ศาสนา

631102_รายการโสเหล่โลกุตระ ออนไลน์ ครั้งที่ 15

อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวน์โหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1lxjiydWTx6OwJd_1BvEjNpAdRVLrBQFUdt8KrGqdvSQ/edit?usp=sharing                                        

ดาวน์โหลดเสียงที่  https://drive.google.com/file/d/1xVLFD1tADE9AWPwMC-26qPA9enFDwVOA/view?usp=sharing 

ยูทูปที่  https://youtu.be/krgv_A_FeY8 

_สู่แดนธรรม… วันนี้วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2563 ที่บวรราชธานีอโศก บ้านราช เมืองฮุ่งเฮือง คือเมืองรุ่งเรือง เป็นเมืองที่มีบักหุ่งเยอะ ไปที่ไหนก็มีแต่มะละกอ เอาไปแจกกัน 

พ่อครูว่า…ตอนนี้ใกล้จะถึงครบรอบบวช 50 ปีวันที่ 7 พฤศจิกายน อีกไม่กี่วันก็ถึงวันที่ 7 พฤศจิกายน เป็นวันบวชของอาตมา ถือว่าเป็นวันครบรอบการบวชมา 50 ปี อาตมาบวช 2513 

มีคนเขียนเรื่องของทำงานมา 50 ปีโพธิกิจ เป็นกวี ของอโศกสัมปวังโก

      สู่แดนทองคำแท้ ฉลอง๕๐ปี โพธิกิจ (มหาปวารณา ๒๕๖๓)

สังคมพุทธ สุดทางไป ไร้จรณะ สิ้นอาริยะ ผู้ยืนยัน สามัญญผล

สิ้นวิสัย ความเป็นสงฆ์ องค์ทศพล พุทธจักร ไร้มรรคผล ปนโลกีย์

สัตบุรุษ พุทธการก ชนกนาถ ธรรมิกราช ประกาศสู้ กู้ศักดิ์ศรี  

ทรงสยัง อภิญญา กลปรานี ศิริมหา-มายาวี วิธีการ

ธรรมคุตต์ พุทธพลี ศรีพระศาสน์ ธรรมวาที สีหนาท สุดอาจหาญ

วรยุทธ์ สุดลึกล้ำ ทรงธรรมทาน ปรีชาญาณ ฌานวิสัย ไร้เทียมทัน

คือนักสู้ กู้สัทธรรม ย้ำบริสุทธิ์ คือจอมยุทธ์ โลกุตระ ผู้อรหันต์

คือจอมทัพ ธรรมาวุธ ไร้ยุทธภัณฑ์ สืบภาระ ภควัน พุทธบัญชา

ขอบันทึก จารึกไว้ ให้โลกรู้ โพธิรักษ์ ยอดนักสู้ ผู้อหิงสา

โพธิสัตว์ ผู้พิชิต อวิชชา โพธิกิจ กู้ศาสนา ฝ่าอาธรรม์

เกิดหัวเชื้อ เนื้อแท้ แผ่สัตถุศาสน์ เกิดเชื้อชาติ ชาวอโศก ผู้สร้างสรร

เกิดสมณะ อาริยสงฆ์ สืบพงษ์พันธุ์ เกิดสังคม พรหมจรรย์ สืบมรรคา

อโศก สัมปวังโก

ฌานวิสัยอันลึกซึ้ง

พ่อครูว่า…หมายความว่าสังคมพุทธทุกวันนี้มันสุดสิ้นทางที่จะดำเนินไปเป็นพุทธแล้วเพราะมันไร้จรณะ โดยเฉพาะพุทธคุณ 9 มีวิชชาจรณสัมปันโนเป็นเครื่องชี้บ่งที่เป็นเนื้อแท้ของศาสนาพุทธ 

คำว่า วิสัย เป็นคำลึก เช่น พุทธวิสัย ฌานวิสัย มันมี

อาศัย นิสัย วิสัย อนุสัย ที่อาตมาเคยแยกแยะให้ฟัง 

ถ้าอาศัยคือ พฤติกรรมสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบัน ถ้าสิ่งที่อาศัยนั้นซึมซับเข้าไปอยู่ในเนื้อของคน เป็นพฤติกรรมของคน ก็ลึกเข้าไป ทรงสภาพ จนเกิดเป็นความประพฤติอยู่ในตนได้ เรียกว่า นิสัย 

ส่วน สัย หรือ สย แปลว่า ตัวตน ตัวเรา  ยิ่งวิสัย ก็ยิ่งสูงส่ง วิ แปลว่ายิ่งเลิศยอดหรือแปลว่าไม่มีก็ได้ เพราะฉะนั้น สย ที่ไม่มีตัวตนที่ไม่มีกิเลสเป็น สย ที่เลิศยอดก็คือคำว่าวิสัย 

เพราะฉะนั้นผู้ที่สามารถสร้างวิสัยได้สูงสุด เรียกว่าพุทธะวิสัย 

รองลงมาก็คือฌานวิสัย สามารถสร้างพลังงานจิตให้มันไปเผากิเลสเป็นฌาน เผากิเลสได้เรียก ฌานวิสัย 

คำว่า ฌาน จึงเป็นภาษาที่สื่อสภาวะสูงส่งมาก แต่เอาไปใช้กัน ฝั้นเฝือ เดียรถีย์เอาไปใช้อย่างผิดเพี้ยน เมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาก็เอากลับมาใช้ให้ถูกต้อง เสร็จแล้วก็ผิดเพี้ยนไปอีกอย่างทุกวันนี้คำว่า ฌาน ก็ผิดเพี้ยนไป เอามานั่งหลับตาปฏิบัติให้จิตนิ่ง ไม่ให้เกิดนิวรณ์นั่งสะกดจิตไม่ให้เกิดนิวรณ์ 5 ก็ถือว่าเป็น ฌาน ได้ 

จริง จิตใจที่ไม่มีนิวรณ์ 5 ก็คือ ฌาน ตรงรูปแบบ แต่จะเป็นฌานที่สมบูรณ์แบบแล้วไม่มีนิวรณ์ 5 ได้นั้นของพระพุทธเจ้านั้นมีวิธีที่เกิดจากจรณะ 15 วิชชา 8 เกิดจากศีล อปันกปฏิปทา 3 เกิดจาก สัทธรรม 7 เกิดจาก ฌาน 4 และก็มีวิชชา 8 กำกับเป็นยาดำ คือความรู้ ช่วยกันมาเรื่อย เป็น ศีล สมาธิ ปัญญา หรืออธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ช่วยกันให้เจริญได้ 

ฌานวิสัย เดี๋ยวนี้ผิดเพี้ยนไปเป็น ฌาน ฤาษีไปหมดแล้ว อาตมาก็เอากลับมาเป็น ฌาน ที่เกิดจากจรณะ 15 วิชชา 8 ให้ได้ที่เกิดจากการปฏิบัติแบบลืมตาปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ปฏิบัติโพธิปักขิยธรรม 37 นี่แหละฌาน

สัตบุรุษ ผู้ที่เป็นพุทธการก เป็นเจ้าของผู้ที่จะมาทำพุทธ เป็นพ่อ เป็นที่พึ่ง เป็นสัตบุรุษนั้นเรียกว่าธรรมิกราช มีสยังอภิญญา มีสิ่งที่เป็นมาแต่ชาติปางก่อน 

กลปรานี อาตมาบัญญัติเอง มันเป็นเชิงกล แต่ไม่ใช่มายากล เป็นเชิงกลที่เหมือนมีความซับซ้อนย้อนแย้งกันอยู่ในตัว dialagtic แต่มันเป็นสภาพจริง สภาพที่ถูกต้องตามสภาวะ คนไม่รู้ก็หาว่าพูดสับสนกำกวมไม่เห็นชัดเจน แต่ผู้ที่รู้ชัดเจนนี่แหละเป็นสิริมหามายาตัวจริงไม่ใช่มายา 

พุทธนี้เป็นเรื่องของความพลี ความสละออก พุทธพลี 

ธรรมวาที ไม่ใช่อธรรมวาที บรรลือสีหนาท เป็นจอมยุทธประกาศโลกุตระเป็นอรหันต์ รบมือเปล่าที่ใช้ธรรมาวุธ

มาสืบสานสัมภาระที่รับมาจากพระพุทธเจ้า ที่ได้บัญชาไว้ 

Wanida Daly (วนิดา ดาลี่) : ชอบพระอโศกทุก ๆรูป  น่าเลื่อมใสมากค่ะ สาธุ ๆ ๆ

กัลยา ณ พัทลุง : ขอบคุณที่โลกนี้ยังมีความจริงแท้ ๆ ให้ได้เห็น เช่นชาวอโศก สาธุค่ะ

พ่อครูว่า…ก็มีคนมีดวงตาเห็นว่าชาวอโศกมาสืบศาสนา ผู้ที่ไม่รู้ไม่เอาใจใส่ก็เหมือนเป็ดไก่เห็นเพชรพลอยก็ไม่ยินดี 

_คนบ้านราชฯ  

๒๐ ต.ค. ๖๓

กราบนมัสการค่ะพ่อครู ที่เคารพอย่างสูงยิ่ง

ดิฉันมีปัญญาน้อย แต่ก่อนดิฉันอ่านจิตแล้ว เห็นอาการจิตที่เกิดขึ้นรวดเร็วมาก จับอาการได้ยาก จึงเปรียบเทียบว่า มันรวดเร็วเหมือนสายฟ้าแลบ(เร็วเหมือนแสง)

แต่พ่อครูบอก “เร็วยิ่งกว่าแสง”

คราวนี้ดิฉันก็เข้าใจว่า “เพราะทิฐิวิปลาส จึงทำให้จิตวิปลาส” แต่พ่อครูกล่าวว่า “เพราะจิตวิปลาส จึงทำให้ทิฐิวิปลาส”

คำถาม

  1. ระหว่างทิฐิวิปลาส กับ จิตวิปลาส อะไรเกิดก่อนกันแน่คะ

  2. พ่อครูเคยกล่าวว่า “การนั่งคิดพิจารณาไตร่ตรองตามธรรม แล้วเกิดปัญญารู้แจ้งแทงทะลุ เป็นแค่ปัญญาตรรกะเท่านั้น” และ “ปัญญาคือการเห็นกิเลส แล้วลดกิเลสได้ จึงเรียกปัญญา”

แต่ใน “วิมุติสูตร” (พตฏ เล่ม 22  ข้อ 26) พระพุทธเจ้ากล่าวถึงเหตุแห่งการวิมุติ 5 ประการ ล้วนแต่เป็นการคิดพิจารณาไตร่ตรองตามธรรมทั้งสิ้น

จึงขอความกรุณาพ่อครูอธิบาย เรื่องเหตุแห่งการวิมุติ ด้วยค่ะ

กราบขอบพระคุณค่ะ

    “คนบ้านราช

เหตุแห่งวิมุติต้องเกิดจากการลืมตาปฏิบัติ 

พ่อครูว่า..เหตุแห่งวิมุติ 5 เป็นผลต่อจิตภิกษุผู้ไม่ประมาทได้บำเพ็ญเพียรมีใจเด็ดเดี่ยวมาก่อนแล้ว ทั้ง 5 ข้อล้วนแล้วแต่เป็นการบรรลุธรรมเพราะเหตุแห่งการได้ฟังธรรมจากพระศาสดาหรือสัตบุรุษผู้อยู่ในฐานะครู แล้วจิตท่านได้เจโตวิมุติมาก่อนแล้ว ขาดแต่การลงบัญชี จากการฟังธรรมเท่านั้น จึงไม่ใช่การเกิดคิดค้นเดาเอาตามตรรกะตามที่มีผู้ถามมา 

เรื่องนี้ก็ขอแจกแจงให้ฟัง 

การสั่งสมบารมีผู้ที่เกิดในยุคพระพุทธเจ้าเป็นคนมีบารมีฟังธรรม 4 ประโยคก็บรรลุอรหันต์แล้ว อย่างพระพาหิยะทารุจริยะ หรือพระยสะก็ฟังธรรม 2 กัณฑ์ก็บรรลุพระอรหันต์ เป็นผู้ที่มีทั้งเจโต และมีทั้งปัญญาเก่า แต่ว่าปัญญายังไม่ถ้วนเท่านั้น แต่มีเจโตมาแล้ว พอฟังปัญญาเข้าใจอีกนิดเดียวก็บรรลุได้ 

เพราะฉะนั้นคนแต่ละคนจึงมีบารมีสั่งสมมาไม่เท่ากัน คนเหมือนกัน คุณไพศาล พืชมงคลเคยถามอาตมาเหมือนกันว่า ทำไมผมอ่านพระไตรปิฎกตั้งมากมายทำไมไม่บรรลุพระโสดาบันเหมือนพระยสะสักที เคยตอบไปแล้วว่าสั่งสมบารมีต่างกันคนที่มีบารมีแล้วนิดเดียวก็บรรลุ 

เช่น พระพุทธเจ้าท่านนั่งทบทวนธรรมะของพระองค์วันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ใต้ต้นโพธิ์ เสร็จแล้วท่านก็ระลึกถึงธรรมะ เขาเรียกกันว่าวันตรัสรู้เลยนะ ที่จริงแล้วท่านทบทวนขึ้นมา ไม่ใช่ท่านมาตรัสรู้วันนั้นหรอก ท่านมีพระสัมมาสัมโพธิญาณมาแล้วบรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาแล้ว ในปางที่เป็นเจ้าชายสิทธัตถะท่านจะมาประกาศศาสนา ท่านไม่ได้มาปฏิบัติธรรมอะไร มีแต่ไปปฏิบัติลิงลมอมข้าวพอง ถูกสังคมโลกครอบงำไปกับเขา เสียเวลาตั้ง 6 ปีท่านก็ถือว่าเป็นวิบากของท่าน ซึ่งลิงลมอมข้าวพองเป็นเรื่องธรรมดาธรรมชาติที่คนจะต้องเจอแล้วค่อยๆหลุดพ้นออกมา ของตัวเองมีแล้ว ถ้าของตัวเองไม่มีหลุดพ้นไม่ได้หรอก

อย่างอาตมาปางนี้ชาตินี้ไม่ได้เรียนจากใคร อาตมาก็บอกว่าอาตมามีสยังอภิญญา ไม่มีใครมีภูมิปัญญาเข้าใจตรงนี้ พอพูดตอนแรกๆเขาก็หาว่าประกาศตัวเองเป็นพระพุทธเจ้าเหรอไม่มีครูบาอาจารย์ตรัสรู้เองเลยเหรอ อาตมาไม่เคยประกาศเป็นพระพุทธเจ้าสักที ก็ประกาศบอกเป็นพระโพธิสัตว์ระดับ 7 บอกตำแหน่งด้วยไม่ได้บอกว่าเป็นระดับ 8 ด้วย แต่คนที่ไม่ค่อยเข้าใจไม่ได้ศึกษาเขาก็ว่าไปที่ เขาไม่เข้าใจไม่เลื่อมใสอาตมาเพราะว่าเขาไปยึดถือความรู้ความเข้าใจในทิฐิหรือทฤษฎีที่เขาได้เป็นมิจฉาทิฐิไป แล้วพอฟังอาตมามันก็ขัดแย้งกันเพราะเป็นสัมมาทิฏฐิ เขายึดถือว่าอย่างนั้นเป็นเรื่องถูกต้องแล้วปฏิบัติต่อกันมานานหลายร้อยปีมาแล้วจนจะเป็นพันปีแล้ว พออาตมาพูดขึ้นมามันก็ค้านแย้งเพราะอันนึงผิดอันนึงก็ต้องถูกใช่ไหม เขาก็ว่าของอาตมาผิดของเขาถูกมันก็เป็นธรรมดาไม่ได้สงสัยอะไร มันก็ต้องเป็นอย่างนั้นแหละ มันยิ่งยืนยันชัดเจนว่าถ้าอาตมาประกาศสิ่งที่ถูกแล้วไม่ขัดแย้งกับสิ่งที่ผิด อาตมาก็เข้าใจผิดสิ ใช่ไหม ก็อาตมามั่นใจว่าของอาตมาถูกแล้วมันแย้งไม่เหมือนกันกับของคุณมันแย้ง ก็แสดงชัดเจนว่าของคุณมันผิดไม่เห็นจะมางงอะไรเลยมันก็ยืนยันความจริงอยู่ 

สู่แดนธรรม…ถ้าเขาเห็นด้วยตรงกับพ่อท่านคงถูกกันหมด ก็คงไม่มีใครผิด ต้องถูกเหมือนกันหมดครับ

พ่อครูว่า…ใช่ ถ้าเขามาเห็นด้วยกับอาตมารับรองประเทศไทยมันจะเจริญขนาดไหน คุณพูดสิ่งที่เป็นไปไม่ได้อย่าคิดเลย 

เรื่องของตรรกการระลึกสิ่งที่เป็นไปได้มาแล้วมันไม่ใช่แค่ตรรกะ แต่เป็น เตวิชโช เป็นของเก่าบุพเพนิวาสานุสติญาณ  จุตูปปาตญาณ  อาสวักขยญาณ 

แต่เขาไปคิดถึงเป็นตัวตนบุคคลเราเขาเป็นสัตว์บุคคลไป ไม่เข้าถึงเนื้อหาธรรมะ สิ่งที่เราเคยได้เคยมีเคยเป็นมาก่อนเราก็เอามารื้อฟื้น แต่เขาไม่เอาเนื้อหาสัจธรรม เขาเอาบุคคลตัวตนเราเขาไป มันก็เลยไม่เป็นธรรมะก็น่าสงสาร 

ไม่ว่าจะเป็นวิชชา 3 บุพเพนิวาสานุสติญาณก็เข้าใจเป็นตัวตนบุคคลเราเขา ไม่เข้าใจปัญหาสภาวะหรอก ระลึกเป็นมีเรื่องราวมีตัวบุคคลมีละครอะไรต่างๆนานาไปก็ค่อยๆอธิบายกันไป 

เพราะฉะนั้นในเรื่องของวิมุตติสุข ก็ขยายแล้ว ว่ามันเป็นเรื่องของธรรมะไม่ใช่เรื่องตัวตนบุคคลเราเขาแล้วก็เป็นเรื่องของการไตร่ตรองตรวจสอบหาวิมุติทั้งหลาย ไม่ใช่แค่การคิดแบบตรรกะ 

คนไหนเป็นนั่งหลับตาสมาธิเข้าไปอยู่ในภพ ถ้าไม่มีของเก่ามาก่อนคุณก็เป็นเพียงตรรกะเท่านั้นเป็นสัญญาเท่านั้น พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน พรหมชาลสูตร อดีต 18 อย่างโดยกำหนดอนาคตอีก 44 ประการ มันก็มีได้เท่านี้ที่เข้าไปอยู่ในภพ ที่เข้าไปนั่ง ท่านเรียกว่า เจโตสมาธิ มันไม่ใช่สมาธิที่เกิดปัญญา 

ปัญญาต้องมีภายนอกต้องมีสัมผัส 6 ปัญญาต้องมีองค์ประกอบของโลกของอัตตา มีจักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา อาโลก นี่คือหลักฐานพระพุทธเจ้ามาประกอบ แต่เดี๋ยวนี้เขาไปนั่งหลับตาให้จิตเป็นสมาธิแล้วปัญญาจะโผล่ขึ้นมาเอง เขาพูดขึ้นมาเอง พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนอย่างนี้ ปัญญาหลับตาไม่มี มีแต่สัญญา ปัญญาไม่ได้เกิดในการหลับตา ปัญญาต้องเกิดตอนลืมตา สัญญาจะกำหนดภายนอกก็ได้ แต่มันไม่ได้เกิดปัญญา แต่สัญญาที่เป็นปัญญามันต้องมีภายนอก เพราะฉะนั้นหลับตาเลยไม่มีภายนอกไม่เกิดปัญญาได้แต่สัญญาอย่างเดียว 

สัญญาวิปลาส กับวิปลาส 4

เรื่องวิปลาส มันสำคัญมากเลยคนทั้งหลายในโลกมันวิปลาสทั้งนั้น แต่เขาไม่รู้ว่าเขาวิปลาส 

วิปลาส เอ้า ถามก่อน ทิฏฐิวิปลาส สัญญาวิปลาส กับจิตวิปลาส

สัญญากำหนดรู้ต้องรู้หน้าที่ของจิตที่แจกออกเป็นเจตสิกต่างๆ หน้าที่ของสัญญาของสังขารของเจตนา หน้าที่ของทิฎฐิ หน้าที่ของมนสิการ เป็นต้น ก็รู้หน้าที่ของอาการจิตว่าทำงานตามหน้าที่อย่างนั้นอย่างนี้ ถ้ายังกำหนดหน้าที่ไม่ได้ เวทนาคืออย่างไรมันก็มีอาการรู้สึก สัญญาทำหน้าที่อย่างไรก็คือทำหน้าที่กำหนดรู้หรือจดจำ หน้าที่ของสังขารก็คือการปรุงแต่งเป็นปัจจุบันขณะนั้น หน้าที่ของเจตนาต้องมีจิตที่มุ่งหมาย มันมี 3 เจตนา เจตนาเป็นกรรมเจตนาเป็นภวตัณหา เจตนาเป็นวิภวตัณหา วิภวตัณหาเป็นเจตนาที่ไม่มีภพแล้วไม่มีกามไม่มีภวภพแล้ว แต่เขาอธิบายโดยพยัญชนะ บอกว่าวิภวตัณหาแปลว่า ไม่อยากได้ไม่อยากมีไม่อยากเป็น เอาพยัญชนะมากลับกันเฉยๆไม่มีสภาวะเขาก็เลยไปอย่างนั้น 

เขาก็เลยไม่ไปไหนวนเวียนอยู่กับพยัญชนะ จริงๆแล้ววิภวตัญหาแปลว่าตัณหาที่ไม่มีตัณหาแล้ว ตัณหาไม่มีตัณหาที่มีกิเลสแล้วไม่มีภพชาติแล้ว ขอยืมคำว่าตัณหาคือความปรารถนาความต้องการที่ไม่มีภพชาติไม่มีกิเลสนำมาใช้ 

ส่แดนธรรม…ถ้าจะพูดว่าอยากได้ความไม่มีได้ไหมครับ 

พ่อครูว่า…อยากได้ความไม่มีมันก็เป็นมรรค ถ้าสำเร็จแล้วมันก็ไม่มีแล้ว แต่อาตมาก็เคยบอก พระพุทธเจ้าทำงานด้วยวิภวตัณหาพระอรหันต์ทุกองค์ทำงานด้วยวิภวตัณหา แต่เขาก็ฟังไม่ออกเพราะว่าไม่เข้าใจสภาวะติดกันแค่พยัญชนะเท่านั้น 

พระพุทธเจ้าท่านให้สัญญาจิตและก็ทิฏฐิ 

สัญญาเป็นตัวทำงานตั้งแต่ต้นจนจบ หากไม่รู้จักสัญญาจับอาการหน้าที่ของสัญญาไม่ได้แล้วใช้สัญญาไม่เป็นก็เลิกเลย ปฏิบัติธรรมไม่ได้ ต้องใช้สัญญาเป็น จนสุดท้ายเป็นสัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญาเวทยิตังนิโรธังโหติ สัญญาเป็นตัวกำหนดรู้อย่างสำคัญเลยในวิญญาณฐิติ 7 ในสัตตาวาส 9 เป็นต้น ต้องใช้สัญญาทำงานแล้วกำหนดรู้ กาย

ในวิญญาณฐิติ 7 ก็มีกายกับสัญญา กำหนดใช้งานแล้ว 4 ขั้นจนถึงขั้น อรูปฌาน

วิญญาณฐิติต้องขณะมีวิญญาณคือต้องลืมตาสัมผัส การหลับตาไม่มีวิญญาณไม่ถือเป็นวิญญาณ ภิกษุสาติ เข้าใจว่าวิญญาณเป็นแบบสัมภเวสีซึ่งเป็นมิจฉาทิฐิ วิญญาณจะต้องมีที่ตั้งมีทวารทั้ง 6 เป็นตัวตั้ง ทั้งปสาทรูป เกิดวิสยรูป เป็นอาการรูป (พ่อครู มีอาการแปล๊บที่เท้าซ้าย) 

เพราะฉะนั้นการกำหนดรู้หน้าที่หรือการทำงานของเจตสิกที่เรียกว่าสัญญาเจตสิก สำคัญมาก หากผู้ใดสัญญาวิปลาสได้ กลัดกระดุมเม็ดแรกผิดแล้วกระดุมเม็ดอื่นก็ผิดหมด ทั้งนั้นเลย ขอผลัดคำว่า จิตวิปลาส ทิฏฐิวิปลาสไปก่อน

มาอธิบายวิปลาส 4 เพราะสัญญาวิปลาส อีก 4 จึงไปกันใหญ่ เขาก็ไปเรียนรู้กำหนดผิดหมด 

  1. ความไม่เที่ยงก็เห็นว่าเที่ยง 

  2. คำว่าทุกข์ ก็เข้าใจวิปลาสว่าเป็นสุข 

  3. คำว่าไม่มีตัวตนก็ไปเข้าใจว่ามีตัวตน 

  4. สิ่งที่ไม่น่าจะไปนิยมชมชื่นก็ไปยึดถือเป็นสิ่งที่นิยมชมชื่นเป็นของควรมีควรได้ควรเป็น อสุภะก็เข้าใจว่าสุภะ

นี่คือวิปลาส 4 ผู้ที่มีวิปลาส 4 บริบูรณ์ แล้วเขาก็สัญญากันผิดแล้ว พวกเขาไม่บรรลุวิปลาส 4 เขาไปกำหนดความไม่เที่ยงว่าเที่ยง เช่น ต้องการสิ่งเป็นสุขให้อยู่นานๆ ที่จริงแล้วไม่ได้มีนานอะไรหรอกสุขมันก็เป็นการสัมผัส ที่จริงแล้วมันไม่มีสุขไม่มีทุกข์ มันก็รู้สิ่งนั้นเกิดสิ่งนั้นมีธาตุรู้รู้ความจริงตามความเป็นจริงก็จบ แต่พ่อคุณไปเข้าใจว่ามันไม่มีสุขไม่มีทุกข์ทั้งๆที่มันเป็นทุกข์อยู่ในซ้ำไป ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปแต่คุณไปวิปลาสว่าเป็นสุข มันก็เจ๊งต่อไป วิปลาสไม่เที่ยง 

วิปลาสความไม่มีตัวตนว่าเป็นตัวตน ที่จริงแล้วไม่มีอะไรจะยึดถือเอาไว้ได้  ก็ลงท้าย
อสุภะก็นึกว่าเป็นสิ่งสุภะ ที่จริงแล้วเป็นสิ่งไม่น่าจะปฏิพัทธ์มันเลยคุณก็ไปทำการปฏิพัทธ์ อย่างนี้เป็นต้น 

เพราะฉะนั้นคนในโลกนี้หลงใหลในลาภยศสรรเสริญโลกีย์สุข โดยเฉพาะคำว่าสุข 

ลาภยศสรรเสริญเข้าใจได้ง่าย อยากได้ลาภยศสรรเสริญก็ต้องทุกข์แน่นอน

อยากได้สุขนั่นแหละคือความทุกข์ เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธจึงเป็นศาสนาเดียวที่ทำลายความสุขความทุกข์ทิ้ง เพราะความสุขความทุกข์มันแยกกันไม่ออก มันเป็นมายา มันเป็นเทวะ  พระพุทธเจ้าทิ้งความสุขความทุกข์ไป เทวะ แปลว่า 2 พระพุทธเจ้าสามารถฆ่าเทวะได้หมดตั้งแต่น้อยจนถึงใหญ่โต ศาสนาพุทธไม่มีเทว ไม่มีพระเจ้าเรียกว่าอเทวะ Adheism ฟังแล้วเหมือนกับหยิ่งผยองลบหลู่อย่างนั้นแหละ เพราะตลอดทั้งโลกเขาเป็นเทวะ แล้วศาสนาที่เป็นการนับถือพระเจ้านั้นมีเยอะกว่ามาก 

คนจะเข้าใจ กรรม ไม่ต้องหลงเทวะ กรรมเป็นตัวดำเนินไปทั้งนั้น กรรมคือตัวเอง กรรมเป็นของตนเอง ปฏิบัติกรรมเป็นของตนเอง ตนเองรับมรดกกรรมของตัวเอง ก็พาเป็นพาไปกัมมโยนิ แล้วก็มีกัมมพันธุ

ผู้ที่บรรลุแล้วก็อาศัยปัญญาอรหันต์สมบูรณ์เป็นปัญญาบรรลุอรหันต์ ผู้ที่เป็นพระโพธิสัตว์อย่างอาตมาก็จะเข้าใจว่าการอาศัยจิตที่บริสุทธิ์แล้ว รู้สุขรู้ทุกข์ รู้ว่าเขาติดยึดอะไร เราไม่ติดในสุขไม่ทุกข์แล้วเราเข้าใจสภาวะที่จิตมันไปเอียงข้างความสุขความทุกข์ มันมีสภาวะ 2 ทั้งสิ้นเลย ทั้งนั้นเลยแล้วก็อยู่เหนือความรู้ อยู่เหนือสิ่งที่เป็น แล้วเราก็อนุโลมปฏิโลมกับคนที่เขายึดถืออย่างนั้นอย่างนี้กับเขาไปก็ปฏิบัติไปกับเขาเท่านั้นเอง ให้พอเป็นพอไป ประนีประนอมกันเข้าไป เรียกว่า Compromise ที่ในหลวงรัชกาลที่ 10 บอกว่า Thailand is the Land of compromise. ให้ประนีประนอมกันอาศัยกันและกัน มันมีความลึกซึ้ง ดีเยี่ยมยอดมาก 

_หมอเขียว …ความเป็นอยู่ที่นี่โดยรวมก็ผาสุกดี ตอนนี้พวกเรากำลังศึกษาเพิ่มประสบการณ์ในเรื่องการจัดการน้ำและกสิกรรมไร้สารพิษ ก็มีความก้าวหน้าเป็นลำดับ ๆ ครับ

ปฏิบัติเป็นลำดับต้องตามจรณะ 15 วิชชา 8 

_แสงอรุณ…รายงานสภาวะธรรมตั้งตบะอ่านหนังสือเปิดยุคบุญนิยม จะอ่านให้จบภายในเดือนตุลาคมก็ทำได้ค่ะ นึกถึงคำที่หลวงปู่ตำหนิไว้เมื่อปีที่แล้วที่ตั้งตบะแล้วทำไม่ได้เพราะว่าคุณมีฉันทะไม่มากพอ คุณมีความพยายามไม่มากพอ คุณจึงไปไม่ถึงสิ่งที่คุณตั้งไว้ ด้วยประโยคนี้ก็เลยพยายามพากเพียรทำให้ได้ตามนั้นค่ะ

มีคำถามในหนังสือ…หลวงปู่ เขียนไว้หน้า 245 อธิบายว่าภาวะของโลก มีอดีตปัจจุบันอนาคต แต่ความจริงที่สุดคือปัจจุบันค่ะ แต่ว่าการปฏิบัติธรรมของตัวหนูเองไม่ค่อยอยู่กับปัจจุบันค่ะ จะไปนึกถึงอดีตและอนาคต หลวงปู่เคยบอกว่าปัจจุบันมีแค่นิดเดียว คือ หนึ่งวินาทีที่ผ่านไปก็เป็นปัจจุบันแล้วค่ะ ก็เลยอยากถามหลวงปู่ว่าการบรรลุธรรมอย่างปัจจุบันชาติ ทิฏฐกาล พากเพียรปฏิบัติอย่างไรจึงจะไปถึงตรงนั้นได้ค่ะ 

พ่อครูว่า…ก็ปฏิบัติจรณะ 15 วิชชา 8 พักผ่อนให้ได้ไปตามลำดับ “คำว่าตามลำดับ”เขาไม่รู้เรื่องกันแล้ว เริ่มต้นมันเผินไปหมดเลย 

ศีล 5 เป็นพื้นฐานข้อที่ 1 เรื่องของสัตว์ เขาไม่ได้เอาใจใส่เลยนักปฏิบัติธรรมทุกวันนี้ไปนั่งหลับตาทำสมาธิกัน ไม่เกี่ยวข้องกับศีลเลย เมื่อเราเอาศีลมาบอกว่าศีลข้อที่ 1 ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ข้อที่ 2 ศีลข้อที่ 3 ต้องมาพิจารณาว่าจิตของเราเกี่ยวกับศีลข้อที่ 1 2 3 อย่างไร ส่วนข้อที่ 4 เป็นวาจา ข้อที่ 5 เป็นจิต 3 ข้อแรกเป็นหลัก 

แล้วก็ปฏิบัติให้ได้มรรคผล การปฏิบัติ ศีล แล้วจะได้มรรคผลได้ประโยชน์ในการปฏิบัติธรรมคืออะไรต้องมี อปันกปฏิปทา 3 ถ้าไม่มีไม่ใช่ศาสนาพุทธ ท่านก็ระบุไว้ชัด เสร็จแล้วก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร ขออภัยพูดชัดๆคืออวิชชา ถ้าแปลเป็นภาษาไทยชัดๆ ก็คือโง่ โง่อย่างไร โง่ได้สนิทสนม ทั้งๆที่จรณะ 15 ข้อที่ 1 ศีล เป็นหลักในทุกๆเรื่อง ศีลข้อที่ 1 เป็นต้น คุณก็ปฏิบัติอันนี้ให้เกิดสัทธรรม 7 จะเกิดสัทธรรม 7 ต้องมีหลักอปันกปฏิปทา 3 

ถ้าไม่มีอปันกปฏิปทา 3 คุณจะไม่มีศรัทธา มีหิริโอตัปปะเลย มันไม่มีของจริงให้คุณทำ ต้องเกิดปัจจุบันนี้มีผัสสะ เช่น ตอนนี้สัมผัสกับสัตว์แล้วเกิดกิเลสอย่างไร 

ไม่มี ปัจจุบันธรรมทิฏฐกาล อันนี้ไม่มี เมื่อไม่มี คุณก็ไม่ได้ปฏิบัติ แล้วคุณก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรของศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธต้องมีสัมผัสเป็นปัจจัยต้องมีปัจจุบัน ต้องลืมตาปฏิบัติมีสติเต็ม แล้วการที่จะรู้ทั้งภายนอกภายในมีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่มีสติเต็ม ก็ไม่ได้เข้าใจอย่างที่อาตมาพูดได้เลยแล้วก็ไปทำสมาธิแบบฤาษีเดียรถีย์ต่างๆที่สอนกันผิดๆ เดี๋ยวนี้เข้าใจผิดเป็นถูกหมด ของถูกพูดไปเท่าไหร่ก็ไม่ติดหัว แหม! อาภัพจริง พูดมา 50 ปีแล้ว 

_สู่แดนธรรม…ถามเสริมไป จากคนบ้านราช ที่ถามเรื่องวิมุติ 5 ผมได้เห็นความต่างกัน บางทีคนเราก็ไม่ได้บรรลุในปัจจุบันทันที คือเจโตมันไปก่อนแล้วหลุดพ้นก่อนแล้ว แต่ว่ามันยังไม่มีปัญญารู้ตัวว่าตัวเองเป็นอะไรได้อะไร จึงเข้าสู่วิมุตติ 5 ประการ 5 ข้อนั้น มาฟังแล้วจึงเข้าใจธรรมแล้วจิตเกิดปราโมทย์ เกิดปีติ เกิดสุข เกิดความสงบ จนกระทั่งบรรลุขึ้นมาตามหลัง ตอนที่ทบทวนบรรลุก็ไม่ได้มีการปฏิบัติอย่างนั้นก็มีนะครับ อย่างผมก็ไม่ได้ทำในปัจจุบันก็มี แต่มันเตวิชโช 

พ่อครูว่า…มันต้องมีผัสสะทั้งภายนอกภายในเป็นปัจจุบัน คนที่จะไประลึกไตร่ตรองทบทวนมันเป็นบุพเพนิวาสานุสติญาณจุตูปปาตญาณ ทบทวนว่าหมดอาสวะ คุณไม่ต้องทำอะไรแล้วคุณต้องมีสิ่งที่ได้ผ่านมาแล้วจึงเรียกว่าบุพเพนิวาสานุสติญาณในข้อ 1 ก็เป็นของเก่ามันผ่านมาแล้วบุพเพนิวาฯ คุณยังไม่ได้ผ่านมาคงจะทำเตวิชโชนั่งสมาธิหลับตาแล้วนึกทบทวนทำข้างในทำไมเล่า ถ้าคุณไม่เคยได้ปฏิบัติมาแล้วคุณจะเอาอะไรมาทบทวน

สู่แดนธรรมว่า…คำตอบของพ่อครูตรงกับวิมุติ 5 ประการ ทุกข้อที่พระพุทธเจ้าได้เรียงกันคือเช็คของเก่าทั้งนั้นเลย

พ่อครูว่า…ตรวจสอบความเป็นวิมุติของตัวเองจริงๆในนัยต่างๆ คุณปฏิบัติไปแล้วจะได้หรือไม่ได้ก็ไปแต่ต้องทุกวันคุณจะรู้ว่าเราปฏิบัติมาหรือยังไม่ได้ปฏิบัติ ปฏิบัติมาแล้วยังไม่ได้อะไรต่ออะไรอยู่ บางทีก็ได้บ้างยังไม่หมดทบทวนความจริงตามที่เราได้ปฏิบัติมา ถ้าคุณยังไม่ได้ปฏิบัติเลยคุณจะไปนั่งทบทวนไตร่ตรองอยู่ข้างในเป็นสัญญามันไม่มีอะไรไปทบทวนหรอกนอกจากจะฟุ้งซ่านไปเอง คุณก็ฟุ้งซ่านกับความจำ เรียกว่าอดีต 18 ฟุ้งซ่านกับอนาคตที่ฝันเพ้อใหม่เป็น 44 

สัญญากำหนดรู้แล้วตามด้วยจิต แล้วก็เป็นทิฏฐิ เป็นทฤษฎีเป็นหลักการเป็นความเข้าใจ เกิดสัมมาทิฏฐิที่แล้วจากสมาธิก็เป็นผล 

ปฏิบัติธรรมต้องมีข้างในข้างนอกไม่ขาดกัน 

_สิกขมาตุกล้าข้ามฝัน…ผู้ที่ยึดถือตัวตนว่าตนเองถูก อื่นใดจากตนนั้นผิด แล้วยังวางตนไม่ได้ ตนเข้าร่วมกับคนอื่นอย่างสนิทแน่ใจไม่ได้นั่นแหละ คือ ผู้ที่ยังมีทุกข์อยู่ในตัวตน ถ้าวางได้เข้ากับหมู่ให้ได้ก็จะเจริญด้วยสัลเลขธรรมนั้นเอง แล้วมันจะสะอาดสนิทเนียนในที่สุด ส่วนสำคัญนั้นส่วนที่จะถูกชำระหรือตรงที่กำจัดแท้ๆนั้นคือจิตมโนวิญญาณ ไม่ใช่ส่วนภายนอกโดยเฉพาะผู้อื่น อย่าไปกำจัดอะไรๆของใคร ของใครเขาก็กำจัดของเขาเอง เราเพียงแค่แนะ ดีที่สุดก็แนะแรงๆ เท่านี้ก็พอแล้ว อันนี้จากหนังสือเปิดยุคบุญนิยมของพ่อครู หน้า 208-211 อยากให้พ่อท่านลงรายละเอียดเพื่อความกระจ่างชัดเพิ่มเติมมากขึ้นค่ะ  กราบขอบพระคุณค่ะ 

พ่อครูว่า…ประเด็นแรกคือเราต้องมีภายนอก แต่แม้เราจะสัมผัสภายนอก สัมผัสกับวัตถุวัตถุมันก็ไม่มีปัญหา สัมผัสกับพืชพันธุ์ธัญญาหารมันก็ไม่มีปัญหา แต่สัมผัสกับคนหรือสัมผัสกับสัตว์ที่จะมีปัญหา มีเรื่องมีอะไรต่ออะไรขึ้นมา มีภาวะการตอบรับมีปฏิกิริยา มีปฏิกิริยาตอบโต้ มีผลักมีดูด มี Action reaction มันก็จะเกิดให้เราปฏิบัติ 

เมื่อไม่มีผัสสะให้เราปฏิบัติ ที่มี Action reaction ปฏิกิริยาโต้ตอบ ถ้าไม่เกิดสิ่งเหล่านี้มันก็ไม่เกิดเวทนา มันสัมผัสเข้าก็จะเกิดอารมณ์ เกิดความรู้สึก แต่ความรู้สึกนี่แหละเป็นกรรมฐาน เป็นตัวกลางตัวที่คุณจะต้องปฏิบัติ ไม่ต้องไปเอาอย่างอื่นเลย กรรมฐานของพระพุทธเจ้ามีอย่างเดียว แล้วที่ไปสัมผัสแล้วมันก็จะเกิดอาการ 2 แล้วพิจารณาอาการ 2 ทั้งหมด แล้วก็ทำให้เป็นหนึ่งแล้วกลับมาเป็นศูนย์ ในพระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 60 ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ )  

ก็เอาที่เวทนา แล้วเรียนรู้เวทนา ทำให้เป็นหนึ่ง อาตมาก็แยกแยะเมื่อเกิดสัมผัสมันก็เกิดของจริง ถ้าคุณไม่สัมผัสมันไม่มีของจริงให้รู้ความจริงหรอก มันเป็นการเพ้อคิดจินตนาการเป็นสัญญากำหนดเอาเอง มันถึงเป็นสถานที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระสูตร ถ้าไม่มีผัสสะเป็นปัจจัยก็จะมีแต่ปัญหาเป็นการแส่หาทั้งนั้นเลย มันเรียนรู้ไม่ได้ ไม่มีฐานให้เรียนรู้แม้ว่ามันเป็นตัณหาความแส่หามันก็เรียนรู้ไม่ได้เพราะไม่มีความจริง เพราะความจริงจะเกิดในปัจจุบัน ไม่มีผัสสะได้ขนาดนี้ก็มีแต่อดีตกับโครงสร้างในอนาคต 

คุณไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ในปัจจุบัน มันมีแต่อดีตกับอนาคต ความจริงในปัจจุบันที่คุณจะรู้ได้ อดีตก็คือปัจจุบันที่มันผ่านไปแล้ว มันยังไม่มาถึงมันจะเป็นความจริงได้อย่างไรมันเป็นอนาคต มันมาถึงปัจจุบันมันก็เป็นความจริงในขณะปัจจุบัน แต่เมื่อผ่านปัจจุบันไปปั๊บ มันก็เป็นอดีตแล้วมันจะไปเป็นความจริงได้อย่างไร เพราะฉะนั้นแค่ประเด็นนี้ปฏิบัติไม่มีปัจจุบันก็ไม่มีทางบรรลุ

จะต้องเข้าใจความเป็นความรู้ของปัจจุบัน ทิฏฐกาละ ถ้าไม่มี ในทิฏฐิ 62 ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ 5 ประการที่เป็นมิจฉาทิฐิเป็นการนั่งหลับตา คุณก็มี ปัจจุบันได้ ในอนาคต 44 

คุณก็ฟุ้งซ่านไป ในปัจจุบันขณะนั้นที่คุณคิด สิ่งที่เรียนรู้ ไม่ได้ปฏิบัติหรอกเอาขันธ์ในอนาคตที่ไม่เคยปฏิบัติแต่คุณเคยคิดถึงมันมาก่อนแล้ว แต่ยังไม่ได้มรรคผล ไม่ได้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร คุณก็ได้แต่คิดฟุ้งซ่านเอาหรือคิดฟุ้งซ่านใหม่มันจึงมีมากตั้ง 44 พูดไปมันก็จะละเอียดลึกซึ้งมากไป

สรุปแล้วเราปฏิบัติธรรมไม่ต้องไปคิดรายละเอียดพวกนี้มันเยอะเหลือเกิน เอาจรณะ 15 วิชชา 8 ปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา นี้ให้ปฏิบัติ เอาศีล ข้อที่ 1 ให้ปฏิบัติการ อธิจิต อธิปัญญา เกิดวิมุติตั้งแต่ศีลข้อที่ 1 สัมผัสกับสัตว์เกี่ยวกับพืชเกี่ยวกับของ มันจะเกิดกิเลสก็ทำให้กิเลสลดลง ท่านก็สรุปไว้ง่ายแล้วใน 3 ข้อนี้มันรวมไว้หมดเลย ถ้าปฏิบัติอย่างสัมมาทิฏฐิคุณก็บรรลุอรหันต์อยู่ในศีล 3 ข้อนี้ 

สัตว์กับของที่มันเป็น พีชธาตุกับอุตุ สัตว์เป็นจิตธาตุ ศีลข้อ 3 ก็เป็นรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส โลกกาม ล้างกามได้ก็เหลือรูป ล้างรูปเหลืออรูป ล้างอรูปได้จบ เป็นอรหันต์ได้เท่านี้แหละสรุปเป็นอรหันต์ได้ง่ายๆ 

ไม่ต้องรู้มากมายไปอย่างเยอะแยะหรอกอาตมาอธิบายไปแต่สรุป ให้เข้าที่ให้คุณได้ปฏิบัติ คุณจะมีความรู้ประเทืองไปได้อีกเยอะแยะ อาตมาก็อธิบายไปได้ เอาของพระพุทธเจ้ามาอธิบายได้อีกเยอะแยะ ก็อธิบายให้วิจิตรพิสดารไปฟัง ประกอบ แต่ตัวปฏิบัตินั้นก็อยู่แค่นั้น 

ผู้เอาใจใส่ธรรมจึงมีสิทธิ์บรรลุธรรม 

_ชาวบวรศาลีอโศก…ขอแจ้งตารางงานมหาปวารณา สู่แดนทองคำ ฉลอง 50 ปีโพธิกิจ ขอเชิญญาติธรรมที่อยู่รอบๆศาลีอโศก แม้จะอยู่ไกลก็ยินดีต้อนรับก็ขอเชิญมาร่วมงาน

_นุ่มลึก…บวรศาลีอโศกพร้อมร่วมงานมหาปวารณา ครั้งที่ 38 และฉลอง 50 ปีโพธิกิจ สู่แดนทองคำแท้ ในวันที่ 4 -8 พฤศจิกายน  2563 พร้อมที่จะร่วมกิจกรรม ไปกับบ้านราช แล้วอยากจะแจ้งเครือข่ายหรือญาติพี่น้องชาวศาลีอโศก ผู้ที่เป็นญาติติธรรมใกล้ไกล ทางศาลีอโศกก็ พร้อมที่จะจัดงานนะคะ เริ่มตั้งแต่วันที่ 4 เลยค่ะ หลังจากฟังธรรมของพระท่านก็จะมีกิจกรรม มีบำเพ็ญบุญด้วยนะคะ แล้วก็ตักบาตรเทโว  3 วันนะคะ ขอฝากพี่น้องทุกท่านด้วยนะคะ 

พ่อครูว่า…ก็ให้มันพร้อมปฏิบัติธรรมหน่อย ก็ขอย้ำต่อคนทั้งหลาย คนที่ไม่สนใจในเรื่องธรรมะ..ชีวิตหลงงมงายวุ่นวายอยู่แต่กับลาภยศสรรเสริญโลกียสุขมันเป็นโมฆะ มันเป็นชีวิตที่โมฆะ สูญเปล่าทิ้งเปล่า ไม่สนใจธรรมะ สนใจธรรมะทุกวันนี้ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ สนใจก็ยิ่งไปเติมกิเลส ไปหาวัดวาพระเจ้าที่เขาจะพารวยในลาภยศสรรเสริญสุขเละเทะไปหมด มันก็เลยยิ่งน่าสงสารใหญ่เลย เขาว่าไปหาธรรมะนะ แต่ที่จริงเป็นอธรรม  ธรรมะของพระพุทธเจ้าก็คือต้องล้างโลกียให้เป็นโลกุตระ นี่คือหัวใจของศาสนาพุทธคือล้างโลกียะ เป็นหัวใจ

แต่ก็ไม่ชัดอย่างว่าแหละมันก็ไม่ง่าย มันยาก มันเป็นธรรมะที่ทวนกระแสโลกีย์ แต่ก็ธรรมะพระพุทธเจ้าที่มีมรรคมีผลที่เกิดมาช่วยมนุษยชาติมาตั้ง 2 พันกว่าปีแล้ว มันเสื่อมไปจนน่าสังเวชใจ ไม่รู้คุณค่าไม่รู้ถึงเป้าหมายสาระที่เป็นโลกุตระธรรม มันเป็นโลกีย์แถมเลอะเทอะอีกด้วย โลกียะแบบเดรัจฉานวิชา ไสยศาสตร์วิชา เป็นเรื่องอบายมุขไป มันน่าสงสารจริงๆมนุษยชาติทุกวันนี้

อาตมาเห็นแล้วก็เหนื่อยไม่ลง ไม่รู้จะทำอย่างไร ถ้าเราไม่ช่วยไม่ทำ ทำเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ใครจะเป็นจะตายยังไงก็ช่างหัวเขาเถอะ มันก็โอ้โหใจดำอำมหิต เห็นคนทุกข์ เห็นคนเข้าใจผิด เห็นคนมิจฉาทิฐิ มันเป็นคนที่น่าสงสาร เกิดมาในศาสนาพุทธเป็นพุทธศาสนิกชนคำสอนของพระพุทธเจ้าสุดยอดแล้ว ที่จะอยู่เหนือโลกียะนี้ให้ได้เป็นพระอรหันต์ได้ มีศาสนาเดียวนะที่ตรัสรู้เรื่องนี้ นอกนั้นไม่มีเป็นศาสนาเทวนิยมทั้งนั้นที่ไม่รู้จักสุขทุกข์มีแต่ดีกับชั่ว ทำให้ดีๆมันก็ดี แต่มันก็วนอยู่กับดีกับชั่ว ยึดไว้ไม่ได้ แล้วมันก็ไม่เที่ยงหมุนเวียนสูงต่ำเป็นสมบัติผลัดกันชมแย่งกันไปแย่งกันมาเห็นแล้วเหนื่อยไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติซ้ำซากอยู่อย่างนั้น

พระพุทธเจ้าถึงมาตรัสรู้แล้วบอกว่าคนเราวนเวียนอยู่อย่างนั้น จึงจบความวนเวียนได้ตั้งแต่เป็นๆ ไม่ต้องไปแย่งในลาภยศสรรเสริญโลกียสุข พูดไปแล้วอาตมาก็ยังชื่นใจ ที่อาตมาเกิดมาเอาศาสนาพระพุทธเจ้ามาอธิบาย ก็มีคนฟังรู้เรื่องเข้าใจแล้วเอาไปปฏิบัติได้เกิดมรรคผล พูดไปเขาก็หาว่าอวดอุตตริมนุสสธรรม แล้วอุตตริมนุสสธรรมเป็นเรื่องที่สมควรอวดเป็นเรื่องยอดเยี่ยม ทำอย่างนี้ หาว่าผิด คนทั่วไปนั้นเขาโชว์แต่พวกไสยศาสตร์เดรัจฉานวิชาประกาศโฆษณากันจัง ชวนกันให้มาทำ อาตมาก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร 

มันมีประเด็นที่เขาว่าอวดอุตริมนุสธรรมประกาศอุตตริมนุสสธรรม ซึ่งอุตตริมนุสสธรรมนั้นจริงหรือเปล่า คนพูดไม่จริงเป็นจริงแล้วก็แสดงความจริงประกาศความจริงมีผู้มาเอาความจริงหรือเปล่า ถ้าจริงก็หมดปัญหาเลย พูดจริงคือเป็นอรหันต์จริงๆหมดเลย ไม่ต้องมีปัญหาในเรื่องของที่จะต้องผิดอะไรอีกเลยก็เป็นการประกาศได้เลย เขาก็เรียนมา ในเรื่องของสติวินัย อย่าไปจับอาบัติท่าน ไปปรับอาบัติท่าน กับพระอรหันต์อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ชัดเจนธรรมะพุทธเจ้าชัดเจนมาก 

อาตมาจึงพูดอย่างตรงๆสั้นๆชัดๆง่ายๆ แต่คนก็หาว่าอวดดี ซึ่งอาตมาไม่เอาหรอกอวดชั่ว อาตมาจะอวดดี ใครจะมาห้ามอวดดี แล้วคุณอยากจะอวดความชั่วก็ช่างศีรษะคุณ อาตมาจะอวดดีแต่ยังไม่มี สาเฐยจิต อาตมาต้องรู้ว่าในจิตของอาตมา สาเฐยยะ เป็นอาการอย่างไรในจิตอาการอยากอวดอ้างอยากโชว์ในจิตมันไม่มีมันไม่ได้อยากจะอวด แต่มันเป็นสิ่งที่จะต้องแสดงออกให้ผู้อื่นได้รู้ เพราะว่าเป็นของดีเหลือเกินที่จะเอามาจำหน่ายจ่ายแจก พยายามทำให้ได้ แต่ทุกคนนั่นแหละเรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้งเขาก็อวดกัน แต่อย่างนี้มันสุดยอดแล้วไม่เอา เพราะฉะนั้นคนที่มองไม่เห็นสัจธรรม มองไม่เห็นธรรมะที่เป็นอารยธรรมโลกุตรธรรม คนนั้นเขาก็ช่วยไม่ได้หรอก เขาโง่เขาไม่รู้ 

มีคนมีจำนวนหนึ่งที่มีดวงตา มีภูมิปัญญารู้ว่านี่คือสิ่งที่ต้องพยายามมาเอา ขณะนี้คนที่ฟังธรรมอยู่โดยเฉพาะฟังธรรมที่อาตมาเทศน์อาตมาอธิบายหรือพวกเราอธิบายการเผยแพร่กัน  ก็มีคนมาแสวงหา ก็จะรู้ว่าอันนี้น่าฟัง ยิ่งคนที่มีข้างในของตัวเองแล้วก็จะรู้ว่าอย่างนี้ใช่ พูดดีมีสาระ จะรู้ว่าอะไรเป็นสาระ ผู้ไม่รู้ว่าอะไรเป็นสาระก็เป็นคนไร้สาระ 

ไม่เต็มใจทำกับคำสั่งผู้ใหญ่ควรทำใจทำกายอย่างไร 

_สู่แดนธรรม(ถามแทน)…ด.ญ.วรฉัตร ช่วยประคอง นักเรียนหญิง ม.1 จากลานนาอโศก ฝากคำถามว่า เวลาผู้ใหญ่สั่งให้ทำอะไรแล้วเราไม่เต็มใจที่จะทำ เราจะทำอย่างไรคะ

พ่อครูว่า…เราก็ต้องทบทวนในตัวเราว่าคำสั่งที่ผู้ใหญ่ให้ทำและเราไม่เต็มใจ ก็ทบทวนว่าคำสั่งนี้มันเป็นอย่างไรมันดีไหม อาตมาก็ไม่คิดว่าผู้ใหญ่จะมาสั่งให้เราทำในสิ่งที่ไม่ดี อาจจะไม่ดีดั่งที่ใจเราคิด ก็ต้องพิจารณาว่า ทำไมสงสัยว่าคำสั่งที่ผู้ใหญ่สั่งนี้มันไม่ดีนะ เรารู้สึกว่าอย่างนั้นก็ถาม ถามผู้ใหญ่ที่ให้เราทำตามดีๆ ไม่ต้องไปถามย้อนแย้ง อย่างไม่มีสัมมาคารวะ ให้ถามอย่างมีสัมมาคารวะดีๆว่าทำอย่างนี้มันเป็นประโยชน์อย่างไร หรือมันควรทำอย่างไร เราก็แสดงความเห็นเราได้ มันไม่ดี อย่างนั้นอย่างนี้อย่างไร ถ้าเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ถืออำนาจบาตรใหญ่อัตตามานะเกินไป แต่เราต้องพูดดีๆพูดอย่างมีสัมมาคารวะมันจะได้ประโยชน์มากเลย ผู้ใหญ่คงจะมีภูมิปัญญาสั่งในสิ่งที่ดี เราก็ถามไปก็จะได้เกิดการสังเคราะห์ 

_ด.ญ.ดาวเพ็ญเพชร  สมาน…เวลาผู้ใหญ่ติเราแล้วเราไม่ชอบ  แล้วเราจะเถียงผู้ใหญ่ 

เราควรห้ามตัวเองอย่างไรคะ

พ่อครูว่า…ผู้ใหญ่ตำหนิเราก็คงจะเห็นว่าสิ่งนี้ไม่น่าทำ เราก็พิจารณาสิ่งที่ท่านตำหนิมา  ถ้าเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เราไม่ควรถาม เราก็ทำตาม แต่ถ้าเราเห็นว่ายังไม่ถูกต้องเราก็ถามไป อย่างมีสัมมาคารวะ อย่างที่พูดมาถามมา จริงๆความละเอียดมันมีมาก จริงๆแล้วแต่ละคนไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ตามมีกิเลสอัตตามานะถือดีกันทุกผู้ เพราะฉะนั้นเมื่อมีคำโต้คำพูดเป็นคำสั่งคำบอกให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ ผู้ใหญ่จะให้เด็กทำก็ถือว่าเป็นผู้ใหญ่ ก็ควรจะให้เด็กทำอย่างนั้นอย่างนี้เพราะถือว่าเป็นผู้ที่ควรบอกเด็ก เด็กเป็นคนเกิดทีหลัง จะทำอะไรเป็นอะไรผู้ใหญ่ก็เป็นผู้ดูแลเป็นผู้รู้เรื่องมีงานอะไรที่จะทำ แต่ว่าเด็กจะรู้เองมีวุฒิภาวะเองก็คงไม่ได้ทีเดียวมันเป็นธรรมดาธรรมชาติอย่างนั้น เพราะฉะนั้นเราเป็นเด็กเราควรจะฟังผู้ใหญ่ ก็อย่างที่หลวงปู่อธิบาย ถ้ชาเผื่อว่าสั่งมาบอกมาสงสัยก็ถามอย่างมีสัมมาคารวะดีๆ 

ถ้าคำสั่งนี้ก็มีส่วนดีอยู่ ส่วนไม่ดีอาจจะมีบ้าง เราก็ทำก็แล้วกันทำก่อนแล้วค่อยๆถาม 

_หนึ่งพุทธ…เมื่อวานนี้ก็มีเหตุการณ์สำคัญใต้ฟ้าเมืองไทยก็ที่ในหลวงทรงพระเครื่องทรงพระแก้วมรกต มีหลายกลุ่มไปร่วมกัน ไปเข้าเฝ้ารับเสด็จฯเป็นปรากฏการณ์ทำให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ 

พ่อครูว่า…มันเป็นคำถามกลายๆ ปฏิกิริยาประเภทของพวกคณะราษฎร 3 นิ้วแสดงออก มันเป็นเหมือนคำถามไปถามว่า ประเทศไทย ยังจะนับถือสถาบันกษัตริย์อยู่หรือเปล่า คำตอบออกมาก็คือเหลืองพราวเลยนั่นคือคำตอบ นั่นคือคำตอบด้วยความจริงแสดงความจริงปรากฏออกมาให้เห็นให้รู้

เพราะฉะนั้นพวกพี่ยังงมงายอยู่กับคณะราษฎร2563 เขาได้คำตอบแล้ว ถ้าเขาไม่โง่ประเทศไทยยังนับถืออย่างนี้ แล้วจะไปล้มล้างจะไปเลิกอย่างไรก็คงไม่ได้เรื่องหรอก คุณจะสามารถที่จะไปเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง มันไม่ได้หรอกมันเป็นเรื่องสุดวิสัย คุณได้คำตอบแล้วคุณหยุดเถิด ถ้าคุณพอมีปัญญาบ้างมีความเฉลียวฉลาดถ้าคุณไม่เฉลียวฉลาดเอาเลยคุณก็แน่นอนคุณก็ดันทุรังทำต่อไป แล้วพวกคุณก็จะได้ผล ผลอะไร จบที่ไหน ก็มีคนให้คำตอบว่าเยอะแล้ว อาตมาไม่จำเป็นต้องพูด

ทำอย่างไรเมื่อเกิดความรักระหว่างเพศเดียวกัน 

_หลวงปู่คะ ถ้าสมมุติว่า ในวัดแห่งนี้ มีความรักระหว่างเพศเดียวกันหลวงปู่จะรู้สึกอย่างไรและจะว่าอย่างไรคะ

พ่อครูว่า…จะว่าอย่างไร ก็ว่า หยุดโง่ คนที่เกิดมา มีความรู้สึกความรักระหว่างเพศเดียวกันนั้นมันเป็นความวิปริต มันเป็นความเป็นจิตไม่ปกติ จงรู้ตัวเอง ว่าคนที่มีความรักเพศเดียวกันมันเป็นความวิปริตของจิต มันไม่ใช่คนสามัญปกติ พูดให้ชัดเจนก็คือ มีความคิด บ้าๆหยุด เลิก ตัวเองต้องรู้ตัวเอง ใครมีอาการอย่างนี้ อย่าไปหลงบอกว่าก็มันเกิดมาเป็นอย่างนี้มันก็ต้องเป็นอย่างนี้ ใครอยากเกิด อย่าพูดอย่างนี้ ต้องรู้ให้ได้ว่ามันเป็นสิ่งที่คุณสั่งสมมาเองแล้วมาเป็นอย่างนี้ การเกิดรักระหว่างเพศ การเป็นความวิปริตระหว่างเพศ สัตว์เดรัจฉานมันยังไม่เป็นเลย มันมีคนนี่แหละโง่กว่าเดรัจฉาน ต้องดูให้จริงว่าเกิดมาเรามีอาการอย่างนี้มันเป็นความวิปริตมันโง่กว่าเดรัจฉาน ต้องสำรวมสังวรตัวเอง เกิดมาในชาตินี้มาพบสัจธรรมที่หลวงปู่อธิบายให้ฟังนี้ รู้เข้าใจให้ได้ มันถือว่าเป็นความซวยที่ชาติก่อนๆเราไปสั่งสมมาผิดอะไรก็แล้วแต่ แต่มาได้ชาตินี้มันถือว่าเป็นกุศลแล้วได้ฟังสัมมาทิฏฐิ ได้ฟังสัทธรรมให้รู้ตัวเองว่าเราซวยมาแต่ชาติปางก่อน เมื่อมาในชาตินี้ก็หยุดเลิก เราต้องพยายามล้าง ให้มันกลับมาเป็นธรรมชาติเพศหญิงก็ต้องเรื่องที่จะคบหาเป็นเรื่องผู้หญิงผู้ชาย เป็นธรรมชาติสามัญ อย่าไปวิตถาร วิตถาร คือ ความว่าอย่าให้ตกเป็นเหยื่อ ความว่าอย่าไปหลงบอกว่าเกิดมาอย่างนี้ก็ต้องเป็นอย่างนี้นั่นแหละมันซวยมาตั้งแต่ชาติไหนก็ไม่รู้ เพราะ ฉะนั้นชาตินี้มาเจอคนที่รู้ดีบอกให้สำรวมตัวเองเลิกเถอะอย่าให้มันต่อ จะทำอย่างไรก็ทำอย่างที่ว่านี้เท่านั้นแหละ

อาตมาก็ไม่รู้จะทำยังไงถ้ามีมาก็ช่วยกัน

_หลวงปู่คะหลวงปู่คิดอย่างไรกับคนที่มาด่ามาว่าหลวงปู่คะ ที่หลวงปู่ตอบกลับไปหลวงปู่ไม่กลัวว่าเขาจะด่ามามากกว่าเดิมหรือเปล่าคะ 

พ่อครูว่า…ถ้าคนโง่เขาจะด่ากลับ ถ้าคนฉลาดเขาจะได้รู้สึกตัว เขาจะได้สติสัมปชัญญะปัญญาเกิด  เพราะฉะนั้นคนโง่เขาก็ต้องด่ากลับแน่นอน  หลวงปู่ก็ด่า มีเหตุปัจจัยมีสิ่งที่จะต้องตำหนิเขาบอกเขา ส่วนคนที่ไม่รับคำท้วงคำตำหนิเลยเขาก็ไม่ฟังหรอก เพราะฉะนั้นคนฟังอยู่นี่ ถ้าเขาทนไม่ได้ก็จะด่ากลับมา ถ้าเขาทนฟังต่อไปต่อไปเขาจะได้เกิดปัญญาจะได้ความรู้เพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้น อันนี้แหละเป็นประโยชน์ที่หลวงปู่ต้องทำอยู่  ต้องทำ อย่างไรอย่างไรก็ต้องทำ 

จบ