651118 ชีวิตหนอพอ อยู่พอกิน เพราะมีอาหาร 4 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ

ดาวโหลดเอกสารที่                                                                                                          

https://docs.google.com/document/d/14cRcwWkM-IbBuF60HnKtT0wJpR6DcTaXMzHbvHK39UY/edit?usp=sharing                               

ดาวน์โหลดเสียงที่   https://drive.google.com/file/d/1Dj-zk3dFg3YTrhzVW3FQCBPKbBB_7YgA/view?usp=share_link 

ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/5_4xgg4keCE 

และ https://fb.watch/gTe0oeSdpn/ 

สมณะเดินดิน… วันนี้วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2565 ที่บวรราชธานีอโศก แรม 10 ค่ำเดือน 12 ปีขาล ช่วงนี้ประเทศไทยอยู่ในช่วงที่เขาเน้นว่า เป็นการเปิดประเทศ มีผู้นำระดับโลกมาประชุมที่ประเทศไทย หัวใจของการประชุมครั้งนี้ รัฐบาลต้องการเผยแพร่ 3 เรื่องหลัก เนื่องจากปิดประเทศไทยมานาน ตอนนี้เปิดประเทศจาก covid แล้วก็จะเน้น Open Connect และ Balance เปิดแล้วให้มีการเชื่อมโยงเชื่อมต่อกัน และให้อยู่ในความสมดุล โลโก้ก็ใช้รูปชะลอม 3 สี มีนักวิชาการมองว่าเป็นแนวศิลปะที่มีความลึกซึ้ง เป็นมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ เป็นทางเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง ชาวอโศกก็นึกถึง ชีวิตหนอ พออยู่พอกิน เป็นความเรียบง่าย แต่ให้ความหมายที่ดี 

ดูรู้สึกว่า เราได้รับความชื่นชมจากผู้ที่เขาเป็น ผู้อำนวยการเอเปค ว่า ไทยให้ความสำคัญกับแขก สามารถจัดงานระดับโลกได้ดี มีองค์ประกอบที่ บางคนก็ดูว่าไม่น่าจะมี มีพวกที่พยายามจะทำให้พลเอกประยุทธ์หยุดเป็นประธานจัดงาน หยุดงานประชุม ผู้นำระดับโลกมาแล้วก็ยังมีจ้าวโลกเหนือกว่านั้น มาสั่งให้ระงับกิจกรรมระดับโลก เขาต้องการจะฟ้องว่าประเทศไทยเป็นเผด็จการ ไม่มีประชาธิปไตย แต่คิดว่า ผู้นำระดับโลกเขาได้เห็นภาพ วันนี้ก็มีภาพถือไม้หน้าสาม จะไปตีตำรวจ โดดถีบตำรวจ เอาสีสเปรย์ไปพ่นใส่ ผู้นำประเทศอื่นเห็นแบบนี้เขาคงคิดว่าถ้าเป็นประเทศเขาคงไม่ให้มาทำอย่างนี้หรอก แล้วมาใช้ความรุนแรงหยาบคายด่าว่า ตำรวจก็ยืนเป็นพระพุทธรูปเลย แต่ดีที่ว่า ตอนหลังตำรวจใช้กระสุนยาง ระงับเหตุเหมือนกัน ผู้นำต่างๆคงจะพอเข้าใจได้ เป็นองค์ประกอบที่ทำให้เห็นถึงความดีงามของประเทศไทยอีกมุมหนึ่ง 

ส่วนของเราก็เปิดชุมชน Open เหมือนกันที่จะเชื่อมโยงกับพี่น้องประชาชน วันนี้เขาคัดเอาพวกเราเป็นตัวแทนไปร่วมประชุมหมู่บ้านที่ถูกน้ำท่วม 99% เขาก็บอกว่าเดือดร้อนมาก หมู่บ้านเรา ระดับความสูงของระดับน้ำท่วมน่าจะสูงกว่าเขา เราจะได้เป็นตัวแทนให้เห็นว่า จริงๆแล้วความทุกข์ความเดือดร้อนมันอยู่ที่ใจ ที่องค์ประกอบของชีวิต ของชุมชน 

คุณสุชัยว่า มีหมู่บ้านเดียวที่ไม่เดือดร้อนกับเขาคือราชธานีอโศก มีนักวิชาการต่างๆพูดด้วยว่า เป็นหมู่บ้านที่เป็นตัวอย่าง ของเราก็ได้ฤกษ์เปิดเล็กๆไปก่อน ในวันที่ 5 ธันวาคม ก็จะเปิดน้ำตก เปิดร้านพิสูจน์จิตอาสาขายสินค้าราคาเท่าทุน เป็นสินค้าที่ช่วยผู้ประสบอุทกภัยโดยตรงเลย ให้ชาวบ้านมาขายสินค้าได้ด้วย โครงการตลาดประชารัฐ ผู้ว่าคนใหม่ก็บอกว่า น้ำแห้งเมื่อไหร่จะมาเยี่ยมเยียนที่ชุมชน ถ้าเปิดชุมชนด้วย 

เราตั้งใจเปิดชุมชนเต็มที่ เราจะช่วยคนอื่นได้ก็ต่อเมื่อเราทำตัวเองให้พ้นทุกข์ก่อน 

พ่อครูว่า… ขอโอภาปราศรัยกับ SMS ก่อน

SMS วันที่ 16-17 พ.ย. 2565

_ผาหิน จอมภูผา · กราบนมัสการพ่อครู,ท่านสมณะและสิกขมาตุด้วยความเคารพอย่างสูง ผมจะไปช่วยงานบ้านราชด้วยรถถีบ ตอนนี้รีบเคลียร์งานที่สีมา สีมาคนน้อย งานเยอะ มีหนุ่มสาววัย 70 กว่า 80 เป็นส่วนใหญ่ มีผมเป็นหนุ่มน้อยอยู่คนเดียว

พ่อครูว่า…พวกเราพึ่งพาอาศัย เกิด แก่ เจ็บ ตาย กันได้จริงๆ ถึงขั้นสาธารณโภคี อาตมาถือว่า ทำงานถึงเป้าหมาย

_ช่อทิพ หนูทอง · อยากไปช่วยที่ราชธานี แต่ต้องดูแลพ่อ

พ่อครูว่า…ก็ดูตามที่ควร 

_ประสิทธิ์ ปัดสวรรค์ · กระผมมหามกุฏราชวิทยาลัยแม่นบาลี เจอพ่อท่านคลิปเดียวกราบพ่อท่านเลยครับ

_สุวิดา พิชยศ · น้อมกราบพ่อท่านด้วยความเคารพยิ่ง ลูกไม่กล้ากินเนื้อบุตร แน่นอน หลังจากได้รับฟังธรรมจากพ่อท่าน ทุกๆๆวัน ก็ได้เข้าใจ ลึกซึ้ง ยิ่งๆขึ้น มากกกจ้าวคะ สาธุ🙏🙏🙏

_ประสิทธิ์ ปัดสวรรค์ · เลข ๗ อริยะฐานะเก่าครับ เลข ๘ ปัจจุบัน ในหลวง ร.๙ เลข ๙ เป็นประมุขครับ ๗๘๙ พ่อท่านกำหนดธรรมจักรวาลได้ทั้งสามโลกครับ พ่อท่านพ้นเลข ๗ แล้วครับ เลข ๗ แปลว่า ทุกข์โทษ เข้าใจหลักตัวเลข น้ำตาไหลครับผม

ทางปรมัตถ์ สังคมใดมีคนจน สังคมนั้นคือ สังคมอาริยะ ศิวิไลซ์ สังคมเจริญ

_ซึ้งซื่อ วิเชียร : กราบนมัสการพ่อท่านด้วยสุดเศียรเกล้าครับ ถ้าหากว่าผมได้รับธรรมะจากพ่อท่าน แล้วบรรลุขั้นหนึ่งแล้วและนำมาสอนคนอื่นต่อ แล้วทำให้เขาพ้นเคราะห์กรรมที่เป็นอยู่ และให้การศึกษาแก่เขาเหล่านั้นด้วย และใช้เล่ปัญญาทำให้เขาเป็นทาสรับใช้ไปตลอดเป็นแบบนี้จะบาปไหมครับ ผมขอสัมมาทิฏฐิจากพ่อท่านด้วยครับ กราบนมัสการขอบพระคุณพ่อท่านอย่างสูงยิ่ง

พ่อครูว่า… บาป พระพุทธเจ้าสอนเรา ไม่ให้หวังอะไรมาให้ตน ไม่มี ทำอะไรก็แล้วแต่เพื่อผู้อื่น ให้ผู้อื่น แล้วเราอย่าไปเอาอะไร อย่าไปคิดว่าจะได้รับอะไรตอบแทนกลับมาเลย แม้แต่ สาเปกโข แม้แต่ความหวัง หวังว่าจะมีความหวังต่อไป ทำอะไรก็แล้วแต่ เป็นการได้ให้ ได้ช่วยผู้อื่น ได้เสียสละ จากตัวเรา ตัวเราจะเป็นคนมีประโยชน์ และมันก็เกิดไปตามสัจธรรม เราได้ให้เขาได้ ตั้งแต่วัตถุมาจนกระทั่งถึงแรงงาน จนกระทั่งถึงความรอบรู้ จนสุดท้ายมีผลสำเร็จถึง จิตวิญญาณ นั่นคือสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนและตรัสรู้แล้วเอามาให้คนรับรู้ และก็เป็นให้ได้ อย่างที่ท่านตรัส 

อาตมาได้นำธรรมะพระพุทธเจ้ามาประกาศ มาอธิบาย มาแนะนำ จนกระทั่งถึงปีนี้ย่างเข้าปีที่ 53 ตั้งแต่ พ.ศ.2513 อาตมาออกมาทำงานศาสนามาบวช ปีนี้ 2565 กำลังจะขึ้น 2566 และก็ทำให้พวกเรา ผู้ที่ศึกษาตามชาวอโศก ตามที่อาตมากระจายความรู้ เอาของพระพุทธเจ้ามาเปิดเผย มากระจาย อธิบาย จนพวกเราเข้าใจและก็เห็นดีเห็นงาม และมาปฏิบัติตามจนบรรลุมรรคผล กระทั่งมารวมตัว เอาชีวิตมาอยู่ร่วมกัน เป็นชาวชุมชน ชาวอโศกเลย 

มันเป็นผลสำเร็จ ทำให้ชีวิตมีปัญญา มีความรู้จริง มีความเชื่อมั่น แล้วก็ตัวเองก็เปลี่ยน เปลี่ยนสถานะ เปลี่ยนสภาพมาเป็นเช่นนี้ด้วยจริงๆ ซึ่งอาตมาว่าเป็นผลทำให้เกิดการช่วยสังคม ช่วยประเทศชาติ ในการที่ทำให้พวกเรานี่ไม่ต้องไปเป็นภาระรัฐบาล ไม่ต้องไปทำให้เป็นเรื่องที่ต้องไปรบกวน ยุ่งยาก 

แม้แต่รัฐบาลแจกเงิน พวกเราชาวอโศกนี่ก็ไปเอาบ้าง ไม่กี่คนหรอก ส่วนใหญ่ก็ไม่ไปเอา อย่างอาตมานี่ไม่เคยไปเอาไปรับอะไรเลย พวกเรานี่ แล้วเราพึ่งตัวเองรอด อันนี้เป็นเศรษฐศาสตร์สุดยอด พึ่งตนเองรอด 

  1. ไม่เป็นหนี้ อาตมาพูดย้ำมาหลายทีแล้ว 

  2. พึ่งตนเองรอด ทำกินทำใช้ตัวเองได้คุ้มตัว รอดตัว 

  3. ทำให้เหลือทำให้เกิน ทำให้เหลือให้มากเกินที่เรากินเราใช้ 

  4. แจกจ่ายเผื่อแผ่ แพร่ไปให้ผู้อื่นได้รับผล ออกไป

ผู้ประสบผลสำเร็จเศรษฐกิจส่วนตัวแต่ละคนอย่างนี้ 1 คน 2 คน 3 คน 4 คน และเศรษฐกิจของพระพุทธเจ้านั้นเป็นคนขยันหมั่นเพียรด้วย เป็นคนรู้งาน ทำงานที่ควรทำ มันก็เกิดผลผลิต เกิดอะไรต่ออะไรขึ้นมา ก็อาศัยอยู่อาศัยกิน สบาย.. ชีวิตหนอ พออยู่ พอกิน ..เสร็จแล้วก็ยังมีส่วนที่เหลือ มีส่วนเกิน ส่วนที่จะแบ่งแจกผู้อื่นด้วย ก็ดูดี มีประโยชน์คุณค่าบ้างแต่อย่าไปหลงตัวหลงตน อย่าไปคิดว่าเราเป็นประโยชน์ เป็นอะไรต่ออะไร มันจะมากไป อย่าไปคิด 

ชีวิตของคน มันมีประเด็นที่เรียกกันว่า ความจน แล้วก็กลัวกัน คนเขาก็กลัวความจน จากรายงานระดับโลกดรอัษฎางค์เขารายงานว่า ผลจากการบริหารของลุงตู่ 8 ปีนี้

ความยากจนลดลง 58% เหลือเพียง 6.8% แล้วอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ก็สูงลิ่ว การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เจริญขึ้นด้วย ซึ่งมันเป็นผลงานของลุงตู่ ที่ประกาศมาตลอดว่ารายงานต่อสังคมว่า ได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง จะทำอะไรต่ออีก เป็นผลสำเร็จรายทาง และเก็บผลไปเรื่อยๆอย่างไร 

เพราะฉะนั้น ข้อมูลระดับชาติ ก็มีสถิติ มีอะไรต่ออะไรให้ตรวจสอบ มันเป็นเรื่องสามัญของโลกเจริญ มนุษย์เจริญ สังคมเจริญ ก็ต้องทำอย่างนั้น ก็ชัดเจนว่า ผลงานที่รัฐบาลทำมาตลอด 8 ปี ซึ่งมันก็เป็นการส่งผลออกดอกออกรวงกันมาหมดแล้ว แต่ผู้ที่แหกปากกันอยู่ตอนนี้ว่าแย่แล้วแย่แล้ว การเมืองก็แย่  เศรษฐกิจก็แย่ ไทยตกต่ำ คนจนก็มากขึ้นมากขึ้น มันเป็นพวกที่เหมือนคนตาบอด หูหนวก  สมองกลวง ไม่รู้อะไร ทั้งปรมัตถ์ทั้งสมมุติ เรื่องสมมุติ คนจน เขาก็รายงานให้ฟังแล้ว เริ่มต้นตั้งแต่ 58% เหลือเพียง 6.8% นั่นคือทางสมมุติ 

ทางปรมัตถ์ สังคมใดมีคนจน สังคมนั้นคือ สังคมอาริยะ ศิวิไลซ์ สังคมเจริญ คือสังคมที่มีคนจน เพราะคนจนที่เป็นโลกุตระไม่ได้กลัวความจน ใช่มั๊ย…

ยิ่งปรมัตถ์ ชาวอโศกเราเป็นลูกพระพุทธเจ้า มีปรมัตถ์ เป็นคนมักน้อย เรื่องความจน จริงๆ เด็ดขาดเลย จนคืออะไร ธรรมดาสามัญโลกก็รู้ว่า จนคือ ไม่ได้มีทรัพย์สิน เราก็ไม่ได้ไปสะสมทรัพย์สิน เป็นคนมีวรรณะ 9 เป็นคนกล้าจน เป็นคน อัปปิจฉะ เป็นคนมักน้อย เราอยู่ในสาธารณโภคีตามสาราณียธรรม 6 ยิ่งสบายเลย ไม่ต้องดูแลรักษาเงินทอง จำเป็นจะต้องใช้ก็ไปเบิกกองกลาง เหลือมาก็ไม่ต้องเก็บรักษาให้ลำบาก คืนกองกลางเขา สบม ธมด ปกต หห จจ  ปกต หห จจ มชยลล 

พวกเรานี่เลยไปจากนั้นมันเป็นไปได้เป็นอุตริมนุสธรรม เป็นคุณวิเศษที่เลยคำสามัญของคน ความจนคือความมีน้อย พวกเราก็รู้ ทางโลกเขาจะให้มีทรัพย์ศฤงคารน้อย ข้าวของนั้นมีมากๆ แต่พวกเรานั้นเห็นเป็นของเฟ้อของเกิน เงินทองทรัพย์สินข้าวของ 

เรามีปัจจัย 4 ข้าว ผ้า ยา บ้าน กับบริขารบ้าง จอโทรทัศน์  คอมพิวเตอร์อะไรพวกนี้ เป็นบริขารสมัยใหม่  แม้แต่แว่นตาก็เป็นบริขารสมัยใหม่ จำเป็น ก็ต้องใช้ให้เป็นประโยชน์ เราก็ไม่ได้ขาดแคลน 

เราเป็นคนจนที่อุดมสมบูรณ์ตามปรมัตถ์ สมมุติเราก็เป็นจริงตามเขา เขาบอกว่าคนจนลดลง แต่พวกเรานี้เป็นพวกทวนกระแส เราจนยิ่งขึ้น แต่ละคนที่มาปฏิบัติธรรมกับชาวอโศกแต่ก่อนนี้ฐานะดีกว่านี้ รวยกว่านี้ มาเป็นชาวอโศกก็จนลง มาถึงขีดสุดก็คือ ไม่มีเงินทองทรัพย์ศฤงคารเลย มีแต่ปัจจัย 4 และบริการเครื่องใช้อาศัยใช้สอย จำเป็นก็เบิกกองกลาง ขาดเหลือก็เบิกกองกลาง อย่างที่พูดไปแล้ว ซึ่งมันจบเลยนะ ในด้านการดำเนินชีวิตที่เรียกด้วยภาษาว่าเศรษฐกิจ หรือเศรษฐศาสตร์ 

ชาวอโศกมันจบ มันไม่ต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจอีก เพราะฉะนั้นอาตมาเคยอธิบาย เคยพูด ไม่รู้กี่ทีว่า โลกทั้งโลกนี้จบมหาวิทยาลัย จบปริญญาเอกทางเศรษฐศาสตร์ แก้ปัญหาโดยจะต้องให้คนไปร่ำรวย ความหมายและความจริง Concept ของเขา เขาต้องการเป็นคนร่ำรวยจริงๆ ให้รวยให้มากๆเลย คนในประเทศเอง ทรัพย์ศฤงคารมันก็มีเป็นส่วนกลาง ถ้าจะให้คนไปรวยๆๆ มันก็แย่งกันอยู่ในนั้น ไม่พอ ก็จะไปแย่งของต่างประเทศเขามาอีก เอาเปรียบเอารัดจากต่างประเทศเขามาอีก พูดแล้วเหนื่อยเลยนะ อาตมาฟังแล้ว โอ้โห…. มันไม่รู้จักชีวิต …ชีวิตอะไรจะเหน็ดเหนื่อยกันขนาดนั้น แล้วแย่งเท่าไรก็ไม่พอ ไม่หยุดนะ 

พูดไปแล้วจะเห็นได้ว่าน่าสงสารมากนะคน พูดไปแล้วจะเห็นได้ว่าน่าสงสารมากนะคน มันต้องพูดให้ชัดเจนเพราะมันก็ไม่เสร็จ เพราะฉะนั้นคนจะจบความโง่ความอวิชชาจริงๆ มันต้องมาเรียนรู้วิชาของมหาวิทยาลัยพระพุทธเจ้า เดี๋ยวนี้มหาวิทยาลัยอยู่ที่ชาวอโศก ในประเทศไทย เถรสมาคมก็ไม่ได้สอนหรอก ไม่มีครูบาอาจารย์สอนเรื่องนี้ได้ 

เขาก็บอกว่า เขาเป็นพุทธเหมือนกัน แต่นานาสังวาสกับเรา  เขาก็สอนของเขาอย่างนั้น เราก็สอนของเราอย่างนี้ ต่างคนต่างความเห็น  มีความเข้าใจ ความเชื่อ ความรู้ ก็ต้องทำไปตามที่ตัวเองเป็นตัวเองมี บังคับกันไม่ได้หรอกอันนี้ 

เพราะฉะนั้นในสิ่งที่ชาวอโศกเราทำนี้ มองเผินๆตามที่เขาพวกเขาโง่ๆ ไม่รู้อะไรก็บอกว่า รัฐบาลบริหารมานี้ทำให้มาเป็นคนจน จนหมดตูดจะแย่อยู่แล้วนี่ จริงๆแล้วมันไม่จริงเลย อาตมาก็ชี้แจงหลายทีแล้วว่า ประเทศไทยขณะนี้เงินทุนสำรองมีถึง 2.4 แสนล้านดอลลาร์ อยู่ในอันดับที่ 12 ของโลก สูงกว่าหนี้ต่างประเทศ จะยืมเงินกู้เงินจากต่างประเทศก็จริง แต่มีเงินทุนสำรองสูงกว่าที่กู้มาเกือบ 3 เท่า เทียบเงินสำรองกับ GDP ก็คิดเป็น 48% ของ GDP ซึ่งสูงเป็นอันดับ 6 ของโลกด้วย พวกนักสถิติเขารายงานไว้ 

สรุปแล้วเรื่องเศรษฐกิจไทยนั้น ความจริงตามสมมุติ ไทยก็ไม่ได้เป็นเลย แล้วยิ่งมีคนอโศกเป็นความจริงตามปรมัตถ์อีก มาเป็นคนจน เต็มใจจน ตั้งใจจน จนสุขสำราญเบิกบานใจอีก มันแก้ปัญหาสำเร็จแล้ว นักเศรษฐศาสตร์ที่จะไปช่วยให้คนรวย เราบอกเราไม่ต้องช่วย เราเอาแบบคนจนอย่างที่ในหลวง ร. 9 ตรัส นอกจากนั้นยังมี ขาดทุนของเราคือกำไรของเราอีก  แล้วเราก็ทำสำเร็จด้วยนะ ชาวอโศกเราทำสำเร็จทั้งนั้น 

ตลาดอาริยะจะเปิดเมื่อไหร่ .. 30 ธันวาคมนี้ ตลาดอาริยะขายต่ำกว่าทุน หลายปีแล้วไม่ได้เปิด ตลาดจะแตกหรือเปล่านะ 

สมณะเดินดิน… ตลาดแตกเป็นชื่อรายการโทรทัศน์ของช่อง Workpoint 

พ่อครูว่า…  คำว่า คนจน หรือ ความจนนี้ มันเป็นเรื่องโลกุตระ เป็นปรมัตถธรรม แล้วจริงๆแล้ว คนมันมีปัญญาจริงรู้เรื่องดีแล้ว มาทำตนเองให้เป็นคนจนได้ และเป็นคนจนได้จนกระทั่งเป็นหมู่กลุ่มชุมชนและมีพฤติกรรม ประพฤติ ปฏิบัติเป็นคนจนที่มีปัญญา มีโลกุตรธรรม เป็นคนจนที่ศิวิไลซ์ เป็นคนจนที่เจริญ เป็นคนจนที่ประเสริฐ เป็นคนจนที่เจริญแท้ๆ ประเสริฐแท้ๆ ศิวิไลซ์จริงๆ มันซับซ้อนนะอันนี้

ความจน คนจนแบบชาวอโศกเป็นนี้ เราแก้ปัญหาให้ตัวเองเสร็จ แก้ปัญหาให้สังคมประเทศชาติเสร็จ มันไม่ต้องแก้อะไรอีกแล้ว ชีวิตดำเนินไปมีแต่ความเจริญต่อ เจริญต่อคือ ขยันหมั่นเพียร ขยันสร้างสรรค์ มีงานอะไร รู้ควรจะทำ ตามกาละเวลา ขึ้นมาทำให้มันสอดคล้องกับความต้องการ demand ของสังคม supply แต่ละกาละ ปัจจุบันวาระ 

ชีวิตดำเนินไปโดยปรมัตถ์ มีแต่กำไร เพราะเราขาดทุนคือกำไรไปจนตาย ชีวิตของพวกเราก็แสนเจริญ มาอ่านคำตรัสของในหลวงดูอีกบ้าง อ่านแล้วก็ชื่นใจ

เราจะเป็นที่หนึ่งในโลก

“…ประเทศไทยเราอาจไม่เป็นประเทศที่รุ่งเรืองที่สุดในโลก หรือรวยที่สุดในโลก หรือฟู่ฟ่าที่สุดในโลก แต่ก็ขอให้เมืองไทยเป็นประเทศที่มีความมั่นคง มีความสงบได้ เพราะว่าในโลกนี้หายากแล้ว เราทำเป็นประเทศที่สงบ ประเทศที่มีคนที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกันจริงๆ เราจะเป็นที่หนึ่งในโลกในข้อนี้ แล้วรู้สึกว่าที่หนึ่งในโลกในข้อนี้จะดีกว่าผู้อื่น จะดีกว่าคนที่รวยที่สุดในโลก จะดีกว่าคนที่เก่งในทางอะไรก็ตามที่สุดในโลก ถ้าเรามีความสงบ แล้วมีความสบาย ความมั่นคงที่สุดในโลกนั้น รู้สึกจะไม่มีใครสู้เราได้…”

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ในโอกาสที่ประธานมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำคณะกรรมการบริหารมูลนิธิฯ และนักเรียนทุนพระราชทาน เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคลในโอกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี ณ ศาลาดุสิดาลัย

วันจันทร์ที่ ๒๒ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๓๙

พ่อครูว่า… ท่านไม่ได้ยกตนข่มท่าน แต่ท่านพูดสัจธรรม ความสงบสบายแบบที่ในหลวงตรัส เป็นความสงบที่มั่นคง มันคงยั่งยืน อย่างพวกชาวอโศกเรา มั่นคงยั่งยืนไม่เสื่อมง่ายๆ จะบอกว่าไม่เสื่อมไม่ได้ ในอนาคตข้างหน้า มันจะเป็นลัทธิแก้ ลัทธิแปลง กิเลสมันเข้ามาเรื่อยๆ วันข้างหน้ามันก็ต้องเสื่อม แต่มันนาน วันข้างหน้ามันก็ต้องเสื่อม แต่มันนาน คำว่ายังยืนมั่นคงคือมันอีกนาน ไม่มีอะไรไม่เสื่อมไม่เปลี่ยนแปลง แม้แต่ศาสนาพุทธ เกิดมาก็ต้องหมดต้องสูญ แต่ถ้ามีความมั่นคง มันคงจนกระทั่งแต่ละคนในชีวิตของแต่ละคนเมื่อจบอรหันต์ก็มั่นคงแล้วไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงแล้ว นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) 

จบเลย อาตมาก็นำคำตรัส นำสิ่งที่พระพุทธเจ้ามายืนยันไว้ มาพูดซ้ำซาก ก็คนหลายคนคงท่องได้หมดแล้ว แม้แต่บาลีที่อาตมาพูดนี้ เขาพูดกันไม่รู้กี่ล้านครั้งแล้วมั้ง พูดไปเรื่อย พูดย้ำ 

แล้วชีวิตของคนที่เจริญ คือชีวิตของคนที่เสียเปรียบ เรียกตามศัพท์ง่ายๆ เรียกตามศัพท์เท่ๆ ก็ว่าเสียสละ เรียกตามศัพท์ง่ายๆว่า เป็นคนเสียเปรียบ คนที่อยู่ในโลกอย่างเสียเปรียบ คนที่อยู่ในโลกอย่างเอาเปรียบนั้นน่ะ สามัญเขาก็รู้ว่าเป็นคนดีหรือคนเลว แต่อวิชชา คนไม่เข้าใจว่าเอาเปรียบเขา พยายามเอาเปรียบแทบทุกวินาทีเพื่อจะเอาเปรียบได้เปรียบตลอดเวลา เป็นสามัญของโลกทั้งนั้นไม่ได้ศึกษาโลกุตระว่าเป็นคนเอาเปรียบเขา ได้เปรียบเขาได้ดีใจแล้วฉลองเฉลิมด้วย มันโง่หรือฉลาดกันแน่นะ เป็นความฉลาดหรือความโง่ของคนจริงๆแน่ทางปรมัตถ์มันต่างกัน มันโง่หรือมันฉลาด ซับซ้อนสลับไปสลับมา 

อาหาร 4 ที่สมบูรณ์ของชาวอโศก

คนที่รู้สัจจะความจริงที่จริงแล้ว อย่างพวกเราชาวอโศก ศึกษาตามพระพุทธเจ้าแล้วชีวิตมันมีที่จบ มันจบไปจนกระทั่งถึงขั้นปรมัตถ์ พวกเราจบโดยที่มี… (พ่อครูไอตัดออกด้วย) 

พ่อครูว่า… มีถึงขั้นสัปปายะ 4

  1. สถานที่ ที่เราอาศัย ของชาวอโศก คนอื่นก็มาอาศัยได้ แต่ก็ต้องรู้จักกฎระเบียบของที่นี่ ทำตนเองให้พออยู่ได้ ตามข้อหลักๆ 1.ไม่มีอบายมุข  2.ไม่กินเนื้อสัตว์ 3 มีศีล นี่เป็นพื้นฐาน ข้างนอกนั้นก็มาได้ เราไม่ได้ปิดกั้นอะไร

สถานที่ของเรา มีหมู่บ้านชุมชนชาวอโศก มีหมู่บ้านชุมชนชาวอโศก โอ้โห….ในประเทศไทยก็มีหลายสิบหมู่บ้าน บ้านเราจริงๆเลยนะ เราจะไปพักไปอยู่จะไปตายที่ไหนก็ได้ บ้านไหนก็ได้ ญาติพี่น้องก็มากมาย พึ่งเกิด พึ่งแก่ พึ่งเจ็บ พึ่งตายกันได้จริงๆ ไม่ต้องกลัวเลยจะเจ็บป่วยก็พึ่งพากันได้ ช่วยกัน ไม่ปล่อยให้ตายหรอก ไม่ปล่อยให้เจ็บให้ปวดทรมานทรกรรมจนน่าสงสาร บางทีเราก็เอื้อมไปช่วย คนข้างนอกเขามากมายมันก็เยอะ ตามที่เขาเอามาออกข่าว แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไงมันสุดเอื้อม เอื้อมเอื้อเกื้อกว้างได้เท่านี้

ในชีวิตของพวกเราก็เมื่อมีสถานที่และมีบุคคลก็คือพวกเรา สัปปายะ 1 และ 2 และก็มีเครื่องอาศัยคืออาหาร เครื่องอาศัยที่เป็นอาหาร กวฬิงการาหาร ก็ตาม แม้แต่เครื่องใช้ไม้สอยก็ตาม เราก็อุดมสมบูรณ์ไม่ขาด ออกจะเฟ้อๆเกินๆ ด้วยซ้ำ ถ้าเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ที่เราไม่ได้ใช้ไม่ได้ทำ มันก็กองทิ้งไว้เยอะไป 

หมู่บ้านเล็กๆ ไม่ได้ใหญ่อะไร แต่ละหมู่บ้าน ราชธานีอโศก เป็นหมู่บ้านที่ใหญ่ที่สุดของชาวอโศกในทุกวันนี้ เป็นหมู่บ้านที่ใหญ่กว่าสันติอโศกที่มีพื้นที่ขยายไม่ออกแล้ว สมาชิกที่สันติฯ ก็จำกัดอยู่แค่นั้น แต่ราชธานีนี้จะมีเพิ่มได้ ตอนนี้ยังไม่ถึง 500 ดีใช่ไหม อาตมาว่าอยากจะได้สัก 777 คน เป็นตัวเลข เคล็ดๆ งั้นแหละ 777  ยังไม่ถึงเลย มาอยู่ได้ มาแต่ตัวกับหัวใจ กับความตั้งใจที่จะปฏิบัติฝึกตน มาเลย เราไม่ได้ปิดให้คนข้างนอกที่จะมาอยู่นะ แต่คุณต้องรู้ว่าคุณจะอยู่ได้ไหมในที่นี้ ถ้าคุณอยู่ไม่ได้ก็ต้องถูกขจัดออก ถ้าคุณแน่ใจแล้วมาอยู่ได้เลย แม้แต่เป็นคนข้างนอกที่ไม่ใช่ชาวอโศก ก็มีเงื่อนไขที่จะมาอยู่ได้ เหมือนกับคุณจะไปในประเทศไหนเขาก็มีหลักเกณฑ์ กฎหมายของประเทศนั้นๆ เป็นเรื่องสากล 

เราต้องการนะ อยากได้มวลชนมากขึ้น ถ้ามากขึ้นเราก็จะทำงานได้มากขึ้น เพราะคนของพวกเรามีวรรณะ 9 แล้วก็อยู่กันสบาย อยู่กันอย่างเรียบง่าย พัฒนาให้เจริญก็ง่ายสุโปสะ เป็นคนมักน้อยแล้ว ยิ่งเป็นคนถึงขีด 0 ก็พอ อัปปิจฉะ สันตุฏฐิ (พ่อครูไอตัดออกด้วย) 

สมณะเดินดิน… องค์ประกอบชุมชนพวกเรามีความครบพร้อม แม้น้ำท่วม ในความยากลำบากก็มีความสวยงามอยู่ในนั้น บ้านราชน้ำท่วม ทำให้อาหารแต่ละฤดูกาลไม่เหมือนกัน ตอนนี้เขาส่งกะหล่ำปลี บร็อคโคลี่มาให้เกือบ 50,000 ต้นกล้า ให้ช่วยกันปลูก พอฤดูหนาว เราก็กินผักฤดูหนาว พอฤดูร้อนเราก็กินผักฤดูร้อน มีผักป่าอีกเยอะแยะ เราไม่ต้องปลูกก็มี ดูมันเหมือนเมืองพ่ายสงคราม แต่เมื่อปลูกแล้วแป๊บเดียวมันก็เขียว อาหารอย่างเดียวก็สัปปายะแล้ว

แล้ว บุคคลใครจะมาอยู่ก็ประมาณนี้แหละ คนที่คิดจะมาสู้ ไม่อยู่สบาย เราก็มีบุคคลที่สัปปายะเข้ามาอยู่ ก็เหลือแต่ธรรมะที่พ่อครูให้ที่จะขวนขวายกันทุกวันๆ 

อาหาร 4 และอาหารสู่วิชชาและวิมุติ

พ่อครูว่า… เพราะฉะนั้นเรื่องอาหาร เรามาลงรายละเอียดที่พระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่องอาหารกัน อาหารอยู่ในอวิชชาสูตร

ตัณหาสูตร พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า 

๑.การไม่คบสัปบุรุษ เป็นอาหารของการไม่ได้ฟังสัทธรรมที่ถูกต้อง 

๒.การไม่ได้ฟังสัทธรรม เป็นอาหารของความไม่มีศรัทธา (หรือศรัทธาผิดๆ) 

๓.ความไม่มีศรัทธา (ศรัทธาไม่บริบูรณ์) เป็นอาหารของการทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย (กระทำใจไม่เป็น) 

๔.การกระทำในใจโดยไม่แยบคาย (หรือทำใจไม่เป็น) เป็นอาหารของ.. ความไม่มีสติสัมปชัญญะ . 

๕. ความไม่มีสติสัมปชัญญะ (หรือทำสติไม่เป็น)เป็นอาหารของ.. ความไม่สำรวมอินทรีย์ 

๖. การไม่สำรวมอินทรีย์ เป็นอาหารของ.. ทุจริต ๓ (กาย,วาจา,ใจ ทุจริต) 

๗. ทุจริต ๓ เป็นอาหารของ.. นิวรณ์ ๕ 

๘. นิวรณ์ ๕ เป็นอาหารของ.. อวิชชา 

๙. อวิชชา เป็นอาหารของ ภวตัณหา 

(พตปฎ. เล่ม ๒๔   ข้อ ๖๒) 

พ่อครูว่า…ปัญญาพระพุทธเจ้าทั้งแยกเป็น 2 ข้อเลยนะ คบสัตบุรุษแล้วคุณก็ทำเฉยเมยไม่เข้ามาใกล้ ไม่เข้ามาไต่ถามเหมือนปัญญาข้อที่ 2 คุณก็ไม่บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสว่า การคบสัตบุรุษโดยบริบูรณ์ ก็จะได้ฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์

๑. การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์  ย่อมทำให้การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ . .

๒. การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ย่อมทำศรัทธาให้บริบูรณ์ 

๓. ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมทำมนสิการโดยแยบคายให้บริบูรณ์  

๔. การมนสิการโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ที่จะรู้ทันผัสสะ รู้ทันเวทนา

๕. สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ความสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์ 

๖. ความสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์  ย่อมทำให้สุจริต ๓ บริบูรณ์  คือ  กาย วาจา ใจ  เลิกทำการงานทุจริต 

๗. สุจริต ๓ ที่บริบูรณ์  ย่อมทำให้สติปัฏฐาน ๔ บริบูรณ์ 

๘. สติปัฏฐาน ๔ ที่บริบูรณ์  ย่อมทำให้โพชฌงค์ ๗ บริบูรณ์ 

๙. โพชฌงค์ ๗ ที่บริบูรณ์  ย่อมทำให้วิชชาและวิมุติ บริบูรณ์ (อวิชชาสูตร พตปฎ. เล่ม ๒๔  ข้อ ๖๑) 

พ่อครูว่า… มันเป็นเหตุเป็นปัจจัยกันจริงๆเลย ชัดเจนมาก นี่อาหารในอวิชชาสูตร ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส 

ทีนี้สรุปเข้ามาหาบุคคลมีอาหาร 4 

1.กวฬิงการาหาร 2.ผัสสาหาร 3.มโนสัญเจตนาหาร 4.วิญญาณาหาร 

พระพุทธเจ้าท่านตรัสเรื่องวิญญาณาหาร แล้วท่านสรุปจบ ท่านตรัสสุดท้ายลงไปว่า 

[๒๔๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็วิญญาณาหารจะพึงเห็นได้อย่างไร เหมือนอย่างว่า พวกเจ้าหน้าที่จับโจรผู้กระทำผิดได้

พ่อครูว่า… เหมือนอย่างที่อาตมาบอกไปว่า พวกนั่งหลับตาปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้านั้นไม่มี อปัณณกปฏิปทา 3 ไม่มีศีลด้วยมันทำลายศาสนาพระพุทธเจ้าไม่ใช่ของพระพุทธเจ้าเลย เปรียบเทียบเหมือนกับโจรที่ทำผิด อาตมาก็ว่าๆ แทงด้วยปากหอก สูตรนี้แหละ

_แล้วแสดงแก่พระราชาว่า ขอเดชะด้วยโจรผู้นี้กระทำผิด ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทจงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ลงโทษโจรผู้นี้ตามที่ทรงเห็นสมควร เถิด จึงมีพระกระแสรับสั่งอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญไปเถอะพ่อ จงประหารมันเสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเช้านี้ เจ้าหน้าที่เหล่านั้นก็ช่วยประหารนักโทษคนนั้นด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเช้า 

ต่อมาเป็นเวลาเที่ยงวัน พระราชาทรงซักถามเจ้าหน้าที่เหล่านั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เจ้านักโทษคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง เขาพากันกราบทูลว่า ขอเดชะ เขายังมีชีวิตอยู่ตามเดิม จึงมีพระกระแสรับสั่งอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ไปเถอะพ่อ จงช่วยกันประหารมันเสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเที่ยงวัน เจ้าหน้าที่เหล่านั้นก็ประหารนักโทษคนนั้นเสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเที่ยงวัน 

ต่อมาเป็นเวลาเย็น พระราชาทรงซักถามเจ้าหน้าที่เหล่านั้นอีกอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เจ้านักโทษคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง เขาพากันกราบทูลว่า ขอเดชะ เขายังมีชีวิตอยู่ตามเดิม จึงมีพระกระแสรับสั่งอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ไปเถอะพ่อ จงประหารมันเสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเย็นเจ้าหน้าที่คนนั้นก็ประหารนักโทษคนนั้นด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเย็น 

ภิกษุทั้งหลายเธอทั้งหลายยังเข้าใจความข้อนั้นเป็นไฉน คือว่าเมื่อเขากำลังถูกประหารด้วยหอกร้อยเล่มตลอดวันอยู่นั้น จะพึงได้เสวยแต่ทุกข์โทมนัสซึ่งมีการประหาร นั้นเป็นเหตุเท่านั้น มิใช่หรือ ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเขากำลังถูกประหารอยู่ด้วยหอกแม้เล่มเดียว ก็พึงเสวยความทุกข์โทมนัสซึ่งมีการประหารนั้นเป็นเหตุ แต่จะกล่าวไปไยถึงเมื่อเขากำลังถูกประหารอยู่ด้วยหอกสามร้อยเล่มเล่า 

ข้อนี้ฉันใด เรากล่าวว่า จะพึงเห็นวิญญาณาหารฉันนั้นเหมือนกัน เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้วิญญาณาหารได้แล้วก็เป็นอันกำหนดรู้นามรูปได้แล้ว เมื่ออริยสาวกมากำหนดรู้นามรูปได้แล้ว เรากล่าวว่า ไม่มีสิ่งใดที่อริยสาวกจะพึงทำให้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีกแล้ว ฯ

พ่อครูว่า… อาศัยนามรูป คุณก็จะรู้จบครบว่า วิญญาณคืออะไร มันอาศัยอะไรอยู่วิญญาณาหาร แล้วทำไมมันไม่ตายสักที วิญญาณนี้มันไม่ตายสักที  แทงยึดด้วยหอกร้อยเล่ม เช้ากลางวันเย็น มันก็ยังไม่ตายพระเจ้าข้า 

แล้ววิญญาณหนังเหนียวพวกนี้เดี๋ยวนี้ก็ยังมีอยู่เต็มวงการศาสนาพุทธ ที่อาตมาแทงด้วยปากหอก เช้า 100 เล่ม ตอนกลางวัน ตอนเย็น ก็ฉายทั้งวันทั้งคืน รีรัน วิญญาณนี้ก็ไม่ตาย ไม่ใช่ไม่ตายแบบที่เป็นอมตะนะ ไม่ตายเพราะอวิชชา ไม่ใช่อมตะ 

ผู้ที่จบ วิญญาณ รู้เรื่องแล้ว จะให้ตายหรือไม่ตายก็ได้ จะให้มีก็ได้ไม่มีก็ได้ เป็นอมตะบุคคลแล้ว จบแล้ว รู้ความมี ความไม่มี ของวิญญาณ ธาตุรู้ นามรูป มันสังขารกันอยู่อย่างไร เป็นอายตนะอย่างไร เราจะเรียนรู้มันได้อย่างไร 

เรียนรู้ได้ต้องมีผัสสะ มีผัสสะแล้วก็จะเกิดเวทนา ก็เรียนรู้ตามรูปที่สำคัญในเวทนานี้แหละ สัมผัสรูปแล้วนามมันก็เกิด เกิดเวทนาแล้วมันก็อวิชชาอยู่ มันก็จะมีเวทนาจริงกับเวทนาเก๊ อาตมาก็อธิบายแยกแยะวิจัยให้ฟัง ก็ฆ่าวิญญาณเก๊วิญญาณเก๊ มันมีอะไรเป็นเหตุก็คือมีตัณหาเป็นเหตุ หรือมีกิเลสตัวที่มันหมกหมักสะสมไว้ตกผลึกไว้เรียกว่า อุปาทาน มาทำงานก็เรียกว่า ตัณหา กบดานอยู่ก็เรียกว่า อุปาทาน นี่แหละมันทำให้ไม่จบภพจบชาติ เทวนิยมก็ไม่มีปัญญาจะรู้จักปฏิจจสมุปบาทนี้เลย เขาก็ไปจบภพจบชาติอยู่ที่พระเจ้า พระเจ้าคือสิ่งที่ลึกลับ พระเจ้าคือสิ่งที่ไม่มีใครรู้ แม้แต่ศาสดาเองของพระเจ้า ศาสดาเองของศาสนาเทวนิยม ก็ไม่รู้ว่าพระเจ้าคือใคร แต่ว่าตัวเองได้รับความรู้ ความฉลาด หรือว่าสิ่งนี้รู้ได้ยอดเอามาประกาศเผยแพร่ แล้วมีผู้ให้มา ใครให้มาก็คือพระเจ้าคือพระบิดา เราเป็นประกาศก เป็นผู้ประกาศคำสอนของท่าน พระเจ้า พระบิดาก็ไม่รู้ว่าตัวเองมีความรู้นั้นได้เพราะตัวเองสั่งสมเป็นวิบากมา ศาสดาของศาสนาเทวนิยมแต่ละศาสนาก็ของใครของมันทั้งนั้น สั่งสมตามกรรมวิบาก กัมมัสโกมหิ กัมมทายาโท กัมมโยนิ กัมมพันธุ กัมมปฏิสรโณ กัมมังสัตเตวิภัชติ กัมมุนาวัตตติโลโก  

ไม่รู้ว่าตัวเองมีความรู้นี้มาจากไหน ไม่รู้ก็ยกไปให้ผู้ลึกลับ ผู้ที่เป็นพระเจ้านั่นแหละประทานมาให้ ซึ่งไม่มีความจริงอะไรจับมั่นคั้นตายเลย เป็นความจริงจับมั่นคั้นตายไม่ได้เลยในศาสนาเทวนิยม ศาสนาพระเจ้า มันเลื่อนลอย จับไม่มั่นคั้นไม่ตาย จะใช้ศัพท์อะไรดีกว่านี้ 

อาตมาอยากจะให้ชาวเทวนิยมเปิดคลิปนี้แล้วฟังอาตมาบ้าง แต่เขาไม่ฟังหรอกโดยเฉพาะยิ่งอิสลาม ไม่เลย ไม่รับใดๆนอกจากพระเจ้า ศาสนาคริสต์เขาก็ยังพอทำเนา ยังเปิดบ้าง จนกระทั่งชาวคริสต์มาเป็นชาวพุทธก็มีเยอะขึ้นแล้ว 

ในวิญญาณาหารนี้ ถ้าไม่ได้เรียนรู้จาก กวฬิงการาหาร ซึ่งเมื่อคุณกินอาหารคุณจะมีผัสสะ ผัสสาหาร คุณจะมีมโนสัญเจตนาหาร 

ผัสสาหาร มีเวทนา 3 มโนสัญเจตนาหารมี ตัณหา 3 

ถ้าคุณไม่เรียนรู้จากอาหารคือการกินข้าว พระพุทธเจ้าก็ต้องฉันอาหาร แม้ว่าบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าเป็นพระอรหันต์ ทุกองค์ก็ต้องฉันอาหาร แม้จะบรรลุแล้วก็ตาม ยิ่งไม่บรรลุยิ่งต้องเรียนได้จากอาหารนี่แหละ ซึ่งไม่ต้องไปหาจากที่ไหนเพราะตัวเอง จะต้องเผชิญจากการกิน คุณต้องกินทุกคน กิเลสที่ว่ากินนี่แหละ อาหารคือคำข้าว ที่เคี้ยว มีรสครบ 

รสที่ผัสสะ ถ้าไม่ไปกินอาหาร รสมันก็มีแค่ กาย รูป 

รูป เสียง กลิ่น เห็น แค่นั้นน่ะ ระสะ รสา รสทางลิ้น คุณก็ไม่ได้กินเข้าไปในปาก ก็ไม่มีรส  ก็มีแต่ 4 กามคุณ 5 คุณอยู่ในโลกก็ต้องมีกามาวจร คุณดำเนินชีวิตอยู่ในโลกสามัญปกติที่มีกามาวจรดำเนินไป กับมนุษยชาติ คุณก็มีทวารทั้ง 5 ทวารทั้ง 6 

ระหว่างทางลิ้นนี้ ที่อาตมาพูดถึงมหาบัวไม่ได้กินอาหารด้วยซ้ำ กินหมากพลูมากกว่ากินอาหาร มหาบัวกินอาหารวันละมื้อเดียวนะ กวฬิงการาหาร แต่กินหมากวันละไม่รู้กี่สิบครั้งร้อยครั้ง จริงๆเลยไม่ขาดปาก ติดรสที่ลิ้นเป็นตัวหลัก มีรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสครบ กามคุณ 5 มหาบัวไม่มีความรู้เลยเรื่องกามคุณ 5 จะมีความรู้เผินๆ ว่าอาการกามหมายถึงเรื่องของผู้หญิงผู้ชาย อย่างเดียว เพราะฉะนั้นกดข่มไว้อย่างเดียวนี่แหละ ไม่ใช่ว่า ไม่มีกามเรื่องผู้หญิงผู้ชาย แต่เขากดข่มไว้ให้มันอยู่ได้ก็ถือว่าสุดยอดประเสริฐแล้ว แล้วเขาจะบอกคนว่าตนเองเป็นคนบรรลุอรหันต์ อาตมาใช้คำพูดชัดๆว่าเขาโกหก มหาบัวจะโกหกโดยรู้ทั้งรู้ว่าตัวเองไม่ได้บรรลุอรหันต์ แต่ก็บอกเป็นนัยๆว่า ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายแล้ว เป็นต้น อาตมาไม่ได้ยินคำตรงๆเลยนะว่าตัวเองเป็นอรหันต์ เราเป็นอรหันต์แล้ว ไม่ได้ยินคำพูดตรงๆจากพยัญชนะ จากหลักฐานจากคนอื่นๆที่เขาบันทึกมา แม้แต่ดูเวลาพูดในคลิปทางโทรทัศน์ก็ไม่เคยได้ยินจากปากว่าเป็นอรหันต์ แต่พูดเป็นนัยๆว่าพี่จะไปหลายวัน พูดเป็นนัยๆคนเข้าใจว่าเป็นอรหันต์ไม่เกิดแล้วชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย 

จะเป็นชาติสุดท้าย จริงๆแล้ว ปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ก็ต้องเป็นพระอรหันต์เท่านั้น แต่มหาบัวไม่รู้หรอก ปรินิพพานเป็นปริโยสานเป็นอย่างไร อมตะบุคคลเป็นอย่างไร วิมุติเป็นอย่างไรมีแต่วิมุตเก๊ ได้วิมุติ เป็นมิจฉาวิมุตติ นั่งหลับตาสู้มัน สู้มัน เป็นฌาน เป็นวิมุติ สู้มัน จนกระทั่งอยู่มาวันนั้น เขาจะมีวันที่บอกเลย โอ้โห….สุดยอดรู้จบแล้ว บรรลุอรหันต์วันนั้น เวลานั้นเลย ใส่เข้าไป จำมาพูด 

อาจจะหลงจริงๆ นึกว่าเป็นจริง ตัวเองหลุดพ้น มีวิมุติ มีนิโรธ มีความดับกิเลส เชื่อว่าอย่างนั้นเป็นการดับกิเลส เดี๋ยวนี้ คนก็เชื่อตามกันอยู่ในสายของศาสนาพุทธ มากกว่ามาก 

อาตมาพูดแล้วพูดเล่า ย้ำแล้วย้ำเล่า ขอขอบคุณมหาบัว ที่ให้อาตมาหยิบมาเป็นตัวอย่าง เพื่อจะเป็นเครื่องชี้บ่งลงไปว่า ประพฤติปฏิบัติอย่างมหาบัว ตามองค์ประกอบหลายนัยยะ ด้านกามก็ดี ด้านอัตตาก็ดี ของมหาบัวเต็มไปด้วยคราบของกาม คราบของอัตตา เต็มบ้องเลย 

ที่อาตมาพูดนี้ไม่ได้รังเกียจมหาบัว  แต่สงสาร ไม่ได้พูดเล่นๆ แต่พูดจริงๆ สงสารจริงๆเห็นเป็นผู้ตกอยู่ในสังสารวัฏ ผู้ที่ปฏิบัติผิดสงสารทุกคน  อย่างมหาบัวก็ยิ่งสงสารหนัก เพราะหลงทั้งกาม หลงทั้งอัตตา

อัตตาซับซ้อนหลอกตัวเอง แต่กามทนโท่ สัมผัสอยู่ทุกวันเป็นปัจจุบันเลย ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ว่าตัวเองเสพกามอยู่ทุกวัน วันนึงตลอดเวลา ไม่รู้เบื่อรู้หน่ายไม่คลายกำหนัด แล้วไม่มีความรู้ว่าตัวเองติดเสพคืออย่างไร ชีวิตมีอวจรอยู่ทางกาม ก็ยังไม่ได้เรียนรู้กำหนดก่อน แล้วไปนั่งหลับตาเข้าไป รูปาวจรไม่ได้ นั่งหลับตาเข้าไปทำ อรูปาวจร ยิ่งทำไม่ได้ใหญ่ เพราะว่าจิตมันจะ อวจรไปไม่ได้ ถ้าเมื่อคุณยังไม่ได้ผ่านเปลือกทุเรียน หนามทุเรียน ต้องเลาะออกก่อนให้ได้ ทำลายให้ได้ จัดการเอาเปลือกหนามมันออกก่อน แล้วไปถึงชั้นกลางกว่าจะได้กินเนื้อ ชั้นรูป อรูป เนื้อมันเลยอรูปเข้าไปอีกข้างใน กว่าจะหมดที่มันเป็นเครื่องกั้นก็ต้องทำอวจร ของตัวเองให้หมดไปตามลำดับ 

กามาวจร คือการดำเนินชีวิตอยู่กับสิ่งนี้ ก็ไม่เข้าใจกามคุณ ก็ไม่เข้าใจสภาวะกามาวจรคืออะไร และทำให้เป็นลำดับ เมื่อหมด กามาวจร หมดทั้ง ปสาทรูป โคจรรูป วิสยรูป ศึกษาหทยรูปตรงไหน จัดการ ถ้าชีวิตของอินทรีย์ของกิเลส กิเลสกาม ในกามาวจร กามคุณนี่ เอาให้หมดก่อน ล้างให้เกลี้ยงตามลำดับก่อนคือกามาวจร 

กามคุณก็ไม่รู้ กามาวจรก็ไม่รู้ กามตัณหาก็ไม่รู้ เมื่อทำ อย่างนี้ไม่ได้ แล้วคุณจะไปนึกว่าตัวเองจะไปทำข้างใน รูปาวจร อรูปาวจร จิตหลงว่า ตัวเองนั่งตัดขั้วของกิเลสแล้วดับหลับตาเข้าไปสู่ภพที่เป็น อสัญญีสัตว์ นึกว่าตัวเองได้ตัดกิเลส รูปาวจร อรูปาวจร กามาวจร หมดแล้ว เป็นชาติสุดท้ายแล้ว อุจจาระสุนัขสิครับ ขออภัยนะอาตมาพูดให้มันสนุกด้วย และให้มันเข้าใจง่ายๆด้วย เปรียบเทียบไปนี้ให้สนุกไม่ซีเรียส ธรรมะ ลึกซึ้งนะที่พูดนี้ เป็นธรรมะปรมัตถ์ธรรมะโลกุตระที่ยิ่งใหญ่จริงๆ เพราะฉะนั้นเมื่อขั้นกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจรไม่เข้าใจ แล้วจะไปเข้าใจถึง อัตตา อนัตตา เมินเสียเถิด อย่าคิดถึง  เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นหลับตาเข้าไปมีแต่นิรมาณกาย สัมโภคกาย อทิสมานกาย กายเก๊ ไม่มีรูป ไม่มีนาม ไม่มีภาวะภายนอกภายในไม่มีการกระทบสัมผัส สร้างภพสร้างชาติ ขึ้นมาเอง แล้วให้ไป อวจรในภพชาติเก๊ๆ มีแต่ของเก๊ทั้งนั้น 

ในสัตตาวาส 9  ฌาน 4 ก็เป็นมิจฉาฌาน ปฏิบัติฌานไม่เป็นสัมมาทิฏฐิ เป็นแบบเดียรถีย์ เป็นมิจฉาฉาน หนักเข้าไปเข้าใจผิดเป็น อสัญญีสัตว์ สัตว์ตัวที่ 5 ดับสัญญาไม่ให้เจตสิกใดทำงานเลย คุณก็หมดแล้ว แล้วคุณก็บอกว่าคุณไปต่อภพอีก จากอสัญญีสัตว์ คุณเอาสัญญาของคุณนั่นแหละมาสร้างขึ้นใหม่เป็น อากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ 

โดยปฏิภาณคุณก็จะรู้แหละว่า พระอรหันต์มี 1. อากาศ 2. วิญญาณ 3. อากิญจัญญายตนะ กิเลสหมดสิ้นก็เหลือแต่อากาศกับวิญญาณที่สะอาด อากาศก็สะอาดวิญญาณก็สะอาดเท่านี้ ก็มีปฏิภาณพอเข้าใจว่าสุดยอดแล้ว ก็นึกว่าตัวเองสร้าง อากาสานัญจายตนะสัตว์

เพราะฉะนั้นสัตว์ที่เกิดหลัง อสัญญีสัตว์ เป็นสัตว์เก๊ทั้งนั้น แล้วก็งมงายไปถึง เนวสัญญานาสัญญายตนะ อีก บอกว่า จะรู้ก็ไม่ใช่ ไม่รู้ก็ไม่ใช่ 

มันจะไม่รู้ก็ไม่ใช่จะรู้ก็ไม่ใช่อะไร มันไม่รู้เลย บอกว่ารู้ถึงขั้น เนวสัญญานาสัญญายตนะ แล้วนะ อุจจาระสุนัขแหละครับ มันไม่ได้มีความจริงอะไรเลย 

อาตมาอธิบายธรรมะขั้นปรมัตถ์พวกนี้ให้ฟัง เหมือนกับเล่นๆ แต่ที่จริงมันสุดยอด ความจริง สุดยอดความรู้ ฟังธรรมะดีๆ อาตมาไม่ได้อธิบายให้ซีเรียสเพราะมันหนัก มันเข้าใจยากอยู่แล้ว ตามสภาวะให้ได้ แม้แต่คุณว่าจะปฏิบัติสภาวะเข้าใจตามที่อาตมาพูดยังไม่ถึงก็ตาม  

เพราะฉะนั้นในอาหารที่ 3 คือ มโนสัญเจตนาหาร คุณต้องเรียนรู้ จุดสำคัญอยู่ที่ กวฬิงการาหาร อาหารคือคำข้าวที่เคี้ยวกลืนกิน มันเป็นกิเลสทั้ง 5 ครบ กิเลสอัตตา ฝังรูปฝังรอยของอุปาทานเอาไว้นั่นแหละ คุณศึกษาตรงนี้ 

แล้วศึกษาเมื่อมีผัสสะ ไม่มีผัสสะไม่มีฐานให้ปฏิบัติ ในพรหมชาลสูตร พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัด ไปนั่งหลับตาปฏิบัติไม่มีเวทนาเพราะไม่มีการสัมผัส เวทนาก็ไม่มี ไม่มีฐานในการปฏิบัติ ไม่มีก็ไปมุกอะไรขึ้นมาปฏิบัติอย่างที่อธิบายไปแล้ว ไปเนรมิตของปลอมของเก๊ขึ้นมา มันมีแต่โมฆะกับความหลงผิดไปหมดเลย 

ฟังให้ดีๆเถอะ เมืองไทยมันได้เสื่อมจากความรู้ความจริงไปไกลขนาดไหน ทุกวันนี้อาตมาอธิบายย้ำพวกนี้มาตั้ง 40-50 ปี กระดิกหูกันที่ไหน มีคนที่มีความรู้บ้าง แต่ก็ไม่มากเท่ากับคนที่เขาไม่รู้ ต่อให้คนได้ฟังอาตมาบรรยายคนในกระแสหลักทั่วไป ฟังอาตมาบรรยายได้พอสมควรเลย ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นพวกนั่งหลับตาหรือพวกสามัญทั่วไป ฟังอาตมาพูดแล้ว ยังไม่กระเตื้อง เชื่อว่านั่งหลับตานั่นแหละ คือทางปฏิบัติ ยังไม่เชื่ออาตมาหรอก นี่แหละคือโจรที่ถูกหอกแทง 100 เล่ม พวกที่ยังไม่กระเตื้องกับเรื่องวิญญาณอาหาร อาตมาสอนเรื่องนามรูป แล้วให้เรียนรู้เวทนา มีอายตนะ มีผัสสะ มีเวทนา แล้วก็เรียนรู้ตัณหาอุปาทาน คุณจะดับภพจบชาติได้ คุณต้องเรียนรู้ตามนี้ 

แต่ถ้าคุณฟังอาตมาพูดเท่าไหร่ๆคุณก็เฉย มันไม่ถึงขั้นยินดี ฟังดีๆนะ อาตมาจะเข้าถึงมูลสูตร 10 มันไม่เข้าถึงความยินดี ฉันทะจริง เพราะฉะนั้นเมื่อไม่มีฉันทะจริง จึงยากที่จะต่อไปจากนั้นอีก มันเป็นความยินดีที่ผิวเผิน มันไม่ยินดีถึงรากเค้ามูลกา มันยินดีเผินๆ โพธิรักษ์พูดดีเหมือนกันนะ แต่ไม่ถึงขั้นที่คุณจะนำมามนสิการตามที่อาตมาพาทำ ที่เป็นมูลสูตร ที่ 2 คุณจะไม่ มนสิการคุณก็จะทำอย่างมิจฉาเป็นอมนสิการ ทำใจในใจแบบนั่งหลับตาสะกดจิตไป ไม่มาทำตามจรณะ 15 วิชชา 8 ตามที่อาตมาอธิบายของพระพุทธเจ้านี้หรอก 

เมื่อคุณไม่มีมนสิการ เป็นโยนิโสมนสิการ ก็จบ มูลสูตรของข้อนี้คุณไม่ได้ จากนี้ไปคุณก็ไม่มีเลยไม่มีมูลไม่มีรากเลย รากแค่นี้ คุณก็ออกนอกรีตไปไกลแล้ว 

เพราะฉะนั้นผัสสะเป็นสมุทัยต่อจากนั้นคุณไม่เอาผัสสะคุณหลับตาหนีผัสสะ เพราะฉะนั้นควรจะไม่มีเวทนาต่อจากนั้นไปแล้วคุณทำสมาธิ จะเป็นสัมมาสมาธิ จะเป็นสมาหิโตไม่ได้ สติก็โมฆะ สมาธิก็โมฆะ ปัญญาก็โมฆะ วิมุติก็โมฆะ อมตะก็โมฆะ จะหปรินิพพานเป็นปริโยสาน เป็นชาติสุดท้าย เห็นอุจจาระสุนัขไหม 

เอามูลสูตรยืนยันอ้างอิงขยายด้วย ก็ยิ่งครบชัดเลย ไม่ถึงรากไม่ถึงมูล ผู้ที่เข้าถึงมูลสูตร 10 ก็เป็นผู้ที่เข้าถึงรากหมดเลย รากของฉันทะ  รากของมนสิการ รากของผัสสะ รากของฉันทะเป็นมูล มีมนสิการเป็นแดนเกิด ผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาเป็นที่ประชุมลง มีสมาธิเป็นประมุข มีสติเป็นอธิปไตย มีปัญญาเป็นอุตตระ มีวิมุติเป็นสาระ มีอมตะเป็นที่หยั่งลง รากของปรินิพพานเป็นปริโยสาน 

_สู่แดนธรรม… พ่อท่านเอาอาหาร 4 มาพูด ในพระสูตรต่อมาข้อ 246 เป็นการเฉลยว่า อาหาร 4 มีความสำคัญอย่างไร 

พ่อครูว่า… 

(พ่อครูไอตัดออกด้วย) 

สมณะเดินดิน… ในอานนทสูตรที่พ่อครูว่า กวฬิงการาหาร คือสิ่งที่จะทะลุทะลวงทั้งหมด

พ่อครูว่า… ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 อัตถิราคสูตร

[๒๔๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย 

ถ้าความยินดี ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยาก มีอยู่ในกวฬิงการาหารไซร้ วิญญาณก็ตั้งอยู่งอกงามในกวฬิงการาหารนั้นในที่ใด วิญญาณตั้งอยู่งอกงาม ในที่นั้น ย่อมมีการหยั่งลงแห่งนามรูป ในที่ใดมีการหยั่งลงแห่งนามรูป ในที่นั้น ย่อมมีความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ในที่ใดมีความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ในที่นั้น ย่อมมีการเกิดในภพใหม่ต่อไป ในที่ใด มีการเกิดในภพใหม่ต่อไป ในที่นั้น ย่อมมีชาติชรามรณะต่อไป ในที่ใดมีชาติชรามรณะต่อไป เราเรียกที่นั้นว่ามีความโศก มีธุลี (คือราคะ) มีความคับแค้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย 

ถ้าความยินดี ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยากมีอยู่ในผัสสาหารไซร้ … 

ถ้าความยินดี ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยาก มีอยู่ในมโนสัญเจตนาหารไซร้ … 

ถ้าความยินดี ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยากมีอยู่ในวิญญาณาหารไซร้ 

วิญญาณก็ตั้งอยู่งอกงามในวิญญาณาหารนั้น ในที่ใดวิญญาณตั้งอยู่งอกงาม ในที่นั้น ย่อมมีการหยั่งลงแห่งนามรูป ในที่ใด มีการหยั่งลงแห่งนามรูป ในที่นั้น ย่อมมีความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ในที่ใด มีความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ในที่นั้น ย่อมมีการเกิดในภพใหม่ต่อไป ในที่ใด มีการเกิดในภพใหม่ต่อไป ในที่นั้น ย่อมมีชาติชรามรณะต่อไป ในที่ใด มีชาติ ชรามรณะต่อไป เราเรียกที่นั้นว่ามีความโศก มีธุลี มีความคับแค้น ฯ

พ่อครูว่า…เราเรียนอันนี้ ทาง เถรสมาคม ทางนักการศึกษาธรรมะก็รู้จักปฏิจจสมุปบาทนี้ แต่เขาไม่ได้เอามาเรียนกันจริงๆ เอามาเรียนอย่างเข้าใจยินดี อย่างเข้าใจเป็นสัมมาทิฏฐิจริงๆเลย มีฉันทะอย่างสัมมาทิฏฐิ แล้วคุณจะเกิดวิริยะอย่างสัมมาทิฏฐิ และคุณจะได้จิตเพราะคุณมนสิการ คุณทำอย่างสัมมาทิฏฐิสัมมาปฏิบัติ สัมมาปฏิเวธจึงจะเกิด ในมนสิการที่เป็นโยนิโส 

คนที่โยนิโสได้เพราะมีผัสสะมีเวทนา มีเวทนา ต่อจากเวทนาก็คือสมาธิเป็นราก ถ้าคุณทำเวทนาเรียนรู้เวทนาไม่ได้ ไม่ปฏิบัติกันที่มีเวทนาและลดกิเลสออกจริงๆออกไป โดยรู้จักกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม 

ถ้าไม่มีกาย เวทนา จิต ธรรม 4 อันนี้ ปฏิบัติ ไม่มีโลกุตระ โลกุตระของพระพุทธเจ้านั้น ในโลกุตระ 37 เริ่มจาก กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต แล้วก็ธรรมในธรรม เป็นสติปัฏฐาน 4 แล้วคุณจะต้องปฏิบัติสัมมัปปธาน 4 ปฏิบัติมีการสำรวมอินทรีย์และมีการประหาร บรรลุภาวนา ภาวนาไม่ใช่การปฏิบัติ แต่ภาวนาคือการเกิดผล นี่เขาก็เพี้ยนกันไปหมดแล้ว แล้วคุณต้องมีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ในอิทธิบาท 4

โพธิปักขิยธรรม 3 ข้อแรกก็คือ สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 นี่คือ 4 หมวด  4 กลุ่มของกระบวนธรรม 4 ก็คือ 3 หมวดนี้ 

หมวด 5 ก็จะเกิดอินทรีย์ 5 กับพละ 5 อีก 2 ซึ่งจะมีรูปนาม คู่ที่ปฏิบัติที่สำคัญก็คือโพชฌงค์ 7 กับมรรคมีองค์ 8 เราจึงย่อตัวเลขนี้ไว้ว่า 4 5 7 8 

เราเรียนรู้พวกนี้ จนกระทั่งใช้ตัวเลขแทนบ้าง สื่อบ้าง พวกเราก็เข้าใจและพวกเราก็ปฏิบัติจริง อาตมาพูดตรงๆ อย่างนี้แหละว่า พวกเรามาปฏิบัติจริง จึงมีมรรคผลจริง จึงบรรลุจริง

โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ มีในชาวอโศก มีโลกุตรธรรมและมีผลสำเร็จจริงขอยืนยัน ไม่ได้พูดเพ้อเจ้อ ไม่ได้พูดหลงใหล ไม่ได้พูดโมเม ไม่ได้พูดโกหกเลย ศาสนาพุทธ โลกุตรธรรมเกิดขึ้น สถาปนาขึ้นได้ เพราะอาตมาสถาปนาลงไปในยุคนี้ ที่มันได้เสื่อมสูญไปตามที่พระสูตร อาณิสูตร อาตมาก็นำฟื้นคืนมาเพราะอาตมาเป็นสยังอภิญญา 

อาตมาพูดแล้วก็พาทำ มีสิ่งพวกนี้ คุณเชื่อกันว่าเป็น สยังอภิญญา เพราะว่ามีสิ่งนี้เกิดขึ้นใช่ไหม พฤติกรรมของคนมรรคผลที่พวกเราปฏิบัติจริง มันเป็นสิ่งยืนยันอ้างอิงแก่พวกเราหมดเลย คุณจะไม่ได้เชื่อด้วยความงมงาย มันมีองค์ประชุมครบทั้งภายนอกภายใน มันจึงเป็นสภาวะจริง

สมณะเดินดิน… สรุปจบ