ศาสนา

621125_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 82

อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่…https://docs.google.com/document/d/1jAXTVi_M7sS9Z-HV6hJHECccu7qW_I9pkMZrHtNjEQs/edit?usp=sharing                 

ดาวโหลดเสียงที่  https://drive.google.com/open?id=1kbsi35nDwpc-aZu9E4a_U-_dONvA4UEu 

พ่อครูว่า… วันนี้วันจันทร์ที่ 25 พฤศจิกายน 2562 ที่บวรราชธานีอโศก 

_SMSวันที่23-24พ.ย.2562

_คิดถูก คิดถูก:ชื่นชมท่านจันทร์ที่แววไวในการช่วยพ่อครูตัดรอบเมื่อเห็นเวลาเหลือน้อย

_พิศมัย ชำนาญคิด: ยังไงก็ขอให้พ่อครูอายุยืนยาว สุขภาพแข็งแรงนะคะ ถึงจะขอไม่ได้ก็อยากขอนะคะ กราบนมัสการค่ะ

_7630ท่านจันพูดมากจัง!!??

_ไม่ระบุชื่อ_อยู่กับปัจจุบันจึงหมายความว่า ยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ไม่โวยวาย ไม่ตีโพยตีพาย…ใจไม่ยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะไปติดอยู่กับคำว่า “น่าจะ” หรือ “ไม่น่าจะ” ถ้าติดอยู่กับคำว่า น่าจะ ไม่น่าจะ อาการความคิดนี้เอาตัวเองเป็นเกณฑ์หรือเปล่า ฝากถามด้วย

พ่อครูว่า…แต่ละคนก็เอาตัวเองเป็นเกณฑ์ทั้งนั้นแหละ จะรู้สึกอย่างไรและจะปฏิบัติอย่างไรกับสิ่งที่ตัวเองคิดว่าควรจะปฏิบัติ มันก็จะมีการปฏิบัติตามที่ตัวเองรู้สึก และก็จัดการปฏิบัติออกมาตั้งแต่จิตจนถึงวาจาจนถึงกาย กันทั้งนั้น เพราะจิตเป็นประธาน ปฏิบัติต้องปฏิบัติได้เรียนรู้จิตจัดการกับจิต จนกระทั่งสามารถที่จะมีอำนาจ ยังจิตเป็นในอำนาจได้ วสวัตตี หมายความว่าเราสามารถที่จะควบคุมจิตใจเราได้ ให้จิตของเราประพฤติกระทำหรือแม้แต่จะให้ออกมาทางกายทางวาจา ก็คือจิตเป็นตัวประธานทั้งนั้น 

_กุญแจ เงินทอง : สมณะ ถักบุญ ก็น่าจะเป็น ไอนสไตน์ / ภาระงาน ต้องมีคนรับชอบ ถ้าไม่มีใครรับ ดูแล เชื่อมต่อ งานโพธิสัตว์ ก็ไม่สำเร็จ

พ่อครูว่า..มันคนละคนกัน อ่านความแล้วก็จะให้ท่านถักบุญเป็นไอนสไตน์ให้อาตมา

กายแตกตายต่างหรือเหมือนกันอย่างไร

_1614กายแตก ชีวิต แตกทำลาย ต่างกัน หรือ เหมือนกันอย่างไร /กายสเภทา หมายถึงอะไร

พ่อครูว่า..กายแตกก็หมายถึงสภาพขององค์ประชุม กายคือองค์ประชุม กายไม่ได้มีแค่ 1 ทุกวันนี้เขาหมายถึงเพียงภายนอกอย่างเดียว เป็นมหาภูตรูปอย่างเดียวไม่มีอุปาทายรูปด้วยซึ่งมันผิด กายต้องมีทั้งอุปาทายรูปและมหาภูตรูป

กายแตก หากเข้าใจความเป็นกายในพยัญชนะที่หมายถึงว่า ความเป็นภายนอกมันแยกให้เห็น กายแตก ชีวิตแตกทำลายไป 

คำว่า เภทา แปลว่าแตก เมื่อกายนี้แตก ก็คือส่วนของชีวิตที่คุณมีจิตวิญญาณรับรู้ภายนอกและภายในมันแตกไปส่วนนึง เมื่อกายแตกตาย จิตวิญญาณก็แยกแตกกันไป

ถามว่าชีวิตหรือชีวมวลหมดไหม…ก็ยังไม่หมด กายแตกไปส่วนหนึ่ง แต่ชีวิตไม่แตก 

กายแตกกับชีวิตแตก มีส่วนที่ไม่เหมือนกันอยู่ส่วนหนึ่ง 

ทีนี้ ชีวิตที่แตกทำลาย เราจะต้องรู้จักความเป็นชีวิตของจิตวิญญาณ 

ในอุปาทายรูป 24 ชีวิตจะต้องเรียนรู้พลังงานของชีวิตที่เรียกว่า ชีวิตินทรีย์ แล้วทำให้อินทรีย์พลังงานของชีวิตให้ลึกซึ้งขึ้นไป ส่วนใดส่วนหนึ่งหากมีอินทรีย์ ชีวิตของกิเลสอยู่ในจิต เราต้องรู้จักชีวิตินทร์ของกิเลสแล้วทำให้มันแตกตาย ทำลายไป

ชีวิต ประกอบด้วยกายกับจิต 

กายสเภทา หมายถึงกายแตก ส่วนหนึ่งก็ตายไปส่วนหนึ่ง  ทีนี้คนเราตายแล้วตายเล่าด้วยร่างกาย แต่จิตวิญญาณยังไม่แตกสลายโดยเฉพาะยังมีกิเลสอยู่ ศาสนาพุทธต้องเรียนรู้ตัวกิเลส 

กายกลิ คือตัวกิเลส กายคือองค์ประชุมของกลิ กลิ แปลว่าตัวโทษภัยของจิต ต้องทำลายกายกลิให้แตกตายไปได้ อย่าง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) พระอรหันต์ทำให้กายกลิตายอย่างนิรันดร แต่ร่างกายของพระอรหันต์ยังไม่ตาย 

อรหันต์ดับอาสวะสิ้นองค์ใดที่ร่างกายยังไม่ตาย พระอรหันต์นั้นชีวิตินทรีย์ของกายกลิ ของกิเลสหมดไปแล้วไม่มาทำงานในกายพระอรหันต์

พระพุทธเจ้าจึงมีระบบวิธีให้อุปัชฌาย์ที่บวชลูกศิษย์ขึ้นมาจะต้องสอนเรื่องกรรมฐานคือการแยกกายแยกจิตให้รู้ชัดเจนแยกแยะความเป็นกาย เมื่อไหร่ไม่ใช่กาย ถึงต้องทำให้กายแตกดับไปเรื่อยๆจนที่สุดเหลือแต่ชีวิตินทรีย์ รู้กายในกาย

กายในกายต้องมีสภาพเนื่องกันมาถึงเวทนาในเวทนา เนื่องมาถึงจิต จนต้องเอาอกุศลจิตมาฆ่าให้หมด ต้องรู้จิตในจิตอย่างเจโตปริยญาณ 16 

ก็ฆ่าราคะโทสะโมหะตายไปจากกายที่ยังมีสภาพสองรูปกับนาม 

อรหันต์มีรูปกับนามที่เป็นกายสะอาด ไม่มีราคะโทสะโมหะนี้ ถ้าพระอรหันต์ท่านยังไม่ยอมตาย ถ้าหลังกายแตกตายแล้ว กายสเภทาปรัมรณา

กายกลิคือกิเลส แต่จากพระอรหันต์ไปหมดแล้วยังเหลือรูปนามของท่านเที่ยงมีชีวิต ยังไม่ยอมปรินิพพานเป็นปริโยสาน

กายแตกตาย ของพระอรหันต์แต่ละชาติท่านก็ยังไม่ยอมปรินิพพานเป็นปริโยสาน ท่านก็ได้ตั้งจิต จะไปนิพพาน ท่านก็ตั้งจิตต่ออีก ไม่ยอมให้รูปนามนี้แตกสลายกลายเป็นอุตุธาตุอุตุนิยามไปเลย เพราะพระอรหันต์จะต้องทำจิตตัวเองให้เป็นวัตถุธาตุได้    มีปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ จึจะชื่อว่าเป็นพระอรหันต์ 

พีชนิยามเป็นจิตอาศัยที่ไม่ทุกข์ไม่สุขเหมือนพืช ไม่มีบาปไม่มีบุญแล้ว สิ้นบุญสิ้นบาป เป็นคนทำกรรมใดก็ไม่มีบาป บุญ เป็นกรรมที่มีแต่กุศล

อาตมาบรรยายไปอาจารย์สำนักต่างๆก็ควรฟัง จะได้ชัดเจนขึ้น 

ถ้าไม่รู้แม้แต่ความหมายที่ถูก บรรยายก็ยังไม่รู้แล้วจะให้เป็นสภาพทางนามธรรม นำพยัญชนะที่ระบุไว้ว่าจะบรรลุต้องแยกธาตุจิตให้เป็นอุตุนิยามที่พีชนิยามได้ 

อาตมามาพูดคนหาว่าอวดตัวอวดตน แต่อาตมาไม่ได้มีจิตสาเฐยจิตอะไร ก็อวดไปคนก็ด่าด้วยซ้ำ เขาเป็นมิจฉาทิฏฐิ คนที่สัมมาทิฏฐิฟังอาตมารู้เรื่องเข้าใจ อย่างนี้ทุกที นี่เป็นเครื่องตรวจสอบพิสูจน์

อย่างพวกคุณเข้าใจได้ดีแล้ว แต่กิเลสเรายังไม่หมดก็ต้องเรียนรู้เพิ่มเติมให้ได้จนกว่าจะได้ทำให้ตัวเองเป็นพระอรหันต์ได้ จะได้สืบสานศาสนาต่อไป ผู้ที่ไม่เข้าใจไม่เชื่อก็จะไม่ได้สิ่งนี้ โดยเฉพาะไม่เชื่อว่าอาตมาเป็นผู้ที่เป็น อาริยบุคคลแท้จริง เขาก็เสียผล ชาตินี้เขาก็จะ ไม่ได้อะไร 

อาตมาพาทำจนเป็นสังคม วรรณะ 9 สาราณียธรรม 6 มีกถาวัตถุ 10 พูดไปอย่างไรก็อยู่กับ

  1. เรื่องที่ชักนำให้มักน้อย กล้าจน (อัปปิจฉกถา) . 

  2. เรื่องที่ชักนำให้สันโดษ ใจพอ (สันตุฏฐิกถา)  

  3. เรื่องที่ชักนำให้สงัดจากกิเลส (ปวิเวกกถา) . 

  4. เรื่องที่ชักนำไม่ให้คลุกคลีกับหมู่กิเลส (อสังสัคคกถา) .

  5. เรื่องที่ชักนำให้ปรารภความเพียร (วิริยารัมภกถา) . 

  6. เรื่องที่ชักนำให้บริสุทธิ์ในศีล (สีลกถา) 

  7. เรื่องที่ชักนำให้จิตตั้งมั่นในสมาธิ  (สมาธิกถา) .

ให้รู้จักสวรรค์ ศาสนาพุทธไม่ปรุงแต่งเอาสวรรค์ อสังสัคคะ เขาแปลว่าไม่คลุกคลีกับหมู่ที่เป็นโลกีย์ ปุถุชน ไม่สัมผัสสัมพันธ์แต่ถ้าเราใกล้จะไปคลุกคลี แต่แรงเราไม่ได้ ถูกเขาดึงลงไปก็อย่าไปเข้าใกล้ อย่าไปร่วมสังสัคคะกับเขา อย่างนี้เป็นต้น 

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ

ศรัทธากับปัญญาในจรณะ 15

_สิกขมาตุม.กล้าข้ามฝัน…ได้อธิบายเรื่องปัญญา 8 ประการหลายข้อเหมือนเป็นศรัทธา

พ่อครูว่า…ศรัทธามันเกิดจากความเข้าใจการเรียนรู้เพิ่มขึ้น แล้วเพิ่มเป็นปัญญา ศรัทธาหมายความว่ามีปัญญาที่ได้สะสมเข้าไป แล้วก็เชื่อ 

ศรัทธา 3 ระดับ

เชื่อถือ เชื่อฟัง เชื่อมั่น

เชื่อถือ ก็เชื่อแต่ยังไม่ปฏิบัติตาม แต่เชื่อฟังนี้เชื่อแล้วก็ปฏิบัติตาม ได้ผลแล้วก็จะเชื่อมั่น 

ศรัทธาต้องประกอบด้วยปัญญา แต่คนศรัทธาที่ไม่ได้ประกอบด้วยปัญญามีเยอะ 

ศรัทธากับปัญญา ในสัทธรรม 7 มี ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหูสูต วิริยะ สติปัญญา 

ศรัทธากับปัญญาเป็นหัวท้ายของสัทธรรม 7

ผู้ที่เริ่มด้วยศรัทธา ถึงจะได้ปัญญาอย่างสัมมาทิฏฐิเพิ่มขึ้น เรียนรู้ปฏิบัติมีสัมผัสก็จะเกิดจิต จิตของเราเกิดกิเลส พอสัมผัสอะไรแล้วกิเลสมันเกิดก็รู้ว่านี่มันเป็นกิเลส 

กิเลสเกิดในขณะปัจจุบันมีสัมผัสที่เป็นความจริง แต่ถ้าไปหลับตาแล้ว เป็นอดีตกับอนาคต มันไม่ใช่ปัจจุบันมันไม่เป็นความจริงจริงๆ 

อดีตก็เป็นเรื่องเก่าที่ระลึกขึ้นมาเฉยๆ อนาคตก็ยังเป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้น พุทธเจ้าจึงสรุป ทิฏฐิ 18 อย่างในอดีต ส่วนอนาคตมีตั้ง 44 ละเมอเพ้อพกไป

พระพุทธเจ้าไม่เอาการปฏิบัติทั้งอดีตและอนาคต ท่านเอาที่ปัจจุบันทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ

ผู้ที่แสวงหาเปิดใจรับฟังอาตมาบ้างจะได้ความรู้เพิ่ม ต้องมีปรโตฆษะ ค่อยๆเชื่อก็ศรัทธา แล้วนำมาปฏิบัติ

แต่ถ้าปฏิบัติศีลผิด ข้อ 1 สัมผัสกับสัตว์แล้วคุณเกิดจิต กับสัตว์หรือคนก็ตาม สัมผัสแล้ว หมายฆ่า หรือไม่ฆ่า ไม่ได้ใช้อาวุธ ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ วางสาตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณาหวังประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งปวงอยู่

จิตเราไม่เป็นเช่นนี้ก็จะละอาย ยิ่งมีความละอายสูงขึ้นก็เรียกว่าโอตตัปปะ จิตเปลี่ยนแปลงได้ลดกิเลสที่เป็นโทสมูล หรือพยาปาทะจนไม่มีกิเลสพวกนี้ก็เป็นพหูสูตร

พหุ แปลว่าสารถี พาธรรมะพระพุทธเจ้าศาสนาพระพุทธเจ้าขับเคลื่อนไปได้ พหูสูตรเขาแปลแค่ว่ารู้มากก็ไม่ผิด แต่ในบาลีมีแปล พหุว่า สารถีด้วย บางเล่มก็ไม่ได้แปล แต่บางเล่มเก็บมาได้อย่างนี้

แม้แต่สัมผัสกับคน คนนี้มีกิเลสรักหรือชังก็ตาม สภาวะเป็นวิบากเก่าหรือวิบากใหม่ก็ตาม สัมผัสแล้วเราจะคบกันได้ไหมกิเลสเก่ากิเลสใหม่ก็ไม่ติดใจต่างคนต่างวิบากใครวิบากมัน ก็ช่วยเหลือกัน อย่างอาตมาก็ตำหนิเขาก็เป็นการช่วยเหลือนะ อาตมาตำหนิธัมมชโยตำหนิมหาบัว แม้มหาบัวจะสิ้นแล้วแต่ผู้ยึดตามแนวมหาบัวมีเยอะ ก็เลยขอหยิบมาให้รู้ว่าอย่างนี้มันผิด ก็ใช้คำตำหนิให้เกิดความรู้ เพราะมันเสียเวลา เติมน้ำหนักของมิจฉาผล

_GoodLuck 159 GoodWealth 159 • 1.) ยังชื่นชมท่านจำลองอยู่เช่นเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง. 2.) ทำไม TV เยอะจัง จอใหญ่ใช้ไฟเยอะ ห้องก็จะร้อนด้วยนะขอรับ [ ไม่มีเจตนาอื่นใด ]

พ่อครูว่า…คงเห็นที่ห้องอาตมามีโทรทัศน์ 3 จอ ไปที่สันติฯมี 3 จอให้ ปฐมฯ มี  2 จอ อาตมาดูรู้เรื่องนะ ถ้าดูไม่รู้เรื่องจะเปิดทำไมให้มันเสียค่าไฟ ทำไมรู้เรื่อง เพราะความเร็วของจิตนั้นเร็วกว่าแสง เพราะฉะนั้นดูแค่ 3 จอง่ายมาก เสียงเดินทางช้ากว่าแสงกว่าเสียงแสงของสามจอมา อาตมาฟังทันหมดแหละ 

ดูแล้วก็รู้อะไรเพิ่มขึ้นที่จริงเกรงใจน่ะมี 3 จอแต่ที่จอทำงานก็มีอีกจอ 1 เป็น 4 จอ แต่ได้ยินเสียง บางทีได้ยินเสียงก็รู้ว่าเรื่องนี้ควรดูก็ได้พักสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ ไม่อย่างนั้นคนก็จะมาว่าเรานั่งนาน ที่จริงเวลาทำงานเขียนหนังสือมันมีอิริยาบถเปลี่ยนอยู่นะ อาตมาก็ relax อยู่ในนั้น อาตมาพอทำได้ก็ขอบคุณที่ห่วง 

อรหันต์กับการอวดอุตริมนุสธรรม

_Thai Ch • ถ้ามีคุณวิเศษ(อุตริมนุษย์ธรรม)ในตนจริงๆแล้วบอกคนอื่นได้เฉพาะผู้ที่มีคุณธรรมเสมอกัน(เพื่อนสหธัมมิก)เท่านั้น. ไม่ใช่พูดอวดมั่วๆออกสื่อไปทั่ว ถ้าอวดมั่วๆออกสื่อก็เป็นอาบัติปาจิตตีย์สิครับ..(ปาจิตตีย์สิกขาบทที่8)พระอรหันต์ท่านไม่ยอมผิดอาบัติแม้สิกขาบทเล็กน้อยหรอก..

อธิษฐานเดินจงกรมตามแบบฝึกสติกายวิเวกท่านก็บอกว่าเป็นลัทธิเดียรัจถี.ต้องเดินออกกำลังกายตามแบบพละศึกษาอย่างนี้จึงถูกหรือครับ.

พ่อครูว่า…คนที่ไม่มีภูมิเขาไม่ฟังอาตมาหรอก เปิดดูแล้วเขาก็ไม่ดูต่อหรอก มันจะมีว่า อาตมาเทศน์อวดไป คนที่ฟังแล้วรับไม่ได้ก็จะไม่ฟังต่อหรอก ไม่อาบัติปาจิตตีย์หรอก แต่คนที่เปิดดูอาตมานั้นจะเป็นเพื่อนสหธรรมิกทั้งนั้นแหละ คนที่รู้เรื่องแล้ว แต่คนที่เขาไม่ฟังเขาเป็นคนที่ไม่รับอยู่แล้ว 

ถ้าอาบัติปาจิตตีย์ก็จริง ถ้ามีอุตริมนุสธรรมที่มีจริงในตน ก็หากอวดก็ไปปลงอาบัติกับเพื่อนสหธัมมิก ที่จริงไม่ได้มีจิตอยากอวดแต่เป็นการแสดงออกธรรมดาให้คนอื่นได้รับรู้ด้วย อาตมาจะไม่อาบัติ อาตมาไม่ใช่อาริยะธรรมดา แต่อาตมาเป็นอรหันต์ อวดให้ตายก็ไม่มีอาบัติ คนก็จะยิ่งหมั่นไส้หนักไปอีก อาตมาก็ไม่รู้จะทำไง ก็พูดความจริงสู่ฟัง

_สู่แดนธรรมว่า..ฐานะพ่อท่านหมู่สมณะยกให้อยู่แล้ว

พ่อครูว่า…แม้ไม่อยากแต่อาตมาอวดไป คนฟังอธิบายแล้วว่าเขาไม่ฟังหรอก พอได้ยินว่าอาตมาเป็นอรหันตฺ์เขาเปลี่ยนช่องเลย

แต่ถ้าสมัยโบราณ หากคุณนั่งตรงหน้านี้ แล้วท่านจะแสดงอรหันต์ คุณไม่ชอบใจก็เดินหนีได้ 

_สู่แดนธรรมว่า…ฐานะที่ผมเคยเป็นพระข้างนอกมา คนเขาถือว่าอรหันต์จะต้องอาบัติไม่ได้ แต่ที่จริงยกเว้นได้ใช่ไหม

พ่อครูว่า…ยกเว้นได้ ยกสติวินัยไม่มีอาบัติหรอกท่านใจบริสุทธิ์ ท่านประมาณแล้วอรหันต์บางองค์ก็คะนองทำอะไรเวอร์ๆได้

เรื่องนี้อาตมาเข้าใจว่าทำไมต้องทำเวอร์ ๆ ถ้าคุณเข้าใจมันจะมีนัยละเอียดลึกซึ้งมากเลย

มีคนอธิบายว่าดาราแสดงละครจะต้องทำเวอร์ๆไว้ ต้อง overacting ให้หน่อย ไม่อย่างนั้นคนไม่ชัดเจน ถึงแม้เขาจะบอกว่าคนที่แสดงเป็นธรรมชาติไม่เวอร์เลย แต่ต้องเวอร์ เพราะต้องการเน้นสภาวะจริง ไม่เช่นนั้นมันจะจืด ไม่เนียนไม่ชัด จะเน้นอะไร จะเน้นลักษณะใด นี่เป็นรายละเอียดของศิลปะ 

สิกขมาตุกล้าข้ามฝันว่า อรหันต์ คนจะชอบที่รูปเหมือนพระอัสสชิ แต่จะชอบสภาวะที่เหมือนพระสารีบุตร

พ่อครูว่า…หากว่าอาตมาเอาแต่ทำตามคำตำหนิก็ทำงานได้ยาก ยุคนี้ไม่ใช่ในยุคที่จะเอาโลกุตรธรรมมาประกาศและทำให้คนเข้าใจได้ จนสามารถรับเอามาปฏิบัติจนบรรลุจนเป็นหมู่มวลเป็นสังคม ยืนยัน สังคมอโศกเป็นสังคมพระอริยะ ไม่ได้บอกว่าเป็นอาริยะธรรมดาด้วย แต่เป็นอาริยะในระดับอนาคามีภูมิเป็นต้นไปด้วย สังคมมวลชนชาวอโศกแต่ละสังคมทุกวันนี้ ถึงขั้นสาธารณโภคีด้วย ซึ่งยิ่งลึกซึ้งซับซ้อน เพราะสาธารณโภคีในยุคของพระพุทธเจ้ายังทำไม่ได้ในฆราวาส อาตมาไม่ใช่ว่าเก่งแต่ในยุคนี้มันทำได้เพราะไม่ใช่ในยุคที่สมบูรณาญาสิทธิราชย์ 

สาธารณโภคี มาทำงานในนี้ก็ต้องเสียสละ รายได้ ผลผลิต เอาเข้ากองกลางทั้งหมดไม่เอาเป็นของตัวเอง แต่ไม่ได้เป็นการบังคับให้ทำนะ ขออภัยสำหรับผู้ที่อคติแล้วอาจจะมีความชังอาตมาก็เป็นเรื่องของท่าน ก็เป็นจิตที่เป็นอกุศล ทั้งรักและชังก็เป็นกิเลสทั้งคู่ 

_อธิษฐานเดินจงกรมตามแบบฝึกสติกายวิเวกท่านก็บอกว่าเป็นลัทธิเดียรัจถี.ต้องเดินออกกำลังกายตามแบบพละศึกษาอย่างนี้จึงถูกหรือครับ.

พ่อครูว่า…มันมีพลความ แต่คุณดึงมาว่าอาตมาบางจุด อาตมาก็ขออภัยที่ทำให้เห็นเช่นนั้นก็เคารพความต่างของความเห็นได้

พูดยกย่องตนอย่างไม่มีกิเลส

_ภัสชล Patsachol Wongkachatewan • ท่านไม่สมควรกล่าวหาผู้อื่นแต่ยกตนเองขึ้นแบบนี้ค่ะ หลวงพ่อธัมชโยท่านมีลูกศิษย์ลูกหาศรัทธามากมายมหาศาล ท่านยังไม่เคยกล่าวร้ายผู้ใดเลยไม่ว่าจะพระหรือโยม และหลวงพ่อก็ไม่เคยพูดจายกตนเองขึ้นแบบท่านด้วย เพราะท่านปฏิบัติดีจนลูกศิษย์ลูกหาศรัทธาเองด้วยใจและปฏิบัติตามท่านค่ะ

พ่อครูว่า….อาตมาไม่ได้กล่าวหาแต่เห็นความจริงตามความเป็นจริง อาตมาไม่ได้กล่าวหา อาตมาทักท้วงว่ามันผิดนะ ผู้อื่นผู้ใดที่อาตมาท้วง ก็ท้วงด้วยหลักฐาน มีการอ้างอิงยืนยันมีหลักของธรรมวินัยมาประท้วงไม่ได้มากล่าวหา 

ถ้าอาตมาท้วงผิด คุณก็ว่าอาตมาสิ ไปท้วงผิดอย่างไร อาตมาไม่ได้กล่าวหานะ เกินเลยกว่าขั้นกล่าวหาแล้ว ซึ่งการกล่าวหายังไม่ได้ อาตมาก็ตัดสินเองว่าอันนี้ควรจะท้วง อาตมาไม่กล่าวหา แต่อาตมาท้วงและตำหนิ 

ถ้าอาตมาไม่ยกตัวเองอาตมาก็ผิด เพราะอาตมาอยู่เหนือแล้ว หากไม่ยกตนก็ผิดสัจจะ 

คนไม่เข้าใจว่าผู้ที่ถูกต้องมีความจริงต้องเป็นอย่างอาตมา แต่คนก็เปรียบเทียบกันอย่างไรจะใช่ คุณก็จะได้ศึกษาเปรียบเทียบ อันไหนมันตรงธรรมวินัยกว่าอันไหนมันถูกต้องกว่า คุณก็ใช้ปัญญาญาณ ตัดสินตัวใครตัวมัน อย่างไหนเป็นธรรมวาที อย่างไรอธรรมวาที 

จะว่าอาตมาข่มคนอื่น แต่คนที่ถูกต้องเหนือกว่าคนผิด จะยกหรือไม่ยกก็ตาม จะยกไปข่ม พยัญชนะว่าอาตมายกข่ม อาตมาก็ชี้ว่าอันนี้เหนือกว่าอันนี้ 

จะเอาความมีมากมายมหาศาลเป็นเครื่องตัดสิน ก็ขออธิบายว่าการรู้โลกุตรธรรมกับการรู้โลกียธรรม ที่คนเป็นปุถุชนยินดีในโลกียธรรมแล้วก็ปรุงแต่งโลกียธรรมให้มีรสชาติ เป็นสิ่งที่น่าศรัทธาเลื่อมใสชื่นใจเขาเก่ง เกณฑ์ในการยกตัวอย่างยืนยันประโลมกิเลสของคน แล้วคนก็ไปชอบกันมากๆ อาตมาไม่เห็นเป็นเรื่องเก่งที่น่าไปริษยาแต่อย่างใด ทำอย่างนั้นก็ยิ่งตลกและจูงนำให้คนลงนรกมากมาย

ธรรมกายท่านไม่ได้กล่าวร้ายใครหรอกและท่านก็จะไม่ทำ หรือว่าการชมทำไมคนเขาจะไม่ชอบเอาแต่คำชม แล้วท่านก็ชมตน ชมพวก ท่านก็ไม่ได้ไปชมคนอื่น

คนที่จะตำหนิคนอื่นได้จะต้องเป็นคนที่ยอดเยี่ยม คนที่ชมคนอื่นมากๆนั้นจะไปเก่งอะไรคนชมคนก็ชมได้ การตำหนิแล้วเขาไม่มาทำร้ายไม่มาฆ่าเราก็ดีแล้ว ตำหนิแล้วเขาก็ยังนิ่งอยู่ ตอนนี้แล้วเขาก็ไม่ได้มาทำร้าย เขายังนิ่งอยู่นี่เป็นฝีมือนะของอาตมา 

เรื่องตำหนิพูดไปแล้วต้องเหมือนผ้าชุบน้ำมันไหม้ไฟบนหัว ต้องรีบเอาออก ความผิดต้องรีบบอกกัน ทุกวันนี้เวลาน้อยมากเลย ข้อจำกัดที่อาตมาจำเป็นจำนน แต่ธัมมชโย ไม่อาจหาญตำหนิหรอก คนละฟากฟ้ากับอาตมาเลย สรุปแล้วต่างคนต่างก็มีความเห็นกันไปก็เลือกเอาที่ชอบที่ชอบกันเถอะส่วนใครจะมีฉันทะเอาอันไหนก็เป็นธรรมดาของมนุษย์โลก

พระพุทธเจ้านี้ยกตัวเองอย่างขนาดเลย แล้วก็บอกผู้อื่นมีคติที่ไปไม่นรกก็เดียรัจฉาน 

จริงๆก็เป็นเรื่องของความต่างกัน ศึกษาแล้วก็บอกความต่างกันเท่านั้นเอง ถ้าไม่ศรัทธาอาตมาก็ไม่เป็นไร คุณก็ฟังอย่างแสลงไปเรื่อยๆเพราะมันจะไม่ตรงกับทิฏฐิของคุณ แต่ถ้าฟังอาตมาด้วยดีอย่ามีอคติคุณก็จะมีปัญญา

_ธนะฤทธิ์ รักษ์ชูชื่น • พอๆกับธรรมกายนั่นเเหละ

สติในสัทธรรม 7 กับสติในโพชฌงค์ 7

_สมณะคิดถูก…สติในสัทธรรม 7 อยู่ช่วงท้ายๆ ทีนี้ ที่อยากถามคือมันต่างกันอย่างไร สติในสัทธรรม 7 กับสติในโพชฌงค์ 7

พ่อครูว่า…สติ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในกระบวนการของจรณะ 15 

สติเมื่อแยกย่อยไป มีคนถามว่า สติในมรรคมีองค์ 8 กับโพชฌงค์ 7 ต่างกันอย่างไร 

หากปฏิบัติเกิดเหตุแห่งการตรัสรู้ก็เป็นสติที่เป็นสัมโพชฌงค์ 

โพชะ หรือโพธิ แปลว่าการตรัสรู้ คือ มีความรู้ความเข้าใจแล้วก็ได้ปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติลงตัวได้มรรคได้ผลจึงเป็นโพชฌงค์ทั้ง 7 เป็นต้น 

สติสัมโพชฌงค์ก็เท่ากับคุณปฏิบัติสติในมรรคมีองค์ 8 ก็ดีหรือสติในสติปัฏฐาน 4 ก็ดี พิจารณากายในกายได้ผล พิจารณาเวทนาในเวทนาได้ผลตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอน ตามองค์ธรรมต่างๆ ก็เรียกว่า สตินั้นเป็นสติสัมโพชฌงค์

ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ เป็นภาคปฏิบัติ ต้องสังวรปธาน สำรวมสังวรอินทรีย์ทั้ง 6 แล้วก็ปหานกิเลสให้ได้แล้วก็รักษาผลที่ได้ปหานกิเลสได้ นี่เป็นสัมมัปปธาน 4 ด้วยอิทธิบาท 4 

ความอิทธิบาทคือความพากเพียรที่เริ่มต้นด้วยฉันทะ หากไม่มีฉันทะเป็นมูลกา แล้วปฏิบัติธรรมให้เกิดการทำใจในใจมนสิการ 

ปฏิบัติธรรมทำใจในใจไม่เป็นทำใจไม่ได้ก็ปฏิบัติได้แต่เปลือกนอกไม่ถึงใจ ไม่ได้ผลอะไรหรอก ในมูลสูตร 10 

  1. มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) . . 

  2. มีมนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) . . . .

  3. มีผัสสะ เป็นเหตุเกิด (สมุทัย) . . . 

  4. มีเวทนา เป็นที่ประชุมลง (สโมสรณา) . 

  5. มีสมาธิ เป็นประมุข (ปมุขะ) . . . 

ทำให้ถึงอุเบกขาเป็นฐานนิพพาน เจริญด้วยองค์ 5 ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา 

ต้องมีธัมมวิจัย หากไม่มี ให้นั่งหลับตาอย่าไปคิดมากอะไร เป็นการปฏิบัติที่ผิด แม้ ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ องค์แห่งมรรค สัมมาทิฏฐิ

ยกตัวอย่างอ.บูรพา เขียนบรรยายไป เป็นบาปไป 

สติในสัทธรรม 7 ต้องปฏิบัติให้เกิดสติสัมโพชฌงค์ 

ทำจิตให้เป็นพีชะได้ก็คืออรหันต์

_สมณะคิดถูก อยากทราบลักษณะจิตที่เป็นพีชะ ที่ว่า

พ่อครูว่า…จิตเป็นธาตุรู้ระดับพีชะ พีชะมีแต่สัญญากับสังขาร ไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ เราสามารถทำจิต มนสิการไม่ให้มีกิเลสที่เป็นบาป ไม่ทำบาป จิตเราก็เป็นพีชะ ไม่มีบาปไม่มีบุญ 

ฌานคือพลังงานไฟก่อนบุญ ไปเผากิเลส เมื่อเผาราคะไปได้ก็เป็นส่วนบุญ เผาได้หมดก็หมดบุญ บุญก็จบ บุญก็ไม่มีอีกบาปอกุศลก็ไม่มีอีก กิเลสก็หมด คำว่าสติ จึงต้องใช้ในองค์ธรรม จรณะ15 

ก็ทำจิตให้เป็นพีชะ จิตที่ไม่มีอาการไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ไม่มีบาปไม่มีบุญ คุณทำจิตให้ไม่สุขไม่ทุกข์ได้จิตก็เป็นพีชะ แต่จิตจะทำงานได้เก่ง เพราะมีพลังงานสูงกว่าพีชะ จิตเราไม่ทำบาปทำบุญแล้ว ก็เอาจิตมาทำงานสร้างสรร สัพพปาปัสสอกรณัง กุสลสูปสัมปทา สจิตตปริโยทปนัง

กรรมกิริยาของอรหันต์จึงมีแต่กุศล 

  1. การไม่ทำบาปทั้งปวง (สัพพปาปัสสะ  อกรณัง) 

  2. บำเพ็ญกุศลให้ถึงพร้อม . (กุสลัสสูปสัมปทา) 

  3. ความชำระจิตให้ผ่องแผ้ว (สจิตตปริโยทปนัง)  

(พตปฎ. เล่ม 25  ข้อ 24) โอวาทปาติโมกข์ 3 คือจิตอรหันต์

อุตุนิยามแบบเจโตกับแบบปัญญา

_ขอพ่อครูอธิบายทำจิตเป็นอุตุนิยามแบบเจโตกับแบบปัญญา

พ่อครูว่า…อุตุนิยามแบบปัญญายังฟังขึ้น เพราะจะเรียนรู้นิยามของอุตุ พีช จิตได้ นิยามบอกองค์ธรรมต่างๆ ที่มีความเป็นอุตุเป็นอย่างนี้ คำชี้บอกลักษณะต่างๆว่าอันนี้คืออุตุ พีชะ จิต อย่างหนึ่งต่างกัน 

หากเข้าใจอุตุ เข้าใจพืช มีลิงค ต่างกัน มีเพศต่างกัน อาการของจิตที่ไม่ทุกข์ไม่สุข ไม่บาปไม่บุญแล้ว คุณทำจิตคุณได้อย่างนี้ แต่จริงๆแล้วจิตคุณเป็นจิต คนนั้นก็อาศัยอุตุ อาจเหมือนสสารพลังวัตถุ แต่ที่จริงแล้วเป็นชีวะ

ชีวะเหนือกว่าอุตุอีก สามารถเป็นพลังงานที่เป็นประธานของตัวเองได้ พีชะ ควบคุมตัวเองไม่ได้มีแต่อันอื่นมาปรุงแต่ง แต่มีชีวะซ้อนในพลังงานนี้ก็เป็นประธานที่สามารถควบคุมลักษณะของอุตุได้ อย่างพืช มันไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ก็ต้องอาศัยอุตุแล้วก็เลือกอุตุ เลือกธาตุดินน้ำไฟลมที่ต้องเอามาใช้กับตัวเอง อันอื่นมันไม่ไปเบียดเบียนกับคนอื่น มันเอาแต่ตัวของมันเอง พืช มันปรุงแต่งของมันเอง ตามสูตรของมันเอง ตระกูล เชื้อไหน

ส่วนจิตมันมีบาปบุญ มีความรู้สึก มีเรามีเขาอีก พระพุทธเจ้าตรัสรู้พลังงานแต่ละระดับ แล้วก็มาเรียนรู้ที่จะทำอย่างไรเรียกว่าทำกรรม ทำอย่างไรภายนอกทำอย่างไรทำใจในใจได้ พลังงานที่เลว กายกลิ ประชุมในจิตก็ฆ่ามัน อย่าเกิดพลังงานนี้มาอีกเลย พระอรหันต์เก่งอย่างนี้สามารถอยู่อย่างพีชะ มีอำนาจยังจิตให้อยู่ในอำนาจได้ ไม่ให้ไปละเมิดสิ่งเลว เวทนาไม่สุขไม่ทุกข์แล้ว มีแต่เวทนาเดียว รู้ความจริงตามความเป็นจริง แต่ไม่มีเวทนาเก๊

เวทนาเป็นฐานแห่งการปฏิบัติของศาสนาพุทธเรื่องทุกข์สุข เรื่องชอบเรื่องชัง เรื่องบาปเรื่องบุญ ต้องแยกกายแยกจิตออก

แยกกายไม่เป็นก็แยกเวทนาแยกจิตไม่เป็น ทุกวันนี้เขาไม่ได้เรียนรู้อย่างที่อาตมาพูดนี้เลย แม้แต่เปรียญ 9 ด็อกเตอร์ทางศาสนาก็ไม่ได้พาทำอย่างนี้ เขาจึงไม่ได้มีพระอริยะไม่ได้มีพระอรหันต์ไม่มีสมณะที่ 1 2 3 4 

ศาสนาทุกวันนี้ อาตมามาพาทำจึงเกิดบุคคล 4 ก็กอบกู้มาได้แล้ว อาตมาเอามาจากของเก่าของเดิมชาติก่อน พกโลกุตรธรรมมาด้วยนะ เอามาประกาศเปิดเผย 

อุตุนิยามแบบเจโตก็คือทำจิตเราให้เป็นพีชะได้

_สมณะคิดถูก ..อุตุภายนอกดินน้ำไฟลม แต่อุตุภายใน ดินน้ำลมไฟ ภายในเรามีพลังงานเหมือนภายนอกไหม

พ่อครูว่า..ทำได้เหมือนภายนอกเช่นกัน เป็นพลังงานเหมือนกัน ตอนแรกพูดว่าจิตเป็นพลังงาน พวกที่ยึดบอกว่าไม่ถูก 

_ใจแก้ว…พ่อท่านสอนมาเกือบ 50 ปีแล้วต้องการให้ลูกทุกคนบรรลุอรหันต์ใช่หรือไม่ และที่เข้าใจว่าจะให้พ่อครูแสตมป์ว่าเป็นอรหันต์ แต่เข่งพูดเผื่อคนอื่นไม่ได้พูดให้ตนเอง คนไปตีความผิด  คนเป็นอรหันต์ก็ไม่จำเป็นต้องให้คนอื่นการันตี

พ่อครูว่า…ใช่แล้ว อาตมาบอกตั้งแต่เป็นๆ ไม่ใช่บอกตอนตายแล้ว ก็เลยบอกก่อนตายก็ดีแล้ว อาตมาไม่ได้พูดบอกไปง่ายๆ อาตมาบอกว่าอาตมาเป็นอรหันต์ พูดในปี 2558 ไม่ได้พูดง่ายๆนะ อาตมาบวช 2513 แต่ประกาศเป็นอรหันต์ 2558 

_สีลัพพตุปาทานกับสีลัพพตปรามาส ต่างกันอย่างไร

พ่อครูว่า…สีลัพพตุปาทาน คือ ศีลพรตที่เอาแต่ยึดถือกัน ยังไม่สัมมาทิฏฐิ

สีลัพพตปรามาส คือ มีสัมมาทิฏฐิแล้วแต่ปฏิบัติยังไม่ได้ เหลาะแหละไม่ได้ผลลดกิเลส 

อันหนึ่งแค่อุปาทาน อันหนึ่งก็ปรามาส

สีลัพพตุปาทาน ปฏิบัติตามศีลตามประเพณีที่ยึดถือกัน ทุกวันนี้ปฏิบัติผิดเพี้ยนกันไปหมดก็ได้ปฏิบัติแค่นั้น 

ส่วนสีลัพพตปรามาส คนนี้พ้นสักกายทิฏฐิ พ้นวิจิกิจฉา แต่ไม่พ้น สีลัพพตปรามาส คือรู้แล้วแต่ไม่เอาจริง แม้รู้จักกิเลสแล้วก็ตาม ค้นหารูปนาม จิต กายของคุณแยกให้ได้ว่าตัวไหนคือกิเลส คุณแยกแยะได้รู้จักตัวกิเลสได้อย่างไ่ม่สงสัยเลย แต่คุณไม่ฆ่ากิเลสเสียที  สีลัพพตปรามาสลูบคลำเล่นหัวกับกิเลส ชวนกิเลสกินข้าวต้มกุ๊ยอยู่นั่นเอง เป็นตำรวจจะไปเล่นกับโจรซะอีก ต้องจับโจรเลย 

_นะโม โอเค…หลวงปู่เคยบอกว่าเจอปุ๊บรักปั๊บนั่นแหละคือตัวเวร แล้วมันตัวเวรอย่างไรล่ะครับ 

พ่อครูว่า…มันเป็นเวรานุเวรเป็นเรื่องผูกพัน ต้องใช้หนี้ ต้องอยู่เวร คนมีเวรมีกรรมต้องมาใช้หนี้ เจอปุ๊บรักปั๊บ คุณจะรักตรงสเปคปัจจุบันนี้ก็ตาม จะเป็นวิบากเอาไหม พอเจอปุ๊บก็รักปั๊บ มันผูกพันกันมาเป็นบุพเพสันนิวาส เวรกรรมชาติก่อนมาเจอปุ๊บรักปั๊บเกิดผูกพันทันทีก็ตาม หรือมันเข้าสเปคชาตินี้ก็ตาม มันเวรๆๆ มันซวยนะ เป็นเรื่องทำให้เกิดความทุกข์ยากผูกพัน เวรมันเป็นเรื่องของความผูกพัน 

_ผมเห็นคนที่มีแฟน ก็เห็นเขามีความสุขดีตราบที่เขามีความรักกันอยู่ 

พ่อครูว่า…ความรักกันอย่างนี้ผูกพันไม่รู้กี่ชาติ เพราะว่าแม้จะเป็นคู่เวรคู่กรรมกันมาแต่ชาติปางก่อน ชาตินี้ก็ต้องพรากจากกันให้ได้ มันคู่เวร มันจะเป็นเวรกรรมไปอีกนานนับชาติ ทุกคนมีคู่เวรกรรมมาหลากหลายมากมาย ไม่ได้เกิดมาในชาติเดียวกันก็เยอะ สัมพันธ์กันมาผูกพันกันมาคนเกิดมาไม่รู้กี่ล้านชาติแล้วแต่ละคน ก็เป็นเรื่องสืบเนื่องติดต่อกันมา ทำให้เกิดความทุกข์ความสุข ศาสนาพุทธจึงบอกว่าให้เลิกความทุกข์ความสุขและความผูกพันเลิกเวร ให้ชัด

คู่เวรคู่กรรมยิ่งชัดว่าต้องเลิกให้ได้  ที่รักกันอยู่นั้นยังอวิชชา ทุกข์สุขมันไม่มีจบ มันยังไปอีกนาน

_ทำอย่างไรผมถึงจะหายเบื่อทำงานซ้ำๆเดิมๆผมก็ทำไปอย่างนั้นๆ มันไม่สนุกอะไรเลย (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย)

พ่อครูว่า…คนเกิดมามีกำลังมีพลังงาน อาตมาเคยตอบ เกิดมาทำไมเกิดมาทำงาน ทำงานทำไม ทำงานเพื่อให้ได้เกิดความสร้างสรรอาศัยใช้สอย พระอรหันต์จบกิจ ก็ยังมีกรรมการกระทำ ท่านก็ทำงานเพื่อเลี้ยงตัวเอง อาศัยใช้สอย แล้วก็เหลือมีส่วนเหลือส่วนเกินก็แบ่งให้คนอื่นกินใช้สอย มันเป็นเศรษฐศาสตร์ชั้นสูง 

อรหันต์ถึงเป็นคนที่ทำงานแล้วไม่ยึดถือเป็นของตัวเอง ทำแล้วก็อาศัยกินใช้แรงงานของตัวเอง นอกนั้นเหลือเกินแบ่งแจกให้คนอื่น ซึ่งเป็นเศรษฐศาสตร์ที่ทำให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ไม่แย่งชิงกันเกินมีกินมีใช้ เพราะว่าพระอรหันต์จะไม่ได้เอาแรงงานไปเสียเวลาใน อบายมุข เอาไปเตะบอลเอาไปเต้นแร้งเต้นกาได้เงินทองเป็นอบายมุขมอมเมากันอยู่นั่นแหละ พระอรหันต์เข้าใจแล้วไม่เอาพลังงานไปเสีย หรือเอาพลังงานไปแย่งชิงเอาเปรียบคนอื่นท่านก็ไม่ทำแล้ว มีแต่พลังงานมาสร้างสรร ตัวเองก็มักน้อยสันโดษ รู้จักสาระแก่นสารเหตุปัจจัยกับชีวิต กินใช้ เท่าที่จะยังสังขารไปไม่มาก จะมีพลังงานมีสมรรถนะทำงานสร้างสรรเอาไปแจกจ่ายผู้อื่นได้อีกเยอะแยะ ซึ่งเป็นผู้ที่มีประโยชน์ในสังคมในโลก ถ้าเป็นผู้ที่ไม่ผลาญไม่ทำลายไม่แย่งชิงไม่สะสมไม่กักตุน เป็นผู้ที่สร้างสรรแต่สิ่งดีคนอื่นเอาไปใช้สอยได้อย่างไม่เป็นพิษภัย จึงเป็นเศรษฐศาสตร์ที่สูงสุดเลย ในการมาเป็นคนอาริยะแบบพระพุทธเจ้า 

พระโสดาบันก็เลิกจากโลกของอบายมุข พระสกิทาคามีก็เลิกจากโลกที่ไม่ได้เรื่องอีก พระอนาคามีก็เลิกจากโลกที่เป็นกามคุณภายนอกหมด อรหันต์หมดโลกที่เป็นกิเลส 

การสร้างคนให้เป็นพระอรหันต์จึงเป็นการสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืนถาวรที่สุด 

เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ ถ้าคนไทยที่บริหารอยู่ เข้าใจพุทธแล้วเอาพุทธไปทำอย่างที่อาตมาว่า ทำให้คนเป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี  อนาคามี อรหันต์ ประเทศไทยจะยอดเยี่ยม 

ธรรมะพระพุทธเจ้าไม่ได้ขัดแย้งกับโลก ส่งเสริมโลกแต่เขาว่าธรรมะ อย่ามายุ่งกับโลก อันนี้เป็นความเข้าใจผิด ลส

อาตมาถือว่าอาตมาไปช่วยสังคมประเทศชาติช่วยโลก ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ถ้ามีคนมากพอในอนาคตพวกเราจะไปบริหารประเทศ เมืองไทยจะเจริญที่สุด แต่ตอนนี้มันยังไม่มากพอ เราก็บริหารไปตามสัจจะ ไปตามลำดับ สักวันหนึ่งเขาก็จะมาเชิญ คิดว่าไม่น่าจะเกินอีก 50 ปี ชาวอโศกคงมีมากพอจะไปทำงานในสังคมบริหาร ประชาชนจะมาดึงไปเอง ให้ไปสมัคร สส. แล้วพวกเราจะได้เข้าไปบริหาร จะเป็นตัวอย่างให้แก่โลก เพราะเป็นคนไม่มีทุจริตคอรัปชั่น เป็นคนรับใช้สังคมมนุษยชาติอย่างแท้จริง บริสุทธิ์ใจ คิดดูสิ ถึงแม้ลดกิเลสไปตามลำดับ พระโสดาบันก็กิเลสน้อยลง พระสกิทาคามีก็น้อยลงไปอีก ไม่ใช่เป็นคนที่มานั่งด่ากันโกงกันทุกวันนี้ สกิทาฯก็ยิ่งเข้าใจ อนาคาก็ยิ่งดี ไม่ใช่เรื่องของคนไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นเรื่องของมนุษย์ที่จะบริหารสังคมประเทศชาติให้เจริญ แต่เขาเข้าใจเป็นเรื่องลึกลับเป็นเรื่องพิสดารเป็นเรื่องมหัศจรรย์ magical เลอะเทอะ แต่เป็นเรื่องที่โลกต้องการ 

_สู่แดนธรรมว่า..อนาคตเขาก็จะมาเชิญผู้ที่เป็นพระอริยะให้ไปสมัครผู้แทนแล้วเราก็ไม่ต้องหาเสียงด้วย 

พ่อครูว่า…ไม่ต้องหาเสียง คนมาเชิญก็ไปหาเสียงแทน ไม่ต้องลงทุนด้วย คุณอยากได้ก็เลือกไป ได้แล้วดีไม่ดีทำงานฟรี คุณจะเลี้ยงเอาไว้ไหมคนประเภทนี้ คุณไม่อดอยากหรอกรัฐบาลเขาก็เลี้ยงไว้อยู่แล้ว เงินเดือนที่รัฐบาลให้ก็เหลือกินใช้อยู่แล้วเป็นพระอรหันต์กินน้อยใช้น้อยอยู่แล้ว ค่าตัวนักการเมืองมันแพงมาก เหลือกินเหลือใช้สบาย ปรปฏิพัทธาเมชีวิกา ชีวิตเราให้เขาเลี้ยงดูไว้ได้เลย

แล้วทำอย่างไรผมจะหายเบื่อทำงานซ้ำๆไม่สนุกเลย เมื่อกี้อธิบายไปแล้วว่าคนเกิดมาทำงาน หากคุณเลี่ยงการทำงานคุณคิดผิด สัตว์เดรัจฉานมันก็ทำงานหาเลี้ยงชีวิตตัวเองคนก็ทำงานหาเลี้ยงชีวิตตัวเอง แต่ไม่ต้องไปทำงานไม่ต้องไปแย่งชิงคนทำอาหารมาเลี้ยงเราหรอก คนที่ทำอาหารให้กินมีไม่เท่าไหร่ก็พอ แต่คนทำงานด้านอื่นๆของสังคมโดยเฉพาะไปบริหาร มีหน้าที่อีกเยอะที่เขาจะเลี้ยงไว้เอง ไม่ต้องห่วงหรอก 

สรุปแล้วมาทำงานไม่ต้องเบื่อ ถ้าเบื่อนี้มันโง่แล้วมันไม่มีทางออกไม่รู้สาระสัจจะ คนคือกรรม การกระทำกรรม กัมมันตะ คือกรรมกับอันตะ อันตะคือที่สุด คนมีการกระทำเป็นที่กรรม ทำอะไร ทำแต่สิ่งที่ดีสิ่งที่ชั่วเลิกทำ เป็นคนที่มีคุณธรรมได้สูงสุดคือเป็นคนมีวรรณะ 9 เป็นคนเลี้ยงง่ายบำรุงง่ายมักน้อยสันโดษ เป็นคนขัดเกลากิเลส ขัดเกลาสิ่งที่ไม่ดีงามอยู่ อะไรที่บกพร่องอยู่ วาสนาแก้ไม่ได้ก็แก้วาสนาทำให้เจริญขึ้นเป็น สัลเลข ธูตะ ทำตามหลักที่พระพุทธเจ้าสอนจนสมบูรณ์เป็นอาการน่าเลื่อมใส ปาสาทิกะ แล้วก็เป็นคนไม่สะสมอปจยะ แล้วก็เป็นคนปรารภความเพียรเสมอขยันเสมอวิริยารัมภะ นี่คือคนชั้นสูงคนคลาสสิควรรณะ 9 

_สมณะคิดถูกว่า พ่อครูทำงานตั้งแต่เด็ก ๆ เคยเบื่อไหมครับ

พ่อครูว่า..ไม่เคยเบื่อ ที่หอพักเมื่อก่อน เขามาเล่นสนามหน้าบ้านอาตมา ก็ยังเคยนึกว่า ไอ้พวกนี้มันไม่มีงานทำหรืออย่างไรเอาแต่เล่น เรานี่ทำงานไม่ทัน เวลามันก็ไม่พอ พวกนี้ทำไมเอาแต่เล่น ก็เคยอธิบายนั่นคือความรู้สึกจริงๆ ตอนนั้นอายุ 30 แล้วทำงานแล้ว เรียนจบแล้วทำงานแล้วเช่าบ้านอยู่ที่ซอยพิชัย 

_พระแตะตัวกระเทยได้ไหมครับ เพราะถึงตัวจะเป็นผู้ชายแต่ใจก็เป็นผู้หญิง 

พ่อครูว่า..มันก็เกินกำหนดที่พระพุทธเจ้าท่านได้บัญญัติไว้เลยนะ ไม่ยุ่งไม่เกี่ยว ตอบให้ได้เลยว่าไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับกะเทยเขา กระเทยมาบวชไม่ได้ถ้ารู้ภายหลังก็ให้สึก แต่เดี๋ยวนี้มันเลอะเทอะไปหมดแล้ว จนกระทั่งเละเทะไปหมดแล้ว ตอบแค่นั้นก็แล้วกัน ศาสนามันเสื่อมจนกระทั่งไม่รู้จะพูดอย่างไร 

_หนูฟังหลวงปู่เทศน์ไม่ค่อยเข้าใจยิ่งเวลาฟังภาษาบาลีหนูงงมากเลย ถ้ารู้สึกน้อยใจต้องทำอย่างไรให้เราไม่รู้สึกอย่างนั้น 

พ่อครูว่า..ขออภัยหนูเอ๊ย น้อยใจ ก็เป็นตัวเราเองเป็นคนทำให้ใจเราน้อย เราก็ทำให้ใจเรามันมากขึ้นเสีย น้อยใจก็หมายความว่าของเรารู้สึกลักษณะหนึ่ง ภาษาไทยว่าน้อยใจ คือใจมันรู้สึกต่อรอง ทำไมไม่ให้เรา ทำไมไม่เป็นอย่างนี้ มันเป็นการต่อรองมันเป็นการเห็นแก่ตัว เพราะฉะนั้นจงรู้ว่าน้อยใจนี้คือการเห็นแก่ตัวชนิดหนึ่ง ต้องทำอย่างไรคะหลวงปู่ ก็ต้องทำใจให้มันเต็มทำใจให้มากๆไว้ อย่าไปเห็นแก่ตัวให้เห็นแก่ผู้อื่นเขาให้มากๆ ถ้าเราน้อยใจเห็นแก่ตัวแล้วก็เลิกน้อยใจ ก็ต้องรู้ว่ามันน้อยใจเรื่องอะไร น้อยใจที่เขาไม่ตามใจตัวเองน้อยใจเรื่องที่เราไม่ได้ดั่งใจเรา เท่านั้นแหละ ก็เอาเถอะเราไม่ได้ดั่งใจ เขาไม่ตามใจก็ไม่เป็นไร แต่ให้เลือกใจที่น้อยๆ ใจไม่แข็งแรงใจอ่อนแอ จริงๆก็คือใจไม่ดีใจมันชั่ว คนทำน้อยใจเป็นการทำใจชั่วชนิดหนึ่งเป็นอกุศลชนิดหนึ่งอย่าไปทำใจเช่นนั้นให้ทำใจเต็ม สัมผัสกับอะไรก็ให้ทำแต่สิ่งที่ดี เลิกทำให้ใจน้อยน้อย มาทำใจเต็มกับสิ่งที่เราอยู่ด้วยอะไรเป็นสิ่งที่ไม่ดี อาการอารมณ์อย่างนั้นเลิกไปเสีย เรามาสนใจกับสิ่งที่ดีที่เราควรจะใส่ใจดีกว่า แล้วจะเห็นได้ว่า ทีหลังคุณจะได้ประโยชน์ อย่าไปหัวซากับน้อยใจเลย อย่าไปเอาใจใส่สนใจมันเลย ทิ้งไปเลย ปล่อยมันไป ช่างหัวมัน let it be ทิ้งไป แล้วเราก็ทำในสิ่งที่เราควรจะสัมพันธ์เกี่ยวข้องควรมีกรรมกิริยาด้วยดีกว่า 

_ถ้าหนูรู้สึกอยากอยู่ที่นี่เพราะผูกพันกับวัดอยากอยู่วัดช่วยงานหลวงปู่ อยากอยู่วัดเพราะอาหารอากาศสะอาดดี แต่ไม่อยากอยู่เพราะอึดอัดใจเหนื่อยใจกับภาวะบางอย่างที่หาทางออกไม่ได้ บางครั้งยิ่งอยู่ไปก็เหมือนกับตัวเองยิ่งเสื่อมลง เพราะตัวเราเอง หนูต้องแก้ปัญหาอย่างไรดีคะ อยู่ไปก็มีแต่กิเลสเพิ่มอยากได้ นู่นนี่นั่น 

พ่อครูว่า..มองหาความจริงให้ได้ว่าที่นี่ไม่ได้พาให้เราเสื่อม ไม่ได้พาให้เราต่ำ มีแต่พาให้เจริญ เพราะฉะนั้นทำความเข้าใจใหม่ให้ดีๆ ว่าที่นี่ไม่ว่าใครทั้งนั้นผู้ใหญ่ก็ตาม นักเรียนก็ตาม เด็กก็ตาม พยายามจะช่วยให้เป็นผู้ที่ให้ได้พบแต่สิ่งที่ดี ได้ฝึกฝนแต่สิ่งที่ดี ได้ทำแต่สิ่งที่ดี ทำกันอย่างจริงใจ ทำกันอย่างตั้งใจอย่างพยายามเลย ไม่ได้รับจ้าง ทำกันด้วยใจบริสุทธิ์ทุกอย่างทำให้ดี ทำความเข้าใจให้ดีๆอย่างนี้แล้วจะรู้สึกว่า โอ้โห ที่นี่เป็นแดนสร้างคนที่ยิ่งใหญ่ เป็นสังคมที่พัฒนาคนที่ยิ่งใหญ่ ถ้าเราเห็นคุณค่าอย่างนี้แล้ว เราก็จะมีใจไม่อยากจะไปหรอก อยากจะอยู่ที่นี่จริงๆ เห็นความจริงอันนี้ให้ได้ นี่พูดความจริง ถ้าเห็นไม่ได้เราก็ไม่เกิดภูมิปัญญา เราก็เห็นว่าที่นี่เป็นที่บังคับ ไม่ได้ดั่งใจเรา เป็นกิเลสเห็นแก่ตัวสำคัญ เราไม่ต้องไปตามใจเรามากกว่า ไม่ต้องไปตามใจที่อยากได้ดั่งใจเราเลย และเราก็ทำตามผู้อื่นได้ โดยมีพวกมีผู้รู้ที่จะจัดสรรให้ ตามนี้พอ 

_การตั้งศีลจะทำให้เรามีปัญญาเพิ่มขึ้นจริงหรือเปล่าครับ 

พ่อครูว่า…เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไม่ใช่หลวงปู่พูดคนเดียว ศีลคืออย่างไรปฏิบัติแล้วก็จะเกิดอธิจิต อธิปัญญา อธิวิมุติ ศึกษาให้ดีแล้วจะรู้ว่ามีหลักเกณฑ์ของศีลเอามาปฏิบัติจะทำให้ชีวิตเราเจริญจริงๆ 

_ทำไมหลวงปู่ไม่นำเดินบิณฑบาตแล้วคะ

พ่อครูว่า…มันหนัก เมื่อยแล้ว  ทำมาเกือบ 50 ปีแล้ว ก็ขอให้พวกเราทำมาให้รับประทานหน่อย เขาก็ยินดี งานสำคัญบางคราวก็บิณฑบาตบ้าง 

_เคยได้ยิน พ่อครูพูดเรื่องดอกฟ้ากับหมาวัดอยากให้พูดให้ฟังอีกที ลูกมาใหม่ยังไม่เข้าใจค่ะ 

พ่อครูว่า…อาตมาแต่งเป็นเพลงเลย เรียกว่าเพลงดอกฟ้าที่หมาวัดต้องเอื้อม

หมายความว่าศีลเป็นของสูงเหมือนดอกฟ้า เราเหมือนหมาวัดเตี้ยๆต่ำๆ เราต้องเอื้อมเอาศีลมาปฏิบัติให้เกิด อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อธิวิมุติ  เป็นความเจริญเป็นความรู้ของพระพุทธเจ้าได้มรรคผลจาก ศีล สมาธิ ปัญญา เจริญจริงๆขอยืนยันรับรองเลย 

_จิตของพระอรหันต์ที่ปรินิพพานเป็นปริโยสานไม่กลับมาเกิดอีกแล้วนั้น จิตของท่านจะไปไหนครับ หลังจากที่ท่านปรินิพพานแล้ว ผมคิดว่าจิตของท่านสลายไปตามอากาศธาตุ ล่องลอยกระจายไปทั่วทั้งเอง ความรู้สึกดับสิ้นไม่มีเหลือ เหลือแต่ความว่างเปล่าความคิดอย่างนี้ถูกต้องหรือเปล่าครับ 

พ่อครูว่า..ได้พอได้ เพราะจิตเป็นความว่างเปล่า จิตใจจะหมดความติดยึดเกาะกลุ่มกัน จิตจะไม่มีพลังงานแม่เหล็กที่จะเกาะกุมกันอีก พระอรหันต์แต่แล้วจะหมดความที่ยึดไว้ เรียกว่าพระอรหันต์ยังมีชีวิตอยู่ก็ยึดแต่เพียงอาศัย ไม่เรียกว่าอุปาทาน แต่เรียกว่าสมาทาน 

ยึดอย่างสมะ ไม่ได้ยึดอย่างอุปะ คำว่าอุปะ แปลว่าใกล้ แปลว่าเกิด แต่สมะคือสงบแล้วสบายแล้วก็คือยึดไว้อย่างสบาย พระอรหันต์จิตท่านว่างเปล่าจากกิเลสแล้ว จิตท่านไม่มีกิเลสแล้วแต่ยังไม่ตายท่านก็อาศัยอันนี้ไป หรือท่านจะไม่ตาย ท่านก็สามารถรู้ว่า แยกจิตให้เป็นธาตุดินน้ำไฟลมไปเลยเป็นอุตุธาตุได้เลย อย่างเป็นๆก็อาศัยพีชะ หรือหลายอย่างก็ทำเป็นอุตุเลย อย่างเช่นโลกอบาย หรือโลกกาม จิตท่านเป็นอุตุแล้ว ทิ้งไป เป็นลักษณะของโลกที่เป็นอยู่ แต่เราไม่เป็น 

_อบายมุขนั้นมันมีมากกว่า 6 ข้อหรือไม่ครับ ผมเคยได้ยินว่าพระสกิทาคามีก็ยังมีอบายมุขของท่านอยู่ แต่ไม่หยาบเท่าปุถุชน

พ่อครูว่า..มีมากมายมหาศาล มันเต็มโลกแล้วในยุคนี้ ก็เป็นไปตามลำดับขั้น ขั้นต่ำก็เป็นอบายมุขของท่าน พระโสดาบันก็ยัง พระสกิทาคามีเป็นอบายมุขของพระอนาคามี หมดเป็นอรหันต์ก็ไม่มีขั้นต่ำอีก 

จบ