641227 รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 22 ยุคนี้สมาธิชาวอโศกเกิดจากจรณะ 15 วิชชา 8 

ดาวโหลดเอกสารที่                                                                                                         

https://docs.google.com/document/d/19vT5TwEoFJ12Xp-x1TQF-8-tLFRlnH5fMmSg269lCFo/edit?usp=sharing  

ดาวน์โหลดเสียงที่   https://drive.google.com/file/d/1PXQdhqq7SNdbIAd0NY1smFJEbrz27RUn/view?usp=sharing 

     

และดูวิดีโอได้ที่    https://youtu.be/-uM-v2Y65Fo

และ https://fb.watch/a9rF9GHHEK/

สู่แดนธรรม…วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ 27 ธันวาคม 2564 ที่บวรราชธานีอโศก 

พ่อครูว่า… ประกาศ

ขอเชิญท่านผู้สนใจ เข้าร่วม ค่ายอุโบสถศีลชาวอโศก ออนไลน์ ครั้งที่ 2 

“เริ่มปีใหม่ สร้างอาหารใจให้พ้นทุกข์​” วันที่ศุกร์ที่  14   – อาทิตย์ที่  16  มกราคม  2565

ยุคโควิดปิดหมู่บ้านชาวอโศก ท่านไม่สามารถมาวัดได้ เราจึงยกวัดไปไว้ที่บ้านคุณแทน

ท่านสามารถเข้าร่วมค่ายโดยรับใบสมัครและรับลิงค์* zoom เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมค่ายออนไลน์โดย คลิกลิงค์ https://line.me/ti/g2/gYgCAqEyNRBJnGrcpJ9zlJT0YgXBfH4AvHbQ5g?utm_source=invitation&utm_medium=link_copy&utm_campaign=default   เพื่อเข้าร่วมห้องไลน์ Open chat ค่ายออนไลน์ชาวอโศก จากนั้นท่านจะได้รับ ลิงค์เข้า. Zoom และหากท่านใช้ Zoom ไม่เป็น สามารถแชทกับแอดมิน เพื่อให้สอนการใช้ Zoom แก่ท่านได้

ที่พูดลิงค์อะไรนี่อาตมาทำไม่เป็นสักอย่าง อาตมาคนโบราณ นวทัศน์ มีนามแฝงที่อาตมาใช้คำว่าโบราณนำหน้า 3 นามแฝง คือ 

นามปากกา โบราณ สนิมรัก ,โบราณ นวทัศน์ ,โบราณ ใหม่เสมอ 

อาตมามีนามแฝงเยอะ จำไม่หวาดไม่ไหว งานเขียนของอาตมาเลยไม่เป็นหมวดหมู่ ไม่เหมือนคนใช้นามแฝงเดียว 

SMS วันที่ 24-26 ธ.ค. 2564

วสวัตตีโก กับ อภิภู ต่างกันอย่างไร

_จาก..ลูกหนอนใต้ต้นโพธิ์ : กราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพค่ะ

จากการฟังธรรมพ่อครูและอ่านหนังสือเปิดยุคบุญนิยมเล่ม ๓ มีเรื่องเรียนถามค่ะว่า

วสวัตตีโก  ผู้ยังจิตตนให้เป็นไปในอำนาจได้ กับ อภิภู ผู้มีอำนาจเหนือ มีนัยยะ แตกต่างกันอย่างไรคะ กราบขอบพระคุณพ่อครูด้วยความเคารพสุดเศียรเกล้าค่ะ

พ่อครูว่า… วสวัตตีโก คือ ผู้สามารถฝึกจิตของตัวเองให้มีอำนาจ ยังจิตของตัวเองให้เป็นไปอย่างไรได้ อย่างเก่งอย่างมีอำนาจเพียงพอ อยากให้เกิดก็ได้อยากให้ตายก็ได้ แล้วก็รู้รายละเอียดของการเกิดการตายที่สำคัญ กิเลสตายแล้ว แต่เราก็ปรุงแต่งกับกิเลสได้บ้าง ไปกับกิเลส แต่ตนเองก็ไม่ติดกิเลสนั้น ปรุงแต่งไป เช่น แม่เล่นหม้อข้าวหม้อแกง สนุกสนานไปกับลูก ลูกก็มีแม่เป็นเพื่อนเล่นไป แต่ตนเองก็ไม่ได้ติดยึดอะไรกับการเล่นนั้น ทำทีไป เราเคยรู้เคยเล่นมา 

หรือแม่ครัว ปรุงแต่งอาหาร ปรุงอาหารให้คนกินแบบนั้นแบบนี้ได้ แต่ตนเองไม่ได้ติดอาหารนั้น อาหารนั้นไม่ได้ชอบเลย เขาก็มากินตามชอบ แต่เราปรุงให้คนอื่นได้สารพัดเก่ง

ส่วนอภิภูนั้น เป็นผู้ทั้งมีอำนาจเหนือสิ่งต่างๆที่โลกเขามีอยู่ด้วย แล้วรู้รายละเอียด เป็นนักศึกษาเป็นนักประพฤติปฏิบัติ เป็นนักรู้ที่เป็นเลือดโพธิสัตว์แท้ 

วสวัตตีโก คล้ายๆกับเป็นแค่อรหันต์ ส่วนอภิภู เป็นระดับโพธิสัตว์ ศึกษาต่อเรียนรู้ผู้ช่วยคนอื่นให้ได้มากขึ้นเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นมากขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างนี้เป็นต้น ก็ต่างกันบ้าง 

สรุปง่ายๆก็คล้ายๆกับ วสวัตตีโก เป็น static อภิภู เป็น Dynamic อย่างนี้เป็นต้น

ถ้าจะเทียบ วสวัตตีโก เหมือน Proper noun อภิภู เป็น Common noun 

สู่แดนธรรม… แม้แต่คนมีศีล 5 ก็ ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ ถ้าปรับจิตไม่ได้จิตก็ดื้อ คือจิตไม่มีอำนาจ วสวัตตีโก ผู้ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ 

_สติพล จนพัฒนา : **มีคนฝากถามพ่อครูให้อธิบายคำว่า ลดคนลดหนี้ และ

เพิ่มคนเพิ่มหนี้ ทั้งในแง่บวกและลบครับ?.

พ่อครูว่า…ถ้ายิ่งไม่มีความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ก็ยังมีหนี้มากขึ้น คือ เอาแค่ภาษามาคิดแต่เรื่องความเป็นจริงที่เป็นอยู่ไม่ค่อยเป็นจริง ดูเหมือนเป็นวาทกรรมที่ดูเหมือนเท่ๆเฉยๆ มันก็คิดได้สารพัดเป็นโลกจินตา เดี๋ยวนี้มีเยอะ แล้วคนก็เมาสิ่งเหล่านี้ไป ทั้งนั้นแหละ 

อาตมาว่าภาษาที่ปรุงแต่งมาว่ากันไป ต่างคนต่างเข้าใจกันไป (พ่อครูไอตัดออกด้วย) 

สู่แดนธรรม… โดยเฉพาะสังคมออนไลน์คนก็เชื่อถือกัน 

พ่อครูว่า… นึกถึงสักคำหนึ่ง มันกลายเป็น นักสู่รู้ เป็นคนสู่รู้ ทำเป็นคนอวดรู้ รู้ดี อวดรู้เยอะ มีเยอะ ฉะนั้นมันถึงเละเทะ มีอะไรอะไรออกมาคนแสดงความสู่รู้ จริงๆมันเป็นไปไม่ได้มีเยอะแต่สู่รู้ออกมาเท่านั้น ดูเท่ๆ ดูประหลาดมหัศจรรย์เท่านั้น 

ลักษณะของจิตที่เป็นสมาธิพุทธแท้ ไม่มีสาเฐยจิต

_พรทิพย์ มุ่งกลัด : สมาธิของพุทธมีทั้ง static ซึ่งหมายถึงความมั่นคงได้แก่ ฐิเต (ตั่งมั่น) อาเนญชัปปัตเต (ไม่หวั่นไหว) และ dynamic ซึ่งหมายถึง ความมั่งคั่ง ได้แก่ มุทุภูเต (แววไว ดัดง่าย) กัมมนิเย (เหมาะควรแก่การงาน) ใช่มั้ยคะ

พ่อครูว่า…ใช่ ที่จริงแล้วคำว่า มุทุภูเต รวมทั้ง Static และ Dynamic ถ้าจะ เอาพวกนี้มารวมความหมายเช่นว่า static หมายถึงความมั่งคั่งมั่นคง ฐีเต อเนญชัปปัตเต ก็ได้ เป็นลักษณะ Static 

ถ้าเป็น Dynamic ก็มีลักษณะของ กัมมนิเย อีกคำคือ ปภัสสเร , ปภัสสรา 

มุทุภูเต เป็นคำกลางๆ 

ลักษณะ 9 ของ ฌานที่เป็นสมาธิพุทธแท้ มีดังนี้

  1. สมาหิเต (จิตเต จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ)

  2. ปริสุทเธ (จิตบริสุทธิ์ สุกสกาว ไม่มีอะไรที่จะแอบแฝง) 

  3. ปริโยทาเต (ผ่องแผ้ว อย่างแข็งแรงอยู่กับผัสสะ) 

  4. อณังคเณ (ไม่มีกิเลสเครื่องเศร้าหมอง) 

  5. วิคตูปักกิเลเส (ปราศจากแม้แต่อุปกิเลส )

  6. มุทุภูเต (แววไวด้วยจิตหัวอ่อนดัดง่ายแก้ไขไว )

  7. กัมมนิเย (ควรแก่การงานอันไม่มีโทษ ไม่มีกิเลส)

  8. ฐีเต (จิตถึงความตั้งมั่น )

  9. อเนญชัปปัตเต (จิตตั้งมั่นไม่หวั่นไหว )

จากพระไตรปิฎก เล่ม 9 ข้อ 131 

พ่อครูว่า…สมาธิของพระพุทธเจ้า คือจิตที่สามารถกำจัดกิเลสได้อย่างดีกิเลส หยาบ กลาง ละเอียด ตายเกลี้ยง แล้วจิตที่เหลือ ถึงเป็นจิตใสสะอาดปราศจากกิเลส ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ทำการงานได้อย่างเก่ง อย่างควรอย่างแคล่วคล่องว่องไว อย่างได้ผลไม่มีบกพร่องอย่างดี และจิตนั้นก็ยังคงสภาพอยู่อย่างใสสะอาดผุดผ่อง ประภัสรา เป็นคุณลักษณะ 5 ของจิตที่เก่ง เป็นอุเบกขา 5 ประการ 

มันเป็นคุณลักษณะพิเศษที่ยิ่งใหญ่ ผู้ที่มีแล้วจะภาคภูมิใจ อย่างอาตมา ทำสิ่งเหล่านี้ได้แล้วมันสุดยอด อาตมาพูดไปว่าอาตมามีคุณลักษณะอุเบกขา 5 มีในตัวเอง คนก็หาว่าอาตมาอวดอ้าง 

ที่จริงมันเป็นการแสดงออกให้รู้ความจริงเท่านั้น ไม่ได้มีจิต สาเฐยจิต อยากโอ้อวดอยากโชว์ มันไม่มีลักษณะเหล่านี้ในจิตอาตมา แต่จิตของเขาไม่เหมือนอาตมาเขายังมีจิตอยากอวดอยากโชว์ รู้สึกเท่ ต่างๆนานา แต่ลักษณะจิตอย่างนั้นอาตมาไม่มี มันไม่มีอำนาจให้เราอยากอวดโอ่ อยากพูดออกไป เพราะไอ้ตัวนี้เป็นตัวกระตุ้นให้อยากพูดอยากอวด 

แต่นี่ไม่ อาตมาพูดความจริงเมื่อเวลาเหมาะสมควร ที่ควรจะบอกควรจะพูดก็พูดไปให้คนอื่นเขารู้ว่า มันเป็นไปได้นะ มันดีนะมันยากนะ จิตบริสุทธิ์อย่างนี้ดีนะ บริสุทธิ์มากยิ่งขึ้นไปได้อีกเรื่อย ปริโยทาตา รวมลงเป็นจิต มุทุภูตธาตุ จิต มีความสามารถสั่งสมไว้ในตนเองแล้วเอาออกมาทำการงาน กัมมนิเย กัมมัญญา ทำได้อย่างมีคุณภาพประเสริฐเลย แต่จิตก็ยังทรงสภาพเป็นจิตมหัศจรรย์ไม่บกพร่อง เหมือนกับ ความมหัศจรรย์ 8 อย่าง ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ปหาราทสูตร ซึ่งยิ่งใหญ่มากในมนุษยชาติ 

อย่างชาวอโศกเรานี้มีความยิ่งใหญ่ แต่คนก็ไม่รู้ว่ายิ่งใหญ่ เพราะเรายิ่งเล็ก คนที่ยิ่งเล็กนี้ยิ่งใหญ่ เหมือนพูดเล่นลิ้นแต่ไม่ใช่ มันเป็นสภาวะธรรมที่วิเศษจริงยิ่งใหญ่มี 2 ใน 1 มี 1 ใน 2 ยิ่งใหญ่ 

สู่แดนธรรม… เราอยู่ในรายการ ตะลุ่ม ตุ้มม้ง 

พ่อครูว่า… อยู่ทางลุ่มคืออยู่ทางล่าง กระจายเสียงให้ชาวบ้านชาวช่องเขารู้นะ มีสัญญาอย่างไรได้ยินเสียงนี้แล้วให้มาทำอย่างนั้นอย่างนี้ เอ้า มาวัดมาวาได้แล้วเสียงตะลุ่มตุ้มม้ง มาวัด ก็มีสัญญาณให้รู้ว่า มาฟังธรรมได้แล้ว หรือบางทีก็บอก ตะลุ่มตุ้มม้งก็เป็นสัญญาณให้เอาข้าวมาให้กินได้แล้วนะ เป็นต้น

สู่แดนธรรม…พ่อท่านมีจิตแค่ยืนยัน  พ่อท่านมีจิตที่ไม่อยากอวดโอ่ คือความจริงใจของพ่อท่าน แต่เราอยู่ในประเทศที่เขาคิดในชั้นเดียวว่า ถ้าจิตไม่ต้องการอวด ปากก็จะไม่พูด 

พ่อครูว่า… ก็ต้องทำด้วย พูดที่ไม่อยาก เราพูดนี่ด้วยไม่อยาก แต่เห็นควรว่ามีประโยชน์คุณค่า ต้องใช้ความอุตสาหะวิริยะ มันเป็นคุณค่ามีประโยชน์ พูดไปแล้วยิ่งคุยโต คุยเขื่องให้ตนเองอีก แต่เพื่อผู้อื่นไม่ได้เพื่อตัวเอง 

ถ้าเรามีการอวดเพื่อตัวเอง อวดแล้วสบาย ได้ชื่นใจตัวเอง เป็นการบำรุงกิเลส แต่เราไม่มีกิเลสนี้แล้ว เราพยายาม บางทีก็เหนื่อย มันยังอะไรก็แล้วแต่เถอะ เราก็พยายามทำไปเพื่อประโยชน์ผู้อื่น บางทีเหนื่อยบางทีอยากจะพักแล้ว บางทีก็ยากแสนยาก แต่เห็นคนอื่นเขาก็อยู่ในห้วงแห่งทุกข์ ที่ควรจะช่วยเราก็พยายามช่วยเขาเท่าที่เราจะสามารถก็ช่วยกันไป ดีไม่ดี ถ้าไม่ประมาณตน 

เหมือนกับลงไปช่วยคนตกน้ำ ไม่ประมาณตนก็ตายกันไปทั้งคู่เลย เพราะฉะนั้นก็ต้องประมาณตนให้ดีๆ ไม่เสียประโยชน์ ไม่ใช่ว่าตัวเองไม่อยากตาย   แต่ไม่ควรเสียประโยชน์ เราเป็นคนช่วยคนนะ ยิ่งเราเป็นคนช่วยคนไม่ได้ต้องการอะไรตอบแทนในการช่วยนั่นแหละ ยิ่งวิเศษ ยังไม่ควรตายง่ายๆหรอกคนคนนี้ เพราะมีจิตเป็นสาธารณะมีจิตเพื่อผู้อื่น ไม่ใช่จิตเห็นแก่ตัว บำเรอจิตตนเอง เอาแต่ใจ ทำอะไรก็เพื่อตัวเองมา โดยปัญญา มีปฏิภาณรู้ว่าเราไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง อย่างนี้เป็นต้น 

_แก่นนวน มาลัยขวัญ : น้อมกราบนมัสการพ่อครูมาด้วยความเคารพยิ่งเจ้าคะ 

ลูกๆที่แก่นอโศก. ร่วมฟังธรรมจากพ่อครู. และท่านสมณะ. ท่านสิกขมาตุเป็นนิจ จิตใจมั่นคงในวัตรปฏิบัติตามแนวทางชาวอโศก.เช่น ทำ 8 อ.โดยมีเป้าหมายอีก12ปี เพื่อบูชาพ่อครูให้อายุ 100 ปี. สร้างอาหารไร้สารพิษตามกำลังที่มี

พ่อครูว่า…ทำเป็นขั้นตอนไป ถ้าถึงเวลานั้นก็ค่อยรู้ว่าจะต่อดีไหม ตอนที่ถึง 90 แล้วก็จะดูว่าสมควรจะไปต่อได้หรือไม่ ก็ไปเรื่อยๆจนถึง 96 ก็จะดูว่า เออ ไปได้ก็ดีนะ ดีขึ้นด้วย รู้สึกว่าจะหนุ่มและแข็งแรงขึ้นกว่าเก่า ถ้าอย่างนั้นก็ยิ่งสบายเลย ก็ต่อเลย ไปให้ถึง 100 

เมื่อถึง 100 แล้วยิ่งแข็งแรงfresh upยิ่งมากยิ่งขึ้น ก็ไปให้ถึง 108 จาก 108 แล้วจะไปต่ออีก 120 ไปถึง 120 แล้วยังไปได้อีกนะ ก็ไปให้ถึง 133 เอาไว้แค่นี้ก่อน ยังไม่คิดต่อ 

133 ก็อีก 45 ปี โอ้โห ไม่น้อยนะ 

คำตำหนิเรื่องของประดับหน้าเวที 

_เดชา อำพร : หน้าเวทีนั้นสื่อถึงศีล 8 จำนวน 2 ข้อคือข้อ 7 และข้อ 8 ไม่รู้ว่าสรรหาอะไรมาตบแต่งหน้าเวที (ศีลข้อ7ประดับประดาตบแต่งนั่นนี่นู่นสารพัด) ประกอบกับศีลข้อ 8 (อุจจาสยนมหาสยนา) ทำให้ดูยิ่งใหญ่เอิกเกริก ชื่อว่าติดในความอยากใหญ่,อยากมีเกียรติ,ต้องการได้รับคำชมว่าเก่งนะ อะไรประมาณนี้ 

รู้สึกคนจัดหน้าเวทีจะว่างมาก(ไม่มีอะไรจะทำหรือยังไง?) 

ไปช่วยถอนหญ้าออกจากแปลงผักจะดีกว่ามั้ง.. แสดงว่าลูกศิษย์อโศกไม่หมดเชื้อกามและเชื้ออัตตาอยากโดดเด่น, อยากโด่งดังกันง่าย ๆ หรอก

พ่อครูว่า…คุณผู้ที่ตำหนิมานี้ก็ดีขอบคุณ สิ่งที่มันจะมีเอียงไปข้างไหนก็แล้วแต่ อย่างที่คุณเดชาพูดมา เป็นได้ มากหรือน้อย เราก็ดู โต๊ะหรือว่าเวทีกว้างขนาดนี้เราก็แต่งเต็มที่เหมือนกันนะ แต่มีนัยยะซ้อน 

สิ่งที่ตกแต่งในที่นี้ เราไม่ได้ไปจ่ายเงินจ่ายทองมา เป็นของพวกเราทั้งนั้น ทำเองปลูกเองสร้างเอง เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาแต่ละวันๆ แล้วก็ขยันทำ มันแสดงถึงความเอาใจใส่ แสดงถึงความขยันพากเพียรในการทำ ไม่ได้ไม่จ่ายแรงงาน ไม่ได้จ่ายความเหน็ดเหนื่อย แต่ต้องจ่ายแรงงานจ่ายความเหน็ดเหนื่อย คุณเอาแต่นั่งตำหนิๆๆ ก็ดี ตำหนิจนตาย ตายแล้วเกิดมาก็ต้องติต่อ ถ้าติแล้วจะได้ดีก็เป็นไป แต่ก็เขาก็มีมาก็แก้ไขปรับปรุงบ้าง ก็ยังเห็นว่าไม่เกินอะไรไป ไม่เห็นจะต้องไปจ่ายเงินจ่ายทอง ของที่นี่ทั้งนั้นเท่าที่มี มันก็หลากหลายดี โดยที่เราไม่ได้เปลืองผลาญอะไรมาก มันก็มีอยู่ หลายอย่างไม่ได้เป็นประโยชน์อะไรแต่ก็มาทำไป 

อย่างเช่นอันนี้ ลูกตาว หรือลูกเต่าร้าง เอามาตกแต่ง คนก็เตือนบอกว่ามันคันนะ ก็จริง แต่มันไม่ร้ายแรงเหมือนโควิดหรอกอยู่ระยะห่างตั้งเมตรกว่าไม่เป็นไร มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก ลูกเต่ารั้ง เอามาตกแต่งก็ใช้ประโยชน์ได้อย่างนี้เป็นต้น หลายๆอย่างนี่ บางทีก็ไม่มีอะไร ดอกกุหลาบที่จริงก็กินได้ แต่คนไม่นิยมกินกันเท่าไหร่ ก็เหี่ยวทิ้ง ออกดอกมาก็เอามาทำประโยชน์ตกแต่ง ดอกอัญชันกินได้ก็กินบ้างก็เหลือเฟือ ดอกอะไรต่างๆนานา หรือใบอะไรต่างๆนานา ก็ของเราสร้างเองเราอุดมสมบูรณ์ แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของบ้านนี้เมืองนี้ 

มาตรงนี้ มาเข้าเรื่องสำคัญ 

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ 

สู่แดนธรรม… 

จิตอยากอวดหรือเพียงแสดงความจริง 

พ่อครูว่า… มันต้องดู ความจริงในจิตของเราอย่างที่อาตมาพูดไปแล้วจิตไม่มี สาเฐยจิต คือจิตอยากอวดอ้างอวดโอ่ อาการของจิตอยากอวดมันเป็นอาการอย่างไร เราต้องอ่านอาการนั้นของจิตของเราให้เห็น 

เราไม่มี อาตมาไม่มี พูดถึงหลายทีพูดถึงบ่อยอยู่นะ ว่าจิตอาตมาไม่ได้มีจิตอยากอวดอยากโอ่เลย มันน่าอวดไหมน่าอวดสิ คำว่าของดีๆมันน่าเอามาแสดงเอามาโชว์ มันของดี 

แต่อยาก มันมีลักษณะอยาก ต้องการโชว์ เพื่อบำเรออารมณ์ตนเอง ต้องการโชว์เพื่อบำเรออารมณ์ตัวเอง ต้องอย่างนี้นะ ถ้าต้องการโชว์ แต่โชว์โดยไม่มีจิตอีกตัวหนึ่งคืออยากบำเรออารมณ์ตนเอง จิตสะอาดแล้ว ถ้ามีจิตอยาก บำเรอตนเอง อย่าง หยาบ กลาง ละเอียด ก็เท่านั้นแหละเป็นตัวที่ยังมีอุปกิเลส ยังมีตัวกิเลสที่เหลือ ก็ต้องให้ศึกษาอาการนั้นจริงๆซึ่งมันไม่ง่าย แต่มันเป็นจริง 

ศึกษาแล้วจะได้ความจริง ถ้ามัวแต่กังวลว่า โชว์แล้วเขาก็ว่าอยากอวด อันนี้ ต้องไปอ่านรายละเอียดใน โลหิจจสูตร คนที่บรรลุแล้วมีจิตอยากอวดแต่พระพุทธเจ้าบอกว่าไม่ใช่แต่มันควรเป็นประโยชน์ เพื่อที่จะให้มนุษย์ได้รับสิ่งดีอันนี้ โดยไม่มีอะไรอยาก 

พระพุทธเจ้าถึงสรุปอีกทีหนึ่งว่า ผู้ใดที่คิด มีแต่เพ่งโทษเพ่งร้ายว่า ถ้าผู้บรรลุแล้ว แสดงธรรมต่อ ผู้ที่ได้อันนี้แล้ว แล้วจะเอาสิ่งที่ได้ของตัวเองกระจายออกไป แจกให้ผู้อื่นต่อ ผู้นั้นต้องอยาก ผู้นั้นต้องแสดงความอยากเห็นอีก คุณได้แล้วก็จบสิ อย่าไปแสดงบอกกับผู้อื่น ถ้ายังแสดงบอกกับผู้อื่นอีก แสดงว่า มีความอยาก 

พระพุทธเจ้าก็ตีหัวเข้าบ้าน ผู้ใดที่คิดอย่างนี้เพ่งโทษอย่างนี้มีคติ 2 อย่าง เป็นสัตว์นรกหรือเป็นสัตว์เดรัจฉาน พระพุทธเจ้าสรุปเลย ละเอียดลออมากเรื่องนี้ ไปอ่านดีๆในโลหิจจสูตร

โลหิจจพราหมณ์ มีทิฏฐิลามก ว่า “ผู้บรรลุแล้วไม่พึงบอกแก่ผู้อื่น  เพราะคนอื่นจะทำอะไรแก่อีกคนหนึ่งได้ การบอกแก่คนอื่นจัดว่าเป็นความโลภที่เป็นบาป  เปรียบเหมือนคนตัดเครื่องพันธนาการเก่าออกแล้ว   กลับทำเครื่องพันธนาการใหม่… ฯลฯ ”  . 

พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิ  ย่อมมีคติ ๒ คือ นรกหรือกำเนิดเดียรัจฉาน  อย่างใดอย่างหนึ่ง (พตปฎ. เล่ม ๙  ข้อ ๓๕๘) 

จบเลยสุดยอด อย่างอาตมาบอกบ่อยๆว่า อาตมาไม่ได้มีใจอยากอวดโอ่อะไร เอาปัจจุบันก็ได้เมื่อกี้นี้ อาตมาอยากจะพัก อยากจะนอนต่อ คนก็เห็นก็บอกว่าไม่ต้องไปต่อหรอกให้นอนเถอะไม่ต้องไปแสดงธรรม ให้รีรันก็ได้ แต่อาตมาก็ว่า มันก็ไม่ได้ไปถึงขนาดนั้น ไม่มีกำลังไปก็ฝืน เดี๋ยวก็จะตายกลางเวที มันก็ไม่ใช่ไม่ถึงอย่างนั้น มันทำได้อยู่ ทำได้

ก็มา มาแสดงธรรม ก็ทำไปเรื่อยๆ โดยที่จิตไม่ได้อยาก สรุปจบ จิตไม่ได้อยาก แต่ทำเพราะเห็นควร มีเวลา มีโอกาส มีสิ่งที่พร้อม คนอื่นเขาพร้อม คนอื่นก็รอรับ มีคนรอรับอยู่บ้าง แม้จะไม่มีแฟนเท่ากับ พส. เป็นล้านวิว 

อาตมาก็ว่าอาตมาไม่ได้สงสัย ไม่ได้น้อยอกน้อยใจ ไม่ได้เสียใจเลย เราว่าก็มีคนดูน้อย มีคนรับน้อย ก็ทำไป แม้จะถึงขั้นใครจะบอกว่า ดันถูลู่ถูกังไป มีคนดูสักกี่คนวะ 

มีคนดูมากกว่า 5 คนก็ทำเสมอ อาตมาว่า ถ้าต่ำกว่า 5 คนจะหยุด ถ้าไม่ต่ำกว่า 5 คนก็ทำ นี่ นั่งอยู่ข้างหน้านี่ คนเต็มใจ มากกว่า 5 คนแน่นอนว่าฟังอาตมา ที่ฟังทางบ้านก็มากกว่า 5 คน อาตมาก็ไม่ได้ยิ่งได้ใหญ่อะไรหรอก มากกว่า 5 คนก็คุ้มกับการลงทุนแล้ว อาตมาก็ไม่ได้ติดใจว่า อาตมายิ่งใหญ่ ของเรามีค่านะไม่คุ้มกับการลงทุน คนรับน้อยเกินไปไม่เอา ก็ไม่ได้หลงตัวหลงตนอย่างนั้นเลย ก็ทำตามที่ควร ที่เห็นว่าดี

แล้วอาตมารู้กาละด้วยว่า ควรจะทำอย่างอาตมา ก็ถามหาอยู่ว่าไก่ตัวพี่มีอีกไหม ก็มีบ้างไก่ตัวน้อง ก็ยังไม่มีใครจะแสดงตัวว่าเป็นไก่ตัวพี่กว่าอาตมาอีก จะได้มาช่วยๆอาตมาบ้าง แต่ไก่ตัวน้องก็แสดงตัวบ้างไม่แสดงตัวบ้าง ก็ช่วยกันไป เห็นว่า สิ่งนี้มันควรที่จะทำอยู่ในโลก 

บางคนนึกว่าตัวเองเป็นไก่ตัวเก่ง แต่ที่จริงเป็น มันไม่ใช่ไก่แต่ปลอมตัวเป็นไก่ แต่ที่จริงไม่ใช่ มันมาทำลายด้วย ปลอมตัวเข้ามาเหมือนงู ปลอมตัวมาบวชเป็นนาค เป็นลักษณะนั้นอยู่ก็มี ก็ใช้ไม่ได้ แต่ว่า มันห้ามไม่ได้หรอกในโลก มันจะต้องมีอยู่ แม้แต่เรื่องงูเรื่องนาค เดี๋ยวจะเอามาอธิบายต่อ คุณว่ามีไหม ก็มีทั้งมี มีทั้งไม่มี 

นี่ก็เป็นลักษณะที่สมบูรณ์แบบเพราะในโลกนี้อาศัยสิ่งที่มีและไม่มี อันนี้เป็นภาษาพระพุทธเจ้าเลยในบันไดควรจะต้องไปช่วยกันมีคนช่วยกันไม่มีทำงานจนกว่าจะปรินิพพานเป็นปริโยสานยังไม่ตายพระไตรปิฎกเล่มที่ 6 ข้อ 43 สูงสุดเลย มีสิ่งมีกับสิ่งไม่มี แล้วคนที่รู้ว่าสิ่งที่มีและสิ่งไม่มีก็ไม่ติดใจในข้างไหน อันใดควรจะไปช่วยด้านมีก็มี อันใดควรจะช่วยด้านไม่มีก็ไปช่วยด้านไม่มี ก็ทำอย่างนั้นจนกว่าจะปรินิพพานเป็นปริโยสาน ยังไม่ตาย ทำกายแตก จนเลือกที่จะเวียนวนทำงานในวัฏสงสารอีก ก็ทำไปตามควรสิ่งที่ควร สิ่งที่ควรจบอยู่สิ่งที่ควร สิ่งที่ไม่ควรก็หยุด สิ่งที่ควรก็ทำก็จบตรงนั้น 

_จากโยมข้าวเม่า : โยมขอฟังความคิดเห็นเรื่องมุสลิมจากพ่อครู 

เนื่องจากเพื่อนในกลุ่มส่งมาให้อ่านเกือบทุกสัปดาห์  คลิปล่าสุดมีชื่อว่า 

“เปิดโปงเครือข่ายกบฏมุสลิม เปรม สี่เสา ?… ” 

จนโยมชักจะเชื่อแล้วถ้าในคลิปไม่เอ่ยถึง ทักษิณ ธรรมกาย 

(มีผู้หมายเหตุว่า น่าจะเป็น Fake News )

พ่อครูว่า… (โยมว่า.. มีลูกศิษย์ธรรมกายชื่อไอย์ ทำข่าวมา) คนนี้ได้ยินชื่อเสียงเป็นคนเสี้ยม ประหลาดๆ เป็นความสุขของเขาหรืออย่างไรก็ไม่รู้ สร้างบาปเวรสร้างความปั่นป่วนสร้างความไม่สงบให้แก่สังคมในยุคนี้ คนเรามันก็เป็นไปได้สารพัดที่ตนเองจะรู้สึกมันเขี้ยวชอบใจ เห็นคนตีกันเห็นคนตกปลาฆ่าฟันกันเห็นคนไม่สงบนี่เป็นความสุขใจของเขา ก็เป็นได้คนแบบนี้ก็เป็นได้ ก็คงจะไปนรกอเวจีอะไรอีกนานคนพวกนี้ 

มันก็เป็นอย่างนี้แหละในสังคมมนุษยชาติ 

มีหนังสือเล่มหนึ่งที่เขาให้มา เรื่อง อุตริมนุสธรรมที่มีในตน ของคุณศุภวรรณ พิพัฒพรรณวงศ์ กรีน 

พ่อครูว่า… ภาษาคำนี้ อาตมาก็ตอบเลยว่าอาตมายังอวดอุตริมนุสธรรมที่มีในตน อาตมาเป็นคนอวดอยู่แต่ไม่มีจิตอยากอวด แต่พอสิ่งที่มี อาตมามีอุตริมนุสธรรมมีธรรมะที่เหนือมนุษย์ เนื้อโลก นี่พูดเป็นภาษาวิชาการนะเดี๋ยวจะฟังซ้อนเป็นอวดอีก 

ภาษาวิชาการ (พ่อครูไอตัดออกด้วย) 

สู่แดนธรรม…เรื่องนี้เขาถือกันว่าไม่ควรอวด อวดเมื่อไหร่ เขาถือว่าเป็นคนไม่มีของ แปลว่าเราจะมีของที่สะอาดบริสุทธิ์แต่พูดออกมาเมื่อไหร่ถือว่าไม่สะอาดบริสุทธิ์เมื่อนั้น 

(พ่อครูไอตัดออกด้วย) 

ยุคนี้สมาธิชาวอโศกเกิดจากจรณะ 15 วิชชา 8 

พ่อครูว่า… มีคนส่งมาให้อาตมายังไม่ได้อ่านเลย แต่ผู้ที่อยู่ใกล้เคียงอ่านแล้ว ก็ทำหมายเหตุไว้ ว่ามีพาดพิงถึงชาวอโศก 2-3 ที่ 

ก็เอาสิ่งที่พาดพิงมา 

หน้า 289 ….เคยรู้สึกกลัวชาวอโศก เราเคยรู้สึกกลัวชาวอโศกในสมัยที่เป็นนักศึกษา พอเข้าใกล้เพื่อนๆที่เป็นชาวอโศกแล้ว มีความรู้สึกว่าเราด้อยกว่าเขาเสมอ เราไม่สะอาดเท่าเขา เพราะเขาทานอาหารมังสวิรัติเก่งกว่าเรา เขาทานมื้อเดียวหรือสองมื้อได้ เรายังทำไม่ได้ 

เขากล้าคิดที่จะไม่ยุ่งกับเมถุน อีกต่อไป เราไม่กล้าคิดเช่นนั้น จึงพลอยทำให้รู้สึกว่าตนเองต่ำต้อย และไม่ดีเท่าชาวอโศกอยู่ร่ำไป 

ตอนนี้เราก็ยังไม่ได้ทานอาหารมังสวิรัติ ยังทานอาหาร 2 มื้อบ้าง 3 มื้อบ้าง ยังใช้ชีวิตคู่อยู่ แต่ไม่ได้รู้สึกต่ำต้อยอีกแล้ว เพราะมีความถูกต้องอยู่ในตัวเองแล้ว 

ความถูกต้องในระดับสูงสุดคือพระนิพพาน 

ถึงแม้ว่าเราได้มีคุณสมบัติเหล่านี้ ตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาแล้วก็ตาม แต่ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าความถูกต้องที่แท้จริงคืออะไร ความกล้าหาญนั้นจึงเจือปนไปด้วยความโง่เขลาอยู่บ้าง แต่ก็ยังทำด้วยเจตนาที่ดี เมื่อใจสามารถอิงกับความถูกต้องได้มากขึ้น การแสดงออกซึ่งความกล้าหาญทางจริยธรรมย่อมมีมากขึ้นเป็นเงาตามตัวเช่นกัน 

ความรู้อันเนื่องมากับความถูกต้อง อย่างสูงสุด ก็คือความรู้ในระดับพระนิพพานนั่นเอง 

(พ่อครูว่า… อาตมาก็เห็นด้วยว่า ความถูกต้องสูงสุดคือความรู้ในระดับพระนิพพาน)

พระนิพพานคือความถูกต้องอันสูงสุด ฉะนั้นเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ เป็นลำดับเหตุการณ์เด่น ๆ ที่ได้ประสบมาในชีวิต ซึ่งมีระดับความกล้าหาญในการแสดงออกถึงความถูกต้อง ที่แตกต่างกัน (พ่อครูว่า… คุณคนนี้ใช้คำว่าความถูกต้องที่แตกต่างกัน )

(พ่อครูว่า… ถ้าเอาแค่นี้อาตมาก็ตัดสินได้แล้วว่าคุณกำลังเล่นคารมแค่นั้นเอง เพราะความถูกต้องสูงสุดเป็นสัจจะมีหนึ่งเดียว นี่เป็นคำตรัส ของพระพุทธเจ้าด้วยและอาตมาก็เห็นจริงและเป็นจริงตามความถูกต้องสูงสุดมีหนึ่งเดียวไม่มีสอง ถ้ามี 2 ยังไม่ใช่ความถูกต้องสูงสุด แต่นี่ คุณบอกว่าความถูกต้องที่แตกต่างกัน มันก็ใช้โวหารว่า ความถูกต้องที่แตกต่างกันมันก็ได้ 

มันหมายถึงนานาสังวาส 

ก็ต่างคนต่างเห็นต่างกัน คุณก็อย่างหนึ่งเราก็อย่างหนึ่ง มันก็ต่างคนต่างไป มันไม่ได้เห็นว่าความถูกต้องเป็นอย่างเดียวกันแต่นี่มัน 2 อย่างคุณก็อย่างหนึ่งเราก็ยัง อยู่แค่นี้ก็ไม่ต้องถกเถียงกัน คุณเห็นอย่างหนึ่งก็ทำไปเราเห็นอีกอย่างนึงก็ทำไป นี่ก็เป็นนัยยะสำคัญที่พระพุทธเจ้าอธิบายไว้ อาตมาขยายอีกก็ได้ แต่มันเป็นการพักยกยังไม่จบสมบูรณ์ ถ้าจบสมบูรณ์ความถูกต้องต้องมีหนึ่งเดียวเหมือนกันหมดเลยเรียกว่านิพพาน 

คุณ คนนี้กำลังจะอธิบายนิพพาน แต่เขากำลังเล่นคารมให้คนหัวหมุนและสรุปว่า ความถูกต้องมีแตกต่างกัน ก็ได้ต่างคนต่างอยู่ แต่ต่างคนก็ต่างทำนะ อันนี้พระพุทธเจ้าก็สรุปว่า สรุปด้วยศัพท์คำว่านานาสังวาส คุณก็เห็นอย่างนึงเราก็เห็นอย่างนึง ก็ต่างคนต่างทำ ส่วนคนอื่นก็เลือกเอาเอง คุณฟังความทั้งสองฝ่าย คุณเห็นว่าฝ่ายไหนดี คุณก็เอาฝ่ายนั้น จบอีกเหมือนกัน ไม่ได้ไปบังคับ อิสระเสรีภาพ คุณเห็นฝ่ายไหนดีคุณก็เอาฝ่ายนั้น ก็จบอีก ก็จบต่างคนต่างเห็นที่ตัวเองชอบ สรุปแล้วก็คือไปที่ชอบที่ชอบเถอะ จบ

เมื่อถูกต้องที่แตกต่างกันจากน้อยไปหามาก ยิ่งมีความถูกต้องในตนเองมากขึ้นเท่าไหร่ (พ่อครูว่า… ใช้โวหารคำว่าถูกต้อง แต่ที่จริงมันยังไม่เป็นหนึ่งมันเป็นสอง) ความกล้าหาญที่จะแสดงออกถึงความถูกต้องนั้น ย่อมมีมากขึ้น ตามลำดับ (พ่อครูว่า… คุณคนนี้ก็สรุปอย่างโมเมไม่ใช่สรุปอย่างพระพุทธเจ้าสรุป ก็เป็นความสรุปของคุณศุภวรรณ ไม่ใช่ความสรุปของพระพุทธเจ้า หรือไม่สรุปอย่างอาตมา อาตมายัง เห็นแตกต่างกันกับคุณศุภวรรณ 

คุณศุภวรรณว่า ต้องตกลงกับผู้อ่านให้ดีก่อน เนื่องจากเรื่องต่างๆ ที่จะเล่าต่อไปนี้ ล้วนเป็นเรื่องที่กระทบถึงบุคคลที่ 3 ทั้งสิ้น เป็นเรื่องที่คนอยู่ในเหตุการณ์หรือพัวพันกับเหตุการณ์เท่านั้น จึงจะรู้ว่าใครเป็นใคร ถึงแม้จะไม่มีการระบุชื่อก็ตาม คนที่ถูกระบุชื่อ คือคนที่เป็นข่าวลงหนังสือพิมพ์ จนทุกคนก็รู้รู้กันอยู่ จึงไม่ได้เป็นปัญหา แม้จะเอ่ยชื่อก็ตาม 

การเขียนเรื่องราวต่อไปนี้ ขอให้รู้ว่าไม่ใช่ต้องการประจานใครทั้งสิ้น เป็นการแสดงออก ถึงความถูกต้องของตนเองที่มีต่อผู้อื่น เป็นการพูดไปตามเนื้อผ้าอย่างที่อธิบายแล้ว ซึ่งในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น การพูดหรือการกระทำ สิ่งที่กระทบกระทั่งซึ่งกันและกันย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นจริงในโลกสมมุติ สิ่งเหล่านี้ต้องเกิดบ้างกับคนทุกคนไม่มากก็น้อย นอกจากคนๆนั้นจะอยู่ป่าคนเดียว ไม่ยุ่งกับใครเลย ก็อีกเรื่องหนึ่ง

และสิ่งเหล่านี้ก็ได้เกิดกับเราแล้ว จนพาล ให้คนอื่นเกลียดเรา แม้อย่างนั้นก็ตามเรายังถนัดมองทุกคนและทุกอย่างเป็นอนิจจัง แม้คนที่เรามีปัญหาด้วยเหล่านี้ก็ย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาบางคนอาจจะดีขึ้นบางคนอาจจะเลวลง ก็แล้วแต่เหตุปัจจัยที่แต่ละคนได้สร้างของตนเอง คนเหล่านั้นบางคนเราก็ไม่เคยได้พบปะอีกเลยตั้งแต่เกิดเรื่อง จนไม่มีทางรู้ว่าเขาเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นหรือว่าเลวลง 

แต่ นี่คือสิ่งที่สำคัญที่ทำให้คนอ่านไม่ควรสรุปอะไรง่ายๆ ไม่ควรรีบด่วนตัดสินง่ายๆว่า คนนั้นดีหรือคนนั้นไม่ดี คนบางคนเหล่านั้น เช่น ชาววัด โดยเฉพาะพระสงฆ์องค์เจ้า ที่อ้างถึงเรื่องต่างๆต่อไปนี้ 

มาบัดนี้อาจจะได้บรรลุธรรมเป็นพระอริยเจ้าระดับหนึ่ง ระดับใดแล้วก็ได้ นี่เป็นสิ่งที่แม้แต่เราเองก็ไม่รู้ หากไม่ได้สัมผัสบุคคลนั้นด้วยตนเอง ฉะนั้นจึงใคร่ขอร้องให้ผู้อ่านต้องวางใจเป็นกลางให้มากที่สุด นอกจากไม่รีบด่วนตัดสินคนเหล่านั้นแล้ว ยังไม่จำเป็นต้องฟื้นฝอยหาตะเข็บ โดยพยายามอยากรู้ว่าคนนั้นคนนี้พูดถึงใครมาจากไหนอยู่ที่ไหน ซึ่งเป็นเรื่องที่ ปุถุชนเห็นเป็นเรื่องอร่อย จึงขอพูดเตือนไว้ก่อนว่าอย่าทำ ไม่จำเป็นเลย เพราะสิ่งที่พูดในสิ่งนี้ล้วนเป็นเรื่องของอดีตที่ผ่านมาแล้วทั้งสิ้น ไม่ได้เป็นจริงอีกแล้ว อย่าลืมว่าทุกคนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาโดยเฉพาะความคิดความรู้สึกนั้นเปลี่ยนเร็วมาก ฉะนั้นจะเอาเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตมาตัดสินสภาวะในปัจจุบันของเขาก็ไม่ได้ เพราะทุกคนย่อมทำสิ่งผิดพลาดได้เท่าเทียมกัน 

เมื่อเหตุการณ์ผ่านพ้นไปเขาอาจจะเรียนรู้จากความผิดพลาดของตนเองและทำตนเองให้ดีขึ้นได้ ฉะนั้นไม่ควรจะเอาเรื่องอดีตเหล่านี้มาตัดสินภาวะปัจจุบันของเขา ถ้าตัดสินหรือสรุปอะไรผิดๆแล้วจะเป็นบาปแก่ตนเอง จึงขอพูดอธิบายอย่างชัดเจนไว้ในที่นี้ก่อน 

ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า สาเหตุสำคัญที่ต้องพูดเรื่องเหล่านี้เพราะต้องการให้คนอ่านรู้ว่า เราได้พาใจของเรา ฝ่าฟันเหตุการณ์และรอดออกมาได้อย่างไรโดยไม่ถูกเขี้ยวเล็บของโลกธรรมข่วนเอามากนัก ซึ่งเป็นเรื่องที่คนอาจสามารถเรียนรู้ได้ ไม่น้อย 

นุ่งผ้าถุงพบถนอม

หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ได้ไปพบสวนโมกข์ เริ่มปฏิบัติสมาธิภาวนานั้น (พ่อครูว่า ฟังหางเสียงคำว่าปฏิบัติสมาธิภาวนานั้นน่าจะไปนั่งสมาธิสมถะ ไม่ใช่สมาธิสมาหิโต แบบศาสนาพุทธ) ได้สังเกตเห็นว่ามีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น กล้าแสดงออกถึงความคิดและการกระทำ 

(พ่อครูว่า คำว่าสมาธิของสวนโมกข์ก็เป็นนั่งสมาธิหลับตาสะกดจิตแบบ เดียรถีย์ ยังไม่ได้เป็นสมาธิ สมาหิโต แบบของพระพุทธเจ้าที่เกิดจากจรณะ 15 วิชชา 8 ไม่ได้เกิดจากอันนี้ อาตมาจะยังอธิบายขยายความเรื่องสมาธิ นี่เป็นคำกลางๆทั่วไปที่ใช้นะ หรือจิตตั้งมั่น

จิตตั้งมั่นของสากลทั่วไปทั้งโลกเป็นเจโตสมาธิหรือสมถะ 

จิต ตั้งมั่นของศาสนาพุทธท่านก็อย่างหนึ่ง เป็นโลกุตระที่ไม่เหมือนใคร เกิดจากจรณะ 15 วิชชา 8 โดยไล่เรียงตาม จิต เจโตปริยญาณ 16 มีหลักฐานพวกนี้ศึกษาให้ดีๆปฏิบัติจึงจะรู้สภาวะจริง เจโตปริยญาณ 16 คุณก็ปฏิบัติจริงมีลักษณะพวกนั้นมาตามนั้นเลย จนกระทั่งเป็นจิต สมาหิโตหรือสมาธิ เป็นวิมุติ อวิมุติ สุดท้ายที่สรุปจบ อุตตริมนุสสธรรมสูงสุด ที่เป็นอนุตตรังจิตตัง สุดท้ายคือสมาหิโต กับวิมุติ 

แวะมาถึง คุณศุภวรรณ พาดพิงถึงสมาธิของสวนโมกข์ 

อาตมาก็ขอพูดตรงนี้เลยว่า คำว่าสมาธิ ความเป็นสมาธิหรือจิตตั้งมั่น ทุกวันนี้ ที่เป็นของพระพุทธเจ้าที่เกิดจากจรณะ 15 วิชชา 8 มีอยู่ในชาวอโศกนี้เท่านั้น สวนโมกข์ก็ไม่มี เถรสมาคมนั้นไม่ต้องพูดเลย ไม่มีเด็ดขาด ยังไม่มี 

สมาธิเป็นภาษากลางๆ แปลว่า จิตตั้งมั่น สมาธิที่เป็น สมาหิโต สมาหิตะ แบบของพระพุทธเจ้าที่ปฏิบัติจากจรณะ 15 วิชชา 8 ยังไม่มี 

จิตตั้งมั่นแบบจรณะ 15 วิชชา 8 เป็นอย่างไร?
จิตตั้งมั่นของพระพุทธเจ้าน้น คือจิตที่ได้ปฏิบัติรู้จักกิเลส หยาบ กลาง ละเอียด จนถึงขั้นเรียกว่า อาสวะ 

อาสวะ สิ้นดับ อาสวะตาย กิเลสระดับอาสวะตาย ตายสนิท ตายไม่เกิดอีก  แล้วจิตตายสนิท ตายไม่เกิดอีกนั่นแหละตกผลึก สั่งสมเป็น อเนญชา 

สร้างจิตสะอาดหมดอาสวะ แล้วจิตบริสุทธิ์จากกิเลสขั้นอาสวะนั่นแหละ 

ขั้นอาสวะ เป็นกิเลสขั้นปลายละเอียดสุดแล้ว หมดแล้วดับแล้ว สะอาดบริสุทธิ์แล้วมาตกผลึกสะสมเป็น ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา นี่เรียกว่า อุเบกขา 5 องค์ธรรม 

เพราะฉะนั้นจิตสะอาดหรือจิตตั้งมั่นของพระพุทธเจ้าคือจิตตั้งมั่นจากกิเลส จิตสะอาดแล้วเอามาตกผลึกสะสม เลือกเอาแต่จิตสะอาดจากอาสวะมาสะสมตกผลึก ไม่ใช่ปุโลปุเลทำให้จิตแน่นเข้า จะสะอาดหรือยังก็ไม่รู้ก็นั่งหลับตาสะกดจิตเข้าไปอย่างเดียว มันคนละโลกคนละเรื่อง จิตต่างกันไกลลิบคนละอย่างเลย 

จิตที่ได้แต่สะกดจิตลงไปไม่ได้เรียนรู้รายละเอียดเลยในกิเลส หยาบ กลาง ละเอียด แล้วทำให้กิเลสนั้นดับไปตามลำดับ หมดกิเลสหยาบก่อน ความหยาบของกิเลสหยาบ ไม่เกิดอีกยังเหลือแต่กิเลสชั้นกลางชั้นกลาง ก็มาดับกิเลสชั้นกลางอีกที่เรียกด้วยภาษาว่า รูปภพ จนดับรูปภพหมด​ เหลือปลายจริงๆ เรียกว่าอรูปภพ อรูปจิต ก็ดับกิเลสขั้น 3 ขั้นปลายอีกหมดจบ จึงเป็นจิตสะอาด แล้วจึงปฏิบัติด้วยกรรม 

จิตสะอาดตกผลึกเป็น ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา จับตัวกันเป็นจิตตั้งมั่น มันต่างเวลาต่างกาละ ต่างลักษณะกัน 

ถ้าไม่เข้าใจความจริงที่เป็นจริงตามรายละเอียดที่อาตมาใช้ภาษาสาธยายสู่ฟัง แม้รู้คุณก็ยังไม่รู้ รู้รายละเอียดอย่างที่อาตมาสาธยาย แม้รู้ก็ยังไม่รู้รายละเอียดพวกนี้แล้วคุณจะไปทำได้อย่างไร ผู้ที่รู้รายละเอียดแล้วแบบยังทำไม่ง่ายเลย จะได้ 

และ ถ้าได้ ถูกต้องและได้จริงๆ มันก็เป็นลักษณะของ จิต ที่อาตมา กำลังสาธยายว่านี่แหละคือคุณลักษณะที่วิเศษของศาสนาพุทธ เป็นโลกุตระ ตรงกันไหม ถ้าคุณศุภวรรณ ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ฟังอยู่ ไม่ใช่ตรงกันแต่คนละอย่างแตกต่างกัน ที่คุณพูด มันเป็นลักษณะนานาสังวาส มันหยุดพัก ไม่ต้องรบกัน ไม่ต้องเถียงกัน ต่างคนต่างๆกัน นานาสังวาส มันต่างกันแต่อยู่ร่วมกันให้ได้ ในโลกนี้มันมีต่างกันไม่เหมือนกันทีเดียว 

พระพุทธเจ้าท่านรู้เรื่องนี้ จึงเอาเรื่องนี้มา ก็ต่างกันทั้งนั้น แม้แต่เทวนิยม พวกหลับตา พวกที่ไม่ได้เรียนรู้รายละเอียดอย่างสะอาดบริสุทธิ์ ทุกอย่างกระจ่างเปิด เขาต่างคนต่างทำ แต่เขาไม่ได้หยุดจริงหรอก สักวันหนึ่งกิเลสก็ขึ้น ก็ตีกันอยู่ไม่จบ แต่ในชั่วระยะที่เขาต่างคนต่างระงับ ต่างคนต่างอย่าทำกันเลยเป็นมิตรกันก่อน ประเดี๋ยวในอีกอนาคตมันไม่เป็นแล้วมันไม่เที่ยง มันก็ทะเลาะกันก็ตีกันไป เดี๋ยวก็ตกลงสัญญาสงบศึกกันก่อน สงบแล้วก็พัก อีกต่อไปในอนาคตก็รบกันใหม่ หรือในอีกต่อไปหลายรุ่นก็มาตีกันใหม่ มันก็เป็นอย่างนั้นแหละ 

เพราะฉะนั้นต้องหมดตัวตน หมดตัวตน เป็นภาษาพยัญชนะและมีสภาวะจริงๆเลย เป็น อนุปคัมมะ รู้สิ่งที่มี มีอะไร มีสิ่งที่มีกับไม่มี แล้วเราก็ไม่เข้าข้างมีกับไม่มี แต่ถ้าเรายังอยู่ เราก็จะเข้าข้างตามที่ควร ควรเข้าข้างไหนโดยไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าเข้าข้างไหน เอาตามเหตุการณ์ปัจจุบันและเหตุปัจจัย 

ขอพาดพิงไปถึงนายกฯตู่ นายกฯประยุทธ์ ขณะนี้นายกฯตู่กำลังวางตัวได้ดีมาก ไม่เป็นคนในพรรคไหน ทำแต่งานอย่างเดียวให้ดีที่สุดเพื่อประชาชนให้ได้ แล้วนายกฯตู่ก็ทำอยู่ โดยที่มีพวกพลเอกประวิตร พลเอกป๊อก เป็นต้น ก็ไม่เป็นไร ก็ทำงานร่วมกัน เรื่องพลเอกป้อม ก็ว่าไป พลเอกป้อมก็มีหน้าที่เป็นหัวหน้าพรรคพปชร. สนับสนุนพลเอกประยุทธ์ สนับสนุนก็สนับสนุน พรรคอื่นก็สนับสนุนอยู่ โดยไม่ต้องพยายามที่จะบอกว่า พรรคพปชร. แสดงตัวว่าฉันเป็นเส้นสายของประยุทธ์นะ แต่พรรคอื่นไม่ต้องพูดอย่างนั้น แต่เขาก็แสดงว่าเขาสนับสนุน ส่วนที่เขาไม่สนับสนุนไม่ใช่พปชร. เป็นพรรคอื่นใดๆเขาก็ไม่สนับสนุน มันก็มีเป็นธรรมชาติธรรมดา พลเอกประยุทธ์ก็เป็นตัวของตัวเอง ทำสิ่งที่เป็นงานเพื่อประชาชนให้ชัดเจนให้คมแม่นตรง ลึกละเอียด ทำไปเลย 

  อาตมาเชื่อมั่นในคนไทยประชาชนคนไทยว่า มีแนวลึกของจิตพอ ที่จะรู้ความจริงขั้นโลกุตระ เพราะประเทศไทยเป็นโลกุตระแล้ว เป็นชมพูทวีปแล้ว ไม่ใช่เป็นด้วยภาษาที่อาตมาพูดเท่านั้น แต่เป็นโดยสัจจะความจริงมันเป็นมาแล้ว 

และในยุคกาลนี้ทั้งโลกมีเมืองไทยเป็นโลกุตรธรรม มีประชาธิปไตยเป้นโลกุตรธรรม ถ้าจะว่าแล้ว เป็นประเทศที่มีโลกุตรธรรมมากที่สุด เป็นโลกุตระธรรมทางด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง โลกุตรธรรมทางด้านสังคมศาสตร์ ประเทศไทยมี 

ตั้งแต่ผู้บริหารประเทศคือพระเจ้าอยู่หัวองค์ที่ 9 ขึ้นบริหารมา อาตมาว่าพระเจ้าอยู่หัวบริหารประเทศตั้งแต่ 2489  

2489 ตอนนั้นอาตมาอายุ 12 ปี 

อายุ 13 อาตมาเรียนที่วัดกลางที่อ.พิบูลฯ อายุ 14 มาเรียนที่อุบลฯ มาเรียน ม.5 ที่โรงเรียนอำนวยวิทยา แล้วมาเรียน ม.6 ที่โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช ก็เรียน ม.6 อยู่ 2 ปีจะได้มีเพื่อนมากขึ้น อาตมามีเพื่อน ม.6 ทั้ง 2 รุ่น มีเพื่อน ม.8 3 รุ่น อาตมาจึงมีเพื่อนมาก 

อาตมาจัดงานมี้ตติ้งเยอะมีเพื่อนหลายรุ่น ยังมีเพื่อนที่เพาะช่างอีก จัดมี้ตติ้งเก่งสมัยหนุ่มๆ 

สู่แดนธรรม… สรุปจบ เจริญธรรม ?