อื่นๆ

นาม วิชชาจรณะ

คำว่า “นาม” อาตมานิยามคำว่า นาม นี้ให้ฟัง เพื่อความเข้าใจแล้วเอามาใช้ศึกษา 

“นาม” หมายความถึง สิ่งที่ไม่ใช่รูป คือจิต อยู่ในตระกูลจิตนิยาม  

จิตนิยามเป็น“นาม” แม้แต่พีชนิยามก็ยังไม่ได้เรียกพลังงานของพืชว่า “นาม” เรียกได้แค่อรูป ที่เป็นชีวะ ไตร่ตรองพิจารณาการใช้พยัญชนะกับสภาวะให้ดีๆ พีชะเป็นชีวะแล้ว แต่ยังไม่ถงขั้นจิต ซึ่งจิตก็คือชีวะแท้ๆ

เพราะฉะนั้นพลังงานของพืชเป็นแค่“อรูป” ไม่ใช่“นาม”  

แม้อรูปก็ยังมีที่เป็นอุตุ และยังมีอรูปที่เป็นพีชะ อรูปมีแม้แต่ในความเป็นจิตอีกนะ 

และความเป็น “ชีพ”หรือ“ชีวะ” นั้นยังแยกเป็น 2 อย่าง 

คำว่า “ชีพ”หรือ“ชีวะ” แยกเป็น 2 คือ พีชนิยามกับจิตนิยาม

พืชนั้นยังไม่มีธาตุรู้บริบูรณ์ คือธาตุรู้ยังไม่บริบูรณ์ด้วยขันธ์ 5 เหมือนจิต พืชมีแค่ขันธ์ 3 คือ รูปขันธ์ สัญญาขันธ์และสังขารขันธ์ เท่านี้ี่คือพีชนิยาม พืชยังไม่มีเวทนาขันธ์ ยังไม่มีวิญญาณขันธ์แน่นอน จึงยังไม่มีกรรมวิบาก พืชชื่อว่าทำกรรมไม่เป็นอันทำให้เกิดเป็นวิบากที่สืบต่อจองกรรมจองเวรในวัฏฏะไปนานเท่านาน เหมือนจิตที่มีกรรมวิบากสืบต่อจองเวรกรรมกันข้ามชาติได้ไปนานนับไม่ถ้วน นานถึงขั้นนิรันดรกันทีเดียว

พืชยังไม่มีิวิญญาณสืบต่อชาติข้ามชาติไปได้ พืชสืบต่อ DNA ของอรูปเท่านั้น ซึ่งเมื่อความเป็นพืชนั้นๆหมดพลังงานที่จะหมุนวนชีวะต่อไป พืชก็จบสิ้น DNA ที่เป็นแค่พีชนิยาม พืชจึงยังไม่มีพลังงานแห่งอัตตาข้ามชาติยังจองเวรจองกรรมกันไม่ได้ รักโกรธกันไม่เป็น ที่สำคัญยิ่งคือ ยังไม่มีสุข-ไม่มีทุกข์ ที่พุทธศึกษาเป็นโลกุตระ

นี่คือ นามกับอรูปของพืช ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ อรูปของพืชกับของอุตุจึงไม่จองเวรกรรมกันเลย

ถ้านักปฏิบัติธรรมไม่สามารถรู้จักรู้้แจ้งรู้จริงความจริง“ธรรมนิยาม ๕”นี้ ก็แยกความเป็นกาย-เป็นจิตไม่ได้

เพราะจะแยกนาม-แยกรูปไม่ได้ แยกเทฺวะไม่ได้ แยกกายไม่ได้นั่นเอง ก็ไม่มีทางจะบรรลุนิพพาน  

นาม อีกลักษณะหนึ่ง

นาม = ในภาษาไวยากรณ์ หมายถึง ชื่อเรียก หรือคำเรียกที่เป็นชื่อของสิ่งที่เป็นจิตนิยาม ซึ่งนักภาษาหรือนัก

ไวยากรณ์หมายถึงบัญญัติหรือพยัญชนะ โดยเผลอไปว่า นามนั้นเป็นแค่“รูปรูป” ทั้งๆที่นามเป็น“กาย”แท้ๆ คือเป็นทั้ง“รูป”ทั้ง“นาม”เสมอ 

และ นาม ในความเป็นกาย (กาย นั้นต้องมีความเป็น 2 เสมอ เช่น“เทฺว ธรรมา” หรือรูปกับนาม)

นาม อยู่ในความเป็นกาย หรือเทฺว ซึ่งหมายเอา“วิญญาณ”หรือ“มโน”หรือ“จิต”เป็นหลัก

กายก็มี 2 เสมอ เทฺว ก็มี 2 เสมอ ผู้โมหะว่า“เทฺว”เป็น ๑ เดียว จึงเป็นลัทธิ“เทฺวนิยม”อยู่ เพราะยังไม่ชัดเจนคือรู้ไม่ทันในความเป็น“สิริมหามายา” ที่สลับไปสลับมาของ“ภาวะ ๒” จึงสับสนในความเป็น“กายกับจิต”

คนที่ปฏิบัติธรรมเข้าใจคำว่า“กาย”เป็นแต่เพียงภายนอกไม่มีภายในนั้นมิจฉาทิฏฐิแท้ จะต้องเข้าใจว่ามีภายนอก

กับภายในเสมอ ต้องมี“๒”ภาวะเสมอ จึงจะเรียกว่า กาย กายจะต้องมีความเป็นจิตร่วมด้วยเสมอ

และ“กาย”กับ“จิต” ก็สามารถอธิบายได้ว่า เมื่อได้ตัดขาดความเป็น“กาย”เมื่อใดเป็น“จิตธาตุ” เมื่อใดเป็นแค่“พีชธาตุ” เมื่อใดเป็น“อุตุธาตุ”แล้ว จึงจะเป็นผู้รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“ธรรมนิยาม ๕” 

ผู้แยกกายแยกจิตได้ จะแยก เทวฺ คือ ความเป็น 2 ได้ หรือแยกธรรมนิยาม 5 ได้ จึงสามารถแยก “สังขารรูป” หรือ “สังขารจิต” ได้ว่า “สังขารรูป” นั้นเป็นการปรุงแต่งของ “อุตุธาตุ กับ อุตุธาตุ”  หรืออย่างเก่งก็แค่ “อุตุธาตุ กับ พีชธาตุ”เท่านั้น ยังไม่ถึงขั้นการปรุงแต่ง “อุตุธาตุ กับ จิตธาตุ” หรือ “พีชธาตุ กับ จิตธาตุ”

เพราะฉะนั้นการแยกกายแยกจิตที่เป็นมูลกรรมฐาน ๕ ของภิกษุที่มาบวชทุกองค์ อุปัชฌาย์จะให้กรรมฐาน ๕ นี้ไปทำความเข้าใจ ต้องพิจารณาเรียนรู้“แยกกาย-แยกจิต”ให้ชัด ว่าอย่างไรแยกออกเป็นอุตุนิยาม อย่างไรเป็นพีชนิยาม อย่างไรเป็นจิตนิยาม เข้าใจนิยามทั้ง 3 อย่างนี้ให้ได้ จึงจะไปปฏิบัติ กรรมนิยามและธรรมนิยามสำเร็จถึงที่สุดนิพพานได้ 

ถ้าเข้าใจนิยาม 3 นี้ไม่ชัดเจนถ่องแท้ ตัดขาดความเป็นอุตุ ตัดขาดความเป็นพีชะ ตัดขาดความเป็นจิตไม่ได้ คุณไม่มีทางจะบรรลุอรหันต์ เพราะจะปฏิบัติกรรมให้เป็นธรรมะไม่สัมมาทิฏฐิ ก็ไม่สามารถบรรลุอรหันต์แน่นอน รายละเอียดของพวกนี้ไม่ใช่ง่ายๆ

อรหันต์เก๊ที่หลับตาปฏิบัติ พูดชัดแล้วว่า หลับตาปฏิบัตินั้นเป็นโมฆะในความเป็นนิพพาน 

การหลับตาปฏิบัติโดยไม่ชัดเจนอย่างที่อาตมาพูด แต่ถ้าคุณจะหลับตาอย่างสัมมาทิฏฐิก็เป็นอุปการะ หลับตานั้นมี ทำได้ถ้าสัมมาทิฏฐิ โดยชัดเจนว่า

1) ทำเพื่อพักผ่อน 

2) ทำเพื่อศึกษาจิตเจตสิกในภพภูมิของสัญญา 

3) ทำเตวิชโช ตรวจสอบลงบัญชี บุพเพนิวาสานุสติญาณ-จุตูปปาตญาณ-อาสวักขยญาณ 

4) ทำเอาไปเล่นฤทธิ์เดชเป็นอาเทสนาปาฏิหาริย์ อิทธิปาฏิหาริย์ อย่างนี้ของพุทธตีทิ้ง ไม่สนใจ ผู้สนใจอยู่คือ คนนอกรีตศาสนาพุทธ 

ทุกวันนี้อาตมาก็ยังใช้“หลับตา”ก็ตามอย่างสัมมาทิฏฐินี้อยู่ เป็นอุปการะมาก ทุกวันนี้ก็ยังใช้ หลับตา พิจารณาไตร่ตรองตรวจสอบ หรือตัดทวารดับไป ไม่ได้สงสัยลังเลอะไร เฉพาะอย่างยิ่งไม่ได้หลงผิดติดยึด

สรุปตอนนี้ นามธรรมกับอรูปต่างกันอย่างไร หรือนามธรรมในโลกที่ศึกษาทางไวยากรณ์ นามนั่นหมายถึงพยัญชนะ แต่แท้จริงด้วยสัจจะแล้ว นาม หมายถึงสภาวะ นามไม่ได้หมายถึงพยัญชนะแค่“อธิวจนสัมผัสโส”แต่ต้องมี“ปฏิฆสัมผัสโส”ด้วยเสมอ 

หากจะบัญญัติ“รูปกาย”ก็ต้องมี“อธิวจนสัมผัสโส” และถ้าจะบัญญัติ“นามกาย”ก็ต้องมี“ปฏิิฆสัมผัสโส”จึงจะสามารถยืนยัน“ความจริงหรือสัจธรรม”แก่กันและกันสำเร็จ

“รูปกาย”หรือ“นามกาย”นั้นเป็น“กาย”ต้องมี“๒”แยกกันไม่ได้ 

ตัวนี้แหละเป็นภาษาของสิริมหามายา ผู้ที่ยึดติดอยู่แต่พยัญชนะอย่างเช่นเป็นสายเปรียญ 9 ด็อกเตอร์การศึกษาเต็มหัวหมด เอาไวยากรณ์ วจีวิภาค-วากยสัมพันธ์มา ไม่ตามสภาวะที่อาตมาอธิบาย พวกนี้จบเห่ ยึดถือพยัญชนะ ยึดถือภาษา คำว่านามก็กลายเป็นชื่อเป็นพยัญชนะเป็นภาษาบัญญัติไปหมด เข้าไม่ถึงสภาวะ น่าสงสาร หลายคนมีความรู้ทางภาษาเขามีเยอะแต่ใช้ให้เป็นสภาวะไม่ได้ ก็เลยสับสนระหว่างสภาวะกับพยัญชนะ 

อธิบายคำว่ากาย คำว่าบุญ คำว่าสมาธิ สับสนไปหมด สมาธิก็กลายเป็นนั่งหลับตา กายก็เป็นเรื่องภายนอกเพียงวัตถุ หรือเทวฺ หรือแม้แต่คำว่านาม คำว่ารูป ก็แยกกันไม่ชัดเจน เพราะแยก“กายกับจิต”ใน“กรรมฐาน ๕”ไม่ได้ แค่ไหนเป็นอุตุ-แค่ไหนเป็นพีชะ-แค่ไหนเป็นจิต แยกไม่ถูกต้อง จึงปฏิบัติกรรม-ปฏิบัติธรรมไม่มีผล

เพราะจะแยกแม้แต่สังขารธรรมกับสังขารจิต หรือสังขารโลก ไม่สัมมาทิฏฐิ  

สังขารธรรมหมายถึงอะไรที่รวมกันอยู่มีบริบทและเน้นเข้ามาหาจิต สังขารจิตหมายถึงเจาะเข้าไปถึงอาการของจิตเป็นสภาวธรรม  คำว่าสภาวะธรรมนั้นเป็นดีเป็นชั่วก็ได้ เป็นโลกุตระเป็นโลกียะก็ได้ ส่วนสังขารโลกหมายถึงร่วมกันไปสู่ภายนอกมากขึ้นใหญ่ขึ้น

อาตมาได้สาธยายเข้าไปถึงจิต และกำลังจะแยกตีแตกไปถึงความเป็นธาตุ

ธาตุนั้นเน้นเข้าไปหาความเป็นหนึ่ง จึงเป็นเอกกว่าธรรม

ธรรมนั้นขยายออกไปหาความเป็นสองหรือทุกสิ่งทุกอย่างคือธรรมะ 

คำว่าธาตุ ตัวไหนเอาคำว่า ธาตุ มาเรียกเพราะฉะนั้นตัวนั้นเรียกแยกเฉพาะตัวนั้น แต่มันก็เป็นสภาวะ 2 ได้หรือเป็นเท่าไหร่ก็ได้ จนกระทั่งถึงนับไม่ถ้วน 

ถ้าเทวะสอง คุณต้องเรียนรู้ความเป็น 2 แยกแยะให้ได้ทีละ 2 หรือทีละคู่ แยกนาม-รูป แยกกาย-จิต แยกดี-ชั่ว แยกมาก-น้อย หรือคู่อื่นๆทั้งนั้นๆได้หมด โดยเฉพาะแยกโลกียะ-โลกุตระ แยกลึกลับ-เปิดเผยสัมผัส ได้ 

เรื่องธาตุกับธรรม สังขารรูปกับสังขารจิต ก็ต่างกัน

สังขารรูป เป็นการปรุงแต่งระหว่างอุตุธาตุกับอุตุธาตุ เป็นการปรุงแต่งอย่างหนึ่งสังขารรูป เช่น ไฟฟ้าแสงสีเสียงแม่เหล็กความร้อน ก็ปรุงแต่งกันอยู่ พวกนี้เป็นพลังงานที่เป็นอุตุธาตุทั้งนั้น ปรุงแต่งกัน 

หรือ อุตุธาตุกับพีชธาตุปรุงแต่งกัน ยังไม่ถึงขั้นที่เป็นอุตุธาตุปรุงแต่งกับจิตธาตุ 

จิตธาตุมันก็จะมีพีชธาตุอยู่ในนั้นด้วย เพราะว่าจิตธาตุนั้น มีทั้งอุตุธาตุ มีทั้งพีชธาตุ และมีทั้งจิตธาตุ

พระอรหันต์จึงสามารถทำให้จิตเป็นพีชธาตุได้ แล้วอาศัย ไม่เอาจิตที่ไปสังขารโลก ตัดตั้งแต่โลกอบาย โลกกาม โลกรูปโลก อรูปโลกก็ตัดได้ จึงสามารถดบความเป็นโลก-เป็นธรรม-เป็นธาตุได้เฉพาะตน

อาตมาเขียนไว้อธิบายคำว่านาม ขยายความสิ่งเหล่านี้ มันก็มีประโยชน์ รู้ชัดขึ้น ไม่ได้ลงลึกไปจนกระทั่งขยายซ้ำอีกว่า แล้วเมื่อไหร่มันจะเป็นอุตุธาตุ เมื่อไหร่เป็นพีชธาตุ จิตธาตุ แล้ว จึงจะไปปฏิบัติกรรมนิยาม-ธรรมนิยามได้ จึงจะทำกรรมสำเร็จ บรรลุธรรมสัมบูรณ์

ถ้าแยกธาตุ อุตุธาตุ พีชธาตุ จิตธาตุ ให้ขาดกันไม่ได้ ก็ไม่สามารถแยกจิตตัวเองให้เป็นอุตุได้ พระอรหันต์ที่เขาบอกว่าตายแล้วไม่เกิดอีก อย่างเช่น มหาบัวบอกว่าเป็นชาติสุดท้าย ที่จริงมหาบัวตายไปแล้วจากชีวิตชาตินี้จะเกิดหรือยัง จะไปตกอยู่สวรรค์หรือนรกเท่านั้น ซึ่งยังเกิดอยู่แน่ ไม่เป็นชาติสุดท้ายดังที่มหาบัวหลงผิดตัวเอง

อยู่นั้นแน่นอน เกิดมาเป็นอะไรก็ยังไม่รู้ หรือยังทรมานทุรกรรมยังไม่มาเกิดอย่างไรก็ยังไม่รู้ได้ อาตมาก็ไม่มีความเก่งเท่าพระพุทธเจ้าที่จะรู้ว่ามหาบัวจะไปที่ไหน เพราะท่านต้องไปตามวิบากอยู่แน่ 

สรุปแล้วอาตมาไม่ได้รังเกียจมหาบัว ไม่ได้ไปข่ม แต่พูดสัจธรรมว่าอย่าไปหลงผิด อย่าไปเข้าใจอรหันต์เก๊ว่าเป็นอรหันต์จริง สายที่หลับตาอาตมาก็บอกว่าโมฆะทั้งหมด แต่อาตมาก็พูดนะ เคยพูดแล้ว แต่ละท่านมีบารมีไหม มีโลกุตรจิตไหม บางท่านก็มี แต่อาตมาหยั่งรู้จิตท่านไม่ได้ บางท่านก็ไม่มี

แต่แม้ท่านมี ท่านก็ไปหลงทางโน้นหนัก ชาตินี้ปางนี้มันก็ซ้ำเติมให้ท่านสั่งสมวิบากไปอีกก็ท่านทำเอง แม้ท่านจะมีโลกุตรธรรมอยู่บ้างท่านก็ถูกโลกครอบงำหนักโงเงยขึ้นมาไม่ได้ ก็ไปเสียเวลา ดีไม่ดีไปรับทุกข์ทรมานอีกไปเป็นหนี้เขาอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ต้องไปใช้หนี้ ทรมานทรกรรม ชาตินี้ไม่เป็นชาติหน้าก็ต้องไปทรมานทรกรรม ทรมานนี้ไม่ใช่ทุกกรกิริยา นะ 

ทุกกรกิริยาคือกิริยาที่ไม่พาให้บรรลุธรรมศาสนาพุทธ ไม่พาให้เป็นอรหันต์ ไม่พาให้บรรลุโลกุตรธรรม 

ส่วนผู้ที่จะไปทรมานตัวเอง เจ็บปวดเกินสามัญนั้น จะไปทำทำไม 

ก็เอาแต่แค่ที่พอทนได้ มีตบะ มีศีล ที่พระพุทธเจ้ากำหนดไว้ก็พอแล้ว อย่าไปทรมานเกินนั้น 

อาตมาไม่กลัวใครนะ กลัวคนที่เก่งกว่าพระพุทธเจ้าคนเดียว ดีอย่างไรก็ไม่กลัว แต่คนเก่งกว่าพระพุทธเจ้ากลัว  

สิ่งที่เขียนไว้อีก หรือสาธยายแล้วๆเล่าๆอันคือ ฌาน 4 ในจรณะ 15

ฌาน 4 อยู่ใน“จรณะ ๑๕ วิชชา​๘” ที่เป็นพุทธคุณ ๑ ใน ๙ คือ“วิชชาจรณสัมปันโน”ของพระพุทธเจ้าทีเดียว  และเน้น “ปัญญา-ญาณ-วิชชา” ว่าเป็นยาดำ ต้องรู้-เห็น ด้วย “สัมผัส-สังวร-พิจารณา-รู้แจ้งรู้จริง-ตัดสิน” มาตลอดการปฏิบัติด้วย “จรณะ-ฌาน-วิชชา” มาตลอดสายตาม “ปฏิจจสมุปบาท” เป็นเหตุ-ปัจจัย …

จรณะ15 ต่อเนื่องกันมีเหตุปัจจัย มีศีลเป็นตัวตั้ง แล้วจะเกิดพัฒนาการของจิต ศีลเป็นตัวตั้งแล้วเกิดพัฒนาการของจิต ตั้งแต่วิธีปฏิบัติที่ไม่ผิด 3 อย่าง สำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 ถ้าคุณดันทุรังสำรวมอินทรีย์เดียวมันก็นอกรีตแล้วเพราะคนทุกคนธรรมดามีตั้ง 6 ทวาร แล้วมันจะไปสมบูรณ์ได้อย่างไร ต้องสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 บางคนบอกว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้บอกเลข 6 แต่แล้วมันมี 6 ไหมล่ะทวารทั้ง 6 สัมผัส 6 แม้แต่ตัณหา 6 ท่านก็สอน อย่างนี้เป็นต้น ผัสสะ 6 ก็มี ขาดผัสสะ 6 ไม่ได้ ฟังดีๆ ไม่ได้รังเกียจแต่สงสารที่เขาไปจมอยู่อย่างผิดๆนั้นเสียเวลา 

จรณะ จะมีตลอดไปตั้งแต่ศีล ต้องมี “ปัญญา-ญาณ-วิชชา” ว่าเป็น “ยาดำ” ต้องรู้-เห็น ด้วย “สัมผัส-สังวร-พิจารณา-รู้แจ้งรู้จริง-ตัดสิน” มาตลอดการปฏิบัติ ด้วย “จรณะ-ฌาน-วิชชา”

ปัญญา เป็นตัวตั้งของโลกุตระในศาสนาพุทธ  สองเจริญขึ้นก็คือญาณ สามก็คือวิชชา

สามเส้านี้คือธาตุรู้ของโลกุตระ จะเป็นยาดำแทรกอยู่ ต้องรู้ต้องเห็นด้วยกับผัสสะอย่างแจ้งจริง มีสัมผัสแล้วตรวจธาตุรู้ตัวปัญญาเข้าจะไปเป็นยาดำเข้าไปรู้มีการปฏิบัติสังวรก็จะมียาดำแทรกอยู่ 

สังวรและพิจารณาก็ต้องมีธาตุรู้ปัญญา-ญาณ-วิชชาแทรกอยู่ทั้งนั้น จะรู้จักรู้แจ้งรู้จริง ตัดสิน มียาดำพวกนี้ มีตัวปัญญา,ญาณ,วิชชาแทรกอยู่ทางนั้นแทรกมาตลอดการปฏิบัติเลย ด้วย สามเส้าอีก

“จรณะ-ฌาน-วิชชา” มันจะร่วมด้วยอยู่ในการปฏิบัติที่จะต้องมีทั้งจรณะ ฌาน วิชชา มาด้วยกันตลอดสายตามปฏิจจสมุปบาท เป็นสายอนุโลม-สายปฏิโลม 11 หรือ 12 ที่นับกัน 

ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัย อนุโลม-ปฏิโลม หมายความว่าย้อนกลับบ้าง ไปตามบ้าง เกิดผลเจริญพัฒนาก้าวหน้าไป จนมันเกิดเป็น“วิชชา 8” เป็นกระบวนการสมบูรณ์เลย มันก็จะมียาดำจนเกิดวิชชา 8 

ยาดำคือ “ปัญญา-ญาณ-วิชชา” เป็นยาดำแท้ แทรกใน “จรณะ-ฌาน-วิชชา” 

อนุโลม-ปฏิโลม เกิดผลเจริญพัฒนาก้าวหน้า มี เป็นกระบวนการสมบูรณ์ ตั้งแต่ต้น “วิปัสสนาญาณ-มโน

มยิทธิ-อิทธิวิธญาณ-โสตทิพย์-เจโตปริยญาณ 16” และได้ทบทวนตรวจสอบสรุปผลด้วย “เตวิชโช” บริบูรณ์

อาตมาแสดงธรรม มาตลอดนาน จะ 50 ปี ด้วยฐานที่เป็นจริงมีจริงของตนเอง แสดงในวงการศาสนาพุทธ ในยุคนี้ ยุคครึ่งพุทธกัปของสมณโคดม ฟังชัดเจนนะ กัปปะ 

พุทธศาสนาเป็นพุทธกัป ของสมณะโคดม แต่พุทธกัปของพระพุทธเจ้าองค์อื่นท่านก็มีวาระไม่เท่ากันกี่หมื่นกี่แสนปีก็เป็นเรื่องของท่าน แต่เราไม่พูดอันนั้น เราพูดของพระสมณโคดม ก็จะเข้าใจว่าเป็นบารมีของแต่ละองค์ แต่ไม่ได้หมายความว่าบารมีพระพุทธเจ้าแต่ละองค์ไม่เท่ากัน เท่ากัน แต่เหตุปัจจัยองค์ประกอบมันต่างกัน อย่างเช่นยุคพระสมณโคดมนี่ คนโง่ทางธรรมลงไปตั้งเท่าไหร่แล้ว แต่ฉลาดปราดเปรื่องทางโลกนะ มันจะใกล้กลียุคอยู่แล้ว ก็ต้องช่วยคนได้น้อยสิ แต่คนที่ฉลาดทางธรรมมาก มาฆบูชาตั้ง 3 ครั้ง 5 ครั้งก็แล้วแต่พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ ของสมณโคดมมีมาฆบูชาเพียงครั้งเดียวอะไรอย่างนี้ แล้วมีพระอรหันต์แค่1,250 แค่นั้น พระพุทธเจ้าบางองค์มีเป็นล้านองค์ เราไปเทียบให้รู้แต่ไม่ใช่เทียบเท่าในความเท่า พระพุทธเจ้าทุกองค์ความรู้ความสามารถเท่ากัน ทุกองค์   แต่มาประกาศต่างกันตรงที่องค์ประกอบของศาสนาในแต่ละยุคนั้นต่างกัน พุทธกัปของพระสมณโคดมมีอายุประมาณ 5,000 ปี 

ก่อนอาตมามาเกิดในชาตินี้ พอพูดเป็นนัยว่า ชาตินี้-ชาติก่อนละก้อสนใจๆ ชอบ ชอบนะนิทานแบบนี้ (ฮา..)

ศาสนาพุทธซึ่งเป็นสังขารธรรม อย่างหนึ่งในสังขารทั้งหลาย เป็นสังขารธรรมของจิตนิยาม มันได้เกิดขึ้น แล้วเจริญขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็เสื่อมไป เป็นกฎของไตรลักษณ์ที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป กว่าจะมาถึง 2,500 ปี“การเกิดขึ้น-ตั้งอยู่-เสื่อมไป”ของความเป็นศาสนาพุทธมันเกิดมาหลายรอบแล้ว ศาสนาพุทธของพระสมณโคดมนี่แหละเกิดขึ้นตั้งอยู่เสื่อมไปหลายรอบแล้ว 

แม้แต่ในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่มันก็มีคนปฏิบัติการทำความเสื่อมอยู่แท้ๆ เช่นพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ทำให้เสื่อม พระเทวทัตทำให้เสื่อม  ทำให้เสื่อมลงไป และคนก็ไปหลงติดเป็นลูกศิษย์พระเทวทัตทุกวันนี้ก็มี ลูกศิษย์พระภิกษุฉัพพัคคีย์ก็มี เกิดมากลุ่มแล้วกลุ่มเล่าพวกคณะพวกนี้ ของพระพุทธเจ้ามีตัวอย่างน้อย ถ้าเป็นองค์อื่นก็จะมีตัวอย่างเยอะกว่านี้ อันนี้ตัวอย่างเดียวก็เข้าใจง่าย หลายตัวอย่าง ก็อาจจะสับสน 

สรุปแล้วกว่าจะมาถึง 2,500 กว่าปีมันเกิดขึ้นตั้งอยู่เสื่อมไปมาตั้งหลายรอบแล้ว แล้วก็กอบกู้กันมาตั้งหลายรอบแล้ว 

ผู้ที่กอบกู้อย่างที่พวกเรามีตำนานอย่างชัดเจน แค่ศาสนาพุทธเกิดมาและผ่านไปแค่ 200-300 ปีประมาณนั้น ก็ผิดเพี้ยน พากันเลอะเทอะจนกระทั่งพระเจ้าอโศกมหาราชต้องมาสะสาง เห็นไหม 

แล้วบอกได้ว่า พระเจ้าอโศกมหาราชก็คือ พระเถระของพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งเกิดมา พระเจ้าอโศกมหาราชก็คือ เถระองค์หนึ่งนี่เองของพระสาวกสำคัญของพระพุทธเจ้านั่นแหละ เกิดมาจัดการกอบกู้มาครั้งหนึ่งแล้ว มันจึงเหลือศาสนาพุทธเข้ามาถึงเมืองไทย โดยลูกของพระเจ้าอโศกมหาราช ที่ส่งมาหยั่งลงในไทย 

200-300 ปีของศาสนาพุทธก็เปื้อนแล้ว  เห็นมั้ยความเกิดขึ้นตั้งอยู่เสื่อมไปศาสนาพุทธ 

ยิ่งมาถึง 2,500 กว่าปีแล้วมันหลายรอบแล้ว อาตมาก็ยังระลึกชาติไม่ได้หลายรอบ ถึงระลึกได้ก็ไม่พูด ขนาดนี้ก็ยังแอบมีลิเกกันแล้วไม่ต้องไปติดใจเรื่องเหล่านั้น 

เรื่องของการเกิดขึ้นตั้งอยู่เสื่อมไปอันเป็นกฎไตรลักษณ์มันยังมีซับซ้อนอีกเยอะ 

มาในยุคนี้อาตมาต้องมาทดสอบตัวเองเป็นโพธิสัตว์ปางที่ 7 หนัก เพราะว่าศาสนามันยืนยาวมาเกิน 2,500 ปีแล้ว มันก็ต้องเสื่อมหนักกินลึกซับซ้อนลวงลับละเอียดยากที่จะแยกแยะออกมาสาธยายให้หมดได้ อาตมาพยายามเก่ง ไม่พยายามอมภูมิเลย พยายามแยกแยะ ขยายภูมิจนคนหมั่นไส้แล้ว พยายามที่สุดแล้วไม่ได้ออมมือ ก็ยังได้แค่นี้แหละ ซึ่งมันยากสุดๆเลย

ที่มันยากเพราะว่าผู้ที่มีอยู่นั้นเต็มไปด้วยโมหะและอุปาทาน แต่ถึงอย่างไรอาตมาก็ขอยืนยันว่า ศาสนาพุทธนั้น เป็นศาสนาแห่งความจริง ฟังความนี้ พยัญชนะนี้

ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งความจริง 

ซึ่งเป็นความจริงของปรมัตถสัจจะ อันยืนยันด้วยปรมัตถธรรม 

ปรมัตถสัจจะคือตัวความจริง ปรมัตถธรรมคืออาการของความทรงไว้ 

สัจจะกับธรรมะนี้ เอาแค่นี้ก่อน สัจจะคือเน้นความจริงเป็นความจริง ยิ่งแยกเป็น ส จ จ 

หรือธัมมะ แยกเป็น ธ ม ม ก็ยังต่างกัน คำว่าสัจจะกับธรรมะ 

สัจจะคือความจริงๆ ส่วนธรรมะนั้นบางทีเขาก็แปลว่าความดีความจริงเป็นองค์รวม ถ้าเป็นสัจจะก็เป็น static ถ้าเป็นธรรมะก็เป็น Dynamic

ขอยืนยันว่าอาตมารู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะนามธรรม

รูปธรรมนั้นง่ายเพราะมันนิ่ง  ส่วนนามธรรมนั้นละเอียดลงไปมันรู้ยากกว่า โดยเฉพาะไปแยกแยะรูปธรรมนามธรรม ในธรรมนิยาม 5 

อุตุนิยามยังไม่มีนาม แม้พลังงานพีชะก็ไม่เรียกว่านาม ใครแยกรูปแยกนามแค่นี้ไม่ออก พีชนิยามเป็นอรูป ไม่เป็นนาม ไม่มีทุกข์ไม่มีสุขไม่มีกรรมวิบาก 

ผู้ที่สามารถแยกแยะชัดเจนไปถึงธรรมนิยาม 5 อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม

ก็จะสามารถแยกจิตแยกกายออกจากกันได้ แยกแยะรูปกับนามออกจากกันได้ 

แยกแยะความจริงของสารพัดทั้งหมดได้ ไม่เช่นนั้น เมื่อจะตายคุณจะแยกธาตุจิตของคุณให้เป็นอุตุนิยามสูญสลายธาตุจิตไปเป็นอุตุ มันจึงจะไม่กลับมารวมตัวเป็นชีวะอีก คุณก็ทำไม่ได้ 

เห็นมั้ยว่า มันมีความจริงของความเป็น“ธาตุ”อยู่จริงลึกซึ้งยิ่งนัก กว่าจะเป็นอรหันต์ได้จริง

การเป็นอรหันต์ง่ายไหม? แต่สู้ไหม.. (เสียงขานรับว่า) สู้ ดังสนั่น

ไม่ง่ายแต่สู้ โอ้…

ทำไมสู้ล่ะ…1) มันสมควรได้ และ 2) มันได้มาบ้างแล้ว เห็นชัดเจนว่ามันสมควรได้และมันก็ได้มาแม้จะน้อยก็ตาม ก็ชัดเจน ยิ่งคนไหนที่แน่ใจว่า เราโสดาบันผ่าน สกิทาฯ หรือบางคนสกิทาฯเราก็ผ่าน แต่อย่าเพิ่งไปสรุปง่ายๆ มีหลายคนที่พวกเรานึกว่าเราเป็นอรหันต์แล้ว แต่นี่ยังไม่ใช่ เลยดีนะ ที่ไม่ขายหน้าแสดงออก 

คนที่ซื่อสัตย์กับความจริงมันดี เพราะฉะนั้นคำว่าความจริงคำนี้มันลึกซึ้งที่สุดเลย สมมุติสัจจะก็เป็นความจริง ปรมัตถสัจจะก็เป็นความจริง ซึ่งต้องใช้ให้ถูกกาละ เทศะ ฐานะ    

ปรมัตถ์คือเนื้อแท้ที่มันที่สุด สมมุติออกมาข้างนอก ปรมัตถ์เข้าไปข้างใน ก็ไปหาจิตเจตสิกรูปนิพพาน ส่วนสมมติก็เข้ามาหาโลกเข้ามาหาจักรวาล เข้ามาหาวัตถุต่างๆ หรือองค์ประกอบของลีลาต่างๆนานา ก็ต้องชัดเจนในสภาวะพวกนี้ 

อาตมาขยายความไปก็คงจะพอเข้าใจว่าอาตมาไม่ได้ดูถูกมหาบัว ไม่ได้“ดูถูก”พวกนั่งหลับตา แต่สงสารเขา ถึงได้พยายามบอกความจริง ตำหนิติเตียนอย่างกระหน่ำกันให้รู้ว่าผิดหนักอยู่นะ เลิกกันเสียที ก็เพราะสงสาร ประสงค์จะให้เข้าใจ เห็นจริงว่า มันผิด เลิกเถอะ “หลับตา”ปฏิบัติอย่างนั้นอาตมาทำมาแล้ว ทำมาอย่าหนักหนาสาหัสด้วย ไม่ใช่อาตมาไม่รู้จัก“ภูมิธรรม”แบบหลับตาปฏิบัติ 

อาตมารู้ทั้ง ๒ ทาง ทั้งทางผิด กับทางถูก  จึงสามารถยืนยันได้ว่า อะไรผิด-อะไรถูก ไม่ใช่โมเม ไม่ใช่เดาเอา ไม่ใช่ยังไม่รู้จริง เพราะรู้จริงจึง“ดูถูก-พูดถูก-ยืนยันถูก”อยู่ย้ำๆซ้ำๆนี่ไง ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลย 

แต่พวกหลงยึดหลับตาปฏิบัตินั่นแหละ ไม่ฉลาดกันสักที ดันทุรังงมงายกันอยู่ เพราะอคติกับตัวอาตมา รู้ไม่ได้ว่า อาตมาเป็นผู้รู้ความถูกต้องตัวจริง อาตมาก็บอกแล้วบอกอีกว่าอาตมาคือ“สยัง อภิญญา”ที่เป็นสัมมัคตา สัมมาปฏิปันนา ผู้เกิดมาในยุคนี้ที่จะนำเอา“สัมมาทิฏฐิ ๑๐”ของพระพุทธเจ้าออกสาธยายขยายความประกาศให้ชาวพุทธรู้ตามได้อย่าง“สัจฉิ กัตตวา” คือรู้แจ้งตามอย่างกระจะกระจ่างแล้วทีเดียว 

แต่ที่แท้ก็เพราะพวกเขาไม่มี“ความฉลาด”ที่เรียกว่า“ปัญญา”ตัวจริงกันแล้ว ความฉลาดมันเหลือแต่“เฉโก”ที่เป็นโลกียภูมิ มันยังไม่เกิด“อัญญธาตุ”ในจิตวิญญาณกัน มันจึงยากยิ่งอยู่อย่างนี้ ตามความเป็นจริง อาตมาก็เข้าใจเห็นจริงตามความเป็นจริงนี้อยู่แท้ อาตมาไม่ได้“ดูผิด” อาตมา“เห็นความถูก”นี้อยู่จริงๆ

ซึ่งไม่ได้“ดูถูก”แต่เห็นอย่างรู้จักรู้แจ้งรู้จริงว่า พากันไปหลง“ผิด”ว่า“ถูก” จึงขอยืนยันว่า“ดูไม่ผิด” ก็คือ “ดูถูก”นั่นเอง คือ“ถูก”ความจริง มันจึง“เห็น”ความจริงต่างหาก ว่า“ผิด’ว่า“ถูก” ว่าอะไรคืออะไร? ส่วนไหนคือส่วนไหน? ที่“ถูก”แท้

ผู้ที่รู้“ความผิด”ของผู้ผิดแล้วใจดำไม่บอก“ความผิด”ให้คนผิดรู้ตัวนั้นเป็นคนผิด เป็นคนไม่ช่วยคน มันคือ

ความไม่ดี อาตมาจึงต้องบอก“ความผิด”ให้คนผิดรู้ตัว แม้เขาจะไม่ยอมรับผิด ก็พยายามให้เขาเข้าใจความจริง แม้เขาจะไม่ชอบใจ ก็ต้องทำ เพราะอาตมาไม่ได้“ทำงาน”เพื่อให้ใครมาชอบใจ มายกย่องอะไร อาตมาทำงานที่เป็นผู้“ยืนยันความจริงในธรรมของพระพุทธเจ้า” 

เมื่อเห็น“ความผิดไป”จากความถูกของพระพุทธเจ้า อาตมาก็ต้องช่วยแก้ไข ต้องตำหนิสิ่งผิด ยกย่องสิ่งถูก 

แต่การยกย่องสิ่งถูกนั้น มันไม่มีให้ยกย่อง ถ้ายกย่องในขณะนี้มันก็มีแต่ในพวกชาวอโศก ก็ยิ่งกลายเป็นยกย่องตนเอง เขาก็ยิ่งหลงผิดซ้ำเติมเข้าไปอีก ว่า มันยกย่องแต่ตัวมันเอง แล้วตำหนิแต่ผู้อื่น

นี่คือ ความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่อาตมาก็ต้องจำนน ทำอยู่อย่างซ้ำซาก น่าเบื่อ แต่มันก็ต้องทำ ไม่ได้จำใจทำ แต่มันต้องพากเพียรใจอุตสาหะกำลังกายเข้าไปทุกส่วน“ทำ”ให้เต็มความพยายาม ช่วย“คนผิด”ที่เขาไม่รู้ตัว หรือรู้แล้วแต่ยังดื้อด้านยึดมั่นถือมั่นอยู่ด้วยอัตตามานะนั่นแหละ ไม่ช่วยก็ไม่ได้  

เพราะคนผิดที่ทำความผิดอยู่มันเป็นโทษเป็นภัยต่อตนเอง ทั้งต่อสังคม ต่อผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา ต้องแก้ไขไห้ได้ ไม่เช่นนั้นมันก็ปล่อยให้คนในโลกเสื่อม โลกต่ำลง เพราะคนตกต่ำ คนเลวอยู่ต่อไปอยู่ โลกก็แย่ลงๆ 

ส่วนผู้รู้“ความถูก”ของคนถูกนั้น ไม่บอก“ความถูก”ให้คนถูกเขารู้ ก็ไม่เป็นคนผิด จะว่าเป็นคนไม่ช่วยคนก็ไม่ได้ และจะว่ามันคือไม่ดี ก็ไม่ได้ แต่ถ้าบอกหรือช่วยยืนยันเขาว่าเขาดีและให้ดียิ่งขึ้นๆ อย่าให้คนดีเหลิงก็แล้วกัน ก็คือไม่เสียหาย 

และที่สำคัญยิ่งยวดคือ เรื่องความดีของคนดีนี้มันไม่เป็นความจำเป็นที่จะต้องรีบเตือนเขาในสังคมยิ่งกว่า การรีบเตือนหรือให้สัญญาณคนผิดนั้นเป็นความจำเป็นยิ่งยวด มันจำเป็นมากกว่าสำคัญกว่ายิ่งๆจริงๆ

คนที่เอาธุระกับการบอกคนผิดให้รู้ตัวว่าผิด มันเป็นการทำผิดอย่างไร? แค่ไหน? ด้วยความจริงใจ  และให้เลิกทำความผิดนั้นๆเสีย เป็นคนทำเพื่อสังคมอย่างยิ่ง ทำเพื่อโลกอย่างยิ่งต่างหาก 

ส่วนคนที่ไม่เอาธุระกับการบอกคนผิดให้รู้ตัวว่าผิดเลย ปล่อยให้เขาทำผิดปู้ยี่ปู้ยำตนเองและสังคมอยู่ คือคนใจดำ ถึงขั้นอำมหิตเชียวนะ 

ข้อสำคัญก็คือ คนผู้นั้นเขาไม่มีความรู้จริงใน“ความผิด-ความถูก”ของโลกุตรธรรมพระพุทธเจ้าอย่างมั่นใจแท้

อย่างชัดเจนชัดใจในสัจจะโลกุตระจริง ต้องชัดในสัจจะจริงๆ 

อย่าไปว่า“คนไม่ผิด”ว่าเขาผิดทีเดียว ต้องรู้แจ้งรู้จริงว่าคนผิดนั้นผิดจริง ผิดอะไร? ผิดอย่างไร? แก้ไขอย่างไร? ด้วยใจเมตตาปรารถนาดี ซึ่งอาตมาก็ขอยืนยันว่าอาตมาทำอย่างนี้อยู่จริง ส่วนใครจะเชื่อหรือไม่ มันบังับกันให้เชื่อไม่ได้ อาตมามีแต่ควจรองที่บริสุทธิ์ใจเท่านั้น  

จึงต้องบอกคนผิดให้ถูกตัวและยืนยันความผิดนั้นๆว่าอย่างไร? ให้ชัดเจนชัดแจ้งด้วย ไม่งั้นมันใจดำต่อเขา 

งานนี้เป็นงานสำคัญของสังคมยิ่งๆ คนผู้ไม่เอาธุระเรื่องนี้จึงควรเข้าใจคนชนิดนี้ให้ได้ว่า เขาทำงานเพื่อสังคมจริงๆนะ และผู้จะทำด้วยความจริงที่มี และตั้งใจทำอย่างบริสุทธิ์ใจตั้งใจจริงๆนั้นมันหายากด้วย 

มันเสแสร้งแกล้งทำกันไม่ได้ ถ้าไม่รู้จริง มันทำไม่ได้นานหรอก เดี๋ยวขี้เท่อก็โผล่ออกมาให้เห็น เพราะมันจะนำ“ความถูก-ความผิด”มาแจกแจง มายืนยันไม่ได้ ไม่นานความจริงก็จะประจักษ์ออกมาเอง ผู้ที่รู้ยิ่งจริงกว่าก็จะออกมาตำหนิ ล้มล้างเองแหละ 

แต่ถ้าตำหนิ“ถูก” ด่าว่า“ถูก” มันก็ตำหนิไปได้เรื่อยๆ ถึงขั้นด่าว่ากันไปได้ คนจะจำนนต่อ“ความจริง” ผู้รู้ก็ค้านไม่ได้ ผู้ไม่รู้ยิ่งจำจำนนต่อ“ความผิด”ของตนในที่สุด คอยดูกันต่อไป คอยพิสูจน์สัจจะนี้กันเถิด 

อาตมาตำหนิตักเตือนทั้งฆราวาส และนักบวช ถือเป็นงานประจำชีวิตทีเดียว เพราะเป็นงานดีที่สุดของความเป็นคน แม้แต่พระพุทธเจ้าเป็นกษัตริย์แท้ๆ ยังออกมาทำงานชี้ถูก-ชี้ผิดให้มวลมนุษยโลก แทนทำงานปกครองบริหารประเทศของพระองค์ โดยพระองค์ไม่ไยดีการบริหารบ้านเมืองเลยของพระองค์เลย ทิ้งฐานะตำแหน่งอันยิ่งใหญ่ที่มนุษย์ในโลกฆ่าแกงแย่งชิงกัน มาเอาธุระชี้ถูก-ชี้ผิดอย่างเป็นสัจจะ เห็นมั้ยล่ะ?       

 

อาตมาตำหนิทั้งฆราวาส ทั้งนักบวช เช่น ฆราวาสก็ตำหนิทักษิณเป็นต้น ทักษิณนั้นก็ไม่ต้องพูดอะไรมากหรอก เพราะทางโลกเขาเอาภาระกันอยู่แล้ว ยิ่งกว่านักบวช ที่ไม่ค่อยเอาภาระกันเท่าไหร่ ซึ่งมันก็เพราะนักบวชเองไม่มีปัญญารู้จักรู้แจ้งรู้จริงใน“ความถูก-ความผิด”โลกุตระจริงนั่นเอง จึงไม่มี“ความอาจหาญแกล้วกล้า(อาสโภ)”ที่จะว่า หรือตำหนิผู้ผิดได้ ถ้ารู้จักรู้แจ้งรู้จริงใน“ความถูก-ความผิด”โลกุตระจริงผู้นั้นจะไม่ดูดายเด็ดขาด เพราะมันสำคัญยิ่งกว่าความถูก-ความผิดของ“โลกียะ”อย่างสำคัญยิ่งๆ

อาตมาตำหนิ และสาธยายความหมาย เนื้อหา ของธรรมะต่างๆมาจะ ๕๐ ปีแล้ว ก็มากมายหลากหลายอยู่นะ แต่ผู้มีภูมิรู้ในโลกยุคนี้ มันมีไม่พอ จึงไม่เห็นสำคัญ และไม่ส่งเสริมอาตมา ซึ่งความจริงในเรื่องนี้อาตมาก็รู้ดีอยู่

ซึ่ง“ความผิด”เรื่องหลักๆใหญ่ยิ่งที่ไปหลงผิดกันอย่างหนักก็คือ ไปหลง“หลับตา”ปฏิบัตินี่แหละ

“หลับตา”ปฏิบัติมันเป็นความผิดทั้งหมด เพราะ“หลับตา”ปฏิบัติมันไม่มี“ปัจจุบัน” มันมีแต่“อดีตกับอนาคต” 

เพราะ“ความจริง”ที่จริงที่สุดคือ“ปัจจุบัน” ส่วน“อดีตกับอนาคต”นั้น มันเป็นเรื่อง“นอกกาละ”

“อดีต”ก็ผ่านกาละเลยไปแล้ว “อนาคต”ก็ยังมาไม่ถึง ดังนั้นการไปหลงปฏิบัติกับ“อดีตหรืออนาคต”แยู่มันก็เป็นการเพ้อฝันงมงายอยู่เท่านั้น ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ทรงตรัสบอกแล้วว่า มันมีแค่“อดีต ๑๘”และ“อนาคต ๔๔” เท่านั้น อยากเรียนรู้บ้างก็เรีบยนเอาจากอดีต ๑๘ อนาคต ๔๔ ซึ่งมันก็ไม่ง่าย เพราะมันไม่เป็น“ภาวะที่สัมผัสอยู่หลัดๆในปัจจุบัน”นำมารู้จักรู้แจ้งรู้จริง มันเป็นส่วนที่“นอกกาละ” ต้องศึกษาจาก“ปัจจุบัน”เท่านั้นที่เป็น“ในกาละ” เป็น“ทิฏฐธรรม”หรือ“ทิฏฐกาล” คือ“ปัจจุบันชาติ” อันเป็น“ความเกิดอยู่ในบัดเดี๋ยวนี้โต้งๆหลัดๆ”แท้ จริงที่สุดกว่า“อดีต”หรือ“อนาคต”จริงๆ 

ศาสนาของพระพุทธเจ้าจึงไม่ไปมัวเสียเวลาโง่ๆงมงายอยู่กับ“อดีต-อนาคต” ซึ่งก็คือศาสนาของเดียรถีย์เก่าก่อนหรือแม้ปัจจุบันนี้ ที่ยังไม่เลิกโง่ จึงงมๆคลำๆอยู่กับ“อดีต-อนาคต”ที่พากัน“หลับตา”คลำกันอยู่นี้ไง

“หลับตา”ไม่ใช่“ปัจจุบัน”มันไม่อยู่กับ“ความจริง”

“ความจริง”ที่คนทุกคนที่มี“ทวาร ๖”บริบูรณ์จึงจะร่วมกันยืนยันลงมติกันได้ มีมติร่วมกันได้ว่า“จริง” 

แต่“หลับตา”ไปอยู่ในภพของตนเองคนเดียวมันอยู่กับ“ความจำ”กับ“ความคิดทั้งเก่าทั้งใหม่”ที่มันเพ้อเจ้อ ฟุ้งซ่าน เอาอะไรมายืนยัน“สัมผัสร่วมกัน”โต้งๆ หลัดๆโทนโท่ที่ทีตาหูจมูกลิ้นกายภายนอก อันมี“ใจ”ภายในร่วมรู้กันกับผู้อื่นครบครันอยู่ทั้งหมดทั้งสิ้นไม่ขาดตกบกพร่อง ไม่ได้

ถ้าเข้าใจความเป็น“อดีต-อนาคต”และ“ปัจจุบัน”ว่าอะไรเป็น“ความจริง”อย่างไรกันแท้ๆได้ ก็จะพูดกันต่อไปรู้เรื่องกันได้ดี แต่ถ้ายังขืนเอาแต่งมอยู่กับ“อดีต-อนาคต”อยู่ไม่ยอมรับว่า“ปัจจุบันชาติ”เท่านั้นที่เป็น“ทิฏฐกาล”ที่จะปฏิบัติเป็น“ทิฏฐธรรม”อันจะพาบรรลุถึงที่สุดกันได้ นอก“ปัจจุบัน”เป็นไปไม่ได้ ก็คงต้องปล่อยผู้ที่หลงยึดเอาแต่จะงมโข่งอยู่แต่กับ“อดีต ๑๘-อนาคต ๔๔”กันไปตามที่ชอบๆแล้วกัน

“หลับตา”ปฏิบัติมีมากวิธี มากแง่ มากเชิง สาธยายกันไม่หมด  

มีทั้งแบบมืด ทั้งแบบสว่าง คือหลง“อาภัสราภูมิ” หรือหลง“ว่าเป็น“สุภกิณหาภูมิ”     

แม้แต่นักบวชที่นั่งหลับตา อย่างธัมมชโยเล่นทั้งทางสว่างและทางมืด อาภัสราและสุภกิณหา ทั้ง ๒ โง่ 

อาตมาเคยอธิบายแล้วว่า ผู้ที่หมดอุปาทานหลับตาไปก็จะมืดไม่เห็นแสงอะไร    หลับตาอยู่ในที่มืดจริงๆนอนหลับ

ไปมันก็ไม่มีแสงอะไรไปกระทบมันก็มืด แต่ถ้าใครยังเห็นแสง เห็นสีอย่างไรก็เป็นอุปาทานทั้งนั้น คนที่สนิทแล้ว ไม่ต้องไปนั่งหลับตาสะกดจิตแล้วถึงจะสนิท ไม่ต้องหรอก ใช้สามัญนี่แหละลืมตาปฏิบัติ คุณจะไม่มีอุปาทานอะไร หลับตาคุณก็ดับมืดเฉยๆ ถ้าจิตใจคุณนิ่งคุณหยุดก็ไม่เห็นจะปรุงอะไร แต่ถ้ามีเรื่องจะรู้คุณก็มีบารมี ตามรูปของคุณเองถ้าคุณฟุ้งขึ้นมาแล้วคุณทำให้หลับไม่ได้ ก็ตัวใครตัวมันนะ ต้องดูตัวคุณเอง 

อาตมายืนยันหลักฐานอ้างอิงตามพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐนี่แหละ แม้แต่ฉบับเดียวนี้อาตมาก็ขอรับรองว่าคุณศึกษาตามพระไตรปิฎกฉบับนี้คุณเป็นอรหันต์ได้ ขอยืนยันเป็นโพธิสัตว์ได้ด้วยอย่าว่าแต่เป็นพระอรหันต์ ทั้งๆที่พระไตรปิฎกเล่มนี้ไม่ได้ให้ความสำคัญกับความเป็นพระโพธิสัตว์เลย พระไตรปิฎกฉบับนี้ไม่มีความรู้เรื่องพระโพธิสัตว์ขอยืนยัน บอกได้เลย ผ่านคำว่าโพธิสัตว์ก็ไปอย่างนั้น ไม่ได้ขยายความคำว่าโพธิสัตว์ เพราะท่านตั้งพระทัยสอนเฉพาะเรื่องความเป็นอรหันต์เท่านั้น และยิ่งพระมหากัสสปะผู้เป็นเถรวาทะ ๑๐๐ % เป็นหัวหน้ารวบรวมพระไตรปิฎกฉบับนี้ด้วย ก็ยิ่งเป็นการเน้นเฉพาะ“อรหันต์” ส่วนเรื่องของ“โพธิสัตว์”ไม่ได้รวบรวมไว้ด้วยเลย ขอให้ทำความชัดเจนในประเด็นนี้ดีๆเถิด ว่า เถรวาทะนั้น เรื่องโพธิสัตว์มีน้อยอย่างยิ่ง แทบไม่มีเลย    

และพระพุทธเจ้าสมณโคดมก็ทรงยืนยันแล้วว่า“เราสอนเธอเพียงใบไม้กำมือเดียว” ท่านไม่ได้สอนใบไม้ทั้งป่า ท่านก็ยืนยันของท่านแล้ว สั่งสอนใบไม้กำมือเดียวเสร็จแล้วก็เสด็จไปดีแล้ว พระชนม์ 80 ปี 

ท่านเป็นตัวอย่างของผู้มักน้อย ซึ่งยุคนี้เป็นยุคที่จะต้องถ่วงดุลด้วย“ความมักน้อย”อย่างหนักนาสาหัสมาก เพราะกิเลสคนยุคนี้มันหนาหนักสุดๆ คำสอนของพระพุทธเจ้าสมณโคดมจึงต้านค้านแย้ง“ความมักมาก”เต็มที่ ไม่ส่งเสริมให้คน“มักมาก” เพราะพระองค์ทรงรู้ยิ่งว่า ยุคกาลของพระองค์เป็นขั้นปลายของภัทกัปป์แล้ว ศาสนาพุทธในภัทกัปป์นี้มีแต่จะหรี่หายไปกับกลียุค นี่ก็ใกล้จะถึงกลียุคจริงๆกันแล้ว พุทธศาสนาของพระสมณโคดมยาวยืนต่อไปอีกถึง พ.ศ. ๔,๐๐๐ ขึ้นไป ก็เข้ากลียุคกันล่ะ พ.ศ. ๑,๐๐๐ ปีสุดท้ายสังคมจะเลวร้ายยิ่งกว่านี้อีกหลายเท่านักกว่านัก ใครที่มีวิบากจะต้องเกิดในกลียุคก็จงรับรู้ถึงทุกข์แสนสาหัสที่ว่านี้ไว้เถิด นี่ไม่ใช่อาตมาพยากรณ์ ไม่ใช่การไปบันดาลให้เกิด แต่สัจจะของสัจจะต้องเป็นเช่นที่ว่านี้ด้วยตัวมันเอง ตามเหตุปัจจัยของกาลที่เป็น“กลียุค” มันจะต้องเป็นเช่นนั้น ความจริงมันหนีความจริงไปไม่ได้ มันต้องเป็นเช่นนั้นตามกาละแห่งความเป็นจริงแท้ๆ  ผู้ยังมี“ตน”อยู่ใน“กาล”นั้นแม้บรรลุเป็นอรหันต์แล้ว ก็ยังอาศัย“กุศล”ไปกับความเป็นชีพ 

ดังนั้น คนจึงทำหน้าที่ศึกษาจัดการ“ทำกรรม”ของตนเองให้สั่งสม“กุศล”ให้แก่ความเป็นชีพ เพราะเมื่อใครจะ “กำจัดกิเลสของตน”ได้้หมดสิ้นแล้ว แต่ยังอยู่ใน“กาล” ก็สามารถ“หลุดพ้นทุกข์”จาก“กลียุค”นั้น แม้เราจะต้องเกิดร่วมไปใน“กลียุค”ที่เลวร้ายนั้นก็ไม่มีวิบากทุกข์“เวทนา(ความรู้สึก)ไม่ร่วมคลุกคลีละเลงกับความร้ายสาหัส”นั้นๆกับโลกเขา ตามบารมีของตน ที่มีจริง  นี่อาตมาพูดตามความมีจริงของตนเองที่เป็นจริงสู่ฟังนะ!

“กรรมเป็นของของตน”จึงสำคัญมาก จะเป็น“บุญ”ก็ด้วย“กรรม” จะเป็น“กุศล”ก็ด้วย“กรรม” คนจะสร้างแต่“กรรมดี”หรือต้อง“กำจัดกิเลส”ให้มันหมดๆไปได้จริงๆก็ด้วย“กรรม” เราจะสามารถ“อยู่เหนือ”องค์ประกอบของโลกแม้ใน“ยุคกัปป์ที่เลวร้าย”ใดๆอย่างมีภูมิคุ้มกันจริงๆได้จริง

คนนี่แหละเป็นผู้คัดสรรและสร้างสรรค์“กรรม”ของตนให้เกิดความสมดุลอยู่ในโลก ไม่ใช่ God(พระเจ้า)เด็ดขาด    

ขอยืนยัน และความจริงมันก็พิสูจน์ความจริงนี้อยู่ในโลกที่คนทั้งหลายในโลกล้วนรู้จักรู้แจ้งรู้จริงกันได้

ถ้าหากยุคใดในประเทศชาติ“คน”มันน้อยแล้ว กลายเป็นว่ามีแต่คนแก่ เด็กรุ่นหลังเกิดมาก็น้อย มันก็ต้องรีบระดมให้คนแต่งงานเยอะๆ จะได้เกิดคนเพิ่มขึ้นมา มันก็เป็นธรรมดาธรรมชาติของโลกที่เขาจำเป็น ไม่อย่างนั้นประเทศเขาก็แย่ พลเมืองเขาก็น้อยลงไม่พอที่จะร่วมเป็นมวลสร้างสรรค์ในสังคมนั้นๆในกาลยุคนั้น อะไรต่ออะไรก็ไม่พอ สังคมคนมันก็ทุกข์ มันขาดแคลนมันก็ต้องสร้างเสริมส่วนที่ขาดความสมดุลเป็นองค์ประกอบให้ได้สัดส่วนพอดี สมดุล จึงจะเป็นไปดี อย่างนี้เป็นต้น

แม้แต่เรื่องของ“ใจในใจ”หากเกิดความไม่สมดุลขึ้นในใจ คนผู้นั้นก็ทุกข์ ก็ต้องจัดการบำบัดทุกข์ของตนตามประสา ผู้ที่จัดการได้แค่โลกียะ ก็ทำ“สมดุล”แบบโลกียะ จึงเกิด“ผล”เป็นโทษเป็นภัยออกมากระทบผู้อื่นในโลก  ส่วนผู้ที่จัดการได้ถึงขั้นโลกุตระ ก้ทำ“สมดุล”แบบโลกุตระ ก็จะเกิด“ผล”ไม้เป็นโทษเป็นภัยออกมากระทบผู้อื่นในโลกได้เท่าที่มี“ภูมิธรรม”ตามลำดับโสดาบัน-สกทาคามี-อนาคามีก็จะเหลือโทษภัยอยู่น้อยลงๆตามลำดับ จนกว่าจะบรรลุอรหันต์โน่นแหละจึงจะหมดโทษหมดภัยในโลก

ซึ่งล้วนเป็นเรื่องของ“กรรม”ของ“วิบาก”ทั้งนั้น เรื่อง“กรรม”เรื่อง“วิบาก”จึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งใหญ่กว่า God หรือพระเจ้า เพราะคนทุกคนถ้าเรียนรู้ตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้าแล้วจะสามารถจัดการ“กรรม”ของตนได้ เกินกว่าพระเจ้าจะควบคุมบงการ โดยพระเจ้า หรือ God ไม่มีสิทธิ์ใน“อัตตาหรืออาตมัน”ของเราเลย เพราะเราเองสามารถทำ“อัตตาหรืออาตมัน”ของตนเองให้“สูญสิ้นไปจากพระเจ้า จาก God ได้จริงถึงขั้น“ปรินิพพานเป็นปริโยสาน” นั่นคือ “ดับอัตตาหรือาตมันของตนเอง”ให้สูญสิ้นไปจากอำนาจของพระเจ้า เป็น“อุตุธาตุ”ไปเลย โดยพระเจ้าจะยึดเอา“อัตตาหรืออาตมัน”ของเราไปเป็นของท่านนิรันดรไม่ได้เลย 

เพราะ“เราทำอัตตาหรืออาตมัน”ของเราให้หมดความเป็น“อัตตาหรืออาตมัน”จาก“พระเจ้า”ไปได้จริงๆ

พ้นความเป็น“อัตตานิรันดร”ที่จะอยู่กับพระเจ้าไปอย่างสิ้นทราก ชนิดที่เกิินกว่า“พระเจ้า”จะมามี“อำนาจ” มากกว่าคนที่เป็น“ตัวเขาเองหรือตัวเราเอง”ทำกับ“ตัวเอง” โดยคนผู้นี้ไม่แคร์“พระเจ้า”แม้แต่น้อย

“ตัวเอง”จึงยิ่งใหญ่กว่า“พระเจ้า”ด้วยประการฉะนี้

ลัทธิหรือศาสนาที่ชัดเจนยิ่งสัมมาทิฏฐิในความเป็นพระเจ้า ก็จะไม่มี“พระเจ้า”ในหัวใจ จึงไม่กลัวพระเจ้า ไม่เกรงพระเจ้าเลยแม้แต่น้อย จะเป็นตัวของตัวเองเต็มตัว ที่ตนเองนั่นแหละที่มี“กรรมเป็นของตน-ตนเป็นทายาทของกรรม-กรรมของตนพาเกิดพาเป็นไปเอง-กรามเป็นเผ่าพันธุ์-กรรมเป็นที่พึ่งอาศัย

จึงกลัว“ตัวเอง” เกรง“ตนเอง”จะทำ“กรรมเอง” แล้ว“ตนเองก็จะเป็นไปตามกรรมนั้นๆของตนเอง” 

ไม่มี“พระเจ้า God”ใดมายิ่งใหญ่กว่า“กรรม”ของตนเองเป็นอันขาด 

ลัทธิหรือศาสนาที่ชัดเจนยิ่งสัมมาทิฏฐิในความเป็นพระเจ้า ก็จะไม่มี“พระเจ้า”ในหัวใจ จึงไม่กลัวพระเจ้า ไม่เกรงพระเจ้าเลยแม้แต่น้อย จะกลัว“กรรม”เกรง“กรรม”ของตนเอง จะเป็นตัวของตัวเองเต็มตัว ที่ตนเองนั่นแหละที่มี“กรรมเป็นของตน-ตนเป็นทายาทของกรรม-กรรมของตนพาเกิดพาเป็นไปเอง-กรามเป็นเผ่าพันธุ์-กรรมเป็นที่พึ่งอาศัย จึงอยู่กับ“กรรม” จัดการกับ“กรรม”ของตน ให้ตนเป็นผู้“อยู่เหนือ”การจัดการ“กรรม” ของตนเองเป็นที่สุด กระทั่งสามารถ‘ทำมโนกรรม”ของตนให้เป็น“อุตุธาตุ”เป็นที่สุดได้สำเร็จจริง สูญสิ้นไปจากกาล หรือจากโลก จากจักรวาลใดๆ เป็น“สูญ”ไปจริงๆ

เอาล่ะ ..เรื่องกรรมวิบากที่เป็นอจินไตยนี้ ก็ขอเอาแค่นี้ไม่ขยายความมากกว่านี้แล้ว 

สรุปเข้าที่เป้าหมายอาตมาทำงานมาจะ 50 ปีแล้ว ได้มรรคได้ผลขนาดนี้ที่อาตมาเปิดเผยไปมากแล้วว่าในพวกเรามีพระอรหันต์ จะเป็นอรหันต์แต่ละชั้นขั้นไหนๆก็แล้วแต่ บางท่านก็เป็นโพธิสัตว์ในพวกเรานี้เป็นโพธิสัตว์พยายามบำเพ็ญอยู่ แต่มันยังไม่ขึ้นเต็มก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องไปอยากรู้หรอก ถึงขีดถึงเขตมันมีเหตุปัจจัยเพียงพอ เหตุปัจจัยมันครบ ภูมิธรรมภูมิปัญญาของคุณก็สามารถรับรู้ได้ด้วยไปเองแหละ รู้ในสิ่งที่มันครบครันคุณก็ตัดสินได้ จะมีปฏิภาณปัญญาตัดสินเข้าใจแล้วมันก็จะแม่นไปตามลำดับ ขอให้พยายามเรียนรู้ความเป็น“ลำดับ”ตามไตรสิกขา“ศีล-สมาธิ-ปัญญา”กันให้ได้อย่างสัมมาทิฏฐิกันเถิด 

อย่าปฏิบัติโดยไม่มี“ศีล”เป็นหลักในการปฏิบัติเป็นอันขาด มันจะไม่ใช่“ไตรสิกขา”ของศาสนาพุทธ

ศาสนาพุทธต้องเจริญด้วย“อธิศีล-อธิจิต-อธิปัญญา”จึงจะก่อให้เกิด“วิมุตติ” 

ศาสนาพุทธไม่ใช่ไป“หลับตา”ปฏิบัติโดยไม่มี“ศีล”เป็นตัวกำหนด“อธิจิต-อธิปัญญา-อธิมุติ”เป็นอันขาด

[อธิบายขยายความพลวัตของ“ศีล-สมาธิ-ปัญญา”แทรกไว้ตรงนี้ให้กระจ่างๆขึ้นอีก]

มีคนท้วงว่า อาตมาไปมัวท้วงว่าพวกหลับตาเขาทำไม? แล้วแนะนำให้อาตมามาอธิบายอริยสัจ ๔ นั่นเถิด ไปเสียเวลาท้วงเขาอยู่ทำไม? 

อาตมาก็ขอขอบคุณด้วยความเห็นที่ปรารถนาดี แต่อาตมาต้องพูดเรื่อง“หลับตา”ก่อน ให้คนเข้าใจว่า ถ้าคนไปงมอยู่กับการปฏิบัติว่าจะต้อง“หลับตา”นั้นมันถูกต้อง มันไม่มีวันจะเรียนรู้“อริยสัจ ๔”ได้เลย มันต้องหยุด “หลับตา”ให้ได้ก่อน จึงจะมาเรียน“อริยสัจ ๔” ถ้าไม่พูด ไม่ท้วงให้หยุด เขาก็เอาแต่“หลับตา”ปฏิบัติ ไม่หยุดกันแล้วปล่อยให้เขาหลงผิด“หลับตา”ไป งมงายไปอยู่่อย่างนั้นตลอดไป อาตมาก็ว่ามันไม่ถูกนะ มันใจดำด้วย 

พอเข้าใจมั้ยว่า อาตมาต้องจัดการกับคนที่“หลับตา”นี่ก่อน เชื่อมั้ยล่ะว่าทุกวันนี้คนไทยเชืื่อสนิทใจกันแล้วว่าการปฏิบัติธรรมที่จะบรรลุผลนิพพานกันนั้นต้อง“ทำสมาธิหลับตา” ซึ่งมันมีมากเกือบจะทั้งประเทศมั้ง!

มันจึงต้องช่วย“ปลุก”ตรงนี้กันก่อน ขนาดอาตมาพูดท้วงเรื่องนี้ให้รู้ ให้เข้าใจ ให้ตื่นจากที่หลงมืดงมงายอยู่กับการ“หลับตานี้มา จะ ๕๐ ปีแล้ว มันยังกระเตื้องกันแค่นี้อยู่เลย มันติดยึดกันหนักหนาสาหัสจริงๆ จึงต้องขุด ให้ถึง ต้องตีให้แตกแยกแยะกันให้กระจะกระจ่าง ทั้งซ้ำซาก ทั้งละเอียดลออ อ้างอิงหลักฐาน ยืนยันความผิดกันให้รู้จักรู็แจ้งร้จริง“ความถูก”กันให้ได้ ไม่เช่นนั้นสอนไปพูดไปก็ไม่มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มากแน่นอน  

ผู้ที่เขาไม่หลับตา เขาก็ไม่หลงผิด เมื่อผู้หลงผิดหยุดหลับตาแล้ว เราก็พูด“อริยสัจ ๔”ไปทีเดียวได้เลย มันก็มีผลมาก มีอานิสงส์มาก ตามทีพระพุทธเจ้าพาทำไง! 

อาตมาเริ่มต้นด้วยคำว่า“นาม” ความเป็น“นาม” แล้วจึงขยายความไปถึง“รูป” ซึ่งผู้ศึกษาพุทธธรรม ต้องรู้จักรู้แจ้งรู้จริงการปฏิบัติตาม“รูป”กับ“นาม”ให้เป็น ให้ได้ ไม่เช่นนั้นก็ไม่ใช่ศาสนาพุทธ

“รูป”คือ “รูป ๒๘” และ“นาม”คือ “นาม ๕” และก็“นาม ๕”นี้แหละที่ยืนยันอยู่ชัดๆ ว่า ต้องมี“ผัสสะ” ผู้ปฏิบัติจะขาด“ผัสสะ”ไม่ได้ ถ้าขาดก็ไม่ครบ‘นาม ๕”คือขาด“มนสิการ” เพราะไม่มี“ผัสสะ”เป็น“เหตุ”ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน“มูลสูตร ๑๐”(พระไตรปิฎก เล่ม ๒๔ ข้อ ๕๘) ไม่มี“สมุทัย”คือ“ปผัสสะ”เป็น“เหตุ”ก็ไม่มี“เวทนา”เป็นปัจจัยที่จะทำการปฏิบัติคือ“มนสิการ”เด็ดขาด แน่นอน 

“นาม”ที่เป็น“เวทนา”นี้แหละคือ “กรรมฐาน”เดียวของศาสนาพุทธ ที่ผู้ปฏิบัติจะสามารถตีแตกแยกแยะ “เวทนา”ที่เป็น“มโนปวิจาร ๑๘” อันจะต้องรู้จักรู้แจ้งรู้จริงใน“เคหาสิตเวทนา ๑๘” กับ ‘เนกขัมมสิตเวทนา ๑๘”ชนิดที่“สัมผัส”สภาวะกันจริงๆ แยก“นาม”แยก“รูป”หรือตีแตกแยกแยะความเป็น“เทฺว” สามารถทำให้สำเร็จใน“ธรรมนิยาม ๕”ได้บริิบูรณ์ จึงจะบรรลุความเป็น“อรหันต์”ได้แท้จริง

ผู้ศึกษาปฏิบัติไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง““อุตุนิยาม-พีชนิยาม-จิตนิยาม-กรรมนิยาม-ธรรมนิยาม”และสามารถปฏิบัติ“ทำใจในใจ”ให้เข้าสู่ความเป็น“ธรรมนิยาม ๕”นี้ได้ตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้า ผู้นั้นก็โมฆะในศาสนาพุทธแน่ยิ่งกว่าแน่

“นาม”ของศาสนาพุทธจึงไม่ได้หมายเอาแค่เป็น“ชื่อเรียก”ตามที่ศึกษามาในไวยากรณ์กันเท่านั้น

“นาม”นี้แหละที่หมายถึง“กาย” ได้แก่“จิต-มโน-วิญญาณ”ที่จะต้องศึกษากันตรงนี้ ให้ครบ“จิต-เจตสิก-รูป-นิพพาน”กันทีเดียว จึงจะชื่อว่า“พุทธศาสนา”ทั้งหมด.

[๑๓ ส.ค. ๒๕๖๒]