้ ไม่มีความกระวน-

*กระวาย ชนิดที่อาศัยสัญญาว่าป่าและชนิดที่อาศัยสัญญาว่าแผ่นดิน มีอยู่ก็แต่

เพียงความกระวนกระวาย คือภาวะเดียวเฉพาะอากาสานัญจายตนสัญญาเท่านั้น

เธอรู้ชัดว่า สัญญานี้ว่างจากสัญญาว่าป่า สัญญานี้ว่างจากสัญญาว่าแผ่นดิน และรู้

ชัดว่ามีไม่ว่างอยู่ก็คือสิ่งเดียวเฉพาะอากาสานัญจายตนสัญญาเท่านั้น ด้วยอาการ

นี้แหละ เธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในสัญญานั้นเลย และรู้

ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในสัญญานั้นอันยังมีอยู่ว่ามี ดูกรอานนท์ แม้อย่างนี้ ก็เป็นการ

ก้าวลงสู่ความว่าง ตามความเป็นจริง ไม่เคลื่อนคลาด บริสุทธิ์ ของภิกษุนั้น ฯ

             [๓๓๗] ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุไม่ใส่ใจสัญญาว่าแผ่นดิน

ไม่ใส่ใจอากาสานัญจายตนสัญญา ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะวิญญาณัญจายตนสัญญา

จิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น และนึกน้อมอยู่ในวิญญาณัญจายตน-

*สัญญา เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า ในวิญญาณัญจายตนสัญญานี้ไม่มีความกระวน-

*กระวายชนิดที่อาศัยสัญญาว่าแผ่นดิน และชนิดที่อาศัยอากาสานัญจายตนสัญญา

มีอยู่ก็แต่เพียงความกระวนกระวาย คือภาวะเดียวเฉพาะวิญญาณัญจายตนสัญญา

เท่านั้น เธอรู้ชัดว่า สัญญานี้ว่างจากสัญญาว่าแผ่นดิน สัญญานี้ว่างจากอากาสานัญ

จายตนสัญญาและรู้ชัดว่า มีไม่ว่างอยู่ก็คือสิ่งเดียวเฉพาะวิญญาณัญจายตนสัญญา

เท่านั้น ด้วยอาการนี้แหละ เธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ใน

สัญญานั้นเลยและรู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในสัญญานั้นอันยังมีอยู่ ว่ามี ดูกรอานนท์

แม้อย่างนี้ก็เป็นการก้าวลงสู่ความว่าง ตามความเป็นจริง ไม่เคลื่อนคลาด บริสุทธิ์

ของภิกษุนั้น ฯ

             [๓๓๘] ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุไม่ใส่ใจอากาสานัญ

จายตนสัญญา ไม่ใส่ใจวิญญาณัญจายตนสัญญา ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะอากิญจัญญา

ยตนสัญญา จิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น และนึกน้อมอยู่ในอากิญ-

*จัญญายตนสัญญา เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า ในอากิญจัญญายตนสัญญานี้ไม่มีความ

กระวนกระวายชนิดที่อาศัยอากาสานัญจายตนสัญญาและชนิดที่อาศัยวิญญาณัญ-

*จายตนสัญญา มีอยู่ก็แต่เพียงความกระวนกระวายคือภาวะเดียวเฉพาะอากิญจัญญาย-

*ตนสัญญาเท่านั้น เธอรู้ชัดว่า สัญญานี้ว่างจากอากาสานัญจายตนสัญญา สัญญานี้

ว่างจากวิญญาณัญจายตนสัญญา และรู้ชัดว่ามีไม่ว่างอยู่ก็คือสิ่งเดียวเฉพาะอากิญ-

*จัญญายตนสัญญาเท่านั้น ด้วยอาการนี้แหละเธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้นด้วยสิ่ง

ที่ไม่มีอยู่ในสัญญานั้นเลยและรู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในสัญญานั้นอันยังมีอยู่ว่ามี ดูกร

อานนท์ แม้อย่างนี้ ก็เป็นการก้าวลงสู่ความว่าง ตามความเป็นจริง ไม่เคลื่อนคลาด

บริสุทธิ์ ของภิกษุนั้น ฯ

             [๓๓๙] ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุไม่ใส่ใจวิญญาณัญจายตน-

*สัญญา ไม่ใส่ใจอากิญจัญญายตนสัญญา ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะเนวสัญญานา-

*สัญญายตนสัญญา จิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น และนึกน้อมอยู่ในเนว

สัญญานาสัญญายตนสัญญา เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า ในเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา

นี้ ไม่มีความกระวนกระวายชนิดที่อาศัยวิญญาณัญจายตนสัญญาและชนิดที่อาศัย

อากิญจัญญายตนสัญญา มีอยู่ก็แต่เพียงความกระวนกระวายคือภาวะเดียวเฉพาะ

เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญาเท่านั้น เธอรู้ชัดว่า สัญญานี้ว่างจากวิญญาณัญจายตน

สัญญา สัญญานี้ว่างจากอากิญจัญญายตนสัญญา และรู้ชัดว่ามีไม่ว่างอยู่ก็คือสิ่งเดียว

เฉพาะเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญาเท่านั้น ด้วยอาการนี้แหละ เธอจึงพิจารณา

เห็นความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในสัญญานั้นเลย และรู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ใน

สัญญานั้นอันยังมีอยู่ ว่ามี ดูกรอานนท์ แม้อย่างนี้ ก็เป็นการก้าวลงสู่ความว่าง

ตามความเป็นจริง ไม่เคลื่อนคลาด บริสุทธิ์ ของภิกษุนั้น ฯ

             [๓๔๐] ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุไม่ใส่ใจอากิญจัญญา-

*ยตนสัญญา ไม่ใส่ใจเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะ

เจโตสมาธิอันไม่มีนิมิต จิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น และนึกน้อม

อยู่ในเจโตสมาธิอันไม่มีนิมิต เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า ในเจโตสมาธินี้ ไม่มีความ

กระวนกระวายชนิดที่อาศัยอากิญจัญญายตนสัญญาและชนิดที่อาศัยเนวสัญญานา-

*สัญญายตนสัญญา มีอยู่แต่เพียงความกระวนกระวายคือความเกิดแห่งอายตนะ ๖

อาศัยกายนี้เองเพราะชีวิตเป็นปัจจัย เธอรู้ชัดว่า สัญญานี้ว่างจากอากิญจัญญายตน-

*สัญญา สัญญานี้ว่างจากเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญาและรู้ชัดว่ามีไม่ว่างอยู่ก็

คือความเกิดแห่งอายตนะ ๖ อาศัยกายนี้เองเพราะชีวิตเป็นปัจจัย ด้วยอาการนี้

แหละ เธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในเจโตสมาธินั้นเลย และ

รู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในเจโตสมาธินั้นอันยังมีอยู่ ว่ามี ดูกรอานนท์ แม้อย่างนี้ ก็

เป็นการก้าวลงสู่ความว่าง ตามความเป็นจริง ไม่เคลื่อนคลาด บริสุทธิ์ ของ

ภิกษุนั้น ฯ

             [๓๔๑] ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุไม่ใส่ใจอากิญจัญญาตน-

*สัญญา ไม่ใส่ใจเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะเจโตสมาธิ

อันไม่มีนิมิต จิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น และนึกน้อมอยู่ใน

เจโตสมาธิอันไม่มีนิมิต เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า เจโตสมาธิอันไม่มีนิมิตนี้แล ยังมี

ปัจจัยปรุงแต่ง จูงใจได้ ก็สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ง จูงใจได้นั้น ไม่เที่ยง

มีความดับไปเป็นธรรมดา เมื่อเธอรู้อย่างนี้ เห็นอย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้นแม้จาก

กามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณรู้ว่า

หลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จ

แล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่าในญาณนี้ไม่มีความ

กระวนกระวายชนิดที่อาศัยกามาสวะ ชนิดที่อาศัยภวาสวะและชนิดที่อาศัยอวิชชา-

*สวะ มีอยู่ก็แต่เพียงความกระวนกระวาย คือ ความเกิดแห่งอายตนะ ๖ อาศัย

กายนี้เองเพราะชีวิตเป็นปัจจัย เธอรู้ชัดว่า สัญญานี้ว่างจากกามาสวะ สัญญานี้

ว่างจากภวาสวะ สัญญานี้ว่างจากอวิชชาสวะ และรู้ชัดว่ามีไม่ว่างอยู่ก็คือความเกิด

แห่งอายตนะ ๖ อาศัยกายนี้เองเพราะชีวิตเป็นปัจจัย ด้วยอาการนี้แหละ เธอจึง

พิจารณาเห็นความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในเจโตสมาธินั้นเลย และรู้ชัดสิ่งที่เหลือ

อยู่ในเจโตสมาธินั้นอันยังมีอยู่ ว่ามี ดูกรอานนท์ แม้อย่างนี้ เป็นการก้าวลงสู่

ความว่าง ตามความเป็นจริง ไม่เคลื่อนคลาด บริสุทธิ์ ของภิกษุนั้น ฯ

             [๓๔๒] ดูกรอานนท์ สมณะหรือพราหมณ์ในอดีตกาลไม่ว่าพวกใดๆ ที่

บรรลุสุญญตสมาบัติอันบริสุทธิ์ เยี่ยมยอดอยู่ ทั้งหมดนั้น ก็ได้บรรลุสุญญตสมา-

*บัติอันบริสุทธิ์ เยี่ยมยอดนี้เองอยู่ สมณะหรือพราหมณ์ในอนาคตกาลไม่ว่าพวก

ใดๆ ที่จะบรรลุสุญญตสมาบัติอันบริสุทธิ์ เยี่ยมยอดอยู่ ทั้งหมดนั้น ก็จัก

บรรลุสุญญตสมาบัติอันบริสุทธิ์ เยี่ยมยอดนี้เองอยู่ สมณะหรือพราหมณ์ในบัดนี้

ไม่ว่าพวกใดๆ ที่บรรลุสุญญตสมาบัติอันบริสุทธิ์ เยี่ยมยอดอยู่ ทั้งหมดนั้น

ย่อมบรรลุสุญญตสมาบัติอันบริสุทธิ์ เยี่ยมยอดนี้เองอยู่ ดูกรอานนท์ เพราะ

ฉะนั้นแล พวกเธอพึงศึกษาไว้อย่างนี้เถิดว่า เราจักบรรลุสุญญตสมาบัติอัน

บริสุทธิ์ เยี่ยมยอดอยู่ ฯ

             พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ท่านพระอานนท์จึงชื่นชมยินดี

พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล ฯ

จบ จูฬสุญญตสูตร ที่ ๑

พ่อครูว่า…สำคัญคือต้องรู้จักอาการลิงคะนิมิตของกิเลสเรา แล้วเอาออกจากจิตให้หมด หากว่าคุณยังไม่รู้จักกิเลส คุณไม่รู้ว่าต้องทำกิเลสออกจนจิตปราศจากกิเลส คุณยังไม่รู้อวิชชาเท่าไหร่เล็กน้อยเท่าไหร่ คุณก็ต้องทำอวิชชานั้นให้แจ้งหมดเลย จนกิเลสอะไรก็ไม่มีจบหมด คุณก็ปฏิญาณตนเองได้เป็นอรหันต์ แต่นี่กระโดดปึ๊งเป็นอรหันต์เลย ใครสอนกันพระพุทธเจ้าได้สอนอย่างนี้ เขาไปหลงอรหันต์เก๊กันทั้งบ้านทั้งเมืองอาตมาจะทำอย่างไร 

เอาพระไตรปิฎกมาอธิบายให้ฟัง ถ้ายังไม่เห็นเชื่อตาม ก็ตัวใครตัวมัน 

ส.ฟ้าไท…สรุปจบ