ศาสนา

620809_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ศึกษาวิชชาจรณะให้เข้าถึงปรมัตถธรรม

อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่…https://docs.google.com/document/d/1R48d6xKK20DPPJZp1ye_hKpryk0d1r-bIP6trP9uEBY/edit?usp=sharing  

ดาวโหลดเสียงที่ https://drive.google.com/open?id=1hbu8O7_MKuRDi4uTiE-8mSzOfL_-lorr 

สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้วันศุกร์ที่ 9 สิงหาคม 2562 ที่บวร ราชธานีอโศก ระยะนี้ที่ชุมชนราชธานีอโศกมีคนสนใจมาดูงานทุกวันเลย มีคนโทรมาเบอร์ของอาตมาติดต่อทุกวัน นอกจากดูงานแล้วยังมีติดต่อซื้อสินค้าเช่น เกลือดำอีก แสดงให้เห็นว่ากาละนี้ คนสนใจชุมชนที่มีธรรมะโลกุตระอย่างชาวอโศกมากขึ้น ผลงานที่พ่อครูแสดงเอาไว้ทำให้คนสนใจในสิ่งนี้มากยิ่งขึ้น ขึ้นอยู่กับตัวพวกเราที่จะได้แสดงสิ่งที่ได้รับจากพ่อครูให้เป็นรูปธรรมให้ได้ เช่น การลดละกิเลส การเสียสละตัวเอง เพื่อผู้อื่นได้ 

แต่ก่อนปุ๋ยบ้านราชฯขายได้มากเฉพาะช่วงเมษายนแต่ตอนนี้มีคนติดต่อมาเรื่อยๆตลอดปี คนสนใจธรรมะและผลผลิตของชุมชนมากยิ่งขึ้น 

สื่อธรรมะพ่อครู(3​ อาชีพกู้ชาติ) ตอน สามอาชีพกู้ชาติต่อไปจะเจริญยิ่งขึ้น

พ่อครูว่า…ขอสำทับที่ท่านฟ้าไทพูดไปแล้ว ปุ๋ยของเราขายดีขึ้น ก็อยากจะสำทับว่าเรื่องปุ๋ยเป็นเรื่องยิ่งใหญ่สำคัญ อย่างที่พวกเราได้รู้เรื่องสามอาชีพกู้ชาติอาตมาได้กำหนดไว้มานานทีเดียว ถึงสามอาชีพกู้ชาติ ก็ค่อยๆเข้าใจ 

มีกสิกรรมธรรมชาติก็ไม่มีปัญหา ทุกวันนี้เข้าใจกันมากขึ้นว่ากสิกรรมธรรมชาติคืออะไรเสร็จแล้วเราก็พัฒนาการขึ้นมาจนเป็นที่ยอมรับ ก็น่าจะดีให้ยิ่งขึ้นกว่านี้อีกให้สังคมมีความอุดมสมบูรณ์และสุขสบาย ได้ตระหนักถึงคุณค่าของผลผลิตที่ดี ที่มีความซื่อสัตย์บริสุทธิ์ ขายสดงดเชื่อเบื่อทวง 

ปุ๋ยสะอาด หลายคนก็บอกว่าพอถูไถไปได้  จะกู้ชาติได้อย่างไร ปุ๋ยอีกหน่อยก็ต้องออกต่างประเทศนะ ตอนนี้เราขายอยู่ในประเทศก็พอสมควรก็พอเป็นไป อย่างบ้านราชฯเราก็มีโรงงานปุ๋ย ปฐมอโศกก็มีโรงงานปุ๋ยโรงงานยา ศีรษะอโศกก็มีโรงงานยา แต่ว่าบ้านราชมีโรงงานปุ๋ยไม่มีแต่โรงงานยา อาจมีแปรรูปบ้าง ไม่มีอะไรเป็นหลัก ที่เป็นเงินแสนเงินล้าน ตอนนี้ก็อาศัยคุณทิวเมฆมาขยายโรงงานปุ๋ย คุณทิวเมฆ ทำโรงปุ๋ยพลังแผ่นดิน ของเรานี้โรงปุ๋ยพลังชีวิตผลิตปุ๋ยงอกงาม ของทางโน้นปฐมอโศกมีโรงปุ๋ยพลังแผ่นดินผลิตปุ๋ยขวัญกสิกร ของทางปฐมอโศกนั้นมีความเสถียร 

ก็ขอให้พวกเราตั้งใจ อีกอันหนึ่งคือ ขยะวิทยาด้วยหัวใจ แต่ก่อนนี้ยิ่งไม่เข้าใจกันว่าจะมากู้ชาติได้อย่างไร ต่อมาเราก็ใช้ว่าเพื่อมวลมนุษยชาติ เป็นสามอาชีพเพื่อมวลมนุษยชาติ ที่นี่สมณะหินจริงก็ทำงานเรื่องขยะหนัก เราไม่ได้บังคับกันใครมีน้ำใจก็ไปช่วย ใครเห็นดีเห็นงามก็ไปช่วยด้วย ใครเห็นความสำคัญ อาตมาก็ค่อยๆแนะนำ ผู้ใดเห็นความสำคัญก็ไปช่วย ที่นี่อาจจะเป็นเมืองเล็ก อุบลฯ แต่ก็ไม่เล็กเท่าไหร่หรอก ขยะมันก็จะน้อยกว่าที่กรุงเทพฯ มันก็เลยมีกิจการขยะมาก ขยะหมุนเวียนเยอะ มีการสะพัดทางเศรษฐกิจเยอะเพราะเป็นเมืองกรุง แต่ที่นี่มันเมืองบ้านนอก สุดของอีสานเลยนะมันก็เลยไม่เท่าไหร่ แต่ก็เจริญขึ้นเรื่อยๆ อาตมาก็มั่นใจว่าเป็นอีกอันหนึ่ง 

กสิกรรมธรรมชาติ ปุ๋ยสะอาด ขยะวิทยา 3 อันนี้ ค่อยๆเข้าใจเพิ่มขึ้นแล้ว เอาเลยเต็มที่ ถ้าหาก 3 อย่างนี้เจริญงอกงามมีผล  “คนมีบุญ-คุณมีค้ำ-กิจกรรมมีผลเจริญ” 

ภาษาสื่อสภาวะ แล้วปฏิบัติออกมีผลมีประโยชน์ต่อตัวเราต่อสังคมมนุษยชาติอย่างแท้จริง ก็ขอย้ำอีกทีหนึ่งว่า เราจะก้าวหน้าได้ดีได้เร็ว ช่วยมนุษยชาติได้มากขึ้น 

ต่างประเทศเขายังไม่เข้าใจถึงจุดสำคัญของคุณธรรมโลกุตระ ก็จะเห็นกันเลย แม้แต่เขาถือว่าเป็นประเทศมหาอำนาจ ประเทศที่ยิ่งใหญ่ คนยอมรับนับถือมา ในยุคนี้พ.ศ.นี้ เมืองไทยยังไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรนะ สำหรับในโลกเขา แต่ว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศที่เป็นผู้นำ ผู้นำที่ไม่ต้องใหญ่ ผู้นำที่ไม่ต้องรวย ผู้นำที่ไม่ต้องเบ่งอำนาจ จะเป็นผู้นำที่ตีกลับจากโลกียจากโลกที่เขาทำ มันจะเป็นมาอย่างนี้จริงๆมาเป็นโลกุตระ ซึ่งเป็นการสวนกระแสกับโลกียะ และมันก็จะค่อยๆดีขึ้น เพราะฉะนั้นในระยะต่อจากนี้ไปเรื่อยๆ อาตมาบอกเป็นตัวเลขสังขยาไว้ว่า ประมาณ 500 ปี นี่มันก็ 40 กว่าปีแล้วจะ 50 ปีแล้วที่อาตมาทำมา ไปเรื่อยๆ ถึง 500 ปีก็เจริญสูงสุด แล้วถึงจะค่อยๆเสื่อมลงไปเป็นรูปสามเหลี่ยมที่ทำให้ดูเป็นรูปแบบไว้ 

_MS วันที่ 7 – 8 ส.ค. 2562

สื่อธรรมะพ่อครู(ฌาน อรูปฌาน) ตอน อรูปฌาน 4 ตอน สภาพสภาวะอากาสานัญจายตนะ 

_8768กราบนมัสการพ่อท่านค่ะ ขออนุญาตทำความเข้าใจสภาวะสุดท้ายของวิโมกข์ 8 ค่ะ 

ขออนุญาตยกตัวอย่าง นะคะ เช่น เมื่อเราไปเจอผัสสะด้วยถ้อยคำดูถูกเหยียดหยามเรา ดุด่าเราแต่ตัวเรารับรู้ถ้อยคำนั้นชัดเจน จึงดับความรู้สึกไม่ชอบใจและความโกรธลงจนนิ่งเฉยและไม่โกรธ จนกระทั่งนิ่งเฉยได้อย่างไม่ใส่ใจ สภาวะแบบนี้เรียกว่าบรรลุอากาสานัญจายตนะหรือเปล่าคะ เพราะขณะนั้นจิตสงบเป็นศูนย์เหมือนกับว่าไม่ใช่คำด่าสงบจริงๆค่ะและรับรู้ว่าเขาด่า เขาดูถูกเหยียดหยาม จิตสูงเข้าบรรลุสู่วิญญาณัญจายตนหรือไม่คะ กราบนิมนต์พ่อท่านสาธยายจุดนี้อีกครั้งและกราบนิมนต์พ่อท่านยกตัวอย่างเพื่อเป็นไฟส่องทางแก่ลูกผู้มีฝุ่นละอองธุลีในดวงตาเป็นอันมากค่ะ. กราบแทบเท้าพ่อท่านโปรดชี้นำทางด้วยเจ้าค่ะ

พ่อครูว่า…มันเป็นการสะกดข่ม สะกดใจเรา ถ้าเป็นอากาสาฯจะไม่ต้องกดข่ม จะรู้ด้วยปัญญาด้วยมีจิตเมตตาไม่ลบหลู่แม้เขาจะมาด่ามาทำร้าย เป็นเชิงรุกรานเรามาเราก็ไม่ได้ถือสาไม่ได้มีใจที่จะไปต่อต้าน ไม่มี Reaction ฟังด้วยใจว่างสบายๆรู้สาระ รู้เนื้อแท้ของสัจธรรม แม้แต่พยัญชนะก็รู้ประกอบกันว่าสื่ออันนี้หรือพยัญชนะเข้าใจว่าตรงสภาวะอย่างนี้ตรงหรือกลับกัน แต่จิตของเราว่างด้วยปัญญาไม่ต้องกดข่ม กดข่มมันต้องช่วยหากยังไม่เก่งแต่เก่งแล้วไม่ต้องกดข่มเลย สู้ได้ไม่โกรธไม่โลภไม่หลงได้แท้จริง

ไม่โกรธเป็นฐานแรก ไม่รักไม่โลภฐานต่อมา ไม่หลงก็ต้องให้ชัดเจนไม่สับสน แล้วสุดท้าย เรื่องความโลภ ความชอบพลังดูดมันจะต้องอาศัยในชีวิตยุคสุดท้าย ส่วนพลังงานโกรธพลังงานผลักพลังงานทำร้ายตัดออกไปได้ก่อนเลย โกรธะ ราคะ โมหะ นี่โกธะ ตัดออกไปก่อนเพื่อนเลยไม่มีประโยชน์อะไร   อาตมาก็ย้ำสอนเรื่องนี้มาไม่น้อย

ส่วนราคะโลภะ เป็นพลังงานที่ต้องอาศัยประคองไว้ แต่ไม่ได้ยึด เพียงอาศัย แม้แต่อาลัยก็ไม่มี 

อาศัยคือเราก็ใช้ไป แต่อาลัยหากพรากจากกันจะรู้สึกห่วงหาอาวรณ์ มันก็จะเหลือเชื้อของความอาลัย ยังไงก็ต้องพรากจากกัน มันก็ต้องมีปัญญารู้ แต่ก็ต้องใช้อาศัยในปัจจุบันหมดปัจจุบันแล้วก็วางจบ จะเข้าใจสภาวะพวกนี้ลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ

สรุป อากาสานัญจายตนะ  คืออรูปฌาน 4 ซึ่งต้องอาศัย ในชีวิตต้องอาศัยใช้งาน ฌาน 4 แต่ไม่ได้อยู่ที่การหลับตา การศึกษานั่งหลับตาก็เป็นการได้พักผ่อนหรือได้ศึกษาจิตภายใน แต่ถ้าเราเข้าใจแล้วก็จะรู้ได้ลึกซึ้ง อย่านึกว่า ฌาน ลืมตาจะสมบูรณ์แบบได้ง่ายๆมันมีความลึกซึ้ง คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น)   (พตปฎ. เล่ม ๙ ข้อ ๓๔)

ถ้ารู้ว่าเขาด่าไม่ต้องกดข่มนี่ก็มีปัญญาแล้ว

คู่ของอากาสาฯกับวิญญานัญจายตนะก็เป็นรูปกับนาม อากาสาฯเป็นรูปเป็นสิ่งที่ถูกรู้ 

อีกคู่คือ อากิญจัญยายตนะกับเนวสัญญานาสัญญายตนะ 

อากิญจัญยายตนะ มองในเชิงไม่มี จะมองในแง่มืดก็ใช่ อากาสาฯก็มองในแง่สว่าง อากิญฯสว่างแต่นิดหนึ่งน้อยหนึ่งก็ไม่มี มันอธิบายคำว่าไม่มีลึกเข้าไปอีก เพราะฉะนั้นเราจะต้องมีเนวะสัญญานาสัญญายตนะเป็นตัวรู้ อากิญจัญญายตนะเต็มรูป ต้องดูให้ละเอียดเข้าใจหมด ไม่มีกับเหลือน้อยที่สุดนี้มันใกล้กันมากเลยนะ แยกกันไม่ออกเลย ก็ต้องชัดเจนว่าเหลือน้อยที่สุดกับหมดแล้วมันต่างกัน สิ่งเหล่านี้เราจะต้องรู้จักสภาวะ รู้จักพยัญชนะจะเข้าใจสื่อสารออกมา เรียนไปคุณก็เข้าใจได้ลึกซึ้งไม่ใช่น้อย 

_7163พ่อครูให้เวลา SMS มากไป.น่าจะสัก30นาที พรรษานี้ญาติธรรมมาอยู่วัดมากน่าจะได้ฟังเนื้อหาธรรมะที่พ่อครูเตรียมมามากกว่านี้.คนที่อยู่ต่อหน้าสำคัญที่สุด

พ่อครูว่า…ก็จริงก็พยายามอยู่ เอารายละเอียดของผู้ที่อยู่นี้เป็นหลัก 

_7757กราบนมัสการหลวงปู่ครับ กระผม นายสันติ จรูญวิทยากร ขอกราบอาราธนา หลวงปู่ให้ต้องสู้อดทนให้ไหวอยู่ให้ได้นานสุดๆให้ ถึง 151 ปี ให้ได้นะครับ ผมขอตั้งจิตติดตามหลวงปู่ไปตลอดครับ. 

_บัวเรียน ลาธุลี · มหัศจรรย์ จริง หนอ ธรรมะ

พ่อครูว่า…อันนี้จริงนะสำหรับคนที่เข้าใจ ถ้าเคยรู้แล้วความมหัศจรรย์ก็ลดลงความเคยชินก็จะมากขึ้นเท่านั้นเอง เหมือนในพระไตรปิฎกที่มีข้ออุทานแบบนี้เยอะ 

สื่อธรรมะพ่อครู(การตำหนิการชม) ตอน ธรรมะระดับโลกุตระคือการตำหนิสิ่งที่ควรตำหนิ

_Thailand in. Chinese • ดูคลิฟนี้แล้วก็สงสัยว่าพ่อท่านไปอุปวาทะ(ว่าร้าย)ทักษินทำไม..พระอริยะต้องมีจิตเสมอในเหล่าสรรพสัตว์คือมีเมตตาแผ่ไปโดยไม่มีประมาณคือรักทุกชีวิตไม่เลือกที่รักมักที่ชังไม่ใช่หรือ.ครับ.กราบคารวะ.ผิดพลาดประการใดขอประทานโทษ..

ท่านทำเป็นความดีครับเหมือนพระไปทำกับข้าวแจกชาวบ้าน ในภาวะน้ำท่วม.แต่เป็นความดีระดับชาวบ้าน(คัมโม).อริยะชนต้องให้อริยทรัพย์..คืออะไร..??

พ่อครูว่า…ขอยืนยันว่าอาตมาไม่ได้ทำในระดับชาวบ้าน(คัมโม)เลย มีเรื่องระดับชาวบ้านนิดหน่อย แต่หลักๆอาตมาทำทางด้านโลกุตระเยอะมันจึงได้น้อย ถ้าทำอย่างชาวบ้านแล้วป่านนี้ ไม่ได้น้อยหน้าธัมมชโยหรอก ใหญ่กว่านั้นอีกจะว่าไปแล้ว เพราะจริงๆอาตมาขออภัยนะต้องพูดถึงความจริง อาตมามีบารมีมากกว่าธัมมชโยไม่รู้จักกี่ชั้นของธัมมชโยนั้นเป็นอบายระดับนรกส่วนอาตมาเป็นโลกุตระเทียบกันไม่ได้เลย คนหนึ่งเป็นก้อนเห็ดอีกคนหนึ่งเป็นฟ้า ขออภัยไม่ได้ข่มนะ เดี๋ยวคุณก็จะบอกว่าข่มเขาทำไม

ไม่ได้ข่ม แต่พูดความจริงว่าประมาณนั้นเหนือจริง 

เข้าสู่คำว่าอุปวาโท อนูปวาโท อาตมาไม่ได้ไปว่าร้ายใคร อาตมาเอาความจริงมายืนยัน ใครเขาเลวเขาไม่ดีก็เอามายืนยันให้เขารู้ตัว เขาไม่รู้ตัวว่าเขาทำอย่างนั้นมันเลว แม้แต่ธัมมชโยทำอย่างนั้นหลอกล่อให้ดูดีดูงามพาคนมาสบายมาสวยงามหรูหรา มันเป็นเรื่องเลวนะไม่ใช่เรื่องดี มันเป็นความซับซ้อนเป็นความหลอกลวงไม่รู้กี่ชั้น หรือไปติดอบายมุขอย่างมหาบัวมันเป็นเรื่องเลว หลงสภาวะเป็นอรหันต์เก๊ แบบฤาษี อุทกดาบส อาฬารดาบส อุตส่าห์เรียนถึงมหา แต่อาตมาไม่จบเปรียญสักประโยคเลย ยิ่งเรียนมาก็น่าจะสบาย แต่ใช้ไม่เป็นเลยมีแต่สภาวะที่ ปึ๊งปั๊ง กดข่มทั้งนั้นเลย วิธีแบบนั้นอาตมาก็เคยทำเป็นการนั่งสะกดจิต อาตมานั่งสะกดจิตมาจนมาทำงานศาสนาพุทธออกบวช คือความพยายามทำงานให้เกิดสัมมาทิฏฐิ แต่ก่อนก็ไปเล่นไสยศาสตร์สะกดจิตก็ชัดเจนทำมาทุกอย่าง แม้ตอนบวชใหม่ๆก็นั่งสะกดจิตอยู่วัดอโศการาม 

เคยเล่าว่านั่งสะกดจิตอยู่ท่ามกลางยุงทะเลที่มีไม่ใช่น้อย เข้าไปอยู่ภายในไม่ได้รับรู้ภายนอกเลย จนกระทั่งยุงมารุมกัด แต่ก็ไม่รู้ตัว รู้สึกตัวออกมาก็เห็นเลยว่าทำไมยุงมันเยอะจัง เราก็ค่อยๆปัดออก แดงเป็นผื่นเยอะแต่ไปหมด ไม่รับรู้สึกอะไรเลยจริงๆ เหมือนกับ พรหมลูกฟัก หรือนั่งหลับตาให้เกิดฤทธิ์เดชอย่างไรก็เคยทำมา ก็ถึงรู้ว่าอย่างนั้นไม่ใช่อนุสาสนีปาฏิหาริย์ มันเป็นเพียงอิทธิปาฏิหาริย์หรืออาเทสนาปาฏิหาริย์ 

สรุปแล้วในเรื่องของอุปวาทะ ให้คุณศึกษาให้ดีๆพระพุทธเจ้าสอน นิคคัณเห นิคหารหัง ปัคคัณเห ปัคคหารหัง 

พระพุทธเจ้าสอนให้ตำหนิคนที่ควรตำหนิ แม้แต่ฝั่งตรงข้ามกัน ถ้าเป็นศัตรูไม่ต้องตำหนิเขา ถ้าเราไม่อยู่เป็นชาวพุทธร่วมกันก็ไม่ต้องไปตำหนิเขา ยิ่งเป็นคนละศาสนาก็ไม่ต้องตำหนิเขา เป็นแต่เพียงพูดสัจจะให้ระวังเท่านั้นเอง คนละศาสนาพูดสัจจะให้ระวัง แต่ไม่ต้องไปตำหนิเขา ส่วนศาสนาเดียวกันนี้เป็นนานาสังวาส แม้แต่เป็นนิกายก็ปล่อยได้เหมือนกัน นับถือกันคนละอย่างแล้วร่วมกันไม่ได้ ก็คนละอย่างไม่ต้องดึงกันมาให้เกิดเรื่อง แต่ว่าเป็นนานาสังวาสให้ค้านแย้งกันได้

อาตมากับพวกเถรสมาคมเป็นนานาสังวาสกัน ไม่ใช่นิกาย แต่ถ้าชาวเถรสมาคมคนไหนก็แล้วแต่ถือว่าอาตมาเป็นนิกาย ก็เพราะว่าคุณเป็นคนกำหนดจัดแจงเอง ใครจะมีความคิดเป็นนิกายก็เป็นของตน ถ้าเป็นความคิดทางนิกายคนนี้เป็นคนละนิกายกันแตกแยกกันก็ไม่เป็นปัญหา แต่ถ้ามันไม่ใช่นิกายเป็นนานาสังวาสแต่คุณมาตีความให้เป็นนิกาย เป็นอาบัติหนักนะไม่ใช่เรื่องเล่นเลย เพราะว่าคุณจะไม่มีสิทธิ์จะรู้เลยว่านานาสังวาสมีแค่นี้เป็นพุทธร่วมกันไม่ใช่แยกกันเลย แต่คนเขาถือดีมากเลยอแยกนิกายกัน จริงๆแล้วถ้าคุณผิด นานาสังวาสคือเห็นต่างกัน ถ้าคุณผิดอีกฝั่งหนึ่งต้องถูกใช่ไหม แล้วมันจะเป็นอย่างไร ถ้าคุณถูกนานาสังวาสอาตมาผิด ก็ชัดเจน ไม่มีอาบัติ แต่ถ้าคุณถูกคุณจริงเป็นตัวสัจจะของพุทธศาสนา แต่ถ้าอาตมาเป็นพุทธศาสนาตัวจริงคุณเป็นอย่างไร จะเกิดอนันตริยกรรมเอานะ ไม่ได้ใส่ความแต่ระวังนะคุณ​

ตั้งใจให้ดีๆอาตมาบอกไปเท่าไหร่ไม่ว่าจะเป็นธัมมชโยหรือทักษิณอาตมาว่าให้หนัก อย่างมหาบัวไม่ได้ว่าหนักเท่าไหร่ แต่ธัมมชโยอาตมาว่าหนักและแรงมากเลย เพราะมันเป็นภัยต่อสังคมประเทศชาติศาสนา อย่างทักษิณทางโลกีย์โลกๆแต่ธัมมชโยนี้ทั้งเป็นเรื่องทางธรรมะและเรื่องทางโลกจึงถูกลงน้ำหนักมากกว่าทักษิณ ถล่มเลย ปฏิกโกสนา 

ทักษิณเขาก็นับถือศาสนาพุทธ ยิ่งธัมมชโยเขาก็ยืนยันตัวเองว่าเป็นชาวพุทธแต่กลับมาทำลายศาสนาหนักหนาสาหัส อาตมาแค่ ปฏิกโกสนา คำแปลของท่านประยุทธ์กล่าวไว้ว่าการกล่าวคัดค้านอย่างจังๆ ก็ชัดเจน คือโต้ตอบกันอย่างหนักเลย ค้านหนัก ตำหนิหนักเลย พูดให้ชัดๆเลย ไม่เห็นด้วยจังๆ กล่าวด้วยเหตุผล ข่มขี่ที่มีน้ำหนักมากกว่าเท่านั้นแต่ไม่ถึงกับ อักโกสะ คือถึงกับด่า หยาบคายไป ซึ่งเป็นเรื่องไม่ดีไม่งาม ในการใช้คำหยาบ สาดเสียเทเสีย 

ขอยืนยันว่าอาตมาไม่ได้พูดร้ายไม่ได้ทำร้ายแต่ว่าความเลวร้ายที่เขาเลวร้ายจริงๆ ซึ่งเป็นความเลวร้ายที่เอาความดีมาหลอกมาครอบงำมาปะหน้า ไม่ว่าจะเป็นทักษิณหรือธัมมชโยเขาใช้เช่นนั้น คนที่ไม่รู้ทันไปหลงทักษิณหลงธัมมชโยอยู่เท่านั้นเองเอาให้ดีๆ

ขอยกตัวอย่างทักษิณกับพลเอกประยุทธ์ 

พลเอกประยุทธ์ไม่ได้แสดงอย่างทักษิณ ทักษิณเอาความดีปะหน้าหลอกลวงแต่ว่าพลเอกประยุทธ์แสดงความจริงแล้วมันจะไม่ค่อยเอาใจใคร เลยกลายเป็นไม่เหมือนทักษิณ ทักษิณมีคนชอบคนรัก แต่ว่าพลเอกประยุทธ์คนจะชอบก็ต้องชอบสัจจะ ไม่ได้ชอบปะเหลาะ  ไม่ได้ชอบหลอกลวง เอาสีผัดหน้าตาเอาแป้งผัดหน้ามาใส่ ไม่ใช่ 

ใส่ใจให้ดีๆอาตมาก็เห็นว่าคุณตั้งใจศึกษาอยู่ 

_จากผู้เริ่มกระจ่างธรรม…เมื่อเช้านี้ตื่นขึ้นมาประมาณตี 2 ความรู้สึกเกิดขึ้นกับตนเอง หวนนึกถึงเมื่อคืนที่ได้ฟังท่านฟ้าไท ท่านถักบุญ สิกขมาตุกล้าข้ามฝัน ต่างก็พูดแง่มุมต่างๆของธรรมะ พร้อมกับเปิดคลิปพ่อครูให้ฟัง

ความรู้สึกกลับมาหาตนเอง ที่จิตใจไม่ค่อยสงบทุกวันนี้เพราะมัวแต่คิดว้าวุ่นอยู่กับเรื่องราวต่างๆที่ยังไม่เกิด…

มันต้องอย่างนั้น…มันต้องอย่างนี้…มันต้องอย่างโน้น…มันต้องไอ้นั่น…มันต้องไอ้นี่…มันเป็นอย่างโน้น…มันเป็นอย่างนี้.. ล้วนแต่เราปรุงแต่งคิดไปเองทั้งสิ้น จึงไม่เคยพบกับความสงบที่เป็นปัจจุบันเลย 

ถ้าเราไม่ได้ฟังธรรมจากสัตบุรุษชีวิตเราคงไม่ได้พบสัจธรรมแน่

จึงขอกราบคารวะอย่างสูงสุดมายังพ่อครูสมณะ สิกขมาตุ มา ณ ที่นี้ด้วย

ผู้เริ่มกระจ่างธรรม

สื่อธรรมะพ่อครู(สติปัฏฐาน 4) ตอน เจโตปริยญาณ 16 ต่างกับมโนปวิจาร 18

_อโศกสัมปวังโก…กราบนมัสการพ่อท่านที่เคารพอย่างสูง

  1. เมื่อหลายปีก่อนพ่อท่านได้ให้ความสำคัญและขยายความ “เจโตปริยญาณ 16” อยู่เป็นประจำ แต่ในทุกวันนี้ พ่อท่านให้ชาวอโศกสนใจเรื่อง “เวทนา” อันเป็นหัวใจของกัมมัฏฐานโดยเฉพาะ “มโนปวิจาร 18 กระผมอยากให้พ่อท่านได้บอกจุดประสงค์ของธรรมะทั้งสองหมวดว่า มีจุดประสงค์ในการใช้ต่างกันหรือไม่อย่างไร นักปฏิบัติจะให้ความสำคัญกับหมวดธรรมไหนก่อนหมวดธรรมไหนหลังอย่างไร ขอพ่อท่านช่วยไขความให้กระจ่างด้วยครับ

พ่อครูว่า…เจโตปริยญาณ 16 กับมโนปวิจาร 18 

มโนปวิจาร 18 อยู่ในเวทนา 108 มโนปวิจาร 18 ​มีสองฝ่ายคือโลกียะกับโลกุตระ

เวทนานั้น เป็นตัวปฏิบัติ ส่วนเจโตปริยญาณ 16 นั้นเป็นหลักให้ตรวจสอบ 

คือ การกำหนดรู้ใจสัตว์อื่น (รู้สัตว์ชั้นต่ำสูงในจิตตน-ปรสัตตานัง) . 

รู้บุคคลชั้นต่ำ-สูงอื่นๆในจิตอาริยของตน(ปรปุคคลานัง) เป็นปรมัตถ์. 

  1. สราคจิต  (จิตมีราคะ) 

  2. วีตราคจิต  (จิตไม่มีราคะ) 

  3. สโทสจิต  (จิตมีโทสะ) 

  4. วีตโทสจิต  (จิตไม่มีโทสะ) 

  5. สโมหจิต  (จิตมีโมหะ) 

  6. วีตโมหจิต  (จิตไม่มีโมหะ) 

  7. สังขิตฺตํจิตตํ. (จิตเกร็ง-จับตัวแน่น หด คุมเคร่งอยู่) . สายศรัทธา

  8. วิกขิตฺตํจิตตํ . (จิตกระจาย-ดิ้นไป ฟุ้ง จับไม่ติด) สายปัญญา

  9. มหัคคตจิต (จิตเจริญยิ่งใหญ่ขึ้น)  

  10. อมหัคคตจิต (จิตไม่เจริญขึ้น) อาจจะผิดก็ได้

  11. สอุตตรจิต (จิตมีดีแต่ยังมีดียิ่งกว่านี้-ยังไม่จบ) 

  12. อนุตตรจิต (จิตไม่มีจิตอื่นสูงยิ่งกว่า) มันดีจบแต่พระพุทธเจ้าก็สำทับต่ออีกว่า 

  13. สมาหิตจิต (จิตตั้งมั่นเป็นประโยชน์ดีแล้ว) static

  14. อสมาหิตจิต (จิตยังไม่ตั้งมั่นไม่เป็นประโยชน์) 

  15. วิมุตตจิต (จิตหลุดพ้น) dynamic 

  16. อวิมุตตจิต (จิตยังไม่หลุดพ้นสิ้นเกลี้ยง) 

(พตปฎ. เล่ม 9   ข้อ 135) 

สรุปแล้วเตวิชโช มี บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ 

เจโตปริยญาณมี 16 อย่าง ที่ถามมากับมโนวิจาร 18 

เจโตปริยญาณเป็นมาตรวัด ส่วนมโนปวิจาร 18 เป็นสารัตถะที่คุณจะต้องปฏิบัติเวทนา 108 รู้จักเคหะสิตะกับเนกขัมมะ แยกให้ออก

วันนี้รู้สึกเป็นโลกียะอันนี้รู้สึกเป็นเนกขัมมะคือทำให้กิเลสออกได้ คุณไม่รู้อาการ ลิงค นิมิต ลักษณะอาการนี้มันเป็นโลกีย์ 

ตอนแรกตามเห็นความไม่เที่ยงอนิจจานุปัสสีมันลดลงก็ได้แต่มันก็ไม่เที่ยงเดี๋ยวก็ลดเดี๋ยวก็เพิ่ม แต่ตอนนี้ทำให้เที่ยงได้มันไม่เพิ่มแล้วมีแต่ลด ลดลงก็เป็นความไม่เที่ยงแต่มันลดลงเห็นความจางคลาย วิราคานุปัสสี จนกระทั่งสามารถทำให้มันดับได้ นิโรธานุปัสสี นี่คือความดับทำอย่างนี้แหละถูกต้องก็ทำการ อาเสวนา-ภาวนา-พหุลีกัมมัง ทำซ้ำทำซ้อน ปฏินิสสัคคานุปัสสี  จนจบเห็นว่าเราได้ทำทบทวน อาเสวนาภวนาพหุลีกัมมัง รักษาผลทำให้เกิด อเนญชา จิตสะอาดตกผลึกตั้งมั่นแข็งแรง 

สื่อธรรมะพ่อครู(ศิลปะโลกุตระ) ตอน ทุกรกิริยากับการแต่งกายมอซอ

  1. พ่อท่านได้ให้ความเข้าใจใหม่แก่ชาวอโศกและแฟนรายการเอฟเอ็มทีวีว่า “ทุกกรกิริยา”นั้น แท้จริงไม่ได้หมายความว่า ความประพฤติที่ทำได้อย่างลำบากยากยิ่ง หรือการทรมานร่างกายตนเอง แต่ความหมายที่แท้จริงนั้นคือ ความประพฤติที่ ชั่ว ทราม (ทุ) โดยสรุปแล้วหมายถึงความประพฤติที่ไม่เข้าข่ายจะทำให้ผู้ประพฤติพ้นทุกข์ได้เลย อยากให้พ่อท่านแสดงความคิดเห็นว่า การแต่งตัวด้วยอาภรณ์ที่เศร้าหมองเกินความเหมาะควร และการไว้หนวดเคราที่ยาวรุงรังที่คอยสร้างความรำคาญให้กับตัวเอง ของศิลปินชาวอโศกผู้หนึ่งว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นพฤติกรรมที่เข้าข่าย “ทุกกรกิริยา” ได้หรือไม่ ถ้าหากเป็นทุกกรกิริยาแต่เจ้าของพฤติกรรมดังกล่าว เป็นผู้มี”โลกุตรจิต” จะถือว่าเป็นกรณีพิเศษหรือข้อยกเว้น ในฐานะผู้ทำงานทางด้านศิลปะได้หรือไม่ และผู้ที่มองพฤติกรรมของศิลปินผู้นี้ว่า เป็นพฤติกรรมของ”คนบ้า”นั้น ถือว่าเป็นผู้ที่ยังเข้าใจศิลปินผู้นี้ผิดอยู่หรือไม่ อย่างไร ขอให้พ่อท่านให้ความกระจ่างในเรื่องนี้ด้วย อนึ่ง พ่อท่านเคยยกเอามงคลงสูตรข้อที่ว่า “ศิลปะเป็นมงคลอันอุดม”มาขยายความเนื้อหาโดยสรุปคือ บุคคลที่จะสร้างศิลปะขั้นโลกุตระได้นั้น ต้องเป็นคนที่ถึงพร้อมด้วย “สีลสัมปทา” โดยพฤติภาพที่พิสูจน์ได้ในปัจจุบัน ศิลปินผู้นี้ได้รับการยอมว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสีลสัมปทาแล้ว จะถือว่าศิลปินผู้นี้ คือยอดศิลปินขั้นรองๆ ลงมาจากพ่อท่านได้หรือไม่ อย่างไร

สุดท้าย กระผมอยากจะได้ข้อคิดเห็นและคำแนะนำจากพ่อท่าน เกี่ยวกับการบริโภค”เกลือดำ” ที่ตกเป็นกระแสนิยมของชาวอโศกในขณะนี้ ซึ่งเกิดขึ้นเพราะอิทธิพลของความศรัทธาในตัวศิลปินผู้นี้ บวกกับความคิดที่เกี่ยวโยงกับพฤติกรรมในอดีตของมหาตมะคานธีผู้ให้ความสำคัญยิ่งกับเกลือ จนเป็นที่เชื่อกันว่าเกลือดำมีสรรพคุณที่น่ามหัศจรรย์ยิ่ง

อโศก สัมปวังโก

พ่อครูว่า…เอาเรื่องของ เกลือดำ ก่อน เกลือดำมันก็เป็นธาตุวัตถุชนิดหนึ่ง อาตมาไม่มีความรู้หรอกว่าเกลือดำมันจะมีคุณสมบัติวิเศษวิเสโสอะไร แต่ก่อนก็ฟังผ่านๆ อาตมาก็ได้ข่าวคราวเรื่องเกลือพวกนี้ แม่ชีศันสนีย์ก็เอาเกลือมาเผยแพร่พากันสร้างบ้านเกลือ เลยมีคนยุแหย่ให้อาตมาสร้างเรือเกลือ จะให้บุภายในให้เป็นเกลือ อาตมาบอกว่าเรือของเราลำใหญ่ บุเข้าไปก็หมดหลายตังค์นะ อาตมาก็ว่าให้บุห้องที่ โพธิ์คนดู อาตมายังตัดสินไม่ได้ตอบสรุป จะมีประโยชน์หรือมีโทษอย่างไรก็ไม่รู้ แต่อะไรก็แล้วแต่ถ้ามันมีประโยชน์ถ้ามากไปมันก็จะมีโทษด้วย 

มาถึงที่ว่า ทุกรกิริยา จริง แต่ก่อนอาตมาอธิบายเหมือนกับที่เขาอธิบายเป็นเรื่องการทำให้ตัวเองลำบาก ทรมานอยู่ในป่า ไปทำอย่างอุกฤติต่างๆ อดอาหารจนผอม จับทางหน้าท้องก็ถึงกระดูกสันหลัง เป็นการทรมานที่จัดจ้าน ก็เคยอธิบายอย่างนั้นบ้าง ไปทรมานไม่ได้เรื่องพวกนี้เป็นการทรมานตนเองไม่เข้าท่า ศาสนาพุทธไม่ทำการทรมานตนแต่ทำให้ได้พอเหมาะพอดีได้สมดุลและเกิดการขัดเกลากิเลสไม่จำเป็นจะต้องทรมานตนพวกนี้ จะฝืนบ้างกินข้าวสองมื้อได้แล้วจากสามมื้อ จากนั้นก็ลดลงเหลือ 1 มื้อ หากทำเกินก็ทรมานตน หรือใช้เงินเดือนนี้ 5,000 บาทเดือนต่อไปใช้ 1000 มันก็มากไปลดเหลือ 2,000 ก่อน แล้วเหลือ 1,000 ทีละระดับ ก็รู้จักระดับที่ไม่ต้องกระโดดข้ามจนขาฉีก เอาพอสมควร แต่คนที่มีลักษณะชอบกระโดดได้มันก็ดี แต่ทำไม่ได้ก็ต้องระวังตัวเองเท่านั้นเองก็แนะนำได้เท่านี้ 

ศิลปะอันเป็นมงคลอันอุดมซึ่งลึกซึ้งมาก พาดพิงไปถึงคุณไม้ร่มว่าจะเป็นคนบ้าหรือเป็นศิลปิน 

ก็ใน นัย ของไม้ร่ม บอกตรงๆ เขากึ่งคนบ้า กึ่งศิลปิน คือเขาเวอร์ แต่ยุคนี้เป็นยุคเวอร์ เขาก็เลยต้องทำขนาดนี้แต่ก่อนก็ไม่ทำขนาดนี้ แต่ก็ทำโอเวอร์หลายอย่าง ไปสอนหนังสือก็เอาไม้สากกะเบือแขวนคอไปเป็นเนคไท จูงควายเป็นตัวเข้าในห้องสอนเด็ก เป็นต้น ตอนนั้นสอนอยู่โรงเรียนนานาชาติ โกนหัวครึ่งนึงอะไรอย่างนี้ 

เรื่องวิปริตเป็นการทำแทคติกเทคนิคให้คนหลงทำให้แปลกให้ดูประหลาด ทุกวันนี้อาตมาก็เห็นความตกต่ำของศิลปะ ศิลปินไม่เข้าใจสัจธรรม ไปหลงในความแปลกแตกต่างของคนอื่นเขาไป จนเป็นจุดเด่นแปลกแตกต่างไปจนเวอร์เยอะ จะไปทางงดงามอ่อนช้อยหรือความบึ้กบั้กแน่นแข็งอะไรก็แล้วแต่ หรือจะมีหลายนัย พวกนี้ซับซ้อน 

ยกตัวอย่างอย่างปิกัสโซ่ หรือแม้จะไปหลงแวนโก๊ะ เขาเรียกว่าที เทคนิคการใช้ฝีแปรงของแวนโก๊ะ แล้วใส่สีของน้ำหนักความแน่นความหนาอะไรต่ออะไร มันเป็นลักษณะอีกอย่างหนึ่งที่มันแตกต่างจากที่คนอื่นเขามี เขียนดอกไม้ดอกเดียวก็ราคา 10 ล้าน 100 ล้านก็ไม่รู้จะนำพาลดกิเลสอย่างไร หรือแม้แต่ภาพเก้าอี้ตัวหนึ่งอยู่ในห้องก็ขายกันเป็นร้อยล้าน ก็ไม่รู้ว่าเก้าอี้ 1 ตัวจะนำพาให้ลดกิเลสอย่างไร มันถึงความแปลกใหม่ มีคนแรกคือเขาทำฝีแปรงแบบนี้ แล้วขายกันไม่รู้กี่ล้าน แล้วมันจะเป็นโลกุตระนำพาให้ลดกิเลสได้อย่างไร คือการหลงเทคนิคไปหลงความแปลกใหม่ที่เป็นอัตลักษณ์ของตัวเองเท่านั้น 

คำว่าศิลปะของชาวโลก ไม่ว่าจะเรียนจบปริญญาเอกอะไรมาก็ตาม ขออภัยที่อาตมาเรียนไม่จบปริญญาตรีแต่มาว่า เรียนจบแค่วิจิตรศิลป์โดยตรง 5 ปีเรียนมา ถ้าจะเทียบก็เป็นอนุปริญญา อาตมานั้นไม่ต้องหรอกเพราะอาตมารู้จักศิลปะว่าคืออะไรอย่างไร อาตมาก็เลยไม่ต้องไปเรียนศิลปะมาก ชีวิตนี้มีงานศิลปะ drawing 1 ชิ้น แบบ painting 1 ชิ้น แม้แต่ต้นฉบับก็ไม่เหลือแล้วเอาแต่ฉบับที่ถ่ายภาพมา 

ตกลงไม้ร่มเป็นคนบ้าหรือศิลปิน ก็เขาเอาความบ้ามาใส่ตัวเอง แต่เขาก็เป็นศิลปิน เพราะเขามีความรู้โลกุตระอยู่ เขาก็จะยินดีเขาก็จะเข้าใจ ถ้าเขาไม่ใช่โลกุตระบุคคลมาอยู่ในชาวอโศกไม่ได้หรอก ผู้ชายอโศกนี่ถ้าคนไม่ชอบก็มองด้วยสายตาไม่เอาเรื่องเลยนะ แต่เขาก็ทำไปตามประสาเขา ไม้ร่มอยู่กับอาตมาตั้งแต่หนุ่มแน่นตั้งแต่สร้างปฐมอโศกช่วยกันวางหินมา อาตมาค่อยๆทำร่วมกับเขามาตั้งแต่โน่น จนกระทั่งมาที่สันติอโศก แล้วก็มาที่ราชธานีอโศก ที่อื่นๆเขาก็ไม่ได้ไปช่วยเท่าไหร่ ก็ไปช่วยที่ปฐมอโศกและสันติอโศก ที่สันติอโศกเป็นฝีมือเขาวางหินแล้วมาที่ราชธานีอโศกเขาก็เป็นคนวางเยอะ เป็นคนวางเป็นหลักเลยล่ะ อาตมาก็แค่ชี้แนะให้ หรือบางทีก็มีทั้งหินจริงและหินที่เป็นหินปลอม แต่มันเหมือนจริงยิ่งกว่าหินจริง หินปลอมผสมในนี้ 

ไม้ร่ม อาตมาก็ตั้งชื่อให้เขาเองเดิมเขาชื่อวิโรจน์ นุ้ยบุตร

สรุปว่าเขาก็คือศิลปินที่เอาบ้ามาหุ้มเท่านั้นเอง แล้วเขาก็รู้ว่ายุคสมัยต้องใช้อย่างนี้ เขามาพูดกับอาตมาว่าผมพูด ผมทำอย่างนี้มันได้ผล ถ้าเอาศิลปะอย่างอื่นมันสู้เขาไม่ได้หรอกต้องทำอย่างนี้แหละ แล้วเขาจะมาเอา แล้วค่อยสอดแทรกความรู้ทางด้านธรรมะไป ก็เป็นระดับหนึ่ง ถ้าเขาไม่มีอะไรที่สอดคล้องกลมกลืนกับพวกเรา เขาอยู่ไม่ได้หรอก เขาอยู่ได้เพราะตัวเขาเองมีน้ำหนักมีจิตที่แข็งแรงเหนียวแน่น ยังไงก็อยู่ เขาก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรเกินการ แม้จะมีอะไรที่ไปถึงอดีตเขาบ้างเรื่องนั้นเรื่องนี้เขาก็เป็นคน มันเป็นอดีตไปแล้วเปลี่ยนแปลงมาแล้วก็สำนึกแล้วเขาก็ทำอะไรดีขึ้นแล้วก็พอเป็นไป ถ้าเลวอีกทีก็คงให้ออกกันไป ถ้าไม่เลวก็ให้อยู่กันไปได้ 

พ่อครูว่า..ยังติดค้างอยู่..มีเรื่องของ นามธรรม กับ ฌาน วิชชา

เอานามธรรมก่อน

คำว่า “นาม” อาตมานิยามคำว่า นาม นี้ให้ฟัง เพื่อความเข้าใจแล้วเอามาใช้ศึกษา นาม นี่หมายความถึงสิ่งที่ไม่ใช่รูป คือจิตนิยาม 

จิตนิยามเป็นนาม แม้แต่พีชนิยามก็ยังไม่ได้เรียกพลังงานของพืชว่า นาม เรียกได้แค่อรูป ที่เป็นชีวะ ฟังใช้พยัญชนะกับสภาวะให้ดีๆ

ซึ่งความเป็นชีพในความเป็นชีวะนั้นจะแยกเป็น 2 อย่าง 

พีชะเป็นชีวะ เพราะฉะนั้นพลังงานของมันเป็นแค่ อรูป ไม่ใช่นาม 

ทีนี้คำว่า ชีพหรือชีวะแยกเป็นสองคือ พีชนิยามกับจิตนิยาม

พืชนั้นยังไม่มีธาตุรู้ ธาตุรู้ยังไม่บริบูรณ์ด้วยขันธ์ 5 พืชมีแค่ขันธ์ 3 คือ รูปขันธ์ สัญญาขันธ์และสังขารขันธ์ นี่คือพีชนิยาม ยังไม่มีเวทนา วิญญาณก็ยังไม่มีแน่นอน จึงยังไม่มีกรรมวิบาก ทำกรรมไม่เป็นอันทำที่จะเป็นวิบากสืบต่อไปชาติต่อๆไป 

ยังไม่สืบต่อชาติ สืบต่อ DNA ของสรีระเท่านั้น ทางรูปธรรมง่ายๆไม่ใช่จิตวิญญาณ ไม่ข้ามชาติ ยังไม่จองเวรจองกรรม นี่คือนามกับอรูป ต่างกัน 

นาม อีกลักษณะหนึ่ง

นาม ในภาษาไวยกรณ์ หมายถึงชื่อ ชื่อที่เรียกกันก็ได้ หรือเป็นบัญญัติหรือ พยัญชนะก็ได้ และ นาม ในความเป็นกาย กายแปลว่า 2 คือรูปกับนาม

นาม อยู่ในความเป็นกาย หรือเทวฺ 

กายก็มี 2 เสมอ เทวฺ ก็มี 2 เสมอ

คนที่ปฏิบัติธรรมเข้าใจคำว่ากายเป็นแต่เพียงภายนอกไม่มีภายในนั้นไม่ได้ จะต้องเข้าใจว่ามีภายนอกกับภายในเสมอจึงจะเรียกว่า กาย

เพราะฉะนั้นการแยกกายแยกจิตที่เป็นมูลกรรมฐานของภิกษุที่มาบวชทุกองค์ ต้องเรียนรู้แยกกายแยกจิตให้ชัด ว่าอย่างไรแยกออกเป็นอุตุนิยาม อย่างไรเป็นพีชนิยาม อย่างไรเป็นจิตนิยาม เข้าใจนิยามทั้ง 3 อย่างนี้ได้ จึงจะไปปฏิบัติ กรรมนิยามและธรรมนิยาม ถ้าเข้าใจนิยาม 3 นี้ไม่ชัดเจนถ่องแท้ ตัดขาดความเป็นอุตุ ตัดขาดความเป็นพีชะ ตัดขาดความเป็นจิตไม่ได้ คุณไม่มีทางจะบรรลุอรหันต์ ไปปฏิบัติกรรมหรือธรรมะ ไม่บรรลุอรหันต์ รายละเอียดของพวกนี้ไม่ใช่ง่ายๆ

อรหันต์เก๊ที่หลับตาปฏิบัติ พูดชัดแล้วว่าอย่างนั้นเป็นโมฆะ การหลับตาปฏิบัติโดยไม่ชัดเจนอย่างที่อาตมาพูด แต่ถ้าคุณจะหลับตาอย่างสัมมาทิฏฐิก็เป็นอุปการะ หลับตานั้นมี
1) การพักผ่อน 2) ศึกษาจิตเจตสิกในภพภูมิของสัญญา 3) เตวิชโช ตรวจสอบลงบัญชี บุพเพนิวาสานุสติญาณจุตูปปาตญาณอาสวักขยญาณ 4) เอาไปเล่นฤทธิ์เดชเป็นอาเทสนาปาฏิหาริย์ อิทธิปาฏิหาริย์ อย่างนี้ของพุทธตีทิ้ง 

ทุกวันนี้อาตมาก็ยังใช้อยู่สิ่งเหล่านี้ เป็นอุปการะมาก ทุกวันนี้ก็ยังใช้ หลับตา ตัดทวารดับไป

สรุปตอนนี้ นามธรรมกับอรูปต่างกันอย่างไร หรือนามธรรมในโลกที่ศึกษาทางไวยากรณ์ นามนั่นหมายถึงพยัญชนะ แต่แท้จริงด้วยสัจจะแล้ว  นาม หมายถึงสภาวะ นามไม่ได้หมายถึงพยัญชนะ 

ตัวนี้แหละเป็นภาษาของสิริมหามายา เคยไปยึดติดอย่างเช่นเป็นสายเปรียญ 9 ด็อกเตอร์การศึกษาเต็มหัวหมด เอาพยากรณ์ วจีวิภาควากยสัมพันธ์มา ไม่ตามสภาวะที่อาตมาอธิบาย จบพวกนี้จบ ยึดถือพยัญชนะ ยึดถือภาษา คำว่านามก็กลายเป็นชื่อเป็นพยัญชนะเป็นภาษาบัญญัติไปหมด เข้าไม่ถึงสภาวะ น่าสงสาร หลายคนมีความรู้ทางภาษาเขามีเยอะแต่ใช้ให้เป็นสภาวะไม่ได้ ก็เลยสับสนระหว่างสภาวะกับพยัญชนะ 

อธิบายคำว่ากาย คำว่าบุญ คำว่าสมาธิ สับสนไปหมด สมาธิก็กลายเป็นนั่งหลับตา กายก็เป็นเรื่องภายนอกเพียงวัตถุ หรือเทวฺ หรือแม้แต่คำว่านาม คำว่ารูป ก็แยกกันไม่ชัดเจน

เพราะฉะนั้นต้องแยกแม้แต่สังขารธรรมกับสังขารจิต 

สังขารธรรมหมายถึงอะไรที่รวม สังขารจิตหมายถึงเจาะเข้าไปถึงอาการของจิตเป็นสภาวธรรม  คำว่าสภาวะธรรมนั้นเป็นดีเป็นชั่วเป็นโลกุตระเป็นโลกียะก็ได้ 

เข้าไปถึงจิตจะแตกไปถึงความเป็นธาตุ

ธาตุเป็นเอกกว่าธรรมะ

ธรรมะเป็นความเป็นสองหรือทุกสิ่งทุกอย่างคือธรรมะ 

คำว่าธาตุ ตัวไหนเอาคำว่า ธาตุ มาเรียกเพราะฉะนั้นตัวนั้นเรียกแยกเฉพาะตัวนั้น แต่มันเป็นสภาวะ 2 ได้จนกระทั่งถึงนับไม่ถ้วน 

ถ้าเทวะสอง คุณต้องเรียนรู้ความเป็น 2 แยกแยะให้ได้ทีละ 2 หรือแยกนามรูป แยกกาย ได้ 

เรื่องของธาตุ สังขารรูปกับสังขารจิต ก็ต่างกัน

สังขารรูป เป็นการปรุงแต่งระหว่างอุตุธาตุกับอุตุธาตุ เป็นการปรุงแต่งอย่างหนึ่งสังขารรูป เช่น ไฟฟ้าแสงสีเสียงแม่เหล็กความร้อน ก็ปรุงแต่งกันอยู่ พวกนี้เป็นพลังงานที่เป็นอุตุธาตุทั้งนั้น ปรุงแต่งกัน 

หรือ อุตุธาตุกับพีชธาตุปรุงแต่งกัน ยังไม่ถึงขั้นที่เป็นอุตุธาตุปรุงแต่งกับจิตธาตุ มันก็จะมีพีชธาตุอยู่ในนั้นด้วย เพราะว่าจิตธาตุนั้น มีทั้งอุตุธาตุมีทั้ง พีชธาตุ จิตธาตุ

พระอรหันต์จึงสามารถทำให้จิตเป็นพีชธาตุได้ แล้วอาศัย ไม่เอาจิตที่ไปสังขารโลก ตัดตั้งแต่โลกอบาย โลกกาม โลกรูปโลก อรูปโลกก็ตัดได้ 

อาตมาเขียนไว้อธิบายคำว่านาม ขยายความสิ่งเหล่านี้ มันก็มีประโยชน์ รู้ชัดขึ้น ไม่ได้ลงลึกไปจนกระทั่งขยายซ้ำอีกว่า แล้วเมื่อไหร่มันจะเป็นอุตุธาตุ เมื่อไหร่เป็นพีชธาตุ จิตธาตุ แล้วซึ่งไปปฏิบัติกรรมธรรมนิยามได้ 

ถ้าแยกธาตุ อุตุธาตุ พีชธาตุ จิตธาตุแยกไม่ขาดกันไม่ได้ก็ไม่สามารถแยกจิตตัวเองให้เป็นอุตุได้ พระอรหันต์ที่เขาบอกว่าตายแล้วไม่เกิดอีก อย่างเช่น มหาบัวบอกว่าเป็นชาติสุดท้าย มหาบัวนั้นชาตินี้จะเกิดหรือยังก็ไม่รู้ เกิดมาเป็นอะไรก็ยังไม่รู้ ยังทรมานธุรกรรมยังไม่มาเกิดอย่างไรก็ยังไม่รู้ได้ อาตมาก็ไม่มีความเก่งเท่าพระพุทธเจ้าที่จะรู้ว่ามหาบัวจะไปที่ไหน เพราะท่านต้องไปตามวิบาก 

สรุปแล้วอาตมาไม่ได้รังเกียจมหาบัว ไม่ได้ไปข่ม แต่พูดสัจธรรมว่าอย่าไปหลงผิด อย่าไปเข้าใจอรหันต์เก๊ว่าเป็นอรหันต์จริง สายที่หลับตาอาตมาก็บอกว่าโมฆะทั้งหมด แต่อาตมาก็พูดนะ เคยพูดแล้ว แต่ละท่านมีบารมีไหม มีโลกุตรจิตไหม บางท่านก็มี แต่อาตมาหยั่งรู้จิตท่านไม่ได้ บางท่านก็ไม่มี

แต่แม้ท่านมี ท่านก็ไปหลงทางโน้นหนัก ชาตินี้ปางนี้มันก็ซ้ำเติมให้ท่านสั่งสมวิบากไปอีกก็ท่านทำเอง แม้ท่านจะมีโลกุตรธรรมอยู่บ้างท่านก็ไปเสียเวลา ดีไม่ดีไปรับทุกข์ทรมานอีกไปเป็นหนี้เขาอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ต้องไปใช้หนี้ ทรมานทรกรรม ชาตินี้ไม่เป็นชาติหน้าก็ต้องไปทรมานทรกรรม ทรมานนี้ไม่ใช่ทุกรกิริยา นะ 

ทุกรกิริยาคือกิริยาที่ไม่พาให้บรรลุธรรมศาสนาพุทธ ไม่พาให้เป็นอรหันต์ ไม่พาให้บรรลุโลกุตรธรรม ไปทรมานเจ็บปวดเกินสามัญจะไปทำทำไมเอาที่พอทนได้ 

มีตบะ มีศีล ที่พระพุทธเจ้ากำหนดไว้ก็พอแล้ว อย่าไปทรมานเกินนั้น อาตมาไม่กลัวใคร กลัวคนที่เก่งกว่าพระพุทธเจ้าคนเดียว ดีอย่างไรก็ไม่กลัว กลัวคนเก่งกว่าพระพุทธเจ้า  

สิ่งที่เขียนไว้อีกอันคือ ฌาน 4 ในจรณะ 15

ฌาน 4 เกิดจาก วิชชาจะระณะสัมปันโน  จรณะ15 ต่อเนื่องกันมีเหตุปัจจัย มีศีลเป็นตัวตั้ง แล้วจะเกิดพัฒนาการของจิต ศีลเป็นตัวตั้งแล้วเกิดพัฒนาการของจิต ตั้งแต่วิธีปฏิบัติที่ไม่ผิด 3 อย่าง สำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 ถ้าคุณสำรวมอินทรีย์เดียวมันก็นอกรีตแล้วเพราะคนมีตั้ง 6 ทวาร แล้วมันจะไปสมบูรณ์ได้อย่างไร ต้องสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 บางคนบอกว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้บอกเลข 6 แต่แล้วมันมี 6 ไหมล่ะทวารทั้ง 6 สัมผัส 6 แม้แต่ตัณหา 6 ท่านก็สอน อย่างนี้เป็นต้น ผัสสะ 6 ก็มี ขาดผัสสะ 6 ไม่ได้ ฟังดีๆ ไม่ได้รังเกียจแต่สงสารที่เขาไปจมอยู่อย่างนั้นเสียเวลา 

จรณะ จะมีตลอดไปตั้งแต่ศีล ต้องมีปัญญา ญาณ วิชชา 

ปัญญา เป็นตัวตั้งโลกุตระ สองก็คือญาณ สามก็คือวิชชา

สามเส้าคือธาตุรู้ของโลกุตระ จะเป็นยาดำแทรกอยู่ ต้องรู้ต้องเห็นด้วยกับผัสสะอย่างแจ้งจริง มีสัมผัสแล้วตรวจธาตุรู้ตัวปัญญาเข้าจะไปเป็นยาดำเข้าไปรู้มีการปฏิบัติสังวรก็จะมียาดำแทรกอยู่ 

สังวรและพิจารณาก็ต้องมีธาตุรู้ปัญญาญาณวิชชาแทรกอยู่ทั้งนั้น จะรู้จักรู้แจ้งรู้จริง ตัดสิน มียาดำพวกนี้ มีตัวปัญญาญาณวิชชาแทรกอยู่ทางนั้นแทรกมาตลอดการปฏิบัติเลย ด้วย สามเส้าอีก

จรณะ ฌาน วิชชา มันจะร่วมด้วยอยู่ในการปฏิบัติที่จะต้องมีทั้งจรณะ ฌาน วิชชา มาด้วยกันตลอดสายตามปฏิจจสมุปบาท เป็นสายอนุโลมสายปฏิโลม 11 หรือ 12 ที่นับกัน 

ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัย อนุโลมปฏิโลม หมายความว่าย้อนกลับไปบ้างไปตามบ้าง เกิดผลเจริญพัฒนาก้าวหน้าไป จนมันเกิดเป็นวิชชา 8 เป็นกระบวนการสมบูรณ์เลย มันก็จะมียาดำจนเกิดวิชชา 8 ยาดำคือ จรณะ ฌาน วิชชา เป็นยาดำแท้ แทรกใน จรณะ ฌาน วิชชา 

ก็เริ่มตั้งแต่ต้นวิปัสสนาญาณ มโนมยิทธิ อิทธิวิธี โสตทิพย์ เจโตปริยญาณ 16 ไปจนกระทั่งเป็นเตวิชโช 3 รวมแล้วก็เป็น 8 วิชชา บริบูรณ์เลย 

อาตมาแสดงธรรม มาตลอดนาน จะ 50 ปี ด้วยฐานที่เป็นจริงมีจริงของตนเองแสดงในวงการศาสนาพุทธ ในยุคนี้ ยุคครึ่งพุทธกัปของสมณโคดม ฟังชัดเจนนะ กัป 

พุทธศาสนาเป็นพุทธกัป ของสมณะโคดม แต่พุทธกัปของพระพุทธเจ้าองค์อื่นท่านก็มีวาระไม่เท่ากันกี่หมื่นกี่แสนปีก็เป็นเรื่องของท่าน แต่เราไม่พูดอันนั้น เราพูดของพระสมณโคดม ก็จะเข้าใจว่าเป็นบารมีของแต่ละองค์ แต่ไม่ได้หมายความว่าบารมีพระพุทธเจ้าแต่ละองค์ไม่เท่ากัน เท่ากันแต่เหตุปัจจัยองค์ประกอบมันต่างกัน อย่างเช่นพระสมณโคดมสอนคนโง่ลงไปตั้งเท่าไหร่แล้ว มันจะใกล้กลียุคอยู่แล้ว ก็ต้องได้น้อยสิ แต่คนที่ฉลาดมาก มาฆบูชาตั้ง 5 ครั้ง 8 ครั้ง ของสมณโคดมมีมาฆบูชาเพียงครั้งเดียวอะไรอย่างนี้ แล้วมีพระอรหันต์แค่1,250 ลงมา บางองค์เป็นล้านองค์ เราไปเทียบให้รู้แต่ไม่ใช่เทียบเท่าในความเท่า พระพุทธเจ้าทุกองค์ความรู้ความสามารถเท่ากัน ทุกองค์   แต่มาประกาศต่างกันตรงที่องค์ประกอบของศาสนาในแต่ละยุคนั้นต่างกัน พุทธกัปของสมณโคดมมีอายุถึง 5,000 ปี 

ก่อนอาตมามาเกิดในชาตินี้…สนใจๆ ชอบนะนิทานนี้ (ฮา..)

ศาสนาพุทธซึ่งเป็นสังขารธรรม อย่างหนึ่งในสังขารทั้งหลาย เป็นสังขารธรรมของจิตนิยาม มันได้เกิดขึ้น แล้วเจริญขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็เสื่อมไป เป็นกฎของไตรลักษณ์ที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป กว่าจะมาถึง 2,500 ปีมันหลายรอบแล้ว ศาสนาพุทธของพระสมณโคดมนี่แหละเกิดขึ้นตั้งอยู่เสื่อมไปหลายรอบแล้ว แม้แต่ในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่มันก็มีเสื่อม เช่นพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ทำให้เสื่อม พระเทวทัตทำให้เสื่อม  ทำให้เสื่อมลงไปแต่คนก็ไปหลงติดเป็นลูกศิษย์พระเทวทัตทุกวันนี้ก็มี ลูกศิษย์พระภิกษุฉัพพัคคีย์ก็มี เกิดมากลุ่มแล้วกลุ่มเล่าพวกคณะพวกนี้ ของพระพุทธเจ้ามีตัวอย่างน้อย ถ้าเป็นองค์อื่นก็จะมีตัวอย่างเยอะกว่านี้ อันนี้ตัวอย่างเดียวก็เข้าใจง่าย หลายตัวอย่างอาจจะสับสน 

สรุปแล้วกว่าจะมาถึง 2,500 กว่าปีมันเกิดขึ้นตั้งอยู่เสื่อมไปมาตั้งหลายรอบแล้ว แล้วก็กอบกู้กันมาตั้งหลายรอบแล้ว 

ผู้ที่กอบกู้อย่างที่พวกเรามีตำนานอย่างชัดเจนแค่ศาสนาพุทธผ่านไป 200-300 ปีประมาณนั้น ก็ผิดเพี้ยน เปื้อนจนกระทั่งพระเจ้าอโศกมหาราชต้องมาสะสาง เห็นไหม 

แล้วบอกได้ว่า พระเจ้าอโศกมหาราชก็คือ เถระวาท พระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งเกิดมา พระเจ้าอโศกมหาราชก็คือ เถระองค์หนึ่งนั้นแหละของพระสาวกสำคัญของพระพุทธเจ้านั่นแหละ องค์หนึ่งมาจัดการกอบกู้มาครั้งหนึ่งแล้ว มันจึงเหลือศาสนาพุทธเข้ามาถึงเมืองไทย โดยลูกของพระเจ้าอโศกมหาราช ที่ส่งมา 

200-300 ปีก็เปื้อนแล้ว เกิดขึ้นตั้งอยู่เสื่อมไปศาสนาพุทธนี้ ยิ่งมาถึง 2,500 กว่าปีแล้วมันหลายรอบแล้ว อาตมาก็ยังระลึกชาติไม่ได้หลายรอบ ถึงระลึกได้ก็ไม่พูด ขนาดนี้ก็ยังแอบมีลิเกกันแล้วไม่ต้องไปติดใจเรื่องเหล่านั้น 

เรื่องของเกิดขึ้นตั้งอยู่เสื่อมไปของกฎไตรลักษณ์มันยังมีซับซ้อนอีกเยอะ 

มาในยุคนี้อาตมาต้องมาทดสอบตัวเองเป็นปางที่เจ็ด หนัก เพราะว่ามันยืนยาวมาเกิน 2,500 ปีแล้ว มันก็ต้องเสื่อมหนักกินลึกซับซ้อนลวงลับละเอียดยากที่จะแยกแยะออกมาสาธยายได้ อาตมาพยายามเก่ง ไม่พยายามอมภูมิเท่าไหร่ พยายามแยกแยะ พยายามที่สุดแล้วไม่ได้ออมมือ ก็ยังได้แค่นี้แหละ ซึ่งมันยากสุดๆเลย

ที่มันยากเพราะว่าผู้ที่มีอยู่นั้นเต็มไปด้วยโมหะและอุปาทาน แต่ถึงอย่างไรอาตมาก็ขอยืนยันว่า ศาสนาพุทธนั้น เป็นศาสนาแห่งความจริง ฟังความนี้ พยัญชนะนี้

ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งความจริง 

ซึ่งเป็นความจริงของปรมัตถสัจจะ อันยืนยันด้วยปรมัตถธรรม 

ปรมัตถสัจจะคือความจริง ธรรมะคือสิ่งที่ทรงไว้ 

สัจจะกับธรรมะนี้ เอาแค่นี้ก่อน สัจจะคือเน้นความจริงเป็นความจริง ยิ่งแยกเป็น ส จ จ 

หรือธรรมะ แยกเป็น ธ รรม ก็ยังต่างกัน คำว่าสัจจะกับธรรม 

สัจจะคือความจริงๆ ส่วนธรรมะนั้นบางทีเขาก็แปลว่าความดีความจริงเป็นองค์รวม ถ้าเป็นสัจจะก็เป็น static ถ้าเป็นธรรมะก็เป็น Dynamic

ขอยืนยันว่าอาตมารู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็นรูปธรรมโดยเฉพาะนามธรรม

รูปธรรมนั้นง่ายเพราะมันนิ่ง  ส่วนนามธรรมนั้นละเอียดลงไปมันรู้ยากกว่า โดยเฉพาะไปแยกแยะรูปธรรมนามธรรม ในธรรมนิยาม 5 

อุตุนิยามยังไม่มีนาม แม้พลังงานพีชะก็ไม่เรียกว่านาม ใครแยกรูปแยกนามแค่นี้ไม่ออก พีชนิยามเป็นอรูป ไม่เป็นนาม ไม่มีทุกข์ไม่มีสุขไม่มีกรรมวิบาก 

ผู้ที่สามารถแยกแยะชัดเจนไปถึงธรรมนิยาม 5 อุตุนิยาม พีชะนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม

ก็จะสามารถแยกจิตแยกกายออกจากกันได้ แยกแยะรูปกับนามออกจากกันได้ 

แยกแยะความจริงของสารพัดทั้งหมดได้ ไม่เช่นนั้น ตายแล้วคุณจะไปแยกธาตุจิตของคุณให้เป็นอุตุนิยามไม่ให้มันกลับมารวมตัวเป็นชีวะอีก คุณก็ทำไม่ได้ 

การเป็นอรหันต์ง่ายไหม? แต่สู้ไหม..สู้

ไม่ง่ายแต่สู้ โอ้ 

ทำไมสู้ล่ะ…1) มันสมควรได้และ  2) มันได้มาบ้างแล้ว เห็นชัดเจนว่ามันสมควรได้และมันก็ได้มาแม้จะน้อยก็ตาม ก็ชัดเจน ยิ่งคนไหนที่แน่ใจว่า เราโสดาบันผ่าน สกิทาฯ หรือบางคนสกิทาฯเราก็ผ่าน แต่อย่าเพิ่งไปสรุปง่ายๆ มีหลายคนที่พวกเรานึกว่าเราเป็นอรหันต์แล้ว แต่นี่ยังไม่ใช่ ดีนะไม่ขายหน้า 

คนที่ซื่อสัตย์กับความจริงมันดี เพราะฉะนั้นคำว่าความจริงคำนี้มันลึกซึ้งที่สุดเลย สมมุติสัจจะก็เป็นความจริง ปรมัตถสัจจะก็เป็นความจริง 

ปรมัตถ์คือเนื้อแท้ที่มันที่สุด สมมุติออกมาข้างนอก ปรมัตถ์เข้าไปข้างใน ก็ไปหาจิตเจตสิกรูปนิพพาน ส่วนสมมติก็เข้ามาหาโลกเข้ามาหาจักรวาล เข้ามาหาวัตถุต่างๆ หรือองค์ประกอบของลีลาต่างๆนานา ก็ต้องชัดเจนในสภาวะพวกนี้ 

อาตมาขยายความไปก็คงจะพอเข้าใจว่าอาตมาไม่ได้ดูถูกมหาบัว ไม่ได้ดูถูกพวกนั่งหลับตาแต่สงสารเขา ถึงพยายามจะบอกความจริง ส่วนทักษิณนั้นก็ไม่ต้องพูดอะไรมากหรอก แม้แต่นักบวชที่นั่งหลับตา อย่างธัมมชโยเล่นทั้งทางสว่างและทางมืด อาภัสราและสุภกิณหา 

อาตมาเคยอธิบายแล้วว่าผู้ที่หมดอุปาทานหลับตาไปก็จะมืดไม่เห็นแสงอะไร หลับตาอยู่ในที่มืดจริงๆนอนหลับไปมันก็ไม่มีแสงอะไรก็ไปกระทบมันก็มืด แต่ถ้าใครยังเห็นแสง เห็นสีอย่างไรก็เป็นอุปาทานทั้งนั้น คนที่สนิทแล้ว ไม่ต้องไปนั่งหลับตาสะกดจิตแล้วถึงจะสนิทไม่ต้องหรอก ใช้สามัญนี่แหละลืมตาปฏิบัติ คุณจะไม่มีอุปาทานอะไร หลับตาคุณก็ดับมืดเฉยๆถ้าจิตใจคุณนิ่งคุณหยุดก็ไม่เห็นจะปรุงอะไร แต่ถ้ามีเรื่องจะรู้คุณก็มีบารมี ตามรูปของคุณเองถ้าคุณฟุ้งขึ้นมาแล้วคุณทำให้หลับไม่ได้ก็ตัวใครตัวมันนะ ต้องดูตัวคุณเอง 

อาตมายืนยันหลักฐานอ้างอิงตามพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐนี่แหละ แม้แต่ฉบับเดียวนี้อาตมาก็ขอรับรองว่าคุณศึกษาตามพระไตรปิฎกฉบับนี้คุณเป็นอรหันต์ได้ ขอยืนยันเป็นโพธิสัตว์ได้ด้วยอย่าว่าแต่เป็นพระอรหันต์ ทั้งๆที่พระไตรปิฎกเล่มนี้ไม่ได้พูดถึงพระโพธิสัตว์เลย พระไตรปิฎกฉบับนี้ไม่มีความรู้เรื่องพระโพธิสัตว์ขอยืนยันบอกได้เลย ผ่านคำว่าโพธิสัตว์ก็ไปอย่างนั้นไม่ได้ขยายความคำว่าโพธิสัตว์ 

พระพุทธเจ้าสมณโคดมยืนยันแล้วว่าเราสอนเธอเพียงใบไม้กำมือเดียว ไม่ได้สอนใบไม้ทั้งป่า ท่านก็ยืนยันของท่านแล้ว สั่งสอนใบไม้กำมือเดียวเสร็จแล้วก็ไปแล้ว 80 ปี ท่านเป็นตัวอย่างของผู้มักน้อยในยุคนี้ควรมากน้อยถ่วงดุลไว้อย่าไปมักมาก คำสอนของพระพุทธเจ้าจึงไม่ส่งเสริมให้คนมักมาก

ถ้าหากในประเทศชาติคนมันน้อยแล้วกลายเป็นว่ามีแต่คนแก่ เด็กรุ่นหลังมาก็น้อย ต้องรีบระดมให้คนแต่งงานเยอะๆ มันก็เป็นธรรมดาธรรมชาติของโลกที่เขาจำเป็น ไม่อย่างนั้นประเทศเขาก็แย่ พลเมืองเขาก็น้อยลงไม่พอ อะไรต่ออะไรก็ไม่พอขาดแคลนมันก็ต้องเกิดความสมดุลเป็นองค์ประกอบที่ได้สัดส่วนอย่างนี้เป็นต้น ไม่ขยายความมากกว่านี้แล้ว 

สรุปเข้าที่เป้าหมายอาตมาทำงานมาจะ 50 ปีแล้ว ได้มรรคได้ผลขนาดนี้ที่อาตมาเปิดเผยไปหมดแล้วว่าในพวกเรามีพระอรหันต์ จะเป็นอรหันต์ขั้นไหนก็แล้วแต่ บางท่านก็เป็นโพธิสัตว์ในพวกเรานี้เป็นโพธิสัตว์พยายามบำเพ็ญอยู่ แต่มันยังไม่ขึ้นเต็มก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องไปอยากรู้หรอกถึงขีดถึงเขตมันมีเหตุปัจจัยเพียงพอ เหตุปัจจัยมันครบ ภูมิธรรมภูมิปัญญาของคุณก็สามารถรับรู้ได้ด้วย รู้ในสิ่งที่มันครบครันคุณก็ตัดสินได้ จะมีปฏิภาณปัญญาตัดสินเข้าใจแล้วมันก็จะแม่นตามลำดับ 

มี ดช.ภูมิพุทธมาที่หน้าเวที จะให้พับกระดาษ

พ่อครูว่า..เป็นธรรมดาธรรมชาติแต่เด็กคนนี้เขาได้นะมีการซึมซับเข้าไปได้ โตขึ้นเขาก็จะเอาสิ่งที่เก็บไปนี้ไม่ใช้ได้เหมือนข้อมูลอยู่ในฮาร์ดดิส

สรุป เหลืออีก 11 นาที 

ตอนนี้อาตมาขอสำทับว่า บ้านราชเมืองเรือ บ้านไม้เมืองหิน บ้านดินเมืองน้ำ บ้านงามเมืองพุทธ บ้านพิสุทธิ์เมืองอมตะ จะดำเนินไป จะเป็นหลักแหล่งของมนุษยชาติที่จะใฝ่โลกุตรธรรม มาศึกษา ต้อนรับผู้ที่มีศีล ผู้ที่ยังไม่มีศีลอย่าเพิ่งมา พูดตามพระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจน ผู้มีศีลที่ยังไม่มาก็จงมา แม้จะยังไม่บรรลุ ท่านไม่ได้บอกว่าใครจะมาก็มาอย่างนั้นเละเลย 

คนมีการปฏิบัติศีล 5 เป็นพื้นฐานเชื่อว่าปฏิบัติได้ก็มา คุณจะรู้ว่า(พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) 

สมณะฟ้าไทว่า…ได้ฟังธรรมะก็มีอะไรแปลกใหม่ขึ้นเรื่อยๆ แต่ต้องรู้สถานะของเราทำให้ถูกตรงสักกายะ ไปตามลำดับ แต่ถ้าใครเก่งมาก จะทำให้ลำดับตนเองสั้นก็เก่งมาก ใครลำดับยาวก็แล้วแต่

พ่อครูว่า…ขอโฆษณาผ่านจอบุญนิยมทีวี ตอนนี้โทรทัศน์ก็จะเปลี่ยนสภาพไปหลายอย่าง ต่อไปในอนาคตจะไม่ผ่านดาวเทียม เพราะว่าผ่านทางดาวเทียมค่าเช่ามันเยอะ เป็นต้นว่าบุญนิยมเหมือนกันจะเริ่มไม่ผ่านดาวเทียม แต่ยังไม่แน่ จะใช้ในทางเขามี 5G 6G เขาทำได้แล้ว โดยไม่ต้องผ่านดาวเทียม คุณจะใช้จอใหญ่ก็ได้ก็เสียบเข้าไป จะเอามือถือเป็นตัวรับและก็ขยายได้ มันไม่มีปัญหาอะไรหรอกได้ เป็นแต่เพียงว่ามันไม่ผ่านดาวเทียม เพราะฉะนั้นตอนนี้ดาวเทียมนี้กำลังลดลงๆเรื่อยๆเพราะเทคโนโลยี 5G 6G 7G มันไปใหญ่แล้วมันละเอียดลึกซึ้ง เอามาจากในบรรยากาศของอวกาศได้ มันจะเจริญกว่านี้ได้อีก ไม่ต้องพูดเยอะเพราะอาตมาไม่เก่งเรื่องเทคโนโลยี แล้วมันก็จะเป็นไป 

แต่พูดถึงเรื่องประเด็นว่าขอย้ำว่า ราชธานีเป็นแดนโลกุตรธรรมเป็นชมพูทวีป เพราะมีบุคคลมีเสนาสนะสัปปายะ บุคคลสัปปายะ อาหารสัปปายะ ธรรมะสัปปายะ ครบถ้วน สัปปายะ 4 

สัปปายะ มีอีกหลายหมวด สัปปายะ 9 ก็มี 12 ก็มี

สัปปายะคือ สิ่งที่ทำให้คุณดำเนินไปในโลกุตรธรรมให้บรรลุอรหันต์ได้ ขอยืนยันมาพิสูจน์เลย ถ้าหากคุณแสวงหาอย่างแท้จริงมาได้เลย 

หลายผู้หลายคนไม่เข้าใจว่าที่นี่จะมาได้หรือมาไม่ได้ เพราะมาแล้วไม่เหมือนเขาเลย จะมาทำทานก็ไม่รับเงินง่ายๆ จะมาบริจาคก็ไม่ได้ง่ายๆ อย่างนี้เป็นต้น ที่อื่นเขาบริจาคเท่าไหร่ก็บริจาครับหมด แต่ที่นี่ ซึ่งมันเป็นเหตุปัจจัยอันหนึ่งที่กันคนในของเราด้วย ที่ไม่ให้รับตะพึดตะพือก็กันคนในเราด้วยและกันคนนอกที่ยังไม่เข้าใจด้วยให้มาศึกษาก่อนไม่ผลีผลาม ถ้าไม่เข้าใจก็อ่านหนังสือของเราสัก 7 เล่ม แต่ก่อนมีเทปให้ฟัง 70 ม้วน เดี๋ยวนี้บอกว่าดูโทรทัศน์เกิน 7 เดือนได้ ดูทุกวันจริงๆไหม แล้วใครมารับรองได้ ก็ค่อยว่ากันไป ก็เอาคนที่ต้องการจริงๆใส่ใจจริงๆ ไม่ใช่มานั่งหลอกกัน คนไม่จริงมาเหลาะแหละเราก็เสียเวลา ดีไม่ดีมาวุ่นวาย เราก็ไม่ได้เก่งกาจหนักแน่นอะไรมาตีไม่แตกไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ถ้าพวกนักรวนจริงๆมาก็แตกเหมือนกัน มาสัก 1,000 คนไม่ไหวหรอก นี่เผยไต๋ ไม่ยากหรอก คนพันคนมานี่แตกเลย แต่อย่าใจร้ายใจดำกันเลย ให้มีของดีๆเหลือไว้เถอะ

ขอยืนยันความจริงๆเลย ที่อาตมาพาทำเป็นเรื่องสัจธรรมของพระพุทธเจ้า ทุกพระองค์เลยจะบอกว่าของพระสมณโคดมก็เหมือนกับของพระพุทธเจ้าองค์อื่น จิตใจที่บริสุทธิ์จริงจะสบาย คนบรรลุธรรมนิพพานมีฐานอุเบกขา อาการของจิต อาการ ลิงค นิมิต ที่มีอาการอุเบกขา แปลง่ายๆว่าวางเฉยไม่ดูดไม่ผลัก ไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่ขึ้นไม่ลงกลางๆเป็น 0 นี่แหละ 

และมีความบริสุทธิ์จากกิเลส ไม่มีกิเลสที่จะเอียงไปเอียงมาข้างใดข้างหนึ่ง ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา 

สมณะฟ้าไทว่า…สรุป