651231 พ่อครูเทศนาธรรมส่งท้ายปีเก่า 2565 งานตลาดอาริยะครั้งที่ 41 

ดาวโหลดเอกสารที่                                                                                                          

https://docs.google.com/document/d/1GKLhP1nj7Bd3ZvHXwFszf_pVpYE_q92OexwaWRHMYQA/edit?usp=sharing                                       

ดาวน์โหลดเสียงที่   https://drive.google.com/file/d/1MLijR10Q57O9t0vY2xUrXA2bs1miUABW/view?usp=share_link 

ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/0ajvc9uGzgA 

และ https://fb.watch/hLVZeexktA/ 

ความสงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล แบบพุทธ

พ่อครูว่า… เจริญธรรมทุกๆคน วันนี้วันท้ายปีเก่าของ พ.ศ. 2565 แล้ว วันที่ 31 ธันวาคม 2565 ขึ้น 9 ค่ำเดือน 2 ปีขาล 

ชีวิตกำลังจะเลื่อนไปถึงพรุ่งนี้ เป็นปีใหม่ มันก็เลื่อนไปตามกาล มันก็เป็นความต่างของกาล วันนี้ก็คือวันนี้ พรุ่งนี้ก็คืออีกคนหนึ่งก็ต่างกันไป ก็เลื่อนกันไปต่างกันไป 

มันจะมีความต่าง ในอะไรทั้งนั้นทั้งนั้นเลย ที่เกิดจากภาวะ 2 อย่าง มันต่างกัน ตั้งแต่ปรมาณู เล็กๆที่สุด อันนั้นทางวัตถุเขาศึกษากัน 

ปรมาณูทางจิตก็มี ปรมาณูทางจิตคือจิตที่ละเอียด พระพุทธเจ้าตรัสรู้แยกจิตเป็นเจตสิกต่างๆ คือแยกจิตให้เป็นหน่วยเล็กๆละเอียดต่างๆ ตั้งแต่แยกเป็นเวทนา เป็นสัญญา เป็นสังขาร เป็นเจตนา เป็นผัสสะ เป็นมนสิการ แยกเป็นนามทั้ง 5 

ทีนี้นามทั้ง 5 มันจะทำงาน เพื่อสัมผัสรับรู้กับรูป รูปคือสิ่งที่ถูกรู้โดยจิตโดยนามเข้าไปสัมผัส 

ถ้าไม่ได้สัมผัส รูป ที่เป็นข้างนอก แล้วก็รู้ทั้งข้างนอกและข้างในเรียกว่า กาย ความรู้ที่รู้ทางข้างนอกภายนอก ในขณะที่จิตทำงาน เขารู้ทั้งภายนอกและรู้ทั้งภายใน 2 อย่างพร้อมกันเรียกว่า “กาย” 

“กาย” ไม่ได้หมายความว่ามีแต่สรีระข้างนอกไม่มีจิตร่วมด้วยเลย กาย คือ สรีระคือร่างกาย เป็นดินน้ำไฟลมเป็นมหาภูตรูปเฉยๆ ไม่ใช่ 

รูป ต้องมี 28 ที่ นาม 5 สามารถรับรู้ได้ 

ถ้า กาย มีแต่มหาภูตรูป 4 รูปอีก 24 ไม่มีด้วย ไม่มีเลย ก็คือ คนประสาทไม่ทำงาน ประสาทกระทบกับรูป เช่น ตากระทบกับรูป ก็ไม่รู้เรื่องไม่ทำงาน ไม่มีภาวะ 2 

ภาวะ 2 จะเกิดได้ ในความเป็นสัตว์ ตั้งแต่สัตว์เดรัจฉานไปจนกระทั่งถึงสัตว์ที่มีตา หรือสัตว์ไม่มีตาก็รู้ได้ด้วยสัมผัส ยิ่ง คน เราก็ศึกษาจากคนมีตา มีหู มีจมูก มีลิ้น มีกายภายนอกสัมผัส กับ สิ่งอีกสิ่งหนึ่งเป็นสอง มันก็จะเกิดธาตุรู้ขึ้นมา เรียกว่า นามรูป เพราะมันมีนามคือจิตวิญญาณเป็นตัวรู้ เป็นตัวกำหนดก็รู้เป็นประธานที่จะรู้เมื่อไปสัมผัส โดยเฉพาะกับภายนอก มันก็จะรู้ขึ้นมา ครบความรู้ของความเป็นสัตว์โลก 

เพราะฉะนั้นพวกที่ไปนั่งหลับตาทำสมาธิ เป็นคนพิการ คนไม่ครบภายนอก ศึกษาไปแล้วก็หลงสะกดจิตไป ครูบาอาจารย์ที่เป็นเดียรถีย์สอนออกนอกพุทธซึ่งเป็นบาปไปแล้ว เป็นพวกที่แสวงบุญ นอกขอบเขตพุทธ 

คำว่า แสวงบุญ หมายความว่าแสวงไปให้เกิด ทำภาวะของบุญเกิดขึ้นได้ 

บุญ คือ การชำระกิเลสให้จิตใจสะอาด จากสันดานทั้งหมดเลย สันตานัง ปุนาติ วิโสเทติ บาลี แปลคำว่า ปุญญะหรือบุญ คือ ในสันดานของคน มันมีกิเลส เพราะฉะนั้นผู้ที่สามารถทำให้จิตของเราเกิดบุญได้ก็คือ จิตได้เกิดการชำระกิเลสออกจากจิตออกจากสันดานหมดเกลี้ยง สันดานสะอาด สันตานัง ปุนาติ วิโสเทติ 

เพราะฉะนั้น สันดานของปุถุชนคนที่ยังไม่ได้ศึกษาทุกคนไม่ว่าศาสนาไหน ถ้าไม่ได้เรียนรู้จิตเจตสิกที่มีกิเลส ล้างกิเลสออกจนกระทั่งหมดจากสันดานแล้ว ไม่ว่าศาสนาไหนศาสนาเทวนิยม ยังไม่มีคนสักคน ไปเรียกนักบุญอะไรต่างๆ นักบุญเทเรซาเช่นนี้ เป็นต้น 

เอาคำว่าบุญของพระพุทธเจ้าไปใช้ผิด ไม่ได้เคยเรียนรู้กิเลส ไม่ได้เคยสัมผัสกิเลสเป็นอะไรเลย แม้แต่ชาวพุทธ ทุกวันนี้ก็เรียกคำว่าบุญ พูดกันไปเลอะเทอะ ไปหมายถึงกุศลไปหมายถึงคุณงามความดี ที่เป็นโลกียธรรม 

บุญนั้นมันเป็นโลกุตรธรรม มีในศาสนาพุทธศาสนาอื่นไม่มีหรอก อันนี้เป็นความรู้ที่มันเสื่อม ความรู้ที่คนเสื่อมไปจากความรู้ของพระพุทธเจ้านี้ไป ทุกวันนี้มันเสื่อม นี่แหละคือความเสื่อมของศาสนาพุทธ 

เพราะฉะนั้นที่พูดกันอยู่ในวงการของศาสนาที่บอกว่าทำบุญ ทำบุญ ทำบุญ อาตมาว่า 100 ทั้ง 150 ผิดหมด ไม่ใช่ 100 ทั้ง 100 นะ 100 ทั้ง 150 

ที่ว่า 100 ทั้ง 150 ก็คือว่าในร้อยคนที่เข้าใจผิดนั้น ไปทำความออกนอกรีตที่บานปลายออกไปอีกเกินกว่าที่เคยผิดมา ฉลาด โง่ ฉลาดที่เป็นความผิดฉลาดโง่ ฉลาดที่เป็นความผิด มากเกินกว่าอาจารย์เก่าอีก ปรุงแต่งวิธีการบอกว่าเป็นการแสวงบุญมาทำบุญ ขี้หมาอะไรก็ไม่รู้ 

เช่น ปิดทองลูกนิมิต เป็นต้น อาตมาได้ทองมาจาก ยิหวา เขาเอาทองมาให้อาตมาก็พูดเล่นไปว่า ลูกนิมิตทองสีเหลืองเอาไปปิดทอง เขาก็เอามาให้ อาตมาก็เลยเห็นว่ามีทอง ก็พูดเล่นๆ ก็เลยเกิด พูดกันว่าจะปิดทองกัน 

อาตมาปิดทองขึ้นมารับรองเป็นเรื่องเลยนะ ติ๊กต๊อกมันเอาไปลงได้เลยนะ เป็นเรื่องเลย ด่าเขา แล้วตัวเองก็ปิดทองอะไรอย่างนี้ 

อาตมาไม่ได้ไปปิดทอง ก็เลยคิดว่า ตายๆๆ เกิดไปเล่นๆติ๊กต๊อกกันไปคงจะเป็นเรื่องอะไรก่อน ก็บอกโอ้ โพธิรักษ์ก็ปิดทอง ยุ่งเละ เสียหายหมด 

เพราะฉะนั้นก็บางทีพูดเลยปลายกันสนุกๆ ก็ไปยึดถือว่าเป็นเรื่องจริง มันก็ บางทีก็พาเสียเหมือนกัน 

วันนี้ดูอบอุ่นนะ ถ้าทุกวัน บ้านราชนี้..โยมหัวเราะ ทำไมหัวเราะกันยังไม่ได้พูดอะไรเลย พูดแค่ว่าถ้าทุกวันบ้านราช ยังไม่ได้พูดอะไรต่อนะ พวกนี้หยั่งรู้ใจอาตมา 

_สู่แดนธรรม… มันเป็นความรื่นเริงในธรรมครับ 

พ่อครูว่า… รู้เลยว่าอาตมาคิดอะไรจะพูดอะไรต่อหัวเราะเลย ว่า พ่อท่านฝันเพ้อไป มันเป็นไปไม่ได้หรอก ก็เลยหัวเราะเยาะอาตมา มันเป็นไปไม่ได้หรอก 

นี่มานั่งกันอยู่ตรงนี้อบอุ่นจริงๆ อากาศหนาวไม่หนาวเลย อุ่น อบอุ่น

คำว่า อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล ที่อาตมานำพยัญชนะ นำภาษา มานำสภาวะต่างๆอธิบายไป ปฏิบัติธรรมไปแล้ว จะทำให้เราเป็นคนที่มีอิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส  มีใจเกื้อกูล 

คำว่า มีใจเกื้อกูล เป็นตัวท้ายสำคัญนะ 

ของพุทธะ จิตปราศจากกิเลสเรียกว่า จิตสงบ จิตสงบของพุทธไม่ได้หมายความว่า ทำให้จิตนี้มันนิ่ง อยู่นิ่งๆ ทำให้จิตมันหยุดคิด หยุดทำงาน หนักเข้าไปอีก อสัญญีสัตว์ ไม่กำหนดหมายอะไรเลย นิ่ง เขาเรียกเหมือนพรหมลูกฟัก เหมือนลูกฟักกลิ้งโคโล่อยู่เฉยๆ อันนั้นคือเดียรถีย์ คือทางผิด 

ความสงบของพระพุทธเจ้าเป็นปัญญาข้อที่ 3 มีความสงบ 2 อย่าง อย่างหนึ่งคืออย่างของพุทธ อย่างหนึ่งคืออย่างของเดียรถีย์ที่พูดกันเมื่อกี้นี้ ที่เขาทำกัน นั่นแหละพระป่าที่ทำกันอยู่เป็นเดียรถีย์ทั้งนั้น ผิดหมด 

ความสงบของพุทธนั้น จิตสงบจากกิเลส กิเลสไม่มีในจิต ไม่มีในจิตเท่าไหร่จิตยิ่งตื่นยิ่งมีสติสัมปชัญญะ ปัญญายิ่งตื่น ยิ่ง ชาคริยานุโยคะ รู้แจ้งตื่นไม่ได้ปิดตาหูจมูกลิ้นกาย ไม่ได้ปิด

คนสงบไม่ได้ปิด คนสงบของพุทธไม่ได้ปิดไม่ได้หลับตา หลับตาปฏิบัติธรรมนั้นพระพุทธเจ้าท่านตรัสกับอุตรมานพ ว่า เป็นการสอนให้ทำให้ตาบอด ทำให้หูหนวก โอ้โหแสบนะ เจ็บ คนที่สอนให้ทำอย่างไร ตาก็อย่าได้เห็นรูป หูก็อย่าได้ยินเสียง ก็คือการสอนให้คนทำตาบอดหูหนวกเลย อุตรมานพ ได้ยินพระพุทธเจ้าตรัสอย่างนั้น คอตกซบเซา คือเรียกว่า หมดปฏิภาณ รู้เลย ตายๆๆ เรานี่ ถูกพระพุทธเจ้า พูดซะง่ายๆ ว่าเป็นทางผิดแน่เลย ไปสอนให้คนหูหนวกตาบอดได้อย่างไร 

อาตมาพูดมากในเรื่องที่ไปนั่งหลับตาสมาธิ เพราะมันเสื่อมมากจริงๆศาสนาพุทธ ได้การนั่งหลับตา สมาธิเกิดจากนั่งหลับตาไม่ได้ สมาธิของพุทธ 

สมาธิของพุทธที่เป็นสัมมาสมาธิท่านเรียกด้วยภาษาบาลีว่า สมาหิตะ 

สมาหิตะ ซึ่ง คือ จิตที่ตกผลึก จากการเรียนรู้ เจโตปริยญาณ 16 คือจิตนี่ เรียนรู้ตั้งแต่จิต มันเกิดกามคุณ 5 กามราคะ 

กามราคะ มี 5 คือ เกิดทางตากระทบรูป หูกระทบเสียง กามคุณมี 5 แล้วเรียนรู้ ทำอย่างไรให้ กาม มันลดลง มันไม่มี มันหมด เรียกว่า วีตราคะ 

สราคะ คือการเกี่ยวข้องอยู่กับ ราคะ กาม เป็นกามาวจร เป็นการอวจร อยู่ในทางตาหูจมูกลิ้นกาย ไม่ใช่เป็นหลับตาไม่มีตาหูจมูกลิ้นกาย และจิตก็ไปเป็นสัมภเวสีอยู่ในภพ ไม่ใช่ อย่างนั้นไม่ใช่ศาสนาพุทธเลย หรือวิธีการปฏิบัติ 

และ ถ้าไปหลับตาปฏิบัตินั้น ลดกิเลสกามไม่ได้ นอกจากลดกิเลสกามไม่ได้แล้ว ก็จะไม่เข้าใจต่อไปอีกว่าเมื่อลดกิเลส กามได้แล้ว ก็ไม่ได้หลับตา 

กิเลสที่เป็นรูปราคะ อรูปราคะต่อไปอีก ก็ลืมตาเห็นรูป หูได้ยินเสียงจมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รับรส อยู่อย่างนั้นแหละ แต่จิตเป็นโลกุตระที่อยู่เหนือกิเลส ก็เหลือแต่กิเลสภายใน ภวตัณหา ในรูปภพ ก็เป็น รูปราคะ ก็ลดอีก อยู่กับการสัมผัสภายนอกนั่นแหละ กิเลสมันแค่รูปราคะ อยู่ภายในมันไม่ได้แสดงออกเลยภายนอก เป็นอนาคามีภูมิ เป็นต้น ไม่แสดงออกภายนอก ละอายอย่างแรงกล้า จนไม่กล้าแสดงออก 

รู้เลย ว่า มันน่าเกลียด การแสดงออกทางกามมันน่าเกลียด มันเป็นกิเลส คนแสดงกิเลสออกมาน่าเกลียดทั้งนั้น 

เพราะฉะนั้นการปฏิบัติทุกวันนี้ อาตมาจึงเมื่อย ทำงานมา 50 กว่าปีแล้ว ยาก มันช่างยากเย็นพวกเราก็ได้มาขนาดนี้ แต่มันยาก ได้มาขนาดนี้ก็ภาคภูมิใจพอสมควรแล้ว ช่วยกอบกู้ทำการ รื้อขนสัตว์ ออกมาได้ขนาดนี้ นอกนั้นขนไม่ได้ รื้อไม่ได้เขาไม่ยอมให้รื้อ ไม่ยอมให้ขน เขาไม่ยอมรับเลย ไอ้เราก็ไม่ใช่คนที่จะไปเที่ยวกวนคนอื่น บังคับคนอื่นหรือไปหว่านล้อม อาตมาก็ไม่หว่านล้อมด้วย แสดงธรรมไป คัดเลือกเอา ผู้ใดที่ฟังแล้วเป็นธรรมวาทีก็มาเอา ผู้ใดไม่เห็นเป็นธรรมวาทีเขาก็ไม่เอา 

เพราะฉะนั้นอาตมาคล้ายๆกับมาตามหาผู้ที่มีบารมีเท่านั้น ที่มาทำงาน ชาตินี้ปางนี้ ไม่ได้ไปพยายาม ไปหาบริวารเลย ไม่ ให้ผู้ที่รู้สึกว่า ได้ยินได้ฟังได้รับสัมผัสก็รู้แล้วมีปฏิภาณด้วยว่าอย่างนี้ใช่ อย่างนี้สนใจอย่างนี้น่าฟังแล้วก็มาฟัง 

กระทั่งได้มรรคได้ผลไป ฉะนั้นอาตมาจึงยืนยันได้ว่าชาวอโศกนี้คือของจริง อาตมาจึงยืนยันตัวเองได้ คนอื่นเขาไม่รับรองไม่เป็นไร แต่อาตมารู้เองก็รับรองเองว่า พวกคุณนี้คือของจริง 

ถ้าคุณไม่ใช่ของจริง คุณฟังธรรมะของอาตมาไม่ได้รส ไม่ได้ชาติหรอก คุณฟังไม่ทนขนาดนี้หรอก อาตมาทุกวันนี้อธิบายธรรมะลึกซึ้ง สูงละเอียดไปเยอะ เขาจะทนฟังไม่ได้หรอกพูดอะไรก็ไม่รู้ ขนาดไม่รู้เรื่องคุณก็ฟัง ไม่รู้เท่าไหร่ แต่คุณก็รู้บ้าง ใช่ไหม …ใช่ รู้บ้าง ไม่ใช่ว่าไม่รู้เสียเลย ฟังแล้ว โอ๊.. เหมือนเด็กๆ พ่อท่านพูดอะไรก็ไม่รู้ ใช่ไหม เด็กๆไม่เดียงสา 

อาตมา อธิบายธรรมะแล้วพวกเราก็ฟังธรรมะได้ความ จนกระทั่งสามารถนำมาจัดงาน พากันมา ขาดทุน พากันมาขาดทุนจริงๆ แล้วพวกเรารู้นะ ด้วยความรู้เรียกว่าปัญญาา ว่า การมาขาดทุนนี่ ไม่ใช่เรื่องเสียหาย ไม่ใช่เรื่องงทราม ไม่ใช่เรื่องเสื่อม เรื่องเจริญเป็นเรื่องประเสริฐ มาขาดทุนนี่

ชีวิตคนที่ขาดทุนให้ผู้อื่นได้นี่เป็นชีวิตที่ประเสริฐ ยิ่งมีปัญญา ปฏิภาณรู้ด้วยว่าเราเจตนาขาดทุน เป็น กรรม เจตนาถึงจะเป็นกรรม มีความรู้ขั้นเจตนาว่า เรามาเจตนาขาดทุนเป็นกรรมอันประเสริฐแล้ว

ถ้าเจตนาจะไปเอาเปรียบ จะไปเอากำไร ฟังให้ดีนะ หลายคนยังมีนะ ระวัง! นั่นล่ะ
เวราณุเวร ก็เวรผูกพันเป็นหนี้เป็นสินอยู่ ถ้าเราให้ผู้อื่นเป็นการหมดหนี้หมดสิน ถ้าเรามีเจตนาเอาของคนอื่นได้มา คุณก็เป็นหนี้แล้ว ฟังยากไหม…ไม่ยาก แล้วเคยทำมาไหม ..เคย. 

เห็นไหมคุณรู้แล้วเดี๋ยวนี้ รู้แล้วแต่บางทีก็ยังเผลอๆ มันยังไม่เต็ม  เพราะฉะนั้นคนที่เข้าใจด้วยว่าอาตมาทำมา 50 ปีนี้ พวกเราจะชัดเจนขึ้นมาเรื่อยๆ โอ๊.. มาเสียสละ ก็ยินดีเต็มใจ นอกจากว่าเราจำเป็นได้เท่านี้ก็เอาเท่านี้ แหม ปีนี้ไม่ได้ ไม่ได้มาช่วยร่วมอะไรเลย เราก็รัดตัว ไม่ค่อยพอใช้อยู่ อะไรก็แล้วแต่ หรือบางทีพออยู่แต่อาจจะขี้เหนียวก็แล้วแต่ ก็เป็นเรื่องจริง 

ธรรมะมาสอนให้คนมาจน ให้คนมาเสียสละ ให้คนมาขาดทุน มันเป็นธรรมะทวนกระแสโลกีย์ กระแสหลัก เถรสมาคม สอนไหม…​ไม่สอน เขาพูดอยู่นะ เขาบอกว่า ให้มาทำทาน แต่เขาสอนคำว่าทานของเขานั้นผิด

ทานแล้วจะได้บุญ บุญคือการชำระกิเลสแต่เขาไม่ได้ชำระ ทานแล้วก็ เอา ประนมมือ อิมินา สักกาเรนะฯ อะไรของเขา เป็นคำแต่งใหม่ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้าเลย เอาบาลีมาแต่งแล้วก็หลอกกันไป ว่าได้ 

คุณทาน คุณต้องเสีย ไม่ใช่คุณได้ ก็ทาน ให้เขาไปแล้วเราก็ต้องเสีย วัตถุก็ให้เขาไปกิริยา กายกรรม วจีกรรม ก็ให้เขาไป ใจก็ต้องให้

แต่ มือคุณให้ วาจาคุณให้ แต่ใจคุณ ข้าต้องได้คืนมากกว่านี้ ภาษาไทย เขาเรียกว่าตอแหล ตลบตะแลง ไม่จริงใจ 

คำว่าไม่จริงใจนี่สำนวนไทยนะ ไม่จริงใจ เขาไม่รู้ใจตัวเองแล้วก็เรียนมาผิดก็เลยทำใจในใจคือมนสิการ การทำใจในใจของเขา ไม่ถูกต้อง มันผิดกับที่เขาเจตนาว่าเขาจะได้บุญ เขาไม่ได้ แต่เขาให้วัตถุไป เขาได้กุศลนะ เขาได้ให้วัตถุแก่ผู้อื่นเป็นกุศล เป็นวิบากทางกุศลเขาได้ 

แต่วิบากทางโลกุตระขั้นบุญไม่ได้ เขาไม่ได้บุญเลย ทำทานเป็นล้านๆไม่ได้บุญเลย ตะกละ แม้มันไม่เป็นรูปธรรม มันก็เป็นนามธรรมที่เขาตะกละ เขาตะกละว่าเขาจะต้องได้เพิ่มเติมขึ้นอีกเมื่อใดก็แล้วแต่ต้องมากกว่าเก่า มันเป็นความโลภ ไม่ได้เป็นความเสียสละจริงๆเลย 

นี่คือความซับซ้อนที่ละเอียดลึกซึ้งที่พระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่อง ล้างอาสวะ จิตที่เป็นอาสวะ จิตที่มันเป็นกิเลส หยาบ กลาง ละเอียด ไปถึงขั้นอาสวะ ละเอียด ขั้น กาม ภวตัณหา วิภวตัณหา

วิภวตัณหา หมายถึง ตัณหาที่ไม่มีภพแล้ว ภวตัณหามี รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ วิจิกิจฉา นี่คือยังไม่หมดเชื้อของอาสวะ ถึงวิจิกิจฉานะ ไม่หมดเชื้อของนิวรณ์ 5 ต้องมีวิชชาจริงๆ รู้จักจิตเจตสิกอย่างละเอียดจริงๆ 

เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าสอนเรื่องธรรมะ จะต้องรู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม นี่เป็นตัวปฏิบัติของศาสนาพุทธเลย 

กาย ต้องมีข้างนอก ตาหูจมูกลิ้น “กาย” 

ตาหูจมูกก็คือกายด้วยกันหมด ต้องมีข้างนอก หลับตาเสียไม่มีตาหูจมูกลิ้น ลิ้น แม้ อยู่ข้างในปากอมไว้มันก็ต้องแตะรสมันถึงจะเป็น กาย ต้องมีสัมผัสถึงจะเรียกว่า กาย ถ้าลิ้นมันไม่ได้สัมผัสมันก็ไม่ได้เป็น กาย ปากหุบ ไม่ให้ลิ้นสัมผัสก็ไม่มีการสัมผัส ปิดตาปิดหูปิดจมูกอีกไม่นานตาย ก็ปิดหมด เป็นพวกปิดทวารพระปิดทวาร เขาทำรูปพระปิดทวาร มันผิด 

อันนี้ ที่อาตมาพูดนี้ คุณฟังรู้เรื่องฟังง่ายๆ แต่มันเป็นเรื่องลึกซึ้งที่ผิดกัน ย้ำอีก ตีหัวตะปู ทั้งหมดลงไปถึงไหน ไปนั่งหลับตาออกปากปิดทวารทั้ง 5 ทำตาบอดหูหนวกนี้ มันนอกรีตเลิกได้เลยทั้งหมด แต่เขาฟังอาตมาที่ไหน อาตมาพูดนี่ 

นี่ วันฤกษ์งามยามดีแท้ๆเทศน์วันนี้ดีนะ เทศน์ละเอียด เทศน์ชัดเจน เทศน์ง่ายๆ แต่ลึกซึ้ง ขอยืนยัน เขาฟังที่ไหน เขาก็ไปสวดมนต์ เดี๋ยวจะสวดมนต์ข้ามคืนวันนี้ 

สวดมนต์ข้ามปี ก็คือการทำลายศาสนาพุทธข้ามปี

พูดถึงสวดมนต์ก็ขอบอกอีกเลยว่า ศาสนาที่สวดมนต์อยู่ โดยเฉพาะสวดมนต์ที่อาบัติ  ผิดคำสอน ธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า อย่างที่เขาทำอยู่ในเถรสมาคมถึงขั้นเป็นราชพิธี ผิดทั้งนั้น อาตมาขอยืนยันว่าอาตมาพูดถูก มันผิดหมด มันเป็นอาบัติทุกคำสวด 

ในมุสาวาทวรรค อาบัติปาจิตตีย์ เขาบอกว่า อย่าเอาธรรมะบทมาสวดพร้อมกันให้ อนุปสัมบัน ให้ฆราวาสได้ยิน สวดกันได้ แต่ในเฉพาะ พวกภิกษุด้วยกัน 

คุณจะสวดพร้อมกันในภิกษุด้วยกัน เอาธรรมะบทคือบทคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งต่างกันกับคำว่าปณามคาถา 

ปณามคาถาไม่ใช่ธรรมบท แต่เป็นคำที่เขาแต่งขึ้นใหม่ เอาบาลีมาแต่ง เช่น พาหุงสหัสฯ หรือ ภวตุสัพมังคลังฯ เป็นต้น

แต่ว่าธรรมบทของพระพุทธเจ้า จะเอาพระไตรปิฎกมาสอนหรือสวดโพชฌงค์ 7 ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เอามาสวดตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปมาพูดต่อหน้าสาธารณะ ต่อหน้าอนุปสัมบัน 5 บาปทุกคำสวด 

_สู่แดนธรรม… มาๆเราอาจจะอ้างข้อผิดก็ได้ครับ เพราะในข้อที่ 4 ท่านห้าม ภิกษุไปให้แสดงธรรมเทศน์สวด

พ่อครูว่า… นั่นเป็นการเบี้ยวบาลีแล้ว ผู้สวดนี้คือภิกษุ อันนี้เป็นวินัยของพระไม่ใช่วินัยของฆราวาส ให้ฆราวาสไปสวดได้อย่างไร 

_สู่แดนธรรม… ต้นๆเรื่องไปบอกให้ฆราวาสสวดแสดงธรรมแทนพระ ก็เลยมีข้อห้ามกรณีไว้ครับ 

พ่อครูว่า… ไม่เคยเห็นนะ 

_สู่แดนธรรม… ผมขอไปเช็คให้อีกทีครับ

พ่อครูว่า… พระพุทธเจ้าห้ามไว้เลย เพราะว่าศาสนาไหนก็มีการสวดทั้งนั้น เอาบทสวดมนต์ของพระอาจารย์ ศาสดา ก็มีศาสนาพระเจ้าเท่านั้นที่เอาคำสอนของพระศาสดา ที่จริงคำสอนของพระเจ้าคือคำสอนของพระศาสดาทั้งนั้น แต่พระศาสดาไม่รู้ตัวเอง ว่าคือคำสอนของตัวเองเอาไปสอน เป็นคัมภีร์ของพระศาสดานี้  แล้วบอกว่านั่นเป็นคำสอนของพระเจ้า ประทานให้พระบุตร ประทานให้พระศาสดา 

เพราะพระศาสดาไม่รู้ตัวเองว่าตัวเองได้คำสอนนี้มา ก็คือของตัวเองทั้งนั้น เป็นความรู้ความฉลาดหรือจะยึดถือว่าเป็นความจริง ก็ตัวเองสั่งสมวิบากมาเองทั้งนั้น แต่พระศาสดาทุกองค์ไม่รู้จักตัวเอง ไม่รู้จักอัตตา 

เสร็จแล้วก็ไม่เชื่อว่าตัวเองจะมีความรู้ขนาดนี้ จึงยกให้เป็นของใครก็ไม่รู้ ต้องเป็นผู้รู้แท้ๆต้องเป็นผู้ที่มีเจ้าของ ไม่ใช่เรา คือไม่รู้ตัวเอง  มันไม่รู้ตัวเองไม่รู้อัตตาว่าเรา มันมีเรา ไม่ใช่อื่น ความรู้ที่ของเรามีมา 

เพราะฉะนั้นแต่ละศาสดาของเทวนิยม ไม่มีความรู้ของตัวเอง ก็ต่างไม่เหมือนกัน  แยกกันไปเป็นนิกาย จนกระทั่งกลายเป็นคนละศาสนาเลย แต่เขาไม่รู้ 

พุทธก็เหมือนกัน หนักเข้า ถ้าเขาไม่เรียกคำว่าพุทธ ก็เป็นคนละศาสนาแล้ว ทุกวันนี้ มีมีมหายาน มีหินยาน หรือมีเถรวาท มีพวกไม่ใช่เถรวาท 

เพราะฉะนั้นผู้ที่วันนี้อาตมาฟังได้สักคนหนึ่ง ใน 95%ของศาสนาพุทธ ได้สักคนหนึ่งฟังอาตมาพูดแล้ว ว่าจะไปสวดมนต์ข้ามคืน ก็จะไม่เอาแล้วชักจะรู้แล้ว ได้สักคนก็เอาว่ะ ซึ่งมันน่าสงสาร  มันเปล่าดาย นอกจากเปล่าดายแล้วทำลายศาสนาด้วยเพราะพาให้ผิดไปจากธรรมเนียมของพระพุทธเจ้า 

ขอซ้ำอีก การสวด สังวัธยายต่างๆมีอยู่ 2 อย่างเท่านั้น 

  1. ภิกษุในยุคโน้นต้องท่องจำไว้มันไม่มีบันทึกโทรทัศน์ ไม่บันทึกวีดีโอ ไม่มีบันทึกหลักฐานพวกนี้เลย เป็นตัวหนังสือไม่ได้บันทึก ต้องอาศัยท่องจำอย่างเดียว เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องมาท่องจำกันเอาไว้ เวลาจะมาท่องก็ท่องกันในภิกษุเองเท่านั้น อย่าไปท่อง ตั้งแต่ 2 คนพร้อมกันให้ฆราวาสได้ยิน ท่านกันไว้ พระพุทธเจ้าท่านกันไว้ ว่าเป็นวินัยอาบัตินะอย่าไปทำ 

เพราะถ้าท่องตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เท่านี้มันก็ไม่ได้แล้วเพราะฉะนั้น 3 ไม่ได้ 4 ไม่ได้ ยิ่งจะไปสวดกันเป็นแสนคนยิ่งผิดกันไปใหญ่ ห้ามไว้แล้ว สวดคนเดียวได้เรียกว่าสวดสังคายนา 

เช่น เอาพระวินัย เอาพระธรรมก็ตาม เอาธรรมบทก็ตามมาสวดขึ้นคนเดียว แล้วภิกษุต่างๆคนอื่นเขาฟัง เรียกว่าเป็นสังฆกรรม ไม่ได้เป็นการสวดให้ฆราวาส ฟังนะ สวดตรวจธรรมวินัย เช่น 15 วันสวดที สวดแล้วภิกษุคนอื่นก็นั่งฟังต่างคนต่างจำไว้ ถ้ามันผิดจากของเรา เราก็ท้วงว่ามันผิด ก็เกิดการวิจารณ์วิจัยในหมู่ ใครผิดกันแน่ คนสวดผิดหรือคนท้วงผิด ถ้าคนท้วงผิดก็จะได้แก้เสีย ถ้าคนสวดผิดก็จะได้แก้เหมือนกันว่าคนท้วงถูก เป็นการรักษาความถูกต้องของพระธรรมพระพุทธเจ้าไว้หรือวินัยของพระพุทธเจ้าไว้ไม่ให้ผิดเพี้ยนไป 

เรียกว่า สวดสังคายนา ไม่ได้ให้ฆราวาสได้ยิน แม้แต่สวดสังคีติก็ไม่ได้ให้ฆราวาสได้ยิน อย่างที่อาตมายืนยันพระวินัยว่า อย่าไปสวด 2 คนให้ อนุปสัมบัน ให้คนอื่นได้ยิน ท่านกันไว้เป็นอาบัติ อย่าทำ ไม่ให้ทำเพราะถ้าทำแล้วมันจะบานปลายอย่างนี้สวดเป็น 2 คน 5 คน 8 คนเป็นหมู่เป็นพันเป็นหมื่น เขาก็ถือว่าได้กุศลซึ่งมันผิด แล้วมันจะไปติดการสวด แล้วเอาการสวดนี้ไปสวดเล่นนึกว่ายิ่งใหญ่ไปหากิน อย่างที่ธรรมกายทำ อย่างที่เถรสมาคมที่ไปติดงานสวดนั้น หลงการสวดกัน 

ที่จริงแล้วยุคนี้ไม่ต้องสวดแล้ว กดปึ๊บ มันก็ได้มาหมด จะท่องจำได้ก็ท่องเอาสิ ท่องไม่ได้ก็กดดู ไม่เสียเวลาอะไรน่ะ ไม่ต้องเสียแคลอรี่ไปทางด้วย แต่ท่องได้มันก็ดีแต่มันก็ต้องเสียเวลากันไม่ใช่เล่น ถ้าท่องได้ก็เอา แต่มันก็เสียเวลาทำมาหากินจะตายไป 

_สู่แดนธรรม… แล้วอีกข้อหนึ่ง คืออะไรครับ 

พ่อครูว่า… สังคีติ คำว่า สังคีติ หมายความว่า สวด สวดพร้อมๆกัน เหมือนสวดสูตรคูณก็สวดกันแต่ในหมู่ สวดบทอาขยาน เด็กสมัยนี้เขาเรียนอาขยานกันไหม ไม่มีแล้วหรือ บทอาขยาน 

อาขยาน คือบทดีๆ ของตำราต่างๆที่เรียนมาแล้วแต่ยุค 

_สู่แดนธรรม… แล้วสังคีติคือมีทำนองได้ไหมครับ 

พ่อครูว่า… มีบ้างได้นิดหน่อย ที่จริงสวดมนต์อย่างเรา ไม่มีทำนอง ถ้าหากสวดมนต์มีทำนองก็ผิดพระวินัย บอกไปแล้วว่า 1. อย่าให้มีทำนอง 2. อย่าให้ลากเสียงยาว วินัยข้อ 20 อย่าให้ลากเสียงยาวแล้วอย่าให้มีทำนอง 

ข้อ 21 เราอนุญาต สรภัญญะ เขาก็ไปแปลสรภัญญะว่า มีทำนอง มันต่างกันกับข้อ 20 บอกว่า อย่ามีทำนอง อย่าลากเสียงยาว ภาษามันมีเสียงยาวกับเสียงสั้น มันต่างกันกับค่อย 

มันมียาวแล้วเรียกว่า ฑีฆสระ กับเสียงสั้น รัสสระ

กะ กา ก็ต่างกันแล้ว อะ อา อิกับอี ก็ต่างกันแล้ว คุณก็ทำให้เสียงสั้น เสียงยาวตามควรมันก็จบแล้ว แต่ถ้าคุณลากเสียง นาาาาาโมมมมมม

_สู่แดนธรรม… ถ้าสวดแบบพระป่า ผมว่าพอได้นะครับ ท่านจะเอื่อนเล็กๆน้อยๆ 

พ่อครูว่า… มันไม่รู้จักชัดหรอก มันก็สวดอยากให้เสร็จมันก็เลยสั้น สวดยาวมันนานไม่เอา มันก็ไปอย่างนั้น ถ้าจะให้เต็มที่ก็จะสวดนานสวดยาวเพราะ 

พระพุทธเจ้าท่านอย่าไปหลงเสียงของตัวเองหลงทำนองจนกระทั่ง โทษภัยที่มีอยู่ 5 ข้อ คนอื่นเขาก็จะหาว่าเป็นพระร้องเพลงมีอยู่ 5 ข้อ ท่านก็ตรัสไว้หมด พระพุทธเจ้าท่านตรัสกันไว้หมด ในที่สุดวินัยข้อ 21 อาตมาจำได้ว่าเราอนุญาตสรภัญญะ 

เขาเข้าใจไม่ได้ สร ก็คือสระ ตามสระสั้นตามสระยาว 

ภัญญะ คือ คำกล่าว คำพูด เราอนุญาตให้พูดตามคำกล่าวที่ตรงกับสระ เรียกว่าสรภัญญะ แล้วก็ดันไปแปลว่า คือเป็นทำนองก็ได้ สวดสรภัญญะคือสวดเป็นทำนองสรภัญญะ ก็เลยพูดเป็นว่าทำนองสรภัญญะ 

ก็ท่านห้ามไม่ให้มีทำนองและในข้อ 20 ห้ามลากเสียงอันยาว สระ มันก็มีสระสั้นยาวอยู่แล้ว ให้มันสั้นก็ให้มันสั้นมันยาวมันก็ให้ยาว นะก็นะ โมก็โม

_สู่แดนธรรม… มุสาวรรค ภิกษุสอนธรรมะแก่อนุปสัมบัน ถ้าว่าพร้อมกัน ต้องปาจิตตี

พ่อครูว่า… ถ้าว่าพร้อมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เขาจะไปเบี้ยวบาลีอะไรอีก ที่คุณเอามาอ้าง พยายามจะเบี้ยวบาลีเข้าข้างตัว มันก็ชัดๆง่ายๆใครก็เข้าใจแล้ว 

ที่พูดนี้เดี๋ยวเขาก็สวดข้ามคืนกัน อย่าไปทำกัน มันไร้สาระ แล้วทุกวันนี้ก็ไม่ต้องสวดอย่างนั้นก็ได้ก็บอกแล้ว ไม่ต้องมานั่งสวดนั่งจำ คุณเอาอะไรไปกดมันก็ได้แล้วไม่ต้องไปเสียเวลาไม่ต้องไปเสียแรงงาน ไม่ต้องเสียทุนรอน ไปสวดอะไรเลย 

ขออภัยเถอะพูดแล้วก็ไปขัดแย้งกับที่เขาชอบ คนชอบก็ชอบไปสิ แต่ว่าอาตมาก็บอกว่าอย่าไปชอบในสิ่งที่ไม่ควรเสียเวลาและแรงงานทุนร้อนไปชอบมันทำไมมันก็โง่เปล่า ก็แย้งให้ทำให้

พวกคุณนี่ เก่งสวดไหม…ไม่ แล้วบรรลุธรรมไหม ..บรรลุ พวกสวดนั่นแหละไม่บรรลุธรรมไปมัวเมาอยู่กับการสวด แล้วที่มันไม่ดีก็ตรงที่ว่าก็เอามาไว้สวดหาเงิน 

ทุกวันนี้ ถ้าไม่มีสวด ศาสนาพุทธไม่มีสวดนะ 1.ลาภก็ไม่ได้ 2. ยศก็ไม่ได้ 

แล้วสวดไม่เป็นก็หาว่าไม่ได้สรรเสริญอีก หลงติดสวดว่าเป็นสุข คุณหมดเลย ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เพราะสวด คุณโง่ไปกับสวด แล้วคุณก็เป็นโลกีย์ อยู่ใน ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เท่านั้น คุณไม่ได้โลกุตระอะไรเลยก็แค่นี้คุณก็เข้าใจไม่ได้แล้ว 

ลาภยศสรรเสริญที่เป็นโลกียแค่นี้คุณก็ยังหลุดพ้นไม่ได้ ติดอยู่ในแค่สวดมนต์ แล้วสวดกันเท่าไหร่ อาตมาก็ไม่อยากจะพูดเท่าไหร่ เพราะไม่รู้จะทำอย่างไรถึงขั้นเป็นราชพิธี 

ถ้าไม่มีสวดมนต์ศาสนาพุทธทุกวันนี้ไม่มีอะไรเลย ไม่มีอะไรเลย เขาทำอะไรไม่ได้ 

ทำศาสนา งานศาสนา วันสำคัญ ในราชพิธี ทำอะไร? สวดมนต์ ขออภัยเถอะ ที่ไปนั่งฟังกันนั้น ตั้งแต่ข้าราชการชั้นที่ถูกให้เป็นผู้ฟัง จนกระทั่งสูงสุด บรรลุธรรมหรือเปล่า มีแต่ว่าเมื่อไหร่จะเสร็จสักที ราชพิธีก็สวดกันหลายบท จริงไหม…จริง 

_สู่แดนธรรม… เอาประเด็นใหม่ได้ไหมครับคือ กำไรขาดทุน 

ชาวอโศกเน้นกสิกรรมตามอย่างคนวรรณะ 9

พ่อครูว่า… ขาดทุนคือกำไร กำไรคือขาดทุน 

อาตมายังโชคดีมากที่มีพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ตรัส อันนี้มันตรงกับที่อาตมาชัดเจนเหมือนกัน แล้วก็ได้สอนเรื่องนี้มาตลอด มันตรงกัน  นี่เป็นโชคของอาตมามากในปั๊มนี้ถ้าไม่เช่นนั้น อาตมาพูดป่านนี้โดนด่ายับเยินหมด 

เพราะว่าเขาเข้าใจกัน เรียนจบเศรษฐศาสตร์เป็นด็อกเตอร์มาจากต่างประเทศ จะมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยการจะทำให้คนรวย โลกของเทวนิยมไม่มีโลกุตระธรรม แก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยการทำให้คนมารวย จ้างให้ ทองคำก้อนเท่าโลก เอามาให้ ก็ไม่สำเร็จ คุณแก้ไปเถอะ เป็นเรื่องของสมบัติผลัดกันชมอยู่ตลอดกาลนาน  ไม่มีจบ ไม่เสร็จ 

แต่ของพระพุทธเจ้า อาตมาพาพวกคุณมาจน แก้ปัญหาเศรษฐกิจจบ สำเร็จแล้ว แก้ปัญหาเศรษฐกิจจบตรงไหน จบตรงพวกคุณยินดีจน เต็มใจจน พากันมาจน จนกระทั่งไปตั้งนามสกุลจนของตัวเองไม่รู้กี่จนแล้ว 

แล้วก็ไม่ได้ตั้งเล่นไม่ได้พูดเล่นแต่เข้าใจ หลายคนเพียงแต่ว่ากิเลสมันยังไม่ยอมให้จน เข้าใจแล้วมาจนได้เป็นสิ่งดี จนแล้วเป็นอย่างไร คุณจนได้สำเร็จคุณมาอยู่บ้านราช หรือไปอยู่ในพุทธสถาน อยู่ในบวรฯอื่นๆ ที่เป็นของชาวอโศกแน่ ที่คุณบอกเหมาะใจที่จะไปอยู่ร่วมกับเรา เรามีบวรของเราหลายแห่ง ถ้าอยู่ได้ จนตาย พึ่งเกิด พึ่งแก่ พึ่งเจ็บ พึ่งตายกันได้ทุกบวร 

อันนี้เป็นผลสำเร็จของสิ่งที่พิสูจน์ เป็นปรากฏการณ์จริง ไม่ได้พูดลอยลม ไม่ได้พูดเล่นๆหัวๆ นี่เป็นความสำเร็จทางศาสนาพุทธ จนเกิดสภาพของ สาราณียธรรม 6 นี่เป็นความสำเร็จ เป็น ปรากฏการณ์ของโลก ที่จะมีสังคม สาราณียธรรม 6 คือ มาอยู่ด้วยกันอย่างพี่อย่างน้องอยู่กันอย่าง สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา ลาภที่ได้โดยธรรม เอามารวมกันเป็นสาธารณโภคีแล้วต่างคนต่างปฏิบัติอย่างนี้ ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา  

พวกเรายืนยันว่าปฏิบัติตามพระพุทธเจ้ามี สาราณียธรรม 6 ได้จริง เพราะ เราปฏิบัติธรรม มาศึกษาปฏิบัติกับโพธิรักษ์แล้ว จิตเรามี สาราณียะ จิตเรามีปิยกรณะ จิตเรามี คุรุกรณะ จิตเรามี สังคหะ อวิวาทะ เอกีภาวะ 

นี่เป็นพุทธพจน์ 7 ผู้ที่มีสาราณียธรรม มีพุทธพจน์เพียงพอ คือ คุณจะมีจิตระลึกถึงกัน แม้ คุณจะไประลึกถึงตะกูล ระลึกถึงครอบครัว แล้วนึกถึงเพื่อนอะไร คุณก็จะไม่ซาบซึ้งเท่ากับระลึกถึงชาวอโศก คุณจะไม่ระลึกถึงซาบซึ้งอย่างชาวอโศก 

แต่คนที่ยังติดโลกมากอยู่ก็ไปตามโลก โลกดึงไปมาก แต่ถ้าคุณเอาทางจิตอโศกนี้มาได้ดี เราอยากมามากแต่เรายังติดเรื่องวิบากหรือธุรกิจอะไรก็แล้วแต่ แต่ถ้าเผื่อว่าคุณเองคุณมาได้คุณก็จะมาใช่ไหม มันมีจิตยินดี มีสาราณียธรรมถึงกัน เพราะมันมี ปิยะ มีความรัก 

รักอันนี้เป็นความรักที่ลึกซึ้ง ไม่ใช่ความรักทางเพศ จะว่าเป็นความรักทางด้าน อัตตา ก็ยังได้เลย มันเป็นองค์รวม เป็น เอกีภาวะ เป็นอัตตาใหญ่เป็นภาวะหนึ่งเดียว เอกีคือหนึ่ง มันนึกถึงหมู่ใหญ่คือหมู่อโศก แหม มันน่ามาอยากมาวันสำคัญมีเหตุอย่างนี้อบอุ่นนะ ใช้ได้ อย่างนี้ นี่คือรูปธรรมที่ยืนยันได้ เอกีภาวะ มารวมกัน 

มันมีใจรักกัน เคารพกัน มาแล้วก็ได้เห็นกัน มันมีความเคารพในที มันเข้าใจ คนนี้ ทำอย่างนี้น่าสรรเสริญน่าชื่นใจ เราควรทำให้ได้ ถ้าไม่มีอัตตามานะมาก นอกจากไปหลงตัวว่าตัวเองยังไม่ได้เลยแล้วไปข่มคนอื่น อย่างนั้นก็แล้วไปเถอะ มันเป็นมิจฉาทิฏฐิ 

แต่ถ้าเผื่อว่าไม่มีมิจฉาทิฏฐิอะไรมาก เห็นเขาทำอันนี้ได้ เราอ่อนน้อมถ่อมตน เสียสละขยันหมั่นเพียร ไม่ถือสา ใครว่าก็ไม่ติดใจ อะไรกระทบกระเทือนกระแทกอะไรก็ไม่ติดใจ มันจะเข้าใจ มันจะมองออกแล้วรู้สึกได้ 

เคารพกันแล้ว มาเสียสละ มาเกื้อกูล สังคหะ ใจเกื้อกูล มันจะออกมาร่วมกัน ร่วมด้วยช่วยกันเสียสละร่วมกัน คนนั้นคนนี้มีก็มาร่วมกัน มีงานหลายอย่าง โดยเฉพาะงานนี้ ไม่ใช่งานกสิกรรมทีเดียว เลยมามาก ถ้างานนี้ อาตมาบอกว่าอย่าทำเลย เรื่องค้าเรื่องขายพวกนี้ มาทำงานเกษตร จ้างก็ไม่มาเยอะหรอก ไม่มาหรอก ไม่มาเท่านี้หรอก 

แต่เกษตรนี่แหละเป็นหนึ่งกสิกรรมเป็นหนึ่ง เกษตรของเราไม่มี เรื่องของปศุสัตว์เรื่องของประมงไม่มี ของเรามีกสิกรรมเท่านั้น เป็นเรื่องของพืชพันธุ์ธัญญาหาร เป็นเรื่องของความเป็นหนึ่ง แล้วพวกเราก็เข้าใจ พวกเรารู้แล้ว 

อาตมาถึงพยายามระดมความคิดอยู่ ระดมความเข้าใจ ให้มาเป็นนักกสิกรรมกัน คุณจะอยู่หอคอยงาช้างใดๆก็ไม่เป็นผู้เจริญเท่ามาเป็นกสิกร มาเป็นผู้ทำกสิกรรม 

ถ้าชาวอโศกเรานี้ยึดฐานกสิกรรมได้ โอ้โห มากกว่านี้อีกสัก 1 เท่า 2 เท่า พวกเรานี้จะมีคุณค่าประโยชน์ ทางเศรษฐกิจก็ดี ทางสังคมศาสตร์ก็ดี เยอะกว่านี้เยอะ 

รู้สึกบ้างไหม ชาวอโศกเอ๋ย ว่า เราได้ทำงานกสิกรรมกันมา ตั้งแต่อาตมาพากันทำมาจนถึงวันนี้ เราพอมีชื่อมีเสียงทางกสิกรรม คนเข้าใจว่างานกสิกรรม ผลผลิตของกสิกรรมของชาวอโศกนี้ ขึ้นอันดับไหม ใช่ไหม 

ผลงานกสิกรรม ถ้าจะพูดไปแล้ว กสิกรรมไร้สารพิษก็พวกเราเป็นตัวริเริ่ม เป็นตัวรณรงค์ เหมือนเราได้รณรงค์ไม่กินเนื้อสัตว์ มังสวิรัติ กสิกรรมไร้สารพิษก็เรานี่แหละเป็นตัวตั้งตัวตี จนกระทั่งเดี๋ยวนี้เขาก็บอกว่าปลอดสารพิษ เขายังไม่ได้ใช้อย่างเราทีเดียวเพราะเขายังไม่ได้ซาบซึ้งคำว่า ปลอดสารพิษกับไร้สารพิษมันต่างกัน มันก็จริงของเขาเพราะเขายังใช้ของเขาอยู่บ้างตามมาตรฐาน ใช้ยาใช้อะไรอยู่บ้าง แต่ของเราไม่ใช้เลย ใช้ขี้ก็ขี้ไส้เดือน 

ถ้าสวนของเรา มีแต่ขี้ไส้เดือนเยี่ยมเลย ส่วนของเรามีไส้เดือนชั้นหนึ่งเลย เดี๋ยวนี้เขาเลี้ยงไส้เดือนค้าขายกันแล้ว..มันจริงน่ะ 

เพราะฉะนั้นในชีวิตพูดรวมๆเลย ชีวิตที่เกิดมา พวกคุณได้มาศึกษาธรรมะที่อาตมานำมา อาตมาไม่เอางานอื่นเอางานธรรมะนี้ทำงานมา 50 กว่าปี เหมือนพระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ทำงานอื่นนอกจากงานเผยแพร่ธรรมะ อันเดียวกันเลย แต่พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงสอนตามฐานะของพระพุทธเจ้า อาตมาโพธิสัตว์ก็สอนตามฐานะโพธิสัตว์ของอาตมา ไม่ทำงานอื่นหรอกงานนี้งานเดียวชัดเจน ไม่เอางานอื่น มันไร้สาระในความเป็นชีวิตของมนุษย์ 

ภาระชีวิตของมนุษย์คือธรรมะให้ได้ก็แล้วกัน ธรรมะที่เป็นโลกุตระให้ได้ เกิดมาชาติหนึ่งต้องได้โลกุตรธรรมให้ได้ อย่าเสียชาติเกิด ถ้าเสียชาติเกิดแล้วพระพุทธเจ้าเรียกว่าโมฆะบุรุษ 

พอใครผิดเพี้ยนทางโลกุตรธรรม ท่านก็บริภาษบอกว่าโมฆบุรุษ ผิดเพี้ยนไปท่านก็ตรัสว่า โมฆะบุรุษ ในพระไตรปิฎกมีไว้เยอะเลย มันเป็นโมฆะมันเสียเปล่า 

 อย่างที่อาตมาบอกว่าไปนั่งหลับตาปฏิบัติมันเป็นโมฆะเต็มๆก็คือ โมฆะบุรุษ 

_สู่แดนธรรม… มีความหมายเดียวกับคำว่า สูญ

พ่อครูว่า… ไม่ได้อะไรไร้สาระ นอกจากไร้สาระแล้วทำลายศาสนาด้วยเพราะพาให้ทำผิดๆของธรรมะพระพุทธเจ้า 

แก้ปัญหาเศรษฐกิจสำเร็จคือมาเป็นคนจนแบบชาวอโศก

เมื่อกี้เริ่มต้นแล้วว่าอาตมาทำงานอาตมาสอนธรรมะ รู้ตัวเองมาตั้งแต่เมื่อ 50 กว่าปีที่ออกมา ว่าไม่เอาแล้วทิ้งเลยทางโน้นมาทางนี้เลย ก็ไม่มีใครคิดว่าอาตมาจะมาตลอดรอดฝั่งมาถึงบัดนี้ เพราะสอนไม่เหมือนกับทางกระแสหลักเขา  เถรสมาคมเขาก็จะเอาตาย ใครก็ไม่คิดว่าจะรอดมาได้ แต่ว่า ธัมโมหะเวรักขะติ ธัมมะจาริง ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม อาตมารอดปลอดภัยเพราะธรรมะที่มันเป็นจริง ถ้าไม่เป็นจริง อาตมาไม่ปลอดโปร่งอย่างทุกวันขนาดนี้ ที่มันรอดได้มันทำได้อย่างอิสระเต็มที่ ทำได้ นอกจากเต็มที่ไม่พอ ยังด่าเขาอีก แล้วเขาก็ยอม ไม่รู้จะทำอย่างไร มันพูดแล้วมันก็งัดพระไตรปิฎกมายันเขา เขาก็บอกว่าไปด่าอีก เดี๋ยวโดนยันมันจะเสียหน้า มันเอาพระไตรปิฎกอ่านดังเลยอ่านด่าเลย แล้วกัน เห็นไหม 

คือเรามีที่อ้างอิงมีหลักมีฐาน เราแสดงธรรมมีที่อ้างอิง มีหลักมีฐาน อาตมาสอนอาตมาบรรยาย อาตมาจะอ้างพระธรรม พูดมีบาลีทั้งที่ไม่ได้เก่งบาลีเลย แต่อ้างหลักธรรม อ้างบาลีเรื่อยๆ จนบางคนบอกว่ามันพูดอะไรไม่รู้เรื่องเพราะว่าอาตมาพูดจนพวกเราหลายคนก็บอกว่าไม่ค่อยรู้เรื่องแต่อาตมาขยายความ คุณก็เลยพอฟังรู้เรื่องไง พูดบาลีอาตมาก็ขยายความไปในตัวแต่ไม่ได้บอกว่าคำนี้แปลว่าอันนี้ทุกคำหรอก พูดผ่านไปแล้วก็ขยายความทุกตัวคุณก็เข้าใจไปโดยปริยายเลย 

จนมาถึงทุกวันนี้แล้วมีผล วรรณะ 9 พวกคุณก็เป็นได้ พุทธพจน์ 7 ก็มีคุณธรรมมีจิตแบบนั้น วรรณะ 9 เป็นได้ 

วรรณะ9 ยกมือขึ้นสิใครท่องได้บ้าง เลี้ยงง่าย  (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ)  มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส  มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ)  ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ9  ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ)  

มันเป็นคุณธรรม เป็น the classes วรรณะ แปลว่า class ขั้นชั้น ของ ความเจริญของมนุษย์ 

ความเจริญมนุษย์ถึงขั้น อปจยะ วิริยารัมภะ คือพวกเรา เป็นคนไม่สะสม  เป็นคนยอดขยัน อปจยะ ไม่สะสม ยอดขยันนี้เป็นยอดคนแล้ว 

ไม่สะสม ยอดขยัน ไล่ลงมา ตัวที่ 7 ปาสาทิกะ เป็นอาการที่น่าเลื่อมใส เรามีอยู่กรรมกิริยา กายกรรม  วจีกรรม มโนกรรมของเรา เมื่อมีผู้มาเห็นสัมผัสแล้ว จะเห็นว่าพวกท่านนี่อยู่กันอย่างเรียบร้อยสงบไม่แย่งชิง ทำมา แบ่งกันกินแบ่งกันใช้ช่วยกันกินช่วยกันใช้ ดีไม่ดีช่วยกันขาดทุนช่วยกันเสียสละ มันคนอะไรว่ะ มาช่วยกันขาดทุนมา แล้วยินดีมาช่วยกันขาดทุน 

นี่มันเป็นผลสำเร็จที่เป็นปรากฏการณ์อยู่ในโลก มนุษย์แบบนี้ก็มีโว้ย ประหลาดจริง ประหลาดจริงๆมันเป็นเรื่องวิเศษเป็นเรื่องแปลก จากประชาชนคนปุถุชนโลกๆ เขาแตกต่างกันไป 

เพราะฉะนั้นพวกเรามาเป็นคนเลี้ยงง่าย สุภระ ถ้าหากเลี้ยงยากไม่ไหวนะ ต่างคนต่างไปหากินเอง มีไว้แล้วส่วนกลางไปตักกินกันเอง คนไหนที่มันไม่ค่อยแข็งแรง นั่งวีลแชร์แล้วหรือว่าอนุเคราะห์กัน เป็นคนแก่ เป็นคนไม่ค่อยแข็งแรง คนเจ็บป่วยบ้าง ก็เผื่อแผ่กันไปตักไปแบ่งกัน ทำกันแม้กระทั่งพวกเด็กๆเราก็ทำ คนผู้ใหญ่เราก็ทำ เอื้อเฟื้อเจือจานเกื้อกูลกัน ง่ายๆ 

ไม่ต้องเป็นภาระไม่ต้องเป็นเรื่องยากไม่ต้องเป็นพิธีการอะไรมากมายเลย คนข้างนอกมาถึงที่นี่ ไม่ได้เหมือนพิธีการข้างนอกที่มีอะไรหรูหรา จะใหญ่โตขนาดไหนอย่างเก่งก็มีผ้าปูโต๊ะให้ เลี้ยงง่ายสุภระ

สุโปสะ ข้อนี้เข้าใจกันยาก ท่านแปลว่า บำรุงง่าย หมายความว่าทำให้เจริญ เจริญในอะไร เจริญในธรรมนี่แหละ เจริญในธรรมะนี่แหละสำคัญ ทำให้กายกรรมเจริญ วจีกรรมเจริญมโนกรรมเจริญ เป็นกุศลและลดกิเลสได้ด้วยเป็นโลกุตระ กายกรรมก็ลดกิเลส วจีกรรมก็ลดกิเลส มโนกรรมก็ลดกิเลส พวกสุโปสะ

_สู่แดนธรรม… พวกเราแปลกันง่ายๆว่าแต่ว่างอกงามง่าย ให้นึกถึงปุ๋ยงอกงามเลยครับ 

พ่อครูว่า… อัปปิจฉะมามักน้อย อาตมาแปลว่ากล้าจน มาชอบหรือมัก มัก เป็นภาษาอีสานแปลว่าชอบ มักเจ้าเด้ ขาเป๋กะลืมเบิ่ง กลอนเก่าเขา ฮักเจ้าแล้ว ขาแป้วจั๊กเห็น แปลว่า รักเจ้าแล้วขาเป๋ก็ลืมดู รักเจ้าแล้วมาเห็นตำหนิแผลเป็น ขาแป้ว มันมีรอยด่างรอยตำหนิ แหม ไม่เรียบร้อยไม่ผ่องไปทั้งตัวเลย ก็เล่นๆกัน เป็นของอีสานเขา 

อาตมามันอีสานเก่า อายุ 89 แล้ว อีสาน เก่าพอสมควร คนเก่ากว่าอาตมาก็แล้วก็ไป 

พอข้อ 7 ผู้มีปัญญาเห็นแล้วจะมีบอกว่ามีอาการหน้าเลื่อมใส แม้แต่เห็นเด็กๆพวกเราเขาก็ยังบอกว่าหน้าเลื่อมใสเลย น่าเอ็นดูน่าเลื่อมใส ลึกซึ้ง

แล้วก็มีธูตะ เป็นข้อปฏิบัติที่สูงขึ้นเรื่อยๆเรียกว่าธุดงค์ ธุดงค์ภาษาบาลีเพี้ยนมาจากคำว่า ธุตังคะ ซึ่งเป็นภาษาบาลี มาเป็นไทย ต.เต่ามาเป็นด.เด็ก แล้วมาเป็นธุดังคะ ก็ไม่อ่านดังอ่านดง เป็นองค์ของข้อปฏิบัติ ธูตะ แปลว่าข้อปฏิบัติ 

ธุดงค์เขาก็เพี้ยนไปเป็นออกดง พระธุดงค์คือพระออกป่า เห็นไหมเพี้ยนไหม บอกว่าไปเดินเป็นพระธุดงค์บอกว่าเดินบุกดงมามากแล้วคือพระป่า นี่ เห็นไหมว่าเป็นความเพียร ซึ่งไม่ใช่ความหมายของศาสนาพุทธเลยพระออกมานั้นผิดด้วย ไม่ใช่พระที่น่าเคารพด้วย แต่ไปเคารพพระธุดงค์กัน นี่เดินกัน อาจารย์บุญชื่นเห็นเดินธุดงค์กัน แม้แต่ธัมมชโยธรรมกายก็เดินธุดงค์ แอ๊คท่า ดง ขี้หมาอะไรมาเดินในเมืองเขา เอาดอกไม้มาโปรยแล้วก็เหยียบอีก มันบ้าบอคอแตก ทำให้ศาสนาเขาชิบหายวายป่วง เป็นเรื่องของ กาม ตกแต่ง ชาตะรูปะระชะตะ มาลาคันธะวิเลปะนะ ทำลายศาสนาพุทธเจ้าให้ฉิบหายวายป่วง 

แล้วก็ไปยกย่องโฆษณายิ่งใหญ่แล้วคนโง่ก็ไปทำตามกันเสียจน น่าสงสารจริงๆ เมื่อไหร่จะโง่เสร็จสักที มันเสร็จโง่สักที จริงๆนะพูดแล้วมันน่าสงสาร อาตมาก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร ก็ได้แต่ปลงอนิจจังวะตะสังขาร มันเป็นความรู้สึกจริงๆว่าเกิดมาเป็นพุทธหนอ พระพุทธเจ้าไม่ได้พาให้งมงายโง่เง่าอย่างนั้นเลย ไปทำกันอยู่ได้ พูดแล้วก็รู้สึกว่ายากจริงๆอาตมาทำงานกอบกู้ก็เห็น มันน่าสงสารจริงๆ 

เพราะฉะนั้นพวกเรามาเป็นคนจนสำเร็จ เรากอบกู้ ปัญหาเศรษฐกิจสำเร็จ เพราะว่าเรามีเท่านี้พอแล้ว จน คือ อัปปิจฉะ สันตุฏฐิหรือสันโดษ พอ จน พอ ไม่แย่งชิงใครเขา มีอยู่มีกินก็พอแล้วเพราะเราไม่ได้ตะกละมากกว่านี้ ไม่ได้อยากมากกว่านี้ ไม่ได้ขี้โลภมากกว่านี้ มันมีเหตุพอ นี่คือการทำให้คนแก้ปัญหาเศรษฐกิจสำเร็จ 

แก้ไปให้รวยมันย้อนแย้ง เจตนาของตัวเอง อยากให้รวยแล้วจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจจะได้หยุดแย่งกันได้สงบจะได้เรียบร้อยแล้วมันสงบที่ไหนเล่า  มันเรียบร้อยได้ที่ไหนมันไม่เรียบร้อย มันไม่สงบ มีแต่มันจะแย่งกัน เพราะมันจะไปรวยกันตั้งหน้าตั้งตาจะไปรวย สอนให้รวย รัฐบาลไหน สส..ไหน รัฐมนตรีไหน ก็บอก จะต้องแก้ปัญหาให้คนไปรวย จะต้องแก้ปัญหาให้คนจนหมดไปจากประเทศ ขี้หมาทั้งโลก แก้ปัญหาให้คนรวยทั้งประเทศนะ จะไปทำได้ยังไง 

จบ ดร.ทางเศรษฐศาสตร์ เรียนจบมาจากอเมริกา อเมริกามีคนจนไหม มีคนจนนอนข้างถนนไหม ก็มี ประเทศไหนก็มีทั้งนั้น ประเทศไทยมีน้อยนะพวกที่นอนข้างถนนระเกะระกะมีน้อย ถ้าจะว่ากันแล้วเปรียบเทียบกันแล้ว 

เพราะฉะนั้นความมาเป็นคนจนนี่แหละมันเป็นเรื่องของปรัชญา หรือว่าเป็นเรื่องของญาณวิทยา จริงๆแล้วมันเป็นเรื่องของ phenomenology ด้วย เป็นเรื่องของสัจจะวิทยาศาสตร์ซึ่งยืนยันได้ว่า 

การมาเป็นคนจนได้สำเร็จ เป็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ อย่างพวกเราแก้ปัญหาคนจนได้แล้ว คนที่เข้าไปอยู่ในบ้านชราช หรืออยู่ในบวรของอโศกทั้งหมดแล้ว ไม่ได้พาพวกคุณไปรวยอีกแล้ว จริงไหม …จริง สำเร็จแล้ว แก้ปัญหาเศรษฐกิจสำเร็จ โดยไม่ได้พาพวกคุณไปรวยกันอีกแล้ว แล้วก็ ทำมาหากินนี้ พออยู่พอกิน มีเหลือด้วย คนจนนี่มีเหลือ ช่วยเหลือสังคม นี่คือช่วยปัญหาเศรษฐกิจให้ผู้อื่น 

คนจนนี่มันช่วยคนที่อื่นๆอีก เขาคนจน เขาไม่ได้มาเป็นคนจนอย่างโลกุตระแบบพวกเรา เราก็ต้องช่วยเขา เพราะโลกียะเขาไม่ได้อยากจน เขาไม่ได้เหมือนพวกเรา พวกเรานี่อยากจนแล้วมาจนสำเร็จ พวกเขาไม่ได้อยากจน แต่เขาก็ยากจน แล้วเขาก็ไม่อยากจน ไม่เหมือนพวกเราอยากจน นี่พูดภาษาไทยนะ อธิบายธรรมะด้วยภาษาไทยง่ายๆ 

เพราะฉะนั้นพวกที่แก้ปัญหาความจนสำเร็จนั้น มีพวกอโศกพวกเดียว อย่าไปพูดดังเดี๋ยวเขาจะว่าเอา ต่อให้รัฐมนตรี ต่อให้จบด๊อกเตอร์ทางเศรษฐศาสตร์มา แก้ปัญหานี้ ไม่เสร็จ แต่ชาวอโศกโพธิรักษ์แก้ปัญหา เสร็จ ไชโย เราเบ่งข่มเขาได้สำเร็จ 

มันเป็นสัจธรรมที่ซับซ้อนเป็นสัจจะที่ลึกซึ้งมาก ไม่มีตำราเรียนในเทวนิยม ไม่มีตำราเรียนในตะวันตก ไม่มีตำเรียนในศาสนาอื่น ไม่มีตำราเรียนในศาสตร์ใดๆ นอกจากพุทธ ศาสดาใดๆก็ไม่มีสอน 

แต่ศาสดาที่เขาสอนให้จนมี พาจนมี แต่เขาไม่เด็ดขาด ไม่สมบูรณ์แบบเหมือนพุทธ เขาพาให้จนนะ หลายศาสนามากเขาก็นิยมคนจน แม้แต่ศาสนาคริสต์เขาก็นิยมคนจน แต่อิสลามยัง ยัง ยังไม่กระเตื้องอิสลาม 

แต่ศาสนาคริสต์เขานิยมคนจนนะ ศาสนาพุทธนั้นแน่นอน นอกจากจะมิจฉาทิฏฐิ อวิชชา ยังเข้าใจไม่ได้เขาก็ไม่มาแล้วไปห้ามเขาไม่ได้ไปบังคับเขาไม่ได้ให้มารู้อย่างนี้ ให้มารู้อย่างทุกคนรู้แล้วก็มาเป็นอย่างนี้ไปห้ามเขาก็ไม่ได้ไปบังคับเขาไม่ได้ 

เพราะศาสนาพุทธเป็นศาสนาอิสระเสรีภาพ ห้ามก็ไม่ได้บังคับก็ไม่ได้ บังคับคนมาจนบังคับอย่างไร มันไม่ได้เลยนะ ผิดเลยนะ บังคับคนมาจน ศาสนาพุทธก็ไม่บังคับให้ใครมาจน 

เพราะฉะนั้นจึงมาจน คนมาจนนี่คือคนอิสระ ถ้าคุณถูกบังคับมาจนมันไม่สำเร็จหรอก มันไม่สำเร็จ คุณต้องมาฝึกตนเองให้จนจริงๆจนกระทั่งเกิดปัญญา อ๋อ…รู้แล้วว่าจนมันดี เป็นคนปลอดภัย เป็นคนมีคุณค่า เป็นคนประเสริฐ เป็นคนจบ เป็นคนสงบ แล้วก็เป็นคนเกื้อกูลสร้างสรรค์มีประโยชน์คุณค่าให้แก่ผู้อื่นจริงๆ 

ที่อาตมาพูดไปนี้ถูกต้องหมดทุกอย่างขอยืนยัน โอ้โห ต้องแอพพรูฟตัวเองด้วยนะ พูดไปแล้วต้อง อนุมัติตัวเองด้วย ว่าตัวเองพูดถูก 

_สู่แดนธรรม…ครับผม ผมขอเพิ่มข้อมูลให้พ่อท่าน คนที่ทำหน้าที่นับจำนวนผู้ฟังในวันนี้ อาศีลสนิท ฝากบอกข้อมูลด้วยว่า สมาชิกในสระขณะนี้มี 1,079 คน …สาธุ

พ่อครูว่า… โอ้โห..มีจำนวนพันได้ แล้วจำนวนพันได้ตัวเลขท้าย 79 คน ตัวเลข 7 กับตัวเลข 9 นี้เยี่ยมเลยนะ 

_สู่แดนธรรม… มันก็ช่างบังเอิญว่าจำนวนภาพในเรือเจิ้นเทิ่นก็มี 79 ภาพเหมือนกันครับ 

พ่อครูว่า… อั้นนั่นแน่… เลข 7 กับเลข 9 นี้สุดยอดที่สุดแล้ว  เลข 9 คือเลขจบ เลข 7 คือเลขที่พยายามไปสู่เลข 8 เลขที่เกิน 6 ไปแล้ว 

_สู่แดนธรรม… ผมจดบันทึกคำที่ประทับใจวันนี้ประโยคเดียวครับ พ่อท่านบอกว่า งานที่มีสาระในชีวิตของมนุษย์คือ งานสอนธรรมะให้มนุษย์เป็นโลกุตระบุคคล 

แต่ก่อนผมเคยคิดว่า งานสอนธรรมะให้คนมีสาระ แต่ อาจารย์อื่นๆเขาก็สอนให้คนมีธรรมะเป็นสาระ แต่คนมีสาระเหล่านั้นทำอะไรเป็นผลประจักษ์ที่มีกุศลเป็นแก่นสารเหมือนธรรมะโลกุตระแบบพ่อท่านทำนั้น มันไม่มีเลย แล้วเขาก็หาว่าพ่อท่านสอนผิด แล้วถ้าสอนผิดแล้วทำไมได้ผลที่ถูก 

พ่อครูว่า… เขาไม่ได้ว่าถูก เขาบอกพวกเราไม่ได้ว่าถูก ถูกก็ต้องเป็นแบบเถรสมาคมต้องไปทำบุญทำทาน ต้องมีจารีตประเพณีแบบเถรสมาคม แต่พวกคุณมาเป็นจารีตประเพณีแบบนี้ มันแยกกัน มันต่างกันเป็นนานาสังวาส ซึ่งไม่ใช่นิกายนะ กาย เราร่วมกันเป็นพุทธด้วยกัน พุทธกายร่วมกัน ธรรมกายร่วมกัน แต่มัน นานามันต่างกันเราไม่แยกเป็นนิกาย การแยกนิกายนั้นเป็นอนันตริยกรรม มันบาปอย่าไปทำ 

_สู่แดนธรรม… ตอนนี้เหลือ 3 นาทีสุดท้ายครับ 

พ่อครูว่า… ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาที่จะขอ ขอให้ร่ำรวย ขอให้มีความสุข ขอให้เจริญ ขอใดๆ ไม่มีการขอ แม้จะเรียกว่า ภิกษุ แปลว่า ผู้ขอ ภิกษุหรือภิกขุ แปลว่า ผู้ขอ 

ผู้ขอนั้นเป็นพฤติกรรมของผู้ที่ให้มาบวชแล้วมีสำนึก ว่าชีวิตได้เรานี่  ปรปฏิพัทธา เม ชีวิกา  เราเป็นผู้ที่จะมีชีวิตอยู่อย่างที่ผู้อื่นเขาเลี้ยงไว้ ให้ผู้อื่นเลี้ยงไว้ 

ถ้าคุณไม่มีคุณธรรม เขาไม่เลี้ยงไว้  ภาษาไทยเขาจะเรียกว่า  คว่ำบาตร คือเขาไม่ใส่บาตรให้คุณ คุณหงายบาตรมาเขาไม่ใส่ เขาไม่เอาจานข้าวมาใส่บาตรให้คุณ ไม่มี บิณฑะ ที่แปลว่า ก้อนข้าวไม่ได้ตกลงไปในบาตรของคุณ ปาตะ แปลว่า ตก ใน บาตร แปลว่า บาตร ปาตะแปลว่า ตก เขาไม่เอาปาตะ ไม่เอาก้อนข้าว(บิณฑ) ไปตก(ปาตะ)หย่อนลงไปในบาตรของเรา 

ลึกซึ้งมาก คำที่บอกว่าทั้งผู้ให้และผู้รับ คุณต้องให้ ผู้ที่มาใส่บาตรนั้น ที่จริงมาตักบาตรหรือมาตกบาตร ตกะ คือตกหรือตัก ภาษาบาลี ตักกะหรือตก เฮ้ย ข้าวเราตกในบาตร ปาตะ แปลว่าตก ลงไปใน ปาตระ พูดไปก็มันเยอะ มันเพี้ยน พระบาลี มีสภาวะธรรมเยอะมาก 

อาตมาพูดแล้วทำสนุกๆที่จริงแล้วไม่ใช่ มันเป็นเรื่องต้องมาแก้ความผิดพลาดที่มีเยอะมากมาย แต่ถึงอย่างไรก็แล้วแต่เวลาก็หมดแล้วเหลือไม่กี่วินาที 

อาตมาพาพวกเรามาปฏิบัติมากอบกู้ศาสนาพุทธมาถึงวันนี้แล้ว อาตมาพอใจแล้ว พูดหลายทีแล้วว่า แหม อาตมานี้ มีชีวิตอยู่นี้ เผื่อพอ เผื่อพออะไร เผื่อพอ ที่จะทำหลักโลกุตรธรรมต่อเชื้อไปอีก จนกว่าชีวิตมันจะขาดใจไปตอนไหนก็ พยายามลากสังขารไป จริงๆลึกๆแล้วก็มันพอตายแล้ว จะว่า อยากตาย มันก็มีบ้าง 

บางทีมันไอจนจะขาดใจ โอ้โห มันรู้สึก โอ้โห คนเรามันทุกข์ขนาดนี้ เนาะ เป็นทุกขขันธ์ จะขาดใจ แล้วก็มันยังไม่ขาดนะ ถ้าปล่อยมันขาดเลยมันก็ตาย ดึงไว้ อย่าเพิ่งขาดขันธ์ จะเรียกว่าทรมาน มันก็ทรมาน แต่อาตมาวางได้ มันรู้มันมีปัญญาไม่มีปัญหาอะไรมันก็ต้องเป็นเช่นนี้ มันมีตถตา ไม่มีอะไรมาก 

ก็ขอบคุณทุกคนที่อุตส่าห์เสียเวลา แล้วก็เห็นว่านี่เป็นความประเสริฐ เป็นความดีงาม เป็นสิ่งที่ควรจะได้มานั่งฟังธรรมในวันสำคัญ วันจะสิ้นปีแล้วก็จะเกิดเพิ่มขึ้นปีใหม่ ทั้งๆที่มันก็เป็นสมมุติแล้วมันก็เป็นของมันไปตามธรรมชาติ แต่คุณก็เอาวันเหล่านั้นเป็นวันสำคัญที่เราควรจะมาทำสิ่งที่สำคัญให้แก่ชีวิต 

เห็นอันนี้สำคัญ มันเป็นเรื่องสำคัญแล้วก็มาทำความสำคัญนี้ แหม อาตมาก็ดีใจ  ภาคภูมิใจที่มีคนรู้จักความสำคัญในความสำคัญว่า สำคัญ จบซักที…สาธ