ศาสนา

620929_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก อจินไตยของปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า และวิเวก 3

อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1A6DC7lQUQCfAWD8E7wSsQNPLVk6pnDkOwleU_kd6d08/edit?usp=sharing

ดาวโหลดเสียงที่ https://drive.google.com/open?id=1MSYxE3PjmU-qfaR9J13oPIgOsM6-EnSA 

 

สมณะเพาะพุทธว่า… วันนี้วันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน 2562 ที่บวรสันติอโศก รายการนี้ จัดในเวลา 18:00 นถึง 20:00 น 

มีประเด็นเรื่องการกินเจ กราบนมัสการครับ ทัศนคติเรื่องการกินมังฯกินเจ มีปราชญ์ทางพุทธศาสนา ได้มีคำสอนเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไว้ดังนี้ อยากทราบว่า ความเห็นเช่นนี้เป็นสัมมาทิฏฐิหรือไม่ครับ

เรื่อง การกินเจ ไม่ใช่การทำบุญ … การกินเนื้อสัตว์ ไม่ใช่การทำบาป

การกินเจ (ตั้งใจไม่กินเนื้อสัตว์) จริงๆไม่ได้บุญ

อธิบาย คือ เราไม่กินข้าวขาหมู แล้วคิด(จิตนาการ) ว่า หมูจะไม่ถูกฆ่า เปรียบได้กับเรานั่งอยู่บ้านเฉยๆ แล้วคิด(จิตนาการ) ว่า เราไปช่วยสอนหนังสือคนอนาถา บุญที่เราไปสอนหนังสือคนอนาถานั้น ไม่มี ไม่เกิด เพราะเรา นึกๆคิดๆไปเองไม่ได้ทำ ไม่ได้กระทำจริง ถ้าอยากได้บุญ เราต้องช่วยชีวิตสัตว์ มี 2 ข้อ คือ

  • ช่วยชีวิตมันโดยการไถ่ชีวิต ซื้อสัตว์ที่กำลังถูกฆ่านำมาปล่อย

  • เมตตาสัตว์ไม่ทำร้ายมัน อย่างนี้เป็นบุญ

แต่การกินเจ บุญไม่เกิด เพราะเราไม่ได้ลงมือกระทำจริง(ช่วยชีวิตสัตว์) เป็นเพียงแต่คิดไปเอง

พระเทวทัตเคย มาเสนอให้ชาวพุทธไม่กินเนื้อสัตว์

พระพุทธเจ้าปฎิเสธ พร้อมให้เหตุผลว่า

  • เนื้อสัตว์ไม่ใช่ของเหม็น อกุศลกรรมต่างหากที่เป็นของเหม็น

  • พระต้อง ควรเป็นผู้เลี้ยงง่าย
  • อนุญาตในการกินเนื้อสัตว์ที่ -ไม่เห็น -ไม่รู้ -ไม่ใช่เนื้อที่ฆ่าโดยเฉพาะให้ตน
  • อาหารเป็นแค่ของเลี้ยงกายไม่ให้ตาย อย่าสนใจมาก

การรับประทานอาหารมังสวิรัติเป็นบุญหรือไม่

การที่จะวินิจฉัยว่าการกระทำอะไร เป็นบุญหรือไม่เป็นบุญนั้น ต้องอาศัยกับหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ว่าด้วย บุญกิริยาวัตถุ 10 อย่าง คือ

  • ทานมัย บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน

  • สีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล
  • ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา
  • อปจายนมัย บุญสำเร็จด้วยประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่
  • เวยยาวัจจมัย บุญสำเร็จด้วยการช่วยเหลือขวนขวายในกิจการงานต่างๆ
  • ปัตติทานมัย บุญสำเร็จด้วยการให้ส่วนบุญ
  • ปัตตานุโมทนามัย บุญสำเร็จด้วยการอนุโมทนาส่วนบุญ
  • ธัมมัสสวนมัย บุญสำเร็จด้วยการฟังธรรม
  • ธัมมเทสนามัย บุญสำเร็จด้วยการแสดงธรรม
  • ทิฏฐุชุกัมม์ การทำความคิดเห็นของตนให้ตรง

เมื่อเทียบเคียงกับบุญกิริยาวัตถุ 10 วิธี แล้ว ไม่พบว่าการรับประทานอาหารมังสวิรัติ คือ รับประทานแต่พืชผักเป็นวิธีทำบุญข้อใดเลย จึงไม่นับว่าเป็นวิธีทำบุญในพระพุทธศาสนา ลองคิดดูว่าถ้าการกินพืช เช่น ผัก หญ้า ได้บุญ แล้วสัตว์ที่กินพืชเป็นอาหาร เช่น วัว ควาย แพะ แกะ ก็ต้องได้บุญมากกว่ามนุษย์ เพราะสัตว์พวกนี้กินพืชตลอดชีวิตไม่กินเนื้อสัตว์เลย

การกินเนื้อสัตว์ บาป หรือ ไม่ ?

การที่จะวินิจฉัยว่าบาปหรือไม่บาปนั้น ต้องพิจารณาว่า การกินเนื้อสัตว์ที่ตายแล้ว เป็นการผิดศีลข้อปาณาติบาต หรือไม่ ศีลข้อปาณาติบาต คือ งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ นั้นจะผิดศีลก็ต่อเมื่อประกอบด้วย องค์ 5 คือ

  • ปาโณ สัตว์มีชีวิต

  • ปาณสญฺญิตา รู้ว่าสัตว์มีชีวิต
  • วธกจิตฺตํ จิตคิดจะฆ่า
  • อุปกฺกโม พยายามที่จะฆ่า
  • เตน มรณํ สัตว์ตายด้วยความพยายามนั้น

เมื่อครบองค์ประกอบทั้ง 5 ข้อ จึงถือว่าเป็นการฆ่าสัตว์ ผิดศีลข้อที่ 1 เป็นบาป แต่ถ้าไม่ได้ลงมือฆ่าเอง และไม่ได้ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า ก็ไม่เป็นบาป ตัวอย่าง เราไปจ่ายตลาด ซื้อกุ้งแห้ง ปลาดุกย่าง ปลาทู เนื้อหมู ฯลฯ เราได้มีส่วนร่วมในการฆ่าสัตว์เหล่านั้นหรือไม่ สัตว์เหล่านั้นย่อมตายก่อนที่เราจะไปซื้อมาเป็นอาหาร ถึงเราจะซื้อหรือไม่ซื้อ สัตว์เหล่านั้นก็ตายอยู่แล้ว เราไม่ได้มีส่วนทำให้ตาย

มีพุทธภาษิตบทหนึ่งว่า

“นตฺถิ ปาปํ อกุพฺพโต”

“บาป ไม่มีแก่ผู้ไม่ทำ”

การกินผักก็อาจจะต้องฆ่าสัตว์ทางอ้อมไปด้วยเช่นกัน เพราะต้องไถดิน ใส่ปุ๋ย ใช้ยากำจัดแมลง อาจทำให้แมลงต่างๆ ไส้เดือนตายได้ ถ้าแบบนี้บาปก็คงไม่ต้องทำสัมมาอาชีพกันเลย

หลวงปู่แหวนท่านบอกว่า

“ไอ้วัวควายกินหญ้าอยู่ตั้งนาน ไม่เห็นเป็นพระอรหันต์ซักตัว”

กราบนิมนต์พ่อครูวิสัชนา คำสอนเหล่านี้ด้วยครับ…กราบนมัสการครับ 

พ่อครูว่า…ก็ต่อเรื่องของเจหรือมังสวิรัตินี้ก่อน ร่วมยุคร่วมสมัยกันดี ตอนนี้เป็นวัฒนธรรมการกินเจซึ่งเป็นเรื่องของชาวจีน กินเจ 9 วัน ก็เมืองไทยตอนนี้ เจริญขึ้นในเรื่องนี้ก้าวหน้าขึ้นเยอะ เรื่องของการกินอาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์ จะเรียกว่าเจหรือเรียกว่ามังสวิรัติ สาระสำคัญคือการไม่กินเนื้อสัตว์ ส่วนรายละเอียดการไม่กินเนื้อสัตว์นั้นจะเป็นบาปหรือเป็นบุญจะเป็นกุศลหรือไม่เป็นกุศลเราจะได้วิเคราะห์วิจัยกันให้ฟังไปอีก 

อาตมาก็พูดถึงเรื่องนี้มาตั้งแต่ก่อนบวช แล้วก็นำเรื่องมังสวิรัตินี่แหละเป็นบุญญาวุธหมายเลข 1 มาตั้งแต่ต้นจนเมื่อยแล้วจนมาบัดนี้ติดลมในประเทศไทยแล้ว ใครเคยเล่นว่าว เมื่อชักไปบนอากาศแล้วเราก็ถือเชือกเฉยๆ แต่ว่าวก็อยู่ได้เพราะลมบนมันจะแรง บางทีมันจะดึงว่าวตัวใหญ่ๆไปเลย คือติดตลาดแล้วติดสังคม สังคมรู้สึกว่าจะมีแนวโน้มเห็นดีเห็นงามแล้วก็พากันเลิกกินเนื้อสัตว์กันเพิ่มขึ้น แล้วก็จะก้าวหน้าไปเรื่อยๆ อาตมามั่นใจว่าเป็นเรื่องของมนุษย์ผู้มีจิตเจริญ มาสู่การเห็นว่าจริงๆแล้วมันไม่ใช่สิ่งที่ควรกิน 

เนื้อสัตว์ไม่ใช่เป็นสิ่งที่มนุษย์ควรกิน เป็นคำกล่าวของพระพุทธเจ้า อย่าว่าแต่ควรกินเลย มันเป็นเรื่องที่รายละเอียดอีกมาก เกี่ยวกับความเป็นสัตว์โลก ตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียวจนถึงเป็นพระพุทธเจ้า เป็นจิตนิยาม พลังงานที่มนุษย์สังเคราะห์กัน 

(พ่อครูไอตัดออกด้วย) 

สมณะเพาะพุทธว่า…เนื้อสัตว์เป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่ควรกิน เป็นคำตรัสของพระพุทธเจ้าในลังกาวตารสูตร 

พ่อครูว่า…คำว่าเนื้อสัตว์เป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่ควรกิน ถ้าคนไทยฟังภาษาไทยเข้าใจ เนื้อสัตว์เป็นสิ่งที่มนุษย์ มนุษย์นี้กินเนื้อสัตว์ควรหรือไม่ควรก็บอกแล้ว เนื้อสัตว์เป็นสิ่งที่ไม่ควรกิน แค่นี้คุณไม่เข้าใจเหรอ ถ้าเข้าใจแค่นี้คุณจะไปกินทำไม แล้วคนที่พูดนี่คือพระพุทธเจ้าเป็นผู้ตรัส ไม่ใช่คนธรรมดา พระพุทธเจ้าตรัสว่าเนื้อสัตว์เป็นสิ่งที่ไม่ควรกิน แล้วไปกินมันทำไม เป็นของไม่ควร ถ้าผู้ที่มีจิตละเอียด ชัดเจนเชิงปัญญาสมบูรณ์แล้วมันก็ชัดแล้ว 

มันมีนัยมากมายเกี่ยวกับสัตว์ อาตมาเคยบอก ถ้าผู้ใดเข้าใจแล้ว สัตว์ที่เกิดมาเริ่มเป็นเซลล์เดียวก็ตาม สัตว์เซลล์เดียว ก็ปล่อยเขาเลยอย่าไปยุ่งกับเขา เขาจะมีวิบากของเขาไปเรื่อยๆ คนแต่ละคนมีวิบากร่วมกับสัตว์มา คนเคยกินเนื้อสัตว์กันมาทั้งนั้นเคยหลงผิดเคยถูกครอบงำด้วยอวิชชามาทั้งนั้นไม่เว้นใคร แม้แต่คนที่เกิดในอินเดีย เขาไม่ได้กินเนื้อสัตว์กันมาตั้งแต่ต้นตระกูล ปู่ของปู่ๆๆๆ แต่ก็ปู่ของปู่ๆๆเขาล่ะ คนระลึกถึงไม่ได้หรอกก็เคยกินมาทั้งนั้นแหละเนื้อสัตว์ คนนั้นเป็นอวิชชาผิดมาก่อนถูกทั้งนั้น เมื่อรู้ว่าผิดก็จะทำต่อทำไมรู้เมื่อไหร่ก็หยุด แน่ใจแล้วว่ามันไม่ดีจริงๆ ก็หยุด อะไรจะไม่มีอะไรจริงเท่าความจริง ความจริงนั่นแหละจริงที่สุดเลย ความจริงแล้วใครบอกว่าไม่จริงคนนั้นต้องโง่ มันเป็นความจริงคุณมาแย้งความจริงได้อย่างไรคุณก็โง่ นี่พูดกันอย่างปิดปากเลย 

ที่คุณคนนี้แสดงความมา อาตมาก็ไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืดเท่าไหร่ คนที่แสดงมาก็อ้างหลักธรรมคำตรัสของพระพุทธเจ้า หรือของอรรถกถาจารย์ อย่างบุญกิริยาวัตถุ 10 ที่จริงของพระพุทธเจ้ามีแค่ 3 ข้อ

ที่พระพุทธเจ้าปฏิเสธพระเทวทัตก็ตามเขาก็เก็บมา 

 พร้อมให้เหตุผลว่า

  1. เนื้อสัตว์ไม่ใช่ของเหม็น อกุศลกรรมต่างหากที่เป็นของเหม็น

  2. พระต้อง ควรเป็นผู้เลี้ยงง่าย

  3. อนุญาตในการกินเนื้อสัตว์ที่ -ไม่เห็น -ไม่รู้ -ไม่ใช่เนื้อที่ฆ่าโดยเฉพาะให้ตน

  4. อาหารเป็นแค่ของเลี้ยงกายไม่ให้ตาย อย่าสนใจมาก

คนกินเนื้อสัตว์เป็นคนเลี้ยงยากหรือเลี้ยงง่าย แค่ความเห็นอย่างนี้ คนกินเนื้อสัตว์นี้เป็นคนเลี้ยงยาก แค่นี้ก็แย้งกันแล้ว พูดกันอย่างพื้นๆ สัตว์ตัวหนึ่ง กับพืชใบหนึ่ง คุณจะไปเอาสัตว์มากินกับพืช อะไรเอามากินง่ายกว่ากันอะไรมันจะดิ้นรนมากกว่ากัน แค่นี้ก็บาปมากหรือบาปน้อยกว่ากันชัดเจนอยู่แล้ว แล้วยิ่งใช้ปฏิภาณปัญญา พืชมันก็ไม่จองเวรจองกรรมแต่สัตว์มันจองเวรจองกรรม แค่นี้เอาเหตุแค่นี้มาแย้งก็ดูจะยากแล้ว

อนุญาตให้กินเนื้อสัตว์ที่ไม่เห็น ไม่รู้ ไม่ฆ่าเฉพาะตน อันนี้เบี้ยวบาลี 

ไม่รู้ไม่เห็นไม่สงสัย บริสุทธิ์โดยส่วนสาม 

  1. สัตว์ที่เห็นว่าถูกฆ่า 2. เนื้อนี้คนฆ่ามาไม่ใช่สัตว์ฆ่ากันเอง เดนสัตว์กินหรือสัตว์ตายเอง ปวัตตมังสะ แต่เขาเบี้ยวบาลี อุทิสมังสะคือสัตว์ที่ถูกฆ่าแล้วเจาะจงให้คนนี้กิน คนชื่อนี้กินแล้วบาป แต่คนอื่นกินแล้วไม่บาป ทำไมต้องเจาะจงเฉพาะแค่คนนี้ได้บาป คุณจะเหมาว่า ก็ว่าเขาเป็นต้นเหตุแห่งการฆ่าสัตว์ตัวนี้ก็เลยเหมาเอาบาปไปคนเดียว แล้วคนฆ่าไม่บาปด้วย หรืออย่างนั้นหรือ จะแย้งด้วยมุมต่างๆนี้เยอะมาก อาตมาไม่ต่อ

อาตมาอยากจะยกตัวอย่างสามเหตุผลง่ายๆ

เหตุผลที่ 1 เรื่องของสัตว์นี้พระพุทธเจ้าท่านสอนเอาไว้ ใครๆก็รู้ อาจจะมีคนไม่รู้อยู่ประเด็นหนึ่งก็คือว่า พระพุทธเจ้าท่านห้ามขาย ห้ามค้าขายเนื้อสัตว์ ยังมีคนเบี้ยวบาลี แย้งว่าท่านห้ามค้า ไม่ใช่ห้ามขายหรือประมาณนี้อาตมาจำไม่แม่นแล้ว ก็ว่าค้านี้มันก็มีขายกับซื้อ เขาแย้งว่าท่านห้ามขายไม่ได้ห้ามค้า หรือห้ามค้าไม่ได้ห้ามขายอะไรประมาณนี้

อาตมาก็ว่า ค้า หรือขายก็อันเดียวกัน ค้าคือมีการซื้อการขาย ถ้าขายก็มีแค่ขายออกไป แล้วมันต่างกันตรงไหน ก็แย้งเอาพยัญชนะสองตัวมาแย้งเท่านั้น ความจริงแล้วมันแย้งไม่ได้ 

หากห้ามค้าก็ไม่มีการซื้อขาย เขาแย้งว่า ห้ามขายนี้ซื้อไปกินได้ คนขายบาปแต่คนซื้อไม่บาป 

อันต่อมา ห้ามค้าขายสัตว์เป็น และอันต่อมาห้ามค้าขายเนื้อสัตว์

มิจฉาวณิชชา 5 

  1. การค้าขายอาวุธ (สัตถวณิชชา) 

  2. การค้าขายสัตว์มีชีวิต  (สัตตวณิชชา) 

  3. การค้าขายเนื้อสัตว์  (มังสวณิชชา) 

  4. การค้าขายสิ่งมอมเมา  (มัชชวณิชชา) 

  5. การค้าขายสิ่งที่เป็นพิษ  (วีสวณิชชา) 

(พตปฎ.  เล่ม 22   ข้อ 177) 

สมมุติว่าเมืองไทยดีมากปฏิบัติตามศีลได้ 95% คนไทย 70 ล้านไม่ฆ่าสัตว์เลย เนื้อสัตว์ก็ไม่มีการขาย ก็จะมีแต่สัตว์ที่ตายเองหรือเดนสัตว์กินทั้งนั้นไม่ได้ถูกคนฆ่า แต่จะหาเนื้อสัตว์ที่ตายเองหรือเดนสัตว์กินมันจะมีน้อยมาก หายาก 

ก็จะมีคนที่ไม่กินมากกว่า และเป็นของหายากที่สุด แพงที่สุด อย่างเหล็กไหล หายากที่สุด คนไม่เกี่ยวบอกว่าไร้สาระอีกคนกลุ่มหนึ่งบอกว่าแพงที่สุดเลย คนอีกกลุ่มหนึ่งบอกว่าเอามาทำประโยชน์อะไรก็ไม่ได้เอามาทำโต๊ะเก้าอี้เดี๋ยวมันไหลหนีไปหมด 

สรุปว่าไม่มีการค้าขายไม่มีการฆ่า นี่ก็จบแล้ว แต่ สำหรับคนจะกินนั้นก็ไม่จบ เราก็ไม่ว่าอะไร เราว่าไปแล้วแต่คุณได้ยินคุณก็ยังเถียงเลย อาตมาก็เลยได้คนจำนวนหนึ่งที่แม้จะบรรยายมาจนเมื่อย คนจำนวนนี้มาพูดแทนอาตมาเยอะแล้ว อาตมาก็จะมีเรื่องที่พูดต่อไปไม่ใช่มีแต่เรื่องมังสวิรัติอย่างเดียว อาตมาก็เลย บายให้ทางนั้นช่วยพูดไป 

ประเด็นที่อาตมาอยากจะสรุปให้ฟัง 2 ความหมายชัดๆ ว่า

พระพุทธเจ้าไม่ได้สนับสนุนการกินเนื้อสัตว์ และพระพุทธเจ้าเองก็ไม่ได้ฉันเนื้อสัตว์ 

ที่ยกตัวอย่างมามากแล้ว 

ถ้าพระสมณโคดม เจ้าชายสิทธัตถะ มาออกบวชและก็ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าและเผยแพร่ศาสนา มนุษย์คนหนึ่งอยู่ในโลกสังคมมนุษย์ ถ้าหากท่านฉันเนื้อสัตว์เป็นปกติ คนเอาเนื้อสัตว์มาถวายท่านก็ฉันเป็นธรรมดา ท่านบอกว่าไม่บาปไม่บุญอะไรหรอก ฉันก็ฉันเป็นปกติตลอดเวลา ในสีหสูตร มีอเจลกะ นิมนต์พระพุทธเจ้าไปฉันอาหาร คือสีหเสนาบดี เหมือนกับนายกฯในยุคโน้น ก็บอกให้ลูกน้องไปซื้อเนื้อสัตว์มาทำอาหารถวายพระพุทธเจ้าที่จะมาฉันอาหารที่บ้าน พระพุทธเจ้าก็รับนิมนต์ ก็ไปฉันเนื้อสัตว์ที่บ้านสีหบดี เสร็จแล้วพวกอเจลกะ พวกเหมือนธนาธร ตะโกนแหกปากอยู่นี่ ถ้าสมัยนี้ก็คงจะกดไลน์กันใหญ่ พวก อเจลกะ ก็ตะโกนใหญ่เลยว่า พระพุทธเจ้าฉันเนื้อสัตว์ เจ้าข้าเอ๊ย พระสมณโคดมฉันเนื้อสัตว์แล้ว ๆๆ เป็นผู้เสื่อมแล้ว …ถ้าพระพุทธเจ้าฉันเนื้อสัตว์เป็นปกติ อเจลกะเขาจะไปตะโกนแหกปากทำไม จะไปฟ้องประชาชนทำไมในเมื่อพระพุทธเจ้าฉันเนื้อสัตว์เป็นปกติ อย่างนี้ก็แสดงว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้ฉันสัตว์เป็นปกติ ถ้าเข้าใจประเด็นนี้ก็จบแล้ว ว่าพระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ฉันเนื้อสัตว์เป็นปกติ ไม่ใช่ว่าท่านฉันเนื้อสัตว์เป็นปกติ พูดไม่รู้กี่ทีแล้ว ทำไมไม่ชัดเจน ประเด็นนี้ประเด็นเดียวก็คงจะชัดเจนว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้ฉันเนื้อสัตว์

.อีกประเด็นหนึ่ง อธิบายซ้ำซากหลายทีแล้วในชีวกสูตร

  1. ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา” (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น) 

  2. สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา  ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส 

  3. ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า  “ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้” 

  4. สัตว์นั้น เมื่อกำลังถูกเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส 

  5. ผู้นั้นยังตถาคตและสาวกตถาคต  ให้ยินดีไปด้วยเนื้อ ย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก (ตถาคตํ วา   ตถาคตสาวกํ วา อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภติ โส อิเมหิ ปญฺจหิ   ฐาเนหิ พหุง อปุญฺญํ ปสวตีติ) ชีวกสูตร ล.13 ข.60 

สมณะเพาะพุทธว่า…ชีวกสูตร มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ ข้อ 56 ซึ่งมีข้อความว่า

ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ ข้าพเจ้าคือท่านพระอานนท์ ท่านได้สดับมาแล้วอย่างนี้ว่า สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ อัมพวัน คือสวนมะม่วงของหมอชีวกโกมารภัจ เขตพระนครราชคฤห์

 ครั้งนั้น หมอชีวกโกมารภัจได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนหนึ่ง ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

         “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าได้ฟังคำนี้ว่า ชนย่อมฆ่าสัตว์เจาะจงพระสมณโคดม พระสมณโคดมทรงทราบข้อนั้นอยู่ยังเสวยเนื้อที่เขาทำเฉพาะตน อาศัยตนทำดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าใคร่จะทราบว่าชนทั้งหลายที่กล่าวอย่างนั้น ชื่อว่ากล่าวตรงกับที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ หรือว่ากล่าวตู่พระพุทธเจ้าด้วยคำไม่จริง พระพุทธเจ้าข้า”

 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

“ดูก่อนชีวก ชนเหล่าใดกล่าวอย่างนี้ว่า ชนทั้งหลายย่อมฆ่าสัตว์เจาะจงพระสมณโคดม พระองค์ทรงทราบข้อนั้นอยู่ ก็ยังเสวยเนื้อสัตว์ที่เขาทำเจาะจงเฉพาะตน อาศัยตนทำดังนี้ ชนเหล่านั้นไม่ชื่อว่ากล่าวตรงกับที่เรากล่าว แต่ชื่อว่ากล่าวตู่เราด้วยคำไม่จริง

ดูก่อนชีวก เรากล่าวเนื้อว่าเป็นของไม่ควรบริโภคด้วยเหตุ 3 ประการ คือเนื้อที่ตนเห็น 1 เนื้อที่ตนได้ยิน 1 เนื้อที่ตนรังเกียจ 1

          ดูก่อนชีวก เรากล่าวเนื้อว่าเป็นของไม่ควรบริโภคด้วยเหตุ 3 ประการนี้

ก่อนชีวก เรากล่าวเนื้อว่าเป็นของควรบริโภคด้วยเหตุ 3 ประการคือ เนื้อที่ตนไม่ได้เห็น 1 เนื้อที่ตนไม่ได้ยิน 1 เนื้อที่ตนไม่รังเกียจ 1

          ดูก่อนชีวก เรากล่าวเนื้อว่าเป็นของควรบริโภคด้วยเหตุ 3 ประการนี้”

   ส่วนข้อความในพระสูตรมีต่อไปว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนชีวก ภิกษุในธรรมวินัยนี้อยู่ในบ้านหรือคามนิคมใดๆ ก็แผ่เมตตาไปทั่วทิศ ตลอดโลกทั้งปวงแก่สัตว์ทุกหมู่เหล่า ด้วยใจประกอบด้วยเมตตาอันยิ่งใหญ่หาประมาณมิได้ ก็เมื่อคฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีเข้าไปหาภิกษุนั้น นิมนต์ให้รับภัตตาหารในวันรุ่งขึ้น ขณะที่คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีอังคาสเธอด้วยบิณฑบาตอันประณีต เธอไม่เคยคิดเลยว่าคนเหล่านั้นอังคาสเธอด้วยอาหารที่ประณีต และไม่เคยคิดที่จะให้เขาถวายอาหารเช่นนั้นอีก เธอไม่ได้ยินดียินร้ายในอาหารเหล่านั้น เป็นผู้มีปกติเห็นโทษ มีปัญญาเป็นเครื่องถอนตน บริโภคอยู่

          ดูก่อนชีวก ภิกษุนั้นย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตน เพื่อเบียดเบียนผู้อื่น หรือเพื่อเบียดเบียนทั้งตนหรือผู้อื่นบ้างหรือไม่”

          หมอชีวกกราบทูลว่า “ไม่เบียดเบียน พระพุทธเจ้าข้า”

          พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสต่อไปว่า “ภิกษุนั้นชื่อว่าฉันอาหารอันไม่มีโทษใช่หรือไม่”

          หมอชีวกกราบทูลว่า “ใช่ พระพุทธเจ้าข้า” แล้วทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าได้ทราบมาว่า พรหมมีปกติอยู่ด้วยเมตตา ข้าพระองค์เพียงแต่ได้ยินได้ฟังมา บัดนี้ข้าพระองค์ประจักษ์ชัดแล้วว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีปกติอยู่ด้วยเมตตา”

          พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

          “ดูก่อนชีวก บุคคลที่มีความพยาบาท เพราะราคะ โทสะ โมหะใด ราคะ โทสะ โมหะนั้นตถาคตละแล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เหมือนตาลยอดด้วน ถึงความไม่มี มีอันไม่เกิดต่อไปเป็นธรรมดา

          ดูก่อนชีวก ถ้าท่านกล่าวหมายเอาการละราคะ โทสะ โมหะเป็นต้นนี้ เราอนุญาตการกล่าวเช่นนั้นแก่ท่าน”

          หมอชีวกทูลรับว่า “ข้าพระองค์หมายเอาการละราคะ โทสะ โมหะ เป็นต้นนั้น”

          แล้วพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสต่อไปอีกถึงภิกษุในธรรมวินัยนี้ว่า เมื่ออยู่ที่ใดก็มีใจประกอบด้วยกรุณา ประกอบด้วยมุทิตา ประกอบด้วยอุเบกขาในสัตว์ทั้งปวง ทั่วทุกทิศ ตลอดโลก ตามลำดับดังที่เล่าไปแล้ว กล่าวคือ เมื่อภิกษุนั้นรับนิมนต์ของผู้ใดแล้ว แม้ได้อาหารที่ประณีตท่านก็ไม่เคยคิดเลยว่า ขอให้ผู้นั้นจงถวายอาหารที่ประณีตอย่างนี้อีก แต่ท่านเป็นผู้ไม่ยินดียินร้ายในอาหารเหล่านั้น เป็นผู้บริโภคด้วยปัญญาเป็นเครื่องถอนตน เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้นจะชื่อว่าเบียดเบียนตนและผู้อื่นได้หรือไม่ และจะชื่อว่า ภิกษุนั้นฉันอาหารอันมีโทษได้หรือไม่

          หมอชีวกทูลว่าไม่ได้ แล้วทูลต่อไปว่า “ข้าพระพุทธเจ้าได้สดับมาว่า พระพุทธเจ้าทรงมีปกติอยู่ด้วยกรุณา มุทิตา อุเบกขา คำนั้นสมจริงแล้ว เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นพยานในเรื่องนี้ด้วยว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีปกติอยู่ด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา”

          พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ถ้าท่านหมายเอาการละราคะ โทสะ โมหะแล้ว เราอนุญาตการกล่าวเช่นนั้นแก่ท่าน”

          หมอชีวกทูลว่า “ข้าพระองค์หมายเอาเช่นนั้นพระเจ้าข้า”

          ก็เพราะเหตุที่พระพุทธเจ้าตรัสแล้วว่า พระองค์และภิกษุสาวกของพระองค์เป็นผู้มีอยู่ด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาต่อสัตว์ทุกชนิด ทุกประเภท ทั่วโลกหาประมาณมิได้

          เหตุไฉน จึงจะเป็นอย่างที่คนทั้งหลายกล่าวหาพระองค์ว่าพระองค์รับและฉันปลาและเนื้อที่เขาฆ่าเจาะจงพระองค์

          เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า

          “ดูกรชีวก ผู้ใดฆ่าสัตว์เจาะจงตถาคตหรือสาวกตถาคต ผู้นั้นย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ด้วยเหตุ 5 ประการคือ

  1. ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมาดังนี้ ชื่อว่าย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ด้วยเหตุประการที่ 1 นี้

  2. สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ได้เสวยทุกข์โทมนัส ชื่อว่าย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ด้วยเหตุประการที่ 2 นี้

  3. ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้ ชื่อว่าย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ด้วยเหตุประการที่ 3 นี้

  4. สัตว์นั้นเมื่อเขากำลังฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส ชื่อว่าย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ด้วยเหตุประการที่ 4 นี้

  5. ผู้นั้นย่อมยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีด้วยเนื้อเป็นอกัปปิยะ ชื่อว่าย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ด้วยเหตุประการที่ 5 นี้

          ดูกรชีวก ผู้ใดฆ่าสัตว์เจาะจงตถาคตหรือสาวกของตถาคต ผู้นั้นย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ด้วยเหตุ 5 ประการนี้“

          จากชีวกสูตรนี้ ท่านจะทราบว่า การฆ่าสัตว์เพื่อถวายพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์สาวกของพระองค์นั้นบาปมาก คือบาปตั้งแต่สัตว์นั้นถูกนำตัวมาทีเดียว ไม่เพียงแต่ผู้ฆ่าหรือผู้สั่งให้ฆ่าจะเกิดบาปเท่ากัน แม้สัตว์ที่ถูกนำมาฆ่าก็เกิดบาป คือเกิดอกุศลจิตคิดกลัวภัย กลัวตาย ได้รับทุกข์โทมนัสมาก ทั้งในเวลาที่ถูกนำตัวมาและในเวลาที่ถูกฆ่า และด้วยอกุศลจิตที่เกิดขึ้นในขณะนั้น อาจทำให้สัตว์นั้นไปเกิดในอบายได้อีกด้วย นับว่าน่าสงสารมาก เพราะฉะนั้นอย่าฆ่าเองหรือใช้ให้ผู้อื่นฆ่าเลย ไม่ว่าฆ่าเล่น ฆ่าเอามากิน หรือฆ่าเพื่อทำบุญ เพราะแทนที่จะได้บุญกลับได้บาปมากทีเดียว ชีวิตใครใครก็รัก เรารักตัวกลัวตายกลัวถูกฆ่าอย่างไร สัตว์ทั้งหลายก็รักตัวกลัวตาย กลัวถูกฆ่าอย่างนั้นเหมือนกัน

พ่อครูว่า..ในชีวกสูตร มีคำว่า สัญจิจจะ ปานัง ชีวิตาโมโรเปตุง คือเจาะจง หรืออุทิสะ ปานัง คือชีวิต ชีวิตาโมโรเปตุง คือการฆ่า

เขาไปแปลว่า เจาะจงผู้ใด พูดนั้นไม่ได้กิน แต่ที่จริงสำคัญคือ เจาะจงว่า คนเป็นผู้ฆ่ากินไม่ได้ แต่ถ้าสัตว์ฆ่ากันก็กินได้ มันเป็นเดนสัตว์กิน

สัตว์มันฆ่าสัตว์ เป็นสัตว์กินเนื้อมันก็ฆ่ากันทั้งนั้นไปยุ่งกับมันทำไมวิบากกรรมวิบากมัน เอาแต่เ​ฉพาะคน ปฏิบัติเฉพาะกับคน คนที่มีปัญญา เขาก็จะไม่กินแม้แต่เนื้อสัตว์ที่เป็น ปวัตตมังสะ คือเดนสัตว์กินคือสัตว์ทิ้งแล้ว หรือสัตว์ที่ตายเอง จะไปกินมันทำไม กินแต่พืชก็เพียงพอแล้ว แต่คนที่จะกินก็หาประตูจะกินให้ได้ ก็หาแง่เพื่อกิน คนไม่กินจะหาแง่ไปกินทำไม 

คนไม่กินก็ไม่กิน มีด.ญ.ฝรั่งที่ในคลิปว่า มันเป็นสัตว์จะไปกินมันทำไม เด็กไร้เดียงสายังรู้เลยว่าไปฆ่ามันทำไมสงสารมัน สัตว์ก็ว่ามันเป็นสัตว์ Animal ไปกินมันได้อย่างไรมันเป็นสัตว์ อาตมาว่า เด็กคนนี้ ด่าแสบมากเลยนะ คนอะไร ไม่รู้ว่าอันนั้นเป็นสัตว์แล้วคุณก็เป็นสัตว์ สัตว์อื่นก็เป็นสัตว์ต่างคนต่างเป็นสัตว์ต่างเกิดมามีชีวิต สัตว์ทุกตัวก็มีชีวิต ที่ท่องกัน สัตว์ทั้งหลายเกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นเป็นเพื่อนทุกข์ ก็พูดมาแต่ไหนแต่ไร แต่ทำไมจะกินจะบำบัดแต่ทุกข์ฉัน มันพูดเอาแต่ได้

ประเด็น 5 ข้อนี้ ตั้งใจฟังให้ดีๆ 5 ข้อนี้พระพุทธเจ้าสรุปไว้สุดยอดแล้ว ไม่มียอดมากกว่านี้แล้ว โดยสรุปคือบาปเป็นอันมาก ไม่ใช่บุญเลย บุญแค่ .00000001 ก็ไม่มี มีแต่บาป ล้านๆๆๆ บาปเป็นอันมากไม่เป็นบุญเลย 

  1. ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา” (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น) 

  2. สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา  ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส 

  3. ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า  “ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้” 

  4. สัตว์นั้น เมื่อกำลังถูกเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส 

  5. ผู้นั้นยังตถาคตและสาวกตถาคต  ให้ยินดีไปด้วยเนื้อ ย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก (ตถาคตํ วา   ตถาคตสาวกํ วา อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภติ โส อิเมหิ ปญฺจหิ   ฐาเนหิ พหุง อปุญฺญํ ปสวตีติ) ชีวกสูตร ล.13 ข.60 

เอาของไม่ควรไปให้กินก็บาปแล้ว สองก็ให้เขาอร่อยอีกนะ แล้วก็จะให้เขาติดรสเนื้อสัตว์อีก ก็บาปอีกเท่าไหร่ แล้วเอาไปให้ผู้ที่ไม่สมควร ภิกษุผู้เป็นสาวกพระพุทธเจ้ากับพระพุทธเจ้า คุณจะทำบาปกับคนธรรมดาก็บาปประมาณหนึ่ง แต่ไปทำบาปกับพระพุทธเจ้าจะบาปกี่ซับซ้อน บาปข้อที่ 5 นี้บาปที่สุดไม่มีอะไรยิ่งใหญ่เท่าแล้วในเรื่องการทำบาปกับกินเนื้อสัตว์ เคราะห์คุณดีที่ในยุคนี้ไม่มีพระพุทธเจ้า แต่คุณก็เอามาถวายสมณะโพธิรักษ์ ก็พอกันเลย หรือสงฆ์อื่นก็ตามท่านเพาะพุทธก็ตาม

สมณะเพาะพุทธว่า..ต่อให้คนมาถวายพ่อท่าน พ่อท่านก็ไม่ได้ยินดี 

พ่อครูว่า…อกัปปิยะก็คือไม่ควรแล้ว เป็นคำสุดยอด ไม่ใช่คำที่ใช้บังคับแต่เป็นคำสอนอนุสาสนีธรรมดาว่าไม่ควร ให้เกียรติคุณคิดเองเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ แต่ถ้าว่าอย่าทำนี้เป็นcommand บังคับแล้ว ในมหาปเทส 4 เป็นต้น เป็นสุดยอดแห่งผู้ดี แต่ผู้หยาบก็เข้าใจยาก แต่ผู้ละเอียดก็เข้าใจได้

ขอสรุป ในยุคกาลกินเจ ในข้อที่คุณเอามาอ้างองค์ 5 อาตมาก็ว่าไม่มีในพระไตรปิฎก อยู่ในอรรถกถาจารย์ที่ว่า

  1. ปาโณ สัตว์มีชีวิต 

  2. ปาณสญฺญิตา รู้ว่าสัตว์มีชีวิต

  3. วธกจิตฺตํ จิตคิดจะฆ่า

  4. อุปกฺกโม พยายามที่จะฆ่า

  5. เตน มรณํ สัตว์ตายด้วยความพยายามนั้น

เป็นองค์ประกอบของปาณาติบาต องค์ประกอบการฆ่าสัตว์ที่ครบองค์ประกอบของการฆ่า อย่างเช่นนายน้ำอุ่น จะรู้ไหมว่าลัลลาเบลมีหรือไม่มีชีวิต อันนี้เป็นต้น

ใครที่คิดว่าเนื้อสัตว์เป็นสิ่งอันควรเขาก็กินเป็นเรื่องของเขา ของเราเองกินพืชพันธุ์ธัญญาหารก็เพียงพอแล้ว 

ประเด็นที่ว่าพระพุทธเจ้าไม่ฉันเนื้อสัตว์ พระเทวทัตก็ไม่ได้ฉันเนื้อสัตว์ แต่พระเทวทัตอยากจะจัดระเบียบ ยุคสมัยพระพุทธเจ้า ทวีปอินเดียเขารู้กันหมดแล้ว รู้ว่าคนไม่ควรกินเนื้อสัตว์ แล้วจะไปออกกฎระเบียบทำไมอีก เจาะช่องให้คนอื่นเขาบ้าง พระพุทธเจ้าไม่ใช้วิธีการบังคับ แต่ในยุคสมัยนี้ เกือบจะคำสั่งแล้ว แต่อาตมาไม่ได้สั่งเป็นกฎระเบียบ มาอยู่กับพวกเราต้องไม่กินเนื้อสัตว์นะ ก็ยังมีพวกเราที่ยังทานเนื้อสัตว์กันอยู่ คุณออกไปข้างนอกก็รับประทาน แต่มาในนี้คุณก็ไม่รับประทานเท่านั้น สำหรับคนที่เขายังทานเนื้อสัตว์ เราเข้าไปว่าเขาไม่ได้มันเป็นอิสระเสรีภาพ ก็ให้พากเพียรไป คุณมาที่นี่ก็ให้เกียรติเราแล้ว ไม่เอาเนื้อสัตว์เข้ามารับประทานอยู่ในนี้ คุณไปรับประทานส่วนตัวก็เรื่องของคุณ แต่คนที่ไม่รับประทานด้วยใจของเขาก็เป็นกุศลเต็มรูปของเขา 

เข้าสู่คำว่าบุญคำว่าบาปเป็นสาระที่จะพูดกันวันนี้ เรื่องบุญเรื่องบาปเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากที่สุด อาตมาก็พูดแล้วว่าบุญเป็นคำของพระพุทธเจ้า ปุญญะ เป็นของศาสนาพุทธศาสนาเดียวแต่คนอื่นเอาไปใช้ ศาสนาอื่นก็เอาไปใช้จนกระทั่งนักบวชของเขาได้ชื่อว่านักบุญ ทั้งที่เขาไม่มีความรู้คำว่าบุญ คำว่าบุญเป็นเรื่องลึกซึ้งสูงสุดเข้าใจไม่ได้ครบง่ายๆ มันมีมิติสำคัญเยอะมากในคำว่าบุญ 

คนที่ไม่มีฉันทะในการตั้งใจฟังจะไม่เข้าใจเลย แม้เขาจะมีฉันทะในการตั้งใจฟังยังจะเข้าใจได้ยากเลย อย่างพวกเรามีฉันทะเจตนาอยากจะเข้าใจมันยังยากเลย เพราะฉะนั้นคนที่ไม่มีฉันทะถ้าไม่อยากจะเข้าใจก็ไม่มีทางได้เลย ถ้าไม่มีฉันทะเป็นมูล ก็ปิดประตูตลอดกาล 

ถ้าคุณไม่มีฉันทะจิตของคุณจะปิดตลอดกาล ฉันทะเป็นมูลจึงเป็นข้อที่สูงสุดในมูลสูตร 10 มีต้นที่สุดกับปลายสุด ปรินิพพานเป็นปริโยสาน 

ปรินิพพานเป็นปริโยสานเป็นของพระพุทธเจ้าหรือปัจเจกพระพุทธเจ้า หรือสยังอภิญญา หรือปัจเจก 

ปัจเจกมีสองอย่าง ปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติ คือรู้ได้ด้วยตน แม้แต่มีอันแรกเป็นอัญญาก็สะสมความรู้ที่เป็นโลกุตระ จนกระทั่งมีจำนวนหนึ่งก็เรียกว่าปัจเจก จากปัจเจกมากขึ้นเกิน 50 เปอร์เซ็นต์เป็นต้นไปก็เป็น สยังอภิญญา 

สยังอภิญญาก็เป็น 7 เลย 7 เป็น 8 เป็น 9 ก็เป็น ปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ  ปัจเจกนี้เป็นอุทธัมภะ คือส่วนที่สูงขึ้น ส่วนปัจเจกที่เลยจากปัจจัตตังเป็นปัจเจกเป็นโอรัมภาคิยะ

ปัจเจกที่ไม่ใช่ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นปัจเจกบุคคลเท่านั้น เป็นปัจเจกที่มีปัจจัตตังสะสมสูงไปเป็นสยังอภิญญา อย่างอาตมาเป็นสยังอภิญญา ยังไม่ถึงปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า สูงกว่านั้นก็เป็นสัมมาสัมพุทธเจ้า 

ปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ ที่มีสัพพัญญูเท่ากับพระพุทธเจ้า แต่ไม่ได้ชื่อว่าสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งในโลก 

ปัจเจกสัมมาสัมพุทธะมีสัพพัญญูเท่ากับพระพุทธเจ้าทุกพระองค์แต่ไม่ประกาศศาสนาขึ้นในโลกเท่านั้น แล้วท่านก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานไป ไม่ประกาศ ก็ไม่มีในทำเนียบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในกัปป์ไหนก็แล้วแต่หายสาบสูญไปเลย

สมณะเพาะพุทธว่า…จำนวนของปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าน่าจะมีมากกว่าสัมมาสัมพุทธเจ้าใช่ไหมครับ 

พ่อครูว่า…ก็ยังตอบไม่ได้ ผมไม่อยากพูดในสิ่งที่ไม่แน่ใจว่าถูกหรือเปล่า 

หากเป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า หากไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสานก็เกิดมาอีกได้บางองค์เกิดมาในยุคใด ประกาศศาสนาแล้วมันก็เสียของก็ไม่ประกาศศาสนา แต่ก็กลับมาเกิดอีกได้ 

แต่ผู้มีภูมิเท่ากันจะมาเกิดพร้อมกันเป็นไปไม่ได้ เพราะท่านก็รู้กันแล้ว จะเกิดมาซ้อนกันทำไม 

ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าคือผู้ให้ประกาศว่าฉันเป็นเจ้าของศาสนาพุทธ ในประดาทำเนียบมนุษย์โลก ท่านไม่ได้ประกาศศาสนาแล้วก็ปรินิพพานไป แต่มีสัพพัญญุตญาณเท่ากับพระพุทธเจ้า 

สิกขมาตุสัจฉิกตา … ที่บอกคำว่าประกาศ หมายความว่าการประกาศตนว่าเป็นพระพุทธเจ้า ไม่ได้หมายถึงว่า บอกกล่าวคำสอนแก่ผู้อื่น ปัจเจกก็สามารถสอนได้ เพียงแต่ไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นพระพุทธเจ้าเท่านั้น 

พ่อครูว่า…ได้ นัยนี้เข้าใจนะ ท่านมีภูมิเป็นสัพพัญญูเท่ากับพระพุทธเจ้า แต่มันจะแย้งว่า ผู้ที่มีสัพพัญญุตญาณ จะมาเกิด 2 องค์ซ้อนกันไม่ได้ เป็นสิ่งบ่งว่า ภูมิที่มีความสูงส่งขนาดสัพพัญญุตญาณนั้น ไม่มีใครจะไล่ทันได้ ถ้าปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า จะประกาศศาสนาได้ ก็ต้องมีภูมิเท่ากับพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ แต่ท่านไม่ประกาศ 

สู่แดนธรรมว่า..พระปัจเจกฯท่านเกิดมาหลายครั้งได้เพราะอาภัพเรื่องบารมีเรื่องคน ประกาศศาสนาไม่ได้เพราะไม่พร้อม ท่านก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานไปเลยดีกว่า

พ่อครูว่า…อันนี้สู่แดนธรรมว่าได้ละเอียดกว่าอาตมา ผู้ที่จะประกาศศาสนาต้องมีบารมีที่มีพระอัครสาวกครบพร้อม ก็เป็นของตัวเองบำเพ็ญบารมีมาร่วมกัน พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าจะต้องมีมวลจำนวนนั้น ไม่ได้มาเกิดพร้อมกันในยุคนี้ท่านก็ประกาศไม่ได้ อันนี้เป็นนัยที่สู่แดนธรรมพูดอันนี้ก็ถูก ละเอียดไปอีก 

สมณะเพาะพุทธว่า…ภูมิของพระพุทธเจ้ากับพระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่ากัน แต่บารมีผู้ที่เป็นองค์ประกอบบริวารจะไม่เท่ากันในยุคนั้น ท่านก็รู้แล้วว่าจะไปแข่งไม่ได้ มวลบริวารไม่เท่ากัน ท่านต้องรู้แล้วมีภูมิ ขนาดผมก็ยังรู้เลย

สู่แดนธรรมว่า…พระเทวทัต มีพยากรณ์ว่าจะได้เป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคต แต่ท่านมีอนันตริยกรรม แม้ท่านจะมาเกิดอีกหลายครั้ง แต่ไม่มีบารมีมีสาวกที่จะเกิดศาสนาได้ ก็เลยปรินิพพานเป็นปริโยสานไปเลย 

พ่อครูว่า..เป็นอาภัพ อย่างอาตมาชาตินี้ก็ไม่พร้อม แต่ไม่เหมือนพระเทวทัต อาตมายังสามารถสร้างบารมีต่อได้ แต่พระเทวทัตสร้างบารมีต่อไม่ได้สูงสุดได้แค่ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า ต่อไปเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ เป็นอจินไตย เหมือนผู้หญิงเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งไม่ได้ ก็อาภัพ

สู่แดนธรรมว่า…ปัจเจกพระพุทธเจ้าจะมีที่เป็นผู้หญิงได้ไหม 

พ่อครูว่า…ก็อย่างเจ้าแม่กวนอิมไงล่ะ เขาเลยบอกว่าเป็นปางหนึ่งของพระอวโลกิเตศวร ซึ่งเกิดก่อนเป็นพี่พระสมณโคดมเสียด้วย แล้วเจ้าแม่กวนอิมเขาเป็นอวตารของพระอวโลกิเตศวร จะว่าไปก็ใหญ่กว่าพระสมณโคดมอีก

พ่อครูว่า…ฟังเรื่องอจินไตยแล้วชอบพวกเรามันเข้าใจได้ 

สมณะเพาะพุทธว่า..ทำให้เข้าใจปัจเจกกับสัมมาสัมพุทธะ ได้ดีเพิ่มขึ้นฟังเรื่องพระเทวทัตก็ทำให้เกิดกำลังใจแม้ใครจะเคยทำเรื่องไม่ดี แต่ก็สามารถบำเพ็ญบารมีขึ้นไปได้ พัฒนาชีวิตได้ ตัวหนอนที่น่าเกลียดยังสามารถเป็นผีเสื้อที่น่ารักได้ น้ำเน่าข้างถนนยังสามารถเป็นฝนได้ จอมโจรองคุลีมาลยังสามารถเป็นพระอรหันต์ได้ 

เมื่อกี้ไขความเชิงบวก ตอนนี้ไขความเชิงลบบ้าง ก็ต้องขออภัยต่ออ.มั่น ภูริทัตโต

สมณะเพาะพุทธว่า…พระอาจารย์มั่นภูริทัตโต ได้รับการยกย่องจาก UNESCO มาเป็นบุคคลสำคัญของโลก ชาวไทยก็ยกย่องว่าเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง 

พ่อครูว่า…อาตมาจะพูดในเชิงลบ ไม่เช่นนั้นก็จะเข้าใจผิดกัน เข้าใจไม่ทะลุเข้าใจไม่ละเอียดเข้าใจไม่สมบูรณ์ แล้วมันจะกลายเป็นเรื่องคาราคาซัง เพราะเป็นการแยกส่วนระหว่างเทวนิยมกับอเทวนิยม ชัดมาก อาตมาชัดก็อยากให้ผู้ไม่ชัดได้ชัดตาม

ท่านเป็นคนดี ท่านเป็นภันเตอาตมา ท่านเกิดมาเมื่อ 150 ปีแล้ว อาตมาย่าง 86 ปี 

คอลัมน์บอกว่า…พระอรหันต์ พระอาจารย์มั่นภูริทัตโต เป็นตอนที่ 9 แล้ว

เขียนโดยนายแพทย์วิชัย เทียนถาวร 

ในปีพศ. 2458 หลังจากท่านอาจารย์มั่นได้จำพรรษาที่กรุงเทพฯในปีนั้น ว่าเราควรจะได้แนะนำสั่งสอนธรรมะปฏิบัติที่เราได้รู้ได้เห็นมา ซึ่งเป็นธรรมะที่ยากนักจะรู้ได้ 

พ่อครูว่า…เป็นนิรมาณกายคือไม่มีจริง ปั้นเองเอง แล้วก็บริโภคร่วมกันเป็นสัมโภคกายในอาทิสมานกาย คือไม่มีจริงหรอก เป็นแต่ของตนเองเท่านั้น คนอื่นสัมผัสของคนอื่นไม่ได้ เพราะต่างคนต่างไม่เห็นของใครอาทิสมาณกาย คุณเห็นของคุณคนเดียว สัญญายนิจจานิ ซึ่งเป็นเรื่องมิจฉาทิฏฐิ แต่สัญญายนิจจานิที่เป็นสัมมาทิฏฐิ เป็นของพระพุทธเจ้า ในจูฬวิยูหสูตร ข้อ 419 

พระอาจารย์มั่น ยังไม่ใช่พระอรหันต์ การตำหนิจะดูแรงก็ต้องขออภัยไว้ล่วงหน้า…

พระอาจารย์มั่นใช้ฐานหลับตาปฏิบัติเป็นหลัก เกือบจะเท่ากับพระมหากัสสปะ อยู่ในป่าเป็นหลัก จนกระทั่งถือว่าเป็นอาจารย์ใหญ่ของสายพระป่า 

คำว่าพระป่านี้มันใช่ของศาสนาพุทธ เพราะว่าพระป่าแปลว่า เถื่อน ผู้ใดที่ไปยึดติดไปข้องอยู่ในป่า โคนต้นไม้ เขา ซอกเขา ถ้ำ ป่าช้าป่าชัด ที่แจ้งลอมฟาง แล้วเป็นผู้ที่สงัดด้วยกายอยู่ คือเดินผู้เดียว อยู่แต่ผู้เดียว (บาลีว่าเอกะ) นั่งผู้เดียว นอนผู้เดียว เข้าบ้านบิณฑบาตผู้เดียว กลับผู้เดียว ยืนผู้เดียว นั่งอยู่ในที่เร้นลับผู้เดียว อธิษฐานจงกรมผู้เดียว เป็นผู้เดียว เที่ยวอยู่ เปลี่ยนอิริยาบถอยู่ประพฤติอยู่รักษาให้เป็นประโยชน์ เรียกว่าวิเวก

คำว่า วิเวก ปัสสัทธิ สมถะ สามคำนี้มีนัยต่างกัน

วิเวก ในพระไตรปิฎกแปลว่าความสงัด ไม่ได้แปลว่า ความสงบเสียทีเดียว แต่สมถะ บางทีก็แปลว่าความสงบ ส่วนปัสสัทธิ แปลว่าความสงบอย่างเดียว 

เอาแต่สามคำนี้ก่อนว่ามีลิงคะ ต่างกันอย่างไร

สมถะหมายความว่าเป็นความสงบสงัด ที่แน่นอยู่ในจิตอย่างเดียวแล้วดิ่งไปอย่างตั้งมั่นสมถะ เข้าไปหา ถะ ตัวถ.ถุง เข้าไปอยู่ในถ้ำในที่มืดอย่างเดียวในสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า 

ส่วนคำว่าวิเวกนั้น เป็นคนเหมือนใจกว้าง หมายถึงโลกหมายถึงป่า หมายถึงอะไรต่ออะไรด้วยแล้วหมายถึงจิตลึกๆด้วย รวมหมดเลยวิเวก แต่มีความหมายว่า อยู่ผู้เดียว สงบสงัดคนเดียวไม่เกี่ยวกับใคร สมถะก็ไม่เกี่ยวกับใครแต่อยู่ในจิต แต่วิเวกนี้เกี่ยวกับโลกหาที่สุดไม่ได้และเกี่ยวกับจิตตัวเองด้วย 

วิเวกสุดทั้งลึกสุดทั้งกว้าง

กายวิเวก เขาก็หมายถึงว่าผู้ที่ข้องส้องเสพ ท่านใช้คำว่า ทูเร วิเวกา แปลว่า ไกลจากวิเวก คนไกลจากวิเวกนี้แหละ ถ้าไกลจากสมถะ ก็เหมือนอย่างพระอาจารย์มั่น ไม่ใช่ผู้วิเวก เพราะไม่ได้เอาทางโลกหาที่สุดมิได้ แต่ไปเอาทางจิตเข้าไปในๆ อย่างเก่งรู้แต่ป่า ป่าช้าป่าชัฎ เขา ถ้ำ ที่แจ้งลอมฟาง กายวิเวกก็หมายแค่เอาการไปออก ในป่า โคนต้นไม้ เขา ซอกเขา ถ้ำ ป่าช้าป่าชัฎ ที่แจ้งลอมฟาง แล้วไปอยู่แต่ผู้เดียวแป๊บเดียวก็จะบรรลุอรหันต์ 

ทั้งๆที่อยู่แต่ผู้เดียวนี้พระพุทธเจ้าหมายถึงจิตไม่มีเพื่อนสอง 

ไม่มีเพื่อนสองคือจิตไม่มีกิเลส กิเลสหมด จิตเป็นหนึ่งอย่างเดียว  แล้วมีประสิทธิภาพสูงสุดจะเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับใครต่อใครต่างๆหูจมูกลิ้นกาย จิตของคุณก็เป็น เป็นเอกัคคตตา กามไม่เข้าอัตตาก็ไม่ไป เป็นจิตใจที่แข็งแรง ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา 

อาจารย์มั่น ถ้าใช้คำว่ากายวิเวกอย่างที่ว่า อย่างในคุหัฏฐกสูตรนี้ 

ก็หมายแค่รู้แค่แวดวงพระป่า แวดวงของโยมที่มีทิฏฐิว่า จะต้องไปปฏิบัตินั่งหลับตา แล้วจะบรรลุเพราะการนั่ง สมาธิหรือฌานก็บรรลุด้วยการนั่งหลับตา ฌานลืมตาไม่ได้ สมาธิลืมตาไม่ได้ ต้องเกิดผลจากการนั่งสมาธิ วิธีนี้ต้องนั่งหลับตา และต้องมีฌานสมาธิในภวังค์ บรรลุธรรมแบบลืมตาไม่ได้ 

แบบลืมตาคือมีสัมผัสเป็นปัจจัย แยกเวทนาในเวทนา ขอยืนยันว่าอาจารย์มั่นจะไม่รู้หรอก จะไม่รู้มโนปวิจาร 18 เนกขัมมะ 18 เคหสิตะ 18 แล้วทำเวทนาให้เป็นเนกขัมมะ ในส่วนปัจจุบัน สั่งสมเป็นอดีตที่ 0 จนอนาคตก็ 0 ตลอดกาล อาจารย์มั่นจะไล่สภาวะแบบที่อาตมาพูดนี้ไม่ได้ เพราะจะไม่รู้จักสภาวะของจิต เจตสิก รูป นิพพานสมบูรณ์แบบ หรือแม้แต่ท่านพุทธทาสก็ตาม 

อาจารย์มั่นทำอานาปานสติแบบหลับตาได้เก่งกว่าท่านพุทธทาส แต่อานาปานสติแบบลืมตาอาจารย์มั่นสู้ท่านพุทธทาสไม่ได้ 

เท่าที่สัมผัส อาจารย์บูรพา ผดุงไทยอธิบายได้ละเอียดกว่าอาจารย์มั่นอีก เป็น นิรมาณกายสัมโภคกายอาทิสมานกาย ได้ละเอียดกว่าอาจารย์มั่นอีก ที่มีลูกศิษย์ลูกหาไม่ใช่น้อย แม้แต่คุณเปลว สีเงิน อาตมาก็เหมาไปนะ ขออภัยหากไม่ใช่ 

ก็ขออธิบายขยายความอีกนิดนึง จากกายวิเวก 

กายวิเวกของสายนั่งหลับตาหรือพระป่า

พระป่าคือผู้ที่มีความข้อง คำว่าข้อง ข.ไข่ นี้เป็นภาษาที่แปลจากบาลีว่า คุหายังสัตโต 

แปลว่าสัตว์ผู้ข้องอยู่ในถ้ำ คุหายัง แปลว่าถ้ำ สัตโต แปลว่า สัตว์ แปลว่าสัตว์ผู้ยังข้องอยู่ในโลกียะ

ถ้าเป็นอาริยะ ก็จะรู้จักความเป็นสัตว์ที่เจริญขึ้น เป็นเทวสัตว์ พรหมสัตว์ ขึ้นไปเรื่อยๆ 

เป็นอุบัติเทพ วิสุทธิเทพไปตามลำดับ พ้นจากสมมุติเทพไปแล้ว

กายวิเวก จิตวิเวก อุปธิวิเวก

กายวิเวกของชาวพระป่าพระที่ยังข้องอยู่ในป่าก็จะเอนเอียงออกป่าเขาถ้ำ แล้วปฏิบัติ ส่วนของพระพุทธเจ้าไม่ต้องออกป่าเขาถ้ำ ไม่ต้องหลับตาปฏิบัติ หรือจะออกป่าเขาถ้ำก็ได้แต่มันไร้ประโยชน์แล้วมันจะช้า ออกป่าเขาถ้ำไม่มีผัสสะ จะรู้จักกามโลกีย์ รู้จักวัตถุ ลาภยศสรรเสริญโลกียสุขที่โอฬารฯคุณจะไม่รู้เรื่อง ไม่รู้โอฬาริกอัตตา จะรู้แต่มโนมยอัตตาในจิต

โอฬาริกอัตตาคืออัตตาที่เกี่ยวกับข้างนอกเต็มๆ แต่มโนมยอัตตา คืออัตตาในจิตที่เกี่ยวกับข้างนอกด้วย แต่เน้นในจิต

ต้องใช้จิตวิญญาณที่เป็นธาตุรู้เรียนรู้ตามไป พวกหลับตาเอียงเข้าไปในทาง มโนมยอัตตา เป็นรูปภพ อรูปภพ แต่กามภพไม่รู้เรื่อง จะเสพติดอย่างมหาบัวเสพติดหมากก็ยังไม่รู้จักความหยาบของสิ่งเสพติด ที่ธรรมดาๆ 

ผู้ฟังธรรมะของอาตมาเป็นฆราวาสหญิงฆราวาสชาย ก็เลิกหมากพลูได้ ฉลาดกว่ามหาบัว ฆราวาสที่อาตมาไปพาเลิกมาได้เยอะ แล้วพวกเราก็ไปสอนให้เลิกอย่างท่านพรหมจริโยท่านก็ไปสอนให้คนเลิกหมากพลูได้เยอะ

กายวิเวก คือผู้ที่ยังจะต้องปฏิบัติในป่าเอนเอียงไปเข้าป่า ถือว่าเป็นพระป่าอย่างในสมัยพระพุทธเจ้าก็มีพระมหากัสสปะ เป็นตัวอย่าง 1 องค์ ที่พระพุทธเจ้าก็ยกให้ ที่จริงเป็นเอตทัคคะ องค์หนึ่งที่ติดป่าเขาถ้ำ ก็มีบริวาร เป็นผู้มีจริตแบบพระมหากัสสปะ กลุ่มหนึ่งไม่มาก 

ลูกศิษย์ของพระสารีบุตรมีมากกว่าพระมหากัสสปะหลายเท่า 

อย่างลูกศิษย์พระมหากัสสปะ เช่น ยกตัวอย่างที่พอจะพูดถึงได้เช่น พระโพธิธรรม ตั๊กม๊อ ไปสอนที่จีน เก่งเดินบนน้ำเลย หันหน้าเข้าถ้ำไม่หันหน้าออกมาเลย เล่นฤทธิ์เดช นี่คือพระป่าสายพระมหากัสสปะ จึงมีลูกศิษย์สายพระมหากัสสปะมอบบาตรมอบจีวรให้ สุดท้ายก็ไปเอาเชิงปัญญาก็กลายเป็นพระเซน 

กายวิเวกก็คือ เป็นผู้ที่ยังรู้องค์ประกอบภายนอก กายคือเอาภายนอกเป็นหลัก แต่ไม่ได้ขาดจากจิต กายคำนี้ขาดจิตไม่ได้ กายต้องเป็นสองขึ้นไป กายนี้ไม่ใช่แค่สองแต่เป็นหมวดหมู่ก็ได้ กายคือหมวดของเวทนา หมวดของสังขาร หมวดของวิญญาณ วิญญาณเป็นองค์รวมของเจตสิก 3 

กาย เอียงโต่งมาข้างภายนอก

ส่วนจิต เอียงโต่งมาทางภายใน

ส่วนอุปธิ หมายถึง 1. กิเลส หรือ 2. ขันธ์ หรือ 3. อภิสังขาร 

อุปธิวิเวกเป็นไฉน กิเลสก็ดี ขันธ์ก็ดี อภิสังขารก็ดี 

อภิสังขารคือการปรุงแต่งอย่างโลกุตระ ล้างกิเลสจากรูปขันธ์ นามขันธ์ ล้างกิเลสจาก รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ 

อภิสังขาร คือปุญญาภิสังขาร ปรุงแต่งอย่างยิ่ง ปรุงแต่งอย่างเป็นพลังงานบุญ จึงกำจัดกิเลสออกจากขันธ์ได้ 

ใช้พยัญชนะขันธ์ หรืออภิสังขาร อย่างนี้เรียกว่าอุปธิ  

เพราะฉะนั้นเมื่อมาทำแล้วก็จะมีส่วน ลดกิเลสได้ เป็นปัสสัทธิ ไปตามลำดับ กิเลสก็ลดลง ขันธ์ก็สะอาดขึ้น อภิสังขารก็เก่งขึ้นจนจบเรียกว่า อมตะ หรือ นิพพาน 

พูดจบแล้วก็มีนิพพานหรือเป็นอมตะบุคคล เรียกว่าอุปธิวิเวก

  อุปธิวิเวกเป็นไฉน? กิเลสก็ดี ขันธ์ก็ดี อภิสังขารก็ดี เรียกว่าอุปธิ. อมตะ นิพพาน เรียกว่าอุปธิวิเวก ได้แก่ธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง เป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้น ตัณหา เป็นที่สำรอก เป็นที่ดับ เป็นที่ออกไปจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด นี้ชื่อว่าอุปธิวิเวก.

สมณะเพาะพุทธ สรุปจบ