650112_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ความมหัศจรรย์ 8 ประการในชาวอโศกบุญนิยม 

ดาวโหลดเอกสารที่                                                                                                         

https://docs.google.com/document/d/11J6u5yavI6TTFkswL-dsAeDXk2vjSOH-OvSrGFGAV7c/edit?usp=sharing  

ดาวน์โหลดเสียงที่  https://drive.google.com/file/d/1TRVOwo5z8l9z5zNKeZIzTZ2qo8YxshaQ/view?usp=sharing 

    

และดูวิดีโอได้ที่ https://www.facebook.com/300138787516163/videos/1086936565429703 

และ

สมณะเดินดิน…วันนี้เป็นวันพุธที่ 12 มกราคม 2565 ที่บวรราชธานีอโศก ใกล้จะถึงงานพุทธาภิเษกฯ ซึ่งอยู่ในช่วงวันวาเลนไทน์และวันมาฆบูชา งานที่จัดกันมาก็เป็นการเพิ่มภูมิเพิ่มปัญญาให้แก่พวกเรา ในงานนี้ก็จะมีการสอบซึ่งจะใช้การเทศนาของพ่อครูเป็นข้อสอบ  ดูข้อมูลได้ที่ www.boonniyom.net ขอให้เราไปทบทวนดู การทำวัตรตอนเช้าดูจะไม่ค่อยเหมาะกับสุขภาพพ่อครูซักเท่าไร ก็มีผู้เสนอให้เทศน์ตอนเย็น ก็ดูความเป็นไปได้ ตอนทำวัตรเช้าก็เป็นสมณะ สิกขมาตุแทน

พ่อครูว่า…

SMS วันที่ 10-11 มกราคม 2565

สาธารณโภคีนี้คือสิ่งมหัศจรรย์ในยุคอดีตจนถึงปัจจุบัน

_ตุ๊ก อัศวิน : โพธิกิจของพ่อครู ที่ได้นำพาลูกๆ(ชาวอโศก) ปฏิบัติมานาน >๕๐ ปี จนได้รูปธรรมต่างๆ ที่จับต้องได้.. ท้าพิสูจน์ได้.. ที่เห็นเด่นชัด คือ สาธารณะโภคี ซึ่งเป็นสิ่งมหัศจรรย์ในโลก..ในยุคนี้!!  น่าจะกระทบ จิต ของผู้มีปัญญาได้บ้าง..นะเจ้าคะ!!  ฤา..ยุคนี้..จะไม่มี “ผู้กล้า/ผู้มีปัญญา” มาถอน กิ่งหว้า หรือหนอแล !!!

พ่อครูว่า… เอาตำนานถอนกิ่งหว้ามากล่าวถึงเลย ผู้ไม่รู้ตำนานก็คงจะไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร คือหมายความว่าอย่างนี้ ถอนกิ่งหว้า คือในยุคพระพุทธเจ้า จะมีการถกปัญหาถกธรรมะกัน ผู้ที่อยากจะถกธรรมะกับใครก็เอากิ่งหว้านี้ไปหัก หักกิ่งหว้าไปปักไว้ หน้าสำนักเขาเลยท้า ให้ออกมา โต้ ให้ออกมาถกเรื่องธรรมะกัน เข้าใจอย่างนั้นเลย ลัทธินี้มีอยู่ในทิเบต เดี๋ยวนี้ก็ยังมีอยู่ เอาวิธีปักกิ่งหว้ากันอยู่ เขาถกกันหน้าดำหน้าแดง แต่เขาไม่ได้โกรธกันนะ 

ทีนี้ที่คุณตุ๊กกล่าวถึงว่า อาตมาได้แสดงธรรม จนคนชาวอโศกได้ปฏิบัติกันจนเกิดมรรคผล แล้วเกิดเป็นรูปธรรมต่างๆที่จับต้องได้พิสูจน์ได้เห็นได้ชัด คือสาธารณโภคี ซึ่งเป็นสิ่งมหัศจรรย์ในโลกในยุคนี้ ในยุคพระพุทธเจ้าก็มหัศจรรย์ แต่ว่ามันเป็นภาวะจำนน 

สาธารณโภคีมันจะแพร่กว้างออกไปไม่ได้เลย เพราะว่าเป็นยุคที่มีข้อจำกัด เป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่อาตมากล่าวซ้ำแล้วซ้ำอีกไปหลายที เป็นยุคทาส เป็นยุคที่ผู้คนเป็นเรื่องทาสกันอยู่ มีระบบทาส มีระบบที่ยังไม่มีปัญญาไหวพริบพัฒนา ในเรื่องของสิทธิความเป็นคน มนุษยชน ยังไม่รู้จักสิทธิของความเป็นคน สิทธิมนุษยชน… ยังเป็นยุคทาสกันอยู่ มันก็เลยไม่สามารถที่จะทำให้คนทั่วไป ประชาชนทั่วไปสามารถจะปฏิบัติสาธารณโภคีได้ 

แต่ยุคนี้ทั่วโลกไม่มีแล้วความเป็นทาส เลิกทาสกันทั่วโลกแล้ว แล้วก็ไม่ใช่ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์อีกด้วย พร้อมกับคนรู้ดีแล้วว่า ตนมีสิทธิมนุษยชนเต็มร้อย ในยุคนี้ 

เพราะฉะนั้นจึงเป็นยุคที่ต่างกันกับยุคพระพุทธเจ้า จึงเป็นยุคที่อาตมาเอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาให้ศึกษาปฏิบัติกันแล้ว ก็เกิดสาธารณโภคีได้ เพราะจิตของเขาเกิดสาราณียธรรม สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ และเป็นคนที่มีภูมิธรรมขั้นวรรณะ 9 เกี่ยวข้องกันยังไง เกี่ยวข้องกันมากเลย

เพราะจิตที่บรรลุธรรมของพระพุทธเจ้าและเป็นโลกุตรธรรมแล้ว จะเป็นคนที่เป็นอยู่ง่าย   เลี้ยงดูง่าย ปกครองง่าย บริหารง่าย อยู่กินกันง่ายๆ ไม่เป็นเรื่องลำบากเลย จะกินจะอยู่ จะเป็นจะไป จะไปจะมา จะอย่างโน้นอย่างนี้ เป็นเรื่องอย่างนั้นขัดข้องอย่างนี้ ไม่ชอบใจ ไม่เลย 

เพราะจะรู้ถึงสถานะของสังคมที่ดี เป็นความเจริญชนิดที่สำคัญมาก วรรณะ 9 นี้คือ The Classes เป็นขั้นชั้นระดับโลกุตระของมนุษยชาติ 

สุภระ สุโปสะ และเป็นคนที่ศึกษา มีวิสัยทัศน์มีทัศนคติกว้าง เปิดรู้ รับรู้ว่า อ๋อ.. โลกเขาไม่ได้แคบเหมือนสมัยโบราณสมัยเก่า โลกทุกวันนี้กว้างหาที่สุดมิได้ ปานฉะนั้นทีเดียว สุโปสะ เพราะฉะนั้นพัฒนาให้เจริญได้ง่าย

ที่สำคัญก็คือมีจิตอัปปิจฉะ มีจิตมักน้อย มีจิตไม่ต้องการมาก ต้องการมีน้อย มักน้อยคือต้องการไม่ต้องมีมาก ชีวิตไม่ต้องมีมาก มีมากมันหอบ ลำบากลำบน รักษายากเป็นภาระ เป็นที่ปองหมายของโจร เป็นที่ริษยา อะไรต่างๆนานา จะมีปฏิภาณปัญญาเยอะ เข้าใจว่า

อ๋อ.. มาเป็นคนจนนี้ปลอดภัย เป็นคนที่ไม่ต้องไปเบียดเบียนอะไรต่างๆนานาสารพัด มีเหตุปัจจัยมีผลเยอะ สรุปว่าเป็นคนจนเป็นคนประเสริฐ ดีกว่าจะไปเป็นคนรวย เป็นคนรวยนี้ขออภัย พูดชัดๆ มันเป็นแนวคิดที่ต่ำทราม มาเป็นคนจนนี้เป็นแนวคิดที่เจริญที่ประเสริฐ

เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ยืนยันได้เลย มาเป็นคนมักน้อย เป็นคนมาจน สละออกหมด ทิ้งทรัพย์ศฤงคารหมด ไม่ใช่เรื่องพูดโมเมเอา แต่เป็นเรื่องสัจธรรมตายตัวมาทุกยุคทุกสมัย เป็นสัจจะที่วิเศษ เป็นคนต้องการน้อย มีน้อยก็พอ แค่นี้ก็พอ

เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่มาก อัปปิจฉะ สันตุฏฐิ 

ปวิเวก แปลว่าความสงบ เป็นผู้เข้าใจ ในเรื่องความสงบ ความสงบ ไม่ใช่เรื่องต้องหนีไปจากบรรยากาศด้วยจากผู้คนสังคมหนีจากสิ่งกระทบต่างๆ ไม่ใช่ 

ความสงบในปัญญาข้อที่ 3 ในปัญญา 8 ข้อที่เป็นผู้ที่ได้ความสงบ 2 อย่าง พระพุทธเจ้าท่านตรัส จะเกิดปัญญาโลกุตระ ความรู้ความฉลาดแบบโลกุตระ จะรู้จักความสงบ 2 อย่าง  สงบจากกิเลสทั้งกายวิญญัติ วจีวิญญัติ ……

แต่ความสงบแบบโลกียะที่เขาเข้าใจกันเป็นความเข้าใจที่มิจฉาทิฏฐิ แม้แต่มโนก็ทำให้คิดช้าๆ เชื่องช้า หยุดคิดหยุดทำ คล่องแคล่วว่องไว ให้เซื่องๆ หยุดๆนิ่งๆ ดับได้แล้วก็หลงว่าเป็นนิโรธ เอาอย่างนั้นเลย 

ซึ่งเป็นเรื่องลึกซึ้งมากเลยในเรื่องความสงบของพระพุทธเจ้า เป็นเรื่องลึกซึ้งมากเป็นโลกุตระธรรม ยิ่งสงบยิ่งคล่องแคล่วว่องไวปราดเปรียว ไม่ใช่ความสงบอันที่สองของพระพุทธเจ้า ยิ่งสงบไม่ใช่ความเฉื่อยไม่ใช่ความช้า แต่ยิ่งไปคล่องแคล่วว่องไวปราดเปรียว เหมือนพระสารีบุตรนี้ยิ่งกว่าลิง ได้รับความสรรเสริญยกย่องด้วยจากพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากที่จะเข้าใจ 

คนที่ท้วงอาตมาเป็นพระอรหันต์ทำไมไม่มีความสงบ สงบอะไรยิ่งกว่าลิง ก็น้อยไป อาตมายังลิงน้อย พระสารีบุตรลิงใหญ่กว่าอาตมา อาตมายังเป็นลิงเกรงใจ พระสารีบุตร ลิงไม่ต้องเกรงใจ พระพุทธเจ้าอยู่ทั้งพระองค์ เรื่องนี้คนเข้าใจได้ยาก 

นี่คือเรื่องที่อาตมาอยาก  ขอเสริมเติมเข้าไปอีกนิดหน่อย ใน sms ข้อนี้ เข้าใจให้ได้ เดี๋ยวอาตมาจะเอาความมหัศจรรย์มาอธิบาย

_Aranyar Zeman (อรัญญา ซีแมน) : น้อมกราบนมัสการพ่อครูที่เคารพอย่างสูงค่ะ เพลงไตเติ้ลเข้ารายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ทำนองไพเราะดีค่ะ

พ่อครูว่า…ไปชมเชยคุณโอ๋ฆราวาส ที่เป็นคนทำดนตรีอันนี้ ทั้งทำนองทั้งบรรเลง เขาเล่นเองทั้งวงคนเดียวสมัยนี้ ก็เป็นทาเล้นท์ของแต่ละคน

_แก้วตะวัน พวงบุบผา : น้อมกราบนมัสการพ่อครู ท่านสมณะ ท่านสิกขมาตุด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ..เรื่องกายฟังหลายครั้งยังไม่ค่อยเข้าใจ ก็ต้องฟังพ่อครูต่อไปอาจเข้าใจได้สักวัน แต่ตอนนี้ก็ถือว่าดีกว่าเมื่อก่อนค่ะ

พ่อครูว่า…อาตมาก็ยังอธิบายไม่จุใจ กายเป็นเรื่องยิ่งใหญ่มาก ตั้งใจฟังไปอาตมาจะพยายาม

_สื่อฟ้าศิลป์ ภูวนาถ : กราบขออนุญาตสมณะสิกขมาตุ ขอแสดงความยินดีกับสปิริตชน แกนนำแนวร่วมกู้ชาติรักษ์กฎนิติรัฐหลักนิติธรรม อ.ไชยวัฒน์ฯ อ.อมรฯ ได้รับการปล่อยตัว กลับสู่บ้านวิถีใหม่ปลอดภัยสาธุ

_เจิน วดี : กินพืชเว้นเนื้อสัตว์ เราไม่เบียดเบียนใคร อยากทำอยู่ค่ะ สบายใจไม่ต้องเอาชีวิตใคร

อสุรกายคือจิตอ่อนแอ ที่แม้แต่หมากก็ยังติด

_Thammanoon Nuhong (ธรรมนูญ นุหงส์) : กินหมาก สูบบุหรี่ ไม่ได้บัญญัติไว้

ในพระธรรมวินัย ไม่เคยทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน

พ่อครูว่า…อยากก็ทำซิ ไม่มีใครห้ามเลย จะเป็นอรหันต์กินหมาก สูบบุหรี่ ก็เอาเลย

ถ้าคุณยังกินหมาก สูบบุหรี่ ก็อยู่กับมหาบัวต่อไป ยาอี ยาบ้าก็ไม่เห็นได้บัญญัติในพระไตรปิฎก แนวคิดที่พยายามไม่แต่เรื่องนิดแค่นี้ ขออภัยเถอะอย่าหาว่าอาตมาได้ไปพูดข่ม มหาบัวมากเลย มหาบัวยังไม่มีภูมิธรรมมากเลยใจยังอ่อน ใจยังไม่แข็งยังอ่อนแอ 

จริงๆไม่ใช่มหาบัวจะไม่เข้าใจไม่รู้ว่าหมากพลูเป็นสิ่งเสพติด เคยคิดเลิกแต่เลิกไม่ได้ก็เลยกลบเกลื่อนอย่างที่อาตมาเคยพูดมาหลายที่ ข้างในเขาจะรู้กันดีเรื่องนี้เพราะเป็นเหตุ
การณ์จริงๆในชีวิตมหาบัวเอง เสร็จแล้วก็หลอกชาวบ้าน ว่าตัวเองนี้เป็นพระอรหันต์ 

แค่สิ่งเสพติดแค่นี้ปฏิภาณขนาดเป็นมหานะ จะไม่รู้จริงๆ อาตมาว่าไม่จริงไม่เชื่อ จะมีนัยยะแห่งการโกหกซ้อนอยู่ในนั้น พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า คนที่โกหกทั้งๆที่ตัวเองรู้ว่าเป็นคำโกหก จะเป็นคนที่เขาจะโกหกสิ่งใดในโลกอีกได้ทุกอย่าง ไม่มีที่เขาจะโกหกไม่ได้ เป็นคนที่ยากที่จะคบ ขออภัยอาตมาไม่ได้ไปเบ่งไปข่มอะไรท่านมหาบัว พูดจริงใจนะว่าอาตมาก็สงสารท่าน ว่าท่านทำไมมีทิฏฐิอย่างนี้ มีทัศนคติอย่างนี้ แล้วก็ยังเสแสร้ง กลบเกลื่อนหลอกชาวบ้านต่อไปให้เขาหลงผิดกัน ซึ่งมันเป็นการทำลายทั้งสัจธรรม ทำลายทั้งธรรมะพระพุทธเจ้า แล้วตัวเองก็ได้สิ่งที่ไม่ดีไม่งาม พูดชัดๆก็คือได้ความผิดความชั่วไปให้กับตัวเองตลอด ปฏิภาณแค่นี้ทำไมไม่มี ปฏิภาณแค่นี้ไม่มีแล้วก็ไป ถือว่าไปเรียนโลกุตระไปเรียนโลกอรหันต์ มันไกลแสนไกล 

เป็นคนที่อ่อนแอ แค่สิ่งเสพติดแค่นี้กก็ละไม่ได้ จึงเรียกภาษาบาลีว่า อสุรกาย เป็นคนไม่กล้า จิตอ่อนแอมาก แล้วกลบเกลื่อนหลอกผู้อื่นต่อ ถ้าพูดถึงตรงที่จิตอ่อนแอนี้ก็มีคนเอากวีที่อาตมาได้เขียนเอาไว้ลงในหน้าปก หนังสือ “เราคิดอะไร” 

ตั้งแต่ พ.ศ. 2558 เดือนพฤษภาคม  

            อสุรกายคือใจที่ไม่กล้า

(๑) อสุรคือจิตแท้ ของคน

ใจไม่กล้าของตน นั่นแท้

ใจตนต่ำลงจน เลวชั่ว ใช่เลย

คือจิตคนผู้แพ้ บ่กล้าทำดี

(๒) แม้มีโอกาสให้ ตนทำ

แต่เพราะกิเลสจำ พ่ายแพ้

อ่อนแอจึ่งไม่สำ- เร็จกิจ นั้นนา

ลาภยศสรรเสริญแล้ ฤทธิ์ร้ายทำลายคน

(๓) ปุถุชนทั้งหมดล้วน คืออสูร

เล็กใหญ่ตามกายกูล แต่ละผู้

นามและรูปคือมูล ประชุมเกิด กายแฮ

อสุรกายนั้นรู้- จักได้ในตน

(๔) ทุกคนเรียนอ่านได้ จริงตาม จิตเฮย

องค์ประชุมรูปนาม เพ่งรู้

เห็นกายเกิดพ่ายกาม นั่นแหละ อสูรแล

จิตอ่อนแอไป่สู้ บ่กล้าทำดี

(๕) ทุกคนมีจิตนี้ ในตน

พึงฉลาดทำใจจน แกร่งกล้า

เอาชนะจิตตนชน อุปสรรค 

โอกาสดีอย่าช้า จักพ้นจิตอบาย

(๖) อสุรกายจิตแท้ ตนทำ

จิตถูกกิเลสกำ- หนดไว้

จิตจึงอ่อนแอสำ- เร็จเสร็จ มารเลย

ต้องกำจัดกิเลสได้ จึ่งพ้นจิตอบาย

(๗) อสุรกายดับสิ้น จากจิต

บริสุทธิ์ให้สนิท จึ่งแท้

เผด็จศึกประเสริฐฤทธิ์ กันเถิด

จะชนะทุกสิ่งแล้ อย่าแพ้ภัยตัว.

สไมย์ จำปาแพง

๕ พ.ค. ๒๕๕๘

[นัยปก เราคิดอะไร ฉบับ ๒๙๙ ประจำเดือน มิถุนายน ๒๕๕๘]

พ่อครูว่า…สไมย์ จำปาแพงเป็นคนแต่งชาวอโศกรู้ดี เป็นนามปากกาของอาตมาที่ใช้ได้เป็นชื่อเดิมของอาตมาตั้งแต่ใบเกิด เอามาใช้เป็นนามปากกานามแฝง 

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ 

สมณะเดินดิน… พ่อครูยกตัวอย่าง 50 ปีที่ทำงานมา เป็นระบบสาธารณโภคีทพิสูจน์ได้ พ่อครูพาทำ ระบบสาธารณโภคีที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ คนมาอยู่รวมกันหลายร้อยคน มีที่มาต่าง ถ้าไม่มีคุณธรรม ไม่เป็นมนุษย์วรรณะ 9 จะเป็นปัญหามากเลย เราดูจากคนที่มีปัญหาคือคนที่เป็นอสูรกาย มาอยู่กับพวกเราแล้วก็แอบสูบบุหรี่บ้าง เคี้ยวหมากบ้าง ไปเล่นหวยบ้าง มาอยู่สาธารณโภคีแทบจะวงแตกไปไม่ได้เลย ถ้าจิตเขามีอสุรกายมากอย่างนี้ เข้ามาอยู่ก็ทำให้ระบบของเราเดินหน้าไปไม่ได้ 

ทีนี้ พระจะมีปัญหาที่มีธงชัยพระอรหันต์มาหุ้มเอาไว้ คนก็ยกไว้ให้ทุกอย่างว่าเป็นผู้วิเศษอยู่ ที่จริงไม่รู้ว่ากิเลสอาจจะมากกว่าฆราวาส อย่างที่วิพากษ์วิจารณ์กัน บวชกัน 20 30 ปีแล้วสึกออกไปหนักยิ่งกว่าฆราวาสอีก ตอนเป็นพระทำไมไม่เห็น เพราะว่ามีธงชัยพระอรหันต์หุ้มเอาไว้ คิดว่าจะไม่มีกิเลส …เป็นตัวชี้วัดว่าระบบสาธารณโภคี ถ้ามีคนมีอสุรกายมาอยู่เยอะๆก็จะทำให้ไปได้ยาก 

หมู่บ้านราช มาอยู่ใหม่ๆทางจังหวัดจัดให้เป็นหมู่บ้านที่มีความยากจนอันดับ 5 ของจังหวัดอุบลราชธานี แต่ใครมาแล้วก็บอกไม่น่าเชื่อว่า เครื่องไม้เครื่องมืออาคารสถานที่ ไม่น่าจะเป็นของหมู่บ้านที่ยากจน มีความอุดมสมบูรณ์ครบพร้อม นี่เป็นความพิเศษของศาสนาปกติที่แต่ละคนมีความจนจึงทำให้ส่วนกลางมีความอุดมสมบูรณ์  

ความมหัศจรรย์ 8 ประการในชาวอโศกบุญนิยม

พ่อครูว่า… เอ้า ที่นี่มาเข้าสู่เรื่องที่อาตมาอธิบายอยู่ตอนนี้คือ เรื่อง ความมหัศจรรย์ ของศาสนาพุทธ เป็นเรื่องมหัศจรรย์ของโลกจริงๆ มหัศจรรย์ยิ่งใหญ่ 

ข้อที่ 1 เป็นความมหัศจรรย์ตรงที่ว่า เป็นศาสนาที่มีความเป็นลำดับ เพราะฉะนั้นความเป็นลำดับนี้ ถ้าเผื่อว่าคนที่ไปลัดสั้นตัดตอนของคำสอนพระพุทธเจ้า ไม่เรียนไปตามลำดับแต่ละสูตรก็ดี แต่ละกระบวนธรรมก็ดี ไปตัดทิ้งเสีย เช่น กระบวนธรรมของพุทธคุณ ซึ่งมีจรณะ 15 วิชชา 8 เป็นต้น ถ้าไปตัดซะ 

เช่น จรณะ 15 ต้องขึ้นต้นด้วยศีล แล้ว อปัณณกปฏิปทา 3 สัทธรรม 7 แล้ว ฌาน 4 อย่างนี้เป็นต้น หากไปตัดศีลทิ้ง ไม่เอา ไม่ต้องเกี่ยวข้อง อปัณณกปฏิปทา 3 จะไม่เกิดสัทธรรม 7 เลย ฌานที่ได้จึงไม่ใช่ฌานที่ไม่อยู่ในกระบวนธรรมของศาสนาพุทธเลย 

เพราะฉะนั้นไปนั่งหลับตาปฏิบัติไม่ได้อยู่ในกระบวนธรรมที่มีเหตุมีปัจจัยแก่กันและกันเพราะมีศีลจึงมี อปัณณกปฏิปทา 3 เป็นเหตุเป็นปัจจัย 

เช่น เราถือศีลข้อที่ 1 เราไม่ฆ่าสัตว์ เพราะฉะนั้นเราไม่ฆ่าสัตว์นี้ เราจะต้องสังวรสำรวม ใน อปัณณกปฏิปทา  สังวรสำรวมตาหูจมูกลิ้นกายเมื่อเรากระทบสัมผัสกับสัตว์ เราจะต้องมีเมตตา เราจะต้องไม่ทำร้าย เราจะต้องไม่เบียดเบียน ไม่ต้องพูดถึงฆ่าเลย ปฏิบัติต่อกันอย่างมีเมตตากายกรรมเมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม อยู่กันอย่างปรารถนา หรือ หวังประโยชน์เพื่อ โดยเฉพาะคนด้วยกัน หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ เช่น อาตมาหวังประโยชน์เพื่อมหาบัว หวังประโยชน์เพื่อธัมมชโย อย่างนี้เป็นต้น หรือแม้แต่ผู้ใดผู้อื่นที่อาตมาตำหนิอยู่ มันเป็นการหวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ เป็นความเมตตาเกื้อกูลกันด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์อย่างแท้จริง

คนไม่เข้าใจหาว่าอาตมาตำหนินั้น เป็นการอวดดี อวดใหญ่ เบ่งข่ม ซึ่งไม่ใช่ มันเป็นเรื่องของธรรมะ อย่างมหาบัวนี้สิ้นชีพไปแล้ว แต่อาตมาก็ยังพูดอยู่เพราะอะไร เพราะลูกศิษย์มหาบัวยังดำเนินรอยตามมหาบัวอยู่อีกเยอะมาก ถ้าจะพูดไปแล้วก็ตั้งแต่อาจารย์มั่น แต่มหาบัวเป็นตัวเด่น อาจารย์มั่นก็ไม่ได้สอนมาพูดกับคนทั่วไป ไม่เป็นที่กว้างขวางเหมือนมหาบัว มหาบัวเป็นคนฉากหน้าที่คนรู้จักดี ก็เอามากล่าวเพื่อเรื่องราวนี้ เรื่องนี้จะได้เข้าใจกันได้ง่ายขึ้น รอไปเอาสิ่งที่มันเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งที่รู้กันทั่วไปในเรื่องนี้ประเด็นนี้มาใช้ แล้วมันก็เข้าใจได้ เป็นต้น 

เพราะฉะนั้น เรื่องการตำหนิติเตียนนี้ จึงเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ พระพุทธเจ้าตรัสเลยว่าคำสรรเสริญนี้เป็นคำต่ำทราม ฟังให้ดีนะนี่อาตมาไม่ได้พูดเล่นพูดเองนะ คำสรรเสริญพระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นคำต่ำทราม ไม่มีส่วนที่จะทำให้เกิดเรื่องละหน่ายคลายอะไรได้จากคำสรรเสริญ 

แต่คำตำหนินี้ทำให้เกิดความละหน่ายคลายได้ นี่ก็เป็นความลึกซึ้งของความรู้อย่างพระพุทธเจ้าที่เอามาสอนมนุษย์ คิดเล่นๆ มันไม่ออกไม่ทัน ไม่ได้หรอก พระพุทธเจ้าตรัสนี้เป็นเรื่องยิ่งใหญ่มากเป็นเรื่องมหัศจรรย์ ที่ข้อ 1 เป็นลำดับ อย่าไปเที่ยวได้ตัดลัดเล่น 

แต่เพราะความเสื่อมที่เป็นจริงในยุค 2,500 กว่าปีนี้ ศาสนาพุทธ คนชาวพุทธเสื่อมไปจากศาสนาพระพุทธเจ้า อย่างเกือบจะไม่เหลือเชื้อเลย เกือบ ที่จริงอาตมาน่าจะบอกว่าไม่เหลือเชื้อเลย อาตมาเป็นผู้นำเอาโลกุตรธรรมมาสถาปนาลงไปในยุคนี้ ที่จริงมันหมดสูญไปแล้วจริงๆ มันเป็นอย่างนั้นไม่ใช่อาตมาคุยใหญ่โตอะไรหรอก อาตมาพูดสัจจะ พูดความจริงสู่ฟังตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ใน อาณิสูตร 

ว่ากลองอานกะ ยุคต่อมา โลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าจะสูญหายไป เขาจะไปเชื่อคำสอนของคนรุ่นใหม่ ซึ่งคนทุกวันนี้อาตมาพูดนี้เป็นโลกุตระแท้ คนเชื่อน้อย คนที่มีปฏิภาณปัญญา คนที่มีบารมีจริงๆจึงมาฟังธรรมะอาตมารู้เรื่อง คนไม่มีบารมีฟังธรรมะอาตมาไม่ซาบซึ้งหรอก 

เพราะฉะนั้นในความเป็น ฌาน จึงเป็นฌาน เดียรถีย์ ไปนั่งหลับตาทำไม่ใช่เป็นฌาน ที่เกิดจากศีล อปัณณกปฏิปทา 3 สัทธรรม 7 จึงเกิดฌาน มีเหตุมีปัจจัยเช่นนั้น ที่เขาทำกันไม่ใช่ ฌานแบบพุทธเลย 

นี่พูดตามหลักวิชาการอ้างอิงตามพระไตรปิฎกอ้างอิงความรู้ความจริงต่างๆ เพราะไม่มีวิชชา 8 เลย 

ขออภัยที่อาตมาต้องลงลึกในเรื่องวิชชา 8 

  1. วิปัสสนาญาณ 

  2. มโนมยิทธิ 

  3. อิทธิวิธญาณ 

  4. โสตทิพย์ 

  5. เจโตปริยญาณ 

  6. บุพเพนิวาสานุสติญาณ 

  7. จุตูปปาตญาณ 

  8. อาสวักขยญาณ 

วิปัสสนาญาณ คือญาณปัญญาคือวิชชา คือความรู้โลกุตระที่มันเกิดอย่างเห็นๆ วิ คือยิ่ง ปัสสะคือเห็น มีตา หู จมูก ลิ้น กาย โผฏฐัพพะ ทำงานร่วมกับภายใน 

แล้วจึงเกิดการเห็นที่มีปฏิภาณปัญญา มีโลกุตรธรรม มีปัญญาเป็นโลกุตระปัญญา เป็นอริยะปัญญา ไม่ใช่ปัญญาความรู้ความฉลาดแบบโลกีย์เท่านั้น 

วิปัสสนาญาณ ญาณคือวิชชา คือปัญญา ความรู้ที่เป็นวิปัสสนา ต้องเห็นด้วยตา ได้ยินด้วยหู จมูก ลิ้น กาย ใจ สัมผัสทางกาย ต้องมีภายนอกภายใน เป็นอภิภายตนะ 8 ต้องมีภายนอกภายใน 

เช่น ผู้หนึ่งผู้ใดที่มีคุณธรรมอภิภู 

มีความสำคัญในรูปภายใน กำหนดสัญญารูปภายใน เห็นรูปภายในภายนอก จิตที่รู้ภายในและเห็นรูปภายนอก มี 2 อย่างทั้งภายนอกภายใน นี่เป็นข้อที่ 1 ของความรู้ ของภูมิธรรมของคนผู้ยิ่งใหญ่ คนมหัศจรรย์ ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นโลกุตระที่มหัศจรรย์ของผู้ยิ่งใหญ่ เพราพฉะนั้นไปหลับตานี้ตีทิ้งได้เลยไม่มีภายนอก ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ธรรมะของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่พุทธธรรม ไม่ใช่พุทธคุณ 

นี่พูดอย่างชัดเจนเลย พูดจาไม่ไว้หน้ากัน ไม่เกรงใจ พูดเต็มรูป แล้วเป็นความจริงด้วยเป็นความหวังดีปรารถนาดีจริงๆ 

เพราะฉะนั้นในความไม่เป็นลำดับในข้อที่ 1 จึงเป็นเรื่องที่ ล้มเหลว เป็นความเสื่อมที่สำเร็จรูปบริบูรณ์ นี่คือความเสื่อมที่ยิ่งสุดเลยในศาสนาพุทธยุคนี้ อาตมาต้องมากู้กลับความเสื่อม 

อย่าเข้าใจว่าอาตมาอวดตัวอวดน หลงตัวหลงตนเลย แต่มันเป็นเรื่องจริง ฟังธรรมะด้วยดีเกิดปัญญาให้ดีแล้วจะเข้าใจว่า อ๋อ.. คุณรู้แล้วคุณก็ไม่จำเป็นจะต้องรีบมาอยู่กับอโศก ไม่ต้องก็ได้ อยู่กับพวกคุณนั่นแหละ อยู่ในเถระสมาคมนั่นแหละ เข้าใจให้ถูกเป็นสัมมาทิฏฐิและพากเพียรปฏิบัติให้ตรงตามธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ตั้งใจฟังอาตมาไปด้วย ก็ได้ ไม่ต้องมาแสดงรูปธรรมออกมา อยู่กับชาวอโศก ไม่ต้อง อยู่กับเถรสมาคมนั่นแหละ ถ้าว่าจริงๆแล้วคงรับไม่ไหว ถ้ามากันมากคงจะเละเป็นโจ๊กเลย 

เพราะฉะนั้นในเรื่องของความเป็นลำดับนี้ จึงเป็นเรื่องข้อที่ 1 เลยที่มหัศจรรย์ว่าศาสนาพุทธอย่าไปตัดลัดทิ้งลำดับ โดยเฉพาะวิชชาจะระณะสัมปันโน ซึ่งเป็นความประพฤติปฏิบัติจรณะ 15 และวิชชาอีก 8 อย่าไปตัดลัดทิ้งเป็นอันขาด แต่เดี๋ยวนี้ตัดขาดวิ่นหมดไม่เหลือเลย เหลือแต่ฌานหลับตา ควานหาศีลเป็นเหตุ อปัณณกปฏิปทา 3 เป็นเหตุ สัทธรรม จะเกิดเป็นตัวเชื่อมตัวเกิดผลที่มี ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พาหุสัจจะ ไม่เหลือแล้ว ไม่มีเลย เพราะฉะนั้นอย่าไปพูดถึงความมี วิริยะ สติ  ปัญญา ในสัทธรรม 7  คุณก็มีวิริยะสติปัญญาแบบเดียรถีย์ แบบนอกรีต ไม่ใช่แบบของพุทธ แบบพุทธธรรมเลย มันได้วิปริตมันได้เสื่อมสูญไปอย่างแท้จริง ตั้งใจฟังให้ดีๆ ถ้าเข้าใจแล้วฟื้นคืนกลับไปสู่ความถูกต้องให้ได้ให้ดี 

บอกแล้วไม่จำเป็นต้องเฮละโลมาที่อโศก อยู่ที่พวกคุณอยู่นั่นแหละ แต่เข้าใจให้ได้และประพฤติตรงตามธรรม เรียนรู้ให้ดี ตั้งใจฟังแล้วตั้งใจปฏิบัติ แล้วก็จะกอบกู้ศาสนาพุทธขึ้นมาได้ 

_ต่อมาประการที่ 2 อีกประการหนึ่ง มหาสมุทรเต็มเปี่ยมอยู่เสมอ ไม่ล้นฝั่ง ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อที่มหาสมุทรเต็มเปี่ยมอยู่เสมอไม่ล้นฝั่ง นี้เป็นธรรมอันน่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาประการที่ ๒ ในมหาสมุทรที่พวกอสูรเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ฯ

พ่อครูว่า… ท่านจับประเด็นที่ว่า เต็มเปี่ยมและไม่ล้น ก็หมายความว่า มัชฌิมา ไม่พร่องไม่ล้น อยู่ในขอบ Horizon อยู่ในเส้น Horizon ไม่เปลี่ยนไม่ล้นตลอดกาลนาน โดยทางธรรมะก็หมายความว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นไม่ขึ้นไม่ลงกับอำนาจอะไรเลย น้ำขึ้นน้ำลง ขึ้นตามที่จะต้องหมุนเวียนในตามข้างขึ้นข้างแรม ไม่ใช่ ทรงสภาพอยู่อย่างนี้ ตลอด สัจจะเป็นหนึ่งเดียวไปตลอด นี่เป็นข้อที่ 2 

_อีกประการหนึ่ง มหาสมุทรไม่เกลื่อนด้วยซากศพ เพราะในมหาสมุทรคลื่นย่อมซัดเอาซากศพเข้าหาฝั่งให้ขึ้นบกทันที ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อที่มหาสมุทรไม่เกลื่อนด้วยซากศพ และในมหาสมุทรคลื่นย่อมซัดเอาซากศพเข้าหาฝั่งให้ขึ้นบกทันที นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาประการที่ ๓ ในมหาสมุทรที่พวกอสูรเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ฯ

พ่อครูว่า… ต้องขออภัยที่ต้องพูดความจริงตามความเป็นจริง ถ้าอโศก มีคนปาราชิกเมื่อไหร่ ต้องขจัดออกเลยไม่เอาไว้เน่าเหม็นหมด แม้แต่สังฆาทิเสส ใครที่สังฆาทิเสสก็ต้องให้อยู่กรรม ก็ต้องให้ปฏิบัติ แม้คุณจะบกพร่องมาแต่ก่อน พวกคุณก็ยังมีคนระลึกถึงได้ บางคนอยู่กรรมมากสุดกี่ปี ระลึกได้ว่าเคยบวชแล้วเคยผิดสังฆาทิเสสมาก็ต้องกลับมาอยู่กรรม บางคน 6 ปี อย่างนี้เป็นต้น 

ปาราชิกนี้ซากศพแน่ แม้แต่แค่สังฆาทิเสสก็เรียกว่าซากศพ ต้องทำให้สะอาด ซัดขึ้นฝั่งหมด แต่ในเถรสมาคม ซากเน่าซากศพ ซากคนเป็นโรคเป็นภัยอะไรเต็ม อยู่ในมหาสมุทรเถรสมาคม อยู่ด้วยกันอย่างเละเลย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เป็นสัจจะ 

อาตมาบวชเข้าไป อาตมาพยายามทนฝืนอยู่แต่ไปไปมามาไม่ได้ เพราะฉะนั้นอยู่ได้แค่ พ.ศ. 2518 จำต้องประกาศนานาสังวาส  ซึ่งเป็นเรื่องที่ผสมผเสปนเป อยู่ไม่ได้ เพราะเป็นมหาสมุทรที่มีซากศพเน่าเต็มไปหมด คนปาราชิก คนอาบัติอะไรอยู่เต็มไปหมด ไม่สะอาด มันอยู่ไม่ได้ อาตมาก็เลยต้องประกาศนานาสังวาส จริงๆนะนี่ไม่ได้ไปข่ม ไม่ได้ไปลบหลู่ อาตมาก็เห็นใจเหมือนกันในยุคนี้ท่านจะทำอย่างนั้นกัน เพราะฉะนั้นผู้ที่อยู่รู้ทั้งรู้ก็ต้องจำนน ท่านก็เก่งอยู่ได้กับซากศพเน่า อยู่กับพวกขี้เรื้อนกุดถังเต็มบ่ไปหมดเดียวกัน อาตมาไม่ไหว จึงประกาศนานาสังวาส 

เมื่อประกาศนานาสังวาสก็เป็นเรื่อง ที่จริงไม่เป็นเรื่องหรอกตอนที่ประกาศนานาสังวาสเสร็จ แต่ตอนหลังเขามาไหวทันว่า มาด่าพวกเรานี่หว่า ก็เลยกลบเกลื่อน เหมือนมหาบัวกลบเกลื่อนเรื่องสิ่งเสพติด เถรสมาคมก็กลบเกลื่อน ก็มาจัดการอาตมา ทั้งๆที่ อาตมาประกาศ
พ.ศ.2518 แต่เมื่อ พ.ศ.2532 ก็มาจัดการอาตมา  มาหาเรื่องมาเอาเรื่อง จนสุดท้ายจบธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า เลยต่างคนต่างแยกกันอยู่เป็นนานาสังวาสบริบูรณ์ 

เพราะฉะนั้นผู้ที่จัดการอาตมาพวกนั้นเป็นอนันตริยกรรมเอง นี่เป็นธรรมดาเป็นสัจธรรม คุณเข้าใจว่าอาตมาเป็นคนละนิกายนี่ คุณก็อนันตริยกรรมเอง อาตมาไม่เอา เรื่องที่ไปแยกสงฆ์ เป็นนิกาย เป็นอนันตริยกรรม 

คนนี้ฟังไปฟังมาก็เอากวีที่อาตมาเขียนไว้

ความบริสุทธิ์เท่านั้นที่จะชนะทุกสิ่งทั้งโลกในที่สุด 

(๑)ชื่อว่า “คน” สูงสุดไซร้ คือสัจจะ 

จริงหนึ่ง “ปรมัตถ” จิตแท้ 

สอง “สมมุติ” คือคณะ ประชาร่วม กันรา

หากผนึกมั่นมุ่งแก้ วิกฤติได้ทันกาล

(๒)ถ้าพาลเฉื่อยช้าอีก ก้าวเดียว 

ฝูงสัตว์นรกกรูเกรียว ขย่มซ้ำ

ฝันสวรรค์แหลกลาญเหลียว  หาบ่ เหลือเลย

มารยักษ์มันขยี้ขย้ำ ขบเคี้ยวกินหวาน

(๓)ต้องหาญหักบัดนี้ ทันใด

ฤกษ์บ่เคยรอใคร อย่าช้า

สุกจะเน่าแล้วไฉน ไม่กัด กินเฮย

“เอาเถิดเจ้าล่อ” ท้า ห่อนแคล้วบรรลัย

(๔)ใดใดก็ชัดแท้ ทุกเม็ด

แต่ไม่ลงมือเผด็จ ศึกเสี้ยน

ตนไม่ช่วยตนเสร็จ ก่อนอื่น  ช่วยแฮ

โรคจิตกระมิดกระเมี้ยน พิษร้ายจงระวัง

(๕)โลกยังจมอยู่ด้วย ปุถุชน

ยากจักตามรู้ตน ชัดได้

อัตตาไม่ “กล้าจน” ทรัพย์โลก

จึงไม่บริสุทธิ์ให้ เศรษฐ์สร้างความจริง

(๖)ไทยชิงธงพุทธแท้ มาครอง

โลกุตระวสีของ สัจจ์ชี้

จึงบรรลุก่อนผอง มนุษยโลก

ความชนะยิ่งใหญ่นี้ สุดไร้เทียมทาน

(๗)คนประหารกิเลสได้ เป็นจริง

จึงบริสุทธิ์เอ่ยอิง สัตย์แท้

เพราะพร้อมทุกสิ่งกิง- ชัจจะ*ศาสตร์

ที่สุดบริสุทธิ์แล้ เท่านั้นชนะสรรพ์

“สไมย์ จำปาแพง” ๒๒ ก.ค. ๒๕๕๙

พ่อครูว่า…กิงชัจจะ แปลว่า ผู้มีชาติเกิดจากอะไร

สู่แดนธรรม… โคลงบทนี้ผมขอได้ไหมครับ ฟังแล้วประทับใจ 

คำแรกที่ว่า ถ้ามัวช้าไป ฝูงนรกจะกรูเกรียว 

พ่อครูว่า…ชาวอโศกไม่มีซากศพนะ แต่มหาเถรสมาคมมี อยู่ด้วยกันได้ยังไง 

_ก็มาอันที่ 4 อีกประการหนึ่ง แม่น้ำสายใหญ่ๆ บางสาย คือ แม่น้ำคงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหี แม่น้ำเหล่านั้นไหลไปถึงมหาสมุทรแล้ว ย่อมละนามและ โคตรเดิมหมด ถึงความนับว่ามหาสมุทรนั่นเอง ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อที่ แม่น้ำสายใหญ่ๆ บางสาย คือ แม่น้ำคงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหี แม่น้ำ เหล่านั้นไหลไปถึงมหาสมุทรแล้ว ย่อมเปลี่ยนนามและโคตรเดิมหมด ถึงความ นับว่ามหาสมุทรนั่นเอง นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาประการที่ ๔ ในมหาสมุทร ที่พวกอสูรเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่  

พ่อครูว่า… อันนี้ลึกซึ้ง มียืนยันที่สุดในชาวอโศก ชาวอโศกนี้ลึกซึ้งมาก จิตชัดเจน มาเข้าถึงธรรมว่า อ๋อ.. ธรรมะต้องมาเป็นคนจน 

เอาประเด็นคนจนแค่นี้ก็เถอะ ชาวอโศกรู้แล้วว่าต้องมาเป็นคนจน เพราะฉะนั้นมาจากตระกูลใดๆ มาเปลี่ยนสกุลหมดเลย ตอนแรกก็มาเปลี่ยนนามสกุลเป็นอโศกตระกูล เป็นชาวหินฟ้า เป็นนาวาบุญนิยมแค่นั้น ตอนหลังนี้มาเป็นจน ไม่รู้กี่จนต่อกี่จน เปลี่ยนชื่อเป็นจนหมดเลย จะเรียกว่าเกิดแฟชั่น จน ก็ได้ โอ้โห.. เลิกตระกูล เลิกชื่อเลิกนามเก่าหมดเลย ไม่เอาจริงๆไม่อยากใช้เลยมาเอาอย่างนี้แหละ เลือดเนื้อที่ไปเป็นแบบวรรณะ 9 ของพระพุทธเจ้านี่แหละมาเข้าใจมาเป็นคนจนคนมักน้อยคนสันโดษ คนไม่สะสมคนขยันหมั่นเพียร วิรยารัมภะ 

ซึ่งมันเป็นเนื้อหาสัจจะของธรรมะที่เข้าไปถึงใจ ของชาวอโศกที่ปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้าแล้ว มันเป็นเรื่องของสัจธรรม เพราะฉะนั้นมันจึงมาเป็นจริงๆเลย สมมุติข้างนอกนั้นยังเล่นกันเละเทะเลย บัญญัติภาษาข้างนอกยังเละเลย แต่ทุกคนมาจุดเดียวกันหมดเลย เอาแต่แค่เรื่องจนเรื่องเดียวก็ซาบซึ้งเข้าใจ เป็นเรื่องสัจจะที่มหัศจรรย์มาก 

แม่น้ำทั้งหลายละชื่อหมดเลย มาเป็นชื่อเดียวกันหมด เดี๋ยวนี้ชาวอโศกพิสูจน์ความมหัศจรรย์อันที่ 4 ก็อันนี้แหละ เห็นๆอยู่อย่างนี้แหละ จะเข้าใจได้ไหมที่อาตมาพอขยายความนี้ นี่เป็นสัจจะความจริงนะ 

_อันที่ 5 อีกประการหนึ่ง แม่น้ำทุกสายในโลก ย่อมไหลไปรวมยังมหาสมุทรและสายฝนจากอากาศตกลงสู่มหาสมุทร มหาสมุทรก็มิได้ปรากฏว่าจะพร่องหรือเต็มเพราะน้ำนั้นๆ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อที่แม่น้ำทุกสายในโลกย่อมไหลไปรวมยังมหาสมุทร และสายฝนจากอากาศตกลงสู่มหาสมุทร มหาสมุทรก็มิได้ปรากฏว่าจะพร่องหรือเต็มเพราะน้ำนั้นๆ นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาประการที่ ๕ ในมหาสมุทร ที่พวกอสูรเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ฯ

พ่อครูว่า… หมายความว่าเรื่องนี้ คุณธรรมโลกุตรธรรม ใครจะมีมากเท่าไหร่เท่าไหร่ก็ไม่มีเพราะไม่มีแต่ไม่มีล้น โลกุตรธรรม คุณจะมาปฏิบัติอีกกี่คนกี่คน พูดง่ายๆ เป็นรูปธรรม

อโศกตอนนี้เราต้องการคนประมาณ 777 คน ต่อให้อยู่70,000 อโศกนี้เลี้ยงได้ เพราะอะไร ถ้าเป็นคนมักน้อยสันโดษ เป็นคนสาธารณโภคี ขอให้มาจริงเถอะ ทุกวันนี้ไม่ได้เกิดเดือดร้อนอะไรเลย ตั้งแต่ พ.ศ. 2531 จนถึง พ.ศ. 2565 ย่างเข้า 28 ปีแล้วยังสงบเรียบร้อย ไม่เดือดร้อนวุ่นวายเลย ไม่พร่องไม่เต็มและไม่มีทางล้น จะเพิ่มอีกเท่าไหร่ก็ไม่มีทางล้น เพราะมันจะอยู่ได้จริงๆ 

ทุกวันนี้ในบ้านราช เรือนเรือว่างเยอะเหลือเกิน เรือนเรือ เราสร้างเรือนเรือเป็นหลัก แม้แต่เรือนที่ตั้งอยู่ คนเป็นเจ้าของไม่ได้อยู่ คนที่อยู่ไม่ได้เป็นเจ้าของมีเยอะ ว่างอยู่อีกก็มีเยอะ ก็มาอยู่ได้อีกง่ายไม่เต็ม ไม่พร่องไม่เต็มไม่ล้นง่ายหรอก แต่คนที่จะมาอยู่โดยสัจธรรมก็ต้องทำได้ ได้เนื้อได้หนังของชาวโลกุตระบ้าง ไม่อย่างนั้นมาอยู่ไม่ได้เข้ามาไม่ได้ เปลี่ยนแปลงตัวเองเข้ามาอยู่ไม่ได้ เป็นเรื่องอัศจรรย์ข้อที่ 5 

_ข้อที่ 6 อีกประการหนึ่ง มหาสมุทรมีรสเดียว คือ รสเค็ม ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อที่มหาสมุทรมีรสเดียว คือ รสเค็ม นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาประการที่ ๖ ในมหาสมุทร ที่พวกอสูรเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ฯ

พ่อครูว่า… คำว่ารสเค็มนี้ก็คือ เกลือรักษาความเค็ม เหมือนขี้รักษาความเหม็น เป็นสัจจะที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ขี้รักษาความเหม็น เกลือรักษาความเค็ม มันเป็นเรื่องสัจจะที่ไม่รู้จักเปลี่ยนแปลงไม่เป็นอื่นเลย เป็นสัจจะหนึ่งเดียวไม่แปรเปลี่ยน นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) เป็นได้แล้วเป็นได้เป็นเลย 

ผู้ที่มีอารยธรรมจะเกิดความเที่ยงแท้ เริ่มตั้งแต่พระโสดาบัน จิตเข้ากระแส แล้วก็จะอยู่เข้ากระแสนี่แหละ จะมี อวิปริณามธัมมัง ใช้ภาษาว่าจะยึกยัก แต่ไม่ตกต่ำ ถ้าตกไปไม่ใช่โสดาบัน มันก็จะอยู่ในขีดนี้ ถ้าลงไปจากกระแสก็ไม่ใช่โสดาบัน อวินิปาตธรรม

จนกระทั่งถึงขีดนิยตะไม่ยึกยักแล้ว อยู่กับที่อยู่กับเที่ยงแล้ว จากนิยตะที่เที่ยงแท้ก็เป็น สัมโพธิปรายนะ นี่แหละมีรสเดียวคือรสเค็มรสเดียวกัน 

จากโลกียะเข้ากระแสมา บางทีไม่เร็วนักก็ต้องอีกหลายชาติ โสดาบันในตำนานพระพุทธเจ้า เข้ามาแล้ว ก็เขวี้ยงจอบทิ้งไปตั้ง 7 ที ต้องบวชแล้วก็สึกออกไปถึง 7 ครั้ง อย่างนี้เป็นต้น มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ หรอก โลกียะมันกระแสแรง แต่ถ้าเข้ากระแสแล้วเสร็จ รสเดียวรสเค็ม ไม่ไปเอารสอื่นอีก 

_ข้อที่ 7  อีกประการหนึ่ง มหาสมุทรมีรัตนะมากมายหลายชนิด ในมหาสมุทรมีรัตนะเหล่านี้ คือ แก้วมุกดา แก้วมณี แก้วไพฑูรย์ สังข์ ศิลา แก้วประพาฬเงิน ทอง ทับทิม มรกต ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อที่มหาสมุทรมีรัตนะมากมายหลายชนิด ในมหาสมุทรนั้นมีรัตนะ คือ แก้วมุกดา แก้วมณี แก้วไพฑูรย์ สังข์ ศิลา แก้วประพาฬ เงิน ทอง ทับทิม มรกต นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาประการที่ ๗ ในมหาสมุทร ที่พวกอสูรเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ฯ

พ่อครูว่า… พวกอสูรที่ไม่มีปัญญา เห็นความมีคุณสมบัติแบบนี้ มหาสมุทรมีทรัพย์ศฤงคารมีแก้วต่างๆ แก้วมุกดา แก้วมณี แก้วไพฑูรย์ สังข์ ศิลา แก้วประพาฬ เงิน ทอง ทับทิม มรกต อะไรต่างๆเยอะแยะ เป็นวัตถุ 

เป็นวัตถุที่โลกเขาต้องการ เห็นว่าเป็นของมีค่ามีราคา เป็นของที่แย่งชิงกันจริงๆในชีวิตของสังคมมนุษยชาติ ในมหาสมุทร 

ฉะนั้นคนที่มีปฏิภาณไหวพริบดี ก็จะรู้ว่าในมหาสมุทรมีสิ่งประเสริฐ สิ่งวิเศษต่างๆพวกนี้ ที่มนุษย์พึงควรมีควรได้ แต่คนตาบอดคนตาถั่วมันที่ไม่มีภูมิปัญญา จะมองไม่ออกจะไปหลงลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ว่าเป็นแก้วประพาฬ แก้วมุกดา แก้วมรกต อะไรต่างๆ เป็นคนที่ไปคนละทิศ เป็นความรู้คนละอย่าง จะเป็นคนที่ไปหลงเละๆเทะๆ สิ่งที่เราเห็นอยู่กับซากศพด้วยกันจะเป็นอยู่อย่างนั้น ขออภัยนะ พูดไปแล้วก็รู้สึกตัวว่า ไปด่าเขา แต่มันไม่ได้ด่าหรอกพูดความจริงสู่ฟัง ขออภัยที่พูดแล้วเป็นเช่นนั้นจริงๆ ไปข่มไปว่า มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ 

_ข้อที่ 8 อีกประการหนึ่ง มหาสมุทรเป็นที่พำนักอาศัยของพวกสิ่งมีชีวิตใหญ่ๆและสิ่งมีชีวิตในมหาสมุทรนั้นมีดังนี้ คือ ปลาติมิ ปลาติมิงคลา ปลาติมิรมิงคลา พวกอสูร นาค คนธรรพ์ แม้ที่มีร่างกายประมาณ ๑๐๐ โยชน์ ๒๐๐ โยชน์ ๓๐๐ โยชน์ ๔๐๐ โยชน์ ๕๐๐ โยชน์ ก็มีอยู่  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อที่มหาสมุทรเป็นที่พำนักอาศัยของสิ่งที่มีชีวิตใหญ่ๆ และสิ่งมีชีวิตในมหาสมุทรนั้น มีดังนี้ คือ ปลาติมิ ปลาติมิงคลา ปลาติมิรมิงคลา พวกอสูร นาค คนธรรพ์ แม้ที่มีร่างกายประมาณ ๑๐๐ โยชน์ ๒๐๐ โยชน์ ๓๐๐ โยชน์ ๔๐๐ โยชน์ ๕๐๐โยชน์ ก็มีอยู่ นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาประการที่ ๘ ในมหาสมุทร ที่พวกอสูรเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้แลธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา ๘ ประการ ในมหาสมุทร ที่พวกอสูรเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ภิกษุทั้งหลายย่อมอภิรมย์ในธรรมวินัยนี้บ้างหรือ ฯ

พ่อครูว่า… ย้อนมาถามพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ตอบ มี ปหาราทะ ภิกษุทั้งหลายย่อมอภิรมย์ในพระธรรมวินัยนี้ เช่นภิกษุชาวอโศกย่อมอภิรมย์ในพระธรรมวินัยนี้ 

จะเห็นได้ว่าภิกษุชาวอโศก สึกยาก แต่กระนั้นก็ยังมีสึกไปไม่น้อย แต่ถึงสึกแล้วก็ยังอยู่ในแวดวง เพราะจิตเข้ากระแส อยู่ในแวดวง 

ที่ออกไปจริงๆเลยน้อยมาก ชาวอโศกที่บวชแล้วและออกไปมีน้อยมาก 50 กว่าปีมาแล้ว 

พระพุทธเจ้าบอกว่ามี 8 ประการ เป็นไฉน 

_พ. มี ๘ ประการ ปหาราทะ ๘ ประการเป็นไฉน ดูกรปหาราทะ มหาสมุทรลาด ลุ่ม ลึกลงไปโดยลำดับ ไม่โกรกชันเหมือนเหว ฉันใด ในธรรมวินัยนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีการศึกษาไปตามลำดับ มีการกระทำไปตามลำดับ มีการปฏิบัติไปตามลำดับ มิใช่ว่าจะมีการบรรลุอรหัตผลโดยตรง ดูกรปหาราทะ ข้อที่ในธรรมวินัยนี้มีการศึกษาไปตามลำดับ มีการกระทำไปตามลำดับ มีการปฏิบัติไปตามลำดับ มิใช่ว่าจะมีการบรรลุอรหัตผลโดยตรง นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาประการที่ ๑ ในธรรมวินัยนี้ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ 

พ่อครูว่า… มีการศึกษาไปตามลำดับ อาตมาต้องการสำทับอันนี้แหละสำคัญทุกวันนี้มันหันทิ้งกันไปหมดไม่เหลือซาก (พ่อครูไอตัดออกด้วย) 

โดยเฉพาะ หั่นศีล หั่น อปัณณกปฏิปทา 3 พูดซ้ำซ้ำวนเวียนอยู่อย่างนี้แหละ ไม่เอาเลย แล้วไปหลงว่าเป็นพระอรหันต์ ศีลไม่มี อปัณณกปฏิปทา 3 ไม่มี ไม่ประพฤติเพื่อให้เกิด สัทธรรม 7 ไม่ใช่ธรรมะพุทธเจ้า ไม่มี มีแต่เดียรถีย์ อย่าหาว่าอาตมาว่าเลยแต่มันเป็นเรื่องจริง 

พระที่ควรยกย่องนับถือกัน เกือบจะชาติไทยทั้งหมดกระมัง นับถือพระป่า พระหลับตาที่ ไม่มี อปัณณกปฏิปทา 3 

เพราะฉะนั้นศีลไม่มี อย่าว่าแต่พระป่าไม่มีศีลเลย พระบ้านก็ไม่มีศีล ของเขาเหลือแต่แค่วินัย 227 แค่นี้ไม่ใช่เรื่องตื้นๆนะแต่เป็นเรื่องลึกซึ้ง เขาไม่รู้จัก จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล อาตมาเอามาพูด เขาก็บอกว่าเอามาจากโลกไหน เอามาจากโลกของพระพุทธเจ้าในพระไตรปิฎกเล่มนี้แหละ 

มหาศีล เหลืออยู่ที่ไหนในมหาเถรสมาคม ไม่เหลือเลย มหาศีลของเถรสมาคม มีแต่เดรัจฉานวิชชามีแต่ไสยศาสตร์มีแต่พิธีกรรมอะไรต่ออะไรเต็มไปหมด 

มหาศีลนั้นคือข้อห้ามทำเดรัจฉานวิชาไสยศาสตร์ แต่ เถรสมาคมมีเต็มไปหมด แต่อยู่ในชาวอโศกไม่มี นี่แหละคือมหาสมุทรที่แท้ของศาสนาพระพุทธเจ้า เป็นมหาสมุทรที่มีปลาใหญ่ 

ท่านเทียบปลาใหญ่ว่า คืออะไร 

_ดูกรปหาราทะ มหาสมุทรเป็นที่พำนักอาศัยของสิ่งที่มีชีวิตใหญ่ๆ สิ่งมีชีวิตในมหาสมุทรนั้นมีดังนี้ คือ ปลาติมิ ปลาติมิงคลา ปลาติมิรมิงคลา พวกอสูร นาคคนธรรพ์ แม้ที่มีร่างกายประมาณ ๑๐๐ โยชน์ ๒๐๐ โยชน์ ๓๐๐ โยชน์ ๔๐๐โยชน์ ๕๐๐ โยชน์ มีอยู่ ฉันใด ดูกรปหาราทะ ฉันนั้นเหมือนกัน ธรรมวินัยนี้ก็เป็นที่พำนักอาศัยแห่งสิ่งมีชีวิตใหญ่ๆ สิ่งมีชีวิตในธรรมวินัยนี้ มีดังนี้ คือ พระโสดาบัน ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล พระสกทาคามีท่านผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล พระอนาคามี ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล พระอรหันต์ ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อความเป็นพระอรหันต์ ดูกรปหาราทะ ข้อที่ธรรมวินัยนี้เป็นที่พำนักอาศัยแห่งสิ่งมีชีวิตใหญ่ๆ สิ่งชีวิตมีในธรรมวินัยนี้มีดังนี้ คือ พระโสดาบัน ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล พระสกทาคามี ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล พระอนาคามีท่านผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล พระอรหันต์ ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อความเป็นพระอรหันต์ นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาประการที่ ๘ ในธรรมวินัยนี้ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ 

ประการที่  ๗ ดูกรปหาราทะ มหาสมุทรมีรัตนะมากมายหลายชนิด รัตนะในมหาสมุทรนั้นมีดังนี้ คือ แก้วมุกดา แก้วมณี แก้วไพฑูรย์ สังข์ ศิลา แก้วประพาฬ

เงิน ทอง ทับทิม มรกต ฉันใด ดูกรปหาราทะ ฉันนั้นเหมือนกัน ธรรมวินัยนี้ก็มีรัตนะมากมายหลายชนิด รัตนะในธรรมวินัยนั้นมีดังนี้ คือ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ ดูกรปหาราทะ ข้อที่ธรรมวินัยนี้มีรัตนะมากมายหลายชนิด รัตนะในธรรมวินัยนั้นมีดังนี้ คือ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา

ประการที่ ๗ ในธรรมวินัยนี้ ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ฯ

พ่อครูว่า…พระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างนี้ ในเถรสมาคมบอกยังมีอยู่ แต่แท้ยังไม่มีเนื้อแท้ ขนาดสติปัฏฐาน4 ยังไม่พ้น แค่กายคำเดียวยังไม่สัมมาทิฐิ คำว่ากาย คำเดียวเขาก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจกันก็ไม่มีทาง เพราะเขา เข้าใจผิดไปไกลตรงที่ว่า กายนี้คือ สรีระ กายนี้หมายถึงร่างภายนอก คนไทยเข้าใจอย่างนั้นนะคำว่ากาย

ไปถามสิ ปริญญาตรีทั้งหลาย ไม่ว่าจะจบปริญญาตรีในทางธรรมะด้วย ปริญญาเอกด้วยเอ้า ไปถามสิ กาย คืออะไร เขาจะบอกว่าหมายถึงสรีระภายนอก อาตมาถึงว่า ธรรมะพระพุทธเจ้ายังคงกระพัน ในพจนานุกรมก็ยังดียังแปล กายว่า คือ องค์ประชุมของเจตสิก องค์ประชุมของเวทนาสัญญาสังขาร อาตมาดูแล้วก็ยังดี ในพจนานุกรมก็ยังเหลือ กาย นี้ เขาก็ยังชัดเจน ว่า มันแปลว่า หมู่ฝูง องค์ประชุมของเจตสิกคือเวทนาสัญญาและสังขาร 

พจนานุกรมก็ถูกต้องอยู่ แต่เขาไม่เข้าใจว่า กาย คือสรีระ ไปเปิดพจนานุกรมดูสิ สรีระที่ไหนคำว่ากาย คือกอง คือฝูง คือหมู่ คือองค์ประชุม ไม่ได้เดี๋ยวเดียว 

สรีระก็มี ที่จริงมีอยู่ในนี้ ในเวทนา สัญญา สังขาร ไม่ได้ทิ้งรูป ไม่ได้ทิ้งสรีระ มนุษยชาติมีสรีระด้วย และมีเวทนา สัญญา สังขาร ในขันธ์ 5 

เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจไม่ได้พวกคุณก็ไม่เข้าใจได้ว่า กาย คืออะไร กาย คือ รูป เวทนาสัญญา สังขาร วิญญาณ รวมองค์ประชุมทั้งหมด คือกาย พิสดารมาก 

เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าถึงสอน แม้แต่ มาบวชปุ๊บ ให้ อุปัชฌาย์สอนให้แยกกายแยกจิตให้ชัดๆ เป็นธรรมะนิยาม 5 ให้ได้ 

ถ้าไม่รู้จักการแยกกายแยกจิตอย่างชัดเจนแล้ว ว่า แยกอย่างไร 

แยกให้รู้ว่าเมื่อใดองค์ประชุมนั้นเป็นอุตุนิยาม เมื่อไหร่เหลือพืชนิยาม เมื่อใดเหลือจิตเป็นจิตนิยาม จึงจะปฏิบัติกรรมนิยามธรรมะนิยามได้ 

ถ้าเข้าใจว่า แยก อุตุพีชะจิตไม่ได้ มา ปฏิบัติธรรมศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าไม่บรรลุ  อรหันต์หรอก ไปไม่รอด ไปไม่ได้ อุปัชฌาย์บวชให้ก็บวชแค่นั้น ถ้าไม่เข้าใจ 

เพราะฉะนั้นแม้แต่อุปัชฌาย์เองทุกวันนี้ก็ไม่ได้เข้าใจ แยกอุตุ แยกพืช แยกจิต ไม่ได้ ล้มเหลวไปทั้งกระบวน 

สู่แดนธรรม…อุปัชฌาย์ก็ยังสอนกรรมฐานนี้อยู่เหมือนกัน 

พ่อครูว่า… ก็ยังสอนตามพระธรรมวินัยที่บังคับไว้อยู่แต่ไม่ได้รู้จริงถึงสภาวะที่แท้ นี่เป็นสัจจะที่ล้มเหลว มันเสื่อมสิ้นไปแล้ว ศาสนาพุทธ อย่าเถียงอาตมาเลย เพราะอาตมาเปิดตำราสู้คุณ เปิดพระไตรปิฏกสู้ คุณจะจบเปรียญ 9 จบด็อกเตอร์มาอย่างไรก็อาตมาเปิดตำราสู้คุณ คุณเรียนมาเถอะ คุณก็เรียนมาอย่างผิวเผิน อธิบายกายผิดเพี้ยนออกไป แล้วไม่มีผลสำเร็จ 

เพราะฉะนั้นมันจึงกลายเป็นมหาสมุทรที่มีน้ำเน่า เต็มไปด้วยซากศพและขยะ คนขี้ทูดกุดถังกองเต็มไปหมด ขออภัยที่ต้องมาพูดหนักไป ต้องขออภัยจริงๆ แต่โดยสัจจะมันเป็นอย่างนั้น 

เพราะฉะนั้นอาตมาถึงบอกว่า บวชแล้วก็อยู่ร่วมกันอยู่ไม่ได้หรอก มันต้องนานาสังวาส ก็ไม่ได้ไปฟื้นฝอยหาตะเข็บอะไรต่อ จนกระทั่งสุดท้ายไม่สำเร็จผล เพราะอาตมาก็เป็นของอาตมาแล้วอาตมาก็อยู่ของอาตมา ไม่ได้มีมหาสมุทรเน่าๆอย่างนั้น อาตมาก็อยู่ในวังน้ำใส ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ชัดอะไรบ้าง 

มีปลาต่างๆหมายถึงอะไร ปลาต่างๆนี่หมายถึง พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ ปลาต่างๆที่เป็นปลาใหญ่ หมายถึงอย่างนั้น

_ท่านสรุปตอนท้าย ว่า  ข้อที่ธรรมวินัยนี้เป็นที่พำนักอาศัยแห่งสิ่งมีชีวิตใหญ่ๆ สิ่งชีวิตมีในธรรมวินัยนี้มีดังนี้ คือ พระโสดาบัน ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล พระสกทาคามี ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล พระอนาคามีท่านผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล พระอรหันต์ ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อความเป็นพระอรหันต์ นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาประการที่ ๘ ในธรรมวินัยนี้ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่

ดูกรปหาราทะ ในธรรมวินัยนี้ มีธรรมที่น่าอัศจรรย์ อันไม่เคยมีมา ๘ ประการนี้แล ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ฯ

จบสูตรที่ ๙

พ่อครูว่า… ผู้ไม่ใช่พระภิกษุทั้งหลาย เห็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ อยู่ในมหาสมุทรนี้ก็จะไม่อภิรมย์ เพราะเขาไม่รู้ นอกจากไม่รู้แล้วตาถั่ว ตามืดตาบอด เห็นเป็นไม่ใช่ปลา แต่เห็นเป็นปลาสร้อยปลาซิวด้วย ดีไม่ดีเห็นเป็นปลาเจ็บปลาป่วยด้วย เห็นเป็นปลาแปลก ปลาปลอมอยู่ในแม่น้ำนี้อีกด้วย ซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่ 

ในชาวอโศกคือมหาสมุทรที่มี โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ มีปลาใหญ่ 

สู่แดนธรรม… เป็นปลาใหญ่ที่ทำตัวเป็นปลาเล็กเขาเลยมองเห็นเป็นปลาซิว 

พ่อครูว่า… เขามองเห็นเป็นปลาซิว ปลาสร้อย ปลาแปลก ปลาปลอมอะไรด้วย แต่ที่จริง มหาสมุทรนี้คือปาท่องโก๋มาอยู่กัน ซึ่งก็แปลกนะ เราประกาศนานาสังวาสก็ประกาศบอกว่ามาสร้างร้านปาท่องโก๋ร้านเล็กๆ ท่านเป็นบริษัทใหญ่ทอดปาท่องโก๋ ทำเป็นบริษัทแข็งแรงอยู่รอด เราขอมาทำร้านเล็กๆข้างทาง ทอดปาท่องโก๋ขายไป ถ้าประชาชนเขานิยมสูตรที่เราทอดนี้ เขาก็มาอุดหนุนเรา เราก็ไปได้ ร้านเราอยู่ได้ อาตมาพูดอย่างนี้เลยตอนหน้าพระสัง ฆาธิการ 180 รูป 

ของท่านอาจารย์มาว่าเป็นสูตรที่ผิดจากพระพุทธเจ้า คนกินแล้วท้องอืดท้องเฟ้อ อย่างนี้ทำลายมนุษยชาติให้เจ็บป่วย ก็จึงเอาสูตรแท้ๆของพระพุทธเจ้ามาทอด ขายอยู่ข้างทางตรงนี้ขอแยกมาอยู่ตรงนี้ แยกนานาสังวาส เขาก็ไม่ให้แยก เขาก็ทำผิดพระธรรมวินัย 

สู่แดนธรรม… พ่อท่านใช้อุปมาปาท่องโก๋เลยนะครับ 

พ่อครูว่า… ก็ปาท่องโก๋จริงๆ ซึ่งดูแล้วก็แปลกดีเหมือนกันนะ ทำไมถึงออกมาอย่างนี้ได้ก็ไม่รู้เป็นอย่างนั้นจริง 

คือสัจจะอย่างนี้ อาตมาเกิดมาทำงานนี้จนกระทั่ง 50 กว่าปี อาตมาก็ไม่ได้คิดตัวเองว่า ชาตินี้นะ เราต้องเป็นเรา เราต้องมาทำงานนี้ ต้องเป็นเราจริงๆ ชัดเจนในตัวเอง ว่า ตัวเองเป็นใคร ตัวเองมาทำงานอะไร งานนี้เป็นอย่างไร แล้วทำได้ไหม ทำมีผลสำเร็จไหม 

อาตมาก็ตรวจสอบดูแล้ว ทำได้แฮะ มีผลสำเร็จจริงอยู่ ก็พอสมควรจะทำได้ขนาดนี้ ก็ยังพอทำให้คนเกิดมาเป็น โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ได้อยู่ แต่คนข้างนอกเขาไม่เชื่อ วงนอก ที่เขาเองเข้าใจผิดไป อย่างไรเขาก็ปิดประตูที่จะรู้ เขาก็จะไม่มี ปรโตโฆษะอีก เขาจะไม่มีสัมมาทิฏฐิที่จะเริ่มแม้แต่ ปรโตโฆษะ 

จะมีบ้างผู้ที่มีอคติและแสวงหาสัจธรรมจริงจะมีอยู่บ้าง ก็จะฟังอาตมาอยู่บ้าง แม้เขาจะตกก็เป็นชาวเถรสมาคม ได้รับตำแหน่งยศศักดิ์อะไรต่อไปทีเดียว ก็ขึ้นหลังเสือแล้วนี่ ก็อยู่บนหลังเสือนี่แหละ ค่อยๆเก็บตกเก็บหล่นเอา จากโพธิรักษ์มีอยู่บ้าง มีจริงๆ ก็อนุโมทนาสาธุๆก็เก็บไปเถอะก็เห็นใจ 

บางคนก็อายุมากแล้วจะทำลายเพราะขี่หลังเสือแล้ว ลงจากหลังเสือเดี๋ยวเสือขบเอา คือ ความละอายของตัวเอง ตนเองไม่อยากเปิดเผยแสดงออก ก็เลยผสมผเสไป อย่างไรก็อยู่กับหมู่ใหญ่ เหมือนกับสัญชัยเวลัฏฐบุตร ขออยู่กับหมู่ใหญ่ที่เป็นคนโง่ ส่วนบุคคลฉลาดโลกุตระนั้นเป็นคนส่วนน้อย คนส่วนใหญ่เป็นคนที่อยู่กับโลกียะเป็นธรรมดา เขาก็ต้องจมอยู่กับทางโน้นไป 

อาตมาทำงานมาจนกระทั่ง 50 ปีนี้แล้วระลึกที่พูดไป ระลึกสิ่งที่ระลึกได้ต่างๆ มันจะเป็นอจินไตย ที่ยาก ที่คนจะเข้าใจ แม้แต่อาตมายังไม่ถึงขั้นพุทธวิสัย แต่ฌานวิสัย ของอาตมามีมากพอ

คำว่า ฌาน คำเดียวนี้ยาก ที่ชาวเถรสมาคม จะเข้าใจได้ เพราะฌาน ไม่ได้หมายความว่าไปนั่งหลับตาเลยของพระพุทธเจ้า ฌาน ไม่ได้ไปนั่งหลับตาเลย 

ฌาน คือพลังงานที่เป็นปัญญา ที่รู้จักกิเลสที่แฝงอยู่ในจิตเจตสิกต่างๆ ฌาน มีปัญญา รู้จักกิเลสที่แฝงอยู่ในจิตเจตสิกต่างๆ แล้ว รู้วิธีทำให้กิเลสนี้ลดละ จางคลาย ดับลงไปได้ 

นี่คือ ประสิทธิภาพ ของ ฌาน หรือ ปัญญา ของพระพุทธเจ้า 

ฌาน นี้คือปัญญา ฌาน อยู่ที่ไหน ปัญญา อยู่ที่นั่น ปัญญา อยู่ที่ไหน ฌาน อยู่ที่นั่น พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ชัดเจน 

นัตถิ  ฌานัง  อปัญญัสสะ     ปัญญา  นัตถิ  อฌายโต 

ยัมหิ  ฌานัญจะ  ปัญญา  จ   ส  เว  นิพพานสันติเก 

ฌานย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีปัญญา   ปัญญาย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีฌาน

ฌานและปัญญามีอยู่ในผู้ใด  ผู้นั้นแล อยู่ในที่ใกล้นิพพาน

(พตปฎ. เล่ม ๒๕   ข้อ ๓๕)

คำว่าปัญญาเป็นความฉลาดโลกุตระไม่ใช่เฉโก เฉโก ก็เป็นความฉลาดแต่เป็นความฉลาดแบบโลกีย์ ส่วนปัญญาเป็นความฉลาดแบบโลกุตระ

เพราะฉะนั้นเอาปัญญาไปเรียกความฉลาดทั่วไปทั้งหมด ทำให้คำว่า ปัญญาของพระพุทธเจ้าเสียหายหมด เละเทะหมดเลย ซึ่งมันไม่ใช่ ปัญญา หมายถึงโลกุตระธรรมหมายถึงจิตที่ฉลาดรู้จักโลกุตระแล้วปฏิบัติโลกุตระ 

ปัญญา 8 ของพระพุทธเจ้า อาตมากำลังเขียนขยายความไปได้ 800 หน้าแล้ว 

เป็นเรื่องยิ่งใหญ่กว้างขวางลึกซึ้งมาก สุดยอด แต่ทุกวันนี้มันกลายเป็นถูกทำลายให้ตื้น แคบ ให้เละเทะไปหมดแล้ว

พูดกันแล้วก็เหมือนยกย่องตนเอง คนอื่นโง่ไปหมดเลย ก็ต้องขออภัยจริงๆ สาธุ ไม่รู้จะทำอย่างไร 

สมณะเดินดิน… สรุปจบ