641108_พ่อครูเทศน์งานมหาปวารณาครั้งที่ 39 สร้างอาหารให้กับโลก

ดาวโหลดเอกสารที่                                                                                                         

https://docs.google.com/document/d/11v0qhGYXiEb7bPuFAGsmn7q-ShBw89OaxMaXbiPrY2M/edit?usp=sharing 

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1x_2E_4WcPbsPYw9gVG-Ss4-O1Qx1YI3A/view?usp=sharing 

    

และดูวิดีโอได้ที่ https://www.facebook.com/300138787516163/videos/1595883307470268   

พ่อครูว่า… วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ 8 พฤศจิกายน 2564 ขึ้น 4 ค่ำเดือน 12 ปีฉลู

ที่บวรราชธานีอโศก คนเราเดี๋ยวๆก็แก่ เราอยู่ไปอยู่มาก็ 88 ปีแล้ว ทำไมมันไหว เหมือนตลกๆ 

กวี อโศกสัมปวังโก ส่งกวีมา

มหาปวารณา ๒๕๖๔

พุทธกัป ครั้นถึงกึ่ง จึงวิกฤติ บรรพชิต ผิดแนวทาง สร้างปัญหา

ยึดเอาพง ไพรสัณฑ์ เป็นมรรคา ศาสนา จึงอาภัพ อับนิพพาน

ตามพุทธะ-พยากรณ์ ก่อนดับขันธ์ องค์”ตะวัน-ทับฟ้า” จักมาสาน-

สืบภาระ คู่นว-รัชกาล “เดือนเด่นฟ้า” ผู้เป็นผ่าน-เผ้าชาวไทย

“ธรรมิกราช” ชาติเชื้อ พระสัตถา ทรงสยัง อภิญญา ฌานวิสัย

สัตบุรุษ สุดแกล้วกล้า ฟ้าอภัย สรรค่าสร้าง-คนไว้ให้โลกา

ขอประกาศ เกียรติประวัติ ไว้ให้รู้ โพธิรักษ์ ยอดนักสู้ กู้ศาสนา

โพธิสัตว์ ผู้พิชิต อวิชชา โพธิกิจ หยุดมิจฉา ล้างอาธรรม์

สร้างประชาธิปไตย ในคอมมิวนิสต์ สร้างคนจน ให้มีจิต คิดสร้างสรร

สร้างพืชผล ล้นนาไร่ ไว้แบ่งปัน สร้างความมั่น-คงไว้ให้วงศ์วาน

ขอพลีกาย ถวายพ่อ ผู้รื้อขน- สัตว์ผู้วน ในวัฏฏสงสาร

ขออยู่เพื่อ มรรคผล และนิพพาน ขอร่วมสาน สืบศาสน์ ทุกชาติไป

อโศก สัมปวังโก ๕ พ.ย.๒๕๖๔

พ่อครูรู้ได้อย่างไรว่าการปฏิบัติของตนถูกต้อง

_อ่านจากหนังสือ หลวงปู่มีแรงบันดาลใจเอาสิ่งของที่สะสมไว้มาแจกจนหมด ความรู้สึกขณะนั้น เป็นอย่างไร 

พ่อครูว่า… ความรู้สึกคือตอนนั้นทำไมเราสะสมอะไรมาก ของกินต้องซื้อตลาดเข้ามากิน ส่วนของใช้ต่างๆนานาเสื้อผ้าหน้าแพรเครื่องใช้เครื่องสอยก็เอาแจก เสื้อมองตากู ก็เอาไปแจก ตอนนั้นซื้อตัวละ 700 นะ ทองคำบาทละ 400 เสื้อสีต่างๆก็แจกจ่ายไปเอาเหลือไว้แต่สีขาว 

ปฏิบัติธรรมไปก็เลยถึงขั้นไม่เอาแล้วอย่างโลกเขา ก็มีความรู้สึกเป็นจริงอย่างนั้นแบบที่เคยหลงในโลกีย์สีสันวรรณะ มันก็ไม่เอาแล้ว 

2.การเริ่มปฏิบัติธรรมครั้งแรกของหลวงปู่ที่กิน 1 มื้อ ลดการใช้ข้าวของและการนอนที่สบาย มานอนห้องพระ มีอะไรเป็นแรงบันดาลใจให้ทำอย่างนั้น 

พ่อครูว่า… ห้องพระไม่มีเตียงไม่มีฟูกอะไร ก็นอนบนกระดานธรรมดา เอาเสื่อปูเข้าก็นอนห้องพระ ใกล้พระเข้าไปเรื่อยๆไง ก็มานอนอย่างนั้นดีกว่า คือที่บ้านมีห้องพระต่างหากอยู่ห้องหนึ่ง ห้องนอนมี 3 ห้องนอน ห้องพระ 1 ห้อง ก็ไม่นอนห้องตัวเอง มานอนห้องพระ 

  1. แล้วหลวงปู่รู้ได้อย่างไรคะ ว่าเส้นทางสายนี้ถูกต้อง 

พ่อครูว่า… เรื่องนี้ก็จริงนะ ถ้าถามก็คือมันรู้ได้อย่างไร เป็นเรื่องอจินไตย รู้ได้อย่างไรว่าถูกต้อง คนที่ถามมานี้ลึกๆ จะสะดุดใจว่า อาตมามาถูกต้องตรงทางหรือเปล่า รู้ได้อย่างไรว่าทางนี้ถูกต้อง เออ.. ของใครใครก็คงเข้าใจว่าถูกต้อง มหาบัวก็คงเข้าใจว่าของตนเองถูกต้อง ท่านสมเด็จพุทธโฆษาจารย์หรือท่านมหาประยุทธ์ก็คงเข้าใจว่าของท่านถูกต้อง ของแต่ละคนแต่ละคนก็คงเข้าใจว่าของตนเองถูกต้อง 

แต่อาตมาขัดแย้งกัน ไม่อย่างเดียวกันกับมหาบัว กับมหาประยุทธ์ แล้วรู้ได้อย่างไรว่าอันไหนถูกต้อง ซึ่งมหาประยุทธ์และมหาบัวก็คงมีความมั่นใจของตัวเองเชื่อว่าตนเองถูกต้อง ตอบว่ารู้ได้อย่างไร ซึ่งมันก็ต้องมีของตนเอง มันเป็นของตนเอง เป็นอัตตาของตนเอง เป็นมานะ เห็นดีเห็นงาม ยึดดียึดงามนั้นเป็นของตน เข้าใจตามความรู้ ตามทิฏฐิ ตามสัญญา เข้าใจเชื่อมั่นว่าอย่างนี้น่ะถูกต้อง 

แต่เมื่อเข้าใจกันคนละอย่างต่างกัน ทิฏฐิต่างกัน กายต่างกัน สัญญาต่างกัน และ การปฏิบัติมันก็ต้องต่างกัน ผลที่ได้มันก็ต้องต่างกัน 

ที่นี้จะรู้ได้อย่างไรว่าใครถูกต้อง โชคยังดีที่ประเทศไทยก็ยังมีพระไตรปิฎก ของพระพุทธเจ้า ทางมหาบัวก็ยอมรับ ทางมหาประยุทธ์ก็ยอมรับ เราชาวอโศกอาตมาเองก็ยอมรับ เอาพระไตรปิฎกนี้เป็นของศาสนาพุทธ เราก็ใช้หลักเกณฑ์อันนี้ตรวจสอบดูสิ สูตรไหนสูตรไหน ท่านตรัสไว้อย่างไร จรณะ 15 วิชชา 8 เป็นต้น แม้แต่ปฏิจจสมุปบาท แม้แต่ผลที่เกิด ปฏิบัติแล้วจะเป็นคนมีวรรณะ 9 มีสาราณียธรรม 6 ใครทำสำเร็จล่ะ ใครทำแล้วมีคนวรรณะ 9 มาเป็นคนที่เลี้ยงง่าย บำรุงง่าย มีชีวิตไม่ไปยุ่งยากวุ่นวายอะไร 

สุภระ สุโปสะ มามักน้อยกล้าจน เป็นคนมีเงินน้อย  เป็นคนกล้าจน เป็นคนใจพอ สันตุฏฐิ มาเป็นคนพัฒนาตัวเองเป็นคนมีชีวิตขัดเกลากายวาจาใจของตน อย่างพวกเราเจตนาขัดเกลาเลย ได้มากได้น้อย ของใครก็ของใคร มีศีลที่เจริญขึ้นๆ เคร่งขึ้นๆ สูงขึ้นๆ ธูตะ

จนเกิดผลเป็น ปาสาทิกะ  กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ดูน่าเลื่อมใสเจริญขึ้นจริงๆ จนกลายเป็นคนประสบผลสำเร็จไม่สะสม อปจยะ แต่ ขยัน ยอดขยัน ท่านมหาประยุทธ์แปลว่าระดมความเพียร แปลวิริยารัมภะว่า ปรารภความเพียร ขยันอยู่เสมอ 

ก็เอามาเช็คดู วรรณะ 9 คนไหนกลุ่มไหนขนาดไหน ปฏิบัติแล้วมันเข้าเกณฑ์พวกนี้อยู่กันเป็นกลุ่มหมู่อยู่กันอย่างมีเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม อยู่กันอย่างเกื้อกูลกันช่วยเหลือกันไปเลี้ยงดูกันไป ทางกาย ทางวาจา ทางใจ เป็นครอบครัวใหญ่ เป็นพี่เป็นน้อง ลาภที่ได้มา ต่างคนต่างทำงาน มีลาภมีผลได้ มีรายได้มีสิ่งได้ ก็เอามารวมเข้ากับกองกลาง 

ลาภธัมมิกา เอามารวมกันเป็นสาธารณโภคี ร่วมกันกินร่วมกันใช้ ซึ่งยอดและยาก ทั้งฆราวาสก็เป็นได้  สมัยพระพุทธเจ้าทำได้แต่ในกลุ่มของสงฆ์นักบวช ไม่สามารถทำได้ถึงระดับฆราวาส เป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไม่ใช่ว่าอาตมาเก่งกว่าพระพุทธเจ้า แต่เป็นที่เหตุปัจจัยตอนนั้นยังไม่ครบ เป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นยุคของสังคมทาส ยังมีลูกทาส นายทาส แต่ละคนไม่รู้จักเรื่องสิทธิของตนเองสิทธิมนุษยชน สิทธิในการพูดการแสดงออก สิทธิตามกฎหมายสิทธิต่างๆ เป็นวัฒนธรรม ตามสัจธรรมต่างๆ ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรสำหรับคนในยุคนั้น ไม่มีความรู้และไม่ได้สอนกัน ไม่มีใครสามารถที่จะมาแจกแจงให้ทุกคนเข้าใจเรียนรู้ แล้วก็ปฏิบัติตนเป็นคนหลุดพ้นจากความเป็นทาส มีสิทธิส่วนตน ไม่มีในยุคโน้น 

แล้วทรัพยากรในโลกยุคโน้น ก็ยังไม่อัตคัดขาดแคลนเหมือนในยุคนี้ ยุคนี้มันร่อยหรอลง เพราะโลกพร่องอยู่เป็นนิจ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า โลกพร่องอยู่เป็นนิจ ของกินของใช้มันก็ร่อยหรอลง ซึ่งมันน่าจะเจริญขึ้นมากขึ้นได้ แต่มันกลับร่อยหรอลง ธรรมชาติเสียหายลงไป พืชพันธุ์ธัญญาหารที่เกิดเองตามธรรมชาติ ก็ร่อยหรอลงน้อยลงน้อยลง คนจึงต้องช่วยหรือคนต้องช่วยตัวเอง ต้องปลูกเองขึ้นมากินมาใช้ อาศัยธรรมชาติไม่พอ อย่างนี้เป็นต้น นี่คือสิ่งที่มันเกิดจริงเป็นจริง 

SMS วันที่ 3 – 4 พ.ย. 2564

_ป้ารัตน์ หนึ่งในธรรม : กราบนมัสการพ่อครูเจ้าได้ทราบข่าวเรื่องน้องน้ำมาอีกแล้วหรือค่ะ นึกว่าจะรอด มาเยี่ยมกันแล้ว แต่พวกเราก็ไม่ทุกข์สุดยอดของการทำใจ กราบสาธุค่ะ

พ่อครูว่า… มันเป็นธรรมดาถึงเวลาวาระตามธรรมดาธรรมชาติ เราเป็นคนมีปัญญาเฉลียวฉลาด ก็อยู่กับธรรมชาติได้ คนที่อยู่ขั้วโลกเหนือเขาก็อยู่ได้ เขาเต็มไปด้วยความหนาวเป็นเรื่องใหญ่ แต่เขาก็อยู่ได้ พืชพันธุ์ธัญญาหารไม่มีเขาก็อยู่ได้แบบของเขา ก็เป็นธรรมดาดิ้นรนเพื่ออยู่รอด 

_แดง ลานกราบ : ดูพระเจ้าอโศกมหาราชแล้วนึกถึงความโหดร้ายของการสร้างบารมีจัง เพราะต้องใช้ปัญญาในการแก้ปัญหาตลอดเลย ต้องใช้ความอดทนอย่างยิ่งเลยค่ะ

พ่อครูว่า…เขาก็สร้างสิ่งที่เป็นตัวอย่าง เป็นลีลาของพฤติกรรมมนุษย์ เอามาประกอบเป็นนิยาย เรื่องเยอะเอามาประกอบต่อกัน ซ้ำไปวนมาก็แล้วแต่ แรงขึ้นเบาลงก็แล้วแต่ มันยาวยืดยาด ได้ข่าวว่าตั้ง 400 กว่าตอน ขยันทำ เหลือเกินเหลือกินจริงๆ

ความหมายของปวารณา 

_นุ้ย วิโรจน์ มาบุตร : งานปวารณามีพิธีการอะไรบ้างครับ

พ่อครูว่า…พิธีของเรา จริงๆก็ไม่ได้หนีไปจากการตั้งใจเรียนรู้ธรรมะ เป็นเป้าหมายหลัก ก็เคี่ยวเข้มขึ้น งานมหาปวารณาก็เคี่ยวเข้มขึ้นกว่าธรรมดาบ้าง ทุกคนก็มีสำนึกรู้แล้วว่า ต้องเอาใจใส่ ตั้งใจในเรื่องเรียนทั้งปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ให้ได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง เป็นความฉลาดของคนที่ทำมา เราก็ทำประจำปีมาตลอด ที่จริงใช้ชื่อเอามาเรียกเฉยๆว่า มหาปวารณา 

มหาปวารณาแปลว่า อนุญาตให้ใครต่อใครติเตียนได้ ว่ากล่าวได้ ความหมายของคำว่า มหาปวารณาหมายความอย่างนั้น แล้วเราก็เอามาใช้ อยู่ด้วยกันก็ติเตียนกัน มีอะไรก็ขัดเกลากันไปชีวิตก็เจริญ การติเตียนตำหนิกันนี่เป็นสิ่งยอดเยี่ยม สรรเสริญกันนี้พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นคำต่ำทราม สรรเสริญไม่มีค่า สรรเสริญต่ำทราม แม้แต่ทำให้ลดละหน่ายคลายก็ไม่ได้ ฟังแล้วชัดเจนนะ สรรเสริญมันไม่น่ามีเลยในสารบบของชีวิต แต่ตำหนิมันจำเป็น ดีมาก ผู้รู้  ผู้หลุดพ้น ผู้ที่เจริญผู้ที่สูงกว่าก็ตำหนิผู้ที่ต่ำกว่าเป็นธรรมดา 

ธรระพ่อครูต่างจากของสำนักอื่น

_ยอด : อยากให้พ่อท่านสมณโพธิได้เจอกันกับท่าน อ.สุจินต์ บ้านธัมมะ ไครจะแน่กว่ากัน คงมันส์น่าดูน่าฟัง(ยิ่งกว่าโพธิรักปะทะไสว แก้วโสม)????

พ่อครูว่า…พวกนี้ชอบดูมวย จ้างก็ไม่ไปชกกันหรอก คุณสุจินต์ก็สนใจธรรมะมาตลอดชีวิต อายุ 90 กว่าแก่กว่าอาตมา สนใจพระอภิธรรมเป็นหลัก ซึ่งอาตมาก็เป็นอภิธรรมแต่คนละอย่างกัน อภิธรรมอย่างอาจารย์สุจินต์ เต็มไปด้วยภาษา ทำมาจนกระทั่งชีวิตอายุ 90 กว่า มันน่าจะมียิ่งกว่าชาวอโศก อาตมามาทำทีหลังทำช้ากว่า อายุก็น้อยกว่า แต่ใช้เวลาทำงานศาสนามาน้อยกว่าอาจารย์สุจินต์ ยังได้เป็นรูปธรรม เป็นชุมชนเป็นสังคม มีวัฒนธรรม มีชีวิตจริง เข้ามารวมกัน เอาเนื้อหาสาระศาสนามาเลย มีศีล มีสมาธิ มีปัญญา 

สมาธิอย่างของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่สมาธิไปนั่งหลับตาเอา แต่สมาธิที่เป็นสมาธิที่เป็น สมาหิโต สมาธิที่จิตตั้งมั่นแข็งแรง เกิดจากการปฏิบัติลดละกิเลสจนสิ้นอาสวะ จิตก็ตกผลึกลงเป็นสมาธิเป็นจิตตั้งมั่น อธิบายขนาดนี้ก็น่าจะเข้าใจแล้วว่า สมาธิที่ไปนั่งหลับตาเอานั้น กับสมาธิที่เกิดจากเจโตปริยญาณ 16 มีสมาหิตะ สมาหิตโต วิมุตะ วิมุตโต คนละอย่างกับสมาธินั่งหลับตา 

ศีลก็มี แต่ของเราศีลนั่นมาขัดเกลากิเลสจริงๆเลย ปฏิบัติศีลข้อ 1 จนกระทั่งถึงขั้นไม่กินเนื้อสัตว์ ทางโน้นก็อย่างนี้แหละเป็น สีลัพพตปรามาส สีลพตุปาทาน ไม่ใช่ง่ายๆ ก็เห็นๆกันแต่ละคนก็ปฏิบัติไป 

_ทำเป็นธรรม : มนุษย์พืช มีแค่ สัญญา+สังขาร..แล้ว วิญญาณ กับ เวทนา ไปไหนครับ?

พ่อครูว่า…พืชมีแต่สัญญากับสังขาร มันก็กำหนดรู้ของมันในตัวว่าจะเอาธาตุอะไรมาปรุงแต่งเป็นตัวมันเท่านั้น (พ่อครูไอตัดออกด้วย) 

สู่แดนธรรม… ช่วงพ่อท่านปฏิบัติธรรมตอนเริ่มต้น ทำไมพ่อท่านรู้ว่าตัวเองปฏิบัติมาไม่ผิด เท่าที่ได้เริ่มปฏิบัติกับพ่อท่านมา ตอนนั้นก็สมัครบวช ท่านสมณะก็ให้อ่านหนังสือเจริญชีพด้วยการก้าวตามรอยบาทพระศาสดา ปฏิบัติถือศีลกินน้อยใช้น้อยทำงานให้มาก สรุปแล้วคือการปฏิบัติแบบ อปัณณกปฏิปทา 3 ข้อสำคัญคือไม่ขาดการสังวรอินทรีย์ 

ลืมตามารับรู้โลกเกิดผัสสะเกิดกิเลส แล้วจะต่อสู้ลดละกิเลส ซึ่งเป็นการปฏิบัติสู้กับกิเลสจริงๆ แต่เท่าที่เคยเรียนกับอาจารย์เมื่อก่อนเจอพ่อครู เราไม่ได้ต่อสู้กับโจรจริงๆเลย แต่ปฏิบัติกับพ่อครู เราเจอและต่อสู้กับโจรจริงๆ ที่ปรากฏทางตาหูจมูกลิ้นกาย จนเราสามารถทำให้โจรหมดอำนาจมาบงการจิตใจของเรา ได้ผลคือจิตใจเราอิสระ ได้ผลจึงรู้ว่าเราปฏิบัติไม่ผิด 

พ่อครูว่า…คุณทำเป็นธรรม .ที่ถามว่ามนุษย์พืชนั้นวิญญาณกับเวทนาไปไหน. ก็มันยังไม่มีมันไม่ได้ไปไหน คุณไปนึกถึงจิตนิยามที่มีเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มันก็เป็นเรื่องของจิตนิยาม แต่นี่มันเป็น พีชนิยาม ไม่ถึงขั้นจิตนิยาม มันเป็นชีวะระดับต่ำ มีแต่สัญญากับสังขาร ไม่ใช่วิญญาณมันไปไหน ชีวะเหมือนกันแต่เป็นชื่อว่าคนละระดับ 

มันมีพลังงานในตัวมันเรียกว่า พลังงานสัญญากับพลังงานสังขาร ส่วนจิตนิยามที่พัฒนาถึงขั้นได้ชื่อว่าเป็นสัตว์แล้ว ตั้งแต่สัตว์เดรัจฉาน สัตว์ 1 เซลล์หรือ 2 เซลล์ก็แล้วแต่ จนมาเป็นมนุษย์หลายล้านเซลล์ สังขารปรุงแต่งกันอยู่ในชีวิต ก็มีเวทนา มีวิญญาณ มีอาการ ต้องรู้ว่าอาการเวทนาเป็นอย่างนี้ อาการสัญญาเป็นอย่างนี้ อาการสังขาร อาการวิญญาณเป็นอย่างไร เข้าใจอาการเคลื่อนไหวของพลังงานพวกนี้ แล้วเราก็จะจัดการกับสิ่งเหล่านี้ได้ถูกต้อง หรือทำกับพลังงานพวกนี้ตามหน้าที่ของมัน สัญญาก็มีหน้าที่อย่างนี้ สังขารหรือเวทนาก็มีหน้าที่อย่างนี้ วิญญาณอย่างนี้ เรียนรู้และเข้าใจพลังงาน อาการ ลิงค นิมิต ตามอุเทส ตามคำอธิบายของพระพุทธเจ้าหรือสัตบุรุษ อาจารย์ที่สัมมาทิฏฐิ แม้ไม่สามารถที่เข้าใจ ก็มีอุเทสคำอธิบายตามของเขา ก็เรียนรู้กัน ตอนลืมตามีสติเต็ม 

(ปล.ขอให้อาแป้งช่วยทวนคำถามพ่อท่านด้วยนะครับ เพราะบางทีตอบข้ามประเด็น-ไม่ตรงประเด็น-ไม่ครบประเด็นน่ะครับ) ตอนลืมตามีสติเต็ม ผมลดสายโทสะ จับกายผีได้ และลดได้ตามปัญญาของพุทธ ตรวจตัวเองแล้วเวลากระทบข้างนอก โทสะไม่ออกมาหยาบๆ ไม่แรงแบบน่าเกลียด (ตามฐานของผมนะครับ)….แต่เมื่อคืนก่อน ผมนอนคุยกับผี  คือ ในฝัน ผมมีอารมณ์โกรธน้องชายแรงมากเลยครับ จนต้องสะดุ้งตื่น เล่นเอาเหนื่อยเลยครับ.. คำถามคือ..

ฝันของพระอรหันต์ต่างจากฝันของปุถุชน

  1. ในฝันตอนไม่มีสติ.. ทำไมโทสะของเรามันขึ้นแรงกว่า ตอนลืมตามีสติ(ตอนลืมตาผมว่าผมลดมันได้เยอะและไม่ออกมาข้างนอกหยาบ ๆ แล้ว)

  2. วิธีจะไม่ให้มันเกิดแรง ก็ต้องทำจาก ภพนอก ของเราให้หมด เพื่อเข้าไปหา ภพใน จะบรรเทาสภาวะทุกข์ของเราได้ใช่ไหมครับ?

  3. พระอรหันต์ จะมีการฝันแบบ โกรธคนแต่ไม่มีรสโกรธ ไหมครับ? 

แบ่งตอบ 2 วันก็ได้นะครับถ้าคำถามผมได้ลง แบ่งให้ท่านอื่นได้ถามบ้างนะครับ

พ่อครูว่า… (พ่อครูไอตัดออกด้วย) 

สู่แดนธรรม… คนบางคนทำไมตอนมีสติลืมตาตื่น ถึงสังวรได้ดี ปัญหาอยู่ที่ว่า ทำไมตอนฝันถึงแรงกว่าตอนตื่นปกติ มันน่าจะเป็นธรรมชาติของคนขาดสติ กิเลสที่อยู่ลึกๆจะขึ้นมาทำงานเต็มที่ 

พ่อครูว่า… ใช่ๆ ก็สติมันมีพลัง ท่านเรียกว่าอธิปไตย เป็นอำนาจ เป็นพลัง สติเมื่อตื่นเต็มลืมตา มันจะเป็นธรรมชาติธรรมดาคน นอนหลับไป มันก็ตกภพ 

สติ มันแปลว่าร้อย มาจากศัพท์คำว่า สต แปลว่าร้อย ก็คือตื่นเต็มร้อย ชาคริ หรือชาคระ หรือชาคริยา ตื่น มีภาวะตื่นเต็ม

ศาสนาพุทธเป็นศาสนาชาคริยานุโยค แม้จะหลับตานอนหลับก็ต้องตั้งความตื่น พยายามอย่าให้มันตกหลับไหล ถ้าหากหลับไหลก็ถูกผีเข้า ถูกอำนาจกิเลสครอบงำ มีฝันเลอะเทอะไปหมด ซึ่งเยอะมากในตอนนอนหลับนี้ เพราะเราปิดทวารทั้ง 5 ข้างนอก มันก็เลยไปรวมอยู่ในทวารข้างใน 

ชีวิตตอนตื่นนอนเรามีทั้ง 5 ทวารแบ่งไปตาหูจมูกลิ้นกาย มันก็กระจายออกไป ทีนี้เมื่อไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายไปรวมอยู่ภายในหมดเลย มันก็เลยเป็นพลังงาน รูปก็ดี เป็นเสียงรสสัมผัสมันมะรุมมะตุ้มรวมกัน ปรุงแต่งกันเป็นเรื่องราว 

เรื่องของรูปมันก็ต้องเอาของมันบ้าง เสียงก็จะเอาของมันบ้าง กลิ่นก็จะเอาของมันบ้าง ไม่ว่าจะกลิ่นหรือรส แม้ โผฏฐัพพะ มันก็มีมโนสังขาร มีการปรุงแต่งทางจิต มันก็เต็มไปหมดเลย เรื่องก็เลยเยอะ อยู่ในจิต 

เพราะฉะนั้นการที่จะควบคุมให้ตื่น เป็นชาคริยาเต็มร้อยมันก็ยาก คุมไม่ค่อยได้ ถึงต้องมาฝึกฝน จริงๆแล้วมันก็เป็นธรรมชาติของการปรุงแต่ง เป็นพระอรหันต์ก็มีเรื่องราวเกิดขึ้นในตอนนอนหลับ มีเรื่องราวมีสภาพของพลังงานรูปนาม ปรุงแต่งกันเป็นธรรมชาติ ยังไม่เป็นพระอรหันต์ก็มีกิเลสเลอะเทอะไปกับโลก พอเป็นพระอรหันต์แล้ว จิตก็ไม่มีเรื่องของกิเลสของโลก มันก็มีเรื่องของธรรมะ ก็ปรุงแต่งเป็นธรรมะไป เป็นเรื่องเป็นราวของธรรมะไปเท่านั้นเอง 

คนไม่รู้ก็บอกว่าพระอรหันต์นอนแล้วจะมีฝันไหม คนไม่รู้ว่าฝันคืออะไรก็นึกว่าเป็นเรื่องราวที่ปรุงแต่งกันก็เรียกเลอะกันเป็นฝันหมด 

ฝันในความหมายของชาวโลกที่คนเข้าไปเข้าใจก็คือ สภาพที่ปรุงแต่งกันแล้วก็มีกิเลสเข้าไปปรุงกันใหญ่นั้นเรียกว่าฝัน พอไม่มีกิเลสแล้ว อย่างพระอรหันต์ท่านไม่เรียกฝัน แต่มีเรื่องราว ปรุงแต่งเป็นเรื่องราว ซึ่งเรื่องราวเหล่านั้นก็เป็นธรรมะเป็นเหตุเป็นผล เป็นนิมิตเป็นเครื่องหมาย มีความเข้าใจ สังเคราะห์สังขาร ชนิดที่ไม่ได้เป็นรสของโลกๆที่จะต้องมีรสอร่อยรสสนุกแบบรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส มีอัสสาทะ มันไม่มี 

มันก็เป็นการปรุงแต่งตามจริงของมัน มีความรู้มีความหมาย ก็มี 2 ชนิด 

ชนิดปรุงแต่งเป็นธรรมชาติ กับชนิดสะกดจิตไม่ให้ทำงาน ที่จริงมันทำงานได้ แต่พวกหลับตาสะกดจิต สะกดจิตไว้ สะกดจิตตัวเองให้ไม่เอาสัญญามารับรู้ มาปรุงแต่งอะไร ซึ่งไม่ใช่มันไม่ปรุงแต่งนะ มันไม่หยุดปรุงแต่งหรอกสำหรับพลังงานสังขาร มันก็ปรุงแต่งอยู่ แต่ตัวเองไปดับสัญญาดับการกำหนดรู้ ดับความรู้สึกดับเวทนา มันก็เลยไม่รู้จักสังขาร โง่เองเป็นวิธีของเดียรถีย์นั่งหลับตาสะกดจิต ดับสัญญาดับเวทนาก็เลยไม่รู้ว่าตัวเองปรุง มันก็เลยสะดวกใหญ่ไม่มีอะไรไปควบคุมไม่มีสติสัมปชัญญะมันก็ปรุงหนักเข้าไปใหญ่ มันยิ่งหนักกิเลสยิ่งได้โอกาส 

สู่แดนธรรม… พอดีผมนึกถึงที่พ่อท่านเคยตอบพวกเรา ที่ไปสร้างชุมชนอยู่ไกลๆพอสมควรแล้วไปมีปัญหากับชาวบ้าน ชาวบ้านก็ไม่ยอม เขาไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไร ก็แสดงออกไปประท้วงกับชาวบ้าน เอาโซ่รัดตัวเอง แล้วไปประท้วงกับชาวบ้าน ชาวบ้านก็รับไม่ได้ เขาก็บอกว่าตัวเองทำไปโดยไม่รู้ตัวที่เอาโซ่ไปรัดตัวเองไปประชุมกับชาวบ้าน 

พ่อครูว่า… ถ้าคุณบอกว่าคุณทำไปโดยไม่รู้ตัวนั่นแหละมันเป็นกิเลสที่หยาบมาก ในขณะลืมตาตื่นแล้วทำอะไรแบบไม่รู้ตัว มันเป็นกิเลสที่มากแบบใดครับ 

พ่อครูว่า… คนเราโมโหจัด เคยเห็นไหม แม้ตัวเองไม่เคยทำ แต่จะมีคนอื่นทำให้เห็น ไม่รู้ตัวหรอกเหมือนผีเข้าสิง โมโหจัด ทำอะไรรุนแรงเลอะเทอะ บางทีกิเลสราคะจัด ไม่มีบันยะบันยัง โลภจัด จนกระทั่งต้องแย่งชิงเข่นฆ่าคนอื่น ซึ่งมันมีอำนาจของกิเลสนี้จริง 

เพราะฉะนั้นมันจึงต้องสร้างพลังงานที่ไป 1. รู้ว่ากรรมกิริยาหรืออารมณ์โกรธ อารมณ์ความโลภ อารมณ์ราคะเป็นอย่างไร ก็อย่าให้มันเป็นตัวนี้แหละ อย่าให้มันเป็นราคะ อย่าให้เป็นโทสะ  อย่าให้เป็นโมหะ ให้มันเบาลง  ให้มันอ่อนลง 

คนไม่ปฏิบัติธรรมก็มีความรู้มีสำนึกมีความเข้าใจอันนี้เป็นธรรมชาติอยู่แล้ว และได้ป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นมาขายขี้หน้า คนแสดงความโลภจัดออกมาต่อหน้าใครมันน่าเกลียด โทสะก็ตาม ราคะก็ตาม

ยิ่งราคะหรือโทสะนี้ง่าย มันโกรธแล้วแสดงออกมามันน่าอายก็เลยต้องควบคุมบังคับ ควบคุมได้เท่าไหร่ก็สุดวิสัยแสดงออกเท่านั้น ควบคุมได้น้อยก็แสดงออกเลย ฝึกปรือกดข่มไว้ก็แสดงออกไม่แรง แต่ของพุทธฝึกฝนนั้นไม่ต้องไปกดข่ม 

ต้องเรียนรู้ด้วยปัญญาจริงๆไม่ได้ไปข่ม กดข่มมันไม่รู้แล้ว ยิ่งกดข่มมันจะถึงจุดระเบิดได้ เพราะฉะนั้นก็เลยกลายเป็นคนไม่มีสติไม่มีอะไรยับยั้ง ระเบิดออกมานั่นแหละคือคนหน้ามืด โทสะมากก็หน้ามืด ราคะหนักก็หน้ามืด โลภะหนักก็หน้ามืด 

พระพุทธเจ้าบอกว่ากดข่ม ไม่รู้แล้วมันสะสมก็จะระเบิด เรื่องของเรื่องคือมีกิเลสราคะโทสะโมหะนี่แหละคือตัวเหตุ ต้องเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ว่าถ้าไปมีพลังงานอย่างนี้มันโง่ โง่ๆๆๆ พลังปัญญาจะมีอำนาจแห่งความรู้ธาตุรู้ที่มีพลังจริงๆ 

พลังรู้แล้วมีอำนาจลดพลังราคะโลภะโทสะ เป็นสัจจะที่พระพุทธเจ้าค้นพบ เมื่อเกิดปัญญาได้ปัญญาก็จะกำราบ ลดโทสะ ด้วยความรู้ว่าอย่าโง่นะ เพราะฉะนั้นความโง่หรืออวิชชาก็ยอมแพ้ไปตามสัจจะ ปัญญาจึงเป็นธาตุรู้ที่ยิ่งใหญ่ 

สายเทวนิยม สายเรียนรู้แบบหลับตาวิธีเทวนิยมทั้งหลาย ไม่มีปัญญาเกิดได้หรอก ธาตุรู้ที่เป็นโลกุตระที่เรียกว่าปัญญา ปัญญา 8 ที่อาตมากำลังเขียนอยู่ยังไม่จบนี่แหละ ละเอียดลออชัดเจน ยิ่งเขียนยิ่งเห็นชัดเจนว่า ธาตุรู้เป็นปัญญาที่ตรัสรู้โดยพระพุทธเจ้า แล้วคนก็เอาคำว่าปัญญาไปเรียกกันเลอะเทอะ ซึ่งแท้จริงมันมีไม่ได้ง่ายๆหรอก แม้แต่ ข้อ 1 ไปจนถึงข้อ 8 ในปัญญา 8 มีเองไม่ได้ ต้องได้รับการเรียนรู้จากพระพุทธเจ้า  จากสัตบุรุษจากครูที่สัมมาทิฏฐิ 

ฟังแล้วก็เรียนรู้ซ้ำตามปัญญาข้อที่ 2 ต้องไปไต่ถาม เอาไปปฏิบัติเกิดข้อสงสัยก็ไปไต่ถาม ให้พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จึงจะมีปัญญารู้ว่ากิเลสมันลดลง กิเลสมันดับลงไป จิตมันสะอาดมันสงบ สงบเพราะกิเลสลดลง กิเลสมันตาย ไม่ใช่ลดธรรมดา แต่กิเลสมันตายจริงๆ มันถูกทำลายตัวตนของกิเลสลงไป จิตใจก็เลยสงบแบบลดตัวตนและตัวตน ถูกพลังปัญญากำจัดออกไป เป็นความสงบอีกแบบนึง ต่างกับความสงบที่เป็นีบบโลกีย์

ปัญญาข้อที่ 3 จึงได้รู้จักความสงบ 2 อย่าง คนเรียนรู้แบบโลกียะธรรมดาก็บอกว่ามีความสงบ 2 อย่างเขาไม่รู้หรอกว่ามีความสงบ 2 อย่าง อย่างที่เป็นโลกุตระเป็นอย่างไร สายอาจารย์มั่น สายมหาบัว สายนั่งหลับตา แม้แต่เถรสมาคมก็เถอะ ไม่ใช่จะมีปัญญาข้อที่ 3 นี้ได้ง่ายๆ จะรู้ว่ากิเลสลดเป็นความสงบ ลดจากราคะก็สงบ ลดจากโทสะก็สงบ 

สงบเพราะว่าลดละกิเลสจริงๆ กับสงบเพราะกดข่มกิเลส 

สงบแบบโลกุตระนั้นลดไฟกิเลสให้ตายไปได้จริง กับสงบแบบสะกดมันไว้มันก็ยิ่งดิ้นมากสักวันมันก็ระเบิด ไม่ได้เข้าใจอย่างนี้หรอก 

ไปเข้าใจกายสงบจิตสงบ กายสงบก็คือ บังคับไม่ให้ร่างกายกระดุกกระดิก กายคือร่างสรีระเคลื่อนไหวกายวิญญัติ ทำให้กายไม่กระดุกกระดิก นี่คือกายสงบแบบมิจฉาทิฏฐิ เดียรถีย์ ไม่ใช่ปัญญา ได้แค่นี้ แล้วเขาพยายามสะกดจิตให้จิตนิ่งอย่าไปรับรู้สัญญา เวทนาเห็นไหมความสงบแบบเดียรถีย์เป็นอย่างนี้ 

ส่วนความสงบของพระพุทธเจ้านั้น กายยิ่งแคล่วคล่องว่องไว กิเลสยิ่งตาย กายยิ่งคล่องแคล่วเป็น กายปาคุญญตา กิเลสสงบอีก จิตก็ยิ่งแคล่วคล่อง กายก็ยิ่งแคล่วคล่อง ไม่ใช่หมายความว่าไม่กระดุกกระดิก หยุดไปหมด กายภายนอกก็ไม่กระดุกกระดิก จิตก็ไม่นึกคิด ไม่มีสัญญา ไม่มีเวทนาก็คือสงบ ซึ่งมันคนละเรื่องกันเลย 

ฟังเข้าใจพอแยกกันออกชัดขึ้นไหม นี่คือปัญญาข้อที่ 3 เป็นความสงบ 2 อย่าง ไม่ใช่ว่าจะทำได้ง่ายๆ ไม่ใช่จะเข้าใจได้ง่ายๆ มันเป็นโลกุตระแล้ว 

ข้อ 1 ข้อ 2 ต้องฟังถ่ายทอดจากผู้มีโลกุตระแท้ ข้อ 1 นั้นโดยตรงจากของพระพุทธเจ้าเลย แล้วยังต้องเข้าไปถามพระพุทธเจ้าอีกในข้อที่ 2 หรือผู้รู้ไม่มีแล้วพระพุทธเจ้า มีสัตบุรุษ ผู้รู้ที่สัมมาทิฏฐิอย่างมีอยู่ในยุคนี้ โพธิรักษ์อย่างนี้ ก็ต้องเข้ามาถาม ต้องเข้ามาศึกษาจากโพธิรักษ์ ก็มีอยู่เท่านี้ เพราะมันไม่รู้จักค่าของความเป็นโลกุตระ โลกุตระมันหมดไปแล้ว ตามพระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน อาณิสูตร เหลือกลองอานกะที่มันเปลี่ยนแปลงไปแล้วในครึ่งศตวรรษของพุทธกัปของพระพุทธเจ้ามันก็จริงที่สุดตามพระพุทธเจ้าพยากรณ์ไว้ทั้งนั้น 

ผู้ที่เข้มาหาสัตบุรุษ มาฟังธรรมะไตร่ถามอย่างพวกเราทำ ก็เห็นความสำคัญเรื่องของการฟังธรรม โดยฟังธรรมจากสัตบุรุษมันเป็นลาภอย่างยิ่งของชีวิต คนที่รู้ค่ารู้สาระ จะต้องพยายามเข้ามาในชีวิตนี้ ผู้ที่ไม่รู้ค่าเห็นอย่างอื่นสำคัญกว่า เขาก็ยังอยู่กับลาภยศสรรเสริญโลกียสุขไป เห็นโลกโลกีย์ มีครอบครัว มีคณะบริวารอะไรที่สำคัญ เขาก็ไป 

แต่คนเห็นว่าเกิดมาทำแบบนั้นมันทำมาไม่รู้กี่ล้านชาติแล้ว เกิดมาแสวงหา คลุกคลีอยู่กับโลกที่เขาพากันทำ มันน่าเบื่อ เพราะฉะนั้นพวกคุณนี้ชัดเจนว่าโลกียะไม่เอา จึงมาทางนี้เลย แล้วก็ชัดเจนว่า คนที่ถูกโลกครอบงำ ยังมีจะเรียกว่าบารมีก็ไม่เชิง คือยังมีโอกาสจะต้องรวย จะต้องมียศฐาบรรดาศักดิ์ ต้องอะไรต่ออะไรอยู่ มีโลกธรรม ติดอยู่อย่างนั้น ยิ่งยศสูงๆร่ำรวยก็ยิ่งยาก 

ชาวอโศกเห็นได้เลยว่า มีนายพลได้แค่ พลตรีจำลองศรีเมือง นอกนั้นนายพันก็หายากอยู่แล้ว เท่านี้ หรือคนระดับชั้นปริญญาเอก ระดับชั้นซี 8 ซี 9 ซี 10 ไม่มาหรอก รวยก็ไม่มา ยศสูงก็ไม่มา มากันอย่างพวกคุณนี่แหละ มันสมคล้อยว่า โพธิรักษ์ได้ลูกศิษย์ลูกหาแค่นี้หรือ นายพลมีหรือ ปริญญาเอกมีหรือ ซี 9 ซี 8 ซี 10  ไม่มีหรือ?  ไม่มีหรอก มีแต่พวกกระจอกๆ พวกนี้แหละ น่าสงสารเนาะ อาภัพอัตภาพ 

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ 

สู่แดนธรรม… เขาสอนกันว่า อรหันต์จะไม่สะดุ้งตกใจกลัว เขาว่ายังมีความกลัวตายอยู่ 

พ่อครูว่า… สติ สัญญา กำหนดจดจ่อ กับเรื่องนี้ เป็น concentrate คนที่พยายามจะมากระตุก หรือมีอะไรทำให้เปลี่ยนแปลงจากนี้ไป พลังงานมันรวมอยู่ตรงนี้เพลินไปมันก็สะดุด มันก็เป็นธรรมชาติธรรมดา สะดุดได้ สะดุ้งได้แต่เขาเข้าใจหยาบๆ 

_ปะตรงเตือน : ดิฉันได้เห็นว่าแต่ก่อนชีวิตที่มีความทุกข์ร้อนใจ เพราะ ตนเองตกอยู่ในห้วงของอารมณ์ จมอยู่ในความคิด ดิ่งไปกับการเพ่งโทษถือสา โทษคนอื่นไม่เคยโทษตนเอง เมื่อตั้งใจถือศีลและใช้ชีวิตอยู่กับหมู่กลุ่ม เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นสอนให้รู้ว่า สิ่งเลวร้ายมันไม่ได้อยู่ที่คนอื่นเลย ปัญหามันอยู่ที่กรรมของเราเองแท้ ๆ จึงได้เห็นความสำคัญของการปฏิบัติศีลและทำอธิศีล จัดสรรเวลาทำงานส่วนตัวและงานส่วนรวม เคลื่อนกายไปกับขบวนการกลุ่ม เป็นการแก้กรรมของตน ถือศีลอยู่แต่กับตัวเอง ไม่ได้แก้กรรมเท่าถือศีลและเคลื่อนตัวไปกับกระบวนการองค์รวมค่ะ

พ่อครูว่า… อันนี้จริงที่สุด พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า การอยู่กับหมู่มิตรสหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี เป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของศาสนา ไปอยู่คนเดียวปลีกตัวนั้นมันผิด ไม่ใช่ศาสนาพุทธเลย แค่นี้ถ้าเข้าใจแล้ว จะไม่หนีไปออกป่าไปนั่งหลับตาอยู่ผู้เดียวหรอก ถ้าเข้าใจแค่นี้นะ 

แต่ทำไมมันถึงยากเย็นนัก ถึงยิ่งเห็นเลยว่า โลกุตรธรรมในความเป็นสัจธรรมของพระพุทธเจ้านี้ มันไม่ง่ายเลย โพธิรักษ์สู้ๆ 

แจกอาหารเนื้อสัตว์ให้คนกินเป็นบาปไหม

_คุณมะลิ : ดิฉันทำงานด้านอาสาสมัครสาธารณสุข คอยประสานงานกับคุณหมอและคุณพยาบาล แจกยา และถุงยังชีพ เพื่อช่วยเหลือดูแลผู้ป่วยหรือผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในระดับชุมชนค่ะ ช่วงที่วิกฤต คนตกงาน ขาดแคลนอาหารกันมาก ฯลฯ  ได้มีกลุ่มนักธุกิจมีใจเป็นกุศล  ร่วมตัวกันทำข้าวกล่องที่ไม่ใช่มังสวิรัติ มาฝากให้ช่วยแจกจ่ายประชาชนที่เดือดร้อนจำนวนเป็นพันกล่องค่ะ (เขามีเหตุจำเป็นที่ไม่สะดวกมาแจกด้วยตัวเอง) 

มีญาติธรรมในวัดตำหนิ ดิฉันว่า ตัวเองก็กินมังสวิรัติ ทำไมไปแจกอาหารที่มีเนื้อสัตว์ล่ะ ไม่กลัวบาปหรือ? ในสถานการณ์เช่นนี้ดิฉันควรทำอย่างไร  ดิฉันจะบาปมากมั้ยคะ 

พ่อครูว่า…ไม่บาปหรอก เพราะคนยังกินเนื้อสัตว์เขาก็รับเนื้อสัตว์ เราก็แจก เขาเอามาให้เรา แต่เราไม่ได้ไปขวนขวายหามา คนอื่นเขาไม่มีเรี่ยวแรงแจก ไม่มีเวลาแจก เอามาให้เราแจกแล้วก็แจกช่วยเขาไป นานๆทีมีหนอะไรพวกนี้ ก็ช่วยกันไปเท่านั้น  ไม่บาปอะไรหรอก ได้กุศลด้วยช่วยทำไป 

เพราะคนกินมังสวิรัติแล้ว คุณมีเนื้อสัตว์มาแจก เขาก็จะไปเอาทำไม เพราะเขาไม่ได้กินเนื้อสัตว์ ส่วนคนที่ยังกินเนื้อสัตว์อยู่ เขาถึงจะเอา ก็เผื่อแผ่เกื้อกูลได้กว้างขึ้น เอื้อมเอื้อเกื้อกว้างได้มากขึ้น

สร้างอาหารให้กับโลก

เทศน์หัวข้อเรื่อง “สร้างอาหารให้กับโลก”

อาตมาก็สรุปลงไปที่ว่า “คนฉลาดสร้างอาหาร คนชั่วช้าสามานย์สร้างอาวุธ” ทุบหัวพวกสร้างอาวุธนี้ ทุบหัวพวกนี้บ้าง คนฉลาดสร้างอาหารจริงๆ คนโง่เง่าชั่วช้าสามานย์สร้างอาวุธมาฆ่าแกงกัน แล้วเขาก็ไม่สำนึกหรอก ไม่เข้าใจว่ากรรมวิบากเป็นอย่างไร เขาสร้างพวกนี้มันเป็นกรรมวิบากอย่างเลวร้าย คนคิดวิธีการสร้างอาวุธ 

ตั้งแต่สร้างหนังสติ๊ก วิบากแล้ว คนคิดสร้างหนังสติ๊กไปยิงสัตว์ เขาไม่สร้างหนังสติ๊กไว้ยิงผลไม้หรอก สร้างหนังสติ๊กเพื่อไปยิงสัตว์ก็บาปแล้วคนนี้ 

สร้างลูกดอกเอาไว้เป่าไปยิงสัตว์ สร้างอาวุธมาฆ่าคนเลย สร้างอาวุธไม่ได้เจตนาจะฆ่าสัตว์นะ หลักๆที่เขาสร้างอาวุธเจตนาจะเอามาฆ่าคน เป็นจิตที่ต่ำช้ามาก จิตที่เลวร้ายมาก ยิ่งสร้างให้มันมีอำนาจมีประสิทธิภาพ วิเศษเก่งเท่าไรก็บาปกินหัวมากเท่านั้น อย่างเช่น คิม จองอึน ไม่รู้จะทำอย่างไร คิดอ่านจะสร้างอาวุธไปตามวิถีชีวิตเขา มันเป็นความจำเป็นของเขาอย่างที่เขาจะต้องป้องกันตัวเองเขาเพราะเขาเหลือหมู่น้อยแล้ว ประเทศเดียว ที่เป็นคอมมิวนิสต์จริงๆ ก็เหลือเกาหลีเหนือประเทศเดียว นอกนั้นประเทศอื่นเขาก็คลายตัวหมดแล้ว เข้าใจแล้วว่ามันไปไม่รอดหรอก มันซับซ้อนสุด 

ชาวอโศกเป็นคอมมิวนิสต์มั้ย .. เป็น.. ยิ่งใหญ่ที่สุดเป็นคอมมิวนิสต์ 100% เป็นพ่อของคอมมิวนิสต์ทั้งหลาย ชาวอโศกนี่ รวมกลุ่มกันเป็นหนึ่งเดียวไง แล้วก็เอาทรัพย์หรือรายได้เป็นตัววัดค่า ถ้าเอารายได้เข้ามากองกลางได้มากเท่าไหร่คือคอมมิวนิสต์ ตั้งกลุ่มออกกฎหมายสร้างวิธีการให้เสียภาษี ให้เข้ากองกลางให้มากที่สุด นั่นเป็นประเด็นหลัก เขาจะได้เงินเข้ากองกลางมาบริหารมากขึ้น สะดวกขึ้น ดีขึ้น มันเป็นวิธีแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ 

แต่เขาไปแก้ปัญหาด้วยวิธีการบังคับ กดข่มกันด้วยกฎหมาย มันไม่จบ อย่างพวกเรา ไม่ได้ถูกบังคับด้วยกฎหมาย แต่เรียนรู้ด้วยปัญญา แล้วรู้ว่าไปหวงแหนทำไม คุณกินใช้ตัวเองเท่าไหร่กันเชียว เราทำงานเหลือกินเหลือใช้ เกินกินเกินใช้ก็เอามารวมกันแบ่งปัน จะได้เผื่อแผ่คนที่ตกยาก คนแก่ เด็ก ที่ช่วยตัวเองไม่ได้ คนป่วย คนพิการ คนประสาทเสีย ก็ได้ช่วยกัน มันมีอีกสำหรับคนขี้เกียจและขี้โกง มันก็กินอยู่ในนี้ ก็ต้องทำขึ้นมา จะได้กินได้ใช้กัน 

ในชีวิตคนนี่นะ เอาพลังงานที่จะไปสร้างอาวุธยุทธภัณฑ์ มาสร้างพืชพันธุ์ธัญญาหารกัน ให้มันมีเยอะและมีคุณภาพดีมากขึ้น สังคมก็มีกิน ชีวิตก็อยู่รอด ก็แจกไปเรื่อยๆ เกื้อกว้างไป ทุกวันนี้คมนาคมง่ายขึ้น อีกหน่อยเอาใส่โดรนไปแจกให้เขา ใส่รหัสให้มันสั่งการเข้าไปแจกจ่ายตามย่านต่างๆ ทั่วโลก นี่ก็พูดเพ้อๆฝันๆไป ถ้าทำได้อย่างนั้นโลกนั้นแสนสุขขเลย 

คนมันมีข้อจำกัดเหมือนกัน บางภูมิประเทศสร้างอะไรไม่ได้ เช่น ขั้วโลกเหนือ เอาโดรนใส่พืชพันธุ์ธัญญาหารไปแจก เขามีแต่เนื้อสัตว์ให้กิน เราก็เอาพืชผักไปให้กิน อายุเขาก็สั้นอายุแค่ 40 กว่าปีก็ตาย แล้ว 25 ปีนี้คือโดยเฉลี่ย คนขั้วโลกเหนือขั้วโลกใต้ 

แล้วคนที่จะไปเกิดตกอยู่ในพื้นที่นั้นก็มีวิบากหนัก กับพวกที่เกิดในทะเลทรายอยู่ในแอฟริกา อยู่ในแดนร้อนๆ มันก็เป็นวิบากของเขา ก็ต้องไปเกิดต้องไปตกอยู่ในถิ่นนั้น ไปไหนก็ไม่ได้ อย่างพวกเราเกิดอยู่ในถิ่นนี้ ไปไหนได้ก็ไม่ไป มันรู้แล้วว่ามันดีกว่า บางคนไปเหมือนกัน ท่องเที่ยวไป เสร็จแล้วก็สู้เมืองไทยไม่ได้ อีกหลายประเทศก็มีภูมิประเทศคล้ายๆกันนี้ เป็นดินแดนที่น่าอยู่ 

สรุปแล้วชีวิตของเราเกิดมา กิน ใช้ จนกระทั่งมีเครื่องใช้ เครื่องประกอบ เป็นคอมพิวเตอร์ อะไรต่างๆ ซึ่งมากเกินไปแล้ว คอมพิวเตอร์เทคโนโลยีเหล่านี้ยิ่งสร้างให้มากอีกเท่าไหร่ก็ยิ่งการเกิดการแก่งแย่งให้ได้เปรียบเสียเปรียบ เพราะฉะนั้นสร้างเก่งในทางอุตสาหกรรม ไม่ช่วยให้สังคมสงบได้ ให้มาเก่งทางสร้างพืชพันธุ์ธัญญาหารให้มาก แล้วอย่าหวงแหน อย่าขี้เหนียว เผื่อแผ่แจกจ่ายออกไป โลกจะอยู่เย็นเป็นสุขและสงบอบอุ่นกันมากกว่า สร้างเทคโนโลยี ทุกวันนี้ยิ่งแข่งกัน 

ต่อไปจะเห็นชัด เทคโนโลยีทางอุตสาหกรรม มันไม่ได้ช่วยให้ความสงบในแนวลึก ไม่ได้สงบเท่า มันดูเหมือนสงบนะ สร้างอาวุธมาขู่กัน สร้างเครื่องไม้เครื่องมือ จนกระทั่งสงบคืออะไร ทุกคนก็จดจ้องอยู่ตรงนี้ วันๆก็อยู่แต่ตรงนี้ เสียแรงงาน เสียกายกิริยา วจีกิริยา ที่จะเอาไปทำประโยชน์แก่มวลชน ก็ได้แต่กดอยู่ตรงนี้ มีแต่ชิบหายกับชิบหาย เสียเวลาให้มันไปตรงนี้ 

เอาละ อาจจะใช้ประโยชน์จากการกดนี้บ้าง แต่ถ้าเอาพลังงานเอาแต่กดๆๆๆ  ส่งสื่อสารกันเท่านั้น กับการมาสร้างผลหมากรากไม้พืชพันธุ์ธัญญาหารให้มันเยอะแล้วก็ไล่แจกกัน อันไหนมันจะทำให้มนุษยชาติเป็นอยู่ได้ดีกว่ากัน เด็กๆตอบได้ไหม …. สร้างอันไหนจะมีประโยชน์คุณค่ามากกว่ากัน
สร้างพืชพันธุ์ธัญญาหารกับสร้างเทคโนโลยีเครื่องอุตสาหกรรม…เด็กตอบว่าสร้างอาหารให้กับโลกเนี่ย เจริญกว่า 

มันไม่ยากหรอกง่ายๆชัดๆ แต่เขาไม่เข้าใจกันไม่มีปัญญา ไปหลงเทคโนโลยี รู้สึกว่าเราได้ใช้ความเฉลียวฉลาดมาสร้าง ไอ้นี่มันทำปลูกแล้วมันก็เกิดขึ้นมา ไม่เห็นจะต้องฉลาดอะไรมากมายเลย เห็นไหมคนเรามันหลง ที่จริงมันไม่ฉลาดหรอก มันโง่ลง จริงๆแล้วมันโง่ลง ซับซ้อน 

สู่แดนธรรม… วิสัยทัศน์พวกนี้ต่างประเทศเขาก็คิดขึ้นมา ในหนังเรื่องหนึ่งชื่อ มหาชี เป็นมหาเศรษฐีระดับ CEO พันล้านมากถ้าชาวบ้านทำงาน แต่หนังยาว ตั้ง 3 ชั่วโมง 

พ่อครูว่า… คนก็เข้าใจกันไป สร้างหนังอะไรมาจากความเข้าใจโลก แต่มันก็ได้เป็นปลีกย่อย ไม่ได้มารวมลงที่จุดสำคัญ ว่าชีวิตจริงๆมันจะไปมีเรื่องมากอะไรนัก มันก็เลยเป็นเรื่องใหญ่ ที่จริงแล้วชีวิตเป็นเรื่องน้อยเป็นเรื่องง่ายๆ ยิ่งกว่ายอดหญ้า สบาย ไม่มีอะไรมากหรอก อย่างพวกเราเข้าใจไม่มีอะไร วันๆ… ข้าวมีกิน ดินมีเดิน ตะวันมีส่อง พี่น้องมีเสร็จ เห็ดมีเก็บ ป่วยเจ็บมีคนรักษา ขี้หมามีคนช่วยกวาด  ผ้าขาดมีคนช่วยชุน  

สบาย ถามจริงๆเถอะ ใครคิดอยากจะออกไปจากหมู่กลุ่มวัฒนธรรมแบบนี้บ้างยกมือ…ไม่กล้าสิ อาย บางคนอาจจะอยากออกจนใจจะขาด แต่มาอาย

เด็กๆเขายัง innocent ยังไม่เข้าใจก็เอาเถอะ แต่คนผ่านชีวิตอายุ 40 50 60 ปีขึ้น เท่านั้นแหละ ไอ้ชีวิตไปดิ้นรนน่ะ เป็นแต่เพียงว่าวาสนาบารมีของโลกุตรธรรม ที่อาตมาพาทำ มันยังไม่อยู่ในระดับสูง มันยังอาภัพพะอยู่ ก็ได้ขนาดนี้แหละ 

เพราะฉะนั้นคนที่พอรู้ ที่จริงมันสลับซับซ้อน คนที่รู้จักทุกข์แล้ว ไม่จำเป็นจะต้องไปรวยมากแล้วถึงจะทุกข์ ไม่ต้องมียศศักดิ์มากถึงจะทุกข์ มีแค่นี้ แค่รวยอย่างพวกคุณได้ขนาดนี้เห็นทุกข์แล้ว ก็แย่งชิงกัน มียศศักดิ์ฐานะระดับสังคม ขนาดพวกคุณนี่แหละ เห็นทุกข์แล้ว มา 

เพราะฉะนั้นยิ่งกลับกัน พวกคุณนี้เห็นทุกข์ไว แสดงถึงการมีบารมีชั้นสูง พวกที่มีทุกข์อยู่ทาง ลาภก็เยอะ แบกไว้ภาระตำแหน่งยศศักดิ์ไว้เยอะสูง แบกภาระ ไม่รู้ตัว นั่นแหละพวกนั้นยังหยาบหนา พวกคุณนี้บางเบา 

เพราะฉะนั้นสรุปจริงๆโดยสัจจะ ผู้ที่มาอโศกนี้มีบารมีทั้งนั้น ไม่ต้องไป โอ้โห ต้องทรมานอยู่ทางโน้นเยอะแยะ หนักหนามากมาย จึงจะรู้ตัว แค่นั้น บอกว่า ไม่เอาแล้วมา เพราะฉะนั้นคนมีบารมีจึงมีจำนวนน้อย เป็นธรรมดาธรรมชาติ มีจำนวนน้อย ก็ได้ขนาดนี้ 

ตีหัวเข้าบ้าน เหลืออีก 10 นาทีก็คือ คนฉลาดสร้างอาหาร คนชั่วช้าสามานย์สร้างอาวุธ 

นี่เป็นเรื่องทุบหัวของสัจธรรม พูดออกไป ให้เขาได้ยินได้ฟัง แม้เป็นภาษาไทย คนต่างชาติไม่ค่อยรู้ เพราะไม่ค่อยมีคนแปลภาษาโพธิรักษ์ออกไปเท่าไหร่ เขาก็เลยไม่เห็นความสำคัญ ก็ไม่เป็นไร อาตมาก็พูดอยู่ในวง ผู้ใดแสวงหาพากเพียร มีบารมีได้มารับฟังรับรู้ก็ดี 

แล้วก็พยายามเรียนรู้ตาม ค้นคว้าตาม ก็จะเห็นจริงเห็นจังว่าชีวิต ถ้าคนไทยเท่านี้แหละ คนไทยประเทศไทยเท่านี้แหละ ประชากรของคนไทย เข้าใจว่าอาชีพมาสร้างพืชพันธุ์ธัญญาหารเป็นสิ่งประเสริฐที่สุดในชีวิต ชีวิตของกสิกร มาสร้างพืชพันธุ์ธัญญาหารนี้ เป็นชีวิตประเสริฐเลิศยอด ชีวิตที่ไปคิดสร้างอาวุธยุทธภัณฑ์ได้เก่งกาจขนาดไหน เลวยอด 

นี่แยกดำแยกขาวให้ฟังอย่างชัดที่สุดแล้ว 

โลกยุคนี้ถึง 2500 ปีกว่าของศาสนาพุทธ โลกข้างนอกเขายังไม่เข้าใจ แม้แต่คนไทยที่เป็นชาวพุทธก็ยังเข้าใจได้ยาก เพราะฉะนั้นยิ่งเป็นคนไทยศาสนาอื่นไม่ต้องห่วงหรอก เขายังยาก เขายังรุนแรงกันอยู่อย่างนั้น 

มาเป็นชาวพุทธแล้วถึงจะเบาบางลงจริงๆ แล้วก็หมดตัวหมดตน แม้ที่สุดคนทำร้ายเราเราก็ไม่ตอบ คนทำร้ายเราเราก็ไม่โกรธเคือง ไม่ตอบโต้ คิดเสียว่ามันเป็นวิบากของเรา เราก็หลีกเลี่ยงเอา อย่าให้ใครมาทำร้ายเรามัน ก็ไม่ดี ใครมาทำร้ายเรามันก็ไม่ดี ยิ่งเราไม่ทำร้ายใครแล้วใครมาทำร้ายเรายิ่งเป็นความซับซ้อน ยิ่งเป็นความไม่ดีมาก 

คนที่ไปทำร้ายพระอรหันต์ พระอรหันต์ท่านไม่ทำร้ายใคร มันก็ต้องบาปมากเป็นธรรมดา คนไปทำร้ายโจร โจรไปทำร้ายโจรด้วยกันมันก็บาปไม่เท่าไหร่ แต่คนไปทำร้ายพระอรหันต์ก็บาปมากกว่าไปทำร้ายโจรด้วยกัน เป็นธรรมดา ก็พูดแล้วก็คงไม่ยากอะไร เข้าใจได้ 

ถ้าประชาชนหรือมนุษยชาติ หันมาเข้าใจความจริงอันนี้ให้ชัดเจนเลยว่า ชีวิตผู้สร้างพืชพันธุ์ธัญญาหารเลี้ยงมนุษย์โลก เป็นอาชีพสุดยอดแล้ว 

แล้วก็มาผันชีวิตมา ผันมาเป็นชาวไร่ชาวนาชาวสวน สร้างพืชพันธุ์ธัญญาหารกัน เราดูรายการของ เปี๊ยก_ตายแน่ สัมภาษณ์คนที่หันเหจากชีวิตที่เคยเป็นข้าราชการ เคยเป็นนักธุรกิจ เคยเป็นลูกจ้างนายทุน ที่หลงลาภยศสรรเสริญโลกียสุข หันเหมา สุดท้ายก็มาทำอย่างนี้ มาทำกสิกรรม มันก็มีความสุขกว่า สัมภาษณ์ออกมาแต่ละคนๆ 

บางคนไปใช้เวลาอยู่ทางโลกนานจนปลดเกษียณจึงรู้สึก (พ่อครูไอตัดออกด้วย) บางคนรู้ทันก่อน 

สู่แดนธรรม… เด็กรู้จักไหมเขาชื่ออาเปี๊ยก ชื่อตายแน่  นามสกุล  มุ่งมาจน เป็นพิธีกรรายการถึงสื่อถึงคน รายการก้าวตามพ่อ เขาคนเดียวทำงานเป็นทีมงาน 

พ่อครูว่า… หลายคนเขาไม่ได้ฟังธรรมะอาตมาหรอก หลายคน แต่มีบ้างฟังตามรายการของเปี๊ยกนี่แหละ เขาก็เปลี่ยนผันชีวิตมาได้ ไม่เอาแล้วเป็นข้าราชการ เป็นนักธุรกิจทางโลก ก็มาสร้างป่าสร้างพืชผัก มีที่ดินของพ่อของแม่เท่านี้ก็มาทำ มันเป็นสุขมันสบาย ตามดูสิ เป็นสัจจะที่มีคนกลุ่มหนึ่งที่รู้สึกตื่นตัว (ดีง่ายว่า จากมนุษย์เงินเดือน มาเป็นมนุษย์ไส้เดือน ทำให้ดินดีขึ้น) 

พ่อครูว่า… จริงนะ คนจะได้คิดแบบนี้ มีปฏิภาณปัญญารู้แบบนี้ มันเป็นโลกุตระจริงๆ มันเป็นเรื่องเหนือชั้น เหนือชั้นกว่าคนสามัญธรรมดาทั่วไปที่เป็นเทวนิยมโลกียะ ไม่รู้ได้ง่ายๆไม่สำนึกได้ง่ายๆ 

เพราะฉะนั้นคนที่สำนึกมาทางนี้ มันคือธรรมะที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้เป็นโลกุตระ มันเป็นทางออกที่สงบ มีประโยชน์ หมดโทษหมดภัย เป็นชีวิตที่ประเสริฐจริงๆ อาตมาก็ไม่รู้จะสรุปอย่างไร 

มันก็น่าสงสารคนไปหลับตาไปเป็นเดียรถีย์ออกนอกทางพระพุทธเจ้า แสวงบุญออกนอกขอบเขต เลยไม่เกิดบุญในจิตเลย 

บุญคือ พลังงานธาตุรู้ ที่กำจัด เผากิเลสได้จริง พวกนี้แสวงบุญไม่ได้บุญ เพราะแสวงบุญนอกขอบเขตพุทธ ไม่เจอบุญหรอก ไปเจอแต่ของปลอม ไม่ได้บุญ อย่างดีก็ได้แต่กุศล ได้กุศลเท่านั้นไม่ได้บุญ ไม่ได้พลังงานที่จะมา สันตานัง ปุนาติ วิโสเทติ นี่คือคำแปลของคำว่า ปุญญะ หมายความว่า เป็นพลังงานที่กำจัดกิเลส ให้สะอาดบริสุทธิ์ ออกไปจากสันดาน ให้สันดานหมดจด สันตานัง ปุนาติ วิโสเทติ 

วิโสเทติ แปลว่าสะอาดบริสุทธิ์ ทุกวันนี้เขาเข้าใจคำว่าบุญก็ไม่ได้ ไปเข้าใจเป็นกุศลงวงไปหมดแล้ว จริงๆนะไม่ใช่อาตมาใส่ความ เขาเข้าใจบุญไม่ถูกเนื้อแท้สาระแท้ของคำว่าบุญ

สู่แดนธรรม…สรุปจบ