640412_รายการโสเหล่โลกุตระ ออนไลน์ ครั้งที่ 34 ที่บ้านราชฯ

อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวน์โหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1cg_DtOwOO7yMoMiaVoNm7FGxfZyIwphFbQ3HDogHEXg/edit?usp=sharing                                                        

ดาวน์โหลดเสียงที่  https://drive.google.com/file/d/1FpHWnvDc7OZgrZbCW7IH-5QwbTVMOzCo/view?usp=sharing 

ยูทูปที่ https://youtu.be/armJ-OCfZeo

_สู่แดนธรรม…วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ 12 เมษายน 2564 ที่บวรราชธานีอโศก ครั้งต่อไปของรายการนี้ จะขอเปลี่ยนเวลาจัด มาเป็นตอนเช้า เนื่องจากว่าวันจันทร์เป็นวันหยุดของพวกเราเป็นส่วนมาก จึงน่าจะมีรายการธรรมะรับอรุณกัน ก็จะจัดประมาณ 07:00 น ถึง 9:00 น ของวันจันทร์แทน 

_สมณะบินบน…12 เมษายนเมื่อ 34 ปีที่แล้วตรงกับวันอาทิตย์ ช่วงค่ำพ่อท่านนำหมู่ลงโบสถ์ทบทวนปาติโมกข์ พ่อท่านให้ข้อคิดว่า พระพุทธเจ้ามีลักษณะเป็นคนแข็งดุยิ่งกว่าพ่อท่านนะ พ่อท่านไม่นิยมบังคับให้ทำดี รอได้แม้สองชาติ สามชาติ เพื่อให้เขาดีขึ้น พ่อท่านมีลักษณะลูกทุ่งไม่ค่อยเรียบร้อยเป็นที่ถูกใจของคนใหญ่คนโต เพราะหากคนใหญ่คนโตเข้ามายังไม่มีคุณภาพเราชาวอโศกจะแย่ พ่อท่านพูดถึงหมู่กลุ่มอโศกว่า เล็กไม่กลัว แต่ว่ากลัวโตเร็วไป 

อย่าอยู่กับกิเลสอย่างสีลัพพตปรามาส 

_ในปางฝัน…เราจะอยู่กับความมี คือมีกิเลสอย่างไร ไม่ให้เกิดกิเลส จะทำใจอย่างไรเมื่อเราเห็นกิเลสของเรา เราจะทำให้ได้แค่รู้ แต่ไม่ให้เชื่อมัน ไม่ทำตามมัน เพราะบ่อยครั้งเราก็มักจะเข้าใจว่ามันเป็นเราแล้วเราก็จะเชื่อมันค่ะ 

พ่อครูว่า…ก็มองหาสัจจะ เราก็ต้องพิจารณาไปถึงสัจธรรมความจริงให้ลึก เราจะไปมาทำไปทำมาจะมองมัน มันมองเรา เรามองมันอยู่เฉยๆไม่ได้ ก็ต้องเห็นว่า เราต้องมองเข้าหาสัจธรรมลึกๆว่า ถ้ามันอยู่กับเรามันอยู่ที่จิตเรามันมีอำนาจอยู่กับเรานี่แหละ เราก็แย่เท่านั้นเอง ต้องมองเข้าไปเห็นความจริงลึกๆพวกนี้ เมื่อเราชัดเจนถึงความเป็นจริงว่า เออ เราจะไปมองมันเล่นก็เป็นพวกไม่พอ สีลัพพตปรามาส เห็นกิเลสก็อยู่กับมัน เล่นกับมันลูบๆคลำๆเล่นหัวอยู่กับมันไม่ได้ ต้องเอาจริงเอาจัง ต้องจัดการกับมันให้หายตายจากไปเลยให้ได้ ไม่เช่นนั้นมันก็จะ ..เคยได้ยินสำนวนโบราณไหมว่า เล่นกับหมาหมาเลียปาก เล่นกับสากสากตีหัว มันจะลาม พวกนี้จะลามยิ่งกว่าขี้กลาก กิเลสนี่ลามลุกเร็วยิ่งกว่าขี้กลาก อย่าเหลาะแหละอยู่กับมันเด็ดขาด 

ต้องใช้ความจริงให้ไปถึงปัญญา เรียนมาถึงขนาดนี้ก็จะรู้ว่า สิ่งที่จะปราบกิเลสได้คือปัญญาอันยิ่ง เป็นอธิปัญญาหรืออภิปัญญา ต้องเป็นปัญญาอันยิ่ง สัมมัปปัญญา ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วไม่มีอะไรปราบมันได้นอกจากปัญญา ปัญญาเป็นอาวุธยิ่งใหญ่ ปัญญานี่คือตัวฌาน มันเป็นสิริมหามายา ฌานกับปัญญาคือสองหน้าในตัวเดียว one in two 

หน้าที่จะประหารคือฌาน แล้วหน้าที่เรียกอีกหน้าใช้ภาษาเรียกปัญญา พระพุทธเจ้าตรัส ฌานอยู่ที่ใดปัญญาอยู่ที่นั่น ปัญญาอยู่ที่ใดฌานอยู่ที่นั้น ศาสนาอื่นฌานของเขาไม่เป็นปัญญา ฌานของศาสนาอื่นเป็นแค่ กดข่ม 

เขาสร้างปัญญา 8 ไม่ได้ เขาสร้างธาตุรู้ ความรู้ความฉลาดโลกุตระอย่างปัญญาไม่ได้ ปัญญาจะเกิดได้ต้องตามปัญญา 8 ต้องพบพระพุทธเจ้าได้ความรู้จากพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นธรรมะสามีมาตั้งเท่าไหร่ไม่รู้กี่ล้านชาติทุกองค์ อาตมาก็บำเพ็ญมาเรื่อยๆจนเป็นขั้นที่ 7 ก็ได้ประมาณนี้ ไม่ใช่อยู่ดีๆอาตมาจะมีอย่างนี้ได้ ไม่ใช่ อาตมาก็บำเพ็ญมาตลอด ชัดเจนว่าพระพุทธเจ้าจะได้ปัญญามาอย่างไรก็ตามหลักปัญญา 8  

ท่านตรัสรู้ด้วยตัวเองแล้วเอามาบอก ไม่มีผู้รับได้ก็จะไม่รู้เรื่อง ส่วนคนที่พอจะฟังได้แสวงหาตั้งแต่ฟังด้วยดี ฟังด้วยดีก็จะได้รู้ความเข้าใจบ้าง เอาไปปฏิบัติก็จะได้ปัญญาในอนาคต 

เมื่อกี้นี้ประเด็นที่อาตมาแว๊บๆ พูดถึงพระพุทธเจ้ากับอาตมาว่า พระพุทธเจ้าดุ อาตมาไม่ดุ มันคนละคน คนละกาละเทศะ พระพุทธเจ้านอกจากจะดุแล้วพระพุทธเจ้าท่านยืนยันว่าท่านสอนใบไม้กำมือเดียวด้วย หมายความว่า ท่านจะจบจะหยุดแล้ว ท่านทำมาไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ ท่านเป็นพระโพธิสัตว์มาตั้งไม่รู้เท่าไหร่ก็คือ เป็นโพธิสัตว์ในระดับ 8 ไปยืนอยู่ในบัลลังก์สัมมาสัมโพธิญาณ 

เป็นแต่เพียงว่าพระพุทธเจ้าองค์ใดที่จะมีสัมภาระวิบากอย่างไรของแต่ละองค์ สำหรับพระพุทธเจ้าสมณโคดมจะมีสัมภาระวิบากที่เป็นอย่างนี้ คือจะต้องผ่านการสอน ผ่านการช่วยคนจำนวนมากมาก่อนได้ แล้วก็ค่อยๆลดลงๆๆ ตามกาละที่อายุกาลที่เสื่อมจากศาสนา ก็ช่วยคนได้น้อยลงๆ จนมาถึงปางสุดท้าย เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดม ท่านก็สุดจะเมื่อยสุดจะเบื่อ เต็มแล้ว เต็มจนกระทั่งไม่เอาอะไรมากหรอก ขอตายดีกว่า ฉะนั้นท่านจึงแสดงอาการเข้ม ดุ คนก็จะได้ไม่เข้าใกล้มาก แม้อายุท่านก็ไม่เอาถึงกัป ตัดสินใจปรินิพพานตอนอายุ 80 พระอานนท์ไม่มีปฏิภาณอีก ท่านก็บอกว่าเอาเถอะถ้าเผื่อว่ามันจะเดือดร้อนอะไรก็ต้องอาศัยผู้อื่น หากว่าพระอานนท์เห็นดีเห็นควรก็จะอาราธนาเอง ท่านก็ทำนิมิตตั้ง 16 ครั้ง พระอานนท์ก็ไม่รู้เรื่อง แล้วไม่อาราธนาให้เราอยู่ต่อ เราได้ตรัสไปแล้ว เราได้พูดไปแล้วว่าเราจะตายเมื่อใด เป็นความผิดของเธอ พระอานนท์ก็เลยถูกปรับอาบัติด้วยเหตุเช่นนี้ ต้องเข้าใจเป็นความซับซ้อนอีกเยอะ

ส่วนอาตมาเป็นโพธิสัตว์ที่ต้องทำงานพวกนี้อีกเยอะอีกนานมากก็ หากไปดุคนก็หนีหมด แม้ตอนนี้ไม่ดุ มีเล่นบ้างก็ยังขนาดนี้เลย ขนาดเด็กๆยังเข้ามาสนิทสนมกลมเกลียวไม่กลัวเลย ขนาดนั้นผู้ใหญ่ก็ยังไม่เอาเลย มันไม่อยากได้ไม่กลัว กลัวธรรมะจะกินตัวหรือไง 

_สู่แดนธรรม… การแสดงธรรมของพระพุทธเจ้านั้นหลายคนก็เข้าใจผิดว่าพระพุทธเจ้าตรัส คำอ้อนแอ้น อิตถีภาวะ แต่ไม่ใช่ พอดีผมไปอ่านหนังสือที่อรรถกถาจารย์บันทึกไว้ได้มีไว้ว่าพระพุทธองค์ตรัสด้วยคำเฉียบขาด บางทีก็บันลือสีหนาท เป็นการปราบทิฏฐิของลัทธิอื่น 

โดยเฉพาะการตราวินัยข่มขี่ภิกษุที่ดื้อ ก็ต้องใช้ การบรรลือสีหนาท

พ่อครูว่า…แรกๆต้องใช้พระเดช ส่วนคนมมีภูมิธรรมขึ้นมาก็ไม่ต้องใช้พระเดช อย่างเช่นพระพุทธเจ้าเอาความสงบไปปราบดาบปราบปืน ได้ 

ทุกวันนี้แม้แต่คนไทยที่เจริญ แม้แต่พวกที่จะมาต่อต้านประท้วงจะโค่นล้มสถาบัน เขาก็ยังเข้าใจว่าจะต้องมีคุณธรรม ต้องสงบ อย่าไปทำความรุนแรงนะ แพ้เลยนะ ถ้าอยู่ในพม่าชนะเลยนะ ไม่แพ้ เพราะฉะนั้นไม่ใช่ของง่ายๆที่จะทำได้ เป็นเรื่องซับซ้อนลึกซึ้ง แต่ความเข้าใจปฏิภาณความเฉลียวฉลาดรู้แล้วว่า สิ่งที่ประเสริฐสูงสุดก็คือคุณธรรมอันวิเศษ อาริยธรรมชั้นสูงนี่ๆมันเหนือกว่า พวกมิลักขะ พวกยังเถื่อนยังต่ำอยู่ แต่พวกอาริยกะ เหนือกว่า มิลักขะ

ทำไมพ่อครูตำหนิลัทธิที่มี God

_ok ok : ​ถามค่ะ ทำไมพ่อครูตีศาสนาที่มี God มากกว่าพุทธในไทยที่อยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าและพวกไม่มีศาสนาที่มีมากขึ้นทั้งในไทยและต่างประเทศ

พ่อครูว่า… คุณใช้คำว่า ตี ซึ่งไม่ถูก อาตมาไม่ได้ไปตี ควรเปลี่ยนสำนวนใหม่ อาตมาวางศาสตรา วางอาวุธ วางทัณฑะ ไม่ได้ไปตีใคร เป็นแต่เพียงพูดคามจริงไขความจริง 

สรุปว่า อาตมาพูดความจริง เพราะสัจจะความจริงอันหนึ่งอยู่บนอันหนึ่งอยู่ล่าง อาตมาพูดความจริงตามความเป็นจริงไม่ได้ตี ความเป็นจริงมันแสดงตัวเท่านั้นเอง ความอยู่เหนือต้องอยู่บน ต้องทับความต่ำ 

คนก็ใช้ภาษาว่าตี หรือเหยียบเลย แต่จิตอาตมาไม่มีลักษณะหยาบอย่างนั้น

ทำไม? อาตมาก็ต้องทำตามความเป็นจริง พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่าเราจะกระหนาบแล้วกระหนาบอีกไม่มียั้งมือ กระหนาบแล้วกระหนาบอีกไม่มีหยุด สำหรับคนที่ควรถูกกระหนาบ ต้องขยำขยี้ พระพุทธเจ้าท่านใช้สำนวนเบา แต่สำนวนอีกอันคือใช้หอกแทง แต่ท่านไม่ไประรานศาสนาอื่น ท่านใช้คำกลางๆ เปรียบเทียบอุทาหรณ์ว่า ผู้ร้ายเป็นโจร พระราชา เจอโจรจับโจรได้ ก็ให้เจ้าพนักงานไปฆ่าโจรเสีย ผู้ที่ทำร้ายทำไม่ดี อย่างที่อาตมาหยิบอุทาหรณ์ของพระพุทธเจ้าที่บอกว่าเหมือนพระราชาสั่งให้เจ้าหน้าที่ไปฆ่าโจรเสีย อาตมาพูดเป็นภาษาชัดๆว่า ผู้ทำลายศาสนาอยู่นั้นคือโจร ใครจะทำลายศาสนาไหนก็คือโจรทั้งนั้นแหละ ยิ่งอาตมาเป็นโพธิสัตว์มากอบกู้ศาสนาก็ยิ่งต้องรู้ว่า ใครเป็นผู้ทำลายศาสนาพุทธอยู่ อาตมาไม่ได้ไปยุ่งกับศาสนาอื่นเขาหรอก แต่ยุ่งกับศาสนาพุทธนี่แหละ 

ผู้ใดทำลายศาสนาพุทธอยู่ อาตมาก็ต้องรู้ว่าผู้นี้ทำผิด เป็นโจรทำลายศาสนาอยู่ ก็ถึงต้องซ้ำแล้วซ้ำอีก ย้ำแล้วย้ำอีก อย่างที่คุณใช้สำนวนว่ามาตีศาสนา God

คำว่า ศาสนา God เป็นเทวนิยม อาตมาก็ต้องตีพุทธที่เป็นเทวนิยม แต่มันมีนัยยะซับซ้อน เทวนิยมทั่วไป คือเป็นสายศรัทธา สายเจโต ไม่มีปัญญา อาตมาก็ต้องเติมปัญญาให้ ต้องทำอย่างนั้นอาตมาไม่มีทางเลือกอื่น เพราะฉะนั้นคุณจะไปมองกว้างมากไป ก็เลยเหมือนกับอาตมาไปตีเทวนิยมหรือศาสนาที่เป็น God

อาตมาตีเทวนิยมในพุทธ เราก็ชัดแต่เขายังไม่ตื่นกันเท่าไหร่เลย ว่าตกเป็นทาสเทวะอยู่ ก็ไม่รู้ตัว แต่ศาสนาพุทธนั้นรู้แจ้งความเป็นเทวะ แล้วสุดท้ายก็เลิกเทวะหมดเลย อาตมาก็พูดจนสิ้นหมดแล้ว 

จนเข้าใจว่า เทวะคืออย่างหนึ่งที่คนติดยึดเป็นภพชาติ เช่น เทวดา 6 ชั้น หรือพรหม 20 ช้ัน ก็กลายเป็นนิรมาณกายไป เป็นเทวดาคือสกปรกระดับหนึ่งแล้ว สกปรกในเรื่องภพชาติ แล้วเอาไปใส่พระพรหมอีก 20 ชั้น อาตมาก็ต้องพยายามแก้ไขสิ่งที่ยังมีภพมีชาติพวกนี้

_คุณตุ๊ก อัศวิน (Took Aswin) : ฟังมาว่า..รอบที่จิตเกิด/ดับ..ดุจดังคลื่น หรือควอนตั้ม(พลังงาน) ซึ่งใช้เวลาน้อยที่สุดในจักรวาล เมื่อเทียบกับการเกิด/ดับของรูปแล้ว  เปรียบเทียบได้ว่า จิตเกิด/ดับ 

ไป ๑๗ รอบ=รูปเกิด/ดับ ๑ รอบ ดังนั้นการรับรู้..”วิถีแห่งปัสสติ”..จึงไม่อาจคาดเดาได้ ต้องมีสภาวะธรรมรองรับเท่านั้น..มะเจ้าคะ / งานปลุกเสกฯครั้งที่ ๔๔ นี้ พ่อครูอรรถาธิบายหัวข้อ

สัจจธรรมที่ยิ่งใหญ่ยิ่งในจักรวาล คือ กรรม = กอด (God ) เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบมามากกว่า ๒,๖๐๐ปีมาแล้ว..และยังทรงพบวิธีพ้นจากอำนาจ กรรม=กอด(God) ส่วนโลก

ทางวัตถุ(นักวิทยาศาสตร์)พึ่งค้นพบ อนุภาคพระเจ้า(God particle)เมื่อ ค.ศ.2012 นี้เอง  จึงรู้สึกทึ่งในพระปัญญาธิคุณของพระพุทธเจ้ายิ่งนัก และ ยิ่งสำนึกในเมตตาธรรมของพ่อครู..

ที่ท่านถือกุญแจมาไขจักรวาลให้อนุชนรุ่นหลังได้เข้าถึงสัจจธรรมนี้..ขอกราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ

พ่อครูว่า…ตกลงคุณคนนี้ได้รับความรู้ความเข้าใจแจ่มแจ้งไม่ได้ หลายคนก็ได้อยู่ในงานนี้ 

SMS วันที่ 5 – 9 เม.ย. 2564 

_Duangsamorn Kitticharudul (ดวงสมร กิตติชาฤดล) : สู่แดนธรรมฝึกสติกรองคำพูดซะก่อนจะเอ่ยกล่าวกับพ่อท่านจะได้ไม่รบกวนสมาธิคนฟัง และจะได้ลดการอวดตัวอวดตนด้วยนะ

_สติพล จนพัฒนา : **เคยดูสิ่งที่น่าสนใจทางเฟส(อินมากไปหน่อย) ได้สักพักจะมีโฆษณามาคั่นรู้สึกว่ามาขัดจังหวะ(รู้สึกไม่ยินดีลึกๆ) แต่รู้เท่าทันก่อน..มาฟังธรรมพ่อครูจะมีคุณแป้งสู่แดนธรรมมาขัดจังหวะเป็นช่วงๆ..แต่รู้สึกดี(เลยรู้จิตว่าจิตเป็นกลางไม่อินในธรรมเท่าไหร่)และยังรู้สึกว่าเขาทำหน้าที่ของเขา-เราก็ทำหน้าที่ของเราครับ.(เป็นความเห็นส่วนตัวนะครับ)

_เพ็ญจันทร์ ภูมิเทศ : กราบนมัสการพ่อครู ท่านสมณทุกรูป สิกขมาตุทุกท่าน ขอเจริญธรรมพ่อ-แม่ ญาติธรรมทุกๆ คนค่ะ พ่อครูคะ? เมื่อบ้านราชปิดหมู่บ้าน หากไม่มีคนนอกเข้า

มาได้ เพราะเหตุใด ทั้ง พ่อ-แม่ ญาติธรรม ต้องปิดแมส ทั้งๆที่อากาศบริสุทธิ์คะ?

พ่อครูว่า…ด้วยความไม่ประมาท เราก็ฝึกทน มันมีนัยยะลึกซึ้งทางจิตวิทยาด้วยนะ ถ้าเราไม่ปิดเลย นึกออกไหม โดนัล ทรัมป์ ไม่ปิดแมส โดนยำเลย เราก็จะต้องเข้าใจว่าอันนี้เป็นเรื่องสำคัญนะทุกคนก็ต้องใช้ต้องระมัดระวัง สิ่งที่ต้องทั้งลงทุนทั้งรำคาญอะไรก็แล้วแต่ มันไม่ปกติ มันก็ต้องทำ อันนี้เป็นการเสียสละเพื่อสังคมด้วย ไม่ประมาทด้วย แม้มันจะต้องลงทุนไปบ้าง มันก็ดี เราอยู่ในสังคมไม่ได้อยู่ในถ้ำในรูคนเดียวไม่เกี่ยวกับใคร ไม่ใช่ เราก็ต้องทำด้วยความมีปฏิภาณปัญญารู้ว่าเราจะต้องอยู่ร่วมกับคนอื่นอย่างไร มันจึงจะเสมอสมาน 

_สู่แดนธรรม…มีคนชี้แจง กราบเรียนพ่อท่านให้ทราบว่า หนังสือตะลุยไฟตะไลเพลิงทำเนื้อเสร็จ แต่รอปก คนทำปกเจ็บหลังอยู่ ส่วนเล่มอื่นก็รอคิวออกกันอยู่ 

_มีคนเสนอเข้ามาว่า รายการโสเหล่ ตอนเช้าวันจันทร์ อยากให้เป็นรายการเทศน์ปกติโดยไม่ต้องมีคนถาม ไม่อยากให้มี sms หรือใครถามมากมาย ไม่จำเป็นต้องเป็นรายการโสเหล่ด้วย 

พ่อครูว่า…เหมือนกันกับเรื่อง sms อาตมาว่า มันน่าจะไปอยู่ในรายการโสเหล่ แต่ไปอยู่ในรายการบรรยายธรรมะก็เสียเวลา หรือว่าอาตมาจัดก็แล้วกัน บรรยายแค่นี้ ตอบปัญหาใช้เวลาเท่านี้ เอาบรรยายเป็นหลัก 

รูปราคะ อรูปราคะ ฌาน อรูปฌาน

_แซมดิน…ป้าสุณีย์ ฝากถามว่า รูปราคะ กับอรูปราคะแตกต่างกันอย่างไร?

พ่อครูว่า…พอดีตรงกับคุณ _palatt rattanawachirin ปรัตท์ รัตนวชิรินทร์ : ​จะกล่าวว่ารูปฌานใช้ล้างกามภพและอรูปฌานใช้ล้างรูปภพและอรูปภพได้ไหมครับ

พ่อครูว่า…อันนี้ก็ตอบไม่ยากเลย เป็นขั้นตอนธรรมดา รูปฌาน นั่นแหละ ฌานที่เป็นต้นเลยเรียกรูปฌาน 

รูปฌานคือฌานข้างนอก อรูปฌานคือฌานข้างใน ที่จะเรียกว่าฌานก็ไม่ได้เรียกกามฌาน เขาเรียกรูปฌาน พอเข้าไปข้างในเขาถึงเรียกอรุปฌาน

แล้วในอรูปฌาน โดยภาษาตามละไว้ในฐานที่เข้าใจ อรูปฌานต้องเป็นฌานที่เรียนรู้รูป อรูป อีกที อันนี้ภาษาสิริมหามายา ก็รูปด้วย อรูปด้วย เรียกว่าอรูป ที่จริงก็คือ รูปกับอรูป 1 เป็น 2  2 เป็นหนึ่ง  

คำว่ารูปฌานหมายเอาข้างนอก อรูปฌานหมายข้างใน ข้างในมี รูป อรูป อีก

สู่แดนธรรม…เขาถามว่า รูปฌานใช้ล้างกามภพอย่างเดียวหรือไม่

พ่อครูว่า…ถูก อย่างนั้นก็ถูก หากใช้ภาษาในต่อไปอีก แล้วอรูปฌานก็ใช้ล้างรูปภพ อรูปภพ เป็นภาษาสิริมหามายา กลับหางเป็นหัว หัวเป็นหาง ซ้อนไปซ้อนมา

ตั้งแต่คนคืออะไร? อาตมาเขียน สภาพรูปไปเป็นนาม นามกับเป็นรูป คนหัวหมุนเลยตอนแรก แล้วเมื่อไหร่ นามเป็นนาม รูปเป็นรูปเสียที แต่ทำไม รูปเป็นนาม นามเป็นรูป หนังสือคนคืออะไรเล่มแรกที่อาตมาเขียนนี่ อาตมาก็ไขความเป็นสิริมหามายาตั้งแต่นั้น

_แซมดิน…ผมจะรู้สึกหงุดหงิดที่ตัวเองลืม เวลาจะเดินลงมา อ้าวลืมหยิบกุญแจก็ต้องเดินกลับไป ก็ยังรู้สึกหงุดหงิดว่า ทำไมลืมบ่อย อันนี้อยู่ในโทสะ ทำไมในนิวรณ์เขาบอกว่าไม่ได้อยู่ในเรื่องพยาบาท แต่มันเป็นโทสะใช่ไหมครับ

พ่อครูว่า… เรื่องที่ไม่น่ารัก  ไม่น่าได้ ไม่น่ามี ไม่น่าเป็น(พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) กับเรื่องผูกพันธ์

_สู่แดนธรรม…อาการรำคาญใจแต่ไม่ได้เกิดจากอุทธัจจะ แต่อุทธัจจะคือมันลอยจนจับไม่ติด ผมก็ลืม แต่ก็ตลกกับตัวเอง 

พ่อครูว่า…ยังไม่รู้จักอาการของจิตเจตสิกจริงๆว่า อาการอย่างนี้อย่าให้มันเกิด อาการ ลีลาการเคลื่อน มันเคลื่อนมากไป เป็นผลักหรือดูด ดูดไม่ได้เคลื่อน แต่มันกอดเลย แต่ผลักนี่มันทำลายออก เพราะฉะนั้นต้องดูอาการพวกนี้ ทั้งอาการดูด อาการผลัก ไม่สูญไม่เป็นกลางไม่วางๆเฉยๆ ไม่มีอันตา ไม่มีข้างสองข้าง ข้างดูดข้างผลักข้างไหนก็ไม่มี ภาษาบาลีเรียกว่าอันตาคือไปข้างหนึ่งไม่มีแล้ว สูญ กลางจริงๆเลยจึงดีที่สุด ของใครของมัน อ่านของตัวเองให้ได้ อย่าให้จิตของเราไปอย่างนั้น ถ้ามันยังมีอยู่ก็จะเป็นอย่างนั้น คุณเรียกมันออกมาว่าหงุดหงิด ก็ยังเป็นเรื่องที่รำคาญ อยู่ในภาษาบาลีคืออุทธัจจะกุกกุจจะ มันก็ยังมีอาการ อาสวะตัว อุทธัจจกุกกุจจะ ต้องหมดจริงๆ มันถึงจะไม่มีเหลือ อวิชชาตัวสุดท้ายตรวจสอบให้สมบูรณ์แบบก็หมดอวิชชาสังโยชน์

รักษาโควิดตามหลักพุทธทำได้อย่างไร

_เพ็ญจันทร์ ภูมิเทศ : กราบนมัสการเรียนถามพ่อครูค่ะ การรักษาโรคด้วยหลักพุทธศาสนาที่ถูกต้อง ต้องปฏิบัติอย่างไรจึงรักษาได้จริงๆค่ะ “โดยเฉพาะโรค โควิด 19 ” กราบนมัสการมาด้วยความเคารพอย่างสูงเจ้าค่ะ

พ่อครูว่า…ถ้าอาตมามีวิธีการรักษาโควิด โดยเอาความรู้ทางศาสนามารักษาได้ อาตมาป่านนี้ดังไปทั่วโลกแล้ว คุณเข้าใจผิดมากเลยว่าอาตมาฉลาดขนาดนั้น เป็นหมอสามารถรักษา covid ได้ อาตมาไม่รู้หรอก ไม่มีปัญญารู้เลย ยังปฏิบัติตามเขาอยู่เลย ยังจะต้องใส่แมสตามผู้ที่เขามีความรู้กว่าอาตมา อาตมาไม่มีความรู้เรื่องแพทย์เรื่องการรักษา อาตมาไม่ได้เน้นเรื่องนั้น ชาตินี้อาตมามาเน้นเรื่องธรรมะ อาตมาเอาจริงเอาจังและมั่นใจว่าตัวเอง ขออภัยต้องใช้คำนี้ อาตมามีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้พอตัวทีเดียว ในเรื่องธรรมะ แต่เรื่องอื่นๆนั้นไม่มีอะไรจะไปอ้างที่จะไปแสดงว่าเป็นอะไรกับเขาได้เลย อาตมาเคยพูด แม้แต่ขันน็อตตัวนึง อาตมาก็มิบังอาจว่าอาตมาจะขันให้มันแน่นได้เก่ง คลายน็อต อย่าว่าแต่น็อตเลย บางทีฝาอะไรบางอย่างอาตมายังเปิดไม่ได้ คนอื่นเขาเปิดเก่ง อาตมาไม่ได้ไปเชี่ยวชาญเรื่องอื่น อาตมาเชี่ยวชาญในเรื่องนี้ เพราะเห็นว่ามันขาด มันเป็นหน้าที่ของอาตมา มันเป็นเรื่องสำคัญ และก็เหมาะสมกับยุคสมัยด้วย ว่า ยุคสมัยที่กำลังจะเปิดเผยโลกุตรธรรม เผยแพร่โลกุตรธรรมไปซึ่งก็ไม่ง่ายเลย จึงได้พยายามเลี้ยงขันธ์ให้มันยาวไป พยายามลากไปให้ยาวที่สุด

ตอนนี้อาตมารู้สึกว่า 151 นี่ไม่ถึงแน่  มาถึงวันนี้แล้วรู้เลย ก็เลยตั้งค่าไว้ประมาณ 120 ให้มันถึงเถอะนะ ขนาดลดลงมาตั้ง 30 ก็ยังไม่กล้าที่จะไปคิดเลย ขอ 120 นี่แหละอาตมาว่าถึงธงชัยได้ ก็ยังไม่รู้เลยว่าจะไปยังไง เดี๋ยวคำตอบก็อาจจะพอเป็นไปได้ อาจจะลดลงมาอีกเหมือนพวกสักมังกร 7 หัว สักไปก็เหลือ 6 หัว สักไปเหลือ 5 หัวเหลือ 3 หัว สักไปอีกหน่อยเอาหัวเดียวก็พอ ไม่ต้องคาบแก้วด้วย 

_ตุ๊ก อัศวิน : ขอโอกาส..เจ้าค่ะ!! ทราบมาว่า..คุณสมบัติที่จะมาเป็นสมาชิกชุมชน@บ้านราช คือ ๑) ทานมังสวิรัติ ๒) มีศีล ๕ เป็นอย่างต่ำ ๓)เป็นผู้ไม่มีหนี้ นอกจากนี้..ยังมีคุณสมบัติอื่นใดอีกไหมเจ้าคะ…น้อมกราบ_/\_ขอบพระคุณเจ้าค่ะ 

พ่อครูว่า…เอาละ ขนาดนั้นมาก็ใช้ได้แล้ว ๑) ทานมังสวิรัติ ๒) มีศีล ๕ เป็นอย่างต่ำ ๓)เป็นผู้ไม่มีหนี้ ขนาดนี้ก็พอแล้ว เรามีอีกว่า อย่ามีอบายมุข คนมีหนี้มากเป็นคนมีอบายมุขอยู่แล้ว จัดจ้านเรื่องใดเป็นอบายมุขเรื่องนั้น คุณเข้ามาก็จะรู้ ที่คุณศึกษาก็คงไม่มีอบายมุข มาอยู่ที่นี่ได้

_ตุ๊ก อัศวิน : / วิญญาณฐีติ ๗ และ สัตตาวาส ๙ ซึ่งมีปรากฏใน พตปฎ  นั้น..จะหาฟังคำอรรถาธิบายจากสำนักไหนๆที่ทำให้เข้าใจได้..ยากนักแล!! ดังนั้น จึงขอกราบอารธนา ‘พ่อครู’ ได้โปรดกรุณาปรารภให้มาก เพื่อลูกจักได้แจ้งในข้อธรรมนั้นๆ..
กราบขอบพระคุณในเมตตาธรรม..เจ้าค่ะ

พ่อครูว่า…ถูกต้อง อันนี้อาตมาชัดเจนอยู่แล้วว่าการอธิบายสัตตวาส 9 วิญญาณฐีติ 7 ที่อธิบายกายกับสัญญา ยังจะอธิบายถึงความลึกซึ้งซับซ้อนของคำว่ากายกับสัญญาต่อไปอีก ติดตามให้ดีๆ

สัมผัส 3 อย่างพุทธมีอะไรบ้าง

_สัมผัส 3 มีอะไรบ้าง 

พ่อครูว่า…สัมผัส 3 รวมรูปนามกับตัวประธาน รูปนามสัมผัสกันแล้วประธานรับรู้ก็เกิดสัมผัส 3 มีในพระไตรปิฎกเลย มีรูปหนึ่ง นามหนึ่ง แล้วก็ประธาน สามอันสัมผัสรู ้ตัวประธานเป็นตัวที่รู้ในรูปในนามสัมผัสการเกิดปฏิกิริยาซับซ้อนเป็นการสังขารปรุงแต่งกันอยู่ 

ตั้งแต่วัตถุดินน้ำไฟลมมันมีนิวเคลียส มีบวกกับลบ มันเป็นสภาวะที่ควบคุมตัวมันเองอยู่ในนั้น กับแกนกลาง แกนกลางเขาเรียกว่าตัวจุดศูนย์กลางเป็นนิวตรอนของมัน อย่างนี้เป็นต้น ทางด้านพลังงานก็เป็นอย่างนั้น ตัวประธานกับตัวนิวตรอน มันคนละหน้าที่ คนละส่วน 

แต่ถ้าเผื่อว่าเป็นนามธรรม มันจะมี ISH มี บวก ลบ แล้วมีตัวประธาน ตัว ISH จะทำให้เป็น 0 เป็นนิวตรอนได้สำเร็จ ความเป็นศูนย์จึงเกิดที่หลังที่จัดการโดยประธาน โดย I ที่อาตมาไออยู่ไม่ลดนี่ เป็นอจินไตย เป็นตัวให้บอกว่าอาตมาเป็นตัวประธานที่จัดการกับ S H บวกลบทั้งหลาย

สู่แดนธรรม…หากขาดตัวรับรู้ หรือวิญญาณ ไม่เรียกสัมผัส ไม่ครบกาย

กามาวจร กามตัณหา กามภพ กามราคะ ต่างกันอย่างไร

_คำว่า กามาวจร กามตัณหา กามภพ กามราคะ มันต่างกันอย่างไร

พ่อครูว่า…กามาวจร หมายความว่า กำลังดำเนินบทบาทของกาม มันดำเนินบทบาทอยู่ในกามภพ ดินแดนสถานที่องค์ประกอบ เจ้ากามก็มีบทบาทตัวตน มีอวจร คือมีปฏิกิริยาดำเนินอยู่ตลอดเวลา ว คือตัวพฤติ มันยังมีพลังงานดำเนินหมุน ทำงานอยู่ในโลกของกาม เรียกกามาวจร

ในตัวภพ ที่มัน วจร อยู่เรียกว่ากามภพ หากกามภพเป็นรูป กามาวจรก็เป็นนาม 

ซ้อนลึกลงไป เป็นตัณหา เป็นราคะ เรียกกามตัณหา หรือกามราคะ

ราคะเป็นตัวบอกชื่อ แทนคำว่า กิเลส ถ้ากิเลสด้านนอกเรียกว่ากาม หมดกิเลสด้านนอก รูปราคะก็เรียกว่าด้านใน อรูปราคะก็เรียกว่าในเข้าไปอีก แทนความใคร่อยาก (กามภพ)

กามราคะ จริงๆแล้วภาษาคำว่า ราคะใช้แทนกับคำว่า กามได้ทั้งนอกและในด้วยซ้ำ กามราคะก็ใช้ รูปราคะ อรูปราคะก็ใช้ 

หากว่าไปติดในภาษาก็จะยุ่ง ต้องเข้าใจภาษาเป็นสิ่งแทนซึ่งสลับไปสลับมาได้ เอาสภาวะให้ชัด ตอนนี้เรียก กามภพหรือกามาวจร 

ต่อมา รูปภพ อรูปภพ เป็นรูปาวจร อรูปาวจร มันดำเนินอยู่ในขั้นรูป หรืออรูป

ตัณหา คือ ความใคร่อยาก ตั้งแต่กามตัณหา เรียกรูปราคะ อรูปราคะ ก็ตาม คือความใคร่อยากในรูป ในอรูปอีก แต่ภาษามันดูหยาบ พอเอาไปใช้กับสิ่งละเอียดจะยากขึ้นเท่านั้นเอง

พยายามศึกษาให้ได้สภาวะ อย่าไปหลงยึดพยัญชนะ หากอาตมาไปหลงเอาแต่พยัญชนะ ก็ถูกตี แต่ท่านผู้รู้ทั้งหลายก็ไปยึดถือในพยัญชนะเสียส่วนใหญ่ สภาวะยังเข้าไม่ถึง ก็สงสารท่านแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร แม้แต่คำว่ากาย ไปติดในพยัญชนะภาษาไทยว่าคือร่างกายก็ได้แค่นั้น

อาตมาอธิบาย กาย มีความลึกซึ้งซับซ้อน แล้วกายต้องเป็นจิต แต่ถ้าเป็นรูปธรรม ตั้งแต่พีชะไปก็ไม่ใช่กายแล้ว พวกเราเข้าใจได้ แต่ท่านที่ไม่กระเตื้องก็ไม่รู้จะทำยังไง เป็นความไม่รู้ ก็ว่าไปศึกษาไป 

เสพติดกับไม่เสพติด ความรู้สึกก็ต่างกัน

_หมอเขียว…เมื่อเรามีผัสสะ ถ้าเราได้ปฏิบัติธรรม จะเห็นว่า ถ้าเราปฏิบัติได้ถูกตรง มีผล เราจะเข้าใจได้สองด้าน ความรู้สึกของคนมีกิเลส เช่น บุหรี่เค้าจะรู้สึกหอม คนเลิกได้จะเหม็น คนติดเนื้อสัตว์ก็จะว่าหอมคนที่ไม่ติดแล้วก็จะรู้สึกคาวเป็นต้น จะเห็นได้ว่าความรู้สึกมันคนละด้านเลย ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่ยากที่จะทำให้ผู้ที่ ยังติดยึดในกิเลสเรื่องใด จะเห็นโทษเห็นทุกข์แล้วออกมาสู่โลกุตระ นอกจากจะได้พบสัตบุรุษ ได้ฟังสัทธรรม มีอุบายเครื่องออกที่ถูกตรง จึงเป็นเรื่องยากมากเลยผู้ที่จะบำเพ็ญช่วยเหลือผู้อื่น พระพุทธเจ้าตรัสไว้ผู้ที่จะเข้าใจได้จึงมีน้อย 

พ่อครูว่า…ยิ่งเห็นชัดๆ ตามที่คุณพูดทุกอย่าง อาตมาพอพูดก็นึกถึงที่ได้ดูโทรทัศน์ ท่านมหาบัว กินหมากแล้วเอายาก้อนๆ เอามาเช็ดๆแล้วเอามาเหน็บ อาตมาเคยทำมาแล้วทั้งนั้น หมากก็ฃเคี้ยว แต่ยาเส้นเอามาเหน็บมันแสบไม่ไหวเลย แต่ท่านทำได้สบาย  หมากพลูถ้าคนไม่เคยกินไปกินมันจะยัน คือมันแรงมันจัดไม่ไหว มันจะร้อนผ่าวมันไอ ก็หมากพลูมันยันเอา แต่ท่านเฉยท่านไม่รู้ว่าท่านติดยึดสิ่งเหล่านี้ ทั้งหมากและพลู ยาดูด ขออภัยที่ต้องยกตัวอย่างความจริงที่ชัดเจน สายที่ไม่ประสีประสาแม้แต่ความเข้าใจที่ว่า อาการเสพติด ท่านก็ไม่รู้ว่านี่คือเสพติด เสพติดหยาบๆ ทางตาหูจมูก รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส เป็นกามคุณห้าร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ท่านก็ไม่ประสีประสาว่าท่านไม่ติดในกามคุณ 5 แล้วท่านก็บอกว่าเป็นอรหันต์ แต่ท่านอธิบายรายละเอียดไม่ออก แต่ให้มาขยายความอย่างที่อาตมาขยายความอย่างเช่นเวทนา 108 ขยายสัมผัสนี้ ท่านก็ไม่แตะต้องเพราะท่านไม่สัมผัส ท่านนั่งหลับตาและบรรลุ ปึ๊งเลย ก็ชัดเจนทุกอย่างไม่ได้ใส่ความ อาตมาจึงพยายามบอกแล้วบอกอีก ย้ำแล้วย้ำอีก จนคุณอะไรว่าจะมาเมื่อกี้นี้ว่าไปตี พวกเทวนิยมพวก God พวกที่ไม่รู้ประสีประสาของ อเทวนิยมหรือศาสนาพุทธ ซึ่งมันมิจฉาทิฐิอยู่อย่างนั้น ไปตีทำไมแรง อ้าวก็ตีนี่แหละ มันซ้อนกันอยู่ ที่จริงพูดถึงมหาบัว ขออภัยต้องใช้คำว่าตี คือข่ม อยู่เหนือ เพื่อให้รู้ชัดเจนว่าอันไหนดีกว่า มหาบัวตายไปแล้ว ก็มีลูกศิษย์ลูกหาของมหาบัวอีกที่จะได้ฟัง จะเอาสาระความรู้ความจริงไปศึกษาแล้วก็จะเข้าใจว่าอันนี้คืออันนี้หรือ อาตมาก็หวังประโยชน์อยู่ตรงนี้ ซึ่งน่าจะได้ อาตมาว่าน่าจะได้ แม้จะได้น้อยเท่าไหร่ อาตมาก็โสหลุด(เสี่ยงขาดทุน)

ลำดับการบวชของพ่อครูในชีวิตนี้

_ส.ลือคม (ศาลีอโศก)…ที่พ่อครูตัดสินใจ ที่จะเป็นรูปแบบนักบวช ทั้งที่รู้ว่า นักบวชเขาไม่ค่อยได้เรื่องกันในยุคนั้น แต่พ่อครูชั่งน้ำหนักว่าจะไปต่อต้องมีรูปแบบ ในช่วงนั้นที่พ่อครูยอมไปบวชกับเถรสมาคม พ่อครูต้องเสี่ยงหรือเปล่า

พ่อครูว่า…ไม่ใช่อย่างที่คุณถาม คิวมันผิด คือผมไม่ได้มีเจตนาจะมาแยก ผมบวชในเถรสมาคม บวชตามธรรมเนียมจารีตประเพณีตามธรรมวินัยที่ท่านถือถูกต้องทุกอย่าง เป็นสัมมุขาวินัยครบ ไม่มีวิบัติเลย บวชในธรรมยุติก่อน ได้ทั้งเครื่องแบบได้สิทธิเต็มที่ จนกระทั่งผมว่าผมไม่ติดยึดในนิกาย จะออกมาทำงาน มาบรรยายสร้างกลุ่มหมู่ มีที่อยู่แดนอโศกจะไปอยู่ตรงนั้นกันตกลงกับหมู่แล้วก็มีทั้งพระมหานิกายและพระธรรมยุติ อุปัชฌาย์ก็ไม่อนุญาต อาตมาก็ว่าทำไมมาเกี่ยงนิกาย เราเป็นพุทธด้วยกัน แต่ท่านบอกไม่ได้ อาตมาต้องไปทำงาน ก็มีมวลพระที่จะมาอยู่รวมกัน มาเรียนกันมีทั้งสองนิกาย ท่านก็ยืนยันว่าไม่ได้ ขืนทำไปผมก็โดนผู้ใหญ่ว่าอีก ก็เห็นใจท่าน ถามว่าผมจะไปทำไง ท่านก็ว่าต้องคืนใบสุทธิ ตอนนั้นมีใบสุทธิใบเดียวธรรมยุต อาตมาก็ว่าคืนได้ไม่ยาก แต่ตอนนี้ยังไม่คืน อาตมาก็ไปทำงานที่นี่ ที่ตรงนี้เป็นที่ดินของพี่ชายหลวงอา เป็นเจ้าคณะตำบลที่วัดหนองกระทุ่ม อาตมาก็ไปที่นั่นอาตมาไปสวดญัติ เป็นพระมหานิกายเข้าไปอีกโดยไม่ได้คืนอันเก่านะ มีทั้งธรรมยุตและมหานิกายในตัว ถือใบสุทธิ 2 ใบเลย อาตมาก็เลยเดินทางเอาใบสุทธิของธรรมยุติมาคืนแก่อุปัชฌาย์ วัดอโศการาม ตั้งแต่วันนั้น อาตมาไม่ได้ขาดจากความเป็นสมณะเป็นภิกษุไม่ว่าจะเป็นธรรมยุติหรือมหานิกาย ถ้าจะว่าแล้วก็ลาออกจากธรรมยุติโดยนานาสังวาสโดยพฤตินัย ไม่ได้ประกาศแต่เป็นโดยพฤตินัย แล้วก็มาเป็นพระมหานิกาย มีใบสุทธิมหานิกายมาตลอด จนมาประกาศแยกก็แยกอยู่ที่วัดหนองกระทุ่ม นั่นแหละ   ประกาศเป็นนานาสังวาสวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2518 ประกาศนานาสังวาสต่อภิกษุ ทั้งเจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบล แต่อาตมามีลายลักษณ์อักษรท่านก็เซ็นต์ขึ้นไปถึงเจ้าคณะจังหวัด ไปถึงเถรสมาคมก็รับรู้กัน  ว่าอาตมาลาออกแล้ว 

ตอนแรกท่านก็ปล่อยให้เราเป็นพระนานาสังวาสตั้งแต่ พ.ศ. 2518 วันร้ายคืนร้ายไปกินยาผิดอะไรมาก็ไม่รู้ พ.ศ. 2532 ก็ดึงเราเข้าไปอีก ดีนะช่วงนั้นยังมีผู้อำนวยการรถไฟ ส่งมาเป็นลายลักษณ์อักษรตอบเรามา ตอนที่จะไปซื้อตั๋วรถไฟ ลดครึ่งราคา ทางโน้นก็บอกว่าพระอโศกไม่ใช่พระของเถรสมาคม ก็เลยมีคำถามของผู้อำนวยการรถไฟ ผ่านไปถึงกรมการศาสนา ทางกรมการศาสนาก็มีหนังสือมาทางเถรสมาคมบอกว่า เราออกจากเถรสมาคมแล้ว ไม่ได้อยู่ในการปกครอง ก็มีหลักฐานชัดเจน ผู้อำนวยการรถไฟก็บอกว่านี่ไม่ใช่พระเถรสมาคม ก็คิดเงินเต็มราคา เราก็ต้องเสียเต็มราคาตั้งแต่บัดนั้นมาถึงบัดนี้ เราก็ยอมไม่มีปัญหาอะไร อย่างนี้เป็นต้น เขาก็มาย่ำยีเราตลอดต่างๆนานาสารพัด เราก็ออกมาเป็นนานาสังวาสตั้งแต่บัดโน้น 

จน พ.ศ. 2532 ก็ดึงเราอยู่ในการปกครองของเถรสมาคมอีก ทั้งที่มีหลักฐานไว้แล้ว ท่านทำผิดต่างๆนานา อาตมาก็เขียนไว้ในหนังสือประนีประนอมกันด้วยนานาสังวาส เราเป็นผู้น้อยก็โดนกระทำ แต่เราก็รักษาตัวรอดมาได้ ธัมโม หเว รักขะติ ธัมมะจาริง รอดมาได้ด้วยธรรมะย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรมจริงๆ 

_บัวกลางมูล เพื่อนน้องภูมิพุทธ…สมัยวัยรุ่น พ่อเฒ่าเคยไปนั่งโง่ๆอยู่ริมทะเลไหมครับเขาบอกอกหักให้ไปนั่งริมทะเล ทะเลมันจะบอกให้เรารู้ว่า “ซู่ ซู่..” (สู้ๆ) 

พ่อครูว่า…เคย ก็ไปตามประสาลิงลมอมข้าวพอง ไปหัวหินบางแสน ก็ไปบ้าง ไม่มากเท่าไหร่ ตามประสา เราก็งานเยอะ นานๆทีไป ก็ยังงั้นแหละ จะไปนั่งปล่อยอารมณ์อกหักไม่เคยถึงขนาดนั้น 

_สติพล จนพัฒนา : **คุณสมบัติผู้ที่จะมาอยู่บ้านราชฯมีตั้งแต่ 10 กว่าข้อ(มันเป็นรายละเอียดครับ)อยู่ในหนังสือสรรค่าสร้างคนครับ

_สุดา ใจดี : ​กราบนมัสการค่ะ เหตุการเกิดปัญญาข้อ 8 ซุปเปอร์สโลโมชั่นมากๆเลย น้อมกราบขอบพระคุณในเมตตาอันยิ่งของสัตตบุรุษค่ะ

_Channarong Jindatham (ชาญณรงค์ จินดาธรรม) : กราบนมัสการแทบเท้าพ่อท่าน อาริยะสงฆ์แห่งชมพูทวีปด้วย

_ดีทน อินสะง

_ตุ๊ก อัศวิน : เป็นลาภของพวกเราแล้วหนอ..ที่ได้เกิดมาเป็นคน&ได้พบพระพุทธศานา..แม้อยู่ในยุค’พุทธกลองอนากะ’..ก็ยังได้พบพระโพธิสัตว์ระดับ๗.’พ่อครู’.ลทิฎฐิ.._/\_..สาาาาธุๆๆเจ้าค่ะ

_ชัยรัตน์ นารอต : พ่อครูสอนปฏิยัติธรรมและสอนการทำกสิกรรมไร้สารพิษให้ทำมากๆจนเหลือแจกแจกให้เยอะๆมากๆก็ยิ่งรวยมากขึ้นๆครับ เด็กต้องมาฟังทำมะบ้างก็ดีนะลุกๆๆ

พ่อครูว่า…กสิกรรมไร้สารพิษจะกู้ชาติได้ ต้องมีองค์ประกอบคือปุ๋ย ถ้าปุ๋ยเคมีกึ่งเคมีก็ไม่ดี แต่หากปุ๋ยอินทรีย์ปุ๋ยสะอาดใช้ได้ เรื่องกสิกรรม ปุ๋ย คนเข้าใจไม่ยากหากถือเป็นงานหลัก มีการทำได้ดีอย่างพวกเรา ขยายผลออกไปอยู่ คนก็ยังทำตามน้อย ถ้ารัฐบาลก็ดี ผู้ที่มีอำนาจทางโลกช่วยสนับสนุน แม้ที่สุดพวกชาวสวน ชาวไร่ ชาวนา ให้เหรียญตราอย่างดีเลย แทนที่จะไปให้รางวัลกับพวกอบายมุข มันไม่เจริญหรอก มันผิดทาง ต้องมาให้อย่างนี้มันเข้าท่า แล้วมันจะเกิดผล เจริญงอกงาม แล้วจะเป็นผลที่จะขยายไปช่วยมนุษย์โลก จริงๆเลย เรื่องนี้ต้องพูดซ้ำแล้วซ้ำอีก ย้ำแล้วย้ำอีก จะเป็นไปได้หรือไม่ได้ก็ต้องพูด เพราะเป็นเรื่องที่อาตมามองเห็นอย่างมั่นใจว่าอันนี้จะดีจริงๆ 

แม้แต่ผู้ใหญ่อาตมาก็สำทับลงไป ติดดินให้ได้ ช่วยกันทำ พยายามระดมอยู่ นี่ยังไม่เต็มพื้นที่เลย ถ้าเต็มพื้นที่ต่อเนื่องไป จะเป็นผลผลิตที่มากเพียงพอ มากจนเห็นรูปธรรมชัด แต่ตอนนี้ยังไม่เห็นเท่าไหร่ไม่อุดมสมบูรณ์จนถึงแจกออกไปสักพักไปถึงผู้อื่นตามหลักเศรษฐกิจของชาวอโศกเราเศรษฐกิจทุนนิยม ไม่ได้เอามาล่าลาภยศ แต่เพื่อเกื้อกูลช่วยเหลือเฟือฟายกัน ประโยชน์ให้แก่มนุษยชาติ ทำขึ้นไปอย่างนั้นเรื่องลาภยศสรรเสริญสุขโลกธรรมเรื่องพวกนี้ชาวอโศกอาตมามั่นใจว่า พ้นหลุดพ้นโลกียธรรมพวกนี้ เข้าข่ายอนาคามีขึ้นไปกันเยอะ มีภูมิธรรมระดับนี้ ไม่ต้องห่วงเลย

พวกทวนกระแสแม้มีน้อยแต่ถูกต้องตามสิทธิ์

_สติพล จนพัฒนา : **สายนั่งหลับตากับทุนนิยมที่สุดขั้วทั้งทางโลกทางธรรม..ที่มีมานานนนนนนและจะมีต่อไปอีกนานนนนนนนไม่มีวันหมดจากโลกไปได้..แต่ดีตรงที่ว่าเป็นโจทก์หรือเป็นอุปกรณ์ในการแสดงธรรมที่มีตัวเทียบเคียงชัดเจนครับ.

พ่อครูว่า…จริงด้วย ต้องอาศัยเวลา ตอนนี้เขายังไม่เชื่อชัดเจนหรอกทางโลกธรรม ทางที่เขาติดยึดแล้วก็ยังไม่มีจิตทวนกระแส 

ทวนกระแสคืออะไร พูดตรงนี้อีกทีนึงโลกุตรธรรมศัพท์วิชาการคือ ปฏิโสต อาตมาเคยใช้เป็นนามปากกาเขียนคอลัมน์ “ตะลุยไฟตะไลเพลิง” (ของคุณสนิท  เอกชัย) หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ตามรายวัน เขาเห็นว่าคำนี้มันยาวไปก็เลยใช้แต่คำว่า “ตะลุยไฟ” เป็นคอลัมหน้าหนึ่งเลยนะ นี่เขากำลังรวมพิมพ์เป็นเล่มเลย เก็บมาได้จากที่เขียนเอาไว้ ทวนกระแสปฏิโสต

กระแสโลกมันไปทางลาภ ยศสรรเสริญสุข ส่วนโลกุตระนั้นทวนเลย เขายินดีในลาภยศสรรเสริญสุขแล้วก็ ล่า กอบโกยสะสมอวดเบ่ง ยกย่องกันเลย ผู้มีลาภยศสรรเสริญมากถือว่าเป็นผู้เจริญ ส่วนโลกุตรธรรมถือว่าเป็นผู้ที่เสื่อม ยิ่งไปสะสมเยอะมากถือว่าเป็นผู้ทำลายเศรษฐกิจ เป็นพวกที่เห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ แล้วก็ทำให้มันอดอยากยากแค้น เพราะว่ารวบเอาสิ่งที่มี เศรษฐศาสตร์เขามีนิยามสั้นๆเป็นพื้นฐานของเศรษฐศาสตร์คือว่า ทรัพยากรที่มีอยู่ในโลกมันจำกัด ต้องสะพัดให้ทั่วถึงกันให้ได้เสมอสมานกัน เรียกว่าเศรษฐศาสตร์อันดี แต่พวกกบฏ ทรัพย์อันมีจำกัด กูก็จะกอบเอาไว้ที่กูเยอะๆจะสะพัดให้คนอื่นน้อย จะให้คนอื่นก็ต้องมีวิธีการเจ้าเล่ห์เอาเปรียบเอารัดเอากำไรได้เปรียบมากขึ้นมายิ่งกว่าเก่าอีก เรียกว่าบำเรอความโลภ บำเรอความได้เห็นแก่ได้ จัดจ้าน พฤติกรรมอย่างนั้นเป็นพฤติกรรมบาปเร็วซ้ำ แต่เขาก็ไม่รู้ อวิชชา เสร็จแล้วก็ยกย่องเชิดชู ให้ขึ้นทำเนียบทีละไตรมาส พอถึงปีก็สรุปยอด คนนี้เป็นที่ 1 2 3 4 เขาก็โฆษณายกย่องเชิดชูกันอยู่อย่างนั้น แล้วก็เป็นพวกกระแสโลกีย์ 

ส่วนกระแสโลกุตระนั้น ย้อนแย้งทวนกระแสกัน โลกจึงมีการถ่วงดุลกันได้ คนที่มาทวนกระแสได้จึงมีน้อยในโลก ไม่ว่าจะยุคสมัยไหนก็น้อย พวกโลกุตระเปรียบประดุจยอดพีระมิด ตั้งแต่ปลายยอดพีระมิดลงมา ข้างล่างคือฐานพีระมิดจะมีเยอะมันเป็นธรรมชาติ เมื่อใดเมื่อใดก็ไปล้มล้างความเป็นจริงอันนี้ไม่ได้หรอก 

เพราะฉะนั้นผู้ที่รู้จักความจริงตามความเป็นจริงก็จะธรรมดาไม่ประหลาดอะไร เขาต้องเป็นอย่างนั้นคนจำนวนมากพวกมาก จึงมีปรัชญาไว้ว่า Majority rule Minority rights ซึ่งเขาก็แปลกันแต่เพียงว่า Right คือสิทธิ ที่จริงมันคือความถูกต้องด้วย ตามกฎระเบียบวินัยหรือแบบฉบับ จารีตประเพณีของโลก Majority rule  มันก็เป็นธรรมชาติธรรมดาอย่างนั้น แต่ต้องยกย่องส่วนน้อยที่ถูกต้องคือ minority rights 

ส่วนน้อยเป็นพวกที่ Right ทั้งแปลว่าสิทธิมนุษยชน และความถูกต้อง ตกลง ตัดสิน Right THAT Right  ตัดสินเลย จบ ถูกต้องแล้ว อย่างนี้เป็นต้น 

ความหมายคำว่า Right ละเอียดลึกซึ้งเป็นโลกุตระเลย แต่คนเอาไปใช้แค่โลกียก็เรื่องของเขา ปรัชญาของโลกเขาก็ยังมี  Majority rule กับ Minority rights เขาก็มีอยู่เหมือนกัน

อย่างโลกุตระเราทวนกระแส ชัดเจนถึงเรื่องนี้ เราก็เคยเป็นอย่างนั้น เป็นพวกที่ยังไม่เจริญถือว่าพวก Majority rule  เมื่อเจริญมาถึงยอดพีระมิด เราถึงรู้ชัดเจน แต่เราก็ไม่ ข่มเขา ก็รู้ว่าถ้าเขาสำนึกและเข้าใจ เขาก็จะมาเป็นอย่างนี้ แต่เขายังไม่มีปัญญาไม่รู้สึกเขาก็หลงงมงายอยู่อย่างนั้น ก็จริงอีกแหละ จะไปบังคับไปขู่เข็ญ ข่มเขาโคขืนให้กลืนหญ้า บังคับหมาให้กระดิกหาง ก็เป็นคำพังเพยที่ชัดเจน มันไม่ได้ มันก็ต้องเป็นเช่นนั้น มันเป็นของจริง ตามจริงอย่างนั้น มันเกิดเป็นอย่างนั้น ตถตา มันต้องเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างอื่นไม่ได้ ต้องรู้ตัวจบเขามีขนาดนี้ฐานนี้ต้องเป็นอย่างนี้ จะไปบังคับให้โควิดมันไม่เอาคนให้ตาย ไปบังคับมันไม่ได้ บอกเจ้าโควิดมันไม่รู้เรื่องหรอก มันเอาเราตาย ถ้าสู้มันไม่ได้ 

สังขารกับเวทนาอันไหนมาก่อน

_สู่แดนธรรม…Pa Vo

​ลำดับปฏิจจสมุทบาท เริ่มจาก เพราะมี “อวิชชา” จึงมี “สังขาร” เรียงลำดับจนถึงมี ” เวทนา” …… คำถามคือ ทำไม “สังขาร ” จึงมาก่อน ” เวทนา” ครับ ไม่เรียงลำดับเบญจขันธที่มี “เวทนา” แล้วจึงมีสังขาร

พ่อครูว่า…ค่อยๆศึกษาไป ปฏิจจสมุปบาทเป็นผู้ที่ต้องมีความฉลาด มีปัญญา จึงจะพยายามทำความเข้าใจ เริ่มต้นที่ อวิชชา สังขาร

ส่วน สังขาร ตัวที่ 3 ของขันธ์ 5 

แน่นอน เวทนาขึ้นก่อนสังขาร พอมาปฏิจจสมุปบาท ตัวสังขารมันห่างจากเวทนา แต่มันเป็นตัวเดียวกัน สังขารคือองค์รวมของการปรุงแต่ง เวทนาก็เป็นองค์รวมของการปรุงแต่งจริงๆแล้ว แม้วิญญาณก็เป็นองค์รวมของการปรุงแต่ เวทนาก็เป็นองค์รวมของการปรุงแต่ง 

พระพุทธเจ้าท่านฉลาดการจะปรุงแต่งต้องมีสิ่งตั้งแต่ 2 สิ่งเป็นต้นไป มารวมกันปรุงแต่ง ผสมผสานกันเข้าไป อย่างเดียวมันจะไปรวมอย่างไร อย่างเดียวไม่มีการรวมกับอันอื่นต้องมี 2 ขึ้นไป นี่เป็นความฉลาดที่เถียงไม่ได้ เป็นเรื่องจริง ท่านก็ให้เรียนแยกรูป แยกนามเป็น 2 แยกกาย แยกภายนอก ภายในไปเรื่อยๆ เทวแยกเป็น 2 เป็นกาย เป็นภายนอก ภายในเป็นกลายเป็นจิตอะไรต่ออะไรต่างๆนานา แม้แต่แยกเวทนาในเวทนา กายในกาย จิตในจิต ธรรมในธรรม ทีละคู่ๆ ในเจโตปริยญาณ 16 จึงมีทีละคู่จนจบสุดท้ายเลย ทั้งหมด 8 คู่ 

ราคะ สราคะ วีตะราคะ โทสะ โมหะ เป็น 3 ตระกูลใหญ่ของกิเลสก็ต้องรู้ทีละคู่ รู้อะไรที่มันเป็นราคะก็เอาออก อะไรที่เป็นโทสะ โมหะ ก็เอาออก ฆ่าได้ไปตามลำดับ สังขิตตังจิตตังวิกขิตตังจิตตัง ก็อีกคู่   มหัคตะกับอมหัคตะ ก็อีกคู่   จนกระทั่ง สอุตระกับอนุตระอีกคู่ จิตที่เจริญขึ้นกับไม่มีเจริญกว่านี้อีก แต่เราจะรู้เลยว่ายังไม่จบ

จะจบได้ต้องรู้ตัวตั้งมั่นกับหลุดพ้น หรือเป็นผู้ไม่มีแล้วหายไปแล้ว แต่ถ้าตั้งมั่นคือยังอยู่ หลุดพ้นคือหายไป เป็นสภาวะ 2 สภาวธรรม ตั้งมั่นคือยังอยู่ วิมุติหลุดพ้นคือหายไป ไม่มี ก็คือ มีกับไม่มี คือโหติกับนโหติ คืออัตถิกับนัตถิ พยัญชนะ พระพุทธเจ้าจึงสรุปให้รู้ 2 อย่างนี้ คือ มีกับไม่มี อย่างนี้เป็นต้น ผู้ที่รู้ความมีกับไม่มีแล้ว ในสภาพที่คุณรู้ความจริงในใจ ปัจจุบันชาติ มันก็คือมี คุณยังมี ยังไม่ตาย ต้องอยู่กับไม่มีเป็นฐานอาศัย 

สาดน้ำสงกรานต์เป็นเรื่องพาฉิบหาย

สู่แดนธรรม_ท่านลั่นผาฝากเรื่อง เนื่องจากพรุ่งนี้เป็นวันสงกรานต์ วันครอบครัว เราเป็นครอบครัวแบบโลกุตระจะอยู่อย่างไรให้อบอุ่น 

พ่อครูว่า…เขาจะมีสงกรานต์ อาตมาเคยบริภาษเรื่องสงกรานต์ที่แย่ไว้ ว่าเป็นเรื่องชิบหาย สงกรานต์เป็นเรื่องชิบหาย เอาน้ำสาดกันเล่นทั้งที่เป็นหน้าแล้ง น้ำหายากก็ไปเล่นน้ำกัน เคยวิจัยวิเคราะห์ให้ฟังว่ามันไม่ถูก 

ธรรมเนียมเดิมของท่าน น้ำมีน้อยมันร้อนไปอาบน้ำ มันก็จะเย็น ก็เอามาแสดงออกในความมีน้ำใจ เรามีน้ำน้อยต่างคนเอามาคนละจอก คนละขัน เอามารดน้ำดำหัวผู้ที่เคารพนับถือ ผู้ใหญ่ก็เรียกว่า รดน้ำดำหัว โดยจารีตประเพณีเดิมมีคุณธรรมสูง ให้ระลึกถึงบุญคุณแม้มีน้ำน้อยก็เสียสละแบ่งให้กันได้ มันร้อนก็จะได้ชุ่มเย็นด้วยน้ำพอสมควร 

ที่นี่ก็เกิดการบานปลาย ใครก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นใหญ่ควรจะได้รับการรดน้ำดำหัวด้วย แต่มันไม่แค่รดน้ำดำหัว มันสาดกันเละเทะ ที่จริงรดน้ำดำหัวก็คือ รดน้ำให้หัวดำ ส่วนมากผู้ใหญ่แล้วบรรพชนจะหัวหงอก เพราะฉะนั้นก็จะรดน้ำหัวดำ คือให้สดชื่นกลับฟื้นขึ้นมาจากแก่เป็นหนุ่ม นัยยะซับซ้อน ให้มันคล้องจอง คนไทยชอบคำสัมผัส คือรดน้ำให้เป็นหนุ่มขึ้นมาสดชื่นจากหัวหงอกเป็นหัวดำ 

แต่เอาไปสาดเล่นกันเละเทะ น้ำก็หมด ชิบหายวายป่วง กลายเป็นเรื่องลามกจกเปรตเป็นเรื่องในทุนคว้าอันนี้ไปทำเละเทะเลอะเทอะวุ่นวายไปหมด นี่คือความบานปลายของอวิชชา 

สู่แดนธรรม สรุปจบ