651007 สัมมาทิฏฐิของสติและสัญญา พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ

ดาวโหลดเอกสารที่                                                                                                          

https://docs.google.com/document/d/1kVTVlVKtSP75aiaEMh3ercjAkBfj6AMlQ02QmdfZIZQ/edit?usp=sharing                    

ดาวน์โหลดเสียงที่  https://drive.google.com/file/d/1FUKHwT2lPC5kjbQFqBZhHaiJtqLtRhNx/view?usp=sharing 

ดูวิดีโอได้ที่ 

และ https://www.facebook.com/300138787516163/videos/836939377742200 

พ่อครูว่า… วันนี้วันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม 2565 ที่บวรราชธานีอโศก ขึ้น 12 ค่ำ เดือน 11 ปีขาล

SMS วันที่ 5-6 ตุลาคม 2565

_.. ขอเชิญทุกท่านร่วมเข้าค่ายอุโบสถศีลออนไลน์ ครั้งที่ 11 “ตามพ่อ พอเพียง”  

วันศุกร์ที่ 14 – อาทิตย์ที่  16 ตุลาคม 2565

สมัครง่ายๆ โดยการแสกน QR Code จากหน้าจอ เพื่อเข้าร่วมกลุ่มไลน์โอเพ่นแชท เมื่อเข้ากลุ่มแล้ว ท่านจะได้รับรายละเอียดกิจกรรมต่างๆ จากผู้ดูแลกลุ่ม  

อย่ารอช้า  รีบสมัครเลย!!

_สินพุทธ สุขพูล  · กราบมนัสการพ่อครูฯ ที่เคารพอย่างยิ่งครับ เรื่องนายกลุงตู่นี้ ผมศึกษาดูแล้ว จะมีความเห็นต่าง 2 ขั้ว ทั้งชอบ และไม่ชอบ แม้กระทั่ง ญาติพี่น้องของผม ก็ยังมีความเห็น 2 ขั้วเลยครับ ตรงนี้ จะเรียก ว่า เป็น เทวะ ส่วน 2 ได้หรือไม่ครับ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ใช่ไหมครับ แต่ผมก็มีความเห็น ต่อไปว่า ยุคนี้ ต้องเป็นนายก ชื่อประยุทธ์ จันทร์โอชาเท่านั้น เพราะยังไม่มีใครที่จะมา ทำงานเพื่อประเทศชาติ ในปัจจุบันนี้ได้ เพราะบ้านเมืองกำลังอยู่ในยุคที่จะต้องปรับเปลี่ยน อะไรอีกหลายอย่าง โดยเฉพาะความแตกแยก ของคนในชาติถ้านายก ประยุทธ ไม่เข้ามาบริหาร ประเทศ ในยุคนี้ บ้านเมือง คงจะวุ่นวายน่าดูเลยครับ จริงอยู่ครับ นายกประยุทธ์คงจะอยู่ในตำแหน่งนายกตลอดกาลนาน คงเป็นไปไม่ได้ใช้ไหมครับ 

ผมขอถามพ่อครูฯ ว่า ทำไม มนุษย์เรามองไม่ออกเลยหรือว่า การทำงานของนายกประยุทธ์นั้น เป็นสิ่งที่ดีในยุคปัจจุบันนี้ ทั้ง ๆ ที่ผลโพล ต่างๆ แม้กระทั่งในต่างประเทศก็ยังยกย่องไว้มากมาย ทำไม คนส่วนนั้นถึงมองไม่ออกเลย พ่อครูฯ พอจะอธิบายตรงนี้ ให้กระผมเข้าใจ ให้มากกว่านี้ได้ไหมครับ ทำไมคนส่วนนั้น มองนายกคนนี้ไม่ออกเลยหรือว่าท่านทำงานเสียสละ ความเห็นต่างนี้ จะมีตลอดไป ทุกคน ที่เป็นนายก ใช้ไหมครับ กราบนมัสการ พ่อครูฯ ครับ

พ่อครูว่า… เป็นเทฺว ส่วนสองได้ มันต้องมี 2 เสมอ แม้แต่เราไม่เห็นความยินดี มันก็จะสะดุดมันก็ไม่เท่ากันก็จะ 2 ตอนนี้มีอะไรสะดุด ยินดีมาก ตอนนี้ยินดีน้อย ตอนนี้ไม่ค่อยยินดีนะ ทั้งๆที่คนที่เรายินดี ทำอะไรไม่ชอบมาพากลไม่ดีก็ได้ ทุกอย่างไม่เที่ยงหรอก 

ใช่ไม่ว่าคนไหนก็จะต้องมีคนชอบหรือไม่ชอบไม่มากก็น้อย 

ก็มีข้อความบทความที่จะนำมาอ่าน 

หากไม่อคติจะพบว่าเมืองไทยดีจริง เมืองไทยมีอรหันต์จริง

_’บิ๊กตู่’ สุดปลื้มไทยรั้งอันดับ 3 คว้าประเทศระดับท็อปของโลก! … 6 ตุลาคม 2565

นายกฯ ยินดี ไทยอันดับ 3 ใน Top Countries in the World จาก Condé Nast Traveler Readers’ Choice Awards 2022 ขอบคุณคนไทยทุกคนช่วยทำให้ไทยเป็นจุดสนใจของโลก

พ่อครูว่า… อันดับ 3 ของโลกไม่ใช่เรื่องเล่นๆนะแม้ 200 กว่าประเทศทั่วโลก แล้วพวกหูหนวกตาบอดก็ยังงงๆว่า ประยุทธ์ทำให้ประเทศไทยตกต่ำ มันจะขึ้นไปเป็นอันดับ 1 ของโลกอยู่แล้ว ตอนนี้เป็นอันดับ 3 ของโลก 

ที่ถามว่าทำไมเขาเป็นยังไง ก็เพราะว่าเขามีจิตอคติ เป็นจิตที่ไม่ชอบ เรื่องนี้เป็นเรื่องปัจจุบันก็ตามเป็นเรื่อง อจินไตย เป็นเรื่องกรรมวิบากมากก็ตาม คนบางคนเจอกันนี่ สัมผัสกันปั๊บ อยากฆ่ากันเลย เป็นเรื่อง อจินไตย เป็นศัตรูกันมาแต่ชาติไหนก็ไม่รู้ มาถึงชาตินี้แล้วเจ้าประคุณเอ๋ยอย่างไรอย่างไรก็หลบกันไม่ได้ เหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ท่านเองกับพระเทวทัตเป็นมากี่ชาติต่อกี่ชาติมาแล้ว 

ซึ่งมันเป็นเรื่องลึกซึ้ง ยิ่งเป็นชาติใหม่มีกิเลสกันอยู่ก็เป็นธรรมดาธรรมชาติ นอกจากจะปฏิบัติตนให้เป็นพระอรหันต์ซะ บรรลุอรหันต์แล้ว ทีนี้จะเกิดมาอีกกี่ชาติ มันก็ได้ถาวรแล้ว 

แรกๆ ที่อาตมาเอามาพูดในคนไทย อรหันต์ตายลงจะชาติไหนก็แล้วแต่ ไม่มีต่อภพต่อภูมิ อาตมาเอามาพูดถึงโพธิสัตว์ต่อภพภูมิ แรกๆนี้ เขาเอาเรื่องเอาราว อาตมาค่อยๆอธิบายไป ถ้าคนเกิดมาบรรลุธรรมในศาสนาพุทธ บรรลุอรหันต์ ชาติไหน ถ้าตายในชาตินั้นก็ต้องจบเลย แล้วศาสนาพุทธมันก็สั้นจู๋ลงมา ก็นี่พระพุทธเจ้าท่านสิ้นไปแล้ว พระอรหันต์ก็ต้องเหลือน้อย จนกระทั่งสุดท้ายพระอรหันต์ก็ไม่มีแล้ว 

อย่างนี่ ตามความจริงนี้ ในยุคนี้ 2500 ปีผ่านมาพระอรหันต์ไม่มี อาตมาถึงเกิดมาเป็นพระอรหันต์ มาต่อเชื้ออรหันต์ขึ้นไป คนก็บอกว่าเก่งถึงอย่างนั้น ก็มันธรรมชาติเลย จึงมีอรหันต์ขึ้นจริงๆ แต่ก่อนเข้าใจเป็นอรหันต์เก๊ อรหันต์นั่งหลับตาว่าเป็นอรหันต์อรหันต์เก๊ โอ้โห ซึ่งไม่ใช่เรื่องเล่นๆนะ อาตมาไปว่าสายหลับตาเขา ที่เขานับถือว่าเป็นพระอรหันต์ ทำหนังสือทำเนียบอรหันต์กัน เขาก็ยังเชื่อกันอยู่เดี๋ยวนี้แต่ก็ต้องพูดความจริงไป แรกๆค้านแย้งกันแรง แต่เดี๋ยวนี้อาตมาก็คือค่อยอ้างอิงยืนยัน ต่างๆ นานา 

คนที่ไม่มีอคติในใจ แสวงหา ฟังด้วยดีไปเรื่อยๆ ก็จะค่อยๆ เข้าใจว่า นั่นเป็นความยึดถือที่ผิด เป็นความเสื่อมจริงๆ ตามที่อาตมาได้ขยายความมาโดยรอบมากมายแล้ว ว่ามันเสื่อมจริงๆ ความเสื่อมตามที่พระพุทธเจ้าพยากรณ์เอาไว้ มาถึงกึ่งพุทธกาล ไม่มีแล้วพระอรหันต์อาตมาถึงเอามาพูดขึ้นมา 

อันนี้แสดงให้เห็นว่า ถ้าไม่มีโพธิสัตว์หรืออย่างอาตมามาต่อภพต่อภูมิ แล้วศาสนาพุทธ 5,000 ปี นี่มัน 2,500 กว่าปี มันก็ไปไม่ถึงแน่นอน นี่ อาตมาก็ยังไม่แน่ใจเลย ต่อภพภูมิ ขึ้นมาเป็นพระอรหันต์ สัมมาทิฏฐิพอสมควร ถึงป่านนี้แล้ว จะมีแรงไปถึง 5,000 ปีไหม ไม่รู้ว่าอาตมาจะต้องเกิดมาต่ออีกเพื่อจะสืบสานให้มันได้ ถึง 5,000 ปี ชาตินี้นะ อาตมาโพธิรักษ์ยังไม่รู้ว่าต้องมาต่อชาติมาอีกหรือไม่ แต่ก็พยายามทำให้ยาวนานที่สุด เท่าที่จะอายุยาวเกิดมาในชาตินี้แล้ว 

_พอใจ รักดี  · น้อมกราบนมัสการท่านพ่อครูท่านสมณะและท่านสิกขมาตุเจ้าค่ะ เห็นภาพการเคลื่อนย้ายเรือแล้ว ตื่นตาตื่นใจมากไม่เคยเห็นมาก่อนและภาพน้ำท่วมวารินทำไมมันท่วมมากขนาดนี้เจ้าค่ะ ยิ่งภาพมุมสูงแล้วลูกว่ามันน่ากลัวมากแต่ชาวบ้านราชยังทำงานช่วยกันอย่างมีความสุข ลูกขอส่งกำลังใจให้พี่น้องชาวอโศกทุกท่านนะคะ สาธุ

พ่อครูว่า… อาตมามาเลือกภูมิประเทศอยู่ที่นี่ ทั้งๆที่รู้อยู่ว่าน้ำจะท่วมตั้งแต่ต้น ก็เลยเตรียมเรือ จัดการหาเรือใหญ่ เรือน้อย มาไว้ สำหรับเพื่อที่จะได้อาศัย แล้วก็ได้อาศัยกันจริงๆ จนตั้งชื่อที่นี่ว่าเป็น บ้านราชเมืองเรือ บ้านไม้เมืองหิน บ้านดินเมืองน้ำ บ้านงามเมืองพุทธ บ้านพิสุทธิ์เมืองอมตะ …สุดยอดๆ 

_สติพล จนพัฒนา  · **เอาวิกฤติเป็นโอกาสพลาดไม่ได้ เพราะมีใจเป็นนักสู้อยู่เสมอโจทย์นี้พลาดไม่ได้ทั้งฉันและเธอ ต้องได้เจออย่างท้าทายสบายดี..สาธุ.

_นาคี ภูน้ำเพชร  · วันที่ 6 ต.ค. 65 ข่าว ตำรวจเสพยาบ้าฆ่า36ศพ กลบข่าวน้ำท่วม เลยครับ

พ่อครูว่า… แน่นอน มันเป็นข่าวเป็นเรื่องที่ เรื่องนี้อาตมาก็อยากจะพูดถึงบ้าง ประเดี๋ยวค่อยพูด มันเป็นเรื่องในโลก อจินไตย ซึ่งจะมีอะไรต่ออะไรที่ เดี๋ยวค่อยต่อ 

ตัวอย่างหนึ่งเดียวที่เลวร้ายในเมืองไทยที่เป็นโลกุตระ

_ซึ้งซื่อ วิเชียร : กราบนมัสการพ่อท่านด้วยสุดเศียรเกล้าครับ กล่าวถึง จ่าปัญญาที่ฆ่าคนถึง ๓๘ คนโหดร้ายมาก มันเกี่ยวกับพวกเราไหมครับ ถ้าเกี่ยวแล้วพวกเราจะต้องปฏิบัติอย่างไรเพื่อช่วยสังคมให้ดีกว่านี้บ้างครับ จะต้องปฏิบัติอย่างไรครับ ขอให้พ่อท่านช่วยให้สัมมาทิฏฐิด้วยครับ กราบขอบพระคุณด้วยความเคารพยิ่งครับ

พ่อครูว่า… เรื่องนี้ ประเด็นที่ 1 ทำไมมันมาเกิดที่ประเทศไทย ในโลกมีไม่รู้กี่ประเทศ แล้วคนที่มันมีความวิตถารทางจิต วิปริตทางจิต แล้วก็ทำอะไรได้เกินมนุษย์ เป็นความโหดร้าย เป็นความโหดเหี้ยม ที่คนธรรมดาๆ สามัญคิดไม่ถึง แล้วก็ไม่คิดที่จะทำได้ถึงปานฉะนี้ 

มันก็เป็นตัวอย่างอันนึง ในเมืองไทยเป็นเมืองโลกุตระ เป็นชมพูทวีป ทำไมต้องมีสิ่งนี้เกิด มันเป็น อจินไตย ที่อาตมาก็พยายามจะอธิบายด้วยหลักวิชาการ 

สิ่งที่ดีที่สุด จะต้องมีสิ่งที่ร้ายที่สุด เป็นธรรมดาธรรมชาติ จะต้องเกิดขึ้นเพื่อที่จะให้รู้ว่า ดีที่สุดนี้ นี่คือแย่ที่สุดนี้ ถ้าไม่เช่นนั้นคุณก็รู้ไม่ได้หรอก คุณไม่รู้ได้หรอก ว่าจะมีแย่ที่สุดดีที่สุด อะไรมันถึงจะเป็นแย่ที่สุด ดีที่สุด เพราะมันจะต้องมี 2 สภาพ เปรียบเทียบกันเสมอ เราจะรู้ได้ว่าขาวมากที่สุด ก็เพราะว่ามันมีดำที่สุดขึ้นมา ถ้าไม่เช่นนั้นมันก็ไม่รู้ อันนี้จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นจะต้องปรากฏ 

เพราะฉะนั้นถ้าจะมองเห็นได้ชัดเจน ยังอาตมายิ่งชัดในความเชื่อมั่นของอาตมาว่า เมืองไทยเป็นเมืองที่มีคนที่มีคุณธรรมดีสูงสุด จึงมีคนที่มีคุณธรรมแย่สุด แย่คืออะไร  ก็นี่มันโหด โหดอย่างคิดไม่ออกเลย ว่ายิงคนตามสบายเลย 

มาพูดถึงอันนี้เลย ว่าคนที่ฆ่าคนได้ จิตวิญญาณทำไมมันขนาดนั้น พระพุทธเจ้าสอนไม่ให้ฆ่าแม้แต่สัตว์ คนนี้ยิ่งไม่ควรจะฆ่ายิ่งกว่า  จะโกรธกัน จะอาฆาตมาดร้าย จะเลวร้ายอย่างไรก็แล้วแต่ ก็มีกฎเกณฑ์มีหลักการต่างๆ ว่าคนเลวร้ายขนาดนี้ต้องประหารชีวิต 

คนนี้ก็เหมือนกัน แล้วแถมมีอจินไตยที่ซับซ้อนอีก ดันชื่อปัญญาอีก มันโง่สุดโง่แต่ดันชื่อปัญญา มันซับซ้อนตรงข้ามกับความเป็นจริง เมืองที่ดีที่สุดก็มีคนที่เหี้ยมที่สุด อย่างที่พูดไปแล้วมันเป็นเรื่องยืนยันความจริง แม้แต่ชื่อเขา เขาโง่ที่สุดทำสิ่งที่โง่ที่มนุษย์จะทำได้ แต่เขาดันชื่อปัญญา เห็นไหม นี่คือสิ่งที่เป็นความซับซ้อนลึกซึ้งที่มันเป็นจริงเกิดจริง เรื่องพวกนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เป็นเรื่อง อจินไตย อาตมายิ่งเห็นความจริงของสัจธรรม 2 สภาพ เทฺว 

มันเป็นเรื่องที่ อาตมาสรุปมาหลายทีแล้วว่าโลกนี้ ผู้ที่ตรัสรู้ไม่มีอะไร ตรัสรู้คำว่า 2 คือ เทฺว ผู้ที่รู้จักชัดเจนว่า เทฺว คืออะไรก็จะรู้ว่า พระเจ้าคืออะไร 

ในโลก สุดท้ายจริงๆเลยคือคน 2 ประเภท ก็มีพระเจ้ากับพระพุทธเจ้า เห็นไหม 2 

แล้ว 2 นี้ พระเจ้าลึกลับ พระเจ้าสัมผัสไม่ได้ ได้แต่ยกเมฆเอาไว้ อยู่ในห้วงจินตนาการว่าพระเจ้ายอดเยี่ยม มีคำสอน อะไรต่ออะไร แม้แต่พระศาสดาที่เป็นพระบุตรก็ยังไม่รู้ว่า พระเจ้าอยู่ไหน แต่ได้รับประทานคำสอนจากพระเจ้า เรียกว่า พระบิดา มาให้เขา ตัวพระศาสดาที่เป็นพระบุตร หรือเรียกว่า ผู้รับคำสอนมาประกาศ เรียกว่าปกาศก คือผู้ประกาศคำสอนของพระเจ้า 

เขาก็ไม่รู้จริงๆว่าคำสอนเป็นคำสอนที่เขารู้เอง เขาสั่งสมมาด้วยกรรมวิบากของเขาเองไม่รู้กี่ชาติถึงจะได้เขาก็ไม่รู้ตัวเอง พระเจ้าไม่รู้ตัวเอง พระศาสดาไม่รู้ตัวเอง พระเจ้าเองอยู่ไหนก็ไม่รู้ คนก็ไม่มีใครรู้จัก แล้วบอกว่าสมมุติว่ามีพระเจ้า นี่เป็นศาสนาที่ลึกลับ คลุมเครือไม่มีอะไรกระจ่าง ไม่มีอะไรชัดเจน เปิดเผย ไม่มีอะไรสัมผัสได้ในความเป็นมนุษย์ จึงเป็นศาสนาที่ ขออภัยที่อาตมาพูด ไม่ได้ข่ม ไม่ได้ดูถูกศาสนาพระเจ้าที่ลึกลับ พูดเป็นความรู้วิชาการ การศึกษาที่จะต้องเรียนรู้ให้ดี 

ศาสนาพุทธจึงเป็นศาสนาที่รู้แจ้ง รู้จัก รู้จริงถึงความเป็นพระเจ้า เขามาถึงพระจิตวิญญาณ เราก็หมายถึงพระจิตวิญญาณตรงกัน แล้วจิตวิญญาณมีอะไรบ้าง พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องจิตวิญญาณครบ แล้วชัดเจนว่าจิตวิญญาณก็คือสังขารที่ปรุงแต่งกันอยู่เท่านั้นขึ้นมาเป็นวิญญาณ แยากได้เป็นนามรูป แล้วก็ศึกษาได้ โดย อายตนะ ผัสสะ เวทนา 

แล้วก็เรียนรู้เวทนาชัดเจน มีเหตุปัจจัยคือตัณหา อุปทาน เมื่อกำจัดตัณหาอุปทานได้หมด วิญญาณก็ไม่มีความไม่รู้แล้ว หมดอวิชชาเลย จิตวิญญาณก็รู้จักรู้แจ้งรู้จริงเลย ว่าเป็นสังขารอย่างไหน ปรุงแต่งกันอยู่อย่างไร เหตุปัจจัยยังไง แล้วมีตัณหาอันเป็นอย่างเดียวหรืออุปทานที่มันเกาะยึดให้วิญญาณ เป็นสังขารกันอยู่ ถ้าดับสังขารนี้ วิญญาณก็ไม่มีสังขารแล้ว ก็สลายยางเหนียว ก็ละลายไปหมด สภาพ 2 เทวะ 2 ที่เกาะกันอยู่ก็ไม่มี แยกเป็นดินน้ำไฟลมหมดชีวะหมดความเป็นชีวะแม้ระดับพืชก็ไม่มี ในระดับจิตก็ไม่เหลือ นี่คือธรรมะนิยาม 5 

ถ้าจะมาเอาคำสอนที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้มาไขความในยุคนี้ ในโลกยุคนี้ คนอย่างต่ำรู้ไม่ได้ง่าย เพราะในโลกนี้ความรู้มีแค่เทวนิยม แต่ในประเทศไทยเป็นศาสนาพุทธหรือประเทศอื่นที่เป็นศาสนาพุทธ มีประเทศไทยประเทศเดียว ที่มีอาตมามาอุบัติ แล้วดึงเอาโลกุตระธรรมมาสถาปนาลงไปอีกที เพราะมันเสื่อมไปแล้วตามที่พระพุทธเจ้าท่านพยากรณ์ไว้ใน อาณิสูตรเป็นกลองอานกะ เป็นเรื่องจริงที่ต้องพูดกัน ถ้าไม่พูดกันก็ไม่ได้ ก็ต้องยืนยันกันด้วยความจริงไม่ต้องพูดให้มันเป็น 2 

อย่างเช่น อาตมาบอกว่าเป็นอรหันต์ เป็นผู้สืบทอด เป็นไก่ตัวพี่ พูดไม่ต้องมี 2 เลยไม่ต้องเหลาะแหละ พูดปักหมุดลงไปเลย ไม่ต้องมี 2 ไม่ต้องไปเอียงไปเอียงมา อาตมาแสดงสัจธรรม อาตมาไม่ได้อยากอวดตัวตนอะไร อาตมาจะไปอวดตัวตนไปทำไม มันไม่จำเป็นจะต้องไปอวดตัวอวดตนเลย 

พูดความจริง แล้วคนไม่รู้จะไม่เคารพนับถือ อาตมาก็รู้แสนรู้ว่า คนไม่รู้จะมีมากกว่าคนรู้ เพราะฉะนั้นคนไม่รู้มาก เขาก็ไม่นับถือมาก อาตมาก็จะมีคนที่มานับถือหรือมารู้นิดหน่อย ถ้าหากอาตมาอยากได้ความเคารพนับถือ อวดตัวอวดตนเพื่อให้ได้คนเคารพนับถือ อาตมาจะเอามาอวดตัวตนอย่างนี้ไปทำไม มันก็ได้นิดหน่อย มันก็ได้อยู่แค่นี้ แล้วอาตมาจะทำไปทำไม มันค้านแย้งกันในตัว ถ้าอาตมาอยากได้เคารพนับถือ อาตมาจะไม่พูดอย่างนี้ อาตมาจะพูดประเล้าประโลม พูดให้คนรู้ได้ง่ายๆตื้นๆไม่ถึงขั้นลึก ไม่ถึงขั้นสัจธรรมโลกุตระ อาตมาก็ได้พรรคได้พวกได้หมู่ได้ผลเยอะแยะ เป็นผู้ที่อยากอวดโอ่เด่นดัง อาตมาไม่มีเช่นนั้น พูดไปเหมือนยกย่องยืนยันตัวเองว่า ตัวเองดีตัวเองถูก แค่นี้ก็พอ 

ชื่อปัญญา อจินไตย แล้วทำชั่วเป็นตัวอย่างอธิบายไปแล้ว มันมีเป็นตัวอย่างแล้ว ไม่มีอีกหรอก มีคนเดียว ในยุคนี้ในปางนี้ ในกาละนี้ ในกัปนี้ มีคนเดียว ไม่ต้องกังวลอะไรมาก นี่ไม่ใช่อาตมาไปพยากรณ์นะ แต่มันเป็นสัจจะที่อาตมาจะพูดได้ว่าต้องเป็นอย่างนั้น 

_บ่าว สุขแสงพุทธ : ชุมชนภูผาฟ้าน้ำ เชียงใหม่ ปัญญา 8 มาถึงแล้วครับ ผมได้รับ ได้อ่าน ได้ประโยชน์เท่าที่พอมีภูมิจะเข้าใจได้ครับ จะพยายามอ่านหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือธรรมะที่มีคุณประโยชน์หาประมาณไม่ได้ ให้จบเป็นเล่มแรกครับ กราบขอบพระคุณพ่อครูด้วยความเคารพศรัทธายิ่ง และกราบขอบพระคุณผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่านด้วยครับ

_ป่ารุ่ง วนาศิริ  · กราบนมัสการพ่อท่านด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่งครับ ผมสนใจอยากได้หนังสืออโศกเล่มแรกที่พ่อท่านทำเองทั้งเล่ม และหนังสือปัญญา8 สามารถขอได้ทางช่องทางไหนบ้างครับ ช่วงนี้ที่บ้านราชน้ำท่วม จัดส่งช้าหน่อยก็ไม่เป็นไรครับ ก็เกรงใจทีมงานที่ทำจัดส่งหนังสือครับผม

พ่อครูว่า… อาตมาทำหนังสือเป็นทุกอย่าง แม้แต่จัด edit ต่างๆ หาเรื่องเขียน อย่างหัวหนังสือ ฟอนท์ต่างๆ หลายแบบที่อาตมาออกแบบเอง กราฟฟิกเองลงมือเอง อยากได้ก็บอกที่อยู่มา

_ท่านสามารถแจ้ง ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ (ขอข้อมูลครบถ้วน ชัดเจน) เพื่อขอรับได้ ทางช่องทางใดช่องทางหนึ่งตามที่ท่านสะดวก ดังนี้..

  1. ส่งทางกล่องข้อความ (Inbox) เฟซบุ๊ค ชื่อเพจ : สารอโศก ดอกหญ้า ดอกบัวน้อย

  2. ส่งทางเฟซบุ๊คชื่อ วิบูลย์ พีรพัฒนโภคิน 

  3. ร้านธรรมทัศน์สมาคม ติดต่อ คุณผ่องบุญ โทร. 095-618-9154

**หมายเหตุ : สำหรับผู้ที่เคยกรอกใบสมัครเข้าค่ายอุโบสถศีล ออนไลน์ ชาวอโศก (ไม่ว่าครั้งใด ตั้งแต่ครั้งที่ 1 – ปัจจุบัน) ไม่ต้องแจ้งขอซ้ำ เนื่องจาก ผู้รับใช้ได้รวบรวมจากประวัติรายชื่อทุกท่าน ดำเนินการจัดส่งหนังสือให้แล้ว รอรับได้เลย 

แต่ถ้าชื่อ ที่อยู่ ที่ให้ไว้ไม่ครบถ้วน อาจไม่ได้รับ หากรอนานจนสงสัย ก็สามารถสอบถามไปยังผู้รับใช้ได้เลยค่ะ.. 

_สู่แดนธรรม… เท่าที่สังเกตพ่อท่านอธิบายธรรมะพ่อท่านจะใช้ภาษาไทยๆที่เข้าใจง่ายมากขึ้น และพ่อท่านก็มีอาสโภที่จะบอกว่า ตนเป็นอรหันต์ ทั้งที่สังคมไทยเขารับไม่ค่อยได้เรื่องนี้

พ่อครูว่า… ประกาศว่าตนเป็นอรหันต์ 5 มี.ค. 2558 แต่ก่อนพูดแต่ว่าเป็นโพธิสัตว์ แต่เดี๋ยวนี้ บอกเป็นอรหันต์อย่างไม่ได้มังกุ เป็นธรรมดาไม่ได้สะดุด จะบอกว่า อาตมาเข้าใจ เขาต่างหากที่ไม่เข้าใจ สิริมหามายา อาตมาแสดงธรรม อาตมาไม่ใช่เข้าใจว่าทำไมเขาไม่เข้าใจ แต่เขาต่างหากไม่เข้าใจ เขาจะบอกว่า พูดอย่างนี้ทำไม ไม่เหมือนอย่างที่เขาเข้าใจ ทำไมไม่พูดอย่างที่เขาเข้าใจ พระพูดจังที่เขาเข้าใจแล้วเขาก็เข้าใจไม่ได้สักที ทำไมไม่พูดอย่างที่เขาเข้าใจได้บ้าง 

เพราะคุณก็จะไม่มี อัญญธาตุ ซึ่ง เรื่องนี้ยังไม่มีการพูดในที่ไหน ยังไม่มีใครพูด ไม่มีเลยแม้แต่ในพระไตรปิฎกก็ยังไม่พูดกัน อัญญธาตุ อาตมานี่แหละเป็นคนพูด แต่อัญญะ มีภาษาบาลีอยู่แล้ว พระพุทธเจ้าตรัสไว้ แต่ไม่ได้ขยายความ เรียก อัญญาโกณฑัญญะ ท่านก็ไม่ได้ขยายความ อาตมานำมาขยายความ ผู้ที่ฟังด้วยดีด้วยปัญญา ก็จะรู้ว่าเป็นอย่างนี้หมายถึงอย่างนี้เองหรือ ผู้ฟังด้วยดีที่มีภูมิปัญญาจะเข้าใจลึกซึ้ง 

การตั้งสัมมาทิฏฐิ  ให้ตัวเองก่อนจะต้องปฏิบัติอย่างไร

_การตั้ง สัมมาทิฏฐิ  ให้ตัวเองก่อนจะต้องปฏิบัติอย่างไรคะ 

พ่อครูว่า… สุดยอดเลย ภาษาที่คุณพูดมานี้ การตั้งสัมมาทิฏฐิให้ตนเองก่อน จะต้องปฏิบัติอย่างไร ปฎิบัติที่จะตั้งสัมมาทิฏฐินี่ เป็นเรื่องใหญ่มากไม่ใช่เรื่องเล็ก 

สัมมาทิฏฐิ  คือ ความเห็นความเข้าใจ หรือ ความรู้นี่แหละ ความรู้เบื้องต้นความเห็นหรือความรู้ความเข้าใจเบื้องต้น ขอกำกับไว้เบื้องต้น

สัมมาทิฏฐิ ก็หมายความว่า ความเห็น ความรู้ ความเข้าใจ เบื้องต้น มันจะตั้งลง มันจะเกิดขึ้นที่จิต ก่อนอื่น มันจะเกิดอย่างไร ทำอย่างไรจะเกิดตั้งขึ้นมา 

จะเกิดได้ คุณต้องเริ่มด้วย ปัญญา 8 ข้อ 1 คุณจะต้องไปฟังจากพระพุทธเจ้า จากพระโอษฐ์เลย คุณจะเกิดสัมมาทิฏฐิ เป็นตัวที่ถูกต้อง สัมมาทิฏฐิ  คือถูกต้อง ถูกต้องตามพระพุทธเจ้าตรัส ตามสัมมาสัมพุทโธเป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบเป็นความรู้ของพระพุทธเจ้าเองเท่านั้น ซึ่งท่านเป็นธรรมะสามี เป็นเจ้าของธรรมะนี้ ท่านเป็นผู้ค้นพบ ตรัสรู้อันนี้เอามาประกาศ 

เริ่มต้นถูกต้องจะต้องได้จากต้นตอ แล้วทำยังไงพุทธเจ้ายังไม่เกิด ถ้าไม่ได้ฟังจากพระโอษฐ์ จากต้นตอของพระพุทธเจ้า เพราะเราเกิดมาพระพุทธเจ้าก็ไม่มีแล้ว แล้วพระพุทธเจ้าจะเกิดอีกเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ก็ต้องได้ฟังจากสัตบุรุษ 

สัตบุรุษคือ บุรุษ 7 สัตตะ แปลว่า 7 เช่น อาตมา เป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 อาตมานี่แหละ สัตบุรุษ นี่พูดไม่ได้โมเมนะ ทุกอย่างลงตัว สภาวธรรมกับบัญญัติ พยัญชนะ ตรงกันหมด เป็นผู้ที่เที่ยงแท้แล้วในการตรัสรู้ เป็นนิยตโพธิสัตว์ เอามาพูดจากสิ่งที่ตัวเองมีตัวเองเป็น ไม่ได้ลอกเลียนใครมาพูด แล้วทำไมรู้ทำไมเป็นได้ ก็บอร์นทูบี เกิดในตัวอาตมาเองก็ต้องเอาออกมาได้ มันมีอยู่ในตัวเอง มันมีมาแล้วไม่ต้องเอาของใคร ของเราเอง เป็นเองขนาดหนึ่งแล้ว ขั้น สยังอภิญญา แล้วเป็นอภิภู เป็นผู้เป็นเองมีเอง อาตมามีเองแต่ชาติก่อน ชาตินี้จึงไม่ต้องมีครูบาอาจารย์ ไม่ต้องมีคนบอกคนสอน เอาของตัวเองเลย 

แล้วของตัวเองออกมาพูดซึ่งไม่ตรงกับของคนอื่นที่เป็นผู้รู้ที่ท่านมีอยู่แล้วด้วย ค้านแย้งกันไป เรียกได้ว่าอาตมามาพูดค้านแย้งกับเขาทั้งกระบวน ในวงการศาสนาพุทธ เพราะมันผิดไปทั้งหมด นี้ก็คือความจริง การชี้บ่งความจริงที่แท้จริงว่า 

ถ้าอาตมาถูก พวกคุณผิดทั้งหมด ถ้าอาตมาผิด  พวกคุณน่ะถูกทั้งหมด ถ้าถูกทั้งหมดศาสนาจะเสื่อมจะเป็นอย่างนี้ไหม ศาสนาพุทธจะเป็นอย่างที่เป็นไหม มันไม่เป็นหรอก มันจะเป็นอย่างที่อาตมาเอามาทำ 

อาตมาคนเดียวทำงานมา 50 กว่าปีเอง ก็มีประชาชน มีพลเมืองชาวพุทธ มาเรียนรู้มาปฏิบัติตน มาลด ละแล้วก็ลด ละได้จริงๆ คุณมาพิสูจน์ มาตรวจสอบ มาทำสถิติได้เลยนะว่า คนที่มาปฏิบัติเรียนรู้ตามชาวอโศก ตามที่อาตมานำมาประกาศ อย่างที่ว่านี้ ทุกวันนี้เขาเปลี่ยนแปลงอย่างไร มาเป็นคนอย่างไร ก็ตรงตามที่พูด ไม่ได้พูดเหลาะแหละ ก็เป็นคนที่ ลด ละหน่ายคลายทั้งนั้น ไม่ใช่เป็นผู้ที่เพิ่มขึ้น โลภมากขึ้น หอบหวงมากขึ้น ทั้ง ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ไม่เลย แต่ลดลงมาทั้งนั้น มาศึกษาดีๆมันไม่ยากเท่าไหร่หรอก มาเห็นความจริงให้ได้ อย่าไปทำให้จิตใจของตัวเองงมงาย เบลอๆ มันไม่ได้ยากอะไร อาตมาว่าไม่เกินกว่าจะศึกษา จะรู้ได้ มันเป็นเรื่องควรด้วย ควรจะมาศึกษาด้วย

อาตมาเอาความจริงของพระพุทธเจ้าประกาศได้ 50 กว่าปี จนเกิดมนุษย์ กับคนที่เป็นจริง เพราะเกิดสัมมาทิฏฐิ 

ขยายความโดยละเอียดเข้าหลักวิชาการ จะทำให้ตัวเองอย่างไรจะต้องปฏิบัติอย่างไร ตามที่เมื่อกี้ก็บอกไปแล้ว ต้องเริ่มต้นด้วยปัญญา 8 ฟังจากพระพุทธเจ้า หรือฟังจากสัตบุรุษ หรือฟังจากผู้ที่อยู่ในฐานะครู อยู่ในฐานะผู้สอน ที่สัมมาทิฏฐิแล้ว คุณต้องค้นหาคนนั้น ในยุคนี้ต้องมีคนที่สัมมาทิฏฐิซักคน คุณต้องพึ่งตัวเอง ไม่มีใครช่วยได้ จะรู้ได้อย่างไรว่า สัมมาทิฏฐิ ต้องพึ่งตัวเองไม่มีใครช่วยได้หรอกอันนี้ ก็ต้องรู้นะว่า ใครนะที่คุณจะชัดเจนว่า คนนี้สัมมาทิฏฐิ 

อาตมาก็บอกว่าตัวเองสัมมาทิฏฐิ มหาบัวก็ต้องบอกว่าตัวเองสัมมาทิฏฐิ ธัมมชโยก็บอกว่า ธัมมชโยสัมมาทิฏฐิ สมเด็จพุทธโฆษาจารย์ มหาประยุทธ์ ปยุตโตท่านก็บอกว่าท่านสัมมาทิฏฐิ แต่ละคนแต่ละคน คุณก็ต้องตรวจสอบด้วยตัวเอง ว่าใครที่จะสัมมาทิฏฐิจริง นั่นแหละ

ต้องใช้ตนเอง เรียกว่า การตั้งสัมมาทิฏฐิให้ตนเองก่อน ก็ต้องพบกับผู้ที่สัมมาทิฏฐิมาแล้ว ผู้ที่คุณต้องการตามหาสัมมาทิฏฐินี่แหละ

เมื่อได้ฟังแล้ว  ปัญญาข้อที่ 1 ต้องฟัง  ข้อที่2 ต้องฟังอีก 

การฟัง ต้องฟังด้วยความละอายอย่างแรงกล้า ความเกรงกลัวอย่างแรงกล้า ความเคารพอย่างแรงกล้า ความรักอย่างแรงกล้า ติพพัง ทำไมพระพุทธเจ้าต้องใช้อย่างนั้น ทำไมต้องบอกว่าฟังด้วยความละอายอย่างแรงกล้า 

เพราะ คนเรานี้มิจฉาทิฏฐิ มานานแสนนาน คนที่มิจฉาทิฏฐิ มานานแสนนาน ก็น่าละอายแล้ว 

2.เพ่งผิด ไปเข้าใจผู้ที่ท่านสัมมาทิฏฐิ ว่า เป็นผู้ที่ไม่ตรงกับตนเอง ตนเองเชื่อผิด เข้าใจไม่ตรงกับตนเอง แล้วยิ่งอย่างเช่นอาตมา เอามาประกาศอธิบายและสอน เขาก็ยิ่งว่าเลย ขออภัยนะ ขอยกความจริงที่เป็นจริง เช่น ท่านประยุทธ์ ปยุตโต ท่านเพ่งอาตมาผิด ท่านนั่นแหละที่จะต้องเป็นผู้ที่ละอายอย่างแรงกล้า เมื่อท่านรู้ว่า ที่จริงท่านผิด อาตมาเป็นพระโพธิสัตว์จริง อาตมาเป็นผู้รู้จริง ท่านได้ดูผิดจริงๆ อันนี้เราจะต้องถอนตัวถอนตนด้วยนะ จะต้องรู้ว่า ตัวเองผิด อาตมาถูก ซึ่งอาตมาก็ไม่เชื่อว่าจะเป็นได้ง่ายๆ 

ขออภัยอีก ท่านประยุทธ์ ปยุตโตเห็นว่า ตนเองผิดพลาดแล้ว มาท้วงอาตมาผิดพลาดแล้ว ท่านจะต้องละอายตัวเองอย่างแรงกล้า เราทำไมถึงฉลาดน้อยอย่างนี้ ไปท้วงเอาคนที่ถูกว่าผิด เอาไก่ตัวพี่ เอาคนที่จะมารื้อฟื้นศาสนาพุทธ ฟังดีๆนะอาตมาพูดใหญ่พูดโต จะว่าข่มก็ข่มกันอย่างหนักหนาสาหัส ต้องขออภัยจริงๆ ที่ต้องพูดเรื่องอย่างนี้ ไม่เจตนาจะพูดใหญ่โตแต่มันเป็นความจริงที่อาตมาต้องพูดเท่านั้นเอง ไม่ใช่อวดใหญ่อวดโต 

คุณเข้าใจได้ว่า สิ่งที่ดีที่สุดมันคือสิ่งที่ใหญ่ อาตมาพูดอย่างนี้ มันก็เลยเป็นสภาพนี้ ความรู้สึกของคุณก็จะเป็นอย่างนี้ 

เพราะฉะนั้น ที่พระพุทธเจ้าตรัสเป็นเรื่องลึกซึ้ง คุณต้องฟังสิ่งนี้ด้วย ถ้าคุณเกิดความละอายอย่างแรงกล้า เมื่อนั้นแหละ 

_สู่แดนธรรม… ถ้าพ่อท่าน ไม่ยกเหตุการณ์จริงมาเป็นตัวอย่าง ความเป็นหิริ โอตตัปปะอย่างแรงกล้าก็ไม่เกิดขึ้นได้อย่างไร 

พ่อครูว่า… ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านตรัส จงเข้าใจให้ได้ว่า ท่านจะไม่ตรัสอะไรขึ้นมาเล่นๆ พูดอย่างง่ายๆคือจะไม่ตรัสอะไรพล่อยๆ ท่านตรัสอย่างนี้ก็เพราะว่า มันต้องเป็นเช่นนี้ มันถึงจะจริง 

เพราะฉะนั้น ถ้าใครได้ฟังจากพระโอษฐ์ ได้ฟังจากสัตบุรุษ ได้ฟังสัมมาทิฏฐิจากผู้อยู่ในฐานะครูจริงๆ แล้วมันตรงกันข้ามกับที่เราเข้าใจ แล้วต่อมารู้ว่าท่านแย้งอันนั้นมันผิด คนนั้นก็ต้องอาย เมื่อรู้สึกได้ว่า เราไม่ตรง  อันนั้นตรงกว่าจริงๆ นั้นคือคุณก็จะเกิดปัญญาข้อที่ 1 เลย 

คนที่ อปัญญา หรืออวิชชา โง่ก่อนที่มีวิชชาหรือปัญญา มาก่อนทั้งนั้น พอเริ่มมีตัวที่ถูกต้องซึ่งตรงกันข้ามกับที่เรายึดถือมานาน ยึดอย่างมากๆ แน่นๆ ด้วย จะรู้สึกว่า มันสะดุดเลยนะ ฟังดีๆ อาตมาอธิบายภาษาไทยง่ายๆ เอาสภาวะมาอธิบาย

_สู่แดนธรรม… การสะดุดเลยเป็นเหตุปัจจัยให้สลายความเห็นผิด 

พ่อครูว่า… การสะดุดคือ การชะงัก ฉุกคิด ว่า เรายึดถืออย่างนี้นานมาแล้วมันเสียหายตนเองนะ มันจะรู้สึกอย่างนั้นเลย

_สู่แดนธรรม… ปัญญา ข้อที่ 1 จะเกิดขึ้นได้ คือ ทิฏฐิต้องเปลี่ยนไป 

พ่อครูว่า… ต้องเปลี่ยนไปจากเดิม พระพุทธเจ้าถึงได้มีหลักเกณฑ์ สังโยชน์ 10 คุณจะต้องทำความเข้าใจคำว่า กาย

คำว่า กาย คำนี้ ยิ่งใหญ่ที่สุด ตั้งแต่เบื้องต้นจนถึงที่จบ แม้ที่ที่จบจริงๆก็คือ กายสเภทา คือ กายแตกตาย ตายไปเลยคือทำให้หายไปเลย ร่างสรีระ แตกตาย แต่กายนั้นหมดไปตั้งแต่พระอรหันต์ พระอรหันต์เป็นผู้ที่ไม่มีกาย แต่ยืนอยู่บนสรีระ แต่อาศัยสรีระไป แล้วก็รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็นกาย จึงอาศัย กาย อยู่เท่านั้น อนุปคัมมะ 

อันนี้อาตมาก็อธิบายมาไกลและสูงก็จะวนกลับมาที่เก่า 

อาตมาตั้งใจจะอธิบายตั้งแต่ ศีล จรณะ 15 

ต้องท่องหน่อยนะ อาตมาว่า พระบาลีก็ตาม จรณะ 15 วิชชา 8 

จรณะข้อ1.ศีล สังวรศีล 2.สำรวมอินทรีย์ 3.โภชเนมัตตัญญุตา 4.ชาคริยานุโยคะ 

5.ศรัทธา 6.หิริ 7.โอตตัปปะ 8.พหุสัจจะ 9.วิริยะ 10.สติ  11.ปัญญา 

ฌานชั้น 1 2 3 4 

แล้วก็มีวิชชา คือความรู้ของพระพุทธเจ้าอีก 8 ข้อ มาทำงานร่วมกับจรณะ 15 มาตลอด เรียกว่า ศีลข้อต้น แล้วกระบวนการตั้งแต่ อปัณณกปฏิปทา 3 สัทธรรม 7 ฌาน 4 เรียกว่า อธิศีล อธิจิต ศีลจะเจริญตามอธิจิต แล้วเป็นอธิปัญญาในวิชชา 8 คือ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา   เกิดอย่างนี้ขึ้นมา

มาตั้งต้น ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าขอแซมตรงนี้อย่างสำคัญ คือ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตา เลิกได้เลย นั่งหลับตามันเป็นของเดียรถีย์ ของศาสนานอกพุทธ ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า พูดอย่างไม่ไว้หน้า พูดอย่างไม่เกรงใจ พูดอย่างตีทิ้งให้ชัดเจนว่าอย่าไปเสียเวลา อย่าไปงมงายอยู่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนแบบนั้น พระเจ้าจะพูดแบบอาตมาไม่ได้ เพราะเขาหลงหลับตากันทั้งหมด​ ท่านจะได้ใครมาสอนล่ะ แต่อาตมาไม่ใช่ เพราะว่าพระพุทธเจ้าปลูกฝังลงไปแล้ว อาตมาจะไปเริ่มต้นอย่างพระพุทธเจ้าทำไม มันไม่เหมือนกันนะ  มันคนละคน อาตมาไม่ต้องเสียเวลา ตีทิ้งได้เลย หลับตา ตีทิ้งได้หมด ขอแวะอย่างสำคัญ เลิกได้จริงๆ

มันเสื่อมจริงๆ  มันงมงายเห็นผิดไปหลับตาปฏิบัตินั่นคือความเสื่อม คุณจำไว้ด้วย แล้วจะไปปฏิบัติทำไม เลิกเสียสิ

คนที่หลับตาปฏิบัติ พระพุทธเจ้าจึงตรัสเรียกว่า เป็นโจรร้ายที่ทำลายศาสนา แล้วพระราชาเห็นว่า มีโจรอยู่ ก็เลยให้เจ้าหน้าที่ไปประหารเสีย ไปฆ่าเสียด้วยหอก100เล่ม ตอนเช้า กลางวัน เย็น…  แทงอย่างไรก็ไม่ตาย ก็เหมือนพวกนั่งหลับตานี่แหละ

พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบไว้ ก็ตายเสียที เลิกงมงายโง่ๆเสียที ตายจากความงมงาย จากความโง่ ให้มาเป็นความฉลาดบ้าง แล้วเมื่อไหร่มันจะได้เกิด เกิดเป็นอาริยะ เกิดเป็นผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิ เกิดมาบ้าง อย่าไปจมอยู่ในทางเมืองนรก เมืองมืด เมืองบอดอยู่อย่างนั้นเลย 

นี่อาตมาก็พูดภาษาง่ายๆชัดๆ เหมือนยกพวกตัวเอง ก็มันไม่มีทางเลือก ทางหนึ่งข่ม ทางหนึ่งยก อันหนึ่งเป็น ดำอีกอันก็ต้องเป็นขาว มันเป็นธรรมชาติอย่างนั้น เป็นอื่นไม่ได้ พูดอย่างไม่อนุโลมเลยไม่ต้องเสียเวลาเพราะเขาประเล้าประโลมมามาก มันไม่ได้เสียที อาตมาไม่ขอทำเช่นนั้น อาตมาขอทำสไตล์นี้

มาเริ่มต้น ศีล ฟังดีๆ

วิธีปฏิบัติก็คือ สังวรศีล สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ 

สำรวมอินทรีย์ คืออะไร คือ อินทรีย์ทั้ง 6 คุณมีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี่คือ 6 ใจ ร่วมอยู่ในนี้ทั้งหมดเลย เป็นรูปนามหรือ อายตนะ ร่วมกันทำงานตลอดเวลา 

เพราะฉะนั้นจึงมี 5 คู่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย โดยเฉพาะกายนี่แหละ คือจิต คือใจ นี่คือความไม่เข้าใจในสัมมาทิฏฐิข้อแรก สักกายทิฏฐิ คือกาย 

กาย คือ ใจ กาย คือ จิตเป็นหลัก แต่กายก็มีเงื่อนไขว่า ต้องเป็นภายนอก และมีเงื่อนไขว่า กายต้อง 2 กายเป็นเอกังสะไม่ได้ โดยส่วนเดียวไม่ได้ ต้องมี 2 ขึ้นไป 

กาย หนึ่งเดียวโดดเดี่ยว ไม่มีจิตร่วมด้วยเลย ไม่ได้ หากมีแต่วัตถุ หมายถึงแต่สรีระภายนอก วัตถุ สสาร ไม่มีจิตเลย อันนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่เป็นกาย ไม่ใช่กาย 

_สู่แดนธรรม… คนที่ตายแล้วไม่เรียกกาย

พ่อครูว่า… กาย ภาษาอังกฤษเขาแปลว่า body ซึ่งไม่ใช่ body มันสรีระภายนอก คนตายไปแล้วเหลือแต่ซากเขาก็ไม่เรียกกาย กายออกจากร่างไปแล้วก็คือจิตใจออกจากร่างไปแล้ว 

อันนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิของคนไทย เพราะว่าคำว่า กาย เป็นภาษาไทยไปแล้ว แม้แต่กระทั่งไปเอาภาษาอังกฤษมาแปลว่าเป็น body body คือ กาย ก็เลยไปกันใหญ่เลย ไม่เข้าใจว่า เป็นสรีระซึ่งมันก็ไม่ใช่ 

เพราะฉะนั้นความเข้าใจที่เป็นสัมมาทิฏฐิ ตัวที่สำรวมอินทรีย์ สำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สำรวมอินทรีย์ 6 สำรวมคืออะไร สำรวมคือจะต้องมีสติ ชาคริยานุโยคะ ต้องตื่น ต้องมีสติ 

สติ คืออะไร สติคือธาตุรู้ที่ตื่นเต็ม ตื่นเต็มคืออะไร ตื่นเต็มคือ ในขณะที่ไม่นอนหลับ คุณก็ต้องตื่นออกมา ไม่ใช่อยู่ในภาวะสะลึมสะลือ อยู่ในภวังค์ เหมือนคนละเมอ ไม่ใช่ ต้องมีความรู้ที่รู้สึกตัวตื่นเต็มออกมาข้างนอก สติมีจากรากศัพท์ว่า 100 ต้องเต็ม100 กายกรรมก็ต้องรู้ว่าจะมีการเคลื่อนไหวเอี้ยวแขนแกว่งขา ก็ต้องมีความรู้ มีการสำรวม สังวร

_สู่แดนธรรม… ตรงนี้เขาก็เลยเห็นต่างกับพ่อท่านว่า เหมือนเต่าหดหัวขาเข้ากระดอง ไม่ให้หมาจิ้งจอกเข้าไปรบกวนเลย เขาเลยเก็บอินทรีย์ทั้ง 6 ไว้หมด ไม่พบไม่เห็นนั่นคือ สำรวม

พ่อครูว่า… เข้าท่า แต่เป็นมิจฉาทิฏฐิ สำรวมอย่างนั้นไม่ได้เรียนรู้ไม่ได้ฝึกอะไร มันจะมีความรู้ 2 ทิศ ทิศแบบนั้นมันเป็นอวิชชา เป็นทิศทางตรงข้ามคำสอนพระพุทธเจ้า ถ้าไม่เชื่อ คุณก็แยกไม่ออก ถ้าคุณเห็นว่าอย่างนั้นถูก คุณก็จะไปอย่างนั้น อาตมาว่าอย่างนี้ถูกกว่า มันก็เป็น 2 ข้าง 

_สู่แดนธรรม… การสำรวมแบบนั้น พระเจ้าบอกว่า รูปไม่ปรากฏ สัมผัสไม่ถูกเชื่อมกับรูป เวทนาก็ไม่เกิด มันไม่เกิดการปฏิบัติ 

พ่อครูว่า… เคยพูดผ่านมาหมดแล้วล่ะ เพราะฉะนั้นจะปฏิบัติอย่างไรให้สัมมาทิฏฐิ ก็ต้องพยายามฟัง จากผู้รู้ เมื่อฟังแล้วก็ฟังอีก เป็นปัญญาข้อ 2 เมื่อมีปัญญาข้อที่ 2 แล้ว ดีๆนะตัวนี้

ปัญญาข้อที่ 3 คุณจะรู้ความสงบ 2 อย่าง ตัวนี้แหละเป็นตัวไขความว่า คุณจะไปรอดหรือไปไม่รอด ปัญญาข้อที่3นี่แหละ ใครก็ยืนยันว่า ได้ฟังจากพระพุทธเจ้าได้อ่านจากพระไตรปิฎก ได้ฟังจากคนที่คนนับถือว่าถูกต้องทั้งนั้น เสร็จแล้วคุณจะได้เข้าใจอย่างไร  

ความสงบอย่างหนึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิ ความสงบอีกอย่างหนึ่งเป็นสัมมาทิฏฐิ

ความสงบที่มิจฉาทิฏฐิก็คือ ตื้นๆ สงบคือความไม่เคลื่อนไหว กายก็ไม่ให้เคลื่อนไหว ภาษาปาก ภาษาพูดก็ไม่เคลื่อน ไม่มี จิตก็ให้หยุด จิตก็ให้นิ่ง หยุดคิดหยุดทำ เฉยๆ นี่แหละคือมิจฉาทิฏฐิ 

ความสงบของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ไม่ให้เคลื่อนไหว สงบอย่างนั้นยิ่งหมกกิเลส ไม่ให้เรียนรู้ ไม่ได้ทำลายไม่ได้รู้หน้าตากิเลสเลย คุณก็เอาอาสวะทุกอย่างหมกหมักไว้หมดเลย คำสอนอันนี้ เอาอุตตรมาณพมายืนยัน 

 อุ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ในเรื่องนี้ ท่านปาราสิริยพราหมณ์แสดงการเจริญอินทรีย์แก่สาวกทั้งหลายอย่างนี้ว่า อย่าเห็นรูปด้วยจักษุ อย่าได้ยินเสียงด้วยโสต ฯ

พ. ดูกรอุตตระ เมื่อเป็นเช่นนี้ คนที่เจริญอินทรีย์แล้วตามคำของปาราสิริยพราหมณ์ ต้องเป็นคนตาบอด ต้องเป็นคนหูหนวก เพราะคนตาบอดไม่เห็นรูปด้วยจักษุ คนหูหนวกไม่ได้ยินเสียงด้วยโสต เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วอย่างนี้ อุตตรมาณพ ศิษย์ปาราสิริยพราหมณ์ นั่งนิ่ง เก้อเขิน คอตกก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณ ฯ เล่ม 14 ข้อ 584 

แต่คนทุกวันนี้ไม่คอตก เพราะพูดไปก็แย้ง เขาแพ้ไม่ได้ เหมือนทักษิณ ถ้าไม่สำนึก ว่าฟังดีๆนะ ยังไงก็มี ปรโตโฆษะ ฟังผู้อื่นบ้าง โดยเฉพาะอาตมาเป็นผู้อื่นบ้าง อาตมาเป็น อัญญาโกณฑัญญะ เป็นอื่นจากที่คุณเข้าใจยึดถือกันจริงๆ มันอื่นมันต่างจากที่คุณเข้าใจจริงๆ ฟังบ้างสิ ถ้าคุณไม่ฟังตรงนี้ คุณจะไม่เกิดสัมมาทิฏฐิ 

สัมมาทิฏฐิ คู่แรกก็คือ ปรโตโฆษะ กับ โยนิโสมนสิการ ถ้าคุณไม่ได้ฟัง คุณก็ไปฟังแบบนั่งหลับตา มันก็ อโยนิโส มันไม่ถ่องแท้ไม่ถูกต้อง มันผิด ไม่ลงไปถึงที่เกิด 

_สู่แดนธรรม… ท่านก็บอกว่ามันเป็นสมาธิอยู่ มันเป็นสมาธิลึก ยิ่งสงบเย็น

พ่อครูว่า… มันเข้าใจกันได้เป็น 2 ในเสมอ อาตมายิ่งเปิดเผยคนก็ยิ่งเข้าใจตาม จนเกิดกระบวนการเป็นมนุษยชาติ เกิดเป็นชุมชน เกิดเป็นสังคม ยืนยันผลของพระพุทธเจ้า มีหมู่ประชาชน มีสาราณียธรรม 6 ขึ้นมาได้อย่างเป็นกอบเป็นกำจริงๆ นี่เป็นการยืนยันว่า มีที่ไหนที่ศาสนาพุทธทำมาก่อนอาตมา อาจารย์ไหนทำให้เกิดสาราณียธรรม 6 มีชุมชนอย่างนั้นได้มีคนแบบนั้นได้มีที่ไหน อาตมาทำได้ แค่อาตมาทำมา 50 ปีเอง ท่านทำต่อทอดจากอาจารย์มาเป็นหลายร้อยปีแล้ว  ท่านมีกลุ่มไหนมายืนยันบ้าง อาตมายืนยันตรงกับพระพุทธเจ้าเลย ทำให้เกิดเป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์เลยนะ 

_สู่แดนธรรม… พ่อท่านถามไป เขาก็แย้งได้หมด ว่า ยังมีกิเลสอัตตามานะ 

พ่อครูว่า… อาตมาก็บอกคุณ คุณก็ฟังไม่ขึ้นว่า อาตมาไม่มีแล้วนะ กิเลสอัตตากิเลสมานะ มันขี้ผง อาตมาปัดทิ้งจนหมดเกลี้ยงมาตั้งนานแล้ว อาตมาจะพูดอย่างนี้ พูดอย่างอื่น มันก็ไม่ใช่ มันก็ไม่คือ ไม่เหมือน

_สู่แดนธรรม… อย่างนี้ใช่ไหมที่เรียกว่าความบริสุทธิ์ หมุนดูมุมไหนก็บริสุทธิ์ตลอด

พ่อครูว่า… มันกลม บริสุทธิ์ ไม่มีมุมอะไรขรุขระ มันชัดเจน มันก็เป็นเช่นนั้น 

สำรวมอินทรีย์ คุณต้องมีสติ ชาคริยานุโยคะ คุณต้องพยายามตื่นรู้ว่า ตอนนี้ตากำลังเห็นรูป หูกำลังได้ยินเสียง มันเยอะ มันไว แต่ต้องตามให้ทัน พระพุทธเจ้าถึงเอาตัวหลักง่ายๆให้พิสูจน์ให้ศึกษา คือโภชเนมัตตัญญุตา คือในขณะกินอาหาร ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส โผฏฐัพพะกระทบภายนอก เย็นร้อนอ่อนแข็ง คุณก็เอาอันนี้ที่พระพุทธเจ้าท่านยืนยัน ตัวนี้แหละ เป็นตัวอาศัยปฏิบัติ ในอาหาร 4 

มี กวฬิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณหาร อาหาร 4 นี้คือ คุณกินข้าว  กวฬิงการาหาร อาหารคุณกิน คุณจะมีผัสสะ กระทบลิ้นแน่นอน ได้กลิ่นแน่นอน เห็นรูปแน่นอน สัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็งเปรี้ยวหวานมันเค็มแน่นอน ความรู้สึกคุณเกิดแน่นอน 

เมื่อเกิดความรู้สึกเรียกว่า เวทนา เรียกว่าอารมณ์หรือความรู้สึก ความรู้สึกอร่อย สรุปอาหารการกิน อร่อยหรือไม่อร่อย ชอบใจหรือไม่ชอบใจ โอ้…อาหารที่ไม่ไหวไม่ชอบใจ อาหารที่ชอบ อาหารนี้ไม่ได้เรื่อง นั่นแหละ นั่นล่ะ…ได้เรื่องล่ะคุณ เป็นคนเลี้ยงยากกินยาก นี่แหละได้เรื่องแล้ว 

ศึกษาว่า ตนเองเป็นคนเรื่องมาก เป็นคนหาเรื่อง หรือเป็นคนเลี้ยงง่ายว่า อันนี้มันเค็ม อันนี้มันขม อันนี้มันหวาน อันนี้มันนัวดี ก็ให้รู้ความจริงตามความเป็นจริง 

เพราะฉะนั้นการกิน โภชเนมัตตัญญุตา จึงเป็นตัวรวม 1 สติตามรู้อันนี้ สัมผัสอันนี้ กินอยู่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ คุณก็ต้องเข้าไปถึงเลย 

ตามันเอาเรื่องกับรูปนะ จิตมันเอาเรื่องกับรส กับลิ้น กลิ่น กับสัมผัสนะ อันนี้นุ่มดี กรอบดี เหนียวดี อะไรก็แล้วแต่ คุณก็ต้องรู้ว่า เราไปเที่ยวได้ชอบหรือไม่ชอบ สรุปเข้าไปที่ชอบหรือไม่ชอบ ไอ้นี่แหละคือตัวกิเลสสำคัญ ไอ้ที่ชอบหรือไม่ชอบ ศึกษาดีๆเถอะ จิตที่มันชอบหรือไม่ชอบ เมื่อไหร่คุณจะไม่มีทั้งอาการที่ชอบหรือไม่ชอบ ชอบก็ไม่มี ไม่ชอบก็ไม่มี อาการที่จะเกิดจิต เมื่อใดที่คุณสัมผัสอะไรก็แล้วแต่ คนด่ามา ก็ไม่ชอบก็ไม่มี ชอบก็ไม่มี คนชมมา ชอบก็ไม่มี ไม่ชอบก็ไม่มี คนติเตียนมา ชอบก็ไม่มี ไม่ชอบก็ไม่มี รู้ความจริงตามความเป็นจริง ชมมา ชอบก็ไม่มี ไม่ชอบก็ไม่มี 

อ่านอาการใจ อาการ ลิงค นิมิต อุเทส 

อาการ ลิงคะ หมายความว่า ความแตกต่างกัน มันจะมีความแตกต่างกัน มันจะมีสภาพ2 ชอบหรือไม่ชอบเป็นต้น กำหนดอาการ ซึ่งมีความต่างกัน ลิงคะ กำหนดด้วยนิมิต ตามอุเทศที่อาตมาสอนนี้ อาการสัมผัสแตะต้อง ตามเหตุปัจจัยที่มา นี่คือการปฏิบัติธรรม อย่าไปหลังคา ต้องลืมตาสัมผัสรูป หูสัมผัสเสียง ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส โผฏฐัพพะกระทบภายนอกทุกอย่าง ใจเป็นตัวอยู่ร่วมรับรู้ด้วยกันเสมอ เรียนรู้กิเลสที่มันเกิด กิเลสนี้เมื่อไหร่จะหยุดกิเลสจ๋าเมื่อไหร่จะเลิกสักที ฟังแล้วมัน มันก็สบายสิ ต้องเรียก กิเลสเอ้ย เมื่อไหร่เอ็งจะเลิกจากข้าสักที ข้าจะเลิกเอ็ง ที่จริงแล้วข้านี่แหละเลิกกิเลสไม่ได้ นึกว่า กิเลสมันเป็นตัวเอง ว่ากิเลสเป็นตัวตน เป็นตัวเราของเรา

_สู่แดนธรรม… พ่อท่านชี้ให้เขาเข้าใจ การปฏิบัติตนในชีวิตประจำวันใช่ไหมครับ 

พ่อครูว่า… ทุกลมหายใจเข้าออกไปนะ ทุกอานา อาปานะ 

_จดหมายจาก สายพิน . น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพและศรัทธายิ่งเจ้าค่ะ

ปี พ.ศ. 2528 ลูกเริ่มรู้จักอโศก เรียนรู้-ปฏิบัติตามธรรมะพ่อครู ปัจจุบันก็ยังดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมทางโลก 

เวลาที่ผ่านมา เรือชีวิตที่หางเสือมีกำลังที่อ่อน โต้ไปตามกระแสคลื่นชีวิต ล้มลุกคลุกคลานบ้าง บางช่วงลูกก็ละเลยในการเรียนรู้-ปฏิบัติธรรมะ เมาๆไปกับเรื่องราวที่ผ่านเข้ามา แต่ยังมั่นคงในอาหารมังสวิรัติ ฟังธรรมะจากเทปเป็นส่วนมาก ไปวัดร่วมกิจกรรมงานพุทธา ปลุกเสก มหาปาวารณา ช่วงสิบกว่าปีหลังนี้ ห่างกิจกรรมงานหมู่กลุ่ม แต่คงติดตามฟังธรรมะจากสื่อ

ในช่วงสองถึงสามปีนี้ ลูกเพิ่มการติดตามฟังธรรมะ ในการเทศน์พ่อครูผ่านเฟซบุ้ค และ เสียงทางสื่อ Zeno และต้นเดือนมีนาคมปีนี้ลูกเข้าร่วมกิจกรรมย่อยธรรมะของค่ายอุโบสถศีลออนไลน์ ผ่าน Zoom  ปีนี้มีความเข้าใจชัดเจนมากขึ้นในการฟังธรรมและปฏิบัติ จรณะ 15 การถือศีลและกินมังสวิรัติที่ต้องปฏิบัติให้เข้าถึงจิต 

ลูกซาบซึ้งในเมตตาพ่อครู – เมตตาโพธิสัตว์อันอบอุ่นสูงยิ่ง  เมตตาแสดงธรรมทุกๆ กาละ แม้ขณะที่ร่างกายไม่เอื้อเจ้าค่ะ แม้ขณะร่างกายพ่อครูถูกอาการไอรบกวน ซึ่งหลายๆครั้งลูกได้เห็นว่าจากที่พ่อครูไอ มีผลให้เหนื่อยมากๆ ลูกรำลึกเสมอจักนำความซาบซึ้งใจนี้แปรเปลี่ยนให้เกิดเป็นพลังในการปฏิบัติศีลยิ่งๆขึ้น 

ลูกน้อมกราบขออภัยเจ้าค่ะ ที่ปฏิบัติพัฒนาได้ช้า เป็นเหตุหนึ่งให้พ่อครูจะต้องเหนื่อย 

พ่อครูว่า… ที่คุณสายพิน พูดมาคือความละอายตัวเอง ที่ทำให้ล่าช้า เป็นผู้ถ่วง

สติและปัญญามีการทำงานอย่างไร อะไรก่อนหลัง

_สายพิน….ลูกขอโอกาสกราบขอเรียนถามพ่อครู  จากที่ฟังธรรม แล้ว ลูกมีความเข้าใจว่า

สติ มีหน้าที่ กำหนดรู้ 

สัญญา มีหน้าที่

ก. กำหนดหมาย(ทำงานในปัจจุบัน)

ข. เป็นความจำ (บันทึกสิ่งที่ผ่านปัจจุบันไปแล้ว)

  [ ความจำ = 1.) ความจริงในอดีต  2.) ความจริงที่ผ่านปัจจุบันไปแล้ว ]

คำถามที่หนึ่ง: ตามที่เข้าใจเช่นนี้ถูกต้องไหมเจ้าคะ 

คำถามที่สอง: การทำงานร่วมกันของสติและสัญญา สิ่งใดเกิดก่อน-หลัง หรือเกิดพร้อมๆกัน และทำงานร่วมกันหรือส่งเสริมกันอย่างไร เจ้าคะ

น้อมกราบนมัสการและกราบขอบพระคุณพ่อครูด้วยความเคารพและศรัทธายิ่งเจ้าค่ะ

ลูก สายพิน ลิ้ม (พ.ศ. 2528)(เขตบางแค กทม.)

พ่อครูว่า… ขอขยายคำว่าความจริง อธิบายได้ 2 นัย ถ้าความจริงโลกุตระนั้นไม่มี ความจริงของโลกุตระนั้นคือ 0 ความจริงของโลกุตระคือ อนัตตา เพราะฉะนั้นความจริงที่มันมีคือผู้ที่ยังยึดถือความมี ผู้ที่ยึดถือความมีมันก็มีความยึดถืออันนั้นที่เป็นความจริง คุณก็ลดละอย่ายึดมั่นถือมั่นว่านั้นเป็นความจริงเป็นจริง แต่ไม่ถือว่าเป็นจริงมันก็ยาก เพราะมันผ่านมากับเรา ดีไม่ดีมันยึดมั่นถือมั่นอยู่กับตัวเราด้วย มันติดอยู่กับตัวเราด้วย เพราะฉะนั้นเราจะต้องเอาจริงเอาจังกับมันว่า อย่าไปเห็นว่ามันเป็นเราเป็นของเราหรือว่ามันจริง มันเป็นสิ่งที่เป็นเพียงองค์ประกอบในการสังขารปรุงแต่งกันอยู่ ชั่วคราวแล้วก็จะผ่านไป ปรุงแต่งกันอยู่ชั่วคราวแล้วก็จะผ่านไป

_สู่แดนธรรม… นี่คือคำตอบให้กับคนที่ถามว่าสัมมาทิฏฐิคืออย่างไร พ่อท่านเอาคำนี้มาตอบได้ด้วยนะครับ 

พ่อครูว่า… ได้ คนที่ถามเรื่องสัมมาทิฏฐิเป็นอย่างไร ฟังด้วย 

คำถามที่สอง  มันจะพร้อมหรือมันจะหลังหรือมันจะก่อนก็แล้วแต่ เข้าใจสติกับสัญญาให้ได้ว่าอาการของจิตชนิดที่เรียกว่าอาการที่มันเป็นตัวอย่างนี้ เรียกว่าเตือนสติ อาการอย่างนี้เรียกว่าสัญญา 

อาตมาพยายามจะอธิบายอาการของสติกับอาการของสัญญาให้ฟัง 

สติคือธาตุที่มันตื่นรู้ รวมมาหมดเลย ตื่นแล้วรวมทั้งข้างนอกข้างในผสมปูนแต่งรูปรวมเลย สัญญาคือการกำหนดเป๊ะลงไปตรงนั้นๆ แล้วถึงรู้รวมกันไปอีกทีคือความจำนั่นคือสัญญา 

ฟังอีก 

สติ คือ ความตื่นรู้ คือเปิดความตื่น อย่าไปหลับเด็ดขาด ตกภวังค์ก็ผิดแล้ว ต้องตื่นให้เต็ม ตื่น อาการงัวเงีย ง่วง ไม่ได้ทั้งนั้น มีถีนมิทธะ หรือ อุทธัจจะกุกกุจจะ ก็ไม่ได้ทั้งนั้น แต่หากไปเพ่งจ้อง จ้องมันจะแข็งไป จะกลายเป็นสมถะเป็นเกร็ง ให้รู้เป็นธรรมดา รู้ให้พร้อม รู้ให้ถ้วนเอาให้รอบ อยู่ในการรู้ นี่เรียกว่า สติ แล้วก็มีสัญญา มีจิตที่หมาย เป็นการกำหนดหมายลงไป ทำงานลงไปในขณะปัจจุบันนั้นว่า อันนี้มันอะไร มันหมายอย่างนี้ มันหมายความอย่างนี้ รู้มันตามเหตุปัจจัย สติกับปัญญาทำงานกัน จะว่าพร้อมอะไรก่อนอะไรหลัง มันก็อยู่ด้วยกัน มันต้องมี อาการของจิตที่ตื่นอยู่ อาการของจิตที่ทำงานด้วยสัญญา 

ก็คุณไม่ได้นอนหลับ ถ้านอนหลับมันจะมีแต่สัญญา ทีนี้เอาแต่ความจำขึ้นมาปรุงยำเละเลย เรียกว่ายำของก้นครัว ยำของเก่า เอาของเก่าก้นครัวมายำตอนนอนหลับ ถ้าคุณตื่นๆอยู่คุณจะอยู่กับปัจจุบัน มันก็จะมีตัวกำหนดรู้ลงไปแล้วก็วิจัย มันจะไม่มีแต่สติเท่านั้น มันจะมีสัมโพชฌงค์ทั้ง 7 สติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์  วิริยะสัมโพชฌงค์ 3 ตัวนี้เป็นตัวปฏิบัติ มีสติตื่น แล้วก็มีวิจัยธรรม ตลอดเวลา วิจัยก็คือธรรมะ 2 มันมี 2 เสมอ อะไรควรอะไรไม่ควร สรุปตรงในมหาปเทส อันไหนควรอันไหนไม่ควร นั่นล่ะ เอาอันที่ควร เลือกเสมอ วิจัยเสมอ เลือกเสมอ วิจัยเอาอันที่ควรเสมอ คุณก็จะเจริญ 

โดยเฉพาะวิจัยไปถึงจิตให้รู้ว่า อย่างนี้กิเลสเว้ย อย่างนี้กิเลสนะ อย่างนี้ตัณหา อุปาทานนะ อย่าไปตามใจมัน อาการของตัณหาจะให้เป็นอย่างนั้น หยุด…เอ็งจะมามีอำนาจ สู้กับอำนาจตัณหาอุปทาน ที่มันเดินเรื่อง มันมีบทบาทก็คือตัณญหา อย่า อย่ามามีเสนอหน้า นี่พูดอย่างภาษาไทยๆง่ายๆ 

คุณจะต้องมีพลังปัญญา พลังตื่นสติสัมปชัญญะ ปัญญาตื่น เป็นพลังงานทางจิต สู้มันให้ได้ นี่คือการกำจัดหรือสู้กัน ชำระกัน ฆ่ากัน พูดอย่างแรงก็คือการฆ่ามัน อย่าให้มันมามีฤทธิ์มีแรง ถ้าไปหลับตาก็มีแต่ฝังหมกหมัก ไม่ได้เรื่องให้เลิกซะ ถ้าศาสนาพุทธอาตมาแก้ประเด็นเรื่องหลับตานี้ได้ อาตมานอนตายตาหลับเลย ประเด็นใหญ่จริงๆ ที่มันเสื่อมไปจนกระทั่งไปนั่งหลับตากัน เจริญโลกุตระแน่เลย 

เมื่อคุณไม่นั่งหลับตาคุณก็ต้องมาเรียนจรณะ 15 ไม่งั้นก็นั่งหลับตาเป็น เดียรถีย์ ไม่โงไม่เงย ไม่ใช่พุทธคุณ แต่เดียรถีย์คุณ มันเป็นโทษ อาทีนวะ ไม่ใช่คุณะ

กลับมาศึกษาสิ่งที่อาตมาอธิบายไปถึง อปัณณกปฏิปทา กลับมาที่ศีล

ทำไมมีศีลเป็นหลัก มันจะได้ไม่วุ่นวายเยอะแยะเกินไป อย่างเช่นศีลข้อที่ 1 อย่างเก่งเอา 3 ข้อ

1.เกี่ยวกับสัตว์ 2. เกี่ยวกับของ พืชพรรณธัญญาหาร  3.เกี่ยวกับรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส 

คุณตื่นรู้ให้ได้แล้วก็ปฏิบัติ กระทบกับสัตว์ ให้มีเมตตาเกื้อกูล มีความเป็นอยู่ด้วยกัน  ต่างคนต่างมีชีว เป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายด้วยกัน อย่าไปทำร้ายทำลายอะไรกัน หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ ไม่ต้องไปพูดถึงอาวุธ ไม่ต้องไปพูดถึงการฆ่าแกง  มันหยาบ เราพูดถึงกันชั้นสูงแล้ว ชั้นต่ำๆหยาบๆพูดถึงอาวุธไม่ต้องไปพูดแล้ว ไม่ต้องพูดถึงปืนผาหน้าไม้ อันนั้นเป็นพวกทำอาวุธใช้อาวุธกัน คนฉลาดสร้างอาหารคนชั่วช้าสามานย์สร้างอาวุธ มามีชีวิตกันอย่างคนไม่มีอาวุธ พยายามเกื้อกูลช่วยเหลือเมตตา แบ่งแจก ดูแล อบอุ่น มักน้อยสันโดษ ลดละจากที่มีมากให้มีน้อยมาเรื่อยๆ มาอย่างนี้ดีกว่า  

_สู่แดนธรรม… สรุปจบ