651024 ยากที่สุดในโลกนี่แหละคือความเป็น 2 รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 60

ดาวโหลดเอกสารที่                                                                                                         

https://docs.google.com/document/d/1mhif2KS5LqtQlDzOdjlR4cGSRJddhO-oUEQjxlWOeAs/edit?usp=sharing         

     

ดาวน์โหลดเสียงที่  https://drive.google.com/file/d/1WAzH0rWGw7LiCBUxB6DOI2_L6rEPl2nn/view?usp=sharing 

        

ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/3UT9ssJd0xg 

และ https://fb.watch/gma-JM03iU/ 

พุทธไม่ควบคุมจิตแต่ให้จิตสว่างแจ้งด้วยปัญญา

_สู่แดนธรรม… วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ 24 ตุลาคม 2565 ที่บวรราชธานีอโศก ก่อนเข้ารายการ ได้สนทนากับเพื่อน มีคนสรุปคำของพ่อท่าน แล้วแชร์กันไป ก็มีผู้รู้ที่แย้งมา 

คำที่พ่อท่านเสนอไป บางทีก็สั้นไม่ได้ขยายความ คือ พ่อท่านบอกว่า คนเราจะเจริญได้ต้องอบรมจิต ต้องควบคุมจิต พวกที่ปฏิบัติธรรม สายต่างๆ พวกสายพระป่าก็บอกว่าต้องอบรมจิตควบคุมจิต อีกแป๊บนึงบอกว่าจิตเป็นอนัตตาจะไปควบคุมบงการไม่ได้ ซึ่ง มันก็ถูกกันไปคนละแง่มุม ในแง่มุมที่ควบคุมไม่ได้เป็นอนัตตาก็มี และมีสิ่งที่พ่อท่านได้สอน ความเป็น 2 ส่วน เป็น อนุปคัมมะ  จริงๆแล้ว การควบคุมจิต อบรมจิต เบื้องต้นมันควรจะควบคุมได้ใช่ไหมครับ  ถ้าควบคุมไม่ได้จิตมันก็ต้องปล่อยไปตามกิเลส จนสุดท้ายจิตมันเที่ยงแท้  ไม่ต้องไปควบคุมเลย รายการของเราจะเข้าสู่เรื่องนี้กันดีไหมครับ

พ่อครูว่า… คำว่าควบคุม  “ควบคุมจิต” กับคำว่า “อบรมจิต” หรือ “ฝึกฝนจิต” หรือ “เรียนรู้จิตอย่างบริบูรณ์สัมบูรณ์” 

_สู่แดนธรรม… ผมคิดว่า ผู้คอยเพ่งโทษ จะคอยฟังว่า อธิบายให้เป็นอนัตตาถึงจะยอมฟังพ่อท่าน

พ่อครูว่า… ดีมาก เอาจุดที่ชัดๆให้ยอม ไม่ให้ยอมหรอกให้คุณเข้าใจ คุณใช้ศัพท์ว่า ให้ยอม ก็เป็นภาษาของพวกควบคุม แต่ถ้าเผื่อว่าใช้ภาษาไม่ใช่ยอมหรอก แต่ อ้อ..สว่างแจ้งด้วยปัญญา นี่คือ ความบริบูรณ์สัมบูรณ์ เป็นการเรียนรู้ที่ได้รู้แจ้งด้วยปัญญา ประเด็นนี้แหลมคมมาก 

พระพุทธเจ้าตรัสว่า สำเร็จด้วยปัญญาอันยิ่ง สัมมัปปัญญา มันบริบูรณ์ด้วยปัญญาอันยิ่งไม่ใช่เป็นการ Command ไม่ใช่การควบคุม ไม่ใช่การบังคับ ไม่ใช่การกำหนด เหมือนอย่างจะพูดให้กว้างๆ วันนี้จะให้ความรู้อันหนึ่งสำหรับความกว้าง สำหรับองค์รวมที่ใหญ่ ที่เล็ก

อย่างเล็กคืออย่างประเทศไทย ใช้ปัญญา ประเทศไทยใช้ปัญญาบริหารสังคม เปรียบเทียบกับจีน ขณะนี้ จีนประสบผลสำเร็จอยู่ประมาณหนึ่ง ใช้ปัญญาบริหาร เมืองไทยก็ใช้ปัญญาบริหาร แต่ลึกซ้อนเข้าไป จีนนั้นใช้ปัญญาบริหารและมีกึ่งควบคุม Commandด้วย 

ส่วนไทยนั้นใช้ปัญญาบริหาร อย่าง อิสรเสรี จุดนี้ที่ต่างกัน นักรัฐศาสตร์ นักสังคมศาสตร์ฟังดีๆ ประเด็นนี้ ซึ่งยังไม่เข้าไปหาคำว่าเศรษฐศาสตร์ เพราะเศรษฐศาสตร์จะซ้อนไปอีก 

เอาความหมายตามConcept ตามที่คนเขาถือนะ ว่าเศรษฐศาสตร์หมายถึงอะไร เป็น Concept ของเขาไป เพราะคนทั่วไปเข้าใจกัน อาตมาจะลงไม่ถึงบัญญัติพยัญชนะของเศรษฐศาสตร์ เพราะมันจะกลับกันอีก 

_สู่แดนธรรม… ตอนนี้อยู่ในวาระการควบคุม

พ่อครูว่า… ใช่ เป็นเรื่องควบคุมจิต กับ อบรมจิตหรือหรือฝึกฝนจิต ฝึกฝนเรียนรู้ แล้วก็เกิดปัญญาอันยิ่งบริบูรณ์ ปัญญาอันยิ่ง คำนี้ มันเป็นความรู้ที่รู้แล้วก็หมดปัญหา รู้อย่างหมดสงสัยหมดข้องใจ หมดปัญหา หมดความข้องสงสัย หมดความไม่กระจ่าง หรือว่ายังเหลือเศษ ความไม่รู้ หมดเลย หมด ไม่มีเหลือเศษความไม่รู้ นี่คือความจบ หรือว่าปัญญาอันยิ่ง ในความหมาย 

มันเป็นธาตุรู้ หรือว่าความรู้ความฉลาดที่ รู้อย่างไม่มีความเป็น 2 แล้ว รู้อย่างความเป็นหนึ่งเดียว ใครจะมีอะไรมาเป็น 2 ทำความเข้าใจให้ได้หมด 

_สู่แดนธรรม… อย่างที่เขามีปัญหามาค้านอย่างนี้ เขาถือว่าเขามีความเป็น 2 จากเรา 

พ่อครูว่า… มีความเป็น 2 กับเรา แล้วเราทำความเข้าใจให้ได้หมด เป็นแต่เพียงว่าเราทำความเข้าใจให้เขาไปแล้ว อธิบายแล้ว ใช้สมมติบัญญัติภาษาไปหมดแล้ว แล้วเขาเข้าใจได้เท่านั้น เขาเข้าใจต่อจากเราที่ใช้สื่อภาษาไปกับเขา จบแล้วหมดแล้ว ไม่มีอีกแล้ว 1 

2 มันจบตรงนี้นะ เขาก็หมดปัญญาจะรู้ต่อ ไม่มีปัญญาจะรู้ต่อ รับอยู่ก็ได้ หรือไม่รับอย่างคุณว่าก็ได้ ไปถึงตรงนั้นแล้วเขาผลัก อย่างนั้นเขาเรียกว่า มีอัตตามานะ ถ้าเขาไม่มีอัตตามานะก็คือ อ้อ…เขาไม่รู้ต่อแล้ว แต่เขาศรัทธาเลื่อมใสอยู่ คนนี้ไปต่อ แต่คนที่บอกว่า ว้า.. ไม่ใช่แล้ว แล้วเขาก็วนไปหาโลกเก่าของเขา เขาจะไม่เปิดต่อ ไม่เปิดจิตต่อ เขาจะจบที่ตัวกูของกู 

_สู่แดนธรรม…แสดงว่า เขาก็ไม่เข้าถึงอนัตตาเป็นอัตตาของเขาเอง 

พ่อครูว่า… บัญญัติเป็นอนัตตาของเขาอยู่ แต่คนนี้เขายังไม่ทะลุทะลวงความเป็นอนัตตาที่แท้อย่างสมบูรณ์แบบ เขาอาจจะมีอนัตตาของเขาบางส่วน เขาไม่ยึดมั่นถือมั่นไม่ถือเป็นตัวเป็นตนของเขา เขาก็เชื่อในอันนั้นของเขา แต่มันเป็นระดับหยาบ สูงขึ้นไป สูงขึ้นไปก็ถึงขีดหนึ่ง เขาก็ตันแล้ว เขาไม่ไปต่อ ตันตรงนี้แล้ว เขาเอาอัตตามานะของเขามาปิดประตู มาปิดประตูโลกของเขา โลกของเขาก็จบอยู่แค่นี้ วนอยู่แค่นี้ ถ้าขีดเส้นก็คือกะลาครอบอยู่แค่นี้ ไม่ออกจากนี้แล้ว นี่แหละเรียกว่า โลกียะ คือมันไม่เปิดตลอด มันไม่รับไปตลอด แล้วก็ทำความเข้าใจหรือว่าทำความบรรลุธรรมให้ต่อไปได้เรื่อยๆ เขาขีดวงกลมของเขา เขาขีดความจบของเขาอยู่ในเขตเรียกว่า โลกียะที่แท้จริง เพราะฉะนั้น คนนี้จะไม่เข้าใจอะไรต่อได้เลย นี่คือ ความหมายที่เราพูดกันไปอันนี้ว่า 

จิตอนัตตา ไปควบคุมไม่ได้ เขาว่างั้นนะ เราก็ไม่ได้ควบคุม แต่เรารู้ความเป็น 2 ความเป็น 2 นี่แหละ ยากที่สุดในโลก 

_สู่แดนธรรม… พ่อท่านพูดเข้าใจง่ายดีนะครับ แต่ก็เข้าใจยาก 

พ่อครูว่า… เข้าใจยากสำหรับคนไม่มีปัญญา 

ยากที่สุดในโลกนี่แหละคือความเป็น 2 

พ่อครูว่า… มาเข้าสู่คำอธิบายที่ว่า ยากที่สุดในโลกนี่แหละคือความเป็น 2 

พูดมานานหลายทีแล้วเรื่องนี้ แล้วก็ยังจะพูดไปอีกต่อ อายุ 100 กว่าปีก็คงต้องพูดเรื่องนี้ เพราะมันเป็นเรื่องต้น และเป็นเรื่องปลาย จบ ในโลกนี้มีแต่ 2 กับ 1 กับ 0 นี่แหละเป็นเป้าหมายหลัก คือ 3 เส้า ที่ต้องศึกษา 

ถ้ารู้แจ้งรู้จริง ทำ 0 ได้ ทำ 1 ได้ อย่างเข้าใจด้วยปัญญาอันยิ่งแล้ว คุณก็อยู่กับ 2 อย่างอาศัย 1 และจบด้วย 0 

_สู่แดนธรรม… เราอยู่กับ 0 เรา มีความเป็น 0 นี่แหละเป็นที่อาศัย 

พ่อครูว่า… มีความเป็น 1 เป็นที่อาศัย มีความหยุดความไม่ต่อมันก็ 0 แล้วก็อยู่กับ 2 กับคนอื่นอนุโลมปฏิโลมอยู่กับโลกด้วย 2 

_สู่แดนธรรม… นี่คือถ้ามันง่าย มันก็ง่ายอย่างนี้ แต่มันไม่ง่ายอย่างนี้

พ่อครูว่า… มันไม่ง่ายอย่างที่พูด ผู้ที่พูดได้ทำได้ ก็จะสามารถช่วยคนอื่นได้ แต่ถ้าผู้ที่ไม่รู้ บางคนอาจจะพูดได้แต่วน วนไปแล้วก็เมา วนหนักเข้าๆ ก็เมา เพราะตัวเองก็วน ซับซ้อนไม่รู้ว่าเข้าหรือออก ไม่รู้ว่าออกหรือเข้า ไม่รู้ว่าบนหรือล่าง ปนกันไปใหญ่ ก็จะเละ โดยที่ตัวเอง ผู้ที่ไม่รู้ว่า ตัววน เพราะว่าตัวเองสามารถขยายไปไกล แต่วนนะ เขาก็เลยไม่เมา 

ถ้าเขารวบความวนนั้นเข้ามาให้ใกล้เข้า ตอนนี้ล่ะ เขาเวียนหัว อ้วกแตกเลย เขาจะเมาเขาจะรู้ว่า เขาเอง เขาก็ไม่รู้เรื่องแล้ว 

สภาพ 2 มันจะเร็วเข้าเร็วๆๆ จนกระทั่งคุณเมา อะไรเว้ย ไม่รู้เรื่องเว้ย นี่ขนาดทำมือให้ดูนี้ยังช้านะ แต่คุณก็จะพยายามจับสภาพ 2 นั่นแหละ สภาพ 2 ก็จะหมุนจนกระทั่ง ไม่รู้เรื่องแล้ว เมา

_สู่แดนธรรม… สรุปแล้วจะต้องแยกแยะมี 2 ฝ่ายให้ได้ ใช่มั้ยครับ

พ่อครูว่า… ขยายเพิ่มขึ้น 

เทวะ ออกสำเนียง เดวะ ไม่รู้ว่าถูกผิดหรือไม่ แบบไทยๆ เทวะแบบไทยๆ จะใส่จุดหรือไม่ใส่จุดก็ช่าง เทฺว

คือ 2 ทวิ หรือโท แจกวิภัชเป็นทเวยะ ได้ 

คำว่า 2 คำนี้ สภาวะ 2 นี้ เริ่มต้น ในโลก ที่รู้กัน เข้าใจกันง่ายๆก็คือ บวกกับลบ เป็นเรื่องของพลังงานในระดับอุตุนิยามหรือในเรื่องของวัตถุธรรม ไอน์สไตน์ค้นพบสภาวะ 2 อันนี้ แล้วก็ปรุงแต่งกัน เรียกว่า สัมพัทธภาพ สัมพันธ์กันปรุงแต่งกัน Relative จนกระทั่งถึง continuum มันชักจะเป็นสันตติ มันชักจะไม่ค่อยรู้เรื่องแล้ว มันนิ่งแล้ว แต่จริงๆมันปรุงแต่งกันอยู่ในนั้น อย่างนิ่งๆ continuing ออกมาเป็นปัจจุบันที่ช้าลง ยืดออกมาก็จะเห็นสภาพที่มันปรุงแต่งกันได้ง่ายขึ้น ชัดเจนขึ้นๆ 

เพราะฉะนั้น ในสภาพของวัตถุ เราเรียนง่าย เพราะว่าเรามันเป็นนายมันได้ง่าย มันไม่มีตัวมันเอง พลังงานทางวัตถุหรือตัวตนของวัตถุดิน น้ำ ไฟ ลม เราจับมันมาจัดการ จับดิน น้ำไฟ ลม จับตัวตนของวัตถุ มันไม่ยึดตัวตน มันไม่มีตัวตน 

มาถึงขั้นพีชะ มันมีชีวะของมันเอง มันเริ่มมี I S H 3 เส้าแล้ว เริ่มมีตัวประธานคือตัวมันเอง แล้วมีพลังงานบวก พลังงานลบ 

_สู่แดนธรรม… อย่างนี้ถือว่า มีตัวตนแล้วใช่ไหมครับ แต่เป็นแค่ตัว ยังไม่ใช่ตัวตน 

พ่อครูว่า…ใช่เริ่มมีตัวตน  ได้ มันไม่ใช่ตัว แต่มันยังไม่ใช่ตน ตัวนี้ภาษาไทย ตนก็ภาษาไทยได้ แต่มาจากพยัญชนะบาลีเลย ตะ นะ เลย แต่ ตัวนี้ก็มาจากภาษาบาลีเหมือนกัน ตะ วะ แต่ว่า ตะวะกับตะนะ ตะนะ เป็นตัวตนที่แข็งแน่น ใช้พยัญชนะวรรค ส่วน ตัว ใช้ ว ตุวังๆ ตว แยกกัน 

ตุวังๆ มึงๆกูๆ แยกกัน มาใช้เศษวรรค ย ร ล ว เป็นตัวที่ 4 ออกนอกของ 3 เส้า เป็นพลังงานที่แยกตัวตนออกไป เริ่มแแยกตัวตนออกไป

_สู่แดนธรรม… พืช มีตัวตน ไม่แน่นถึงขั้นถึงตน

พ่อครูว่า… ใช่ ไม่ยึดตัวตนทีเดียว คำว่า เป็นชีวะในระดับพืช มันก็ยึดตัว ในตนของมัน ยึดตัวเอง อย่างเป็นตัวเอง เป็นตัวกูของกูขึ้นมาเริ่มมา แต่ยังไม่ยึดมากจนกระทั่ง ใครมาแตะไม่ได้ ใครมาเบียดเบียนไม่ได้ อาฆาตมาดร้าย มีวิบาก ยัง คือพืชนี่ เริ่มเป็นชีวะแล้ว มีธาตุรู้ เริ่มมี I แล้ว มีตัวตนแล้ว มีตัวกูของกูขึ้นมาแล้ว แต่ยังไม่ยึดมั่นถือมั่น ยึดแต่แค่ตัวเอง  ไม่ไปยึดไม่มีพลังเข้าไปถือสาอันอื่น 

เพราะฉะนั้น ถ้าเรากินพืช เราเด็ดพืช เราฆ่าพืช ไม่มีกรรมไม่มีวิบาก ไม่ต้องเวียนวนมาใช้หนี้บาปใช้หนี้บุญกัน ตรงนี้แหละเป็นเรื่องที่สุดยาก ในเทวนิยม จะไม่เข้าใจในเรื่องต้องเวียนวนมาใช้หนี้บาปหนี้บุญ ในเทวนิยมในศาสนาที่เป็นพระเจ้า ไม่รู้เรื่องกรรมเรื่องวิบาก ไม่รู้เรื่องการใช้หนี้บาป ใช้หนี้บุญอะไรเลย ใช้หนี้กุศลอะไรกันเลย ไม่รู้เรื่อง เพราะฉะนั้นเขาจะยากที่จะมีเรื่อง บุพเพสันนิวาส การเกิดหมุนเวียนมาใช้หนี้กรรมวิบากชาติแล้วชาติเล่า เขาจะไม่รู้ 

ฉะนั้นมันไม่แปลกประหลาดหรอกในขณะนี้ ละครของหนังใหญ่หรือซีรีย์ที่มันไปชนะในระดับประกวดโลกตอนนี้ บุพเพสันนิวาส 2 มันชนะรางวัลที่ 1 เลย ของโลกเลย มันไม่ใช่เรื่องแปลก มันเป็นเรื่องใหม่ มันเป็นเรื่องที่ทำให้คนเขาตาพองโต ทึ่งเลย มนุษยชาติเป็นอย่างนี้ด้วยหรือ โลกเทวนิยมโลกข้างนอกเขาเริ่มเปิดแล้ว ละครหนังเรื่องที่ไปประกวดบุพเพสันนิวาส 2 ไปชนะมานี่ มันกำลังเบิกตาชาวโลกขึ้นมา 

_สู่แดนธรรม… ผมว่าจริงๆแล้วชาวยุโรปก็มีพื้นฐานนี้อยู่บ้าง 

พ่อครูว่า… คนมันพยายามที่จะต้องรับรู้อะไรที่เกิดขึ้น ในสิ่งที่มนุษย์เป็นได้ ลึกๆสัญชาตญาณหรือว่าปฏิภาณของคนเขาก็รู้ เอ็ง เป็นอย่างนี้มีอย่างนี้ด้วยเหรอ ข้า จะต้องเป็นอย่างนี้ด้วยหรือ ข้ารู้หรือไม่รู้เป็นหรือไม่เป็น ข้าไม่รู้ มันต้องมีอย่างนี้ด้วยหรือ มันเริ่มต้นจุดประกาย ตัว อัญญธาตุ 

เพราะฉะนั้น อัญญธาตุ คือธาตุใหม่ ธาตุรู้ ที่โลกเขายังไม่ค่อยรู้  ไทยจะเริ่มแพร่ ความรู้ของพระพุทธเจ้าที่เป็นโลกุตรธรรม จะค่อยๆเริ่มแพร่ๆๆ ไปเรื่อยๆ 

เขาเรียกคำอย่างเท่เลยว่า Soft Power จริง มันไม่ใช่ Hard Power มันไปอย่างนิ่งๆเย็นๆเป็นแบบโรแมนติกอิซึ่ม จะไม่ไปอย่างซาดิสซึ่ม จะไปอย่างโรแมนติกอิซึ่ม มันรับง่าย ซาดิสซึ่ม มันรับไม่ง่ายหรอก 

เพราะฉะนั้น คนที่มีจิตในระดับซาดิสซึ่มแล้วยังอีกนาน นาน พวกนี้จะแก้ไขได้ยากได้นาน จะเปลี่ยนแปลงยาก นาน 

_สู่แดนธรรม… ขอกลับมาตรงที่มนุษย์มีรากหรือสัตว์ก็มีรากเป็นตัวเป็นตนของฉัน ตอนนี้พ่อท่านถึงคำนี้แล้วครับ 

พ่อครูว่า… ราก ความเป็นตัวเป็นตนของฉัน เมื่อเป็นชีวะ มันจะมีชีวะ หยั่งราก ภาษาบาลีว่า มูลกาหรือมูลกะ ถ้ากะคือเอกพจน์ กา เป็นพหูพจน์ 

จะมีมูล เริ่มตั้งแต่ 1,2 จะมี 2 เสมอ เมื่อพูดกันระหว่างมนุษย์ต่อมนุษย์ แต่ต้องทำความเข้าใจให้สามารถทำความเป็น 1 ได้ ทำเป็น 0 ได้ นี่คือผลสำเร็จ 

เพราะฉะนั้น ต้องพูดถึงความเป็น 2 3 4 5 6 ปรุงแต่งกัน แล้วจะอนุโลมปฏิโลมอยู่ด้วยกันให้ได้อย่างไร กับ กลับมาเป็นตัวตนเอง ถ้ากลับมาเป็นตัวตนเองก็คือ มาอยู่กับตัวเราเองก็เป็นหนึ่งได้ 

พวกสุดโต่ง ในความเป็นหนึ่ง ก็จะอยู่แต่ผู้เดียวไปผู้เดียว นั่งผู้เดียว เดินผู้เดียว กินผู้เดียว อะไรแต่เพียงผู้เดียว เอ็งก็ตายผู้เดียว แล้วเอ็งก็ต้องปลูก ต้องฝัง ต้องขุด ต้องกิน เลี้ยงตัวเองผู้เดียว เอ็ง จะมาอาศัยธรรมชาติน้ำมันสุดโต่ง ซึ่งมันอยู่ไม่ได้หรอกมันเป็นไปไม่ได้ อย่างพวกเชน เขาก็อาศัยธรรมชาติ ดีไม่ดีบิณฑบาตคนอื่นด้วย ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ที่เอ็งจะอยู่คนเดียวจริงๆ อยู่ไม่ได้ 

เพราะฉะนั้นในความเป็นชีวะ แล้ว มันมีตาย ส่วนความเป็นอุตุ เป็นวัตถุนั้นไม่มีตาย มันมีแต่เสื่อมสลายไปเฉยๆไม่มีคำว่าตาย ไม่มีเกิด ไม่มีตาย คำว่า ชีวะ มีเกิดกับตาย อุตุนิยาม มันยังไม่มี  มันมีแต่เปลี่ยนแปลงไป หมดความเป็นสภาพแล้วก็เปลี่ยนแปลงไป ไม่ใช่ตัวตนด้วยนะ หมดความเป็นสภาพ หมดความเป็นสภาวะ 

_สู่แดนธรรม… ที่นี่ผมจะถามแทน ผู้ชมรายการ เพราะบางทีผมก็อาจไม่เข้าใจ กำหนดคนละอย่างกับพ่อท่าน ผมอยากรู้ว่าพ่อท่านพูดคำว่าเป็น 2 ผมก็นึกถึงความเป็น 2 ที่มันตรงกันข้ามกัน มันใช่อันนี้ไหมครับ 

พ่อครูว่า… ด้วย เอาตามที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ไว้ ท่านแบ่งไว้ 3 Choice อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม เป็น 3 เส้าใหญ่ๆ 

อุตุ พีชะ จิต ทีนี้ในอุตุก็ตาม ก็ต้องเกี่ยวกับสอง ในพีชะ ก็เกี่ยวกันกับสอง ในจิตก็เกี่ยวกันกับสอง ทั้งนั้นตลอด 

_สู่แดนธรรม… อุตุ ถ้ามันไม่เกี่ยวกับใครก็เป็นธาตุของตัวมันเอง 

พ่อครูว่า… ใช่แต่มันไม่มีตัวมันเอง มันมีธาตุของตัวมันเองแต่มันไม่มีตัวของมันเอง เป็นตัวกลางๆใครมาเปลี่ยนแปลงมันมันก็เปลี่ยนแปลงไปตามผู้ที่มีอำนาจมาเป็นแปลง ผู้ที่มีพลังงานเหนือกว่ามาเปลี่ยนแปลง ให้พลังงานตัวตนตัวสภาพ พลังงานที่เหนือกว่าก็ไปเปลี่ยนแปลงพลังงานที่ด้อยกว่าได้ มันเป็นธรรมชาติของมัน 

_สู่แดนธรรม… ตัวอย่างชัดๆนะครับ อุณหธาตุ ธาตุไฟ บางทีมันจะไปเข้ากับธาตุลม มันก็ต้องมีเหตุ บางทีมันไม่เข้ากับธาตุลม มันถูกถ้าตื่นมาเบียดเบียน มันก็ต้องอาศัย 2 อย่างมาปรุงแต่งกันใช่มั้ยครับ

พ่อครูว่า… ใช่ ไปกับลม จนมาเป็นตัวตนของน้ำ มาเป็นตัวตนของดิน มันก็เป็นแปลงสภาพ สรุปแล้วมันปรุงแต่งกับธาตุสองธาตุตั้งแต่บวกกับลบ ขั้นอุตุ 

ทีนี้ อุตุนิยาม มันมีบวกกับลบเท่านั้น มันไม่มีความเป็นชีวะ มันก็ไม่มีชีวะไม่มีเกิดไม่มีตาย จนกระทั่งมันสามารถที่จะมายึดตัวตนของมันเป็นชีวะ มันก็มีเกิดมีตาย 

เพราะฉะนั้นพืช เริ่มเกิดเริ่มตาย แต่ มันไม่ได้ยึดตัวตนของมัน เกิดก็เกิด เกิดได้มีเชื้อให้เกิดมันก็เกิดได้ หมดเชื้อไม่ให้มันเกิดมันก็สลายเป็นอุตุ เท่านั้น ยังไม่มีนามธรรม 

เพราะฉะนั้นเมื่อ ธาตุหรือชีวชาติของพีชะ ชีวะ การเกิดของพืช ของพีชะ จึงเป็นชีวะที่ เกิด ตาย อย่างไม่มีความอาฆาตมาดร้ายหรือผูกพัน ไม่มีรักไม่มีชัง 

เพราะฉะนั้น ชีวะที่ตาย กับหมดความเป็นชีวะ ตาย ไม่ผูกพัน ในธาตุของชีวะ ในระดับพืชมันมีเชื้อ เชื้อเกิดของมัน เพราะฉะนั้นถ้าเชื้อของมันหมดฤทธิ์ สลาย มันก็สูญสลายเป็นอุตุ แต่เชื้อของมันยังรักษาเชื้อชีวะของมันไว้ได้ พร้อมจะเกิด ในชีวะของพืช มันก็เกิดแล้วก็จะพยายามพัฒนาให้เป็นจิตเหมือนกัน 

_สู่แดนธรรม… ตรงนี้นักวิทยาศาสตร์ก็ยังยาก

พ่อครู… ยังยาก ยังข้ามขีดนี้ไม่ได้ หรือแม้แต่พุทธะก็ตาม คนไหนอธิบายเก่งช่วยอาตมาด้วยเถอะ ไก่ตัวพี่ ที่สามารถที่จะรู้ประเด็นนี้ แม้เป็นไก่ตัวพี่ในประเด็นเดียวนี้ก็ได้ 

_สู่แดนธรรม… ผมเหมือนได้ฟังว่านักวิทยาศาสตร์เขาก็รับรองว่า พืชที่จะเปลี่ยนแปลงพลังงานมาเป็นสัตว์มันมีคำศัพท์ของมันอยู่ 

พ่อครูว่า… จริงๆมันข้ามมา แม้แต่เชื้อชีวิตของมัน จากพืชข้ามมาเป็นสัตว์ แม้จะเป็นสัตว์เซลล์เดียวเริ่มต้น มันเป็นความรู้ที่ละเอียดลึกมากเลย 

เขาเรียก nich แล้วมีสิ่งที่จะเกาะอยู่กับ nich ถ้ามันหมุนมันเคลื่อนก็ไปกับมัน แต่มันไปไม่ออก จนกว่า nich จะหลุดออกมาจากที่มันติดอยู่กับ มันหลุดออกมาเขาจะเกิด 2 ตัวแล้ว วงใหญ่นี่มันจะมีมากมีน้อย มีไซโตพลาสซึมอยู่ในนั้น มันก็ไม่เกี่ยวมัน ตัวใครตัวมันมันเป็นของมัน หลุดออกมามันก็เป็นตัวของมัน แม้อยู่ในวงวนของโพรโทพลาสซึม ที่มันหุ้มอยู่ในกรอบของมัน มันก็จะเป็นอิสระของมัน

_สู่แดนธรรม… ความรู้อย่างนี้พ่อขุนรามคำแหงจึงประดิษฐ์เลข ๑ ไทยขึ้นมาใช่ไหมครับ 

พ่อครูว่า… จาก 0 แล้วมีจุดที่ขยายออกมาจาก 0 เป็นปลายเปิดของหนึ่ง ๑ มันจะวนไปอีกกี่รอบเป็นล้านรอบหลายล้านรอบก็ตาม มันก็มีปลายเปิดไปเรื่อยๆ Infinity ไม่มีที่จบ 

เพราะฉะนั้น คนเรียนรู้ได้ระหว่าง คุณก็จับกรอบ ตีกรอบปริเฉท เอาแต่ละปริเฉทๆ เอามาศึกษาแล้วก็จะรู้รายละเอียดของมัน แล้วคุณจะทำตัวจบกับตัวขยาย ในกรอบของคุณนี่แหละ แล้วก็ทำกรอบของคุณให้จบ ขยายมาถึงขีดนี้แล้วก็จบนะ เป็น 0 นะไม่ใช่เป็น ๑ ขยายไปไม่รู้จบยังเมื่อกี้นี้ แต่ขยายออกมาแล้วเป็น 0 วน อยู่ในกรอบเก่าแล้วเข้าไปหาในในไปหาไม่ได้ก็วนออกมาข้างนอก วนออกมาข้างนอกไม่มีที่ออกไปอีก ก็วนเข้าไปหาข้างใน นั่นคือกรอบ

ผู้รู้อย่างนี้สามารถทำความจบ ความเป็นอรหันต์ให้แก่ตัวเองได้ เพราะรู้กรอบแห่งขอบเขตที่ตัดตัวเองจะจัดการได้ จะให้มันเกิดหรือให้มันดับ ถ้าไม่เกิดไม่ดับ มันก็วน ก็รู้ความวน คุณจะวนไปเต็มรูปเท่าไหร่จะถึงจุดหนึ่งจุดตัวเอง จนกระทั่งขยายไม่ออกแล้ว มันจะคืออะไร แค่ไหนก็ตามแล้วก็ขยายออก ขยายออกแล้วก็เข้า เข้าแล้วก็ออก ถ้าคุณไม่รู้จักจุดจบคุณจบอรหันต์ไม่ได้ ถ้ารู้จุดจบเมื่อไหร่ อ๋อ..อย่างนี้เองหรือ ก็เกิดปัญญาอันยิ่ง ทำความจบให้แก่กรอบของตัวเองได้ 

เพราะฉะนั้นอรหันต์ในโสดาบัน ก็จบในกรอบประมาณนี้ เช่น 3 เส้าในสังโยชน์ มีคำว่า กาย วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส 3 ความหมายนี้ครบเครื่อง 

  1. กายคือภาวะสอง วิจิกิจฉา รู้อย่างสัมมาทิฏฐินะ 

สัมมาทิฏฐิคือมีทั้ง นามธรรมและรูปธรรม มีทั้งภายนอกและมีทั้งภายใน มีทั้งตัวกู และตัวเอ็ง มีทั้งเราหรือเขา มีทั้งโลกและอัตตา อย่างนี้เป็นต้น นี่ขยายออกไปเรื่อยๆ หรือแม้แต่ที่สุดว่า ประเทศของกู กับทุกประเทศในโลก มันก็สัมพันธ์กันอยู่ ถ้าไม่สัมพันธ์กันอยู่คุณอยู่คนเดียวอยู่นิ่งๆไม่เกี่ยวข้องกับใครคุณก็สงบ เพราะฉะนั้นในลัทธิคนที่รักสงบ ก็พยายามจะอยู่แต่ผู้เดียวไม่เกี่ยวกับใครจะผู้เดียวผู้เดียว อันนี้มันมีอยู่ในพระไตรปิฎกเล่ม 1 

ในปัญญาสันนิบาต ตาลปุตตเถระคาถา เล่ม 26 

[๓๙๙] เมื่อไรหนอ เราจึงจักได้อยู่แต่ผู้เดียว ไม่มีตัณหาเป็นเพื่อนสอง ภูเขาและซอกเขา เมื่อไรหนอ เราจึงจักพิจารณาเห็นแจ้งภพทั้งปวงโดยความเป็นของไม่เที่ยง ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ

เมื่อไรหนอ เราจึงจักได้เป็นนักปราชญ์ นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์อันเศร้าหมอง ไม่มีความยึดมั่น ไม่มีความหวัง เป็นผู้ฆ่าราคะ โทสะและโมหะได้แล้ว เที่ยวไปตามป่าใหญ่อย่างสบาย ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ 

เมื่อไรหนอ เราจึงจักได้เห็นแจ้งซึ่งร่างกายนี้

อันเป็นของไม่เที่ยง เป็นรังแห่งโรค คือความตาย ถูกความตายและความเสื่อมโทรมบีบคั้นแล้ว เป็นผู้ปราศจากภัย อาศัยอยู่ในป่าแต่ผู้เดียวความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ เมื่อไรหนอ จักเราจึงได้ถือเอาซึ่งดาบอันคมกริบ คืออริยมรรคอันสำเร็จด้วยปัญญา แล้วตัดเสียซึ่งลดาชาติ คือ ตัณหาอันก่อให้เกิดภัย นำมาซึ่งทุกข์ เป็นเหตุให้คิดวนเวียนไปในอารมณ์ภายนอก ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอเมื่อไรหนอ 

พ่อครูว่า…อาตมาขออภัยอย่างสูงเลยตอนนี้นึกถึงมหาประยุทธ์ สงสารท่านเหมือนตาลปุตตะ ท่านเป็น learned man เป็นผู้คงแก่เรียน ท่านเรียนรู้มากแล้วก็อยู่กับความรู้ของท่าน ท่านไม่รู้ตัวเองท่านไม่รู้ กาย ไม่รู้การจัดปริเฉท เริ่มต้นเป็นโสดาบันสกิทาคามี พรุ่งนี้มีจุดเริ่มต้นท่านไม่มีจุดจบท่านเป็น ปทปรมะ ขออภัยที่อาตมาวิจารณ์ท่านมหาประยุทธ์ ท่านรู้มาก จำพุทธพจน์ก็มากสั่งสอนก็มาก แต่ท่านไม่ได้บรรลุธรรมในชาตินี้ ซึ่งสุดยอด อาตมาไม่รู้จะสงสารอย่างไรเพราะท่านเป็นปราชญ์ ท่านเป็นพหูสูต ท่านเป็นผู้ที่คงแก่เรียน เป็น learned man จริงๆแล้วมันก็เป็นภัยแก่ตัวเองเพราะมันไม่รู้ที่จบ 

อย่างอาตจมา ให้ดูที่ตอนที่จบ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ มันบังคับกันไม่ได้เพราะว่าท่านไม่มี ปรโตโฆษะ ท่านก็อยู่ในโสมนสิการไม่เป็น

คนที่สนใจไปเปิดอ่านเอา เล่ม 26 ข้อ 399

พ่อครูว่า… เรากลับมาสู่ภาวะ 2 

_สู่แดนธรรม… ผมนึกว่าพ่อท่านจะพักจิบน้ำ นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ ก่อนหน้านั้นพ่อท่านเคยเขียนหนังสือ รู้คนขังสุข รู้คุกขังสัตว์ สาระสำคัญคือว่า พ่อท่าน เปรียบว่าการกลับคืนสู่นิพพาน ก็เหมือนกับการได้กลับคืนจากความยึดถือตัวตนจากสัตว์โลก ให้ย้อนกลับมาสู่ความเป็น พีชะ มันไม่ผิดเป็นใครเลย 

พ่อครูว่า… มันมีแต่รูป สัญญา สังขาร มันไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ 

_สู่แดนธรรม… พ่อท่านสอนให้ลดจาก 2 มาเป็น 1 

พ่อครูว่า… ลดจากความเป็น 5 ขันธ์มาเป็น 3 ขันธ์ คือรูป สัญญา สังขาร ไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ แต่จริงๆแล้วคนมันมีครบ 5 ขันธ์ แม้มันจะทำตัวเองให้มี 3 ขันธ์ได้ มีสัญญาสังขาร รูป แต่เป็นพืชที่พิเศษ เป็นพืชที่สามารถไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ไม่มีบาปไม่มีบุญ ไม่มีอาฆาต ไม่มีรักไม่มีชัง ไม่มีดูดไม่มีผลัก สำหรับคนอื่น มีแต่ดูดผลักของตัวเอง 

_สู่แดนธรรม… แต่พืชก็ปรุงแต่งผลออกมาเลี้ยงสัตว์โลก 

พ่อครูว่า… อันนี้ขยายไปอีกซึ่งมันเป็นประโยชน์ เพราะฉะนั้นทำตนให้เป็นพืช และเป็นพืชที่มีชีวะ ไม่ใช่เป็นพืชที่เหมือนคนที่เป็นมนุษย์พืช นอนนิ่งกระดุกกระดิกอะไรไม่ได้ มีแต่ชีวะอยู่ในตัว ไม่ใช่ แต่เป็นมนุษย์ที่เป็นพืชชีวะ เป็นพืชที่ตื่นเต็ม เป็นพืชที่มีลีลากายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่สมบูรณ์ 

เป็นมนุษย์พืชที่มีสติสัมปชัญญะปัญญาเต็ม เป็นมนุษย์พืชที่รู้จักมูลสูตรครบ 10 

เป็นพืชที่มีปัญญาอันยิ่ง ของมูลสูตร 10 

_สู่แดนธรรม… ผมขอสรุปอย่างนี้ว่า เหมือนที่ผมแต่งเพลงต้นไม้แห่งจิตวิญญาณ ก็เพราะว่า มันไม่ใช่ต้นไม้ที่เป็นต้นไม้ แต่ วิญญาณนี้มันมีคุณภาพที่ไม่เห็นแก่ตัวเหมือนสัตว์ แต่ว่ามีประโยชน์เหมือนต้นไม้ก็เลยเป็นต้นไม้ที่มีวิญญาณ ปกติต้นไม้มันไม่มีวิญญาณ 

พ่อครูว่า… ใช่ ต้นไม้ยังไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ ต้นไม้ที่มีวิญญาณนี่แหละคือพระอรหันต์หรือจริงๆคือพระโพธิสัตว์ อรหันต์หรือพระโพธิสัตว์ 

เมื่อพูดถึงอรหันต์กับพระโพธิสัตว์ มีผู้แสดงความเห็นอันนี้มาก่อนแล้วคือคุณใบฟ้านาวาบุญนิยม 

แสดงความเห็นมาก่อนแล้ว กราบนมัสการพ่อครูด้วยเศียรเกล้าฯค่ะ

     กราบเสนอ.. อรหันต์:เด่นทำ โพธิสัตว์:เด่นสอน เด่นพูด

     ความแตกต่างระหว่าง “อรหันต์” และ”โพธิสัตว์”

อรหันต์: ด้านมืดคือเจโต  

โพธิสัตว์:ด้านสว่างคือปัญญา

อรหันต์:เป็นก่อนโพธิสัตว์  

โพธิสัตว์:เป็นหลังอรหันต์

อรหันต์:มุ่งประโยชน์ตน  

โพธิสัตว์:มุ่งประโยชน์ท่าน

อรหันต์:static  

โพธิสัตว์:dynamic

อรหันต์:นิวเคลียร์ฟิวชั่น

โพธิสัตว์:นิวเคลียร์ฟิชชัน

พ่อครูว่า… อันนี้ดูเหมือนจะกลับกัน นิวเคลียร์ฟิวชั่นคือมันสภาพโค้งรวม มาเป็นตัวตน ส่วนฟิชชั่นนั้นไม่มีตัวตนเลย  ไปหนึ่งเดียวถ่ายเดียว One Way Traffic ไปแล้วหายจ้อยเลยตรงเส้น ตรงไม่มีเส้นโค้ง 

คือความหมายสุดท้าย 2 อันมันเป็นสิริมหามายา โฟตอนกับควันตั้ม เขาเถียงกันไม่จบหรอก ก็เถียงกันใครไปยึดด้านไหน แล้วเขาก็ยึดมั่นนั้นมาเถียงกัน ถ้าเกิดว่าคุณเข้าใจด้านนั้น เข้าใจอย่างนี้มันก็จบ คุณเข้าใจว่าควรต้องคือ Static โฟตอนคือ Dynamicคุณเข้าใจว่าควรต้องคือ static โฟตอนคือ Dynamic อีกคนหนึ่งบอกว่าไม่ใช่ โฟตอนคือ Static ควรต่ำกว่าเดิมอีก ต่างคนต่างเข้าใจ มันก็เป็นนานาสังวาสไป 

_สู่แดนธรรม… เหมือนที่ตอนต้นรายการคนหนึ่งบอกว่า จิตเป็นอนัตตาควบคุมไม่ได้ กับชีวิตที่เป็นอัตตาควบคุมได้ 

อรหันต์:เด่นสอน/พูด

โพธิสัตว์:เด่นทำ

อรหันต์:ปัจเจกบุคคล

โพธิสัตว์:บุคคลสาธารณะ

อรหันต์:พระปัจเจกพุทธเจ้า

โพธิสัตว์:พระอนุตรสัมมาสัมพุทธเจ้า

พ่อครูว่า… ก็ถูก ถูกต้อง ค่อยๆศึกษาไปอย่างนี้เราจะค่อยๆใจในสภาพ 

เข้ามาสู่การเป็นสภาพ 2

สภาพ 2 ของอุตุ คือ บวกกับลบ เป็นอุตุ พอเริ่มเป็นชีวะ เริ่มต้นชีวะตั้งแต่ระดับพืชก็มีเกิดมีตาย ยังไม่เป็นนามธรรม เป็นชีวะ เป็นแค่รูป และแค่สัญญากับสังขาร เป็นสภาพที่มีตัวสัญญากับสังขาร เป็นตัวที่ทำงานร่วมกำหนดรู้ กับเริ่มปรุงแต่งเป็นตัวตนเรียกว่าสัญญากับสังขาร 

เจ้าตัวนี้มันจะอยู่กับตัวตนไม่ไปเที่ยวระรานใคร มันไม่มีวิบากสืบต่อ มันมีเชื้อชีวิตอยู่ของมันเท่านั้น แล้วเชื้อชีวิตของมันมันเป็นสปอร์ ตัวเชื้อของมัน มันยังไม่หมดฤทธิ์ของความเป็นเชื้อของมันมันก็จะงอกต่อ มันได้เหตุปัจจัยงอกต่อ ถ้าไม่ได้เหตุปัจจัยมันก็จะฝ่อและสูญสลายไป 

_สู่แดนธรรม… แสดงว่าพืชมีเจตนามุ่งหมาย

พ่อครู จะว่าเป็นเจตนาก็ไม่เจตนา กึ่งเจตนา มันมีกรอบของมันที่จะต่อชีวะ แต่มันไม่มี ยังไม่สามารถที่จะออกนอกกรอบชีวะของมันขึ้นไปเป็นสัตว์ นี่ก็นิยามไว้แค่นี้ก่อนก็แล้วกัน 

ทีนี้ความตายความเกิดของพืชกับความตายความเกิดของสัตว์ ความตายความเกิดของพืช ไม่มีภพ ไม่มีชาติ ส่วนความตายของสัตว์ มีภพมีชาติ มีตัวกูของกู ข้ามภพข้ามชาติ 

คำว่า ตัวกูของกูข้ามภพข้ามชาติ นี่แหละ เป็นเรื่องที่ยากมากที่จะมีปัญญาอันยิ่งที่จะหยั่งรู้ได้ แม้แต่ชาวพุทธเอง ก็ไม่ใช่สามารถที่จะจัดการพลังงานธาตุจิตของตัวเอง ให้เป็นธาตุจิตที่ ผู้สามารถรู้ว่า ทำตายทำเกิด อย่างสมบูรณ์แบบได้ อย่างพระอรหันต์ 

เริ่มต้นเรียกได้ว่าผู้นี้เป็นอรหันต์ จะเริ่มต้นเรียกผู้นี้ว่าเป็นอรหันต์ได้ ต้องรู้กรอบของความคิด ความยึดของตนเอง ว่าตนเองยึดกรอบความคิด อันนี้ของตัวเอง ความยึดก็ดีถือก็ดีของตนเอง ว่าอันนี้ ต้องเป็นอย่างนี้ มีอย่างนี้ ไม่มีปล่อยไม่มีวาง คุณก็เป็นอรหันต์ไม่ได้ 

คุณต้องเลิกว่า ไอ้ที่คุณยึดคุณถือคุณนับเอาเป็นตัวตน หมดไม่ได้ ปล่อยไม่ได้ วางไม่ได้ นี่แหละคุณยังไม่หมดตัวตนได้ 

คุณเป็นแต่เพียงเข้าใจด้วยตรรกะ ด้วยความหมายของภาษาว่า จิตคุณจะวาง ไม่ยึด อันนี้เป็นตัวเป็นตน 

เช่น คุณไปติด ถ้าคุณไปติดของหยาบ ติดสิ่งเสพติด พิษมันร้าย ดีไม่ดีมันเอาประสาทเสียคลั่งคุณก็กลัว กลัว ก็ไม่เอาแล้ว คุณก็เริ่มไม่ยึด พอเริ่มไม่ยึด อาการที่คุณทำได้โดยจิตคุณไม่ยึด นี่แหละมันคือ การปล่อยวาง มันคือการเลิกยึดมาเป็นตัวกูของกูแล้ว 

แล้วคุณติดอะไรมัน คุณติดว่า แหม มันสุขต้องใช้คำว่า สุ ขะ ว่างนี่แหละดี สุขคือผีหลอก ตัวลึกมาก ข คือว่าง มันไม่มีอะไรเลยแต่คุณไปสมมุติว่ามันมีตัวตนมันมีอะไรก็มีตัวกูของกู มีตัวอร่อย มีตัวเป็นแดนที่แสนชอบ 

แดนที่แสนชอบเป็นสัมภวะ เป็นแดนเกิดอันแสนชอบ สัมภวะ ก็เลยเป็นภวะ เป็นภพ หรือ ปภวะ หาที่เกิด สัมภวะหรือปภวะ ใช้อธิวจนสัมผัสโส ต้องรู้กันได้ด้วยการสัมผัสแล้ว ไม่ใช่สภาวะปฏิฆสัมผัสโส คือ นามธรรมที่ยังไม่ตั้งชื่อ มันซื้อกันยังไม่ได้ 

_สู่แดนธรรม… ผมขอถอยคำว่าสัมภเวสี คือ อาการที่จิตมันดิ้นรนอยากเกิด 

พ่อครูว่า… ที่จริงแล้ว ปภวะกับสัมภวะ ปภวะนี่หยาบกว่าสัมภวะ 

สัมภวะนี้ละเอียดกว่าปภวะ ตัวตน ปภวะมากว่าสัมภวะ สัมภวะเป็นตัวตนที่ละเอียดอ่อนกว่าหรือน้อยกว่า ปภวะ เป็นตัวตนที่หยาบกว่า 

เรามาพูดถึง ชีวะกับพืชกับีจิต

พืช ธาตุรู้ของมันยังไม่ชื่อว่าเป็นนามธรรม ยังไม่ข้ามภพข้ามชาติ ไม่รักไม่ชัง ไม่ผูกพัน กับตัวอื่น รักชังของตัวเองก็เกี่ยวกับ ตัวเองเท่านั้นยังไม่เรียกว่านามธรรม มันตายมันเกิดก็เฉพาะตัวของมัน จะเรียกว่ามันข้ามภพข้ามชาติ ตัวมันเองก็ในเชื้อของมันข้ามของมันเอง แต่มันไม่เกี่ยวกับใคร ไม่มีบุพเพสันนิวาสกับใคร 

_สู่แดนธรรม… มันไม่มีความหมายปอง 

พ่อครูว่า… ซึ่งพลังงานบวกกับพลังงานลบที่เป็นชีวะ ขั้นพืชก็กล่าวถึงมาแล้ว ทีนี้ขั้นจิต เป็นสัตว์เป็นมนุษย์ จะเริ่มตั้งแต่เซลล์เดียวก็ตาม ตัวธาตุจิต ที่เริ่มเป็นสัตว์เซลล์เดียวเกาะยึดเป็นตัวกูของกูขึ้นมาเลย เป็นกรรมวิบากผูกพัน มากกว่า ish เพิ่มเป็น 4 เป็น 5 แล้ว 

ถ้าเป็นตัว 5 เลย มี ย ร ล ว ส เศษวรรค ตัวตนที่ 5 ตัวที่ 5 คือตัวครึ่งหนึ่งของ 9 เป็นตัวกลางของ 9 ถ้าคุณเองคุณยึดตัว 5 เป็นตัวกูของกูเมื่อไหร่ คุณออกไปเป็น 10 คุณจะไปต่อเลยเป็น 10 เป็น 20 เป็น 30 เป็น 40 เป็น Infinity 

แต่ถ้าคุณไม่ต่อ 5 คุณไม่ต่อ คุณกลับมาหา 4 , 4ของคุณก็จะวนมาหา 8 มันไม่ไป10 มันถอย แต่ถ้าคุณ 5 คุณจะไปเป็น 10 แต่ถ้าคุณถอยมาเป็น 4 มันจะเป็น 8 มาเป็น 6 มาเป็น 4 มาเป็น 2 

_สู่แดนธรรม… ถ้าเป็นพยัญชนะจะเป็นอะไรครับ 

พ่อครูว่า… ก็เหลือ ย แล้วเขาก็เลยเอา อะ มาใส่เป็นอะยะ ก็เริ่มเป็น 2 ถ้าเป็นบวกกับลบ 2 ถ้าบวกกับลบเข้ามาสัมพันธ์กันเกี่ยวกับการ ดูดกันก็เรียกว่า ยางเหนียว อะยะ มันจะเริ่มต้นไปต่อไปเรื่อยๆเลย อยะ สยะ เริ่ม อะ แล้วก็มี ย ร ล ว ส เดี๋ยวมันจะละเอียดเกินไป 

เมื่อเป็นพืชมีบวกกับลบ เป็นสองธาตุ แน่นอนเป็นพลังงานบวกกับลบ มาเป็นพืชก็มีบวกลบ มาเป็นสัตว์ก็มีบวกลบ มีสภาพ 2 ขึ้นมา 

ทีนี้มาเป็นสัตว์แล้วเริ่มมีกรรม มีวิบาก อันนี้เป็น อจินไตย กรรมวิบากเป็น อจินไตย เป็นเรื่องที่คิดเอาไม่ได้ ตรรกะเอาไม่ได้ จะใช้เรียนด้วยพยัญชนะไปจนตายก็ไม่ได้ คุณต้องมาเรียนรู้เพื่อจะหยั่งให้ถึงจิต เจตสิก รูป นิพพาน มาเรียนรู้ถึงเรื่องปรมัตถสัจจะหรือปรมัตถธรรม 

สัมผัสเข้าไปถึงอาการของจิต อาการของรูป และก็นาม รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี่เป็นขันธ์ที่รวมตัวแล้ว นามขันธ์และรูปขันธ์ครบ 5 

พระพุทธเจ้าก็มาแจกรูปธรรมออกเป็น 28 แยกนามไปเป็น 5 ให้ศึกษา 

รูป 28 มันจะละเอียดเอาไว้ก่อน แต่ต้องรู้นะ ไม่รู้ไม่ได้ คุณจะทำความละเอียดครบครันไม่ได้ ส่วนนาม 5 เอามาแจกก่อน

นามมี เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ 

เพราะฉะนั้น ถ้านามธรรมนี้ไม่มี 5 ตัว นี้นะ เช่น คุณไม่มีผัสสะ ไม่มีที่ตั้งของการทำงาน ใน พรหมชาลสูตรท่านตรัสไว้ชัดเจน ไม่มีผัสสะภายนอกภายในโดยเฉพาะไม่มี กาย คุณก็มีแต่ภายในของคุณ อยู่ในปภวะหรือสัมภวะ สัมภเวสี มีเวทนากับสัญญา แม้ว่าคุณจะมีเจตนาแต่ไม่มีผัสสะ คุณก็ทำใจในใจมนสิการของคุณแบบนึง พวกที่นั่งหลับตาไม่มีผัสสะ เขาก็จะทำใจในใจของเขาแบบนั้น อย่าง สายนั่งหลับตาทั้งหมด มหาบัว อาจารย์มั่น สายหลับตาทั้งหมด ไม่มีผัสสะตัวเดียวนี่แหละ 

_สู่แดนธรรม… เอาแต่ของเก่า มาพิจารณา 

พ่อครูว่า… ใช่ อาตมาใช้ศัพท์ว่า ขยำขี้ คุณมีแต่อดีตกับฟุ้งซ่านไปในอนาคตตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพรหมชาล ก็มีแต่อดีต 18 กับอนาคต 44 วนอยู่ในโลกอันไม่เป็นความจริงแล้วอนาคตก็จะมีแต่ นิรมาณกายมีแต่ฟุ้งซ่าน กาย ทางภพชาติแปลกประหลาดไปเรื่อยๆเป็นนิรมานกาย แล้วมีอุปาทานหมู่เป็นสัมโภคกาย แล้วต่างคนต่างเป็นอาทิสมานกาย คือคุณปรุงแต่งรูปนามของคุณเอง แต่ทำทีเหมือนพวกตาบอดเห็นฟ้าสดใส ตาบอด100คนมาบอกว่าวันนี้ฟ้าสวยจังเลยนะ ใช่ๆๆ ตาบอด 100 คนตาบอดสนิทด้วยทั้ง 100 คน ขานรับกันเลยว่า วันนี้ท้องฟ้าใสจังเลยตาบอดร้อยคน เป็นอุปาทานหมู่ แล้วก็เป็นเรื่องมีจริง ในโลกนี้มีจริง ชวนกันโง่ สรุปง่ายๆก็คือการชวนกันโง่และโง่กันตามกันอย่างจริงด้วยอยู่ในโลก 

เช่น ยกตัวอย่างอย่างสำคัญ กูจะเป็นเจ้าโลก นี่พวกเทวนิยมหรือพวกที่ยังไม่มีปัญญายังมีตัวตน ยังจะต้องการใหญ่ต้องการโตอยู่ทั้งนั้นเลย สงครามยูเครนกับรัสเซีย สงครามอะไรก็ตามที่ใครจะทำสงครามอยู่ในมุมไหน แต่ตอนนี้สงครามที่เป็นข่าวคือรัสเซียกับยูเครนทั้งนั้น มันก็คือพวกโง่ไม่รู้จบพวกนี้ ถ้าคุณยอมเสีย 

สมมุตินะ ตอนนี้ ขออธิบายแทรก ถ้าคุณยอมเป็นผู้แพ้เสีย คุณก็อยู่ให้เขาบริหาร เขาก็ทำงานบริหาร คุณก็เป็นพลเมืองสร้างสรรค์อยู่กิน สบาย คนทำงานบริหารอยากบริหาร คุณก็บริหารไปสิ คุณทำงานหนักเหนื่อย ก็ขอบคุณ คุณทำไปสิ ฉันก็รับ ดีไม่ดี ฉันก็รับจากคุณ คุณก็พอกินพอใช้ คุณไม่แจ้งฉัน ฉันก็ว่าคุณนะคุณบริหาร 

_สู่แดนธรรม… พ่อท่านพูดถึงอีกคนหนึ่งไหมครับ ฟังว่าน่าจะเป็นทักษิณ ใช่มั้ยครับ 

พ่อครูว่า… คนละTarget คนละเป้าหมาย คนละกลุ่มเป้าหมาย กำลังพูดถึงรัสเซียกับยูเครน คุณข้ามไปหาทักษิณได้ไง ทักษิณมันยิ่งหนักกว่านั้น ยึดมั่นถือมั่นยิ่งกว่านั้น อาตมาเชื่อว่าสงครามของยูเครนกับรัสเซียจะรู้จักจบ อาตมาชื่อว่าสงครามของทักษิณ แกตายแล้วแกก็ไม่จบ แกก็จะยังยึดมั่นถือมั่นว่า ขอให้เอาศพไว้นะ อย่าเผานะ จะเป็นอย่างนั้นเลยจริงๆนั่นคือแนวคิดของทักษิณ เขายึดมั่นถือมั่นมีตัวตนนิรันดร เป็นอมตะของเขา เป็นอย่างนั้นจริงๆเขาพูดถูกของเขา เขาเป็นคนอย่างนั้นจริงๆแต่เขาไม่รู้ตัวเลย ว่าเขาสุดแสนจะอวิชชา 

_สู่แดนธรรม… ตอนนี้พ่อท่านอธิบายในส่วนของกรรมนิยาม 

พ่อครูว่า… ยังไม่ถึงคำว่า ธรรมนิยาม กำลังจะเข้าสู่ กรรมวิบาก ก็คือกรรมนิยาม การกระทำหรือกรรมปัจจุบัน ปัจจุบันมีกรรมกิริยาคือการกระทำของคน กรรมเป็นอันทำ อันนี้ลึกซึ้งมากเลย คุณเริ่มคิดนิดนึง แล้วคุณว่าคุณไม่ทำไม่ได้เป็นหน่วยกิตสะสมลงไปในฮาร์ดดิสก์ของคุณแล้ว ยังไม่สำเร็จ จนกว่าจะรวมหน่วยกิตนี้อย่างน้อย 3 เส้า เริ่มต้นแล้ว พอเป็น 4 ก็อาละวาดพอเป็น 5 ก็ยึดมั่นถือมั่น จับกลุ่มเป็น 2 เส้า ที่นี้ถ้าเป็น 7 ก็อาละวาดหนัก ถ้าไปในเชิงดี 7 คุณก็เป็นอาละวาดดี ถ้าคุณเป็นชั่ว 7ของคุณก็อาละวาดชั่ว ยิ่งเป็นหมู่กลุ่มแล้วขยายตัวเป็น 8 เป็น 9 เป็นพรรคเป็นพวก เป็นหมู่เป็นกลุ่มทับทวี เป็นปฏิภาคทวีขึ้นไปเรื่อยๆยิ่งระเบิดเถิดเทิง 

เพราะฉะนั้น ในความรู้ที่อาตมากำลังขยายความนี้ เป็นความจริงที่เป็นความรู้ในระดับโลกุตระ เป็นความรู้ในระดับโลกุตระ ซึ่งมนุษย์ใกล้กลียุคนี้ หมู่ที่กำลังแสวงหา กำลังจะเข้ามารับรู้ มาศึกษา ว่าโลกนี้มีความรู้อันนี้ด้วยหรือ กำลัง กลุ่มหมู่ของฐานความรู้โลกุตระนี้อยู่ที่ไหนประเทศไทย ซึ่งมีบวกมีลบ เป็นธาตุคู่ เรียกว่า ธรรมิกราช 2 องค์ขึ้นมา สถาปนาลงไปในประเทศไทยแล้ว 

อาตมากับในหลวงรัชกาลที่ 9 ขออภัยที่พูดความจริง อาตมาพูดความเท็จไม่เป็น  อาตมาพูดอย่างนี้พูดซื่อๆ พูดอย่างคนซื่อ คนที่พูดขาเดียว ไม่พูดแกว่งไปหา 2 ขา พูดขาเดียว พูดกันอย่างหนึ่งเดียว เอกังสะ พูดแล้วจบในตัว ไม่มีเหนียมอาย ไม่มีกลัวไม่มีกระดิก หนึ่ง ตรงๆ ใครจะรับรู้อย่างไรก็จบในตัวมันเอง มันไม่มี สาเปกโข ไม่มีอะไรกังวลเลย ไม่มีอะไรกระเซ็นออกไปจาก 1 พูดแล้วจบในตัวมันเอง 

พระพุทธเจ้านี้เป็นผู้ตรัสรู้ เป็นผู้ทรงค้นพบความจริงที่เรียกด้วยศัพท์ว่า โลกุตระ 

โลกุตระจะมีสภาพของคำว่า กาย บุญ ฌาน คำว่ารูปนาม โลกุตระเอาความรู้พวกนี้มาสอน แล้วมีสภาวะจริง เป็นความจริงที่รองรับด้วย เป็นนามธรรมที่ละเอียดมาก 

เพราะฉะนั้น ผู้ที่จะรู้จักรู้แจ้งอันนี้ คิดเอาเองไม่ได้ รู้เองไม่ได้ ต้องรู้จักผู้รู้ที่รู้ พระพุทธเจ้าองค์ที่ 1 เมื่อไหร่เราไม่รู้ แต่เป็นความรู้โลกุตระที่มีอยู่แล้วในมหาจักรวาลนี้ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าองค์ที่ 1 ถึงปัจจุบันนี้ ไม่รู้องค์ที่เท่าไหร่ ล้านๆๆๆ เราไม่รู้ แต่สืบทอดกันมาจนกระทั่งยังเหลือเชื้อโลกุตระขณะนี้ ถ้าหมดยุคของอาตมาพยายามสืบทอดไปนี้ แล้วมันจะขึ้นไปอีกแล้วมันจะลงไปอีก อาตมาพยายามปลุกชีวะของโลกุตระขึ้นมาได้อีกหน่อยแล้วมันก็จะลง สุดท้ายมันจะไปหาไกลยุคมันไม่มีผู้ที่สืบต่อ โพธิสัตว์ก็สืบต่อไม่ได้ แม้ว่าโพธิสัตว์จะมีความรู้ขนาดไหนก็สืบต่อไม่ได้ เพราะว่าประชาชนมันหมดปัญญา มันหมดธาตุรู้ มันหมดคุณภาพของความรู้ที่จะรับความรู้อันนั้นได้แล้ว เพราะฉะนั้น มันจึงเสื่อมไปตามเหตุปัจจัยของไตรลักษณ์ 

_สู่แดนธรรม… ไม่ใช่โพธิสัตว์เสื่อมใช่ไหมครับ 

พ่อครูว่า… ไม่ใช่โพธิสัตว์เสื่อมแต่คนเองรับไม่ได้ จะเรียกว่าคนเสื่อมทีเดียว ยังไม่เริ่มต้นเลย จะเรียกว่าคนเสื่อมก็ไม่ได้เหมือนกัน ก็มันยังรับไม่ได้ ธาตุรู้หรือว่า สภาพตัวของเขา มันเป็น ยังอยู่ในฐานะของสัตว์ อเวไนยสัตว์ เป็นสัตว์ที่รับรู้หรือสอนไม่ได้ ขึ้นยังไม่มีภูมิที่จะรับรู้ได้เป็น อเวไนยสัตว์ สอนอย่างไรก็รับรู้โลกุตรธรรมไม่ได้ อันนี้เป็นเขตจำกัดของความเป็นจริงของสัตว์โลก 

_สู่แดนธรรม… ถ้าเขาจะรับได้ จะรับได้แค่ โลกียธรรมไปก่อนใช่ไหมครับ 

พ่อครูว่า… ใช่ ได้ในกรอบโลกียะ 

โลกุตระคือสภาพที่รับรู้ความเกิดความดับ เอาชัดๆก็คือ รู้จักกิเลส กิเลส คำนี้แหละ เป็นภาษาที่ยิ่งใหญ่ เทวนิยม พูดถึงคำว่า กิเลส เขาไม่รู้เรื่องหรอก เขาไม่รู้เรื่องเขาก็ภาษาพยัญชนะ ภาษาอังกฤษ ภาษาอะไรก็แล้วแต่ ต้นรากภาษาของทางตะวันตก ทางยุโรปมาเรียก ซึ่งมันไม่มี 

_สู่แดนธรรม… เขาอาจจะมีคำนิยามแค่คำว่า ซาตาน มันหยาบไป

พ่อครูว่า… กิเลสมันละเอียดกว่านั้น มันเป็นธาตุย่อยลงไปในธาตุจิตแล้ว ซาตาน เป็นองค์รวมของความเลวร้าย แต่เหตุปัจจัยองค์รวมของความเลวร้ายก็คือ ธาตุจิตวิญญาณแยกจิตเจตสิกไปอีก เจตสิกถึงขั้น เวทนา 108 อย่างนี้ เขาจะไหวหรือ เขายังอีกนานกว่าเขาจะเรียนรู้มา แยกมโนปวิจาร 18 เขาจะไหวหรือ 

_สู่แดนธรรม… ยังไกล แม้แต่เรื่องบุพเพสันนิวาสก็ยังตื่นเต้นแล้ว 

พ่อครูว่า… บุพเพสันนิวาส เริ่มรู้กรรมวิบากรู้ความวนเวียนอันนี้ก็เริ่มต้นและเป็นนิมิตหมายที่ดีว่าโลกกำลังรับรู้ว่า โลกนี้มีกรรมวิบาก มีการวนเวียน ตายแล้วเกิดเกิดแล้วตาย แล้วก็มารับวิบากกรรมมีทุกข์มีสุข มีแย่งมีชิง มีรักมีชัง อะไรอย่างนี้เลย นี่แหละ เอ็งเป็นอยู่ นิยายตัวละครของแต่ละคน ที่เกิดชาติแล้วชาติเล่าตัวละครในบุพเพสันนิวาสไม่รู้กี่ชาติแต่เอ็งจำไม่ได้คุณจำไม่ได้ของคุณเอง คุณระลึกชาติไม่ได้ หรือ คุณไม่รู้เรื่องราวว่า คนเรามันมีเรื่องราวอย่างนี้ด้วยหรือการเกิดมาเป็นอัตตาหรืออัตภาพนี้แล้ว มันเป็นอย่างนี้เลยและจะเป็นอย่างนี้ไม่รู้จบด้วย ถ้าไม่มาเรียนรู้โลกุตรธรรม ไม่มาเรียนรู้พุทธศาสนาที่สัมมาทิฏฐิจริงๆ ไม่มีทางจบ เมื่อไม่จบ คุณก็จะหลงความจบของคุณว่า คุณจะต้องทำตัวให้ใหญ่ในโลกียะไปเป็นพระเจ้าไปเป็นเจ้าโลก ไปเป็นพระศาสดา ไปเป็นผู้รู้ แล้วแข่งกันเป็นผู้รู้เป็นพระศาสดาอีกไม่รู้กี่ศาสนา ในแต่ละศาสนาของแต่ละศาสนาเทวนิยมก็ตาม ก็จะแย่งกันใหญ่เป็นนิกายอีกไม่รู้กี่นิกาย อย่างนั้นแหละ ซึ่งสงครามแยกย่อยไปเป็นสงครามหมู่เล็กๆลงไปอีก 

_สู่แดนธรรม… ที่เขาเป็นใหญ่ได้ เขาเป็นในสิ่งที่เขาจะมีกัน ไม่รู้จักก็ไม่มี 

พ่อครูว่า… มันอยู่ที่ความมีกับความไม่มี เขาจะไม่มีความไม่มีเขาจะมีแต่ความมี แล้วก็แข่งกันมี เขาจะไม่รู้จักความไม่มี 

เขารู้เหมือนกันว่าสิ่งไม่มีคือสิ่งที่เขาต้องการต่ออยู่ แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงโอกาสเขาก็ยังไม่แย่ง ถ้าถึงโอกาสเมื่อไหร่ เขาจะแย่ง เป็นเช่นนั้น เขาเห็นว่าอันนี้ข้าจะแย่งขี้หมูขี้หมาก็จะแย่ง เป็นเช่นนั้น 

_สู่แดนธรรม… ผมจะขอสรุปตรงนี้อีกว่า ความมี จึงต้องมีอยู่ทั้งสอง สภาวะที่พ่อท่านพูด สภาวะ 2 เป็นเรื่องของคนที่ต้องมีความมีกับความไม่มี 

พ่อครูว่า… ความไม่มีนั้น เขายังไม่ได้ศึกษา เขาจะไม่ต้องการความไม่มี เขาจะต้องการแต่คำว่า มี และมีให้มาก มีอำนาจด้วย เพราะฉะนั้น ลักษณะขอยกตัวอย่างอย่างสำคัญ 

อย่างเช่น ปูตินกับสีจิ้นผิง ขออภัยที่ยกมาเป็น specimen

ปูตินยังยึดมั่นในความเป็นตัวตน ยึดมั่นในความใหญ่ แต่เขาใหญ่ได้ในที่เขาใหญ่ ใหญ่ด้วยอำนาจบาตรใหญ่ ใหญ่ด้วยอำนาจอาวุธ ด้วยอำนาจวัตถุรุนแรงอะไรก็แล้วแต่ 

แต่ทางด้านสีจิ้นผิง คิดได้แล้วเกิดความฉลาดด้วยปัญญามากกว่าแล้ว มีวุฒิภาวะขึ้นมา มากกว่าทางปูติน เขาก็จะใช้ความรุนแรงลดลง ใช้พระคุณมากกว่าพระเดช ใช้ความเกื้อกูลเอื้อเฟื้อเจือจานแบ่งแจก ช่วยเหลือเสียสละ แนวโน้มมาทางนี้ 

ทีนี้ สีจิ้นผิงมีประชาชนเยอะ และเป็นสายปฏิภาณปัญญา สายฉลาด ไม่ใช่สาย เจโต 

เปรียบเทียบกับอินเดีย พลเมืองจีนกับอินเดียไล่เลี่ยกัน แต่อินเดียคือ เจโตศรัทธาเต็มรูป จีนคือสายปัญญาหรือความฉลาดเต็มรูป 

ก็เป็นภาวะ 2 ที่แสดงให้เห็นอยู่ในโลก มีทั้งมวลและปริมาณมีทั้งคุณภาพโดยลักษณะ 2 ประการ 

เพราะฉะนั้นผู้ฉลาดที่จะเรียนรู้ ที่จริง เจโตหรือศรัทธาก็มีประโยชน์ ปัญญาหรือความฉลาดเฉลียวไหวพริบก็มีประโยชน์ จริงๆแล้วต้องใช้ทั้งสองอย่าง อาศัยกันและกัน 

ผู้ฉลาด ที่รู้จักแล้วว่าจะต้องอาศัยกันและกัน ไม่ยึดมั่นถือมั่นตัวกูของกู คนผู้นี้ถ้าพูดถึงเรื่องบุรุษ 7 บุคคล 7 จะไปถึงขั้นทิฏฐิปัตตะ จะออกจากกรอบของสัทธาวิมุติ

ผู้ใดที่ยังออกจากกรอบของสัทธาวิมุติไม่ได้ก็จะยังไม่พัฒนาตนเอง เมื่อออกจาก กรอบของสัทธาวิมุติไม่ได้ คิดว่าตัวเป็นสุข คิดว่าตัวสบาย ยึดว่าตัวดีแล้วตัวพอแล้วตัวสงบแล้ว ยอมแล้วก็ตาม ไม่รุนแรงไม่หวือหวาไม่มากมายกว่านี้ 

เช่น แนวคิดของอินเดีย ต่างกับแนวคิดของจีน แนวคิดของจีนนั้นจะขยายผล แม้แต่ไต้หวันก็จะรวบรวม แม้แต่ทิเบตก็ไปรวบรวมมาอีก ก็ตัวเองก็ใหญ่แล้วก็ไม่พอ จะเป็นไต้หวัน ฮ่องกง ทิเบต ก็ยังไม่ใช่ร้อยเปอร์เซ็นต์นะ เขายังไม่ได้อยู่อาณัตของจีนร้อยเปอร์เซ็นต์นะ แต่เขายังไม่อาละวาดรุนแรง เขายังนิ่งๆไปอยู่ แต่มีกระแสไหมล่ะ ถ้าเลยน่านน้ำออกไปเขตนี้ จะโดนทิ้งระเบิดเลยนะ ยังมีตัวกูของกู 

ที่อาตมาพูดไปวิจัยวิจารณ์ต่างๆนานา เป็นความรู้ของตนเองที่รู้แม้แต่เรื่องการยึดมั่นถือมั่นในเรื่องการสร้างอำนาจบาตรใหญ่ การจะรวมอันนั้นเป็นตัวกูของกูต่างๆนานา อาตมาผ่านความรู้พวกนี้มา ไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติ ไอ้เรื่องที่มันเกิดอยู่ในปัจจุบันนี้ ไม่ว่าสังคมของจีนจะเป็น Statusquol ขณะนี้ เป็นปัจจุบันชาติขนาดนี้ก็ตาม เป็น Suddenly สัมปติ อยู่ขณะนี้ก็ตามไม่ว่าจะเป็นรัสเซียหรือจีน  ก็เป็นความเป็นจริงตัวตนของเขาแต่ละมนุษย์ แล้วก็รวบรวมทั้งมนุษย์และองค์ประกอบของดินน้ำไฟลม จนถึงสิ่งก่อสร้าง สิ่งที่ประดิษฐ์สิ่งที่เป็นเหตุปัจจัยเอาออกมาในมนุษยชาติ ที่เป็นขยะทั้งหลายแหล่ แล้วเขาก็แข่งกัน แย่งกัน แสดงความมีอำนาจบาตรใหญ่กัน มันก็อยู่เท่านั้นเอง 

ผู้ที่รู้ชัดเจนแล้ว สรุปลงไปตรงนี้ ไทย เป็นลูกของพระพุทธเจ้า ตอนนี้ยึดเอาได้เลยแยกออกจากอินเดีย พระพุทธเจ้าเป็นคนทวีปอินเดีย ยึดเอามาเป็นของไทยเลย ได้เนื้อหาแก่นแท้ เป็นแก่นแท้เนื้อหาสาระหลักฐานของพระพุทธเจ้า จึงเกิดพัฒนาการ ของชีวะของพฤติการ พฤติกรรมของหมู่กลุ่มของชุมชน ของพลเมืองของประเทศ มันเกิดเช่นนั้นเป็นเช่นนั้น

วันนี้เวลาหมดลง 

_สู่แดนธรรม… สรุปจบ