640329_รายการโสเหล่โลกุตระ ออนไลน์ ครั้งที่ 33 ที่บ้านราชฯ

อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวน์โหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/13j80FfjIMtKsOKX1v1UfVED6HPlw4Ih5Jn4TfLH9dho/edit?usp=sharing                                                       

ดาวน์โหลดเสียงที่  https://drive.google.com/file/d/13xg0IClYGZpSLkDLh2VBEV-z7Fve_cZj/view?usp=sharing 

ยูทูปที่  https://youtu.be/eboCNdhzaug 

_สู่แดนธรรม…วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ 29 มีนาคม 2564 ที่บวรราชธานีอโศก ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายก่อนเข้างานปลุกเสกฯครั้งที่ 44 

_สมณะบินบน…วันนี้ในอดีตเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2536 หรือเมื่อ 28 ปีที่แล้ว วันนั้นเป็นวันสุดท้ายของการอบรมครูและผู้นำชาวบ้านจำนวน 161 คน ประสานงานโดยอาจารย์สวัสดิ์ มุณีเวช อบรมที่ปฐมอโศก การอบรมครั้งนี้ ถือว่าเป็นการอบรมครั้งแรกของชาวอโศกหลังจากมีคดีกรณีสันติอโศกเมื่อ 2532 จากวันนั้นก็มีครอบครัวที่แจ้งเกิดคือ ครอบครัวมุณีเวช 

_บุญระบบ มุณีเวช…เมื่อได้เข้าอบรม เมื่อ 2536 ก็ประทับใจในเมืองพุทธยูโทเปีย สิ่งที่ได้เห็น ตอนนั้นรู้สึกว่าท่านโสรัจโจเป็นเจ้าอาวาส มีหมอฟากฟ้าหนึ่ง และชาวชุมชนพาดูสถานที่ ประทับใจบ้านหลังเล็กๆแต่ละหลัง ปลูกผักหลากหลายกินได้ทั้งหมด ในแปลงผักมีดอกไม้แซมเพื่อล่อแมลง หลังจากอบรมครั้งนั้นก็ได้สมัครเป็นสมาชิก ยืมเทปธรรมะ อ่านหนังสือชาวอโศก จากนั้นก็ได้ไปงานชาวอโศกบ่อยๆ 

_สมณะบินบน จากนั้น คุณบุญระบบ ก็ได้ถือศีลกินมังสวิรัติ และต่อมาลูกๆ รอยใบไม้ และเพชรพันศิลป์ ก็ได้มาถือศีลปฏิบัติธรรมด้วย 

วันนี้เป็นวันฌาปนกิจศพ คุณแม่วิราวรรณ  จูเฉย  ได้จากไปอย่างสงบด้วย ที่ โรงพยาบาลอำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์  สิริอายุ 81 ปี

ชาตะ 30 กันยายน พ.ศ. 2483  มรณะ  25 มีนาคม 2564

โดย ตั้งศพสวดพระอภิธรรม ที่วัดใหม่ หรือ วัดสามัคยาราม ท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์  และจะทำการฌาปนกิจ วันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2564 เวลาประมาณ 15.00 น.

_ในปางฝัน…ตอนที่ยังไม่รู้จักชาวอโศกดิฉันก็ไม่มีความชัดเจนว่าต้องลดละ เช่นเราไม่ชัดเจนว่าการไม่กินเนื้อสัตว์ เราก็เห็นว่าคนทั้งโลกยังกินอยู่ เราไม่ชัดเจน แต่เมื่อมาอยู่กับหมู่กลุ่มชาวอโศก ดิฉันก็ชัดเจนขึ้น คนทางโลกสอนให้รวย แต่พ่อครู ชาวอโศกสอนให้เราต้อง

มาจน เป็นผู้ให้ ทำให้รู้สึกว่า นี่คือสังคมที่สุดยอด มหัศจรรย์มากๆ หนูเกิดมาชาตินี้ภูมิใจที่สุดที่ได้มาพบศาสนาพุทธ และได้มาอยู่กับหมู่กลุ่มชาวอโศก ยิ่งกว่าถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 สัก 10 ใบ 

_วันนี้ที่จังหวัดอุบลราชธานีก็มีญาติธรรมชาวอโศกคือคุณยายสีบุญ(อดีตแม่ครัวพ่อเฒ่า) ได้เสียชีวิตแล้วที่บ้าน.เดชอุดม ฌาปนกิจวันนี้ ที่บ้านเดชอุดม สิริ อายุ 90 ปี 

ทำไมพระพุทธเจ้าไม่บัญญัติห้ามสาวกไม่ให้กินเนื้อสัตว์

พ่อครูว่า…เรื่องกินเนื้อสัตว์กับไม่กินเนื้อสัตว์พูดขอให้ชัดอธิบายให้ฟัง เขาเถียงกันว่าพระพุทธเจ้าบัญญัติหรือไม่ได้บัญญัติไว้ ขอยืนยันว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติเป็นบัญญัติเลยว่าทุกคนจะต้องหรือนักบวช มาเป็นภิกษุแล้วจะต้องไม่ฉันเนื้อสัตว์ พระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติไม่ได้กำหนดเลย ฟังให้ชัดๆ เพราะในยุคของพระพุทธเจ้าเป็นยุคที่คนรู้จักกันดีส่วนใหญ่ นักบวชที่เจริญเขาไม่กินเนื้อสัตว์    ส่วนนักบวชที่ไม่เจริญเขาก็กินเนื้อสัตว์ พระพุทธเจ้าจึงไม่ได้บัญญัติ เพราะท่านก็ไม่ฉันเนื้อสัตว์ แม้แต่พระเทวทัตก็ไม่ได้ฉันเนื้อสัตว์ ภิกษุส่วนใหญ่ไม่ฉันเนื้อสัตว์ มีบ้างที่ภิกษุบางรูปที่ฉันเนื้อสัตว์ ก็ไม่ได้ตรัสว่าอะไร ปล่อยให้เป็นปัญญาพิจารณาเอง สำนึกเองเขาก็เลิกเองของเขา เพราะมันเป็นโดยปริยายโดยส่วนรวมมากพอ ที่ไม่จำเป็นจะต้องไปบัญญัติสิ่งเหล่านี้ อย่างนี้เป็นต้น 

ขอให้เข้าใจดีๆเรื่องนี้อย่างนี้ ไม่อย่างนั้นก็เถียงกันอยู่อย่างนั้นแหละ พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ที่ไหน ซึ่งพระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติระบุไว้ชัดเจน แต่มีคำบรรยายบ้างอยู่ในมหายาน เราก็มีเก็บไว้บ้างว่าการฉันเนื้อสัตว์มันไม่ดีอย่างไร มันลงนรกเป็นบาปเป็นวิบากอย่างไรก็บรรยายไว้เยอะแยะมากมาย เพราะฉะนั้นผู้รู้ก็ไม่ฉันเนื้อสัตว์ ผู้ที่ฉลาดแล้วรู้แล้วก็ยังไม่ฉันเนื้อสัตว์ ผู้ที่ยังโง่อยู่ไม่ฉลาดอยู่ เขาก็มีคำบรรยายพวกนี้ไว้ แต่พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ไปบัญญัติ กำหนดบังคับหรือว่าอะไรไม่ นี่คือความอิสรเสรีภาพที่สมบูรณ์แบบที่สุด 

_สู่แดนธรรม…ที่พระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติคือมีวินัยอีกข้อหนึ่งที่เปิดทางให้มีทางออกสำหรับที่สุดที่หาอาหารไม่ได้ สามารถที่จะกินเนื้อสัตว์ที่มันตายเองได้ แต่มีวินัยอีกหลายข้อที่ห้ามภิกษุทำครัว ห้ามเก็บเนื้อสัตว์ ห้ามเก็บอาหารไว้ค้างคืน สมมุติว่าท่านบิณฑบาต0

ไม่ได้ แล้วเห็นสัตว์ตายกลางทาง ถ้างั้นก็คงต้องพิจารณาแล้วกินด้วยความไม่รังเกียจอย่างนั้นกระมังครับถึงจะพอประทังวันนั้นไปได้ 

พ่อครูว่า…ไม่มีปัญหามากหรอกผู้ปฏิบัติธรรมไม่ได้ฉันอาหารสักวันสองวันก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องไปคิดมากหรอก เป็นได้ไม่เป็นเรื่องใหญ่อะไร ต้อปังไปถือเป็นเรื่องสำคัญเหลือเกิน 

ที่อาตมานำเรื่องไม่กินเนื้อสัตว์มาเป็น บุญญาวุธหมายเลข 1 ในการเปิดเผยธรรมะในยุคนี้ ก็เพราะว่ามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับศีลข้อที่หนึ่งที่เป็น อธิศีล อาตมาก็โยงใย  อันนั้นเป็นเหตุเพื่อให้เข้าใจถึงความเกี่ยวพันเกี่ยวเนื่องไปถึงขั้นวิบากกรรม แม้ที่สุดลึกซึ้ง ถึงขั้น พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎกชัดเจนว่าเรื่องเนื้อสัตว์ ในชีวกสูตร

แล้วผู้ที่อ่านพระไตรปิฎกยังไม่แตก ฟังแล้วก็จะเฉยๆยังไม่เข้าใจซาบซึ้งอะไร ที่ท่านตรัสไว้ตั้ง 5 ข้อว่า เรื่องเกี่ยวกับสัตว์ เป็นบาปเป็นอันมากไม่ใช่บุญเลย

  1. ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา” (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น) 

  2. สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา  ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส 

  3. ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า  “ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้” 

  4. สัตว์นั้น เมื่อกำลังถูกเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส 

  5. ผู้นั้นยังตถาคตและสาวกตถาคต  ให้ยินดีไปด้วยเนื้อ   ย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก (ตถาคตํ วา   ตถาคตสาวกํ  วา   อุทฺทิสฺส   ปาณํ   อารภติ   โส  อิเมหิ    ปญฺจหิ   ฐาเนหิ  พหุง   อปุญฺญํ   ปสวตีติ)     ชีวกสูตร  ล.13   ข.60 

ข้อที่ 5 ยิ่งใหญ่ที่สุดสูงที่สุดเป็นบาปเป็นอันมากก็คือ เอาอาหารเนื้อสัตว์ไปถวายพระพุทธเจ้าหรือพระสาวกพระพุทธเจ้า เพื่อให้ยินดีในการฉันเนื้อสัตว์ในอาหารนี้ คล้ายๆกับว่าไปมอมเมาพระพุทธเจ้า สาวกพระพุทธเจ้าให้หลงใหลติดยึดในเนื้อสัตว์ จึงเป็นบาปข้อที่ 5 ยิ่งใหญ่ที่สุด ถ้าเข้าใจแตกฉานในการฟังคำสอนพระพุทธเจ้าแล้วจะสะดุ้งโหยง ตายๆๆ เอาอาหารเนื้อสัตว์ไปถวายพระพุทธเจ้า พระสงฆ์ทั้งหลายแหล่มันบาปอย่างที่ข้อที่ 5 นี้เชียวหรือซึ่งเป็น อกัปปิยะ เป็นสิ่งไม่ควรอย่างยิ่งเลย เอาอาหารเนื้อสัตว์ไปถวายพระพุทธเจ้า สาวกพระพุทธเจ้าเป็นสิ่งที่ไม่ควรเลย ถ้าเข้าใจแตกฉานในคำสอนคำกล่าวของพระพุทธเจ้าแล้วจะสะดุ้งโหยง ตายๆๆ เราทำอย่างซื่อเลย ปรุงอาหารและสัตว์อย่างประณีตไปถวายพระพุทธเจ้า พระสาวกพระพุทธเจ้าหน้าตาเฉย นึกว่าจะได้กุศลอานิสงส์สูงส่ง แต่ไม่ประสีประสาอะไรจริงๆเลย อาตมาทำงานมา 50 ปีก็ได้ผลพอสมควร 

_SMS วันที่  28 มี.ค. 2564

_กราบนมัสการค่ะ…โปรดพิจารณาถวายรายงานพ่อครู’ตามควรดังนี้ค่ะ….

กราบนมัสการพ่อครูที่เคารพ..World Happiness Report 2021จัดอันดับประเทศที่ประชากรมีความสุขที่สุดในโลก ฟินแลนด์คว้าแชมป์อันดับ 1 ติดต่อกัน 4 ปีซ้อน ดิฉันถามเราโน่ พลเมืองของประเทศนั้นว่า..’จริงไหม’ เขาตอบว่า “เท่าที่รู้ชาวฟินน์ที่มีความสุขที่สุดในโลกอยู่ที่หมู่บ้านราชธานีอโศก”…ปีที่แล้ว ที่ฟินแลนด์เราโน่ต้องหลบโควิดไปอยู่ในบ้านป่าคนเดียว เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมาเขาขับรถฝ่าหิมะสี่สิบกิโลเมตรเพื่อไปตลาดในเมืองซื้อผักชุบสารเคมีมาตุนไว้สำหรับเป็นอาหารต่อหนึ่งสัปดาห์..เมื่อกลับมาอยู่บ้านราชฯแม้ระหว่างกักตัวอยู่ในบ้านมีญาติธรรมเอาผัก ผลไม้ อาหารสุขภาพทั้งนั้น มาวางให้….”ที่นี่สังคมสาธารณะโภคี คือสังคมที่มีความสุขที่สุดในโลก..แต่เขาไม่เข้าใจก็ว่ากันไปแบบที่เขาว่ากัน..” เราโน่กราบถวายรายงานเฉยๆ..ไม่มีคำถามค่ะ…

พ่อครูว่า…อาตมาจำได้ แต่ก่อนเราโน่เคยพูด เมียเขาถามว่า ฟินแลนด์เป็นที่ที่สุขที่สุดในโลก เราโน่ก็ว่า หากฟินแลนด์ หากว่า ฟินแลนด์เป็นที่ที่สุขในโลก แล้วเขาจะมาอยู่ที่ราชธานีอโศกทำไม เราโน่ไม่ใช่เป็นเลย์แมนธรรมดา เขาเคยเป็นนักบิน เคยเป็นอะไรอีกหลายอย่างที่สำคัญๆมาด้วย 

โลกุตรธรรมแม้ยาก ทวนกระแส แต่มีคนทำได้จริง

_Kidtog Navaboonniyom (คิดถูก นาวาบุญนิยม) : โลกีย์ยากจะเข้าใจกำไรของเราคือการขาดทุนหรือการได้ให้ โลกถือว่าการขายให้ได้กำไรมากๆ คือการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การแจกฟรีอย่างพวกบุญนิยม ไม่ก่อรายได้ ไม่ทำให้ GDP เติบโต 

เขามองว่าเศรษฐกิจอย่างพวกเราทำให้ล้าหลัง ไป 2500 ปี เพราะพระพุทธเจ้าพาทำมา 2500 กว่าปี ไม่เว้นแม้แต่ในหลวง ร.9 ก็โดนโจมตีเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง คนส่วนมากอยากรวยทั้งนั้น เมื่อคุณทักษิณจะพาไปรวย คนส่วนมากจึงขานรับ จนทุกวันนี้ก็ยังมีคนที่อยากให้ใครก็ตามที่จะทำให้เขารวยได้มานำพาพวกเขาไปสู่จุดหมาย คือ หายจน พ่อท่านชวนคนมาจนจึงยากยิ่งกว่า เข็นเขาขึ้นครกเสียอีก ลูกศิษย์พระพุทธเจ้าส่วนมากยังไม่กล้าสอนให้คนมาจนเลย ทั้งๆที่อยากไปนิพพานแต่ไม่กล้าจน ไม่กล้าหมดตัวหมดตน

พ่อครูว่า…ที่ท่านคิดถูก อธิบายมาพอสังเขปเป็นเรื่องรวมในโลกุตรธรรมที่ย้อนแย้งกับสิ่งที่คนเขายึดติด และเป็นความเข้าใจเป็นความรู้ความฝังหัว ฝังใต้จิตวิญญาณด้วย อย่างนั้น พูดอย่างไรเขาก็จะดูงง ฟังดูโดยปฏิภาณด้วยไหวพริบ มันดูเท่ดีเหมือนกันว่ามาจน มาไม่เอาอะไร มาเป็นคนไม่มีตัวตน ภาษามันเท่ แล้วมันเป็นไปได้จริงหรือเปล่าคนก็จะงง จะยังสงสัยและไม่เชื่อ แต่พระพุทธเจ้าท่านไม่เอาสิ่งที่เป็นจริงไม่ได้มาสอนมนุษย์หรอก สิ่งที่เป็นจริงไม่ได้จะเอามาสอนมนุษย์ทำไม แต่มันเป็นจริงได้ มันยากอยู่ เพราะมันทวนกระแสโลกีย์คนละทิศ จึงเป็นเรื่องที่ 2500 กว่าปีศาสนาพระพุทธเจ้าประกาศโลกุตระมาตั้งแต่ยุคของท่าน มาถึงยุคนี้ไม่รู้เรื่องแล้วโลกุตระ สิ่งที่พระพุทธเจ้าพยากรณ์ไว้นะ อาณิสูตร กลองอานกะ จนถึงยุคนี้มันก็จะหายไป ความเป็นเนื้อกลอง หนังกลอง เชือกกลองหายไปหมด มีแต่ของปลอมใส่เป็นกลองอานกะ วัตถุดิบใหม่หมดเลย แต่เป็นชื่อเก่า กับชื่อศาสนาพุทธเป็นชื่อเก่า เนื้อหาสาระเป็นของปลอม กลายเป็นศาสนาพุทธ เป็นกลองอานกะ ถ้าคนเข้าใจคำตรัสพระพุทธเจ้าเห็นแล้วยินดีตรวจสอบความจริงที่มันเกิด มันจริงๆ 

อาตมาเกิดมาในยุคนี้เพื่อจะสื่อสารโลกุตรธรรม ยิ่งเห็นจริงอย่างที่โอ้โห!ซึ่งน่าท้อเลยมันจะขุดขึ้นไหวหรือ แต่มันก็พอเป็นไปได้อย่างที่เป็นไปแล้ว 

ถึงวันนี้แล้วอาตมาบอกตัวเองได้ว่าไม่เสียหลาย ผลที่ได้แม้จะได้ประมาณนี้มีคนมาปฏิบัติตามได้มรรคผลขนาดนี้ อาตมาก็ว่าภาคภูมิใจตัวเองเพราะมันซึมหายไปจริงๆ ซึ่งมันก็ยากที่จะรู้ แต่พวกคุณก็ยังอุตส่าห์มาเข้าใจ ทั้งๆที่มันตกยุคหายไปแล้ว แต่ก็ยังมีคนมานิยมชมชอบ ทั้งๆที่มันฝืนกระแสใจ แต่ก็ยังเข้าใจได้ มันน่าชื่นใจ โลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้ามันฝืนกระแสโลก ทำให้คนได้โลกุตระนี้ แม้ที่สุดทำให้ปรินิพพานเป็นปริโยสานไปได้ รู้จักพลังอุตุ พีชะ จิต แล้วรู้จักกรรม ธรรมะ โดยกรรม  สามารถจัดการจิตให้เป็นพีชะให้เป็นอุตุได้ นักวิทยาศาสตร์ไหนก็ยังไม่สามารถเข้าใจพลังงานเหล่านี้ได้ แต่ผู้ที่มาศึกษาศาสนาพุทธอย่างพวกเราจะเข้าใจและสามารถแยกพลังงานจิตให้ไปเป็นพลังงานอุตุให้ไปเป็นพลังงานพีชะแยกได้จริง อาตมาพูดของตนเองเป็นจริง พวกคุณมาศึกษาตาม ได้ตามบ้างไหม…ได้ ยังสามารถกล้าตอบได้อย่างอาจหาญว่าได้ ได้เป็นอรหันต์หรือเปล่า…บางคนก็ตอบว่ายัง ยังหันหน้าหันหลังอยู่ แต่ก็รู้ว่าจริง ได้บ้าง ได้แล้วเป็นอย่างไรเราก็ต้องรู้ จะเป็นนามธรรมอย่างไรก็แล้วแต่ นี่แหละเป็นเรื่องที่อาตมาว่าเป็นเรื่องสาระสัจจะที่ยิ่งใหญ่ของศาสนาพุทธ แล้วคนก็ยังยาก แต่ยากเท่าไหร่ก็ไม่มีปัญหาเป็นเรื่องที่สูงสุดที่ต้องทำ 

_สมชาย จึงสิริพิพัฒน์พร : พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ปรุงแต่งท่าทีลีลาภาษาสำนวนน้ำเสียงแสดงแอคติ้งสื่อสารสาระ  ปัญหาโลกียกรรมยื้อแย่ง บัญญัติภาษาบัญญัติเอาไปอวยใช้กันเอง ดังสำคัญคำว่า กุศลบุญบารมีปัญญา กับโลกุตตรธรรมสภาวะชั้นสูงสุดยอด! บารมีปัญญา กับโลกุตตรธรรมสภาวะชั้นสูงสุด

พ่อครูว่า…ดีแล้วเข้าใจแล้วพยายามติดตามฟังให้ดี จะเข้าใจเชิงบวกหรือลบก็ไม่มีปัญหา ศึกษาและปฏิบัติให้ถูกต้องเป็นประโยชน์ก็เอา ถ้าไม่เป็นประโยชน์แน่นอนคุณก็ไม่เอาไม่มีปัญหาอะไร 

_รุ่งศรี คนทําสวน : พ่อครู คือความงดงามหมดจด สว่าง สงบ เย็นค่ะ

_6031: ฟังธรรมจากพ่อครู.ยิ่งเกิดปัญญา.จึงยิ่งซาบซึ้งครับผม..จากท้ายเหมือง.พังงา.

_สนิด ครับ : ฟังแล้วทำให้ชีวิตดีขึ้นสาธุ…สาธุ

_สมณะลือคม (ศาลีอโศก)…วันนี้ได้ไปงานฌาปนกิจศพ โยมแม่สมณะสมชาย ตันติปาโล งานนี้รู้สึกประทับใจพระลูกชายและพระพี่ชาย คือหลวงพี่กล้าดี เตชพหุชโน โดยก่อนเสียชีวิต ป่วยติดเตียง ภันเตเตชะฯมาเป็นพี่และเป็นเพื่อนท่านตันฯ ได้เห็นความห่วงใยกัน ภันเตเตชะไปทำหน้าที่ได้อย่างดี แม้แต่เพื่อนที่อยู่ไกลจากราชธานีอโศก สิกขมาตแสงฝนก็ประสาน สุดท้ายมีสมณะคำจริง มีจิตอาสาไปร่วมงานศพเกือบทุกงาน แต่ละรูปมีอัตลักษณ์ของตน งานนี้ท่านตันติปาโล สามารถทำใจได้ดี แต่ญาติก็บอกว่าให้เวลาทำใจก่อน คนปฏิบัติธรรม ทำใจดับทุกข์ได้เร็ว แม้แต่พี่ๆทางไกลภันเตกุสโลก็มาเยี่ยมเยือน ศิษย์เก่าก็มาด้วย ได้แสดงออกเป็นรูปธรรมให้สังคมข้างนอกได้สัมผัส ความเป็นญาติ เป็นแม่ของสมณะ แต่สมณะรูปอื่นก็มาร่วมด้วย

_ดินซึ้ง (ศาลีอโศก)…ในยุคพระพุทธเจ้ามีคนมาอยู่รวมกัน เหมือนในยุคพ่อท่านหรือไม่ 

พ่อครูว่า…มีสิ แต่ไม่เหมือนกัน มันคนละยุคกาลจารีตประเพณี วัฒนธรรมที่เปลี่ยนไป ในยุคพระพุทธเจ้าท่านออกมาบวชแล้วอิสระจริงๆ ทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง สมบัติพัสถานบ้านช่องเรือนชาน ไม่มีแม้แต่ที่พักที่อยู่เป็นของตัวเองจริงๆ นอนรุกขมูลโคนไม้ ไม่ได้ติดยึดจริงๆ แต่ในยุคนี้ไม่ได้ แม้แต่กฎเกณฑ์ของเถรสมาคมและต้องมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง อย่างเรา อาตมามาทำงานศาสนา ก็พยายามจะทำตามพระวินัย แต่เขาก็มีข้อหาว่า ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งก็ผิดกฏ ซึ่งขัดกับหลักวินัยพระพุทธเจ้า ของเถรสมาคมบอกว่าต้องมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งจะไปเที่ยวเร่ร่อนไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งนั้นมันผิด ออกมาเป็นกฎหมายเป็นวินัยของเถรสมาคมได้ซึ่งเป็นการบัญญัติในสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติ หลายอย่างเป็นการกลับตาลปัตรไปก็เห็นใจเขาเหมือนกัน ถ้าเขาปล่อยให้เละเทะ ไม่ตรวจสอบเลยก็พังเพราะเขาไม่มีความสามารถ 1   2 จิตวิญญาณของมนุษย์ ภิกษุที่มาออกบวชเขาไม่ได้มาบวชแบบนี้ มาบวชแบบอาศัยผ้าเหลืองให้มีอภิสิทธิ์ เมื่อโกนหัวนุ่งห่มจีวรก็มีอภิสิทธิ์แล้ว บิณฑบาตหากินได้หรือมีคนให้เงินทองอนุเคราะห์ต่างๆนานาสารพัด 

ศาสนาที่เป็นอยู่จริงทุกวันนี้มันซับซ้อน หลายอย่างมันพิลึก กลับตาลปัตรซับซ้อนจนกระทั่งไม่รู้ว่าอะไรผิดหรือถูกก็ยาก เราก็ค่อยๆทำไปจนกระทั่งให้เข้าใจถึงจุดหมายจริงของเจตนารมณ์พระพุทธเจ้าแล้วก็ปฏิบัติประพฤติจนกระทั่งได้ที่เข้าใจจริงๆลึกซึ้งมาได้ประมาณนี้ก็ดี 

ละอาย เกรงกลัวต่อบาปอย่างแรงกล้า เป็นปัญญา 8 ข้อที่ 1

_สู่แดนธรรม…จากที่คุณยายดินซึ้งถามมา คือ เจตนา อยากถามว่า สังคมสาธารณโภคีแบบที่พ่อท่านทำนี่ มีหรือไม่ในยุคนั้น 

พ่อครูว่า…ตอบได้ว่าไม่มี ในยุคพระพุทธเจ้ายังทำไม่ได้กับฆราวาส ส่วนใหญ่เป็น

กลุ่มก้อนสงฆ์ของพระพุทธเจ้าเป็นสาธารณโภคีจริงๆ ในยุคนี้เขาก็จะหาว่าโพธิรักษ์เก่งอย่างไรเอามาให้ฆราวาสทำได้ อาตมาก็ไม่แย้งไม่เถียงอะไรแต่มันเป็นไปได้ มันเป็นสิ่งที่ทันสมัยล้ำสมัย เป็นสิ่งที่ชาวโลกจะเข้าใจได้ว่าเป็นเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสาธารณโภคี ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตย สังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์ต้องการลักษณะเศรษฐกิจแบบสาธารณโภคี แต่มีชาวอโศกนี้ทำถึง  ทำเป็นสาธารณโภคีได้ ถึงที่ว่านี้ไม่ใช่เฉพาะหลักเกณฑ์ แต่ถึงโดยจิตวิญญาณ จิตวิญญาณที่เป็นสาธารณโภคี จึงอยู่ได้อย่างสงบเรียบร้อย สงบสบายเรียบร้อยเป็นตัวอย่างอันยิ่งใหญ่ในโลก เป็นจุดหมายปลายทางของประชาธิปไตยของคอมมิวนิสต์ของสังคมนิยมทั้งนั้น คือทุกคนไม่มีตัวตนทุกคนไม่ยึดถือเป็นตัวเราของเราทำงานเพื่อส่วนกลางเข้ากองกลางหมด เสียภาษี 100% ทุกคนทำงานแล้วไม่เอาเป็นของตัวของตน ร่วมกันกินร่วมกันใช้แบ่งแจกไป แล้วทุกคนก็สังวรตัวเองเป็นคนวรรณะ 9 เป็นคนอยู่สบายๆไม่ต้องยึดถืออะไรมาก กินง่ายอยู่ง่ายไปง่ายมาง่าย ศึกษาฝึกฝนตัวเองให้เจริญได้ง่าย เป็นคนมักน้อยจนกระทั่ง 0 เป็นคนที่มีศูนย์นั่นแหละดีที่สุด อัปปิจฉะ สันตุฏฐิ เป็นคนใจพอได้เท่านี้ก็เหลือเฟือแล้ว ไม่มักมาก เป็นคนที่พัฒนาตัวเอง คนที่ยังไม่สมบูรณ์แบบก็ขัดเกลาตัวเองยังไม่บรรลุสูงสุดทฤษฎีนั้น โดยหลักเกณฑ์ ศีลสามัญญตาทิฏฐิสามัญญตาเป็น สัลเลขธรรม มีข้อปฏิบัติที่สูงขึ้น เป็นศีลเคร่ง ธูตะ มีอาการกายกรรมวจีกรรมที่มีกิเลสของแต่ละคเป็นอาการที่น่าเลื่อมใส จบด้วยไม่สะสม อปจยะ มีก็เข้าส่วนกลาง แล้วขยัน ไม่ได้มานั่งเอาเปรียบเอารัด แฝงกินแฝงอยู่ ขยัน ละอาย เป็นคนเจริญเป็น เทวะ มีสัทธา หิริ โอตตัปปะ พหูสูต วิริยะ สติ ปัญญาอย่างแท้จริง 

คนที่มี หิริ โอตัปปะ เป็นคนที่รู้จักละอายต่อสิ่งที่ถูกต้อง ละอายต่อสัจธรรมที่ประเสริฐจะมีญาณปัญญารู้ความจริงว่าอันนี้เป็นสิ่งประเสริฐ ผู้นี้คนนี้เป็นคนประเสริฐ เช่น

ยกตัวอย่างบางคนเห็นว่าคนคนนี้ไม่ใช่คนประเสริฐ ไม่ใช่คนเจริญแต่เป็นคนมิจฉาทิฏฐิด้วยเคยเห็นอย่างนั้น จนกระทั่งศึกษาไปตัวเองเจริญขึ้น มีปัญญา  มีความรู้  มีศรัทธา มีปัญญาอันเจริญ จนกระทั่งรู้ว่าเราเข้าใจผิดรู้ว่าคนคนนี้เป็นอาริยะ เป็นอรหันต์ เป็นสัตบุรุษที่น่าเคารพนับถือแล้วเราเข้าใจผิดได้อย่างไร โอ้โห! ละอายตัวเอง หิริโอตตัปปะ เห็นเลยว่าตัวเองนี่มันโง่ ไปเห็นสิ่งประเสริฐเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกัน แล้วเคยปฏิบัติประพฤติกดขี่ ย่ำยีด้วยจะละอายตัวเองอย่างมาก ความรู้สึกละอายที่ว่าหิริโอตตัปปะจึงเป็นเทวธรรมที่ยิ่งใหญ่ คนเกิดจริงรู้สึกจริง 

เพราะฉะนั้นในปัญญาข้อที่ 1 เลยตรงกับความรู้ความฉลาด ของผู้ที่จะรู้ว่ามีพระพุทธเจ้า นี่เป็นสัตบุรุษหรือผู้ที่มีปัญญาอยู่ในฐานะครูผู้สัมมาทิฏฐิ พอได้สัมผัสแล้วได้พบจะรู้สึกถึงความละอายที่จะระลึกถึงยาวนานไกลลิบเลยว่า เราเคยเข้าใจผิดไปหลงในโลกียะเจริญโลกียะสูงส่งอะไรมา ได้หลงตัวเอง ได้แย่งชิงลาภยศโลกียะมา พอมารู้สึกตัวว่าทำไมเราโง่มาถึงขนาดนี้ ไปวนอยู่ได้กับโลกียะ แย่งลาภยศสรรเสริญโลกียสุข จะละอายตัวเอง ความรู้สึกที่ หิริโอตัปปะเป็นสัจธรรมเป็นความรู้สึกจริงที่ยิ่งใหญ่ คนเกิดจริงเป็นจริงในจิตคนนี้แหละเป็นคนเจริญแท้เป็นปรมัตถธรรม ที่อุบัติขึ้นในตัวจิตผู้นี้ 

คนจะรู้สึกอย่างนี้เข้าถึงสภาวะอย่างนี้เองในจิตยากมาก กว่าจะเกิดปัญญาตัวนี้ มีความละอายอย่างแรงกล้า มีความเคารพอย่างแรงกล้า  มีความรักอย่างแรงกล้า ที่พระพุทธเจ้าท่านใช้กำกับอธิบายเรื่องความรู้ ความฉลาด ที่เรียกว่าปัญญาที่จะเกิดในจิตคน เพราะฉะนั้นความรู้ความฉลาดจึงไม่ใช่ความรู้ความฉลาดที่จะเข้าใจกันง่ายๆ สามัญ

ผู้ที่เข้าใจได้จะชัดเจนในพระพุทธเจ้า ในความเป็นคุณสมบัติ คุณวิเศษที่ยิ่งใหญ่ หรือ สัตบุรุษหรือผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิอยู่ในฐานะครู จะรู้สึก 

_สู่แดนธรรม…พ่อท่านพูดมาหลายครั้ง เหมือนพ่อท่านจะเห็นว่ามีผู้เปลี่ยนแปลงฐิติมายอมรับได้บ้างหรือไม่ครับ

พ่อครูว่า…ใช่ คนที่คลายใจ จะตั้งใจฟังธรรมได้ดี ปัญญาจะเกิดสุตสูสังลภเตปัญญัง จะมีการเปิดจิตรับ คุณจะได้ปัญญา และถ้าเกิดจริงจะเป็นคนที่รู้สึกว่าเราละอายที่เคยลบหลู่ ไปดูถูกดูแคลนไปเข้าใจผิด มันจะรู้ตัวเอง สมน้ำหน้าตัวเอง มันโง่ที่ไปเห็นทองแท้ๆเป็นขี้หมูขี้หมาอะไรได้อย่างไร ทั้งๆที่เป็นเพชรเป็นทอง ทำไมเราตาต่ำอย่างนั้นจะรู้สึกตัวจริงๆ จะรู้สึกตัวละอายอย่างแรงกล้า จะเคารพอย่างแรงกล้า รักอย่างแรงกล้า มันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆจะรู้สึกว่ามันของจริงๆ กว่าจะเห็นของจริง กว่าจะรู้ความจริง นั่นคือสัจจะจริงถ้ายังไม่เป็นสัจจะก็จะเป็นอย่างนั้น ยังมีอัตตามานะถือดีว่าฉันรู้ฉันเก่งอะไรอยู่ มันไม่เป็นอย่างที่อาตมาว่า

_อิ่มบุญ…ผมเพิ่งฝันเห็นหลวงปู่มรณภาพจะบาปหรือไม่ครับ

พ่อครูว่า…ไม่บาปหรอก ความฝันอย่าเอามาเป็นสาระ มันไม่เกิดบาปเกิดผลอะไรหรอก โดยเฉพาะเรื่องบุญไม่เกิดใหญ่เลย ปฏิบัติธรรมหลับตาหรือฝันก็ตาม ไม่มีทางจะเกิดบุญเลย แม้แต่บาปก็ไม่ใช่บาปจริง เป็นความระลึกตามอดีตหรืออนาคตเท่านั้น มันไม่ใช่สภาวะจริง ก็เป็นไปมีแต่กิเลสจะหนาขึ้น กิเลสทิฏฐิมันจะเป็นไปตามความนึกคิดตามอดีตสั่งสมอนาคตเข้าไปเรื่อยๆ มันหนาแน่นก็ซวยเท่านั้นเอง 

สู่แดนธรรม…สาเหตุอาจเพราะน้องอิ่มบุญ มีความเป็นห่วงเป็นใยหลวงปู่เลยเก็บเอาไปฝัน

ชาติ 5 ในปฏิจจสมุปบาท 

_อ.ไพรศีล…คำว่า “ชาติในปฏิจจสมุปบาท” กับ คำว่า “ชาติ 5” มีความหมายเหมือนกันไหมคะ

พ่อครูว่า…ชาติในปฏิจจสมุปบาทกับชาติ 5 พยัญชนะมันตรงกัน คำว่า ชาติ

เรารู้แล้วว่า ชาติคือความเกิด อาการเกิด มันเหมือนกันทั้งนั้น จะเป็นการเกิดในปฏิจจสมุปบาท หรือจะเป็นการเกิดที่ท่านตรัสไว้ในการเกิด 5 ก็ตาม ที่จริงแล้วถ้าเข้าใจสภาวะธรรมที่ชัดเจนแล้ว ทุกอย่างมีการเกิดกับการดับ 

เช่น คุณเกิดอวิชชา ก็เป็นการเกิด คุณก็จะมีความไม่รู้ เกิดสิ่งไม่รู้ เกิดความโง่ ๆ เกิดความไม่เข้าใจอะไร พอเกิดอวิชชา พระพุทธเจ้าท่านตรัสไปต่อ ปฏิจจสมุปบาทก็เป็นสังขารปรุงแต่งรูปนาม ว่ามีรากฐานของอวิชชา ไม่รู้มันก็ไม่รู้ว่าเป็นการปรุงแต่งอย่างไร สังขารเป็นอย่างไร

ผู้ใดมาศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าอย่างสัมมาทิฏฐิ ผู้สอนแนะนำพยายามอ่านสังขาร ตั้งแต่หยาบภายนอก เรียกว่ากายสังขาร วจีสังขาร ก็เป็นกายวิญญัติ วจีวิญญัต ที่มันหยาบจับได้ง่ายก็ให้รู้ว่ามันปรุงแต่งอย่างไร จนกระทั่งมันไปยึดถือเป็นโลกีย์ตามโลกไป ความทุกข์ความสุขเกิดความเจริญความเสื่อมไป ก็พยายามสภาพปรุงแต่ง จนกระทั่งมารู้ว่าเหตุที่มันปรุปรุงแต่งอยู่อย่างนี้ มันก็คือชาติของกิเลสเกิดเข้ามาร่วม ปรุงแต่งอยู่ในสังขาร กิเลสเกิดนั่นแหละจับอาการของกิเลสได้ กิเลสตัวตระกูลใหญ่ๆก็มี ราคะ โทสะ อย่างนี้เป็นต้น สราค สโทสะ เป็นสภาวะใหญ่ 2 ชนิด ผลักกับดูด จับอาการได้ก็ลดมัน อย่าให้มันเกิดชาติ 

จะรู้จักชาติอย่างที่ว่านี้ แต่คนที่อวิชชาสังขารปรุงแต่งอย่างไรก็ไม่รู้ จนสังขารที่ปรุงแต่ง ก็ต้องรู้ด้วยปัญญา เลิกเหตุที่ไม่เข้าท่ามาเป็นชาติ ก็ลดมันลง 

คุณก็ศึกษาจากนามรูป เวลาปฏิบัติก็ต้องมีผัสสะ ถ้ามันไม่มีผัสสะกันเลย มันไม่มีการ กระทบสัมผัสกันเลย ไม่มี Action reaction มันอยู่แต่ ฆ ไม่มี ปฏิ มันก็ไม่เกิดอะไร ไม่รู้เรื่องจนมันเกิดปฏิฆะ จากตัวตั้งเป็น ฆ ตัวหนึ่งเป็นตัว static ตัวหนึ่งเป็นตัว Dynamic กระทบกันจึงจะสามารถอ่านผัสสะที่มันกระทบกันขึ้นมาได้ ตัวกระทบกันจึงจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า อารมณ์หรือเวทนา ให้ศึกษาตัวนี้แหละ เวทนาตัวนี้เป็นแกนเป็นกรรมฐาน เป็นตัวจุดสำคัญที่สุด เป็นหัวใจสำคัญที่สุดของศาสนาพุทธ ศึกษาเวทนานี้มันจะเป็น 2 แล้วก็เป็น 2 ที่รู้ได้ว่า 2 มันมีตัวหนึ่งเป็นจริง อีกตัวนึงมันเป็นตัวเก๊ มีผีมาร มีตัวมาผสมร่วมก็เลิกมันได้ รู้จักความจริงตามความเป็นจริงก็จบแล้ว จึงจะมีความรู้ว่าปัญหามันเป็นอย่างนี้ ตัวที่นิ่งอยู่คืออุปาทาน 

มันเกิดแล้วฝังอยู่ก็เรียกว่า ภพ มันเคลื่อนที่ก็เรียกว่า ชาติ นี่คือปฏิจจสมุปบาทถึงสุดท้ายคือชาติ  พระพุทธเจ้าก็แจกเอามาใช้ภาษาเรียกเป็น 5

1.ชาติ 2.สัญชาติ 3.โอกกันตะ 4.นิพพัตติ 5.อภินิพพัตติ

เพราะฉะนั้นการเกิดของธาตุรู้ ชาติ มันเกิดเป็นคำกลางๆ ชาติปิทุกขา มันเกิดมาก็พาให้ทุกข์ทั้งนั้น ฝังการเกิดด้วยอวิชชา ฝังมาเป็นรากฐานมาตั้งแต่สัตว์โลก จนกระทั่งวิวัฒนาการมาเป็นมนุษย์หรือเป็นคน มันก็ต้องมีอวิชชาเป็นเจ้าเรือน ใครจะไปแปลว่า จิตเดิมแท้เป็นจิตบริสุทธิ์ เป็นคนโมเม จิตมันเป็นอวิชชาทั้งนั้น แล้วค่อยมาล้างตัวโง่ ตัวอวิชชา ตัวกิเลสนี่ให้หมด จิตใจจึงสะอาดได้ เป็นจิตของอรหันต์ ซึ่งจิตเดิมแท้ไม่ใช่จิตบริสุทธิ์สะอาด พวกมหายาน สายเซน เอาพยัญชนะมาเล่นกันเลอะเทอะ 

ไม่สามารถที่จะรู้อาการของชาติ มันเกิดแล้วก็สั่งสมเรียกว่าสัญชาติ

ชาติที่เกิดสั่งสมลงก็เกิดในตัวเอง โดยอัตโนมัติไม่รู้ตัวตนโดยที่เกิดมาก็จะมีสัญชาติเรียกว่าสัญชาติญาณ มันเป็นสัญชาตญาณของทุกอย่าง สัตว์เล็กสัตว์น้อยมันก็มีสัญชาตญาณของมันเกิดมา ก็มีสัญชาตญาณอย่างนี้ จิงโจ้เกิดมามันก็คลานหากระเป๋า หมูหมากาไก่ ไก่ไม่กินนม แต่หมูหมามันเกิดมาก็หานมดูดเลยเป็นสัญชาตญาณ คนก็มีสัญชาตญาณของคน  หลายอย่างไม่ต้องสอนหรอก เด็กเกิดมามันก็เป็นอย่างนั้น มีสัญชาตญาณ ก็ค่อยๆพัฒนาไป

โอกกันติ คือ ตัวกลาง ของการเกิดหยั่งลง ทุกอย่างสั่งสมลงเป็นอวิชชา โดยไม่รู้ว่าอะไรดีอะไรชั่วก็รับเละไปหมดอยู่ในเซฟ จนกระทั่งมาศึกษารู้และแยกแยะได้ ถ้าเราปล่อยให้กิเลสผสมแล้วมันเกิดมันก็เป็นอวิชชายาวนานไปอีกนับชาติไม่ถ้วน เมื่อมาเรียนรู้ได้ว่ากิเลสมันผสมแหลมหน้ามา ก็อย่าให้มันหยั่งลงผสมลงมาในเซฟของเรา จัดการสลายออกให้ได้

ผู้ศึกษาอันนี้แหละ รู้จักตัวว่ากิเลสมันจะเกิดแล้วนะ รู้ได้ จัดการอย่าให้มันเกิดได้ ก็เรียกว่า ผู้นี้รู้ทันการเกิดเรียกว่า นิพพัตติ อาตมาอธิบายสภาวะไม่เอาแค่พยัญชนะมาขยายความ อาตมารู้จักภาษาบาลีตั้งแต่รากเหง้า ก ข ค ฆ ง ฯ แต่พวกที่ใช้ไวยากรณ์นั้นติดยึดภาษาเอาสภาวะแบบนี้มาพูดกันไม่รู้เรื่อง

พอมาเป็นนิพพัตติ รู้จักการเกิดของกิเลส แล้วจัดการระงับดับไม่ให้กิเลสเกิดได้มีประสิทธิภาพให้กิเลสไม่เกิดจนชัดเจนเป็นอรหันต์ อภินิพพัตติ คือ ผู้รู้จักชาติที่เป็นตัวการเกิดที่เป็นอรหันต์แล้วไม่มีสิ่งที่เป็นกิเลสเกิดอีก สัพพะปาปัสสะอกระณัง จะเกิดอีกก็มีแต่กุศลบุญก็ไม่เกิดอีก  บาปก็ไม่เกิดอีก  มีแต่กุศลเกิด อันนี้แหละเป็นนัยยะสำคัญที่ว่าทำไม โอวาทปาติโมกข์ 3 สัพพะปาปัสสะอกรณัง กุสลัสสูปสัมปทา สจิตตปริโยทปนัง พระพุทธเจ้าถึงใช้พยัญชนะเหล่านี้ เพราะว่าอันนี้เป็นคำสอนที่พระพุทธเจ้าสอนพระอรหันต์ ที่ท่านสอนในยุคแรก ว่าเป็นผู้ที่หมดกิเลสแล้ว 

โอวาทปาติโมกข์ 3 ไม่ใช่แค่ละชั่วประพฤติดี แต่เป็นผู้ที่หมดบาปบุญสิ้นบาปเช่นกันแล้ว โดยเฉพาะบุญก็ไม่ต้องทำบาปก็ไม่ต้องทำ ซึ่งเรียกว่า สัพพะปาปัสสะอกรณัง ไม่ต้องพูดแล้ว ละไว้ในฐานที่เข้าใจ หมดทั้งบุญและบาป ปุญญปาปปริกขีโณ กรรมทุกกรรม จึงมีแต่กุศลเป็นอื่นไม่ได้

3 ประโยคนี้เป็นพระปาฏิโมกข์เป็นของพระอรหันต์ทั้งนั้น แต่แปลกๆกันว่า ละชั่วประพฤติดีนั้นมันไม่ใช่ อย่างนั้นมันเป็นโลกีย์ แต่มันดีถ่ายเดียวไม่มีชั่วเลย ต้องบอกว่าละชั่วประพฤติดี คนนี้ยังไกลห่างสภาวะธรรมโลกุตรธรรมมาก

_สู่แดนธรรม…ชาติ 5 กับชาติในปฏิจจสมุปบาท คือเรื่องเดียวกัน

_น้อมยอดธรรม…เลข 7 8 9 ปัจจุบันดิฉันอายุ 71 ปี เกิดรู้ ฟังธรรม ปฏิบัติตามได้ ทำใจในใจ เลข 8 ศีลสังวร ระวังกายวาจาใจ รู้รูปนามเป็นเลข 9 ใช่ไหม เป็นวรรณะ 9 ด้วยใช่ไหมคะ 

พ่อครูว่า…ก็ใช้ได้ เล่นไปในทางสาระเป็นเรื่องดี ดีกว่าไปเล่นหวย ได้ ปฏิบัติให้มีสภาวะแล้วกัน คนลักษณะอย่างนี้จะใช้พยัญชนะภาษาที่เป็นระบบไม่ได้หรอก ก็เข้าใจไม่ต้องเพ่งโทษเอาเข้าหาสภาวะ จะให้เขาไปเรียนรู้พยัญชนะที่ถูกต้องก็ได้ แต่มันเรียนได้ง่ายที่ไหนเล่า ก็อธิบายให้เขาหาสภาวะก็แล้วกัน

จะหมดความรู้สึกกลัวเวลาถูกเจาะเลือดได้อย่างไร

_วิชัย สุขสวัสดิ์…เวลาเรา รู้สึกเสียวเวลาถูกเจาะเลือด มีความกลัวตื่นเต้นหรือประหม่า มันจะหมดไปความรู้สึกเหล่านี้จะหมดไปต้องเป็นจิตระดับไหน

พ่อครูว่า…ตอบไม่ได้เหมือนกัน อาตมานี่นะ ตั้งแต่ตอนยังอายุไม่มากเท่าไหร่ เห็นเลือดไม่ได้เป็นลมเลย ดูภาพเท่านั้นนะไม่ใช่เจาะเลือดตัวเอง เสร็จแล้วตอนหลังก็ค่อยๆหายไป จนกระทั่งมาศึกษาธรรมะก็รู้ว่าเลือดมันก็ธรรมดา ก็ไม่ได้เกิดความเสียวอะไร อาตมาก็ตอบไม่ได้ว่าคุณจะหายเมื่อไหร่ เพราะว่าอาการเหล่านี้เป็นอาการอวิชชาที่เรายึดติดว่ามันน่ากลัว เขาจะจิ้มเอาเลือดมันก็รู้สึกเจ็บเท่านั้นเองมันเป็นเวทนาเป็นความรู้สึก ถ้าเราจะสะกดจิตไม่ให้รับรู้สึกจะฝึกตนเองไม่ให้เกิดผัสสะ ไม่เกิดอาการรู้ตามแบบสมถะก็ฝึกมันก็ไม่เจ็บเท่าไหร่ แต่คนไม่ฝึกมันก็เป็นธรรมดา ถูกนิดหน่อยก็รู้สึกมากแล้ว มากไปหรือน้อยไปก็ได้ไปในทางไหนก็แล้วแต่ ก็เห็นความจริงตามความเป็นจริงว่าเลือดก็คือธาตุชนิดหนึ่งในร่างกายที่มันย่อมมีเป็นธรรมดาธรรมชาติ ถ้ามันเกิดอะไรออกมามันก็ไหลออกได้ ตามที่ควรไหล เป็นธรรมดาถ้าเราเข้าใจแล้วมันก็จะหายกลัว

ยกตัวอย่างเช่นเด็กผู้หญิงเกิดมีระดูเกิดมีเมนขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เพราะไม่เคยเข้าใจก็ตกใจ พ่อแม่ไม่เคยสอนไว้ก่อนอะไรต่างๆนานาก็เหมือนกัน เห็นเลือดมันไหลออกมาก็ตกใจ นึกว่าจะเป็นโรคภัย ใครเกิดอาการอย่างนี้บ้าง … แต่ถ้ารู้มาก่อนเข้าใจพ่อแม่อบรมไว้ว่าถึงเวลามันจะเป็นอย่างนี้ก็ไม่ตกใจก็รู้ทัน ที่จริงก็น่าจะรู้ว่าพ่อแม่ก็เคยเป็นให้เห็น กับผู้หญิงถึงวาระธรรมดาก็มีระดู พ่อแม่บางคนก็สอน แต่พ่อแม่บางคนก็บอกว่าอย่ามารู้ แต่เป็นผู้หญิงก็น่าจะผ่านเหตุการณ์แบบนี้ มันก็จะไม่มีปัญหาอะไร 

อาตมาจะพูดถึงเรื่องระดู อาตมาเมื่อมาปฏิบัติธรรมพอไปเห็นพยัญชนะว่า พระพุทธเจ้าสอนว่า ระดู เป็นอุตุ ในพจนานุกรมบาลี อุตุ ท่านแปลว่า เลือดระดู ก็ทำให้เราฉุกคิดว่า ระดูมันไม่เป็นชีวะ แต่ก่อนยังไม่มีความรู้เรื่องอุตุ พีชะ จิต อาตมาก็งง ว่า ทำไม เลือดระดู พระพุทธเจ้าใช้พยัญชนะบาลีว่า อุตุ

จนกระทั่งมาศึกษาได้เรียนรู้ว่า อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม จึงเข้าใจทะลุปรุโปร่งว่าอุตุเป็นธาตุที่ไม่มีเชื้อชีวิตแล้ว เข้าใจชัดเจนขึ้นไหม เลือดที่ไหลทิ้ง แล้วไม่มีเชื้อชีวิตที่จะเกิดอีกแล้ว ก็เป็นเลือดที่เป็นอุตุ ซึ่งไม่ใช่คำว่า ฤดูนะ ที่แปลว่า ฤดูกาล หน้าร้อนฝนหนาวเป็นฤดูกาล ถ้า ระดู แปลว่า เลือดประจำเดือน 

เพราะฉะนั้น ในธาตุระดูหรือเลือดไหลทิ้ง ก็คือมันหมดภาระ เลือดนี้ก็จะต้องเลี้ยงดูไข่ เมื่อไข่นี้ไม่มีการผสมฝ่อแล้วก็ตกออกมา เลือดก็ต้องไหลทิ้งด้วย เป็นธรรมชาติ ไม่ต้องสงสัยมันก็เป็นธรรมดาผู้หญิงก็ต้องเป็น แต่นี่อาตมาอธิบายถึงกลไกของสรีระ มันเป็นอย่างนั้นสำหรับผู้หญิง

จะเลิกเอาแต่ใจตัวเองได้อย่างไร

_ด.ญ.ใสกลางเพ็ญ…ทำอย่างไร หนูจะปรับปรุงพฤติกรรมที่หนูเอาแต่ใจตัวเองได้อย่างไรคะ

พ่อครูว่า…ถามหลายเที่ยวแล้วนะ หลวงปู่จำได้ ดีมาก เข้าใจสำนึก แสดงว่าตัวเขาเป็นคนสำนึกเรื่องนี้ว่า เอาแต่ใจตัวเองไม่ดีทำไมถึงจะเลิกได้ 

ทำอย่างไรถึงจะหายจากการเอาแต่ใจตัว 

การเอาแต่ใจตัว หมายความว่าอย่างไร …ลองตอบดู…น้ำมนต์ ให้คนอื่นทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ 

ตอบถูกมาก คะแนน 10 ให้ 15 เลย 

การที่จะเอาแต่ให้สมใจตัวเอง มันเป็นการเอาแต่ใจตัว เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ทีหลังก็พอรู้ว่าเราจะเอาแต่ใจตัวก็บอกว่า อย่าเอาแต่ใจตัว เราให้คนอื่นบ้าง ง่ายไหม ..ใช้ได้ ง่ายแล้ว พอรู้สึกว่าเราจะเอาแต่ใจตัวเองก็ให้คนอื่นบ้าง 

น้ำมนต์ว่า…แต่มันทำยาก

พ่อครูว่า…มันทำยากแต่ทำได้นี่เก่งไหม..นั่นแหละทำให้ได้เลย จะได้เก่ง 

_สู่แดนธรรม…นอกจากงดเอาแต่ใจตัวเองแล้ว ก็ให้คิดถึงหัวอกคนอื่นบ้าง

พ่อครูว่า…นอกจากไม่เอาแต่ใจตัวเองก็คิดถึงใจคนอื่นบ้าง ให้ผู้อื่นบ้าง เอาให้ใจผู้อื่นบ้าง ไม่เอาแต่ใจตัวเอง

สู่แดนธรรม…สรุปจบ