ศาสนา

621028_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 77

อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่…https://docs.google.com/document/d/1Ws3l7OfFLiC1qwn1Ix7gLUROIFVYCHxS849-xYUh0qE/edit?usp=sharing            

ดาวโหลดเสียงที่  https://drive.google.com/open?id=11hpPe9uIis3YyVDYflCS9GS0YeqdGxt1 

พ่อครูว่า…วันนี้วันจันทร์ที่ 28 ตุลาคม 2562 ที่บวรราชธานีอโศก วันเวลาก็เวียนวนไป ธรรมชาติธรรมดาเขาก็แก่ไปๆ แต่เราไม่แก่เพราะเราแก่ไม่ทัน แต่ละวัน เดี๋ยววันๆ หมดวันแล้วหรือ วันก็วิ่งเดินไป แต่ตัวเราไม่ถึงวันสักที

_SMSวันที่ 26ต.ค.2562(วิถีอาริยธรรม พ่อครู : บ้านราช)

_9454นมัสการค่ะ ดิฉันแพ้สารเคมีที่อยู่ในสบู่และแชมพูทั่วไปพอดีดูรายการดินอุ้มดาวจึงทราบว่าทางร้านพลังบุญได้ผลิตแชมพูที่เป็นธรรมชาติ100%ไร้สารเคมี ถ้าสนใจสามารถติดต่อได้ช่องทางไหนบ้างค่ะอยู่ภาคใต้ค่ะ

พ่อครูว่า…อาตมาจะบอกเบอร์ติดต่อฝ่ายขายพลังบุญให้

บริษัทพลังบุญ กทม.ฝ่ายขาย 084-1457323

_จักจั่นทิพย์ สว่างล้ำJakkajanthipSawanglaum:โคราช เสียงทางนี้ฟังชัดเจน ไม่มีสดุดเลยค่ะ

_View 6 view 6 :ทุกอย่างจะได้ โดยศิล ไม่จำเป้นจะต้องรู้ก็ได้ แต่ศิลจะต้องดี และฟังบ่อยๆ ปัญญาจะมาเองเมื่อถึง สำคัญศิลพวกไม่รู้ แต่มีศิลเต็ม จะไวกว่าพวกที่รู้ เพราะนิพพานสุดท้าย จะต้องทิ้งความรู้

พ่อครูว่า…แต่ถ้าถือศีลพาซื่อเป็นสีลัพพตุปาทานก็ไม่ได้ แต่ต้องถือศีลอย่างมีอานิสงส์ เขาถือศีลเคร่งสีลัพพตุปาทาน หรือบางคนถือศีลมีสัมมาทิฐิแต่ไม่ได้ปฏิบัติก็เรียกว่า สีลัพพตปรามาส ลูบคลำเล่นหัวเหลาะแหละ

พยัญชนะ สีลัพพตุปาทานหรือสีลัพพตปรามาส มันเป็นสภาวะที่ว่าคุณอยู่ตรงไหนกันแน่ ไม่ใช่ว่าถือศีลก็ถือศีลไปอย่างนั้น บอกว่าพอถึงธรรมะมันจะขึ้นเอง ไม่มีรายละเอียดไม่มีปฏิสัมพัทธ์ของสารธรรมต่างๆ คุณต้องรู้ภาษาคำอื่นบ้าง คุณฟังแล้วไม่รู้เรื่อง จะได้อย่างไร มันเกี่ยวกันอย่างไรก็ต้องรู้บ้าง เพราะฉะนั้น หากพาซื่ออย่างที่คุณว่านี้ ศีลไม่ต้องไปรู้อะไรมีศีลให้แข็งแรงมีศีลให้เต็มจะไวกว่าพวกที่รู้ ว่างั้นอีก 

ตกลงอาตมาไม่อธิบายต่อแล้วก็ขอสรุปไว้ว่าคุณมีแต่ตรรกะได้แต่ภาษา นี่ชัดที่สุดแล้ว คุณไม่มีสภาวะเลย แม้แต่สภาวะรู้ก็ไม่มี คุณถือว่าศีลเต็มแล้วอะไรอย่างอื่นตามมาหมด ยึดมั่นถือมั่นในศีล ศีล แต่ละข้อก็มีเหตุปัจจัยที่จะมีสภาวะต่างกันไป 

ศีลข้อที่ 1 เกี่ยวกับสัตว์ข้อ 2 เกี่ยวกับข้าวของกับพืช ศีลข้อ  3 เกี่ยวกับรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส แต่นี่คุณศีลแข็งอยู่อันเดียวไม่มีรายละเอียดเลยมันจะได้เรื่องอย่างไร ก็ให้ศึกษาให้ดีๆ 

อรหันต์จะไม่มีฝันร้าย

_สมโชค สนธิแก้ว SomchokeSontikaew:กราบนมัสการพ่อท่าน สมณะ และสิขมาตุเรียนถามว่า ขณะนอนหลับ พระอรหันต์ฝันหรือไม่ครับ ถ้ามี ๆฝันร้ายบ้างหรือเปล่าครับ

พ่อครูว่า…ถ้ามีฝัน จะไม่มีฝันร้ายสำหรับพระอรหันต์

คำว่า ฝัน คืออะไร? ฝันคือเมื่อนอนหลับ มันจะมีภพภูมิภาพเรื่องลีลาของสิ่งที่เกิดมาจากความจำเรียกว่าสัญญา เป็นคลังความจำแต่ละชาติของเรามีเยอะ ถ้าตื่นขึ้นมามันมีสัมปชัญญะควบคุมก็เอาสิ่งที่เป็นปัจจุบันเป็นเรื่องหลัก แล้วเราก็ปรุงแต่งกับเรื่องนี้แต่เรื่องที่เป็นสัญญาอยู่ในคลังความจำมีเยอะแยะมันมีมากเลย มันก็ไม่ขึ้นมาเพราะเราใส่ใจอยู่แต่ข้างนอกของปัจจุบันอยู่แค่นั้น แต่พอปิดปัจจุบัน ธาตุรู้คุณมีอยู่ มันก็จะมีความจำโผล่ขึ้นมาเยอะ จนกระทั่งปนเป ไม่ได้ส่ำ ไม่รู้เรื่องว่าอะไรคืออะไร คนที่ไม่ปฏิบัติธรรมก็จะเละเทะ นอกจากเขาจะมีกิเลสแรงอยากให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ก็สร้างเรื่องไปตามใจตนเอง สุขบ้างทุกข์บ้างไปเละเทะตามเรื่องตามราว ซึ่งมันก็เป็นอำนาจของกิเลสซ้ำซ้อน เพราะฉะนั้นปุถุชน ความฝันคือเรื่องราวของความจำที่อยู่ในคลังความรู้ความจำเป็นธาตุรู้ที่ขึ้นมาทำงาน มันไม่มีของใหม่หรอก ตอนนอนหลับไปไม่มีของใหม่ มีแต่ของเก่าทั้งนั้นเลย หรือจะเป็นอันใหม่คุณก็ฟุ้งซ่านเอง คิดเองมีอะไรเองอยากจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ไปในอนาคตซึ่งมันยังไม่ถึงคุณก็ฟุ้งซ่านคิดเพ้อเจ้อไป ก็ปรุงแต่งไป อนาคตจึงมีมากกว่าอดีต ที่พระพุทธเจ้าสรุปไว้ว่าอดีตมี 18 อนาคตก็มี 44 

อาตมายังไม่เก่งพอจะขยายรายละเอียดให้คุณเข้าใจได้ดี ก็จะเสียเวลา ก็ยังไม่อยากเอามาขยาย เอาสิ่งปัจจุบันที่ลืมตามีกิเลสแล้วล้างหมดก็เป็นพระอรหันต์ แล้วก็จะพูดกันง่ายขึ้นตอนนี้มันยังยากเลยไม่อยากจะอธิบายเพิ่มเท่าไหร่ 

ภาพที่เกิดฝัน อรหันต์ภาพเหล่านี้ก็ไม่มีกิเลสปน แต่มันจะมีความทรงจำเก่าขึ้นมาต่างๆนานาเยอะเหมือนกัน ท่านเรียก ธาตุที่เกิดตอนฝันของพระอรหันต์ว่าคืนนี้นิมิต ให้รู้ว่านิมิตมันไม่มีกิเลสปนและไม่มีความเลวร้ายอะไร ไม่มีกิเลสตัณหาที่เป็นความต้องการอยู่ในใจมันมีความซ้ำซากบ้างมันมีใหม่บ้างที่คุณอยากให้มันเป็น ตัณหาคืออยากให้มันได้อยากให้มันเป็นแต่พระอรหันต์ท่านไม่มีแล้วไม่มีกิเลสตัณหา นิมิตกับฝันจึงต่างกันอย่างนี้

ฝันจึงมีเยอะแยะมากมายของคนที่ไม่ใช่พระอรหันต์ ส่วนพระอรหันต์ท่านมีจำกัดเรื่องราวก็ไม่มีมาก แล้วส่วนมากนิมิตของพระอรหันต์ไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้อ แต่พระอรหันต์สายดับเขาก็จะนอนหลับเงียบเลยนิ่งไม่มีภาพไม่มีเรื่องอะไรเลย สายดับหรือสายเจโต 

ส่วนสายปัญญาจะไม่ดับหรือดับไม่เก่ง นอกจากจะฝึกก็ได้แต่ไม่ฝึกก็ไม่ดับ แต่ไม่มีกิเลสทำให้คิดฟุ้งซ่าน เพราะฉะนั้นฝันจึงเป็นเนื้อหาที่ปรุงธรรมะ ที่พระพุทธเจ้าใช้บัญญัติเป็นปุคคลาธิษฐานว่าคุยกับเทวดา เทวดาตัวใหญ่เทวดาตัวเก่งเทวดาผู้ที่มีรังสีใหญ่ มาปรากฏคุยกันต่างๆนานาจึงมีเยอะแยะใช้ภาษาเรียกว่าเทวดาแต่ละชั้น อย่างเช่นพระพุทธเจ้าก็คุยกับเทวดาเหมือนกัน แล้วก็ได้เรื่องราวออกมา ได้ธรรมะออกมา 

สรุปว่าพระอรหันต์ก็จะปรุงแต่งคุยกับเทวดาหรือเป็นธรรมะอยู่กับธรรมะส่วนใหญ่เลย อย่างอาตมานอนไปก็คุยกับเทวดาได้เรื่องราวหลายอย่างมา

_ป๊อกกี้ คามมาหาpockiekammaha: สัตว์ที่มีอวิชชาหนาแน่นยากที่จะเห็นและเข้าใจ ธรรมะสัจจะได้ ต้องตายมันจะเอาพลังสุดท้ายขยายพัน เช่นมะละกอ ลองฟันทิ้งดู

พ่อครูว่า…ต้องเรียนรู้พลังงานในระดับพืชในระดับสัตว์ในระดับจิตนิยาม ระดับจิตนิยามเป็นเรื่องของสัตว์ สัตว์ที่เจริญเป็นเวไนยสัตว์ สัตว์ที่เป็นโลกุตระบุคคล ถึงจะรู้แจ้งเรื่องกรรมกิริยาที่จะกระทำ ควบคุมกำจัดการกรรมได้ดีแล้วสั่งสมลงเป็นธรรมะที่ดี ที่ไม่ดีก็ทำการเลิกแล้วไปแล้วก็แล้วไป แล้วมันจะค่อยๆหมดฤทธิ์ไปส่วนธรรมะที่ดีก็สั่งสมไปสำหรับที่จะใช้งาน ถ้าเป็นโพธิสัตว์ก็จะมีธรรมะสะสมไป ส่วนธรรมะที่ไม่ดีก็จะทิ้งห่างไปเรื่อยๆก็จะไม่ออกฤทธิ์กับเรา จะเป็นพลังงานที่นำพาเราไปลิ่วๆ 

วิบากเหมือนหมาล่าเนื้อ แม้วิบากจะเป็นอกุศลเราไม่สร้างอกุศลต่อสร้างแต่กุศล หมาไล่เนื้อไล่ไม่ทัน อัตราการก้าวหน้าของพระอาริยะ โดยเฉพาะพระอรหันต์ขึ้นไปมีแต่อัตราการก้าวหน้าแบบทับทวี วิบากเหมือนหมาไล่เนื้อก็จะวิ่งไล่ไม่ทัน

 

_หายโง่…แนะนำชาวต่างชาติ ชาวฟินแลนด์มา 3 ท่าน เป็น Professor 

พ่อครูว่า…พวกเราอยู่อย่างสนิทเนียน harmony จะมีสิ่งที่ไหลซึมซับกันอย่างสนิทเนียนเรียกว่า osmosis อันนี้แหละไม่ค่อยรู้กันได้ง่ายว่าพวกเรามีได้ แม้แต่เด็กและผู้ใหญ่ มันละเอียดมากซึมซับเข้าไปโดยไม่รู้ตัว เพราะฉะนั้นหลายคนอยู่ในนี้ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่ขึ้นมา เหมือนกับเขาไม่ได้เรียนอะไรมากมายแต่เขาได้ ได้ คุณธรรมนั้นเข้าไป 

คำว่าออสโมซิส จึงเป็นเรื่องที่สุดยอดเลยอยู่ในบวร บ้านวัดโรงเรียน จะมีการศึกษาที่มีตลอดเวลาจะอยู่รวมกันเป็นบ้านจะมีธรรมะที่เรียกว่าวัดตลอดเวลา สังขารสังเคราะห์ อยู่กันได้โดยไม่รู้ตัวแต่ละคนได้โดยไม่รู้ตัว 

เพราะฉะนั้นในเสนาสนะ 4 ของพระพุทธเจ้า 

มีเสนาสนสัปปายะ มีบุคคลสัปปายะ อาหารสัปปายะ ธรรมะสัปปายะ 

มีบุคคลมีกรรมกิริยามีอาหารสถานที่ครบครันทุกอย่างที่เราได้ให้แก่กันและกัน ยกตัวอย่างพวกเรามีกรรมกิริยาที่ดี กรรมกิริยาที่ไม่ดีมีน้อยหรือไม่มี ดีจนกระทั่งถึงโลกุตระ ส่วนกรรมกิริยาที่ไม่ดีนั้นน้อยจนถึงไม่มี ส่วนกรรมกิริยาที่ดีนั้นมีกระทั่งสูงสุดถึงโลกุตระ มันมีการซึมซับกันอยู่อย่างลึกซึ้ง 

เพราะฉะนั้นจึงเป็นความจำเป็นที่จะมาอยู่กับหมู่กลุ่ม สัมปวังโก มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี เป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ 

  1. มีมิตรผู้มี“ทิฏฐิ”ตรงกัน ปรารถนาดีต่อกัน (กัลยาณมิตโต) .

  2. มีมิตรดี ผู้มีความร่วมมือ ร่วมประโยชน์ดี (กัลยาณสหาโย) 

  3. มีสังคมสิ่งแวดล้อมดี (กัลยาณสัมปวังโก) 

นี้เป็นทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ (คือ ทั้งสิ้นของศาสนา)

(พตปฎ. เล่ม 19  ข้อ 5)

ถึงบอกว่ามารวมกันอยู่นี่จะปฏิบัติได้เร็วถ้าแยกกันอยู่นี้จะปฏิบัติได้ช้า พูดไปใครเห็นตีได้ก็มาเปิดรับอยู่ มาอยู่ร่วมกันไม่ต้องกลัวหรอกว่ามันจะหนาแน่น ขอให้มันหนาแน่นเถอะแล้วพวกเราก็ช่วยกันหาที่เพิ่มไง ถ้าคนมาติดใจคุณก็จะเข้าใจเรื่องการแชร์เรื่องที่จะมารวมกันมาเสียสละรวมกันเป็นส่วนกลาง อาตมาไม่จนทาง คนไม่สิ้นไร้ไม้ตอกหรอก เผื่อคนมีคนไม่มี มีก็แชร์มาเป็นส่วนกลาง 

_สู่แดนธรรมว่า…ชาวต่างชาติจะกลับแล้ว พรุ่งนี้เดินทางไปต่างประเทศแล้ว

คุณลุงเราโน่เคยตอบคำถามที่ว่า ประเทศฟินแลนด์เป็นประเทศที่มีความสุขที่สุดหรือไม่ แล้วเขาตอบว่าอย่างไร ลุงตอบว่าไม่จริงหรอก ถ้ามันจริงแล้วผมจะมาอยู่ที่บ้านราชฯทำไม

ฝรั่งเวลามาเที่ยวเมืองไทย เขาเห็นภาพลูกหลานจูงมือคนแก่คนเฒ่า ก็น้ำตาไหลเลย

พ่อครูว่า…มนุษย์ที่มีจิตวิญญาณเจริญจะรู้เลยว่าคนเราต้องอาศัยกันอย่างอบอุ่น อาศัยกันอย่างพึ่งพากันได้ อย่างพวกเราเป็น คนที่มีปฏิภาณปัญญาเฉลียวฉลาดจะเข้าใจจะรู้สึกเลยเขาจะมีเซ้นส์ สัมผัสเลยเขาจะรู้ อย่างฝรั่ง พอเวลาลูกเขาโตประมาณ 17 ก็ให้แยกออกไป เขาจะไม่อยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ อยู่เป็นครอบครัวเล็กๆแล้วก็สร้างครอบครัวต่อไปอีกเรื่อยๆ มันก็ไม่ผิดแต่เป็นวัฒนธรรมที่ขาดตอน เมื่อเขามาเห็นวัฒนธรรมทางเอเชีย มีอยู่กันอย่างครอบครัวใหญ่ เลี้ยงดูกันในบ้านในเรือนมีทั้งปู่ทั้งย่าทั้งตาทั้งยายทั้งทวด ทวดของทวด ถ้ายังไม่ตายนะ ดูแลช่วยเหลืออุ้มชูกัน เขาไม่เห็นแม้แต่เด็กๆไปจูงทวดเดินเขาน้ำตาไหลเลย เพราะเขาไม่มี หลานจูงตายาย พฤติกรรมเหล่านี้เขาไม่มี มีเรื่องที่ลึกซึ้งกว่านี้อีกเยอะ 

ยิ่งของเราล้างตัวตนล้างเผ่าพันธุ์ มีเป็นตระกูลเดียวกันคือพุทธบุตร สุดยอดเลยอาตมาก็ไม่ขยายความต่อ รายละเอียดจากอันนี้แล้ว เป็นลูกพระพุทธเจ้าด้วยกัน ถอดตัวตน ถอดตระกูลออกไป ไม่ว่าจะเป็นคนบ้านไหนเหนือใต้ออกตก หรือแม้แต่ต่างประเทศ 

_SMS วันที่ 27ต.ค. 2562(ดำเนินรายการโดย อ.ยักษ์)

_Love Art Eat Art Is Me:อาจารย์ยักษ์ยิ่งพูดยิ่งใช่ อาจารย์มาเตือนความทรงจำให้คนรุ่นเก่าและเล่าประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นใหม่ฟัง ??????

_ผีเสื้อ เพื่อธรรม : รับชมรับฟังจากสวนสมรม จ.กระบี่ กระผมน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่านมาน้อมนำปฏิบัติครับผม

_วัฒนา สง่างาม : วันนี้อีกบรรยากาศหนึ่ง ดีจังค่ะ ท่านพูดฟังง่ายดีค่ะ

_ธัญพัฒน์ วราธนพรพิทักษ์ ขอบพระคุณอาจารย์ยักษ์ที่มาให้ความรู้เป็นวิทยาทานค่ะ..อนุโมทนาสาธุค่ะ

_เมฆ กลางทุ่ง : ปี ‘53ได้ไปร่วมงานช่วงเดือนมีนาคมที่ศูยน์กสิกรรมมาบเอื้องชอบมากครับ

_กมลพร สิริโพธิ์ กราบขอบพระคุณอาจารย์ยักษ์มากค่ะที่ให้ความรู้ค่ะ

_กฤตภัทร ป้อม KrittaphasPom Siri พึ่งไปเยี่ยมเยือนราชธานีอโศกที่อุบล เมื่อ 19 ตุลาที่ผ่านมา บรรยากาศดีมาก น่าอยู่มาก

_เบิกฟ้า หาพุทธแท้ อาจารย์เป็นต้นกำเนิดแนวคิดต่อต้านสารพิษ 3 ตัวจนสำเร็จ…ส่วนแนวคิดที่อาจารย์กำลังจะทำนี้ คงไม่ไกลเกินฝันครับ ผมขอเป็นกำลังใจและกำลังแรงช่วยงานนี้ให้สำเร็จครับ

………

(ยังมีอีกหลายท่านที่ชื่นชม อนุโมทนา ขอบคุณที่อาจารย์ยักษ์มาให้ความรู้…แต่ไม่ได้นำมา)

_พิมพ์เพชรรุ้ง…เดือนนี้ก็ครบที่มาอยู่ที่นี่ได้ 1 ปี หลังจากเหตุการณ์ Big cleaning ก็ทำงานกันไม่หยุด ยังไม่เรียบร้อย จะบ่นนิดหนึ่ง ตอนทำงานอยู่สายการบิน เมื่อบินสายที่ยาวๆ แต่สายการบินโพธิรักษ์โพธิกิจ ไม่มีแลนดิ้งเลย มีงานต่อเนื่องตลอด แต่เมื่อฟังธรรมะแล้วกลับไปตรวจสอบก็ได้ธรรมะที่พ่อท่านสอนเอาไปใช้ ที่เราสามารถทำได้อย่างนี้เพราะว่าธรรมะที่พ่อท่านสอน ได้นำเอาไปฝึกปฏิบัติแต่ละวัน 

พ่อครูว่า…อดีตเขาอยู่กับเครื่องบินเป็นแอร์โฮสเตส จากนั้นก็เป็นอาชีพมาอยู่ที่นี่คุณผึ้ง พิมพ์เพชรรุ้ง เปลี่ยนจากอาชีพแอร์โฮสเตส มาเป็นชาวอโศกไป ก็อย่างนี้แหละเราก็ยินดีต้อนรับ ใครต่อใครที่มีศีล มาที่นี่ต้องมีศีลนะ ถ้าไม่มีศีลอย่าเพิ่งมาอย่างน้อยศีล 5 คุณมาที่นี่ต้องสมาทาน แม้คุณไม่สมาทาน แล้วต้องทำได้ อย่าละเมิดแม้ทางกาย

  1. ไม่ฆ่าสัตว์ 2. ไม่ลักขโมย 3. เรื่องของกาม คุณต้องสำรวม ต้องระมัดระวัง อย่าไปจัดจ้านเกินมากจนกระทั่งรุ่มร่าม เราก็จะเห็นจะรู้ เรามีเท่านี้สัมผัสรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส มีให้กินเท่านี้ จะสวยงามก็ประมาณเท่านี้เราก็มีเท่านี้ เสียงจะไพเราะเท่านั้นเท่านี้แหละไม่มากกว่านี้ไม่ปรุงแต่งมากกว่านี้ มีรสมีเสียงมีกลิ่นมีรูป มีสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็งประมาณเท่านี้ มาร่วมที่นี่ก็จะได้รับฝึกฝนไป ต้องคนเข้าใจทิศทางที่ไปนิพพาน หากไม่มีจริตไม่มีความเห็นจะไปนิพพานไม่มาหรอกที่นี่ มาก็จะลำบากใจทนไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงเป็นสถานที่คัดเลือกมนุษย์จริงๆ คนที่จะอยู่ที่นี่ได้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าผู้มีมรรคผลจะทนอยู่ได้ ผู้ที่ยังไม่มีมรรคผลก็จะทนขนาดว่า ปฏิบัติธรรมะหน้านองน้ำตาอยู่ อดทนไป แต่มีจิตสำนึกรู้ว่าที่นี่ดี จะร้องห่มร้องไห้หน้าน้องน้ำตาก็ต้องทนเอา ถ้าคนมีความรู้ลึกๆมีเซนส์ลึกๆ จะไปไหนก็ไม่ได้แล้วที่นี่สุดยอดแล้ว แม้แต่หน้านองน้ำตาอยู่ก็อยู่ได้ ส่วนคนที่มีฐานแข็งแรง ไม่กินเนื้อสัตว์ มีศีล 5 แค่นี้สบายแล้ว แต่พวกติดแป้นก็มีนะ ก็หยุดเป็นแบบนี้อีกล้านชาติดีไม่ดีจะตกต่ำด้วยก็ต้องพัฒนาขึ้นไป มันจะมีเครื่องรับประกันได้ว่าจะไม่ตกต่ำ สูงเกินไปเท่าไหร่ก็มีเนื้อหาสาระที่แท้จริงมันยิ่งเป็นสัจจะป้องกันไม่ให้ลงต่ำได้ หากไม่เอาสูงเสียทีเอาแต่แค่นี้พื้นฐานแค่นี้ สักวันหนึ่งก็ต้องหลุดไปแน่นอน 

_การชี้ขุมทรัพย์กับการทำนาคนอื่นเป็นอย่างไร

พ่อครูว่า…ภาษาง่ายๆรู้ไหม 

การชี้ขุมทรัพย์คือมีคนท้วงติงมีคนบอกสิ่งที่ผิดสิ่งที่ไม่ดีของเราเป็นขุมทรัพย์ ส่วนคนที่ทำนาคนอื่นคือไม่รู้ตัวไม่ดูตัว ไปเที่ยวได้ชี้คนอื่นไปทำกับคนอื่นไปว่าคนอื่นเขา เพราะฉะนั้นมันก็ต่างกันสิ คนที่ชี้ขุมทรัพย์ เป็นมองแต่คนอื่นไปให้คนอื่นตัวเองไม่รู้ตัว นาตัวเองไม่ทำแต่ไปทำนาให้คนอื่นไปชี้ขุมทรัพย์ให้แก่คนอื่น ต่างกันอย่างไร 

พยัญชนะต่างกัน คนนี้เอาแต่ชี้ขุมทรัพย์ให้คนอื่นก็คืนาตัวเองไม่ทำ ไปบอกให้คนอื่นทำนาแต่นาตัวเองไม่ทำ 

สู่แดนธรรม…ความต่างกันของผู้ที่ไปทำนาคนอื่นกับผู้ที่ชี้ขุมทรัพย์ มันต่างกัน เหมือนเราเห็นคนทำเงินหล่น เราจะไม่ไปบอกแบบให้เขาเสียใจเสียหน้า แล้วคนที่ถูกบอกก็จะไม่เถียงด้วย การชี้ขุมทรัพย์จะไม่ใช่การเถียงกัน เขากำลังเพลินทำอะไรอยู่ไม่รู้ตัวหรอกก็เลยบอกเขาให้รู้ แต่ถ้าพี่น้องเราคนไหน ที่ชี้ขุมทรัพย์กัน เจ้าทรัพย์ก็เถียงคนชี้ก็เถียงอันนี้มันเกินลักษณะชี้ขุมทรัพย์ อย่างนี้เป็นการทำนาคนอื่น 

_การยึดติดบ้าน คือวิมาน บ้านคือสถานที่ของการใช้ชีวิต แต่เราไร้บ้าน พักเฮือนบวร เราจะมีความสมบูรณ์อย่างไร(พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) 

พ่อครูว่า..เฮือนบวร เป็นอาคารใหญ่ส่วนกลาง 2 ชั้น เราก็ไปอาศัยได้เราเป็นชาวอโศก อยู่ในกรอบมีขั้นตอนมีระบบระเบียบมีวินัย ก็อยู่ได้ คุณมาอยู่แล้วคุณก็ต้องมายึดถือว่าเฮือนบวรเป็นของเราอีกเหมือนกัน คุณก็ต้องอาศัย แน่นอนจะไปยึดอาคารเป็นของคนก็ไม่ได้ แม้แต่คนไปเอาตรงไหนขอบเขตนี้แล้วก็บอกว่านี่ขอบเขตของฉันใครลุกล้ำไม่ได้ให้มาแล้วมืดไม่ได้ ดีไม่ดี คุณไม่อยู่แล้วคนอื่นมาอยู่แทน คุณก็จะไปบอกว่านี่ฉันเคยอยู่ ฉันอยู่ตรงนี้มานานแล้วนะนี่ของฉัน ส่วนคนที่มาอยู่ก็จะบอกว่าฉันชอบตรงนี้จะอยู่ตรงนี้ ถ้าคนคนนี้ไม่ยึดถือว่าที่นี่เป็นของเราที่อื่นมันมีคุณก็ไปหาที่อื่น ในอาคาร บวร นี้มีที่ นอกจากไม่มีที่ไปแล้วก็เบียดกัน แต่ถ้ามันยังมีอีกเยอะจิตที่ไม่ยึดถือเป็นเราเป็นของเราก็จะอยู่ได้มุมใดมุมหนึ่งมันก็อยู่สบาย ซึ่งจะค่อยๆเข้าใจแล้วมันจะไม่มีปัญหาในเรื่องพวกนี้แม้แต่สถานที่ 

_สู่แดนธรรมว่า…ตอนนี้มีคนพบเงินหล่นอยู่ 60 บาทมารับที่ผมได้

_ถ้าทำกดดัน ควรทำอย่างไรดีคะ

พ่อครูว่า…เราก็ต้องรู้ว่าเขากดดันอะไรเรา ถ้ามันไม่ไหวก็ต้องบอกเขาว่ามันหนักนะจะหายใจไม่ออกมันจะแย่แล้วมันจะระเบิดแล้วก็บอกกัน บอกพวกที่เขากดดันเรา อธิบายผู้ที่เขากดดันเราว่ามันไม่ไหว ว่าอย่างนี้มันหนักมากไปหรือเปล่า ผู้ที่ทำร่วมกันก็จะเข้าใจ มันเป็นอย่างไรอาการที่มันถูกกดดันอธิบายให้ฟัง มาถาม อาตมาก็ไม่รู้ว่าอะไรกดดัน ต้องพูดกับผู้ที่กดดันเรา พูดให้เข้าใจว่าอย่างนี้มันกดดันมากนะ 

_การอธิษฐานขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอให้ท่านช่วยคนดีเข้มแข็งมีกำลังใจกับสิ่งหรือบุคคลชั่วร้ายอย่างนี้จะไหวไหมในปัจจุบัน 

พ่อครูว่า..ถ้าหากการขออ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยคนดีให้เข้มแข็งมีกำลังใจกับสิ่งที่มันถูกกระทบอยู่กับบุคคลชั่วร้าย แล้วเราก็ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยคนดี แล้วจะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาช่วยก็ขอยืนยันว่าไม่มี สิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น จะขออธิษฐานอย่างไรจะกลับไหว้อ้อนวอนอย่างไรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่ได้ช่วยหรอก คนดีจะเข้มแข็งเราต้องเข้มแข็งของเราเอง เราต้องบอกคนที่เขาอ่อนแอจะให้เขาเข้มแข็ง ไม่ใช่ไปอ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วย เราจะมีความรู้ความสามารถอย่างไรบอกให้เขาเข้มแข็งคุณก็บอกเขาไป ถ้าคุณบอกไม่ได้คุณก็แนะนำเขาไปหาผู้ที่มีความรู้ มาหาสมณะ สิกขมาตุผู้ใหญ่ที่ช่วยได้ แนะนำว่าอย่างไรจะเข้มแข็งสู้ได้ 

เรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์เรื่องพระเจ้าที่เราไม่เห็นว่ามีอำนาจอย่างไร ศาสนาพุทธเราไม่ได้เชื่อสิ่งเหล่านี้ ศาสนาพุทธให้เชื่อตัวเองหรือผู้ที่มีจิตจริงที่จะสามารถช่วยกันได้ มีตัวตนจริง แต่สิ่งที่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนอย่างไรเป็นพระเจ้าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไรอยู่ที่ไหนก็ไม่ทราบ จะมาช่วยกันได้อย่างไร ศาสนาพุทธไม่เชื่อถือสิ่งเหล่านั้น 

ศาสนาพุทธสอนให้คนช่วยกัน เพราะฉะนั้นจึงไม่ขาดคนที่จะช่วยกัน มีน้ำใจช่วยกัน ถ้าคนไม่ช่วยกันแล้วจะให้พระเจ้าช่วยนั้นยาก แต่ถ้าคนอยู่ด้วยกันอย่างนี้มันช่วยกันได้ทันทีมันเป็นของจริงที่พิสูจน์ยืนยันได้ ศาสนาพุทธเรายืนยันได้พิสูจน์ได้จับต้องได้ สิ่งที่จับต้องไม่ได้อยู่ไหนก็ไม่รู้พระพุทธเจ้าก็บอกว่าอย่าเพิ่งทำ แต่คนจะเชื่ออย่างนั้นมันมี มันก็ลึกซึ้งซับซ้อนเช่นคำว่าบารมี เป็นสิ่งที่ไม่เห็นตัว อย่างเช่นอาตมามีบารมีช่วยอาตมา สิ่งเหล่านี้ไม่ต้องไปคิดถึงจะอยากได้ถ้าหากคุณปฏิบัติจนถึงมีบารมีเองคุณก็จะได้ ไม่ต้องไปอยากให้มีเลย คุณมีจริงมันถึงจะช่วยแต่ถ้าคุณไม่มีจริงก็ไม่มีอะไรช่วย 

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ

_ส.เดินดิน…เหลืออีกไม่กี่วันจะถึงงานมหาปวารณาครั้งที่ 37 งานนี้เราจะกำหนดวันหลักสำคัญคือวันที่ 7 ซึ่งเป็นวันบวชของพ่อครู ปีนี้จะเป็นปีที่ขึ้นปีที่ 50 ที่พ่อครูประกาศทำงานศาสนามา มีคนเขาอยากทำปฏิทิน ก็คิดกันว่า ปฏิทินขึ้นปีที่ 50 ควรจะมีทิศทางมีรูปอย่างไร ก็ปรึกษาพ่อครู ก็ถือว่า เป็นการเฉลิมฉลองอย่างหนึ่ง Golden Jubilee 

สุดท้ายงานมหาปวารณาปีนี้ ขึ้นสู่แดนทองโพธิกิจ Bodhigij Golden Jubilee 

สัญลักษณ์ของงานนี้ควรจะเป็นอย่างไร มีคนบอกว่าของท่านพุทธทาสเป็นรูปคนแจกดวงตา พ่อครูเลยบอกว่า ของท่านแจกสุญญตา 

อยากเรียนถามพ่อครูว่า…ลูกๆจะมีส่วนแจก สุญญตา ได้อย่างไร

พ่อครูว่า…ก็ทำให้กิเลสออกจากตัวเรา เพราะฉะนั้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปถึงวันงาน ก็พยายามให้ตัวเองละกิเลสออกไปจนเป็นศูนย์ เพราะฉะนั้นผู้ใด ยืนอยู่ที่ฐาน 0 ได้แล้ว นั่นแหละผู้นั้นก็จะเป็นคนที่มี 0 คือไม่มีตัวตนคือไม่มีกิเลสในตัวเองไม่เห็นแก่ตัวเลย จะเป็นคนรับใช้เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นคนมีน้ำจิตน้ำใจ อะไรต่างๆดีจริงๆเลย เอื้อเฟื้อเจือจานรับใช้คนอื่น นี่คือคุณลักษณะของผู้ที่ไม่มีตัวตน 

คุณเข้าใจแค่นี้แหละถ้าหากมีกายกรรมแค่นี้แสดงออกเป็นความเห็นแก่ผู้อื่น วิธีการเห็นแก่ผู้อื่น มโนกรรมถ้าเห็นว่าอย่างนี้เป็นอาการไม่เห็นแก่ตัวเห็นแก่ผู้อื่นคุณเข้าใจแค่ไหน ทำเต็มที่เลย แล้วมันจะค่อยๆลึกซึ้งค่อยๆชัดเจนขึ้น จะเป็นสัจจะขึ้นไปเรื่อยๆ 

_ผู้ใดเป็นผู้เยือกเย็นไม่มีอุปธิ ไม่ติดในกาม ผู้นั้นเป็นพราหมณ์ อยู่เป็นสุขทุกเมื่อ คำว่าอุปธิ ตรงกับอุปธิวิเวกหรือไม่

พ่อครูว่า…อุปธิก็คำหนึ่ง วิเวกก็อีกคำ 

อุปธิ สองอันนี้ก็เป็นเนื้อหาเดียวกัน

อุปธิ มันแปลว่า มีส่วนที่ยังมีอยู่ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจนในพระไตรปิฎกเล่ม 19 

ท่านตรัสว่าอุปธิคืออะไร 

1.กิเลส 2. ขันธ์ 3. อภิสังขาร นี้คืออุปธิ

ขันธ์ก็คือหมู่หรือกอง อย่างน้อยขันธ์ 5 มีอะไร มีรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ 

รูปก็คือ สิ่งที่ถูกรู้สิ่งที่เป็นองค์รวมของอีกอันนึงเป็นรูป ไม่ใช่นาม อีก 4 ขันธ์นี้เป็นนาม เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ​ 4 คำนี้มีสภาวธรรมต่างกัน

เวทนาคือความรู้สึก สัญญาคือพลังงานของจิตที่เป็นตัวกำหนดหมายเป็นตัวจดจำ สัญญาณมี 2 ลักษณะคือเป็นความจำและเป็นตัวทำงาน ทำงานอย่างสำคัญมากในการกําหนดหมายรู้ต่างๆ 

สังขาร คือ ความปรุงแต่งของพลังงานทั้งหมดทั้งรูปธรรม นามธรรม

ในปฏิจจสมุปบาท ผู้อวิชชาไม่รู้จักสังขาร เพราะมันจะต่างกันไปหมดระหว่างกายสังขารวจีสังขารจิตสังขาร ส่วนอภิสังขาร จะรู้ละเอียดลึกซึ้งส่วนคนที่ไม่รู้ก็จะปรุงแต่งกันอย่างโง่ๆ จมในเรื่องกิเลสหนา นรกจกเปรตไปใหญ่ แต่ถ้าอภิสังขารทางเจริญโลกุตระ จะทำการล้างกิเลสออกไป ตั้งแต่ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร

จับได้อาการกิเลสในตน เป็นกายกลิ คือตัวโทษภัยตัวเลว จับออกไปได้ มันเป็นนามธรรมไม่มีตัวตนไม่มีรูปร่าง แต่คนรู้อาการ ลิงค นิมิต ตามที่อาตมาอธิบายอุเทส คุณจับอ่านออกได้เอง กำหนดหมายนิมิตเอง อาการโกรธกับโลภต่างกันนะ มีลิงคะ อาการทุกข์กับสุขต่างกันนะ โลภโกรธก็เป็นคนละตระกูล

อาการคือนามธรรมละอียด นิมิตคือจับตัวได้ หมายจับอะไร กำหนดหมายเอาเองว่าอาการอย่างนี้คืออาการโกรธ อาการโลภมันต่างกัน คุณต้องมีความมุ่งหมายกำหนดรู้ ของใครของมัน ผู้ที่กำหนดได้กำหนดรู้คุณก็มีความรู้นั้น 

หากกำหนดไม่ได้แยกความต่างไม่ได้ คุณก็ไม่รู้ ปฏิบัติธรรมก็ไม่ไปไหน แต่นี้ยังหยาบนะ การศึกษาจึงแยกให้ออกตั้งแต่ความหยาบ ของพระพุทธเจ้าให้ทำตั้งแต่หยาบไปหาละเอียด 

หากหยาบยังทำไม่ได้ก็จะไกลจาก วิเวก คือหมดทางสงัดสงบ 

สงัดก่อนแล้วสงบ สงัดคุณก็ไม่สงัด ก็ถูกกวนจากกิเลส เพราะกามของคุณอันเป็นของละได้ยากไม่ได้เป็นของละได้ง่าย คุณยังไม่ได้ทำเลย 

เพราะฉะนั้นคุณไม่ได้ทำการล้างกามตั้งแต่เบื้องต้น แต่คุณละเลยมาเสียแล้ว ไม่ใช่ละอย่างเว้นขาดออกจาก แต่คุณละเลยมันมา 

พวกมีกิเลสมากปิดบัง จมอยู่ตั้งอยู่ในความหลงห่างไกลลิบจากบันไดขั้น 1 แล้วก็ทิ้งไปจะทำขั้นที่ 2 3 เลย คุณหลงตัว คุณเพ้อฝันเองว่าคุณขึ้นไม่เป็นลำดับต้นกลางปลายอย่างอัศจรรย์

คุหัฏฐกสุตตนิทเทสที่ 2

ว่าด้วยนรชนเป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำคือกาย

[30] พระผู้มีพระภาคตรัสว่านรชนเป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ เป็นผู้อันกิเลสมากปิดบังไว้แล้ว นรชนเมื่อตั้งอยู่ ก็หยั่งลงในที่หลง นรชนเช่นนั้น ย่อมอยู่ไกลจากวิเวก ก็เพราะกามทั้งหลายในโลก ไม่เป็นของอันนรชนละได้โดยง่าย.

ควรเลิกปฏิบัตินั่งหลับตาสมาธิให้มาปฏิบัติจรณะ 15 วิชชา 8 

กว่าจะได้จิตสมาธิของพระพุทธเจ้าอย่างสัมมาทิฏฐิไม่ใช่ของเล่นๆ