651017 โลกุตระคืออะไร และประชาธิปไตยคุณภาพ รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 59

ดาวโหลดเอกสารที่                                                                                                         

https://docs.google.com/document/d/1aB2OurvFYVCHncAguIUmZmaRKbicfIYnPjaGpmg7MYU/edit?usp=sharing        

     

ดาวน์โหลดเสียงที่  https://drive.google.com/file/d/1IpGQwTkgdv4nNPwk5NPCdTsgqhENAv0z/view?usp=sharing 

        

ดูวิดีโอได้ที่ https://fb.watch/gcYWyIYjgk/ 

และ https://youtu.be/_9runhWle5k 

_สู่แดนธรรม… วันนี้วันจันทร์ที่ 17 ตุลาคม 2565 ที่บวรราชธานีอโศก เขามีการทดลอง … คนแต่งชุดดำกับชุดขาวชุดลูกบาส ให้ผู้ชมที่ดูคลิป นับว่า คนชุดขาวจะชู๊ตได้กี่ครั้ง ปรากฏว่าคนก็นับแต่คนชุดขาว เพ่งแต่คนชุดชาว เขาตอบว่านับแต่ 16 ครั้ง ต่อมาผู้วิจัยก็เฉลยว่า สาระสำคัญผมไม่ต้องการทราบเรื่องนี้ อยากทราบว่าในขณะที่ทุกคนกำลังชุลมุน มีผู้ชายคนหนึ่งแต่งชุดหมีเข้ามา ใครเห็นบ้าง ปรากฏว่าคน 50% ไม่เห็น เพราะคนส่วนใหญ่จ้องมองแต่คนชุดขาว สิ่งเหล่านี้ปรากฏในความเป็นจริง แต่ทำไมคนเกิน 50% ถึงไม่รู้สึกว่ามันเข้ามาปรากฏในวิญญาณการรับรู้เลยครับ ที่ผมเอาเรื่องนี้มาเล่า ให้เห็นว่าพ่อท่านสอนเรา ในเรื่องให้ตาเห็นภาพ ดูนะมัดระวังเรื่องการรับทราบ เพราะว่ามันมีในขณะที่เราเห็นภาพแต่ไม่มีวิญญาณไปรับรู้ มันก็เกิดเรื่อง เช่นนักบิน เกิดอุบัติเหตุเพราะมองไม่เห็น อุปสรรค พ่อท่านจึงให้ความสำคัญในเรื่องสติ การลืมตา มีสติ ขณะลืมตายังเกิดเรื่องใด แล้วถ้าไปนั่งหลับตาจดจ่ออยู่ในใจอย่างเดียว มันจะไม่ครบ 

วันนี้ผมได้สอบถาม ก่อนเข้ารายการ ว่าพ่อท่านเขียนเรื่องอะไรอยู่ พ่อท่านบอกว่าจะเขียนเรื่องโลกุตรธรรม จึงจะขอนำท่านผู้ชมได้ฟังคำอธิบายจากพ่อท่านเรื่องโลกุตรธรรมที่พ่อท่านเตรียมไว้ จะมีความสำคัญ อย่างไรกับการลืมตาและหลับตา 

จุดแบ่งของโลกีย์กับโลกุตระคืออะไร

พ่อครูว่า…ก็ลองอ่านที่อาตมาเขียนเมื่อกี้นี้แล้วก็ไขและขยายไป  ขยายความไป อธิบายไป ต่อจากอันนี้ ที่เขียนขึ้นมาเมื่อกี้นี้ 

อาตมาเขียนโลกุตรธรรม 

โลกุตรธรรม คือ ธรรมะที่อยู่เหนือความเป็นโลกปุถุชนปกติ เป็นคุณธรรมขั้นพิเศษ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง โลกปุถุชนปกติสามัญธรรมดาทั่วไป คือ ปุถุชน ในโลกสามัญทั้งหลาย ก็จะอวิชชาเป็นธรรมดา อวิชชาเป็นธรรมดาสามัญปกติ จะไม่รู้จัก จะไม่รู้โลกุตรธรรมนี้ง่ายๆ เป็นอันขาด 

พูดถึงตรงนี้แล้ว อยากจะขอแวะ วันนี้นะ อาตมาแต่ก่อนแต่ไร ก็ไม่เคยดู วันนี้อาตมากดดูที่ใน tiktok มี Comment โอ้โห อาตมาอ่านไม่หมดเลยนะ ใครอ่านอยู่เป็นชั่วโมงไม่หมดเลยนะ ด่า อาตมาทั้งนั้น ด่า ทุกตัวเลย อย่างดีที่สุดแค่ว่า ไอ้คนนี้ใคร พระหรือนี่ นอกนั้นด่าเลย ด่าหยาบๆคายๆทุกตัวเลย อาตมากดดูเป็นชั่วโมงยังไม่หมด อาตมาจนยอมแพ้เมื่อย อาตมาเกิดมาในโลกนี้ทำงานมาตั้ง 50 กว่าปี วันนี้ที่ได้กดดูรู้ว่า โลกนี้เป็นอย่างนี้จริงๆมันก็ให้คำตอบแก่อาตมาได้จริงที่สุดอีกด้วยว่า 

โลกยุคนี้ในประเทศไทย เป็นประเทศเมืองพุทธศาสนาพุทธ ที่พุทธมีโลกุตระธรรมที่ตรัสรู้ด้วยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ซึ่งไม่ใช่โลกียธรรม มีศาสนาเดียวที่มีโลกุตรธรรมในโลก แล้วก็เกิดได้แล้วก็เสื่อมไป แล้วก็มีพระพุทธเจ้าองค์ใหม่เกิดขึ้นมาอีก มันเสื่อมจนหมดไปจากโลก มีพุทธันดรไปแล้ว ถึงยุคที่ควรเกิด ที่จะเกิดพระพุทธเจ้าขึ้นมาอีกสักองค์ แล้วก็มาประกาศศาสนาโลกุตรธรรมขึ้นใหม่ เป็นคราวๆช่วงๆ

_สู่แดนธรรม… การด่าเช่นนี้ พ่อท่านมองว่าอย่างไร 

พ่อครูว่า… ก็ทำให้เห็นว่าโลกนี้มันหมดโลกุตรธรรมจริงๆ แล้วเข้าใจผิดได้ว่า คนที่มีโลกุตรธรรมนี้เป็นคนชั่ว คนที่มีโลกียธรรมทำจัดจ้านด้วย ซับซ้อนเลวร้ายด้วย อย่างทักษิณ เขากลับยกย่องว่าดี นั่นแหละเป็นเรื่องจริงที่เขาเองเขาก็ซื่อสัตย์นะ เขาก็ซื่อต่อความรู้ความเข้าใจของเขา จริงของเขา ซื่อต่อความจริงความรู้ของเขา อาตมาเองไม่ได้ลบหลู่เขานะ อาตมาเห็นความจริงว่ามันเป็นอย่างนั้นของคน ในยุคนี้มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ 

เพราะฉะนั้นโลกปุถุชนก็จะอวิชชาเป็นธรรมดาสามัญ คือปุถุชนทั้งหลาย ก็จะล้วนนิยมชมชอบอยู่กับอารมณ์โลกีย์ เป็นตัวเลวที่สุดคืออะไร คือความสุข 

อารมณ์โลกีย์ที่เลวที่สุดนั่นคือ ความสุข ฟังดีๆนะอาตมาพูดไม่ได้หยาบนะ เป็นคำจริงที่พูดออกมา สื่อให้เห็น มันเป็นตัวมายา ความสุขเป็นมายาของทุกข์เป็นตัวซับซ้อน ใครที่หลงติดสุขมากเท่าไหร่ก็คือ คนนั้นมืดไปกับความทุกข์ มืดไปกับอวิชชาที่ไปหลงความทุกข์เป็นความสุข เพราะสุขกับทุกข์มันเป็นตัวเดียวกัน เป็นสภาพเดียวกัน 

เพราะฉะนั้น คนที่มืดเมามัว โมหะ อยู่กับความสุข นี่แหละ หลงยิ่งติดสุขจัดเท่าไหร่ ก็ยิ่งจะทำความเลว ความชั่วด้วยกิเลสของตนเองได้มากเท่านั้นเท่านั้น ยิ่งได้สมใจกิเลสตน ก็ยิ่งเป็นสุข เป็นซาดิส เป็นมาโซคิส หนักเข้าไปใหญ่เลย เช่น

ยกตัวอย่าง จะชัดเจน เป๊ะเลย 

  1. เลว เพราะได้ฆ่าคน เป็นสุข เขาจะเป็นสุข เขาจะฆ่าคนได้หน้าตาเฉยเลยนะและเป็นสุข มีผลสำเร็จ ได้ฆ่าคน ได้ฆ่าสัตว์ เป็นสุข นี่คือเลวแล้ว 

  2. ได้โกงเขา ได้ทุจริต สมใจ ได้มามากๆ อย่างทักษิณ โกงไม่พอพี่เอาน้องเอาลูกเอาหลานมาโกงต่อ โกงได้สมใจแล้วก็เป็นสุข หยิ่งผยองด้วยว่า เก่ง อย่างนี้ คือเขาจริงใจนะ เขาสุขจริงๆนะที่เป็นผลสำเร็จของเขา ใครจะว่าโกงอย่างไรก็พูดไป ข้าได้เงิน ข้าได้ทรัพย์ ข้าไม่รู้ว่าพฤติกรรมของมนุษย์ ใครจะว่าเลวว่าชั่วว่าดี ฉันไม่รู้ มันเป็นอวิชชาอย่างสนิท มืดสนิทเลยนะ 

  3. ได้สัมผัสรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส เสียดสี เย็นร้อนอ่อนแข็งภายนอก ก็เป็นสุข 

อันที่ 1 การฆ่าเป็นสุข อันที่ 2 ได้ทุจริต ได้โกง เป็นสุข อันที่ 3 สัมผัสรูปรสกลิ่นเสียงเป็นสุข 

อันที่ 3 นี้ยากกว่า อันที่ 1 และอันที่ 2 รู้ยากกว่า และก็เลิกยากกว่า รู้ยากกว่า เลิกยากกว่า อันนี้เป็นโลกุตระเพียวๆ รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส 

ส่วนการฆ่ากับการทุจริตนั้นยังพอพูดกันได้ โลกีย์ก็พอพูดกันได้ เข้าใจกันได้ว่า มันเลวนะไม่ควรทำ การฆ่าไม่ควรทำ แต่เขาก็ยังฆ่ากันอยู่ ยิ่งเจริญนะ เขาว่าเขาเจริญ ระดับโลก ไม่ใช่ระดับประเทศเท่านั้น เป็นระดับโลก ฆ่าคนอื่นจนคนอื่นกลัวเลย ไอ้นี่มือฆ่า อย่าไปตอแยกับมันยกให้มันเป็นเต้ยเลย ยกให้มันเป็นเจ้าโลกเลย แล้วเขาก็นึกว่าเขาเป็นเต้ยแล้วเขาเป็นเจ้าโลกแล้ว แล้วเขาก็หลงแย่งชิงตำแหน่งนี้กันอยู่ ใช่ไหมในโลก สร้างอาวุธยุทธภัณฑ์สร้างสิ่งที่มันจะประหารได้ ตูมเดียวหมดประเทศเลยอะไรอย่างนี้ จะเอาอย่างนั้นจริงๆ 

ไม่ว่าจะเป็นประเทศเล็กประเทศไทยใหญ่ไหนก็ตามแต่ ถ้าขี้โกงแล้วจะต้องทำอย่างนั้น เช่นเกาหลีเหนือ ไม่ใช่ประเทศใหญ่อะไรแต่ ก็สร้างเต็มที่เลย คุณภาพของอาวุธระเบิด ปรมาณู เอาให้คุณภาพสุดยอดเลยอะไรอย่างนี้ นั่นแหละมันส่อแสดงให้เห็นว่าคนเรานี้..

ข้อที่ 1 คือการฆ่า ฆ่าคน ฆ่าสัตว์ ฆ่ามนุษย์ มันเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ เขาจะเห็นว่ายิ่งใหญ่ 

อันที่ 2 คือขี้โกง ทุจริต โกงได้โดยคนที่ทำอะไรเขาไม่ได้  ทุจริตอย่างที่ใครก็ทำอะไรเขาไม่ได้ เขาเก่งที่สุด เขาก็ว่ายอดที่สุด ต้องใช้อำนาจบาตรใหญ่ด้วย ทั้งหัวสมองหลบเลี่ยง ทั้งหลอกล่อ แล้วก็มีอำนาจบาตรใหญ่ ถึงแม้ว่า รู้ก็ทำอะไรเขาไม่ได้ เป็นผลสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ นั่นโลกียะ โลกธรรมดารู้กันทั่วไป แล้วก็เห็นด้วย พอเข้าใจ แล้วพยายามไม่ให้มี แต่มันก็มีเป็นโลกอยู่นั่นแหละ แล้วเขาก็ไม่รู้ตัวว่า เขาแย่งกันที่จะทำ 2 เรื่องนี้เต็มๆอยู่ 

ส่วนเรื่องที่ 3 รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เสพติดแล้วเป็นสุข เป็นโลกุตระแท้ๆ ยิ่งไม่รู้เรื่องเลย อย่างพวกเราชาวอโศก ข้อ 1 ไม่ทำ ข้อ 2 ไม่ทำ ข้อ 3 ก็เลิกละได้ โลกุตระ เลิกละได้ 

เพราะฉะนั้นจึงเป็นคนที่ฉลาดที่สุด คนอโศก 

_สู่แดนธรรม… เขาจะด่าก็ด่านะ 

พ่อครูว่า… เขาด่าเลย คุณอะไรนะ เขาบอกว่า นี่พระหรือ พระอะไรวะ บางเจ้าก็บอกว่าพระเถระสมาคมเขาไล่ออกมาแล้วอะไรอย่างนี้ ไปโน่นเลย เพราะว่าเถรสมาคมก็ไม่รู้เรื่องโลกุตระแล้วทำโลกุตระไม่ได้ นี่ก็พูดจริงๆนะไม่ต้องมาพูดไม่ได้ใส่ไคล้ใส่ความ ไม่ได้พูดผิดเลย ไม่ได้บาปเลย แต่คนฟังดีๆเถอะแล้วจะเข้าใจอาตมาผิด หาว่าอาตมาไปว่าสิ่งที่เขาผิดอยู่นี่ว่าถูก เขาจะไปหลงนึกว่าเถรสมาคมหรือโลกียนั้นเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ มันจะเป็นอย่างนั้น 

เพราะฉะนั้น อาตมาเกิดมาในยุคนี้เป็นยุคโลกุตระเสื่อม ตามที่พระเจ้าตรัสไว้ในอานิสูตร กลองอานกะ มันได้ถูกเปลี่ยนเป็นกลอง เก๊ แล้วไปยึดกลองเก๊ กลองหลอก ว่าเป็นกลองจริง 

เพราะฉะนั้นเอาเนื้อแท้ของกลองอานกะ เอาเนื้อแท้มาใส่เข้าไปแทนที่ สถาปนาขึ้นใหม่ เขาก็ยังเห็นว่า มาทำลายของเขา มาทำลายกลองเก๊กลองปลอมของเขาไป มันยิ่งชัดเจนเลยว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ พยากรณ์เอาไว้นั้น ศาสนาพุทธพระเจ้าที่บอกว่า 5,000 ปี นี่มัน 2,500 ปี ถ้ามันไม่เสื่อมครึ่ง กึ่งของศาสนาของท่าน แล้วมันจะเมื่อไหร่ แล้วมันก็เป็นสภาพจริง มีปรากฏการณ์จริงมีสิ่งที่เกิดจริง เป็นปรากฏการณ์ที่แท้จริงที่มนุษย์เขาเป็นจริงๆ มันก็ยืนยันชัด 

อาตมาไม่ได้ตกใจ ไม่ได้แปลกใจ ไม่ได้ท้อแท้ ไม่ได้กลัวได้ยั่นอะไรหรอก เพราะอาตมารู้ความจริงทั้งนั้นเลย ที่มันเป็น อาตมาดูคอมเม้นของพวกที่คนทั้งหลาย ก็จะยิ่งชัดเลยว่าโอ้โห อาตมาทำงานมาถึง 50 ปี 50 กว่าปีแล้วทำงานศาสนาโดยตรงไม่ทำอย่างอื่นเลย อาตมาทำงานศานา ฟื้นคืนโลกุตรธรรม แต่ไม่ใช่ว่าล้มเหลว อาตมาไม่ล้มเหลวก็ได้พวกเราชาวอโศกขึ้นมา จนกลายเป็นกลุ่มหมู่ชาวอโศก เป็นชุมชน หมู่บ้านชาวอโศก ที่มีกระจายอยู่ทั่วไปในประเทศไทย ที่เป็นเมืองพุทธ เป็นชุมชนที่สาราณียธรรม แล้วก็เป็นผลสำเร็จที่มีความเป็นอยู่ได้เป็นสาราณียธรรม ที่พูดนี้อาตมาพูดอิงหลักอิงธรรมพระพุทธเจ้าเองสัจธรรม ไม่ได้พูดลอยลม ไม่ได้พูดไม่จริง ไม่พูดไม่มีที่อ้างอิง แต่อาตมาพูดยังมีที่อ้างอิงยืนยันได้ เอหิปัสสิโก มาสัมผัสได้มาพิสูจน์ได้ คุณมีภูมิพอจะมาพิสูจน์มาสัมผัสหรือไม่ล่ะ มีภูมิพอก็จะมาสัมผัสว่าชาวอโศกตรงตามที่พระเจ้าตรัสสาราณียธรรม 6 

อยู่กับชนกลุ่มนี้เขาจะอยู่กันด้วย เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม อยู่กันอย่างญาติธรรม อยู่กันอย่างพี่อย่างน้อง อย่างเครือญาติ สมบัติมี สินทรัพย์มี มีอะไรก็มารวมกันแบ่งกัน กินแบ่งกันใช้ ไม่ได้ยึดติดว่าเป็นของตัวของตน ไม่ได้คิดอะไรหรอกถ้าว่าอันนั้นแพงกว่าอันนี้ อันนี้ถูกกว่าอันนั้น จะต้องถอนกันไปถอนกันมา ไม่มี แบ่งกันกินแบ่งกันใช้เสียสละด้วย 

คนนี้ควรจะได้กินได้ใช้อันนี้ เพราะว่าเป็นคนที่ควรจะได้ก่อน ให้ก่อน อ่อนแอกว่าเป็นต้น หรือมีคุณธรรมสูงกว่า หรือมีอายุยาวอายุมากแล้ว ควรจะได้ก่อนอะไรพวกนี้ เป็นผู้ที่มีปัญญาทาง คุรุกรณะ มีสังคหะ ช่วยเหลือเกื้อกูลกันไป แบ่งแจกกันเสียสละกันไป 

อวิวาทะ ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง ชาวอโศกนี้ไม่มีวิวาท ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้ง ตำรวจไม่ได้มาทำหน้าที่ ไม่เดือดร้อนตำรวจเลย อาตมาทำงานมา 50 กว่าปีมีชุมชนสาธารณโภคี สาราณียะ มาตลอด ไม่เคยเดือดร้อนเรื่องตำรวจ มีแต่คนข้างนอกเข้ามา เรื่องร้ายแรงอะไร เราสู้ไม่ได้หรอกต้องอาศัยตำรวจนั่นค่อยว่ากัน แต่ในเรื่องของชาวอโศกเองทะเลาะกัน ไม่เคยจะต้องเดือดร้อนตำรวจเลยนะ 

ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ความจริงเป็นปรากฏการณ์จริงในสังคมยุคนี้ อยู่เป็นเอกีภาวะ สามัคคียะ พร้อมเพรียงกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เป็นมวลหนักแน่น อยู่กันอย่างแข็งแรง ใครจะมาล้มล้างยาก ใครจะมาตีแตกยาก เพราะว่ามันถึงขั้นจิตวิญญาณ 

โดยเฉพาะสาธารณโภคียุคนี้ที่อาตมานำมาสถาปนาลงไปในสังคมของฆราวาส ที่อาตมาพูดแล้วว่า คนหาว่า อาตมาอวดเก่งกว่าพุทธเจ้า ในยุคพระพุทธเจ้าได้ในวงสงฆ์ ทำมาถึงฆราวาสไม่ได้ สาธารณโภคีทำสาราณียธรรมพร้อมเลย มีเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม แล้วลาภที่ได้โดยธรรม ลาภธัมมิกา เอามารวมแบ่งกันกินกันใช้ ไม่ถือเป็นของตัวของตน ซึ่งมันเป็นสุดยอดจิตวิญญาณแล้ว แล้วก็ปฏิบัติตัวเองตาม ทิฏฐิสามัญญตา ศีลสามัญญตา นี่คือสาราณียธรรม 6 

ซึ่งทุกวันนี้ชาวอโศกปฏิบัติถึงเลย มีพฤติกรรมของสาราณียธรรม 6 ยังยืนยันพิสูจน์ได้เลย และคนก็มาทำวิทยานิพนธ์เยอะไปเป็นร้อยๆคนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นปริญญาโท ปริญญาเอก ในเรื่องสาราณียธรรม ก็ไม่ถึงขั้นสูงสุดแต่ว่าไปทางสาราณียธรรม มีทั้งเรื่องเมตตากายกรรม วจีกรรม มโนกรรม หรือสุดท้ายสาธารณโภคี ก็พยายามมาทำ 

เรื่องโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า อาตมาพยายามแยก แบ่งอธิบายให้ชัดเจน ความรู้ความฉลาดของคน มันยังอยู่ในกรอบของโลกีย์ ยังไม่ออกจากโลกีย์มาสู่โลกุตระ 

จุดแบ่งของโลกีย์กับโลกุตระก็คือ โลกียะนั้นจะเอาแต่เรื่องของดีและชั่ว ตามสมมติโลกียะ ส่วนโลกุตระนั้น ดีและชั่วก็เข้าใจ เอาด้วย ต้องประพฤติดี อย่าไปทำชั่ว ตามโลกสมมุติเขา รู้ด้วย  ทำสำเร็จด้วย และยังมีพิเศษคือโลกียะยังไม่มีคือ มารู้จักสุขจักทุกข์ 

โลกียะรู้แต่ดีกับชั่ว แล้วก็พยายามเป็นคนดี อย่าเป็นคนชั่ว ส่วนโลกุตรธรรมนั้นทำด้วยเป็นคนดีอย่าเป็นคนชั่วด้วย และพิเศษคือ อย่าหลงสุขหลงทุกข์ ละวางสุข ละวางทุกข์

ชัดเจนว่า  สุขไม่ใช่ตัวยิ่งใหญ่สุดคือตัวผี ตัวซาตาน ที่มันใช้เหลี่ยมหน้ามาบังหลอกคน ที่จริงมันเป็นทุกข์ แต่มันเอาสุขมาบังหน้า เอาสุขมาออกหน้า เอาสุขมาหลอกคน จนกระทั่งพระเจ้าหลง 

พระเจ้าของศาสนาเทวนิยมหลงสุข เป็นสุขนิยม ไม่เข้าใจเรื่องทุกข์ ไม่รู้จักซาตาน ไม่รู้จักไซตอน ไม่รู้จักและไม่ศึกษา ตั้งหน้าตั้งตา เสพแต่สุข ไล่ล่าสุข เอาแต่สุข ใครได้สุขคนนั้นก็คือ คนยิ่งใหญ่ คนที่ได้มากที่สุดก็คือ พระเจ้า จิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดได้สุข ซึ่งเป็นเรื่องที่ยังเข้าใจกันยากมาก โดยเฉพาะทางเทวนิยมที่ติดสุข ถ้าจะมาพูดถึงเรื่องสุขทุกข์ซึ่งเป็นเรื่องของจิตเจตสิกรูปนิพพาน เป็นเรื่องของอภิธรรมที่แท้ ต้องแยกจิตเจตสิก 

และเจตสิกที่พระพุทธเจ้าท่านแยกละเอียดลงไปถึงขั้นความรู้สึกคือ เวทนา แยกเวทนา แบ่งลงไปเป็นเวทนา 108 

วันนี้มาพูดถึงเวทนา 108 ให้ชัดๆดีๆแล้วจะพอเข้าใจ 

ถ้าคนไม่เข้าใจเวทนา 108 เป็นชาวพุทธเป็นนักปฏิบัติธรรม ไม่เข้าใจเวทนา 108 แล้วก็ทำเวทนา 108 นี้ ไม่สำเร็จ 

เวทนา 108 

  1. เวทนา 2

  2. เวทนา 3
    3. เวทนา 5

  3. เวทนา 6   

  4. เวทนา 18 

  5. เวทนา 36 

  6. เวทนา 108 

เวทนา 36 36 36 108 คือ เวทนาที่เป็นอดีต 36 เวทนาที่เป็นปัจจุบัน 36 เวทนาที่เป็นอนาคตอีก 36 

เวทนา 36 แบ่งเป็น 18 กับ 18 เวทนา 18 ก็ต้องมีปัญญารู้จักพฤติกรรมของจิต 

พฤติกรรมของจิต ภาษาบาลีว่า มโนปวิจาร พฤติกรรมของจิต อาการหรือกิริยาของจิตที่เป็นเคหสิตะ เรียกว่าโลกีย 18 อาการกิริยาของจิต ที่ออกจากโลกียะ มาเป็นโลกุตระเรียกว่าเนกขัมมะอีก 18 

มโนปวิจาร 18 นี่แหละ อรหันต์ต้องมีปัญญา มีธัมมวิจัย มีสติสัมปชัญญะ ปัญญา มีสติ ธรรมวิจัย มีวิริยะ แยกจิตที่เกิด สัมผัสแล้วมันเกิดโลกียะเป็น เคหสิตะ รู้ทันแล้ววิจัยหาเหตุ ฆ่าเหตุให้ได้ เอาเหตุคือกิเลสเอามันออกไป ทำลายมันให้ได้ นั่นคืองานของนักปฏิบัติธรรมที่จะต้องทำ 

ถ้าทำอย่างนี้ไม่ได้ ไม่มีทางเป็นอรหันต์ ไปนั่งหลับตาไม่มีมโนปวิจาร 18 

 (พ่อครูไอตัดออกด้วย) 

_สู่แดนธรรม… วันนี้ได้มีโอกาสเปิดดู comment ทั้งหลาย ก็มีแต่คำด่า ถ้าคนที่ติดตามพ่อท่านมาไม่นาน ถ้าเคยได้ยินว่าพ่อท่านเป็นโพธิสัตว์ที่มีบารมีเป็นระดับ7 เขาก็จะสงสัย อดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมพ่อท่านมีบารมีถึงขั้นที่ 7 ทำไมมีแต่คนด่า 

พ่อครูว่า… มันซับซ้อนเพราะคนได้เสื่อมจากความรู้และคุณธรรมที่ตรงตามพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้พยากรณ์เอาไว้ ในอาณิสูตร ยืนยันหลักฐานอ้างอิงเสื่อมในยุค 2,500 ปี 

_สู่แดนธรรม… มาตรฐานของคนทั่วไปถ้าคนมีบารมีทางธรรมควรจะต้องกราาบไหว้

พ่อครูว่า… พยายามทำความลึกให้ตื้น พยายามทำของที่คว่ำให้หงาย มันก็เลยดูง่ายๆ แต่เขาจะดูว่า ไม่ลึกซึ้ง มันหมุนกลับสลับซับซ้อนกันไป

ผู้ที่ใส่ใจไม่มีอคติ ผู้รู้จะไม่ตำหนิ ผู้ที่ไม่รู้จักตอนนี้ ผู้ที่ไม่รู้ก็จะด่าแต่อาตมาจะพูด แต่ผู้ที่มีภูมิธรรมจะรู้จะไม่ได้ ซึ่งมันหาได้ยากในยุคนี้ เพราะโลกุตรธรรมไม่ได้ เสื่อมไปแล้ว จะมีน้อย มันไม่แปลกเลย เหลือยอดปิรามิด Pyramid นิดเดียว อาตมาก็ว่าไม่แปลก เป็นของธรรมดา มันต้องเป็นอย่างนี้ ถ้าไม่เป็นงี้มันจะไม่จริง เป็นอย่างนี้มันยืนยันความจริงด้วย อาตมายิ่งชัดเจน 

_สู่แดนธรรม… อีกสักระยะที่โลกุตระจะกลับมาฟื้นคืนได้

พ่อครูว่า… อาตมาตายไปอีก 100 ปีจึงจะตื่นกัน อาตมายังไม่ตายนี้จะถูกด่าไปอีกนาน ก็คงอีกไม่กี่สิบปี จะไม่ถึง 10 ปีหรือ 10 ปีก็ไม่รู้ตายแน่ หลังตายไป 50 ปี 100 ปี เขาถึงจะค่อยรู้จัก เพราะว่าคนแสวงหาจะขึ้นมา แล้วหลักฐานที่อาตมาปลูกฝังไว้แล้วเขียนไว้ก็มาก เดี๋ยวนี้เครื่องมือทางเทคโนโลยีก็เก็บไปบันทึกไว้ ในวิกิพีเดีย ใน Google อะไรเยอะแยะ แต่มันจะค่อยๆรู้กัน 

_สู่แดนธรรม… ถึงแม้ท่านจะตายไป ความรู้ที่ปลูกฝังไปแล้วไม่ได้ตายไปด้วย ไม่เหมือนสำนักงานอื่นที่เจ้าสำนักตายไปแล้ววัดก็ร้างแน่นอน เพราะว่ามีลูกๆรับคำสอนของพ่อท่านได้แล้วเอาไปพัฒนาต่อ 

พ่อครูว่า… มาขยายเวทนาต่อ 

มโนปวิจาร 18 พวกที่ไปนั่งหลับตา หมด โมฆะ สูญเปล่า ไปนั่งหลับตาไม่มีทางจะรู้จักมโนปวิาร 18 ก็ไปนั่งหลับตารู้แต่ทวารใจอย่างเดียวมันไม่ครบ 18, 18 มันต้องมีตาหูจมูกลิ้นกายใจ 6 รับรู้ครบ ตาหูจมูกลิ้นกายใจรับรู้ทุกทวาร แล้วจะต้องรู้สุข รู้ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ อีก 3 

ตากระทบรูปแล้วอ่านเวทนา อ่านเวทนาตัวเองในขณะปัจจุบัน ในขณะกระทบสัมผัสตากระทบรูปนั้นเป็น วิสยรูป มีปสาทรูป โคจรรูป กระทบกันทำงานร่วมกันทันที ประสาทตาไม่เป็นประสาทเสีย ก็ทำงาน โคจระหรือโคจรทำงาน จระ มีพฤติกรรมเลย เป็นวิสัยครบ 2 กระทบกันครบ 2 เป็นอายตนะ 

_สู่แดนธรรม… แสดงว่าต้องมีวิญญาณเกิดขึ้นทางตา 

พ่อครูว่า… มีวิญญาณเกิดขึ้นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย เอานอกก่อน ทางใจในใจ มนายตนะกับธัมมายตนะ เอาไว้ก่อน พูดอายตนะ 5 ข้างนอกก่อน 

พวกหลับตา ทำงาน 5 คู่ไม่มี เข้าไปหลับตาเป็นมีจินตนาการ มีมนายตนะ ธัมมายตนะ ปรุงแต่งไปก็ฟุ้งซ่านไปเอง หลงไปกับอดีตอีก 18 พระพุทธเจ้าท่านรวบรวมให้หมดมี 18 ทิฏฐิ สร้างใหม่เพ้อไปกับอนาคตอีก 44 ในพรหมชาลสูตร พระพุทธเจ้าท่านรวบรวมไว้หมดแล้ว 

มันก็จมอยู่อย่างนั้นกับอดีตกับอนาคต อดีต 18 อนาคต 44 มันไม่มีปัจจุบัน ไม่มีทิฏฐกาละ หรือไม่มีทิฏฐธรรม ไม่มีปัจจุบันชาติ การเกิดในปัจจุบันขณะนี้มีตากระทบรูป หูกระทบเสียงเป็นที่ตั้ง เป็นฐีติ หรือเป็นฌาน มันไม่มี มันเป็นสัมภเวสี มันเป็นจิตวิญญาณล่องลอยอยู่ในภพอยู่ในภวังค์ของแต่ละคน 

เพราะฉะนั้น มันจะไปยืนยันว่า จริงหรือไม่จริง ยืนยันไม่ได้ ถ้าจะยืนยันว่า เป็นความจริงต้องมีปัจจุบันชาติ ต้องมีตากระทบรูป คนอื่นเขาก็มีตากระทบรูปแล้วยืนยันกันว่า  นี่สีแดงนะจ๊ะ ภาษาอังกฤษ Red นะจ๊ะ Scarlett ก็ได้ อะไรอีกเยอะแยะเป็นเฉดของสีอีกเยอะแยะ อาตมาเรียนศิลปะมาก็ลืมไปแล้วด้วย 

เพราะฉะนั้นมันก็กำหนดรู้ร่วมกัน อันนี้ยืนยันว่าเป็นความจริง ถ้ายังไม่มี 2 คนขึ้นไป เอาที่ตากระทบรูปแล้วรู้ว่า อันนี้แดงนะจ๊ะ 2 คนขึ้นไปยิ่งเป็น 3 ยิ่งเป็น 4 ยิ่งจริงใหญ่ ถ้าไม่มีอันนี้ไม่ถือว่าเป็นความจริง ความจริงจะอยู่ในปัจจุบันที่มีคน 2 คนขึ้นไป ที่กระทบทางตา จมูก ลิ้นกาย แล้วยืนยันตรงกัน คนละภาษาก็ไม่เป็นไร แต่ตรงกันได้ 

_สู่แดนธรรม… มีคนแย้งว่า สิ่งที่เห็นตรงกัน มันเป็นความจริงแค่สมมุติไม่ได้เป็นจริงอะไรกันแค่ไหนเชียว 

พ่อครูว่า…คุณพูดนั้นไม่ผิดเลยถ้ายิ่งเป็นโลกุตระนั้นยิ่งจริงเลย 

คุณจะรู้จักโลกุตระหรือเปล่า จนคุณเห็นทุกอย่างเป็นอนัตตา คุณก็เป็นพระอรหันต์ก็ยิ่งสบายก็ยิ่งกันพูดกันรู้เรื่อง แต่ถ้าคุณพูดอย่างนั้นคุณยังไม่ถึงจิตอรหันต์จริง คุณก็พูดเล่นลิ้นไปอย่างนั้นแหละ แย้งไปยังเล่นสนุกเท่ๆเท่านั้นแหละ 

_สู่แดนธรรม… สรุปแล้วความจริงที่พระท่านว่า ต้องมีสมมติที่ร่วมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ไม่ใช่ว่า หลงเพ้อไปด้วยกัน กับตาเคยมีคนลงเพิ่มไปด้วยกันไหมครับ 

พ่อครูว่า… มี นิรมาณกาย มันเท่ากับคนตาบอดกลุ่มหนึ่ง 100คนชมว่า ท้องฟ้าเมฆสวยจังเลย ร่วมกันพร้อมกันเลยเขาก็ชมไปด้วยกัน ชื่นชมไปด้วยกันทั้งหมดเลยคนตาบอด 100 คน บอกว่าเมฆสวยจังเลยวันนี้ นั่นแหละคือ อุปาทานหมู่ อาทิสมาณกาย สัมโภคกาย ซึ่งที่จริงแล้วเขาไม่มี เขาไม่รู้เรื่องเลย ตาก็ไม่กระทบเมฆ มันเป็นการสร้างภาพในใจเท่านั้น ถ้าเรายืนในหมู่นั้น เราไม่เห็นกับเขา เราก็ด้อยไง เพราะฉะนั้นตาบอดนั้นก็เลยบอกว่าเห็นเหมือนกันหมดเลย นี่แหละคือคนในยุคนี้

เห็นอุปาทาน ซ้อนแล้วทีนี้ สมมุติว่าสีนี้สวยจังเลย แล้วก็มาร่วมสวยด้วยกันแย่งซื้อกันใหญ่ราคาขึ้น นี่คือบ้าๆ สมมุติว่ามันสวย มันจะสวยหรือยังไงมันก็เป็นของมัน แดงสวย

เหมือนยุคของพวกแฟชั่นผู้หญิง ปีนี้แดงสวยนะจ๊ะ ปีนี้ พอหมดปีนี้ปีหน้า เฮ้ย..น้ำเงินสวยนะจ๊ะ แล้วก็จะไปหาสีน้ำเงินกัน ใครไม่ใช้สีน้ำเงินก็เชย เป็นอย่างนั้น

เพราะฉะนั้นสมมุติโลก ที่เขาก็บ้าไปกับสมมุติโลกนี่แหละ คือพวกที่ไม่รู้จักสัจจะความจริง โลกุตระของพระพุทธเจ้านั้น รู้จักสัจจะความจริง ทุกอย่างมันก็เป็นของที่มันเป็นเท่านั้น จบ ทุกอย่างเป็นอย่างที่มันเป็นเท่านั้นจบ

_สู่แดนธรรม… ที่ผมเคยอยู่กับพระป่ามา เขาก็ชวนว่า คุณอย่าเอาตาไปเห็นรูปมันยุ่ง มาหลับตากันดีกว่า ตัดความยุ่งยากไปเสีย อย่าไปสนใจมันเลย ก็ได้สมาธิเหมือนกัน

พ่อครูว่า… เขาก็เรียกว่าเขาเป็นสมาธิจิตตั้งมั่นเขาก็ได้ของเขานะ แต่เป็นเรื่องอุปาทานมันไม่เที่ยง คุณยึดจะเป็นอย่างนี้ไปได้นาน หรือไม่ต่อให้ข้ามชาติคุณก็ไม่ตอบ ชาติหน้าชาติไหนคุณก็เปลี่ยนแปลงได้ กลับมาเป็นสามัญที่มีอวิชชา มันไม่จริง 

พระพุทธเจ้าไม่ได้สร้างศาสนาหรือไม่ได้ทำให้คนศึกษาแบบนั้น ท่านให้เข้าใจให้ความรู้ด้วยปัญญา ด้วยความจริงอย่างที่เรียกว่าปัญญา  มันเป็นสังขารที่ปรุงแต่งกันอยู่แล้วสมมุติกันขึ้นมา แล้วผู้ที่รู้จักสมมตินั้น อนุปคัมมะ ขึ้นไป รู้สิ่งสมมุตินั้น โลกในยุคนี้เขายึดจับว่าอย่างนี้จริง ยึดรองลงมา ยึดน้อยลงมา ก็จะรู้จักขั้นตอน ชั้นตอน สุพรรณะ ทุพรรณะ รู้จักขั้นชั้นระดับของมัน Level ของมัน แตกต่างกันอย่างไรอย่างไรอย่างนี้เป็นต้น 

เพราะฉะนั้น คนที่จะยึดอยู่ในระดับใดๆ อนุปคัมมะ ขึ้นไปถึง สยัมภูเลย จะรู้ความจริง   สยังอภิญญา กำลังเรียนรู้อภิภู หรือ อนุปคัมมะ รู้ในขั้นตอนที่แตกต่างกันมีระดับแตกต่างกัน ที่ใกล้เคียงกันมากเลย แตกต่างกันละเอียดขึ้นละเอียดขึ้น รู้จักความต่างที่ใกล้เคียงกันมาก ที่มันต่างกันอย่างหยาบๆนั้นมันง่าย ต่างกันอย่างละเอียดใกล้เคียงกัน 

หมดกิเลสกับเหลือกิเลสน้อย โอ้โห… แยกยากจริงๆ กิเลสหมดแล้วกับกิเลสเหลือน้อย โอ้โห ยาก 

ต้องมีภูมิ มี อภิภู อภิภุยยะ ที่สามารถแยกอันนี้ออกได้อย่างลึกซึ้งมากเลย แล้วก็เข้าใจด้วยความต่าง ไม่ได้เป็นความแปลก รู้ว่า  ความต่างนี้มีตั้งแต่หยาบถึงละเอียด 

ประชาธิปไตยโลกุตระเน้นคุณภาพไม่เน้นปริมาณ

พ่อครูว่า… เพราะฉะนั้นเข้ามาหาความเป็นจริงขณะนี้ อาตมามีความต่างจากโลกียะเขา 180 องศาเลย หันหลังชนกัน เพราะฉะนั้น อาตมามองอันนี้เป็นขาว เขาจะเห็นดำ แล้วเขามองดำของเขาเป็นขาว เป็นอย่างนั้น 

เพราะฉะนั้นอาตมาดูคอมเม้นแล้ว ยิ่งยืนยันชัดเจนเลยว่า โอ้โห…พระพุทธเจ้าตรัสไว้ถูกจริงเลย ไม่มีใครไม่ด่าอาตมาเลย 

_สู่แดนธรรม… ในบรรดาComment เหล่านี้ คนที่จะเชียร์ พ่อท่านก็ไม่กล้าไป Comment 

พ่อครูว่า… เขาถูกโลกประชาธิปไตยโลกียะหลอก เป็นประชาธิปไตยปริมาณไม่ใช่ประชาธิปไตยคุณภาพ ไม่ใช่ประชาธิปไตยโลกุตระ 

ประชาธิปไตยปริมาณ ประชาธิปไตยโลกียะ ประชาธิปไตยไม่เป็นโลกุตระ ประเทศไทยนี้เป็นประชาธิปไตยโลกุตระ มีคนจํานวนจริงๆแล้วไม่น้อย แต่อยู่ลึก เขามี แล้วก็แสดงออกอยู่ ยังไม่ถึงระดับขึ้นมาสมบูรณ์ 

เปรียบเทียบกับต่างประเทศ ไม่มีประชาธิปไตยโลกุตระ ฟังตรงนี้ดีๆ 

โลกุตระคืออะไร เมื่อกี้พูดไปแล้ว ทวนใหม่ 

โลกุตระ คือ ธรรมะที่อยู่เหนือความเป็นโลกปุถุชนปกติ เป็นคุณธรรมขั้นพิเศษที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบ แล้วตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ตรัสรู้อะไร 

ตรัสรู้ จิตเจตสิกรูปนิพพาน ตรัสรู้เรื่องจิต หรืออีกภาษาทางวิชาการเรียกว่า ปรมัตถธรรม ไม่ใช่สมมติธรรมเท่านั้น ปรมัตถธรรม คือ จิต เจตสิก รูป แล้วถึงนิพพาน 

เพราะฉะนั้น ผู้ที่รู้รูป รู้จิตเจตสิก รู้จักความเป็น 2 ที่ถูกรู้ด้วยปัญญา กับปัญญาที่แปลว่ารู้สิ่งที่ถูกรู้ ปัญญาเป็นธาตุรู้ความฉลาดโลกุตระ ส่วนปัญญาของชาวโลกนั้น เรียกโดยศัพท์วิชาการว่า เฉโก แต่เขาไม่เข้าใจแล้วเพราะโลกมันมีแต่ เฉโก ใครก็เฉโกหมด แล้วใครก็ไม่เรียก ความรู้ความฉลาด เฉโก เขาไปเรียกปัญญาด้วย ไปเอาคำว่า ปัญญามาตีกิน ซึ่งไปชุบมือเปิบเอาภาษาคำว่า ปัญญาของพระพุทธเจ้ามาทำเสียหายหมดเลย เอาปัญญามาเป็นความรู้ของความรู้ความฉลาดแบบโลกียะ เฉโก ซึ่งมันผิด ไปดึงเอาภาษาของพระพุทธเจ้ามาเรียกความรู้ความฉลาด ตัวเองยังเป็นโลกีย์อยู่ 

_สู่แดนธรรม… ฝรั่งแยกดีเหมือนกันนะครับ เขาเรียกว่า อย่างนี้ว่าเรียกGenius ปัญญา เขาเรียกว่าเอนไลท์เทน จะถึงปัญญาหรือไม่ก็ไม่รู้นะ 

พ่อครูว่า… ไม่ถึง โลกียะ เทวนิยม ที่เป็นพระเจ้านั้นไม่ถึง ภาษาอังกฤษไม่ถึงโลกุตระ Genius ก็ไม่ถึง Enlighten ก็ไม่ถึง 

ปัญญา มีความตีกลับมันเป็นศูนย์ โลกุตระไม่มีตัวตน แต่ Genius ฉลาดลึกสูงสุด Enlighten ฉลาดสูงสุดอัจฉริยะ เขาใช้คำว่า อัจฉริยะ เท่านั้นเอง เขาข้ามเขตมาเป็นโลกุตระไม่ได้ พระหลวงพ่อชนะมันล้มล้างโลกโลกียเป็นศูนย์หมดเลย ไม่ยึดถือตัวตนซึ่งพูดกันไม่รู้เรื่อง ทีนี้มาเข้าคำว่าไม่มีตัวตน 

พระเจ้าไม่รู้จักตัวเอง ยืนยันว่า ไม่รู้จักตัวเองคือ พระเจ้าเอาคำสอนมาประกาศ ขออภัยไม่ใช่พระเจ้า พระศาสดาเอาคำสอนมาประกาศ และไม่รู้ว่าคำสอนนั้นเป็นของตัวเองที่ได้สะสมมาด้วยบารมีตนเอง ไม่รู้ว่าเป็นของตนเอง โอ้โห…เป็นความรู้สูงส่งจังเลย เป็นความรู้ยอดจังเลย เอ๊! คงไม่ใช่ตูหรอก ที่สามารถรู้ขนาดนี้ ต้องเป็นพระบิดาให้มานะ เพราะไม่รู้ว่า ตัวเองสร้างมาด้วยกรรมวิบาก เพราะโลกียะเทวนิยม ไม่รู้จักกรรมวิบาก 

กรรมเป็นของๆตน กรรมเป็นอันทำ สั่งสมลงเป็นวิบากเป็นผล แล้วก็สั่งสมมาจนกระทั่งกลายเป็นของของตน ได้เป็นศาสดาองค์ใดองค์หนึ่ง ศาสนาทางเทวนิยม ไม่รู้จักกรรมวิบากไม่รู้จักตัวเอง เมื่อไม่รู้จักตัวเองก็เลยไม่รู้จักอนัตตา เพราะฉะนั้นจึงสูญ ไม่มี ไม่มีสูญ มีแต่นิรันดร
เทวนิยมหรือโลกียะมีแต่นิรันดรตลอดกาล ไม่สูญ สูญไม่มี สูญไม่ได้ก็เป็นความจริงที่เขาเข้าใจอย่างนั้น แต่ศาสนาพุทธนั้น เข้าใจเหนือกว่านั้น จึงเรียนอุตระ เหนือชั้นกว่า ความมีนิรันดร 

โลกุตระล้มล้างนิรันดร ล้มล้างให้เป็นความไม่มี ยืนยันได้ตั้งแต่ตอนเป็นๆยังไม่ตาย เป็นอนุปคัมมะ รู้จักความมีกับความไม่มี ทั้งอัตถิ หรือนัตถิ หรือโหติ กับ นโหติ โลกสมุทัยหรือว่าโลกนี้ดูทั้ง 2 อย่าง แล้วก็เรายังมีชีวะ แม้ว่าเราจะจิตของเราไม่ยึดติดว่ามีแล้ว ความไม่มีได้อยู่แล้ว แต่เราก็ยังอยู่กับโลกเขา เขาเห็นว่า เรามี เราก็ไม่มีปัญหาอะไร 

อย่างอาตมาไม่มีกิเลส เขาก็บอกว่า ไอ้นี่มันศึกษาธรรมะบวชเปล่า ๆ มันไม่รู้เรื่องอะไรเลย ทำไมมันไม่มีธรรมะ ซึ่งอาตมามีจนเขารู้ไม่ได้ มันกลับกันหมดเลย สิริมหามายา ที่เขาเป็นมายาแล้วหลงมายา เขาไม่รู้ว่า สูงสุดคืนสู่สามัญ อะไรพวกนี้ สภาพที่ดำคือขาว ขาวคือดำ พูดไปเหมือนมายากล มีหรือไม่มี ตลบตะแลง แต่มันไม่ใช่ มีก็คือมี ไม่มีก็คือไม่มี ไม่เคยพูดผิด สิริมหามายาไม่เคยพูดผิด 

_สู่แดนธรรม… แต่ต้องพูดตามที่คุณมองมา 

พ่อครูว่า… แต่ว่าคุณเอง ตามันไม่เห็นความจริง มันมีแต่ตามายา มันเห็นดำเป็นขาวเห็นขาวเป็นดำ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆเลย เขาไม่ได้แกล้งนะ เขาด่าอาตมา เขาไม่ได้แกล้ง เขาเห็นอย่างนั้นจริงๆอาตมาก็เข้าใจเขา เพราะฉะนั้น ยิ่งดูคอมเม้นด่าอาตมาจึงเห็นชัดเจนว่าจริงอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้จริงๆ ว่า โลกุตระมันได้สูญไปจริงๆอาตมาเอาโลกุตระมาฟื้นคืนเขาบอกว่า บ้า เป็นพระหรือเปล่ามาจากไหน มาจากอะไรรับที่ไหน มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ซึ่งอาตมาก็ยิ่งเห็นว่า 

อาตมาทำงานมา 50 ปีได้มากะหยิบหนึ่ง ชาวอโศกที่มาดูและมาเข้าใจ แล้วก็มาเอาตัวเองเอาชีวิตมา อย่างพวกคุณนี่เอาชีวิตมาอย่างนี้ แล้วก็มาตายไปทางนี้เลยอยู่กับชีวิตนี้อย่างนี้จนตาย กลับกันเช่น 

เอาง่ายๆที่พูดกันอยู่แล้วว่า มาจน มาเป็นคนจน แล้วจริงใจนะที่พูดนี้ ไม่ได้หมายความว่าเสแสร้งเล่นดราม่า เหมือนกับนายโน๊ส อุดม ไม่ใช่นะ นี่เป็นเรื่องจริง จริงๆ เลย มาจน

จน คืออะไร จนคือไม่ต้องสะสมเงินทอง เป็นคนวรรณะ 9 อปจยะ ไม่สะสมมักน้อยสันโดษ ใจพอ ขัดเกลากิเลสจนมี 0 อยู่กันอย่างไม่มีตัวมีตนไม่มีของตัวของตน แล้วมารวมกันอยู่ร่วมกันสร้าง ร่วมกันกินร่วมกันใช้ไม่ต้องกินมากใช้มาก ประหยัดมันอยู่ในตัวเลยแล้วมันก็มักน้อยสันโดษไป สบาย เป็นเศรษฐศาสตร์สุดยอด 

พวกชาวอโศกเป็นผู้ที่บรรลุเศรษฐศาสตร์มนุษย์เศรษฐกิจ ไม่เป็นความเดือดร้อนตัวเองไม่เป็นความเดือดร้อนของสังคม ไม่เป็นความเดือดร้อนของประเทศชาติ ไม่เป็นความเดือดร้อนของโลก 

แต่เป็นผู้อุ้มชูประเทศชาติอุ้มชูสังคม เป็นผู้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น พูดอย่างนี้เหมือนเอาดีเข้าตัวเอาชั่วให้คนอื่น ถ้ามันเป็นอย่างที่สู่แดนธรรมว่าเป็น The Great word ไม่ใช่ Big word

Big word คือขี้โม้ แต่ถ้าเป็น Great Word มันเป็นสัจธรรมที่ยิ่งใหญ่ เป็นคำใหญ่คำที่ยิ่งใหญ่ 

_สู่แดนธรรม… อย่างที่พ่อท่านบอกว่าชาวอโศกได้รับอานิสงส์ทางธรรม มันสวนทางกันกับผู้ที่มีความเลื่อมใสในการทำบุญกุศลแบบเถรสมาคมไหมครับ เพราะได้ถูกสอนกันมาว่า ถ้าปฏิบัติธรรมทำบุญทำกุศลอย่างดีจะต้องได้ผลคือร่ำรวย 

บุญกับกุศลคนละโลกกันเลย

พ่อครูว่า… เข้าสู่ประเด็นนี้ก็ดี ความหมายในพยัญชนะคำว่า กุศลกับบุญ 

คำว่า กุศลกับบุญ ก็เห็นชัดเจนว่า ชาวพุทธยุคนี้ไม่รู้เรื่องแล้ว เสื่อมไปจากความจริงของพระพุทธเจ้า เสื่อมไปจากปัญญาความรู้ความฉลาดแบบโลกุตระของพระพุทธเจ้า 

บุญกับกุศล  คนละโลกเลย 

บุญ เป็นนักประหารกิเลส ทุกขณะ ทุกอย่าง และเป็นมือสุดท้ายของเพชฌฆาตด้วย คือประหารมือสุดท้าย ถ้าบุญได้ลงมือแล้วล่ะก็ ตายสะเด็ด ตายสนิท ตายเด็ดขาดเลย ไม่มีทางที่จะไม่ตาย ไม่ได้  ต้องตายเด็ดๆ เลย เป็นมือที่ 4 หรือเป็นมือที่ 5 ของ ฌาน ต่างจากกุศล กุศลเป็นความดี แล้ว บุญไม่มีการสะสม สะสมไม่ได้ บุญไม่มีอยู่ที่ไหนเลย บุญนี่คือ ผู้ทำหน้าที่เอกังสะ ทำหน้าที่อย่างเดียว สถานเดียว ท่าเดียว ถ่ายเดียว เส้นเดียว ไม่มีโค้ง ไม่มีงอไม่มีกลับ ทำเสร็จแล้วสูญหาย ไปเดี่ยวๆเลย กลับไม่ได้ผิดกฎหมาย 

_สู่แดนธรรม… บุญสำเร็จแล้วชิบหาย ผลข้างเคียงจะทำให้ปัญญาเพิ่มขึ้นได้ไหมครับ เพราะว่า การจัดทำบุญต้องชำระด้วยปัญญา ถ้าปัญญาผิวเผินชำระไม่ได้ มันต้องค่อยๆสะสมไป 

พ่อครูว่า… ใช่ปัญญาจะเห็นความลับกัน กำลังสูงสุดจะดับสนิท บุญประหารอย่างอื่นไม่ได้เลย ประหารกิเลสอย่างเดียว อันอื่นไม่ได้เกี่ยวข้องเลย เกี่ยวข้องกับกิเลสอย่างดี หยาบ กลาง ละเอียด หมด ตั้งแต่ หยาบ กลาง ละเอียด หมดเกลี้ยงเลย 

หมดเกลี้ยงแล้ว บุญก็หมดหน้าที่บุญก็หายออกไป ปุญญปาปปริกขีโณ ไม่มีบุญไม่มีบาปแล้ว พระอรหันต์เป็นคนไม่มีบุญ 

เพราะฉะนั้นกรรมกิริยาถ้ามีเหลือก็มีแต่กุศล กุสลสูปสัมปทา กรรมทุกกรรมมีแต่กุศล ไม่มีบาปเลย สัพพปาปสอกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง) กุสลสูปสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) สจิตตปริโยทปนัง(ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลส) 

คนจนคือคนวรรณะ 9

_สู่แดนธรรม… ตรงนี้แหละที่ผมเอามาถามว่า พระอรหันต์ให้ทำแต่กุศล ทำไมให้คนมาจน 

พ่อครูว่า… อันนี้ก็ดี เพราะความจนมันเป็นความเก่ง ความจนมันเป็นความประเสริฐ ความจนมันเป็นความอัจฉริยะ ความจนมันเป็นความเจริญ คนจนคือคนที่มีใจพอ คนจนคือคนที่เป็นความขยัน คนจนคือคนที่มีวรรณะ 9 

คนจนคือคน 1.ยอดขยัน วิริยารัมภะ 2. คนจนคือคนไม่สะสม 3. คนจนคือคนที่มีอาการที่ คนที่เขามีปัญญาเขาเลื่อมใส คนไม่มีปัญญาด่า ปาสาทิโก คนที่มีปัญญาจะเลื่อมใส 

คนจน คือคนที่มีศีล บุคคลที่มีศีล เอาศีลข้อไหนก็แล้วแต่ตั้งแต่ ศีล หยาบจนถึงศีลสูง ละเอียดเป็นคนมีศีลที่สูงได้ ธูตะ เป็นคนมีศีลสูงได้ ธูตะหรือธุดงไม่ใช่ออกป่าออกดง หมายถึงศีลในระดับต้นกลางสูง สูงเลย ธุตังคะ องค์ ของเครื่องขัดเกลา ธูตะ

แล้วเป็น สัลเลขะ ขัดเกลาสิ่งที่บกพร่องทางกาย วาจา ไปถึงขัดเกลาความบกพร่องทางจิต ขัดเกลาจนสะอาดบริสุทธิ์ ใสสะอาดสว่าง ความจนนี่แหละ 

เพราะฉะนั้น ความจนจึง 0 พอ  เรียกว่า สันตุฏฐิ สงบ หยุด พอ ไม่แย่งไม่ชิงใครแล้ว พึ่งตนเอง เลี้ยงตนเองรอด สร้างเหลือเฟือ เกื้อกูลคนอื่น คนอื่นได้พึ่งเราแทนที่เราจะไปเบียดเบียนคนอื่น ไม่ใช่ เหลือเฟือ 

เป็นคนที่มีแต่กำไร คือ ขาดทุนตะพึด 

คนที่กำไรตลอดเวลา คือคนที่ขาดทุนตะพึด 

คนมีชีวิตที่ ขาดทุน ตะพึด คือ มีชีวิตที่กำไรที่สุด 

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา กำไรของเราคือขาดทุนของเรา เป็นภาษาสิริมหามายา ภาษาที่ตีกลับ คนเดาไม่ได้ แต่เป็นจริง คนที่เข้าใจจริง มีปัญญาจริงทำจริง จะเป็นคนมีชีวิตที่เป็นคนขาดทุน 

อาตมาเป็นคนขาดทุนยับเยิน เพราะเป็นคนที่ถูกชาวโลกเขาด่ามาตลอด อย่างในคอมเม้นนี้ อาตมาขาดทุนยับเยินเลย 

_สู่แดนธรรม… พ่อท่านไม่ได้เสียอะไร 

พ่อครูว่า… อาตมาไม่ได้ตื่นเต้น ชัดเจน มีความจริง ไม่ได้สะทกสะท้านได้ ไม่ได้หน้าด้านด้วย ไม่ได้หน้ามึน แต่ชัดเจนว่า มันยาก ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีคนไม่มีดวงตา คนที่มีดวงตาคนที่เห็นคนเข้าใจมีอยู่แต่มันมีน้อย มันเป็นยุคที่ พระพุทธเจ้าเกิดไม่ได้ในยุคนี้เสียของหมดเลย พระพุทธเจ้าเกิดมาในยุคนี้เรียกแบบเศรษฐศาสตร์ทางโลกว่า ขาดทุนยับเยินเลย ไม่ไหว เกิดมาไม่ได้ มันไม่คุ้ม มันเสียของ เพราะฉะนั้นจึงให้แค่โพธิสัตว์มาทำงานในยุคนี้ 

_สู่แดนธรรม… นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ 

ความเที่ยงและความไม่เที่ยงที่นิรันดรมีในศาสนาพุทธ

_สู่แดนธรรม… ทำอย่างไรจะให้คนเห็นดีขึ้นงามกับความจนมาเข้าถึงความรู้สึกเวทนา 

พ่อครูว่า… มีนัยยะสำคัญมาก โลกียะเรียกว่า เคหสิตเวทนา 18 ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส โผฏฐัพพะกระทบภายนอก มโนกับธัมมายตนะภายใน 6 ทวาร กระทบแล้วมันจะเกิดสุข ก็ได้เกิดทุกข์ก็ได้ อทุกขมสุข ไม่ทุกข์ไม่สุขเป็นกลางๆก็ได้ 

อทุกขมสุข อย่างโลกีย์ เขากระทบแล้วเขาก็เฉยๆกลางๆ เป็น อัพยากฤต แยกไม่ออกหรอกเขาไม่รู้เรื่อง  แต่ว่าเขาก็ไม่สุขไม่ทุกข์นะเขาก็เฉยๆ อันนี้เรียก อัพยากฤต เป็นความเฉยๆกลางๆแบบ อวิชชา แบบไม่รู้ความจริง 

เฉยๆ อย่างไม่รู้ความจริงแล้วเขาทำเฉยได้คือ กลวิธี วิธีการอะไรก็แล้วแต่ ทำได้ แต่ของ พระพุทธเจ้านั้นเฉยเพราะรู้จักปฏิจจสมุปบาท ทั้งหมด

รู้ว่ามันมีสภาพ 2 สภาพปรุงแต่งกันอยู่ แล้วเกิดวิญญาณเป็นธาตุรู้ แยกออกไปเป็นนามรูป เมื่อมันสัมผัสกัน ก็เป็นอายตนะ คนเข้าใจว่า อายตนะตัวนี้แหละเป็นความรู้สึก 

อายตนะเป็นความรู้สึก แล้วความรู้สึกนี้ เขาแยกไม่ออกว่ามันเป็น 2 สุขหรือทุกข์ 

ส่วนผู้ที่รู้ด้วยวิชชาจะรู้ว่า อายตนะมีทั้งสุขและทุกข์ ที่ปรุงแต่งกันอยู่ เป็นเวทนาสุขหรือทุกข์ สุขเพราะเหตุอะไร เพราะเหตุอวิชชา สุขเพราะยึดถือว่ามันมี มันมีสุข มีทุกข์ 

ที่จริงสุขทุกข์นั้น เป็นความยึดติดของคนที่ ยึดติดทั้ง 2 ข้าง เพราะฉะนั้นผู้ที่รู้แล้วว่าในโลกนี้มันเป็น 2 ข้าง มันมีสุขกับทุกข์ คุณสุข คุณก็เอียงไปข้างหนึ่ง คุณทุกข์ คุณเอียงไปข้างหนึ่ง 

คุณก็รู้ว่า สุขกับทุกข์มันมี 2 ข้าง แล้วคุณก็ไม่ต้องไปเข้าข้างอันไหนเลยเรียกว่า อนุปคัมมะ เป็นคนที่ชัดเจนแล้ว เป็นคนที่ถึง มัชฌิมะ ทรงไว้ซึ่งมัชเฌนธรรม เป็นธรรมอันเป็น กลาง 

เป็นกลาง คืออะไร ไม่ใช่เดินอยู่ 2 สาย 2 ข้างแล้วเดินอยู่ตรงกลาง ไม่ใช่ รู้ว่าข้างหนึ่งคือ กาม ข้างหนึ่ง อัตตา ไม่มีอันตาทั้ง 2ข้าง จิต เราไม่มีอันตาไม่มีข้างในเลย จิตเราไม่เอียงไปข้างนั้นข้างนี้ จิตเราเป็นกลาง อุเบกขาแล้ว บริสุทธิ์จากกาม จากอัตตา 2 อย่าง 

กามคือข้างนอก อัตตาคือข้างใน รู้ทั้ง 2 ด้านเลย ไม่ไปหลงเอาข้างในจนกลายเป็นพญานาค ไม่เอาหลงไปข้างนอกจนเป็นพญาครุฑ ไม่เอา ทั้งสองอย่าง ทั้งสองด้าน ไม่เป็นพญาทั้ง 2 อย่าง ไม่หลงบินเหาะไปเหินหาวจนกระทั่งมีวิมานอยู่ตรงไหนไม่รู้ พญาครุฑ หรือก็จมอยู่ใต้บาดาลที่ไหนก็ไม่รู้เป็นพญานาค นี่ใช้พยัญชนะะสื่อเท่านี้ 

เพราะฉะนั้น ผู้ที่รู้จัก ต้น กลาง ปลาย ที่แบ่งเป็น 2 ไม่หลง 2 ในมหาจักรวาลนี้ จึงเกิด 2 เท่านั้น ตัวเทวะแปลว่า 2 พยัญชนะ เทวะ หรือเทวดา ชาวเทวะเที่ยง เป็นเทวะ 2 เป็น 1 พระเจ้าเป็นหนึ่ง แล้วไม่เที่ยงไม่แปรปรวนด้วย ซึ่งไม่จริง 2 เป็นตัวแปรปรวนเป็นตัวสังขารอยู่ไม่เที่ยงเสื่อมเป็นธรรมดา สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เสื่อมเป็นธรรมดานี่เป็นความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นใครยึดถือความเที่ยงจึงเป็นลัทธิอีกศาสนาหนึ่ง ใครยึดความไม่เที่ยงแล้วเห็นจริงในความไม่เที่ยง นอกจากจะจริงในความไม่เที่ยงแล้วยังเห็นความสูญ 

สามารถทำสูญได้ สุญญ สุญญตา ทำสูญคืออะไร ทำสูญ คือ ทำจิตนิยามหรือจิตเจตสิกต่างๆให้มันเลิกยึดติดกัน เกาะกันอีก สลายมันเป็นดินน้ำไฟลมได้ นี่คือความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ที่เรียกว่า โลกุตระ 

ทำความไม่เที่ยง จริงๆแล้วเที่ยง เที่ยงตัวนี้เกินกว่าจะเรียกว่า ไม่มีอยู่ในระหว่าง นิรันตระหรือนิรันดร แปลว่า ไม่มีอยู่ในระหว่าง 

_สู่แดนธรรม… ถ้ามันเกินกว่าจะคิดว่าอยู่ในระหว่าง 

พ่อครูว่า… ระหว่างก็ไม่มีแล้วในระหว่างก็ไม่มีแล้ว นิระ ไม่มีเลย มันหายไปจากทุกระหว่าง ไม่มีแม้แต่ในอนาคามี 5 สุทธาวาส 5 ก็ไม่มี ไม่มีในระหว่างไหนเลย อันตราปรินิพพายี ก็ไม่เหลือ ไม่เหลือแม้อันตระ ยิ่งจะไปหลงตัวเองว่า อกนิฏฐะ ข้านี่และใหญ่เป็นพระพรหม เป็นพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ ยิ่งไม่มีใหญ่เลย ในสุทธาวาส 5 ไม่มีเลย เป็นการรู้ยิ่งเห็นจริงแล้วไม่เหลือแม้แต่สุทธาวาส 

_สู่แดนธรรม… อันนี้เป็นภูมิอนาคามี 5 

พ่อครูว่า… ใช่ 

ชั้นที่ 12 อวิหาสุทธาวาสภูมิ

ชั้นที่ 13 อตัปปาสุทธาวาสภูมิ

ชั้นที่ 14 สุทัสสาสุทธาวาสภูมิ

ชั้นที่ 15 สุทัสสีสุทธาวาสภูมิ

ชั้นที่ 16 อกนิฏฐสุทธาวาสภูมิ

ไม่มีไม่มีความยึดถือไม่มีความเห็นพวกนี้ พระพุทธเจ้าตรัสว่าเราไม่เคยติดในสุทธาวาสท่านี้เลย ไม่เข้าไปแต่ไม่เข้าไปติด รูปทั้ง 5 แต่เราไม่เข้าไปติดยึดไม่เสียเวลา 

_สู่แดนธรรม… พ่อท่านอธิบายเรื่องความเที่ยงที่พิเศษใช่ไหมครับ 

พ่อครูว่า… เที่ยงคืออะไร คือ สูญนิรันดร สูญแล้วนิรันดรเลย สูญแล้วไม่มีอีกเลย นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) 

สูญแล้วสูญเลย ไม่เวียนกลับมาอีกเลย แต่นิรันดรของโลกียะเขานั้นเที่ยง ไม่สูญ ไม่หายไปไหน ไม่สูญหายไปไหนมีนิรันดร มันเป็นไปไม่ได้มันไม่เที่ยง คุณจะนึกว่าคุณจะยิ่งใหญ่เป็น อกนิฏฐาพรหม ขนาดไหน คุณก็ไม่เที่ยงคุณต้องตกต่ำ แต่เขาไม่รู้ความจริงอันนี้ 

เพราะฉะนั้นเขาจึง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) นัตถิอุปมา ไม่มีอะไรจะเทียบเคียง ไม่มีอะไรจะมาอุปมาอุปไมยอีกแล้ว มันยึดหนึ่งเดียว ยึดนี่ละ่ เป็นความยึดอย่างนี้ว่าเที่ยง ยั่งยืนตลอดกาลไม่แปรเปลี่ยนเลย ไม่เป็นอื่นเลย ไม่มีอะไรล้มล้างอีกเลย อกนิฏฐา เทียบ อะไรก็ไม่ได้เพราะมันสูงสุดแล้ว อะไรยอดสุด ไม่มีอะไรมาเทียบอุปมาอุปไมยได้ 

มันหลงเที่ยง 

_สู่แดนธรรม… อันนี้เป็นของผู้ที่ได้นิพพานหรือไม่ครับ 

พ่อครูว่า… เป็นผู้ที่ได้ความรู้ความจริงอันนี้แล้ว มันจึงตรงกันข้ามกับพวกเทวนิยมที่เขามี อเทวนิยมมาล้มล้างอันนี้ทั้งหมด แล้วทำได้จริงด้วย 

ที่นี้ผู้ที่ทำได้จริงเป็นอมตะ วิมุติหลุดพ้นโลกโลกีย์ได้แล้วก็เป็นอมตะบุคคล อมตะบุคคลคุณจะทำสูญก็ได้หรือไม่เป็นสูญก็ได้ แต่ถ้าทำเป็นสูญแล้ว สูญตลอดนิรันดรเลย ผู้ที่ทำตัวเอง กายสเภทปรัมมาณา หลังจากกายแตกตายแล้ว ปรินิพพานเป็นปริโยสาน คุณจะกลับมาเป็นที่นิยมอีกไม่ได้แล้วอันนี้นิรันดรแท้ๆเลย คุณเป็นดินน้ำไฟลมไปแล้วเลิกจิตนิยามเลิกกันนะสนิท นิรันดรจริงๆเลย กลับมาเป็นตัวเองอีกไม่ได้เลย เห็นไหมมันสุดยอดขนาดไหนความสุดยอด 

มันเหมือนกับคำว่า เที่ยง มันไม่จริง แต่คำว่า เที่ยง นี้มันสุดความจริงเลย 

_สู่แดนธรรม… วันนี้ผมได้ฟังคำใหม่ก็ต้องทำใจตามนะครับ เพราะว่าพ่อท่านมีความเที่ยงที่ระลึกยิ่งกว่าความเที่ยง ดีไม่ดีก็จะตีกลับไปว่า 

พ่อครูว่า… มันเป็นสิริมหามายาเหมือนมายากลับกลอกพูดกลับไปกลับมา ก็คุณนั่นแหละคุณยังตัดสินไม่ได้ว่า มันไม่มี 2 มันมี 1 เดียว ความจริงมันมี 1 เดียว แต่คุณกลับไปกลับมา 2 เอง เพราะว่าคุณเองคุณยังสับสน คุณยังไม่มี 1 เด็ดขาด 0 เด็ดขาด คุณก็ 2 ไป 2 มาอยู่นั่นแหละ 

_สู่แดนธรรม… แสดงว่าความเป็นสองในจักรวาลที่นอกจากธรรมะทั้งปวงความเป็น 2 นี้เป็นความไม่เที่ยง เป็นไตรลักษณ์ 

พ่อครูว่า… ใช่จนกว่าจะทำ 1 เที่ยงและทำสูญได้จริงๆ 2 ไม่เที่ยง จนกว่าคุณจะทำสองให้เป็นหนึ่งที่เที่ยงและเป็น0 เลย นี่แหละถึงจะเที่ยง เที่ยงอย่าง นิรันตระ ที่ไม่มีระหว่าง หมดระหว่างเลย นิระ อันตระ หาระหว่างไม่ได้เลยสูญไปเลยอยู่ไหนไม่มี 

พระวังคีสะ เคาะกะโหลกผู้ตายแล้วหาไม่เจออรหันต์ตายไปไหน จิตวิญญาณเคาะหาอย่างไรก็ไม่เจอแล้ว หายไปเลย 0 เพราะมันแยกเป็นดินน้ำไฟลมไปแล้ว จิตนิยามไม่มีแล้วแยกแม้แต่พืชก็ไม่เหลือ กลายเป็นอุตุธาตุไปเลย เป็นดินน้ำไฟลมไปเลย นี่ถ้าเข้าใจถึงอันนี้ เข้าใจถึง อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม ทำได้ด้วยกรรม ผู้ที่ทรงไว้ซึ่งธรรมะเป็นอนุปคัมมะ ก็ทรงไว้ซึ่งอมตะ จะเลิก สูญเมื่อไหร่ก็ได้ จะยังไม่เลิกก็ได้ เป็นโพธิสัตว์ โพธิสัตว์จะตายเมื่อไหร่ก็ได้ จะไม่ตายก็ได้ จะยังเกิดอีกก็ได้ไม่เกิดอีกแล้วสูญไปเลยก็ได้ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ไปเลย 

_สู่แดนธรรม… หากเทปวันนี้ไปแพร่เขาอาจจะมาว่าพ่อท่านอีก ว่า ตายไปแล้วกลับมาเกิดอีกได้ไง 

พ่อครูว่า… พูดอย่างไม่สะทกสะท้านอาตมาตายไปแล้วจะกลับมาเกิดอีก จนกว่าจะเป็นพระพุทธเจ้า คุณจะรู้ได้กับอาตมาที่ไหน อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ7 แล้วเดี๋ยวจะเป็นระดับ 8 ขึ้นเป็นระดับ 9 เป็นพระพุทธเจ้า คุณไม่มีปัญญาไม่มีภูมิจะรู้อาตมา อาตมาเข้าใจ อาตมาก็ไม่ได้ลบหลู่คุณนะ ถ้าคุณไม่รู้จริงๆ อาตมาก็ยิ่งสงสารอยู่เท่านั้นแหละ แล้วคุณก็ต้องด่าอาตมา อาตมาจะไปถือสาเด็กๆทำไม ไม่เดียงสา ไม่รู้จักสภาพสูง คือ ติงสาภูมิ คุณยังไม่มี ติงสา คือยังไม่เดียงสาเลย ฟันน้ำนมยังไม่ขึ้นเลย แล้วจะไปถือสาคุณได้อย่างไร 

ไก่ตัวพี่ในยุคนี้มีผู้เดียว

_สู่แดนธรรม… ส่วนผมเอง ตอนผมมาใหม่ๆ ผมยังไม่ได้ข้องใจพ่อท่านเลย เพราะคิดว่าถ้าพ่อท่านไม่มีครูบาอาจารย์ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ผมฟังแล้วเข้าใจทันทีเลยว่า ใช่ ถ้าหากว่าท่านมีครูบาอาจารย์ก็ต้องมีอาจารย์ที่สอนแบบนี้แล้วอาจารย์นั้นอยู่ไหน ผมก็เลยเชื่อว่านี่แหละพ่อท่านพูดจริง 

พ่อครูว่า… อย่าว่าแต่อาจารย์เลย ผู้พี่ที่สอนได้ดีกว่าอาตมา ไม่ถึงขั้นสอนอาตมาแต่สอนได้ดีกว่าอาตมาอยู่ไหน  ยู้ฮู! พี่จ๋าอยู่ไหนมาช่วยน้องหน่อย อาตมาหาไก่ตัวพี่ไม่ได้ ก็เลยโดดเดี่ยว เป็นไก่ตัวพี่ที่เกิดมาโดดเดี่ยวจริงๆ ดีนะ ยังมีพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 หนึ่งองค์ พอทำเนา ท่านก็ยังมีรูปพอรับรอง ที่อาตมากกล่าวได้

อย่างน้อยท่านก็ตรัสว่า จนนี่แหละ ขาดทุนคือกำไรของเรา ท่านก็ตรัสว่าเอาแบบคนจนแต่ท่านไม่ได้ขยายความมากเพราะท่านเป็นกษัตริย์ ท่านจะพาคนมาจนหมดไม่ได้ เพราะคนยังไม่มีภูมิพอจะมาจน อาตมาจึงมาคัดเลือกคนที่มีภูมิพอมาจนเป็นตัวอย่าง ทำได้สำเร็จมี    ฟีโนมีนอล ได้จริง เป็นคนกลุ่มคนจน 

เพราะฉะนั้น ในกระบวนเศรษฐศาสตร์ เขาพยายามที่จะพัฒนาเศรษฐกิจ โดยให้คนไปรวย คุณพัฒนาไปอีกนิรันดรก็ไม่มีทางสำเร็จ แต่พัฒนาให้คนมาจน นี่คือพัฒนาเศรษฐกิจได้สำเร็จ อาตมาพัฒนาเศรษฐกิจได้ ทำให้คนมาจนตามที่พระพุทธเจ้า ตามที่พระเจ้าแผ่นดินในหลวงรัชกาลที่ 9 ตรัส มาเอาแบบคนจน แล้วอาตมาก็พามาทำแบบคนจนได้สำเร็จนี่คือทำเศรษฐกิจสมบูรณ์ จบ เรื่องเศรษฐกิจจบ 

เศรษฐกิจคือความประเสริฐ เศรษฐกิจคือความพอเพียง เศรษฐกิจคือความไม่แย่งไม่ชิงใคร เศรษฐกิจคือความมีเหลือกินเหลือใช้ตัวเอง แม้น้อย แล้วเกื้อกูลผู้อื่น นี่คือเศรษฐกิจที่เจริญ ผู้ที่ประสบผลสำเร็จของความเป็นเศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจ เป็นเศรษฐกิจของโลกุตระด ไม่มีในมหาวิทยาลัยใดๆในทางตะวันตกหมดเลย มีในมหาวิทยาลัยพุทธศาสนาของอโศกเท่านั้น ของพุทธศาสนาเถรสมาคมก็ไม่สอน สอนไม่เป็น สอนไม่ได้ พาให้เป็นไม่ได้ แต่อยู่ในพุทธศาสนาอโศก มี เป็น ได้ ยืนยัน มีของยืนยัน เอหิปัสสิโก มีคนเป็นเช่นนี้ได้ ไม่ใช่พูดปากเปล่าลอยลม เพ้อเจ้อ 

_สู่แดนธรรม… แล้วก็ไม่ต้องกลัวว่าพวกเราที่เป็นจะทรนงองอาจ เป็นคนหยิ่งยโส ไม่ใช่เลย

พ่อครูว่า… ก็พูดนี้เหมือนยโสโอหัง แต่พูดอย่างแข็งแรง พูด อย่างยืนยันยืนหยัด มันก็เลยดูแข็งๆ พูดอย่างยืนยันยืนหยัด เพราะถ้าไม่ยืนยันยืนหยัด พวกนั้นลากไปหมด พูดเยาะแยะ ไม่มีน้ำหนัก ไม่ได้ ฟังพูดอย่างมีน้ำหนัก ปักหมุด หนักแน่น 

_สู่แดนธรรม… แต่พอเอาจริงก็เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นคนรับใช้ 

พ่อครูว่า… ใช่ เราเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นคนรับใช้ เป็นคน 2 ลักษณะ 

เพราะฉะนั้นเวลาเทศน์หรือเวลายืนยันธรรมะ อาตมานี่ ปักหมุด ปักมั่น แต่เวลาไม่แสดงธรรมะแล้ว ยืดหยุ่นสบายเพราะว่ารู้ว่า พวกคุณต้องยืดหยุ่นให้ทั้งนั้นแหละ เพราะฟันน้ำนมยังไม่มี ไปเอาจริงเอาจังอะไรไม่ได้หรอก 

โลกุตระเน้นคุณภาพ โลกียะเน้นปริมาณ

_สู่แดนธรรม… การแสดงธรรมของพ่อท่านคือต้องรอให้คนที่มีความหนักแน่นมาพบ 

พ่อครูว่า… ใช่ ต้องคนมีปัญญาพอ มีความรู้ มีความแข็งแรงหนักแน่นพอ ถึงเป็นคนกลุ่มน้อย แต่มีกลุ่มน้อยก็จำเป็น ถ้าไม่มีกลุ่มน้อย ที่เป็นประเภทคุณภาพ 

ปริมาณกับคุณภาพนี้ เทวนิยมหรือทางตะวันตกไม่รู้จักคุณภาพ ไม่รู้จัก Qualityเอาแต่ Quantity  เอาแต่ปริมาณ ถ้าคนหรือสังคม เห็นสำคัญกันแต่เรื่องปริมาณ หมายถึงจำนวนหน่วยของรูปธรรม อย่างสังคมเลือกตั้ง เข้าใจแต่รูปวิธีการ เอาจำนวน สังคมนั้นก็เน้นแต่รูปธรรม มีแต่รูปร่างภายนอก ส่วนสังคมที่เห็นความสำคัญเข้าไปหาคุณภาพ คุณธรรม ของนามธรรมจิตวิญญาณ ซึ่งลึกซึ้งเข้าไปถึงความรู้สึกของความรู้ตัว ของความรู้ทุกข์รู้สุขของคนเป็นสำคัญ เป็นหลัก โดยเฉพาะคุณธรรมในระดับโลกุตระ สังคมนั้น หมู่นั้น ที่เข้าไปถึงคุณธรรม เข้าไปถึงความรู้สึกจิตเจตสิก เป็นประเทศที่เน้นนามธรรม มีปัญญาเที่ยวเรื่องของจิตวิญญาณเป็นหลัก ไม่เอารูปธรรมไม่เอากฎระเบียบเป็นหลัก แต่พฤติกรรมพฤติกรรมของจิตวิญญาณเป็นหลัก เป็นตัวจริง จึงไม่หลงไปกับปริมาณ 

เพราะฉะนั้น ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยคุณภาพ ไม่ใช่ประชาธิปไตยปริมาณ 

เลือกตั้งมันเป็นวิธีที่ตื้น เป็นวิธีที่คนไม่มีทาง เป็นวิธีที่คนไม่มีทางเลือก ก็เลยต้องเอาเลือกตั้งแล้วก็เอา เยภุยยสิกา เอาปริมาณมากนะ จริงๆแล้วปริมาณมาก มันไม่สู้คุณธรรมที่น้อยยอดปิรามิด คุณธรรมโลกุตระอยู่เหนือชัดเจน เป็นอย่างไร เป็นคนไม่มีตัวตน เป็นคนเสียสละเป็นคนเกื้อกูลผู้อื่น เป็นผู้ที่ไม่เอาเปรียบ 

_สู่แดนธรรม… ไม่มีจำนวนน้อยก็ทำ 

พ่อครูว่า… มีจำนวนน้อยก็เป็นสิ่งจำเป็น เป็นใจกลางของจิตวิญญาณ เป็นใจกลางของมนุษย์ เป็นใจกลางของสังคม เป็นใจกลางของประเทศ เพราะฉะนั้นประเทศที่มีคุณธรรมโลกุตระ  เป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตนเป็นสิ่งที่เสียสละ เป็นสิ่งที่รับใช้ประชาชนเป็นผู้ที่ซื่อสัตย์ จึงเป็นประชาธิปไตยที่สุดยอด 

ไม่ใช่ประชาธิปไตยเลือกตั้งเท่านั้น กลับไปอีก ประชาธิปไตยเลือกตั้งเป็นประชาธิปไตยที่สิ้นท่า ไม่มีทางเลือก จึงเอาจำนวนปริมาณเป็นเรื่องชนะเท่านั้น 

แบบประชาธิปไตยที่จริงเอาคุณภาพยอดพีระมิดจำนวนน้อย แต่จริงเสียสละคนไม่มีตัวตนคนซื่อสัตย์คนรับใช้ประชาชนจริง นี่คือยอดประชาธิปไตย 

ในเมืองไทยมีพระเจ้าอยู่หัวเป็นผู้ที่ทรงงานตลอดพระชนม์ชีพ 70 ปี นายกประยุทธ์เป็นอริยะเป็นโพธิสัตว์รู้จริงเลย ดำเนินตามรอยพระยุคลบาท จึงยืนยันกับโลกเขาทั่วโลก โลกเขายกอันดับให้ประเทศไทยขึ้นทุกวัน ทั้งๆที่เขาไม่มีความรู้โลกุตระหรอก แต่เขาเห็นแล้วว่ามันเหนือชั้นกว่านะ เขากำลังยกให้เรื่อยๆ ขณะนี้ลองสังเกตไปเถอะ 

ตอนนี้อยู่อันดับ 3 อันดับ 4 อันดับ 1 ในเอเชียและอันดับต่างๆ 

_สู่แดนธรรม… วันนี้สาระสุดยอดมากเลยครับ ท่านผู้ชมครับ สรุปจบ