650124 รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 25 ปาฏิหาริย์ของคนจนมหัศจรรย์ 

ดาวโหลดเอกสารที่                                                                                                         

https://docs.google.com/document/d/1YUj5HGmadpP6jY6z__aS31-I0BBzYUivUOZtymOZOuk/edit?usp=sharing  

ดาวน์โหลดเสียงที่    https://drive.google.com/file/d/1hAsgNSN6_XLjCxEGBgW3gxSi1e4dxwyZ/view?usp=sharing 

     

และดูวิดีโอได้ที่    https://fb.watch/aKmdhRoyGP/ 

      และ   https://youtu.be/u1DXVxKDqkk 

สู่แดนธรรม… วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ 24 มกราคม 2565 ที่บวรราชธานีอโศก 

ไม่เดือดเนื้อร้อนใจเป็นปาฏิหาริย์ของศีลข้อ 1 ในเบื้องต้น

พ่อครูว่า… อาตมาเกิดมายุคนี้อาตมาเป็นคนแปลกประหลาด จากคนยุคนี้เขา แปลกประหลาดจนเรียกได้ว่า มหัศจรรย์ 

ความมหัศจรรย์นี้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ ภาษาบาลีท่านเรียกว่า ปาฏิหาริย์ คือความเป็นไปได้อย่างเกินกว่ามนุษย์ธรรมดาเขาจะเป็นได้ เช่น คนเหาะได้ ดำดินได้ เดินบนน้ำได้ เรียกว่าอิทธิปาฏิหาริย์ มีฤทธิ์มาก แสดงได้อย่างเป็นรูปธรรม เห็นอย่างโต้งๆเลย เดี๋ยวนี้ก็มี อย่าว่าแต่คนเดินได้เลย เอาเหล็กแท่งเป็นร้อยตันเหาะขึ้นไปข้างบนอากาศได้ ยิ่งใหญ่กว่ายุคพระพุทธเจ้าอีก เอาแท่งเหล็ก รู้จักไหมเด็กๆ เครื่องบิน เหาะขึ้นไปบนฟ้าได้ หนักตั้งเป็น 100 ตัน เก่งจริงๆเลยคนยุคนี้ ทำอิทธิปาฏิหาริย์ 

อาเทศนาปาฏิหาริย์ก็เก่งมหาศาลอีกนั่นแหละ แต่ไม่ใช่คน ใช้เครื่องพวกนี้ จิ้มๆ โอ้โห เป็นสิ่งที่ละเอียด ลอยไปกับอากาศปุ๊บปั๊บ ทั้งเร็วทั้งไว บันทึกก็ไว นิดเดียวบันทึกไว้เต็มโลกเลย เรียกว่า อาเทศนาปาฏิหาริย์ เป็นเรื่องที่ไม่เห็นเป็นรูปธรรมเหมือนอิทธิปาฏิหาริย์ เดี๋ยวนี้ก็เก่งกันมาก 

มีอีกปาฏิหาริย์อันหนึ่งคือ อนุสาสนีปาฏิหาริย์ อนุสาสนีแปลว่า คำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นปาฏิหาริย์ เป็นเรื่องแปลกประหลาดมหัศจรรย์ คนเป็นไปได้ ตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอน มันเป็นไปได้อย่างไร ยิ่งยุคนี้ยิ่งประหลาดมากเลย

เพราะฉะนั้นชาวอโศกเรามาปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าแล้ว เป็นไปได้ ปฏิบัติศีลก็เป็นศีลได้ 

ศีล ที่ปฏิบัติได้นี่นะ มันเป็นอย่างไร ประโยชน์จากการปฏิบัติศีล ผลแท้จากการเป็นศีล ท่านตรัสไว้ 

  1. อวิปฏิสาร ไม่เดือดเนื้อร้อนใจ คนมีศีลมีอานิสงส์คือไม่เดือดเนื้อร้อนใจ ชาวอโศกเราปฏิบัติศีลแล้วสบายไม่เดือดเนื้อร้อนใจ ลึกซึ้งมากเลยนะความไม่เดือดเนื้อร้อนใจในศีลข้อที่ 1 ผู้ปฏิบัติได้ไม่ฆ่าสัตว์ อย่าว่าแต่ฆ่าคนเลย คนที่ฆ่าคนอยู่นี่ เดือดเนื้อร้อนใจมาก เพราะมันอาฆาตเคียดแค้นกันมากฆ่ากัน มันไม่จบหรอก 

เคยดูหนังจีนไหมมันฆ่ากันไม่จบเลย มีแต่ตามฆ่ากัน แล้วก็ต้องตามล้างแค้นให้พ่อนะ ก่อนตายก็สั่งไว้ ล้างแค้นให้ปู่นะ พยาบาทล้างแค้นกันไม่รู้จักจบ 

แต่ผู้มาถือศีลได้ ปฏิบัติศีลมีอานิสงส์ ปฏิบัติศีลตามพระพุทธเจ้าอย่างถูกต้อง ไม่ฆ่าใคร ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่กินเนื้อสัตว์ หมดความเดือดเนื้อร้อนใจ 

นี่คือปาฏิหาริย์ นี่คือความมหัศจรรย์ ที่คนตาถั่วมองไม่เห็น คนตาถั่วไม่รู้จักเรื่องที่วิเศษมหัศจรรย์ โดยเฉพาะคำสอนของพระพุทธเจ้าสอนไว้แล้ว 

ผู้ใดทำได้เป็นเรื่องวิเศษประเสริฐ เป็นเรื่องมหัศจรรย์ ยุคไหนก็มหัศจรรย์ ยิ่งในยุคนี้ยิ่งมหัศจรรย์ เพราะทำกันไม่ค่อยได้แล้ว ปฏิบัติศีลก็เป็น สีลัพพตุปาทาน หมายความว่าปฏิบัติไปตามจารีตประเพณีเก่าๆสืบทอดกันมา บอกว่าปฏิบัติศีลธรรมอย่างไรก็ไปถือศีล แม้ฆ่าสัตว์ก็ไปทำอย่างดื้อๆ เฉยๆ เหมือนกับ สูงสุดก็เหมือนกับเชน นี่ไม่ฆ่า สัตว์ใหญ่ สัตว์เล็ก สัตว์น้อย แต่ไม่รู้ว่า ไม่ฆ่าสัตว์แล้วจะเกิดผลที่จิตอย่างไร จิต ไม่เดือดเนื้อร้อนใจ ไม่รู้จัก 

อ้อ.. เราไม่ฆ่าสัตว์ เรามีแต่ความเป็นมิตร เรามีแต่ความเมตตา เราไม่ทำร้ายอะไรใครต่อใครเลย ยิ่งนับวัน ยิ่งเราไม่ฆ่าสัตว์ใด ไม่ทำร้าย ไม่เบียดเบียนสัตว์ใดๆเลย ยิ่งปลอดภัย 

แม้แต่ ในที่สุดกรรมวิบาก เราไม่ฆ่าเลย หยุดเด็ดขาด กรรมวิบากนี้จะเจริญ ประเสริฐ โอ้โห มันจะทำให้เป็นคนปลอดภัย แม้แต่เหตุร้ายอะไรที่จะมาหาเรา จะไม่มาถึงเราได้อย่างไม่น่าเชื่อ เรียกว่า ปาฏิหาริย์ 

ที่เรื่องร้ายๆ อย่างอาตมา พิสูจน์ในชาตินี้ เข้าไปอำนวยการเพื่อจะให้เราไปชุมนุมประท้วงอยู่ในสนามรบ เขาก็ยิงกันตายไปไม่รู้เท่าไหร่ อาตมาก็เป็นเป้าอยู่บนเวที มันไม่ต้องใช้สไนเปอร์หรอก ใช้ปืนอะไรเล็งก็ถูก เป้าตัวโตๆอย่างนี้ แต่ก็ไม่มีใครคิดจะยิง 

อันนี้มันเป็น อจินไตย เป็นเรื่องที่ เป็นกรรมวิบากที่รักษา ธัมโมหเวรักขติ ธรรมจารี ธรรมะย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม คิดเอาไม่ได้ แต่อาตมาก็มีบารมีเรื่องนี้พอสมควร  แต่ก็ไม่ได้ประมาทอวดดิบอวดดีท้าทาย อย่างที่คนอื่นท้าทายไม่ได้ท้าทาย ก็ทำตามเหตุปัจจัยที่มันมี ที่มีเหตุการณ์ต่างๆผ่านมา มหัศจรรย์จริงๆ 

หมดสุขหมดทุกข์คืออนุสาสนีย์ปาฏิหาริย์ที่พระพุทธเจ้าสอน

มหัศจรรย์ทางด้านความเป็น อาเทศนาปาฏิหาริย์ เป็นนามธรรมเป็นอรูป ถ้าจะเอานามธรรมจริงๆ ต้องเอาอย่างอนุสาสนีปาฏิหาริย์ อาเทศนาปาฏิหาริย์เป็นอรูป ที่เรานึกไม่ถึง มันเป็นไปได้ อย่างคนที่มีอาเทศนาปาฏิหาริย์หยั่งรู้คนที่ทำของหาย คนนี้มีอะไรลึกลับอะไรก็ทายถูกต่างๆนานาพวกนี้เรียกว่า อาเทศนาปาฏิหาริย์ มันก็เก่ง คนเป็นไม่ได้ง่ายๆ แต่มันมีคนที่ทำได้น้อย ส่วนมากเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องหลอกกัน อิทธิปาฏิหาริย์ทำไม่ได้เลยเหาะเหิรเดินน่ำดำดิน เนรมิตอะไรเป็นรูปธรรมมันเป็นไปไม่ได้แล้ว นอกจากจะเก่งอย่างอื่นใช้พลังงานวัตถุอย่างแท้จริง 

ส่วนจิตหรืออรูปนั้น ก็โกหกเสียเยอะ จะมารู้รายละเอียดลึกลับอะไร ทายของหาย ทายวิญญาณ ทายนู่นทายนี่ หลอกกันเสียเยอะ ด้วยความไม่รู้ก็หลอกกันแต่ไปหมด 

เช่นไม่มีความรู้ในเรื่องผีก็บอกว่า ผีมี มันมีในอวิชชาในอุปาทานของคน มีแต่ความเป็นอุปาทานความเป็นผู้โง่ ผู้อวิชชา มี ผีที่มีอันนั้นเป็นผีหลอก มันไม่มีจริง 

คนที่เขาบอกว่าผีมีจริงอย่างโน้นอย่างนี้ เป็นการหลอกตนเอง หลอกคนอื่น พากันหลอกกันไป เมืองไทยนี่แหละหลอกกันเป็นผี ที่อื่นเขาก็ไม่กระไร ไม่เหมือนเมืองไทย กลัวผี

คนตายแล้ววิญญาณคนตายยังหวงวิญญาณ จะมาหลอกคนนั้นคนนี้ จะมาปรากฏตัว จะมาแสดงตัวให้รู้กัน คนไทยขี้กลัวผีกันเยอะ แล้วก็มีนิยายสร้างกัน เป็นนิยายหลอกโลกกันไม่รู้นิยายตั้งเท่าไหร่เรื่องผี ของคนไทย สร้างเป็นหนัง เป็นละคร ซีรีส์ยาวๆเยอะแยะเลย นับถือศาสนาพุทธแท้ๆ แทนที่จะรู้ความจริงในเรื่องพวกนี้…ไม่.. โง่ดักดาน โง่เง่า

แม้แต่มาปฏิบัติธรรมะแล้ว เรียนรู้ตามหลักพระพุทธเจ้าแล้วก็ยังมิจฉาทิฏฐิ เรียนผิด เรียนไป มีวิญญาณเป็นตัวเป็นตน เป็นวิญญาณเป็นผีมาหลอก 

ขอยืนยันว่า ผี ที่จะมาหลอกเรา เป็นรูปเป็นร่างเป็นตัวเป็นตนไม่มีในโลก ที่ไหนๆในโลก โลกสันนิวาสที่คนรับรู้ร่วมกันได้ ผีมันไม่มี มันมีแต่ในโลกสัมภเวสี เป็นโลกในการนึกคิดเอาเอง หลับตาแล้วไปตามความนึกคิดของใครต่อใคร แล้วคนไทยนี้งมงายเรื่องนี้เยอะ ฝันเพ้อไป เป็นอะไรต่ออะไรต่างๆนานา แล้วก็หลอกกันไป หลอกกันได้หลอกกันดีมากมาย 

จนกระทั่งคนที่จะสัมมาทิฏฐิ มาเรียนรู้ตามคำสอนพระพุทธเจ้าเรียกว่า อนุสาสนีปาฏิหาริย์ ให้รู้จักจิตวิญญาณ ความเป็นพลังงานชีวะ ที่เรียกว่า จิตนิยาม ที่เอามาสาธยาย อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม  จนสามารถจัดการกับจิตตัวเองได้เรียกว่า กระทำกับจิตตัวเองเรียกว่า มนสิการ ทำกับจิตตัวเองได้อย่างเก่ง อย่างถ่องแท้ จริงแท้แยบคายละเอียดลออแยยบคายเรียกว่า โยนิโส ลงไปถึงที่เกิดที่ตั้งที่เป็น สัมภวะหรือปภวะ แล้วให้จิต เป็นเช่นนั้นเช่นนี้ 

สูงสุดเลย ทำใจในใจหรือทำจิตของตนเองให้เป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์ คือ ทำได้อย่างเก่ง ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าถึงขั้นว่าทำจิตของเรานั้นให้ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข หมดทุกข์หมดสุข หมดบาปหมดบุญ หมดเลวร้าย 

แม้ที่สุด รู้ถึงขั้นรู้ว่าจิตวิญญาณนั้นเป็นอนัตตา จิตวิญญาณไม่ใช่ตัวตน แล้วก็ทำให้จิตวิญญาณของเราเองนี้ สลายหมดตัวตนไปได้เลย  สลายเป็นดินน้ำไฟลมเป็นอุตุธาตุ 

สลายเป็นอุตุธาตุไปได้เลย ตามคำสอนตามอนุสาสนีปาฏิหาริย์ของพระพุทธเจ้า 

เรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ อาเทศนาปาฏิหาริย์เป็นเรื่องมหัศจรรย์เหล่านั้น พระพุทธเจ้าไม่ให้ไปยุ่งเกี่ยว ซึ่งมันเป็นจริงอยู่ แต่ว่ามันไม่มีความสำคัญกับชีวิต มันไม่มีความสำคัญเท่าคำสอนที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ 

ตรัสรู้แล้วก็มาสอนให้รู้จักจิตวิญญาณ จิตเจตสิกรูปนิพพาน สามารถเรียนรู้จิตจนกระทั่งถึงดับทุกข์ดับสุขเรียกว่านิพพาน ดับทุกข์ ดับสุขได้รอบเรียกว่า ปรินิพพาน ดับทุกข์ ดับสุขแล้วก็ดับจิตวิญญาณทำให้สลายแยกธาตุไปได้เลยสมบูรณ์แบบเรียกว่า ปรินิพพานเป็นปริโยสาน 

นิพพาน 3 ขั้น 

นิพพาน มี 3 ขั้นง่ายๆ 

  1. นิพพาน 

  2. ปรินิพพาน 

  3. ปรินิพพานเป็นปริโยสาน

ปริ แปลว่า รอบ 

นิพพานแปลว่า ทำได้ ยังไม่รอบถ้วน ทำได้ไปแต่ละอย่าง โสดาบัน สกิทาคามี พระอนาคามี เป็นอรหันต์แล้วก็ถือว่ามี ปรินิพพาน ทำนิพพานได้รอบถ้วนสมบูรณ์แล้ว 

แล้วก็สามารถที่จะทำให้เป็น ปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ คือแยกธาตุเป็นดิน น้ำ ไฟ ลมไปเลยได้ด้วย แต่พระอรหันต์ที่ยังไม่เข้าใจในเรื่องของพยัญชนะ เรื่องของ อนุสาสนีย์ คำสอนพระพุทธเจ้าที่เป็นตัวบัญญัติพยัญชนะที่สื่อสมมุติในโลก อาจจะทำปรมัตถ์ ทำจิตของตัวเองเป็นดิน น้ำ ไฟ ลมได้แล้ว แต่ภาษาบัญญัติที่อธิบายเอาไว้ ยังไม่ค่อยเข้าใจ ยังไม่รู้ ไม่ได้เรียนรู้ทั้งพยัญชนะและอัตถะ ก็จะไม่เข้าใจ 

แต่ผู้ที่เรียนรู้ได้ทั้งพยัญชนะและ อัตถะ ชัดเจนตรงกันก็จะเอามาอธิบายได้ อย่างหลวงปู่ อย่างอาตมา อธิบายกันอยู่ตลอดเวลา เสมอทุกวันนี้ 

คนรวยคือคนเป็นหนี้โลกจะหลุดพ้นหนี้ต้องมาเป็นคนจนมหัศจรรย์

อนุสาสนีปาฏิหาริย์ของพระพุทธเจ้าทั้ง รูป อรูป ทั้งนามธรรม ทั้งความรู้สึก เวทนาสัญญา สังขาร วิญญาณเป็นนามธรรม จึงเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์อย่างยิ่ง 

มหัศจรรย์ที่คนเขารู้สึกว่าไม่เห็นมหัศจรรย์อะไรหรอก คนที่ไม่รู้จักความสำคัญ 

เช่น เป็นคนมาเป็นคนจน โอ้โห เป็นคนอยู่ในโลกนี้แล้วก็เห็นดีเห็นงามว่า เออ เรามาเป็นคนจนนี้สบายดี ปลอดภัย ไม่เบียดเบียนใคร พึ่งตนเอง รอด แล้วก็สร้างสรร ขยันเพียร เผื่อแผ่ให้หมู่ฝูง ให้คนอื่นได้รับไป ไม่เป็นหนี้ ไม่เป็นบาป เป็นคนจนที่ไม่มีหนี้ไม่มีบาป 

คนรวยนี้มีหนี้เยอะ หนี้ทางธรรม เอาเปรียบเอารัดคนอื่น กอบโกยขี้โลภมาก ขี้เหนียวคิดดอกเบี้ย หาวิธีการที่จะเอาเปรียบเขาได้ซับซ้อน โอ่โห บาปมากเลยคนรวย ไม่คิดเองก็เอาวิธีคิดของเขามาใช้แล้วกอบโกย รวยได้เปรียบมาก ยิ่งได้เปรียบมากเท่าไหร่ ยิ่งเป็นหนี้มากเท่านั้น เขาก็ไม่รู้ความจริงเรื่องกรรมวิบากพวกนี้ 

เทวนิยมหรือชาวตะวันตกที่เรียนจากพระเจ้า ไม่ได้เรียนรู้เรื่องกรรมวิบาก ตามที่เป็น อจินไตย ที่พระพุทธเจ้าที่สอน เขาไม่รู้ เพราะฉะนั้นเขาก็ทำอย่างอวิชชางมงายไป แม้แต่คนไทยที่เป็นพุทธ ก็ไม่ได้ศึกษาธรรมะอย่างรู้ดี ก็ไปแย่งชิงความรวย ไปเอาเปรียบเอารัด ไปอยู่ในกฎเกณฑ์พวกที่เขาสร้างการได้เปรียบเอาเปรียบเอารัด ก็เข้าไปอยู่ในกฎเกณฑ์อันนั้นเป็นหนี้เป็นบาปเป็นคนเป็นหนี้ไป 

คนที่หลุดพ้นจากกฎเกณฑ์โลก ที่เป็นหนี้ที่ อวิชชา โง่เง่าพวกนั้น ออกมาอย่างชาวอโศกได้ เป็นคนมหัศจรรย์ ยิ่งออกมาได้ด้วยภูมิปัญญา เข้าใจเลยว่า เราหลุดพ้นมาจากที่เป็นหนี้เป็นบาปเป็นภัยอะไรไม่เข้าเรื่องเลย ซึ่งเราก็ทำมาไม่รู้กี่ชาติแล้ว ชาตินี้ก็เคยทำมากันทั้งนั้น อาตมาว่าน้อยมากก็แล้วแต่ 

พอเข้าใจอย่างชัดเจนแล้ว โอ้โห เลิกได้แล้วแต่ต้องมีหมู่มวลคณะอย่างชาวอโศก คุณเลิกคนเดียวคุณต้องไปอุยู่แบบเชน ไปอยู่ในป่าหนีไปอยู่คนเดียว ซึ่งมันไม่มีสาระอะไรเลย รอวันตายไปเฉยๆพวกเชน อยู่ก็เปลืองที่นั่ง เปลืองอากาศ กินอาหารเขาไม่มีประโยชน์อะไรเลย ก็กลับเป็นหนี้อีกแหละ เป็นหนี้โลก เป็นหนี้สังคม ต้องอาศัยกินจากบิณฑบาต จากขอเขากิน พวกเชนไม่ทำเองนะ ไม่ทำอาหารเองไม่ทำ กินพืชพันธุ์ธัญญาหารก็ไม่ปลิดไม่เก็บ ให้เขาเอาอาหารมาให้ ซึ่งเป็นหนี้เต็มๆเลย เขาไม่เข้าใจเรื่องความเป็นหนี้เรื่องกรรมวิบากพวกนี้ เขาไม่เข้าใจ 

มีพระพุทธเจ้านี้ พาสอนให้หลุดหนี้ พ้นหนี้ แล้วยังแถม ถ้าจะว่าแล้วเป็นเจ้าหนี้ เกื้อกูลช่วยเหลือคนอื่น แต่เราไม่ได้ทำสัญญาให้เขาต้องมาใช้ต้นใช้ดอกอะไร ให้เขาไปเลย ให้โดยไม่มี สาเปกโขไปเลย สุดยอดจริงๆ มหัศจรรย์จริงๆ 

ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรมแม้ใกล้กลียุค

อาตมาเกิดมาในยุคนี้จึงเป็นยุคที่ชาวพุทธเสื่อมจากศาสนา เสื่อมจาก อนุสาสนีปาฏิหาริย์ เสื่อมจากโลกุตระธรรมที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้แล้ว อาตมากอบกู้ขึ้นมาเอามาประกาศ 

เออ ยังมีคนรู้ได้เป็นคนที่มีธุลีในดวงตาน้อย เข้าใจก็ทยอยมารวมกันมา จนทุกวันนี้ถูกพวกตามืดตาบอด ท้วง จะปราบให้อาตมานี่หายไป บอกว่า มาสอนอะไรที่ผิดไปจากที่เขายึดถือ ผิดไปจากที่เขาถือว่าถูกต้อง ทั้งๆที่เขาผิดเต็มประตูเลย เขาเป็นโจรปล้นศาสนาพุทธด้วย ทำลายศาสนาพุทธอยู่โดยไม่รู้ตัว เป็นโลกียะ ของพระพุทธเจ้านั้นเป็นโลกุตระ ของเขาเต็มไปด้วยลาภ ยศ สรรเสริญโลกียสุข แย่งชิงกัน หรือว่าหลงทิศทาง เป็นเดียรถีย์ ไปนั่งหลับตาแล้วจะไปปรินิพพานอะไรไป แล้วรวมหัวกัน จะมาเล่นงานอาตมา ก็เลยไปกันใหญ่ 

แต่ธัมโม หะเว รักขะติ ธัมมะจาริง ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม อาตมาก็รอดมาได้ ยืนยันความจริง ยืนยันความบริสุทธิ์ใจของพระพุทธเจ้า จนกระทั่งถึงทุกวันนี้

อาตมาอายุ 80 กว่า ถ้าถึง 100 อาตมาก็ทำงานศาสนาไปได้ถึง 64 ปี ไม่ใช่น้อย ก็พยายามอยู่นะ เจตนาพยายามจะให้ถึง 100 แต่ไม่รู้มันจะถึงหรือไม่ถึง มันฝืนอายุขัยของตัวเอง ซึ่งอาตมาก็เคยพูดว่าอายุขัยของอาตมา 72 ก็พยายาม ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า อานนท์ เราจะพยายาม ยังอายุขัย ให้ไปถึงหนึ่งกัปหรือเกินกว่ากัปได้ อันนี้ก็เป็นความจริง 

อาตมาก็พิสูจน์ความจริงอันนี้ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ความรู้ในเรื่องของสัจธรรมทางจิตวิญญาณ อมตะบุคคล มันสามารถที่จะยืดอายุตัวเองได้อยู่ แต่มันก็มีขอบเขตเหมือนกันมีที่สุด ซึ่งเราก็พยายามต่อ ต่อด้วยกรรมวิบาก ต่ออายุด้วยกรรมวิบาก ไม่มีใครมาต่อให้เราหรอก เราต้องต่อกรรมวิบากด้วยสัมประสิทธิ์ที่เราจะต้องพากเพียรสร้างอยู่ 

มันก็ถึงที่สุดของมันจนได้ ซึ่งเราก็พยายามที่จะเรียกว่า ตะกละ จะเรียกว่า โลภมากก็ได้ คือจะไม่ตายง่ายๆเอาเถอะ โลภ จะอายุยืน 

เราจะโลภเอาอายุยืนไปทำ เพื่ออะไร อายุยืนไปเพื่อรักษาลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขหรือสุขอะไรก็แล้วแต่เถอะ มันไม่ใช่ แม้แต่สุข มันก็ไม่ได้เสพสุขเสพทุกข์อะไร ก็กลางๆ เป็น อนุปคัมมะ แล้วสบาย

พวกเราเรียนสูงพูดอนุปคัมมะได้ เข้าใจรู้เรื่อง แต่ผู้ยังไม่เข้าใจก็ติดตามไปพิสูจน์ได้อย่างน่ามหัศจรรย์ 

เพราะฉะนั้นเมื่อมีชีวิตอยู่เราก็พยายามสร้างสิ่งที่ประเสริฐ เราไปสร้างวัตถุ เราไปสร้างเครื่องบิน เราไปสร้างคอมพิวเตอร์ก็มหัศจรรย์ คอมพิวเตอร์ก็มหัศจรรย์ สร้างเครื่องบินจรวดก็มหัศจรรย์ สร้างอาวุธฆ่าคนก็มหัศจรรย์ แต่มันโง่หนัก สร้างเครื่องบินสร้างคอมพิวเตอร์อะไรก็ยังพอสมควรพอทำเนาใช้ประโยชน์ แต่สร้างอาวุธยิ่งร้ายยิ่งแรงเท่าไหร่ มันก็คือแสดงถึงความไม่เป็นมนุษย์ กลายเป็นพวกอสูร อสุระ พวกขี้กลัว 

คนขี้กลัวถึงพยายามที่จะมีอาวุธ คนที่ไม่กลัว จะไม่แสวงหาอาวุธ จะไม่อยากได้อาวุธ อาตมาไม่เคยคิดอยากได้ปืน และจะมีปืน ไม่เคยเลย ไม่เอาแล้วอย่าเอามาใกล้ ไม่เกี่ยว 

แต่เคยยิงปืนไหม..เคย เรียนหนังสือต้องไปเรียนรักษาดินแดน ต้องไปฝึกยิงปืน มันกระแทกไหล่ตึงๆตึงๆ ก็ดูดีเหมือนกัน ตอนนั้นก็สนุกเหมือนกันแต่มันไม่ไหว ไม่ได้ชอบอะไร 

คือ ลึกๆของจิตคน อาตมารู้แล้วว่าคนมันไม่สมควรจะต้องไปใช้อันนี้  ไปทำอันนี้ ไปประพฤติพวกนี้ มันเลว มันคนชั้นต่ำ แต่เขาหลงผิดเป็นคนชั้นสูงสร้างอาวุธได้เยี่ยมยอด อะไรที่ร้ายแรงประสิทธิภาพสูงยิ่งเยี่ยมยอดแล้วนั่นก็คือพวกหลงผิด หลงสร้างบาปสร้างเวร สร้างอาวุธมาฆ่ากันเอง แล้วเอาไปทำกันจริงๆ แล้วมันก็เป็นกรรมวิบากจริงๆ 

เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่อง อจินไตย พูดทิ้งไว้เท่านั้น ฝากไว้ 

ปาฏิหาริย์ของคนจนมหัศจรรย์ ที่ผู้รู้จริงจึงให้รางวัล

มาพูดถึงความมหัศจรรย์ทางโลกุตระ ชาวอโศกเป็นคนที่มีอยู่ในโลก ที่เป็นคนมหัศจรรย์ที่สุดที่มนุษย์ยังไม่เห็น มนุษย์ส่วนใหญ่ชาวโลกียะเขามองไม่ออก แม้แต่ชาวพุทธซึ่งเสื่อมไปจากโลกุตรธรรมกันก็ไม่รู้ ชาวพุทธไทยนี่แหละ ชาวอโศกนี่แหละ คนไทยชาวพุทธไทย แล้วมีโลกุตระเป็นมหัศจรรย์ 

โลกุตระก็คือผู้ที่อยู่เหนือโลก คำว่า เหนือโลก คำนี้ไม่ได้หมายความว่าค่อมอยู่กับโลก ขี่โลกแล้วขับโลกไป..ไม่ใช่ หรือนั่งมอเตอร์ไซค์ไปก็ไม่ใช่ 

เหนือโลกหมายความว่าความหมุนเวียน หมุนวนระหว่างกรรมวิบาก เป็นวิบากชั่ว วิบากต่ำ วิบากเลว คือ ผลของกรรมที่ไม่ดี เราเลิกทำ คนเลิกทำชั่วประพฤติดี เป็นคนมหัศจรรย์แล้ว ภาษาโลกๆ แล้วก็ดีชั่วอย่างโลกๆ ตามสมมุติกัน 

คนไทยก็สมมุติอย่างคนไทย  คนฝรั่งชาตินั้น ชาตินี้ก็สมมุติตามวัฒนธรรมของเขาความยึดถือของเขา คนไทยเราก็แบบไทยๆ เราก็ไม่ทำชั่วที่คนไทยเราถือกัน ดีที่คนไทยเราถือ เราก็ทำดีนั้น นี่เป็นขั้นต้นของโลกียะก็สำเร็จแล้ว 

คนที่ไม่ทำชั่ว ทำดีได้ แล้วก็ไม่ยึดติดในการทำดีไม่ทำชั่ว เป็นคนที่รู้จักถึงนามธรรม ถึงเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ถึงจิต เจตสิก รูปนิพพาน 

มีสัญญา มีการกำหนดรู้ มีธาตุรู้ธาตุที่อยู่ในสัญญาสามารถกำหนดองค์ประชุม ของรูปนาม ของสภาวะ 2 ได้ เรียกว่ากายก็ตาม เรียกว่าเทวดาก็ตาม เรียกว่ารูปนามก็ตาม 

มีอายตนะสัมผัสเข้าก็เกิดอายตนะ เกิดสะพานเชื่อมขึ้นมา ยืดยาวออกไปก็จะรู้ สะพานยาว เป็นอิทัปปัจจยตาหรือเป็นปฏิจจสมุปบาทขึ้นมาได้ 

ยืดเฉพาะเวทนา ยืดไปเป็น 108 อย่างนี้เป็นต้น 

มันเกิดจากตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ 6 ทวาร แล้ว 6 ทวารนี่แหละ แต่ละส่วน ตาก็ดี หูก็ดีจมูกก็ดี  ลิ้นก็ดี เกิดความทุกข์สุขหรือไม่ทุกข์ไม่สุข 

ไม่ทุกข์ไม่สุขก็มี 2 อย่าง เป็นโลกีย์ก็คือไม่ทุกข์ไม่สุข ด้วยวิธีการกดข่ม ด้วยวิธีใดด้วยวิธีเทวะเขาก็ทำได้ แต่มันไม่ถาวรไม่ยั่งยืน เพราะไม่ได้เรียนรู้ผัสสะโลกุตระถึงขั้นจิตเจตสิก 

พระพุทธเจ้าสอนถึงโลกุตระถึงจิตมีเหตุ เพราะมันโง่มันไม่รู้จักเหตุ ต้องรู้จักเหตุว่าเหตุคือการไปหลงว่าสุขว่าทุกข์ จนรู้เหตุ อ๋อ.. เหตุไปยึดถืออย่างนี้ก็สุขก็ทุกข์ 

เมื่อรู้ว่าเหตุแล้วว่าไปยึดถือว่าสุขและทุกข์ เป็นบัญญัติเป็นภาษาเป็นสิ่งที่ไป ถ้าชอบใจก็เป็นสุข ไม่ชอบใจก็เป็นทุกข์ 

แต่พระพุทธเจ้าสอน ก็สุขหรือทุกข์ที่มันยังอวิชชา มันก็โง่ที่จะมีสุขมีทุกข์ 

โง่ คือตัวธาตุที่ไม่รู้ความจริง พอธาตุรู้ความจริงว่า อ๋อ มันสังขารปรุงแต่งกันได้อย่างนี้นี้ มันก็เป็นอย่างนี้ 

เช่น ดอกสุพรรณิการ์ดอกนี้ โอ้โห ดอกใหญ่เหลือง นี่เก็บมาหลายชั่วโมงแล้วยังไม่เหี่ยวเท่าไร ก็สวยงาม 

อันนี้จะว่าเราปรุงแต่งมัน มันก็เหมือนปรุงแต่งจะว่าเราไม่ปรุงแต่งมัน มันก็เกิดอยู่ในดินแดนของชาวเรา เทียบกับหน้าอาตมาเห็นไหม ไม่ใช่ดอกเล็กๆเลย สวย อาตมาก็เรียกตามบัญญัติโลกเขาว่า สวย ตามสมมุติโลกไป อาตมาไม่ได้หลงสมมุติ ก็รู้สมมุติพูดโดยสมมติไปเหมือนกับโลกเขาสมมติกันได้ทั้งนั้นแหละ อาตมาไม่ได้ขี้หลงขี้ลืมอะไร เขาสมมุติว่าอย่างนี้ตามสากล โดยเฉพาะคนไทยก็ตามได้

ดอกนี้เกิดขึ้นในราชธานีอโศก ต้นอยู่ใกล้ๆนี่เอง มันทิ้งใบหมดเลย มีแต่ดอกเต็มไปหมด เก็บมาเต็มโต๊ะเลย มีหลายที่ด้วย ดูมันก็งาม มันก็ทำให้ดูสว่างไสว ตามสมมุติโลกเขาว่างดงาม เราก็งดงามไป 

เราปลูกหอมหัวใหญ่ ใหญ่ เทียบกับหน้าอาตมาเล็กเมื่อไหร่ ขาวใส ผ่อง เขาขมวดใบมันเอาไว้ยาวเกือบเมตร หอมหัวใหญ่เราก็ปลูก เอาไว้เป็นอาหาร

ดอกสุพรรณิการ์เราก็ตามโลกเขาไป เราก็ไม่ได้เน้นถูกมากอะไรก็มีพอสมควร มีดอกสุพรรณิการ์มี ดอกทองอุไร ที่เรามาตั้งชื่อใหม่ว่า เหลืองไม่หยุด เหลืองไปเต็มมันก็ดู ชาวโลกเขาเห็นว่าอย่างนี้มันงาม เราก็มาทำสิ่งที่งามตามโลก เราไม่ได้ไปขัดแย้งอะไรกับโลกเขาเลย 

นี่ เราก็ปลูกในที่นี้มันก็สวยงาม ก็อาศัยกิน อาศัยแจก อาศัยเผื่อแผ่ไปเป็นประโยชน์เป็นอาหาร 

หมากผักไซเจ๊ก ภาษาอีสาน ภาษาไทยคือ มะระจีน ส่วนมะระลูกเล็กๆนั้นเรียกว่ามะระขี้นก เนื้อมันไม่มากเหมือนมะระจีน 

ตามประวัติเดิมของอาตมา เย็นเมื่อส่งหนังสือพิมพ์เสร็จไปที่ร้านไม่ต้องสั่งเลย มะระสดแกงจืดกับเครื่องในไก่ ข้าว 1 ชาม พริกหอมมะนาว 1 ถ้วย เท่านั้นแหละ ซัดข้าว 2 ชาม 3 ชามไป กับต้มมะระแกงจืดกับเครื่องในไก่ ที่ร้านราชวัตร อาตมาเดินเข้าไป กุ๊กเขาเห็นไม่ต้องสั่งหรอก เขาก็ทำมาให้เลยกินอยู่เป็นนานหลายปี ทำงานเลี้ยงชีพ อาตมาถีบจักรยานส่งหนังสือพิมพ์ เย็นเสร็จก็แวะไปกินข้าว ที่ราชวัตร 

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ 

สู่แดนธรรม… รุ่นของพวกอาหลงผิดกันไปบ้าง ไปหลงอิทธิปาฏิหาริย์ต้องมีการทำได้แบบเหนือคนทั่วไปที่ยากจะทำกันได้ง่ายๆ แต่พระพุทธเจ้าตร้สว่าสิ่งนั้นไม่ใช่คำสอนของพระพุทธองค์ พระพุทธองค์ยกย่องคำสอนที่ทำให้คนปฏิบัติได้ตาม เป็นปาฏิหาริย์ที่คนทั่วไปสามารถทำกันได้ 

พ่อครูว่า… คนจนที่สุขสำราญเบิกบานใจหรือคนจนที่อุดมสมบูรณ์ คนจนที่เผื่อแผ่แจกจ่ายเจือจานผู้อื่น คนจนที่ไม่เป็นหนี้ แต่ได้เป็นเจ้าหนี้แต่ไม่ได้ยึดถือว่าเราเป็นเจ้าหนี้เขา นี่แหละคือคนจนมหัศจรรย์ 

ชาวอโศกนี่แหละเป็นคนจนมหัศจรรย์ มหัศจรรย์แม้แต่ดอกสุพรรณิการ์ก็ดอกใหญ่งามจริงๆเลย แล้วมากมาย ไม่ได้ปลูกแต่มันก็เกิดตามประสา หักไปเสียบบ้าง มันก็เกิดก็มี 

แม้แต่มะระจีน ดูสิ ลูกหนึ่งแกงได้ 2 หม้อ หม้อเล็กๆนะ 

เคยพูดว่ามันประชดหรือยังไงปลูกอะไรก็งดงามก็ใหญ่ ต่างๆนานาพวกนี้

สู่แดนธรรม… มันเป็นเพราะพวกเราชาวอโศกเป็นคนจนอย่างมหัศจรรย์ มีความรักในดิน ก็เลยบำรุงดินมาตั้งแต่แรก 

พ่อครูว่า… มันเป็นความพยายามที่เรารู้เหตุแล้วก็จะสร้างเหตุให้มันดี สร้างเหตุคือ สั่งดินให้มันดีสร้างเหตุปัจจัยที่จะเกิดพืชพันธุ์ธัญญาหารดี แล้วก็ลงทุนทำเหตุผลมันก็เกิดอย่างที่มันเป็น 

สู่แดนธรรม… เราซื้อที่ดินแพงเลยก็ต้องทำให้มันคุ้ม 

พ่อครูว่า… ด้วย

มาพยายามเข้าไปลึกๆ พูดกันอธิบายให้เข้าถึงลึกๆ เป็นคนจนมหัศจรรย์ มาเป็นคนจนไม่ใช่เรื่องไม่ได้เรื่อง ไม่ใช่เรื่องตกต่ำ ไม่ใช่เรื่องเสื่อมทรามอะไรเลย มันเป็นเรื่องประเสริฐจริงๆ แล้วเราก็ยินดีที่จะมาเป็นคนจน 

ใครยังจนไม่ลงก็ตัวใครตัวมัน ยังยักไว้ ยังสะสม ยังมีอะไรต่ออะไรอยู่ไม่กล้าจนอย่างสมบูรณ์แบบ เพราะอยู่ในนี้มีส่วนกลาง มีสาธารณโภคีที่จะ ถ้าเราไม่เป็นคนต้องการมาก มักมาก อยู่กับส่วนกลางที่มีตามที่เขาให้ ถ้าเราไม่เป็นหมาหัวเน่าจริงๆ มันก็อยู่ได้สบาย ก็พออยู่พอกินเลี้ยงชีพอะไรไปสบาย 

สังคมคนชนิดนี้เป็นสังคมคนที่มหัศจรรย์ที่สุด ที่คนเข้าใจได้ยาก เขาไม่เชื่ออย่างสนิทใจด้วยซ้ำไปว่า พวกเราเป็นสุขสงบ เขาว่าต้องกดข่มต้องฝืนต้องลำบาก ซึ่งเราก็ไม่ได้ฝืนไม่ได้ลำบาก ไม่ต้องกดข่มเลย เรามีอย่างนี้มีอยู่มีกิน มีการพึ่งเกิดพึ่งแก่ พึ่งเจ็บเพิ่งตายกันได้ ชีวิตเป็นญาติธรรม จะเป็นลูกใครหลาน ใครตระกูลไหนก็มาเป็นญาติธรรม เป็นความมหัศจรรย์ก็หนึ่งในความมหัศจรรย์ 8 อย่าง ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ใน ปหาราทสูตร

ว่า แม่น้ำสายไหนๆก็มาไหลรวมกันตรงนี้ จะชื่อแม่น้ำอิรวดี แม่น้ำยมุนา แม่น้ำคงคาอะไรไหลมาถึงมหาสมุทรมีแล้ว ชื่อต่างๆหายหมด ตระกูลต่างๆเลิก มาเป็นมหาสมุทรเดียวกันหมดเลย ลบชื่อ ลบตระกูล 

เพราะฉะนั้นชื่อตระกูลของชาวอโศกจึงชอบคำว่า จน ก็เลยมาตั้งตระกูลจนกันไม่รู้กี่ตระกูลกันเลยชาวอโศกนี้ 

เข้าใจกันทั้งนั้น เป็นเพียงจิตของคนบางคนยังไม่จนได้สนิท มันจนจนกระทั่งจริงๆเราไม่ต้องมีไม่ต้องสะสมหรอก ก็กินใช้กับส่วนกลางนี่แหละ ป่วยเจ็บก็ส่วนกลางดูแล ไม่รักษาก็ตาย วางใจ 

ถ้าเราเป็นหมาหัวเน่าเป็นคนที่สังคมไม่ค่อยชอบหน้า คุณก็ตายทรมานหน่อย แต่ถ้าคุณเองไม่ได้เป็นหมาหัวเน่า ก็มีคนดูแลจนวาระสุดท้ายตามที่จะช่วยเหลือเฟือฟายกันได้ จะต้องเสียเงินรักษากันเป็นหมื่นเป็นแสนเป็นล้านอะไร เราก็ช่วยกันไป แต่ละคนแต่ละคนเท่าที่อยู่ในฐานะของเรา 

ซึ่งเป็นเรื่องมหัศจรรย์มากเลย ว่า คนอย่างนี้อยู่ในโลกทุกวันนี้ มันยังมีโลกสังคมแบบนี้ สังคมที่พึ่งเกิด พึ่งแก่ พึ่งเจ็บ พึ่งตายกันได้ สังคมที่เป็นสาธารณโภคี เป็นสังคมสาราณียธรรม 

อยู่กันด้วย เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม พูดได้อย่างคล่องได้อย่างสบาย เพราะพระพุทธเจ้าท่านค้นพบ อาตมาพาพวกเรามาปฏิบัติพิสูจน์ได้แล้วก็เป็นได้ มันเลยพูดได้อย่างสบายปาก พูดได้อย่างไม่สะทกสะท้าน ไม่อายไม่เก้อไม่เขิน เพราะพวกเราเป็นได้ ผู้ที่ยังเป็นไม่ได้ก็เข้าใจมีสัมมาทิฐิ หรือมีทิฏฐิสามัญญตา มีศีลสามัญญตา ก็พยายามปรับตัวเราเองเข้ามาให้เป็นกลาง 

เป็นคนจนที่มีวรรณะ 9 เต็มเลย เต็มคือ สุดท้ายไม่ต้องสะสมอะไร อปจยะ และวิริยารัมภะ ข้อที่ 8 และ 9 

เลี้ยงง่าย  (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ)  มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส  มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ)  ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ9  ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ)  

บางคนก็ยังไม่สูญยังไม่พอ  สูงสุดก็จิตเป็นศูนย์เลย ไม่ต้องมีเป็นของเราเลย เสร็จแล้วก็ขัดเกลากันไป ให้บริสุทธิ์

ก็ขัดเกลา ตามหลักเกณฑ์ของ พระพุทธเจ้า ให้มี อาการน่าเลื่อมใส แล้วก็ไม่สะสมอยู่กับกองกลางจริงๆเลย 

พูดไปแล้วอาตมาไม่ถามหรอก คนที่เป็นได้จริงก็มีจริงๆอย่างพวกเรา จะน้อยจะมากอาตมาก็ไม่ได้ไปเช็คสถิติก็ไม่เป็นไร แต่ก็ไม่มีใครที่จะไปตะกละตะกลาม โลภโมโทสัน ไปหาอะไรมาสะสมให้แก่ตัวเองมากมายแล้ว นอกจากกิเลสมันยังเหลืออยากได้เพิ่มมันยังกลัวไม่ไว้ใจตนเองว่า ถ้าเผื่อว่าเราเป็นหมาหัวเน่าเขาไม่เลี้ยงเราก็จะได้มีของตัวเองไว้ ก็ไม่ไว้ใจตัวเอง 

แต่ถ้าตัวเองไม่ต้องไว้ใจหรือไว้ใจก็ไว้ใจหมู่ ไว้ใจกองกลางเท่านั้น ได้เท่าไหร่ก็เอาตามวิบากตามบารมีของเรา ถ้าใครกล้าเขาก็ไม่ต้องสะสม ไม่ต้องสะสมถึงขนาดว่าบางทีเรามีบำนาญด้วยซ้ำไป มีรายได้ มีลูกมีหลานเอามาให้ ก็เอามาเข้ากองกลางหมดถึงขนาดนั้น จะมีกี่คนก็ไม่รู้ไม่ได้เช็คสถิติ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมันเป็นเรื่องความมหัศจรรย์ของสังคมแบบนี้ ในยุคนี้มีด้วยหรือ 

เขามีชุมชน คิบบุช อามิช อิตโตเอ็น เขาพยายามให้เป็นอย่างนี้ แต่ชาวอโศกเราเป็นได้ ไม่ใช่หลงใหลตัวเอง เป็นได้ยิ่งกว่า และเป็นจริงได้ด้วยไม่ใช่สมมติเล่น ไม่ใช่เป็นความเพ้อพกเลอะเทอะ แต่เป็นเรื่องจริงที่เป็นแล้ว เป็นได้ 

ตั้งแต่อาตมาเริ่มมีชุมชน บวชใหม่ๆ แล้วเริ่มต้นมีชุมชน ตั้งแต่ชุมชนปฐมอโศกเป็นชุมชนแรกจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ เป็นสาธารณโภคีนี้มาตลอดได้ พิสูจน์ยืนยันได้ อยู่ได้ 

ซึ่งเป็นสังคมที่มหัศจรรย์จริงๆ หาไม่ได้ในที่ใดๆ คิบบุช ก็ไม่เหมือน อิโตเอ็น ก็ไม่เหมือน แซมาอึลอุนดง ก็ไม่เหมือน แต่เราเป็นได้เป็นเรื่องจริงคนจริงๆ มีพฤติกรรม มีวัฒนธรรม มีบวร มีบ้านวัดโรงเรียน นี่ ยืนยันเป็นเอหิปัสสิโก เชิญให้มาดูได้ อกาลิโก แม้ในยุคนี้เป็นยุคทุนนิยมสามานย์ ยุคเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ ยุค โลภโมโทสันจัด แย่งชิงกันหนัก เลวร้ายที่จะต้องแย่งชิง ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข

แต่พวกเราหลุดพ้นออกมาได้ จากโลกียะที่เขายึดถือ ออกมาเป็นคนอยู่ในสังคมมหัศจรรย์ได้ ตรงตามพระพุทธเจ้าสอน 

เริ่มตั้งแต่มีศีล มีศีลเป็นมหัศจรรย์ มีสมาธิเป็นมหัศจรรย์ มีปัญญามหัศจรรย์ มีวิมุตที่มหัศจรรย์ 

มหัศจรรย์อย่างไร 

มหัศจรรย์อย่างที่ชาวโลกเขาไม่ได้มาคิดอย่างนี้  ไม่แสวงหาอย่างนี้ ไม่พยายามเป็นอย่างนี้ด้วย เขากลับพยายามจะไปมีทรัพย์สินมากๆ โลภมากๆ มียศชั้นสรรเสริญมีอำนาจในโลก มียศอำนาจอยู่ในโลกใหญ่ๆสูงๆ เขาทิ้งไม่ได้ 

พระพุทธเจ้ามียศ มีอำนาจ เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ท่านทิ้งออกมาเลยไม่ใหญ่ดี แต่คนทุกวันนี้ แม้แต่กระแสหลัก ทิ้งได้ที่ไหนก็แย่งกันอยู่ เทิ่งๆ ให้คนว่าได้ เอาละไม่หลงยศก็หลงสรรเสริญ คนจะติเตียนนี้ไม่ได้ จะต้องรักษามาด รักษาท่าทีอย่าให้ติเตียน คนนิยมอย่างไรสมมุติที่จะไม่ให้ติเตียนก็เอาตามสมมุติไม่เอาเข้าหาปรมัตถ์เลย 

แต่ อาตมาเข้าหาปรมัตถ์ อย่าว่าแต่ติเตียนเลย จะด่าก็ด่า อาตมาเข้าหาปรมัตถ์ ตั้งแต่ต้นมาจนถึงทุกวันนี้ ไม่ได้แยแส กับความสรรเสริญหรือนินทาว่าร้าย ยืนหยัดอยู่ที่ความจริงความดีงามความถูกต้องที่ควรจะเป็นตามพระพุทธเจ้า ไม่ได้แคร์กับสรรเสริญ 

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสรรเสริญมันไม่ดี  มันก็ดี 

เพราะฉะนั้นผู้จะมาสรรเสริญอาตมาก็ต้องมองออกว่า คนอย่างนี้มีด้วยหรือ มันควรต้องสรรเสริญควรยกย่อง 

เกิดมา ก็แหม เกือบจะตายไปก่อนไม่ได้สรรเสริญ ไม่ได้รางวัลอะไรเลย ก็ได้รางวัลกับเขาบ้าง มีคนพอจะมีดวงตาเห็นได้ ให้เงินมาตั้งร้อยล้านวอน เกาหลีใต้ให้มา ยกให้เป็นผู้ควรได้รับรางวัลสันติภาพ ในด้านสันติภาพ (พ่อครูไอตัดออกด้วย) 

นี่เขาให้รางวัล (พ่อครูไอตัดออกด้วย) 

สู่แดนธรรม… คนที่จะสรรเสริญพ่อท่าน พ่อท่านเคยบอกว่า ปกติแล้ว คนมีภูมิพอๆกัน เขาถึงมองออก แต่ภูมิคนทำดี ในระดับโลกุตระนั้นมีน้อยคนจะมองออก แต่กระนั้นคนในโลกก็ยังมีคนที่มองพ่อท่านออก อาการน่าเลื่อมใส ที่อยู่ในวรรณะ 9 ซึ่งอาการน่าเลื่อมใสอยู่ในข้อที่ 7 แต่คนทั่วไปจะทำอาการน่าเลื่อมใสแค่ความสงบเสงี่ยมพูดจาสุภาพ แต่โลกุตระข้างในยังไม่จริง  เขาก็ทำอย่างดรามาติกดราม่า แต่คนที่เขามองพ่อท่านออกเขาก็ให้รางวัลในแง่ของสันติภาพ 

พ่อครูว่า…ถ้าคนมีดวงตาดีจะให้รางวัลอาตมาในด้านเศรษฐกิจ เพราะอาตมาพาพวกเรา มามีเศรษฐกิจที่สุดยอดประเสริฐ ประหลาด มหัศจรรย์ เศรษฐกิจที่จะต้องมาเป็นคนจน 

แล้วไม่ใช่คนจนงอมืองอเท้า แต่เป็นคนจนที่ขยันสร้างสรรหมั่นเพียร แล้วมีปัญญารู้ด้วยว่าอะไรควรสร้าง อะไรไม่ควรสร้าง อะไรควรเสียแรงไปทำ อะไรไม่ควรเสียแรงลงไปทำ เช่นเสียแรงลงไปสร้างอาวุธ เสียแรงลงไปทำอบายมุข เสียแรงลงไปแย่งชิงลาภยศอะไร ไม่ต้องเสียแรง อย่างนั้นน่ะ มันโง่ มันไม่ได้เจริญ ไม่ได้ประเสริฐอะไร 

มีปัญญาที่จะรู้รายละเอียดพวกนี้ แล้วก็มาเป็นคนที่มีเศรษฐศาสตร์ชั้นสูง 

เพราะฉะนั้นคำว่า เศรษฐกิจหรือเศรษฐศาสตร์ ทางโลก เขาก็ยังไม่พยายามกระดิกหูเพราะว่าอาตมาพูดมานานแล้ว 

เศรษฐศาสตร์ต้องมาเอาแบบคนจน ในหลวงของเรา รัชกาลที่ 9 ก็ตรัสอันนี้ สังคมต้องมาเอาแบบคนจนแล้วจะสุขสำราญ จะอยู่เย็นเป็นสุขอบอุ่น ที่ท่านตรัสไว้จะอยู่อย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน 

อย่างพวกเรานี้ตรง ในหลวงท่านเป็นโพธิสัตว์ไม่ได้แกล้งพูดนะ ถ้าใครมีภูมิปัญญาปฏิภาณเพียงพอจะรู้เลยว่า ท่านเป็นพระโพธิสัตว์องค์หนึ่งเหมือนอาตมา แล้วท่านก็พยายามที่จะสร้างตามบารมีของท่าน ตามฐานะของท่าน ท่านก็สร้างได้ประมาณนั้น ให้คนเข้าใจได้ขนาดนั้น 

ส่วนอาตมาต้องให้เข้าใจได้ยิ่งกว่านั้น ต้องพัฒนาให้เข้าใจจริงๆ แล้ว ปฏิบัติได้จริงๆ มีสังคมจริงๆ มีหมู่กลุ่มที่ปฏิบัติได้จริงๆเป็นบ้านวัดโรงเรียนเป็นบวร เป็นสังคมที่มีวัฒนธรรมโลกุตระ อย่างแท้จริง ซึ่งอาตมาทำสำเร็จ สำเร็จแล้ว 

แม้มันจะไม่กว้างไม่ใหญ่ คนไม่รู้เขาไม่รู้ว่า ทำอย่างนี้มันสุดประเสริฐแล้วเขาก็จะไม่รู้ มันเป็นสัจจะเขาไม่รู้เขาไม่มีภูมิปัญญาที่จะรู้ อาตมาไม่ประหลาดใจที่คนจะไม่ให้รางวัลอะไรอาตมา เพราะเขาจะไม่รู้ค่าในสิ่งที่อาตมาทำ ว่าควรจะต้องยกย่องว่าควรจะต้องให้รางวัลก็มี แมนเฮ รู้ แล้วให้รางวัลซึ่งไม่น้อยนะให้ตั้ง 100 ล้านวอนของเขา เขาก็ไม่ใช่องค์กรที่ยิ่งใหญ่อะไรนักหนา ก็เป็นองค์กรพอสมควร แต่เขาก็มีดวงตาพอเข้าใจได้ มาให้รางวัล 

เพราะเขารู้ว่าอย่างนี้เป็นอย่างไร แต่เขาก็มองไปทางด้านสันติภาพ ยังไม่ได้มองไปทางเศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจ ถ้าคนที่มองเห็นทางด้านเศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจ จะสำคัญกว่าเลย เพราะว่าทุกวันนี้เศรษฐกิจมันนำหน้าสันติภาพ ถึงอย่างไรโลกทุกวันนี้มันก็เป็นสันติภาพไปตามธรรม เพราะมีการคานกัน ไม่ทำให้เกิดความเดือดร้อนฆ่าแกงเหมือนอย่างในสมัยอำนาจบาตรใหญ่ สมัยเจงกิสข่าน นโปเลียน อเล็กซานเดอร์มหาราช ต่างๆนานาพวกนี้   มันพ้นจากยุคนั้นมาแล้วยังเหลือเศษคนที่โง่งมงายจะไปสร้างอำนาจเบ่ง สร้างอาวุธมาข่มขู่เขา ทำให้ตัวเองเด่นอะไรอยู่อย่างนั้น อยู่แค่นั้นซึ่งเขาไปถึงไหนกันแล้ว เขาไปหาเลยสันติภาพ เลยไปสร้างเศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์ที่มันมหัศจรรย์ไปแล้ว เขาก็ยังไม่รู้ ยังงมงายอยู่กับเศรษฐศาสตร์ทุนนิยมสามานย์ 

เศรษฐศาสตร์ที่อาตมาอธิบายหลายทีแล้วว่า เศรษฐศาสตร์ที่เข้าใจ GDP อันประเสริฐเป็น GDP ที่เจริญจะเป็นอย่างไร 

GDP (Gross Domestic Product) ..Product ก็คือผลผลิตที่เมื่อผู้ใดผลิตโดยเฉพาะในกลุ่ม โดเมสติก กลุ่มไหนก็กลุ่มนั้น จากคนไทยก็คือคนไทยร่วมกัน ผลิต Product สร้าง สร้างได้แล้ว แล้วก็พึ่งพาอาศัยเลี้ยงตัวเอง ผลผลิตนั้นในไทยเราเอง โดเมสติก ในหมู่คนไทยเราเองภายใน เลี้ยงดูกันอยู่รอดแล้ว มีอยู่มีกินอาศัยได้เหลือเฟือเพียงพอ ใช้แรงงาน  ใช้สมรรถนะ ใช้ความสามารถ เห็นความสำคัญในความสำคัญ เห็นสาระในสาระ 

เช่น อาหารคือสาระ อาหารคือคำข้าวที่กินเลี้ยงขันธ์ เราเข้าใจเราก็สร้างพืชพันธุ์ธัญญาหาร เราก็อยู่ในโซนที่สร้างพืชพันธุ์ธัญญาหารได้ดีด้วย เราก็สร้างจนพอกินพอใช้เหลือเฟือ เลี้ยงชาติเลี้ยงประเทศ ทีนี้เมื่อเลี้ยงประเทศแล้วเราจะไปเผื่อแผ่แก่คนอื่น เพราะฉะนั้นจะเผื่อแผ่คนอื่นไป 

รายได้องค์รวมเรียกว่า Gross ของคนไทย รายได้ส่วนรวม ถ้าเราได้แลกเปลี่ยนหรือรายได้ตอบแทนการซื้อขายผลผลิตของเรา 1 ผลผลิตของเราดีไม่มีสารพิษ มีคุณค่าทางอาหาร มีคุณค่าอย่างประเสริฐ ขาย ยิ่งขายราคาถูก ถูกเท่าไหร่ได้รายได้มาน้อย แต่โดเมสติคผลผลิตของเราก็ยังคุ้มกินคุ้มใช้พอที่จะขายอยู่ถึงขั้นแจกฟรีผู้อื่นด้วย นี่คือ GDP ที่เจริญที่สุดสูงที่สุด 

แต่ถ้าเอาผลผลิตของ โดเมสติกโปรดักส์ ไปให้ผู้อื่นแล้วก็ได้รายได้แลกเปลี่ยนมา ได้มามากขึ้นได้เปรียบ แล้วเราถือว่าเรามี GDP ดี อันนี้ขี้โกง 

สู่แดนธรรม… เขาบอกว่าตำราของเขาถูก 

พ่อครูว่า… ตำราขี้หมาพวกนี้ ตำราพวกนั้นมันผิด มันมีความเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ มันไม่ใช่คนที่มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเจือจาน สังคหะ เกื้อกูลผู้อื่น มันยังไม่ใช่เศรษฐกิจเจริญ 

product ผลผลิตที่เราทำ Domestic ของเราเองในประเทศของเราเองภายในโดเมสติก มันพอกินพอใช้เหลือเฟือเลี้ยงตัวเองเหลือรอด เผื่อแพร่แจกจ่ายผู้อื่น มีมากเกินที่เรากินใช้ เราก็แจกเขา ไม่ใช่เอาผลผลิตที่ดีด้วยก็ยิ่งออกไปโก่งราคายิ่งเอาเปรียบเอารัดได้ราคาที่เกินทุนเท่าไหร่คือเจริญเท่านั้น โอ้โห ทำไมถึงคิดทรามได้ถึงขนาดนั้น 

สู่แดนธรรม… อย่างนั้นละ รางวัลเศรษฐศาสตร์คงจะอีกนานมาก 

พ่อครูว่า… ยากมาก แม้แต่กรรมการใน Nobel Prize ก็จะยังคิดไม่ออกหรอกว่า อ๋อ เศรษฐกิจขณะนี้ หรือแม้แต่สันติภาพเขาก็ยังมองไม่ออก อาตมาสร้างสันติภาพอย่างที่แมนเฮเขาเห็น ว่าใช่ แล้วก็ให้รางวัลมาแล้ว 

หรือว่ารางวัลแมกไซไซก็ตาม Nobel prize ก็ตาม เขาจะยังเข้าใจไม่ได้หรอก มองไม่ออก มองไม่ได้หรอก ไม่ใช่ดูถูกเขานะ ถ้าเขามองออกเห็นได้จริงแล้วนะ เขาต้องให้รางวัลอาตมา 

สู่แดนธรรม… แสดงว่าที่พ่อท่านพูดไว้ คนที่จะให้รางวัลผู้อื่นต้องมีภูมิรู้ 

พ่อครูว่า… ต้องรู้ว่าคนคนนี้ประเสริฐจริงๆ ควรจะได้รับรางวัลอุดหนุนส่งเสริม ก็เป็นเรื่องจริง 

อาตมาจึงไม่ได้ประหลาดอะไร ไม่ได้รางวัล nobel prize ไม่ได้รางวัลแมกไซไซ  ที่จริงแล้วจะต้องมีคนเสนอขึ้นไป ไม่ใช่อยู่ดีๆเขาก็จะมาให้ ไม่ว่าจะเป็น Noble Price หรือแมกไซไซ แมนเฮ ก็เหมือนกัน แมนเฮ ก็มีคนเกาหลีที่มาเมืองไทยเขามาเห็นจริงในพวกเรา เขาก็เลยนำเสนอขึ้นไป แล้วเขาก็รู้ว่าอาตมาเป็นผู้นำอยู่ในส่วนนี้ เข้าไปคลุกคลีอยู่ที่ศีรษะอโศกเขาก็รู้จักก็อันเดียวกัน เขาก็รู้ว่าว่าวัฒนธรรมแบบนี้ ก็เลยเสนอองค์กรแมนเฮ เขาก็เห็นตามเห็นจริงเพราะว่าตั้งหลายปีเขาจึงให้รางวัล อย่างนี้เป็นต้น

จะบอกว่าอาตมายินดีไหมก็ไม่ได้ยินร้ายอะไรเขามาให้รางวัล ไม่ได้ยินร้ายยินชั่วอะไรเขามาให้สิ่งที่ดีก็ถูกต้องแล้ว ที่จริงอาตมาควรยิ่งกว่านั้น ไม่อยากพูดตรงนี้ ก็ไม่มีปัญหาอะไร อาตมาทำตามภูมิปัญญาที่อาตมาเห็นว่าควรทำ 

พูดไปแล้วยืนยันอีกว่าอาตมาทำสิ่งที่ทำอยู่ทุกวันนี้มันเป็นเรื่องมหัศจรรย์ ที่คนยังเข้าใจความมหัศจรรย์นี้ยังไม่ได้ แล้วเป็นความมหัศจรรย์ที่ไม่ใช่เรื่องประหลาดที่เหาะเหินเดินน้ำดำดินได้ หยั่งรู้จิตวิญญาณ ไม่ใช่ 

มหัศจรรย์ตามคำสอน พระพุทธเจ้าก็เป็นคำสอนของท่านคนมาปฏิบัติตามได้ก็เป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์ อาตมาก็เอาคำสอนนั่นแหละมาขยายความตามยุคนี้ ให้พวกเราหรือคนทั้งหลายในยุคนี้ ฟังรู้เห็นตามให้เข้าใจได้ จนเห็นดีแล้วมาปฏิบัติประพฤติตามด้วยความยินดีหรือความจริงใจ มีฉันทะเป็นมูล มีมนสิการเป็นสัมภวะ จนกระทั่งเกิด จนกระทั่งเป็นโดยการปฏิบัติมีผัสสะเป็นสมุทัย  มีเวทนาเป็นที่ประชุมลง จนกระทั่งมีสมาธิเป็นประมุข แล้วก็มีสติเป็นพลังใหญ่อธิปไตย มีปัญญาเป็นอุตตระ มีวิมุติเป็นสาระแก่นสาร มีอมตะเป็นที่หยั่งลง 

คนที่ปฏิบัติได้จริงๆก็เป็นคนอมตะ รู้จักตายรู้จักเกิด แล้วจะเป็นคนที่ไม่ตายไม่เกิดได้ นี้เป็นความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เป็นคนที่ไม่ตายไม่เกิดแล้ว จะตายก็ได้ จะไม่เกิดก็ได้ ไม่เกิดอย่างปรินิพพานเป็นปริโยสานเลยได้ ตายแล้วเกิดอีกก็ได้ 

สู่แดนธรรม… ถ้าคนฟังธรรมะวันนี้เข้าใจเขาคงไม่อยากให้พ่อท่านตาย 

พ่อครูว่า… ใช่ แต่ว่าสักวันใดวันหนึ่งอาตมาก็คงต้องตาย พระพุทธเจ้ายิ่งใหญ่กว่าอาตมาก็ยังต้องตายเลย แต่อาตมาจะยังไม่ตายปรินิพพานเป็นปริโยสาน เพราะอาตมายังมีปณิธานที่ต้องทำงานให้แก่โลก ศึกษาให้แก่ตัวเอง เพื่อที่จะไปเป็นผู้ที่เข้าใจโลกเข้าใจอัตตา ที่ประดามีที่คนที่สูงที่สุด อย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งเท่าๆกันกับคนอื่น แต่ท่านพากเพียรเป็นไม่รู้กี่ชาติเป็นล้านๆชาติ จนตรัสรู้สิ่งที่สูงสุดสูงสุดจนกระทั่งรู้ว่าจิตวิญญาณที่เป็นพระเจ้านั้นไม่มีจริง อยู่นิรันดรนั้นไม่จริงเท่า 

จิตวิญญาณเป็นอนัตตา ไม่มีใครเป็นเจ้าของ เราเองเป็นเจ้าของจิตวิญญาณ และเราสุดท้าย ก็แตกสลายธาตุเป็นอนัตตาไม่มีตัวตน ไม่มีจิตวิญญาณเหลือเป็นดินน้ำไฟลมไปเลย เพราะรู้แล้ว ว่า เกิดอยู่ก็มีแต่ทุกข์ที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป 

เพราะฉะนั้นก็ทำงานให้เต็มที่ เป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งแล้วสุดท้ายก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานแล้ว แล้วก็ทำได้ด้วย 

ศาสนาพระเจ้าศาสนาเทวนิยมทำไม่ได้ จำนน ก็เลยบอกว่าจิตวิญญาณเป็นนิรันดร ซึ่งไม่นิรันดร พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วสามารถทำลายให้เป็นดินน้ำไฟลมไปได้ เขาก็บอกว่าพูดเอาเอง เขาก็ยืนยันว่าต้องไปอยู่กับพระเจ้า เขาไม่เข้าใจพูดอย่างไรเถียงกันอย่างไรก็ไม่รู้จักจบ เขาก็ยืนยันว่าต้องไปอยู่กับพระเจ้า คุณจะบอกว่าเป็นดินน้ำไฟลม ไหนเขาก็บอกว่าเป็นตัวเป็นตนเป็นคนดีนี่ ใครรับรองว่าตายไปแล้วจะกลายเป็นดินน้ำไฟลมไปหมดเลย เขาก็แย้งได้ เรานี่แหละรับรองตัวเอง ทำไมรับรองได้ เพราะรู้โลก รู้อัตตา

อัตตาอาศัยโลก เสร็จแล้วเราก็หมดโลกไม่ต้องเกิด โลกคือความเวียนวน ไม่ต้องมาเวียนวน เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่รู้จักการวนเวียนของโลกหรือกรรมวิบากที่ต้องเกิดวนแล้ววนอีก 

ศาสนาพระเจ้า 100% ตายแล้วไปอยู่กับพระเจ้า ชาตินี้ตายไปแล้วไปอยู่กับพระเจ้าและจบภายในชาติเดียว เขาไม่มีต่อ ไม่มี rebirth เขาไม่มีการเวียนตายเวียนเกิดเขาไม่รู้จัก เขารู้จักชีวิตชาติเดียว ตายแล้วไปอยู่กับพระเจ้าก็จบ 

เพราะฉะนั้นศาสนาที่รู้จักเวียนตายเวียนเกิดอยู่บ้าง แต่ยังไม่รู้จักความสูญสลายเป็นอนัตตาหรือว่าเป็นปรินิพพานเป็นปริโยสาน เขายังทำไม่ได้เท่านั้นเอง 

เพราะฉะนั้นผู้ที่ทำได้ถึงขั้นเป็นปรินิพพานเป็นปริโยสาน สลายธาตุจิตวิญญาณตัวเองได้ เมื่อกี้พูดไปถึงว่าโลกนรกความสำคัญกับชีวิตช่อง 7 ละครจะสลายได้ต้องรู้จักความเป็นโลกกับความเป็นอัตตา 

โลกคือความหมุนเวียนไปแล้วหมุนเวียนไปเล่า พิสูจน์ได้ตั้งแต่ตอนเป็นๆ โลก ที่เป็นอบายมุข โลกที่เป็นนรกต่ำ เราเคยไปหลงวนเวียนเป็นสุขเป็นทุกข์ เป็นความสำคัญกับชีวิตเหลือเกิน เช่น โลกอยู่ในอบายมุขต้องไปเล่นการพนัน ต้องไปหลงเล่นอยู่กับละเม็งละครไป 

สู่แดนธรรม… แข่งขันกันสอบให้ได้ที่ 1 

พ่อครูว่า… หลงในความมัวเมาไปดื่มน้ำเมา ไปท่องเที่ยว ไปดูละเม็งละคร ไปเล่นการพนันแก่งแย่งทรัพย์ศฤงคารสมบัติผลัดกันชมหลงกันอยู่อย่างนั้น เป็นอบายมุข แล้วเขาก็ไม่รู้อบายมุขหรอกทั้งโลก 

เขาไม่ได้เรียน เทวนิยมเขาไม่ได้เรียน แย่ง สมบัติเพื่อที่จะมีเยอะๆ มากๆ แล้วเอาอำนาจสมบัติ เสร็จแล้วเขาก็ตายจากสมบัติกันไป คนอื่นก็มาหลงอำนาจต่อ รักษาสมบัติไว้ได้ก็ได้ รักษาสมบัติไว้ไม่ได้ก็เปลี่ยนมือไปเป็นคนอื่น ก็วนเวียนอยู่แค่นี้ 

เพราะฉะนั้นผู้ที่จะรู้จบเขารู้แล้วว่าปัดโธ่เอ๋ย มันวนเวียนไม่รู้จักจบเสียที จนกระทั่งพระพุทธเจ้าตรัสรู้ว่า มันจะจบได้อย่างไง

จบได้จนกระทั่งรู้ว่าโลกอบายมุข เราก็เลิกไม่เวียนกลับไปอีกมันก็มีอยู่ในโลก อบายมุขอันที่ หยาบ  ที่สุดก็คือ ฆ่าผู้อื่นแสดงอำนาจบาตรใหญ่ นี่คืออบายมุขที่เลวร้ายที่สุดในโลกเขาไม่รู้ เขาจะเป็นเจ้าโลกเป็นต้น นั่นแหละคือยอดอบายมุข 

แย่งเอาทรัพย์สินในโลกมา รวยให้มากที่สุดและเป็นเจ้าหนี้เขาให้หมด ทุกคนเป็นลูกหนี้เรานี่คืออบายมุขที่เลวร้ายที่สุด 

อันหนึ่งโทสะ อันหนึ่งเป็นโลภะ

หรือมัวเมาในราคะ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เสพบำเรอตัวเองในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส จนกระทั่งไม่รู้ปรุงแต่ง รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ไปขนาดไหนขนาดไหนก็ไม่รู้ บำเรอตัวเองรู้สึกว่าสุขก็ปรุงมากยิ่งขึ้น มันไม่มีที่สิ้นสุดเหมือนกันเพราะมันเป็นสมมุติ สมมุติว่าตรงนี้แล้วก็สมมุติต่อไปมากยิ่งขึ้นยิ่งขึ้น ลืมแล้วตรงนี้ก็มายิ่งขึ้นมาตรงเก่าอีก นี่ย่อมาให้เห็นว่ามันวน ไอ้ที่เก่าก็ลืมไปเรื่อยๆ จนเลื่อนมาถึงตัวเก่าเป็นใหม่มาก วนอยู่อย่างนี้เก่าๆใหม่ๆใหม่ๆเก่าๆ ไม่รู้จัก ซ้ำซาก 

เหมือนแฟชั่นผู้หญิง ส้นสูงแล้วก็ส้นเตี้ย ส้นเตี้ยแล้วก็ส้นสูง นุ่งสั้นแล้วก็นุ่งยาว นุ่งยาวแล้วก็นุ่งสั้น นั่นแหละเหมือนก็อยู่อย่างนั้น ไม่มีอะไร ยึดถือกันไป 

เสื้อผ้าหน้าแพรก็ใส่เพื่อกันร้อนกันหนาว กันแมลงสัตว์กัดต่อย กันอุจาด เท่านั้นเองก็จบแล้วอย่างพวกเรานี้ก็จบ เสื้อผ้าหน้าแพรก็ใช้กันร้อนกันหนาว กันแมลงสัตว์กัดต่อยกันอุจาด สบาย แต่ซักบ้างนะเด็กๆ ผู้ใหญ่ก็เถอะ ซักๆบ้าง สงสารคนอื่นบ้าง 

สรุปตีหัวเข้าบ้าน คนจะไม่รู้ว่าชาวอโศกเป็นคนมหัศจรรย์ มาจนก็มหัศจรรย์ เราไม่ได้จนเล่นๆ จนอย่างเข้าใจ จนอย่างมีภูมิปัญญา จนอย่างจริงๆ จนแล้วก็มีความสุข จนแล้วก็มีความอุดมสมบูรณ์ จนแล้วก็เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น จนแล้วก็เป็นเจ้าหนี้ด้วย ไม่ใช่เป็นลูกหนี้ เป็นยังไงนะจนแล้วเป็นเจ้าหนี้ จริง แต่เราไม่ทวงหนี้ ไม่คิดดอก เราเป็นคนให้ประโยชน์ผู้อื่น เราสร้างแล้วเราผลิตแล้วเราก็ให้ ให้ แจกจ่ายไป โดยไม่ได้คิดว่านี้ต้นทุนนะ เอาดอกคืนนะ หรือจะคืนต้นทุนด้วยก็ดีไม่เลย ให้ไปแล้วก็ ไม่มีสาเปกโข ไม่มีอะไรตอบแทน  ซึ่งเป็นเรื่องบริสุทธิ์สะอาดไม่เห็นแก่ตัวแก่ตน มันเป็นไปได้เป็นเรื่องมหัศจรรย์จริงๆ 

แล้วคุณเองคุณไม่มีส่วนได้ ได้ ได้เป็น ลาภ ที่เราทำเองสร้างขึ้นมาเอง ด้วยเรี่ยวแรงด้วยความรู้ความสามารถสิ่งที่ควรสร้าง ไม่เอาเรี่ยวแรงความรู้ความสามารถไปสร้างสิ่งไร้สาระ แต่สร้างสิ่งที่ได้อาศัย สร้างได้อย่างเหลือเฟือเจริญด้วย เช่นได้หอมหัวใหญ่งาม มะระจีนงามใหญ่ ดอกสุพรรณิการ์ มันอยู่ในดิน ที่นี่ดินดีมันก็งาม ไม่ใช่ไม่มีเหตุ ทุกอย่างมาแต่เหตุทั้งนั้นผลจึงตามมาจึงเจริญ 

เจริญและความมักน้อยสันโดษ ไม่สะสม เพิ่งความขยัน สมรรถนะ 

อาตมาเคยสรุปว่าความร่ำรวยคือความขยันและสมรรถนะของเรา นี่คือความร่ำรวยที่โจรปล้นไม่ได้ ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ คือคนที่มีความรู้ความสามารถกับความขยัน เป็นทรัพย์ที่กินไม่หมดใช้ไม่หมด เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นด้วย 

สู่แดนธรรม… สรุปจบ