650627 สภาวะฌานของพุทธโดยพิสดาร รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 43

ดาวโหลดเอกสารที่                                                                                                         

https://docs.google.com/document/d/1VTQbfJEMT0zDMEoSj161aNZr0BjdQzNNoquKvRuiAkY/edit?usp=sharing     

     

ดาวน์โหลดเสียงที่   https://drive.google.com/file/d/1rQssPSm1o60PPzYo9fbnaSgZC_MT3zHx/view?usp=sharing 

     

ดูวิดีโอได้ที่     

และ https://www.facebook.com/300138787516163/videos/1023006668332705 

_สู่แดนธรรม…วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน 2565 ที่บวรราชธานีอโศก วันจันทร์แรม 13 ค่ำเดือน 7 ในช่วงนี้พ่อครูได้เทศนาถึง การระลึกชาติ ซึ่ง การระลึกชาติแบบตัวตนบุคคลเราเขานั้นเป็นเรื่องของพระอรหันต์และพระโพธิสัตว์ชั้นสูง ส่วนการระลึกชาติที่พวกเราสามารถระลึกได้คือการระลึกชาติทางนามธรรม ทางปรมัตถธรรม เช่นการทำฌาน คือ ไฟเผากิเลสได้เป็นต้น 

พ่อครูว่า… อาตมาได้เตรียมเอาไว้ทีเดียว ตั้งใจพูดเรื่อง ฌาน ยิ่งลงมาแล้ว เห็นเด็กนักเรียนอายุ 10 กว่าขวบไม่ถึง 20 นั่งเต็มกันพรึ่บเลยมานั่งฟังวันนี้ แล้วก็จะต้องอธิบายเรื่อง ฌาน ให้เด็กอายุไม่ถึง 20 ขวบฟัง

SMS วันที่ 24-26 มิ.ย. 2565

_*Koithaitik Carp (คอยใคร)*  : ในหลวงร.9 ไม่เคยสนใจ ชาวอโศกเพราะคงรู้ว่าชาวอโศกอยู่ได้ด้วยตัวเองไม่ต้องงอมืองอเท้าขอความช่วยเหลือ และรู้ว่าพ่อครูสอนให้ชาวอโศกเดินตามทางพุทธะอย่างถูกวิธีครับ / ปีใหม่บ้านราชเปิดให้คนนอกเข้า ผมขออนุญาตไปอยู่สัก 1 เดือนได้ไหมครับ กราบขอบพระคุณพ่อครูครับ

พ่อครูว่า…อันนี้จริง ในหลวงทรงรู้อันนี้แน่นอน 

ถ้าหมู่บ้านเปิดเมื่อไหร่คุณมาได้ ไม่ใช่แค่เดือนเดียวเท่านั้นนะ มาอยู่ตลอดชีวิตก็ยังได้ 

_*มุ่ง ตรงธรรม* : ธรรมะที่พ่อครูแสดงลึกซึ้งปานฉะนี้ แต่กลับมีเพียงน้อยคน ที่สามารถฟังแล้วซึมซับเอาธรรมรสอันเป็นรสธรรมแท้นี้ได้ จึงเป็นเรื่องน่าเสียดายยิ่งที่นักปฏิบัติธรรมส่วนใหญ่ยังยึดถือเอาความจำเก่าของตนไว้อย่างเหนียวแน่น เลยพลาดโอกาสในกาสที่จะอาศัยหลัก กาลามสูตร พิสูจน์ธรรมตามหลักพุทธองค์ทรงพระเมตตาตรัสไว้ เพียงแค่เขาฉุกคิด จิตฉลาดเฉลียวหน่อย ก็คงพอจะเฉลียวใจได้โดยไม่ยาก เมื่อได้ยินภาษาธรรมที่พ่อครูสื่อออกมาแต่ละถ้อยธรรม คงมีโอกาสซึมซับยอดธรรมตามหลัก อานิสงส์ของการฟังธรรม 5 ประการได้บ้างครับ

พ่อครูว่า…ก็จริงนี่ มันลึกซึ้ง มันยาก ไม่ใช่ที่คนจะเข้าใจได้ง่ายๆ เป็นเรื่องจริง คนก็ฟังได้ รู้ได้ มีคนจำนวนหนึ่ง เป็นคนที่ต้องเอาใจใส่จริงๆ แล้วศึกษามีภูมิธรรมพอฟังได้ 
อนุปสัมบันไม่ฟังหรอก ผู้มีภูมิถึงเป็นอุปสัมบันเท่านั้นจึงจะฟัง คนที่ไม่มีภูมิ เปิดมาพบช่องนี้ฟังเขาก็ผ่านแล้วฟังไม่รู้เรื่องหรอก ฉะนั้นคนเขาจะเป็นห่วงว่าอาตมาจะเป็นอาบัติ พูดอวดอุตริมนุสธรรมให้อนุปสัมบันฟังนั้น อาตมาไม่ต้องอาบัติหรอก โดยสัจจะ แต่จะมายึดถือตามบัญญัตินั้นก็ว่ากันไป ที่เขาตีความ อนุปสัมบันคือ ฆราวาส ส่วนอุปสัมบันคือ พระที่บวชตามประเพณี เท่านั้น เป็นการยึดถือแต่เปลือกหรือรูปแบบธรรมดา เข้าไม่ถึงสภาวธรรม ภูมิธรรมที่แท้จริง 

จริงอย่างที่คุณ มุ่งตรงธรรมว่า มันก็น่าเสียดาย แต่มันก็บังคับกันไม่ได้ อันนี้เป็นข้อด้อยของอาตมาที่อาตมาจำเป็นที่จะต้องเทศน์ธรรมะ สูงๆหน่อย สูง จนยังไม่เคยมีใครเทศน์กัน เพราะว่าต้องเทศน์เอาไว้ นี่ก็อายุย่างเข้า 89 แล้ว มันก็จำเป็น ไม่เทศน์เอาไว้เดี๋ยวตายไปกับอาตมาเท่านั้น ยิ่งต่อไปก็ยิ่งจะยาก กว่าที่อาตมาจะมาเกิดอีก ก็ทำไป 

_*ช่อทิพ หนูทอง*  · สมัยนี้คนบรรลุธรรมยาก ขนาดคนอยู่บวรมายี่สิบปียังเป็นพญานาคเลย

พ่อครูว่า… พญานาคคือคนนี้แหละ มาหลอกบวช นาค โดยสภาวะคือคนขี้หลับขี้นอน ตัวยาวเหมือนงูเลย งูก็คือพญานาคนี่แหละ 

_*Bua Lukpho (บัว ลูกโพธิ์)*  · โรคส่วนตัวสูง คือ อัตตาจัด เหมือนดิฉันเป็นอยู่ ล้างยากจริงค่ะ สาธุค่ะ

พ่อครูว่า… ดีที่คุณสามารถรู้ตัวเองได้ ก็พยายามสิ แก้ไข จะไปมีโรคอยู่ทำไม เรียกถูกด้วยว่าเป็นโรคส่วนตัว เป็นโรคส่วนตัวสูง เราพยายามตัดส่วนตัวออกมาเป็นส่วนรวม มาอยู่กันอย่างเป็นองค์รวม เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เป็นเอกภาพ เป็นสามัคคียะ รวมกัน ก็เข้าใจ เพราะฉะนั้นก็พยายาม เลิกละอาการนั้น จิตยึดถืออย่างนั้น พยายามละเลิกมาตามลำดับให้ได้

_*สุรัตนา น้อยศรี* : ติดของหวานค่ะท่านสมณะ รู้เลยว่าทำไมนน.ไม่ลด จะกินแบบหมอเขียวยังไม่ได้ค่ะ กิเลสยังมากต้องฝึกอีกเยอะเลยค่ะ ได้ฟังธรรมมากๆช่วงนี้ก้อจะฝึกลดอยู่ค่ะ

พ่อครูว่า… ติดมันทำไมกันนักกันหนา ติดของหวานก็รู้ ก็ดี รู้ตัวเอง อย่างนี้ก็มีหวัง ตั้งใจพัฒนา

ไม่ควรยินดีหรือยินร้ายกับการตาย แล้วก่อนตายควรได้โลกุตระสมบัติ

_*Rittichai Zhang Tia (ฤทธิชัย จาง เทีย)* : ทำอย่างไรให้ยินดีกับการตายครับ ให้ต้อนรับกับการตาย คือปัจจุบันนี้ผมยังกลัวตาย

พ่อครูว่า… จะไปยินดีกับการตายเลย แต่มันต้องตายคุณไม่ต้องกลัวหรอก เข้าใจให้ได้ว่ามันต้องตาย จะไปยินดีทำไม ยินดียินร้ายก็ไม่ต้อง มันเป็นธรรมชาติของไตรลักษณ์ เกิดขึ้นตั้งอยู่ตายไปเป็นธรรมชาติหมุนเวียน ถ้ายังไม่เลิก ปรินิพพานเป็นปริโยสานไป คุณก็ยังเวียนตายเวียนเกิดอย่างนี้แหละ แม้พระอรหันต์ก็ต้องเวียนกลับเวียนเกิด นอกจากพระอรหันต์ที่ไม่ตั้งจิตโพธิสัตว์ ท่านก็ตายโดยแยกธาตุตัวเองเป็นดินน้ำไฟลมไป เป็นอุตุธาตุไป ซึ่งอาตมาก็อธิบายสัจธรรม อธิบายความจริงละเอียดลออพวกนี้มาหมดแล้ว ไม่ต้องไปยินดีกับการตาย 

คุณก็เปิดจิต พยายามทำปัญญาให้เข้าใจให้ได้ว่า ถึงเวลาจะตายแล้ว มันมีเหตุมีปัจจัย ในบางทีคุณไม่คิดว่ามันจะตาย มันมาอย่างปัจจุบันทันด่วน พรึ่บ! ถ้าไม่รู้ตัวก็แน่นอนคุณก็ดับมืดไปไม่รู้เรื่อง มันก็ตายไปอย่างสงบ ถ้ารู้ตัวก็จะต้องรู้ว่าตอนนี้อาการหนัก เกิดมาต้องตาย 

เพราะฉะนั้นก่อนจะตายนี้แหละ ต้องมาสร้างสมบัติใส่ตัวเองไว้ ใส่กรรมวิบากไว้ สมบัติที่ควรสร้างนั้นคือ โลกุตรทรัพย์ คือวิชชาจรณสัมปันโน คือ จรณะ 15 วิชชา 8 นี่คือ
อาริยทรัพย์ ปฏิบัติให้ได้และจะเป็นโลกุตรธรรม ศึกษาดีๆเป็นโลกุตรธรรม 

โลกุตรธรรมนี้ก็เป็นอย่างหนึ่ง โลกของชาวพุทธคนเสื่อมจากโลกุตรธรรมดังที่พระพุทธเจ้าท่านพยากรณ์ไว้ใน อาณิสูตร กลองอานกะ มาถึงวันนี้แล้ว กลองอานกะก็เลยเพี้ยนไปหมด เรียกชื่อเป็น กลองอานกะอย่างเก่า แต่เนื้อธรรมะหรือเนื้อกลอง ถูกเปลี่ยนหมด ถูกปลอมแปลงใส่ใหม่หมด เหลือแต่ชื่อ เหมือนพุทธทุกวันนี้เหลือแต่ชื่อ เนื้อแท้ของพุทธปลอมแปลงเปลี่ยนใหม่หมด เป็นความแปลกปลอมที่ เละจริงๆ

เราชาวอโศก กลับมาฟื้นคืนพุทธศาสนา มามีสังคมพุทธที่มีพุทธบริษัท 4 มีอุบาสกอุบาสิกา มีนักบวชหญิง นักบวชชาย ส่วนนักบวชหญิงนั้นเราไม่มีภิกษุณี ตามบัญญัติ แต่โดยคุณธรรมเราไม่มีปัญหา แต่บัญญัติสมมุติเรียกกันก็แค่ อาตมาก็ตั้งชื่อนักบวชหญิงว่า
สิกขมาตุ คือ สิกขา มาตุ คือนักบวชเพศหญิง แล้วก็ปฏิบัติไปไม่ได้ปิดกั้นว่าจะเป็นอะไร มีผู้หญิงที่บรรลุเป็นอรหันต์ในพวกเราก็มีแล้ว ไม่มีปัญหาอะไร 

เพราะฉะนั้นผู้ที่รู้จักสัมมาทิฏฐิ มาปฏิบัติสมบัติที่เป็นโลกุตระสมบัติ หรืออาริยสมบัติ คือจรณะ 15 วิชชา 8 มีศีลเป็นข้อต้น อปัณณกปฏิปทา 3 สัทธรรม 7 

แล้วจะเกิดฌานแบบพระพุทธเจ้า ฌานแบบเดียรถีย์ เขาก็มีอยู่แล้ว นั่งตั้งกายตรง ดำรงสติคงมั่น แล้วนั่งสมาธิหลับตากันอยู่เต็มป่า ทุกวันนี้ก็ไปหลงว่าแบบนั้นเป็นของพระพุทธเจ้า ซึ่งไม่ใช่ มันเสื่อมไปนานแลวไม่มีพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านก็อุบัติขึ้นมา แต่ท่านก็หลงเป็นลิงอมข้าวพองออกมาได้ 6 ปี แล้วเพิ่งฟื้นคืนได้ว่า เราเป็นพระพุทธเจ้าในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 อ้อ! เราเป็นพระเจ้านี่ 

แต่ท่านก็ยังอยู่ที่ป่านั้น ท่านก็เลยสอนพวกที่เป็นผู้ที่ใฝ่ใจในการปฏิบัติธรรมในป่านั่นก่อน จนได้อรหันต์ 60 รูปแรก ก็ส่งออกไปเผยแพร่ธรรมะ แต่ละรูปอย่าไปทางเดียวกัน ไปเผยแพร่ธรรมะพุทธที่เกิดขึ้นใหม่ 60 องค์แรกก็ไป แล้วท่านก็สอนต่อ จนได้อรหันต์เพิ่มขึ้นมาอีก 

ในวันมาฆบูชา อรหันต์อีกมากมาประชุมกันตั้ง 1,250 โดยไม่ได้นัดหมายอย่างนี้เป็นต้น ยังอยู่ในป่าทั้งนั้น คนไม่เข้าใจว่าพระพุทธเจ้าจำเป็นต้องสอนในป่าอยู่ จนกระทั่งพอได้ ผู้ที่จะเป็นจริต ชอบป่าก็จะอยู่ป่า อย่างเช่น พระมหากัสสปะ เป็นต้น ผู้ที่ชัดเจนแล้วก็ไม่ต้องเข้าป่า เพราะจริงๆแล้วไม่ใช่ศาสนาอยู่ป่า แต่มีจริตอยู่ป่าก็มีบ้างแต่มีน้อย พระมหากัสสปะ เป็นต้น 

เพราะฉะนั้นพุทธจริงๆอยู่ป่าบ้าง แต่น้อยมาก อยู่ในเมืองในกรุง ปฏิบัติลืมตาปฏิบัติอยู่ในเมือง พระศาสนาพุทธเป็นศาสนาเมือง ไม่ใช่ศาสนาหลับตา ไม่ใช่ศาสนาปลีกหลีกเร้น เป็นศาสนาเผชิญ เผชิญกับโลกธรรม เผชิญกับรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เผชิญกับลาภ ยศสรรเสริญ โลกียสูข แล้วหลุดพ้นจริงๆ 

หลุดพ้นก็ต้องออกมาสิแล้วไปจมอยู่ในตำแหน่งของเถรสมาคม มีตำแหน่งเป็นพระครูและเป็นเจ้าคุณไม่รู้กี่ชั้น เจ้าคุณ ชั้นราช ชั้นเทพ ชั้นธรรม จนกระทั่งถึงสมเด็จ เป็นโลกียะเป็นโลกธรรมทั้งนั้น แล้วแถมมีเงินเดือนด้วยนะ แล้วเลี่ยงบาลี ไปเรียกว่านิตยภัต ไปบัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติ บาปกินหัวไปทั้งนั้น นี่คือเขาไม่รู้จักผิด เขาทำบาปไปบัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติ และประพฤติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้ให้ประพฤติ เขาบอกว่าในยุคนี้ไม่มีเงินไม่มีทองไม่ได้ แล้วชาวอโศกไม่ใช่คนหรือไง ชาวอโศก นักบวชก็ไม่มีเงินมีทอง ก็อยู่กันได้ อยู่จนตายเลยก็อยู่ได้ บวชเป็นนักบวช จนตายคานักบวชนี่แหละ ทั้งนักบวชหญิงนักบวชชาย พระในศาสนาพุทธที่อาตมาพาทำนี้มา 52 ปีแล้ว ยืนยันในยุคเดียวกัน จริงมีน้อย เพราะโลกุตระไม่ใช่ของธรรมดา มันเป็นของยอดพีระมิดเป็นของส่วนน้อยคือยอด พวกฐานพีระมิดจะมีมากเป็นธรรมดา เป็นปกติสามัญ มันก็เป็นอย่างนั้น 

เริ่มต้นในพระไตรปิฎกเล่ม 9 ที่พระพุทธเจ้าได้สอนเรื่อง อัมพัฏฐสูตร ที่ได้พูดถึงเรื่องของจรณะ 15 วิชชา 8 นี่แหละคือเนื้อแท้ คือสมบัติของศาสนาพุทธ อัมพัฏฐะ ก็ถือตัวว่า ตัวเองมีวิชชาจรณสัมปันโน เถียงกับพระพุทธเจ้าใหญ่ สุดท้ายจำนน มีแต่ภาษาบัญญัติ แล้วรู้ผิดๆด้วย จนกลายเป็นพราหมณ์มหาศาล แปลว่า ผู้ร่ำรวย มหาศาล มากมาย เป็นพราหมณ์ผู้ร่ำรวยด้วยอำนาจยศศักดิ์ เงินทอง ฐานะ มีพื้นแผ่นดินของตัวเองอีก ยิ่งใหญ่เหมือนยุคนี้ อย่างเช่น ธัมมชโย ล่าแผ่นดินไปได้ตั้งหลายพันไร่ แล้วมีในที่อื่นอีก ในที่ที่เฉพาะธรรมกาย มีเป็นหลายพันไร่ แล้ว 2-3 พันไร่ นี้ก็เลี่ยงด้วยนะ ​จดชื่อตัวเองเป็นเจ้าของที่ดิน แล้วมีชื่อที่ดินเป็นของมูลนิธิธรรมกายแค่ 9 ไร่แต่เดิม นั่นแหละมหาศาล เป็นพระมหาศาลในยุคนี้ สมัยก่อนเรียกพราหมณ์มหาศาล ในยุคนี้เรียกพระมหาศาล 

อย่างพวกเรานี้ไม่มีใครทำ  ไม่มีใครหลงผิดไปทำอย่างนั้น เพราะว่าเป็นสัจจะแท้ๆของพระพุทธเจ้า มาปฏิบัติจรณะ 15 วิชชา 8 อย่างแท้จริง กลับฟื้นคืนเอา ฌาน ของพระพุทธเจ้าที่เกิดจากการปฏิบัติจรณะ 15 เกิดจากการปฏิบัติข้อปฏิบัติ 11 

คือ ศีล 1 อปัณณกปฏิปทา 3 สัทธรรมอีก 7 รวมกันแล้วเป็น 11 ฌานก็เกิดตามศีล อปัณณกปฏิปทา 3 และสัทธรรม 7 เกิดฌาน ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาแล้วเกิดฌาน การนั่งหลับตาเกิดฌานนั้น พูดแล้วพูดอีก อาตมาก็พูดด้วยความสงสาร เลิกได้ แต่ไม่ได้ไปรังเกียจการหลับตา เพราะการหลับตาเป็นอุปการะมาก จะใช้ในการพักผ่อน เป็นฌาน ต้องเข้าใจอย่างสัมมาทิฏฐิ คือหลับเข้าไปในภพข้างใน เรียกภวังค์ พักผ่อน สงบ 

หรือจะทบทวนธรรม หลักธรรมข้อธรรมต่างๆ หรือจะทำ เตวิชโช คือตรวจสอบหลักธรรมที่ผ่านมาแล้ว เราได้ปฏิบัติหรือยัง อะไรเกิดอะไรดับ อะไรทำให้เกิดทำให้ดับ เรียบร้อยหรือยัง หมดอาสวะหรือยัง สามหลัก เตวิชโช 

หรือหลับตาเข้าไปเล่นฤทธิ์เล่นเดชอย่างสายอาจารย์มั่น สายหลับตาที่ยังหลงเลอะเทอะ แล้วสร้างภพชาติมีเทวดาเป็นตัวตน มีอำนาจฤทธิ์เดชทางใจหยั่งรู้อย่างนั้นอย่างนี้ ออกนอกรีตหมด อ.มั่นก็ตาม มหาบัวก็ตามลูกศิษย์ก็ตาม มันเพี้ยนมันเสื่อมเยอะ เดี๋ยวนี้ก็ยังมีลูกศิษย์ลูกหาเยอะ เยอะกว่าโพธิรักษ์มาก

อาตมาทำงานมา 52 ปี อาจารย์มั่นทำงานมาตั้งแต่บวชจนกระทั่งอายุเท่าไหร่ 80 กว่าไม่ถึง 90 หรือไม่นะ 

อาตมาพูดมีเชิงข่ม เพราะว่าเป็นสิ่งที่ผิดก็ต้องตำหนิหรือข่ม เป็นธรรมดาธรรมชาติของสัจธรรม อย่าไปหาว่าอาตมาไปดูถูกไปข่ม ก็ไม่ข่มสิ่งที่ผิดสิ อาตมาจะไปยกอยู่ อาตมาก็เป็นคนผิดเพราะไปยกสิ่งที่ผิด มันไม่ได้ มันทำไม่ได้ มันเป็นเรื่องสัจธรรม และอาตมาต้องพูด เพราะเขายังเยอะ เป็นพุทธศาสนิกชนด้วยกัน เป็นชาวพุทธด้วยกัน ผู้รู้แต่ไม่พูด ใจดำอำมหิต ไม่ชี้ให้เขารู้ตัวนั้นใจดำอำมหิต การชี้เขาให้รู้ตัว ที่ให้ลูกศิษย์รู้ว่า อาจารย์พิจารณาตัวเองหลงผิดแล้วนะ เพราะฉะนั้นจะบอกว่าตายไปแล้วจะไปว่าทำไม เขาก็ยังสืบทอดต่อไปนะ ก็ต้องตำหนิต่ออีก เพราะเป็นธรรมะที่ผิดเหมือนกัน มันต้องเปลี่ยนแปลง ต้องฟัง 

เช่น ฌาน นี่แหละ 

เอาภาษาก่อน ขยายความเป็นภาษาและค่อยลึกเข้าไปหาตัวเนื้อแท้ 

ฌานคือไฟร้อนเผากิเลส ไม่ใช่ไฟเย็นแช่แข็งกิเลส

ฌาน คำว่า ฌานนี่แปลว่า ไฟ หรือ พลังงานชนิดหนึ่งเรียกว่า อุณหธาตุ เป็นพลังงานที่คนต้องปฏิบัติ คนอย่างลูกศิษย์พระพุทธเจ้านี่แหละ ทุกคนต้องสร้างฌาน ต้องทำฌาน ต้องสร้างพลังงานฌานให้ได้ พูดกับชาวอโศกให้สร้างพลังงานฌานอย่างสัมมาทิฏฐิ โดยคนไม่ต้องใช้ภาษาเรียกว่าฌานหรอก แต่สร้างทำพลังงานฌานนี้ได้

ฌานคือ พลังงานที่เผากิเลส ล้างกิเลส ถูกตัวถูกตนมีมรรคมีผล อาจจะไม่ต้องรู้ภาษาว่า มีฌานหรือไม่มีฌาน แต่ชาวอโศกมีฌาน ชาวมหาเถรสมาคม พระป่า มหาบัว อาจารย์มั่นไม่มีฌาน แต่มีฌานฤาษี ไม่ใช่ไฟ ไม่ใช่พลังงาน อุณหธาตุ เป็นพลังงานสมถะ เป็นพลังงานเย็น ไม่ใช่พลังงานร้อน ไม่ใช่พลังงานไฟ พลังงานที่มีฤทธิ์ร้อน ที่สามารถเหนือชั้นกว่าไฟราคะ โทสะ โมหะ จึงจะทำลายกันได้ เป็นพลังงานเหนือชั้น 

ถ้าใช้พลังงานเย็นมาสู้กับพลังงานร้อน เอาไฟเย็น สมถะ มาสู้กับไฟราคะ เกิดปฏิกิริยาทะเลาะกัน ตีกัน ระเบิด ไม่สำเร็จหรอก มันเป็นภาวะซับซ้อนเป็นภาวะที่รู้ยากอยู่ 

ฌาน เขาไม่แปลกันว่าไฟแล้ว ทุกวันนี้  แต่เขาไปแปลว่าการเพ่ง จริง การสำรวมจิต ไม่ถึงขั้นจะต้องไปหลับตาเพ่ง ปี๋ ก็เพ่ง อย่างลืมตาตื่นๆ จะว่าเพ่งก็คือการสำรวม เข้าไปหาจุดหนึ่ง เป็นหนึ่งจริงๆ เป็นเอกัคคตาจริงๆ 

เพื่อให้พลังงานจิตของเรา ได้รับทั้งการกระทบทางตาหูจมูกลิ้นกาย และเอามาเป็นองค์ประกอบ เป็นสปริขาโร เป็นสอุปนิโส เป็นองค์ประกอบ เป็นบริขาร เป็นเหตุ เป็นเหตุเพื่อที่จะให้ไปเผากิเลส สร้างพลังงานฌานเป็นเหตุ เพื่อให้ไปเผากิเลส 

เพราะฉะนั้นต้องมีภูมิปัญญามาก ภาษาคำว่าฌาน เขาเกือบจะลืมเลือนไปแล้ว ในพจนานุกรมบาลี-ไทย คำว่าฌาน ไม่ได้มีคำว่า ไฟ หรือเพลิงกองใหญ่ มีแต่คำว่าเพ่ง ในพจนานุกรมบาลีหลายฉบับ แต่มีพจนานุกรมบางฉบับซึ่งเป็นส่วนน้อย ยังมีคำว่าฌานแปลว่าไฟ แปลว่าเพลิงกองใหญ่ ยังมีอยู่ 

ฌาน มันมีคำที่เขาผัน ไปตามลักษณะไวยากรณ์บาลี 

ฌาน ถ้าเผื่อว่าแยกไปเป็น 

ฌายติ เขาก็ไปแปลว่า อัน….ย่อมไหม้ ไหม้มันก็คือ พลังงานเผาไหม้ พลังงานไฟ  

ฌายันตะ แปลว่า ยัง…ให้เผาอยู่ หรือ โชติช่วงอยู่ หรือ อัน…ไหม้อยู่ มันยังมีปฏิกิริยากันของเป็นปัจจุบัน 

ฌายิตวา แปลว่า เผาแล้ว เป็น Past perfect tense 

ฌาปิตะ แปลว่า อัน…เผาแล้ว

ฌาปัตวา แปลว่า ยัง…ให้ไหม้แล้ว ยังอะไร ยังกิเลส

ฌาปัตติ แปลว่า ย่อมให้ไหม้

ฌาปัตตะ แปลว่า ยัง…ให้ไหม้อยู่

ฌาเปติ ฌาปยติแปลว่า …ย่อมเผา

ฌาเปสิ ฌาปยิ แปลว่า เผาแล้ว 

เป็นลักษณะพลังงานของ อุณหธาตุ ของไฟทั้งนั้น ฌาน

ฌาเปหิ …แปลว่า จงเผา

ฌามะ แปลว่า อันเผาแล้ว

ฌายติ …แปลว่า ย่อมไหม้ 

นั่นคือบัญญัติต่างๆสรุปแล้ว ฌานเป็นพลังงานชนิดหนึ่งเป็น อุณหธาตุ เป็นสิ่งที่จะเผาจะไหม้ เป็นพลังงานที่จะเผาจะไหม้ หรือ อุณหธาตุ เป็นพลังงานที่มีความร้อนแรงมีพลังงานสูง องศาพลังงานนั้นต้องสูงกว่ากิเลส เป็นราคะโทสะ เป็นต้น 

พลังงานนี้ต้องเหนือชั้นกว่าพลังงานราคะโทสะมันถึงจะสลายอันนี้ได้ โดยสงบ ฌาน ไฟ ราคะโทสะโมหะคือไฟ ก็มีไฟที่เหนือกว่าไปทำแล้วสู้กันได้ สงบไม่เดือดร้อน ไม่ทะเลาะกัน 

ถ้าเอาความเย็นไปสู้กับความร้อน ก็ทะเลาะกันเพราะมันเป็นคนละตระกูล แต่นี่ ตระกูลไฟมีความไม่เหมือนกัน ไฟราคะโทสะโมหะ ถ้าเป็นตระกูลเดียวกันกับ ไฟฌาน ฟังดีๆ 

เพราะฉะนั้นมาปฏิบัตินั่งหลับตาสร้าง ฌานที่มันเป็นฌานเย็น เป็นฌานสงบเย็น หยุดเร่าร้อน แต่ไม่ใช่หยุดเร่าร้อน แต่หยุดเย็น ชืด ตายไม่มีพลังงานด้วย มันตรงกันข้ามกันเลยกับที่เขาปฏิบัติ มันไม่มีวันจะบรรลุธรรมดอก ไม่มี แล้วออกนอกรีตไปเลยไปปรุงแต่งกันนอกโลกแบบโลกีย์สารพัด เป็นเรื่องโลกีย์เต็มไปหมด ไปแย่งลาภยศสรรเสริญ แย่งสักการะ แย่งฐานันดร แย่งภพชาติที่มันเป็นสวรรค์วิมานอะไรต่ออะไรไป โดยไม่รู้จัก ว่า จิตตน เข้ามาปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าหรือเปล่า 

ถ้าเผื่อว่ารู้ พวกอยู่ในเถรสมาคมที่มีตำแหน่งยศศักดิ์จะไม่อยู่แบบนั้นหรอก ก็พระพุทธเจ้ามีตำแหน่งยศศักดิ์ เป็นจักรพรรดิ เป็นพระเจ้าแผ่นดิน เป็นผู้ร่ำรวย ก็ทิ้งออกมาหมดเลย มาเดินพระบาทเปล่า พูดแล้วเข้าใจบ้างไหม นี่ยังจมอยู่ มีทั้งยศศักดิ์ มีทั้งสภาพอะไรต่ออะไรอยู่ รูปธรรมก็ยังอยู่ แม้จะบอกว่า เขาตั้งให้ก็ตั้งไป ก็ไปเอาทำไม แสดงออกให้จริงๆเลย อย่ามาตั้ง 

สุดท้ายพระพุทธเจ้าออกมาไม่มีใครตั้งให้เป็นเจ้าคุณ ไม่มีใครตั้งยศชั้น เป็นอาจารย์เป็นครูอะไรให้เลย ไม่เห็นมี 

สภาวะโดยละเอียดของ วิตก วิจาร ในฌาน 1

เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจ ฌาน ทีนี้มาสู่สภาวะ ฌาน 

ฌาน ที่เป็นวิสัย วิสัยคือการยังอยู่ สยะ การเป็นตัวเรา อันวิเศษ วิ ตัวนี้คือ วิเศษ เป็นคุณวิเศษ เป็นอจินไตย วิสัยของฌานพุทธ 

ทีนี้เป็นฌานของเดียรถีย์ พวกนอกรีต จะเรียกฌานวิสัยก็ได้ แต่ วิ ตอนนี้ไม่ใช่ วิเศษ แต่เป็น วิ ที่แปลว่า ไม่ใช่ ตรงกันข้ามกันกับวิเศษ วิเศษก็ชนิดลงเหวเลย ตรงกันข้ามกัน ฌานของ เดียรถีย์ 

เพราะฉะนั้นความเป็นฌาน จึงไม่ใช่เรื่องที่รู้ได้ง่ายๆ จะเข้าใจว่าสิ่งที่ถูก เป็นฌานวิสัยของศาสนาพุทธ ไม่ง่าย

พวกชาวพุทธทุกคน มีฌานแล้ว โดยคุณไม่ต้องรู้ว่ามีฌาน แต่มีฌาน รู้ยาก ยิ่งกว่าอรูป

ถ้าความเป็นได้และยิ่งกว่า อรูป อรูปก็เป็นบัญญัติ รูปฌานก็เป็นบัญญัติ เป็นภาษา

เช่น ฌาน 1 ภาษาว่ามี วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา

วิตกวิจาร พวกคุณมี โดยพวกคุณไม่ต้องมีคำว่า ฌาน 

ปีติ ของคุณมีแน่ สุข คุณมีแน่ พวกคุณมี เอกัคคตา แน่

วิตก คืออะไร วิจาร คืออะไร 

ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา พวกคุณฟังมาแล้ว วจีสังขารา นี่คือองค์ทั้ง 7 ของสังขาร 

สังกัปปะ คือ การปรุงแต่งของจิต เป็นอภิสังขาร ที่รู้จิตเจตสิก รูป นิพพาน รู้สภาวะของจิต 

เมื่อจิตเริ่มก่อเกิดมาเรียกว่า ตักกะ อวิชชา หรือ มิจฉาทิฏฐิ หรือพวกยังไม่สัมมาทิฏฐิจะเข้าใจ ตักกะ เป็นความนึกคิด แต่โดยปรมัตถ์แล้ว ตักกะคือจิตที่เริ่มดำริขึ้นมา เริ่มมีสภาวะ 

เสร็จแล้วรู้นัยยะละเอียดของ ตักกะ เรียกว่า วิตักกะ แล้วทำนัยละเอียดของจิต มีจิตเจตสิก นัย ละเอียดคือแยกจิต โดยเฉพาะจิต ท่านแยกที่ตรงที่เวทนา เจตสิก เวทนาเป็นเจตสิกของจิต

ทำเวทนาที่ มันมีกิเลส เวทนาแท้ เวทนาเก๊ มีกิเลสเข้าไปปรุงแต่งเรียกว่า เวทนาเก๊

โอ้โห! ทุเรียนวันนี้ลูกใหญ่จริงๆ อยากจะหยิบมาโชว์ มันใหญ่กว่าหัวอาตมา 2 หัว

อาตมากินทุกวัน ตอนนี้ชักไม่ไหวเขาต้องลดลงมา เขามาให้กินก็กินได้ แล้วเขาบอกด้วยว่า ทุเรียนนี้ผลิตด้วยปุ๋ยงอกงาม คนนี้ทำมาถวาย 2 รอบแล้วก็ขอบคุณ มีของดีๆ อาตมาก็ฉลองศรัทธาให้ 

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ 

สู่แดนธรรม… ทุเรียนเหมือนธาตุไฟ แตงโมเหมือนธาตุน้ำ พ่อครูบอกว่า อาตมาบวช ไม่ใช่เพื่อว่าปฏิบัติธรรม แต่ว่ามากอบกู้โลกุตรธรรมกับพุทธศาสนา เช่นเรื่องฌาน ผมเคยได้ศึกษาว่าต้องเพ่งให้หยุดให้นิ่ง แต่ว่าฌานทื่พ่อท่านสอนคือการเผา สลาย ยางเหนียวคือกิเลส

พ่อครูว่า… อาตมาออกมา อาตมาบอกว่าบวชไม่ใช่เพื่อปฏิบัติธรรม เพราะอาตมามีภูมิธรรมอยู่แล้ว แต่อาตมาบวชเพื่อมากอบกู้ศาสนา เปิดเผยไปหมดแล้ว ใครฟังแล้วหมั่นไส้ก็ขออภัย อาตมาพูดความจริงเท่านั้นเอง 

อาตมาออกมาทำงานศาสนาทำหนังสือ อโศก เล่ม 1 แต่ก่อนออกนิตยสาร ออกได้ 3 เล่ม ม้วนเสื่อเลิกเลย เพราะอาตมาทำคนเดียวทั้งเล่ม ทำคนเดียวไม่ใช่แค่เขียนเนื้อหาเท่านั้นนะ แต่ว่าออกแบบตั้งแต่หัวหนังสือ ออกแบบเอง One Man Show Production ทุกอย่างเลย อาศัยคนอื่น เช่น ผู้ถ่ายภาพให้บ้างซึ่งก็ไม่มากหรอก นอกนั้นก็ไปเก็บภาพจากที่อื่นมาประกอบ นี่เป็น offset ด้วย เลยเหลือ เขามาทำใหม่ พริ้นมาใหม่ทำมา 3,000 เล่ม ทำตั้งแต่ 2514 คนเห็นค่าก็เลยทำขึ้นมาใหม่ ใครอยากได้ก็รีบมาเอา 

ฌานเกิดจากปฏิบัติศีล เป็นอย่างไรให้ชัดเจน

ฌาน คือจิตที่กำลังเกิดปัญญา ปัญญาก็คือพลังงานชนิดหนึ่งของจิต ฌาน ก็คือพลังงานอย่างหนึ่งของจิต ฌานคือปัญญา ปัญญาคือฌาน ที่ใดมีปัญญาที่นั่นมีฌาน ที่ใดมีฌานที่นั่นมีปัญญา คำว่าปัญญาคือ ความรู้แบบโลกุตระของพระพุทธเจ้า ฌานคือ ลักษณะของปัญญาที่เป็นโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า 

จะเกิดได้จากการปฏิบัติ ศีล อปัณณกปฏิปทา 3 ซึ่งเด็กๆของเราปฏิบัติอยู่  ส่วนเถรสมาคม นักปฏิบัติของสายโน้น ไม่มีใครได้ปฏิบัติเหมือนเด็กของเราหรอก เพราะ สำรวมอินทรีย์ เขาสำรวมเหมือนกัน แต่สำรวมเป็นสมถะ ย่างหนอ ก้าวหนอ อยู่กับลมหายใจหนอ อยู่กับรูปเท่านั้น ไม่ได้อยู่กับนาม 

แต่เด็กๆของเราได้รับการสอน ให้รู้จัก เห็นอะไรไม่ค่อยจะอยากได้ จนกระทั่งไม่บันยะบันยัง เด็กของเราจะไม่ตะกละตะกลาม ละลาบละล้วง โดยเฉพาะทุจริตถึงในการอยากได้จะต้องขโมยเอา ก็ไม่ทำ การไม่ขโมย สัมผัสแล้วเห็นแล้ว มีความอยากแต่ไม่รุนแรงจนถึงขั้น ไปละลาบละล้วงหรือขโมยเอา ไม่ถึง เพราะฉะนั้นเด็กๆของเราไม่มีขโมย เมื่อไม่มีขโมย จิตเป็นฌาน 

  1. จิตของเราไม่ทุจริต จากที่ศีลห้ามไว้ ตั้งแต่ศีล ข้อที่ 1 

คนที่เห็นสัตว์แล้วไม่ฆ่า จิตเป็นฌานแล้ว ฟังดีๆนะ เด็กๆก็ฟังเข้าใจได้ ไม่ฆ่า แม้บางที จิตเรา ชักโกรธๆเหมือนกันนะ แต่ไม่ฆ่า นั่นจิตเป็นฌานแล้ว จิตไม่ละเมิดศีล แม้จะมีอาการโกรธหรือรัก ก็พยายามหักห้าม นั่นแหละคือการปฏิบัติศีล ทำจริงๆ หยุดจริงๆ 

คุณลืมตา คุณปฏิบัติธรรมดานี่แหละคือ ฌาน แล้วคุณได้หยุดอย่างนี้แหละคือ ฌาน แล้วเลิกอย่าให้ละเมิด ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าสอนไว้ ศีล ที่ตั้งไว้ศีล 5 นี้ก็ได้ 

เห็นสัตว์แล้วไม่ฆ่า ไม่ทำร้าย ไม่เบียดเบียน ฌานทั้งนั้น ไม่ละเมิดศีลได้เป็นฌาน จนกระทั่งกระทบสัมผัสกับสัตว์ จิตเฉยๆ หรือยังไม่เฉย แม้จะอยากจะตบสักที อยากจะบี้สักที   จิตห้ามได้ ก็คือคุณมี ฌาน 1 วิตกวิจาร

จิตดำริ จะตบ ห้าม จาระ ห้ามพฤติของจิต ให้เป็นวิเศษ วิตกวิจาร ไม่ทำ คุณยับยั้งได้คุณเป็น ฌาน คือ ฌานคือ พลังงานลดละกิเลส ฆ่ากิเลส ทำลายกิเลส กิเลสอะไร กิเลสอยาก อยากฆ่า อยากทำร้าย ไม่ 

เด็กๆอยู่ที่นี่ มีกาม ยับยั้งกาม เหมือนกับนัยยะยับยั้งโกรธ ยับยั้งกาม ก็คือฌาน ผู้ใหญ่ก็เหมือนกันมาที่นี่ยับยั้งกามก็คือฌาน คุณยับยั้งได้ก็คือมีฌาน 

คุณยับยั้งได้จนเป็นปกติ ไม่ต้องยับยั้งอะไรเลย คือฌานสมบูรณ์ เป็นศีลสมบูรณ์ 

เด็กๆฟังเข้าใจไหม น่าจะเข้าใจนะอาจจะยากนิดหน่อย พยัญชนะอาจจะไม่ถึง แต่ว่าสภาวะอาจจะได้ เด็กๆฟังแล้วสภาวะอาจจะเกิด แต่เขาจะไปเทียบพยัญชนะอาจจะยาก แต่สภาวะเด็กฟังเข้าใจแล้วบ้าง บางคนอาจจะมาก แต่ถ้าไปกังวลในพยัญชนะ ก็ติดอีก ถ้าฟังไม่ติดพยัญชนะเลย เข้าใจดีแล้ว 

คำว่าฌานวิสัย เป็นอจินไตยของพระพุทธเจ้า ไม่รู้ได้ง่ายๆ ไม่เป็นได้ง่ายๆ จิตของพระอรหันต์มีฌานตลอดเวลาเป็นต้น ไม่ต้องไปนั่งหลับตา ไม่ต้องไปหาสถานที่อะไรที่ไหน อยู่กันธรรมดานี่แหละ มีฌาน 24 ชั่วโมง นอนหลับก็เป็น ฌาน ยิ่งสบาย ลืมตาแน่นอนก็เป็น ฌาน

การปฏิบัติไปหลับตา ไม่เป็นฌาน ไปสร้างฌาน ด้วยการหลับตา ไม่ใช่ฌานของพระพุทธเจ้าเลย 

ฌาน เป็น อจินไตย เพราะมันไม่ได้เข้าใจได้ง่ายๆ มันนึกไม่ออกหรอก 

อาตมาเอาฌานที่อาตมาเอามาพูด ถ้าคนบอกว่าไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า เหมาว่าฌานนี้ เป็นของอาตมา ของโพธิรักเท่านั้น คุณเอาไหม ฌานที่ อาตมาธิบายไปนี่ เขาบอกว่าไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า คุณเอาไหม ..เอา สภาวะที่อาตมาออกมาอธิบายนี้คุณเอาไหม 

ส่วนฌาน ที่เขาบอกว่าเป็นของพระพุทธเจ้าที่บอกว่า ต้องไปนั่งหลับตานี้ ให้เขาเอาไปสิ ไม่ต้องไปแย่งกันก็สงบ แย่งไหม แย่งฌานแบบเขาไหม…ไม่

ก็ดีแล้วนี่ คือความสงบสัจธรรมของพระพุทธเจ้าที่มีจริงแล้ว ไม่ไปทะเลาะกับใคร เขาแย่งกัน ฌานของเขา โดยเฉพาะเขาเข้าใจเป็นทิฏฐิเดียวกัน สำนักนั้นมีรายละเอียดเก่งกว่าสำนักนั้น นั่นแหละเขาแย่งกัน เราไม่ต้องแย่ง เขาจะบอกว่าของเราไม่ใช่ เขาจะตัดเลยเขาไม่มาแย่งเราหรอก 

สู่แดนธรรม… สำนักที่เขาหลับตาและเห็นพระพุทธเจ้า สำนักแรก บอกว่าหัวแหลม อีกสำนักหนึ่ง บอกว่าหัวทู่

พ่อครูว่า… ตอนนี้ก็เลยแยกกันเป็นธรรมกาย 2 ธรรมกาย ธรรมกายของพระมหาเสริม ไม่รู้ยังมีชีวิตอยู่ไหม หรือตายแล้ว ธรรมกายที่อยู่ราชบุรี เพราะเกิดเห็นพระพุทธเจ้าหัวปุ้มกับหัวแหลม ต่างกัน ซึ่งเป็นนิมิตสร้างกันเองทั้งนั้นเลย และหลงว่าเป็นจริง แล้วก็เลยทะเลาะกันแยกทางกัน ง่ายๆ แยกทางกัน เหมือนกับเด็กๆ แย่งขนม เห็นแล้วน่าเอ็นดู ทะเลาะกันเหมือนเด็กจริงๆ

พลังงานฌานหรือทำจิตให้เป็นพลังงาน ปัญญาคือฌาน ฌานคือปัญญา ปัญญา 8 นี่แหละคือ ฌานยอด อาตมากำลังเขียนหนังสือปัญญา 8 อย่างพิสดาร เขียนแล้วได้ขยายไปมากมาย เลยเห็นว่าตัวเองก็รู้มากไม่ใช่น้อย ก็เอามาที่อธิบายละเอียดลออ ต่อเนื่อง ซับซ้อน 

ยิ่งเห็นใจคนว่า จะเข้าใจได้ตามที่เราพยายามเขียน พยายามอธิบายนี้ไหมหนอ แต่มันจำเป็นที่จะต้องเขียนเอาไว้ ถ้าอาตมาไม่ทำแล้วไม่รู้จะให้ใครทำ ไม่มีใครทำ อาตมาก็ทำ ทำเราทำ ทำเป็นธรรม รามบูชาธรรม มันก็เป็นสัจจะที่จำเป็นต้องเป็นเช่นนี้ 

สรุปง่ายๆ พวกชาวอโศกเป็นคนมีฌานเป็นธรรมดา เป็นฌานที่เป็นปกติ ได้ฌาน 1 

วิตก วิจาร คือการเคร่งคุม ต้องระมัดระวังอยู่มากสำรวมสังวร สำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ มันจะไม่ตื่น มันจะหลงใหล หลงผิด หลงเลอะ ไม่ตื่น ก็พยายามให้เกิดฌานตื่น เพียร ให้เกิดสติเต็ม ปฏิบัติให้ได้จากการสัมผัสอันนั้นอันนี้เกี่ยวกับอันนี้แล้ว และผู้ใด มีไหวพริบปฏิภาณ อ่านจิต ในขณะกระทบสัมผัสเสมอ นั่นคือ ผู้ปฏิบัติฌาน

และเข้าใจถึงอาการของจิต เห็นจิต เข้าใจจิต กระทบสัมผัสแล้วเกิด เกิดรู้ขึ้นมาเรียกว่ารู้สึก เวทนา จับความรู้หรือความรู้สึกนี้ได้ เริ่มต้นแต่แค่ รู้สึกว่า เฉยๆ รู้สึกชอบ ชอบแรง อยากได้ หรือชัง รู้สึกชังแรงๆ เอาออกไปๆ ชังแรงๆ หรือ ชอบแรงๆ อยากแรงๆ มันก็รู้ง่าย 

แต่พวกเราชอบแรงๆ ชังแรงๆ น้อยลง นี้คือฌาน มีปัญญารู้ว่าไม่ชอบแรงแล้วนะ นี่ถ้าเผื่อว่าที่อื่นจะไปเหลือเหรอ ผลไม้ที่อยู่หน้าโต๊ะ เดี๋ยวเขายกไปหมด ยกไปแอบขโมยไปกิน ไม่เหลือซากเลย แต่ตั้งอยู่นี่ เฉย

เพราะมีฌาน มีปัญญารู้ว่า อย่าทุจริตในศีลข้อที่ 2 นั่นคือผู้มีฌาน มีปัญญาในศีลข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 3 คือผู้ที่มีฌาน มีปัญญารู้แล้วและไม่ละเมิดสิ่งที่เป็นอกุศล สิ่งที่ผิด อย่างน้อยอยากได้ก็ต้องทนเอา อยากโกรธก็ต้องทนเอา อยากไม่ชอบใจก็ต้องทนเอา อยากชอบใจก็ต้องทำ คุณก็ต้องปฏิบัติอยู่กำลังสร้างฌาน 

ไปหลับตาแล้วไม่มีสภาวะอย่างนี้จะไม่ได้ปฏิบัติอย่างนี้ เพราะคุณหลับตาแล้วไม่ได้กระทบ ตาคุณไม่เห็นรูป หูคุณไม่ได้ยินเสียง จมูกคุณไม่ได้กลิ่น กลิ่นทุเรียนโชยมา คุณก็ไม่ได้ คุณจะได้ปฏิบัติขี้หมาอะไรเล่า คุณไม่ได้สังวรสำรวมอะไรเลย ไปดับมัน ดับอย่าง อสัญญี อย่างมิจฉานิโรธ ดับอย่างผิดทาง 

พูดอย่างนี้เขาจะสะดุ้งสะเทือนไหม พวกที่ยึดถือผิดกัน แต่เขาไม่ฟังหรอกไม่รู้แน่ แต่เขาฟังบ้าง จะรู้สึกว่าพระรูปนี้มาจากไหนเป็นใคร พูดอะไรอย่างนี้ ถ้าเขาไม่รู้ว่าเป็นใครเขาจะฟังบ้าง แต่ถ้าเขารู้ว่าเป็นโพธิรักษ์ เขาก็จะเห็นว่าเหมือนมีตราหัวกะโหลกไขว้ไว้แล้ว ว่า อันทัชเอเบิ้ล ห้ามแตะต้อง อย่าเข้าไปใกล้ เป็นพวกตาบู taboo ห้ามใกล้ ของน่าเกลียดน่ากลัว น่าขยะแขยง 

มันมาในยุคนี้อาตมาเกิดในยุคนี้ จึงแหม คนเข้าใจผิด คนเข้าใจเพี้ยน เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นดอกบัวเป็นกงจักร เห็นขี้เป็นทองคำ เห็นทองคำเป็นขี้ อาตมาเป็นทองคำแล้วเขาเห็นว่าเป็นขี้ แล้วเขาก็เอาขี้มาหลงเป็นทองคำ น่าสงสาร ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร 

สู่แดนธรรม… เด็กๆฟังไว้ 

พ่อครูว่า… เด็กเรานี่แหละปฏิบัติฌาน พวกพระป่าทางโน้นไม่ได้ปฏิบัติฌาน เขาปฏิบัติฌานฤาษี แต่เด็กของเราปฏิบัติฌานแบบพุทธ 

สู่แดนธรรม… พ่อท่านสอนแบบเข้มข้น เข้มข้นแรกเรียกว่า รูปฌาน ส่วนความเข้มข้นที่จางลงมาเหมือนน้ำซาวข้าวเรียกว่า อรูปฌาน

ทำไมเรียกรูปฌาน เพราะเรายังข้องเกี่ยวกับรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส เราเป็นทาส รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส เพราะสัมผัสแล้วตัณหามันก็เกิด แสดงว่าการทำฌานคือทำไฟ ไปเผายางเหนียวของตัณหา ใช่มั้ยครับ

รูปฌานและอรูปฌาน อย่างง่ายเข้าใจเอาไปปฏิบัติได้

พ่อครูว่า… ใช่ พูดฌานต่อ ฌานของพระอรหันต์ขึ้นไป เป็นฌานที่ เข้าใจสภาวธรรมสมบูรณ์แบบ รู้จักสิ่งที่ถูกรู้ กับรู้จักสิ่งที่เป็นการกำหนดรู้ เรียกว่า กายกับสัญญา เป็น วิญญาณฐีติ 7 มีฌาน 4 กับอรูปฌาน 3

ฌาน 4 เป็นการปฏิบัติธรรมดาในชีวิตประจำวันของคน ส่วนฌาน 3 อรูป ไม่ต้องไปปฏิบัติหรอก คนหลงไปปฏิบัติ อรูปฌานอยู่ คือคนหลงภพ คนหลงอรูปภพ เพราะมันเป็นผลแล้ว 

อรูปฌาน 3 คือ 1. อากาศ 2. วิญญาณ 3. ไม่มีอะไรเลย เรียกโดยบัญญัติว่า
อากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตะ อากิญจัญญายตนะ 

อากิญจัญญายตนะ นิดนึงน้อยหนึ่ง ก็ไม่มี มันเป็นคุณสมบัติของผู้ที่ได้แล้วเป็นพระอรหันต์ จิตเป็นฌาน 4 แล้ว เพราะฉะนั้น 3 ฌานหลังนี้เป็นผล จะตรวจสอบก็แค่ตรวจสอบว่า จิตของเราเป็นฌานหรือยัง เป็นอย่างไร เหมือนอากาศ แล้วมันก็มีธาตุรู้ วิญญาณ มันเป็นอากาศจึงเป็นวิญญาณแท้ สะอาดบริสุทธิ์ ไม่มีกิเลส โดยเฉพาะอาสวะกิเลสไม่มี นิดนึงน้อย หนึ่ง ก็ไม่มี อากิญจัญญายตนะ มันเป็นผล ผลของรูปฌาน 4

อรูปฌาน ไม่ต้องไปพูดถึง ไม่ต้องไปอะไรก็ได้ แต่บัญญัติมันมี มันก็เป็นสภาวะที่ แม้ไม่พูดมันก็เป็นสภาวะของผู้ที่อาศัย 2 รูปนามคือ 

รูป เป็นอากาศ นามเป็นวิญญาณ ส่วนมาร นั่นคือกิเลส ไม่มีแล้ว ก็เป็นจิตที่มีอากาศกับวิญญาณอยู่เท่านั้น เป็นรูปนาม 2 ตัว เรียกว่า กาย กำหนดรู้สัญญา กำหนดรู้อากาศ วิญญาณจบแล้ว ตรวจสอบว่าไม่มีกิเลสแล้ว จบแล้วก็จบเลย 

พระอรหันต์ไม่ต้องไปงมงายไม่ต้องวนเวียนกลับ อากิญจัญญายตนะ ยิ่ง เนวสัญญานาสัญญายตนะ ไม่ต้องไปทำใหญ่เลย เพราะมันทำสำเร็จแล้วไม่ต้องมี ignorance อีกเลยว่า มันรู้หรือไม่รู้นะ ไม่ต้องไป อิ๊กๆนอๆ อะไรอยู่นี่ อย่างนี้เป็นต้น 

เพราะฉะนั้นจะบอกว่ารู้ก็ไม่ใช่ ไม่รู้ก็ไม่ใช่ มันจะต้องไปงมงายอย่างนั้นไม่ใช่ เพราะว่ามันเป็นความมั่นใจ สะอาดเราได้แล้ว รูปฌาน จบ 

เพราะฉะนั้นตรวจสอบอีกทีหนึ่งเป็นอย่างไร ก็จบแล้วนี่ เป็นความว่างเปล่า เป็นธาตุรู้สมบูรณ์แบบเต็ม อากาศ วิญญาณ นิดนึงน้อยหนึ่ง ของกิเลสก็ไม่มีแล้ว ตรวจสอบตั้งแต่ฌานที่ 4 แล้วนิดนึงน้อยหนึ่ง ก็ไม่มี 

เพราะฉะนั้นฌานที่ 4 นั้นเท่ากับ วิญญาณฐีติตัวที่ 4 คือ เป็นจิตที่มี สุภกิณหา แปลว่า เป็นผู้มีสิ่งที่น่าได้ น่าเป็น น่ามี หรือว่า เป็นสิ่งที่ดีงามผ่อง เป็นสิ่งที่สมบูรณ์แบบ งามผ่อง แล้ว สุภะ

เพราะฉะนั้นจึงรู้จัก กาย ที่เป็นความดำมืด เรียกว่า กิณหา ดี 

ส่วนคนที่มิจฉาทิฏฐิจะยึดเอาความดำมืด ได้ความดำมืดนี้ เป็นนิโรธบ้าง เป็นฌาน 4 บ้าง ดีไม่ดีไปหลงเป็นฌาน 8 ฌาน 9 ซึ่งเลอะเทอะใหญ่เลย  หลงพยัญชนะ หลงบัญญัติใหญ่เลย 

โดยเฉพาะอันที่ 9 ของ สัตตาวาส 9 คือ เนวสัญญานาสัญญายตนะ หรือ จริงๆแล้วมันเป็นความเพ้อ สัตตาวาส 9 ข้อที่ 4 ข้อที่ 5 คือฌาน 4 ที่เป็นมิจฉาทิฐิ เป็นฌาน 4 ของฤาษี เดียรถีย์ พอฌาน 5 เป็นอสัญญีสัตว์ ดับมืดเลย แล้วไม่รู้ว่าตัวเองทำมืดแล้วหลงว่าเป็นนิโรธ อสัญญีสัตว์ 

เขาไปหลงเป็น อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะโดยสร้างภพชาติหลับตาเป็นอากาศ หลับตาเป็นวิญญาณ ซึ่งมันเป็นเรื่องไม่มีจริงของใครของมันเป็นอาทิสมานกายเป็นนิรมาณกาย แล้วก็หลงว่า เข้าใจเหมือนตาบอดชมวันนี้ฟ้าสวย วันนี้เมฆสวยจังเลย ตาบอดชมท้องฟ้าด้วยกับคนตาบอด ตาบอดเป็นร้อยเป็นพันเป็นหมื่นคน บอกว่า เมฆสวยจังเลยวันนี้ นี่แหละ อากาศ วิญญาณ ของเขาไม่มีหรอก อากาศสะอาดสดๆ อากาศไม่มีกิเลสแล้ว อากิญจัญ วิญญาณไม่มีกิเลสแล้ว เขาทำไม่เป็น เขาได้อสัญญีสัตว์เท่านั้น ดับ

อสัญญีสัตว์ กับ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ต่างกัน เนวสัญญาคือ สิ่งที่ปลอมยิ่งกว่าอสัญญีสัตว์ เขาทำได้แต่ อสัญญีสัตว์เท่านั้นพวกนั่งหลับตา อย่างเช่น อาฬารดาบส อุทกดาบส ก็ตาม ได้แค่นั้น แล้วไปนั่งหลับตาบอกว่าเข้านิโรธสมาบัติ 

สมาบัติของพระพุทธเจ้าเรียกว่า การบรรลุ การเข้าถึง ความสะอาดบริสุทธิ์จากนิวรณ์ทั้ง 5 เป็นอย่างน้อย เป็นปฐมฌาน ต้องเข้าต้องออก

คนที่เข้าฌานของพุทธไม่ต้องเข้าหรอก แล้วก็ไม่ต้องออกหรอก ลืมตาปฏิบัติอยู่นี่ไม่ต้องเข้าต้องออกอะไร กิเลสลดลงได้ก็ลดลงไปเป็นลำดับลำดับ หมดไปตามขั้นตอน หมดไปตามลำดับ อย่างน่าอัศจรรย์ มีลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ ในปหาราทสูตร น่าอัศจรรย์ ปฏิบัติถูกแล้วไม่ต้องไปทำอย่างนั้นเลย และเป็นไปได้จริงๆ ตามขั้นตอน 

ผู้ใดทำตามศีล และได้ปฏิบัติลดละกิเลส ศีลข้อที่ 1 คุณเห็นสัตว์แล้วไม่ฆ่า ไม่ใช้อาวุธไม่ใช้มือใช้ไม้ ไม่ใช้ทัณฑะ ไม่เอา  มีจิตกรุณาเอ็นดูช่วยเหลือ หวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ 

อทินนาทาน เห็นของอยากได้ ก็อย่าไปทุจริต ชัง ก็อย่าไปทำร้ายทำลายของเขา ของคุณเองคุณจะเห็นว่าควรทำลายก็ทำลายไปสิ ไม่ได้ผิด ไม่ได้ไปทำลายอะไรของใคร 

ศีลข้อที่ 3 รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส กามคุณ 5 คุณสัมผัสและคุณก็รู้ว่า จะสัมผัสรูปแล้วยังจัดจ้านอยู่นะเรา ยังสวยงาม อย่างโน้นอย่างนี้ ยังอยากได้อย่างนู้นอย่างนี้ ยังอยากเป็นอย่างนู้นอย่างนี้ เห็นรูปคือสิ่งที่ถูกรู้ ได้ยินเสียงที่มากระทบหู ได้กลิ่นกระทบจมูก ก็รู้ว่าคือกลิ่น เข้าใจได้ แม้แต่จิตเราจะยังมีกิเลสผสมบ้าง ก็ไม่ได้มีการกระดี๊กระด๊า หรือว่า ดิ้นรน กระสันตัณหาอะไร แสดงว่าเป็นคนสงบ 

ควรได้ก็เอามา ได้ เราก็แสวงหาอย่างเรียบร้อย อย่างสุจริต เรียบร้อยได้มาก็ได้มาอย่างสุจริต สุภาพ ไม่เกิดสงคราม ไม่เกิดการแย่งชิง ไม่เกิดการกระทบกระเทือนใคร มีสตางค์ซื้อต้องซื้อก็ซื้อ อย่างเช่นทุเรียนราคาเท่าไหร่ ลูกขนาดนี้ในตลาด 

เพราะฉะนั้นเห็นแล้ว ว่า จิตของเรามันชอบมากหรือไม่ชอบมาก เราก็ควรได้ควรมี   ควรเป็นบ้าง แต่ไม่กระดี๊กระด๊า พวกเรามีจิตเป็นฌาน จะมีกิเลสก็รู้ว่ามีกิเลสแล้วก็ไม่ดิ้นรน  ไม่กระสันตัณหาจนหาทางได้จนกระทั่งอยากได้อย่างรุนแรง หรือถ้าแรงบ้างก็รู้ตัว ก็หาทางได้อย่างควร ซึ่งเป็นเรื่องสงบทั้งนั้นเลย ไม่ใช่เป็นเรื่องจะไปกระทบกระแทกกระเทือนสัมผัสรุนแรงอะไรต่อกัน สังคมจึงเป็นสังคมสงบ เพราะมีจิตเป็นฌาน 

ฌานคือจิตสงบ แล้วผลของฌาน จิตสงบนี้ เป็นฌานที่มี กายปาคุญญตา เป็นฌานที่มี จิตปาคุญญตา ปาคุญญตา แปลว่าเร็วไว แคล่วคล่องปราดเปรียว อย่างโพธิรักษ์นี้ยังแววไวน้อย ยังปราดเปรียวน้อยนะ อย่างพวกเสี้ยวลิ้มยี่นี้เร็วมากเลย กระทั่งเห็นว่าออกอาวุธหรือยัง ก็ไม่รู้เลย แต่พวกนั้นไปใช้อาวุธกันออกนอกรีตเลย พวกเราไม่ใช่ไปฝึกอย่างนั้น แต่เป็นการฝึกฌาน ฝึกจิต

เมื่อจิตเป็นฌาน กายปาคุญญตา คือมีทั้งภายนอกและภายใน คุณมีความแคล่วคล่องทั้งภายนอกและภายใน จิตปาคุญญตา จิตภายใน แข็งแรง แคล่วคล่องว่องไว จึงมีพลังงานมาให้กายภายนอกแคล่วคล่องว่องไวด้วย เป็นหนึ่งเดียวกัน 

เพราะฉะนั้นความเป็นฌาน ไม่ใช่ความเฉื่อยความช้า ไม่ใช่ พระสารีบุตรนั้นยิ่งกว่าลิง เดินเจอท้องร่อง กระโดดแผล็วเลย ก็เป็นสามัญปกติ มันไม่มีอะไรเพราะว่าจิตเป็นฌาน 

คนเข้าใจว่าฌานคืออะไรไม่ได้ หาว่าเราปฏิบัติผิดอีก ซึ่งหมายถึงความสามารถ เป็นสมรรถนะที่สูงมี กายปาคุญญตา 

สู่แดนธรรม… ถ้าเอาพฤติกรรมคล่องแคล่วอย่างที่พ่อท่านว่าคือมี ฌาน พระวัดป่าก็คงไม่มีใครมี 

พ่อครูว่า… ไม่มีใครมีหรอก พระวัดป่ามันผิดตั้งแต่ต้นแล้ว จะไปมีได้อย่างไร เฉื่อยหมดทั้งจิตทั้งกาย ความเป็นกาย ไม่มีตั้งแต่ต้นแล้วมันไม่สอดคล้อง มันไม่ได้หรอก มันออกนอกทาง ออกนอกโลกไปแล้ว จะไปโลกนรก ออกนอกโลกไม่ได้ไปไหนนะ แต่เป็นโลกนรกโลกเดรัจฉาน 

ไปโลกเดรัจฉานคือ ไปโลกที่ขวางทางนิพพาน ในโลกนรกก็คือไปโลกที่ไม่ใช่คน นรก คือ ไม่ใช่คน ที่จริง นรก แปลว่าเป็นคน นร คือชน ก คือเจ้าของ นร แต่ม้นไม่เป็น เพราะเขาโง่เขาไม่รู้ว่าเขาเป็นเจ้าของ นร คือคนนะ เราเป็นผู้เป็นคนนะ แต่เขาไม่ได้เป็นผู้เป็นคน เขามัวแต่นรกเร่าร้อน เขาไม่ได้เป็นผู้เป็นคน เอาพยัญชนะมาขยายสภาวะให้ฟังง่ายๆ นรกไม่ได้อยู่ไหน อยู่ที่คนโง่นี่แหละ เดรัจฉานก็อยู่ที่คนโง่นี่แหละ 

ไอ้ที่ไปเป็นภาพวาดว่า นรกต้องไปตกอยู่ตรงนั้นตรงนี้ เดี๋ยวนี้ก็ตกอยู่ แล้วไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นทุกข์ นี่เอาทุเรียนไปให้เขาก็เอาแต่หนามมัน คลำแต่หนาม แต่พวกเราได้กินเนื้อในแล้ว เพราะว่ามีวรยุทธ คนที่เก่งๆก็ผ่าอย่างรวดเร็ว คนไม่เก่งก็ผ่าแล้วเลือดออก ถูกหนามทุเรียนทิ่มมือเลย อาตมาผ่าคงไม่เก่ง หนามทิ่มมือเหมือนกันนะ เพราะความชำนาญในการปอกไม่มี แต่มีความชำนาญเรื่องกินอยู่นะ 

สู่แดนธรรม… สรุปจบ