660408 พ่อครูเทศน์ภาคค่ำ เรื่อง กาย งานปลุกเสกฯ#45 ราชธานีอโศก

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1rPmW3DWkvyVtsCLRq10UxC4Y2M1pwQce/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true                                                                                                                                 

ดาวน์โหลดเสียงที่  https://drive.google.com/file/d/1v4QM25Lok7lPQhLAHV64Thypob5ynWLQ/view?usp=share_link 

ดูวิดีโอได้ที่ 

และ https://www.facebook.com/300138787516163/videos/695281942372467 

ไปสู่โลกุตระได้ด้วยใจเป็นประธาน

พ่อครูว่า…วันนี้วันเสาร์ที่ 8 เมษายน 2566 แรม 3 ค่ำ เดือน 5 ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก เราก็มาพูดเรื่องของที่ควรจะพูด พูดในสิ่งที่เราควรจะทำ พูดในสิ่งที่เราจะดำเนินชีวิตอาศัยไป ไม่ได้พูดสิ่งที่นอกกว่าที่เราเองเราไม่รู้ รู้ไปก็ไม่ได้ใช้ในชีวิต แต่เราพูดในสิ่งที่เรารู้แล้วเราก็ใช้ได้ในชีวิต อาศัยในชีวิต จนกระทั่งความเป็นอยู่ของเราแต่ละคน ก็รู้สึก อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล และเพิ่มพูนเสียสละ ได้อย่างแท้จริง 

เป็นความเจริญของมนุษย์ มีชีวิตอยู่เป็นปกติสามัญเหมือนคนธรรมดา ไม่ใช่เป็นคนปลีกแยกไปจากความเป็นปกติของสังคมของมนุษย์ที่ควรเป็นอยู่เป็นสามัญที่ส่วนใหญ่ทั้งหลายเขาเป็นกัน ปลีกแยกแตกต่างออกไปอย่างง่ายๆตื้นๆ  

ที่จริงมีความแปลกแตกต่างที่เป็นโลกุตระที่ลึกซึ้งมาก แต่ไม่ได้หยาบอยู่แค่เอาร่างกายตัวเองหนีแยกออกไป ไม่ใช่  ธรรมะตรงนี้ที่มันเข้าใจตื้นๆมันก็เข้าใจแยก แต่ที่จริงมันมีความแยก แต่มันไม่มีความแยก มันมีความแยกแต่มันไม่มีความแยกอยู่ในตัวเองมันมีปัญญาที่จะรู้จักแยกอย่างละเอียดลึกซึ้ง 

แยกจนกระทั่งแยกเอาสิ่งที่มันเป็นพิษ สิ่งที่มันไม่ดีไม่งามในจิต แม้ในการประพฤติหรือความประพฤติภายนอกทางกายเราก็แยกออกแล้ว มันหยาบ เราก็เลิกมันได้แต่จะเลิกมาทางกายก็ตาม จิตก็เป็นประธาน ทางวาจาที่มันไม่ดีไม่งาม  เราเคยประพฤติอยู่ เราแยกออกแล้ว เราก็ไม่ประพฤติอย่างที่ไม่ดีไม่งามนั้นได้ 

จิตก็เป็นประธาน จิตเป็นตัวรู้ จิตเป็นตัวกำหนดและจิตเป็นตัวสั่งการและเป็นตัวแก้ไขมีพลังมีอำนาจทำให้เราสามารถเปลี่ยนแปลงกายวาจา เปลี่ยนใจไปได้อย่างถาวรจากโลกียะชนหรือเป็นคนไม่เจริญ มาเป็นคนเจริญสูงสุด     

_มีคนเขียนส่งมาว่า…เมื่อสมัยที่ผมอายุ  ได้ 20 กว่าๆผมได้บวชเป็นพระ แล้วได้ไปปฏิบัติธรรมที่วัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพฯ ขณะที่นั่งรอเพื่อส่งอารมณ์ (พ่อครูว่า… คำศัพท์นี้มันไม่รู้มาจากไหนกันไปส่งอารมณ์เหมือนส่งดอกเบี้ยหรือส่งข้าวส่งน้ำ.. ไปส่งอารมณ์ ) ไปส่งอารมณ์ให้พระอาจารย์ (พ่อครูว่า… พระอาจารย์ไม่มีอารมณ์หรือไง ) ความรู้สึกนึกคิดแว๊บเข้ามาในใจ ถ้าทุกคนในประเทศมานั่งหลับตาปฏิบัติแบบนี้กันหมด แล้วจะมีใครไปทำไร่ทำนาปลูกข้าวปลูกผักทำสวนครัว อาหารการกินคงจะขาดแคลน 

เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับที่พ่อครูนำพาปฏิบัติธรรม ก็ปฏิบัติธรรมพร้อมกับการทำงานทุกชนิดทุกอาชีพ การทำไร่ไถนาปลูกข้าวพืชผักสวนครัว ปลูกพืชผักผลไม้ ก็ปฏิบัติธรรมไปด้วยกันกับกิจการ นั้นๆ ยิ่งมีคนมาปฏิบัติธรรมมากเท่าไหร่ ผลจากการผลิตก็มีมากเพิ่มขึ้น อาหารเป็นหนึ่งในโลก ประเทศชาติจะไม่มีวันขาดแคลนอาหารประชาชนก็จะไม่เดือดร้อน  

พ่อครูว่า… คนที่เขาไม่เข้าใจ ไม่เชื่อถือ ไม่เห็นดีเห็นงามด้วยเขาก็ไม่เอาก็เป็นธรรมดาธรรมชาติลางเนื้อชอบลางยา มันเป็นธรรมดาอย่างนี้แหละ 

อาตมาได้เทศน์เรื่องกายกันมาหลายคาบ คาบนี้ก็เกือบจะเป็นคาบที่ 3 แล้วนะ ยังมีคาบหน้าเป็นคาบที่ 4 

ศึกษากายในวิโมกข์ 8 ให้พ้นสัตตาวาส 9

เรื่องกายที่อาตมาลองสรุปรวมเป็นหัวข้ออยู่ได้ถึง 9 หัวข้อ ตั้งแต่ สักกายทิฏฐิ ซึ่งเป็นตัวแรกที่ทุกคนต้องศึกษา ทุกคนต้องมีความรู้เป็นสัมมาทิฏฐิในเรื่องกาย แล้วก็อยู่ที่ตนเอง สักกายทิฏฐิ ต้องมีความเห็นที่ถูกต้องโดยเฉพาะคำว่า กาย 

สักกายทิฏฐิ เป็นการรู้เป็นอันที่ 1 ของทุกๆคนจะต้องเข้าใจ ที่นี้ผู้ที่จะศึกษาเพื่อที่จะบรรลุนิพพานจริงๆ ก็ต้องมาเข้าใจธรรมนิยาม 5 ถ้าเข้าใจธรรมนิยาม 5 ไม่ได้ 

การเข้าใจธรรมนิยาม 5 ก็คือสามารถแยกความเป็นกาย ความเป็นจิตได้ ซึ่งเป็นความลึกซึ้งซับซ้อนวิจิตรพิสดาร ที่วิทยาศาสตร์ทางโลกก็คิดไม่ออก มีพระพุทธเจ้าค้นพบแล้วเอามาสอนให้รู้ ก็จึงมีนิพพานได้ เป็นพระอรหันต์ได้ 

ถ้าแยกกายแยกจิตในธรรมะนิยาม 5 นี้ไม่ออก อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม  กรรมนิยาม ธรรมนิยาม

กรรม กับธรรม ก็เป็นการปฏิบัติเป็นการกระทำกรรมแล้วก็เกิดผลสั่งสมเป็นธรรม  

เพราะฉะนั้นจะเกิดกรรมที่สั่งสมเป็นธรรมได้ก็ต้องมีความเข้าใจเริ่มจากความเป็นจิตความเป็นพืช ความเป็นอุตุ 

อุตุ หรือ อุตุธาตุ หรือการกำหนดนิยาม คำจำกัดความของความเป็นธาตุก็คือมหาภูตรูป 4 คือดินน้ำไฟลม 

แล้วก็มีชีวะเป็นพืชเป็นระดับที่ 2 ก็เป็นอุปาทายรูป เป็นรูปที่เกี่ยวเนื่องกันกับทั้งกายและจิต เพราะฉะนั้นก็จะเข้าใจในรายละเอียดของอีก 24 สภาพ อุปาทายรูป 24 

ตั้งแต่แยกคน มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็จะต้องมาเรียนรู้ภายนอกที่มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย กับใจร่วมกับ 5 ทวาร ทำงานสัมพันธ์กันมีอายตนะ  

โดยท่านอธิบายแยกไว้มี ปสาทรูป โคจรรูป วิสยรูป

คือมีประสาทตากระทบกับรูปภายนอก โคจร มันเกิดทำงานแล้ว สตาร์ทเครื่องแล้ว ตา ประสาทตาทำงานกับสิ่งที่เป็นรูปภายนอก ภายในก็จะเกิดวิสัยที่รู้จักรูปนาม เป็นนามรูปขึ้นมา 

เพราะฉะนั้นสิ่งที่รู้ขึ้นมาก็เป็นภาวะ 2 แล้วสิ่งที่เป็นภาวะ 2 ใดๆ ก็จะมีภาวะที่แตกต่างกัน มี 2 ภาวะ เป็น ปุริสภาวะ กับ อิตถีภาวะ นี่เป็น 2 ..ท่านมีรายละเอียดถึงขั้น รูปภายนอก 5 กับการสัมผัสอารมณ์เกี่ยวข้องกันโดยมีใจเป็นตัวร่วมกับรูปทั้ง 5 เป็น 5 คู่ 

สุดท้ายท่านสรุปว่า เหลือแค่ 9 รูป รูปภายนอกกับรูปภายในเหลือแค่ 9 เพราะจิตมันเป็นตัวร่วมอยู่ใน 5 คู่ เลยหักออกไป 1 เหลือ 9 ถ้าไม่มีจิตมันก็ไม่เกิด 5 คู่นี้ได้ มันก็มีแต่กาย 5 รูป 5 มันก็ไม่เกิดการมีภาวะที่จะเกิดภาวะ 2 ได้เลย 

จากภาวะรูป ก็มียอดแห่งความเป็นหัวใจเรียกว่า หทัยรูป หัวใจอันนี้เป็นนามธรรม ไม่ใช่รูปหัวใจที่อยู่ในร่างกาย ไม่ใช่อวัยวะในร่างกาย แต่เป็นนามธรรม เป็นตัวหทัย หรือจิตวิญญาณเลย จิตวิญญาณที่เรียกด้วยศัพท์ว่า หทัยรูป 

อยู่ที่ไหนไม่มีตำแหน่งไม่มีแหล่ง มันจะร่วมกับความรู้สึกเป็นชีวะขึ้นมา และเป็นชีวะในระดับมีความรู้สึก ชีวะในระดับพืชยังไม่มีความรู้สึกยังไม่มีเวทนา เป็นชีวะในระดับแค่สัญญากับสังขารเท่านั้น แต่ชีวะในระดับจิตขึ้นไปเป็นสัตว์ขึ้นไป จึงจะมีความรู้สึก จึงเรียกเอาชีวิตอันที่มีความรู้สึกนี้ เป็นสิ่งที่จะต้องรู้จักชีวิตินทรีย์ ชีวิตรูปของมัน มีกำลังพลังอำนาจ ของความเป็นชีวิตสูงถึงขั้นจิต หรือจะเป็นชีวิตอยู่แต่แค่พืช ก็จะเรียนรู้เรื่องชีวิต 

อาหารรูป รูปที่เป็นเครื่องอาศัยเช่นตั้งแต่ กวฬิงการาหาร คือสิ่งที่กินเข้าไปเลี้ยงขันธ์ มันมีรูปรสกลิ่นเสียง สัมผัสอยู่ในนั้นเลย ที่คุณจะเลี้ยงได้ เพราะฉะนั้น โภชเนมัตตัญญุตา จึงเป็นแหล่งที่เรียนรู้แห่งการปฏิบัติธรรมเรียนรู้รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส กิเลสอยู่ในนี้ทุกตัว เพราะฉะนั้นเรียนรู้กิเลสจากอันนี้แล้วฆ่ากิเลสแล้ว รู้จักกิเลส เข้าใจกิเลส เป็นอรหันต์ได้ในแค่การปฏิบัติ โภชเนมัตตัญญุตา ได้เลย เพราะมีรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส อันพาให้เกิดกิเลส รวมแล้วอยู่ในนี้ทั้งหมดเลย 

มาจาก อาหารรูปไป เครื่องอาศัยต่างๆที่เราจะต้องเรียนรู้ ก็มีการแยกเป็นปริเฉทรูป แยกให้ออกว่าจากที่มันมีความรู้สึกกับว่างจากความรู้สึก มันเป็นความว่างๆ หรือความรู้สึกที่ว่างจากกิเลส 

ผู้ที่ไม่รู้เรื่องมั่วก็ไปเรียนรู้ด้วยวิธีว่างจากความรู้สึก เขาก็ไปดับเวทนาดับสัญญา เพราะสัญญากับเวทนาต้องทำงานร่วมกันต้องสัมผัสกัน สัญญากำหนดว่ารู้เวทนามันสัมผัสอะไรมันก็จะรู้  ไม่มี ผัสสะมันก็ไม่เกิดเวทนาไม่รู้จะไปเรียนอะไร ไม่ว่าคุณจะไปดับเวทนาหรือดับสัญญาก็ตาม แต่ถ้าคุณดับสัญญาคุณก็หมดเลย มันก็คือจิตที่ทำงานอย่างหนักคือสัญญา ต้องกำหนดรู้ทำหน้าที่กำหนดรู้อะไรทุกอย่างภายนอกภายในที่จะได้เรียน จนกระทั่งเป็นความรู้สัญญาถึงขั้นปัญญา 

ถ้าคุณไปดับมันเสีย นี่แหละคือการทำให้มันว่าง ปริเฉทรูป ไปแยกออกแล้วก็ทำให้มันว่างชนิดที่เรียกว่า มันว่างอย่างเดียรถีย์ ว่าง อย่างโง่ๆ ว่างอย่างไม่ได้เป็นความวิเศษ ที่เป็นคุณสมบัติขั้นโลกุตระเพราะไปดับเอาสัญญาเป็น  อสัญญีสัตว์ 

เพราะฉะนั้นในสัตตาวาส 9 อสัญญีสัตว์ จึงเป็นสัตว์ตัวที่ 5 

ฌาน 1 2 3 4 ก็เป็นฌานที่นอกรีตของพระพุทธเจ้าเพราะไปนั่งหลับตาสะกดจิตหรือไปทำแบบไหนก็แล้วแต่ ที่มันไม่เป็นฌานที่เกิดจาก จรณะ 15 วิชชา 8 มันเป็นการปฏิบัติไปคนละเรื่องคนละทาง 

ความเสื่อมของศาสนาพุทธที่ไปเรียนฌานกันแบบนี้ ไม่มีใครพูดเลย ไม่เห็นอาจารย์สำนักไหนพูดว่าฌานจะต้องมาปฏิบัติศีล อปัณณกปฏิปทา 3 สัทธรรม 7 เกิดฌาน ในจรณะ 15 ใครเคยได้ยินอาจารย์คนไหนสอนบ้าง ที่นั่งอยู่เป็นพันหรือเปล่าวันนี้ 

_สู่แดนธรรม… ที่พ่อท่านถามไป มีอาจารย์คนหนึ่งที่สอนครับ ชื่อท่านอาจารย์โพธิรักษ์ 

พ่อครูว่า… โธ่เอ๊ย 

ไปทำ อสัญญีสัตว์ กันทั้งนั้นหรือทำฌานนอกรีตซึ่งขาดกาย 

ขาดกายนี้ไม่ใช่ศาสนาพุทธแล้ว เรียนรู้พุทธ ธรรมนิยาม 5 ก็ขาดกาย คุณก็ไม่รู้จักความเป็นกายอย่างพิสดาร อย่างวิจิตร อย่างรู้เลยหรือว่า เมื่อไหร่มันเป็นกาย เมื่อไหร่มันไม่เป็นกาย 

เริ่มต้นจิตวิญญาณมันรับรู้ตั้งแต่กรอบแค่พืช มีธาตุรู้ที่รู้ในจิตแค่พืช คุณก็ไม่มีเวทนา เวทนาที่คุณไม่ต้องการ ธรรมชาติมันจะมีธาตุรู้ที่รู้ดีเต็มที่อยู่ และรู้จนกระทั่งเป็นปัญญาคือจัดเป็นเวทนา เก๊ ที่มาหลอก เป็นรสผีรสมารรสหลอก ว่ามันดี มันสูงส่ง เอาออกได้เลยก็สมบูรณ์ 

ถ้าคุณไม่รู้อย่างนี้ โดยจิตเจตสิกต่างๆ อ่าน อาการ ลิงค นิมิต ของมันออกตามที่อาตมาขยายความให้ฟังเป็น อุเทส แล้วไปปฏิบัติออกจากอาการมันได้มันมีลิงคะมันมีนิมิตอย่างนี้แล้วมันทำให้หายไปจางคลายได้หรือดับสนิทได้ ส่วนที่มันเป็นเจตสิกควรจะดับ โดยการมีกระทบสัมผัส 

ถ้าไม่กระทบสัมผัสคุณไม่เกิดความจริง ไม่เกิดสภาวะจริงได้หลับตามันเกิดเป็นอดีตกับอนาคตเข้าใจชัดไหมว่าอดีตกับอนาคตมันไม่มีของจริงมันเป็นความจำไม่ใช่ความจริง หรือความคิดฟุ้งซ่านเป็นอนาคตไปมันไม่ใช่ของจริง เพราะฉะนั้นอย่าไปเสียเวลาอยู่กับมันโดยการหลับตาที่เป็นอดีตกับอนาคต เป็นทิฏฐิ 62 

มันไม่เกิดประโยชน์อะไรนั่งหลับตาปฏิบัติธรรม เมื่อไหร่จะเข้าใจ เมื่อไหร่จะตื่นสักที สงสาร พูดเมื่อไหร่ก็นึกถึงท่านทั้งหลาย หลายผู้หลายคนก็แก่เฒ่า อายุเป็น 100 ปีบวชตั้งแต่เป็นเณรจนเป็นพระจนอายุ 100 กว่าแล้ว เสร็จแล้วก็ไม่ไหว แสดงประพฤติเป็นข่าวคราว กว่าเป็นพระอรหันต์แล้วอะไรอย่างนี้ที่เป็นข่าว 

เพราะฉะนั้นเมื่อไม่เข้าใจกายที่เป็นสัมมาทิฏฐิ ไม่เข้าใจการแยกกายแยกจิตเป็นธรรมนิยาม 5 จะไปปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 เรียนรู้ตั้งแต่กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิตทำในธรรม มีแต่ภาษากับทำจิตแบบเดียรถีย์ทำจิตผิดทาง มนสิการแบบออกนอกลู่นอกทางหมด 

เพราะไม่เข้าใจว่ากายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิตนั้นไม่ได้แยกกันเลยนะ มันจะเป็นปฏิสัมพัทธ์ต่อเนื่องกันจากภายนอกและเข้าไปภายใน เป็นภายในก็จะกลายเป็นตัวต่อที่คุณจะรู้ก็คือเวทนา แล้วเข้าไปถึงเวทนาในเวทนา ก็คือจิตที่เราจะต้องแยกออกเป็นเจโตปริยญาณ 16 อ้อ..

จิตเจตสิกต่างๆ มันแบ่งมันแยกออกมาเป็นกิเลสปลอมตัวมา เหมือนมันมาเป็นเจตสิกแต่มันก็ไม่ใช่ เหมือนจะมาเป็นจิตแต่มันก็ไม่ใช่ แต่มันปลอมมาสนิทเนียนเหลือเกินเป็นกิเลสครอบครองตัวเรามาตั้งแต่เราอวิชชายังไม่ได้ศึกษาธรรมะ จนมาพอรู้ว่าอย่างนี้เอง 

แล้วก็เรียนรู้ตั้งแต่ตัวที่มันหยาบ รู้ง่าย ขจัดไปขจัดไป คุณก็จะได้บันได ในการที่จะเรียนรู้ตัวกิเลสในจิตสูงขึ้นๆ ตัวยิ่งเก่งยิ่งเล็กยิ่งละเอียดคุณก็จะจับมันได้ เอาตัวหยาบก่อน ตัวโตๆที่มันง่ายๆที่มันไม่เก่ง ไม่วิจิตร เอาตัวอย่างนี้ก่อนให้หมดไปหมดไปจนกระทั่งเจโตปริญาน 16 

คุณทำได้คุณก็เกิดโลกุตรธรรมเป็นธรรมะในธรรม จากโลกียะเป็นโลกุตระ จากโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ไป หรือยิ่งแยกเป็นโพธิปักขิยธรรม ก็เป็นโลกุตรธรรมตามองค์ธรรม 37 องค์ประกอบแล้วก็มีขั้นมีชั้น แบ่งง่ายๆเป็น โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ 

เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่ากายก็มิจฉาทิฏฐิแล้วคุณจะปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 กระดุมเม็ดแรกก็ผิดแล้ว ไปเลย ไม่เหลียวหลังเลย ไม่รู้เรื่องเลยแหละ เหมือนคนที่ฟังอาตมาพูดภาษาอีสานไม่รู้เรื่อง ไม่ได้ติดต่อกัน ไม่ได้พูดถึง พูดสั่งกันก็ไม่ได้สักคำ ไม่เกิดผลอะไร 

เพราะฉะนั้นคนจึงยังเป็นสัตว์อยู่ทั้ง 9 ชนิด สัตว์ 9 ชนิดนี้เคยอธิบายมาหลายที 4 ชนิดที่เขาปฏิบัติแล้วจะเกิดฌาน เกิดประโยชน์ในการทำใจในใจได้ แต่เป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นเดียรถีย์ไปหมด หนักเข้าจนกระทั่งเข้าใจว่านิโรธคือ อสัญญีสัตว์ เขาจะได้แค่ อสัญญีสัตว์ แบบ อาฬารดาบส อุทกดาบส ไม่ว่า เดียรถีย์ คนไหนหรือไปนั่งหลับตาปฏิบัติทั้งนั้น จะได้แค่ อสัญญีสัตว์ แล้วเข้าใจไปว่า นี่แหละคือนิโรธ 

แม้นิโรธที่ได้ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิมันไม่ใช่นิโรธของพระพุทธเจ้าเลย ฌานที่ได้ ก็ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า ยิ่งไปได้สรุปว่า สัญญาเวทยิตนิโรธ หลงว่าเป็น นิโรธ ของพระพุทธเจ้าหรือนิพพานของพระพุทธเจ้าซึ่งมันไม่ใช่นิพพานเลยมันยิ่งไกล 

มันเป็นนิโรธ แปลว่า ความดับ แต่มันเป็นความดับอย่างซื่อบื้อ อย่างอวิชชา อย่างเดียรถีย์ ไปดับความนึกคิด ไปดับการทำงานการทำหน้าที่ ของธาตุสัญญาที่ทำหน้าที่กำหนดรู้ มันก็ไม่กำหนดรู้อะไรนิ่งยิ่งแข็งทื่อ กลายเป็นก้อนอิฐก้อนดินไปเลย 

ในสัตตาวาสข้อที่ 6 7 8 9 เป็นความเพ้อเจ้อทั้งนั้น พอดับสัญญาเสร็จแล้ว แล้วคุณก็มาสร้างภพใหม่เป็นอรูปภพ ภพที่จะต่อเนื่องจากอรูปภพไม่มีแล้วนะเพราะคุณ อสัญญีสัตว์ 

แล้วคุณก็ไปนิรมานกายด้วยความไม่รู้ว่ากายคืออะไร ก็ไปสร้างนึกว่าเป็นกาย นิรมาน คือ เนรมิตกายขึ้นมาเอง เช่น เป็นอากาศแล้วเราเป็นที่ว่างแล้วเรา นี่เป็นวิญญาณของเรา วิญญาณสะอาดวิญญาณบริสุทธิ์ วิญญาณเก่งที่สุดแล้ว นิโรธแล้ว อากิญจัญญายตนะ ไม่มีกิเลสแล้ว 

แต่คุณก็ไม่ พ้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ เอ๊!.. แล้วมันจริงหรือเปล่าวะใช่หรือไม่ใช่ จะว่าใช่ แต่มันก็ไม่ใช่ มันไม่มีตัวปัญญาตัดสินหรอก เนวสัญญานาสัญญายตนะ แล้วก็ใช่เดี๋ยวก็ไม่ใช่ ก็ไม่ใช่ได้อย่างไรเราได้มาถึงขั้นเป็นอากาศเป็นวิญญาณเป็น อากิญจัญญายตนะ แปลว่านิดหนึ่งน้อยหนึ่งก็ไม่มี แล้วไม่มีกิเลสแต่คุณก็รู้สึกว่าเอ๊ะ..กิเลสมันมีหรือไม่มีหรือเปล่า มันใช่หรือไม่ใช่ อาตมาขยายความที่ท่านแปลจากภาษาพยัญชนะ 

สัตว์บางพวก เข้าถึง เนวสัญญานาสัญญายตนะ มีอธิบายข้อความใช่หรือไม่ใช่ คุณไม่รู้จริงหรอก มันไม่ได้แท้ๆจริงๆเลย 

เพราะฉะนั้นผู้ที่ปฏิบัติสัมมาทิฏฐิถูกต้องเลยก็ต้องปฏิบัติตามวิญญาณฐิติ 7 โดยไม่ต้องมีตัว ignore ของ เนวสัญญานาสัญญายตนะ อีก ถ้าสัมมาทิฏฐิถูกต้อง กาย รู้จักกายมาตั้งแต่ต้น จนกระทั่งมาถึงตัวที่ 3 

กายอย่างเดียวกัน สัญญาอย่างเดียวกัน แล้วก็รู้ว่า นิโรธคืออะไร ความมืดคือ กิณหา ความดับคืออะไร 

เพราะฉะนั้นจะไปเข้าใจว่าควรมี กิณหาหรือไม่ สุภกิณหา สภาพของจิตที่ควรจะมีจะนอนหลับก็อยู่กับความมืดสบายดีไม่มีอะไรแม้แต่แสงสว่างไม่มีอุปาทานอะไรเลย หลับตาก็ดำมืดดำ กิณหา 

ถ้าคุณได้หลับตาเข้าไปแล้วยังมีแสงแวบวาบ สีขาว สีแดง สีเขียว มันเป็นอุปาทานทั้งนั้น ถ้าคนไม่มีอุปาทานแล้วหลับตาก็มืด ตอนนี้หลับตาตอนนี้มันมีแสงสะท้อนเข้ามา ถ้าหลับตาในที่มืดมันก็มืดเฉยๆเพราะไม่มีอุปาทาน พระอรหันต์ขึ้นไปแล้วชัดเจนหลับตาไม่มีอะไร แต่คนที่มีอุปาทานจะมีแสงสว่างแสงนั่นแสงนี่ ดีไม่ดีเล่นแสงสว่าง สีม่วง สีเขียว สีแดง สีเหลือง อะไรอีกเลอะเทอะเป็นอุปาทาน 

เพราะฉะนั้นจึงรู้จักสัจจะความจริงอย่างถูกต้องหมดเลย ตั้งแต่ความดำก็คือ ความดำ นิโรธก็คือนิโรธ ความมืดก็คือความมืด มันไม่ใช่นิโรธ นิโรธกับความมืดมันคนละเรื่อง นิโรธเป็นการดับกิเลสส่วนความมืดเป็นสภาวะที่ประสาทรับรู้เป็นองค์ประกอบการหลับตาหรืออยู่ในที่มืด อยู่ในที่มืดคุณไม่มีแสงสว่างเลย มันมืดจริงๆคุณก็ไม่เห็นอะไรเหมือนกัน ก็กิณหา คุณหลับตาไม่รับแสงสว่างมันก็ดำมืดสิ เมื่อคุณปิดตาเลยแล้วก็ไม่มีแสงสว่างพวกนี้มาส่อง เช่น อยู่ในกลางคืนเดือนมืด แรม 15 ค่ำเลยยิ่งมืดสนิทก็ไม่มีแสงอะไรเลย มันก็มืดเป็นธรรมดาก็ไม่ได้กำหนดผิดอะไรก็รู้ดี ไม่สับสนว่านิโรธกับ กิณหา อันเดียวกันหรือคนละเรื่อง มันคนละเรื่องไม่หลงผิดว่า กิณหาคือนิโรธ นิโรธคือกิณหา

คนที่ไปทำความรู้สึกเป็นความมืดความดำแล้วหลงว่าเป็นนิโรธนี่ นั่นน่ะ ก็เสียเวลาไปชาติ แถมกิเลสที่หลงติดนี้ไปอีกกี่ชาติ 

เพราะฉะนั้นจึงต้องมีวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ต้องรู้วิโมกข์ 8 แล้วต้องรู้ด้วยกายอีก 

วิโมกข์ 8 มีอะไร 

  1. ผู้มีรูป  ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย   (รูปี  รูปานิ  ปัสสติ) 

  2. ผู้ไม่สำคัญมั่นหมาย รูปในภายใน เห็นรูปในภายนอก (อัชฌัตตัง  อรูปสัญญี  เอโก  พหิทธา รูปานิ  ปัสสติ)

  3. ผู้ที่น้อมใของจเห็นว่าเป็นงาม (สุภันเตวะ อธิมุตโต โหติ, หรือ อธิโมกโข  โหติ)

   (พ่อครูแปลว่า เป็นโชคอันดีงามที่ผู้นั้นโน้มไปเจริญ สู่การบรรลุหลุดพ้นได้ยิ่งขึ้น) 

พตปฎ. ล.10  ข.66 /  ล.23  ข.163

อากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ สัญญาเวทยิตนิโรธ 

จะเรียนรู้วิโมกข์ 8 นี้จะต้องเรียนรู้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย จะต้องมีภาวะ 2 ภายนอกภายในต้องมีกาย 

คุณจึงจะสามารถรู้หรือทำตนให้เป็นบุคคล 7 หรือจะเป็นบุคคล 9 ก็เชิญ แถมสองคือ ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้ากับสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าคุณจะต่อ ถ้าเอาจบแค่ อุภโตภาควิมุติ ก็จบ

ผู้จบ อุภโตภาควิมุติ แล้วก็เป็นผู้ที่ ทำให้อาสวะสิ้น ผู้ที่ทำให้อาสวะสิ้น ตั้งแต่ยังไม่ถึง อุภโตภาควิมุติ เป็นบุคคลที่ 6 ปัญญาวิมุต ทำอาสวะสิ้นแล้ว เป็นพระอรหันต์ได้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง 

เพราะท่านเป็นผู้ที่ทำมาถูกต้องตั้งแต่ต้น มีกาย รู้จักกายทำกาย เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องไปพูดว่า น เหวโข ไม่ต้องพูดว่าท่านจะต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย แต่เขาก็ไปแปลอย่างเข้าใจสภาวะธรรมไม่ได้ก็ไปแปลว่าไม่มีไม่สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ทั้งๆที่ท่านสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายมาตลอด 

ถ้าจะบอกว่าไม่สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายคุณก็ พูดเป็นภาษาบาลีเต็มๆ ไม่สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย แต่ไปเอา น เหวโข มาทำไม

นเหวโข คือละเว้นไว้ เพราะว่าสิ่งนั้นได้ทำสำเร็จแล้วไม่ต้องไปกล่าวถึงส่วนนั้นอีก ถ้าจะไปก็คือไม่ต้องพูดต้องกล่าวถึงส่วนนั้นอีกพระองค์นี้ท่านสัมมาทิฏฐิมาตั้งแต่ต้น ท่านถึงได้ทำอาสวะสิ้นได้หมด เป็นอรหันต์ได้แล้ว ก่อน อุภโตภาควิมุติ ด้วย ซึ่งมันเป็นแกนของทางสายศรัทธาหรือสาย เจโต สัทธานุสารี

ถ้าเป็นสายธัมมานุสารีก็ถึงปัญญาวิมุติทำอาสวะสิ้นก็จบแล้ว 

พระพุทธเจ้าถึงได้ตรัสไปถึงขั้นผู้ที่ทำที่สุด ปัญญาวิมุติ สามารถที่จะรู้กาย รู้จักทุกข์อาริยสัจ แล้วทำให้ความทุกข์อริยสัจหมดไป ตั้งแต่บางอย่าง จนกระทั่งเป็นปัญญาวิมุติ ก็จะเจริญจากสัทธาวิมุติไปเป็นกายสักขี ก็จะต้องยังมีปัญญาอันยิ่ง 

กายสักขี อาสวะบางอย่างหมดสิ้น ยังไม่สิ้นอาสวะทั้งหมด รายละเอียดของบุคคล 7 นี้ผู้ที่ไม่รู้ปรมัตถ์อย่างแท้จริงจะสับสน 

พระพุทธเจ้าถึงตรัสอันที่เป็นสัทธาวิมุตินั้น บอกว่าถึงแม้ว่า จะทำให้อาสวะบางส่วนสิ้นไปได้ในสัทธาวิมุติ ก็ต่างกันกับ ทิฏฐิปัตตะ ไม่เหมือนกันกับทิฏฐิปัตตะ เพราะสายปัญญากับสายเจโตจะต่างกัน 

เพราะฉะนั้นเมื่อบรรลุอรหันต์บุคคล 7 เป็นปัญญาวิมุตหรือ อุภโตภาควิมุติ รู้อรหันต์แล้ว ก็จะเป็นผู้ที่จะทำ กายแตกตาย กายัส เภทา ปรัมมรณา ก็ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ไปเลยได้ กายแตกตายก็ทำกายของตนเองให้เป็น ดิน น้ำ ไฟ ลม ไป ไม่มารวมตัวกันเป็นจิตนิยามอีก 

เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นพระอรหันต์จึงเป็นอมตะบุคคล ผ่านวิมุติแล้วเป็นอมตะบุคคล คือรู้จักรอบเลย ไม่ลึกลับแล้วในเรื่องของ จิตเจตสิก รูป นิพพาน

เพราะฉะนั้นจะเกิดหรือจะตาย พระอรหันต์คือพระเจ้าที่จะสั่งเกิดสั่งตายให้แก่ตนเอง จะทำตัวทำตายให้แก่ตนเองได้ แล้วตายเก่งกว่าพระเจ้าอีก ดับตัวเองเลยหมดความเป็นพระเจ้า ฆ่าพระเจ้าฆ่าจิตวิญญาณเป็นดินน้ำไฟลมไปเลย ศาสนาพุทธถึงขั้นทำลายพระเจ้าเลย ทำลายจิตวิญญาณนิรันดรของพวกอวิชชา เพื่อวิชาทำลายจิตวิญญาณตัวเองไม่ได้ แต่ศาสนาพุทธทำลายจิตวิญญาณ หรือทำลายพระเจ้าได้ พระเจ้าก็คือตัวเอง แต่เขาไม่รู้ 

ศาสนาเทวของนิยมมีความรู้แล้วก็ไม่รู้ว่าตัวเองสั่งสมมาตามวิบาก ก็นึกว่า โอ่โห..ยอดเยี่ยม ความรู้พวกนี้ เราคงไม่มีสิทธิ์ที่จะรู้ได้ขนาดนี้ ต้องมีใครสักคนหนึ่ง ก็นึกว่าเป็นผู้ที่ประทานความรู้นี้ให้เป็นผู้ยิ่งใหญ่ เพราะว่าไม่รู้อัตตา ไม่รู้กรรมวิบาก ไม่รู้ว่าตัวเองสั่งสมมาเอง 

ศาสนาของศาสนาเทวนิยมแต่ละองค์ท่านสั่งสมบารมีมาของท่านเองทั้งนั้นแล้วมาเป็นศาสดาองค์ใดองค์หนึ่งและมาแข่งกัน เพราะมันไม่เหมือนกันเลยไม่เท่ากัน มันไม่ลงที่ศูนย์ มีศาสนาพุทธเท่านั้นนอกนั้นไม่มี 

พระพุทธเจ้าจึงรู้จักจิตเจตสิกต่างๆรู้จักจิตวิญญาณ ตั้งแต่ต้นจน 0 ตั้งแต่ หาประมาณมิได้จนกระทั่งเป็น 0 รู้ครบหมดเลยจึงจะต่อไปเป็นนิรันดรเท่ากับพระอวโลกิเตศวร คุณก็ทำไปสิจะอยู่อีกจนโลกแตกก็ว่าไป หรือจนไม่มีมนุษย์ในโลกนี้แล้ว ท่านทำให้ปรินิพพานเป็นปริโยสานไปหมดแล้ว นิมนต์เถอะท่าน 

อาตมาสรุป 9 ประเด็นจนกระทั่งถึงประเด็นอรหันต์ กายแตกตาย จนกระทั่งแยกกายแยกจิตเป็นดินน้ำไฟลม สำเร็จ สุดท้าย ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็อธิบายกันมา

ผู้ที่สามารถรู้เรื่องจิตเจตสิกเหล่านี้ ถึงขั้นจบกิจ พระอรหันต์ถึงขั้นจบกิจหมายความว่าจบแล้วในการเรียนรู้ที่จะ เกิดเป็นคนหรือจะไม่เกิดเป็นคนอีก ตายสูญ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ได้ หรือไม่ตายสูญ ก็มาเป็นโพธิสัตว์เกิดแล้วมีการมาต่อภูมิเพื่อจะช่วยรื้อขนสัตว์ ช่วยสัตว์ตัวอื่นเพราะตัวเองรอดแล้ว ตนเองสบายแล้ว ก็ไม่ตัดช่องน้อยแต่พอตัว ก็ไปช่วยผู้อื่นศึกษาผู้อื่นขยายผล เป็นผู้ที่รู้รอบ หมดความลึกลับ อรหะ ถึงที่สุด อรหันตะ หมดความลึกลับอันสูงสุดเป็นอรหันตะ

คนที่มีภูมิมีปัญญาอย่างนี้คือ รู้โลก รู้อัตตา รู้ธรรมะ จึงมีอำนาจอยู่เหนือโลก เหนืออัตตา เหนือธรรมะ เหนือธรรมะก็คือโลกุตรธรรม 

ผู้ที่มีพลังงานอธิปไตยคือ มีสติเป็นอธิปไตย อยู่กับโลกเปิดตาหูจมูกลิ้นกายใจ รู้องค์ประกอบ องค์ประชุมของโลก ของอัตตาหรือของข้างนอกของข้างใน ว่าแต่ของดินน้ำไฟลมจนกระทั่งถึงพืชถึงสัตว์มนุษย์ถึงคน คนแต่ละระดับแต่ละฐานะก็รู้จัก 

สามารถที่จะอยู่ร่วม สามารถที่จะทำงานร่วม จัดการในเรื่องความเป็นอยู่ได้ดีเรียกว่ามีเศรษฐกิจดี จัดการให้เป็นอยู่ให้ได้สงบว่าระงับ อยู่อย่างอบอุ่น อย่าตีกัน อย่าทะเลาะกัน อยู่ช่วยเหลือกัน เป็นเรื่องของการเมือง จะรู้เรื่องของเศรษฐกิจของการเมืองก็ช่วยโลกเขาช่วยทำเศรษฐกิจให้แก่โลก ให้มันจบกิจด้วย ทำการเมืองให้มันจบกิจด้วยเป็นอรหันต์ เท่านั้นได้เศรษฐกิจและการเมือง คือไม่ลึกลับทั้ง 2 อย่าง 

คือจะเป็นการเกิดกลุ่มหมู่น้อยหรือกลุ่มหมู่ใหญ่ขึ้นเป็นสังคมที่ใหญ่ขึ้น ใหญ่ระดับประเทศ ทำได้

อาตมา บริหารประเทศได้ แต่อาตมาไม่บริหารประเทศเพราะเขาไม่ให้บริหาร เขาไม่เชื่อน้ำมนต์ แล้ว อาตมาก็ไม่ลนลาน ไม่ดิ้นรน ไม่อยากจะไปบริหารหรอก เพราะว่าคนที่จะให้บริหารนั้นเป็นคนบ้าๆบอๆเยอะลำบาก เพราะฉะนั้นมาบริหารคนที่มีภูมิปัญญาโดยการคัดเฟ้นเอา คัดเลือกเอา โดยธรรมชาติอาตมาไม่ต้องเป็นนั่งคัดเลือกเอาเหมือนคัดทหารเกณฑ์ 

พวกคุณคัดตัวเองมาเองแล้วมาเรียนรู้ อาตมาบรรยายสอน วันนี้ก็มีเป็นพัน น่าจะถึงพัน เมื่อวานก่อนก็นับกันถึง 900 กว่าวันนี้น่าจะถึง 

_สู่แดนธรรม… ครั้งที่แล้ว 1,054 คนครับ 

พ่อครูว่า… อ้อ ถึงพันแล้วหรือ ก็มาเรียนรู้เพื่อจบกิจทางเศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจ มาเรียนรู้เพื่อจบกิจทางรัฐกิจด้วยหรือรัฐศาสตร์ มันก็จะจบกิจของความเป็นสังคมศาสตร์ไปในตัว 

ที่อาตมาพูดนี้ไม่ได้โมเม ไม่ได้พูดเล่นๆ ใช้บัญญัติภาษามาร่วมสมัยในยุคนี้ คำว่าเศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์ ก็มีในยุคนี้ ยุคพระพุทธเจ้าไม่มีหรอก ยิ่งคำว่าการเมืองจะไปพูดได้อย่างไรในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไม่มีสิทธิ์พูดหรอก เป็นสังคมทาสด้วย เพราะฉะนั้น มันก็คนละยุคสมัย อาตมาพูดกับคนยุคนี้ที่ร่วมยุคร่วมสมัย 

เศรษฐกิจที่มีจิตวิญญาณ

มีคนฟังธรรมอาตมาแล้วก็เขียนอันนี้มาสรุปรวมดีๆ ตั้งใจฟัง

_จากบ้านเล็กเมืองน้อย  : เรื่อง เศรษฐกิจที่มีจิตวิญญาณ

กราบนมัสการพ่อท่าน ด้วยความเคารพรักยิ่ง

“เศรษฐกิจ” แปลด้วย จิตวิญญาณ คือ  การจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่ ให้เหมาะสมกับการอุปโภค บริโภค

หน่วยย่อยสุดในระบบเศรษฐกิจ (จุลภาค)ก็คือ “คน” ….ความประพฤติของแต่ละบุคคล  ย่อมจะส่งผลสะท้อนต่อสังคมส่วนรวม ไปจนถึงหน่วยใหญ่(มหภาค)….. ที่สุดก็กระทบเศรษฐกิจโลก 

แต่ละบุคคลจึงต้อง balance Demand ให้เหมาะสมต่อการ Supply  …ซึ่งก็คือการบริหารรายจ่ายให้ไม่มากเกินกว่ารายรับ (ที่ค่อนข้างตายตัว)ของตนเอง….. ถ้าต้องการเศรษฐกิจที่ดี

ใช้จ่ายน้อย….ก็ไม่ต้องหามาก    ยับยั้งชั่งใจได้ ….ก็ไม่เป็นหนี้

จึงต้องแยกแยะ   สิ่งจำเป็น   …ต้องมี กับ

             สิ่งฟุ่มเฟือย …ต้องไม่ 

พ่อครูว่า… การแก้ปัญหาเศรษฐกิจคือให้คนเข้าใจตนเอง ให้ลดลดการถูกหลอกไปตามกิเลส เข้าใจถึงปัจจัย 4 ที่จำเป็นของชีวิตเท่านั้นเอง นอกนั้นเป็นสิ่งที่พออาศัยได้บ้างเพื่อสร้างประโยชน์ นอกนั้นก็ปรุงแต่งเฟ้อเกินมาหลอกกันนับไม่ถ้วนเลย มันจบไม่ได้ถ้ามาไม่มาสอนสัจจะอันนี้ 

อาตมาจึงเสียดายมาก ประเทศไทยมีธรรมะพระพุทธเจ้าที่เป็นเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่กว่าประเทศไหน ประเด็นจบด็อกเตอร์เศรษฐศาสตร์จากประเทศไหนก็ไม่สู้ของพระพุทธเจ้าที่ยิ่งกว่าอภิมหาด็อกเตอร์ ทางเศรษฐศาสตร์ก็ตามรัฐศาสตร์ก็ตาม มาศึกษาให้ดีๆ 

ใครจะว่าอาตมาหลงใหลวิชาการของพระพุทธเจ้าก็ตามใจ อาตมาก็ไม่ว่าอะไรหรือเห็นว่า อาตมาเป็นหมาเห็นองุ่นเปรี้ยวไม่เคยไปเรียนต่างประเทศอยู่ในกะลาครอบ หลงใหลกะลาตัวเองว่าดียอด คนอื่นเขารู้อะไรกว้างขวางเยอะแยะ เราก็ไม่เถียง อาตมาเป็นคนโง่เป็นคนไม่ค่อยรู้มากหรอก แต่อาตมารู้จบ อาตมาไม่รู้มากหรอก อาตมารู้จบรู้จริงรู้จบ อาตมาเชื่ออย่างนั้น 

_แต่ละบุคคลจึงต้อง balance Demand ให้เหมาะสมต่อการ Supply  …ซึ่งก็คือการบริหารรายจ่ายให้ไม่มากเกินกว่ารายรับ (ที่ค่อนข้างตายตัว)ของตนเอง….. ถ้าต้องการเศรษฐกิจที่ดี

ใช้จ่ายน้อย….ก็ไม่ต้องหามาก    ยับยั้งชั่งใจได้ ….ก็ไม่เป็นหนี้

จึงต้องแยกแยะ   สิ่งจำเป็น   …ต้องมี กับ

                   สิ่งฟุ่มเฟือย …ต้องไม่

ความมักน้อยใจพอ  จึงเป็นคุณสมบัติที่ควรฝึกฝน ให้เป็น  “คนมีวรรณะ” 

พ่อครูว่า…วรรณะคือขั้นชั้นของความเจริญความประเสริฐที่ต้องพัฒนาขึ้นไป เป็นคุณสมบัติที่ควรฝึกฝนให้เป็นคนมีวรรณะ อาตมาเคยเอามาพูดแล้ววรรณะ 9 เป็นคนมีวรรณะ 9 ซึ่งเป็นคุณสมบัติคุณธรรมคุณวิเศษของคนทีเดียว 

_การปฏิบัติ “ศีล” จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงมิได้    

มิเช่นนั้นก็จะไม่มี “วิชชาจรณะ”ที่จะพาให้เกิด “ตัวรู้” และ “ตัวลด

ไม่ศรัทธาใน“ศีล” …ก็จะไม่รู้จัก“อปันณกะ3”    (เฝ้าระวังตื่นตัว)

ไร้ซึ่ง“อปันณกะ3” …ไม่มีทางพบ“สัทธรรม7”    (ตัวรู้)

ปราศจาก“สัทธรรม7” …ไม่มีวันเข้าถึง“ฌาน4” (ตัวลด)

เข้าไม่ถึง“ฌาน4” ….ก็ยากจะเกิด “พลังงานบุญ”  ไปเผาทำลาย“ความละโมบโลภมาก”  ให้ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น หมดลงไปได้

นำสิ่งที่พ่อท่านสอน มาประยุกต์…..

จะเป็น อิสระ ก็ต้องยอม สละ  …….   ถ้าไม่เสีย สละ ก็ไม่ได้ อิสระ !

ถ้าเสียสละ “ความอยาก” ส่วนตน …สละ “ตัณหา” ออกได้ ……จิตก็ยกระดับสูงขึ้นเป็นอุตระ  อยู่เหนือกิเลส (มนุษยศาสตร์)

เมื่อมักน้อยใจพอ เป็น อิสระ ได้

ตัวก็เบา สบาย

ใจก็ สงบ จากกิเลส (พุทธโลกุตระ)

เมื่อทำความจนส่วนตน เพื่อความรวยของส่วนรวมได้ ….สังคมก็ อบอุ่น (สังคมศาสตร์)

พ่อครูว่า… คนที่มาทำความจนให้แก่ส่วนตน จะทำให้สังคม คนที่มาทำความรวยให้แก่ตนก็จะทำความจนให้แก่ส่วนรวม 

หลักเศรษฐกิจมันมีทรัพยากรจำกัด คุณเอาไว้แก่ตัวมากๆคนอื่นเขาก็ขาดแคลนก็แย่งกันฆ่ากันตาย ไม่ได้เข้าใจยากอะไร แต่คนก็โง่ที่จะเห็นแก่ตัว แล้วคนที่ยังฉลาดน้อยก็ยังไปสอนให้พากันไปรวยอีกนั่นแหละ แทนที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยการสอนให้คนจน 

ในประเทศไทยมีพระเจ้าอยู่หัว ทรงแนะ ให้มาเอาแบบคนจน ให้มาทำขาดทุนคือกำไร 

นักเศรษฐกิจจบด็อกเตอร์มาจากเทวนิยมจากต่างประเทศก็ไม่รู้เรื่องในหลวงองค์นี้ตรัสอย่างไร จึงทำไม่ได้ ทุกวันนี้ยังบื้อๆอยู่เลย ขออภัยอาตมาพูดสัจธรรม 

_ส่วนตัวเอาน้อย ส่วนรวมก็เหลือมาก….ทุกคนจึง อิ่มเอม

อยู่ดีมีสุขก็ เกษมใส 

จิตใจจึง เกื้อกูล (เศรษฐศาสตร์)

แล้วทุกคนก็ยิ่ง เพิ่มพูนการเสียสละ (การเมือง)

ทบทวีให้ “อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล เพิ่มพูนการเสียสละ”    ยิ่งๆ…ๆขึ้น (รัฐศาสตร์)

เมื่อเศรษฐกิจหน่วยย่อยแข็งแรง ยั่งยืน.. คนไม่เป็นหนี้  ไม่แข่งกันรวย ไม่แย่งชิง ….ทุกคนก็ไม่ต้องเร่งรีบ สังคมก็ไม่ร้อนรน 

พ่อครูว่า… มันเหมือนมหาตามะคานธีพูดไว้เลยว่าทรัพยากรในโลกนี้มีมากพอสำหรับแบ่งให้คนทั้งโลก แต่ไม่เพียงพอสำหรับคนคนเดียวที่มีความโลภตะกละไม่พอ 

ถ้าปฏิบัติอย่างที่เขาพามานี้สั้นๆ 

ทรัพยากรโลกย่อมเพียงพอ ต่อการแบ่งปันแก่คนทั้งโลกได้อย่างเหลือเฟือ….เศรษฐกิจโลกก็มั่งคั่ง มั่นคง …..โลกจึงสุขเย็น

พ่อครูว่า… นี่คือพูดทฤษฎีหรือวิธีการที่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ หรือแม้แต่ปัญหาการเมืองถ้าเข้าใจแล้วก็ไม่แยกกัน 

_“ศีล”จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด !

นอกจากจะเปลี่ยนแปลงจิตวิญญาณความนึกคิดของมนุษย์ ไปสู่  ความเป็นอาริยะ ได้แล้ว….ยังเป็น ธรรมนูญในการอยู่ร่วมกันของมนุษยชาติ อีกด้วย

และความมี “ศีลเสมอสมานกัน”ของผู้คนเท่านั้น …ที่จะสลายความเหลื่อมล้ำทั้งปวงไปจากสังคม …ให้เกิด “สาราณียธรรม” ขึ้นได้ จริง!

พ่อครูว่า… ผู้ฟังแล้วก็สรุปมานี้ เข้าใจธรรมะและอาตมาเชื่อว่าคนที่ไม่มีอคติ ฟังธรรมด้วยดีแล้วก็ตรวจสอบสภาวะความเป็นจริง ปรากฏการณ์จริงของมนุษยชาติและสังคม โดยเฉพาะสังคมคือมวลมนุษย์ที่เรียกว่า ชาวอโศก ก็จะเห็นความจริงที่ปรากฏ 

ถึงขั้นวรรณะ 9 ก็ตาม มาเป็นมนุษย์สาราณียธรรม 6 ก็ตาม ครบ บริบูรณ์ตรงตามคำสอนพระพุทธเจ้าได้จริง ยืนยันได้ อาตมาพูดนี่ ไม่ได้ขี้ตู่ ใครไม่เชื่อก็มาลองพยายามวิจัยพิสูจน์ว่า อาตมาพาทำนี่พวกเราทำได้จริงหรือเปล่า 

ทุกวันนี้สังคมชาวอโศกเป็นสาราณียธรรม 6 เพราะเข้าใจวรรณะ 9 เพราะจิตวิญญาณของพวกเราก็มีพุทธพจน์ 7 สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ  เอามาจากของพระพุทธเจ้าที่ตรัสไว้ในพระไตรปิฎกทั้งนั้น ไม่ได้พูดเองไม่ได้คิดตั้งเอง 

จิตมีคุณสมบัติอย่างไร สาราณียะ ไม่ใช่คนตัดขาดโดดเดี่ยว ไม่ระลึกถึงใคร หรือ..แต่ผู้เดียวเดี๋ยวเดียวก็เป็นพระอรหันต์..ไม่ใช่ 

มีการระลึกถึงคนนั้นคนนี้อย่างมีจิตสูงจิตเจริญ ไม่ใช่ระลึกอย่างฟุ้งซ่านหรือมีกิเลสประกอบ ประกอบไปด้วยกิเลส ไม่ใช่ ระลึกอย่างปรารถนาดี 

แม้แต่พระพุทธเจ้ายังระลึก ทรงตื่นบรรทมขึ้นมาก็ระลึกถึงว่า วันนี้เราระลึกถึงมีใครที่ควรจะไปโปรด ที่เรียนรู้มาก็จะรู้ว่า พระพุทธเจ้าท่านระลึกอย่างนี้เป็นอย่างนี้ ทำหน้าที่เป็นประโยชน์ ก็ไปโปรดคน ไปสอนคน ไปช่วยใคร คณะไหนก็แล้วแต่ 

ปิยกรณะ ด้วยความปรารถนาดี ด้วยความรักความสัมพันธ์อันประเสริฐ ไม่ใช่ความผูกพัน เป็นความรักที่เป็นความปรารถนาดีเป็นความสัมพันธ์อันประเสริฐ ที่ไปช่วยกันสัมพันธ์ รักกัน ปรารถนาดีต่อกัน

แล้วก็รู้จักที่ต่ำที่สูง ครุกรณะ จะเป็นที่ต่ำที่สูงด้วยสัจธรรมหรือที่ต่ำที่สูงด้วยสมมุติ วัยวุฒิ คุณวุฒิ สมมุติวุฒิ ก็รู้จักทั้งสมมุติและปรมัตถ์ว่าควรเคารพกันอย่างไร 

จุดกลางจุดที่ 4 นี่แหละสำคัญ สังคหะ คือ มีใจเกื้อกูล อย่างที่อาตมาสรุปเอาไว้ อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล และเพิ่มพูนเสียสละ 

เพราะฉะนั้นชีวิตของอรหันต์อยู่ ท่านไม่สงสัยการเป็นอยู่ แล้วท่านไม่ต้องห่วงตนเองอะไรหรอก ท่านทำงาน แล้วจะมีคนมาเลี้ยงดูไว้  ปรปฏิพัทธา เม ชีวิกา  เพราะจะมีคนมีดวงตา มีคนที่เห็นดีเห็นงามว่า คนคนนี้ต้องเลี้ยงไว้ อย่าให้ตายง่ายๆนะ เลี้ยงไว้ใช้ เลี้ยงไว้ใช้ มีประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติเยอะเชียวคนนี้ ยังไงๆต้องช่วยรักษาชีวิตเอาไว้ 

อาตมาเห็นผล ทุกวันนี้ อาตมาได้อันนี้อยู่นะ เขาไม่อยากให้ตาย แต่คงจะมีคนอยากให้ตายเหมือนกันนะ แต่ไม่เป็นไรหรอกเขาอยู่นอกๆ อยู่ในๆนี้ไม่อยากให้ตายก็ช่วยอาตมาอยู่แล้ว เพียงพอแล้ว 

เพราะฉะนั้น คนที่มีการเกื้อกูลผู้อื่นนี่แหละ เป็นจิตใจที่ประเสริฐมีแต่ช่วยเหลือเกื้อกูลไม่แย่งไม่ชิง ไม่ทะเลาะวิวาท อวิวาทะ ใครจะแย่งชิงไปก็ให้ด้วย แต่มันจะมีบารมีซ้อนที่จะมีคนมาแย่งชิงน้อย 

อันนี้เป็นเรื่อง อจินไตย เป็นเรื่องลึกซึ้งมาก คนจะมาแย่งชิงน้อย เพราะเราให้อย่างมาก และ คนที่เขาอยู่ในแวดวงใกล้ๆ คนจะมาขโมยของชาวอโศกนั้น เป็นคนนอกกับคนที่กิเลสหนักแรงหรือจำนนจำเป็นต้องขโมย ไม่เช่นนั้นเขาจะไม่ขโมยอะไรเลยชาวอโศกเลย เพราะชาวอโศกเป็นผู้ให้ ให้เขาจริงๆ เพราะท่านให้ขนาดนี้แล้วเรายังจะไปทำชั่วกับท่านอีกทำไม อันนี้แหละทำให้คนสำนึก พวกเราไม่ค่อยจะมีเหตุการณ์พูดอย่างนี้เท่าไหร่ นอกจากพวกกิเลสมากจริงๆหรือข้างในขโมยนิดๆหน่อยๆ จะเป็นเรื่องใหญ่ๆไม่มี 

ก็ไม่เกิดการแย่งชิง ไม่เกิดการทะเลาะวิวาท อยู่กันอย่างสามัคคี พร้อมเพรียงกัน 

พร้อมเพรียงกันทำ พร้อมเพรียงกันอยู่  พร้อมเพรียงกันกิน  พร้อมเพรียงกันสร้างสรร พร้อมเพรียงกันเสียสละ เป็นความพร้อมเพรียง ไม่ทะเลาะวิวาท ไม่ขัดไม่แย้งไม่เกิดปัญหา มันสงบอบอุ่นจริงๆ ถึงขั้นเรียกสรุปได้ว่าเป็น เอกีภาวะ เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เป็นปึกแผ่น นี่เป็นคุณสมบัติ 7 ประการที่เกิดในมวลมนุษย์ มาวิจัยได้ความจริง 7 ประการนี้จะเป็นคุณสมบัติ คุณธรรมคุณวิเศษทีเดียวของมนุษย์ ที่จะได้อย่างมีเนื้อหาอย่างมีความสมบูรณ์แบบใน 7 ประการนี้ 7 ลักษณะนี้ คุณธรรม 7 ลักษณะนี้ 

ความรู้ของพระพุทธเจ้าที่ได้ตรัสรู้ เกิดความรู้แล้วเอามาสอนแก่มวลมนุษยชาติ จึงเป็นความรู้ที่หมดปัญหา มีแต่ปัญญาอันยิ่ง เป็นความรู้รอบที่จะแก้ไขทั้งปัญหาในตนและปัญหาในสิ่งที่เราสัมพันธ์เกี่ยวข้องอยู่ด้วย

จากโลกที่เราสัมพันธ์เกี่ยวข้องอยู่เรียกว่าโลก โลกน้อยๆ จากจักรวาลน้อย จนกระทั่งถึงจักรวาลกว้างขึ้นกว้างขึ้น เราก็สามารถที่จะช่วยกัน นำพากันช่วยสังคม 

ศาสนาพุทธของพระพุทธเจ้าจึงเป็นศาสนาของคนกับศาสนาของสังคม เมื่อแก้ปัญหาคน แก้ปัญหาสังคมสำเร็จ จะต้องการอะไรอีกในโลก นอกจากคนโง่จะต้องการอำนาจบาตรใหญ่ จะต้องการทรัพย์ศฤงคาร จะต้องการเกียรติยศ จะต้องการสรรเสริญเยินยอ แม้ในที่สุดพระพุทธเจ้าท่านรู้ว่าสุข ซึ่งเป็นอารมณ์มายา อารมณ์เสพ ก็ล้างได้หมดสิ้น ไม่ต้องมีอารมณ์สุขหรืออารมณ์เสพ ที่เรียกว่า สุข 

พระพุทธเจ้าตรัสรู้สุดยอดว่าสุขกับทุกข์เป็นกระดาษแผ่นเดียวกัน เป็นคู่ที่แยกกันไม่ได้ มันหลอกคุณว่าสุข แต่แท้จริงมันคือตัวทุกข์ ตัวแท้ คุณเป็นอาริยะ คุณเป็นผู้ประเสริฐ คุณเป็นผู้ฉลาดจริง คุณจึงจะรู้จัก ปัดโธ่เอ๋ย…ไอ้นี้เอาสุขมาหลอก 

สุขกับทุกข์ พยัญชนะเรียกสภาวะเป็นสภาวะ 2 ที่หลอกเป็นนักเล่นกล เป็นมายากลที่ไวเหลือเกินมันหลอกกัน จนคนจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน พระพุทธเจ้าจึงบอกว่าสุขกับทุกข์มันเป็นตัวปลอมทั้งคู่เลย มันมี 2 ด้านมันก็หลอกต้องฆ่ามันทั้งหมดเลย จนเป็นคนไม่สุขไม่ทุกข์ 

ทีนี้พวกเดียรถีย์ พวกอวิชชาที่ไม่เข้าใจสภาวะธรรมจริงที่เป็นสัมมาทิฏฐิเป็นโลกุตระ ก็ไปเข้าใจความไม่สุขไม่ทุกข์แบบ เดียรถีย์ แบบมิจฉาทิฏฐิ คือไปทำสัญญาไม่ให้มันมีความรู้สึก ไม่ให้มันรับรู้ทุกข์รู้สุข มันก็ไม่มีสิ ความทุกข์ความสุขเพราะไปดับจิต ดับเวทนา ดับสัญญาบื้อๆ ไม่ให้มันทำหน้าที่มันก็ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ก็เป็น อทุกขมสุข แบบ เดียรถีย์ แบบ อสัญญีสัตว์ แบบไม่รู้เรื่องไม่รู้สัจจะที่แท้จริง ไม่รู้จิตเจตสิกรูปนิพพานไม่รู้เรื่อง เวทนาในเวทนาไม่รู้เรื่อง ยิ่งแยกเป็นจิตในจิตถึงตัวเหตุใหญ่เลย เจโตปริยญาณ 16 ก็ยิ่งไม่รู้ใหญ่เลย ต้องแจกไปถึงเวทนา 108 ยิ่งไม่รู้เรื่องใหญ่เลย แม้แต่ชาวพุทธ ที่ไม่ได้เรียนดีๆไม่ได้เรียนอย่างสัมมาทิฏฐิ ก็จะไม่เข้าใจ 

แม้พวกคุณจะมาไล่เวทนา 108 ไม่ออก มาเรียงพยัญชนะที่อาตมาอธิบายแจกไว้ ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วเอามาแจก คุณแจกไม่ได้อย่างอาตมาพูด แต่คุณก็มีสภาวะ เพราะคุณมีตา หู จมูก ลิ้นกาย ใจ 6 แล้วคุณก็รู้จักสภาพสุขทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ นี่ก็เป็น 18 แล้ว 

ทั้ง 6 ทวาร ตากระทบรูป มันสุขก็ได้ทุกข์ก็ได้ ไม่ทุกข์ไม่สุขก็ได้ หู จมูก ลิ้น กาย ใจมันทำให้เกิดเวทนาสุขทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ได้ทั้งหมดทั้งนั้น เป็น 18 

อย่างเช่นคนอวิชชาคนโง่ๆโลกียะอยู่มันก็สุขก็ทุกข์ไปตามเหตุปัจจัยที่ตัวเองอุปาทาน มีตัณหา มันก็เกิดสุขเกิดทุกข์หรือไม่สุขไม่ทุกข์อย่างนั้น แย่งกัน แล้วก็บำเรอตน บำเรอกิเลส มันก็ยิ่งโง่หนักไปทุกวัน ได้เสพสุขเสพทุกอย่างโลกียะ เห็นแล้วน่าสงสารจริงๆเมื่อไหร่จะรู้ตัวหนอ 

เพราะฉะนั้นคนในโลกโลกียะยิ่งเห็นแล้วโอ้โห มันมีแต่กระหน่ำย่ำยีตนเองหลงสุขแต่ได้ทุกข์ หลงทุกข์แต่ได้สุข เป็นความวิปลาสเห็นทุกข์เป็นสุข เห็นที่เห็นสิ่งที่ไม่มีตัวตนเป็นตัวตน เห็นสิ่งที่ไม่น่าได้ ไม่น่ามี ไม่น่าเป็น เป็นสิ่งที่น่าได้ น่ามี น่าเป็น อย่างนี้เป็นต้น ได้เห็นความไม่เที่ยงเป็นความเที่ยง มันก็จะชัดเจนไปหมดเลยพระพุทธเจ้าตรัสเอา 

แต่ก่อนก็เคยเป็นอย่างนี้มาทั้งนั้นไม่เว้นว่าใครเลย จนกว่าจะรู้ตัวว่าเดี๋ยวนี้เราไม่เอาแล้ว เป็นคนวิปลาสเดี๋ยวเขาเอาไปเข้าโรงพยาบาลนะ เห็นความไม่เที่ยงเป็นความเที่ยง เห็นความเป็นทุกข์ว่าเป็นสุขเห็นความไม่ใช่ตัวตนว่าเป็นตัวตนเห็นความไม่น่าได้ไม่น่ามีไม่น่าเป็น(งาม) เห็นความไม่งามว่างาม ซึ่งแปลว่างาม มันไกลมันยากไป แต่เขาบอกว่าง่าย อาตมาว่ายาก 

เห็นความไม่น่าได้ ไม่น่ามี ไม่น่าเป็น อสุภะ ความไม่น่าได้ก็อสุภะ ไปเห็นว่าเป็นความน่าได้ ก็สุภะ ก็เลยเป็นสิ่งอย่างนั้นจริง 

ทุกคนเข้าใจสภาวะแล้วก็รู้ว่าเราก็เคยวิปลาสอย่างนี้มา เดี๋ยวนี้เข้าใจถูกต้องแล้ว อ๋อ…เข้าใจว่าสิ่งที่ไม่เที่ยง ก็จะไปทำให้มันเที่ยง ให้มันเป็นความยาวนานยามา ให้มันสิงสถิตอยู่ที่ดุสิตเลยแล้วก็สร้างเนรมิตเป็น ปรินิมมิตวสวัตตี สวรรค์วิมาน เพ้อๆ เป็นสวรรค์หลอกสวรรค์เพ้อ 

เป็นคนไม่วิปลาสแม้แต่สวรรค์ก็ไม่มี นรกก็ไม่มี คุณยังไปติดสวรรค์ คุณก็มีนรกเป็นภาวะคู่ ไม่แยกกันหรอก มันยังอวิชชา 

ถ้าคุณมีวิชชาแล้วคุณก็จะรู้สภาวะคู่คือดับไปทีละคู่ ๆๆๆ เดี๋ยวก็หมดเลยสภาวะคู่ เราอยู่เหนือมันหมด แล้วเรารู้จักสภาวะคู่ที่มันมีอยู่ตามสัจจะ ตามธรรมะที่มันเป็น มันมี 

อยากมีจิตอุเบกขาต้องมาเป็นกสิกรแข็งขัน

_มาวิเคราะห์วิจัยคำว่า อทุกขมสุข กับคำว่า อุเบกขา เคยอธิบายเคยวิจัยวิจารณ์มาแล้ว

ขยายจะได้รู้รายละเอียดจนกระทั่งถึงธรรมนิยาม 5 

ไม่สุขไม่ทุกข์อย่างเดียรถีย์เป็นนั่งดับเป็น อสัญญีสัตว์ เป็น อสัญญีสัตตายตนะ อายตนะคุณมีแต่คุณไปดับสัญญาในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่นี่แหละ เป็น อสัญญีสัตตายตนะ เป็นสัตว์ชนิดที่ 5 อสัญญีสัตตายตนะ 

ผู้ที่ไม่รู้ ก็เป็นสัตว์อยู่อย่างนั้น ทีนี้ ผู้รู้ความไม่มีสุขไม่มีทุกข์โดยสภาวธรรม รู้จักเวทนาสุข รู้จักเวทนาทุกข์ รู้จักเวทนาในเวทนา จนกระทั่งทำให้เวทนาในเวทนา เป็นสุขเป็นทุกข์ 

แม้จะอาศัยสภาวะสุข ก็ไม่ได้เป็นสุขอย่างที่ได้เสพสุข ที่ได้สมใจสุข แต่เป็นสุขสงบที่มันลดเหตุปัจจัยเป็นไปตามลำดับเรียกว่าสุขสงบ ปัสสัทธิ ไม่ใช่สุขอย่างโลกีย์ที่มันสุข บำเรอบำรุงกิเลสไปเรื่อยๆไม่ใช่ 

ขอยืมภาษาคำว่า สุข เป็นฐานอาศัยว่า มันก็สงบลงๆสบายๆขึ้น สุขหมดไปทุกข์มันก็หายไปด้วยเพราะมันเป็นอันเดียวกัน มันเป็นปัญญาที่รู้จักทัน รู้เท่าทัน ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ก็ตาม มันแยกกันไม่ได้ 

ยิ่งไปโง่เป็นซาดิสซึ่ม จะต้องการทุกข์ให้แก่ตนเอง แทนที่จะเอาสุข อย่างนี้ยิ่งหนักอาการหนักใหญ่ เป็นพวกจะต้องได้รับความรุนแรงๆ ทรมานเจ็บตัว รู้สึกได้เห็นความรุนแรงได้เห็นความวุ่นวายเดือดร้อนได้เห็นความดิ้นรนทรมานแล้วสบายใจ 

เพราะฉะนั้น คนซาดิสอยู่ เป็นคน มโนปโทสิกะ จิตของตัวเองโง่เป็นโทษ เป็นอารมณ์ทางรุนแรง ยินดีชื่นใจอยู่กับพวกนี้ ชอบคนสมัยโบราณนี่นะ เอาคนมาสู้กับสิงโต แล้วสิงโตมันก็กัด กิน ตาย คนดูรู้สึกสนุก สู้กับกระทิง อะไรก็แล้วแต่ ดีไม่ดีก็สู้กัน ใช้อาวุธหอกขี่ม้า แทงกัน ใครตกใครตายก่อน เป็นอัศวินขี่ม้า แทง หอก 

นั่นแหละมันไม่มีความรู้ มันซาดิสกันหนัก จนกระทั่งมารู้ว่า คนเราทำไมมันจะต้องรุนแรงอย่างนี้ ฆ่าแกงกันอย่างนี้ให้เจ็บปวดกันอย่างนี้ ก็ค่อยๆเจริญขึ้นมา มาเป็นคนเจริญ 

ขอลัดขึ้นไปว่า เจริญจนกระทั่งไม่ต้องไปฆ่าแกงแย่งชิง เบียดเบียน เอาที่ดินแว่นแคว้น ไม่ต้อง แบ่งกันอยู่แบ่งกันอาศัย นี่เจริญกว่า 

พูดถึงตรงนี้แล้วอาตมานึกถึงตัวเอง โอ้…ชีวิตเรา ราชธานีอโศกเป็นพื้นดินที่มาอยู่นี้ ซื้อมาทั้งนั้นเลยนะมาเป็นหมู่บ้านทางนิตินัย เป็นหมู่บ้าน เป็นโฉนดของส่วนตัวทั้งนั้น ไม่ใช่ของสาธารณะ เหมือนหมู่บ้านอื่นๆเขา แล้วเขาก็ไปแจกกัน มีโฉนดของแต่ละคนแต่ละหมู่บ้าน ของเราอยู่กองทัพธรรมหรือว่าอยู่ในมูลนิธิธรรมสันติหมด ไม่มีของส่วนตัว แล้วต้องซื้อมาทั้งนั้นเลย แหม..วิบากเอ๋ย 

แต่เราก็ไม่มีปัญหาอะไร ซื้อก็ซื้อ จนกระทั่งพออาศัยไป ซื้อมาแล้วเอาไปทำไม เราก็มาอาศัยสร้างสรรค์ทำประโยชน์ ที่ดินยังมีอีกเยอะให้เราทำไร่ทำนาทำสวนแล้วยังใช้ประโยชน์ไม่ได้เต็มที่เท่าที่ควร แต่ก็ดีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกวันนี้ก็มีอัตราการก้าวหน้าอยู่เหมือนกัน 

อาตมาก็เน้นย้ำกับพวกเราว่า ถ้าพวกเรามามีชีวิตชอบในการที่จะเป็นกสิกร ใครก็แล้วแต่ ลงไปทำ มันไม่มีจริตนิสัย มันไม่ชอบ จริงๆนะ พวกเราหลายคนไม่ชอบ ไม่ไปเยี่ยมกรายเลยพูดอย่างไรก็เฉย หางานอย่างอื่นทำกลบเกลื่อนไป ให้พากเพียรไปสร้างนิสัยให้ไปเป็นกสิกรสิ เขาก็ไม่เอา 

แต่ก็มีผู้เข้าใจพยายามพากเพียรเพิ่มขึ้นมา ก็ดีเหมือนกัน มันเป็นงานหนักไม่ใช่เล่น ยิ่งยุคนี้มันต้องหนัก ยุคแต่ก่อนคนมันน้อยพืชพันธุ์ธัญญาหารมันเยอะข้าวสาลีก็ไปเก็บเอาไปกิน ใครเข้ามาเก็บได้ก็ยังมีกันอีกเยอะให้กิน เดี๋ยวนี้มีที่ไหน 

_สู่แดนธรรม… มีผู้รายงานจำนวนคนฟังมา รวมกันแล้วได้ 997 คน ขาดอีก 57 คน 

นิพพานต้องเป็นปัจจุบันกาล

_ลูกขอรายงานสภาวธรรมตอนไปลงงานกับเพื่อนๆตอนบ่ายเพื่อเตรียมตลาดอาริยะ ลูกเห็นว่างานที่ได้ฝึกเป็นมนุษย์หุ่นยนต์ได้ดีมาก ไม่ว่าจะเป็นงานกรอกเกลือ งานมัดขวดน้ำมันพืช งานม้วนเสื่อ เป็นงานที่ไม่ยาก อาศัยทักษะเพียงเล็กน้อยทำตามคำแนะนำของแม่ฐาน ถ้าเราไม่ปรุงแต่งนู่นนี่ตามสัญญาของเรามากเกินไป แต่ปรับกายกรรมวจีกรรมที่จำเป็นกับการทำงานไปกับเพื่อนร่วมงาน อะลุ่มอล่วยกัน บวกกับเนื้องานจำนวนมาก ทำให้เราได้ฝึกจนทำงานกันอย่างราบรื่น มีความเหมาะพอดีเหมือนเครื่องจักร และได้ผลงานปริมาณมาก 

ลูกมีปิติและความสุขเกิดขึ้น และเมื่อหมดเวลาก็ตัดรอบหยุดงานได้ไม่ติดยึดกับงาน รู้สึกถึงความเบาสบายสงบอบอุ่น ท่ามกลางหมู่พี่น้อง แม้อากาศจะร้อน แต่ไม่อบอ้าว 

ลูกอยู่บ้านราชค่ะ

พ่อครูว่า… ก็อธิบายความรู้สึกการปฏิบัติธรรมก็อย่างนี้แหละฟังธรรมแล้วเอาไปปฏิบัติประพฤติจริง จนเข้ามาอยู่ในพฤติการณ์ของสังคมอย่างพวกสังคมชาวอโศกก็มีพฤติการณ์ของสังคม เราก็มีพฤติกรรมอยู่ร่วมด้วย แล้วเราก็เกิดความรู้สึก เกิดปฏิภาณปัญญา เห็นอะไรเกิด อะไรเป็นอะไรกระทบจิตใจเกิดอย่างไร ได้รู้จิตรู้ใจรู้เจตสิกต่างๆอารมณ์ต่างๆ แล้วก็เลยจัดการ

การปฏิบัติธรรม คือ การทำงาน ทำงานร่วมกับคนมีผัสสะเป็นปัจจัยแล้วเกิดกิเลสในปัจจุบันธรรม เป็นกิเลสปัจจุบันกิเลสแท้แล้วเราก็มีปฏิภาณปัญญาสามารถรู้กิเลสรู้ทันกิเลส แล้วทำให้กิเลสมันลดได้จริงไอ้นี่แหละคือความจริงที่จบได้ และจบแล้วจบเลย เป็นอรหันต์กันต้องอย่างนี้มีทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ ต้องมีทิฏฐิให้สัมมาว่า นิพพานต้องเป็นปัจจุบันกาลปัจจุบันชาติเป็น ทิฏฐธรรมกาละ เป็นปัจจุบันชาติขณะนี้ ไปหลับตาปฏิบัติธรรมอยู่ในภพชาติมันไม่มีนิพพาน 

เขาไม่ฟังอาตมาบ้างเลย ทำอย่างไรถึงจะเฮงขึ้นมาบ้าง 

ความรู้เรื่องกายสำหรับเด็ก 

_ดช.เพื่อฟ้าดิน หทัยเพชร… กายคืออะไรครับหลวงปู่ … หลวงปู่ก็อธิบายอยู่ วันนี้ก็อธิบาย กาย ยังมีอีกคาบหนึ่ง คราวหน้าจะรวมหมดเลย ทั้งกายทั้งเศรษฐกิจทั้งความจบกิจของการเมืองการเศรษฐกิจ 

ตอบ กายคืออะไร … มีคนช่วยตอบให้ว่า กายคือทั้งข้างนอกและข้างใน = ไม่ดื้อ บอก ดช.เพื่อฟ้าดินนะ รู้จักไหมว่าอะไรคือข้างนอก อะไรคือข้างใน และก็สรุปแล้ว ทำให้ไม่ดื้อทั้งกายและใจ 

ถ้าข้างนอกดื้อ ใจข้างในก็รับเอาความดื้อ พฤติกรรมการแสดงออกข้างนอกก็จะดื้อด้วย นี่คือมีผู้ช่วยอธิบาย กายคืออย่างนี้ เอาอย่างนี้ก่อนก็แล้วกัน ดช.เพื่อฟ้าดิน ปะเวจูเนียร์

สังคมชาวอโศกจบกิจเศรษฐกิจได้ คือมันดูไม่หรูหรา แต่ดูรุ่งเรือง

พ่อครูว่า… ทีนี้ก็มาขยายแบบรวมๆขยายแบบสรุปๆหน่อยหนึ่ง 

จบกิจ กิจที่ควรทำได้ทำสำเร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ภาษาบาลีว่า กตํ กรณียํ นารํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาตีติ 

กตํ แปลว่าจบ กรณียัง แปลว่า กิจ

อาตมาเอามาใช้กับทางเศรษฐกิจอย่างชาวโศก อาตมาถือว่าจบกิจทางเศรษฐกิจมีความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ดี สามารถที่จะสร้างสิ่งที่อาศัยใช้กิน จากที่เราเป็นเรามีกันเราสร้างขึ้นมาอีกก็ตาม เพียงพอ กินใช้จนเหลือ จนอุดมสมบูรณ์ ทุกวันนี้

นอกจากสิ่งฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยของคนข้างนอกก็เรื่องของเขา เราไม่ไปเดือดร้อนวุ่นวาย 

แต่ละคนก็ตรวจสอบตัวเอง เรายังมีความเกี่ยวข้องกับโลกแบบนั้นๆขนาดนั้นขนาดนี้กับเขาเท่าไหร่ เข้ามาอยู่ในหมู่กลุ่มชาวอโศกแล้วก็มีกินมีใช้อาศัยประมาณ เราก็ใจพอพอแล้วนี่มันก็มากพอแล้วสบาย จะทำงานทำการจะทำกินทำใช้มันก็พอ มันพอเพียง 

ที่ในหลวงท่านตรัสว่า พอเพียง มันก็พอเพียงจริงๆ มันน้อยเราก็เห็นจริงว่าเราไม่ได้ตะกละตะกลามโดยเฉพาะส่วนตัว น้อยจนกระทั่งชีวิตอยู่ปัจจัย 4 มีบริขารที่ใช้นิดๆหน่อยๆ ตามงานของเราตามหน้าที่ของเรา คนชาวกสิกรคนที่ชอบกสิกรก็มีเครื่องมือมีอาวุธมีเสียมหรือว่ามีอะไรที่จะทำ เครื่องมือเครื่องไม้ประกอบ 

คนจะทำอย่างนั้น อย่างนี้ก็มีเครื่องมือประมาณนั้นประมาณนี้ แล้วก็ดูใช้งานกันไป สังคมชาวอโศกเรานี้ อาตมาว่า 

“สังคมชาวอโศก มันดูไม่หรูหรา แต่ดูรุ่งเรือง” โดยเฉพาะอาตมาเจตนาสร้างสิ่งที่เป็นธรรมชาติ 

สิ่งนี้แหละ อาตมา เกิดมาตั้งแต่เป็นฆราวาสก็พยายามสร้างธรรมชาติ มีที่อยู่นิดหน่อย ไม่ถึง 100 ตารางวา มีสนามสำหรับทำต้นไม้ทำไปตามประสา มีรถยนต์ขนหินมาผ่านหน้าบ้านก็บอกว่าซื้อไหมครับ อาตมาก็เห็นว่าดีซื้อเอาเท่าไหร่ จำได้ตอนนั้นเขาขาย 1,500 บาท ซึ่งตอนนั้นชั้นโทเงินเดือนก็ยังไม่ได้นะ เงินเดือนชั้นตรี 750 บาท เงินเดือนชั้นโทก็ 1,250 ตอนนี้ 1,500 แนะ เงินเดือนหมดเดือนเลยนะ ก็บอกว่าเทลงเลย คนข้างบ้านก็บอกว่าซื้ออะไรให้เห็นตั้ง 1,500 บาท ในยุคโน้นเงินมันแพงขนาดนั้น 

แล้วอาตมาก็มาสร้างสนาม ตกแต่งทำน้ำตกน้อยๆ ทำสระรูปหัวใจ ทำสระรูปเท้า มีน้ำพุ มีน้ำตก ตามประสาไป 

พอออกมาจากทางโลกแล้ว ก็มาสร้างภูเขา สร้างน้ำตก สร้างลำธารอะไรอีก ตั้งแต่หมู่บ้านแรกปฐมอโศกไป สร้างน้ำตก สร้างภูเขา สร้างอะไรไปคือสร้างธรรมชาติสิ่งแวดล้อมให้มันมีการสะพัด ให้มันอยู่กันอย่างมีการหมุนเวียนไอน้ำมีลม เป็นอยู่อย่างสมบูรณ์ แทนที่จะไปสร้างแบบเมืองคอ-นก-รีต มันไม่ไหวเลยเมืองคอ-นก-รีต ฝนตกมานี้หลงทางหมดเลย น้ำไม่รู้ทางออกเลย เป็นภาระให้แก่ผู้ว่าฯ น้ำท่วมน้ำขังน้ำเน่าไป ลมพัดมาก็ไม่มีทางไป หลงทางหมด 

นี่แหละพูดเป็นสัจจะเป็นสิ่งที่เขาไม่รู้ตัวเลย เขาว่าเขาเจริญ เจริญขี้หมาอะไร มันเสื่อมหนัก นี่คือความไม่รู้ความไม่เข้าใจ ความอวิชชาเห็นสิ่งที่มันเสื่อมเป็นความเจริญ เรามาทำอะไรพวกนี้ จริงๆแล้วอาตมาว่า คนมาสัมผัสพวกเรานี้ แม้แต่สัมผัส ภูมิประเทศ สัมผัสธรรมชาติที่พวกเราทำ สัมผัสกับคนพวกเรา เขาจะว่าพวกเรานี้เป็นพวกที่เสื่อมไหม …นั่นน่ะ ให้พวกคนกรุงมาสัมผัสพวกเรา จะว่าพวกเราเสื่อมไหม โง่ไหมตึกรามบ้านช่องมีดีๆก็หนีมาหมด เขาจะว่าพวกเราเป็นคนเสื่อมไหม …

อาตมาว่า เขาก็จะไม่ว่าหรอก คนพวกนั้นจะรู้สึกเหมือนกันว่าเขาอยู่อย่างนี้รู้สึกว่ามันได้สัมผัสสิ่งที่ มันยิ่งกว่า รีสอร์ท มาได้เลยนี่ เป็นรีสอร์ท มีที่พัก มีเรือนเรือ เรือนเอาแบบไหน เอาเรือนอยู่ธรรมดาก็พออาศัยได้ นี่เรือนเรือ เรือเรือน มีอยู่ตั้งหลายลำ 

อาตมาว่าคนข้างนอกก็คงจะมาบอกว่าไอ้นี่มันอะไรวะคงจะไม่หรอก เอาเถอะพิสูจน์กันไป 

_สู่แดนธรรม… เมื่อตะกี้นี้พ่อท่านพูดคำที่ดีคำหนึ่ง… คือ สังคมชาวอโศกดูหรูหราแต่ไม่รุ่งเรือง

พ่อครูว่า… อย่างน้อยที่สุดราชธานีอโศกก็มีต้น บักรุ่ง(บักหุ่ง) ต้นมะละกอเยอะจะไม่รุ่งเรืองได้อย่างไร ถ้าปล่อยให้มันสุกก็เหลืองไปหมดเลยสุกคาต้น ตอนนี้ก็ปลูกดะไปริมถนน ปลุกไปเลยพริกมะเขือข่าตะไคร้ปลูกไปจะได้เก็บกินกัน ของเราก็เหลือเฟือกินกันไม่หวาดไม่ไหวท้องจะแตกตาย 

มันสำเร็จทางเศรษฐกิจ มันสำเร็จทางการบริหารกันอยู่ไม่ว่าการเมืองก็ตาม 

อาตมาช่วยประเทศชาติอยู่ก็คือช่วยพลเมือง ช่วยการบริหารช่วยการทำให้เกิดเศรษฐกิจดี ในสังคมประเทศ โดยเขาไม่เข้าใจคนเขาไม่เชื่อว่า เป็นคนจนนี่คือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจสำเร็จ และก็เป็นคนที่สร้างสิ่งที่เหมาะที่ควร เป็นกัมมัญญตา ให้แก่สังคมโลกเขา 

แม้แต่การเมืองก็สบาย นี่ทุกคนสำเร็จบรรลุประชาธิปไตยจบกิจแล้ว มีอิสระขึ้นมาทุกคนอิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล ใจที่คุณยังไม่เกื้อกูลก็มาเกิดใจเกื้อกูล แล้วก็เพิ่มพูนการเสียสละซึ่งเป็นปลายเปิด 

ก็เป็นชีวิตที่มีเหลือ ทำกินทำใช้เหลือ เรามีแต่จะเสียสละให้แก่ผู้อื่นได้ยิ่งขึ้นยิ่งขึ้น 

ทุกวันนี้รู้สึกไหมว่า เราแจกจ่ายหรือว่าเราเองจะสละจะทำอะไรที่แบ่งปันให้คนอื่น มันรู้สึกว่าธรรมดาๆ มันรู้สึกว่าไม่มีความฝืน ไม่มีความลำบากอะไรเลยที่จะสละ เป็นแต่เพียงว่า คือเราเองเป็นสังคมซับซ้อน สังคมจน สังคมไม่ร่ำรวยอะไร แล้วก็ไม่ใช้วัตถุคือเงินทองสะสมไปเพื่อซื้ออะไรมาเพื่ออวดอ้าง แต่ด้วยน้ำพักน้ำแรง 

แล้วเราก็มีสิ่งที่เป็นน้ำพักน้ำแรงของเรา ถึงคราวบ้างแล้วก็ไปซื้อเอามาทำอย่างเช่นที่ตลาดอาริยะ คนอื่นเขาทำ เราก็ไปสั่งซื้อ สิ่งที่จำเป็น สิ่งที่จะมาหาความฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยหรือจะเป็นสิ่งที่ไฮโซนี้ไม่มี มีแต่โลโซทั้งนั้น มีแต่คนชั้นพื้นฐานของสังคมมนุษยชาติที่เป็นส่วนนี้ เป็นของจำเป็น เป็นของที่สมเหมาะสมควรที่มนุษย์จะอาศัยใช้สอย ไม่ใช่เป็นสิ่งมอมเมาฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยครอบงำ ไม่มี 

นี่คือพวกเราพวกที่มีแก่นสาร สุดยอดแห่งแก่นสาร ไม่ใช่แค่เปลือก ไม่ใช่แค่สะเก็ด หรือกระพี้ แต่นี่คือแก่นสารเนื้อแท้แก่นแกนเลย

สังคมโลกอาตมาอธิบายตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าโลกเขาหลงแต่ใบดอกผลงาม คือท่านเปรียบเหมือน ลาภสักการะสรรเสริญ นั่นแหละคือความโง่ความยึดติดด้วยความหลงจะอยู่อย่างนั้น แม้แค่ศีลที่เป็นสะเก็ดเขาก็ยังไม่ได้ สมาธิแค่เปลือกเขาก็ยังไม่ได้ มิจฉาทิฏฐิหมด เพราะฉะนั้นปัญญาที่จะเป็นกระพี้เขาก็ไม่ได้ วิมุติที่เป็นแก่น No way ไม่มีทางที่เขาจะได้เลย …