ศาสนา

620804_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ สามัญผลสูตร ตอน 1

อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1FGkSl5KeNEvKBKS0K3vQ7Limw4KanaxtjryrQD9j6iQ/edit?usp=sharing    

ดาวโหลดเสียงที่ ..https://drive.google.com/open?id=15ErbtCTWueL78SFJze5asAfu_s2sMFw2 

สมณะฟ้าไท…วันนี้วันอาทิตย์ที่ 4 สิงหาคม 2562 ที่บวรราชธานีอโศก ตอนนี้ที่ฮ่องกงก็มีการประท้วง มีรัฐบาลจีนส่งทหารมาดูแล ตรวจเจอพวกชังชาติต้องจับไปดูแล เมืองไทยก็มีพวกชังชาติ เป็นขบวนการเลย มีนิทานเรื่องงูกับนักบุญ นักบุญช่วยงูจากหลุม แต่ต่อมางูจะกินนักบุญ คนก็หาทางพิสูจน์ สุดท้ายให้งูลงไปในหลุม งูขึ้นมาเองไม่ได้ คนก็เลยทราบว่า งูโกหก อกตัญญู เป็นเพราะกิเลสนั่นเอง

SMS วันที่ 2-3 สิงหาคม 2562

_ฟังฝน….. การถอนอาสวะหมดรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ นั่นคือภาวะนิพพานหรืออุเบกขา5 ในแต่ละเหตุปัจจัย หรือทุกเหตุปัจจัย ในระดับสังโยคข้อ5-6-7-8-9-10 ใช่ใหมคะ

พ่อครูว่า…เมื่อพ้นสังโยชน์ กามราคะปฏิฆะก็เป็น

  1. รูปราคะ (ความติดใจอยู่ในรูปภพ -ในอุปาทายรูป) 

  2. อรูปราคะ  (ความติดใจอยู่ในอรูปภพ) 

  3. มานะ  (ความถือตัวถือตนในความดีของตน) 

  4. อุทธัจจะ  (ความฟุ้งซ่าน กระจัดกระจาย  รู้ยาก)  

  5.   อวิชชา (ความหลง-ไม่รู้ อันเป็นเหตุไม่รู้จริง) .  . 

(พตปฎ. เล่ม 11   ข้อ 285) .  

อวิชชาตัวสุดท้ายสิ้นความไม่รู้ รู้หมดเป็นวิชชาครบถ้วน พ้นอวิชชาสังโยชน์ ได้สภาวะแล้วตัวเลขเหล่านี้ก็ไม่มีปัญหาอะไร 

พระพุทธเจ้าไม่ได้ปฏิบัติหลับตาแล้วบรรลุใต้ต้นโพธิ์

_ยูแมน พาโพธิ์ • พระพุทธเจ้าตรัสรู้เป็นพระอนุตระสัมมาสัมโพธิญาณพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าก็บรรลุจากนั่งหลับตาใต้ต้นพระศรีมหาโพธิมิใช่หรือ

พ่อครูว่า…ทุกรกิริยา ทุกระคือ กิริยาที่ไม่ดี ก็ไปเสียเวลากับกิริยาที่ไม่ได้เรื่องได้ราวถึง 6 ปี แล้วเมื่อท่านมานั่งทบทวนก็ทำเตวิชโช

๖. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (การย้อนระลึกถึงการเกิดกิเลสเก่าก่อน  มารู้อริยสัจจะจนหายโง่จากอวิชชา) 

๗. จุตูปปาตญาณ (รู้เห็นการเกิด-การดับของจิตที่ดับเชื้อกิเลส แล้วเกิดเป็นสัตว์เทวดา หรืออาริยะสัตว์) . 

๘. อาสวักขยญาณ (ญาณที่รู้การหมดสิ้นอาสวะของตน) 

เอาที่จิตระลึกทวนไปในคลังความรู้คือสัญญาเก่า ท่านก็ได้รู้ว่าท่านได้มาหมดแล้วสมบูรณ์แล้ว ยาม 1 ก็ระลึกได้ระดับหนึ่ง ยาม 2 ยาม 3 ก็ได้รู้สมบูรณ์ขึ้น แต่นั่งหลับตาไม่ได้ปฏิบัติอะไรเป็นการนั่งระลึกในสิ่งที่มีแล้ว เป็นของเก่า นั่งระลึกถึงก็ได้ เดินหรือยืนก็ได้ ทำงานอะไรก็ระลึกถึงความเก่าได้ จิตมีมุทุภูตธาตุเร็วเก่ง สรุปแล้วท่านก็ระลึกของเก่าท่าน จะบอกว่าพระพุทธเจ้าบรรลุจากการนั่งหลับตาไม่ได้ 

บรรลุนั้นหมายถึงการปฏิบัติแล้วสามารถทำให้ผลเกิด แต่นี่ท่านไม่ใช่การปฏิบัติแล้วเกิดผล ผลนั้นท่านได้ปฏิบัติมาแล้วเกิดมาแล้วสมบูรณ์แล้วเป็นเรื่องได้มาหมดแล้ว ปฏิบัติเสร็จกิจจบหมดแล้ว เหมือนกับระลึกถึงผลไม้ที่ท่านทำมาสุกหมดแล้ว สวยงามหมดแล้ว ไม่ใช่นั่งหลับตาแล้วไปบรรลุทีละขั้น ไม่ใช่ แต่ผู้ที่ไม่บรรลุก็ต้องปฏิบัติไปตามลำดับ ศึกษาตามสภาวะให้ดีๆปฏิบัติให้ได้ของตนเอง ถ้าได้ของตนเองแล้ว จะไม่ใช่แค่ตรรกะเหตุผล แต่บรรลุของตัวเองตามระดับขั้นบรรลุตั้งแต่ศีลข้อที่ 1 ไม่ฆ่าสัตว์ ศีลข้อที่ 2 ไม่เอาของของคนอื่นที่ไม่ใช่ของเรา เป็นวัตถุดินน้ำไฟลมหรือไม่แต่พืช 

สรุปอีกทีว่าท่านระลึกถึงของเก่าท่านไม่ได้ปฏิบัติ นั่งนิ่งๆระลึกไป ตั้งแต่ในสิ่งที่ท่านมีได้เป็นได้ ท่านไม่ได้ปฏิบัติกระทบสัมผัสและมีกระบวนการขัดเกลากิเลสรู้กิเลสแต่ท่านหมดกิเลสสิ้นเกลี้ยงไปนานแล้ว เป็นโพธิสัตว์ก็เป็นผู้ที่หมดกิเลสมานานแล้วด้วย กิเลสตนเองหมดแล้วตั้งแต่เป็นพระอรหันต์ แล้วก็มาศึกษากิเลสของคนอื่น เพราะฉะนั้น 

อนุโพธิสัตว์ก็เริ่มศึกษากิเลสผู้อื่น เพราะว่ากิเลสมันมากมายของคนอื่นที่เราไม่มีอย่างนี้ หรือแม้แต่อย่างนี้ของเราแต่เราเองมันไม่ขึ้นมา คนอื่นเขาก็มีแล้วก็แสดงออกมา จริงๆแล้วของเราก็เคยมีแต่นึกไม่ออกแต่เมื่อเห็นอันนี้แล้วก็นึกออก มันก็จะรู้ ทางของเราที่ไม่มีของเรามี ถ้าเรามีแต่เรานึกไม่ได้คนอื่นมาแสดงออกให้เห็นเราก็จะรู้ได้ว่าเราเคยมี เพื่อจะได้มากจนไม่มีอะไรจะขัดแย้งได้ นอกจากเราจะรู้ปริมาณมากเราก็ได้ช่วยคนมากด้วย เมื่อได้สัมผัสสัมพันธ์กับคนเราก็ได้ช่วยเขา หรือเรียกว่าการสืบทอดศาสนาพุทธไปอีกด้วย 

​ไหนๆก็บรรลุแล้วก็มาสืบทอดศาสนาต่อ อาตมามีภพว่าจะต้องไปบรรลุรรลุสูงสุดเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งให้ได้ มันได้จริงๆแล้วก็ไม่เสียหายอะไรเราเป็นคนมีประโยชน์ก็ไม่เสียหายอะไร เราทำก็ทำให้ฟรีได้คุณค่าเต็มๆเพราะว่าไม่ได้เอาอะไรตอบแทนมาเลย แม้จะมีอะไรตอบแทนมาเราก็ไม่ได้ยึดถือเป็นเราเป็นของเรา เอาไปทำให้ประโยชน์ต่อไปอีก มันซับซ้อนนะต้องศึกษาให้ดี 

_Chon Kyun • ขออนุญาตแลกเปลี่ยนนะจ๊ะ คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าที่พระองค์ตรัสรู้ก็ด้วยใช้วิธีนั่งแล้วได้ญาณเป็นลำดับๆนั้น เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน

พระองค์ทำสมาธิญาณเพื่อทบทวนและระลึกเรื่องราวที่พระองค์บำเพ็ญธรรมสั่งสมมาแต่หลายๆชาติปางก่อนจนเข้าใจทั้งหมดที่สุดแล้วว่าชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย

ดังนั้นในพระไตรปิฏกจึงไม่มีพระสูตรไหนเลยที่พระองค์รับรองว่านั่งสมถะแล้วบรรลุธรรม ไม่เช่นนั้นพระองค์ก็บรรลุธรรมตั้งแต่ฝึกอยู่กับพระอาจารย์ดาบสทั้งสองแล้ว แต่ญาณที่พระองค์ฝึกได้จนระดับสุดท้ายเหนืออาจารย์ตัวเอง แต่พระองค์ก็ทรงตรัสว่านี้ไม่ใช่ จึงออกและแสวงหาใหม่ไง

ที่สุดจึงได้ตัดสินใจแสดงธรรมเพื่อให้สัตว์โลกพ้นทุกข์และเห็นทางไปสู่นิพพาน ซึ่งพระสูตรต่างๆก็แบ่งจำแนกออกเป็นหลากหลาย เพื่อให้เหมาะกับแต่ละสถานะผู้ฟัง แต่ที่สุดก็สรุปลงไปเป็นอย่างเดียวกันเรียกว่าไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ไม่ว่าพระสูตรไหนๆก็สามารถจับความสอดคล้องกันลงตัวอย่างนี้ๆ

และทางเอกทางเดียวที่พระองค์ประกาศเมื่อวันมาฆะฯคือ มรรคมีองค์ 8 ซึ่งเมื่อเทียบเคียงกับระบบไตรสิกขา

ก็จับกลุ่มกันได้คือ

องค์1,2 = ปัญญา หรือความคิด

องค์3,4,5=ศีล หรือพฤติกรรม การปฏิบัติ

องค์6,7,8=สมาธิ หรือจิต

เป็นต้น

ส่วนการนั่งสมาธิหลับตานั้น พระองค์ถือว่าเป็นสมถะสมาธิ ซึ่งลัทธิอื่นก็ทำได้มีมาก่อนที่พระองค์จะประกาศศาสนาอีก ประโยชน์ของสมาธิแบบสมถะนี้คือความสงบจิตใจ คือการกล่อมให้คนเบาสบาย มีความสุข แต่ไม่มีประโยชน์ที่จะทำให้เกิดนิพพานคือตัด กำจัดกิเลส เพราะเป็นการกดข่มจิตใจ เป็นการตัดเวทนา ตัดผัสสะ เวทนาที่เกิดในการนั่งหลับตาก็เกิดจากสัญญาเก่า ที่ตัวเองทบทวน ดังนั้นจากผลลัพธ์ของสมาธิประเภทนี้พระองค์จึงไม่จัดเป็นสัมมาสมาธิ หรือสมาธิของพุทธ

พ่อครูว่า…ไม่ใช่เรื่องลึกลับอะไร ผู้รู้สภาวะธรรมของอาการจิตต่างๆก็จะชัดเจน สมาธิคือจิตหยุดนิ่งตกตะกอน ถะ คือตกตะกอน เช่นถีนมิทธะเป็นต้น สมถะ เหมือนตกตะกอนอยู่ก้นถัง จนกลายเป็นก้อนหิน เป็นฟอสซิล แข็งโป๊กตีไม่แตกเลย

มันเป็นจริตตระกูลของสายศรัทธา ใครจะเป็นอย่างนี้ก็ไม่เป็นไรอย่าไปติดใจตัวเองพยายามเอาปัญญามาช่วยมาแก้จนบรรลุสูงสุดให้ได้ แต่ถ้าอยากจะแก้จากปัญญาจริตเป็นพุทธิจริตก็ได้คุณใช้เวลาไปอีกนานเหมือนกัน คุณจะเปลี่ยนรากเปลี่ยน Root เปลี่ยนอนุสัยไปอีก อย่างอาตมาเป็นโพธิสัตว์มานานก็จะเข้าใจ โพธิสัตว์สุดท้ายก็จะบรรลุเป็นพุทธิปัญญาทั้งนั้น สูงสุดจริงๆก็เป็นปัญญาเป็นพระพุทธเจ้านั้นก็เป็นปัญญาทั้งนั้นไม่ใช่ศรัทธาเลย สายศรัทธาจะบำเพ็ญเป็นพระพุทธเจ้าก็ต้องเป็นปัญญา เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าแล้วไม่ใช่บรรลุด้วยศรัทธาแต่บรรลุด้วยปัญญา ไม่ได้ข่มสายศรัทธานะ แต่สัจจะเป็นเช่นนั้น

เวทนาที่เกิดจากการปฏิบัตินั่งหลับตานั้นก็เป็นสัญญา เพราะไปตัดการผัสสะก็ไม่มีเวทนา คุณก็ได้แต่สัญญาเก่าที่เกิดเอง ทบทวนสัญญาของคุณเอง เหมือนกับกบในกะลาครอบ ขยำอึ อึมาใหม่ก็นึกว่าของใหม่แต่คือของเก่าตนเอง

ดีแล้วที่ช่วยกันขยายก็ขอบคุณ 

_1182 เขาว่าอโศกเหมือนธรรมกาย? คนที่ว่านะทำไมไม่ลองมาที่บวรอโศกทุกจังหวัดแล้วตรวจดูว่าโกงเงินสหกรณ์ไหม? ออมเงินทอนวัดไหม? สมณะ สิกขมาตุซุกบัญชีเงินฝากไหม?ญาติธรรมมีบ่อนพนันไหม?เด็กสัมมาเสพติดอบายไหม?ต่างกับสมีจานบิน100กว่าๆคดี ยิ่งกว่าขาวกับดำเลย!กบสิ้นโศก

พ่อครูว่า…มันมีรายละเอียดมากกว่านั้นอีก จะได้รู้ว่าชาวอโศกคนละฟากฟ้ากับเหวเลยกับธรรมกาย 

_สตาร์แอร์ ทุ่งคอก · นั่งหลับตาสมาธิ นั่งทางใน นั่งจนสันหลังแย่ นั่งตั้งแต่อายุ16 นั่งครั้งละ2-3ชม ได้แค่กิเลสพักยก กิเลสไม่ลดครับ นั่งจนเหมือนไม่มีตัวมีตน ใช้ชีวิตปกติ กิเลสเท่าเดิม..วันนี้ชัดเจน เรื่องหิริ โอตัปปะอีก กราบพ่อครูด้วยความเคารพรักครับ

พ่อครูว่า…สัญชาตญาณลึกๆรู้ว่าไม่ควรแสดงกิเลสออกมามาก ก็กดข่มทั้งนั้น แต่ผู้ปฏิบัติธรรมจะอ่านจิตใจว่าเรามีความละอาย หิริ ยิ่งโอตตัปปะ มันยิ่งมากกว่ามันจะกลัว เรายังมีกิเลสอยู่อีกหรือ หิริ ละอายต่อหน้าไม่ทำ แต่ลับหลังยังทำอยู่ แต่โอตตัปปะ จะมีญาณปัญญาชัดที่จะกลัวต่อสิ่งไม่ดี โวหารคือกลัวต่อการทำไม่ดีนี้ แต่จริงๆแล้วเราไม่ต้องการให้มันมีตัวเราอย่างนี้ไม่เอา เป็นญาณ 7 ของพระโสดาบันข้อที่ 4 เหมือนเด็ก รู้ว่าไฟมันร้อน ไปแตะเข้าก็ทุกข์ร้อน จะไม่เอาอีกเลย จริงใจแตะแล้วร้อน ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ตามมันร้อนมันก็ไม่เอา ถกมือออกเลยทันที 

อ่านญาณ 7 เราจะรู้ว่าคนเป็นพระโสดาบัน มันมีรายละเอียด ชัดเจนดี มีบันทึกไว้อยู่ในพระไตรปิฎก เราก็เอามาขยายความอธิบาย พวกเราก็เข้าใจจริง อย่างนี้เอง เมื่อเราปฏิบัติได้แล้วความจริงมันก็จะออกผล เขาไม่รู้ไม่เป็นอย่างเรามันก็ไม่มีวิมุตติรส ธรรมรส ชนิดที่เราได้เขาก็คาดคะเนไม่ได้ จนกว่าเขาจะมีวิมุติรส คนที่มีด้วยกันเพียงแค่ยักคิ้วก็ตรงกัน 

_นันท์มนัส · ผู้ใดมีความสัตย์ มีธรรม มีความไม่เบียดเบียน มีความสำรวม และมีความข่มใจ ผู้นั้นแลชื่อว่าผู้มีปัญญา หมดมลทิน เขาเรียกท่านว่า เถระ

_กาน · พ่อท่านพูดจริงไปนั่งหลับตามันได้เหมือนอะไรมันเฉยได้ แต่พอไปมีอะไรมากระทบมันคุมไม่อยู่ มันได้แต่ไม่ถาวร ตัวดิฉันเป็นเองกิเลสเห็นเข้ามาจิตมันเป็นทุกข์กำจัดไม่ได้ ขอบคุณพ่อท่านคะ ดีนะที่ได้ฟังถ้าไม่ฟังคงหลงไปอีกนาน

พ่อครูว่า…คนที่ฟังแต่ปิดกั้นจิตไม่ได้ผลหรอก หรือแม้คนที่ไม่มีฉันทะเต็มที่ ก็ไม่ก็ผลหรอก เหมือนคนชาเต็มถ้วย ของเก่าคุณเต็ม ของใหม่ก็เข้าไม่ได้ แต่ถ้าทำตนเหมือนชาถ้วยว่างๆ ก็รับได้ดี ความยินดีเป็นรากเหง้า เป็นมูลกาว่าอันนี้น่าได้น่ามีน่าเป็นหากไม่มีอันนี้เป็นรากฐานไม่ได้หรอก 

_สมนึก · พ่อครูน่าเชื่อถือที่สุด. หาไม่มีอีกแล้วในโลกเจ้าค่ะ

พ่อครูว่า…ในยุคนี้ก็ใช่แล้ว เรียกหาผู้พี่อยู่ แต่ก็ไม่มี

สุริยเปยยาลสูตร และอวิชชาสูตร

_วัชรี · ใช่ค่ะ ขอแสดงความเห็นด้วยค่ะพบสัตตบุรุษ ไม่ใช่การเข้ากราบอย่างเดียว(อย่างที่ทำกันประจำ?) ต้องทำให้ครบสุริยเปยยาล 7 นะคะกราบนมัสการท่านเดินดินค่ะ?

พ่อครูว่า…ฉันทะเป็นตัวที่ 3 ของสุริยเปยยาล ต้องได้จากสัตบุรุษ ผู้ที่มีความจริงบอกคุณ แล้วคุณต้องมีความยินดีที่จะปฏิบัติศีล หากไม่มีความยินดีก็จะไม่ได้ เมื่อคบสัตบุรุษก็จะมาให้เรารับศีลแล้วก็ต้องมีความยินดีในการรับศีล

แล้วข้อที่4 อัตตา คุณจะรู้ความเป็นตัวตนของคุณ ตัวตนเล็กๆน้อยๆข้อที่ 1 เช่นตัวตนในความไปติดอบายมุข ข้อหยาบๆเลยก็ได้ของใครของมันตัวต่ำสุดของเรา อบาย  คุณก็จะชัดเจนในการตั้งศีลว่าตัวนี้มันไม่ดีต้องละเว้นต้องเลิกขาดต้องเรียนรู้อ่านกิเลสให้มันหลุดไปนะตัวนี้ คุณเริ่มทำคุณก็จะได้จะรู้ตัวตน อัตตาคือตัวตนของกิเลส

พระโพธิสัตว์มีอัตตาตัวตนอาศัย ไม่ใช่อัตตาตัวตนของกิเลส 

ก็จะรู้อัตตาตั้งแต่โอฬาริกอัตตา กิเลสตัวต้นตัวใหญ่ มาสู่กิเลสตัวกลางคือ มโนมยอัตตาที่คุณปั้นในจิต โสดาบันพ้นวิติกมกิเลส พ้นมาได้ระดับหนึ่งแล้วมาอยู่ในฐานของปริยุฏฐานกิเลส คือต้องพากเพียรสู้กับตัวที่กำลังยึดถืออยู่ จะชัดเจนว่าตัวที่ทำได้แล้วเป็นอย่างไร ตัวที่กำลังสู้เป็นอย่างไร ตัวที่สูงกว่าเป็นอย่างไรเป็นได้จะรู้เอง ที่อธิบายนี้ยังน้อยนะอธิบายมุมเหลี่ยมมิติของมันยังได้นิดเดียว อย่างนี้เป็นต้น ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้น คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น)   (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34)

จากนั้นจะมีทิฏฐิ ที่มีความถูกตรง สัมมาทิฏฐิ รู้จักรู้แจ้งรู้จริงลึกซึ้ง เป็นเองเป็นจริงรู้ตัวจริงตั้งแต่มันมีจนไม่มี ไม่มียังไม่เกิดอีกมาแล้วก็หายวับแข็งแรง พิสูจน์ได้ในตัวอย่างนั้น ทิฏฐิ ก็จะเจริญขึ้นแม้กระนั้นก็ยังประมาทด้วย อปมาทะ เป็นตัวที่6

ต้องไม่ประมาทอย่าประมาท ตัวสุดท้ายข้อที่7ของ สุริยเปยยาล คือโยนิโสมนสิการ ตัวนี้ยิ่งใหญ่ในตัวอกุศล ประมาทหรือไม่ประมาทก็ต้องไม่ประมาท อย่าประมาท ต้องไม่ประมาทเสมอ ถ้าไม่ประมาทเสมอๆมันไม่มีวันพลาด แต่ถ้าคุณประมาทแน่นอนสักวันหนึ่งอย่าอวดดีเลย แม้เป็นใครก็ตาม พระพุทธเจ้าเองท่านก็ต้องทรงสังวร ท่านทำได้สมบูรณ์แบบแล้ว แม้ไม่ประมาทแล้ว ท่านก็ยังต้องเตือนคนอื่น 

ตัวสุดท้ายของกิเลส แม้จะหลบไปในก้นบึ้งขนาดไหนก็ต้องจับให้ได้ 

โยนิโสมนสิการจึงเป็นตัวที่สำคัญมาก 

เมื่อได้ฟังสัตบุรุษแล้วคุณก็เปิดใจรับฟัง ปรโตโฆษะ จนบริบูรณ์ด้วยศรัทธาบริบูรณ์ด้วยโยนิโสมนสิการ  ตามอวิชชาสูตร ฟังแล้วก็ยิ่งชัดเจน ถ้าคนเข้าใจชัดเจนแล้วฟังเมื่อไหร่ก็จะมีอรรถรสเป็นพระอรหันต์ขนาดไหนเป็นโพธิสัตว์ขนาดไหนก็ไม่มีเบื่อฟังได้ซับซ้อนแม้ของเรามันรู้แล้วของเรามีดีกว่านี้ด้วยก็ไม่เบื่อ 

ที่อาตมาทบทวน สุริยเปยยาล ยิ่งอาหารของวิชชาก็ยิ่งชัด

เอาสั้นๆ ผู้ไม่ได้ฟังสัตบุรุษไม่มีทางบรรลุ คุณจะเป็นพระพุทธเจ้าเองก็ไม่ได้คุณต้องมาต่อเชื้อจากใคร จากพระพุทธเจ้าไม่ได้คุณก็ต้องฟังจากสัตบุรุษถ้าหากคุณปฏิเสธสัตบุรุษก็ no way ลงทะเลไปให้ปลาฉลามกิน 

การฟังธรรมที่บริบูรณ์จึงจะมีศรัทธาความเชื่อที่บริบูรณ์ มันเชื่อถือ จึงจะเต็ม พอเต็มแล้วคุณก็ได้ความรู้มาคือการมนสิการ คุณก็เอามาปฏิบัติได้อย่างโยนิโส ถ้าไม่มีโยนิโสมนสิการไม่ละเอียดแยบคาย มีแต่ถอยหลังเดินหน้าเดินหน้าถอยหลัง เตี้ยลงแล้วสูงขึ้นอีก 

เมื่อฟังสัทธรรมแล้วก็จะเกิดศรัทธาที่บริบูรณ์ทำให้เกิดการมนสิการทำใจในใจได้บริบูรณ์ เอาไปปฏิบัติก็มีสติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ 

สติก็จะค่อยๆเต็มร้อยขึ้นเรื่อยๆ ปัญญาก็จะเต็มความรู้ไปเรื่อยๆ สติมาจากพยัญชนะว่า สตะ แปลว่า 100 ครบ สติ ก็องศาครบหมุนเป็นวงวน ทำงานเป็นกระบวนการสามเส้า สติก็เป็นอธิปไตยมีกำลังมีอำนาจ และก็จะมีปัญญาปัญญาก็เต็มความรู้สติเต็มร้อยปัญญาเต็มรู้ ปัญญาก็คือ อัญญา ธาตุอัญญา สติคือธาตุสตะ อัญญาเป็นความรู้อื่นความรู้ที่ไม่เหมือนความรู้ทางโลกโลกุตรชนรู้กัน ที่มีมาเป็นโลกโลกีย์และนี่เป็นความรู้อื่นจากโลกียเลย แต่มีความแตกต่างเป็นอัญญธาตุไม่ใช่ธาตุตัวเก่า ได้ธาตุตัวใหม่คือเริ่มออกจากโลกียะได้ ได้ตัวใหม่เพิ่มเป็นพหูพจน์ก็เป็นอัญญา เจริญขึ้นไปเป็นตามลำดับ ก็เป็นปัญญา อาจเป็นกัญญา ชัญญา แม้ฆัญญา แปลว่าฆ่า มันฉลาดแต่ตีกลับแต่เป็นตัวร้ายก็ได้ หรือเอาไปฆ่ากิเลสสก็ได้ ฆัญญาแปลว่าการฆ่าการทำลาย ชัญญาคือ ยิ่งจะรู้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งกลายเป็นน้ำก็เป็น ถัญญา น้ำนม สัญญาก็เป็นตัวสะสมความรู้ขึ้นเรื่อยๆ มัญญาหรือมัญญติ เป็นความสำคัญมั่นหมายที่สะสมไปเรื่อยๆจนเป็นปัญญา ความรู้แบบพุทธเรียกว่าปัญญา 

อาตมารู้มากแต่ก็ยังไม่สมบูรณ์แบบ 

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ

สมณะฟ้าไทว่า…ต้องมาทบทวนตนว่าต้องย้ำว่าคบสัตบุรุษแบบเต็มๆ 

ความหลง 5 ประการ

_สมณะพอจริง 

กิเลสโมหะ หลง 5 ใช้ภาษาบาลีแบบนี้ถูกไหมครับ

  1. หลงผิด  (เห็นดีว่าชั่ว  เห็นชั่วว่าดี) มิจฉาทิฏฐิ

  2. หลงลืม  (สติกำหนดรู้ไม่ได้) มฏฐสสติ อฏฐ แปลว่า 8มันยังไม่เต็ม 9 เรียกว่าจิตยังไม่เต็ม สติไม่เต็มหลงลืม 

  3. หลงใหล  (คลั่งไคล้) สัมโมหะ ประกอบความหลงเต็มจนคลั่งไคล้ กลายเป็นทาส 100% เขาจะทำชั่วต่ำก็ต่ำตามเขาเละไปหมด 

  4. หลงเหลือ (โมหะยังไม่สิ้นเกลี้ยง) อัตตามานะ ยึดตัวเองเป็นสำคัญว่าดีที่สุด

  5. หลงตัว  (หลงดี มีมานะยึดดีในตนเอง) สอุปาทิเสสะ 

พ่อครูว่า..เสสะคือเศษที่เหลือ สอุปาทิเสสะคือเหลือเศษอยู่ ก็ได้ พวกเราไม่ได้เรียนรากฐานบาลีมา ก็พยายามช่วยค้น (สู่แดนธรรมว่า..สัมโมหะ แปลว่าหลงลืม ) 

อย่าไปหลงพยัญชนะมากเกิน ไม่อย่างนั้นคุณจะไปหลงกับพยัญชนะอีกมาก แล้วเราก็จะหลุดนะ เมื่อไปสนุกกับพยัญชนะก็จะหลุดจากสภาวะก็เสียเวลา ให้เอาสภาวะเป็นเอกเอาพยัญชนะเป็นรอง อย่าไปหลงพยัญชนะเป็นเอกมันจะไปใหญ่เลย อย่างที่เป็นกันอยู่ส่วนใหญ่เดี๋ยวนี้พยัญชนะเก่ง แต่ว่าสภาวะไม่ได้นี่มันน่าสงสาร เดี๋ยวนี้ก็กำลังเวียนกลับมาสู่สภาวะ บางทีบางคนก็บอกว่าพยัญชนะของอาตมาใช้ไม่ได้มันสับสนไม่เหมือนกับคนอื่นก็เลยยิ่งแย่ อาตมาก็เลยแสดงสิริมหามายา เขาก็หมุนสมองไม่ทันสมัย อาตมาอธิบายสมบูรณ์คุณก็แย้งอยู่นั่นแหละแล้วคุณก็เป็นอย่างนี้ไม่เปลี่ยน คุณก็เก่งกว่าอาตมาเสียแหละ 

_หลงลืมกับสัญญาวิปลาสมันต่างกันหรือเหมือนกันอย่างไรครับ 

พ่อครูว่า..หลงลืมมันเลอะเทอะ วิปลาสมันเป็นเพียงชั่วคราว มันมีได้ สัญญาวิปลาส สัญญาของคนไม่ถูกเรื่องเลยเป็นไปได้ วิปลาส 3 คือ ไปสำคัญผิดไปหมดเลย สัญญาก็วิปลาส จิตก็วิปลาส ทิฏฐิก็วิปลาส ทั้งสามอย่างก็ไม่ใช่แค่หลงลืมแล้ว มันหมดเนื้อหมดตัวเลย สัญญา จิต ทิฏฐิก็วิปลาส จบไม่เหลือหากวิปลาสแบบนั้นก็หมด จะไปเห็นความไม่เที่ยงว่าเที่ยง จะเห็นความทุกข์ก็เป็นความสุข ความไม่น่ามีไม่น่าได้ว่าเป็นความน่ามีน่าได้ 

จริงๆแล้วมันก็จะต้องทั้ง 3 ตัวต้องสมบูรณ์ จะต้องมีสัมมาทิฏฐิ สัญญา จิต ทิฏฐิ ไม่เช่นนั้นจะไปปฏิบัติเปลี่ยนวิปลาส 4 ความเห็นไม่เที่ยงว่าเที่ยง ความเป็นความทุกข์ว่าเป็นความสุข ส่วนมากไปเห็นความทุกข์ว่าเป็นความสุข เพราะความทุกข์กับความสุขมันตัวเดียวกันเลย แต่คุณจะไปถูกไหมกับความสุขตราบใดที่หมดความทุกข์ความสุขก็หมดไปด้วยศาสนาพุทธสุดยอดตรงนี้ มันไม่ใช่ตัวตนแต่ไปเห็นว่ามันมีตัวตน มันก็เลยเสียเวลา แม้แต่มันไม่น่าได้น่ามีไม่น่าได้เลย คุณก็เห็นเป็นสุภะ ก็จบสิ 

หลงลืมกับสัญญาวิปลาสนั้นไม่เหมือนกันทีเดียว วิปลาสหนักกว่า เข้าใกล้อาการหนักนะ 

  1. สามัญญผลสูตร

—————————————————–

เรื่องพระเจ้าอชาตศัตรู

 [91] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้-

ใกล้พระนครราชคฤห์ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ 1250 รูป วันนั้นเป็นวันอุโบสถ 15 ค่ำเป็นวันครบ 4 เดือน ฤดูดอกโกมุทบาน ในราตรีเพ็ญพระจันทร์เต็มดวง พระเจ้าแผ่นดินมคธพระนามว่า อชาตศัตรูเวเทหีบุตร แวดล้อมด้วยราชอำมาตย์ประทับนั่ง ณ พระมหาปราสาทชั้นบน.

ขณะนั้น ท้าวเธอทรงเปล่งพระอุทานว่า ดูกรอำมาตย์ ราตรีมีดวงเดือนแจ่มกระจ่าง น่ารื่นรมย์หนอ ราตรีมีดวงเดือนแจ่มกระจ่าง ช่างงามจริงหนอ ราตรีมีดวงเดือนแจ่มกระจ่าง น่าชมจริงหนอราตรีมีดวงเดือนแจ่มกระจ่าง น่าเบิกบานจริงหนอ ราตรีมีดวงเดือนแจ่มกระจ่าง เข้าลักษณะจริงหนอ วันนี้เราควรจะเข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์ผู้ใดดีหนอ ซึ่งจิตของเราผู้เข้าไปหาพึงเลื่อมใสได้. ครั้นท้าวเธอดำรัสอย่างนี้แล้ว อำมาตย์ผู้หนึ่งจึงกราบทูลว่า ขอเดชะ ท่านปูรณะกัสสป ปรากฏว่าเป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิชนส่วนมากยกย่องว่าดี เป็นคนเก่าแก่ บวชมานาน มีอายุล่วงกาล ผ่านวัยมาโดยลำดับ

เชิญพระองค์เสด็จเข้าไปหาท่านปูรณะ กัสสปนั้นเถิด เห็นด้วยเกล้า ฯ ว่า เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปหาท่านปูรณะ กัสสป พระหฤทัยพึงเลื่อมใส. เมื่ออำมาตย์ผู้นั้น กราบทูลอย่างนี้แล้วท้าวเธอก็ทรงนิ่งอยู่.

อำมาตย์อีกคนหนึ่ง จึงกราบทูลว่า ขอเดชะ ท่านมักขลิ โคศาล ปรากฏว่าเป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ ชนส่วนมากยกย่องว่าดี เป็นคนเก่าแก่ บวชมานาน มีอายุล่วงกาล ผ่านวัยมาโดยลำดับ เชิญพระองค์เสด็จเข้าไปหาท่านมักขลิ โคศาลนั้นเถิด เห็นด้วยเกล้า ฯ ว่า เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปหาท่านมักขลิ โคศาลพระหฤทัยพึงเลื่อมใส เมื่ออำมาตย์ผู้นั้นกราบทูลอย่างนี้แล้ว ท้าวเธอก็ทรงนิ่งอยู่.

 อำมาตย์อีกคนหนึ่ง จึงกราบทูลว่า ขอเดชะ ท่านอชิต เกสกัมพล ปรากฏว่าเป็นเจ้าหมู่ เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ ชนส่วนมากยกย่องว่าดี

เป็นคนเก่าแก่ บวชมานาน มีอายุล่วงกาล ผ่านวัยมาโดยลำดับ เชิญพระองค์เสด็จเข้าไปหาท่านอชิต เกสกัมพล นั้นเถิด เห็นด้วยเกล้า ฯ ว่า เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปหาท่านอชิต เกสกัมพลพระหฤทัยพึงเลื่อมใส เมื่ออำมาตย์ผู้นั้นกราบทูลอย่างนี้แล้ว ท้าวเธอก็ทรงนิ่งอยู่.

อำมาตย์อีกคนหนึ่ง จึงกราบทูลว่า ขอเดชะ ท่านปกุธะ กัจจายนะ ปรากฏว่าเป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ ชนส่วนมากยกย่องว่าดี เป็นคนเก่าแก่ บวชมานาน มีอายุล่วงกาล ผ่านวัยมาโดยลำดับ เชิญพระองค์เสด็จเข้าไปหาท่านปกุธะกัจจายนะนั้นเถิด เห็นด้วยเกล้า ฯ ว่า เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปหาท่านปกุธะ กัจจายนะ พระหฤทัยพึงเลื่อมใส. เมื่ออำมาตย์ผู้นั้นกราบทูลอย่างนี้แล้ว ท้าวเธอก็ทรงนิ่งอยู่.อำมาตย์อีกคนหนึ่ง จึงกราบทูลว่า ขอเดชะ ท่านสญชัย เวลัฏฐบุตร ปรากฏว่าเป็น

เจ้าหมู่ เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ ชนส่วนมากยกย่องว่าดีเป็นคนเก่าแก่ บวชมานาน มีอายุล่วงกาล ผ่านวัยมาโดยลำดับ เชิญพระองค์เสด็จเข้าไปหาท่านสญชัย เวลัฏฐบุตร นั้นเถิด เห็นด้วยเกล้า ฯ ว่า เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปหาท่านสญชัยเวลัฏฐบุตร พระหฤทัยพึงเลื่อมใส. เมื่ออำมาตย์ผู้นั้นกราบทูลอย่างนี้แล้ว ท้าวเธอก็ทรงนิ่งอยู่

อำมาตย์อีกคนหนึ่ง จึงกราบทูลว่า ขอเดชะ ท่านนิครนถ์ นาฏบุตร ปรากฏว่าเป็นเจ้าหมู่ เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ ชนส่วนมากยกย่องว่าดีเป็นคนเก่าแก่ บวชมานาน มีอายุล่วงกาล ผ่านวัยมาโดยลำดับ เชิญพระองค์เสด็จเข้าไปหาท่านนิครนถ์ นาฏบุตร นั้นเถิด เห็นด้วยเกล้า ฯ ว่า เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปหาท่านนิครนถ์นาฏบุตร พระหฤทัยพึงเลื่อมใส. เมื่ออำมาตย์ผู้นั้นกราบทูลอย่างนี้แล้ว ท้าวเธอก็ทรงนิ่งอยู่.

กถาปรารภพระพุทธคุณ

[92] สมัยนั้น หมอชีวก โกมารภัจจ์ นั่งนิ่งอยู่ในที่ไม่ไกลพระเจ้าแผ่นดินมคธพระนามว่า อชาตศัตรู เวเทหีบุตร. ท้าวเธอจึงมีพระราชดำรัสกะหมอชีวก โกมารภัจจ์ ว่าชีวกผู้สหาย เธอทำไมจึงนิ่งเสียเล่า, หมอชีวก โกมารภัจจ์ กราบทูลว่า ขอเดชะ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ สวนอัมพวันของข้าพระพุทธเจ้า พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ 1250 รูป พระกิตติศัพท์อันงามของพระองค์ขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรมดังนี้ เชิญพระองค์เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเถิด เห็นด้วยเกล้า ฯ ว่า เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค พระหฤทัยพึงเลื่อมใส 

ท้าวเธอจึงมีพระราชดำรัสว่า ชีวกผู้สหาย ถ้าอย่างนั้นท่านจงสั่งให้เตรียมหัตถียานไว้. 

หมอชีวก โกมารภัจจ์ รับสนองพระราชโองการแล้ว สั่งให้เตรียมช้างพังประมาณ ๕๐๐ เชือก และช้างพระที่นั่งเสร็จแล้วจึงกราบทูลว่า ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าสั่งให้เตรียมหัตถียานพร้อมแล้ว เชิญใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเสด็จได้พระเจ้าข้า.

ลำดับนั้น ท้าวเธอโปรดให้พวกสตรีขึ้นช้างพัง 500 เชือกๆ ละนาง แล้วจึงทรงช้างพระที่นั่งมีผู้ถือคบเพลิง เสด็จออกจากพระนครราชคฤห์ ด้วยพระราชานุภาพอย่างยิ่งใหญ่ เสด็จไปสวนอัมพวันของหมอชีวก โกมารภัจจ์. 

พอใกล้จะถึง ท้าวเธอเกิดทรงหวาดหวั่นครั่นคร้าม และทรงมีความสยดสยองขึ้น ครั้นท้าวเธอทรงกลัว ทรงหวาดหวั่น มีพระโลมชาติชูชันแล้ว จึงตรัสกับหมอชีวก โกมารภัจจ์ว่า ชีวกผู้สหาย ท่านไม่ได้ลวงเราหรือ ชีวกผู้สหาย ท่านไม่ได้หลอกเราหรือ ชีวกผู้สหาย ท่านไม่ได้ล่อเรามาให้ศัตรูหรือ เหตุไฉนเล่า ภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ตั้ง ๑๒๕๐ รูป จึงไม่มีเสียงจาม เสียงกระแอม เสียงพึมพำเลย หมอชีวก โกมารภัจจ์กราบทูลว่า ขอพระองค์อย่าได้ทรงหวาดหวั่นเกรงกลัวเลยพระเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าไม่ได้ลวงพระองค์ไม่ได้หลอกพระองค์ ไม่ได้ล่อพระองค์มาให้ศัตรูเลย พระเจ้าข้า ขอเดชะ เชิญพระองค์เสด็จเข้าไปเถิดๆ นั่นประทีปที่โรงกลมยังตามอยู่. ลำดับนั้น ท้าวเธอเสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนช้างพระที่นั่งไปจนสุดทาง เสด็จลงทรงพระดำเนินเข้าประตูโรงกลม แล้วจึงรับสั่งกะหมอชีวกโกมารภัจจ์ว่า ชีวกผู้สหาย ไหนพระผู้มีพระภาค. หมอชีวก โกมารภัจจ์ กราบทูลว่า ขอเดชะนั่นพระผู้มีพระภาค ประทับนั่งพิงเสากลาง ผินพระพักตร์ไปทางทิศบูรพา ภิกษุสงฆ์แวดล้อมอยู่.

ลำดับนั้น ท้าวเธอเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ประทับยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วทรงชำเลืองเห็นภิกษุสงฆ์นิ่งสงบเหมือนห้วงน้ำใส ทรงเปล่งพระอุทานว่า ขอให้อุทยภัทท์กุมารของเราจงมีความสงบอย่างภิกษุสงฆ์เดี๋ยวนี้. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมหาบพิตร พระองค์เสด็จมาทั้งความรัก. แล้วท้าวเธอทูลรับว่า พระเจ้าข้า อุทยภัทท์กุมารเป็นที่รักของหม่อมฉันขอให้อุทยภัทท์กุมารของหม่อมฉันจงมีความสงบอย่างภิกษุสงฆ์เดี๋ยวนี้เถิด.

[93] ลำดับนั้น ท้าวเธอทรงอภิวาทพระผู้มีพระภาค แล้วทรงประนมอัญชลีแก่ภิกษุสงฆ์ ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ครั้นแล้ว ได้ตรัสพระดำรัสนี้กะพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันจะขอทูลถามปัญหาบางเรื่องสักเล็กน้อย ถ้าพระองค์จะประทานพระวโรกาสพยากรณ์ปัญหาแก่หม่อมฉัน.

พ. เชิญถามเถิด มหาบพิตร ถ้าทรงพระประสงค์.

อ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ศิลปศาสตร์เป็นอันมากเหล่านี้ คือ พลช้าง พลม้า พลรถ พลธนู พนักงานเชิญธง พนักงานจัดกระบวนทัพ พนักงานจัดส่งเสบียง พวกอุคคราชบุตร พลอาสา ขุนพล พลกล้า พลสวมเกราะหนัง พวกบุตรทาส ช่างทำขนม ช่างกัลบก พนักงานเครื่องสรง พวกพ่อครัว ช่างดอกไม้ ช่างย้อม ช่างหูก ช่างจักสาน ช่างหม้อ นักคำนวณ พวกนับคะแนน (นักการบัญชี) หรือศิลปศาสตร์เป็นอันมาก แม้อย่างอื่นใดที่มีคติเหมือนอย่างนี้

คนเหล่านั้นย่อมอาศัยผลแห่งศิลปศาสตร์ที่เห็นประจักษ์เลี้ยงชีพในปัจจุบัน ด้วยผลแห่งศิลปศาสตร์นั้น เขาย่อมบำรุงตน มารดาบิดา บุตรภริยา มิตรอำมาตย์ให้เป็นสุขอิ่มหนำสำราญ บำเพ็ญทักษิณาทานอันมีผลอย่างสูง เป็นไปเพื่อให้ได้อารมณ์ดี มีสุขเป็นผล ให้เกิดในสวรรค์ ในสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ฉันใด ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์อาจบัญญัติสามัญผลที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบัน เหมือนอย่างนั้นได้บ้างหรือไม่?

พ. มหาบพิตร ทรงจำได้หรือไม่ว่า ปัญหาข้อนี้ มหาบพิตรได้ตรัสถามสมณพราหมณ์พวกอื่นแล้ว.

อ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ จำได้อยู่ ปัญหาข้อนี้ หม่อมฉันได้ถามสมณพราหมณ์พวกอื่นแล้ว.

พ. ดูกรมหาบพิตร สมณพราหมณ์เหล่านั้นพยากรณ์อย่างไร ถ้ามหาบพิตรไม่หนักพระทัย ก็ตรัสเถิด.

อ. ณ ที่ที่พระผู้มีพระภาคหรือท่านผู้เปรียบดังพระผู้มีพระภาค ประทับนั่งอยู่ หม่อมฉันไม่หนักใจ พระเจ้าข้า.

พ. ถ้าอย่างนั้น มหาบพิตรตรัสเถิด.

วาทะของศาสดาปูรณะ กัสสป

[94] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สมัยหนึ่ง ณ กรุงราชคฤห์นี้ หม่อมฉันเข้าไปหาครูปูรณะ กัสสป ถึงที่อยู่ ได้ปราศรัยกับปูรณะ กัสสป ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วหม่อมฉันได้กล่าวคำนี้กะปูรณะ กัสสปว่า ท่านกัสสป

ศิลปศาสตร์เป็นอันมากเหล่านี้ คือพลช้าง พลม้า พลรบ พลธนู พนักงานเชิญธง พนักงานจัดกระบวนทัพ พนักงานจัดส่งเสบียง พวกอุคคราชบุตร พลอาสา ขุนพล พลกล้า พลสวมเกราะหนัง พวกบุตรทาส ช่างทำขนม ช่างกัลบก พนักงานเครื่องสรง พวกพ่อครัว ช่าง

ดอกไม้ ช่างย้อม ช่างหูก ช่างจักสาน ช่างหม้อ นักคำนวณ พวกนับคะแนน (นักการบัญชี)

หรือศิลปศาสตร์เป็นอันมาก แม้อย่างอื่นใดที่มีคติเหมือนอย่างนี้ คนเหล่านั้น ย่อมอาศัยผลแห่ง ศิลปศาสตร์ที่เห็นประจักษ์เลี้ยงชีพในปัจจุบัน ด้วยผลแห่งศิลปศาสตร์นั้น เขาย่อมบำรุงตน มารดาบิดา บุตรภริยา มิตร อำมาตย์ ให้เป็นสุขอิ่มหนำสำราญ บำเพ็ญทักษิณาทานอันมีผลอย่างสูง เป็นไปเพื่อให้ได้อารมณ์ดี มีสุขเป็นผล ให้เกิดในสวรรค์ ในสมณพราหมณ์ทั้งหลายฉันใด ท่านอาจบัญญัติสามัญผลที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบัน เหมือนอย่างนั้นได้หรือไม่ เมื่อหม่อมฉันกล่าวอย่างนี้ ครูปูรณะ กัสสป ได้กล่าวคำนี้กะหม่อมฉันว่า 

ดูกรมหาบพิตร เมื่อบุคคลทำเอง ใช้ให้ผู้อื่นทำ ตัดเอง ใช้ให้ผู้อื่นตัด เบียดเบียนเอง ใช้ผู้อื่นให้เบียดเบียน ทำเขาให้เศร้าโศกเอง ใช้ผู้อื่นทำเขาให้เศร้าโศก ทำเขาให้ลำบากเอง ใช้ผู้อื่นทำเขาให้ลำบาก ดิ้นรนเอง ทำเขาให้ดิ้นรน ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ตัดที่ต่อ ปล้นไม่ให้เหลือ ทำโจรกรรมในเรือนหลังเดียว ซุ่มอยู่ที่ทางเปลี่ยว ทำชู้ภริยาเขา พูดเท็จ ผู้ทำไม่ชื่อว่าทำบาป แม้หาผู้ใดจะใช้จักรซึ่งมีคมโดยรอบ เหมือนมีดโกน สังหารเหล่าสัตว์ในปัฐพีนี้ ให้เป็นลาน เป็นกองมังสะอันเดียวกัน บาปที่มีการทำเช่นนั้นเป็นเหตุ ย่อมไม่มีแก่เขา ไม่มีบาปมาถึงเขา แม้หากบุคคลจะไปยังฝั่งขวาแห่งแม่น้ำคงคา ฆ่าเอง ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า ตัดเอง ใช้ให้ผู้อื่นตัด เบียดเบียนเอง ใช้ผู้อื่นให้เบียดเบียน บาปที่มีการทำเช่นนั้นเป็นเหตุ ย่อมไม่มีแก่เขา ไม่มีบาปมาถึงเขา แม้หากบุคคลจะไปยังฝั่งซ้ายแห่งแม่น้ำคงคา ให้เอง ใช้ให้ผู้อื่นให้ บูชาเอง ใช้ให้ผู้อื่นบูชา บุญที่มีการทำเช่นนั้นเป็นเหตุย่อมไม่มีแก่เขา ไม่มีบุญมาถึงเขา ด้วยการให้ทาน การทรมาน อินทรีย์ การสำรวมศีล การกล่าวคำสัตย์ บุญที่มีการทำเช่นนั้นเป็นเหตุ ย่อมไม่มีแก่เขา ไม่มีบุญมาถึงเขา ดังนี้ 

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อหม่อมฉันถามถึงสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ครูปูรณะ กัสสป กลับตอบถึงการที่ทำแล้วไม่เป็นอันทำ ฉะนี้ (ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อหม่อมฉันถามถึงสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ครูปูรณะ กัสสป กลับตอบถึงการที่ทำแล้วไม่เป็นอันทำ ฉะนี้) ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันถามถึงสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ครูปูรณะ กัสสป กลับตอบถึงการที่ทำแล้วไม่เป็นอันทำ เปรียบเหมือนเขาถามถึงมะม่วง ตอบขนุนสำมะลอ หรือเขาถามถึงขนุนสำมะลอ ตอบมะม่วง

ฉะนั้น หม่อมฉันมีความดำริว่า ไฉน คนอย่างเรา จะพึงมุ่งรุกรานสมณะหรือพราหมณ์ผู้อยู่ในราชอาณาเขต ดังนี้ แล้วไม่ยินดี ไม่คัดค้านภาษิตของครูปูรณะ กัสสป ไม่พอใจ แต่ก็มิได้เปล่งวาจาแสดงความไม่พอใจ ไม่เชื่อถือ ไม่ใส่ใจถึงวาจานั้น ลุกจากที่นั่งหลีกไป.

สมณะฟ้าไท..สรุปจบ