640917_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ชีวิตคืออะไร แล้วชีวิตจะอยู่ไปทำไม 

ดาวโหลดเอกสารที่                                                                                                         

https://docs.google.com/document/d/1nNZj-MTg6FfP8_i4wEWbCLkOMDsSELNH2X3Q-dHylZA/edit?usp=sharing 

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/10eZt03IDwDAOQMYaM62QR5ksV3VwML2J/view?usp=sharing    

    

และดูวิดีโอได้ที่ https://www.facebook.com/300138787516163/videos/385750189834269 

สมณะเดินดินว่า… วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 17 กันยายน 2564 ที่บวรราชธานีอโศก เหลือเวลาอีกไม่นานก็ถึงวันออกพรรษาคือวันที่ 20 ตุลาคม แต่โควิดทำให้เรานิ่งกับที่ไม่ไปไหน

มีพวกเราที่ปฐมอโศกติดโควิด 2 คน แต่เป็นคนไปทำงานนอกวัด อยู่นอกวัด ได้ไป   ร.พ.ก็ได้รับการดูแลที่ดี และมีญาติธรรมที่อยู่ชลบุรีก็ติดเชื้อโควิด มีเชื้อลงปอด ต้องใช้ยา Favipiravir หลังกินยาก็หายใจโล่งขึ้น ต้อง x ray ดูบ่อยมาก

ที่สำคัญคือหากไม่ตกใจก็ไม่เป็นไร พวกเรามีใจดี ฝึกปฏิบัติธรรมอยู่แล้ว ก็ได้ไปช่วยเหลือคนรอบข้างที่เจ็บป่วยร่วมกัน

ทิศทางของโรคก็เบาบางลง หมอสันต์ ให้ความเห็นว่า ภูมิคุ้มกันหมู่จะเกิดได้ต้องฉีดให้ครบ 100% ของประชากร แต่โรคนี้ต่อไปก็เหมือนโรคหวัด คนรู้ทิศทางในการดูแลได้

ในบวรชุมชนพวกเราก็ยังรักษาตัวได้ดีไม่มีใครติดเชื้อโควิด แต่ก็อย่าประมาท แต่อยู่ข้างนอกอย่างไรก็ไม่ปลอดภัย ในเขตวัดจะปลอดภัยกว่า

บนโต๊ะมีทุเรียนลูกใหญ่ 

ชีวิตคืออะไร แล้วชีวิตจะอยู่ไปทำไม 

พ่อครูว่า…อาตมาว่า น้ำหนักไม่ต่ำว่า 15 กก.แน่(คนบอกว่า 16 กก.) เอ๊ แม่นเหมือนกันนะ เพิ่งเคยเห็นทุเรียนลูกใหญ่ขนาดนี้ แต่ก่อนเอามาก็ดูว่าลูกใหญ่ แต่ลูกนี้ใหญ่กว่าอีก 

พวกเรานี้โดยภูมิธรรมโดยปัญญา เข้าใจกันแล้วว่า ชีวิตนี้จะต้องมีอาหารเป็นหนึ่งในโลก แล้วอาหารก็คือพืชไม่ใช่สัตว์ใดๆทั้งนั้น พืช 

เป็นพืชหนึ่งเดียว ไม่ใช่ทั้งพืชทั้งสัตว์ ซึ่งอันนี้ นับวันก็จะชัดเจนขึ้นทุกที มันจะพิสูจน์กันจริงๆ อาตมาพยายามรักษาชีวิต ไม่ใช่ว่าอยากจะมีชีวิตอยู่ยาวยืนนะ มันก็ต้องวนเวียนอยู่กับชีวิตทุกวัน แต่มันเข้าใจชีวิต 

เข้าใจว่าชีวิตคืออะไร?… แล้วชีวิตจะอยู่ไปทำไม? แล้วชีวิตจะเป็นอะไร จะมีอะไร อะไรดีอะไรไม่ดี มันจะเข้าใจ…หมดเลย แล้วก็จะเข้าใจอีกว่า แล้วมาหลงยึดอะไร อันนี้สำคัญ มาหลงยึดอะไร มันจึงไม่เกิดปัญญาเข้าใจว่า ชีวิตมีเกิดกับตาย แล้วเกิดกับตายนี้เป็นภาวะ 2 ไม่มีจบเกิดตาย-ตายเกิด เกิดตาย-ตายเกิดๆๆๆๆๆๆๆ วนเวียนอยู่อย่างนั้น 

แต่ทางเทวนิยม 100% ตายไปแล้วก็ไปอยู่กับพระเจ้ามีชาติเดียวชีวิตเดียวเพราะเขาไม่มีความเข้าใจว่ามันมี rebirth มันมีการหมุนเวียน ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย เขาไม่เข้าใจเพราะไม่มีคำสอน พระศาสดาของเทวนิยม ไปเอา 2 มาเป็น 1 

เทวฺ แปลว่า 2 แล้วไปหลง 2 เป็น 1 แล้วยึดเอาว่า 1 ยิ่ง 1 สูงสุดแล้วเป็นเจ้าแห่งวิญญาณ เจ้าแห่งธาตุจิตอะไรไปหมด ก็เลยไม่มีความรู้แตกฉานอะไรเท่าไหร่ โดยเฉพาะไม่แตกฉานออกมารู้ 2 นัย รู้โลกุตระ เขาจะรู้แต่โลกียะที่จะวนเวียนอยู่กับสภาพที่มีสุขมีทุกข์มี 2 และเข้าใจเป็น 1 จริงๆแล้วมันมี 2 แต่เขาเข้าใจมันเป็นเพียง 1 แล้วเขาก็ไม่เรียนรู้ทุกข์ เขาไม่นำพาเรื่องทุกข์ เขาก็มุ่งเอาแต่ 1 เอาแต่สุขๆๆๆ เป็นสุขนิยม เขาก็เลยไม่รู้ความเป็น 2 สมบูรณ์แบบ 

หากรู้ 2 สมบูรณ์แบบ รู้ 1 สมบูรณ์แบบแล้วก็จะรู้ว่ามี 0 เพราะอะไร? เพราะว่าทำ 2 ให้ เป็น 1 ได้ เมื่อทำได้ก็ทำ 1 ให้เป็น 0 ได้ 

หากจะแยก 1 เป็นครึ่งๆ ก็ทำ 2 ครึ่งนี้ให้เป็น 0 ได้แล้วทำได้จริง ไม่ใช่คาดคะเน ถึงรู้เกิดและดับอย่างไร ปัญญาข้อที่ 8 ดูการเกิดขึ้นตั้งอยู่เสื่อมไปความดับ จริงๆมันไม่เคยตั้งอยู่นิ่งๆไม่เปลี่ยนแปลง มันมีแต่เสื่อมไปๆ กับเจริญ 

แต่เจริญนั้น คุณจะต้องใช้พลังงานเข้าไปเรื่อยๆจนกระทั่งสุดที่สุดแล้วคุณเพิ่มไม่ได้อีกแล้ว ไม่ว่าใคร สูงสุดก็ให้พระพุทธเจ้า ท่านอาจจะเพิ่มได้มากมายจนอายุได้ 8 หมื่นปี แต่เราจะเอาสัก 100 กว่าปี นี่ก็ยุคนี้แล้ว เกิดคิดเกินคาดแล้ว

มันยึดอะไรอยู่ด้วยอวิชชา จนกว่าจะหายโง่ รู้ว่าชีวิตมันจะอยู่อย่างไร จะเป็นอะไรดีก็รู้แล้วแล้วก็ไม่ทำชั่วทำแต่ดีอย่างเที่ยงแท้ด้วย ไม่ทำเลยชั่วเด็ดขาด 

และที่สำคัญก็คือเข้าใจความเสพ หมดความอยากสิ้นความเสพ เรียบร้อย มันหมดจริงๆเลยในจิต ธาตุรู้เรารู้เลยว่า มันไม่มี อาการรสสุข รสทุกข์ รสเสพไม่มี มีแต่รสรู้ความจริงตามความเป็นจริงมันปรุงแต่งกันอยู่ก็เข้าใจสังขารอย่างสมบูรณ์แบบตามปฏิจจสมุปบาท เป็นวิชาที่รู้จักสังขารปรุงแต่งกันอยู่ แล้วก็มาเป็นวิญญาณโง่ๆ ถ้าหากมีอวิชชาก็ไม่รู้สังขารมาปรุงแต่งกันก็เป็นสามเส้า 

อวิชชา สังขาร วิญญาณ  อวิชชา สังขาร วิ

ญญาณ ไม่มีจบ 

จนกว่าจะสามารถมาเรียนรู้ แยกรู้ได้ว่า มันเกิดจาก 2 ธาตุคือธาตุรูปกับธาตุนามจึงจะแยกรูปแยกนามได้ วิญญาณนี้รู้ได้ด้วยการแยกรูปแยกนาม ที่ 2 อันอาศัยกันได้เพราะรูปนามปรุงแต่งเป็นวิญญาณ  หากรู้รูปนาม ก็ศึกษาเหตุปัจจัยอะไรได้ทั้งหมด จนกระทั่งจบหมดรู้ว่า วิญญาณหรืออัตตาหรือเทวะไม่มีหรอก มันอยู่เพราะเรายึด อุปาทาน

เมื่อมีปัญญาหมดความโง่รู้จักขันธ์ 5 รู้จักความดีความชั่ว รู้จักความเกิดความดับ รู้จักทำเกิดทำดับได้ก็จบ จึงมีอนัตตาไม่ใช่ตัวตน ไม่มีตัวตนจริงๆ 

เพราะฉะนั้นจะอยู่หรือไม่อยู่ก็ได้เป็นอมตะบุคคลอย่างเช่นอาตมา ทุกวันนี้ก็ได้แต่จำนน 1 จำนนเพราะว่ารับปากแล้วจะมาสืบทอดศาสนาให้จบพุทธกัปป์ 5,000 ปีให้ได้ อันนี้เป็นเรื่องของลูกผู้ชาย รับมาแล้วต้องทำให้ได้ ทำให้สำเร็จสมบูรณ์ให้ดีที่สุด ไม่เชื่อไปถามพลเอกประยุทธ์ดูก็ได้ ความหมายอันนี้สุดยอด ต้องทำ ตายเป็นตาย จิตวิญญาณอันนี้จึงทำให้ได้สำเร็จ 

_SMS วันที่ 15-16 ก.ย. 2564 

_คอยใคร : ช่วงนี้เปิดรายการบุญนิยมทิ้งไว้ช่วงกลางคืน พอตื่นมาไม่รู้กี่ตีได้ยินรายการเปิดเพลงแว่วๆแล้วหลับต่อเพราะฟังเพลินดีครับ ตกลงเป็นช่วงเปิดเพลงให้ฟังใช่ไหมครับ 

พ่อครูว่า.. เมื่อก่อนมีเพลงอยู่บ้าง แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว

_1945 : อยากให้สันติอโศกคืนจอทีวีอีกครั้ง ตอนนี้เปิดไปก็มีแต่สอนศาสนาคริสต์

พ่อครูว่า.. เดี๋ยวนี้เรามีช่องดาวเทียมใหม่แล้ว ..

  1. กล่อง Infosat หมายเลขช่อง 211

  2. กล่อง thaisat,ideasat , KS TV หมายเลขช่อง 177

  3. กล่อง GMMz หมายเลขช่อง 155

  4. กล่อง psi หมายเลขช่อง 119

สิริมหามายาคือภาวะ  Axiom

_จากผู้อยากรู้สภาวะที่สันติอโศก ฝากมาถามว่า “กุรูสู่ช่วยถามพ่อท่านให้ช่วยอธิบายความหมายของ axiom ให้ชัดในสภาวธรรมหน่อย  เพราะพ่อท่านพูดว่าเป็น นัตถิ อุปมา หาอะไรเปรียบไม่ได้  เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา  ฉันฟังแล้วก็งง ๆ พ่อท่านพูดมาหลายครั้งก็ยังไม่ค่อยเข้าใจชัด  บางครั้งท่านก็พูดในแง่ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ต้องพิสูจน์แล้ว (สัจพจน์)

บางครั้งพูดแล้วดิฉันเข้าใจในเรื่อง นิจจัง ธุวัง สัสสตัง  อวิปรินามธัมมัง อสังหิรัง  อสังกุปปัง  (มีหลายคนที่สันติอโศกก็อยากรู้ให้ชัดเหมือนกัน) พี่เลยขอให้แล้วเธอช่วยถามด้วยค่ะ

(ผม กุรูสู่เลยเห็นว่า ในเมื่อผู้ใดยังมีความสงสัยใน สิ่งที่ตัวเองยังมี “ความไม่บริสุทธิ์หมดจด  ก็ย่อมยังมีความมัวแห่งปัญญา ไม่เห็นสิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ ที่ยังไม่สิ้นสุด ก็จึงไม่แจ่มแจ้งใน “สภาวะความบริสุทธิ์หมดจดในระดับแอ๊กเซี่ยมนั้นได้”  ต่อให้คุณได้ฟังคำอธิบายอันชาญฉลาด คุณก็จะได้ฟังแค่อุเทศ นิเทศ อันเป็นเพียงสื่อเท่านั้น เพราะการหลงผิดคิดว่า แค่ได้ฟังคำอธิบายคุณก็ฉลาดพอที่จะเข้าใจได้ แต่คุณจะไม่มีอาการ ไม่มีลิงคะ ไม่มีนิมิต ของสิ่งที่ บริสุทธิ์หมดจดนั้นๆ มาให้รู้เลย  ผมเลยอดใจไว้ ไม่ได้ช่วยตอบเขาไป  เพราะยังไม่มีบารมีที่จะทำให้เขาเชื่อสัจจวาทะของผมได้  ก็เลยต้องมาขอพึ่งบารมีพ่อท่านช่วยตอบเขาด้วยครับ)

พ่อครูว่า… Axiom  เป็นความจริงที่จบ ไม่มีอะไรเปรียบเทียบแล้ว เป็นยอดพีระมิดแล้ว เป็นหนึ่งอย่างสมบูรณ์แล้ว หรือว่าเป็น 0 แล้วก็ไปเปรียบกับอันอื่นไม่ได้ 

คำว่าบริสุทธิ์หมดจด ใช้ภาษาอังกฤษว่า Axiom

ถ้าหากคุณไม่มีสภาวะแล้วตรวจสภาวะด้วยธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ จะมีเหตุปัจจัย 2 ตัวเปรียบเทียบกันไปเรื่อยๆ เทียบไปจนถึงคู่ที่เล็กละเอียดจนถึงคู่สุดท้ายที่สุดถึงที่สุด จะมีจุดที่พระพุทธเจ้าท่านนับไว้เป็นบัญญัติคือ 

อากาสานัญจายตนะ กับ วิญญานัญจายตนะหรือเป็น

อสัญญีสัตว์ กับ เนวสัญญานาสัญญายตนะ 

อสัญญีสัตว์คือดับสัญญาไปเลย ก็นึกว่า 0 แต่อีกอันว่าไม่ 0 นะก็เป็น เนวสัญญานาสัญญายตนะ

อาฬารดาบสได้แค่ฌาน 7 มีแค่ อากิญจัญยายตนะ เขาดับไปถึงขั้นไม่มีเลย นึดนึงน้อยนึงก็ไม่มี แต่อุทกดาบส มีนิด แต่อาฬารดาบส สุดวิสัย ที่จะรู้สิ่งเล็กๆกว่านี้อีกแล้ว ไม่เกิดอันที่เล็กละเอียดกว่านั้นให้อาฬารดาบสรู้ได้อีกแล้ว มันเกิดก็ไม่มีภูมิจะหยั่งรู้ได้ ถึงได้แค่ขั้นที่ 7 ส่วนอุทกดาบสได้ฌาน 8 เนวสัญญานาสัญญายตนะ แต่เขาเข้าใจว่า เนวสัญญานาสัญญายตนะ เป็นสิ่งที่สูงที่สุด ทั้งๆที่มันยังไม่สูงที่สุด ยังมีสัญญาต่างๆที่มันต่างกันอยู่ เนวสัญญานาสัญญายตนสัตว์ สัตว์ที่ยังไม่เป็น 1 ยังมี 2 ยังมีสัญญา 2 ยังไม่จบ 

เพราะฉะนั้นอันนี้แหละในวิญญาณฐีติ 7 จะไม่มีอสัญญีสัตว์แล้วไม่มี เนวสัญญานาสัญญายตนะ ถ้ามีสองตัวนี้ด้วยรวมเป็น สัตตาวาส 9 

แต่วิญญาณฐีติ ไม่ต้องมี สัตตาวาส 9 จบแค่ 7 ไม่ต้อง เนวสัญญานาสัญญายตนะ เพราะ อากิญจัญยายตนะ ก็จบแล้วเพราะทำชัดเจนทีละคู่มาแล้ว จนจบที่ อากิญจัญยายตนะ นิดนึงน้อยนึงก็ไม่มี กิเลสสาสสวะไม่มี ไม่มีอย่างตื่นๆเห็นๆ ไม่มีครบกาย ภายนอกภายใน ครบทวารทั้ง 6 พร้อมแล้ว สมบูรณ์แบบทั้งภายนอกภายในไม่มีเข้าใจผิด

คำว่า กาย สมบูรณ์ทั้งภายนอกภายในตื่นๆครบ ไม่ใช่กายไม่มี แต่ไปสร้างกายเก๊ให้ตนเองเป็นกาย 3 นิรมาณกาย สัมโภคกาย อาทิสมาณกาย เป็นของเก๊ของแต่ละคนเนรมิตเอาเองทั้งหมด แต่มาทำเป็นโมเมว่าเข้าใจกันได้เป็น สัมโภคกาย แต่ต่างคนต่างมืดทั้งหมดเป็นอาทิสมาณกาย ต่างคนต่างไม่เห็นของคนอื่นหรอกมีแต่ของตัวเองทั้งนั้น เพราะมันอยู่ของใครของมัน ไม่มีการเปรียบเทียบกันเลยเพราะมันอยู่ของใครของมัน

รายละเอียดตอนนี้เป็นเรื่องที่จะต้องศึกษาเทวะ หรือ ความเป็น 2 แล้วก็จบด้วยความเป็น 1 ที่สุด จบด้วยความเป็น 0 อย่างชัดเจน หากไม่ชัดเจนมันจะเป็นมายาหลอกเรา 

คำว่า มายา กับ สิริมหามายา ถึงเป็นภาษาคู่สุดท้าย ว่า ถ้า สิริมหามายาคือ Axiom ความจริงสูงสุด ถ้าเป็นนักมายากลอยู่ก็ยังไม่เป็น Axiom สรุปจบลงตรงนี้ 

ประชาธิปไตยของพ่อครูไม่ใช่มีอยู่แค่ในจินตนาการ 

_ยอด คมมั่น : ปชต.ที่พ่อท่านว่ามันไม่มีหรอกครับในโลกยุคนี้ มันเป็น ปชต.ในจินตนาการของพ่อท่านเท่านั้นและครับ คุณแป้งเห็นด้วยไหมครับ???

พ่อครูว่า… ก็มีได้ แม้มีแค่ 3 คนก็เป็นจริงได้ เราแม้จะมีเล็กอยู่ก็เป็นจริงได้มีจิตเป็นประธานยืนยันได้ ซึ่งยากมาก อาตมาเห็นใจที่คนไม่เข้าใจไม่ไปโทษเขาหรอกเพราะมันยากจริงๆ จะจบ ด๊อกเตอร์ทางรัฐศาสตร์มาจบประชาธิปไตย ด๊อกเตอร์ 10 ใบ ศาสตร์ไหนก็แล้วแต่ในแง่ต่างๆ ด๊อกเตอร์ 10 ใบก็ตาม มันยังไม่ใช่ มหาวิทยาลัยในต่างประเทศทั้งหมด ไม่มีประชาธิปไตยแม้แต่จากประเทศอินเดีย ประชาธิปไตยที่จะเป็นโลกุตระนั้นมีแต่ในประเทศไทย 

และอยู่ในมหาวิทยาลัยต่างๆ ก็ยังไม่มี มีมหาวิทยาลัยอโศกเท่านั้นเอง พูดอย่างนี้ทางหมอเขียวคงจะชอบ เขามีวิทยาลัยของหมอเขียวเขา ก็จะมีที่นี่ที่จะพอไปได้ พอรู้จริงๆเลยว่า ความเป็นประชาธิปไตยที่ 

1.ไม่มีตัวตน ถ้ามีเหตุปัจจัยที่เป็นหลักยืนยันว่าถึงสามเส้า ไม่มีตัวตน 

  1. ซื่อสัตย์ 

  2. รับใช้ประชาชนอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน มันเป็นสัจจะ เป็นความเป็นจริงของคน จะเป็นจริงได้ไหม อย่างที่คุณคนนี้ว่า มันไม่มีหรอกในโลกยุคนี้ 

ซึ่งมันมีอยู่ แล้วกำลังจะขึ้นเป็นยุคสุดท้ายของศาสนาพุทธ ไม่เป็นประชาธิปไตย แต่คุณคนนี้บอกว่าเป็นประชาธิปไตยในจินตนาการของพ่อท่านเท่านั้นล่ะครับ เขาถามคุณแป้งเห็นด้วยไหมครับ

สู่แดนธรรมว่า… ผมขอตอบ คุณยอด คมมั่น คงประเมินพ่อท่านน้อยไปหน่อย คือผมได้ติดตามพ่อท่านมานาน สละทางโลกออกมาทางธรรมะ ทำงานมามากกว่า 50 ปี เกิดผลกรรมเหตุปัจจัยอิทัปปัจจยตา อาจจะไม่ใหญ่โตแต่ก็มีผลไปตามลำดับ ให้อยู่ไปอีกจนพ่อท่านอายุ 150 ปีนะ 

พ่อครูว่า… อาตมาก็ว่าพอเห็นรูปเป็นร่างถ้าติดตามไปดีๆจะเห็นเข้าใจได้ 

เข้าใจกายไม่สัมมาทิฏฐิไม่มีทางบรรลุธรรม

_นมัสการพ่อท่านครับ ผมว่า ร.4 พระจอมเกล้ากับสมเด็จพระมหาสมเจ้ากรมวชิรญาณวโรรส ท่านทั้งสองเป็นคู่พระธรรมิกราชที่มากอบกู้ศาสนาใช่ไหมครับ?? เพราะร.4ท่านเป็นผู้บุกเบิกมาแล้วพระมหาสมเจ้าฯมาทำต่อ ศาสนาจึงได้เจริญ แล้วอโศกจึงได้มาทำต่อ?(ทำให้ง่ายขึ้น)พ่อท่านยอมรับไหมครับ

พ่อครูว่า… ไม่ยอมรับ ถ้าขืนไปยอมรับอาตมาไปไม่รอด เพราะว่าของรัชกาลที่ 4 ก็ตามท่านก็เป็นขั้นตอนของท่าน สมเด็จวชิรญาณวโรรสก็มาต่อยอดกัน บอกว่าทำให้รู้กว้างขวางขึ้นไหมก็กว้างขวาง แต่คำว่ากว้างขวางขึ้นไม่ได้หมายความว่าเข้าหาเป้าเข้าหาแก่นแท้ กว้างขวางหมายถึงกว้างขวางไป ขออภัย ในยุคนี้ อย่างเช่นสมเด็จพุทธโฆษาจารย์หรือสมเด็จพระประยุทธปยุตโตท่านกว้างไป สรุปเข้าหาเป้าเข้าหาแก่นไม่ลง ต้องขออภัยที่พูดไปตรงนี้ น่าจะจริง คือท่านเข้าใจคำว่า กาย สัมมาทิฏฐิหรือยัง อาตมายังสงสัย 

กายยังไม่สัมมาทิฏฐิคือ 1.ยังไม่พ้น สักกายทิฏฐิ 2.ยังไม่สามารถแยกกายแยกจิตได้ เพราะฉะนั้น 3.การพิจารณากายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ซึ่งเป็น cyclic order ยกธรรมในธรรมไว้ ก็จะมี กายเวทนาจิต ต้องรู้ชัดเจนละเอียดในกาย เวทนา จิต เวทนา 108 จิตคือ เจโตปริยญาณ 16 ฟังอาตมาไปเรื่อยๆ 

ในหนังสือที่อาตมาเขียนเล่มหลังๆไม่ว่าจะเป็นหนังสือคนจะบรรลุธรรมได้อย่างไร? หนังสือเปิดยุคบุญนิยมหรือหนังสือปัญญา 8 อ่านให้ดีๆเถอะ ซึ่งความยากมันยากตรงที่ว่า ทำไม ไม่พูดให้ง่ายๆ ก็ถ้ามันง่ายแล้ว จะต้องตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าไปทำไม ถ้ามันง่ายอย่างที่คุณพูด พูดแล้วใครก็เข้าใจได้ ใครก็เป็นพระพุทธเจ้าหมดอย่างนั้น ซึ่งมันไม่ใช่ มันมีรายละเอียดเยอะ แล้วคนก็ไปลงในรายละเอียดอย่างเช่นมีสมเด็จพุทธโฆษาจารย์ 

แล้วมันชวนรู้ เป็นโลกจินตา อันนี้ก็ใช่อันนี้ก็ดีไปหมด สรุปไม่ลง สรุปไม่ลง เพราะฉะนั้นไม่มีวันจบหรอก ต้องตัดกรอบตั้งแต่คู่แรก ท่านถึงบอกว่าเอาศีลเป็นหลัก ตั้งแต่เกี่ยวข้องกับศาสตร์เกี่ยวข้องกับใคร แล้วที่สำคัญคือเกี่ยวข้องกับตาหูจมูกลิ้นกายที่มันจะสังเคราะห์สังขารร่วมกัน ถ้าเข้าใจตรงนี้ดีก็จะแยกได้ เริ่มต้นทำได้ไปทีละคู่ๆ ต้องมายอมปฏิบัติไปที่ละคู่จริงๆ 

เหมือนที่ท่านอธิบายเอาไว้อย่างสรุปในเรื่องฤาษีเลี้ยงเหี้ย ที่บอกว่า ถ้ำ มันมี 6 รู      เหี้ยมันวิ่งออกได้ทุกรูปฤาษีก็ปิดไว้ 5 รูหรือรูเดียว ก็จะจับเหี้ยได้ แต่นี่ไม่ปิดรูไหนเลยมีแต่เจาะออกไปไม่รู้จะดูบานไปเรื่อยๆมันก็เลยไม่รู้เรื่อง 

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ 

สมณะเดินดินว่า… สูตรที่พ่อครูพูดไปอาจคนละสูตรกับที่พระโปฐิละ ที่เป็นผู้รู้มากพูดธรรมะได้มากแต่ไม่บรรลุธรรม พระพุทธเจ้าก็เลยเรียกท่านว่าเป็นพระใบลานเปล่า 

พ่อครูว่า… ที่สำคัญคือไม่ใช่ปิดรู้ไปทั้งหมดต้องเปิดให้รู้ทั้งนอกและในด้วย

_จรรยา อิ่มประเสริฐ : ดิฉันซาบซึ้งมากในการมีคู่ ปัญหามีอยู่ว่า มีหญิงสาวมาขออยู่ เป็นคู่กับลูก เขาขอมาอยู่ด้วย เคยสอนลูกว่า การมีคู่ เป็นการทวงหนี้กรรมกัน แต่เราฝืนได้ โดยไม่สร้างกรรมใหม่ ให้หลีกเลี่ยง การมีคู่ ทุกข์มาก ไม่ว่าจะเป็นผู้ชาย หรือ ผู้หญิง พอเขามาในลักษณะนี้ ก็มาให้แม่ตัดสิน ถ้าเราไม่อยากมีคู่ ก็บอกเขาไปตรง ๆ เขาบอกว่าผู้หญิงอยากมาพูดกับแม่ ดิฉันก็เลยบอกว่า ลูกฉันก็เหมือนผู้ชายทั่วไป ไม่ได้ดีอย่างที่เธอคิด มีความเห็นแก่ตัว รักตัวเอง ต่อไปความรับผิดชอบต่าง ๆ ก็ไม่พ้นเธอ ต่อไปเขาจะบวช แล้วทิ้งเธอไปแน่นอน ลูกก็บอกว่า เขาจะบวชจริง ๆ ดิฉันห้ามผู้หญิงและ พูดความจริงให้ฟังอย่างนี้ เท่ากับสร้างวิบากบาป หรือไม่ และให้ลูกอยู่เป็นโสด มีลูกคนเดียวค่ะ กราบนมัสการค่ะ

พ่อครูว่า… ไม่หรอกอย่างนี้ดี เป็นพระก็ไม่อาบัติ ไม่ใช่ไปพระที่พูดให้เขามีคู่ก็อาบัติสังฆาทิเสส ผู้ทำตนให้เป็นคนโสดถือว่าเป็นบัณฑิต ผู้ฝักใฝ่ในเมถุนเป็นผู้เศร้าหมอง ดีขนาดมีลูกคนเดียวยังเห็นทุกข์ ก็ต้านเขาไว้ช่วยเขาไว้ แต่อย่าให้เกิดการทะเลาะกันโกรธเคืองกันมันก็ไม่ดี มันก็ยากผู้หญิงมาตื๊อผู้ชาย 

_สมยศ ระวังผิด : ขอบคุณชาวอโศกทำให้ผมพ้นทุกข์ได้ตามลำดับครับ

ชาวอโศกบุญนิยมอย่าประมาทโควิด

_พันธุ์ พอเพียง : วันนี้มีชายสองคน แต่งชุดบริษัท มาที่ ชมร จตุจักร แผนกของแห้ง มาเดินสำรวจเพื่อเปรียบเทียบราคาสินค้า (ผมจัดของขึ้นชั้นสินค้าอยู่ใกล้ๆ) เขาอุทานใส่กันว่า เฮ้ย ทำไมเขาขายถูกกว่าเราได้ แทบทุกตัวเลย พากันยกโทรศัพท์ถ่ายรูปราคาสินค้า หลายๆตัว เก็บเป็นข้อมูล แล้วหยิบมะขามป้อมแช่อิ่ม เดินไปจ่ายเงิน แล้วเดินจากไป 

พ่อครูว่า… จะมีคนที่ยังไม่เข้าใจยังไม่รู้เรื่อง ว่าทำไม ชาวอโศกขายได้ถูกกว่าเขาทุกตัว อันนี้เป็นร้านที่ชมร.จตุจักร ถ้ายิ่งมาเจอ ชมร.ข้างในเราอีก สองคนนี้จะฉีกหัวแกรกๆเลยว่าเฮ้ย  มันทำได้ยังไงวะ   ทำไมมันขายได้ต่ำกว่าทุนอีก พวกนักค้าจะรู้ราคาตลาด ของเราต่ำกว่าราคาตลาดอยู่แล้ว 

บุญนิยมมี 4 ระดับ 1 ขายต่ำกว่าราคาตลาด สองขายเท่าไหร่ 3 ขายต่ำกว่าทุน 4 แจกฟรี 

อันนี้เป็นหลักการยิ่งใหญ่ของพาณิชย์โลกุตระ แล้ว คนที่จะทำได้อย่างนี้ต้องมีบารมี ต้องมีคุณธรรม  ต้องมีสิ่งที่ประเสริฐ ที่ทำแล้วตัวเองก็อยู่ได้ ไม่ใช่ว่าเสแสร้งหลอกล่อให้คนมานิยม แต่มันเป็นเรื่องจริงแล้วก็มีใจชัดเจนว่า ไม่ได้ทำเอาโก้ ไม่ได้ทำหลอกล่อให้คุณมาซื้ออีกๆ ไม่ใช่  เรื่องจริง  เป็นสัจจะที่มันหมุนรอบเชิงซ้อน หักมุมๆๆ โลกียะคิดอย่างนึง แต่โลกุตระจะเป็นอีกอย่างนึง มันจะหักมุมอย่างนี้ตลอดๆๆ เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ที่อาตมาพยายามจะเอาความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าอันนี้มา แล้วภูมิใจชาตินี้ทำได้เป็นรูปธรรม แต่มันก็ยังไม่ง่ายนัก มันได้ขนาดนี้ อาตมาก็ว่ามันสุดยอดทีเดียว แล้วก็ยังมีพัฒนาการคือ พวกเราพยายามช่วยอาตมาทำให้เกิดการพัฒนา หมดความเห็นแก่ตัวมีการเสียสละให้ได้ มีปัญญาปฏิภาณเฉลียวฉลาดในสัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 สร้างสรรสิ่งที่เหมาะสมที่สุด ขึ้นมาให้ได้จริงๆ เป็นสิ่งที่สังคมยุคนี้หาได้ยากเป็นสิ่งที่จำเป็น เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์จริงๆ พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ทั้งนั้น 

เราก็ทำสิ่งนั้นขึ้นมาให้เหมาะสม ซึ่ง กาละ ยุค แต่ละคณะแต่ละโอกาสเวลามันไม่เท่ากัน มันไม่เที่ยงไม่เหมือนกัน มันเปลี่ยนไปตลอดเวลา 

ยกตัวอย่างเช่นโควิด ก็มียา แล้วยารักษาตอนนี้มันเปลี่ยนอยู่เรื่อยๆนะ ยังไม่มีที่จบ อันนี้ก็ว่าดี แต่มันยังไม่รู้ว่าดีจริงไหม แต่เขาต้องอย่างนี้แหละ ขณะนี้โควิด อาตมาเห็นว่ามันเก่ง กว่าพวกนักพิสูจน์ biology พวก biology มันเอาหนูเป็นสัตว์ทดลอง แต่โควิด มันเอามนุษย์เป็นสัตว์ทดลองเลย มันแน่จริงๆเลย 

พวกเราชาวอโศกอย่าประมาทต้องพยายามระมัดระวังไม่มีความจำเป็นก็อย่าไปออกไปไหนมาไหน ระมัดระวัง ประมาท เช่น ฉันใส่แมสอย่างดี แล้วฉันก็เว้นระยะห่างฉันก็ไม่ไปคลุกคลี  ไปไม่นานหรอกมันจะเป็นต้องไป ก็อย่าไปหาเรื่องมากนัก แล้วก็อ้างที่จะไปนั่นมานี่ 

ชาวอโศกที่ปลอดภัยมาถึงทุกวันนี้แต่ละที่ให้ระมัดระวัง ตอนนี้ก็มีที่ชลบุรี ที่ปฐมอโศก โควิดมันชักเริ่มแล้วนะ ที่นครปฐมก็มีบ้านอยู่ข้างวัดปฐมอโศก แล้วไปขายของข้างนอกในตัวจังหวัดนครปฐมเลย สองคนก็ติดทั้งคู่ ดีนะ แต่ก่อนนี้ ถ้าคุณฟ้าเจือศีล ยังอยู่กับเขาด้วยก็คงไปด้วยกัน แต่มาอยู่ที่นี่เสียแล้ว แต่ก่อนร่วมอยู่กับคณะนี้ ก็ว่าไปตามแต่ละผู้แต่ละคน

ชีวิตนี้ คืออะไร

มาเข้าสู่ ชีวิตนี้ คืออะไร? 

อาตมาเคยพูดมาแต่ต้นๆเลยว่า ชีวิตคือความดิ้นด๊อกแด๊ก ของสัตวโลก 

แล้วมาดิ้นด๊อกแด๊กอยู่ทำไม ก็มาอยู่เพื่อที่จะรู้ความจริงอันเป็นที่สุดให้ได้ 

รู้ความจริงไปทำไม จะได้รู้ว่าชีวิตคืออะไร จะอยู่ไปทำไม ถ้าอยู่ก็ต้องอยู่ทำดี 

อย่างเทวนิยม ก็ศึกษาความดีแล้วไม่ทำความชั่วทำแต่ดีให้ได้รักษาความดี แต่มันไม่ง่ายมันมีกรรมวิบากด้วย มันก็หมุนเวียนไป ดีแล้วก็ชั่ว ชั่วแล้วก็ดีนะ จะไปยึดถือว่าดีตลอดกาลนานเที่ยงแท้มันไม่มี มีเหตุปัจจัยแห่งกรรมวิบากอีกเยอะที่เป็นอจินไตย อาตมาขยายความยังไม่ไหว ว่า เหตุปัจจัยต่างๆมันฉุดให้เราลงมาต่ำได้ คุณจะดีถึงขนาดคุณได้ตรัสรู้ถึงขนาดเป็นศาสดาแต่ละองค์ได้ก็ตาม 

แล้วศาสดาแต่ละองค์ ของทางเทวนิยมนี่ รู้ในกรอบของโลกียะเท่านั้น ไม่ได้รู้ครบสภาวะ2 สมบูรณ์แบบ เพราะฉะนั้นแค่ดีกับชั่วก็ไม่รู้สมบูรณ์แบบ ยิ่งโลกุตระเขายิ่งไม่รู้เลย เพราะฉะนั้นคุณจะต้องวนอยู่ตรงนั้น 

อาตมาขยายความไปมากมายว่า เทวนิยม ร้อยเปอร์เซ็นต์หรือยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตาม  มันจะวน พระพุทธเจ้าถึงให้มาศึกษาตั้งแต่ 2 สภาพแล้วก็เป็น 3 แล้วเป็น 4 แล้วจัดการ 3 สภาพให้มันจบให้ได้ พอเป็น 5 ก็จะรู้สภาพว่า ถ้าขยายออกมาเป็น 4 ได้ ถ้าเป็นก็จะเป็น 2  สามเส้า 2 หน่วย ถ้าออกไปอีกเป็น 7 ก็จะไปมี สามเส้าอันใหม่ เป็นสามเส้าอีก

ถ้าไปติดอยู่ที่ สามเส้า 3 อัน คุณก็จะมีภูมิธรรมสูงกว่า สามเส้าแคบๆ 1 เดียว ถ้าเป็น 9 ก็จะสูงกว่า 3 

ถ้า 9 ยกกำลัง 2 อีก หรือแยกเป็น สามเส้าอีก ถ้าเอา 9 ยกกำลัง 2 อีกเป็น 81 มันก็ยิ่ง

ละเอียดขึ้นและรู้ยาก ถ้าไม่รู้ชัดเจนรายละเอียดไปก่อนแล้วมันจะรู้ครบได้อย่างไร 

เพราะฉะนั้นประมาทไม่ได้เลยที่เราจะต้องรู้รายละเอียดไปทีละคู่ หากว่าครบ หากทำไปโดยไม่รีบร้อนมันจะได้เร็ว แต่ใจร้อนอยากจะได้เร็วๆคุณจะนาน ถ้าคุณทำตามพระพุทธเจ้าท่านสอนและตรัส ทำที่ละคู่ จาก 2 เป็น 3 จาก 3 เป็น 4 จาก 4 เป็น 5 จาก 5 เป็น 6 เป็น 9

5 เป็นครึ่งหนึ่งของ 9 ทำให้เกิด cyclic หากคุณจะปรินิพพานเป็นปริโยสานก็สบายแล้วสิ ก็เอาแค่ 10 

ทีนี้ ยังไม่ยอมจบก็ยกกำลังไปเรื่อยๆ อย่างเช่นอาตมา ก็เป็นประโยชน์ได้รู้ว่าโลกนี้มันมีอะไรอีกมากมาย ที่ปรุงแต่งออกมานับไม่ถ้วนแต่เราก็ต้องตีกรอบเอาที่จะศึกษาไปทีละปริเฉทหรือเรียกว่าบริบท 

มันมีนัยยะสำคัญ ถ้าเป็น 4 ก็มีพลังงานเสริมขึ้นมา พอมาเป็น 6 ก็มีพลังงานเสริมอีก เมื่อเป็น 10 ก็มีพลังงานเสริมอีก จะต่อไปอีกเป็น 11 12 13 ก็ยกกำลังไปเรื่อย คนที่คิดเลขไม่เก่งก็อาจจะคิดไม่ได้แต่บางคนคิดเลขเก่งแต่ไม่มีสภาวะก็เป็นได้เพราะฉะนั้นสิ่งที่มันสังขารสังเคราะห์กันอยู่นี้จะไปอย่างนั้นนะ

มันไม่มีจบ โลกจินตา คือ ไม่มีที่สิ้นสุดหาที่สุดมิได้ แล้ว คุณจะไปอย่างนั้นไหม หาที่สุดมิได้ แล้วคุณจะไปอย่างนั้นไหม

อย่างพวกเรานี้รู้แล้ว แต่พวกที่เขาติดสุข ก็บอก ดี ก็เขาชอบนิรันดร จะหาที่สุดไม่ได้ก็ไม่เป็นไรแต่เขาก็จะเอาความสุขที่หาที่สุดไม่ได้ สุขๆๆๆ สุกจนเปื่อยจนเละ สลายสภาวะ เขาก็ไม่รู้ตัว 

ชีวิตคืออะไร ชีวิตคือการเกิดมามีสภาพสังขาร ปรุงแต่งกันอยู่มีวิญญาณมีธาตุรู้เป็นประธาน 

ประธานตัวนี้คืออะไร คือปัญญา 

ธาตุปัญญา ปัญญา พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ว่าเป็นอุตระ 

ปัญญาเป็นอุตระ สติเป็นอธิปไตย คำว่าปัญญาเป็นอุตระหมายความว่า ปัญญานี้มันรู้เหนือกว่าที่คนอื่นรู้ คนที่เป็นอาริยะสูงกว่าก็รู้เหนือกว่า จนเป็นอาริยะระดับพระพุทธเจ้าสูงสุดแล้ว ใครจะสูงสุดกว่านี้ไม่มีใครไปเทียบกันได้อีกแล้ว สูงสุดกว่าพระพุทธเจ้าไม่มีใครไปบังอาจเทียบได้แล้ว ว่า พระพุทธเจ้า 2 องค์นี้ใครสูงกว่ากัน คุณไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินเลย แล้วพระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ตัดสินกัน (พ่อครูไอตัดออกด้วย) 

สมณะเดินดินว่า…  

ปัญญา 8 ข้อที่ 1-3

พ่อครูว่า… สรุปตรงนี้ก่อน ชีวิตก็คือสังขารที่ปรุงแต่งเกิดมาแล้ว มีกรรมวิบากสั่งสม จนกระทั่งคุณจะมีปัญญา รู้จักการสั่งสมแล้วรู้จักการหยุดสั่งสมเรียกว่า ความสงบ 

การหยุดสั่งสมเรียกว่า ความสงบ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในปัญญา 8 ข้อที่ 1 2 3 

ข้อที่ 1 ต้องพบพระพุทธเจ้าต้องได้ความรู้โลกุตระจากพระพุทธเจ้า หรือสัตบุรุษ หรือผู้อยู่ในฐานะครูที่สัมมาทิฏฐิจริงจึงจะเป็นความจริงที่ถูกต้อง เมื่อได้แล้ว คุณจะได้เลยโดยไม่ต้องไปพบอีก ไม่ต้องพบพระพุทธเจ้าไม่ต้องคบสัตบุรุษไม่ต้องพบครูอีก ไม่มีวันหรอก 

คุณต้องมาพบอีกและพบบ่อยๆเป็นข้อ 2 ต้องเข้ามาพบอีก คุยถามถึงความรู้ที่รอบมากขึ้น ให้บริบูรณ์ ฟังสัทธรรมให้บริบูรณ์ จึงจะเกิดศรัทธาที่บริบูรณ์ คำว่าบริบูรณ์มันบังคับเลยว่าคุณจะต้องพบแล้วพบอีกให้ครบให้เต็มๆให้มากที่สุดเท่าที่จะเต็มได้ บริบูรณ์ก็คือเต็มรอบ 

ข้อ 2 นี้เป็นตัวขยายความ เท่ากับบังคับ ให้คุณอย่าไปทำเป็นประมาท อย่าไปทำเป็นอวดดีว่ารู้แล้ว แค่นี้รู้แล้วไม่ต้องไปพบอีกหรอก ถ้าคิดแบบนั้นคนนั้นประมาทแล้ว ประมาท อยู่ใน สุริยเปยยาล ข้อที่ 6 ต้องไม่ประมาทถึงจะมีแสงเงินแสงทอง ผู้ประมาทก็คือไม่มีแสงเงินแสงทองเป็นอุปกิเลสข้อสุดท้ายก็จบเห่ 

เพราะฉะนั้นต้องเข้าไปถามจนกระทั่งรู้จักโลกุตระรู้จักโลกียะ

ข้อที่ 3 ของปัญญา 8 คุณจะรู้ความสงบ สงบแบบโลกิยะกับโลกุตระ ความสงบโลกียนั้นเป็นความสงบชั่วคราวสะกดจิตไว้เดี๋ยวลุกขึ้นมาสบตากันซัดกันอีกอะไรก็แล้วแต่

เพราะฉะนั้นความสงบอย่างบริบูรณ์สมบูรณ์สงบอย่างการดับต้นเหตุ เป็นการดับตัวกิเลสที่เป็นต้นเหตุเป็นตัวการอย่างสำคัญได้ กับกดข่มไว้หรือว่าทำลืมๆ หรือว่ากลบเกลื่อนไปเสีย อันนี้ไม่รู้ เอาอันใหม่กลบเกลื่อนไปเรื่อย วนเวียนเป็นงูกินหางยาวออกนอกโลก จนกระทั่งพวก Star Wars พวกแฮรี่พอตเตอร์ ไปกันใหญ่เลย Lord of the Rings อะไรพวกนี้ไปกันใหญ่ มันฟุ้งซ่านคิดปรุงแต่งไปอย่างไรก็ได้ มันเป็นนิรมาณกาย เป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้ก็ไม่รู้ 

อย่างพวก Star Wars มีสัตว์นอกโลกหน้าตาอย่างนั้นใครไปรับรองว่าเป็นจริง แล้วจะฉลาดอย่างนั้นอย่างนี้สารพัดอีก Star Wars ก็แบบนึง อย่าง Harry Potter ก็อีกอย่างนึง ประเภทเมจิคอลคนละอย่าง วิเศษไปคนละอย่าง เก่งพิสดารไปคนละอย่าง มันก็ว่ากันไป 

เพราะฉะนั้นมาเอาความเป็นจริง ชีวิตเกิดมาเพื่อที่จะเรียนรู้ ว่า อยู่ไปทำไม อยู่ไปเพื่อที่จะรู้ความจริง เรียนรู้ความจริง เราอยู่ไปแล้วเราจะเป็นอะไร เป็นผู้เสพความสุขความทุกข์อยู่หรือ ความสุขความทุกข์เสพแล้วจะต้องมีคู่อยู่นะ 

แค่ สุขทุกข์มีคู่ นี่แหละเป็นคู่ที่แยกไม่ได้ คุณจะเอาอย่างเดียวไม่ได้เหมือนกระดาษแผ่นเดียว จะเอาหน้าใดหน้าหนึ่งไม่ได้มันติดกันอยู่ ฉีกออกแยกไม่ได้คุณจะเอารายละเอียดมาแยกให้เป็นแผ่น 2 แผ่น จะเอาเครื่องอะไรมาให้มันเป็น 2 แผ่นก็ไม่ได้แล้ว กระดาษซึ่งบางกว่านี้ก็จะไปแยกไม่ได้หรอก มันก็มี 2 หน้าอย่างนี้ตลอดไปเป็นความสุขความทุกข์แยกไม่ได้ 

ไม่ยากไม่ได้ก็จะไปเอามันทำไมทั้งสุขและทุกข์ ก็ไม่เอามันทั้งสุขและทุกข์เลย แล้วมันดีกว่าไหม โอ้โหดีกว่า จบ มันตัดหมดเลย ตัดบทเลยไม่ต้องสุขต้องทุกข์ เออเข้าท่าแฮะ เสร็จแล้วคุณก็จะเจอนิพพานเป็นผู้ไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่มีสุขไม่มีทุกข์นี่คือฐานนิพพาน 

ฐานอย่างเจโตก็ทำเป็นลืม เป็นงูกินหางไปเรื่อยๆเขาก็ไม่รู้อยู่นั่นเอง 

แต่นี่ต้องรู้ให้ชัดเจนเลยว่ามันไม่มี 2 ไม่มีแล้ว อันตา ของสองข้างนี้เป็นกลางมัชฌิมา กลางจริงๆไม่มี สองข้างไม่มีไปไหนมาไหน มันเป็น 1 จริงๆ 

เราจะรู้ว่า 1 นี้มันไม่มีอะไรมาปรุงแต่งด้วยนะ ถ้า 1 จริงๆไม่ไปเกี่ยวข้องไม่ปรุงแต่งกับอะไรเลยมันก็มีแต่ความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้นความหมายที่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า  1.มีความเกิด 2.มีความเสื่อม 3.มีความดับ 

ถ้าเกิดแล้วไม่ไปปรุงแต่งอะไรขึ้นมาอีกไม่มีเจตนาอะไรไปเพิ่มมันก็มีแต่จะเสื่อม แต่มันไม่สูญ อันนี้ก็สำคัญ 

ถ้ามันเสื่อมแล้วมันก็สูญไปเองสิ มันไม่ฉลาดขนาดนั้นหรอก เดี๋ยวมันก็ลืม เพราะกาละเวลานี้มัน เหมือนมันจะหมดแตมันไม่หมดหรอก มีหน้าไปเรื่อยๆ อร่อยอันนี้ก็เป็นอะไรอีกอัน คุณไม่หลอกเขา เขาก็หลอกคุณให้อร่อยไปเรื่อยๆ พวกนี้มันจะหยุดหลอกคนให้อร่อยหรือ หลอกให้คนน่าได้ น่ามีน่าเป็น สุภะ ทั้งนั้นเลย 

ซึ่งจริงๆแล้วถ้าคุณไปหลง น่าได้น่ามีน่าเป็น ก็ไม่จบ อะไรก็น่าได้อะไรก็น่ามี อะไรก็น่าเป็น เพราะอะไรเพราะเราเลือกเป็น เลือกอันนี้ดี และดีนี่แหละไม่มีสิ้นสุด สุดสิ้น

จนกระทั่งคุณลืมแล้ว คุณลืมดีคู่กับชั่ว ดีคู่กับชั่ว คุณลืมชั่วไปเลย นึกว่ามีความดีเที่ยงแท้แต่มันไม่เที่ยง เหมือนกับสุขทุกข์มันก็ไม่เที่ยงเป็นภาวะ 2 ดีกับชั่วก็ไม่เที่ยง 

สุขกับทุกข์ยังต้องมาเรียนรู้ แล้วจะทำให้สุขกับทุกข์นี้ไม่เที่ยงได้คือต้องไม่มีสุขไม่มีทุกข์ หรือคุณเรียนรู้แล้วว่าต้องไม่มีดีไม่มีชั่ว แต่ ถ้าคุณไม่ดีไม่ชั่ว คุณก็ตายสิ เละเลย คุณทำชั่วก็ไม่รู้คุณทำดีก็ไม่รู้ ไม่ได้ คุณต้องรู้ดี แล้วไม่ทำชั่วอย่างแข็งแรง 

สัพพปาปสอกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง) กุสลสูปกำลังสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) สจิตตปริโยทปนัง(ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลส)  จิตที่บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสนี่แหละมันจึงจะไม่โง่ ที่จะรู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว แล้วไม่ทำชั่วทั้งปวงเลยทำแต่ดี ถ้าจะอยู่ก็มีแต่ดี ถ้าคุณจะมีก็มีแต่ดี อย่าไปมีชั่วแม้นิดแม้น้อย ความชั่วแม้เล็กน้อยไม่ทำเสียเลยดีกว่า พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัด ไม่ทำ 

แล้วก็มีอำนาจทางจิต วสวัตตีโก มีอำนาจทางจิตที่จะไม่ทำชั่ว เพราะว่าปัญญาเป็นตัวตัดสิน ปัญญาเป็นตัวรู้ว่าไปทำให้มันโง่มันเปื้อนทำไม ก็มันสบายแล้วรอดแล้วด้วย แล้วไปทำทำไม ตัวปัญญานี่แหละเป็นตัวตัดสินหมดเลย 

เพราะฉะนั้นปัญญาตัวที่ 3 สรุปลงตรงนี้ ความสงบ 2 อย่าง 

สงบอย่างโลกุตระกับสงบอย่างโลกียะ ต่างกันอย่างสำคัญมาก เห็นมั้ย

แล้วสงบอย่างโลกียะมีหลากหลาย แต่สงบของโลกุตระมีอย่างเดียว 

สงบเพราะว่ากิเลสมันดับสนิทไม่ฟื้นอีกเลย สงบถาวร สงบนิรันดร 

เพราะฉะนั้นคำว่า ปัญญาข้อที่ 3 ที่รู้จักสงบ 2 อย่างนี้ จึงไม่ใช่ง่ายๆ จึงไม่ใช่ธรรมดา เห็นไหม ที่อาตมาอธิบายไปบ้างแล้วนี่ไม่ใช่จะบริบูรณ์แล้วนะ ยัง แต่อธิบายได้ประมาณนี้ 

เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงมีหลักให้ปฏิบัติปัญญาข้อที่ 4 

 ปฏิบัติศีล คำว่าปฏิบัติศีลคำเดียวนี่แหละคือ กระบวนการของจรณะ 15 วิชชา 8 ทั้งกระบวน ปฏิบัติศีลคือการปฏิบัติจรณะ 15 วิชชา 8 ทั้งกระบวน กระบวนธรรมหรือกระบวนการของธรรมะพุทธคุณ ข้อนี้ 1 ใน 9 ของพุทธคุณของพระพุทธเจ้า 

แล้ว 1 ใน 9 ของพุทธคุณข้อนี้แหละเป็นข้อเนื้อแท้ที่ทุกคนจะเอาไปปฏิบัติและบรรลุได้ เป็นลำดับ ตั้งแต่ต้น กลาง ปลาย แต่ข้ออื่นนั้นเป็นขั้นปลายทั้งนั้น 

พุทธคุณ 9  1 ข้อ นั่นคือจรณะ 15 วิชชา 8 ส่วนอีก 8 ข้อนั้นเป็นคุณลักษณะวิเศษของพระพุทธเจ้าทั้ง 8 ประการ ไม่เกี่ยวกับคุุณหรอก หรือจะเกี่ยวคุณต้องปฏิบัติให้เป็นไปอย่างพระพุทธเจ้าได้ แต่ จรณะ 15 วิชชา 8 คุณต้องทำก่อนจะอย่างไรคุณต้องทำ แล้วมันจะไปเป็นอีก 8 ข้อนั้นเองในอนาคต แต่กว่าจะถึงนั้น อื้อหือๆๆ อีก 8 ข้อ ไม่มีใครเทียบ 

อรหโต ก็ไม่ใช่อรหันต์สามัญ แต่เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า 

สัมมาสัมพุทโธ ตรัสรู้เองโดยชอบ ขนาดอาตมามี สยังอภิญญา มีของตัวเองมาแล้วแล้วอาตมาไม่ได้หลงผิด ได้เป็นของตัวเองไปแล้ว แต่ไม่ใช่ของอาตมา อาตมารับมาจากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ เพราะฉะนั้นคนงมงายยังบอกว่าตัวเองเป็นเจ้าของเลย เหมือนอย่างธัมมชโย เป็นต้นธาตุต้นธรรม เป็นเจ้าของ ใหญ่กว่าพระพุทธเจ้าทุกพระองค์อีก ซึ่งเขาคิดอย่างนี้ น่าสงสารจริงๆ 

พระพุทธเจ้าแต่ละองค์ ท่านยอมรับพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ ทั้งนั้น ท่านย่อมไม่บังอาจบอกว่า ท่านเป็นพระพุทธเจ้าโดยที่ไม่มีพระพุทธเจ้าองค์ก่อนมาก่อน ความรู้นี้ไม่ใช่ความรู้ของท่านทีเดียว แต่เป็นความรู้ของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆมา ซึ่งใช้สำนวนว่า 

ธรรมะมีอยู่แล้วในมหาจักรวาล เพียงแต่ผู้ใดจะค้นพบเท่านั้น เป็นโวหารเท่านั้น 

แล้วผู้ใดค้นพบก่อน คนนั้นเป็นต้นธาตุต้นธรรมใช่ไหม ธรรมะมีอยู่แล้วในโลก มีผู้ใดจะพบเท่านั้น ไม่เป็นของใคร ซึ่งก็ถูก ไม่เป็นของใคร 

ถ้าใครพบก่อนคนนั้นก็เป็นต้นธาตุต้นธรรม พูดแบบนี้เทวนิยมก็ฮุบเลยว่า พระเจ้าไง เป็นต้นธาตุต้นธรรม แต่ของพระเจ้านั้นเที่ยง โดยที่เรียกว่าไม่มีที่จบ แต่ของพุทธนั้น ไม่เที่ยง และเที่ยง จบอย่างเที่ยง ไม่มีที่จบ คุณจะเที่ยงแบบพระอวโลกิเตศวรก็เอาสิ 

อย่างพระอวโลกิเตศวรกับพระเจ้า ..เวลาหมดแล้ว ฝากไว้ก่อนเถอะโอฬาร

สมณะเดินดินว่า… สรุปจบชีวิตมาเรียนรู้ความจริง   ไม่ยึดติดในดีและชั่วเป็นความสงบที่หมดจากกิเลส