ศาสนา

620821_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อยู่กับบัณฑิตที่ให้คำตำหนิได้จะไม่มีวันเสื่อม

อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่…https://docs.google.com/document/d/16-grCxerR6o4iR0clLpxEWfAuWBT2dp8jZ5qDFJsbGA/edit?usp=sharing   

ดาวโหลดเสียงที่ https://drive.google.com/open?id=18KZpcKpmb1GCLCXKqlBffcKu8mqcAAT3 

สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้ วันพุธที่ 21 สิงหาคม 2562 ที่บวรราชธานีอโศก มีข่าวค่ายสัมมาอาริยมรรค 

ขอเชิญเข้าค่ายสัมมาอาริยมรรค เพื่อชีวิตที่ดีกว่าเก่า

ค่าย “สิงหา พาเทิดพระคุณแม่”

ครั้งที่ 40 ณ บวร ราชธานีอโศก 

ศุกร์ที่ 23 – อาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม2562 

รับสมัครผู้สนใจเข้าค่าย ฟรี! (จะอยู่กี่นาทีได้)

สมัครได้ที่ อุทยานบุญนิยม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี หรือ

โทรฯ คุณชญาดา 087-4437865

##### สมัครonline ได้ที่ inbox เฟซบุ๊ก กองทัพธรรมFP หรือสื่อธรรมะพ่อครู

พบกับกิจกรรมตามมรรคมีองค์ 8 พบกับหมู่มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดีที่จะพาคุณสู่ “ทางเอกทางเดียว ไม่มีทางอื่น”(เอเสวมัคโค นัตถัญโญ) อันจะพาไปสู่ความบริสุทธิ์จนถึงสัมมาวิมุติ

ในประเทศไทยทั่วไปช่วงนี้ฝนตก แต่ไม่มาก ไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูกข้าว 

อาตมาไปงานศพคุณชิตที่เป็นมะเร็งเสียชีวิตไปแล้ว เขาก็ให้พูดก่อนเผาศพ ปกติจะให้พระที่อื่นเขาให้นำหน้า แต่ที่นี่ให้พระอโศกนำหน้าไปก่อนเลย เขามาดูมาสัมผัสธรรมะชาวอโศก ก็สนใจกันมากยิ่งขั้น สะท้อนว่าสังคมเร่ิมยอมรับสังคมชาวอโศกมากขึ้น โดยเฉพาะนักบวชเขาจะไม่ยอมรับได้ง่ายๆหรอก เรื่องนี้ก็สะท้อนให้เห็นว่าพ่อครูทำงานได้ผลมากขึ้นเป็นระยะ ซึ่งขึ้นอยู่กับพวกเราจะต้องมาพากเพียรมาเสียสละ อย่างเช่นเรามาทำงานที่ร้านจิตอาสา เป็นงานที่ลดละตัวตน ไม่ใช่ร้านของพุทธสถานตัวเองเป็นร้านของส่วนกลาง ทุกคนทำก็ไม่ใช่เพื่อพุทธสถานตัวเองหรือเพื่อตัวเองแต่เพื่อส่วนกลางจริง เป็นการสลายตัวตนของชาวอโศก 

งานฉลองอายุครบ 60 ปีพ่อครู พวกเราก็มากันที่นี่ ถนนหนทางสถานที่เปียกแฉะลื่นไปหมด ตอนฉลองอายุ 77 ปี อาตมามึนเลย มีผัสสะกระทบกระแทก พวกเราไปล่องเรือร้องรำทำเพลง แต่ก่อนไม่มี แต่พ่อครูว่าเจริญ คือเราทำได้แต่ไม่มีกิเลส ทำให้เขา แต่ก่อนอโศกมาใหม่ๆกินหลายมื้อไม่ได้ ใครใส่รองเท้ามองตาเขียวเลย ไม่ใส่ผ้าถุงไม่นุ่งม่อฮ่อมก็จะมีสายตาเพ่งมอง กำลังเคร่งคุม ฌาน 1 ตอนนี้เราก็พัฒนามากขึ้นจิตเราสงบมากขึ้นพ่อครูก็เขย่าเราให้เติบโตมากยิ่งขึ้น แก๊สน้ำตาจะไหวหรือเปล่า ตอนนี้ก็มีน้ำตกมีสไลเดอร์ พ่อครูทำงานมาจนอายุย่าง 86 ปี พวกเราก็จะมาฉลอง การทำงานครบ 50 ปีของพ่อครู 

ร่างกายพ่อครูก็เหมือนรถที่เก่าแล้วใช้มานาน หากอยู่ถึง 90 ปีก็สุดยอด ถ้าคน 80 ก็ยังธรรมดา วันนี้เราจะได้ฟังธรรมะพ่อครูให้ทิฏฐิเราถูกตรงมากยิ่งขึ้น

พ่อครูว่า…SMS วันที่ 19-20 ส.ค. 2562 

สื่อธรรมะพ่อครู(สมถะ วิปัสสนา) ตอน นั่งหลับตาสมาธิมีผลอย่างไร และการจงกรม

_2166กราบนมัสการพ่อท่านด้วยความเคารพ ฟังมาว่าชาวอโศกไม่นิยมนั่งหลับตาทำสมาธิ ขอถามว่าอโศกมีการเดินจงกรมทำสมาธิไหมครับและมีวิธีการกำหนดการเดินอย่างไร และประโยชน์ของการเดินจงกรมทำให้สมาธิตั้งอยู่ได้นานนั้นเป็นอย่างไรครับขอพ่อท่านช่วยอธิบายให้ฟังด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ

พ่อครูว่า…วันนี้จะขยายความพอสังเขป ที่บอกว่าชาวอโศกไม่นิยมหลับตาทำสมาธินั้น คำว่าไม่นิยมหมายความว่า พวกเราก็ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นว่าสมาธิต้องนั่งหลับตา เพราะสมาธิของพุทธนั้นไม่ใช่สมาธินั่งหลับตา เป็นสมาธิแบบชาคริยา เป็นสมาธิอยู่ในสภาพของคนตื่นลืมตามีการสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 ตลอดเวลา และก็สร้าง ไฟฌาน พลังงานอุณหธาตุที่ร้อนจนขจัดไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะได้ แล้วมันก็ถูกกำจัดได้จริง ไม่ต้องไปหลับตาที่เป็นการ กดข่มสมถะ แต่ของศาสนาพุทธเป็นการกำจัดกิเลสออกไปจากจิตจริงๆ จึงเป็นความสงบที่เป็นปัสสัทธิไม่ใช่สมถะ กดข่มหรือวิกขัมภนะ

วิกขัมภนะก็เป็นวิธีการกดข่มได้ผลเป็นสมถะ ในการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้านั้นมีวิกขัมภนะกดข่มได้ด้วยแต่ต้องมีปัญญาชำระกิเลสไปได้สะอาดหมดจดไปเรื่อยๆ จึงเรียกว่าสร้างปุญญะให้เกิดผลจากปัญญา

ปุญญะไม่มีปุญญา ไม่มีพหูพจน์นะ ปุญญะมีเดี่ยวถ่ายเดียวเส้นเดียวตรงเดียวไม่มีโค้งไม่มีสองเลย เป็นตัวกำจัด กำจัดเสร็จแล้วหายไปเลยกำจัดไม่เสร็จก็ต้องสร้างพลังงานนี้ขึ้นมาใหม่จนสามารถสร้างได้เก่งเรียกว่าทำฌาน ได้โดยไม่ยากไม่ลำบากซึ่งฌานทั้ง 4 จนเก่งจนชำนาญ จนเป็นบุญสำเร็จเกลี้ยงบุญก็ไม่ต้องทำอีกแล้ว แต่ฌานชำนาญมาก ก็เอาพลังงานที่กำจัดตัวที่ควรกำจัดมาใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน 

พระอรหันต์พระโพธิสัตว์ก็ต้องใช้ ฌาน แม้พระโพธิสัตว์พระพุทธเจ้าก็ต้องใช้ ฌาน

แม้อรูปฌานในฌาน 8 ก็เข้าใจแล้วใช้ตรวจสอบได้ เข้าใจได้เป็นลำดับ เป็นฌาน 8 ด้วย พระพุทธเจ้าปรินิพพานเป็นปริโยสาน พระอนุรุธก็ตรวจสอบฌานของพระพุทธเจ้า จิตของพระพุทธเจ้าที่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ท่านก็ทำ ฌานเป็นฌาน 1 2 3 4 ท่านจบที่ฌาน 4 ปรินิพพานตรงฌาน 4 ไม่ใช่ปรินิพพานฌาน 8 เป็นรายละเอียดที่เราไม่จำเป็นต้องลงก็ได้แต่รู้ก็ได้ ผู้ที่ถึงฐานแล้วมันจะใช้ได้ทำเป็นเอง 

ทีนี้ ถามว่า นั่งหลับตา หากเข้าใจอย่างเป็นสัมมาทิฏฐิ ว่าสมาธิไปนั่งหลับตานั้นเป็นอย่างไร คุณได้ศึกษาก็จะรู้ อาตมาก็อธิบาย 

นั่งสมาธิหลับตามีความสามารถเอามาใช้ได้ 4 นัย

  1. พักผ่อน คนเข้าใจแล้วก็จะใช้ในการพักผ่อนแต่ถ้าไม่เข้าใจก็อาจจะเป็นติดได้ มันสบายจริงๆน่าดึงไม่ขึ้น เดี๋ยวก็อยากจะไปนั่งสบายอยู่อย่างนั้นยิ่งนั่งก็ยิ่งติดยิ่งติดก็ยิ่งนั่งแล้วจะขาดโลกวิทู แม้โลกานุกัมปาก็ไม่มี โลกุตระก็ไม่มีอยู่เหนือโลกไม่ได้ 

  2. ได้พักผ่อนแบบสงบจิต มีอุปการะมาก 

  3. ศึกษาเพิ่มทักษะในเจโตสมถะ และใช้ตรวจอ่าน  ภาวะจิตต่างๆ ในภวังค์ เมื่อสงบแล้วมันก็จะใช้สัญญาในการคิดกำหนดรู้ ที่ผ่านมาจริงหรือไม่อย่างไร ก็ทบทวนได้ เราใช้ความจำศึกษาเปรียบเทียบได้ อาศัยการระลึกของเก่า ทุกวันนี้อาตมาก็ยังอาศัยเลย เข้าไปในภพแล้วเพื่อการนอนพักก็ตามจะใช้นึกคิดอะไรก็ทำได้ระลึกใช้สัญญาตรวจสอบได้ 

  4. เอื้อให้ปฏิบัติเตวิชโช (ทบทวน) ได้อย่างดี อันนี้เจตนาเอาของเก่ามาตรวจสอบลงบัญชีอย่างตั้งใจเลย เหมือนพ่อค้าแม่ค้าตรวจสอบ เช็คสต๊อกดูว่าอันไหนขาย ได้แล้ว อันไหนขายไม่ได้ เราทำให้กิเลสได้ดับไปหรือไม่ แล้วมันเกิดอีกหรือไม่ มันดับสนิทหรือยัง จนมันดับสนิท ดับอาสวะสิ้น กระทบกระแทกกระเทือนอย่างไรมันก็ไม่เกิดกิเลสอีกเลย 

เตวิชโช ต้องใช้ในการตรวจสอบไม่งั้นเราจะรู้ได้อย่างไรในการตรวจสอบ ธรรมะพระพุทธเจ้านั้นให้ตรวจสอบไปตามลำดับ มันชัดเจนเป็นลำดับอันน่าอัศจรรย์แล้วไม่เสียเวลามากวนไปมาซ้ำแล้วซ้ำอีก ได้หัวก็ลืมหาง กลับมาอีกก็ลืมหัวอีก ไม่ใช่ มันต้องเสร็จจบไปตามลำดับจึงไม่ย้อนไม่ซ้อนไม่ซ้ำ ได้แล้วจึงสมบูรณ์แข็งแรงยิ่งขึ้นถาวร อย่างนี้เป็นต้น 

  1. สร้างพลังทางจิต ที่จะนำไปทำฤทธิ์ต่างๆ  (แต่ฤทธิ์ในพุทธศาสนา หมายถึง ฤทธิ์ที่ระงับ ดับกิเลส เพื่อไปสู่นิโรธ-วิมุติ-วิโมกข์-นิพพาน) ข้อนี้สำหรับผู้รู้ดีแล้วก็จะไม่ทำ 

ผู้ที่รู้แล้วก็ทำตามควร ผู้ที่ทำให้เป็นนั่งหลับตาก็จะฟุ้งซ่านมันยังคิดไปอยู่ มันก็เป็นได้จริงๆ ก็ไม่เป็นไรไม่ต้องไปกังวลเรียนรู้สิ่งที่เป็นกิเลสแล้วลดกิเลส กิเลสออกหมดแล้วเหลือแต่จิตคุณใสสะอาด จิตจะแคล่วคล่อง มุทุภูตธาตุ แล้วคุณจะรู้ว่าหากเร็วมันไม่ได้ก็จะหัดช้าบ้าง เร็วจนคนอื่นไม่ทัน ก็ไม่สอดคล้องไม่ได้เรื่องอะไร คุณก็จะรู้ว่าคุณควรช้าลง คุณจะปรับตัวให้ได้พอเหมาะสมพอเหมาะพอควร 

แล้วเดินจงกรมคืออะไร สรุปอีกที สมาธิของเทวนิยมคือสมาธิไม่สัมมาทิฏฐิ หมดสิทธิ์บรรลุนิพพานก็ได้ประโยชน์สมาธิมิจฉาทิฏฐิ ตายแล้วก็วนเวียนอยู่อย่างนั้นมันไม่ได้จบในตัวมันแค่กดข่มไว้ หมดฤทธิ์หมดอำนาจมันก็วนเวียนกลับไปอีกไม่รู้กี่ล้านชาติ แต่ถ้าใช้ปัญญามันจะรู้จริงเหมือนกับเด็กมันรู้ว่าไฟมันร้อน ทีหลังมันก็จะไม่แตะไฟ เพราะมันร้อนมันรู้จริงๆนะ มันไม่เข้าท่า จะไปทำทำไม มันรู้อย่างเด็ดขาด แต่ถ้าคุณจะอนุโลมเพื่อประโยชน์ผู้อื่นจะเสียสละตนเพื่อประโยชน์ผู้อื่นแม้มาก คุณก็ทำสิ ถ้าคุณอยากจะทนถ้าคุณไม่อยากทนคุณก็ทำเท่าที่คุณทำได้ 

จง กม แปลว่า เดิน เป็นสันสกฤตว่า จงกรม 

จัง คือการเดิน จ คือธาตุรู้ อัง 

กม คือทำ หรือ จัง กับ ก กับ ม เป็นพยัญชนะตัวต้นตัวปลายของพยัญชนะทั้ง 5 วรรค

 รากเหง้าของภาษาบาลี

วรรคที่ 1 ก ข ค ฆ ง

วรรคที่ 2 จ ฉ ช ฌ ญ

วรรคที่ 3 ฏ ฐ ฑ ฒ ณ

วรรคที่ 4 ต ถ ท ธ น

วรรคที่ 5 ป ผ พ ภ ม

เศษวรรค ย ร ล ว ส ห ฬ อํ

ชีวะชีวิตเริ่มต้น ก็มี ก ตัว กก ตัว เกิด สุดท้าย ม คือจิตวิญญาณที่จะแตกเป็นธาตุรู้อย่างอื่นไปได้สูงสุดก็ตอนนี้แหละ มม มมังการ มนะ ก็ผันไปได้สารพัด ก็รู้ก็ใช้ควบคุมจัดการได้ทุกอย่าง ส่วนพลังงานเศษวรรค คือประสิทธิภาพของไดนามิก cyclic ของการปรุงแต่งการเกิดเป็นองค์รวมสภาพตัวตนขึ้นมา ก็อํ พยัญชนะรากเหง้าเหล่านี้มันมีความหมายในตัวมันเอง อาตมาก็ยังดึงขึ้นมาได้ไม่หมด คนเขาอยากจะทำพจนานุกรมแต่อาตมาก็ยังไม่รับรองว่าจะช่วยขยายความอธิบายให้ดีทีเดียวจนถึงขั้นเป็นตำราได้ แต่ก็ค่อยๆขยับไป สักวันอาตมาถึง 120 หรือ 150 ก็คงจะมีทางได้พจนานุกรมเล่มนี้ออกมาได้ 

สมาธิแบบนี้เป็นอุปการะถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องใช้ก็ได้มันเป็นเพียงตัวช่วย ถ้าไม่ต้องการตัวช่วยเราก็ไม่ต้องใช้มัน ถ้าเราใช้ได้มันเป็นอุปการะแล้วก็ใช้ 

การเดินทำให้เกิดการเคลื่อนไหว หากนั่งมันก็นิ่งเข้าภพไปได้ แต่การเดินควรจะต้องมีสติสัมปชัญญะต้องมีสัมผัสกับภายนอก ให้ดิ่งไปในจิต คุณรับสภาพกำหนดกรอบในทิศทางที่คุณเดิน แล้วก็กำหนดกรอบที่คุณจะรับรู้ 

เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าท่านบอกกับคนที่รับรู้ตอนนั้นว่าท่านเดินอยู่ที่โรงกระเดื่อง เสร็จแล้วมีฟ้าผ่าในระดับที่ไม่ไกลวัวตาย 4 คนตาย 2 ดังสนั่น คนก็ไปดูกัน ดูแล้วก็เห็นพระพุทธเจ้าเดินจงกรมอยู่ในโรงกระเดื่อง เขาก็บอกว่าท่านสมณะ ก็ทักทายกัน เขาก็ว่าฟ้าฝ่า คนตาย 2 วัวตาย 4 พระพุทธเจ้าก็บอกว่าฟ้าผ่าหรือ คนเขาบอกว่า ท่านไม่ได้ยินท่านทำอะไรอยู่ พระพุทธเจ้าก็บอกว่าเดินจงกรมอยู่ แล้วท่านไม่รับรู้เหรอ ท่านมีสติอยู่หรือไม่ พุทธเจ้าก็บอกว่าต้องมีสติอยู่สิ คือ ท่านสามารถกำหนดกระบวนการรับรู้ของท่านเท่าใดก็ได้

ฌาน1 วิตกวิจาร ปีติ สุข 

ฌาน 2 ปีติ สุข

ฌาน 3 สุข

ฌาน 4 อุเบกขา

เรากำหนดยังจิตให้อยู่ในอำนาจ วสวัตตีโกได้ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย)

สมณะฟ้าไท…เมื่อเช้าฟังท่านมือมั่นว่า นั่งหลับตาสมาธิแล้วฟ้าผ่าก็ไม่ได้ยินได้ พระพุทธเจ้านี้เดินจงกรมตาเห็นอยู่แต่หูไม่ได้ยิน ถ้าหากหลับตาก็พอทำเนา แต่นี่ท่านกำหนดกรอบได้เลย เปิดหมดเลยแต่ไม่ได้เห็นไม่ได้ยิน คนก็ยากจะทำได้อย่างท่าน คนทำได้นอนหลับก็สบายมากเลย

ภันเตติกขะเคยเล่าว่าพ่อท่านก็จะกำหนดหลับหรือตื่นได้ตามต้องการ

อานิสงค์การเกินจงกรมก็มีหลายอย่าง เช่นทำให้เดินทน สมัยก่อนการเดินทางต้องใช้การเดินเป็นหลักแต่สมัยนี้ไม่ต้องเพราะพาหนะมีเยอะแยะก็ลดลงไป 

ประโยชน์อย่างอื่นคนก็ค่อยๆศึกษาไป 

_ค่อยไท · กราบเคารพพ่อครูครับ รับปากท่านดินไทว่าจะตามไปฟังธรรมพ่อครูที่ปฐมอโศกแต่ไม่ได้ไป ผมจะตกนรกไหมครับ

พ่อครูว่า…คุณไม่ได้ไปก็ไม่ได้ประโยชน์จากที่คุณจะได้ไปนรกมีอยู่เท่าไหร่คุณก็ตกเท่านั้นแหละถ้าคุณไปได้ประโยชน์คุณก็จะหลุดพ้นนรก แต่นี่คุณยังไม่ได้ไปก็ยังมีนรกตามนั้น ก็นรกเท่าที่คุณยังมี แต่คุณไม่ได้ไปฟังธรรมที่จะล้างนรก

เรื่องโกหกนี้คุณไม่ได้มีเจตนา แต่ถ้าคุณไปโกหกเล่นคุณก็มีนรกจากการโกหก แต่ถ้าไม่มีเจตนามันมีเหตุปัจจัยจริงๆก็เพราะเป็นสิ่งที่จะต้องทำก่อนไม่มีเจตนาจะโกหก 

_รักเย็น · รับฟังจากfbณ.อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ สัญญาณดีมากค่ะ

_งามใบตอง นิลมณี · น้อมกราบนมัสการพ่อครูค่ะ ฉากของปฐมอโศกสวยดีค่ะ เปลี่ยนสถานที่เทศน์ก็ได้ชมบรรยากาศใหม่ๆที่แตกต่างค่ะ

สื่อธรรมะพ่อครู(การตำหนิ การชม) ตอน คนมีมรรคผลจะทนต่อการตำหนิ

_สุพัฒน์ เบ้าวันดี · เห็นด้วยท่านทุกอย่าง ไม่เห็นด้วยคือท่านใจเร็วไปหน่อย ปากไวไม่ฟังให้ชัดเจนก่อน รีบร้อนเหมือนกลัวอะไรไม่รู้ ลูกศิษย์ท่านเขากำลังจะอธิบาย เพียงแต่เขาพูดถึงการปฎิบัติแบบอาจารย์มั่นหลับตายังอธิบายไม่จบท่านก็พูดตำหนิเขา ว่าเขายังต่ำ ยังโง่ เขาก็ค่อยๆพูดว่าเขาก็เห็นกับท่านนั่นแหละ ท่านถึงได้เสียงอ่อยไปลง ผมว่าจะร้อนรีบอะไรนักหนา ถ้าฟังคนอื่นบ้างก็จะดี อย่างการพูดถึงคนอื่น ผมว่ายังไงก็ยอมรับไม่ได้ เราก็เชื่อในสิ่งที่ปฎิบัติอยู่ใครมาตำหนิเราๆก็ไม่ชอบใจ มันก็ผิดอยู่แล้ว อย่างผมไปตำหนิชาวอโศก อโศกก็ไม่พอใจ แล้วมันจะผิดใหมก็ผิด ท่านบอกให้ฟังดีๆผมว่ามันไม่หนีจากนี้แน่นอน แม้ท่านจะเป็นโพธิสัตว์ก็ตาม ผมว่าผิด ท่านบอกให้ไปฟังคนอื่น เดี๋ยวจะเป็นทุกข์ ผมก็ฟังทุกอาจารย์ แม้ท่านเองผมก็ฟังจะไม่ฟังไม่ได้เพราะต้องดูว่ามันเสียหายต่อคนอื่นหรือไม่ ผมถึงได้ว่าไม่ถูกต้อง อย่างอื่นก็เห็นด้วยกับการที่ท่านพูด เพราะไม่เสียต่อส่วนรวม สาธุ.

พ่อครูว่า…อโศกนี้ยินดีให้ตำหนิได้เลย ถ้าไม่ตำหนินี้สิว่าเลย คุณเดาผิดที่ว่าชาวอโศกจะไม่พอใจ อย่างตอนนี้อาตมาไม่มีอาการไม่พอใจเลย คุณตัดสินเองว่าผิด แต่เราว่าตำหนิเลยไม่ผิดหรอก อย่างพระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าเราจะตำหนิแล้วตำหนิอีก ท่านพุทธทาสแปลได้ดี 

อาตมาไม่มีเวลาฟุ่มเฟือยเหมือนคุณนะ คุณทนฟังอาตมาได้ก็เก่ง แต่คุณฟังมาก็เพื่อทำนาคนอื่นไม่ได้ทำนาตนเอง พลังงานไปดูกิเลสตนเองก็เลยไม่พอ…สุดท้ายความเห็นของคุณกับความเห็นของอาตมามันก็คนละอย่าง 

ขอยกคำพูดที่เขายกมาให้อาตมาดู …

อานนท์ ! เราไม่พยายามทำกะพวกเธออย่างทะนุถนอม 

เหมือนพวกช่างหม้อทำแก่หม้อที่ยังเปียก-ยังดิบอยู่ 

อานนท์ ! เราจักขนาบแล้วขนาบอีก ไม่มีหยุด .

อานนท์ ! เราจักชี้โทษแล้วชี้โทษอีก ไม่มีหยุด 

ผู้ใดมีมรรคผลเป็นแก่นสาร  ผู้นั้นจักทนอยู่ได้ .

(พุทธพจน์จาก พตปฎ.เล่ม ๑๔  ข้อ ๓๕๖)

คุณก็ประมาณของคุณอาตมาก็ประมาณของอาตมา ก็พอเหมาะพอดีตามของอาตมาแต่ของคุณก็พอเหมาะพอดีของคุณ จะมาเทียบกันคงไม่ได้ ถ้าหากอาตมาทำไม่พอเหมาะประโยชน์ก็จะน้อย นอกจากประโยชน์น้อยแล้วดีไม่ดีก็จะแรงไป คนอื่นก็ถือสาทำให้เกิดวิบาก อย่างคุณนี่ก็ต้องจำนน คุณก็ต้องรับวิบากเอง อย่างอาตมาว่าธัมมชโย ทักษิณ มหาบัว ไม่ใช่ว่าอาตมาจะไม่ได้รับวิบากนะ แต่ก็ได้รับวิบากแม้ว่าเจ้าตัว ธัมมชโย ทักษิณ หรือมหาบัวจะไม่ถือสาอโหสิแล้วก็ตาม คนอื่นที่เขาถือสายึดถือก็เกิดวิบากกับอาตมาอยู่แล้ว อย่างเช่นคุณเป็นต้น มีคนมาร่วมจองกฐินจองเวรอาตมา แต่อาตมายอมเสียสละ มีผู้จองเวรเพื่อประโยชน์ที่คนอื่นเข้าใจได้มาก อาตมาเป็นโพธิสัตว์ เสียสละส่วนของตน เพื่อชนหมู่มากเพื่อประโยชน์แก่คนหมู่มาก อันนี้ก็เป็นหลักเกณฑ์ของพระโพธิสัตว์อยู่แล้วก็ต้องทำ 

ก็ขอบคุณตามฟังศึกษาให้ดีๆ ขออย่างหนึ่งก็คืออย่าทิ้งกัน ตามอาตมานะติดตามฟังอาตมาไปเถอะ 

_รักธรรม สรหงษ์ · ไม่อยากให้ขึ้นจอเป็นสีขาว ดูจากทางทีวีแสบตามากค่ะ อยากให้เปลี่ยนเป็นพื้นสีน้ำเงิน ตัวหนังสือสีขาวแทนค่ะ

          พ่อครูว่า…ก็ดี ขอบคุณที่แนะนำ

_เอกีภาวะ วิชชาราม · ฟังธรรมพุทธศาสนาตามภูมิสันติอโศก การทำดีจนหมดบาป ความรู้สึกของลูกทุกครั้งที่ได้ทำดี ลูกแค่ดีใจที่ได้ทำแต่กิเลสบาปในตัวเรา ลูกคิดว่ามันจะต้องฝึก และใช้เวลาอยู่กับคนที่สามารถพาสัมมาทิฐิที่ชัดเจน เพียรอยู่กับผู้ที่หมดความอยากสิ้นความเสพแล้วจริง ๆ ซึ่งลูกคงต้องใช้เวลาติดตามคนที่ใช่อีกหลายปี มันคงไม่ใช่แค่ใส่บาตรหรือแจกโรงบุญลูกเข้าใจถูกมั๊ยเจ้าคะ น้อมกราบนมัสการทุกรูปเจ้าคะ

พ่อครูว่า…ถูกต้อง ก็ค่อยๆติดตามไป เข้าใจไปทีละระดับ 

_สมนึก · ใช่ค่ะท่าน เห็นคนกินเนื้อเหมือนกีดเนื้อตนเองมีความกลัวมากค่ะท่าน

พ่อครูว่า…คุณคนนี้ก็เข้าใจรู้สึกอย่างนี้ เพราะฉะนั้นก็กินแต่พืชสิเลิกกินเนื้อสัตว์ เนื้อสัตว์ก็เหมือนเนื้อตัวเอง แต่หากเป็นเนื้อปลาเนื้อช้างเนื้อม้าเนื้อควายเนื้อไก่อาจจะต่างกันในเหตุปัจจัยที่มันสังเคราะห์สังขารกันขึ้นมา แต่มันก็เป็นเนื้อสัตว์ เขาก็คือเนื้อสัตว์ เนื้อของตัวเราเองแต่ละคนก็สังเคราะห์สังขารมาเหมือนกัน คนๆนี้ก็สรุปง่ายๆดีก็ใช้ได้ก็เลิกเสียไม่กินเนื้อสัตว์เราก็กินแต่พืช ธาตุต่างๆ ดินน้ำไฟลมกับพืชที่กินได้ก็เหลือแล้วในชีวิตแข็งแรง เราเลิกกินสัตว์ที่เป็นจีตนิยามเรากินแต่อุตุนิยามกับพืช ที่เป็นธาตุวัตถุ เกลือแร่ ที่ไม่ใช่ชีวะ กินอันนั้นก็พอแล้ว รับรองว่าคุณไม่ตายหรอก แต่การกินอะไรเลอะเทอะกินเนื้อสัตว์มากๆอายุสั้นนะ พวกเอสกิโมไม่มีพืชเขากินแต่เนื้อสัตว์ อายุสูงสุด 40 ปี โดยค่าเฉลี่ยอายุเขาก็ 20 กว่า อายุ 40 ถือว่ายืนยาว อย่างนี้เป็นต้น พวกสัตว์กินเนื้อจะอายุสั้น สัตว์กินพืชก็จะอายุยาวเช่นพวกเต่า ช้างก็ดี อายุยาว 

สื่อธรรมะพ่อครู(อัตตา) ตอน ความเสียเปรียบสูงส่งกว่าความเสมอภาค

_คนด้อยภาษา …ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่ชอบอ่านหนังสือ เราคิดอะไร ตั้งแต่ของพ่อครู ซาบซึ้งประทับใจท่านทั้งหลายที่เขียนให้เราอ่านได้ทั้งปัญญาและความรู้ทางโลกทางธรรมแม้ของเด็กยิ่งยิ่งก็อ่านดี

ขอพ่อครูอธิบายความเสียเปรียบกับความเสมอภาคอีกครั้ง 

มีสภาวะของอะไรที่กำลังจะไม่มีให้เราอ่าน ก็มีค่า เราจะเก็บเล่มของพ่อครูไว้อ่านซ้ำๆและปฏิบัติแยกกายแยกจิตให้ได้เข้าใจทุกท่านถึงเวลาก็ต้องเกษียณไม่เสียใจ จาก..คนด้อยภาษา

พ่อครูว่า…ความเสียเปรียบสูงกว่าความเสมอภาค ความเสียเปรียบทั้งๆที่รู้แต่เราไม่ได้เสียรู้ ส่วนคนที่เอาแต่เสมอภาค ต้องเท่ากันๆ 

1 ความเสมอภาคเป็นไปไม่ได้ในโลกก็เป็นความจริงอันหนึ่ง มีบางประเทศอย่างฝรั่งเศสเขาเอาความเสมอภาค ผู้หญิงผู้ชายต้องเสมอภาค …ไม่มีเลย ปรมาณูสองอันเกิดมาแล้ว จะเล็กเท่าไหร่ก็ตาม เกิดมาแล้วไม่มีอะไรเท่ากันจะเป็นอิตถีภาวะและปุริสภาวะทั้งสิ้น 

เมื่อมาเทียบกันแล้วระหว่าง 2 อย่างไม่มีอะไรเท่ากันทั้งสิ้น 

แม้คุณจะทำให้เท่าเทียมกันเสมอภาคก็แค่ไม่เจ๊า ไม่มีใครได้ไม่มีใครเสีย แต่ถ้าในสังคมมีคนยอมเสียสละด้วยเต็มใจเสียสละแล้วเขาก็ไม่ได้เดือดร้อนในการเสียสละ ไม่ได้ลำบากลำบน หรือแม้จะลำบากนิดหน่อยทนได้โดยไม่ยากไม่ลำบากไม่ได้เสื่อมอะไรมากมาย ไม่ถึงกับทำลายชีวิตตนเองเราก็เสียสละ สรุป 

เสียสละคือพฤติการ หรือพฤติบทของคนที่มีพฤติการเสียสละให้แก่คนอื่น แล้วถ้ามันไม่เท่ากันแล้วเราจะแบ่งอย่างไร ใครจะยอมเสียหรือไม่ยอมเสีย ถ้าคนยอมเสียก็คือจบ แต่ถ้าต้องแบ่งกันให้เท่ากันมันไม่เท่าแล้วจะทำอย่างไร ถ้าไม่มีคนยอมเสียสละสักคนนึง ก็ฆ่ากัน ไม่จบ แต่ถ้ามีคนเสียสละสักคนหนึ่งเรื่องก็จบ 

เพราะฉะนั้นคนเสียสละคือคนชนะ คนที่ไม่ยอมเสียสละจะต้องให้เท่ากันนั่นแหละคือคนไม่จบ คนยังมีตัวตนคนยังยึดมั่นถือมั่น คนที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นจะสูญก็สูญได้ 

เรื่องการเสียสละเรื่องความไม่เท่ากันนี้พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจน 2 อันขึ้นไปไม่มีอะไรที่เท่าเทียมกันเลย มีคนศาสนาเทวนิยมมาถามอาตมา อาตมาก็บอกว่าอาตมาไม่เถียงกับคุณหรอก คนบอกว่าพระเจ้าสร้างมาต้องเท่าเทียมกันอาตมาก็บอกว่าไม่เท่ากันหรอก พระเจ้าสร้างขึ้นมามีอันที่พิสูจน์ได้ว่าไม่เท่าเทียมกัน ตั้งแต่เริ่มมีชีวิตมาไม่มีอะไรเท่าเทียมกัน ท่านสร้างชีวิตหรือคนขึ้นมา การสร้างอดัมขึ้นมา แล้วท่านก็สร้างอีฟขึ้นมา แล้วอีฟกับอดัมเท่าเทียมกันไหม คุณจะให้ชายหญิงเท่าเทียมกันไหม ก็พระเจ้าคุณยังไม่เสมอเลย พระเจ้าสร้างอาดัม สร้างขึ้นมาเป็นคน คนแรกเลยจากทุกอย่าง แต่สร้างอีฟ ออกจากซี่โครงซี่ที่ 7 ของ Adam ไปอ่านประวัติพระเจ้าของคุณให้ดีๆ คุณไปทำให้อีฟกับอดัมเท่าเทียมกันก่อนแล้วค่อยมาแย้งกับอาตมา เขามีประวัติศาสตร์มีตำนานของพระเจ้าเขา เขาก็ไม่เถียงกับอาตมาต่อ ถ้าเขาดันทุรัง อาตมาก็อาจจะเถียงสู้ไม่ได้ แต่ยังไม่เจอ 

สม.กล้าข้ามฝัน…อยากชวนชาวอโศกไปเดินจงกรมในนากัน ต้นโสนมีเยอะ เดินไปก็ถอนโสนออกง

สมณะเดินดิน…

สื่อธรรมะพ่อครู(ทาน) ตอน พฤติกรรมสาเปกโขคืออย่างไร

_อโศกสัมปวังโก…ในอดีตพ่อท่านเคยสอนคำว่าอทินนาทานคือการให้ในขณะที่ใจของผู้นั้นยังไม่คิดจะให้จริง (การให้ ความหมายดังกล่าวแตกต่างหรือลึกซึ้งกว่าความหมายในพจนานุกรมของราชบัณฑิตยสถานที่ให้ความหมายของคำนี้ว่า คือการถือเอาของที่เขาไม่ได้ให้แก่ตน) พ่อท่านได้ย้ำว่าเป้าหมายของการให้ทานเพื่อกำจัดทานที่เป็นอทินนะอยู่

คำว่าอทินนาทานาเวรมณี คือเว้นขาดจากการให้โดยที่จิตใจของคนที่ให้ยังคิดว่าจะได้อะไรจากคนอื่นอยู่ 

พ่อครูว่า…ก็สรุปไว้ดีแล้ว ศีลข้อที่ 2 คือปฏิบัติเว้นจากการที่ให้โดยที่ใจของผู้ให้นั้นยังคิดที่จะได้อะไรคืนมาจากผู้ที่ตนได้ให้ไป ก็ถูกแล้วเอาแค่นี้ ไม่อย่างนั้นก็จะวนพูดไปอย่างละเอียดละเลียดมันก็ดี แต่อย่าไปละเลียดกับคนที่เขาไม่ไหว 

_ในปัจจุบันพ่อท่านได้ยกเอาคำว่าสาเปกโข คือจิตที่มีเยื่อใยกับการได้ให้ไป โดยหวังว่าจะได้อะไรจากผู้ที่เราได้ให้ไป ไม่ว่าจะเป็นคำสรรเสริญเยินยอหรือการสร้างภพชาติในทานที่ได้ให้ไป 

การให้ทานอย่างสัมมาทิฏฐินั้นผู้ให้จะต้องทำใจในใจขั้นสูญสิ้น สาเปกโข

พ่อครูว่า…คือมีอาการหวังว่าจะได้อะไรคืนมาแม้เล็กน้อยก็สาเปกโข ต้องไม่มีสิ่งเหล่านี้จึงจะทำการให้ทานอย่างสัมมาทิฏฐิ ยังได้ผลสูงสุด และได้ชื่อว่า ปุญญภาคิยา(ผู้มีส่วนในการได้ชำระกิเลส) คำว่าปุญญภาคิยา หรือปุญญภาคิยะ แปลว่า ส่วนบุญ 

ภาค แปลว่า ส่วน  ปุญญะ แปลว่าชำระ ทุกอย่าง

คำว่า มีส่วนบุญ คือมีส่วนที่คุณได้เสียไปแล้ว หากจะวนไปมีอีกก็ไม่จบ ปุญญภาคิยะ แปลว่าได้ตัดกิเลสในส่วนที่ได้ให้ไปแล้ว แต่หากจะเอากลับมาก็ต้องทำบุญอีก พยัญชนะกลับไปกลับมา 

คำว่าบุญนี้ยิ่งใหญ่อาตมาได้เปิดคอลัมน์เปิดยุคบุญนิยม ตอนนี้กำลังจะปิดหนังสือพิมพ์เราคิดอะไรคอลัมน์นี้ก็คงจะปิดไปด้วยแต่ก็ยังจะต้องขยายความต่อไปอีก 

อย่าง ธัมมชโยเอาบุญไปใช้เละเทะเลย 

_คำว่าสุญญตาคือสภาวะจิตหมดสิ้นอทินนาทานกับสาเปกโขใช่หรือไม่

พ่อครูว่า…ใช่ สุญญตาคือไม่มีอะไรเหลือ ก็ไม่มีแม้สาเปกโข

สาเปกโข เป็นรายละเอียดของอุเบกขากับ ส 

อุเบกขาคือกลางว่างไม่มีอะไรแล้วสะอาดบริสุทธิ์แล้ว 

_พฤติกรรมต่อไปนี้มีสาเปกโขหรือไม่?อย่างไร…

  • แม่ค้าในร้านขายอาหารได้พูดกับลูกค้าว่าขายอาหารราคาถูกให้แล้วช่วยล้างช่วยล้างจานให้ด้วยนะคะ 

พ่อครูว่า..หากไม่ได้จู้จี้อะไรบอกไปให้เกิดประโยชน์เขาได้เสียสละอัตตาของเขาให้รู้ว่าลูกค้าล้างถ้วยชามให้ด้วยได้หรือ. ..ได้ก็บอกให้รู้กันก็ดี เขาจะได้ละตัวตนเขาด้วย เขาไม่ล้างก็ไม่ได้ว่ากระไร อย่างน้อยก็ได้ฝึกปรือ คนที่ไปช่วยล้างจานชาม พูดอันนี้ก็นึกถึงโยมคร่ำคร่านะ โยมครูหนู เป็นผู้ว่าล้างจานคือล้างใจเอาภาระเรื่องนี้ อธิบายได้พาทำได้สนุกสนาน ก็มีประโยชน์หลายอยู่

  • คนเก่าคนแก่ในบางฐานงาน อ้างว่าตนมาอยู่ก่อนมาก่อนออกคำสั่งที่ใช้กับคนอื่นตามที่ตนเองพอใจ ไม่ยอมรับฟังความเห็นของผู้อื่นโดยเฉพาะผู้ที่มาทีหลัง 

พ่อครูว่า..คุณไปเจอเข้าสิ คุณจึงอัตตาขึ้นคุณก็ยอมเขาสิ แต่ถ้ามีศิลปะให้เขารู้ตัวว่าคนนี้คนเก่าคนแก่นี้รู้ตัวคุณมีศิลปะก็ทำได้ให้เขาได้รู้ แต่ถ้าทำแล้วเกิดเรื่องทะเลาะกันอย่ามาหาว่าอาตมายุนะ คุณต้องมีศิลปะในการให้เขารู้ตัว ก็ช่วยกัน เราก็มีการช่วยกันอยู่อย่างนี้ 

  • การที่นักเสียสละบางคนตามสถานการณ์ต่างๆอิ่มอกอิ่มใจกับคำชมของญาติธรรมที่อยู่นอกชุมชน ว่า หายากนะ คนที่จะมาเสียสละทำงานฟรีอย่างคุณ และในบางครั้ง คำชมดังกล่าวก็มักเกิดคู่กับธนบัตร ถือเป็นลาภัมมิกาหรือไม่อย่างไร

พ่อครูว่า.ธนบัตรคือกระดาษที่ชำระ-หนี้ได้ตามกฎหมาย แต่คุณทนคนอื่นคุณคิดให้ตัวเอง คนอื่นเขาจะซับซ้อนละเลียดกลับไปกลับมามันเป็นเรื่องของเขา ถ้าคุณสงสารเขาบอกให้เขารู้ตัวได้ก็บอก บอกไปแล้วพูดไปแล้วแต่ให้ระวัง โทรไปแล้วได้ผลดีหรือไม่หรือว่าเกิดการโกรธเคืองกันก็อย่าให้เกิดการโกรธเคืองกันถ้าทำได้ก็ทำ ถ้าทำไม่ได้ก็ปล่อยเขาตัวใครตัวใคร มันเป็นเรื่องสุดวิสัยที่จะต้องเป็นเช่นนั้น 

พ่อครูว่า…การเมืองนี่ก็ละเอียดลออขึ้น

อาตมายืนยันว่าอาตมามีความรู้ประชาธิปไตยแบบของพระพุทธเจ้ายืนยันว่าพระพุทธเจ้าเป็นยอดนักประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่ในเอกภพไม่ใช่แค่ในโลกนะ 

ท่านเองพาผู้มาอยู่ในธรรมนูญของท่านมีหลักเกณฑ์คือ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ท่านตั้งมาสามกฎเกณฑ์นี้ตั้งแต่ต้น ทุกวันนี้พระไม่ถือศีลกันแล้ว แต่ไปถือเอาพระวินัย 227 ข้ออย่างเดียว มีแต่สมณะชาวอโศกเอาจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีลของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติ 

จุลศีลมันเป็นศีลที่แต่ละคนนำมาปฏิบัติให้แก่ประโยชน์ของตนเอง ส่วนมหาศีลอันเป็นประโยชน์ของศาสนา จึงเป็นศีลที่ใหญ่ของศาสนา ต้องละเว้น

ในมหาศีล ละเว้นหมดแล้วศาสนาจะยิ่งใหญ่บริสุทธิ์ผุดผ่องมีคุณค่าสูงส่ง แต่ทุกวันนี้ไม่ละเว้นกันส่วนใหญ่จะเป็นเดรัจฉานวิชาเป็นไสยศาสตร์กันทั้งนั้น 

ทุกวันนี้ในวงการศาสนาพุทธกระแสหลักเต็มไปด้วยเดรัจฉานวิชา ไสยศาสตร์ ตามที่ท่านห้ามไว้ในมหาศีลมันก็เลยหมดถ้ามีความเสื่อม 

เสื่อมจนอาตมาอยู่ร่วมด้วยไม่ได้ ไม่ได้เสื่อมแค่มหาศีลแต่เสื่อมไปถึงจุลศีล มัชฌิมศีล 

มันก็เลยลำบากเช่นปาราชิก 4 

ในวงการศาสนาพุทธปาราชิกในเรื่องเงินทองมีเยอะมาก แล้วมันทำศาสนาไม่บริสุทธิ์ศาสนาไม่ยืนนาน อาตมาจึงภาคภูมิใจในชาวอโศกที่พระภิกษุก็ดีแม้แต่สิกขมาตุ เรื่องเงินทองไม่ได้สะสมเงินทอง ทำมาได้ 30-40 ปี มันไม่ใช่เรื่องลำบากอะไรที่ทำไม่ได้เลยมันเป็นเรื่องวิเศษด้วยซ้ำ 

อาตมาเมื่อตอนบวชอยู่ในวงการศาสนาพุทธกระแสหลักได้ 5 ปีอาตมาก็บอกว่าไม่ไหวเลย โดนรังแกต่างๆนานาก็เลยประกาศนานาสังวาส บวช 2513 พอ 2518 ก็ประกาศนานาสังวาสต่อหน้าเจ้าคณะอำเภอเจ้าคณะจังหวัดที่วัดหนองกระทุ่ม เขาก็รับรู้ส่งเรื่องไปยังเถรสมาคมว่าชาวอโศกเป็นอย่างนี้  เราไปไหนมาไหนก็เป็นชาวอโศก 

แต่วันร้ายคืนร้ายท่านก็ดึงเรากลับคืนไปอีก ซึ่งผิดหลักเกณฑ์พระธรรมวินัย คืออาตมาต่อว่าแรง ขัดเกลาเขาแรง เขาเลยตีอาตมา ชาวอโศกให้ตายไปเลย ทำงานศาสนาไม่ได้อีก เขาก็พยายามละเมิดวินัย เอาทั้งธรรมยุตและมหานิกายมารวมกัน อาตมาเข้าไปร่วมด้วยเลยตัดสินเอาตามที่เขาร่วมกัน ผิดข้อคณะปูรกะ 

เขาแม้แต่ปาราชิกเรื่องผู้หญิงก็มี เรื่องเงินทองก็มีเยอะแล้วไม่ได้เอาจริงจัง อาตมาก็อยู่ร่วมด้วยไม่ได้ จึงได้ประกาศนานาสังวาส ตั้งแต่ 2518 พอมาถึง 2532 ก็กลับมาฟ้องร้องเราให้ฆราวาสมาตัดสินเราอีก ได้เอาหลักเกณฑ์ตามกฎหมายมา ตามกฎหมายเราก็ผิดสิ เพราะคนออกกฎหมายมาเองเมื่อปี 2505 ออกกฎหมายมาเองว่า ให้อำนาจพระสังฆราชสั่งให้สึกได้ภายใน 7 วันถ้าไม่สึกก็ผิดกฎหมาย 

หากปาราชิกก็มีสภาพเป็นสมี ก็หนักกว่าพรหมทัณฑ์ที่ให้อยู่ในนี้ได้แต่ไม่สั่งสอนเป็นการลงโทษที่หนักแล้ว แต่สมีนั้นตัดจากศาสนาเลย 1 ชาติ ไม่เอื้อให้ฟังธรรมะเลย แม้เข้ามาในรัศมีที่ฟังธรรมได้ก็ต้องให้ออกไปหยุดเทศน์จนกว่าเขาจะออกไปเลย แต่ว่าเดี๋ยวนี้เขาไม่ได้ทำเช่นนี้เลย แถมเอาให้ไปเป็นมัคทายกด้วย มันจะไปเข็ดได้อย่างไรอย่างนี้ คลุกคลีเน่าเหม็นกันอยู่อย่างนี้ อาตมาจึงอยู่ด้วยกันไม่ได้ต้องประกาศลาออกมา แต่เขาก็ฟ้องร้องมา เราปล่อยให้คุณย่ำยี แต่ศาลก็ให้แต่ติดคุก2 ปีรอลงอาญา พ้นสองปีแล้วเราก็ทำของเราได้ อาตมาไม่ได้หยุด หรือดันทุรังแต่ทำมาได้ตลอดไม่ได้หยุดหย่อน ก็ยังตำหนิอยู่นั่นแหละด้วยกุศลเจตนาไม่ได้อกุศลเจตนา

แล้วพยายามประมาณว่าขนาดนี้ได้ มันมีผลหลายชั้นเพราะอาตมาตำหนิอย่างมีหลักฐานมีสิ่งอ้างอิง ใครจะมาล้มล้างด้วยใครจะมาต่อต้านหรือใครจะมาขัดแย้งยาก คำว่าแย้งยากเพราะอาตมาอยู่ในหลักเกณฑ์ที่ถูกต้องทั้งนั้น ก็เลยหาคนที่จะมาแย้งยากมันเป็นสัจจะ สำหรับคนที่เขารู้ นอกจากคนที่เขาไม่รู้จะแย้งอาตมาก็ด้วยไม่รู้ทำเป็นอวดดี ส่วนผู้รู้จริงๆแล้วก็จะไม่แย้งอาตมาหรอก เพราะถ้ายืนยันด้วยพระไตรปิฎกเล่มเดียวกัน ทุกวันนี้ถึงไม่อ่านหมดก็พอได้ ขนาดรวบรวมธรรมพุทธสุดลึก เอาบทไหนมาก็พอได้ ตั้งแต่หมวด 1 ถึงหมวด108 

ก็ยังนึกอยู่ว่า จะเอามาอธิบายตั้งแต่หมวดที่ 1 

ธรรมะเป็นที่หนึ่ง ใจเป็นประธาน ศีลเป็นเยี่ยมในโลก สีลังโลเกอนุตตรัง

สัจจะมีหนึ่งเดียวเท่านั้นไม่ได้มีสอง ซึ่งในอีกอันหนึ่งบอกในจูฬวิยูหสูตร สัจจะมีหนึ่งเดียวอย่างนี้เป็นต้น เป็นเรื่องที่ลึกซึ้ง คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น)   (พตปฎ. เล่ม ๙ ข้อ ๓๔)

_สู่แดนธรรมว่า..พ่อท่านตำหนิแล้วไม่ได้ทำให้ศาสนาเสื่อมแต่ทำให้ศาสนาเจริญ

พ่อครูว่า..อาตมาจึงต้องตำหนิต่อไป …เราควรมองผู้มีปัญญาใดๆ ที่คอยชี้โทษ  คอยกล่าวคำตำหนิ (นิคฺคัยหวาทิง เมธาวิง) ขนาบ  อยู่เสมอไปว่า.. 

คนนั้นแหละ คือ ผู้ชี้ขุมทรัพย์  ควรคบบัณฑิตที่เป็นเช่นนั้น เมื่อคบหากับบัณฑิตชนิดนั้นอยู่  ย่อมมีแต่ดีถ่ายเดียว ไม่มีเลวเลย (เพราะว่าเมื่อคบบัณฑิตเช่นนั้น มีแต่คุณที่ประเสริฐ โทษที่ลามกย่อมไม่มี – เสยฺโย  โหติ น ปาปิโย)

(พตปฎ. เล่ม ๒๕  ข้อ ๑๖) 

พ่อครูว่า….

ที่จะพูดต่อไปนี้ก็ต้องขออภัยอย่างยิ่ง ที่ต้องยกย่องตัวเอง ชมเชยหมู่กลุ่มตัวเอง 

อาตมาทำงานมานี้ยากแสนยาก คนหมู่มากคณะใหญ่เถรสมาคมเห็นร่วมกันสอดร้อยกัน ทุกวันนี้ผู้ที่เห็นร่วมกับอาตมาก็ยังน้อยกว่า อาตมาตายไปแล้วก็ยังเป็นเช่นนี้ 

เพราะมันเป็นสัจธรรมที่ว่ายอดของพีระมิดมันก็ต้องเล็กกว่าฐานของพีระมิดเป็นธรรมดา พวกเราเป็นยอดพีระมิดมันก็ต้องน้อยกว่าฐานพีระมิดเป็นธรรมดา เหมือนกับ สัญชัยเวลัฏฐบุตรกับพระสารีบุตร พระสารีบุตรเป็นลูกศิษย์ แต่เมื่อไปเจอพระพุทธเจ้าแล้วก็บอกให้กับสัญชัยเวลัฏฐบุตรว่าไปอยู่กับพระพุทธเจ้ากันเถอะ แต่ว่าสัญชัยเวลัฏฐบุตรยังไม่ยอมเชื่อยังไม่ยอมลดอัตตาตัวเองก็บอกว่ายังไม่ไปจะอยู่กับพวกนี้แหละ 

สุดท้ายก็บอกว่า เราจะอยู่กับคนหมู่มากที่โง่นี่แหละ 

ตอนนี้ในประเด็นการเมืองเศรษฐกิจสังคม เราก็พยายามอธิบาย โดยเฉพาะการเมือง ขณะนี้ ขอยืนยันว่า การเมืองเมืองไทยเจริญขึ้น จนกระทั่งต่างประเทศทั่วไป ตอนแรกเขาก็หาว่า พลเอกประยุทธ์มายึดอำนาจแล้วมาบริหารอยู่ 5 ปี แต่ต่อมาไม่ติดใจ คบค้าได้ทุกอย่าง แต่พวกปากหอยปากปูก็บอกว่าต้องเลือกตั้งๆ ถึงจะเป็นประชาธิปไตย จนสุดท้ายถึงวาระก็ต้องเลือกตั้ง จนตอนนี้พลเอกประยุทธ์ได้รับเลือกตั้ง เขาก็ยังไม่หยุด หาแง่มา ปมที่ว่าถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบก็เอามาเป็นประเด็นซะอีก 

อาตมาเข้าใจในยุคสมัย ถ้าเรียบร้อยไม่สนุกหรอก มันต้องมีอย่างนี้ กำลังสนุกดี ถ้าเป็นหนังที่ทุกอย่างเรียบร้อยสงบมันก็จืดชืด มันต้องมีตัวแข็งตัวดื้อ อาตมาถึงบอกว่าตอนนี้พลเอกประยุทธ์ มีรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ แต่คุณเอาแต่พยัญชนะบัญญัติตัวเลข เอาแต่สส.ที่จำนวนไล่เลี่ยกันแต่ขอยืนยันว่าสส.แต่ละฝ่ายนั้นคุณสมบัติต่างกัน จำนวนมีไล่เลี่ยกัน แต่ว่าคุณสมบัติของฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาลคุณสมบัติของคนต่างกัน 

พวกหนึ่งทุนนิยมโลกียะประชาธิปไตยสามานย์ ใช้อำนาจทุนรอนแต่ประชาธิปไตยของรัฐบาลเป็นโลกุตระ เพราะฉะนั้นเสียงปริ่มน้ำนี่แหละจะสนุก เหมือนกับดูมวย รองแชมป์นั้นฝีมือพอๆกับ Champion เลยมัน มันส์ดี แต่แชมป์รักษาแชมป์ให้ดี ไม่ต้องชนะน็อคหรอก จะชนะคะแนนแต่ละหมัดไปนี้ จนคะแนนเต็ม ถ้ากรรมการตาดีนะ 

คุณดูมวย รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำนี่แหละเอาให้ดีพลเอกประยุทธ์ให้กำลังใจมีให้หมดเทให้หมดอยู่แล้ว แล้วคนหาว่าเชียร์เกินไป พลเอกประยุทธ์ไม่ได้ทำงานคนเดียว พลเอกประยุทธ์ทำงานเป็นทีม เป็นประชาธิปไตยมีไม่รู้กี่ระดับ ตอนนี้ขนาดคัดโฆษกขึ้นมา คนก็รู้สึกชมนะ อื่นๆก็เหมือนกัน อาตมาว่ามันจะเป็นตัวอย่างของประชาธิปไตยที่ละเอียดลออ มีรายละเอียดที่เป็นวิชาการ มีรายละเอียดที่เป็นเนื้อหาสาระที่สุดยอดเลย อาตมาก็เป็นผู้หนึ่งที่อยู่ในส่วนกระบวนการแม้จะอยู่ห่างๆแต่ส่งความเข้มข้นเข้าไปอยู่นะ ผู้ที่รับฟังความเข้มข้นได้เขาก็รับไป แม้จะไม่เจตนารับแต่เขาก็ได้เพราะว่าอาตมาเป็นหมอที่พยายามแทรกโอสถทิพย์เข้าไปในขุมขน อาตมาเจตนาทำเช่นนั้น คนไม่รู้ตัวแต่อาตมาไม่หยุด อาตมาเป็นหมอที่ขยัน ทำงานอยู่ทุกวันนี้ อาตมาไม่ปล่อยวางมือง่ายๆหรอกเพราะมันเป็นเรื่องของประชาชนคนไทยและเป็นตัวอย่างของประชาธิปไตยที่สูงสุดในโลก 

หนึ่งเดียวในโลกคือประชาธิปไตยไทย 

“หนึ่งเดียว”ในโลกคือประชาธิปไตยไทย

๑) ไทยเปลี่ยนระบอบใช้ “ประชา- ธิปไตย”

แปดสิบเจ็ดปีมา ตราบนี้

การเมืองย่อมพัฒนา เจริญ“รูป- นาม”แฮ

“พุทธศาสตร์”ชัดช่วยชี้ บ่งให้โลกเห็น

(๒) เป็นศาสตร์รู้จบแจ้ง ทุกนัย

ทั้ง“อัตตาธิปไตย” ชัดแท้

“โลกาธิปไตย”ไข  ได้หมด สิ้นเฮย

“อธิปไตย”จึ่งใช้แก้ “เทฺว”ได้โดย“ธรรม”  

              

(๓) รู้“กรรม”จึงชัดถ้วน “ธรรมะ” 

รู้“อำนาจ”โลกุตระ วิเศษไซร้

ทั้ง“โลก”ทั้ง“อัตตะ” ครบเทฺวะ “๒”รา 

จึง“สยบ”ด้วย“สงบ”ได้ เด่นด้าวโดยธรรม

(๔) กำราบความชั่วร้าย สำเร็จ

ด้วย“สัจจเทฺวะ”เสร็จ ถูกถ้วน

“มวลชน”ร่วมกัน“เผด็จ- การ”จบ ลงแฮ

“ทหาร”ช่วยระวังล้วน ถูกต้อง“เทฺวธรรม”

(๕) กำจัดทรราชแล้ว โดยประชา

ทหารจึ่งยื่นมือมา ต่อไม้

สืบทอดร่วมรักษา ระเบียบ ระบบ      

ใช่“เผด็จการทหาร”ได้ ชื่อผู้ลงมือ

(๖) ซื่อบื้อกันสู่รู้ ดีนัก

หลงเปลือกบ่รู้จัก แก่นแท้ ไทยประพฤติสิทธิศักดิ์ ตรงพุทธ- ศาสตร์เลย

เป็น“รัฐประหาร”แก้ วิกฤติได้ประชาทำ

(๗) สำเร็จ“พฤติภาพ”นี้ ของไทย            

ชื่อ“ประชาธิปไตย” วิศิษฏ์ชี้                    

ไทยปฏิบัติวิสุทธิ์ใจ ซึ่งสัมผัส ได้จริง    

ยืนหยัด“ไทย”ก่อนกี้ ตราบท้าวปัจจุบัน

(๘) สำคัญต้อง“สัมผัส”ถ้วน จากไทย

เป็น“ประชาธิปไตย” ต่างหล้า

“ตัวอย่าง”สุดประเสริฐใน โลก“หนึ่ง- เดียว”เฮย

เด่น“เดี่ยว”แกร่งเกินกล้า แก่นแท้“กายสักขี”

    “สไมย์ จำปาแพง”

              ๑๙ ส.ค. ๒๕๖๒

       [นัยปก “เราคิดอะไร” ฉบับ ๓๕๐ ประจำเดือนกันยายน ๒๕๖๒]

พ่อครูว่า…ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านเป็นโพธิสัตว์แต่เป็นสายเจโต ท่านก็ยังไปหาพวกฤาษีอยู่นะ ประเด็นสำคัญคือท่านได้ตรัสถึงการต้องมาบริหารแบบคนจน การต้องมาขาดทุนของเราคือกำไรของเรา แต่คนหาเรื่องใส่ไฟท่านเยอะ

สรุป ประชาธิปไตยของประเทศไทยมีแกนหลักคือพุทธศาสนา 

สมณะฟ้าไท…สรุปจบ