650427 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อภิภูผู้รู้จบสัตตาวาสและวิญญาณฐีติ

ดาวโหลดเอกสารที่                                                                                                          

https://docs.google.com/document/d/1TMETaPsTHkw8ihSBDvEWExSsnrVztZnSruD_80FMsCI/edit?usp=sharing 

ดาวน์โหลดเสียงที่  https://drive.google.com/file/d/1SaqK-gn-HWrSxU_Idng2pmS02Ky-FQKm/view?usp=sharing 

    

และดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/dbp1knRzb1I  และ https://fb.watch/cEZ2HqeDaX/ 

สมณะฟ้าไท.. วันนี้วันพุธที่ 27 เมษายน 2565 ที่บวรราชธานีอโศก  อากาศร้อน อย่างไรก็ไม่เท่ากับใจคน แต่ทุกวันนี้เขาทำแบบมุ่งเป้า การสงครามก็ทำแบบมุ่งเป้า การข่าวก็ทำอย่างมุ่งเป้าให้ตรงประเด็น การเมืองก็ทำอย่างให้มุ่งเป้าตรงประเด็น แม้แมีต่ สรีระของพระโพธิสัตว์ก็ต้องรักษาให้ตรงเป้า คนดูแลก็ต้องทำให้เต็มที่ ถ้าทำไม่ดีก็ถูกถล่ม สรีระพ่อครูไม่สนใจอยู่แล้ว พวกเราต้องช่วยกันดูแลเต็มที่ให้ยืนยาวที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้แต่พวกเราเองก็ต้องทำชีวิตตนให้ยืนยาว ให้ช่วยกันพัฒนาสังคม ให้เกิดสิ่งดีงาม ตามที่พ่อครูปลูกฝังโลกุตรธรรม ให้เป็นที่ยอมรับต่อสังคมมาก คนเดือดร้อนมาก ถ้าคนมีโลกุตระก็จะเดือดร้อนน้อยลง อย่างพวกเราได้ปฏิบัติตามเราก็ได้พ้นภัยโลกีย์ ที่เดือดร้อนกันมากมาย

พ่อครูว่า…

SMS วันที่ 25 เม.ย. 65

_ตุ๊ก อัศวิน  · ขอขอบพระคุณ คณะปัจฉา และ คณะแพทย์ ที่กรุณารับภาระ..ใส่ใจ..ดูแล..สุขภาพของพ่อครู เป็นอย่างดีเยี่ยม..เจ้าค่ะ

_Wanawut Sirisakorn วนาวุฒิ สิริสาคร  · รู้สึกปลื้มปิติมากครับ ที่เห็นพ่อท่าน สุขภาพและกำลังดีขึ้นเป็นลำดับๆ

_ชุมพล ยอดสะเทิน  · รู้สึกซาบซึ้ง ที่พ่อท่านพูดถึงพ่อหลวง ร . 9 แสดงว่า พระโพธิ์สัตว์ ใหญ่ท่านรู้กันอยู่ แต่สมมุติโลกและลูก ๆ ส่วนมากยังโง่ มวลที่สัมมามีน้อย ร.9 ท่านจึงต้อง ทำอย่างนั้นกราบนมัสการครับ

_ซึ้งซื่อ วิเชียร · กราบนมัสการพ่อท่านด้วยสุดเศียร สุดเกล้า

ผมขอกราบ ถวายเป็นโพธิบูชาใน วัย ๘๘ ปี ของพ่อท่าน ในเรื่องการกินการใช้

อย่างเช่นเรื่อง การรับประทาน ผลไม้ ใน ๑ มื้อ จะทานแค่ ๒ อย่าง ซึ่งธรรมดาจะ

ทานหลายอย่างครับ และเรื่องการใช้น้ำใน ๑ วัน จะอาบน้ำ ๒ ครั้ง ใน ๑ ครั้ง จะ

ขอใช้น้ำแค่เพียง ๕ ขัน ครับ๑ วัน จะใช้น้ำประมาณ ๑๐ ขัน ซึ่งธรรมดาจะใช้

อาบหลายขัน ไม่ได้นับเลยครับ สำหรับตอนนี้ก็ขอถวายให้เป็นโพธิบูชา ๘๘ ปี

แก่พ่อท่าน ด้วยความเคารพอย่างสูงครับ กราบนมัสการ

พ่อครูว่า…ดีนะ พยายามหามุม หาเหลี่ยม หาแง่ที่จะปฏิบัติตน ให้คนมักน้อย สันโดษ และลดลงไป ก็เป็นแง่เป็นเหลี่ยมให้ลดลงๆดี

_pontomzo Piyatanarod พรทอมโซ ปิยะธนารอด….

ก็คุณบัญญัติเองรับแต่เงินชาวอโศกมันก็ไม่ผิดสิเพราะคุณตั้งข้อบัญญัติ…มันก็ไม่ต่างกันหรอกเหลี่ยมจัด…ถ้าข้ามผ่านเรื่องเงินจริงคงไม่มีแลนค์มร์าคของตัวเองหรอกเข้าป่าไปเลยสิ…เป็นปถุชนยังเพ่งโทษสงฆ์อีกมันจะบริสุทธิ์ได้ไง

พ่อครูว่า…ก็คิดไป แล้วก็ตีความหาแง่อะไรไป คุณว่าอาตมาเป็นปุถุชนเพ่งโทษสงฆ์อีก จะบริสุทธิ์ได้ไง ก็คุณพูด อาตมาไม่ได้เป็นปุถุชน ไม่ได้เพ่งโทษสงฆ์ อาตมาพูดด้วยความเห็นมีทัศนะของอาตมาจริงๆพูดไปด้วยความจริง คุณไม่รู้ความจริงก็เดาไป 

_B The B  • บี เดอะ บี

ยังไม่มีการพิสูจน์ได้ว่าสุกรมัทวะคือเห็ด และก็ยังไมมีการพิสูจน์ได้ว่าเป็นเห็ดมีพิษ ทำไมท่านไปตีความด้วยตนเองหล่ะครับ หรือท่านบรรลุธรรม มีญานวิเศษย้อนเวลา กลับไปดูมาแล้วครับ

พ่อครูว่า…ถ้าอาตมาบอกคุณว่า อาตมามีคุณจะว่าไง คุณรู้ได้ยังไงว่าอาตมาไม่มี

องค์รวมสุขภาพ่อครูตอนนี้ยังดีอยู่กว่าคนทั่วไปในวัยนี้

_Re Rt  • อาร์อี อาร์ที

ดิฉันได้เข้าฟังพ่อท่านครั้งนี้ครั้งสองจริงอย่างพ่อท่านพูดเจ้าค่ะเหนื่อยมากกับชีวิตกับกายสังขารที่เจ็บป่วยบางทีถามตัวเองว่าเราจะเหนื่อยอีกนานมั๊ยหนอ

พ่อครูว่า…สำหรับอาตมาอาตมาเจ็บป่วย มีพยาธิ ถือว่ามีพยาธิเท่านี้ ในร่างกายทั้งหมดนี้ มันก็เสื่อมโทรมไปตามวัย ส่วนที่จะถือว่าเป็นโรคเป็นภัยเป็นพยาธิ เป็นสิ่งที่บกพร่องหรือเกินก็คือ คอ ที่มีกระเปาะแล้วมันก็ขวางทางอันสะดวกของอวัยวะ จะพึงเป็น แล้วมันก็สร้างเสลดมาอุดตัน ก็ต้องไอขจัดออก ว่ากันจริงๆแล้วเป็นวิบากที่เบาๆ ไม่หนักไม่หนา ไม่เจ็บป่วยหนักหนาสาหัสรุนแรงทรมานเจ็บปวดโอดโอย แต่มันไอก็ต้อง แรง หนักสุดมันสร้างเสลดเหนียว ดันออกต้องใช้พลังไอเป็นพลังดัน แล้วมันต้องออกมา ทางปาก ไอ มันก็ไอแรงหน่อย

ถ้าจะว่าไปแล้วโดยองค์รวม มันไม่หนักหนา คนอื่นเป็นมากกว่าอาตมา เป็นโรคนั้น โรคนี้ที่เป็นโรครุนแรงต้องบำบัดด้วยยา หมอต้องคอยดูแลประคบประหงมมาก อาตมา อายุ 80 กว่าแล้ว จริง คนที่แข็งแรงกว่าอาตมาไม่เป็นโรคเป็นภัยก็มีเยอะ ส่วนผู้ที่ไปตามวัย ก็ประมาณนี้ ก็มักจะมีโรคที่คนแก่เขานิยมกัน โรคเบาหวาน โรคความดัน เจ็บปวดตรงนั้น ตรงนี้ อาตมาไม่มีเจ็บปวดตรงนั้นตรงนี้ จะนั่งนานๆจะนอนนานๆ ไม่ปวดไม่เจ็บ 

รวมสรุปองค์รวมแล้ว ดี ภาวะร่างกายอาตมาใช้ได้ มีวิบากขนาดนี้ก็สมควรแล้ว 

อานาปานสติ คือ ปฏิบัติธรรมตราบที่ยังมีลมหายใจเข้าออก 

_เกรียงไกร ปัญโญกาศ 

ยังคงคัดค้านท่านที่บอกว่าภาวนาหลับตาไม่ถูกต้องครับ เพราะพระพุทธเจ้าก็สอนในอานาปานสติไวชัดเจนว่าควรทำอย่างไร และไม่ได้ห้ามหลับตาและไม่ได้บอกให้ลืมตา เราก็มองกลางๆ ไว้ไม่ไดีกว่าหรือครับ หลักคือรู้ลมหายใจเข้าออกง่ะครับ

พ่อครูว่า… คุณนั่นแหละอ่านธรรมะพระพุทธเจ้าไม่แตก พระพุทธเจ้าสอนไว้ชัดเจนแต่ที่คุณชัดเจนยังมัวซัวอยู่ 

ไม่ใช่.. ธรรมดาไม่ต้องไปรู้ลมหายใจเข้าออกมันก็มีลมหายใจเข้าออกก็ต้องอัตโนมัติอยู่แล้ว คนมันก็รู้อยู่แล้ว ใครๆก็รู้ว่า คนมีลมหายใจเข้าลมหายใจออก แล้วเราก็รู้ว่าลมมีลมหายใจเข้าลมหายใจออกโดยไม่ต้องไปรู้ อัตโนมัติมันก็รู้อยู่แล้ว ถ้าไม่มี มันก็ตาย เพราะฉะนั้นมันรู้อยู่แล้ว ลมหายใจเข้าลมหายใจออก เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปปฏิบัติอะไรเลยกับการมีลมหายใจเข้าลมหายใจออก แต่ต้องปฏิบัติธรรมทุกขณะที่คุณยังมีลมหายใจเข้า ลมหายใจออก หมายความว่าคุณยังมีทั้งเข้าทั้งออกอยู่ ยังไม่ตาย ถ้าคุณตายแล้วลมหายใจเข้าไม่มีออกก็ตาย ลมหายใจออกไม่มีเข้าก็ตายทั้งนั้น มันยังมีภาวะ 2 ลมหายใจเข้าลมหายใจออกคุณยังไม่ตาย 

อานาอาปานะ แปลว่า ลมหายใจเข้าออก คุณยังไม่ตาย ไม่ต้องไปหาสถานที่ปฏิบัติ

..ไม่ใช่ ปฏิบัติแบบลืมตา ขนาดพระพุทธเจ้าก็ยังปฏิบัติลืมตา แล้วก็ตรัสรู้ลืมตา ภาวะที่ท่าน ตรัสรู้คือ จักษุ ญาณ ​ปัญญา วิชชา อาโลก มีหลักฐานยืนยันในพระไตรปิฎกเล่ม 1 ท่านตรัสรู้มี จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา อาโลก มีแสงสว่างของพระอาทิตย์ นี่เป็นสิ่งยืนยันเลยว่าท่านลืมตาไม่ได้หลับตา 

คนไปเข้าใจผิดว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้ในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ซึ่งไม่ใช่ ท่านตรัสรู้ตั้งแต่ชาติก่อนแล้ว ชาตินี้ท่านจะมาประกาศตัวว่าเป็นพระพุทธเจ้า มาเปิดเผยธรรมะของพุทธ สร้างศาสนาพุทธขึ้นมา ในปางที่ท่านเป็นเจ้าชายสิทธัตถะท่านไม่ได้ศึกษาปฏิบัติธรรมอะไรของพุทธเพราะว่าท่านมีมาแล้ว สมบูรณ์มาแล้ว ในชาติที่เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ท่านไม่ได้ปฏิบัติธรรมอะไร หากท่านมาปฏิบัติอีกจะมีเวลาเผยแพร่อย่างไร แต่ว่าท่านมีสัมมาสัมโพธิญาณเต็มถ้วนหมดแล้ว 

สู่แดนธรรม… พ่อท่านเป็นคนเดียวที่บอกว่าพุทธเจ้าตรัสรู้เมื่อก่อนแล้ว 

พ่อครูว่า… เขานั้นรู้ผิด อาตมานั้นรู้ถูก พระพุทธเจ้าก็เป็นแต่เพียงว่าเราระลึกว่าเราเป็นพระพุทธเจ้านี่เอง แล้วก็เอามาตรัส คือตรัส สิ่งที่ท่านรู้มาแล้วเอามาตรัส คือตรัสรู้ ตรัสที่ท่าน รู้สู่โลก ให้มนุษย์โลกได้รู้ตาม

เอาอย่างนี้ อย่าหมั่นไส้อาตมาก็แล้วกัน ขอพูดความจริง 

บรรดาศาสนาพุทธที่มีอยู่ใน 2,500 ปีเสื่อมมาแล้ว ตามที่พระเจ้าตรัสไว้ก่อนเพราะไม่มีโลกุตรธรรม เรายืนยันในอาณิสูตร กลองอานกะ ที่ท่านพยากรณ์ไว้ตั้งแต่ตอนมีพระชนม์ชีพ แต่ความจริงก็มาเกิด 2,500 ปี กึ่งพุทธกาล มันเสื่อมจริงๆ ถ้าไม่อย่างนั้นคำตรัสของพระพุทธเจ้าที่บอกว่าศาสนาพุทธ จะเสื่อมจาก โลกุตระที่ท่านพยากรณ์ไว้ แล้วมันจะไปเสื่อมตอนไหน เขาไม่รู้ตัวกัน 

อาตมาอุบัติขึ้นมาในโลกปางนี้ จึงมาชี้บอกว่านี่ไงมันเสื่อม แล้วอาตมาก็สาธยายมาตั้ง 50 ปี ยืนยันว่าโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนี้ๆๆ พวกคุณมาฟังคุณเข้าใจ มาปฏิบัติตามมีศีลสมาธิปัญญา มีจรณะ 15 วิชชา 8 กันจริงๆ จึงเกิดปรากฏการณ์จริง 

มีลักษณะวรรณะ 9 มีลักษณะสาราณียธรรม 6 มีลาภธัมมิกา เป็นสาธารณโภคี ชัดเจน ก็ไม่เห็นแย้งไม่เห็นเถียงได้ ยืนยันจริงๆอย่างนี้ ก็เถียงไม่ได้ 

ที่เถียงไม่ได้คือ คุณมาเป็นอย่างที่อาตมาพาเป็นไม่ได้ ..2.ที่เป็นไม่ได้เพราะคุณไม่รู้ หรือจะบอกว่าคุณรู้ไหม ที่คุณรู้ยังต่ำกว่าความเป็นจริงที่เป็นโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า นี่ก็พูดความจริงไม่ได้ผิด ไม่ได้ไปดูถูก ไม่ได้ไปลบหลู่ แต่พูดความจริงตาม ความเป็น จริง สู่ฟัง ใครฟังเป็นก็ชัดเจน ใครฟังไม่เป็นก็มาเพ่งโทษอาตมาเท่านั้นเอง อาตมาก็ไม่ได้  แปลกใจไม่ได้ลึกลับอะไร ใครจะฟังแล้วเห็นเป็นอย่างไรมันก็เป็นเรื่องของแต่ละบุคคล ที่เขามีภูมิของเขาตัดสิน ไม่ใช่เรื่องแปลก 

เป็นเรื่องอิสระเสรีภาพอย่างพวกคุณเข้าใจ รู้แล้วก็มาเอา ไม่มีใครบังคับ อาตมา ไม่ได้ล่อหลอกประเล้าประโลม มีแต่พูดความจริงออกไป พวกคุณมาแล้ว ใครที่ได้ก็ชัดเจน อยู่ก็อยู่ ใครไม่ได้ก็ไม่อยู่ หลายคนก็ยังอยากอยู่แต่มันไม่ได้อยู่ ผู้ที่ไม่มีวิบากมากก็อยู่ ก็มี จำนวนไม่มากหรอกผู้ที่จะรู้โลกุตรธรรมมันมีจำนวนไม่มาก มันเป็นยอดพีระมิด ก็พูดความ จริงไปหมดแล้ว ซึ่งไม่ใช่เรื่องลึกลับอะไร ในความจริงมันไม่ลึกลับ 

แต่คนไม่รู้ความจริงมันลับมันลึก เขามองไม่ถึง มันลับ มันลึก มองยังไงก็เข้าไม่ถึง (พ่อครูไอตัดออกด้วย) 

สมณะฟ้าไท… ถ้าเราปฏิบัติตามที่พ่อครูสอน ไม่มีสำนักไหนพาทำอย่างชาวอโศก อย่างที่พ่อครูพาทำ แม้แต่เรื่องกินมังสวิรัติก็ยังไม่เหมือนกันเลยในแต่ละวัด สมาธิของเรา ก็อีกแบบหนึ่ง สมาธิของเราไปทำงาน เขามีสมาธิเท่าไหร่ก็ไปนั่งนิ่งไม่ทำงาน ของเรามี สมาธิมากเท่าไหร่ยิ่งทำงาน 

พ่อครูว่า… ของเรายิ่งมีสมาธิมากเท่าไหร่ ยิ่งทำงานคล่องแคล่วว่องไว กายปาคุญญตามากเท่านั้นๆ ยืนยันตามคำอ้างพระพุทธเจ้าด้วย เถียงสิๆ

อินทริยภาวนาสูตร

อินทริยภาวนาสูตร

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖

มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์

๑๐. อินทริยภาวนาสูตร (๑๕๒)

             [๘๕๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้-

             สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ป่าไผ่ ในนิคมชื่อกัชชังคลา ครั้งนั้นแล อุตตรมาณพ ศิษย์พราหมณ์ปาราสิริยะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ แล้วทูลปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการทักทายปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ

             [๘๕๔] พอนั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามดังนี้ว่า ดูกรอุตตระ ปาราสิริยพราหมณ์แสดงการเจริญอินทรีย์แก่สาวกหรือเปล่า ฯ

             อุ. แสดง พระโคดมผู้เจริญ ฯ

             พ. ดูกรอุตตระ แสดงอย่างใด ด้วยประการใด ฯ

             อุ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ในเรื่องนี้ ท่านปาราสิริยพราหมณ์แสดงการเจริญอินทรีย์แก่สาวกทั้งหลายอย่างนี้ว่า อย่าเห็นรูปด้วยจักษุ อย่าได้ยินเสียงด้วยโสต ฯ

             พ. ดูกรอุตตระ เมื่อเป็นเช่นนี้ คนที่เจริญอินทรีย์แล้วตามคำของปาราสิริยพราหมณ์ ต้องเป็นคนตาบอด ต้องเป็นคนหูหนวก เพราะคนตาบอดไม่เห็นรูปด้วยจักษุ คนหูหนวกไม่ได้ยินเสียงด้วยโสต เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วอย่างนี้ อุตตรมาณพ ศิษย์ปาราสิริยพราหมณ์ นั่งนิ่ง เก้อเขิน คอตกก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณ ฯ

พ่อครูว่า…คนทุกวันนี้ฟังอาตมาแทนที่จะคอตกซบเซาแต่เถียงอีก โง่ไม่เสร็จ

หลับตาปฏิบัตินั้นไม่ใช่ของศาสนาพุทธเพราะไปปิดทวารทั้ง 5 แทนที่จะรู้ภายนอกภายในให้ครบ ก็ไปจำกัดให้ตัวเองอยู่ในภวังค์อยู่ในภพข้างในจิต แล้วก็เพ้อเจ้อเป็นนิรมาณกายเป็นสวรรค์วิมานเป็นสัมภเวสีไป เกินโลกจินตาที่จะคิด ฝันเพ้อไป แล้วเกิดหมู่ฝูง นิรมาณกาย สัมโภคกาย อาทิสมานกาย ไม่เห็นทั้งหมดเลยตาบอดเป็นมนุษย์ตาบอดสอนคนตาบอด 

เหมือนคนตาบอดจูงคนตาบอดไปดูหนังใบ้ แทนที่จะได้ยินเสียงบ้าง ภาพไม่ได้เห็นเพราะตาบอด แต่ไม่ได้ยินเสียงอีก บอกกันว่า พระเอกหล่อจังเลย ท้องฟ้าสีสวยจังเลย ตาบอดชมท้องฟ้าให้กันฟังมันเป็นอย่างนั้นจริงๆเลย เขาไม่รู้ตัวหรอกนะว่าที่เขาเป็นอย่างที่อาตมาพูด ตาบอดคุยกับคนตาบอด เราฟังแล้วก็โอ้โห คนตาบอดเคยคุยกัน ประเภทที่มาหลอกโลกเพราะตัวเองเป็นอย่างนั้น ตาบอดจะไปเห็นฟ้าอะไรได้ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่น่าสงสารมาก อาตมาก็พูดด้วยความจริงใจนะ สงสาร ที่มันเข้าใจไม่ได้ก็เห็นใจ มันบังคับกันไม่ได้ จะมาเห็นตามรู้ตามมีทิฏฐิตาม

เพราะว่า 1.ไปยึดถือครูบาอาจารย์เก่าแก่ที่ยึดถือกันมา 

  1. ดูถูกดูแคลนผู้ที่เป็นสัตบุรุษจริง 

  2. เพราะความโง่ โง่เอง ไม่รู้ความจริงว่าสิ่งที่เคยยึดถือเป็นครูบาอาจารย์นั้นจะเป็นคนมิจฉาทิฏฐิ 

คนสัมมาทิฏฐิจริงๆที่มาประกาศก็ไม่รู้ เพราะเป็นคนโง่เป็นคนอวิชาจริงๆเป็นธรรมชาติของเขา 

ก็น่าสงสาร อาตมาก็พยายามที่จะบอกเตือนสติ ให้มีปรโตโฆษะ เปิดจิตฟัง อย่าไปจมยึดติดแต่ครูบาอาจารย์เก่านักฟังธรรมะ 2 อย่างให้ได้ จะได้มีคู่เปรียบเทียบว่าอะไรมันเข้าท่ากว่ากัน 

ตั้งแต่อาตมาสอนมาก็มีผู้รู้แล้วปฏิบัติตามได้ จนถึงบัดนี้ก็มีผู้รู้แล้วปฏิบัติตามได้ มีผู้รู้ตามเพิ่มขึ้นเรื่อยๆอยู่ เขาจะต่อต้านล้มล้างอย่างที่อาตมาอธิบายถ่ายทอด ว่าอย่างนี้สัมมาทิฏฐิ อย่างโน้นมันเป็นมิจฉาทิฏฐิ 

เขาก็ยังล้มล้างว่าอย่างอาตมานั้นมิจฉาของเขาสัมมา อาตมาก็ยืนยันว่าของอาตมาสัมมา ก็เป็นสัจจะอย่างนี้ต่างคนต่างยึดถือ ยึดถือกันอย่างนี้แหละพระพุทธเจ้าก็ให้จบกันที่นานาสังวาส ความเห็นของคุณก็เป็นอย่างนั้นความเห็นของเราก็เป็นอย่างหนึ่ง ต่างคนก็ต่างแสดงกันไป ใครเห็นอันไหนดีก็มาเอา เขาก็ว่าอาตมาอาตมาก็ว่าเขามันก็เป็นธรรมดา 

เพราะว่าความเห็นมันคนละอย่างอาตมาก็ต้องบอกว่าเห็นถูกมันเป็นอย่างนี้ ของเขาบอกว่าเห็นถูกมันเป็นอย่างของเขา มันก็ไม่เห็นตรงกัน มันก็ขัดแย้งกันก็เป็นธรรมดา จะไปห้ามไม่ให้มันเป็นอย่างนั้นได้อย่างไร มันเป็นตถตา มันเป็นเช่นนั้นแหละ มันต้องเป็นอย่างนั้นไม่เป็นอย่างนั้นก็ไม่ใช่ มันก็เป็นความจริงอย่างนี้ 

ยกตัวอย่าง อาตมาติงมาตั้งแต่ว่า กาย ฌาน สมาธิ บุญ กาย

ตอนนี้มาเน้นคำว่า กาย ว่ามันเห็นต่างกัน กายนี้ คนจะมาบวชในศาสนาพุทธ อุปัชฌาย์ก็จะสอนเรื่องกายกับจิต ด้วยการแยกมูลกรรมฐาน 5 อย่างให้ชัดเจนว่า เมื่อใดมันเป็นกาย เมื่อใดมันเป็นจิต 

ระหว่างธาตุรู้ของเราเป็นจิตนิยาม สามารถที่จะรู้ถูกต้องว่า อย่างนี้ไม่มีกายแล้ว แต่ยังเป็นพีชะอยู่ กับอย่างนี้ไม่เป็นกาย เป็นอุตุนิยามไปเลย แตกต่างกันนะ อุตุนิยามไม่มีกาย พีชนิยามก็เริ่มไม่มีกาย

กายคือธาตุรู้ กายคือมโน คือจิต คือวิญญาณ พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ชัด เรากล่าวว่า กายคือจิต คือมโน คือวิญญาณ

คำว่ากาย เน้นธาตุรู้เป็นหลัก ไม่ได้เน้นวัตถุเป็นหลัก แต่กายต้องมีสรีระ แต่สรีระก็จะต้องมีจิตร่วมด้วยเสมอ เป็นสองเสมอ 

กาย ในพจนานุกรมแปลว่าองค์ประชุมหรือกองหรือหมู่ ไม่ใช่เดี๋ยวนะ เป็นองค์ประชุมของเจตสิก มีเวทนาสัญญาหรือสังขารเป็นต้น ในพจนานุกรมก็ยังอยู่ทุกวันนี้ก็เอามาใช้ ก็ยังแปลชัดเจนอยู่ในพจนานุกรม แต่ความเห็นผิดเขาเข้าใจผิดไปแล้วว่า 

กาย คือสรีระเฉยๆ หรือเป็นวัตถุไม่มีจิตร่วมด้วย อันนี้แหละเป็นเบื้องต้นที่ผิด 

พระพุทธเจ้าถึงให้สอน ถ้าจะมาบวชก็สอนเป็นมูลกรรมฐานแท้ๆเลย สอนให้แยกจาก ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง มาอธิบายเมื่อไหร่มันเป็นกายแต่เป็นพีชะ เมื่อใดเป็นกาย ที่บริบูรณ์มีกรรม มีธรรมะ 

ถ้าไม่มีความรู้เรื่องกาย เรื่องจิตให้ชัดเจนอย่างนี้แล้วก็ไปแยกกายแยกจิตอย่างผิด คือนั่งหลับตาแล้วถอดร่าง ออกไป ทิ้งกาย เห็นนั่งแข็งอยู่อย่างนั้นส่วนจิตก็ไปอยู่ข้างนอก ก็บอกว่าแยกกายแยกจิตไปโน่นเลย เป็นมโนมัยยาตตาหรือเป็นนิรมาณกาย ฝันเพ้อเอง

เป็นเรื่องสร้างภพชาติสร้างรูปเอง แล้วเขาก็มีกันอยู่จนทุกวันนี้ก็เป็นเรื่องเพ้อเจ้อเป็นเรื่องหลงใหล 

สู่แดนธรรม.. อาจารย์สอนว่าอย่างนั้นเดี๋ยวเข้าร่างไม่ได้ 

พ่อครูว่า… ไม่เข้าใจสภาวธรรม คำว่าสัมภเวสีล่องลอยอย่างไร เข้ามาร่วมอยู่เป็นสภาวะ 2 คืออย่างไรก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นเรื่องกายจึงเป็นเรื่องเริ่มต้น บอกแล้วว่า อุปัชฌาย์สอนสัทธิวิหาริกหรือจะเริ่มศึกษาธรรมะพุทธเจ้า ก็ต้องเรียนรู้ กาย เรียนรู้สักกะ 

สักกะคือ ตัวตน ตัวเรา อยู่ที่ตัวเราเองโดยเฉพาะในตัวเราจริงว่า กาย มันมีรูปกับ นาม จิตคุณต้องรับรู้สัมผัสภายนอกไม่แยกกัน กายขาดนามไม่ได้แล้วจริงๆจะให้ บริบูรณ์ นามก็ต้องมีกาย มีภายนอกด้วย ต้องมีทั้งภายนอกภายใน 

คนไม่มีภายนอกมีแต่ภายในเป็นคนไม่เต็มคน เป็นคนไม่เต็มเต็ง ยิ่งกว่าอีเดียดอีก ออทิสติกก็ยังไม่เหมือนอีเดียดทีเดียว อีเดียดยังพอรู้บ้างแต่นี่ยิ่งกว่าอีเดียด เพราะว่าทั้ง 5 ทวารไม่รับรู้ รู้แต่ทวารในจิตอย่างเดียว ทิ้งไปตั้ง 5 ด้วยสัจจะมันมีตั้ง 5 ตั้งแต่คุณไปเอาอยู่อันเดียวทิ้งไปตั้งห้าอย่างไร ไม่เต็มเต็งใช่ไหม นี่ไม่ได้แปลว่าเขานะ แต่มันเป็นสัจธรรมอย่างนั้นใช่ไหม

นั่งหลับตาไม่ใช่ของศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนอย่างนั้นเลย อาตมาพูดไปตามความจริง ส่วนใครจะยึดถือการนั่งหลับตา ที่บอกว่าเรียนมาตั้งนานจะไปทิ้งได้อย่างไร คุณก็ยึดถือของคุณไปแล้วคุณก็ไม่เปลี่ยนแปลงคุณก็จมอยู่อย่างนั้นอีกนานนับชาติ งมงาย เลอะเทอะอยู่อย่างนั้นอีกนาน แล้วคุณก็จะมาพูดอย่างอาตมาพูด ยืนยันอย่างอาตมายืนยันไม่ได้ 

เช่นยืนยันว่าอาตมานี้จบบรรลุพระอรหันต์ เป็นผู้ที่บรรลุธรรมจริง ไม่ได้พูดเล่นๆนะ ของจริงสัจธรรมพวกนี้พูดเล่นไม่ได้ เป็นอุตริมนุสธรรม พูดเล่นได้ที่ไหน แล้วยิ่งเป็นนักบวชด้วยมาพูดอวดอุตตริมนุสสธรรมที่ไม่มีในตนอย่างนี้ พูดเป็นเล่นไปได้ มาทำอย่างนั้นได้อย่างไร 

อภิภูผู้รู้จบสัตตาวาสและวิญญาณฐีติ 

อธิบายลงลึกในคำว่า กาย

พระพุทธเจ้าตรัส แม้แต่พูดไปแล้ว เริ่มต้นก็ต้องรู้ กาย ก่อน ตั้งแต่ อุปัชฌาย์สอนสัทธิวิหาริก หรือเริ่มต้นทั่วไปไม่ต้องไปบวชหรอก คุณต้องรู้ สักกายะ พ้นสักกายทิฏฐิ พ้นความเห็นที่ไม่รู้ว่าเป็นกายของตน หมายความว่าคุณจะต้องรู้ให้จริง รู้ให้ถูกต้อง เรื่องกาย ที่มันอยู่ในตัวเราเป็น สักกายะ ให้ถูกต้องเสียก่อน ถ้าอันนี้ไม่ถูกต้อง คุณจะเรียนอย่างอื่นอีกเท่าไหร่เท่าไหร่มันก็ไม่มีผลอะไร โมฆะไปตลอดกาล ติดกระดุมเม็ดแรกผิดแล้วไปเลย แล้วก็หลงตัวเองว่าเป็นพระอรหันต์ เป็นอรหันต์เก๊ มาหลอกคนอื่น มันสุดน่าสงสารที่สุดเลย 

เพราะฉะนั้นต้องมาเรียนให้ดีๆ พระพุทธเจ้าสอนต่อมา นอกจากพ้น สักกายทิฏฐิ พ้น วิจิกิจฉา พ้น สีลัพพตปรามาส พ้น 3 ข้อนี้ก็เริ่มต้นเป็นพระโสดาบัน 

ก็ปฏิบัติตามวิญญาณฐีติ 7 ได้ เริ่มต้นได้หรือที่สุดจบก็จบด้วย วิญญาณฐีติ 7 จบด้วยการรู้จักฌาน 4 แล้วก็รู้ อากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ จบ ไม่มี เนวสัญญานาสัญญายตนะ ไม่มี มีแค่ 7 ทำไมมีแค่ 7 

เพราะมันเป็นสิ่งที่ถูกต้องมาตั้งแต่เริ่มต้น ฌาน 1 2 3 4 

ในสัตตาวาส 9 สัตว์ที่ 1 2 3 4 ภาษาคำ ระบุอันเดียวกัน สัตตาวาส 9 กับ วิญญาณฐีติ แต่สัตตาวาส 9 เป็นมิจฉาทิฏฐิ ในสัตตาวาส 9 สัตว์ที่ 1 2 3 4 ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ 

แต่ในวิญญาณฐิติ 7 ข้อที่ 1 2 3 4 ก็เป็นสัมมาทิฏฐิและเรียนรู้ออกจากความเป็นสัตว์ได้ 

เมื่อถึง สัตว์ตัวที่ 4 วิญญาณฐิติเป็นสัมมาทิฏฐิออกจากความเป็นสัตว์ได้หมด 

อากาสานัญจายตนะ เป็นของจริง อากาศคือรูป วิญญาณคือนาม 

อากิญจัญยายตนะ คือ ไม่มี นิดนึงก็ไม่มีไม่มี อะไรก็ไม่มีกิเลส มีแต่ 1.รูป 2.นามที่บริสุทธิ์พ้นจากกิเลสอย่างบริบูรณ์ถ้วนรอบ ไม่ต้องไปใช่ก็ไม่ใช่ ไม่ใช่ก็ไม่ใช่ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ไม่มี จึงจบด้วย วิญญาณฐิติ 7 คือ อากิญจัญยายตนะ เท่านั้น 

ส่วนผู้ที่ยังมิจฉาทิฏฐิ เป็นสัตตาวาส 9 จึงมี เนวสัญญานาสัญญายตนะ ยังไม่พอ 

ที่สำคัญก็คือ อากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ อากิญจัญยายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ เป็นของเพ้อเจ้อ ผิดไปจริงๆเลย ผ่านอสัญญีสัตว์ ไปดับสัญญาอยู่อันที่ 5 เป็นอสัญญีสัตว์ 

ผิดไปตั้งแต่สัตตาวาส 9 ที่ 1 2 3 4 แล้วผิดไปแล้ว ยังไม่พอไปรับสัญญาเป็นอสัญญีสัตว์ อันที่ 5 อีก อากาสานัญจายตนะ ก็ยิ่งเลอะเทอะหนัก

อากาสานัญจายตนะ ของสัตตาวาส 9 กับของวิญญาณฐีติ 7 คนละโลกเลย 

อากาสานัญจายตนะของวิญญาณฐิติ 7 นั้นคือความถูกต้อง เป็นสัมมาทิฐิ 

วิญญาณ เลอะเทอะ เป็นอะไรไม่รู้ อากาสานัญจายตนะ ก็เป็นอะไรไม่รู้ อากิญจัญยายตนะ ก็เลยยิ่งกลายเป็น เนวสัญญานาสัญญายตนะ ก็ไม่ใช่ไม่รู้ก็ไม่ใช่แล้วเมื่อไหร่ก็จะใช่ มันไม่รู้เรื่องเลยเลอะเทอะไปตลอดกาลนาน 

คือเรื่องคำว่า กาย กายทั้งเบื้องต้นและที่สุด ทั้งหมดเลยในการเกิดมาเป็นมนุษย์ มีความเป็น 2 คือ เทวะ ก็คือ กาย มีรูปกับนาม 

คุณเกิดมา เป็นจิตนิยาม ธาตุรู้คุณเป็นจิต เป็นวิญญาณ คุณก็มีสิ่งที่ถูกรู้กับธาตุรู้ ปฏิเสธไม่ได้ต้องรู้ อย่าไปดับมัน อย่าไปหรี่มัน อย่าไปทำให้มันตกความเป็นธาตุรู้ ให้มันรู้เต็มร้อย ต้องให้มีเต็มสติเต็ม สตะ เต็มร้อย 

สู่แดนธรรม.. เขาบอกว่าถ้ายังมีตัวติดรู้อยู่ จิตก็รู้อยู่ ก็ยังมีตัวเหลืออยู่เขาต้องไปดับความรู้ อย่างหลวงพ่อชา บอกว่า เจอผู้รู้ที่ไหนให้ฆ่าผู้รู้ที่นั่น 

พ่อครูว่า… นั่นแหละ จะหลวงพ่อชาก็ตามหรือว่าท่านพุทธทาสก็ตาม ก็บอกว่าการไปยึดถือความรู้ไม่รู้นั้นไม่ได้ทั้งนั้น ก็ว่าไปตามลำดับ 

ผู้ที่รู้แล้วเป็น อนุปคัมมะ ก็จะเข้าใจว่าผู้นี้พูดถูก แต่ยึดถือผิด พูดผิดแล้วก็ยึดถือผิดด้วย ก็จะรู้ว่าผิดอยู่ ถูกบ้างผิดบ้างก็ยังสับสนมีอยู่ ถูกบ้างบางอย่างอันนี้ไม่ถูก แต่ก็ยังไม่แน่ชัด ถูกจริงๆไม่ผิดเลย ผิดจริงๆไม่ถูกเลย ไม่ได้แม่นมั่นอย่างนั้น ก็ยังสับสนไปสับสนมา 

ซึ่งที่อาตมาพูดอยู่นี้เป็นรายละเอียดของความรู้ ที่พูดแล้วก็สงสารเขา เขาก็จะเห็นว่ามันอวดดี พูดอย่างกับรู้ อ้าว… ถ้าอาตมาไม่รู้จะเอาอะไรมาพูด พูดอย่างกับมันรู้มันรู้จริงๆหรือเหนือเขาหมด แล้วมันเหนือเขาจริงๆไหมล่ะคุณรู้ไหมว่าเหนือ 

ถ้าหากอาตมาไม่รู้ อาตมาจะเอาที่ไหนมาพูด แล้วอาตมาก็บอกว่า อาตมาเกิดมาในชาตินี้ไม่มีสำนักสังกัด ไม่มีครูบาอาจารย์ อาตมาก็เอาของอาตมามาพูด คุณต่างหากไม่ยอมรับอาตมา นี่พวกคุณมารับอาตมายอมรับ ได้อะไรมาบ้างไหมเล่า …ได้

ได้อะไรไหนลองเอามาดู ได้ความไม่มี 

รวมไปลงที่ความไม่มี พระพุทธเจ้าถึงตรัสไว้ชัดเจน อาศัยความไม่มีกับความมีนี่แหละเป็นสิ่งที่ อาศัยศึกษา ในพระไตรปิฎกเล่มที่เท่าไหร่ เล่ม 16 ข้อ 43 

เมื่อเห็นความมีความไม่มีแล้ว แล้วก็เป็นผู้ที่รู้แล้วว่าอะไรมีอะไรไม่มี ก็ไม่ไปเข้ายึดถือ ไม่ไปยึดถือทั้งความมี ไม่ไปยึดถือทั้งความไม่มีเรียกว่า อนุปคัมมะ ตราบใดที่ยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสานก็เป็นผู้ที่มี อนุปคัมมะ รู้จักมัชเฌนธรรม หรือเป็นอภิภู รู้จักสภาพ 2 แล้วเป็นอายตนะอย่างเป็นอภิภายตนะด้วย รู้ไปสูงยิ่งกว่านั้น รู้ว่าสามารถที่จะปรุงแต่งกันให้เป็นอภิภายตนะ 8 ด้วย

คนที่จะเข้าใจอภิภายตนะ 8 ตั้งแต่ อภิภายตนะข้อที่ 1 รู้ทันทีเลยทั้งภายนอกภายใน รู้ทั้ง ปริตตัง รู้ทั้งอัปปมาณา รู้ทั้งสุพรรณะ ทุพรรณะ พร้อมกันไปหมดเลย นี่เป็นอภิภายตนะเข้าที่ 1 

แล้วสภาวะมีอย่างนั้นจริงๆ ที่อาตมาพูดไปนี้อาตมารู้จักสภาวะยังที่ว่าทั้งหมด ทั้งภายนอกทั้งภายในพร้อมกัน แล้วก็มีทั้ง ปริตตัง อัปมาณา สุพรรณะ ทุพรรณะ มีหมด  อาตมาพูดพยัญชนะเหล่านั้น สภาวะอาตมาก็ชัดเจนอยู่ ไม่ได้พูดแต่พยัญชนะเฉยๆ  นี่เป็นอุตริมนุสธรรมจริงๆ 

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ 

สมณะฟ้าไท… ประเด็นหนึ่งที่พ่อครูเน้นย้ำบ่อยๆคือ ธาตุรู้ อย่าไปทำให้ธาตุรู้มันไม่รู้ แล้วอย่าไปทำให้ธาตุรู้มันเสียหาย พ่อครูเน้นย้ำ ธาตุรู้ให้มันรู้เต็มที่ 

คนไม่มีภูมิ แยกแยะไม่ได้หรอกในสัตตาวาส 9 วิญญาณฐีติ 7 

พ่อครูเน้นย้ำเรื่องกาย คือเบื้องต้น เข้าใจให้สัมมาก่อน เป็นโสดาบันก่อน

อจินไตยฌานวิสัยในจรณะและวิชชา

พ่อครูว่า… คำว่าฌาน เป็นฌานวิสัย เป็นอจินไตย คนจะมี อาศัย นิสัย วิสัย อนุสัย 

คนผ่าน นิสยะ วิสยะ ผ่านมา จนรู้ สยะเป็น อนุสยะ อนุสัย อาตมาใช้พยัญชนะเหมือนกันแต่อธิบายต่างกันกับคนอื่น คนที่ถึงขั้น อนุสยะ เป็นฌาน

ฌาน คือพลังงานจิตที่ผู้ที่สามารถสร้างพลังงานจิตให้เป็นไฟ เป็นอุณหธาตุ เป็นความร้อน ซึ่งราคะ โทสะ ก็เป็นไฟ โมหะ เป็นไฟ ไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ทีนี้ ไฟฌาน เป็นไฟที่มีปัญญา ฌานคือปัญญา ปัญญาคือฌาน

ปัญญาคือ ธาตุรู้ที่รู้เหนือกว่าราคะโทสะโมหะ เป็นพลังงานที่เหนือชั้นกว่าราคะโทสะโมหะ ถึงจะเป็นความจริง เป็นพลังงานที่สามารถเหนือกว่าพลังงานราคะ จึงสามารถทำลายพลังงานราคะลงได้ เหนือกว่าโทสะ โดยสภาวะจริงมันต้องเป็นอย่างงั้น ถ้ามันไม่เหนือมันก็ไปทำลายไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะไม่ได้ 

ใช้พยัญชนะอธิบายซ้ำมันเข้าใจได้นะ ที่นี่ความจริง คุณทำอย่างที่อาตมาใช้ภาษานี้สื่ออย่างนี้ พลังงานจิตของคุณทำให้เป็น อุณหธาตุ เป็นธาตุร้อนที่มันสลายกัน ทำได้ถึงสภาวะจริงไหมล่ะ คุณจะทำ ทำได้อย่างไร 

วิธีทำฌานของพระพุทธเจ้านั้นคือ 

1.ศีล  2. อปัณณกปฏิปทา 3.สัทธรรม 7 แล้วจะเกิด ฌาน 1 2 3 4 นี่คือพุทธคุณของพระพุทธเจ้าเป็นจรณะ 15 ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาปฏิบัติ ศีลก็ไม่มี อปัณณกปฏิปทา 3 ก็ไม่มี สัทธรรม 7 ไม่ต้องไปฝัน  ฌานก็เป็นแต่ชานหมาก เคี้ยวหมากหยับๆ แล้วเคี้ยวใหม่ อย่างมหาบัวเป็น ก็เคี้ยวแต่หมาก งมงายกันไปหมด

ขออภัยพูดชัดๆพูดเหมือนลบหลู่ แต่สิ่งที่ผิดก็ควรต้องถูกลบหลู่ไป คุณจะถือตัวก็เป็นของคุณเอง คุณจะถือตัวว่าลบหลู่ถูกไหม 

นิคฺคเณฺห นิคฺคหารหํ ปคฺคเณฺห ปคฺคหารหํ  ควรข่มคนที่ควรข่ม  ยกย่องคนที่ควรยกย่อง 

เอาตรงที่ อปัณณกปฏิปทา 3 มันไม่มี ตั้งแต่ศีล ก็ไม่ได้เป็นข้อเป็นหลักเลย 

เอา ศีลข้อที่ 1 เป็นต้น เกี่ยวข้องกับสัตว์ คุณปฏิบัติ อปัณณกปฏิปทา 3 กับสัตว์นี่ โดยเฉพาะกับคน คุณไม่ต้องไปกินคนหรอก  อย่าไปเบียดเบียนกัน ไม่ต้องไปรักไปชังกัน สรุปๆ เลย

คุณก็คือคน ทำงานร่วมกัน ผู้หญิงผู้ชาย เป็นนักบวชกับฆราวาสก็ทำงานร่วมกันได้ ไม่ต้องไปเกี่ยวพันอะไรให้มันลึกลับลึกซึ้ง ชัดๆนี่ มันให้ตื้น ไม่ต้องลึกอะไร ก็ทำงานร่วมกันผู้ที่ทำงานเป็นประโยชน์แก่กัน คนละฐานะ คุณเป็นผู้หญิงก็ฐานะหนึ่งได้ คุณเป็นผู้ชายก็ฐานะหนึ่ง นักบวชก็ฐานะหนึ่ง ฆราวาสก็ฐานะหนึ่ง ก็รู้ชัด รู้เจน ไม่สับสน ปฏิบัติถูกต้องตามสภาวะจริงของมัน มันก็สะอาดบริสุทธิ์ไป 

เกิดมาก็ทำงานร่วมกันอย่างนี้แล้วก็ทุกคนก็รู้ฐานะแห่งตนๆ อย่างพวกเรา สบายทำงานกันอยู่

จนกระทั่งตอนแรกๆ อาตมาพาปฏิบัติธรรมเป็นบวร มีทั้งสมณะ ภิกษุณีไม่มี ก็มีสิกขมาตุ เขาก็ปรามาสไว้..เดี๋ยวเถอะๆ เดี๋ยวมันก็จะมีลูกเณร แต่มาถึงวันนี้พวกเรารักษาสภาพความเป็นจริงได้ ไม่ได้มีเลอะเทอะอย่างนั้นเลย เพราะฉะนั้นว่าเราไม่ได้เลยในเรื่องพวกนี้ 40-50 ปีมาแล้วไม่ได้เกิดเหตุการณ์อย่างนั้น เลอะเทอะ ยิ่งนักบวชนี้ไม่มีเลย ไม่มีเลย ที่จะไปเรื่อง ให้ไปครหาได้ ฆราวาส อาจจะมี Error บ้างนิดๆหน่อยๆ ถือว่ามันเป็นธรรมดาธรรมชาติ มี Error เล็กๆน้อยๆ แต่ก็ไม่ได้ไปเลอะเทอะ หยำฉ่า เหมือนกับข้างนอกเขา นี่เป็นสถานะจริงที่อาตมายืนยัน 

สู่แดนธรรม.. เขาว่าเราเรื่องตัณหานี้ว่าไม่ได้ แต่ว่าได้เรื่องทิฏฐิ ทำสงครามทิฏฐิกัน

พ่อครูว่า… อันนี้ก็ถูกต้องลงท้ายก็มีทิฏฐิที่ต่างกัน มันจบด้วยทิฐิที่ต่างกัน แต่มันก็จบจริงๆ มันเป็นนานาสังวาส ต่างคนต่างมีทิฐิ ต่างคนก็ปฏิบัติไป ซึ่งเราก็ได้เป็นไปแล้ว เป็นนานาสังวาสกันแล้วต่างคนปฏิบัติไปตามที่ต่างคนเข้าใจ ก็ได้มรรคผลไปตาม เขาก็ว่าเขาได้มรรคผลเราก็ว่าเราได้มรรคผลมา จะเป็นมิจฉาผลหรือสัมมาผลก็เป็นตามความเป็นจริงไม่ได้ประหลาดอะไร 

กายต่างกันสัญญาต่างกันในเทวดาทั้ง 6

มาลงละเอียดตรงที่ว่า 

กายต่างกันสัญญาต่างกัน เป็นสัตตาวาส ข้อที่ 1 หรือวิญญาณฐีติ ข้อที่ 1 ภาษาเหมือนกันแต่ สัตตาวาส9นั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิ วิญญาณฐิติเป็นสัมมาทิฏฐิ 

กายอย่างหนึ่ง สัญญาอย่างหนึ่ง กาย คุณก็เห็นต่างกันกับเรา  สัญญาคุณก็เห็น ต่างกันกับเรา นี่เป็นสภาวะ 2 กายกับสัญญา

เพราะฉะนั้นคุณจะเห็นความเป็นมนุษย์ก็ต่างกัน เห็นความเป็นมาร ก็ต่างกัน เห็นความเป็นเทวดา ก็ต่างกัน ต่างกันไปเยอะเลยนะ มารก็โอ้โห ไม่รู้กี่ขั้น กี่ชั้น

แม้แต่มารขั้น 1 เป็นจตุมหาราช เขาไม่นึกว่าเป็นมารหรอก เขานึกว่าเป็นเทวดาขั้นที่ 1 เทวดาอะไรมีเขี้ยวถือหอกหรือดาบด้วย เขาก็เขียนภาพนะ จตุมหาราช เขี้ยวงอกตาโปน ถือดาบถือหอก อาตมาไม่ได้หาเรื่อง แต่เขาเป็นจริง เทวดาอะไรมารุกรานคนตั้งแต่เริ่มต้น 

เมื่อรุกรานแล้วก็เป็น ตาวติงสา เป็นอาการที่ 33 ธรรมดาคนมีอาการแค่ 32 เท่านั้น อาการที่ 33 เป็นอาการเก๊ เป็นภพเป็นชาติแล้ว เพ้อๆเอามาเสพ เทวดา ดาวดึงส์ก็คือ ภพที่คุณหลงได้สมใจ แล้วไปเสพเป็นสุขได้สมใจ ฆ่าได้แย่งได้มีภพชาติได้ก็ดีใจ เลอะเทอะ ติดภพติดชาติอยู่อย่างนั้น 

อยากให้ได้นานๆ ดาวดึงส์ก็เป็นยามา คือยาวนาน ยามหนึ่งยังไม่พอขอเป็นยามที่ 2 ขอเป็นยามที่ 3 เขาบอกว่า มันไม่ได้หรอกมันจะต้องมีพักมีหยุด ดุสิตะ แปลว่าพัก แปลว่าเย็น แปลว่าหยุด ก็ไม่เอา ดิ้นรนเข้าไปอีกเป็นนิมมานรดี กูไม่ยอมพัก กูจะเป็นนิมมานรดี ยินดีในสิ่งที่กูเนรมิต 

ยังไม่พอ ให้คนอื่นมาเนรมิตให้กูอีก ปรินิมมิตวสวัตตี นี่คือภพเก๊ทั้งหมดเลย คนที่หลงสวรรค์ 6 ชั้นคือพวกมีภพมีชาติทั้งนั้นเลยคือพวกโง่ทั้งนั้นเลย พวกเราไม่มีสวรรค์ไม่มีนรก หมดสวรรค์ก็คือหมดนรก ยังมีสวรรค์อยู่ก็คือมีนรก เพราะฉะนั้นพวกติดสวรรค์คือพวกที่มีนรกอยู่

ทั้งนั้น แล้วเขารู้เรื่องที่ไหนว่าจะต้องหมดสวรรค์หมดนรก ก็สอนกันแต่ต้องเอาสวรรค์ ต้องเอาภูมิสุข ความสุขก็เป็นสวรรค์ความทุกข์ก็เป็นนรก 

ศาสนาพุทธไม่ได้เอาความสุขความทุกข์ ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ อาศัยพยัญชนะว่า อทุกขมสุข ไม่สุขไม่ทุกข์ อาศัยพยัญชนะแต่ไม่มีสภาวะ มีแต่ไปนั่งหลับตา ไม่สุขไม่ทุกข์ แต่ไม่เป็นอุเบกขา 

อุเบกขาคือธาตุจิตที่บริสุทธิ์ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา บริสุทธิ์จากกิเลสหยาบ กลาง ละเอียดทั้งหมด บริสุทธิ์แล้วบริสุทธิ์อีก ปริโยทาตา ยิ่งขึ้น สะสมยิ่งๆขึ้นไปเป็น มุทุภูตธาตุ แล้วก็เป็นกรรม การกระทำที่เหมาะที่ควรทั้งนั้น จิตก็ยิ่ง ประภัสสรใหญ่เลย ยิ่งบริสุทธิ์ใหญ่เลยผ่องแผ้ว 

อาตมามีสภาวะอย่างนี้ อธิบายตามสภาวะอย่างนี้ คนไม่มีสภาวะเหมือนอย่างอาตมา อธิบายอย่างอาตมาไม่ได้หรอก เพราะไม่ใช่เรื่องที่จะด้นเดาเอา ต้องมีจริง แล้วก็ไม่เห็นมีใครอธิบายอย่างอาตมา เขาก็อธิบายอย่างของเขาก็เป็นธรรมดา คุณก็ฟังเอา อันไหนเป็นธรรมวาทีคุณก็เอา อันไหนไม่เป็นธรรมวาที คุณก็ไม่ต้องเอา มันเป็นอิสรเสรีภาพตัดสินเอาเอง สุดท้าย 

อาตมาเองอาตมาสบายใจ ตรงที่ว่าอาตมาไม่ได้ทำให้ศาสนาผิด ตรงนี้ อาตมาสบายใจตัวเองตัวเอง ยิ่งทำงานมาก็ยิ่งตรวจสอบ ยิ่งเช็ค เราทำถูกยิ่งขึ้นๆ ละเอียดลออมากยิ่งขึ้น ถูกยิ่งขึ้น ละเอียดลออมากยิ่งขึ้น 

สำนักใดบรรลุจริงไหม ดูได้จากมีสาราณียธรรม 6 วรรณะ 9

อาตมาว่า อาตมาทำได้อย่างนี้ ทุกวันนี้ยังมั่นใจ 

สู่แดนธรรม.. ถ้าเขาจะถามว่า ท่านแน่ใจอย่างไร เอาอะไรมายืนยัน 

พ่อครูว่า… ก็มีหลักฐานตามพระไตรปิฎก อาตมาก็อ้างอิงพระบาลี 

สู่แดนธรรม.. จะพูดว่าท่านแสดงความเป็นจริงได้ไหมครับ มีวรรณะ 9 

พ่อครูว่า… ใช่ นี่เป็นสังคมสาราณียธรรม 6 ถึงขั้นอยู่กันอย่างมี สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา  

ปฏิบัติไป ยืนยันอยู่อย่างนี้เต็มๆ หรือแม้แต่จะแจกเป็นวรรณะ 9 ก็จริง เลี้ยงง่าย  (สุภระ) ให้มาดันสุรังก็ไม่มา เอาแต่ดันทุรังอยู่อย่างนั้นแหละ คุณจะบอกว่าจะมาแปลไปเองไม่เห็นพูดเข้าหลักเกณฑ์ไวยากรณ์บาลีเลย อาตมาก็มีหลักเกณฑ์ของอาตมา อาตมาเข้าใจคุณได้ แต่คุณเข้าใจอาตมาให้ได้ 

สู่แดนธรรม… หากว่าสำนักอื่นจัดสอนลูกศิษย์ให้ได้เป็นคนวรรณะ 9 เขาก็ต้องมีส่วนที่จะบรรลุพุทธะแท้ 

พ่อครูว่า… ถ้าเขาทำได้ เขารู้เขาก็ต้องมาอธิบายอย่างอาตมาทำได้ พาทำได้ อาตมาก็เอามาอธิบายได้ แม้วรรณะ 9 เลี้ยงง่าย  (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ)  มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส  มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ)  ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 9  ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ)  

ตกลงมาเป็นคนไม่สะสม เป็นคนยอดขยัน ปรารภความเพียร ไม่สะสมทำอะไรไม่สะสม นอกจากไม่สะสมแล้วเอาไปแจก มาถึงยุคนี้แล้วมี กระท่อมปันสุขดีจังเลย ยังไม่พอแค่กระท่อมไม่พอ ปลูกมันไปเลยจนกระทั่งถึงถนนดำ ข้างหน้าโน่น ให้เก็บกินไปกันได้หมดเลย มีมะเขือ  ข่าตะไคร้  มะละกอ  กล้วย เก็บกินไป ทำให้เป็นสาธารณะ ทำให้ปรากฏ ทำให้เป็นสาธารณะตามที่อาตมาให้ปรากฏให้ได้ ช่วยอาตมาได้ไหม …ได้ รับปากแล้วนะ ไปช่วยกันทำให้เกิดจริงๆ เพราะในนี้เราก็ทำกินทำใช้เหลือเฟือ เราไม่ต้องเก็บให้คนข้างนอกเขาเก็บไปเองเลย จริง พิสูจน์ความจริงอันนี้ไปได้ก็ดีเพราะมีความอุดมสมบูรณ์ 

เพราะอุดมสมบูรณ์ในปัจจัย 4 ธนบัตรไม่ค่อยมีหรอกในพวกเรา เพชรนิลจินดาไม่ค่อยมีหรอกพวกเรา แต่มีปัจจัย 4 นี้เยอะแยะ แจกจ่ายเกื้อกูลเอื้อเฟื้อไป อีกหน่อยส่งไปให้เอธิโอเปียบ้าง   ส่งไปให้ยูเครน ส่งไปให้สหรัฐบ้าง ที่เขาพิมพ์ดอลลาร์ กระดาษเปื้อนหมึก หลอกเขาไปทั่วบ้านทั่วเมือง พิมพ์ออกมาอย่างไม่มีหลักประกัน ก็พิมพ์ออกมา เบ่ง อำนาจบาตรใหญ่อยู่อย่างนั้น ทั้งๆที่เขาพยายามตั้งเงินยูโร ตั้งเงินต่างๆมาให้เงินดอลลาร์ลงบ้าง แต่ก็ยังไม่ลงเพราะเขามีอาวุธ มัน ขายอาวุธข่มขู่

สู่แดนธรรม.. ที่ผมถามพ่อท่านไปครั้งที่แล้ว อยากจะทราบว่า ถ้าสำนักสงฆ์อื่น จะยืนยันว่า สำนักของท่านสอนได้มรรคได้ผลบรรลุตามพระพุทธเจ้าสอนแท้ๆ เราจะสามารถถามหาเอาความดี สาราณียธรรม 6 อย่างนี้ หรือเอาหลักธรรมอื่น 

พ่อครูว่า… เอา วรรณะ 9 สาราณียธรรม 6 เช็คได้ สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา  ได้ไหม …ได้

สู่แดนธรรม.. ถ้าเขาบอกว่าจำเป็นด้วยหรือจะต้องมีคนทำตามได้

พ่อครูว่า… ไม่ได้ ก็เป็นการพูดปากเปล่า ปฏิบัติไม่ได้แล้วพูดไปทำไม พูดไปแต่ก็ปฏิบัติกันไม่ได้ 

สู่แดนธรรม.. แสดงว่า อโศกเรามีธรรมะ การบรรลุจริง มีคนเป็นของจริงยืนยัน 

พ่อครูว่า… ยืนยันพูดได้ทำได้ ยถาวาที ตถาการี ยถาการี ตถาวาที

สู่แดนธรรม… ก็ไม่ได้เอาไปข่มเขา

พ่อครูว่า… มันข่มในตัว มันไม่ข่มมันก็ต้องเหนือกันอยู่แล้ว อันหนึ่งทำได้อันหนึ่งทำไม่ได้ ใช้พยัญขนะว่าข่มว่าเหนือก็อันเดียวกัน สัจจะมันก็เป็นความจริงอย่างนั้น 

อาตมาเกิดมามีชีวิตนี้ทำได้ตามคำตรัสพระพุทธเจ้า มีปรากฏการณ์จริง ปรากฏการยืนยันให้เห็น ใครไม่เห็นก็ไม่มีปัญหา คนที่เห็นเขาก็เห็น คนที่มีดวงตามีปัญญามีธาตุรู้ที่รู้ได้ อันนี้ก็จริงนะ เขามีสภาพจริงพูดจริง ยถาวาที ตถาการี ยถาการี ตถาวาที ทำได้จริงตามที่พูด 

ไม่ใช่ได้แต่พูดปากเปล่า เป็นแต่ทำไม่ได้ ยืนยันหาหลักฐานอะไรไม่ได้ มันก็ต่างกัน 

อาตมาจึงบอกว่าเกิดมาในชาตินี้ พอใจแล้ว ไม่สูญเปล่า ไม่โมฆะ ประสบผลสำเร็จ 

อาตมาเคยสรุปแล้วว่า เกิดมาในชาตินี้พอใจแล้วเกิดมาทำงานมา 50 ปีได้ขนาดนี้ มีสิ่งที่ยืนยันปรากฏผลขนาดนี้  อาตมาไม่ตะกละมากกว่านี้หรอก สมตัวแล้ว พอตัวแล้ว

สู่แดนธรรม.. สภาวะที่พ่อท่านทำให้ลูกๆ รักษาประคองความดีนี้ไว้ ทำให้คนอื่นมองว่าพวกเรายึดมั่นถือมั่น ท่านพุทธทาสบอกว่า ถ้ายังทำความดีอย่างนั้นอยู่ก็ไม่พ้นจากความยึดมั่นถือมั่น 

พ่อครูว่า… ท่านพุทธทาส พูดอย่างนั้นก็ไม่ผิด แต่อาตมาทำได้เกินกว่านั้น ที่ท่านพุทธทาสท่านว่า เพราะอาตมาไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น อาตมาเป็น อนุปคัมมะ เป็นผู้ที่ไม่เข้าไปใกล้สิ่งที่มีไม่เข้าไปใกล้ สิ่งที่ไม่มีก็ยืนยันอยู่อย่างนี้นี่มายึดถือแล้ว เข้าใจภาษา อนุปคัมมะ ไหมล่ะ

สู่แดนธรรม.. ท่านไม่ยึดถือ แต่ทำไมท่านมีเยอะแยะมากมาย ทำไมบอกว่าไม่ยึดมั่นถือมั่น 

พ่อครูว่า… ยืนยันความจริงไง ยถาวาที ตถาการี ยถาการี ตถาวาที เราไม่ยึดถือเป็นของตัวเองแต่เป็นของส่วนกลางนี่แหละคือเศรษฐศาสตร์ชั้นหนึ่ง ถ้าใครต่อใครไม่แบ่งออกจากส่วนกลางมารวมกันส่วนกลางทั้งหมด ส่วนกลางทั้งหมดมันก็เป็นกองโต แต่ของคนอื่นนั้นคนนั้นคนนี้ก็เอาไปคนละนิดคนละหน่อย กองกลางก็บางลงเล็กลง ดีไม่ดี ยื้อให้กองโต จนกองโตเป็นกองรกเลย ถือว่าเป็นของ ตัวเองเลยเกินกว่าที่มันมีกองโตนั้น ความจริงมันเป็นอย่างนี้ 

สู่แดนธรรม.. สภาพเป็น dialectic ใช่มั้ยครับ

พ่อครูว่า… เป็นสภาพสิริมหามายาเป็นความย้อนแย้ง วิภาษวิธี

สู่แดนธรรม.. จริงๆแล้ว คนนั้นจะต้องมีดวงตาเห็นพ่อท่านไม่ยึดมั่นถือมั่น จึงจะมองออก 

พ่อครูว่า… มันไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น แต่มันมั่น มันตั้งมั่น มันซ้อนตรงนี้ คุณเข้าใจไหมมันไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น แต่เป็นความตั้งมั่นของผู้ที่ตั้งมั่นแล้วมีความตั้งมั่นแล้ว ฟังภาษาไทยรู้ไหม ไม่ใช่ภาษาบาลีนะ 

สู่แดนธรรม.. พ่อท่านเอาสภาวะอมตะมาสอน ไม่ได้พูดถึงขั้นปริโยสาน

พ่อครูว่า… เรายังไม่ตายยังไม่ปริโยสาน แล้วยืนยันว่าอาตมาจะตายแล้วยังไม่ตาย อย่างปรินิพพานเป็นปริโยสาน อาตมาเป็นโพธิสัตว์ก็จะกลับมาเกิดอีกทำตามมูลสูตร 10 ครบ อาตมาคืออมตะบุคคล ไม่ได้เหนียมอายหลรือมังกุเลย

สู่แดนธรรม… มีอมตะเป็นหลักประกันแล้ว จะทำให้ดูเหมือนยึดมั่นถือมั่น อีกกี่ชาติก็ไม่ว่า 

พ่อครูว่า… ไม่มีปัญหาเพราะมีแต่สิ่งที่ดี สัพพปาปสอกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง) กุสลสูปกำลังสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) สจิตตปริโยทปนัง(ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลส) 

สู่แดนธรรม.. กว่าจะได้อมตะมันต้องผ่านวิมุติมาแล้ว ก็ต้องอยู่กับอมตะนี่แหละ 

พ่อครูว่า… ใช่ เป็นการรู้จริงตามความเป็นจริงเขาไม่รู้เขาก็ไม่เชื่อ ถ้าเขารู้จะบอกว่าอันนี้มันเป็นอย่างนี้เองหรือ เราก็น่าจะได้อย่างนี้บ้าง ความเห็นอย่างนี้ก็ชัดเจน 

สู่แดนธรรม.. แสดงว่า ถ้าใครมีดวงตาฟังพ่อท่านวันนี้จะเห็นว่า 

พ่อครูว่า… อาตมาพูดอะไรไม่จริงไม่เป็น อาตมาพูดแต่ละอย่างเป็นความจริงทั้งนั้น พูดไม่จริงไม่เป็น 

สู่แดนธรรม.. ถ้าประเทศไทยรับเอาสัจธรรมพระพุทธเจ้าไปทำ เจริญแน่ 

พ่อครูว่า… ใช่ อาตมาพูดความไม่จริงไม่เป็น   พูดแต่ความจริงทั้งนั้น ฟังแล้วบอกว่าทำไมพูดเก่งจังเลย ก็คนมันพูดเก่ง 

ยังไม่ตายอาตมาก็ทำงานไป พอทำได้ก็ทำไป ทำไม่ได้ หลายคนบอกว่ายังไม่เห็น ควรทำก็พัก นี่ให้ทำได้ก็ทำ ก็ไม่มีปัญหาอะไร ทำเสร็จแล้วมันต้องยอมรับความจริงอยู่ อย่างหนึ่งว่า เมื่อยไว ปฏิเสธไม่ได้ ตอนนี้มาถึงวัยนี้ขนาดนี้แล้ว เมื่อยไว อันนี้อาตมา ไม่สงสัย ไม่งง ไม่มังกุ ไม่เก้อ ไม่เขิน ไม่ยากอะไร บอกความจริงมันเมื่อยไว 

อันนี้เป็นเรื่องของความจริง สรีระสังขารของเรามันเสื่อม มันพยายามปรุงแต่ง ปรุงแต่งได้เท่านี้ ได้ขนาดนี้ พอปรุงแต่งขนาดนี้ แสดงออกขนาดนี้ เดี๋ยวก็ไปพัก  เดี๋ยวก็ไปชาร์จแบตใหม่ เช้าวันใหม่ พรุ่งนี้ก็สะสมแบตเตอรี่ใหม่ พอมีแบตเตอรี่จุด แสงสว่าง จุดกระแสจุดพลังงานเผื่อแผ่ออกไป ไม่อย่างนั้นก็เป็นแบตเตอรี่มีไฟ แต่ไม่ได้ใช้ทำงานอะไร เสียแล้วหม้อแบตเตอรี่ เสียน้ำกลั่น

สู่แดนธรรม.. ถ้าคนไม่รู้จริงๆ ก็จะมาเถียงพ่อท่านว่าอะไร พระอรหันต์เมื่อยได้อย่างไร 

พ่อครูว่า… พระอรหันต์ชีวะนะ พระอรหันต์ไม่เมื่อยได้อย่างไร ชีวะของจิตนิยาม ไม่เหมือนพืชที่ทำงานตลอดเวลาไม่เมื่อย แต่จิตนิยามมันมีเมื่อยนะ อันนี้ต้องรู้ความจริง ตามความเป็นจริงให้ได้ ไม่มีหรอก คนทำงานถึงขีดหนึ่งก็ต้องเมื่อย มันใช้พลังงานออกไป ตั้งเยอะขนาดหนึ่ง ต้องเมื่อยต้องพัก พระพุทธเจ้าถึงบอกว่า รู้จักพักรู้จักเพียร เอาแต่เพียรไม่พักก็ตาย เอาแต่พักไม่เพียรก็ตาย อ้างอิงพระพุทธเจ้า เหมือนกับคน รู้มากเลยอาตมา อปัฏติฐัง อนายูหัง คือพักพอดี เพียรพอดี หมายความว่าอย่างนั้น อย่างนี้เป็นต้น 

สัจธรรมที่ใช้พยัญชนะบัญญัติต่างๆเอามาสื่อ เราก็พยายามอธิบายสภาวะกับพยัญชนะมาตลอด อาตมาก็พยายามขยายความมาตลอด ทุกวันนี้ก็ขยายความได้เยอะ จนกระทั่งพวกเรารู้ละเอียดลออขึ้นไปมาก 

ขออภัยต้องขอกล่าวความจริงว่า ไม่มีใครมาขยายได้ละเอียดละออมากมาย เท่าอาตมาในยุคนี้ นอกนั้นเขาเอาตำรามาพูด เอาตำราของอรรถกถาจารย์ของคนนั้นคนนี้ อาจาริยวาทมาพูดมารวม อย่างท่านมหาประยุทธ์ ท่านก็รวมเอาของอรรถกถาจารย์มารวมเก่ง อาตมาสู้ไม่ได้หรอก แต่อาตมาเป็นคนไม่รวมไม่รู้จัก ไม่ได้มีการศึกษามาก อาตมามีแต่ความจริงออกมาทั้งหมด เท่าไหร่มีแต่ความจริงออกมา ที่ไม่ต้องไปเอาของคนนั้นคนนี้มาให้เลอะเทอะ ที่จะขัดแย้งกันในตัวบ้างไม่ใช่ เอาของตัวเองสอดคล้องกันไปด้วยกันมาด้วยกัน เป็นเอกีภาวะสำหรับของอาตมา อย่างนี้มันจะแสดงคนละอย่าง 

อย่างท่านพุทธโฆษาจารย์ ท่านมหาประยุทธ์ แสดงกันคนละอย่างกับอาตมา คนละสไตล์ ก็แล้วแต่ที่คนจะมีจริตนิสัยชอบอย่างไร ชอบอย่างอาตมามาเอา ไม่ชอบอย่างอาตมาชอบทางโน้นก็ไป ทางโน้นเยอะนะ แล้วไม่จบง่ายๆหรอก แต่ของอาตมามีจบ มีจบ ไม่มากเท่า ขอยืนยันว่าไม่มากเท่า มีแต่เนื้อๆ อันโน้น มีอะไรเยอะแยะต้องมาคัดออก เยอะกว่าจะเข้าถึงแก่น แต่ดูจะยังไม่ถึงแก่นเท่าไหร่ ได้แต่ผลใบไม้ดอก เปลือกก็ยังไม่ค่อยได้ สะเก็ด คือศีล ก็ยังไม่ค่อยได้ ศีลยังไม่เป็นอนิสงฆ์ 10 ประการ สมาธิคือเปลือก ก็ยังไม่ค่อยได้ หรือจะว่าไม่ได้เลยก็ได้ สะเก็ดก็ไม่เป็นสะเก็ด เป็น สีลพตุปาทาน สมาธิไม่ต้องพูดถึงเลย ปัญญาก็ไม่เข้าแก่นของปัญญา เอาปัญญา 8 อธิบายก็ไม่ถึง แก่น อย่าไปหวังเลยว่าจะมีวิมุติ ได้แต่ใบ ดอกผลงาม คือลาภสักการะ สรรเสริญเต็ม จริงไหม สภาวะที่กระแสหลักของสังคม ศาสนาพุทธเป็นอยู่นี้จริงไหม 

สมณะฟ้าไท… สรุปจบ