640418_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ผู้อยู่ป่าเป็นผู้เสื่อมผู้อยู่เมืองเป็นผู้เจริญ 

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1gQkYFdbuZ1Fp_JaOr1kCTCs-41n_dfXPVi8Dg4TWpDQ/edit?usp=sharing                                                                            

ดาวน์โหลดเสียงที่   https://drive.google.com/file/d/1FzIo7GqsJeoDMe4o9GodMAXJznuF2Ub_/view?usp=sharing 

และยูทูปที่ https://youtu.be/EQafeYJpC5A 

สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ 18 เมษายน 2564 ที่บวรราชธานีอโศก  วันนี้เป็นวันตายของไอน์สไตน์ และวันนี้กรักน้ำใจก็ได้ผ่านการโหวตเป็นสิกขมาตุแล้ว เป็นกรักมาสักประมาณ 26 ปี จนอายุจะ 70 ปีอยู่แล้วได้เป็นสิกขมาตุ วันนี้โหวตออนไลน์ ที่สันติอโศก ปฐมอโศกและบ้านราชฯ และที่สันติอโศกได้โหวตปะขึ้นมาเป็นกรักคือ กรักสร้อยแก้ว และที่ปฐมอโศกก็ได้โหวตปะพัดชาขึ้นเป็นกรักพัดชา  

 

พ่อครูว่า…สมณะไม่เพิ่ม ถ้าสมณะเพิ่มจะได้สิกขมาตุอีก 

สมณะฟ้าไทว่า…ตอนนี้อัตราส่วนเป็น 4:1 ถ้าสมณะเกิน 100 จะเป็นสัดส่วน 3:1 สมณะไม่เพิ่มแต่มีใกล้มรณภาพอีกต่างหาก เพราะพวกเราก็อายุมากขึ้นโรคภัยกรรมวิบากมาตามทวงคืน 

วันนี้เป็นวันตายโพธิสัตว์กับบุคคลที่เกิดขึ้นมาเป็นสิกขมาตุ

พ่อครูว่า…ตายอย่างมีปัญญาอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ครบ การเกิดก็เกิดมาอย่างดีที่สุด ไม่มีอะไรบกพร่อง ไม่ทำบาปทั้งปวง ทำแต่กุศล กรรมกิริยามีแต่กุศลจิตสะอาดบริสุทธิ์ตลอดไป ยั่งยืนตลอดกาลไม่เปลี่ยนแปลงไม่มีอะไรหักล้างได้ ซึ่งครบพร้อม ความรู้ของพระพุทธเจ้าครบพร้อม ในการสามารถสร้างจิตวิญญาณเป็นตัวประธานสิ่งทั้งปวง คือ เป็นประธานทั้งตัวนามธรรมคือจิต และเป็นประธานทั้งตัวโลก โลกทั้งหมด ที่มาร่วมเป็นองค์ประชุมกันอยู่ก็เป็นประธาน อันไหนที่เราเอื้อมไม่ถึง ไม่สามารถที่จะมีพลังไปเกี่ยวข้องได้เราก็เข้าใจโดยปริยาย เราก็ไปเกี่ยวข้องไม่ได้ เอื้อมไม่ถึงไม่มีพลังงานอะไรที่จะไปเกี่ยวข้องเลยก็เป็นประโยชน์และโทษอะไรต่อกันไม่ได้ แต่อะไรที่เกี่ยวข้องถึง ก็เป็นประโยชน์และโทษแก่กันและกัน 

สมณะฟ้าไท…รายการพรุ่งนี้ ทุกวันจันทร์จะมีทำวัตรเช้า สวดมนต์ตอน 06.00 น. 06.30 น. พ่อครูจะมาเทศน์แสดงธรรมถึง 8.00 น.

มีพบกลุ่ม 13.00 น. ถึง 14.00 น. ตอนเย็น จะมีรายการสมณะสิกขมาตุมาย่อยธรรมะ แต่จะมีการจัดที่แตกต่างกันในแต่ละสัปดาห์ในรายการเย็น 

SMS วันที่ 16 – 17 เม.ย. 2564 

_ฟังฝน : กรณีกระทบผัสสะคน แล้วมีอาการชอบใจ ไม่ชอบใจ เป็นสงครามอยู่ภายใน เกิดสติ ธัมวิจัย เห็นอย่างแจ่มชัดว่า หากปล่อยให้กิเลสลอยนวลอยู่แบบนี้จะเกิดผลเสียตามมามากมาย จึงมีพลังวิริยะกำจัดกิเลสออก เกิดปิติ ปัสสัทธิ สมาธิ และอุเบกขา ในเหตุปัจจัยนี้ …. กราบเรียนถาม 2 ข้อ ดังนี้

  1. เมื่อนำอุทธัมภาคิยสังโยชน์5 มาตรวจสอบ พบว่าไม่มีรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ และอวิชชา ข้อสงสัยคือ อวิชชา … การตรวจอวิชชาคือ ตรวจดูว่าไม่เหลือกิเลสเศษเล็ก เศษน้อย หลงเหลืออยู่ ใช่หรือไม่คะ … เป็นการตรวจดูให้แน่ชัดว่า สะอาดหมดจดจากกิเลสที่เป็นเหตุแห่งความเศร้าหมองจริงๆ ใช่หรือไม่

พ่อครูว่า…ใช่ คือไม่เหลือเศษเล็กเศษน้อย ทั้งเศร้าหมองและระริกระรี้(อโศกะ วิรชะ) เป็นภาษาสิริมหามายา ไม่โศกเศร้าและไม่มีเชิงชอบ เชิงกาม เชิงดูด โศกเชิงผลัก รชะ เชิงดูด 

ความหมายของสิริมหามายา พยัญชนะคือไม่มีแล้วโศก ไม่มีแล้วผลัก ไม่มีแล้วดูด เกษม แต่ทีนี้การตรวจ ก็คือตรวจว่ามันมีไหม มันมีส่วนเศษส่วนเหลือไหม นั่นแหละคือการตรวจ อุทธัจจะ ตรวจเพื่อที่จะให้รู้จบ อุทธัจจะ เมื่อรู้จบว่าไม่มีๆ ๆ  ก็คือวิชชา รู้รอบ รู้ครบ รู้จบ รู้สิ้น อวิชชาก็ไม่มี ก็คือการทำอุทธัจจะ ตาวจสอบ รู้รอบ รู้ครบ รู้หมด ทวนแล้วทวนอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก ในการมีเหตุปัจจัยสัมผัสความจริงอยู่มากพอสมควร นานพอสมควร ไม่มีล้ม ไม่มีตั้งไข่ล้มต้มไข่กิน ไม่มีหกล้มหกลุกอีกแล้ว ไม่มีพลาดพลั้งอีกแล้ว เด็ดขาดแข็งแรง มั่นคงยั่งยืนตลอดกาล นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ครบเลย ก็ตอบตัวเองได้ว่า เราจบกิจ

จรณะ 15 ลดละถึงอาสวะอนุสัย

  1. ดิฉันมีความเห็นว่า กิเลสในเหตุปัจจัยใดก็ตามที่เราสามารถกำจัดออกได้ แสดงว่าเราปฏิบัติได้ถูกต้องตามหลักจรณะ 15  วิชชา 3 และวิชชา 8 ….และ กิเลสจะไม่ถูกลดหรือกำจัดออก เพราะไม่ได้ใช้หลักการดังกล่าว ใช่หรือไม่คะ

พ่อครูว่า…ใช่สิ ถ้าไม่มีหลักการที่ถูกต้องเป็นสัมมา ก็ไม่มีการถูกกำจัดถูกลดให้ตายไป เพราะฉะนั้น การไปปฏิบัติธรรมโดยไม่มีหลักการพวกนี้ ไม่มีวิชาการพวกนี้ ไม่มีสูตรทฤษฎีพวกนี้ ของพระพุทธเจ้า มีสังโยชน์ 10 เป็นต้น หรืออื่นๆอีกเยอะ ตรวจสอบ นอกจากจะอวิชชาในอาสวะ สังโยชน์คือล้างอาสวะสิ้น ยังจะมีอวิชชาในอนุสัยอีก 7 ข้อ จะต้องตรวจสอบด้วยอนุสัยอีก 7 

แต่ผู้ที่หมดอาสวะแล้วพระพุทธเจ้าถือว่า จบกิจเป็นพระอรหันต์ได้ มีปัญญารู้แจ้งรู้จริง ด้วยปัญญาวิมุติ จบ อาสวะอย่างไรก็ไม่เกิดอีก แม้จะเหลืออนุสัย อนุสัยก็เป็นตัวตนตัวเล็ก ที่จะไม่ให้มันเกิด ไม่ใช่ว่าอนุสัยมันไม่สามารถที่จะเป็นตัวร้ายตัวแรงได้ ร้ายแรงได้ แต่เมื่อพ้นอาสวะแล้ว พลังปัญญา ที่ผู้มีพลังปัญญา ทำให้วิมุติจากอาสวะทุกอย่างสิ้น ปัญญาจะมีฤทธิ์แรงไม่ทำให้เกิดกิเลสเวียนกลับอีกเลย 

เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นโพธิสัตว์จะรู้ดีเลยว่า ความต่างระหว่าง อาสวะกับอนุสัย ต่างกันอย่างไร และใช้ความหมดอาสวะ พระโพธิสัตว์ แต่รู้จักตัวอนุสัย เพราะฉะนั้นพระโพธิสัตว์จะไม่มีอาสวะ จะใช้อนุสัยเป็นฐานจิตเจตสิกต่างๆ ที่จะศึกษาต่อไป ที่จะทำงานต่อไปที่จะใช้ไปจนกระทั่งฝึกฝนอบรม จนบรรลุเป็นสัมมาสัมพุทธเจ้ามีสัมมาสัมโพธิญาณ สูงสุด หรือไม่สูงสุดก็ตาม สามารถจะดับตายด้วยดับสิ้นอาสวะไม่เกิดอีก อนุสยะ ตัวสยะ ตัวตน อนุ นี่ ก็ไม่ต้องไปห่วงอีก แม้จะไม่จบขั้นอุภโตภาควิมุติ คือวิมุติทั้งอาสวะวิมุติทั้งอนุสัย หรือวิมุติทั้งเจโตและปัญญา ใช้พยัญชนะอย่างนั้นก็ได้แต่ใช้พยัญชนะอาสวะกับอนุสัยลึกซึ้งกว่า 

อนุสยะ ตัวตน ถ้าเป็นสยะ เป็นตัวเล็กที่สุดในกระบวน สก สว สย อาตมาได้แจกพยัญชนะสภาวะ ความต่างของตัวตนที่เป็น สก สว สย ให้ฟังแล้ว

สก เป็นตัวตนที่แข็งแรงเต็มรูปที่สุด เป็นตัวต้นของพยัญชนะท้ังหมด

ส่วน สว ก็เป็นตัวกลาง ที่เอาพลังงานทางเศษวรรค สว คือตัวที่ 4 ของเศษวรรค ย ร ล ว สามเส้าเป็นพลังงาน cyclic พลังงานตัวที่ 4 เป็นอีกตัวหนึ่ง ถ้ามันเก่งก็เป็นประธานของ 3 ตัวนี้ได้ ถ้ามันไม่เก่งก็ไปสร้างตัวมันอีกเป็น 5 เป็น 6 เกิดอีก เส้าหนึ่ง เข้ามาเป็นคู่แข่งอีกเส้าหนึ่งเป็น สามเส้า สามเส้า เป็น 6 ก็ชิงดีชิงเด่นกัน สามอันไหน เป็นตัวทำให้เกิด 4 อันไหนทำให้เกิด 4 ได้ก็เป็นประธาน ตัวไหนเป็นตัวประธานก็ทำหน้าที่ เกิดเจริญขึ้นไป 

พยัญชนะหรือเลขก็ตาม ใช้เป็นสมมุติสื่อให้รู้สภาวธรรม ทั้งรูปและนาม

อันที่เขียนมาก็ถูกแล้ว

ความหมายของศีลอันลึกซึ้งถึงวิมุติ

_แก้วตะวัน พวงบุบผา : พอเกิดสถานการณ์โควิดระบาด ยิ่งเห็นชัดถึงพื้นที่ปลอดภัยในบวรต่างๆ ยิ่งที่บ้านราชยิ่งชัดเจน ทำให้ระลึกถึงเรื่องเล่ากันมาว่าจะเกิดไฟบัลลัยกัลป์ล้างโลก ผู้มีศีลอันสมบูรณ์เท่านั้น ที่จะรอดพ้นจากภัยพิบัตินั้นๆ ยิ่งเกิดมั่นใจในวัตรปฏิบัติของชาวอโศกที่พ่อครูพาทำว่าที่นี่แหละคือสถานที่ที่อุดมสมบูรณ์ พรั่งพร้อมไปด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา ลูกจะพยายามขวนขวายให้ได้มาอยู่ในดินแดนพุทธให้ได้ค่ะ

พ่อครูว่า…เราอยู่อย่างผสมผสานกลมกลืน คนมาถึงที่ชาวอโศกก็จะถามว่าวัดอยู่ที่ไหน ที่จริงเราก็มีโบสถ์ ใช้เฉพาะสมณะ วัดอยู่ตรงไหนเขาก็ว่า บ้านเขาก็พอรู้โรงเรียนก็พอรู้แต่ว่าวัดอยู่ตรงไหน แต่ที่อื่นวัดก็ต้องรู้เลยว่านี่คือวัด ดีไม่ดีมีกำแพงอย่างแข็งแรงเลยจะเข้าไปนี่ต้องตรวจสอบอะไรอีกเยอะแยะ ก็ต้องให้เขาอย่างนั้นเพราะเขาต้องระมัดระวัง แต่ของเรามันฟรีมันอิสระมันคุมตัวเองได้แล้วมันก็ไม่ไปละลาบละล้วง ไม่ไปทำให้ขาด 6 ตกหล่นอะไรซึ่งมันเจริญถึงขั้นว่า แม้แต่ภิกษุสมณะต่างๆของชาวอโศก ก็มีความแข็งแรง ไม่ไปละเมิดในสิ่งที่ผิด มีคุณภาพ มีคุณวิเศษคุณธรรมที่สมบูรณ์ในตัวเองโดยไม่จำเป็นจะต้องตีกรอบ ไม่จำเป็นจะต้องไปจัดเขตวัดกำหนด มีกฎเกณฑ์อะไรจนเกินไป ให้ตัวเองเป็นผู้ดูแลตัวเองระมัดระวังตัวเอง เพราะฉะนั้นกิเลสมันไม่ละเมิด กิเลสมันไม่เกะกะเกเร จนไปละเมิดหรือไปแอบลักลอบ ทำสิ่งที่ไม่ดี ทำสิ่งที่ผิด มันจริงใจ มันเป็นตัวแข็งแรง เป็นตัวรู้ ไม่ว่าจะเป็นสมณะหรือแม้แต่แค่สิกขมาตุ คุณสมบัติคุณวิเศษอันนี้ของชาวอโศกนี้แข็งแรงมาก แข็งแรงอย่างที่เรียกว่าอธิบายแล้วจะรู้ไม่ใช่คุยตัวเองไม่ใช่โม้ แล้วก็อย่าไปหลงระเริงอย่าไปหลงประมาทเป็นอันขาด ทุกคนจะต้องรู้ว่าประมาทไม่ได้ หลงระเริงไม่ได้ ถ้ารู้ตัวว่าเขาต้องให้ไปอยู่กับหมู่อยู่ในเขตจำกัดต้องไป หมู่เห็นว่าอันนี้ไม่ค่อยดีต้องระมัดระวังคนนี้ ต้องมีกฎระเบียบวินัยอะไรให้ มีเหตุปัจจัยมีข้อบังคับข้อจำกัดสำหรับคนคนนี้ พวกเราก็จะใช้อยู่เป็นแต่ละรายแต่ละเรื่องแต่ละกรณีของแต่ละบุคคล ก็ดูแลกันไป 

คุณแก้วตะวันมีปฏิภาณปัญญาลึกเข้าไปรู้ความหมายของศีล เนื้อหาน้ำหนักความสามารถพิเศษของศีล ไม่ใช่แค่รู้ศีลพื้นๆตื้นๆ ว่าศีลก็เหมือนระวังควบคุมเป็นรั้วเฉยๆไม่ใช่ แต่ศีลเป็นพลังงานพิเศษทำให้จิตสะอาดบริสุทธิ์จากกิเลสจบสมบูรณ์จึงเรียกว่าศีลบริสุทธิ์ หรือศีลเป็นวิมุติศีล ศีลครบจิตก็สะอาดจากกิเลส แต่ปัญญาช่วยให้กิเลสมันตายกิเลสมันดับสำเร็จผลเป็นวิมุติ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ สำเร็จผล 

นั้นศีลจึงมีศีลระดับมรรค กับศีลระดับผล คุณแก้วตะวันเข้าใจศีลระดับผล มีประสิทธิภาพทำให้จบกิจทำให้กิเลสลดได้

แต่ความเพี้ยนศาสนาพุทธ ศีลเขาก็ว่าใช้ไปควบคุม ระมัดระวัง บังคับ ได้แค่กายกับวาจา ศีลเป็นหลักบังคับให้อย่าผิดนะ ควบคุมกิริยาทางกายวาจาอย่าให้ผิดหลักเกณฑ์ของศีล ส่วนจิตจะเป็นสมาธิเขาก็แยกเป็นนั่งหลับตา สะกดจิตตัวเองให้แข็งแรง จิตวิมุติบรรลุธรรมเป็นนิพพาน เขาเข้าใจนิพพานวิมุติเป็นแบบของเขา สัญญาต่างกัน สัญญาของเขาอย่างหนึ่ง ของพระพุทธเจ้าเป็นอีกอย่างหนึ่ง เขาสัญญาเป็นแบบเดียรถีย์ พวกทำฌานสมาธิแบบโลกีย์ ไม่ใช่แบบโลกุตระ ที่มีจรณะ 15 วิชชา 8 ที่มีปัญญารู้ร่วมกันแยกกันไม่ได้ ปัญญากับฌาน เป็น 2 ใน 1 หรือ 1 ใน 2 จะอธิบายอย่างไรเป็นสิริมหามายาก็ชัดเจน ไม่แยกกัน อันนี้เป็นเทวะอันยิ่งใหญ่ คู่ฌานกับปัญญา ฌานอยู่ที่ไหนปัญญาอยู่ที่นั่น ปัญญาอยู่ที่ไหนฌานอยู่ที่นั่น ปัญญาไม่มีก็ไม่มีฌาน ผู้ที่รู้ 2 ใน1 หรือ 1 ใน 2 นี้จะจบ ไม่แย้ง ไม่เถียง ส่วนคนไม่รู้ไม่มีสภาวะจะไม่รู้ความจริง ถ้าไม่มีสภาวะที่ถูกต้องสัมมาทิฏฐิตรงเป๊ะเลย จะไม่รู้ความจริง 

วิธีป้องกันโควิด

_เจนบุญ จน : กราบนมัสการพ่อท่าน กระผมมีความเห็นโดยส่วนตัวครับ ว่าในเรื่องการแพร่ระบาดของโควิด ใน ปท. ไทยขณะนี้มันคล้ายกับตอนที่โรคนี้เริ่มระบาดเมื่อ มีนาคม ปีที่แล้ว สถานการณ์มัน วน Loop กลับไปที่จุดเริ่มต้น ทั้งที่ประเทศอื่น ๆ ในโลก ส่วนใหญ่ เค้าเข้าสู่ ช่วงบำบัดฟื้นฟู กันแล้ว ทุกประเทศมีการบริหารในเรื่องการกระจายวัคซีนให้ปชช อย่างรวดเร็วทั่วถึง ทำให้ค่อยๆกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ข้อมูลเหล่านี้ผมได้ดูจากข่าวต่างประเทศครับ 

พ่อครูว่า…ความรู้ของชาติอื่นก็เป็นความรู้ของชาติอื่น ไม่ใช่ของชาติไทย ก็เอามาตรวจเปรียบเทียบตรวจสอบความเป็นจริง จริงๆประเทศไทยตอนนี้ก็ประมาทไม่ได้เลย รู้สึกว่า covid มันเก่ง ดูตามสถิติแต่ละวันมันเพิ่ม เพราะฉะนั้นประมาทไม่ได้ ก็ขอให้กำลังใจ ให้สติแก่ผู้ที่ท่านทำงานอยู่อย่างหนัก ก็ต้องทำยิ่งขึ้นแหละ ให้กำลังใจ ต้องพัฒนา ต้องพยายามช่วยกันมากยิ่งขึ้น เพราะว่ามันดูตามเป็นจริง วันนี้ก็ 1,700 กว่าคน ที่ได้รับเชื้อ แต่ก็ยังพอไปได้ตรงที่ยังรักษาประคอง การตายยังไม่ทวีมากมายนัก แต่มันก็ไม่ดี คนไข้เพิ่ม เตียงคนไข้ก็ถูกใช้เพิ่มเป็นภาระ

สรุปแล้วก็คือ มันประมาทไม่ได้ ถ้าจะว่าจริงๆจะต้องเก่ง ต้องมีความสามารถ มีความเก่งเพื่อที่จะรับมือกับโควิดงวดนี้ เพิ่มเติมขี้นที่มันรุก มันไม่ไว้หน้า ไม่รู้ใครเป็นใครชาติไหนมันไม่ไว้หน้า มันมีหน้าที่ทำงานของมัน จะว่ามันโหดเหี้ยมก็ไม่ได้ 

ที่จริงอาตมาว่าโควิดเกิดมาเป็นประโยชน์แก่โลก มากกว่าเป็นโทษ เพราะมันปราบปรามสิ่งที่เลวร้ายไปได้เยอะทีเดียว คนที่ประมาทไปเป็นโลกีย์อบายมุข เป็นเรื่องเละเทะใช้กำลังงาน ใช้เวลา ใช้ทุนรอน ไปสร้างกิเลสใส่หูใส่หัวอีก เพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้น อันนี้แหละ covid นี้ช่วยปราบให้ อันนี้เป็นบุญคุณมากเลย พวกเราโดยเฉพาะชาวอโศกอย่าเพลี่ยงพล้ำเป็นอันขาด

วันนี้ไม่ได้ข่าวว่าชาวอโศกติด covid เลยสัก 1 คน อย่าผยองนะ อย่าอวดดีนะ อย่าหลงตัวหลงตนเป็นอันขาด ต้องยิ่งระมัดระวังพากเพียรดูแล ทั้งข้อระมัดระวังที่รู้กันทั่วโลกว่าเป็นอย่างไรบ้าง วิธีการป้องกันวิธีการไม่ให้มันระบาดต่อ เขามีวิธีการใช้ได้แล้ว เป็นแต่เพียงว่าหายามาบำบัดมาจัดการให้มันเก่งขึ้นกว่าเก่า แต่วิธีป้องกันนั้นได้แล้วตอนนี้ ป้องกันให้เต็มที่ระมัดระวัง อย่างน้อยที่สุดคุณอยู่แต่ในบ้านที่สะอาดบริสุทธิ์ อย่าไปออกนอกบ้าน แล้วอะไรจะเข้ามามีพาหะคือคนนี้แหละ ตรวจให้ดีเชียวประมาทไม่ได้ อย่าให้นำเชื้อเข้ามาเป็นอันขาด ถ้าหากป้องกันอันนี้ได้ คนข้างนอกเด็ดขาดไม่ให้เข้าหรือเข้ามาต้องจัดการตรวจสอบ ให้แน่นอนว่าไม่มีแล้วถึงจะให้เข้ามา ป้องกันอย่างนี้ได้ก็รอดปลอดภัย อโศกระมัดระวังดีๆ

จะออกจากหลุมถ่านเพลิงถาวรได้อย่างไร

_สว่างแสง ขวัญดาว : ลูกได้มาปฏิบัติตามพ่อครู เก้าเดือนแล้วค่ะ ได้ออกจากหลุมถ่านเพลิงได้แล้ว แต่ทำอย่างไรลูกจึงจะหายจากกิเลสที่คอยจะพากลับไปลงหลุมถ่านเพลิงได้คะ 

พ่อครูว่า…คุณก็พากเพียรอีกให้มากขึ้น อย่างไรที่คุณมาปฏิบัติคุณตรวจสอบสิ คุณทำอย่างนี้ตามหลักเกณฑ์ของศีล ประโยชน์มันได้อย่างนี้ อาการอย่างนี้ มันทำให้กิเลสของเรา เพลา หายดับไปอย่างนี้ เอาสภาวะจริงพวกนี้ตรวจสอบ แล้วคุณจะเข้าใจว่า ไปทำอย่างนี้กิเลสดับหายไป คุณรู้ตัวอย่างพวกนั้นแล้ว ก็มาทำกิเลสตัวอื่นที่อ่านออก อย่าไปดูองค์รวมว่าออกจากหลุมถ่านเพลิง แต่เอาผัสสะ เกี่ยวกับสัตว์ เกี่ยวกับของ เกี่ยวกับตาหูจมูกลิ้นกายนี่แหละ 3 หลักใหญ่ 

  1. เกิดการสัมผัสสัมพันธ์กับคน สัตว์ต่างๆ ปล่อยเขาไปตามยถากรรม อย่าไปเอามาเลี้ยง อย่าไปเอามาใช้งาน ตอนนี้มันไม่ข่าวช้างฆ่าคนตาย หมาก็กัดคนตาย คนก็เอาสัตว์มาเลี้ยงราคาชชแพงก็มี ตอนนี้หนักเข้าเลี้ยงกระทั่งแมลงสาบ ทำฟาร์มขายราคาดีเลย มันไม่มีงานดีกว่านั้นจะทำหรือ คนก็ไปทำงานอย่างนั้นก็ไปกันใหญ่ งานดีๆพวกเราเลือกเฟ้นให้ทำกันแล้วมาทำพืชพันธุ์ธัญญาหาร เรื่องของสัตว์ตัดขาดไปได้เลย ก็เหลือแต่พืชพันธุ์ธัญญาหารที่คุณจะมีทุจริตในพืชพันธุ์ธัญญาหาร ขี้โกงทุจริตกัน ได้เปรียบเสียเปรียบอะไรต่ออะไรกันต่างๆนานาพวกนี้ หรือคุณจะสร้างให้อุดมสมบูรณ์มาแบ่งแจกกันกิน เกื้อกูลกันไป ก็อธิบายแล้วก็พาทำอธิบายจนหมด พยายามพาทำ ถ้าไม่ศึกษาเหล่านี้ กับตัวที่จะก่อกิเลสคือตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัส ต้องเรียนรู้การก่อกิเลส แล้วก็ป้องกันลดกิเลสเดิม อย่าให้กิเลสมันเกิดแล้วลดกิเลสเดิม จนกระทั่งกิเลสเดิมหมด กิเลสใหม่ ไม่มีสิทธิ์เข้ามาอีกคุณก็จะจบได้ 

คนเขาเอาสิ่งเลอะเทอะของหลอกมาก็ชอบ ไปชอบของหลอกไม่เอาของจริง ที่พูดนี้ก็ให้สติก็ด้วยความปรารถนาดีทุกคนก็ไม่มีความปรารถนาร้ายใส่ตัวเอง แต่มันยังฉลาดไม่พอฉลาดแค่นั้นก็ว่ากันไป

_Danuthum Virulhsirikul (ดนุธรรม วิรุฬห์ศิริกุล) : “ท่านสมณะฟ้าไทย” กับ ท่านสู่แดนธรรม ทำหน้าที่ถูกต้องแล้ว พระพุทธเจ้าท่านยังต้องมี พระอานนท์ คอยช่วยเหลือช่วยคิดเลย นายกประยุทธก็มี สส.หลายสิบคนคอยช่วยเหลืองาน พ่อท่านบรรยายธรรม ถ้าไม่มีท่านทั้งสองคอยช่วย ถ้าพ่อท่านลืมประเด็นหรือ คำถามใดๆ คนด้านล่างก็จะตะโกนขึ้นไปบอก”พ่อท่าน” ซึ่งไม่สมควรไม่เหมาะเป็นอย่างยิ่ง… 

“สมัยพุทธกาล ใครที่ลบหลู่กลั่นแกล้ง พระพุทธเจ้า บ้างก็โดนวิบากกรรมไป บ้างก็โดนแผ่นดินสูบไป มีคนเคยต่อว่า”พ่อท่าน” หยาบคายจนฟังไม่ได้ บัวที่อยู่ในโคลนตมกว่าจะพ้นได้ ก็ใช้เวลาหลายชาติแล้ว คนๆนี้ต้องตกไปอยู่ถึงชั้น”บาดาล” ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดอีกนาน.. นนน.. “ผัสสะ” คือตัวทดสอบ”อรหันต์” หลวงตามหาบัว เคยโกรธพระรูปหนึ่งถึงขนาดผลักบาตรผลักเชี่ยนหมากจนกระเด็น กิริยาเหมือนฆราวาสทั่วไป คนก็ยังเข้าใจว่าเป็นพระอรหันต์ เพราะคนส่วนใหญ่เขาไม่รู้ว่า การเป็นพระอรหันต์ต้องมีสภาวะอย่างไร? ต้องละอะไรบ้าง… ผมก็ได้มารู้ความจริงจากพ่อท่านนี้แหละครับ เคยถามพระอื่นๆก็ได้รับคำตอบคือ “นั่ง นั่งแล้วก็นั่ง” ก็บรรลุจริงๆนั่นแหละครับ แต่บรรลุทางโลกียธรรม มีน้อยก็อยากมีมาก เห็นอะไรก็อยากเห็นมากๆ รวยน้อยก็อยากจะรวยมากๆ เต็มไปด้วยกิเลสไม่หลุดพ้น อีกหลายภพชาติครับ

ศาสนาพุทธเป็นของคนเจริญที่มาอยู่กับเมืองไม่อยู่ป่า

_พันธุ์ พอเพียง : คำว่าอยู่ป่าเป็นวัตรที่ใช้ในสมัยพุทธกาลคือว่า ป่ากับชุมชนไปมาหากันง่ายใช่ไหมครับ ถ้านักบวชอาศัยอยู่กับชุมชนจะเป็นเหมือนพราหมณ์มหาศาลใช่ไหมครับ พระพุทธเจ้าจึงสรรเสริญการอยู่ป่ามากกว่าอยู่ชุมชน แต่ไม่ควรเป็นป่าที่ไกลการไปมาหาสู่มากเกินไป เข้าใจแบบนี้พอได้ไหมครับ 

พ่อครูว่า…อาตมาเคยอธิบายยกตัวอย่าง แม้พระเจ้าชาติศัตรูเมื่อบอกว่าไปพบพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็อยู่ที่เขาคิชฌกูฏ ก็คือป่าเขา แล้ววังพระเจ้าอชาตศัตรูพูดกันอยู่ที่วัง พอบอกว่าไป ชีวกะ เป็นผู้แนะนำให้ไปก็ยกทัพไปช้าง 500 มา 500 พระเจ้าแผ่นดินจะไปไหนก็ต้องมีขบวน ไปบัดเดี๋ยวนั้นมืดแล้วก็ไปทันมืดพอดี ที่พูดนี้จะให้เห็นว่าป่ากับชุมชนมันไม่ไกลกันในยุคนั้น แต่ในยุคนี้ปลากับชุมชนมันห่างกันจนแยกไปเลย ป่าอย่างหนึ่งชุมชนก็อย่างหนึ่งพระป่ากับพระบ้านแยกทางกันเลยอย่างนี้เป็นต้น 

แต่ของศาสนาพุทธ อาตมาก็เอามาสรุปแล้วว่า ป่ากับบ้านนี้ แยกกัน ป่าก็เป็นดงเป็นป่าเป็นที่เถื่อนของสัตว์เดรัจฉานสัตว์อะไรต่างๆอยู่ ส่วนคนที่เจริญแล้วเป็นอาริยกะแล้วก็อยู่เมือง ส่วนมิลักขะ ยังเถื่อนอยู่ ยังไม่เจริญอยู่ก็อยู่ในป่าเป็นคนเถื่อนคนป่า มันเป็นธรรมดาธรรมชาติเพราะฉะนั้นทุกวันนี้ก็ยังมีคนป่าคนเถื่อนคนที่ยังไม่เจริญยังไม่เป็นประสาคนเมืองเขาก็อยู่ของเขาไป แต่มันน้อยลงเรื่อยๆ พลเมืองโลก 7 พันล้านพวกอยู่ป่าจะมีเท่าไหร่ ตรวจสถิติดูก็จะมีไม่เท่าไรน้อยลงเรื่อยๆเพราะอะไร เพราะเขาเกิดเป็นมนุษย์จะรู้ว่าเขาเป็นมนุษย์เราก็ต้องพัฒนาเป็นมนุษย์ แล้วมนุษย์พัฒนาประชาชน 7พัน ล้านในโลกขณะนี้ เป็นคนเมืองไปเท่าไหร่ คนป่าจะมีกี่ล้านคนทั่วโลกทุกวันนี้ จะถึง 1 ล้านไหม จะถึงหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ทั่วโลก อาจจะถึงก็ได้เพราะว่ายังไม่ได้สำรวจจริงๆไปถึง เป็นพวกผีตองเหลืองเป็นพวกคนป่า สมมุติว่าให้คนเถื่อนมีสักพันล้าน แล้วคุณจะไปเป็นคนเถื่อนอยู่อีกทำไมเขาก็จะต้องมา เขาเจริญเขาก็ต้องมาไม่นุ่งผ้าจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ก็นุ่งผ้า คนป่าที่เขาไปสำรวจพวกนักศึกษาไปสำรวจ เขาก็นุ่งผ้าแล้ว เอามาออกข่าวออกสารคดีให้เราดูกัน แต่เราก็เข้าใจว่าแล้วคุณจะอยู่อย่างนั้นไป ไม่มีทางเจริญที่จะมาสู่ความเป็นเวไนยสัตว์ มาเป็นคนเมือง แล้วเป็นคนเมืองนี่แหละศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้า 

พูดถึงตรงนี้ก็ยิ่งชัดเจนว่าพระพุทธเจ้าไม่ไปสอนคนเถื่อน คนอยู่ป่าคือคนเถื่อนทั้งนั้น ไม่ใช่แดนถิ่นเจริญ ความเจริญต้องมาเป็นคนเมือง แล้วศึกษาโลก ที่กว้าง มีมนุษย์มีสังคมมีชุมชนมีพัฒนาการของดินน้ำไฟลมวัตถุหลากหลายอะไรที่เขาอาศัย แต่อันนั้นก็ไปทางโลกียอีก ทางโลกุตระพระพุทธเจ้าศึกษาจิตวิญญาณเป็นตัวตั้ง แล้วจิตวิญญาณจะเกิดไปจนไม่รู้จักจุดจบ เจริญไปจนไม่รู้จะจบหรือมันคืออะไรจิตวิญญาณ ท่านก็รู้ว่ามันเป็นสังขารทำเท่านั้นเอง เป็นสิ่งที่ปรุงแต่งกันอยู่แยกแล้วก็เหมือนกับธาตุวัตถุที่เป็นนิวเคลียส บวกลบ คู่กัน 

ตัวที่เป็นเจ้าของบวกลบเป็นผู้รู้ผู้ที่ควบคุมอย่างนิวเคลียสก็มีพลังงานของเขา ใครไปเข้าใจจุดชนวนจุดระเบิดตัวนั้นได้ ปล่อยให้ไปอย่าไปควบคุม 2 ตัวนี้ก็ระเบิดแตกเป็นนิวเคลียส ตัวนี้ก็สำคัญถ้าใครไปจัดการไม่ให้มันควบคุมหรือให้มันสั่งการให้มันเป็นตัวควบคุมเองจัดการจะให้อยู่หรือให้เกิดหรือให้ดับ ให้อยู่หรือไม่อยู่หรือจะให้ตั้งอยู่เป็นนานเป็นประโยชน์อะไรต่ออีก พระพุทธเจ้าศึกษารู้รายละเอียดหมด แล้วก็เอามาให้คนศึกษาสร้างพลังงานตัวนี้ได้ พลังงานตัวประธาน จิตวิญญาณ เป็นประธานสิ่งทั้งปวง 

ที่เรียกว่าสิ่งทั้งปวงเพราะเราเป็นเจ้าของมันเลยตอนนี้ โดยเรียกว่าเป็นเจ้าของอัตตาเป็นเจ้าของตัวเราเอง ตัวเองจะมีชีวิตอยู่ มีกรรม มีบทบาทสร้างสรรหรือทำลาย ก็รู้ว่าจะทำลายก็ทำลายแต่กิเลส ไม่ทำลายอันอื่นเลยพระพุทธเจ้า ทำลายแต่กิเลส กิเลสหมดแล้วทุกอย่างก็เป็นไปตามยถากรรมหรือเปล่า  เราจะอยู่ก็ควบคุมพลังงานทำให้สร้างแต่ดีๆๆ ทำแต่ดีและสูงสุดสามารถแยกธาตุ 2 ตัวนี้ ให้สลายไปเป็นจิตนิยามให้เป็นอยู่อย่าง พีชนิยมจนแยกเป็นอุตุนิยามได้ เพราะฉะนั้นจึงสามารถจะเกิดและตายเป็นอมตะบุคคล จะตายแล้วยังไม่ยอมแยกสลายเป็นอุตุธาตุ เลิกไปเลยหรือจะตายแล้วยังจะเป็น พีช ธาตุ ที่มีจิตวิญญาณคอยควบคุมส่วน พีชะ ไม่มีพลังงานระดับจิตนิยาม 

จิตนิยามจึงเหนือที่สุด ความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าที่ครบบริบูรณ์ที่สุด สามารถรู้จักอาการของพลังงาน 2 แบบนิวเคลียส เป็นอุตุนิยาม สามารถรู้พลังงาน 2 ที่เป็นพืชยังไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ สามารถรู้วิญญาณ สามารถรู้จิตที่เป็นจิตนิยาม มีพลังงานที่จะทำให้พลังงานนี้ อาศัยหรือแยกธาตุเป็นอุตุ อาศัยเป็นพืชหรือแยกธาตุเป็นอุตุทำได้ ปัญญา ปัญญาปันสุข ทำได้ เขาก็ทำได้ทุกอันเพราะเขารู้ว่าต้องให้อันนี้แก่เขา เป็นจิตวิทยาของเขาที่จะช่วยคน เขาก็ทำช่วยคนเขาก็ไม่ผิดหรอก เป็นจิตวิทยาที่ทำให้เกิดการสร้างสรรค์ เขาชื่อปัญญา นิรันดร์กุล

  นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ

สมณะฟ้าไท…พ่อครูเทศน์ซ้ำในหัวข้อเดิม ไฟฟ้าแต่ก็มีแตกต่างไปลึกซึ้งขึ้น ขยายขึ้น 

อยู่ป่าเป็นวัตรยินดีในเสนาสนะอันสงัดเป็นเช่นไร

พ่อครูว่า…เมื่อกี้นี้ sms ของคุณพันธุ์พอเพียง อาตมายังรู้สึกว่าอธิบายยังไม่หน้ำใจ

อยู่ป่าเป็นวัตร คำว่าวัตร แปลว่าการประพฤติ แต่เขาแปลว่าอยู่ป่าเป็นวัตรคืออยู่ป่าประจำ ถ้าอย่างนั้นต้องมีภาษาที่ยากกว่านั้นประกอบด้วย วัตร แปลว่า การประพฤติ ถ้าเผื่อว่าจะอยู่ประจำกว่านั้นเรียก กิจวัตร แปลว่า routine วัตร แปลว่ากรรมกิริยาเท่านั้น ในการประพฤติปฏิบัติ 

แต่ที่พระพุทธเจ้าอธิบายประโยคหลังว่า “ยินดีในเสนาสนะอันสงัด” อันนี้สิ เป็นตัวไข ว่าเรา ไปประพฤติอยู่ป่าได้ อย่างอาตมาไปอยู่ป่าเดือนกว่าๆก็รู้แล้ว จบแล้ว อาตมาไปอยู่ป่า เมืองกาญจน์ ตอนบวชใหม่ๆ จะไปอยู่คนเดียวนะไม่ต้องไปตามด้วย นอกจากไปอยู่ป่าคนเดียว ยังไปค้างคืนอยู่บนเขาไม่ให้คนอื่นตามไปด้วย กลางคืนก็มีเสียงสัตว์ออกมาหากิน ก็นอนไป ทั้งกลิ่นสัตว์ เสียงสัตว์ เข้าสร้างกุฏิให้นิดหน่อยก็นอนอยู่ในนั้นมีที่มุงบังอยู่น้อย เราก็อยู่ของเรา ก็ได้ไปลองในชาตินี้ปางนี้เป็นพระโพธิรักษ์บวชมา ก็ได้ไปลอง ไปฝึกปฏิบัติประพฤติ ซึ่งจริงๆอาตมาก็รู้มาหมด ลองมาหมด ผ่านมาหมดพวกนี้ เป็นแต่เพียงชาตินี้ฟื้นขึ้นมาเท่านั้นเอง ไปปฏิบัติดูก็เข้าใจ ไม่ได้ประหลาด ไม่ได้แปลกไม่ได้ทนไม่ได้ หรือไม่ได้ไปชอบอกชอบใจจนติดยึดอยู่ในป่า 

คำว่า ยินดีในเสนาสนะอันสงัด อาตมายินดีในเสนาสนะอันสงัด อยู่กรุงเทพฯก็สร้างเสนาสนะอันสงัด อยู่ปฐมอโศกก็สร้าง อยู่ที่ไหนก็สร้างทั้งนั้น ไม่ไปบุกรุกป่าเขา ไม่เคยมีคดีความบุกรุกป่า บุกรุกที่ดินที่ไม่ใช่ของเราไม่มีสิทธิ ไม่ใช่ มีแต่สิทธิถูกต้องไม่เคยมีคดีพวกนี้อาตมาชีวิตชาตินี้ 

อาตมายินดีในป่า ขณะนี้สร้างราชธานีอโศก ให้มีแม่น้ำลำธารภูเขา ต้นหมากรากไม้ ป่าไม้ ต้นไม้กำลังโตอีกสัก 10-20 ปีมาเถอะ มาที่ราชธานีอโศกซึ่งมีพื้นที่ประมาณพันกว่าไร่เท่านั้นเอง จะเห็นเป็นป่าเขาแม่น้ำเต็มไปหมด ตอนนี้ต้นยางเยอะหน่อย ต้นอื่นก็มีแต่ยางเป็นหลัก จัดเต็มไปด้วยป่ายางร่มใหญ่ในอนาคต 20 ปีข้างหน้าลองมาดู มาตอนนี้ก่อนก็ได้ อีกสัก 20 ปีมาดูจะเห็นว่าที่นี่เป็นแล้วจะมีภูเขาด้วย ไม่รู้จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ อาตมาก็ไม่ได้ดูถูกประมาทคนสร้าง ก็บารมีเรา จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ไม่รู้ สำเร็จก็ดีผู้สร้างมีบารมี อาตมาไม่มีปัญญาสร้างเองหรอก เพราะว่าขับรถจักรกลหนักยกหิน เมื่อก่อนยังลงมือช่วยยกบ้าง ตอนช่วยสร้างปฐมอโศก ตอนหนุ่มๆ กลิ้งหิน ใช้เครื่องกล รถแบคโฮล ตัวเดียวแท้ๆสร้างนะ จนเดี๋ยวนี้ก็เป็นรูปร่างธรรมชาติ น้ำตกก็ดี ภูเขาก็ดี เดี๋ยวนี้ก็ดูเตี้ยลง ต้นไม้คลุมสูง ก็เลยดูภูเขาเตี้ย ต้นไม้มันสูงเลยดูหลอกตาทำให้ภูเขาดูเล็กลง แต่ก็สร้างตอนแรกๆก็ได้แค่นั้น ที่สันติอโศก ยิ่งไม่มีภูเขาเลย ก็สร้างได้แค่นั้น ผู้ร่วมสร้างก็ไม้ร่ม หินอ่อน(งามดีมาก) ก็ช่วยกันมา แล้วก็ผ่านฟ้าอีกคน ก็ช่วยกัน ผ่านฟ้าจะเก่งทางเทคโนโลยีไปอีกเยอะนั้นก็จำเพาะเรื่องดินและหินนี่ จริงๆก็ไม่ร่ม ดินหินนี่ แล้วหินอ่อนนี่แหละ ก็ช่วยกัน ใครจะมาร่วมมือร่วมไม้เดี๋ยวนี้ก็มีเยอะเป็นคณะ เรียกว่าคณะ หินสร้างเมือง ก็พยายามทำกัน ก็ว่ากันไป อาตมาไม่มีปัญหาอะไร 

การอยู่ป่าเป็นวัตร การอยู่ป่าเป็นการประพฤติ ฝึกฝน เรียนรู้ ก็เรียนบ้าง ยกตัวอย่างอาตมาก็ไปศึกษาฝึกฝนดู คนที่ไม่รู้ไปติดป่า แล้ว อธิบายชัดเจนว่าป่าไม่ใช่เมือง คนเมืองอาริยะ ไม่ใช่มิลักขะ ก็แยกไว้หมดแล้ว เพราะฉะนั้นจิตยินดีในเสนาสนะสงัด อาตมาก็เป็น ไม่ได้ผิดคำสอนพระพุทธเจ้าเลยอย่างนี้เป็นต้น แต่คนไม่เข้าใจรายละเอียดของภาษาพยัญชนะต่างๆของพระพุทธเจ้าที่ว่านี้ เขาก็ว่าชอบอย่างไหนหนัก ก็ไปอธิบายความหมายเป็นอย่างนั้นไป น้ำหนักติดป่าเขาก็บอกว่าอยู่ป่าเป็นวัตรก็ต้องไปอยู่ป่า อธิบายอยู่ป่าเป็นวัตรคือต้องไปอยู่ป่า ยินดีในเสนาสนะอันสงัด อธิบายขยายความก็ต้องบอกว่าอยู่ป่ามันสงัดกว่า ใครจะไปเถียงเรื่องความสงัด แบบแสงสีเสียงไม่มี สงัดแบบอยู่ในป่ามันก็หนวกหูตามป่าแต่มันก็ไม่หนวกหูเท่าเครื่องกลเทคโนโลยีในเมือง ไม่มีอะไรมากมาย ดีไม่ดีเสียงร้องของคนก็หนวกหูจะตายชักมันร้องก็กันไปพอจะแตกก็บอกว่าเพราะ อย่างนี้เป็นต้น สัตว์เดรัจฉานมันยังร้องสู้พวกนี้ไม่ได้ มันบ้าดีเดือดมันหลงว่าอะไรต่างๆนานา มันงมงายก็เป็นไปอย่างนั้น 

ประเด็นที่คุณพันธุ์ พอเพียงว่า ถ้านักบวชอาศัยอยู่กับชุมชนจะเป็นเหมือนพราหมณ์มหาศาลใช่ไหมครับ พระพุทธเจ้าจึงสรรเสริญการอยู่ป่ามากกว่าอยู่ชุมชน แต่ไม่ควรเป็นป่าที่ไกลการไปมาหาสู่มากเกินไป เข้าใจแบบนี้พอได้ไหมครับ

ใช่ ถ้าโง่ ถ้าอวิชชา ก็จะหลงไปกับความมหาศาลของลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข สุขทางกามและอัตตา เขาจะไม่รู้ความเป็นกามที่เสพติด ไม่รู้ความเป็นอัตตาที่เขาเสพติด เขาก็จะบำเรอ เขาก็จะเป็นผู้มีมหาศาลในลาภยศ ในสรรเสริญ ในสุข ที่บำเรอ กาม สุขที่บำเรออัตตา เขาก็ไม่รู้ทั้งนั้น เขาจะมีมหาศาลหมดเลย เป็นพราหมณ์มหาศาลในยุคพราหมณ์ ก็เป็นพระมหาศาลในยุคนี้ ซึ่งเราเห็นว่ามันผิด 

พระพุทธเจ้าท่านบุกเบิกสร้างศาสนาพุทธ และเริ่มต้นท่านก็สร้างพระป่า สร้างเดียรถีย์ สร้างพวกที่หลงป่าสนิทจมให้ตื่นฟื้นขึ้นมา ว่ามันเสียคน คนมันเจริญได้ ยุคเดียวกัน พวกเดียรถีย์ ยังเป็นพวกไม่เจริญ เป็นพวกมิลักขะ เป็นคนเถื่อน เขาอาริยกะแล้ว พระพุทธเจ้าพาไป แม้ในยุคนั้นจะยังไม่มีความรู้ในเรื่องความเป็นผู้ประเสริฐ ความเป็นอาริยะ ยังไม่มี ท่านก็มาสร้าง ปลูกฝังความเป็นอาริยะขึ้นมา ความประเสริฐขึ้นมา โดยมีอริยสัจ 4 เป็นต้นเอามาสร้าง

ซึ่งอาริยสัจะ 4 มีกระบวนการปฏิบัติชัดเจน มาเป็นคนที่สร้างความคิด สร้างวาจา สร้างการกระทำทุกอย่าง สร้างอาชีพ สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ มาเรียนรู้พวกนี้ให้สัมมา ให้ได้สัดส่วน ให้ได้สมดุล ให้ไปสู่ความเจริญ ซึ่งมันก็ไม่เที่ยง แต่มันอาศัยได้ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ปรุงแต่งไปมากปรุงแต่งไปน้อย อะไรต่างๆนานาพวกนี้ รู้จักจะชนะด้วยกรรม ด้วยการกระทำกับปัญญาทั้งสิ้น มีปัญญา ควบคุมกรรม แล้วให้ทำตามปัญญา ปัญญาจะเป็นความเฉลียวฉลาดที่พระพุทธเจ้าท่านค้นพบ ไม่ใช้เฉกา ไม่ใช่ความรู้ที่ใช้คำว่าฉลาดตามภาษาไทย มาจากภาษาบาลีคำ ฉฬายตนะ คือ ความฉลาดจากปฏิกิริยาของ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วรู้ รู้ยิ่งที่สามารถที่จะปรุงแต่งเป็นสังขาร ให้มันเจริญขึ้นมาได้อย่างแท้จริง แล้วความรู้ของการเจริญแบบโลกีย์ เขาก็ปรุงแต่งให้เจริญ แต่เขาออกนอกกรอบของโลกธรรมไม่ได้ เขาก็ให้เจริญด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เป็นมหาศาล 

โลกียะ เขาก็มหาศาล ด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ด้วยวิธีคิดที่เรียกว่า ฉลาดหรือมีอายตนะนี่แหละ ฉลาดได้เปรียบ ใครเก่งจริงก็ได้เปรียบ ทับทวีด้วยลาภมาก หาที่จบไม่ได้ หาที่สุดไม่ได้ ไปถามคนรวยที่อุตส่าห์เบี้ยวบาลี 

พระพุทธเจ้าบอกว่าสันโดษคือใจพอ แต่เขาไปเบี้ยวบาลีบอกว่า พึงพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ เอาคำว่าพอไปใส่ ว่า พึงพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ มันจบไหม มันไม่จบเพราะใจไม่พอ แต่มันพอใจในสิ่งที่ตนมี ใครไม่พอใจมันมีพันล้านมันก็พอใจในพันล้าน และมันอยากมีเพิ่มอีก หากมีหมื่นล้านก็ยิ่งพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ แต่มันจบเป็นใจพอไหม มันก็ไม่พอหรอก มันก็ได้เปรียบ มันยิ่งมีต้นทุน ยิ่งมีกิจการ ยิ่งมีกลไกทางตลาดกลไกโรงงาน กิจกรรมกิจการของเขา มันก็ยิ่งได้เปรียบทางกรรมวิธีทุนนิยม ไม่สิ้นสุด 

เพราะฉะนั้นชาวโลกีย์ ชาวโลกที่ไม่มีความรู้ของพระพุทธเจ้า  ไม่มีทางสิ้นสุดตรงนี้ พอมาได้รับความรู้ ของพระพุทธเจ้า รู้จักพอ รู้จักน้อย มีความรู้ วรรณะ 9 ขึ้นมา บอกว่าไม่มีอะไร มีแต่ความรู้ความสามารถซึ่งเป็นนามธรรม อันนี้แหละ ช่วยคนโดยไม่ต้องสะสมวัตถุ เอามาเป็นสาธารณโภคีร่วมกันแล้วก็ใช้ ไม่ต้องไปขี้เหนียวจนเกินกาล แจกจ่ายเจือจาน ไม่ต้องสะสมหรอก ไอ้สิ่งที่โลกเขาสะสมกันจัง ตั้งแต่ธนบัตร ทองคำ เพชรนิลจินดา ไม่ต้องสะสม พวกนั้นเราพูดถึงว่า เพชรนิลจินดาทองคำ พวกเราจะบอกว่าไม่ต้องมีก็ไม่เป็นไรเลย แต่ธนบัตรต้องใช้เป็นตัวกลางบ้าง ก็ใช้อยู่เท่านั้น ใช้อยู่อย่างมันจำนนก็ต้องใช้บ้าง ถ้าไม่ใช่เลยไม่รู้จะไปสื่อหรือใช้อะไรทดแทน เป็นตั๋วแลกเงิน เพื่อที่จะแลกเปลี่ยนกับเขา เราจะเอาแต่ของพวกนี้ไปเขาไม่เอา ถ้าเรามีอันนี้แล้วเขาต้องการอันอื่น ไม่มีให้เขาเราก็ไม่ได้อะไร เราไม่มี 

เช่นว่า เราอยากจะได้ตอนนี้เอาจริงๆเลย เราจะต้องใช้ แม้พลังงานไฟฟ้า เราก็ต้องเอาเงินไปจ่าย เราก็ไม่ได้เอาทองคำเพชรนิลจินดาไปจ่าย  หรือค่าไฟฟ้า มันไม่มี เราใช้ธนบัตร จะเป็นทองคำ เพชรนิลจินดา ที่เขาตีราคาทางโลก ก็ไม่ต้องมีพวกนั้น 

ไม่ต้องไปอวดโอ่ว่า เรามีทองคำไปให้แก่โลกมีเพชรนิลจินดาไปให้แก่โลก เป็นผู้บริจาคทองคำเพชรนิลจินดาเยอะๆแล้วเอาไปเสียสละให้ เราไม่ต้อง แม้แต่ธนบัตรก็ไม่มีมากที่จะเอาไปแจกคนอื่น พวกอโศกทำไม่เป็น ไม่มีธนบัตรไปแจกหรอก เพราะตัวเองก็ไม่มีจะใช้อะไรฟุ่มเฟือยมากมายเลย อย่างนี้เป็นต้น

เพราะฉะนั้นในรายละเอียดต่างๆ จะเห็นได้ว่า พวกเราเป็นคน อปจยะ ไม่สะสมวัตถุโลกลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ยิ่งมาจบที่โลกียสุข ไม่มีสุขไม่มีทุกข์อะไร มันก็ยิ่งลึกซึ้ง 

ธรรมะของพระพุทธเจ้าที่อาตมาพาทำ และอาตมาก็ภาคภูมิใจ ยิ่งมั่นใจ ยิ่งเห็นว่า สัจจะมันจะช่วยโลกในยุคที่โลกจะไปถึงกลียุค ความเป็นจริงธรรมะของพระพุทธเจ้ามันจะช่วยคนได้ อีกจำนวนเท่าไหร่ก็แล้วแต่ มันก็สุดๆแล้ว มันไม่มีอะไรสุดยอดกว่านี้อีกแล้ว ไม่มีอะไรสุดยอดเท่ากับความรู้ที่เป็นพุทธธรรมโลกุตระ นี้ไม่มี ใครจะหาว่าข่ม ใครจะหาว่าเอาไปกด ยกตนข่มท่าน ก็ขออภัย มีอะไรมากกว่านี้

ผู้อยู่ป่าเป็นผู้เสื่อมผู้อยู่เมืองเป็นผู้เจริญ 

ว่าด้วยการอยู่ป่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมเข้าไปอาศัยป่าชัฏแห่งใดแห่งหนึ่งอยู่  เมื่อเธอเข้าไปอาศัยป่าชัฏนั้นอยู่  สติที่ยังไม่ปรากฏ  ก็ไม่ปรากฏ 

จิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ไม่ตั้งมั่น  อาสวะที่ยังไม่สิ้นไปก็ไม่ถึงความสิ้นไป   และภิกษุนั้น ไม่ได้บรรลุธรรมอันปลอดโปร่งจากโยคะอย่างสูงที่ยังไม่บรรลุด้วย 

ส่วนปัจจัยเครื่องอุดหนุนชีวิต คือ  จีวร  บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัช  บริขารเหล่าใด ที่บรรพชิตจำต้องนำมาบริโภค  ปัจจัยเหล่านั้น  ย่อมเกิดขึ้นได้โดยยาก

ภิกษุนั้นพึงพิจารณาเห็นดังนี้ ว่า.. 

– เมื่อเราเข้ามาอาศัยป่าชัฏนี้อยู่  

– สติที่ยังไม่ปรากฏก็ไม่ปรากฏ  

– จิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ไม่ตั้งมั่น  

– อาสวะที่ยังไม่สิ้นไปก็ไม่ถึงความสิ้นไป  

– และเราไม่ได้บรรลุธรรมอันปลอดโปร่งจากโยคะอย่างสูงที่ยังไม่บรรลุด้วย  

ส่วนปัจจัยเครื่องอุดหนุนชีวิตคือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารเหล่าใด ที่บรรพชิตจำต้องนำมาบริโภค  ปัจจัยเหล่านั้นย่อมเกิดขึ้นได้โดยยาก   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุนั้นควรหลีกไปเสียจากป่าชัฏนั้น  ในเวลากลางคืน  หรือในเวลากลางวันก็ตาม  ไม่ควรอยู่. 

(วนปัตถสูตร พตปฎ.เล่ม ๑๒ ข้อ ๒๓๕) 

พ่อครูว่า… แต่ก่อนเขามีบริขาร 8 กันก็บรรลุไปหมดแล้ว เดี๋ยวนี้ต้องมีคอมพิวเตอร์ต้องมีแว่นตา ต้องมีปากกา บริขารที่จำนนจำเป็นจะต้องมี หนังสือ ก็เป็นบริขารที่ต้องอ้างอิงศึกษา ต้องมีเครื่องฟังจะต้องมีสิ่งที่ได้ยิน จะไปฟังโดยเข้าหาสัตบุรุษ ครูบาอาจารย์ทั้งหมดก็ไม่ไหว อาจจะต้องอยู่บ้านอาศัยอยู่ในบ้านไปบ้าง หาอาจารย์บ้างก็อาศัยเครื่องรับ เดี๋ยวนี้ยิ่งซูมเอาเลย 

อุปาลิสูตร

พระอุบาลีปรารถนาจะไปอยู่ป่า  และราวป่าอันสงัด 

พระพุทธองค์ตรัสว่า…  ป่าและราวป่าอันสงัดอยู่ลำบาก  

ทำความวิเวกได้ยาก   ยากที่จะอภิรมย์ในการอยู่ผู้เดียว.    ป่าทั้งหลายเห็นจะนำใจของภิกษุผู้ไม่ได้สมาธิไปเสีย 

ผู้นั้นจำต้องหวังข้อนี้  คือ  จักจมลงหรือจักฟุ้งซ่าน เปรียบเหมือนกระต่ายหรือเสือปลาลงสู่ห้วงน้ำใหญ่   หวังจะเอาอย่างช้างใหญ่สูง ๗ ศอก  หรือ ๗ ศอกกึ่ง  กระต่ายหรือเสือปลานั้น จำต้องหวังข้อนี้  คือ จักจมลง   หรือจักลอยขึ้น !!  (พตปฎ. เล่ม ๒๔   ข้อ ๙๙) 

พ่อครูว่า…หมายความว่ามีแต่ตายกับตาย ไม่ลอยก็จมใต้บาดาลเลย จมลงดักดาน ดิ่งไปเป็นพญานาคที่นอนหลับไม่รู้คู้ไม่เห็นจมดิ่ง 

พญานาคที่นอนหลับไม่รู้คู้ไม่เห็นคือมนุษย์ที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยในโลก มันนอนดิ่งดับหลับใหลอยู่นั่นแหละ จนกระทั่งได้ยินเสียงกริ๊ก พระพุทธเจ้าจะเกิดแต่ละองค์นี้นานมากพอได้ แล้วท่านก็ลอยถาดทองคำ ลงไปกระทบถาดทองคำใบเดิมที่เป็นกองถาดทองคำของพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ก็ได้ยินเสียงกริ๊ก เสียงกริ๊กที่กระทบถาดทองคำที่พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ทรงอุบัติและลอยถาดมา เป็นสัญญาณว่าพระพุทธเจ้าเกิดองค์หนึ่งแล้วนะ ที่พญานาค ก็ได้ตื่นเพราะเสียงที่ดังที่สุดกังวานที่สุดลึกแหลมที่สุดที่ทำให้พญานาคที่ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย นอกจากเสียงถาดทองคำของพระพุทธเจ้ากระทบกัน จะไม่ได้ยินเสียงอื่นเลยพญานาคหูบอดตาหนวกขนาดนั้น จะหนักเท่าๆกับคนที่หลับตาปฏิบัติสมาธิอย่างที่เป็นนี้เราก็ไม่รู้ ถ้าพวกที่หลับตาสมาธิท่านเหมือนพญานาค ก็คงจะต้องหลับต่อไปนิรันดร 

เพราะแม้แต่ได้ยินเสียงถาดทองคำพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาแล้ว ขออภัยต้องใช้คำนี้ มันก็ไม่ไปเอาการศึกษาของพระพุทธเจ้าไป ตื่นไปรับมันก็นอนหลับต่อ จนรอพระพุทธเจ้าอีก กริ๊ก แล้วก็ตื่นอีกตื่นตอนได้ยินเสียงถาดทองคำพระพุทธเจ้า แล้วเสียงดังนี้สุดดัง บันลือสีหนาท จนคนที่หลับไม่รู้คู้ไม่เห็นเหมือนพญานาคยังได้ยินขนาดนั้นก็แล้วกัน แต่ก็ได้ยินเท่านั้น ไม่มีเสียงอะไรเกินกว่านี้แล้วในมหาจักรวาลที่จะทำให้ ไอ้สัตว์เดรัจฉานพญานาค คืองูที่นอนกิน อืดอยู่ เขาเปรียบเทียบพญานาคเป็นงูใหญ่ที่นอนกินพุงกางอืดอยู่ไม่กระดุกกระดิกเลย นานจนกระทั่งพระพุทธเจ้าแต่ละองค์เกิดขึ้นทีนึง ค่อยรู้สึกตัวทีนึง แล้วจะรู้สึกตัวก็เพราะว่าได้ยินเสียงว่า พระพุทธเจ้าเกิดแล้วนะตื่นเสียทีมาศึกษาเสียทีซิ ตื่นๆ พญานาคขึ้นมารับรู้แล้วก็หลับต่อไปอีกจนกว่าจะมีพระพุทธเจ้าอีกพระองค์หนึ่ง มากริ๊กอีก ตื่น แล้วก็หลับต่ออีก นิรันดร…  เอาไหม?.. เป็นพญานาคเอาไหม? 

แล้วก็เอาพญานาคไปหากิน แล้วมันตื่นที่ไหนล่ะ นี่คือตำนานเปรียบเอาไว้ คือจมลงในที่หลง ไม่มีตื่น พวกนี้ไม่มีชาคระ ไม่มีตื่น หลับตลอดกาลนาน 

มาขยายความ “จะเป็นเหมือนพราหมณ์มหาศาลใช่ไหมครับ พระพุทธเจ้าจึงสรรเสริญการอยู่ป่ามากกว่าอยู่ชุมชน แต่ไม่ควรเป็นป่าที่ไกลการไปมาหาสู่มากเกินไป เข้าใจแบบนี้พอได้ไหมครับ

พระพุทธเจ้าไม่ได้สรรเสริญการอยู่ป่ามากกว่าในชุมชน เห็นไหม การเข้าใจภาษาที่มาเรียนกันเพราะพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐเป็นของพระมหากัสสปะ ซึ่งเป็นผู้ที่มีจริตจมป่า ตามตำนานนั้นเป็นพระป่ามานานมาก ฝึกฝนแบบพระป่า จึงมีจริตเป็นหนึ่ง เอก ในยุคพระพุทธเจ้าก็ตาม ก็เป็นเอก เป็นพระติดป่าจนพระพุทธเจ้าจำนน เออ กัสสปะจะอยู่ป่าก็ต้องยอม แล้วต้องเข้าใจให้ได้ว่าพระกัสสปะอยู่ป่า แต่ต้องมีสัมมาทิฏฐิว่า การอยู่ป่าไม่ใช่ของที่พระพุทธเจ้าสรรเสริญ พระกัสสปก็ไม่กล้าที่จะไปดึงประชากร หรือเพื่อนพรหมจรรย์ เข้ามาอยู่ป่าทั้งหมด ใครพอใจจะอยู่กับพระกัสสปะก็เปิดให้เป็นปากเปิดเอาไว้ ก็มีศิษย์อยู่จำนวนหนึ่งแต่น้อย เท่านั้นเอง

ส่วนผู้ที่เจริญคืออยู่ในสังคมเมือง เป็นประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติทั้งหลายแหล่ คนอยู่ป่าก็เป็นคนยังไม่เจริญ เป็นพวกมิลักขะ 

พระพุทธเจ้าต้องอนุโลมให้คนที่ติดป่าหนักอย่างพระกัสสปะ ก็ต้องยอมให้ไป แต่อย่าเกินกว่าที่ชุมชนนะ ไม่ต้องเกินประมาณ 2 กิโลเมตร จะได้เดินไปบิณฑบาตกับประชาชน ไม่ใช่ไปบิณฑบาตกับรุกขมูลโคนไม้ มันบ้า อันนั้นมันผิด อันนั้นไม่จริง ต้องไปบิณฑบาต ถึงแม้จะจริงก็ไม่เอา มีฤทธิ์เดชบิณฑบาตกับรุกขมูลโคนไม้ก็ได้ก็ไม่เอา เพราะศาสนาของพระพุทธเจ้าเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อป่าต้นไม้ภูเขาหรือแม้แต่สัตว์เดรัจฉาน แต่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ ต้องสัมพันธ์กับมนุษย์ มีประโยชน์แก่กันและกันเกื้อกูลกันระหว่างมนุษยชาติ ชุมชนสังคมกับเรา พึ่งพากันและกัน คนก็ศึกษาฝึกคนให้สมบูรณ์แบบมนุษย์ทำให้สูงสุดแล้วก็แจกจ่ายเจือจานความรู้ให้แก่คนที่ใส่บาตรให้กิน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อกันและกันเจริญไปไม่มีที่สิ้นสุด ไปพึ่งแต่สัตว์เดรัจฉานในป่า หรือไปบิณฑบาตแค่ต้นหมากรากไม้ คุณก็จะต้องไปรับใช้ต้นไม้เท่านั้น หรือไปรับใช้เดรัจฉานเท่านั้น 

คุณจะเอาไหมล่ะชีวิตของคุณถ้าให้เลือก ถ้าจะเป็นประโยชน์ต่อเดรัจฉาน หรือเป็นประโยชน์ต่อต้นไม้ กับเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ อันไหนจะดีกว่ากัน

เพราะมนุษยชาติจะไปช่วยต้นไม้ ไปช่วยสัตว์เดรัจฉานได้อีกทีนึง แต่สัตว์เดรัจฉานมันจะช่วยอะไรได้มากมาย ต้นหมากรากไม้มันจะไปรู้เรื่องอะไร ก็คนนั้นแหละไปหาเอาเอง ต้นหมากรากไม้มันก็อยู่ของมัน เกิดกับที่อยู่กับที่มันไปไหนก็ไม่ได้หรอก คุณก็ไปหาเอา เอามาเป็นประโยชน์ ก็เท่านั้นเอง สำหรับมนุษย์

แน่นอน ถ้าโง่ จะเป็นพราหมณ์มหาศาล แต่ในยุคนี้เป็นพระมหาศาล จมอยู่ในกองลาภยศ สรรเสริญ สุข ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่าศาสนาเสื่อม ก็เปรียบประดุจ ลาภ ยศสรรเสริญ สุข เหมือนใบ ดอก ผล ของต้นไม้ วิมุติเป็นแก่น ศึกษามาว่าจะต้องไปเอาแก่น ไปเอาวิมุติ แต่คนพวกนี้ไปหลงผลดอกใบ อยู่บนต้นที่งอกงามชวนใจ สะเก็ดยังไม่เอาเลย ศีลเปลือกคือสมาธิ ของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่เดียรถีย์ก็ไม่ได้ ยิ่งปัญญาคือกระพี้ ก็ยิ่งไม่ได้ วิมุติคือแก่น อย่าหวัง ไม่มีหวังเลยที่จะได้ กลายเป็นพระป่าและเป็นพระมหาศาล ด้วย ลาภ ยศสรรเสริญ สุข กับพระป่าที่จมลงๆในความหลง 

ขออภัยอาตมาพูดตรง พูดลัด พูดชัด พูดอย่างไม่ประนีประนอมไม่ไว้หน้าเลย เพราะอาตมาพูดมาเยอะแล้ว  ก็พูดสรุปให้ชัดเจน ไป แหม เจตนาจะไปเอาแก่น แต่ไปเจอดอก ไปเจอไม้ ไปเจอผลก็ไปเอา ก็หลงกับมันอีกกี่ชาติ แล้วก็เลยไปอธิบายศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติกันเลอะเทอะเป็นของเดียรถีย์หมดเลย ไม่ได้รู้เรื่อง ไม่ได้มีสัมมาทิฏฐิกับศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติเลย เป็นมิจฉาทิฐิไปหมด ก็เลยกลายเป็นศาสนากลองอานกะในยุคนี้ เพราะไม่ได้แก่นไม้ ไม่ได้วิมุติ ปัญญาก็ไม่ได้ 

ความละอายเกรงกลัวในปัญญาสูตรข้อ 1

อาตมาตอนนี้กำลังอธิบายปัญญาอยู่  ปัญญานี่ก็ยากไม่ใช่เล่น กว่าจะรู้จักธาตุรู้ที่มันสามารถไปเป็นปัญญาเป็นของโลกุตระเป็นของพระพุทธเจ้า แต่เขาไปตีกินเอาพยัญชนะไปแปลงสารเป็นภาษาโลกีย์ กลายเป็นฉลาดเฉโกเละเทะ อาตมาก็ยากในการที่จะฟื้นโลกุตรธรรม ให้มาเข้าร่อง เข้ารอย เข้าหลักเกณฑ์ตามพระพุทธเจ้าตรัสรู้ 

ผู้มีปฏิภาณปัญญา ที่จะรับความรู้ที่อาตมาขยายความให้รู้จึงเป็นผู้ที่มีบารมี ถึงแม้ว่าไม่เคยมีบารมีมาแล้ว แต่เริ่มมาตั้งใจฟังด้วยดีย่อมเกิดปัญญา ฟังด้วยดี ไม่มีอคติ ไม่มีการต่อต้าน นอกจากไม่ต่อต้านแล้ว ยังเคารพเกรงกลัว นับถืออย่างเกรงกลัว แล้วยังละอายอย่างเกรงกลัว คำว่าละอายอย่างเกรงกลัว อาตมาก็อธิบาย ไม่ง่าย 

เป็นจิตที่เจริญตัวต้นของเทวธรรม หรือเทวดา เป็นตัวต้นเลย หิริ ถ้ามันสูงขึ้น แรงมากแข็งขัน กลัว หิริคือเกรงต่อสิ่งผิด สิ่งที่ตนเองไปหลงยึดมา สิ่งที่ตนเองไปโง่มา เต็มประตูเลย พอระลึกได้ ผู้นี้นี่ เป็นผู้ที่จะให้เราออกจากความโง่ ความหลง ความไปยึดถือผิดๆที่ได้ เราไปยึดถืออย่างที่ท่านพูด มันตรงกันข้ามกัน 180 องศาเลย แล้วเราก็ไปหลงงมงาย  ดีไม่ดีหลงดูถูกดูแคลนตอนแรกๆ ว่าท่าน โธ่เอ๋ย!.. ผิด ของเราถูก นอกจากดูถูกดูแคลน ยังเคยถล่มทลายท่านด้วย แล้วคนๆนี้ถ้าเกิดมีจิตสำนึกขึ้นมา สำคัญมากเลยนะ จิตสำนึก 

เพิ่งรู้สึกตัวว่าเราผิดๆๆมากๆ แล้วเผลอไปทำน่าอายเอาไว้เยอะ ดูน่าเกลียดมาก ผู้มีสำนึก มีปฏิภาณปัญญา เข้าใจอย่างนี้ จะถือธูปเทียนแพมา ขอได้โปรดอโหสิกรรมให้แก่ลูกช้างเถอะ ละอายอย่างแรงกล้า เกรงกลัวอย่างแรงกล้า รักอย่างแรงกล้า มีความรักเลยนะ เพราะว่า ไม่ได้หมายความว่า เกรงกลัวอย่างขยาดไม่เข้าใกล้ แต่รักเคารพนับถือ ยกย่องเชิดชูอย่างแรงกล้า 

แต่ละคำที่อาตมาขยายความนี้ชัดเจน พูดไปนี้ไม่ได้หมายความว่าให้มาปฏิบัติอย่างนี้อาตมาจะมา ยกตัวยกตนเป็นคนยิ่งใหญ่ ไม่ใช่ แต่พูดความจริง อาตมากำลังขยายความจริงสู่ฟัง ผู้ใดเข้าใจจะเกิดปัญญาขึ้นก็เรื่องของเขา เขาจะสำนึก แล้วเขาจะกระทำตามควร ไม่ต้องมาหาอาตมาอย่างนั้น หรือจะมาหาตามพระพุทธเจ้าท่านว่า โอ้ รู้แล้วว่าท่านเป็นสัตบุรุษ ก็ต้องเข้าใกล้ พบให้บริบูรณ์ แล้วก็ซักถามท่านให้บริบูรณ์ รับซับซาบจากท่านให้บริบูรณ์จนเกิดความเข้าใจความเชื่อเป็นศรัทธาที่บริบูรณ์ คุณก็เอาความรู้ที่ได้เชื่อรู้ศรัทธาเชื่อถือดีแล้วว่าจะปฏิบัติอย่างไร เช่น

โยนิโสมนสิการปฏิบัติอย่างไร เข้าใจจากท่านแล้ว เรามิจฉาทิฏฐิแม้แต่โยนิโสมนสิการก็มิจฉามานาน นึกว่าการทำใจในใจก็คือการทำสะกดจิตหลับตา หรือทำความเข้าใจเฉลียวฉลาดวิเคราะห์วิจัยรู้ให้มากๆๆนี่คือโยนิโส จะให้มากเท่านั้นไม่ใช่ 

โยนิโสคือ การปฏิบัติลงให้เกิดถึงจุดเกิดจุดตายของต้นธาตุต้นธรรมของจิตเลย แล้วก็จับตัวกิเลสได้เลย แยกแยะตัวกิเลสได้  และมีวิธีกำจัดกิเลส ด้วยพลังปัญญาอันยิ่ง หรือสะสมพลังงานฌาน

ฌานคือปัญญา เริ่มต้นมีวิตกก็คือเริ่มปัญญา วิจารก็เริ่มปัญญา โดยวิจัยคือแยกแยะออก วิตกอาการอย่างหนึ่ง วิจารก็เป็นอาการอย่างหนึ่ง ถ้าวิตกเป็นบวก วิจารก็เป็นลบ ถ้าวิตกเป็นลบ วิจารก็เป็นบวก มันทำปฏิกิริยาร่วมกัน แยกแยะได้ วิจัยได้ ทำการสังขารปรุงแต่งกันแล้ว บวกลบ แล้วเกิดสภาพอะไรอย่างหนึ่งขึ้นมา สภาพความจริงโดยเฉพาะสังกัปปะ 7 

พระพุทธเจ้าก็ให้เรียนรู้วิตก ท่านไปแปลวิตกว่า จิตเริ่มดำริ วิจาร คือจิตที่คู่กันกับวิตก มีวิตกวิจาร ที่จริง

วิตักกะคือ เริ่มพยัญชนะ จาระคือตัวดำเนินไป ตักกะก็เป็น static, จาระก็เป็น dynamic 

จาระ คือพลังงานเคลื่อน ตักกะ เป็นพลังงานตัวตั้ง ทำงานร่วมกันเป็นบวกเป็นลบ แล้วก็เกิดสังขาร 

อภิสังขาร เริ่มต้นปฏิบัติสังขารของพระพุทธเจ้าคือ แยกกิเลสออกมาให้ได้ แล้วกำจัดกิเลสให้ได้ กำจัดด้วยอะไร กำจัดด้วยพลังงาน รู้ ถ้ารู้ขั้นวิตกวิจารก็ได้แล้ว สูงขึ้นไปเป็นปิติ ก็ค่าแรงไปอีก กิเลสก็แพ้พ่ายไปอีก ถึงขั้นสุขสงบว่างนั่นแหละดี ว่างจากวิตก วิจาร ว่างจากปีติ ยิ่งกำจัดได้เก่ง จนเป็นยอด เป็นเอก อัคคตา เป็นเลิศ ก็ทำให้กิเลสหายดับไปเลย จึงเกิดกิเลสตาย จิตก็สะอาดจากกิเลส ก็เรียกปริสุทธา หรือฐานอุเบกขา ฐานจิตที่มันไม่มีดูดผลัก ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ไม่มีคู่ มีแต่ 0 เป็น 1 

มี 0 พื้นฐานอาศัย มี 0 เป็น 1 เลยเป็นเอกกัคคตา 0 จาก 2 แล้วก็อาศัย 1 ก็เลยเกิดสามเส้า 0 1 2 แล้วตัวเองก็ควบคุมจัดการให้ได้ กลายเป็น 4 เป็นตัวประธาน จัดการสามอันนี้ได้อย่างเด็ดขาด ต้องการให้เป็นอย่างไรก็ทำได้ ต้องการจะ 0 ในสัดส่วนนั้น ก็ทำสัดส่วนเล็กให้ 0 แล้วทำสัดส่วนโตขึ้นให้เป็น 0 จนสำเร็จจบหมด ถ้ายังไม่ยอมตายเป็นอมตะบุคคล ทำให้ 0 จบได้หมดแล้ว แต่ยังไม่ยอมตายเป็นอมตะบุคคล คุณก็ศึกษาต่อจากบุคคลอื่น ของคุณจบแล้ว จิตวิญญาณของคุณ จิตเจตสิกของคุณทำ 0 ได้แล้ว ของคนอื่นต่างกัน มีเหตุปัจจัยมีองค์ประกอบต่างกันคุณก็ศึกษาเข้าไป หรืออธิบายตัวแบบ 0 นี่แหละให้เขาได้ 

คนใดที่สามารถทำความเข้าใจตาม เขาก็จะได้ ก็ทั้งช่วยคนและรู้เพิ่มจากคนอื่น คนนี้มีนัยยะคล้ายกันกับเรา เหมือนกับเราเลย แล้วก็บอกได้ง่ายเพราะมันเหมือนกันเขาก็ 0 เหมือนกัน คนนี้ต่างแล้วไปติดสิ่งที่มันต่างกันนั่นแหละ คนนี้ก็ยากไปยึดถือความต่าง มันไม่ตรงกับสิ่งที่ควรจะได้ก็ไม่ได้สักที จนเขามาได้คนนี้อีกคน คนนี้ก็ต่างไปอีกแล้วก็ไปยึดสิ่งที่ต่างอีก 

คุณรู้จักต่างไหม? ต่างคือพวกสองข้าง ถ้าพวกตั้งคือตัวเดียว แต่ต่างคือสองข้าง

ตั้งนี่ตัวเดียว ถ้าต่างมีสองตัว คุณรู้จักวัวต่าง, ม้าต่าง, ควายต่าง รู้จักไหม? มันมีสองข้างแบกน้ำหนักสองข้าง บางทีก็ใช้เชือกผูก 2 ข้าง บางทีก็ใช้แอกใช้ไม้คาน ก็จะมี 2 ข้าง หน้าต่างธรรมดาก็มี 2 ข้าง 

คือคำว่าต่าง มันหมายถึงมี 2 จึงเรียกว่ามันต่างกัน เรียกว่ามี ลิงคะ หรือเพศ ต่างต้องมี 2 

ต่าง คือ 1 มันยังไง ต่างคือ 1 แต่ต้องตั้งต่างหากคือ 1 ต่างมันสระอา ชแต่ตั้ง มันสระ อะหรือตั่ง ก็เป็นที่ตั้งที่นั่ง 

อันที่จะตั้งก็ไม่ตั้ง ก็มาตั้งอันที่จะนั่ง ไอ้ที่จะนั่งก็ไม่นั่ง ดันมานั่งอันที่จะตั้ง อันนี้บาลีหลอก (ฮา)

ก่อนจะไปเป็นปัญญาทั้งหมดอธิบายไปจะพิสดาร ยังไม่ได้เขียนต่อด้วย หนังสือเป็นหลักฐานการบันทึก ภาษาต่างๆกันไป เป็นรากฐานเป็นหลักไว้เป็นหลักฐานเอาไว้อย่างนี้แหละ ก็แล้วแต่คนนิยมก็ไปแปลเป็นภาษาอื่นเองนั่นแหละ ไม่ได้นิยมก็อยู่กับภาษาไทย พวกเราเห็นคุณค่าก็ช่วยกันบันทึกทิ้งไว้ เป็นประโยชน์แก่มนุษยชาติ ก็กำลังทำไป เสร็จในเรื่องพวกนี้ก็จะไปเขียนปัญญาต่อ 

พระเจ้าคือ 2 พระพุทธเจ้าเป็นได้เพียงชาติเดียว

ช่วงนี้อาตมาอยากจะอธิบาย เรื่องปฏิจจสมุปบาท เคยขยายเริ่มต้นแล้วแต่ยังไม่ได้ต่อไป 

อวิชชา สังขาร วิญญาณ สามเส้าแรก(พ่อครูไอ ตัดออกด้วย)

สมณะฟ้าไท…พ่อครูให้มาเรียนรู้ความโง่อวิชชา แบบ หยาบ กลาง ละเอียดลออ

พ่อครูว่า…ก็เริ่มต้นอาศัย

อวิชชา เพราะมีอวิชชา จึงมีคู่ขึ้นมาก็เป็นสังขาร แล้วคนไม่เข้าใจสภาวะธรรมของสังขารเป็นอย่างไร เขาไม่รู้ ไม่รู้จักเทวะ คุณเอาเทวะมาติดกันเป็น 1 แล้วห้ามแยกด้วยนะ เทวนิยม โดยเฉพาะเทวะองค์ใหญ่สุดคือพระเจ้า เทวะธาตุ 2 องค์ใหญ่สุด ไม่มีใครเท่าเทียมแล้วคือพระเจ้า ก็ห้ามวิจัยวิจารณ์ ห้ามไปแตะต้อง เพราะเป็นหนึ่ง คุณไม่มีสิทธิ์ไปกระจายหนึ่งนี้ได้เลย แล้วห้ามด้วย มันก็เลยไม่รู้ แล้วพระเจ้าเทวะที่จะแยกเป็น 2 คืออะไร เขาก็ว่า ไม่ ต้องเป็น 1 แยกเป็น 2 ไม่ได้ต้องเป็น 1 ต้องเชื่ออย่างเดียว ทำตามอย่างเดียว สุดแล้ว ไม่เชื่อก็ออกไป เชื่อก็ต้องทำตามแค่นั้นอย่างเดียว เป็นศาสนาบังคับบงการ สั่งอย่างเดียว 

ลักษณะอย่างนี้แหละทุกวันนี้โลกเขารู้แล้วเขาไม่เอาหรอก เขาจะต้องให้สิทธิเสรีภาพทุกคนมีความคิดความอ่าน ดีไม่ดีคิดถูกกว่าเรา ดีกว่าเรา ก็ได้ ต้องให้สิทธิคนอื่น ไม่เป็นอัตตา ถ้ามันเป็นอย่างนั้นเป็น อัตตานี่ ผู้ที่เข้าใจแล้วก็ไม่เอาแล้ว อัตตา ต้องแยกได้ แยกเป็น 2 คนอื่นเท่าเทียมได้ หรือคนอื่นอาจจะเหนือกว่านะ จนกระทั่ง คนนี้เหนือกว่าจริงๆ มันถึงจะเกิดการเจริญ ถ้าคนไหนสูงสุดแล้วไม่มีใครสูงสุดกว่านี้อีกแล้วคนนั้นเจริญอีกไหม?.. ไม่ คนนี้จบความเจริญ 

คนที่จบความเจริญก็เหลือแต่ตั้งอยู่กับเสื่อมไป ไม่มีเจริญอีกแล้ว มีแต่ตั้งอยู่และเสื่อมไป อาตมาชี้สภาวะนี้แบบมันก็เป็นอย่างนั้น มันไม่ได้เกิดการเจอสามเส้า หรือ จะให้เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป หรือจะให้ดับไปโดยไม่ต้องตั้งอยู่ไม่ต้องเกิด หรือจะให้เกิดอย่างยาวนานตั้งอยู่ไม่ดับ ยาวเท่าไหร่ ยาวเป็น 4 เป็น 6 เป็น 9 ยาวไปเท่าไหร่ก็อยู่ในอาณัติ อยู่ในคำสั่ง ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ ถึงขั้นนั้นเลย วสวัตติโก เป็นผู้ที่ยังจิดให้เป็นไปในอำนาจได้สำเร็จ แบ่งเป็นขั้นๆ ขั้นรอบ 3 รอบ 4 ขั้นรอบ 5 ขั้นรอบ 6 ขั้นรอบ 7 ขั้นรอบ 8 ขั้นรอบ 9 ขั้นรอบ 10 จะต่ออีกไหมจะต่อไปก็เป็น 11-12 ไปถึง 20 ถ้าถึง 20 ก็ไปเป็น 100 ก้าวหน้าทบต้นไปอย่างนั้นก็จะเป็น 100 จาก 100 ก็จะเป็น 100 * 100 ก็เป็น 10,000 ก็จะเพิ่มไปเรื่อยๆ

สู่แดนธรรม…นึกถึงพระพุทธเจ้าท่านสูงสุดและไม่เจริญกว่านี้ได้ ท่านก็ปรินิพพานไปเป็นปริโยสาน ไม่ไปต่อภาค 2 ได้อีก

พ่อครูว่า…ความคิดของคนที่ต่อจากพระพุทธเจ้านั้นก็ไม่เป็นความจริง ความจริงมันก็เป็นอย่างเดียวจบแล้ว 

สู่แดนธรรม…พระองค์ทรงทำความเจริญสูงสุดจนเพียงพอแล้ว 

พ่อครูว่า…ใช่ เป็นโพธิสัตว์ก็เหนื่อยสอนอยู่มากแล้ว ถ้าเกิดมาอีกครั้งก็ต้องเป็นทำอย่างนี้แหละ เป็นครั้งที่ 2 ซ้ำซากไปอีก

สมณะฟ้าไท สรุปจบ