650323 ปัญญา 8 เล่ม 1 ตอนที่ 1 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ 

ดาวโหลดเอกสารที่                                                                                                         

https://docs.google.com/document/d/180RoL84rm-25KoWvW0RS6bEV75riNyP0Xl_SLRuAH68/edit?usp=sharing    

ดาวน์โหลดเสียงที่  https://drive.google.com/file/d/1TsdJyd0aBCkf3Kw5AaaxCbUrCtt8a4l2/view?usp=sharing 

    

และดูวิดีโอได้ที่ https://fb.watch/bWPG_tpeAO/ 

และ https://youtu.be/ltE0wo_KPDY 

สมณะฟ้าไท… วันนี้เป็นวันพุธที่ 23 มีนาคม 2565 ที่บวรราชธานีอโศก เรามาศึกษาธรรมะแบบลืมตาจากพ่อครูกันต่อ

พ่อครูว่า… เรื่องลืมตาหลับตาคงพูดกันอีกนาน เพราะว่ามีคนที่เป็นพญานาคจริงๆ คนที่มีลักษณะจิต เป็นจิตพญานาคจริงๆเลย หลับไม่รู้คู้ไม่เห็น กูมั่นใจของกูแล้ว แล้วก็ปฏิบัตินั่งหลับตาไป อยู่อย่างนั้นแหละ จะพูดอย่างไรอย่างไรไม่ฟังแล้ว เคยฟังแล้วก็ไม่ฟังแล้วก็ยังเชื่อมั่นว่า หลับตานี่แหละ มีไม่ใช่น้อยนะ เพราะอย่างนั้น มันจะต้องเหนื่อย เหนื่อยไปอีกนาน 

SMS วันที่  18-20 มีนาคม 2565

_สติพล จนพัฒนา : **ผมเห็นด้วยล้านเปอร์เซ็นต์ครับที่จะไม่ใช้ไฟฟ้าใช้โซล่าเซลล์แทน.โดยเฉพาะชาวอโศกต้องนำร่องก่อน(ผู้นำ-ต้องทำก่อน)ครับ.

พ่อครูว่า… อาตมาเอง ก็ไม่เก่งเอง ก็อาศัยคนที่มีความรู้ความสามารถช่วยกันเถอะ นำไปอย่างน้อยที่สุด ราชธานีอโศกมีแผงโซล่าเซลล์ไม่ใช่น้อย และยังเติมได้อีก ที่อาคารบวร มีพื้นที่ ถ้าทำได้ช่วยได้ ขณะนี้ค่าไฟฟ้าเอง ราชธานีอโศก ยังจ่ายเดือนละหลายแสนอยู่เลย อาตมาจำตัวเลขไม่ได้ (ส.ถักบุญว่า…เดือนละ 250,000 น้ำมันเดือนละ 540,000) ทำอะไรกันนัก รถวิ่งกันเองอีก เฉพาะ พลังงานน้ำมันกับไฟฟ้า 790,000 บาท เกือบ 800,000 บาท

มาชื่นใจกับอย่างนี้ดีกว่า มะเขือเทศ ฟักทองจากคุณเปี่ยมคุณ มะละกอจากสวนบ้านราชฯ กะหล่ำปลีจากสวนเพื่อฟ้าดิน มะเขือม่วงจากสวนปู่เถา กล้วยน้ำว้าลูกเบิ้มๆสองเครือ สวนลานเบิ่งฟ้า 

_เดชา อำพร : คนแดนไกลก็ได้ท่านผู้นำอโศกนั่นแหละที่อุดหนุนส่งเสริม ถ้าจะโทษก็ต้องโทษตัวท่านด้วยที่ส่งเสริมคนไม่บริสุทธิ์ คนเขาวิจารณ์ว่าท่านเป็นโพธิสัตว์#7 ได้อย่างไร? จึงไม่รู้เท่าทันจิตส่วนลึกของ”คนแดนไกล”จนทำให้เขามาครอบงำระบบการเมืองของไทยจนถึงทุกวันนี้..

พ่อครูว่า…คุณเดชา มีความคิดเห็นขัดแย้งก็ส่งมา คุณอยากเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ก็ให้ทำได้อย่างอาตมา ทำเอาเองไปซื้อตามร้านขายยาไม่ได้ คุณเองคุณท่าจะรู้อาตมาก็ขอคารวะ 1 จอกที่คุณเป็นผู้รู้ใจคนแดนไกล อาตมาไม่รู้ขนาดนั้น รู้พอสมควรจิตใจของเขา อาตมาเชื่อนะคุณทักษิณ เจตนาตอนที่เขาเองเขามาทำงานการเมืองตอนแรกเขาตั้งใจบริสุทธิ์ ตั้งใจจะทำดีจริงๆ แปลว่าอนุสัยความโลภความเห็นแก่ได้ เห็นช่องทาง กี่รอบเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้มีความคิดยึด พอเจอช่องทางเข้า โอ้โห เขาดูดเอาไปเสียจนในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปี เอาไปถล่มทลาย จนบัดนี้ อาจมากกว่าคงคลังของประเทศไทย เข้ามาทำการครอบงำระบบการเมืองไทยจนถึงทุกวันนี้คุณก็รู้ดี อาตมารู้ไม่เก่งเท่าคุณ คุณน่าจะมาบ้าง เอาแต่พูดทำไม เก่งอย่างนี้ มาเลยๆๆ เก่งๆอย่างคุณเดชา อัมพร มาช่วยประเทศชาติหน่อยสิ ดีขอบคุณท้วงมา

คนมีส่วนร่วมตัดสินจำคุกพ่อครู จะรู้ไหมว่าเขาทำผิด

_สว่างแสง ขวัญดาว : ลูกมีความสงสัย จะเรียนถามให้พ่อครูช่วยไขปัญหาที่ลูกค้างคาใจอยู่ คือเมื่อปี 2532 ตอนที่พ่อครูถูกจับเข้าคุก ลูกยังเด็กอยู่ ไม่ค่อยรู้เรื่องราวอะไร ตอนนั้นแม่ของลูกก็มาปฏิบัติธรรมตามพ่อครู แต่พ่อของลูกคัดค้านไม่เห็นด้วยกับแม่ ว่าพ่อครูเป็นเทวทัตมาเกิด และเป็นพระคอมมิวนิสต์ มาถึงวันนี้เห็นว่า เขาจับพ่อครูเข้าคุกเพราะเขาเข้าใจว่า พ่อครูไม่ใช่ศาสนาพุทธแท้ๆ มาถึงวันนี้ เวลาผ่านไปเกือบ 33 ปีแล้ว ชาวอโศกกลับเข้มแข็งขึ้นมาตามลำดับ เกิดระบบสาธารณะโภคี อันเป็นผลที่เกิดจากการปฏิบัติที่ถูกทางตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ อันเป็นที่พึ่งของชาวอโศกและเผื่อแผ่ไปยังสังคมได้กว้างขึ้น ลูกอยากเรียนถามพ่อครูว่า ตอนนั้นใครจับพ่อครูเข้าคุกคะ เขาจะบาปไหมคะ เพราะเขาอาจทำเอง หรือมีใครสั่งเขามา และตอนนี้เขายังมีชีวิตอยู่ไหม และตอนนี้เขารู้หรือไม่ว่าพ่อครูไม่ผิด น้อมกราบพ่อครูสุดเศียรเกล้าค่ะ

พ่อครูว่า…คุณคนนี้เข้าใจว่าผู้สามารถทำระบบสาธารณโภคีให้เกิดมาเป็น phenomenon เป็นปรากฏการณ์จริงขึ้นมาให้สังคม มันไม่ใช่เรื่องธรรมดา ยิ่งในยุคนี้ ยุคทุนนิยมสามานย์ จัดจ้านหนักหนาขนาดนี้ เรายังสามารถทำ ยิ่งกว่า สาธารณโภคีนี่ยอดเยี่ยมยิ่งกว่าคอมมิวนิสต์ ในประเด็นอย่างไร 

ประเด็นที่ว่าคอมมิวนิสต์เขาต้องการที่จะควบคุมเงินกองกลาง ค่าใช้จ่าย แล้วก็บริหารเงินกองกลางค่าใช้จ่าย เป็นเงินกองกลางจากประชาชน โดยพยายามให้จ่ายภาษี อย่างซื่อสัตย์สมควรที่สุด คนรายได้มากได้เปรียบมาก คนเสียภาษีให้แก่รัฐได้มาก คนรายได้น้อยลงก็เสียภาษีน้อยลงตามสัจจะความจริง คนที่รายได้ไม่ถึงเสียภาษีก็ไม่ต้องเสียภาษี ลักษณะก็คล้ายๆกับประชาธิปไตยแต่เขาเข้มงวดมีกฎเหล็กบังคับจัดจ้านกว่าประชาธิปไตย วิธีการต่างกันเท่านั้นเอง เจตนาเหมือนกัน แล้วเขาก็ทำได้สำเร็จ โดยการบังคับออกเป็นกฎหมาย คนก็ต้องทำตาม เขาก็ต้องเช็คความเป็นจริงว่าคนไหนได้รายได้เท่าไหร่จริงๆ แล้วอย่าให้เลี่ยงภาษี อย่าให้หนีภาษี คนเรามันก็มีเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้เลี่ยงภาษีทั้งนั้น แต่ถ้าเข้มงวดก็เก็บเข้ากองกลางได้มากเท่านั้น 

ซึ่งแตกต่างจากสาธารณโภคีตรงที่ ประชากรหรือสมาชิกประชาชนชาวสาธารณโภคีนั้น สมัครใจมาเสียสละ จ่ายภาษีให้แก่ส่วนกลาง 100% แล้วก็บริหารเงินกองกลางออกไป ชนิดที่เข้าใจอีกชั้นหนึ่งว่า แม้แต่ในของพวกเราใช้จ่ายอย่างนี้ ก็ยังสามารถที่จะสะพัดเงินกองกลางนี้เผื่อแผ่ข้างนอกเขาอีก ไม่ได้หวงแหน  ไม่ได้เข้มงวดกวดขันจนเกินการ สามารถที่จะไปช่วยข้างนอกเขาได้อีก เราไม่สะสม กองกลางไม่สะสมก้อนเงินไว้มาก เชื่อมั่นในความขยันกับสมรรถนะของประชากรสังคม 

ประชากรสังคมสาธารณโภคีนั้น มีสมรรถนะ มีความรู้ความสามารถ มีความขยันพากเพียร ทำงานทุกวัน จึงมีแรงงาน มีผลของแรงงาน มีผลผลิตออกมา พออยู่พอกิน เหลือกินเหลือใช้ได้แจกจ่ายเขาอยู่ ยืนยันความจริงอันนี้ นี่คือประสิทธิภาพของคน ที่มีจิตเป็นปัญญาเป็นความเฉลียวฉลาดชนิด โลกุตระ 

ปัญญาโลกุตระเฉลียวฉลาดอย่างไร เป็นความเฉลียวฉลาดชนิดที่ไม่มีตัวตน ถึงมีก็ลดให้ได้มากๆ สุดท้ายสุดยอดของความเป็นปัญญาคือ เฉลียวฉลาดไม่มีตัวตน มีแต่เกื้อกูลเผื่อแผ่ ปัญญาชนิดนั้นคือ สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ  นี่คือ คุณลักษณะปัญญาของพระพุทธเจ้า เดี๋ยววันนี้ จะได้พูดถึงเรื่องปัญญา 8 

อาตมามาขยายความตามภูมิของอาตมาเอง ขยายไปแล้ว ได้เล่ม 1 เขากำลัง edit พิมพ์กันอยู่ อาตมาเขียนได้ 443 หน้า เล่ม 2 มากกว่านั้น มัน 700 กว่าหน้าแล้ว อาจต้องตัดเป็นเล่ม 3 ตอนนี้ rewrite หน้า 200 กว่า กว่าจะถึงหน้า 700 มันต้องเกิน 800 หน้า ก็พยายามบอกว่าจะไม่ขยายก็อดไม่ได้ เติมนิดหน่อยนี่แหละ น้ำหยดลงหิน ทุกวันหินมันยังกร่อน (พ่อครูไอตัดออกด้วย) 

ที่จับอาตมาเข้าคุกคือ ตำรวจ ส่วนคนสั่งมีหลายคน อำนาจสั่งการหลายคน เป็นพระตายไปแล้วก็มีหลายองค์ เป็นพระเป็นภิกษุ เหลืออยู่ยังไม่ตาย ก็มี ออกความเห็น จับโพธิรักษ์อาตมาก็ถูกจับ ไปว่าความคดีเขาก็ดี เขาจะไปก็ไปสู้ความกัน ไปนอนอยู่โรงเรียนพลตำรวจบางเขนอยู่ 2 คืน มีตำรวจเฝ้าหน้าประตู เราก็นอนอยู่ในนั้นสบายๆ ไม่ต้องเฝ้าหรอกเราไม่ออกไปหรอก แต่เขาต้องทำตามหน้าที่ อยู่ 2 คืนแล้วก็ได้ประกันตัวออกมา ก็มาสู้ความสุดท้ายแพ้อีก  

ก็ไม่ต้องไปออกชื่อหรอกว่าใครบ้าง เขาจะบาปไหม คิดเอาเองก็แล้วกันอาตมาพูดไปจะหาว่าใส่ความ เขาจะบาปไหมคิดเอาเอง 

มีผู้ร่วมคิดกัน เพราะว่ามันไปขัดแย้งกับผู้ที่เป็นหมู่ใหญ่ ที่เห็นด้วยเห็นดีเห็นงามที่จะจัดการอาตมา เขาส่วนนั้น หลายคนก็ตายไปแล้วตอนนี้เขายังมีชีวิตอยู่ไหม ก็เหลือน้อยคนแล้ว 

อาตมาไม่รู้ว่าเขารู้หรือไม่ว่าอาตมาไม่ผิด เป็นคำถามที่ อาตมาก็เคยสะกิดๆในใจเหมือนกันว่าเขาจะรู้บ้างไหมหนอ อาตมายืนยันว่าอาตมาไม่ผิด เขาผิดกัน เขาจะรู้ไหม 

ถ้าเขารู้เขาก็จะต้อง มาร่วมมือกับอาตมาใช่ไหม เพราะเขารู้ว่าเขาผิด ทำเล่นไม่ได้ กรรมเป็นกรรมอันทำกรรมวิบากเป็นเรื่องจริง ไปขัดแย้งไปคัดค้านต่อสู้กับสิ่งที่ถูกต้อง เป็นกบฏต่อสิ่งที่ถูกต้องอยู่นั้น ก็เป็นคะแนนลบ ไม่ใช่คะแนนบวกแน่ ไปทำอยู่ทำไม 

ก็ความคิดของคนความเชื่อของคนแต่ละคนมันก็เป็นธรรมดา อาตมาเองอาตมาเกรงใจอยู่เหมือนกัน ไม่อยากวิเคราะห์วิจัยให้มันหนักเกินไป ขนาดไม่เกรงใจนี้ อาตมาวิเคราะห์ไม่น้อยแล้วนะ ขนาดนี้ก็คิดว่า พอสมควร ที่จะไปถล่มทลายกันเกินไปเดี๋ยวมันจะลำบาก 

เพราะว่าอาตมารู้จักองค์รวมของสถานการณ์ ในแต่ละ กาละ ที่มีบริบทของสังคม ทุกวันนี้บริบทของสังคมเป็นอย่างนี้ในด้านศาสนาก็ตาม ด้านการเมืองก็ตาม ด้านเศรษฐกิจก็ตามมันเป็นอย่างนี้ มันก็ต้องรู้ status quo แล้วทำให้มันสอดคล้อง status quo นั้นเสีย อาตมาก็ทำได้อยู่ 

_1614 : วันพฤหัสบดี 17 มีนาคม 65 ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 วันพระ สมณะ 25 รูปฟังสวดพระปาฏิโมกข์ ก่อนพิธีท่านอุปัชฌาย์สมณะเดินดินได้เล่าบรรยากาศเรื่องปุ๋ยของเรามีแนวโน้มการผลิตเพิ่มขึ้น เพราะปุ๋ยเคมีข้างนอกขึ้นราคามาก มีบริษัทส่งสินค้าภายในประเทศและ ส่งต่างประเทศติดต่อขอรับซื้อในราคาหน้าโรงงาน..หลวงตาแด่ธรรม

_งามใบตอง นิลมณี : รายการมองโลกมองธรรม ตอนแฉเบื้องหลังขบวนการปุ๋ยอินทรีย์ (ตอน 2) ดีมากๆ ค่ะ กราบสาธุค่ะ สวนคุณคำนึงอเมซิ่งมากค่ะ

_กราบรบกวนพ่อท่านช่วยประชาสัมพันธ์ในรายการเทศน์ด้วยค่ะ

ขอเชิญท่านผู้สนใจ เข้าร่วม ค่ายอุโบสถศีลชาวอโศก ออนไลน์ ครั้งที่ 4 “สร้างปัญญา สู้ปัญหาชีวิต”  วันศุกร์ที่  25  – อาทิตย์ที่  27 มีนาคม 2565 เรายกวัดมาไว้ที่บ้านของทุกท่านแล้ว มาร่วมกิจกรรมผ่าน Zoom ได้ง่ายๆ โดยการสแกน QR Code จากหน้าจอ เพื่อเข้าร่วมกลุ่มไลน์ Open Chat จะมีการส่งรายละเอียดการเข้ากิจกรรมให้ในกลุ่ม หมดเขตรับสมัคร 24 มีนาคม 2565 นี้ รีบสมัครเลย!

SMS วันที่  21-20 มีนาคม 2565

_อารยา ศรีไพโรจน์ : เมื่อวันจันทร์ที่ 21 มีนาคม 2565 ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา อายุครบ 68 ปีค่ะ และวันเกิดคุณดินดอน เป็นวันปิดชุมชนราชธานีอโศก 20 มีนาคม ตอนนี้ครบ 2 ปีปิดชุมชนนะคะ ตามที่พ่อครูกล่าว

_ยายทอง ตาเซียน : สืบเนื่องมาจากรายการต้มุตะลุ่มตุ้มม้งของวันจันทร์ที่ 21 มีนาคม 2565 กระผมขออนุญาติชี้แนะทีมงานจัดโต๊ะดอกไม้ผลไม้ที่หน้าฉากของพ่อครูแสดงธรรมควรเป็นของเล็ก ๆ ของน้อย ๆ น้ำหนักไม่ควรเกินครึ่งกิโลอยู่ในรัศมีที่พ่อครูเอื้อมมือถึง เพราะว่าวันนั้นพ่อครูยกกะหล่ำปลีหัวใหญ่ และครั้งที่สองพ่อครูยกกล้วยหอมหวีใหญ่มาก และนำหนักคงจะมากกว่ากะหล่ำปลี จิตกระผมก็คอยลุ้นพ่อครูว่าอย่าให้หลุดมือก็พอ.แต่ๆ ก็เกือบไป พ่อครูคงเสียพลังงานไปมาก กระผมน้ำตาซึมเลยและเห็นใจเข้าใจพ่อครูอยากจะโชว์ของดี ๆ งาม ๆ สวย ๆ แต่สุขภาพผู้สูงวัยเรี่ยวแรงไม่ไหวกับนำหนักสิ่งของ.ของหนัก ๆ ให้ห่าง ๆ ไว้ก่อนนะครับ. ถ้าผิดขออภัยไม่ถูกใจก็ขอโทษทีมงานผู้จัดนะครับ.สาธุสาธุสาธุครับ

พ่อครูว่า… เอาเลยโชว์ให้เต็มที่ เรามีของดีๆควรโชว์ ที่อื่นของไม่ดีเขายังโชว์

การทำกุศลอย่าไปคิดถึงว่าจะได้คืนในชาติหน้า

_เยาวลักษณ์ วัฒนเสรีกุล : น้อมกราบนมัสการพ่อครูอยากถามว่า คนเราจำเป็นที่ต้องทำกุศลไว้ตอนตายและชาติหน้า สำหรับหลักคำสอนตามพระไตรปิฎกของชาวอโศกที่กล่าวมานี้ถูกต้องไหมคะ

พ่อครูว่า…ความซับซ้อนของกรรมกับแนวคิดกับการทำใจในใจ คุณควรทำกุศล แม้พระพุทธเจ้าก็ไม่สันโดษในกุศล ทำให้มากทำเข้าไป กุศลนั้นทำไปเถอะ แต่อย่าไปคิดถึงว่าทำไปแล้วตอนตายชาติหน้าจะได้กินได้อาศัย อย่าไปคิด เพราะในเชิงคิดหรือแนวคิดแบบนั้นเป็นแนวคิดที่ไม่จบภพจบชาติ มันเป็นสาเปกโข ปฏิพัทจิตโต สันนิธิเปกโข( หมายความว่าเก็บเป็นคงคลัง) ปริภุญชิสสามีติ (การทำทานไว้ชาติหน้าจะได้อาศัยพึ่งพา ) คุณก็ไม่จบสิชีวิตของคุณก็ต้องมีชาติหน้าไปเสวยผลชาติหน้าชาติหน้า คุณจะไม่เอาอรหันต์ คุณจะไม่จบเลย ต้องมีภพหน้าชาติหน้าไปตลอด​หรือไม่จบ มันขัดแย้งกัน เข้าใจการทำใจในใจให้ดี ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก กรรมเป็นของๆตน ตนเป็นทายาทของกรรม กัมมโยนิ กัมมพันธุ กัมมปฏิสรโณ ทำให้มันรู้จักจบ 

_คำถามจากผู้ชมทางเฟซบุ๊ก : ปฏิบัติธรรม คืออะไรคะ

พ่อครูว่า… คำถามคำเดียวนี้ คุณจะบรรลุธรรมได้อย่างไร มีหนังสือ 5 เล่ม ไปอ่านเอา จะปฏิบัติธรรมอย่างไร ให้บรรลุธรรม 

ปฏิบัติธรรมมันมี 2 แบบ แบบหนึ่งคือปฏิบัติธรรมแบบโลกียะ ปฏิบัติแล้วเสวยผลต้องการผลมาเสวยแล้วก็เกิดแล้วเกิดอีก เกิดอีกเกิดแล้วก็เสวยผล เกิดแล้วเกิดอีก ไม่จบ 

ส่วนโลกุตรธรรมนั้นปฏิบัติ มีปัญญาลึกซึ้ง ทำกุศลได้แต่อย่าไปยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเราเป็นของเรา เราจะต้องได้กินในชาติหน้า ยึดสะสมเป็นเรา เป็นของเรา ไม่จบ จิตของคุณก็ไม่รู้จักปล่อยวาง ไม่รู้จักจบ มันก็ไม่มีอรหันต์ อธิบายดูฟังง่ายๆ คิดให้ลึกซึ้ง ฟังให้ดีๆ เข้าใจให้แตกฉาน แล้วทำตามที่เข้าใจให้ได้ ที่อาตมาว่าแล้วก็จะบรรลุอรหันต์ 

ที่อาตมาตอบอย่างนี้ได้เพราะว่าอาตมาเป็นโพธิสัตว์ ได้ปฏิบัติสั่งสมแล้วก็รู้จักใจในใจรู้จักจิตเจตสิกรูปนิพพาน รู้รายละเอียดของอิทัปปัจจยตาของจิต จึงเอามาสรุปแล้วก็อธิบายสู่ฟัง ไม่ใช่ว่าพูดพล่อยๆไปอย่างนั้น 

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ 

สมณะฟ้าไท… พ่อครูพาเราทำให้สลายตัวตน ทำผลผลิตให้ส่วนกลาง100% แต่ก่อนหนังสือชาวอโศกมีแต่นามปากกาชาวอโศกเขียน ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเราเป็นของเรา แต่ละฐานทำงานก็เป็นส่วนกลางหมด เป็นของคนทุกคนช่วยกันทำงานทุกจุด ช่วยกันทำงาน นี่เป็นสังคมมหัศจรรย์ สังคมสาธารณะไม่ยึด ไม่มี ก็สบายๆ 

ปัญญา 8 เล่ม 1 ตอนที่ 1

พ่อครูว่า… จะเอาหนังสือปัญญา 8 มาอธิบาย 

  ปัญญา 8 เล่ม 1 

(1) ปัญญา 8 ในพระไตรปิฎก เล่ม 23 ข้อ 92 

  1. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อาศัยพระศาสดา หรือเพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่งผู้ตั้งอยู่ในฐานะครู ซึ่งเข้าไปตั้งความละอาย ความเกรงกลัว ความรักและเคารพไว้ อย่างแรงกล้า   

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุปัจจัยข้อที่ 1 ย่อมเป็นไปเพื่อได้‘ปัญญา(ปัญญายะ)’ ฯลฯ* เพื่อความบริบูรณ์แห่ง‘ปัญญา’ที่ได้แล้ว ฯ [ฯลฯ* ข้างบนนั้น คือ คำความที่กล่าวถึงมาก่อนแล้วได้แก่.. อันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ได้ เพื่อความงอกงามไพบูลย์ เจริญ บริบูรณ์ แห่งปัญญาที่ได้แล้ว 8 ประการนี้เอง]

  1. เธออาศัยพระศาสดา หรือเพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่ง ผู้ตั้งอยู่ในฐานะครู ซึ่งเป็นที่เข้าไปตั้งความละอาย ความเกรงกลัว ความรัก และความเคารพไว้อย่างแรงกล้านั้นแล้ว เธอเข้าไปหาแล้วไต่ถาม สอบถามเป็นครั้งคราวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ภาษิตนี้เป็นอย่างไร เนื้อความแห่งภาษิตนี้เป็นอย่างไร ท่านเหล่านั้นย่อมเปิดเผยข้อที่ยังไม่ได้เปิดเผย ทำให้แจ้งข้อที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง และบรรเทาความสงสัยในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัยหลายประการแก่เธอ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 2 ย่อมเป็นไปเพื่อได้‘ปัญญา’ ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่ง‘ปัญญา’ที่ได้แล้ว ฯ

  1. เธอฟังธรรมนั้นแล้ว ย่อมยังความสงบ 2 อย่าง คือ ความสงบกาย และความสงบจิต ให้ถึงพร้อม

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัย ข้อที่ 3 ย่อมเป็นไปเพื่อได้‘ปัญญา’ ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่ง ‘ปัญญา’ที่ได้แล้ว ฯ

  1. เธอเป็นผู้มี‘ศีล’ สำรวมระวังในพระปาฏิโมกข์ ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มีปรกติเห็นภัยในโทษแม้ มีประมาณน้อย (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย (พ่อครูไอตัดออกด้วย) 

สมณะฟ้าไท… เราทำตามครรลอง ตามกฎระเบียบชุมชน หรือพระวินัย ทำให้อยู่ร่วมกันได้ พระวินัยป้องกันคนหยาบในสังคม

พ่อครูว่า… อาจาระ​ แปลว่า  พฤติกรรมที่อยู่ในตัวเอง โคจร แปลว่าเคลื่อน มีอาการมีบทบาทต่อไป เรียกว่า โคจร 

เป็นผู้ที่เห็นความสำคัญของศีลอย่างมาก แล้วทำความเข้าใจหัวข้อของศีล ความหมายของศีล ปฏิบัติอย่างไรในระดับต้นกลางปลาย ปฏิบัติตามไปแล้วก็เห็นว่าปฏิบัติแล้วเกิดผลอย่างไร ปฏิบัติศีลก็เป็นอย่างนั้น 

สู่แดนธรรม… ในข้อที่ 4 เป็นที่สังเกตว่านักธรรมะสายปัญญาเขาไม่คำนึงถึงศีลเลย ผมเคยฟังพ่อท่านโต้กับคุณไสว แก้วสม เขาว่า ทำไมพ่อท่านพูดแต่เรื่องศีล ไม่เอาเรื่องปัญญามาพูดกัน 

พ่อครูว่า… คุณไปเรียกพวกสายปัญญาไม่ใช่หรอก ที่จริงเรียกว่าสายฟุ้งซ่าน สายเฉโกฟุ้งซ่าน พวกรู้มากยากนาน ไม่ใช่ปัญญา ไม่ใช่ความรู้ที่เข้าหลักเข้าเกณฑ์ 

เพราะฉะนั้น ผู้เข้าใจเรื่องศีล จะชัดเจนเข้าใจในความหมายต่างๆว่า ศีลเป็นอย่างไรแล้วทำไป ได้ผลอย่างไร ทั้งภายนอกภายใน ตั้งแต่กายถึงใจ ถึงขั้นลดกิเลส จะชัดเจนว่าศีลปฏิบัติแล้วทำให้เราเข้าใจเนื้อแท้ของสัจธรรมที่จิต แล้วจิตมันมีกิเลส ศีลมีหน้าที่ปฏิบัติให้ละหน่ายคลายจางจากกิเลส ไม่ใช่ไปปฏิบัติเพื่อสะสมทรัพย์ศฤงคาร ลาภยศสรรเสริญโลกียสุขไม่ใช่หรอกศีล ศีลของเราเป็นโลกุตระเพื่อขัดเกลากิเลส มีปกติเห็นโทษภัยในโทษ แม้มีประมาณน้อย แม้จะบกพร่องนิดหน่อย ก็ระวัง สมาทานอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 4 ย่อมเป็นไปเพื่อได้‘ปัญญา’ ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่ง ‘ปัญญา’ที่ได้แล้ว ฯ

  1. เธอเป็น‘พหูสูต’ ทรงจำสุตะ สั่งสมสุตะ เป็นผู้ได้ยินได้ฟังมาก ทรงจำไว้ คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฏฐิ ซึ่งธรรมทั้งหลายอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ ทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง 

ดูกรภิกษุทั้งหลายนี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 5 ย่อมเป็นไปเพื่อได้‘ปัญญา’ ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่ง ‘ปัญญา’ที่ได้แล้ว ฯ

  1. เธอย่อม‘ปรารภความเพียร(วิริยารัมภะ)’เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อความพร้อม ถึงพร้อมแห่งกุศลธรรม เป็นผู้มีกำลัง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระไม่ดูดายในกุศลธรรม 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 6 ย่อมเป็นไปเพื่อได้‘ปัญญา’ ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่ง ‘ปัญญา’ที่ได้แล้ว ฯ

  1. อนึ่ง เธอเข้าประชุมสงฆ์ไม่พูดเรื่องต่างๆ ไม่พูดเรื่องไม่เป็นประโยชน์ ย่อมแสดงธรรมเองบ้าง ย่อมเชื้อเชิญผู้อื่นให้แสดงบ้าง ย่อมไม่ดูหมิ่นการนิ่งอย่างพระอริยเจ้า

ดูกรภิกษุทั้งหลายนี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 7 ย่อมเป็นไปเพื่อได้‘ปัญญา’ ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่ง‘ปัญญา’ที่ได้แล้ว ฯ

ข้อนี้เป็นเรื่องของสภาที่มีบัณฑิต 

สภาที่อยู่ในสภาอันทรงเกียรติของนักการเมืองนั้น มีความอวดดีพูดกันจนคอจะแตก แสดงภูมิอะไร ไม่บันยะบันยัง ดีไม่ดีก่อเรื่องวิวาทหาเรื่องหาราว ซึ่งมันไม่ใช่สภาอันทรงเกียรติเลย มันเป็นสถานที่วิวาทะเสียมากกว่า หาเรื่องหาราวกัน พูดไปแล้วไม่รู้จะพูดอย่างไร เพราะว่าคนมันได้แค่นั้นเป็นอย่างนั้น 

แต่พวกเราไม่นะ สงฆ์ของพวกเราเวลาประชุมไม่ได้แย่งกันพูด ควรแสดงก็ควรแสดงควรสงบก็ควรสงบ อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นคุณสมบัติที่ดี 

ที่พูดนี้เจตนาวิจารณ์ สภาของไทยซึ่งมันน่าจะนำประเทศอื่นเขา เพราะว่าเราเป็นประเทศเมืองพุทธ ที่มีคุณธรรมตามพุทธศาสนา แต่พูดไปก็ไลฟ์บอย เขาไม่นำพาเรื่องศาสนาเรื่องธรรมะกันเลย เขาก็เป็นไปตามประสาเขาแล้วเขาอวดดีด้วยนะ ว่าตัวเองมีปัญญา บอกว่าโพธิรักษ์นั้นเขาไม่รู้จัก หรือว่ารู้จักเหมือนกันแบบไม่ได้เรื่องอะไร เขาดูดีกว่าโพธิรักษ์ เป็นอย่างนั้นด้วย ถ้าไม่อย่างนั้นเขาก็จะมาศึกษาใช่ไหมแต่นี้ไม่มี เขาก็รู้ของเขาเก่งของเขา มีอาจารย์ของเขาด้วย เขาก็ไปที่ชอบๆของเขา 

  1. อนึ่ง เธอพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมในอุปาทานขันธ์ 5 ว่า รูปเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่ง รูปเป็นดังนี้ เวทนาเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งเวทนาเป็นดังนี้ สัญญาเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งสัญญาเป็นดังนี้ สังขารทั้งหลายเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งสังขารเป็นดังนี้ วิญญาณเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุ เป็นปัจจัยข้อที่ 8 ย่อมเป็นไปเพื่อได้‘ปัญญา’ ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่ง ‘ปัญญา’ที่ได้แล้ว ฯ 

เพื่อนพรหมจรรย์ย่อมสรรเสริญภิกษุรูปนั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุนี้ อาศัยพระศาสดาหรือเพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่ง ผู้ตั้งอยู่ในฐานะครู ซึ่งเป็นที่เข้าไปตั้งความละอาย   ความเกรงกลัว ความรัก และความเคารพไว้อย่างแรงกล้า ท่านผู้มีอายุนี้ ย่อมรู้สิ่งที่ควรรู้ ย่อมเห็นสิ่งที่ควรเห็น เป็นแน่แท้ แม้ธรรมข้อนี้ก็เป็นไปเพื่อความรัก ความเคารพ ความสรรเสริญ เพื่อการบำเพ็ญสมณธรรม เพื่อความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ฯ 

อนึ่ง เพื่อนพรหมจรรย์ย่อมสรรเสริญภิกษุรูปนั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุนี้ อาศัยพระศาสดา หรือเพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่ง ผู้ตั้งอยู่ในฐานะครู ซึ่งเป็นที่เข้าไปตั้งความละอาย ความเกรงกลัว ความรัก และความเคารพไว้อย่างแรงกล้า ท่านได้เข้าไปหาแล้วไต่ถาม สอบถามเป็นครั้งคราวว่า ท่านผู้เจริญ ภาษิตนี้เป็นอย่างไร เนื้อความแห่งภาษิตนี้เป็นอย่างไร ท่านเหล่านั้นย่อมเปิดเผยข้อที่ยังไม่ได้เปิดเผย ย่อมทำให้แจ้งข้อที่ยังไม่ทำให้แจ้ง และย่อมบรรเทาความสงสัยในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัยหลายประการ แก่ภิกษุนั้น 

นี่ก็คือผู้รู้ ผู้ที่อยู่ในฐานะครู เป็นพระศาสดาหรือสัตบุรุษที่อยู่ในฐานะครูนั้น ท่านไม่ได้มีวาระแสดงธรรมเหมือนอย่างอาตมา ที่แสดงทำวันเว้นวันทุกวัน แล้วพวกคุณไม่ต้องเข้ามาถามหรอก แต่พระศาสดาไม่ได้แสดงธรรมทุกวันหรือวันเว้นวันอย่างนี้ สัตบุรุษได้หรือผู้อยู่ในฐานะครูไม่ได้มีโปรแกรมอย่างนี้ ก็ต้องเข้าไปถาม แต่ถ้ามีโปรแกรมอย่างอาตมาไม่ต้องเข้ามาถาม หรืออยากจะถามก็ถามได้ ในที่แสดงธรรม ปุจฉาวิสัชนาได้ 

ท่านผู้มีอายุนี้ ย่อมรู้สิ่งที่ควรรู้ ย่อมเห็นสิ่งที่ควรเห็น เป็นแน่แท้ แม้ธรรมข้อนี้ก็เป็นไปเพื่อความรัก ความเคารพไว้อย่างแรงกล้า  เพื่อความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ฯ

อนึ่ง เพื่อนพรหมจรรย์ย่อมสรรเสริญภิกษุรูปนั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุผู้นี้ได้ฟังธรรมแล้ว ย่อมยังความสงบ 2 อย่าง คือ ความสงบกาย และความสงบจิตให้ถึงพร้อม ท่านผู้มีอายุผู้นี้ย่อมรู้สิ่งที่ควรรู้ ย่อมเห็นสิ่งที่ควรเห็น เป็นแน่แท้ แม้ธรรมข้อนี้ก็เป็นไปเพื่อความรัก ความเคารพไว้อย่างแรงกล้า เพื่อความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ฯ

ฟังธรรมะพระพุทธเจ้าแล้วจะมีความซ้ำแต่มีรายละเอียดเพิ่มขึ้นทีละน้อย พูดให้ฟังแล้วไม่เข้าใจก็จะรำคาญได้ว่าวนเวียนซ้ำซากน่าเบื่อได้ ผู้ที่เขาไม่ละเอียดละออก็จะไม่รู้สึก แต่ผู้ที่ฟังแล้วเกิดความลึกซึ้งละเอียด อานิสงส์แห่งการฟังธรรม 5 ประการเกิด ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยได้ยินได้ฟัง นิดๆหน่อยๆ สิ่งที่ไม่เคยได้ยินได้ฟัง ละเอียดยิ่งขึ้น ได้ฟังแล้วเข้าใจสิ่งที่ได้เข้าใจยิ่งขึ้น ความสงสัยทั้งหลายที่เคยสงสัยก็คลายสงสัยไป ทิฐิที่ไม่ตรง ก็ตรงขึ้น จิตใจก็เลื่อมใสเต็มที่ จิตตมัสสปสีทติ อานิสงส์ 5 ประการจะเกิดจริงเลย ใครรู้สึกในตัวเองไหม มันจริงเลย พระพุทธเจ้าตรัสไม่มีอะไรไม่จริง ผู้ที่ปฏิบัติตรงตามพระพุทธเจ้าสอนได้จริง อาตมาแสดง ก็เป็นความจริงตามจริงสอดคล้องกันด้วยมันก็เป็นอย่างนี้ ตถตา มันต้องเป็นเช่นนั้นแหละ 

อนึ่ง เพื่อนพรหมจรรย์ย่อมสรรเสริญภิกษุรูปนั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุผู้นี้ เป็นผู้มีศีล… สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ท่านผู้มีอายุผู้นี้ ย่อมรู้สิ่งที่ควรรู้ย่อมเห็นสิ่งที่ควรเห็น เป็นแน่แท้ แม้ธรรมข้อนี้ก็เป็นไปเพื่อความรัก… เพื่อความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ฯ

อนึ่ง เพื่อนพรหมจรรย์ย่อมสรรเสริญภิกษุรูปนั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุผู้นี้ เป็นพหูสูต… แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฐิ ท่านผู้มีอายุผู้นี้ ย่อมรู้สิ่งที่ควรรู้ ย่อมเห็นสิ่งที่ควรเห็น เป็นแน่แท้ แม้ธรรมข้อนี้ก็เป็นไปเพื่อความรัก… เพื่อความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ฯ

อนึ่ง เพื่อนพรหมจรรย์ย่อมสรรเสริญภิกษุรูปนั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุผู้นี้ ปรารภความเพียร… ไม่ทอดทิ้งธุระในกุศลธรรมทั้งหลาย ท่านผู้มีอายุผู้นี้ ย่อมรู้สิ่งที่ควรรู้ ย่อมเห็นสิ่งที่ควรเห็น เป็นแน่แท้ แม้ธรรมข้อนี้ก็เป็นไปเพื่อความรัก… เพื่อความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ฯ

อนึ่ง เพื่อนพรหมจรรย์ย่อมสรรเสริญภิกษุรูปนั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุผู้นี้ เข้าประชุมสงฆ์… ไม่ดูหมิ่นความนิ่งอย่างพระอริยเจ้า ท่านผู้มีอายุผู้นี้ ย่อมรู้สิ่งที่ควรรู้ ย่อมเห็นสิ่งที่ควรเห็น เป็นแน่แท้ แม้ธรรมข้อนี้ก็เป็นไปเพื่อความรัก… เพื่อความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ฯ

อนึ่ง เพื่อนพรหมจรรย์ย่อมสรรเสริญภิกษุรูปนั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุผู้นี้ ย่อมพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปในอุปาทานขันธ์ 5 … ความดับแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ ท่านผู้มีอายุผู้นี้ ย่อมรู้สิ่งที่ควรรู้ ย่อมเห็นสิ่งที่ควรเห็น เป็นแน่แท้ แม้ธรรมข้อนี้ก็เป็นไปเพื่อความรัก ความเคารพ ความสรรเสริญเพื่อการบำเพ็ญสมณธรรม เพื่อความเป็นหนึ่งใจเดียวกัน 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหตุ 8 ประการ ปัจจัย 8 ประการนี้แล ย่อมเป็นไป เพื่อได้                ‘ปัญญา’อันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ได้ เพื่อความงอกงาม ไพบูลย์ เจริญ บริบูรณ์แห่ง‘ปัญญา’ที่ได้แล้ว ฯ

หมดจบคำตรัสของพระพุทธเจ้าใน“ปัญญาสูตร”

(2) “ปัญญา 8”นี้ คือ ความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า 

ทั้งหมดนั้นคือ คำตรัสของพระพุทธเจ้า ที่“นิยาม”

ความเป็น“ปัญญา”ก็คือ“ธาตุรู้”แต่เป็น“ความรู้-ความฉลาด” อันมีที่ไปที่มาชัดเจนว่า เป็นของมนุษย์ที่มนุษย์ด้วยกันสามารถ“สัมผัส”จับต้องร่างกายตัวตนกันได้ 

และคำสอนก็เกิดจากพระโอษฐ์ของผู้เป็นมนุษย์จริงๆที่ตรัสออกมาให้ผู้คนทั้งหลายในโลกได้ยินได้ฟังพร้อมกันมากมายหลายคน ไม่ใช่แค่คนเดียว แต่ได้ยินได้ฟังกันเป็นร้อยเป็นพันเป็นหมื่นคนในผู้มีชีวิตอยู่ร่วมกันอยู่ในโลก เป็นความโจ่งแจ้ง เปิดเผย ไม่ใช่คำตรัส“ลึกลับ” ที่“พระศาสดาเพียงคนเดียวเท่านั้นได้ยินได้ฟังมาจากพระเจ้า” แล้วพระศาสดาองค์นั้นค่อยนำมาประกาศต่อโลก อีกทีหนึ่งเหมือนชาว“เทฺวนิยม”

ความรู้อื่นๆเป็นความรู้โลกียะ ไม่เป็นโลกุตระ แต่ ปัญญา 8 นี้เป็นของพระพุทธเจ้ามีนัยยะสำคัญที่แตกต่างจากโลกียะมาก มากมิติ มากประเด็น มากนัยสำคัญ ตอนนี้เขายังไม่ค่อยตื่นตัวเพราะเขายังไม่รู้ เขายังเข้าใจความหมายไม่ได้ อาตมาพูดด้วยภาษาไทยง่ายๆ บางทีต้องอาศัยบาลี บางครั้งต้องอาศัยภาษาอังกฤษบ้างนิดหน่อย แต่อธิบายด้วยภาษาไทยเป็นสามัญ 

เขาจะยังไม่เข้าใจได้ง่ายๆที่อาตมาพูดไปว่ามันคืออะไรแท้ๆ ก็อีกนานพอสมควรที่กว่า เขาจะเข้าใจถึงความหมายได้ และเข้าใจได้เพราะภูมิธรรมเขาถึงด้วย ถ้าภูมิธรรมเขาไม่ถึงเข้าใจไม่ได้หรอก ภูมิธรรมเขาไม่ถึงเข้าใจไม่ได้หรอก เข้าใจก็ไม่ซาบซึ้ง ซึ่งมันเป็นสัจจะ 

อาตมาไม่สงสัยหรอกว่าองค์กรใหญ่ๆหลักๆของเทวนิยมในโลกที่มีชื่อเสียงเขาไม่ได้ให้รางวัล แก่อาตมา เพราะเขาไม่เข้าใจว่าอาตมาพูดอะไร มันมีค่าควรที่จะให้รางวัลหรือไม่เขาไม่รู้หรอก อาตมาไม่แปลกใจอะไร ไม่ได้สงสัยแปลกใจอะไร ที่เขาให้รางวัลเขาก็ต้องมีความรู้ อย่างแมนเฮ ก็มาให้รางวัล 

อาตมาได้รางวัล 3 รางวัล 

คนที่ 1 คือ ฯพณฯสัญญา ธรรมศักดิ์ ทำเป็นโล่ ชมเชยให้มา เป็นรางวัลอันแรกที่อาตมาได้รับมาในชีวิตที่ทำงานนี้ 

อันที่ 2 รางวัลแมนเฮ อยู่เกาหลี ให้รางวัลและแถมเงินมาด้วย 100 ล้านวอน แปลงเป็นเงินไทยได้ 2,600,000 กว่าบาท ก็ไม่น้อยนะ 

อันที่ 3 วัดชิลซัลซา ที่เกาหลี แถมรางวัลให้ถ้วยมา สวยสีทอง ไว้ใส่กำยาน 

ในชีวิตที่เคยได้เท่านี้เขาพอมองออกเขาพอเข้าใจ ซึ่งอาตมาไม่ได้แปลกใจอะไร ไม่ได้ไปประหลาด ไม่ได้น้อยใจเสียใจไม่มี ก็รู้อยู่ว่ามันค่อยๆเป็นไป 

ในอนาคตผู้แสวงหาเรื่องนี้เขาจะมี แสวงหามาเขาก็จะเจอ อีก 100 ปี คุณอย่าเพิ่งรีบตายนะ อาตมาอีกสัก 100 ปีก็คงจะมีคนรู้จักโพธิรักษ์ ที่พูดนี้ไม่ได้หมายความว่าหลงตัวหลงตนอะไร เพราะในโลกเขาแสวงหาสิ่งประเสริฐ แล้วมันมีโลกุตระของพระพุทธเจ้าที่สุดประเสริฐ อาตมาก็นำสิ่งนี้มา สถาปนาลงไปในโลกยุคนี้ เพราะฉะนั้นสักวันหนึ่งเขาจะเข้าใจ 

สมณะฟ้าไท… สรุปจบ

แต่“ปัญญา 8”นี้เป็นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอง

พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงยืนยันว่า “พระธรรมคำสอนที่พระองค์ทรงนำมาประกาศต่อโลกนั้น“พระพุทธเจ้าเองตรัสรู้ได้ด้วยพระองค์เอง(สัมมาสัมพุทโธ)” ไม่ใช่“คำสอน”ที่ได้รับมาจาก“พระเจ้า”ผู้“ลึกลับ” หรือจากใครอื่น แต่อย่างใดเลย   

“ปัญญา”นี้จึงเป็น“ความรู้-ความฉลาด”ที่ครบถ้วน กระจะกระจ่าง พร้อมมวลและประสิทธิภาพทั้ง“ความเห็น-ความกระทบสัมผัสประจักษ์-ยืนหยัดอยู่หลัดๆโต้งๆโทนโท่”

ว่า เป็น“ความจริง”บริบูรณ์สัมบูรณ์เปิดเผยไม่มีอะไรแฝงบังหรือลึกลับเลย แม้แต่นิดน้อยเศษละอองธุลีใดๆ 

และผู้เป็น“เจ้าของความรู้-ความฉลาด(ธรรมสามี)”นี้

ก็ทรงยืนยันพระองค์เองอีกว่า พระพุทธเจ้าเองเป็น“ผู้รู้เอง”

(สัมมาสัมพุทโธ) ที่แสดงพระองค์เองต่อโลกมนุษย์ซึ่งสัมผัส“เนื้อตัวร่างกาย(สรีระ)”ของพระองค์ได้จริงๆ ว่า ท่านก็เป็น“คน”ที่มีพร้อมท้ัง“สรีระกับจิตวิญญาณ(ภาวะ ๒)”ผู้มีชีวิตอยู่ในโลกนี้แท้ๆ ก็เป็นเช่นเดียวกันกับมนุษย์คนอื่นทั้งหลายทั้งปวง

ซึ่งชี้บ่ง“ความเปิดเผย”กับ“ความลึกลับ”ของ“เทฺว” หรือ“ภาวะ ๒”คู่สำคัญในโลกในมหาจักรวาล ว่า  “พระเจ้า” กับ“พระพุทธเจ้า”นั้นภาวะไหนชัดเจนยิ่งจริงแท้กว่ากัน 

 

(3) พระเจ้ากับพระพุทธเจ้านั้นแตกต่างกันอย่างยิ่ง

“พระเจ้า”นั้น“ลึกลับ”แต่“พระพุทธเจ้า”นั้น“เปิดเผย”ยิ่ง

“พระพุทธเจ้า”กับ“พระเจ้า” จึงแตกต่างกันหันทิศ

ไปคนละทาง มีทิศเดินทางไปต่างกันถึง 180 องศา มุ่งไปตรงกันข้ามทีเดียว หรือหมุนได้ต่างกันชนิด 360 องศาชนิดที่เป็น“คนละโลก”จึงมองไม่เห็นกันเลย เพราะทั้งในกว้าง ทั้งในความไกล ทั้งในความมาก ทั้งในความลึกลับ ทั้ง“ความลึก” และ“ความลับ” ทั้งใน“ความมืดดำ”ทั้งใน“ความเวิ้งว้าง”

ส่วน“พระพุทธเจ้า”นั้นสัมผัส“ความจริง”ได้ทุกแง่ทุกเหลี่ยมทุกซอกทุกมุม ทุกนอกทุกใน ทุกหยาบทุกละเอียด ทุกมิติ ทุกนัยะ ทุกประเด็น ทุกโลก ฯลฯ นิรันดร 

“พระเจ้า”นั้น สัมผัส“ความจริง”ไม่ได้ด้วย“ภาวะ 2” หรือในความเป็น“เทฺว” เพราะทั้ง“ลึก”ทั้ง“ลับ” ทั้ง“มืดดำ” ทั้ง “เวิ้งว้าง”ควาญหาไม่เจอ“เนื้อตัว”ส่วนใดของ“พระเจ้า”ได้เลย 

  “พระพุทธเจ้า”เป็น“เนื้อหนังมีชีวะ”ทั้งเห็นได้ทั้งสัมผัสแตะต้องสรีระที่มี“กาย”กับ“จิต”อันเป็น“2 ใน 1”

และ“1 ใน 2”ของ“เทฺว”ได้ในความเป็น“คน”ของโลกในกาละ

ส่วน“พระเจ้า”ยืนยันไม่ได้เลย แม้แค่“กาย”ก็ให้มนุษย์

สัมผัสไม่ได้ ยิ่ง“จิต”ก็ยิ่งรู้ได้อยู่คนเดียวคือ“พระศาสดา”

 หรือ“พระบุตร”เท่านั้น นอกนั้นเป็น“สิทธิ์ของพระจิต” หรือ“พระวิญญาณ”ที่เป็น“พระเจ้า”เท่านั้นมีสิทธิ์เด็ดขาด

แต่ผู้เดียว ถือกันว่า “พระเจ้า”เป็นเจ้าของทุกสรรพสิ่งในเอกภพมหาจักรวาลนั้นแต่ผู้เดียว”

ทั้งๆที่“พระเจ้า”กับ“พระบุตร”ก็คือ “ภาวะ 2”แล้ว

หรือ“พระเจ้า”กับ“โลกเอกภพมหาจักรวาล”ก็เป็น “ภาวะ ๒”แล้ว หรือ“วัตถุ”กับ“จิต”ก็‘ภาวะ 2”อยู่แท้ๆ   

อันมีคู่คือ “เทฺว”หรือ“ภาวะ 2” และที่สำคัญยิ่งยวดก็คือ มีทั้ง“คำเรียกขาน”และทั้ง“สภาวะแท้”ให้เปรียบเทียบ “ความแตกต่างกัน”ของทุกสรรพสิ่งตั้งแต่“๐ กับ ๑”ก็เป็น“ภาวะ ๒”แล้ว

หรือแม้แต่“ภาวะ 2”คือ“0 กับ 0”ก็เทียบกันได้แล้ว

ว่า เป็น“ภาวะ 2 ที่เป็น 1 เดียวกันแล้ว”

หรือ“ภาวะ ๒”คือ““๐”กับ“๑”ก็เทียบกันได้แล้วว่าเป็น“ภาวะ ๒ ที่ไม่เป็น ๑ เดียวกันแล้ว”

ไม่ว่าจะเป็น“0” หรือเป็น“1” หรือเป็น“2” หรือเป็นคู่ ความเป็น“คู่”ย่อมเปรียบเทียบกันได้ทั้งนั้น 

ยิ่งเป็น“ภาวะ ๒”อันเป็น“ธาตุรู้(วิญญาณ)”กับ“สสาร”

หรือ“จิต”กับ“วัตถุ”ก็ยิ่งเทียบกันได้ว่า“แตกต่างกัน”ชัดเจน

หรือ“ความมี”กับ“ความไม่มี”ย่อมแตกต่างกันแน่

หรือ“ความลึกลับ”กับ“ความเปิดเผยกระจ่างแจ้ง”นั้นย่อมแตกต่างกัน

“พระเจ้า”กับ“พระพุทธเจ้า”ก็แตกต่างกันที่ยืนยัน “ความจริงได้”อย่างมีนัยสำคัญ ต้องศึกษากันดีๆทีเดียว

“พระเจ้า”นั้นเห็นจริงได้ยากยิ่งกว่า“พระพุทธเจ้า” เพราะ“ภาวะ 2”นี้มี“ความจริง”ที่สัมผัสได้ กับสัมผัสไม่ได้ เป็นต้น หรือในมิติอื่นก็สามารถพิสูจน์ยืนยันได้อีกมากมิติ

ซึ่งเป็น“ภาวะ 2”ที่มีความเป็น“เทฺว”ที่ยิ่งใหญที่สุด 

 

(4) ความเป็น“เทฺว” คือ “ภาวะ 2”ที่ครอบจักรวาล

ซึ่งความเป็น“เทฺว”นี้ใครจะแยก“เทฺว”ให้ขาดจากกันอย่างเด็ดขาด ไม่ให้เอี่ยวเกี่ยวกันเลยขั้นเด็ดขาดไม่ได้

แต่ถ้าจะไม่ให้“มีเทฺว”เลย ก็ต้อง“ดับเทฺว”ไป“ทั้ง

๒ ทั้ง ๑”ที่แยกกันเด็ดขาดไม่ได้นั้นแหละ เป็น“๐”ไปเลย

การจะทำเช่นว่านั้นได้ ก็ต้องมี“ปัญญา” หรือมีฤทธิ์มีอำนาจเหนือกว่าแรงกว่าจริงๆ จึงจะทำได้  

และ“การดับเทฺว”นี้ ผู้ยังไม่มี“ปัญญา”รู้จักรู้แจ้งรู้

จริงในความเป็น“เทฺว” ยังหลงยึดมั่นถือมั่นว่า “เทฺว”เป็น “อัตตา”เป็นตัวตนของตนเอง ซ้ำมิหนำก็จะหลงผิดว่า “ผู้ดับเทฺว”นั้นไปละลาบละล้วงความเป็น“เทฺว”ที่เขาหลงยึด ทั้งที่ยึดว่า เป็น“พระเจ้า”ผู็ยิ่งใหญ่ที่ไม่มีใครไป“ดับท่านได้” ท้ั้งที่หลงยึดมั่นถือมั่นว่า “เทฺว”เป็น“ตัวตนของตน(อัตตา)นิรันดร  ไม่มีสูญหายไปจากกาลเป็นเด็ดขาด

จึงไม่สามารถจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงเรื่อง“กรรม” เรื่อง “วิบาก”อย่างถ่องแท้แยบคายบริบูรณ์ได้เลย

แม้จะได้รับคำสอนจากพระศาสดาว่า อย่า“ผูกพยาบาทอาฆาตแก้แค้นนิรันดร” ซึ่งมันเป็น“คู่หู”คือ เป็น

ภาวะตรงกันข้ามกับ“รักผูกพันนิรันดร” ศาสดาก็ไม่รู้ ว่ามันเป็น“เทฺว”ที่แยกกันไม่ได้ จึงได้แต่สอนกันไป      

แม้จะทำได้ก็เป็นการ“ผูกพยาบาทอาฆาตแก้แค้นหรือรักกันวนเวียนไม่รู้จบ” เพราะมันเป็น“กรรมวิบาก” อันปรารถนาร้าย-ปรารถนาดีสุดๆ ตามล้างตามฆ่าตามแก้แค้นกัน“เป็นรัก-เป็นชัง”ด้วย“อวิชชา” อันไม่มี“จบ”ลงได้ ดังที่เล่าขานเป็นนิยายนับเรื่องไม่ถ้วน เป็นตำนาน“มหากาพย์-มหารามเกียรติ์”กันอยู่ไม่รู้“จบกิจ” ไม่รู้แล้ว เพราะยังไม่สิ้น“อวิชชา”นั่นเอง

มันเป็น“เทวาเทวสงคราม”แห่งอวิชชา สงครามของ“เทฺว” คือ “ภาวะ ๒”ของคนที่ไม่มี“ปัญญา”ไม่มี“วิชชา” จึงมีแต่“อวิชชา”ก็ไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“กรรมวิบาก” ซึ่งเป็น“อจินไตย”แท้ๆแน่นอน ว่า มันเป็น“ภาวะ ๒”ที่ตามแก้แค้นกัน ผูกพัน คือ รัก-ชัง ชาติแล้วชาติเล่า

และการตามรัก การตามแก้แค้นล้างผลาญกันก็มีอยู่จริงในผู้ยัง“อวิชชา” ไม่รู้จบ ไม่รู้แล้ว ไม่มีอภัย ไม่ปล่อยวางจริง ไม่หลุดพ้นไปได้ 

ไม่มี“ปัญญา”รู้จักรู้แจ้งรู้จริงว่า “ทุกสรรพสิ่งล้วนคือ

อนัตตา(สัพเพธัมมา อนัตตา)” เพราะตนไม่สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น“ตน” เป็น“กาย” เป็น“บุญ” แม้แต่เป็น“ฌาน” เป็น“สมาธิ” ฯลฯ เป็น“อัตตา” เป็น“นิพพาน” เป็น“ปรินิพพาน” และเลิก“ความเป็นตน” ทำ“ปรินิพพานเป็นปริโยสาน”ให้แก่ตนสุดท้ายได้สำเร็จแท้ 

ผู้มี“อวิชชา”ทุกคนนั้นยังไม่สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริง

“เทฺว”อันคือ “ภาวะ ๒”ของตนเองที่“ปรุงแต่ง”กันอยู่ เรียกว่า “สังขาร”ของสัตวโลกที่มีความเป็น“จิตนิยาม”ทั้งหลาย

“ศาสดาเทฺวนิยม”ทั้งหลากทั้งหลาย แค่“รู้จัก”

ตนเองก็ยังไม่รู้จัก ไม่รู้แจ้ง ไม่รู้จริงเลย

ผู้“อวิชชา”คือ ผู้หลงผิดยึดมั่นถือมั่นว่า “ตนเอง”

เป็น“๑” ไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“ความเป็น ๒”หรือ“ภาวะ ๒” แม้แค่“นาม”กับ“รูป”ที่ปรุงแต่งกันอยู่เป็น“วิญญาณ”ตนเอง

“นาม”คือ“ธาตุรู้”ของตนนี้ ผู้มี“จิตนิยาม”ซึ่งเป็นสัตวโลกแล้วจะมี“วิญญาณ”ของตนเอง เป็น“ประธาน” ตนเอง บงการตนเอง แต่ไม่ได้เรียนรู้“นาม-รูป”ของตนเอง จึงไม่รู้จัก“วิญญาณตนเอง” ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้และทรงสอนว่าเป็น“สังขาร” ที่มี“วิญญาณเป็นปัจจัย” และมี“นามรูป-อายตนะ-ผัสสะ-เวทนา-ตัณหา-อุปาทาน-ภพ-ชาติ ฯลฯ”ซึ่งเรียกว่า “ปฏิจจสมุปบาท”

สัตวโลกหรือคนผู้ยัง“อวิชชา”จึงไม่มี“ปัญญา”ที่ จะรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“ปฏิจจสมุปบาท”ทั้งสายอย่าง“อนุโลม-ปฏิโลม”

ผู้มี“ปัญญา”อันเจริญเป็น“ญาณ”เป็น“วิชชา”จึงจะสามารถ“รู้จักรู้แจ้งรู้จริง”ความปรุงแต่งกันอยู่(สังขาร)ของ“ภาวะ ๒”หรือ“เทฺว”ที่ครอบจักรวาลอยู่

(๕) มี“ปัญญา ๘”จึงรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“เทฺว”ได้สัมบูรณ์

“สังขาร”นี้แหละ คือ “ธาตุที่ปรุงแต่งกันอยู่ของ “วิญญาณ”อันมี“ภาวะ ๒”ก็คือ “เทฺว”นั่นแหละซึ่งเป็น “นาม-รูป”ปรุงแต่งกันไป เป็นเหตุเป็นปัจจัยกันและกัน ตามหลัก“ปฏิจจสมุปบาท” ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้

ถ้าไม่มี“ปัญญา”ก็ไม่สามารถจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริง

“ปฏิจจสมุปบาท”ดังว่านี้ได้จริง   

เมื่อคนผู้ไม่มี“ปัญญา ๘”ก็ไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น“ภาวะ ๒”ที่“ปรุงแต่งกันอยู่”ของ“เทฺว”ทั้งหลาย จึงมีแต่“อวิชชา” หรือแม้จะมี“ความรู้-ความฉลาด” ก็ไม่ใช่ “วิชชา”ที่เป็น“โลกุตระ” จึงยังคงมีแต่“ความรู้-ความฉลาด”ที่จมงมอยู่แค่ในกรอบของ”โลกียธรรม”ตามเดิม ซึ่งมันยังไม่ใช่“โลกุตรธรรม”อันพระพุทธเจ้าทรงค้นพบ      

“ความรู้โลกุตรธรรม”จึงจะมี“ปัญญา”ที่สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็น“เทฺว”ได้สมบูรณ์ ก็จะรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“ความปรุงแต่งทั้งหลาย” ทั้งของ“อุตุนิยาม-พีชนิยาม-จิตนิยาม-กรรมนิยาม-ธรรมนิยาม” ครบ“ธรรมนิยาม ๕”อย่าง“สัมมาทิฏฐิ”จริง 

คนผู้นี้ก็สามารถ“จัดการปรับจิตปรุงใจ(อภิสังขาร)ของตน”อันคือ“เทฺว”ของตนให้มีภาวะทรงอยู่(ธรรม)”ด้วยความสามารถของ“กรรมของตน”อาศัยดำเนินไปในขณะที่

ผู้นั้นยังเป็น“จิตนิยาม”อยู่ใน“กาล”แห่งเอกภพมหาจักรวาล จนกว่าตนเองจะทำ“ปรินิพพานเป็นปริโยสาน”ตายเลิกสลาย“จิตนิยาม”ไป

เห็นมั้ยว่า ความเป็น“เทฺว”นั้นเป็นภาวะที่“ยิ่งใหญ่ล้ำลึก” เป็น“๑”แท้ๆจริงๆสุด“สูงหล้าฟ้าลึก”ครอบมหาเอกภพจบสิ้นจักรวาลแต่เพียง“๑ เดียว”ที่ยากเกินยากกว่ายากใดๆ ที่จะสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงกันได้ง่ายๆ

ถ้าไม่มี“ปัญญา ๘”หรือ“วิชชา ๘”ที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงค้นพบ แล้วนำมาตรัสสอนมนุษย์ในโลกให้รู้ตาม ก็จะไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“ควมจริง”นี้ได้

(๖) “ปัญญา ๘”จึงสามารถครอบงำ“เทฺว”ได้ทั้งหมด ผู้มี“ปัญญา ๘”ตามแบบโลกุตระเท่านั้นจริงๆ ที่จะสามารถแยกแยะรายละเอียดของ“เทฺว”น้อยใหญ่ต่างๆ และทำความเป็น“เทฺวน้อยใหญ่”นั้นๆให้“ทรงอยู่(ธรรม)”ไปกับ“สังคม”ได้ด้วยการศึกษาตามความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า 

ซึ่งความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านั้น“ครอบจักรวาล” ทั้งหมด และครอบทั้งความเป็น“พระเจ้า”ทั้งหลายด้วย 

โดยเฉพาะ ครอบทั้งความเป็น“เทฺว”ได้ทั้งหมด

ผู้รู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น“เทฺว”ทั้งหมด ก็คือ ผู้รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“ปัญญา ๘”ได้ทั้งหมดครบถ้วน ไพบูลย์ นั่นเอง  

อาตมากำลังสาธยาย“วิชาการ”เกี่ยวกับ“ความจริง” หรือ“สัจธรรม”ทั้งหลายในเอกภพมหาจักรวาลเท่าที่มีอยู่ใน“กาล” ให้ครบให้ถ้วนทั่ว ไม่ได้โอ่อวดข่มเบ่งแต่อย่างใด

ไม่มี“จิต”ที่เป็นอุปกิเลสใดๆเลย ไม่ว่ากำลังยกตน

ข่มท่านก็ดี อยากโอ้อวดก็ดี แม้แต่ตีตนเสมอท่านก็ดี ฯลฯ 

แต่กำลังแสดง“ความรู้-ความจริง”เท่าที่ตนเองมี เปิดเผยออกให้มากๆ เพื่อให้ผู้อื่นได้รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“ความจริง”ด้วยใจบริสุทธิ์ เท่าที่ตนมีปัญญา“ตามภูมิ”จริงของตน ที่ตนเองมี“ปัญญา”บางแล้วด้วยความบริสุทธิ์ใจ

มิใช่มาอวดดี แต่นำ“ความดีจริงๆของพระพุทธเจ้าที่พระองค์ได้ตรัสไว้ดีแล้ว”มาสืบทอดต่อไป ศาสนาพุทธจะได้ยืนยาวไปถึง ๕๐๐๐ ปี ให้ตรง ให้ถูกต้องตามที่เป็นของพระพุทธเจ้า เท่าที่อาตมามี“ความจริง” มี“ความรู้”นั้นๆ ที่อาตมาแน่ใจ มั่นใจใน“ความรู้-ความจริง”นั้นๆ อย่างซื่อสัตย์ที่สุด ที่คนผู้มี“อัญญธาตุ” มี“ปัญญา”จะรู้ได้ รับได้

ส่วนผู้ยังไม่มี“อัญญธาตุ”หรือยังไม่มี“ปัญญา”เลย ก็แน่นอนว่า ย่อมรับ“ความรู้-ความจริง”ที่อาตมาสาธยายไม่ได้ หรือ“ไม่รู้ตามได้”  

ก็ย่อมย้อนแย้งกับอาตมาเป็นธรรมดา

ส่วนใครจะผิดจะถูกนั้น ที่สุดแห่งที่สุดก็ตนเองแต่ละคนนั่นแหละ ที่จะสามารถพิพากษาให้แก่ตนเอง 

ตนเป็นที่พึ่งของตนเองแท้ๆ นอกจากตนไม่มีใครจะเป็นที่พึ่งแท้ให้แก่ตนได้หรอก 

(๗) อาตมาก็กำลังศึกษาเล่าเรียนฝึกฝน“ปัญญา ๘”

ซึ่งจริงๆอาตมาก็คือ ผู้กำลังศึกษาเล่าเรียนฝึกฝนอบรมตนเพื่อให้เกิด“ปัญญา ๘” เจริญ งอกงาม ไพบูลย์​อยู่

ยังไม่“จบกิจ”ไพบูลย์ครบตามที่พระพุทธเจ้าทรงมีพระสัมมาสัมโพธิญาณ อาตมากำลังสั่งสม“พุทธภูมิ”ก็

บอกตามจริงมานานแล้วว่า อาตมาเป็น“โพธิสัตว์ ระดับ ๗”

ก็กำลังรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“ปัญญา ๘”ไปตามลำดับ อันใดมั่นใจว่า“สัมมาทิฏฐิ”แล้วจึงเปิดเผยสาธยายออกมาตามที่รู้นั้นทุกประการ เพื่อสืบทอดพระศาสนาของพระพุทธเจ้าด้วย เพื่อยืนยัน“ความรู้-ความจริง”นั้นด้วย เพื่อผู้ศึกษาจะได้ศึกษาตามด้วย และเพื่อท่านผู้รู้อื่นได้ตรวจสอบอาตมาด้วย แล้วท่านจะได้กรุณาทักท้วงแก้ไขให้อาตมาด้วย 

อาตมากลัวจริงๆ กลัวตนเองจะสาธยายธรรมออกมา“ผิด” เพราะถ้าผิดอื่นๆใดๆ มันก็เป็น“บาปสามัญโลกีย์” มันก็ไม่กระไรหรอก  

แต่ถ้า“ทำให้ธรรมของพระพุทธเจ้าผิดเพี้ยนไป” มันบาปหนักหนาสาหัสร้ายแรงยิ่งกว่าทำให้“พระบาทพระพุทธเจ้าห้อเลือด” พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในพระไตรปิฎก เล่ม ๑๒ ข้อ ๔๔๒ ที่พระองค์ทรงบริภาษภิกษุสาติ ว่า เธอ“กล่าวตู่พระพุทธเจ้า(อัพภาจิกขสิ)”ด้วย “ขุดตนเอง(อัตตานัญจ ขนสิ)”ด้วย เพราะทำให้“คำสอนของพระพุทธเจ้า”ผิดเพี้ยนไป  มันก็“บาปหนักเป็นอันมาก”แท้

คำว่า “ตู่พระพุทธเจ้า”ก็คือ “ทักท้วงผิดๆ-เอาสิ่งที่ผิดมายัดเยียดใส่ให้แก่พระพุทธเจ้า” 

คำว่า “ขุดตนเอง”ก็คือ “เจาะลึก-สับแหลกตนเองให้ทำลายให้เสียหายเลวร้ายอย่างโง่ๆ”

คนผู้นี้ก็ไม่ได้อะไรจากพระพุทธเจ้า มีแต่ทำผิดบาป 

แถมทำร้ายตนเองให้ชั่วให้เลวต่ำทรามซ้ำหนาหนักอีกด้วย ตามอวิชชาที่ตนมืดบอดจริงๆ 

ซึ่งคนผู้“อวิชชา”มืดบอดจริงนั้น ถ้าถึงขั้นเป็น“ปทปรม

บุคคล” คือ ผู้รู้พระพุทธพจน์ก็มาก ท่องจำได้ขึ้นใจก็มาก สั่งสอนผู้อื่นอยู่ก็มาก แต่ตนเองไม่ได้บรรลุธรรมเลยในชาตินี้” ก็จะหลงงมงายอยู่กับ“อวิชชา”ที่ตนเองหลงยึดมั่นถือมั่นอยู่นั้นแหละ ไม่ยอมมี“ปรโตโฆสะ” ก็ไม่มี“โยนิโสมนสิการ”เลย

“ไม่ยอมฟังผู้อื่น”หรือฟังบ้างเหมือนกัน แต่ก็ยังไม่เชื่อว่า “ผู้อื่น”นั้นจะ“ถูกแท้ถูกจริง” ก็ยังหลงยึดมั่นถือมั่นอยู่ตามที่ตนยึดมั่นถือมั่นอยู่ตามที่ตนได้เชื่อแล้วอยู่ตามเดิม

จึงยากมากที่จะสามารถปลุกคนผู้“ปทปรมะ”ก็ดี คนผู้หลงมืดบอดเพราะไป“หลับตา” หรือทำ“ตา”ตนเองให้บอด ทำ“หู”ตนเองให้หนวก ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน

พระไตรปิฎก เล่ม ๑๔ ข้อ ๘๕๓ ก็ดี ใหั“ตื่นขึ้นมารู้ใหม่”ได้ 

ผู้ปทปรมะนั้น คือ ผู้รู้มากสอนคนอยู่ในบ้านเมืองนี้เอง  ส่วนผู้“หลับตา”ทำให้ตนเป็นคนตาบอดหูหนวกนั้นก็คือคนที่พากัน“หลับตาปฏิบัติ” ออกป่า สู่เขาสู่ถ้ำนั้นแลแท้ๆ 

ก็เป็นเดียรถีย์ทั้งคู่ คือ ยังไม่มีวิชชา มีแต่อวิชชาอยู่ ซึ่งก็คือ ยังไม่มี“ปัญญา” มีแต่“ความอัปปัญญา”นั่นเอง 

  

    

(๘) คำสอนของพระพุทธเจ้ามีลำดับอย่างน่าอัศจรรย์

ที่เรียนตามๆกันมาก็ว่า “หัวใจของศาสนาพุทธ”คือ “อริยสัจ ๔ (อาตมาขอใช้คำว่า“อาริยสัจ”) เพราะใน“อาริยสัจ ๔”มีทั้ง“ทุกข์-สมุทัย-นิโรธ-มรรค” ซึ่งผู้ศึกษานั้นก่อนจะรู้จัก

“อาริยสัจ ๔” มันก็ต้องมีที่ไปที่มา ที่เป็นเหตุเป็นปัจจัย มาก่อนที่จะสามารถปฏิบัติ“มรรคอันมีองค์ ๘”ได้ พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ชัดว่า “มรรค ๘”นั้น เปรียบเหมือน“ดวงอาทิตย์​” 

การจะเห็นดวงอาทิตย์ได้นั้น พระพุทธเจ้าตรัสว่า มันต้อง“เห็นแสงอรุณหรือแสงเงินแสงทอง(สุริยเปยยาล)”ก่อน จึงจะสามารถ“เห็นดวงอาทิตย์“ได้ นั่นคือ ก่อนจะลงมือปฏิบัติ“มรรค ๘”ได้นั้น มันก็ต้อง“เห็นแสงอรุณ”ก่อน 

พระพุทธเจ้าตรัส“แสงอรุณ ๗”ไว้(พระไตรปิฎก เล่ม ๑๙ ข้อ ๑๒๙-๑๓๖) ว่า ผู้จะสามารถปฏิบัติ“มรรค ๘”ได้ผลดีมีผลได้

ครบถ้วนนั้น จะต้องมี ๗ เหตุปัจจัยนี้มาก่อน 

ไม่เช่นนั้น ก็ไม่สามารถจะปฏิบัติ“มรรค ๘“ มีผลแท้      

คนผู้ใดไม่ได้ผ่านการเห็น“แสงอรุณ ๗”มาก่อนแล้ว มาปฏิบัติ“มรรคองค์ ๘”กันเลย มันก็ไม่เป็นลำดับ เหตุปัจจัยมันก็ขาดหกตกหล่นไปแน่นอน ย่อมไม่มี“สัมมา

มรรค-สัมมาผล”พาตนเจริญไปอย่างมี“สัปปายะ ๔”ได้ด้วย“ปัญญา ๘”ถ้วนรอบสัมบูรณ์แน่ยิ่งกว่าแน่

พระพุทธเจ้าตรัสว่า คำสอนหรือธรรมวินัยของ

พระองค์นั้น มีการศึกษาไปตามลำดับ การกระทำไปตาม

ลำดับ ปฏิบัติไปตามลำดับ มิใช่บรรลุอรหันต์โดยลัดตัดลำดับคำสอนที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้วเอาตามอำเภอใจของตน  

ความเป็นไปตามลำดับอย่างน่าอัศจรรย์นี้ พระพุทธ เจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก เล่ม ๒๓ ข้อ ๑๐๙ มีความน่าอัศจรรย์ที่บอกแจ้งไว้ละเอียดชัดเจนครบพร้อมทั้งมรรคทั้งผลอันเป็นพุทธสมบัติ ผู้สนใจควรหาอ่านดูให้ได้อย่างยิ่ง  

ผู้ใดหลงผิดไปตามเดียรถีย์คนออกนอกพุทธศาสนา ที่พากันตัดลัดแล้วหลงว่าจะบรรลุมรรคผลได้เลย มันก็บรรลุธรรมของพระพุทธเจ้าไม่ได้ แน่ยิ่งกว่าแน่

ผู้หลงผิดไปตามเดียรถีย์ก็ไปได้“มิจฉาผล”กันโน่นแหละ แล้วก็จมงมงายใน“เทฺว”ที่มี“๒” หลงว่ามี“๑” 

ไม่เป็น“เทฺวนิยม”ให้ถูกต้องถ่องแท้ครบครัน

นั่นคือ ไม่เป็นผู้มี“ปัญญา ๘”ที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงเป็น“อนุปคัมมะ”หรือเป็น“อภิภู”คือผู้มี“อภิภุยฺย”ใน“อภิภายตนะ ๘”อย่างถ่องแท้ลงไปถึงที่เกิด และดับในที่ดับ 

จึงกลายไปเป็น“เทฺวนิยม”ผู้ผิดเพี้ยนจาก“สัจจะที่

เป็นหนึ่งเดียว” อันมีทั้ง“ความมี”และมีทั้ง“ความไม่มี”เป็นผู้“อนุปคัมมะ” แต่ไม่ไปมีแล้วใน“ทั้งความมี-ทั้งความไม่มี”

หรือชื่อว่าเป็นผู้บรรลุ“ความเป็นกลาง”คือ “มัชฌิมา” 

ในทุกวันนี้ ผู้ที่ยังหลงผิดกันทั้งมรรคทั้งผล เละเทะไปหมด ในชาวพุทธนี่แหละมีอยู่มากมายเหลือเกิน    

(๙) ผู้หลงผิดตั้งแต่เริ่มต้น ไม่รู้ตนเอง ก็น่าสงสารยิ่ง

ผู้ปฏิบัติธรรมที่ไม่มีแม้การเริ่มต้นที่“สัมมาทิฏฐิ”

ก็ไม่มีลำดับต้น มันก็ไม่สามารถจะมี“ปัญญา ๘”และไม่มี “วิชชา ๘”ได้ครบถ้วนเด็ดขาด ก็น่าสงสารยิ่งนัก  

“วิชชา ๘”นั้นเป็นสุดยอดแห่งความมี“ปัญญา”ครบ

สูตรแห่ง“ปัญญา”ของศาสนาพุทธ ที่เริ่มจาก“วิปัสสนา

ญาณ”อันเป็น“สัมมาทิฏฐิ” ซึ่งทุกวันนี้“วิปัสสนาญาณ”ก็ได้

พากันหลงวิตถารพิสดารผิดเพี้ยน“มิจฉาทิฏฐิ”ไปมากมาย   

ซึ่งผู้“อวิชชา”หรือยังเป็น“เทฺวนิยม”อยู่ ไม่สามารถ

แยกความแปลกกัน-ความแตกต่างกันในความเป็น“เทฺว”

คือ“ภาวะ ๒”ได้นี่เองเป็นสำคัญ 

เพราะเขาไม่ได้ยินไม่ได้ฟังความเป็น“ปัญญา”จากพระโอษฐ์พระพุทธเจ้า หรือจากสัตบุรุษ หรือจากคนผู้มี“สัมมาทิฏฐิ”แล้วที่อยู่ในฐานะครู

หรือแม้จะได้ยินได้ฟัง แต่เขาก็ยังหลงติดยึดมั่นถือ

มั่นใน“มิจฉาทิฏฐิ”เดิมๆอยู่ คงงมงายมืดมนอยู่นั่นแล้ว

ยังหลงยึดถือ“เทฺว”หรือ“พระเจ้า”ที่ไม่สามารถแยก

ความเป็น“เทฺว”อันมี“กาย”กับ“กรรม”ตนเองได้ จึงไม่สามารถรู้ตนเองว่า ตนเองเป็นใคร 

ทั้งๆที่ตนเองคือ“พระเจ้า”เอง คือ“ศาสดา”ของชาว

เทฺวนิยมซึ่งแสดง“ความรู้เองของตนเองแท้ๆ”ที่ตนเองได้

สั่งสมมาเอง เป็น“วิบาก”ของตนเอง เป็น“มรดกกรรม”

(กัมมทายาท)ของตนเอง ไมใช่ของ“พระเจ้า”ใดเลย ก็ไม่รู้สัจธรรมนี้ จึงเป็นผู้ที่น่าสงสารยิ่งอยู่แท้ เพราะยังจม“อยู่

ในสงสาร”กับ“อุปาทาน”กับ“อวิชชา” จึงเป็นผู้น่าสสารยิ่ง

(๑๐) เหตุคือไม่มีปัญญารู้จักรู้แจ้งรู้จริง“กรรมวิบาก”

เพราะว่า ไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น“กรรมวิบาก”ที่มี“กรรมเป็นของของตน-ตนเป็นทายาทกรรมของตน-กรรมพาตนเกิดตนเป็นไป-กรรมเป็นเผ่าพันธุ์

ตาย-ตายเกิดอยู่ไม่รู้จบไม่รู้แล้ว อยู่ตลอดกาล หากยังไม่มี“ปัญญา” 

จึงลึกลับ หรือไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในสัจจะอยู่นั่นเองว่า แท้ๆแล้ว“พระเจ้า”ก็คือ“ตนเอง” เป็น“นายของอัตตา” เป็น“ผู้บงการกรรมของตน”