660327 ตรวจสอบความจบกิจเป็นอรหันต์ในเรื่องเศรษฐกิจ ปรับทุกข์ปลุกธรรม #16 ราชธานีอโศก 

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/137JmerIPQ1rGuIY-wGDiKhb1dwV26dCF/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true                                                                                                                                     

ดาวน์โหลดเสียงที่  https://drive.google.com/file/d/1KhBsbZkvOHfR5Xs42rq85Xw1rXxhaxHq/view?usp=share_link 

ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/A2HOO4Q501A 

และ https://fb.watch/jxjSKBfLQy/ 

พ่อครูว่า… วันนี้วันจันทร์ที่ 27 มีนาคม 2566 ที่บวรราชธานีอโศก ขึ้น 6 ค่ำเดือน 5 หน้าร้อน ปีเถาะ

SMS วันที่ 24 – 26 มี.ค. 2566

_วรัช นาวาบุญ · กราบพ่อครูครับ กราบเรียนถามครับ ผมอายุ 73 ปีเกิดพ.ศ. 2492 ผมย้ายไปอยู่ที่บ้านราชเลยได้ไหมครับ ย้ายทะเบียนบ้านนะครับ ผมยังทานเนื้อสัตว์บ้างตามครอบครัวครับ งานปลุกเสกปีนี้ผมไปครับ และจะไปแจ้งเจตน์จำนงค์กับผู้ใหญ่ใช่ใหมครับ งานจะให้ผมอยู่ฐานใหนก็ได้ครับ มีปมด้อย ยกของหนักมากไม่ค่อยไหวครับ กราบนมัสการเรียนถามครับ ด้วยความเคารพยิ่ง

ถ้าไม่มีเหตุ เป็นภาระทางพุทธสถานเกินไป จักขออาศัยฝากกายสังขาร วจีสังขาร มโนสังขารใว้กับแดนพุทธราชธานีครับ ขออาริยะบุคคลทั้งหลายช่วยเมตตาแนะด้วยสอนด้วยครับ สาธุ

พ่อครูว่า… กินเนื้อสัตว์อยู่บ้านกับครอบครัวแต่มาอยู่ที่นี่ต้องไม่กินเนื้อสัตว์ ถ้ามาอยู่ที่นี่ไม่กินเนื้อสัตว์เลยก็มาได้ 73 ปีก็ไม่ แต่ก่อนนี้อาตมาก็บอกว่า 60 แล้วไม่อยากจะให้มาแต่เดี๋ยวนี้ก็เอาเถอะมาเถอะไม่มีปัญหาอะไร 

_ไพร จริยา  · ที่สันติอโศกถือว่ามีปัญหาไหม? เรื่องจอดรถ เห็นมีคนประท้วงและบอกว่า สันติอโศกเอาเปรียบสังคม

พ่อครูว่า… ก็เป็นปัญหาเพราะว่าไม่มีปัญญา คนไม่มีปัญญาก็มีปัญหา ก็เห็นสันติอโศกเขาไม่เห็นมีปัญหาอะไร ก็มีปัญหาอยู่คนเดียว คนที่สันติอโศกเขาไม่เห็นมีปัญหาอะไร คนไม่มีปัญญาก็มีปัญหา 

จริงๆแล้วไปมีความทุกข์ ทุกข์เพราะว่าไปแบก ไปแบกเหตุผล ไปแบกที่ตัวเองตั้งเป้าจะต้องเป็นอย่างนั้นจะต้องเป็นอย่างนี้ เขาบอกว่าไม่มีความสำนึกในสาธารณะ 

แล้วคุณนั่นแหละไม่มีความสำนึกในสาธารณะ ที่จอดๆกันอยู่นั้นก็เป็นเรื่องสาธารณะ ขนาดเจ้าหน้าที่เขายังไม่มายุ่งด้วยเลย จอดรถ เจ้าหน้าที่เทศกิจเขายังไม่มาว่าอะไรเลย เขาก็เห็นเป็นสาธารณะ ที่จริงถนนเป็นส่วนสาธารณะแล้ว เขาก็ไม่ได้ติดใจอะไร เทศกิจเขาไม่ได้ติดใจอะไร แต่คุณนั้นเป็นประเด็นปัญหาเอง คุณคนที่ไปจัดการวุ่นวายหาว่าสันติอโศกเอาเปรียบสังคม  

ก็ที่นั่นเป็นสังคมกลุ่มของชาวอโศกเขาไม่มีปัญหา แต่คุณน้อยนี่มีปัญหาเอง ก็อยากจะเป็นนายแบกทุกข์ เพราะว่ามีปัญหาก็แบกไป ก็คงจะซักซ้อมไปเป็นนายกมั้ง ซ้อมแบกๆไปเดี๋ยวก็ได้เป็นนายกนะ 

_จรรยา ประเสริฐ  · วันนี้ออกนอกบ้านไปทำธุระ ที่ตลาดเสนานิคม เห็นเจ้าคุณอลงกต ท่านออกบิณฑบาต ตอนประมาณ เกือบ 9 โมงเช้า คนใส่บาตรด้วยเงิน ทั้งไทย ทั้งพม่า แรงงานต่างด้าว มีคนเดินประกาศ ว่าเอาเงินไปช่วยคนป่วยที่วัด เจ้าคุณอลงกต เดินไม่ได้ ต้องนั่งรถเข็น ยิ้มแย้มแจ่มใส คนมาใส่บาตรด้วยเงินเป็นแถว ดิฉันเห็นแล้ว ต้องเดินก้มหน้าหลบไปอีกทางหนึ่ง ด้วยความรู้สึก ประเดประดังเข้ามาอย่างบอกไม่ถูก บอกตัวเองว่า ของใคร ก็ของมันหนอ ทางเรามาทางนี้แล้ว ก็อย่าไปเศร้าหมองอะไรเลย กราบสาธุค่ะ

พ่อครูว่า… ก็จริงอย่างคุณจรรยา ประเสริฐว่า มันไม่ใช่หน้าที่ของพระหรือของภิกษุที่จะไปรับแบก ต้องไปช่วยคนป่วย ต้องไปรักษาคนป่วย ต้องเอาคนป่วยมาแบกมาหาม มันไม่ใช่เลย ก็ท่านทำมันก็ต้องทุกข์ของท่านเอง เพราะว่ามันไม่ใช่หน้าที่ มันไม่ใช่เรื่อง ว่าจริงๆแล้วทำผิดวินัยด้วย ภิกษุไปรักษาไข้รักษาคนเจ็บป่วยไม่ได้ ก็ผ่านไป 

_พรศรี ทองเกษร  · หัวหน้าพรรคสัมมาธิปไตย ใครได้กราบนับว่าเป็นคนที่โชคดีมากๆเลยค่ะ เพราะท่านเป็นคนที่ควรเคารพบูชาคนหนึ่ง

พ่อครูว่า… มีคนเคยท้วงว่า มากราบฆราวาสทำไม ก็ต่างคนต่างเห็นต่างคนต่างรู้สึก มันเป็นจิตบริสุทธิ์ของแต่ละคน เป็นสิทธิไม่ได้ไปบังคับอะไรกัน ก็เป็นไปตามธรรม 

_เมฆงาม โชควิบูลย์กิจ  · กราบนมัสการพ่อครูสอนดีมากพูดเรื่องการเมืองได้ดีมากชัดเจนและช่วยพัฒนาสังคมไทยให้ก้าวทันการณ์ เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดเจนที่สุดต้องพิสูจน์ให้โลกนี้ค่ะ

พ่อครูว่า… เอา คนที่เห็นก็มี 2 แบบ 2คนยลตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม เป็นธรรมชาติ

_แดง สารคาม  · จะอธิบายให้คนที่บ้านเข้าใจเรื่องการเมืองได้ยังไงคะ คนที่บ้านเกือบทั้งหมู่บ้านเกลียดลุงตู่ทั้งนั้นเลยค่ะ แม้น้องเขยก็เกลียดลุงตู่ค่ะ

_จนแท้ บุญคุ้มมาจน  · กราบคารวะพ่อครูครับ คนในหมู่บ้านลูกอ.รัตภูมิ สงขลาสมัครเป็นสมาชิกพรรคสัมมาธิปไตยเกือบ 30 คนครับ..

_สุธน สายทอง Suton Saithong • ผมฟังธรรมพ่อท่านมาสองปี ฟังแล้วนำไปปฎิบัติ ลด ละ จาง คลายได้จริงครับ ด้วยความเคารพอย่างสูงสุดครับ

พ่อครูว่า… ดีมาก ส่งข่าวอย่างนี้ก็ดี อาตมาก็สบายใจที่เทศน์ไปแล้วบรรยายธรรมะของพระพุทธเจ้าไปแล้วคนนำไปประพฤติปฏิบัติได้มรรคได้ผล บอกว่า ละหน่ายจางคลายจากกิเลส เป็นความได้มรรคได้ผล ซึ่งต้องเป็นความมีปัญญาที่จะรู้จักจิตวิญญาณจิตใจของตัวเองว่ามัน ละหน่ายจางคลายจากกิเลส มีอาการ ละหน่ายคลาย จากอะไรก็แล้วแต่ ที่ยืนยันบอกไปว่าละหน่ายคลาย จากวัตถุจากทรัพย์สินเงินทอง เห็นว่าจิตของเรามีอาการ ละหน่ายคลาย ก็เป็นการอ่านจิตใจของตนเองเป็นอ่านละหน่ายคลายเป็น เป็นการปล่อยการวาง เป็นเรื่องของศาสนาพุทธโดยตรง 

_คุณดินดี ณ อุบล … กราบนมัสการพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ด้วยความเคารพค่ะ ปัจจุบันคนจำนวนหนึ่งสร้างความมั่นคงหลังความตายโดยการซื้อประกันชีวิตด้วยเหตุผลมากมาย แต่ชาวอโศกปฏิบัติตนมีศีล5เป็นอย่างต่ำ และอยู่ภาพใต้การปกครองแบบสาธารณโภคี ถามค่ะ ชาวอโศกมีความมั่นคงหลังความตายแล้วใช่ไหมคะ

พ่อครูว่า… ช่างคิดเนาะ ชาวอโศกมาอยู่ในระบบการปกครองแบบสาธารณโภคีแล้ว มีความมั่นใจในความตายใช่ไหม ลองคิดดูสิ ใช่ 

_สู่แดนธรรม… ยังไม่ตายก็มีความมั่นคง 

พ่อครูว่า… ยังไม่ตายก็มีความมั่นคงแล้วโดยที่ไม่ต้องไปแย่งชิงเงิน แย่งชิงทรัพย์ศฤงคารอะไรอีก ก็สบายๆแล้ว อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล และเพิ่มพูนเสียสละ 

นอกจากจะมาจน มาพอ แล้วก็สร้างสรรค์ มีเหลือมีเกิน เสียสละเผื่อแผ่ผู้อื่นไปด้วย นี่เป็นเรื่องจริงที่เราทำสำเร็จ ทำผลปรากฏจริง ไม่ใช่พูดด้วยปากเปล่าไม่เข้าเรื่อง มันเป็นจริง แล้วก็ไม่ได้ฝืดฝืน ไม่ได้ทรมาน ไม่ได้ขัดสน ไม่ได้ทำแบบอวดอ้างเอาหน้าเอาตาอะไรด้วย 

ทำไมชาวอโศกต้องหาสมาชิกพรรคสัมมาธิปไตยด้วย 

_เจ็ดก้าว  . กราบนมัสการพ่อครูที่เคารพอย่างสูงที่สุด ผมไม่เข้าใจว่า การจัดตั้งพรรคสัมมาธิปไตยจะเป็นการตัดคะแนนสนับสนุนลุงตู่ให้อยู่ต่อหรือไม่ครับ การออกทีวีทุกวันเรียกร้องให้คนมาสมัคร ก็เหมือนเป็นการหาเสียงนะครับ กราบแทบเท้าขออภัยอย่างสุดเศียรเกล้าจริงๆครับ

พ่อครูว่า… ก็เราเองมันคนกลุ่มน้อย คนยังไม่ค่อยจะเข้าใจ เราก็จำเป็นจะต้องบอกกล่าว จะใช้ศัพท์โลกๆเขาบอกว่าเป็นเรื่องบอกบุญกันหน่อย ไม่เช่นนั้นมันก็ไม่ได้ครบแล้วมันก็ทำไปทำไม ทำแล้วก็ไม่สำเร็จ ทำแล้วสูญเปล่า เมื่อเราไม่ได้เราก็เลยยอมจำนน มันไม่สำเร็จมันก็สูญเปล่าเฉยๆ ทำแล้วก็เพื่อประโยชน์ 

เพราะว่าเรื่องพวกนี้ แม้แต่แค่จะหาสมาชิกมันก็ไม่ค่อยง่ายแล้ว เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่คิดว่า มันคงจะต้องแบกต้องหามกันไม่ใช่เล่นเหมือนกัน ต้องอุตสาหะ วิริยะ กันหนักหนาพอสมควรทีเดียว ก็ทำดู ไปไม่รอดจริงๆก็เลิก ก็ลองทำดู ไปได้ก็เป็นประโยชน์ คิดว่าอย่างนั้นนะ 

เสร็จเรื่องของ SMS แล้ว อาตมาก็จะบรรยายอธิบายกันต่อ เรื่องของเศรษฐกิจ ก็ได้บรรยายกันมาเรื่อยๆ (พ่อครูไอตัดออกด้วย) 

จุดแบ่งที่สำคัญคือโลกียะกับโลกุตระ

จุดแบ่งที่สำคัญจุดแยกที่สำคัญก็คือโลกียะกับโลกุตระ 

เศรษฐกิจแบบโลกียะหรือเศรษฐกิจแบบโลกุตระ มันต้องมีความแตกต่างกัน แตกต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญด้วย เพราะว่ามันแตกต่างกันอย่างทวนกระแส มันไม่ได้แตกต่างกันอย่างที่ว่ามีมากมีน้อยกว่ากัน หรือแค่มีดีมีชั่วกว่ากัน 

แน่นอนเรื่องดีนั้น โลกุตระก็ต้องดีด้วย แต่มันเหนือชั้นกว่านั้น คือคนโลกุตระนั้น เรื่องทุกข์เรื่องสุข ไม่เกี่ยงเรื่องทุกข์ และไม่โลภ ไม่ตะกละตะกรามเป็นสุข 

ถ้าฟังตรงนี้แล้วไม่เกี่ยงเรื่องทุกข์ แล้วไม่ตะเกียกตะกายอยากได้สุข นี่เป็นภาษาไทยง่ายๆ ถ้าเผื่อว่าคนมีความรู้สึกอย่างนี้จริงๆนี่แหละเป็นอาริยบุคคล ซึ่งเป็นหัวใจของศาสนาพุทธ เรื่องสุขเรื่องทุกข์หรือไม่สุขไม่ทุกข์นี้  เข้าใจ มันจะมีสภาพที่หนักเหนื่อยลำบาก แล้วเรียกอันนั้นว่า ทุกข์ 

ก็เราเห็นว่าเหตุปัจจัยหรืองานอย่างนั้น ควรทำ หรือยิ่งสำคัญต้องทำด้วย เราก็ทำ มันยากเราก็รู้ว่ามันยาก ยุคนี้แน่นอนที่สุด คนมันแย่ คนมันกิเลสหนา กิเลสหยาบมาก ช่วยยาก 

 แต่คนที่มีบารมี คนที่สามารถรับรู้ธรรมะแล้วก็ทำได้บรรลุได้ ก็มารวมกันอยู่อย่างชาวอโศก มันก็ไม่ยากสำหรับคนที่ได้  หรือที่ยากก็พากเพียรปฏิบัติจนมันง่าย ได้โดยง่ายได้โดยไม่ลำบากในฌานทั้ง 4 ก็เผากิเลสไปแล้วก็มาได้ สบาย ก็เป็นสัจจะ 

คนที่ไม่มีสัมมาทิฏฐิหรือว่าเป็นคนที่ต่อต้าน ไม่สามารถที่จะเข้าใจธรรมะที่เป็นโลกุตระได้ ก็แน่นอน ตราบใดเขาก็ยังเข้าใจยากอยู่นั่นเอง มันเป็นธรรมชาติธรรมดา 

ที่จริงแล้วมันก็จะว่าไปแล้วคนโลกีย์เขาก็เหน็ดเหนื่อยหนักหนาสาหัสจะเป็นจะตายกันอยู่ แต่เขาจะเป็นจะตายในเรื่อง ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เขาก็เหน็ดก็เหนื่อยกัน เขาก็แย่งชิง พากเพียร อุตสาหะ สามารถที่จะเก่งกว่ากัน แข่งกัน หาเสียงว่าข้านี่แหละ  ตนเองนี่แหละจะเป็นผู้ทำให้คนร่ำรวย อะไรอย่างนี้ อยู่ดีมีสุขกับการมีลาภ เสพลาภ มียศเสพยศ มีสรรเสริญเสพสรรเสริญ สักการะมากมายก็ยิ่งเสพสรรเสริญ สักการะได้ยิ่งๆ แล้วอยู่นานได้ยิ่งๆ ก็เสพมันเข้าไปให้หนักยิ่งๆขึ้น  ก็ไม่รู้จักความเสพ เขาไม่รู้จักว่าการสั่งสมลงไปให้จิตนั้น เขายังมีภพมีชาติมีกิเลส ทรัพย์ทวีหนาขึ้น ๆๆ ด้วย ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข หรือ สักการะ ยกย่องกันไป

แต่คนโลกุตระนั้นจะว่าเหน็ดเหนื่อยก็เหน็ดเหนื่อย หนักหนาสาหัสเหมือนกัน แต่คนโลกุตระนั้นก็จะ เป็นการเหน็ดเหนื่อยที่คุ้ม

เพราะว่าได้โลกุตระแล้วมันไม่ต้องเป็นเหน็ดเหนื่อยไม่ต้องไปซ้ำซากกับสิ่งนั้นอีกแล้วมันเลิกเลย แต่ของโลกียะนั้น เขาเสพสมสุขสม ได้ลาภได้ยศมาเสพสม มันไม่มีวันจะจบกิจ มันไม่มีวันที่จะไม่ติดไม่เสพ เพราะเขาไม่ได้เข้าสู่โลกุตระ ไม่เข้าไปสู่ความรู้จักกิเลส แล้วก็เข้าใจด้วยภูมิปัญญาอันยิ่งแล้วล้างกิเลสได้จริงๆ 

ภูมิปัญญานี้เป็นธรรมาวุธที่ยิ่งใหญ่ที่ไปล้างกิเลส กิเลสนี้มันโง่ ปัญญามันคือฉลาด 

เพราะฉะนั้นเกิดจิตที่เป็นปัญญาจริงๆ เป็นอัญญธาตุ ปัญญาธาตุ มันจะมีฤทธิ์อำนาจที่ปราบโง่เพราะมันฉลาดจริงๆ แต่ถ้าเผื่อว่าไม่ถึงขั้นจริง พลังงานที่เป็นปัญญาไม่จริงมันไม่ล้าง มันไม่สามารถกำจัดโง่ได้ กำจัดโง่ไม่ได้ 

เพราะฉะนั้นจะต้องเป็นของจริง เพราะฉะนั้นแม้โลกุตระจะเหน็ดจะเหนื่อยอย่างไรแต่มันจบกิจ รู้แจ้งรู้จริงว่า ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข อะไรนั้น ตัวเองโง่มาไม่รู้กี่ชาติแล้ว วิ่งไล่มา ยื้อแย่งกันไป สมบัติผลัดกันชมกันมา ถึงขั้นฆ่าแกงกันก็ได้ เดี๋ยวนี้ทั้งโลกเขาก็ยังเป็นกันอยู่อย่างนั้น 

เพราะฉะนั้นคนที่ไม่รู้จริงๆก็จะโง่ไม่จบสิ้น งมงาย สะสมวิบาก ก็มีวิบากที่มันจะต้องติดต้องยึดต้องซับต้องซ้อนอยู่อย่างนั้น ทับถมลงไปในจิตใส่จิตอีก ยิ่งขึ้นๆๆ   มันไม่ได้คลายไม่ได้หน่าย มีแต่หนาเข้าไปอีกเรียกว่า ปุถุ มันยิ่งหนาแน่นเข้าไปอีก 

กิเลสยิ่งหนายิ่งแน่นขึ้นนั่นแหละคือมันชั่ว ชั่วของปรมัตถ์เลยนะ กิเลสหนาเพิ่มคือความชั่ว แม้จะมีความสุข สุขมันหลอกนะ ทำชั่วได้สำเร็จสมใจเป็นสุข มันยิ่งชั่ว มันยิ่งเลว มันยิ่งร้าย มันยิ่งแรงขึ้น หนักหน้าไปทุกที ไม่มีที่สิ้นสุด โดยคนเขาทำนี้ เขาไม่รู้ว่ามันคือชั่ว คือเลว คือร้าย แล้วเขาก็แรงโดยเขาไม่รู้หรอก 

สมัครสมาชิกพรรคสัมมาธิปไตยไม่ได้ไปแย่งคะแนนเสียงลุงตู่

_ดญ.ใสกลางเพ็ญ(น้ำมนต์) …​ กราบนมัสการพ่อท่านที่เคารพศรัทธาสูงสุด การที่เราสมัครพรรคสัมมาธิปไตย แต่เราไปเลือกพรรคลุงตู่ได้ไหมคะ ไม่ได้มีข้อห้ามหรือไปตัดคะแนนลุงตู่ใช่ไหมคะ บอกว่าหาเสียงสนับสนุนลุงตู่ได้ไหมคะ 

พ่อครูว่า… ทำไม น้ำมนต์จะไปหรือ อ้อ… เป็นคนส่งใบเท่านั้น ไม่ใช่คนเขียนถาม

อิสระเสรี ได้ คุณจะไปเลือกพรรคเพื่อไทยก็ได้ อิสระเสรีภาพจริงๆนะพูดจริง แต่ควรหรือไม่ควรก็อยู่ที่คุณ ไม่ได้มีข้อห้ามอะไร ในส่วนที่พูดกันว่าแล้วอยู่พรรคสัมมาธิปไตย แล้วจะไปเลือกพรรคลุงตู่ จะเป็นการตัดคะแนนลุงตู่ใช่ไหม 

พูดให้ชัด คุณ 1 คะแนน คุณอยู่สัมมาธิปไตย คุณก็ไม่ได้ใช้สิทธิ์ให้พรรคสัมมาธิปไตย ถ้ามีคนพรรคสัมมาธิปไตยสมัคร คุณก็ไม่เลือกคุณก็ไปเลือกพรรคลุงตู่ แน่นอนตัดจากสัมมาธิปไตยไปให้ลุงตู่ก็ถูก แต่มีพรรคสัมมาธิปไตยไม่ได้ลงสมัคร คุณก็เอาคะแนนเสียงที่คุณมีสิทธิ์ คุณจะไปตัดทิ้งทำไมให้สูญเปล่าก็ไปเลือกพรรคที่คุณพอใจ พรรคลุงตู่เป็นต้น  มันก็ไม่ได้ตัดคะแนนอะไรนี่ 

ทีนี้เรื่องที่เราพากันไปหาเสียงสนับสนุนลุงตู่ก็ได้ใช่ไหม เมื่อกี้มีคนท้วงคุณเจ็ดก้าว ไปหาเสียงมันไม่ถูก แม้แต่บอกเรียกคนมาสมัคร เป็นสมาชิกนี้ก็เป็นการหาเสียง เออ เอา ละเอียดๆเหมือนกันเนาะ 

พูดไปก่อนแล้วว่าพวกเรามันพวกน้อย รู้น้อย แล้วก็ไม่ครบไม่พอ มันไม่พอตามกฎหมายกฎเกณฑ์อะไรต่ออะไรก็จำเป็น มันต้องมีเวลามันมีเวลามีกรอบบังคับจำกัด มีทั้งจำนวนต้องได้ โอ๊ย.. ไม่เห็นใจกันเลย ก็ดีก็เคร่งครัดในเป็นพวกคุมกฎกันไป เราก็ใช้มหาปเทสหน่อยก็แล้วกัน เพราะว่าเรื่องพวกนี้มันเป็นเรื่องของวงกว้าง ไม่ใช่เรื่องของวงจำกัดหรือว่าวงแคบเข้ามาหาปรมัตถ์ มันเป็นวงกว้างเข้าไปสู่สมมุติ มันก็จะต้องมีอนุโลมปฏิโลมอะไรกันบ้าง 

ดี ก็ท้วงกันไปก็ท้วงกันมา 

เศรษฐกิจต้องแก้ปัญหากันที่จิตวิญญาณ 

ทีนี้มาเข้าสู่ที่เราบรรยายที่เราอธิบายกันไว้ต่อ 

เรื่องแก้ปัญหาเศรษฐกิจ คนโลกีย์ยังมีอวิชชา เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องขี้ตู่ไม่ใช่เรื่องไปทับถม ไม่ใช่ว่านะ คนโลกีย์ธรรมดาเขายังไม่ได้ปฏิบัติธรรมเขายังไม่รู้เรื่องอะไร แม้แต่มาปฏิบัติแล้วมันยังไม่ใช่จะหมดอวิชชากันได้ง่ายๆ จะหมดกิเลสกันได้ง่ายๆ เขาไม่รู้เขายังมีความอวิชชาที่แปลว่าความโง่ เขายังมีความโง่ ยังไม่ฉลาดพอ 

เพราะฉะนั้น คนโลกีย์ทั้งหลายก็จะวนเวียนอยู่กับสมบัติผลัดกันชม ไม่สิ้นสุด หยุด ไม่จบกิจ แหม! คำว่า “จบกิจ” วันนี้อาตมาเอามาพูดซ้ำพวกเราฟังแล้วจะเข้าใจลึกซึ้งขึ้น มันมีกรอบของความจบกิจ ไม่ว่ากรอบของเรื่องเศรษฐศาสตร์ ไม่ว่ากรอบของเรื่องรัฐศาสตร์ แล้วก็แยกย่อยออกไปอีกแต่ละกรอบๆ แต่ละขนาดของมัน มันสำเร็จ ได้อันนี้ๆ นี่คือความเป็นลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ ของพระพุทธเจ้า เห็นไหม 

เราทำอะไร เราปฏิบัติอะไร เรารู้ว่าอันนี้มันเป็นภาระหรือว่าเป็นทุกข์ เป็นเรื่องยากเป็นเรื่องไม่จบ เราทำจนเกิดปัญญารู้ อ๋อ..มันต้องแค่นี้ มันต้องอย่างนี้ มันเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นปัญญาที่รู้นี้ไปเป็นอจินไตย ปัญญานี้เป็น อจินไตย เป็นโลกุตระ 

แต่ละคนจะรู้ว่ามันจบอย่างไร ขนาดไหนมันก็ของแต่ละคน คุณจะได้กี่ชั้นคุณจะได้กี่ขั้น คุณจะได้สูงเท่าใดต่ำเท่าใดอยู่ หรือแม้เข้าใจผิดอยู่บ้าง แน่นอน มันก็ต้องเป็นไปบ้าง คนที่คมชัดเลยไม่กำหนดผิด หมดรอบนี้กรอบนี้แล้วขั้นนี้แล้ว เราเกี่ยวข้องระดับนี้ อันนี้ก็อันนี้จบ ไปเกี่ยวข้องกับขนาดนี้ต่อมา สูงขึ้นเราก็รู้ว่าสูงขึ้น อันนี้หมดเลย จบกิจ สิ้นเลย 

อ่านจิตเจตสิกของเราออก อ่าน อาการ ลิงค นิมิต ของเราออกเลยว่า เราเข้าใจด้วยปัญญาอันยิ่ง เราเองรู้เขารู้เรา รู้งาน รู้กิจ รู้อะไรก็แล้วแต่ ที่เราไปเกี่ยวข้องกับอันนั้นกับตัวเรานี่แหละ อ๋อ เรื่องนี้ แยกย่อยชัดๆ

ไอ้เรื่องเกี่ยวกับลิปสติกนี่ แต่ก่อนเป็นวรรคเป็นเวรยุ่งกับมัน เดี๋ยวนี้ สบม. ละจางคลาย เบาบาง น้อยลงไปได้เลยเดี๋ยวนี้หมดปัญหาเลยไม่ต้องแล้วล่ะ คุณจะรู้ไหมล่ะ 

แต่เรื่องยกตัวอย่างอย่างนี้แหละ แม้ลิปสติก แม้เนื้อสัตว์ แม้แก้วแหวนเงินทอง แม้แต่ลาภยศ แม้แต่ลึกเข้าไปถึงสรรเสริญเยินยอ ยกย่อง หรือดูถูกดูแคลน เราจะรู้ตัวเราว่า เราได้ระดับไหนอย่างไรแค่ใด เขาดูถูกดูแคลนเรา เขายังเข้าใจเราไม่ได้ อย่างที่เขาพูด เราไม่เกี่ยวแล้ว เราหลุดพ้นมาแล้ว แต่เขาไม่รู้ เราไม่ได้ติดใจแล้วเรื่องอย่างนี้ ๆ 

เราจะรู้ของเรา ไม่ใช่ไปดูถูกเขา เราจะเข้าใจเขาว่า เขาไม่รู้เรา แต่เรารู้เรา เราจึงรู้เขาว่าเขายังไม่รู้เรา เออเข้าท่าเนาะ เพราะเรารู้ว่าเราจริงๆ แล้วเขาไม่รู้เรา เขาก็ว่าอย่างโน้นอย่างนี้ อ๋อ..เราก็รู้เขา ว่าเขายังไม่รู้เรา ใช่ไหม นี่มันชัดเจนอย่างนี้ 

เพราะฉะนั้นคนที่มีอวิชชาอยู่หรือยังมิจฉาทิฏฐิอยู่ก็ตาม เขาก็แก้ปัญหาของเขาไปในเรื่องใดก็แล้วแต่ โดยเฉพาะไปพูดถึงคำใหญ่หน่อยว่าแก้ปัญหาเศรษฐกิจ 

คำว่า “แก้ปัญหาเศรษฐกิจ” มันมีเศรษฐกิจส่วนตัวกับเศรษฐกิจในครอบครัว เศรษฐกิจในวงที่เรารับผิดชอบ จนกระทั่งถึงเศรษฐกิจของประเทศ เรามีหน้าที่รับผิดชอบก็ต้องรู้กรอบ รู้ขนาด เศรษฐกิจ 

เศรษฐกิจหมายถึงอะไร  เศรษฐกิจเขาก็ให้นิยามง่ายๆว่า ความพยายามที่จะรู้ว่าเราจะแบ่งแจกสมบัติหรือจะแบ่งแจกสิ่งที่ต้องอาศัยกินใช้ อยู่ในสังคมที่มีจำนวนจำกัดเท่านี้ เฉลี่ยกันให้ทั่วถึงกันได้ อย่างเหมาะสม คนควรได้มาก คนควรได้น้อย ซึ่งอันนี้ซับซ้อน 

คนควรได้มากคนควรได้น้อย คนเลวคนชั่ว ก็ช่วยบ้าง แต่น้อยไม่ต้องช่วยมันมากหรอกคนชั่ว ให้มันขวนขวายหน่อย คนดีก็ช่วยมากหน่อย ยิ่งดีแล้วยิ่งช่วยคนอื่นอยู่ด้วยเรายิ่งช่วยมากขึ้น เพราะมันเป็นภาวะซับซ้อนที่ คนนี้เขาดี เป็นภาวะที่เขาจะต้องมีสิ่งที่เราจะต้องช่วยเขาอย่างนั้นอย่างนี้ที่ควรจะช่วย ให้เหมาะสม 

ช่วยด้วยกำลังทรัพย์ ช่วยทางแรงงาน ช่วยด้วยการสนับสนุน ในที่สุดช่วยด้วยความรู้ความฉลาดช่วยกันอย่างนี้เป็นต้น มันมีละเอียดละออซับซ้อนกันเยอะแยะ 

การแก้ปัญหาเศรษฐกิจจึงไม่ใช่การไปแก้ปัญหาตื้นๆง่ายๆ ยิ่งระดับโลกุตระแล้วที่อาตมาพูด สำหรับตัวเราเองนั้น มาปฏิบัติธรรมแบบพระพุทธเจ้าแล้วมาเป็นคนจน เป็นคนจนก็สบาย คนจนที่มีประโยชน์ต่อสังคมไม่ตาย คนจนที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ถ้าอยู่ในสังคมที่เป็นสังคมศาสนาพุทธจริงๆแล้ว ยิ่งเป็นสังคมที่เป็นโลกุตระ มันยิ่งจะไม่ตายเลย 

ยิ่งคนนี้ไม่ติดยึดแล้วก็ไม่มีตัวตน แต่ทำงาน ไม่ต้องกังวลเลยการจะอยู่จะกินจะใช้ จะมีคนช่วยเหลือไหม มี ปัดโธ่ ชัดเจน ไม่ต้องห่วงเลย 

ยิ่งเป็นชีวิตที่  ปรปฏิพัทธา เม ชีวิกา  ให้คนอื่นเขาเลี้ยงไว้แล้วเราก็มีหน้าที่ทำงานให้สังคมไม่ต้องกังวล ไม่ต้องสะสมอะไรเลย ไม่กอบโกยไม่สะสม ไม่กังวล ชีวิตก็หนึ่งชีวิต เรามีกำลังความคิดก็เอาเวลามาทำงาน ยิ่งคนที่ทำงานหน้าที่มีหมด รัฐบาลให้เงินให้ทองไว้อยู่ ต่างๆนานา พอกินพอใช้เหลือกินเหลือใช้อย่างที่เห็นๆกันอยู่ ผู้ที่มีคุณธรรม ความโลภไม่ค่อยมีแล้วหรือไม่มีเลย เท่านี้พอแล้ว มีสันโดษ มีสันตุฏฐิ ใจพอ เหลือ ก็ไม่ต้องกระดี๊กระด๊า ไม่ต้องการเพิ่มอีก มันมีความพอในใจ คนที่ไม่พอในใจอย่างที่เห็นๆอยู่นี้ รวยจนกระทั่งเงินทองจะท่วมหัวตัวเองตาย ก็ยังไม่พอ 

ไม่มีสำนึกว่าถ้าเผื่อว่าเราเอง ไปกอบโกยเอาสมบัติส่วนกลางที่มันมีอยู่จำนวนหนึ่งมาไว้ที่เรามากๆๆๆ คนอื่นนี้เขาจะขาดแคลนไหม เท่านี้เขาก็โง่ เพราะฉะนั้นคนรวยนี้โง่ตรงนี้ โง่ตรงที่ว่า ถ้าเราไปเอาสมบัติ เงินทองทรัพย์สินของส่วนกลาง ของโลก ของสังคม เอามาไว้ที่ตัวมากๆ คนอื่นจะขาดแคลนไหม แค่นี้ไม่เข้าใจ นี้โง่ ไม่รู้จะทำอย่างไร 

เพราะฉะนั้นคนที่เข้าใจแล้ว อย่าไปทำเลย อย่างนี้มันเลว มันทำให้สังคมเขาเดือดร้อนคนอื่น เราเก่งนะ เราฉลาดที่จะสามารถทำมาหาได้ ได้มาก ได้เปรียบเขา แต่เราก็ยิ่งเอาเปรียบๆ ทั้งเลวทั้งโง่ซับซ้อนใหญ่เลย 

เพราะฉะนั้นคนรวยจะเห็นได้ว่า คนยิ่งรวยๆๆ ไม่รู้จักจบนี้ ทั้งเลวทั้งโง่ ขออภัยนะที่อาตมาพูดความจริงพูดปรมัตถ์ ไม่ได้พูดทับถม ไม่ได้พูดไปด่าคนรวยหรอก แต่พูดธรรมะ พูดสภาวะสัจธรรมให้ฟัง ตั้งใจฟังให้ดีๆ อาตมาพูดสัจธรรม ไม่ได้ไปโกรธไปเกลียดไปชัง แต่สงสาร ทำไมทั้งโง่ทั้งชั่ว 

วันนี้ไขความจริงเข้าไปลึกซึ้งอยู่นะ พระพุทธเจ้าฉลาดไหม มีทรัพย์สินเงินทองไหม ตอนเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ท่านก็ไม่เอาแล้ว ท่านเป็นเจ้าชายสิทธัตถะท่านก็ไม่เอา มาเป็นพระพุทธเจ้าซึ่งท่านก็ไม่มีอะไรเลย ทรัพย์สินลาภสักการะเยินยอท่านก็ไม่เอาเลยแต่คนให้ท่านเอง เงินทองนั้นไม่มีอยู่แล้ว ตลอดพระชนม์ชีพออกมาอย่างชัดเจน 45 พรรษา 

อย่างอาตมานี้ไม่ต้องถึงขนาดพระพุทธเจ้า อาตมาตั้งแต่ออกมาจนถึงบัดนี้อาตมาไม่ต้องไปแสวงหาทรัพย์ศฤงคารอะไรให้แก่ตัวเองเลย สบาย อันนี้เป็นสัจจะที่เป็นอจินไตยที่คนโลกียะ คนปุถุชน แน่นอน เข้าใจยาก 

เพราะฉะนั้นคนที่ไม่รู้จัก ก็เป็นคนมีปัญหา เป็นเจ้าปัญหา  เป็นตัวปัญหา ไม่รู้จักพอเป็นตัวปัญหา คนที่รู้จักพอแล้วจะเบา จะลดปัญหา ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านก็บอกว่า เอาพอเพียง พอเพียง ท่านใช้ศัพท์สบายๆ ไม่เน้นหนักเหมือนโพธิรักษ์ 

สรุปแล้ว รู้จักพอบ้าง ท่านเป็นในหลวงท่านก็ต้องบอก คนที่มีเงินมีทองก็ไปทูลเกล้าถวายอยู่ ท่านจะไปพูดแรงๆเหมือนอย่างโพธิรักษ์ไม่ได้       โพธิรักษ์นั้นไม่มีปัญหาหรอกคุณ เพราะฉะนั้นคนที่ร่ำรวยไม่มาทำทานไม่บริจาคให้โพธิรักษ์หรอก ไม่มา ซึ่งอาตมาก็ไม่มีปัญหาอะไร อาตมาก็อยู่ไปตามประสาของอาตมาได้แล้ว 

เขาไม่รู้เหตุแท้จุดแท้ของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้แก่สังคม เหตุแท้จุดแท้ของการแก้นั้นคืออะไร ก็ไปแก้แต่เรื่องของวัตถุ วัตถุไม่พอ ก็ไปมีเกณฑ์ของวัตถุ การจัดวิธีการของวัตถุ เขาไม่ได้มาแก้กันที่จิตวิญญาณ 

อย่างชาวอโศกอาตมาพาแก้ปัญหาเศรษฐกิจทางจิตวิญญาณ แล้วอาตมาบอกได้ว่า ชาวอโศกจบกิจเรื่องเศรษฐกิจแล้ว ยิ่งถึงขั้นสาธารณโภคี ทุกวันนี้พูดได้เลยว่า ปัญหาเศรษฐกิจของชาวอโศก ถึงขั้นเป่าขลุ่ยเพลงหนังบนหลังควายได้สบายแล้ว ไม่ต้องไปกังวล ไม่ต้องไปเกรงว่ามันจะมีเหตุปัจจัยอะไรต่ออะไร มีแต่เหลือเฟือ แจก 

ยกมะระขี้นกให้ดู ทำไมมะระขี้นกมันใหญ่จังเลย คนก็บอกว่ามะระขี้นกกระจอกเทศ เขาก็เอาไปทำให้กินอันเป็นแว่นๆทอดมา ก็กินกันอยู่ ไอ้นี่มะระขี้นกอะไรกัน ขี้นกกระจอกเทศ จากไหนนี่ มะระจากสวนแพทย์วิถีธรรม หลังอาคารบวร โอ้โห เจ้าประคุณเอ๋ย เอาไปแกงเผ็ดแกงเขียวหวาน 

นอกจากอุดมสมบูรณ์แล้ว ผลหมากรากไม้ต่างๆ มันก็งาม เนื้อหนังอะไรของมัน มันให้ทั้งเนื้อหาแก่นสารสาระของตัวมันเองแต่ละอย่างๆ มันเปล่งปลั่ง มันสมบูรณ์ ดูบีทรูทหัวตั้งเท่านี้ มันเหมือนประชด มันใหญ่มันงามมันอวบมันสมบูรณ์ ไร้สารพิษทั้งนั้นด้วย 

มันมีประเด็นของจิตวิญญาณนี่ จะต้องมีภูมิปัญญา ปัญญานะ จะต้องมีภูมิปัญญา ไม่ใช่ฉลาดอยู่ในกรอบของโลกียะ ซึ่งภาษาศัพท์วิชาการว่า เฉโก ซึ่งเขาไม่ใช้แล้ว เขาไม่รู้เรื่องแล้ว แต่อาตมาแยกอยู่นะ เฉโก กับปัญญาเป็นความรู้ความฉลาด 2 อย่างของมนุษย์ คนโลกียะปุถุชนเขาก็มีความรู้ แม้แต่ศาสดาเทวนิยมเขาก็มีความเฉลียวฉลาดรู้ในกรอบของเฉโก ไม่มีความฉลาดที่เรียกว่าปัญญาได้เลยเพราะมันไม่เป็นโลกุตระ อันนี้ก็พูดไปเขาจะได้เข้าใจแค่ไหนก็ไม่รู้ แม้แต่ในชาวพุทธจะเข้าใจได้แค่ไหนก็ศึกษาดีๆ 

เฉโก คือ ความฉลาดบงการ มีความฉลาดที่เป็นตัวบงการคือ กิเลส ชาวโลกีย์ยังไม่รู้จักกิเลส  ยังฆ่ากิเลส ยังกำจัดกิเลสในจิตตัวเองไม่ได้ มันจึงเป็นเจ้าเป็นพระเจ้า ที่บงการจิตใจของตนเอง เป็นพระเจ้าจริงๆ ซึ่งเป็นเรื่องจริงนะไม่ใช่เรื่องพูดไปพล่อยๆ พูดไปอย่างขี้ตู่ พูดไปว่าเอา ไม่ใช่  มันเป็นเรื่องจริงเลย 

ส่วนปัญญานั้นคือ ความฉลาดที่บงการ ถ้ายังไม่สำเร็จก็บงการลดกิเลส แต่โลกียะนั้นความฉลาด เฉโก เป็นการบงการเพิ่มกิเลส แต่ของโลกุตระนั้น ความเฉลียวฉลาดเป็นการบงการลดกิเลส จนลดกิเลสหมดก็เป็นอรหันต์ มันลดไปตามลำดับๆจนกระทั่งไม่มีกิเลสเลย 

เมื่อหมดกิเลสแล้วก็จบกิจ กิจของมนุษย์สูงสุดถ้าหมดกิเลสท่านถือว่าจบกิจ เพราะฉะนั้นเมื่อจบกิจแล้ว จะเป็นกิจทางเศรษฐศาสตร์ จะเป็นกิจทางรัฐศาสตร์ จะเป็นกิจทางสังคมศาสตร์จบแล้ว 

นอกจากกิจทางเทคนิคเท่านั้นที่มันไม่จบกันง่ายๆ แต่กิจของมนุษยชาติของสังคมจะเป็นเศรษฐศาสตร์ก็ตามรัฐศาสตร์ก็ตาม การเมืองก็ตาม จะเป็นเรื่องของสังคมศาสตร์จบ จบ 

จบกิจคือ เราไม่ทุกข์ไม่สุข เราอยู่กับสังคมไม่เป็นภัยเป็นโทษให้แก่สังคม นอกจากไม่เป็นภัยเป็นโทษให้แก่สังคมแล้ว ยังเป็นประโยชน์ ช่วยเหลือเป็นโลกานุกัมปายะหรือเป็นพหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ โลกานุกัมปายะ เป็นอายะ 3 เป็นหิตประโยชน์แก่พหุชนะ แก่มวลประชาชน พาให้ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข อนุเคราะห์โลก เลยไปจากกรอบประเทศของตัวเองด้วยซ้ำ ซึ่งมันเป็นสภาวะของรัศมีรังสีออกไป ซึ่งมันเป็น อจินไตย อีกชนิดหนึ่ง 

“ไม่มีทฤษฎี”แบบ“โลกุตระ”แก้ปัญหาไม่“จบกิจ” 

5) “ไม่มีทฤษฎี”แบบ“โลกุตระ”แก้ปัญหาไม่“จบกิจ”      

“ทฤษฎี”ของชาวเทฺวนิยม หรือชาวโลกที่ยังไม่มี “ทฤษฎี”แบบ“โลกุตระ”ไม่มี“จุดสำเร็จ”ของ“ปัญหา”ว่า จะ “จบปัญหาเศรษฐกิจ”ได้สำเร็จเสร็จ“จบกิจ”แท้จริงได้เลย 

เพราะ“คำตอบ”ของคนร่ำรวยหรือของผู้ได้เปรียบทางเศรษฐกิจ ที่ยังไม่มี“ปัญญา”นั้น จะไม่มีคำว่า “เพียงพอ”หรือ“พอ”เป็นอันขาด คนผู้ไม่มี“ปัญญา”รู้แจ้งรู้จริงทาง“จิตวิญญาณ”จากการเรียนรู้และปฏิบัติ จนกระทั่งเกิด“ปัญญา”แท้ใน“อาริยสัจ 4”เท่านั้น ที่จะ“ยุติ”การกอบโกย-การเอาเปรียบจากสังคม 

“ความรู้-ความฉลาด“แค่“เฉโก”แก้ปัญหาไม่“จบกิจ”

พูดแล้ว เหมือนอาตมาไปเรียนรู้เศรษฐศาสตร์จากที่ไหนมา เศรษฐศาสตร์ที่อาตมาพูดมานี้มีอยู่ในประเทศไทยเป็นพุทธศาสนาแล้วต้องเป็นโลกุตระด้วย ทุกวันนี้มีได้เป็นได้ก็อยู่ในชาวอโศกเรานี่แหละ 

ถ้าไม่ศึกษาหรือทำให้เกิดความรู้-ความฉลาดทาง“จิตวิญญาณ”เจริญจาก“เฉโก”ขึ้นเป็น“ปัญญา”ให้แก่ประชาชนเกิดรู้จักรู้แจ้งรู้จริงว่า “เงินๆทองๆ”นั้นไม่ใช่ “พระเจ้า” แต่เป็น“ซาตาน” หรือเป็นผี เป็นมารต่างหาก  

คนก็ไม่มี“ปัญญา”ต้องตกเป็นทาส“เงินๆทองๆ” เพราะรู้ไม่ได้ว่า เงินทองมันคือ งูร้าย คือ ผี มาร ซาตาน

“เงินๆทองๆ”ไม่ใช่“พระเจ้า” ไมใช่ผี มาร ซาตาน 

แต่“คน”ที่“โง่”อยู่ต่างหากคือผี มาร ซาตาน เอง ฟังให้ดีนะมันซ้อนอยู่ในตัวเองทั้งนั้น หลงเงินๆทองๆเป็นพระเจ้า โง่นะ ไม่โง่นั้นเป็นผีๆมารๆเป็นซาตาน อันเดียวกันหมดเลย ทั้งคำว่าพระเจ้า ทั้งคำว่าโง่ ทั้งคำว่าผี มารซาตาน อันเดียวกันหมดเลย 

แท้จริง“เงินๆทองๆ”มันไม่รู้ตัวหรอก”ว่า มันเป็น“งูร้าย” หรือมันเป็น ผี มาร ซาตาน เพราะมันแค่เป็น“วัตถุ”  

คนต่างหากที่“โง่” ที่ไม่มี“ธาตุรู้”จนสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงได้ว่า ตนหลงโง่เองว่า “งูร้าย”คือ “เงินๆทองๆ” นั้นมันไม่ใช่“พระเจ้า”เลย มันเป็นแค่สิ่งสมมุติขึ้นใช้แทน“ค่า”เป็น“ตัวเลข”ให้รู้“จำนวน”กันเท่านั้น

ธนบัตรนี้คือกระดาษเขียนตัวเลขใส่เข้าไปเท่านั้น แต่ก่อนไม่มีธนบัตรก็เอาเบี้ยเอาหอย สมมุติว่าขนาดนั้นขนาดนี้ พอฉลาดขึ้นมาก็ทำธนบัตร ก็ปั๊มตัวเลขใส่เป็นเท่านั้นเท่านี้ ก่อนนั้นมีเหรียญเป็นรูจนกระทั่งพัฒนาเป็นกระดาษเบาขึ้น เดี๋ยวนี้ก็ยังใช้อยู่บ้างแล้วก็ลดลงก็ใช้กระดาษเป็นหลัก ปั๊มได้ก็เป็นตั๋วแสดงค่าของเงินๆทองๆ 

ที่จริงแล้ว“เงินทอง”นั้นไม่ใช่“เนื้อแท้”ที่จะ“กิน”เข้าไปได้ “อาหาร”ทำให้สังเคราะห์“ชีวิตสังขาร”ของเราได้เลย เงินๆทองๆนี้คุณจะมีหอบไว้เท่าไหร่ก็เถอะก็ไม่ใช่ นี่แหละคือความฉลาดหรือความโง่ ตรงนี้เขาก็คิดว่าเงินๆทองๆนี้ฉันเอาไปซื้ออาหารได้ ก็จริงอยู่ในสังคมที่คนยังโง่ด้วยกัน มันยังต้องพึ่งพากัน ถ้าเป็นในสังคมที่คนฉลาดคนที่มีปัญญาแท้จริง แล้วคนที่รู้จักสาระเหตุปัจจัยของชีวิตที่ดี แล้วก็ไม่เป็นทาสไอ้ตัวเลขจำนวนเงิน จำนวนตัวเลข ซึ่งเป็นกระดาษกินไม่ได้ เขาจะรู้ว่าไอ้ของกินได้นี้สำคัญกว่ากระดาษนั้น กินได้ทันที กระดาษกินไม่ได้ทันที แต่ของแท้นี้กินได้ทันทีเขาก็จะรู้ 

เพราะฉะนั้นเขาก็จะไม่ไปนั่งผลิตเงินๆทองๆ 

คนที่ต้องหาเงินๆทองๆมาเพื่อที่จะได้ไปซื้อนั้น เป็นคนชั้น 2 ต้องมีเงินแล้วก็จะเอาไปซื้อของกินได้ คนชั้น 1 สร้างของกินตรงเลย ใครฉลาดกว่าใครเว้ย เงินๆทองๆไม่เห็นมีความสำคัญอะไรมากมาย! ผู้โง่งมงายในเงินทองอยู่จึงยังมี“ทุกข์”เพราะเงิน

ถ้ามันทุกข์เพราะไม่มีของกินมันก็สมควรอยู่ ไม่มีของจะกินมันก็จะตายเอา ต้องลนลานวิ่งหาของกินของใช้ อาตมาเองอาตมาเดินรอบอโศกนี้ราชธานีอโศก ไม่เห็นมันจะต้องอดต้องอยากได้ยังไง อะไรก็พืชพันธุ์ธัญญาหารนี้ขึ้นทิ้งกันของกิน เลือกกินเลือกใช้ เลือกกินเลือกยังชีพ มีอะไรต่ออะไรขึ้นมา อันนี้ยกขึ้นมาหน่อยเห็นคนอะไรก็ปลูกขึ้นมา ไอ้ที่ไม่ปลูกเกิดขึ้นเองก็งามเต็มไปหมด ไม่ค่อยกินกัน ไม่ค่อยนิยม นิยมอะไรก็ปลูกอันนั้น ไม่นิยมมันขึ้นเอง บางคนก็ชอบ บางทีก็สลับชีวิต กินอย่างนั้นอย่างนี้บ้างก็เลยอุดมสมบูรณ์เนาะ 

ซึ่งคน“ขี้โลภ” คนผู้ไม่มีปัญญารู้จัก“ทุกข์”เท่านั้นที่ต้องจมอยู่กับ“ทุกข์”จึงยัง“ขี้โลภ”แย่งเงินทอง กอบโกยเงินทอง ขี้เหนียวเงินทองเป็น“ชีวิต” เป็น“จิตวิญญาณ” เป็นอัตตา” เป็นตัวกูของกู เชิดชู“เงินทอง”คือ“พระเจ้า”         

“วิญญาณ”หรือ“ธาตุรู้”หรือ“จิตวิญญาณ”หรือ “ความรู้-ความฉลาด”ของคนปุถุชนคนโลกียะเทฺวนิยมทั่วไปนั้น จะไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“พระเจ้า”ที่ชื่อว่า “เงินๆทองๆ”คือ ผี มาร ซาตาน งูร้าย ได้ จนกระทั่ง มีภูมิปัญญาจริงแล้วอยู่ “อยู่เหนือ(อุตตระ)”มัน​ เพราะเรามีสิ่งที่เป็นสาระแก่นสาร สิ่งที่กินใช้อยู่อาศัย ที่ตรงแล้วเป็นชั้น 1 เงินทองมันไม่ใช่ชั้น 1 เลย ถ้าว่ากันจริงๆแล้ว จะว่าชั้น 2 ก็ยังโก้ไป มันแย่กว่านั้นด้วยซ้ำ 

ฉะนั้นคนที่รู้จริงมีปัญญาจริงจึง ไม่เป็น“ทาส”เงินๆทองๆกันสำเร็จเสร็จ“จบกิจ”จริง

จบกิจจริงๆเลย ใครลองสำรวจตรวจตัวเองดูซิว่าเรื่องเงินๆทองๆเราหมดปัญหาเลยนะ วันๆหนึ่งไม่ต้องไปกังวลอะไร ไม่ต้องไปหา ไม่เหมือนแต่ก่อนนี้ ไม่เหมือน มันจบกิจแล้วเงินๆทองๆ ใครรู้สึกแบบนั้นบ้างยกมือขึ้นซิ

อาตมาอธิบายธรรมะพวกนี้เป็นธรรมะโลกุตระหรือเป็นธรรมะที่เป็นปรมัตถธรรม ไม่ใช่ธรรมะที่จะต้องอธิบายวนๆเวียนๆอยู่ในภพชาติอะไร อันนี้ตรงเข้าไปถึงจิตเจตสิกและก็รูปนิพพาน ให้รู้ว่าเราเองติดอะไรยึดอะไร ชีวิตที่จะต้องละหน่ายคลายไอ้ที่หลงติดยึด แต่เข้าใจว่าเป็นพระเจ้าไปเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอัตตา พระเจ้าก็คืออัตตา 

เพราะฉะนั้นวิญญาณหรือว่าธาตุรู้หรือว่าจิตวิญญาณจริงๆ หรือความรู้ความฉลาดของคนปุถุชนโลกีย์เทวะทั่วไป ก็จะไม่รู้จักพระเจ้าที่ชื่อว่าเงินๆทองๆว่าคือผี คือมาร คือซาตาน คืองูร้ายอะไร จนกระทั่งจะต้องอยู่เหนือ ผู้อยู่เหนือแล้วก็ไม่เป็นทาสเงินๆทองๆสำเร็จจบกิจจริง 

ทำไมจึงเป็น“ทาสเงินๆทองๆ” หรือเป็น“ทาสพระเจ้า”กันนัก งมงายอยู่กับ GDP กันแบบไม่เงยหูเงยหัว ทำไมไม่เห็นความสำคัญของ“จิตใจของคน”

GDP ไปนับเอาแต่ตัวเลขเงินทองรายได้ แม้แต่ product หรือผลผลิตเขาก็ยังไม่สำคัญเท่ากับไอ้ที่ขายเป็นรายได้ เขาไปเพ่งที่ตัวเลขเงินๆทองๆ ไม่เห็นความสำคัญของจิตใจของคน อันเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง”ของคนในสังคม”มากกว่า“เงินๆทองๆ” แล้วแก้ปัญหากันที่“จิตใจของคน”กันให้ได้ มันถึงจะ“แก้ปัญหาเศรษฐกิจ”สำเร็จเสร็จ“จบกิจ”กันได้จริง

พูดไปแล้วนักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลายฟังให้ดีๆเถอะ ไปงมผิดประเด็น ผิดเป้า ผิดจุดสำคัญ ไปแก้ที่ตัวเลข​ ไม่มาแก้ที่จิตใจคนกับเนื้อหาสาระ ทำให้คนนี้รู้จักเนื้อหาสาระแก่นสารว่าจะอยู่กับเนื้อหาสาระแก่นสาร โดยเฉพาะว่าสิ่งที่จะต้องอาศัย อาหารก็ตาม เครื่องกินเครื่องใช้ก็ตามอะไรที่จำเป็น เป็นความสำคัญเป็นปัจจัยแห่งชีวิต นี่คือให้เขามารู้จักอันนี้กัน ไปมัวแต่บอกว่าไม่มีเงินไม่มีทอง ยากจนๆ จะแก้ปัญหายากจนๆๆ เมื่อไหร่มันจะจบกิจ เมื่อไหร่มันจะสำเร็จ 

เพราะฉะนั้นกำหนดผิดฝาผิดตัวสิ่งที่เป็นปัญหาแท้ มันก็เท่ากับปัญญาไม่มี มันก็เท่ากับโง่ มันก็เท่ากับไม่รู้ความจริง 

เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าผู้ที่จะมีหน้าที่ทำการช่วยสังคม แม้แต่ตนเองก่อน แก้ปัญหาให้ตัวเองก็ไม่ได้ ตนเองก็ไปหลงเรื่องเงินๆทองๆเรื่องของตัวเลข ว่านี่เป็นตัวชี้บ่งความเป็นเศรษฐกิจ แล้วก็ไปวุ่นวายอยู่กับตัวเลข เงินๆทองๆแม้แต่ของตัวเองก็ตาม แล้วจะไปแก้ปัญหาให้แก่สังคมโลก 

บางคนที่เข้ามาเสนอหน้าจะมาแก้ปัญหา ตัวเองนั้นรวยแล้วนะ เงินๆทองๆตัวเองมีเยอะ ประสบผลสำเร็จได้เงินๆทองๆแล้ว แล้วก็เห็นว่าตัวเองนี้ พ้นปัญหาเศรษฐกิจ แล้วก็จะมาแก้ปัญหาให้แก่คนไปรวยๆอย่างตนเอง แล้วก็มาครอบงำทางความคิดว่าจะแก้ปัญหาให้หายจน ฉันนี่แก้ปัญหาตัวเองสำเร็จแล้ว เห็นไหมนี่รวย รวย 

คนก็ต้องพาเชื่อ คนก็ต้องเชื่อว่า เออ..คนนี้จริงๆแล้วมีสิ่งที่เขาได้กระทำมาแล้วของเขาสำเร็จประโยชน์ เขาได้เป็นคนรวย เขาก็จะมาแก้ปัญหาให้แก่เรารวยอย่างเขาได้ 

คนที่จะได้รับการแก้ปัญหานั้นฉลาดแกมโกงเท่าเขาไหม มีแทคติกมีวิธีการที่จะเอาเปรียบเอารัดได้อย่างเก่งเท่าเขาไหม ไม่เก่งเท่าหรอก จะเก่งเท่าเศรษฐาไหม จะเก่งเท่าทักษิณไหม มันแก้ปัญหาไม่ได้หรอกขี้โม้ทั้งนั้น เพราะเขามีวิธีการแทคติกต่างๆ กลเม็ดเด็ดพรายที่จะเอาเปรียบเอารัดในเชิงนั้นเชิงนี้ เขาไม่เก่งเท่าคุณหรอก คนที่เก่งมีวิธีการโลภโมโทสันเอาเปรียบให้ได้มากๆถึงขั้นโกงให้ได้มากๆนั้นดีหรือเลว…​เลว 

แล้วคุณจะเอาความเลวนั้นมาแจกจ่ายให้คนอื่นเป็นเหมือนอย่างคุณ มันซับซ้อนไหม คุณโง่ไปเถอะ อย่าเอาความโง่ของคุณมาแจกให้คนอื่นที่ยังไม่ได้โง่อย่างคุณ 

คนจนนะ 

1.จนเพราะจำนน ยังอยากจะเป็นอย่างเขาแต่มันโง่ก็เลยจำนนต้องยอม

  1. คนจนอย่างมีปัญญา ไม่ไปเอาหรอกอย่างคุณ เพราะมันแก้ปัญหาไม่สำเร็จแล้วมันก็ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริงเลย อย่างสำคัญก็คือ มันไม่ใช่ความดีงาม ถามไปแล้วเมื่อกี้นี้ มันเป็นความชั่วความเลว 

คนที่สามารถเอาความรวยจากสังคมมาได้มากๆ ไม่ใช่คนดีนะเป็นคนชั่วคนเลว ขออภัยอาตมาพูดแล้วก็เกรงใจอยู่นะ แต่มันเป็นความจริง อยากให้ฟังธรรมดีๆแล้วได้ปัญญา แล้วจะได้เข้าใจว่าเรารู้จักพอ เราจะเอารวยมานี้แล้วจะเกิดปัญหาในสังคม เพราะตัวเรานี่แหละ เพราะเรามาทำรวยให้เห็นก่อนแล้วเราทำได้แล้ว เราจะให้คนอื่นเป็นอย่างเราอีก คุณจะโง่ซับซ้อนจะชั่วซับซ้อนไปอีกกี่ชั้น ฟังทันไหมนี่ ไม่สับสนนะ 

เขารู้ไหมนะความซับซ้อนหมุนรอบเชิงซ้อนเหล่านี้ ความฉลาดที่มีต่อสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนมี คัมภีราวภาโส อย่างที่อาตมาพูดนี้เขาไม่น่าโง่ที่จะเข้าใจไม่ได้นะ อาตมาอธิบายง่ายแล้วชัดเจนแล้ว 

เพราะฉะนั้นคนที่รวยแล้ว รู้สึกตัว พอได้ฟังธรรมะ เลิก อย่างยุคพระพุทธเจ้าก็มีเศรษฐีต่างๆ เลิก จนกระทั่งมาเป็นอนาถบิณฑิกเศรษฐี กินข้าวก้นบาตรจากพระจากเจ้า นั่นคือคนมีปัญญา คนเปลี่ยนแปลงตัวเอง รวยไม่ใช่เล่นนะ อนาถบิณฑิกเศรษฐี 

หรือแม้แต่วิสาขา วิสาขานั้นรวยถึงขนาดคนใช้นั้นรวยเป็นอันดับ 6 ของประเทศ คนใช้นะ เป็นเศรษฐีรวยระดับ 6 ของประเทศ แล้วนางวิสาขาจะเป็นเศรษฐีระดับไหน (พ่อครูไอตัดออกด้วย) 

เพราะฉะนั้นคนที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างที่อาตมาพูดๆไปแล้ว ไม่มีความรู้ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจจริงๆ แม้เขาจะบอกว่าเขาแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้แก่สังคมได้ ด้วยวิธีการโลกียะ ด้วยวิธีการสมบัติผลัดกันชม วิธีการโยกย้ายเงินๆทองๆ แล้วก็เอาตัวเลขเป็นเครื่องชี้บ่ง เป็นวัตถุตัวเลขอยู่อย่างนั้น 

มันก็ได้แต่เกม มันก็เป็นเกม เกมที่จัดการแข่งขันกัน ทำให้สมบัติผลัดกันชมไปชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น คนที่จนลง คนที่สู้ไม่ได้ มันก็จะพยายามหาทางแข่งใหม่ แย่งกันไปแย่งกันมา 

 มันต้องแก้กันอยู่ตลอดกาลนาน ด้วยอวิชชาอยู่ อย่างที่ตำราหรือทฤษฎีของชาวโลกียะเทฺวนิยมมีกันทำกันอยู่ 

เพราะแม้จะ“รู้สึก”กันว่า “แก้ปัญหาเศรษฐกิจ”ได้บ้าง ที่แก้ด้วยวิธีจัดการกันแต่ทาง“วัตถุ”และดูกันที่“ตัว เลข”ของ“รายได้”นั้น มันก็แค่“เกมที่จัดการแข่งขันกัน” ทำให้“สมบัติผลัดกันชม”ไปชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น 

มันก็ต้องมีคนที่ฉลาดแกมโกงหมุนเวียนขึ้นมาได้ซับซ้อนไม่มีจบหรอก มันเป็นการแก้ปัญหาอย่างงูกินหาง 

ก็ต้องแก้ปัญหาให้รู้สึกว่าแย่งกันน้อยลง แต่แย่งกันน้อยลงอย่างไร มันก็ไม่พอ จิตมันไม่เคยรู้จักพอ มันก็จะแย่งกันให้ยิ่งๆขึ้น 

เมื่อหาจากในสังคมกลุ่มของตนไม่ได้ ก็ไปแย่งกับกลุ่มสังคมอื่น แย่งจากกลุ่มสังคมอื่นได้เก่ง เก่งจนกระทั่งข้ามไปถึงนอกประเทศ ไปแย่งเอาจากนอกประเทศเขามา 

ขอแวะตรงนี้นิดหนึ่ง อาตมาเคยอธิบายไปแล้วพูดไปแล้ว เศรษฐศาสตร์โลกุตระที่อาตมาอธิบายนี้ ผู้ที่สำเร็จจบกิจในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้แก่ตัวเองนั้น จะเป็นผู้ที่เหลือกินใช้ ให้แก่ผู้อื่น ขายขาดทุน แจกฟรี ให้แก่ผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นประเทศไทย คนในคนไทย หรือถ้ายิ่งเป็นระดับที่มีได้มากๆ อยู่ในระดับทำการเชื่อมโยงกับคนต่างประเทศ ช่วยต่างประเทศ 

เพราะฉะนั้นสมบัติหรือผลผลิตที่เราสร้างได้ Product ที่สร้างได้ในของเรานี้ Domestic เราจะขายให้ต่างประเทศนั้นเราจะขายให้ถูกๆ หรือแจกฟรี นั่นคือความเจริญของเศรษฐศาสตร์หรือเศรษฐกิจโลกุตระ 

ไม่ใช่ว่าไปเอาตัวเลขที่ขายให้แก่ต่างประเทศได้ แล้วได้จำนวนมาก เอาเปรียบได้มากๆ  กำไรได้มากๆแล้วก็เอามาบอกว่า นี่ไง ประเทศไทยในประเทศไทย Domestic ได้กำไรเท่านั้นเท่านี้ โอ้โห ปีนี้เท่านี้เปอร์เซ็นต์ ปีนี้เท่านี้เปอร์เซ็นต์ จิตวิญญาณชั่ว จิตวิญญาณเลวอย่างนั้น ไม่น่ายกย่อง 

อาตมาพูดอธิบายลักษณะพวกนี้ไม่ใช่ว่าอาตมาพูดไปแล้วไม่มีคนทำได้ พูดไปแล้วก็หาว่าเป็นเรื่องสุดโต่ง เป็นเรื่องที่ Impossible เป็นไปไม่ได้ พวกเราว่าเป็นไปได้ไหม เป็นไปได้ 

แต่ว่าคนไทยชาวอโศกเรานี้ยังไม่ถึงขั้นมี Export ยังไม่ถึงขั้นผลิตสินค้าส่งต่างประเทศ เพราะเรายังกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย แต่ที่จริงเราก็มีเหลืออยู่นะ เหลือไม่น้อย เผื่อแผ่ออกไปแจกจ่ายอยู่ แต่ถ้าได้รับความร่วมมือจากสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศเลย มาช่วยสนับสนุนให้พวกเราได้ทำแล้วคนจะเห็นว่าช่วยตรงนี้ดี 

อาตมาเน้น ในเมืองไทยนี้มันเหมาะสมในการเพาะปลูก สิ่งที่เป็นพืชพันธุ์ธัญญาหาร แล้วอาตมาก็เคยเน้นเคยสำทับแล้วว่า น่าจะมาเน้นอันนี้กันให้สำคัญๆๆ อันอื่นนั้นลดน้อยลงไปได้ 

เมืองไทยเป็นเมืองที่สามารถที่จะสร้าง เป็นพื้นภูมิประเทศที่ โอ้โห.. มันกำไรขั้วโลกเหนือ แม้แต่กำไรประเทศที่มีหิมะมากกว่าเรา ประเทศไทยไม่มีหิมะเลย ปลูกผักได้ตลอดปีตลอดชาติ อันนี้เป็นจุดเด่นเป็นจุดสำคัญ อันนี้เป็นจุดเด่นเป็นจุดสำคัญของเรา เราน่าจะมาแก้ปัญหาอันนี้ 

อาตมาเคยอธิบายไปจนกระทั่งว่า น่าจะให้เหรียญตราแก่พวกที่เป็น กสิกร เป็นนักชาวไร่ชาวนา น่าจะให้เหรียญตราเลย ยกย่องเชิดชู แล้วเขาจะได้มีกำลังใจ ว่ามันเป็น จิตวิทยาสำคัญอันหนึ่งของโลก คนในโลกเขาก็ยังมีโลกียธรรมอยู่ ก็ใช้ ใช้จิตวิทยาพวกนี้ส่งเสริมให้กสิกร ชาวไร่ชาวนา มีความภาคภูมิใจ มีกำลังใจ ตายแล้วใส่โกศบ้างชาวไร่ชาวนา ไม่ใช่มีแต่ข้าราชการเท่านั้นที่ใส่โกศ ชาวไร่ชาวนาซึ่งเป็นผู้ที่เลี้ยงสังคมประเทศชาติอยู่แท้ๆ 

อาตมาก็พูดไปตามความเห็นของอาตมานะ เห็นว่าน่าจะเป็นอย่างนี้ก็พูดไป 

เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาที่ไม่เข้าใจอย่างที่อาตมาพูดนี่ จึงยากที่จะจบกิจ อาตมาพาพวกเรา พวกคุณก็เป็นคนเหมือนอย่างคนอื่นในโลก มาเรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้าแล้วก็สบาย จบกิจทั้งเศรษฐศาสตร์  จบกิจทั้งทางรัฐศาสตร์ ทั้งทางสังคมศาสตร์ อาตมาพูดนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องพูดโม้คุยโต เพ้อเจ้ออะไรแต่เป็นเรื่องจริง เป็นเรื่องจริงที่อาตมาภูมิใจที่ทำจนถึงวันนี้แล้ว มีผลสำเร็จได้จริงไม่ใช่โม้ แต่มันก็มีจำนวนน้อย 

แต่จำนวนน้อยก็ทำไงได้ คนที่สามารถรับรู้ความเข้าใจความรู้อันนี้ได้ก็มีความรู้เท่านี้ อาตมาก็ประกาศโฆษณา โทรทัศน์ก็ไม่เปิดฟังกัน เห็นนะไม่ใช่ไม่เห็น แต่ไม่เอา ไปฟังอะไรก็ไม่รู้ ไอ้ที่ไม่ได้พาเจริญอย่างนี้ อาตมาจะไปบังคับเขาได้อย่างไร  

ขนาดนี้อธิบายไปทางนี้เขาก็หาว่าโฆษณาตัวเองอยู่นะ ซึ่งมันเลี่ยงไม่ออกพวกนี้ ของดีก็ต้องโฆษณาก็เคยพูดแล้ว ต้องบอกกันของดีๆไม่บอกกันก็จะอย่างไร กลายเป็นคนใจโหดใจดำ ของดีๆและคุณก็ไม่บอกคนอื่นบ้าง มันจะเจริญอย่างไรสังคม 

แก้ปัญหาแบบโลกียะนั้น ซึ่งมันก็แก้ปัญหากันไป ดูดีได้ก็ไม่นาน “ไม่เที่ยงแท้ยั่งยืนมั่นคงถาวร”สำเร็จเสร็จจบกันเด็ดขาดได้เลย

เพราะมัน“ไม่แก้ปัญหาตรงจุดแท้ๆนั่นเอง

เนื่องจาก“ไม่มีทฤษฎี”แบบ“โลกุตระ” มันก็แก้ปัญหาเศรษฐกิจ”กันไม่“จบกิจ”เด็ดขาดแน่นอน

คนมี“ปัญญา”แบบ“โลกุตระ”แก้ปัญหา“จบกิจ”(ตรวจสอบความจบกิจเป็นอรหันต์ในตน) 

6) คนมี“ปัญญา”แบบ“โลกุตระ”แก้ปัญหา“จบกิจ”       

ถ้าคนมี“ปัญญา” มีความรู้-ความฉลาด”ทำคนให้ รู้จักรู้แจ้งรู้จริงรู้จบ“ความเป็นคนเลี้ยงง่าย(สุภระ)-ความเป็นคนพัฒนาง่าย(สุโปสะ)-คนที่มักน้อยหรือกล้าจน(อัปปิจฉะ)-คนมีใจพอ(สันโดษหรือสันตุฏฐิ) พวกเรานี้คนใจพอ มีน้อยก็พอมี ศูนย์ก็พอ เป็นคน ข้าวมีกิน ดินมีเดิน ตะวันมีส่อง พี่น้องมีเสร็จ เห็ดมีเก็บ ป่วยเจ็บมีคนรักษา ขี้หมามีคนช่วยกวาด  ผ้าขาดมีคนช่วยชุน  ภูมิใจที่อาตมาเอาธรรมะพระพุทธเจ้าให้พวกเราทำแล้วเกิดปรากฏการณ์จริง 

คนที่ขัดเกลาตนเอง(สัลเลขะ)-คนที่มีข้อปฏิบัติพาสูงส่งเจริญยิ่งๆ(ธูตะ)-คนที่มีอาการเป็นที่น่าเลื่อมใส(ปาสาทิกะ)-คนไม่สะสม(อปจยะ)-คนขยันเสมอ(วิริยารัมภะ)”สำเร็จได้จริง เป็น“คนประเสริฐ” เป็น“อาริยบุคคล”แท้ก็จะมีผลสำเร็จเสร็จ“จบกิจ”กันจริงๆแท้ๆได้อย่างวิเศษ

ผลสำเร็จก็จะพาสังคมหมู่กลุ่มประเทศชาติอยู่เย็นเป็นสุขมี“สาราณียธรรม 6” ที่ครบด้วย“เมตตากายกรรม-เมตตาวจีกรรม-เมตตามโนกรรม-มีลาภที่ได้โดยธรรมก็นำมารวมกันเป็นกองกลางกินใช้ร่วมกันเป็นหนึ่งเดียวเรียกว่าเป็น“สาธารณโภคี”-ต่างก็เป็นอยู่ด้วย“ศีล”เสมอสมานกันไปเท่าที่แต่ละคนมี-ต่างคนต่างก็เป็นอยู่ด้วย“ทิฏฐิ”เสมอสมานกันไปเท่าที่ตนมีของแต่ละคน ตามฐานานุฐานะ

เศรษฐกิจสาธารณโภคี คาร์ล มาร์กซ์ แกอยากได้ ทำงานแล้วเอาเข้ากองกลาง 100% ถ้าถึงสาธารณโภคีนี้เสียภาษี 100% สร้างมาเท่าไหร่ก็เอาเข้ากองกลางหมด เอาไปช่วย ไปขายก็ขายก็เอาไปเข้ากองกลาง ไม่ขาย มีผลผลิตตรงๆก็เอาเข้ากองกลาง ไปขายเป็นชั้น 2 ก็เอาไปเข้ากองกลาง 

แหม น่าสงสารคาร์ล มาร์กซ์ที่ไม่พบโพธิรักษ์ เขาตายไปก่อน โพธิรักษ์มีทฤษฎีของพระพุทธเจ้ามา เพราะฉะนั้นคาร์ล มาร์กซ์มา ก็จะพูดถึงทฤษฎีของพระพุทธเจ้าที่สอนนี่แหละให้รู้ จะไปแก้ปัญหาปัญหาต้องแก้ที่จิตวิญญาณ ปัญหาเศรษฐกิจที่จะเสียภาษี 100% เสียภาษีให้แก่ส่วนกลางมากๆโดยไม่ต้องออกกฎหมายบังคับมากนัก 

อย่างประเทศที่เขามีกฎหมาย ออกกฎหมายบังคับให้เสียภาษีมากๆ อย่างที่เราอ่าน ประเทศโน้นประเทศนี้ สวีเดน สหรัฐ ภาษีของเขาขูดกันน่าดู แล้วเขาก็ให้สวัสดิการกัน จ่ายภาษีไปมาก เขาก็ให้สวัสดิการ เขาก็เลยไม่แข็งข้ออะไรกันมาก ถ้าสวัสดิการเขาไม่คุ้มก็จะประท้วงกันแน่ 

เพราะฉะนั้นคนที่ชัดเจนมารู้เรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจก็ดี ปัญหาสังคมก็ดี หรือแม้แต่ปัญหาการเมืองก็ตาม มาแก้ปัญหากันด้วยหลักวิชาที่พาให้จิตเจตสิกต่างๆนี้ลดกิเลสเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ ขี้โลภ ลดโลภ โกรธ หลง

ด้วยการปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา อย่างสัมมาทิฏฐิจริงๆ คนก็จะลดกิเลสได้จริงๆ แล้วก็จะมาจบสาราณียธรรม 6 แล้วก็จะปฏิบัติธรรมไปมีทิฏฐิสามัญญตา มีศีลสามัญตากันตามฐานานุฐานะ 

ไอ้ที่จบแล้วก็อยู่กินใช้อาศัยกันไปเป็นสังคมที่ มีสมบัติอุดมสมบูรณ์ เป็นสมบัติชั้น 1 ด้วย เงินทองน้อยก็เป็นสมบัติชั้น 2 

แต่สิ่งที่อาศัยเป็นปัจจัยของชีวิตคืออาหารการกิน เป็นสมบัติชั้น 1 อุดมสมบูรณ์ 

มันไม่น่าจะยากนะ ที่อาตมาอธิบาย พระพุทธเจ้ามีความรู้ความเข้าใจสิ่งเหล่านี้มาตั้งทฤษฎี ทฤษฎีเป็นภาษาสันสกฤต ทิฏฐิเป็นภาษาบาลี อันเดียวกัน แต่คนไทยเอาทฤษฎีมาใช้ทั่วไป ทิฏฐิก็ใช้กันอยู่ในหมู่นักปฏิบัติธรรม แต่เขาก็ยังแยกว่า ทฤษฎีมันอย่างหนึ่ง ทิฏฐิมันอย่างหนึ่ง แต่ที่จริงมันอันเดียวกัน มันเป็นความรู้ความเห็นเป็นความเข้าใจ 

ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ตรัส“ทฤษฎี”หรือ“ทิฏฐิ”ที่เป็นโลกุตระ เรียกว่า “สัมมาทิฏฐิ”ไว้ให้ปฏิบัติอย่าง“สัมมาปฏิบัติ” จนบรรลุ“ปัญญา”ตามแบบพระพุทธเจ้าก็จะสำเร็จเสร็จ“จบกิจ”กันอย่างยั่งยืนถาวรไปตลอดกาลนิรันดรเลย

พวกคุณจะไปตลอดกาลนิรันดรไหม จะวกวนไปเอาข้างนอกอีกไหม ตอบมาชัดเจนเลย อาตมาเชื่อว่าพวกคุณจริงใจ ไม่ได้ตอบเล่นๆ 

ที่ตอบได้ก็เพราะว่าเราได้ปฏิบัติจริง ปฏิบัติมีผลจริง สามารถทำได้ 

นั่นคือ สามารถรู้เรื่อง“จิต เจตสิก รูป จบกิจก็ถึงขั้น นิพพาน” พวกคุณนี้มีนิพพานกันแล้วระดับหนึ่ง แต่คุณเข้าใจนิพพานไม่ได้ เป็นอรหัตผลหรืออรหันต์ในระดับหนึ่งแล้ว ถ้าจะว่าแล้วนี่ ง่ายๆตื้นๆ อาตมาเคยพูดมาแล้ว ชาวอโศกอยู่ในราชธานีอโศกนี้มันเป็นเมืองอนาคามี พ้นโสดาบัน สกิทาคามี การทำงานอะไรมาอยู่ที่นี่ อนาคามีขึ้นไปเป็นอย่างต่ำ พ้นขึ้นไปก็เป็นอรหันต์ 

แต่สัญญา 1 วิจิกิจฉา 1 กำหนดไม่แม่น ตัดจบของตัวเองไม่ได้ สัญญามันขึ้นมาหลอก สัญญาคือความจำ มันเคยสุขอย่างนี้ เคยได้อย่างนี้ เคยมีอย่างนี้วนอยู่นั่นแหละ ก็เอ็งไปเอาหรือเปล่าตอนนี้ก็ไม่ได้เอาแล้ว มานั่งคิดมาวนซ้ำซากอยู่ทำไม ตรวจให้ดีๆนะ ใจตัวเองเป็นทาสสัญญา เป็นทาสความจำ เป็นทาสความหลงเข้ามาวนเวียนอยู่นั่นแหละ เคยสุขอย่างนั้น ก็ไม่เอาแล้ว มาอยู่ที่นี่แล้วก็ไม่เอาแล้ว จะให้ไปเอาอย่างนู้นก็ไม่เอา จะบ้าหรือเปล่า เห็นไหมว่าเป็นสัญญาวิปลาส สัญญามันพาให้วิปลาส วิปลาสคือบ้านะ สัญญามันวิปลาสเห็นไหม ตรวจสอบตัวเองให้ดี 

_สู่แดนธรรม… อันนี้คือไม่พ้นนิวรณ์ตัวที่ 5 ใช่ไหมครับ ไม่พ้นวิจิกิจฉา 

พ่อครูว่า… มันไม่สมบูรณ์แบบไม่ลงตัวทั้งๆที่ทำได้แล้วให้ไปเอา ก็ไม่ไปเอาแล้ว แล้วทำไมยังซ้ำแซะอยู่ในจิตวิญญาณของตัวเอง วนคิดอยู่นั่นแหละแล้วมันก็เลยเหลือภพ เหลือชาติ ถ้าคุณเข้าใจชัดแล้วก็ไม่ไปวนก็จบภพจบชาติในตัว อย่างน้อยเป็นอนาคามีอย่างที่อาตมาว่า 

_สู่แดนธรรม… คงเป็นเพราะว่าพวกเราชาวอโศก เคยถูกสอนมาว่าอย่าไปสำคัญตัวเองผิด 

พ่อครูว่า… ก็นี่มันสำคัญตัวเองผิดต่างหากเล่า คุณจะไปเอาหรือลาภยศสรรเสริญอย่างที่ว่านั้นก็ไม่เอา แม้แต่สรรเสริญคุณก็ไม่เอา สุขอย่างโลกีย์ คุณก็ไม่เอาแล้ว จะเอาไม่สุขไม่ทุกข์ จะเอาสุขสงบอย่างนี้ แล้วมันคืออะไร 

_สู่แดนธรรม… กลัวให้คะแนนตัวเองผิดพลาดครับ 

พ่อครูว่า… ให้คะแนนตัวเองไม่ถูก มัน นามธรรมเนาะ คือจิตเจตสิกตัวเอง มันไม่ง่ายที่จะรู้แล้วจะจบให้มัน จะรู้ความสำเร็จให้มัน 

และเรียนรู้ปฏิบัติตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้าให้เจริญ งอกงาม ไพบูลย์เป็นที่สุดได้จริง ถ้ากำหนดหมายได้ชัดจึงสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“อาการของจิตวิญญาณ” ต้องอ่าน อาการ ลิงค นิมิต ตามอุเทส คือสิ่งที่อาตมาพูดนี้   ชนิดที่แยกเป็น“เจตสิก”ย่อยออกไปละเอียดลออ ถึงขั้นสามารถทำ“เวทนาเจตสิก” นี่แหละคือจุดสำคัญ จะรู้จักความรู้สึกที่อ่านได้ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มันจะต่างกันอย่างไร ความเป็นจิตเจตสิกที่มันมีสภาพ มีอาการของมันว่า เวททนา คืออาการอย่างไร สัญญา คืออาการอย่างไร สังขารคืออาการอย่างไร นี่คือเจตสิก 3 ของวิญญาณ ที่พระพุทธเจ้าท่านละเอียดลออแยกมาให้เห็นอาการของความจริงปรมัตถ์ ที่จิตเราเป็น 

เวทนาคือความรู้สึก รู้สึกสุข รู้สึกทุกข์หรือไม่สุขไม่ทุกข์ สัญญาคือตัวกำหนด เป็นเจตสิกที่มันไปกำหนดอันนั้นอันนี้กำหนดรู้แล้วมันก็จำไว้แล้วมันก็มี 2 มันกำหนดรู้แล้วมันก็จำไว้ 

ส่วนสังขารนั้น มันปรุงแต่งกันเละเทะอยู่เลย เพราะฉะนั้นผู้ที่อวิชชาไม่รู้จักสังขาร มันปรุงกันเละไม่รู้เรื่อง แยกกันไม่ออกเลย พวกเรานี้พอแยกออกบ้าง แต่ก็ยังแยกไม่ชัด เพราะฉะนั้นเมื่อมีวิชชาก็จะเข้าใจสังขาร เข้าใจวิญญาณ มันรู้ตัวแล้วเจตสิก 3 ก็คือวิญญาณ แยกออกเป็นรูปเป็นนาม เป็นนามรูป 

เสร็จแล้วก็สามารถที่ เมื่อมันมาปรุงแต่งกันเข้ามาเป็นอายตนะ มันก็ชักจะมันปนๆกันแล้ว มันชักแยกไม่ออก คุณก็เลยไม่รู้ว่า ในตัวตนของ อายตนะนี่ ที่มันรวมกันเป็นหนึ่งนี้ ระหว่างนามรูป ระหว่างกายกับจิต หรือวัตถุกับจิต มันรวมเป็นหนึ่งแล้ว แยกไม่ออก คุณก็ทำอะไรมันไม่ได้ ก็ให้มันเป็นพลัง เป็นอำนาจครอบงำเรา ก็กลายเป็นความไม่รู้ของสังขารที่อวิชชา ให้เราตกเป็นทาสสังขาร  ทาสอวิชชา ทาสอายตนะหรือทาสวิญญาณ เพราะแยกนามรูปไม่ออก 

ถ้าแยกเป็น 2 ได้ รู้จักความเป็น 2 ตัวสำคัญคือสุขทุกข์ แยกออกว่าสุขทุกข์ ชอบใจก็สุข ไม่ชอบใจทุกข์ นี่แหละคือความโง่อันดักดานที่สุด ชอบใจไม่ชอบใจ 

เพราะฉะนั้นถ้าเหตุปัจจัยมันได้เท่านี้ก็คือเท่านี้ มันสังขารกันเท่านี้ หรือเป็นอายตนะเท่านี้ปรุงแต่งเป็นอายตนะเท่านี้มันก็คือสังขารปรุงแต่ง ถ้าอายตนะก็ละเอียด สังขารก็หยาบ คุณเข้าใจรู้ทันว่านี่คือรูปนามปรุงแต่งกันอยู่ แยกออก 

รูปเป็นเครื่องอาศัย หยาบ นามเป็นเครื่องอาศัย ละเอียด สุขทุกข์อยู่ที่นาม 

คุณมีรูปที่เป็นเครื่องอาศัย เราทำมาหาได้เท่านี้ เพราะมีเท่านี้แล้วยังชีพยังสังขารอยู่รอดไหม อยู่ดีไหม พอไปได้แล้วใช่ไหม คุณเกิดสันโดษ คุณเกิด รู้พอ คุณก็จบ คุณไม่สันโดษ คุณไม่รู้พอ คุณยังมีกิเลส อยากได้ รูป รส กลิ่น เสียงสัมผัส อยากได้มากกว่านี้ อยากได้เท่กว่านี้ ก็บ้าไปเถอะ 

แต่พวกคุณนี้ลดบ้าพวกนี้มามากแล้ว ตรวจความจริงให้ได้สิ จะได้รู้ว่า โธ่เอ๋ย เราก็จบกิจแล้ว ยังซ้ำแซะหมุนเวียนว่า เรายังมีนั่นมีนี่อะไรอยู่ 

นี่อาตมากำลังบรรยายให้พวกเราได้เข้าใจว่า เราจะไปตรวจสอบตัวเองได้ ชัดเจนขึ้น ได้เข้าใจความจริงขึ้นว่า 

ปัดโธ่ เราเองก็หลุดก็พ้นมาแล้ว แต่ไม่รู้จักหลุดพ้นเอง นั่นคือยังอวิมุติ เราก็หลุดพ้นมาแล้ว เราก็วิมุติแล้ว แต่ทำไมไม่รู้จักจบ อวิมุติ 

_สู่แดนธรรม… ถ้าอย่างนี้ถือว่าเป็นวิมุติครึ่งหนึ่งได้ไหมครับ เจโตวิมุติแล้วแต่ปัญญายังไม่รอบ

พ่อครูว่า… ได้ ได้เจโตวิมุติแล้วแต่ปัญญาไม่รอบถ้วน

1.วิมุติ อวิมุติ 2.สมาหิตะ อสมาหิตะ 

สมาหิตะ คือ จิตตั้งมั่น คุณจะออกไปจากอันนี้ไหม คุณก็มีแล้วจิตตั้งมั่น ตรวจวิมุติของตัวเอง คุณมีอนุตรจิต แต่ไม่ตรวจ ไม่เข้าใจ ไม่สรุป ไม่รู้ตัวเอง อนุตระ มันหมดแล้ว มันเหนือแล้ว จิต ไม่ต้องมีอะไรอีกกว่านี้แล้ว แต่คุณก็ยังนึกว่า เรายังดีเหมือนกัน สอุตรจิต แต่มันยังไม่จบ ไม่รู้จักจบ แล้วจะจบตรงไหนวะ 

นี่การบรรยายธรรมะวันนี้เป็นการบรรยายธรรมะในการตรวจสอบ สรุปให้กิจของคุณจบ สรุปให้กิจของคุณจบ อาตมาว่าพวกเรามีสภาวะ เป็นอนาคามีเป็นอรหันต์กันไม่ใช่น้อย แต่มันยังไม่มีปฏิภาณปัญญาเพียงพอ ที่จะรู้ความจริงตามความเป็นจริงได้ เพราะฉะนั้นตรวจดีๆ 

อย่างน้อยก็พูดไปข้างนอกไปเทียบกับข้างในให้รู้อยู่ตั้งหลายครั้งหลายรอบแล้ว ว่าคุณจะออกไปไหมข้างนอก แล้วอยู่ที่นี่นี่พอไหม พอแล้ว แล้วจะกลัวความจนไหม จะสะสมอะไรอีกไหม แล้วทำไมถึงไม่หยุด ทำไมยังไม่พอ 

เราทำขึ้นมานี้มันซ้อน เราสร้างนี่เราชื่นใจ เราสร้างได้เก่ง มันเกิดความพองตัวเป็นอัตตา เราทำให้เขากินเขาใช้ มันเป็นอุปกิเลสซับซ้อนอยู่ ก็คุณทำได้ก็ดีแล้ว มันทำได้ให้คนอื่นอาศัยก็ดีแล้ว แล้วคุณจะไปยึดเป็นเราเป็นของเราอยู่ทำไม รู้จักการยึดเป็นเราเป็นของเราไหม รู้ ชัดขึ้นเนาะ 

เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านมีบทเรียน ให้เรียนจิต เจตสิก รูป นิพพานแล้วก็เรียนรู้ปฏิบัติทฤษฎีของพระพุทธเจ้าให้เจริญงอกงามไพบูลย์ให้เป็นที่สุดให้ได้จริงๆ ซึ่งมันสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงอาการของจิตวิญญาณ ชนิดที่แยกเป็นเจตสิกย่อยออกไปละเอียดละออ ถึงขั้นสามารถทำเวทนาเจตสิก ด้วยความมี“กาย-เวทนา-จิต-ธรรม” แล้วแยก“กายในกาย-เวทนาในเวทนา-จิตในจิต-ธรรมในธรรม”ได้อย่างบริบูรณ์สัมบูรณ์

“ความจบกิจ”จริงแท้เด็ดขาด จึงสำเร็จกันได้ 

“การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ”หรือแก้ปัญหา“การเมือง” ตามตำราหรือทฎษฎีที่เรียนกันมาจากเมืองนอกอันมีแต่“ความรู้”ของชาว“เทฺวนิยม”ที่เป็น“โลกียภูมิ”เท่านั้น รับรองได้ว่า จะไม่มีวัน“จบกิจ”ในการ“แก้ปัญหาเศรษฐกิจ” หรือไม่มีวัน“จบกิจ”ในการแก้ปัญหา“การเมือง”เด็ดขาดได้แน่ๆ

เพราะฉะนั้นไม่มีทางจบกิจการได้ง่ายๆหรอก ขนาดพวกคุณยังไม่ง่ายเลย 

เพราะ“ความรู้-ความฉลาด”ประดามีของชาวโลกทั้งหลายทั้งหมดที่เป็นแค่“โลกียภูมิ”นั้นยังเป็นแค่“เฉโก” 

แม้จะเก่งกาจปานใดก็ไม่สามารถ“แก้ปัญหาเศรษฐกิจ” หรือ“แก้ปัญหาการเมือง”ได้สำเร็จเสร็จ“จบกิจ”สุดสิ้นที่เป็น“เศรษฐกิจ”เป็น“การเมือง”ได้มั่นคงยั่งยืนถาวรยาวนาน 

ต้องทำคนให้เกิด“ปัญญา”มี“ความรู้” ที่เป็นพุทธขั้น“โลกุตระ”เป็นชาว“อเทฺวนิยม”ที่แก้ปัญหากันด้วย“ความรู้”ที่เป็น“โลกุตรธรรม”จึงจะจัดการกับ“พระเจ้า”ที่เป็น“เงินๆทองๆ” 

ซึ่งจะมี“ปัญญา”รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“เทฺว”ทั้งที่เป็น“จิตวิญญาณ”อย่างถึงแก่นแท้ครบทั้ง“พระเจ้า”ทั้ง“เงินทอง”เพราะมี“ความรู้-ความฉลาด”ขั้น“ปัญญา”โลกุตระ

อธิบายเฉลี่ยไปหมดเลยทั้งจิตวิญญาณของพระเจ้าและจิตวิญญาณของคนที่โง่ ไปหลงเงินว่าเป็นพระเจ้า 

“การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ”ตามตำราหรือทฤษฎีของพระพุทธเจ้าที่เรียนกันในเมืองไทยที่มี“ศาสนาพุทธ” ให้“สัมมาทิฏฐิ” จึงจะ“แก้ปัญหาเศรษฐกิจ”สำเร็จเสร็จ“จบกิจ”ในการแก้ปัญหาได้จริง ตำราหรือทฤษฎีของศาสดา เทฺวนิยมแค่“เฉโก”แก้ไม่สำเร็จเสร็จ“จบกิจ”เศรษฐกิจแน่

ส่วนมากนักเศรษฐศาสตร์ที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจก็คือจบมาจากต่างประเทศ ไม่ได้จบมาจากมหาวิทยาลัยโลกุตระพูดชัดๆก็คือจบมาจากมหาวิทยาลัยชาวอโศกซึ่งก็ยังไม่มี มีแต่ชาวอโศกนี่แหละที่มีความรู้ทางเศรษฐกิจมีความรู้ทางการเมืองแบบพระพุทธเจ้า จึงแก้ปัญหาเศรษฐกิจเสร็จ 

อาตมาพูดหลายทีแล้วว่า พวกเราชาวอโศกแก้ปัญหาเศรษฐกิจแก้ปัญหาการเมือง เสร็จจบกิจ เชิญให้มาตรวจสอบ เอหิปัสสิโก เชิญให้มาดูได้มาตรวจสอบได้ว่าจริงไหม ซึ่งมันเป็นของยาก แต่เป็นของที่น่าได้ โอปนยิโก เป็นของสูงเป็นของยากเป็นของน่าได้ ต้องเอื้อมเอาให้ได้แล้วเราก็เอาได้แล้วเอื้อมได้แล้ว นี่ตรงตามพระพุทธเจ้า สวากขาตธรรม เอหิปัสสิโก โอปนยิโก ก็ถูกต้องชัดเจน

เพราะฉะนั้นเราทำได้ เราก็พูดความจริง ซึ่งในประเทศไทยยุคนี้แหละมีประชาชนคนจริงในประเทศไทยกลุ่มหนึ่งได้“แก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมมนุษย์”สำเร็จเสร็จ“จบกิจ”ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ-สังคมมนุษย์ได้จริงยืนยันให้พิสูจน์ได้อย่างบริสุทธิ์สะอาดใจ 

นั่นคือ กลุ่มชนคนไทยที่เรียกกันว่า ชาวอโศก หรือ“สันติอโศก”นี่เเหละ

เชิญ! เอหิปัสสิโก ไปเห็นแจ้ง“ของจริง”ได้ด้วย

ซึ่งจะเห็นความจริงได้ ด้วยการเห็นหรือ“สัมผัส”ด้วยตาหูจมูกลิ้นกายใจเองเลยว่า “การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ”หรือ“การแก้ปัญหาของมนุษย์ในสังคม”แบบพระพุทธเจ้าที่เป็น“โลกุตระ”นั้นแก้ได้ 

ขอยืนยันว่า ตำราเรียนหรือทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ของเมืองนอกที่ร่ำเรียนมาจนจบด็อกเตอร์ทางเศรษฐศาสตร์จากยุโรปตะวันตก อเมริกา จีน อินเดีย รัสเซีย เกาหลีทั้งใต้ทั้งเหนือ ตะวันออกกลาง ฯลฯ หรือแม้จะเป็นประเทศที่มีพุทธศาสนาก็ตาม ในยุคนี้ไม่มี“สัมมาทิฏฐิ”ที่จะ“แก้ปัญหาเศรษฐกิจ”ได้สำเร็จเสร็จ“จบกิจ”ของปัญหาเศรษฐกิจได้หรอก

“ทฤษฎี”ที่แก้ได้ มีอยู่แท้ๆนั้น มีในเมืองไทยนี่เอง คือทฤษฎีพุทธ และเป็นพุทธอันมี“โลกุตรธรรม”ด้วยนะ! 

ไม่ใช่พุทธที่ยังมิจฉาทิฏฐิอยู่ โดยเฉพาะที่แน่ๆก็เชิญมาพิสูจน์กันได้ใน“ชาวอโศก”ผู้มี“ปัญญา”โลกุตรธรรม จริงๆแก้ ปัญหาสำเร็จ

คนที่เขายังไม่อิโหน่อิเหน่อะไร ก็จะถามว่าเศรษฐกิจโลกุตรธรรมนั้นมีจริงหรือ 

“เศรษฐศาสตร์”แบบ“โลกุตระ”มีจริงๆหนะหรือ  

​​๗) “เศรษฐศาสตร์”แบบ“โลกุตระ”มีจริงๆหนะหรือ?       

มาเจาะลึกวินิจฉัยกันให้ละเอียดๆดูทีรึ? ว่า อะไร? ตรงไหน? ที่มันหลงกำหนดหมายผิดเพี้ยนกันอยู่ มันไม่สำเร็จเสร็จจบอย่างไร?  

จะได้รู้จักรู้แจ้งรู้จริงรู้จบได้ใน“ความถูกต้องถ่องแท้ของความหลงผิดนั้น”กันเสียที 

อาตมาขอหยิบยกเอาข้อความต่อไปนี้ มาจาก“กูเกิ้ล” มาเป็นจุดเริ่มต้นสาธยาย

“คำว่า GDP ย่อมาจาก Gross Domestic Product หรือแปลเป็นไทยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ แปลจากไทยเป็นไทยอีกที คือ การที่นับรายได้ที่เกิดขึ้นจากในประเทศเท่านั้น ไม่ว่าจะสัญชาติใดก็ตาม โดย GDP ประเทศไทย จะนับการคำนวณเฉพาะรายได้ที่เกิดขึ้นในไทยเท่านั้น แต่ถ้าเป็นคนไทย แล้วมีรายได้ที่ต่างประเทศ ไม่นับ อันนั้นเรียก GNP : Gross National Product ที่จะนับเฉพาะรายได้จากคนไทยเท่านั้น ไม่ว่าจะอยู่ประเทศใดในโลกนี้ก็ตาม”

นอกจากคำว่า GDP เขาแถม GNP : Gross National Product มาให้อีกด้วยนะ! 

ยิ่งใช้คำว่า GNP : Gross National Product นั้นแหละ ยิ่งเน้นให้หมายเจาะลงไปที่“เฉพาะรายได้ที่เกิดขึ้นของตนเองในชาติตนเองแท้ๆเท่านั้น” มันก็ยิ่งชัดเจนว่า เศรษฐศาสตร์ของชาวเทฺวนิยมโลกียะได้ว่า ไม่มี“โลกุตระ”

เศรษฐศาสตร์แบบพุทธที่เป็น“โลกุตรธรรม”นั้น แตกต่างจากเศรษฐศาสตร์ของชาวเทฺวนิยมโลกียะหรือแตกต่างจากเศรษฐศาสตร์ของชาว“ทุนนิยม”สากลทั่วไปที่ทั้งหลาย ทั้งหมด อย่างมีนัยสำคัญลึกล้ำมาก 

แต่คนเห็นว่า “โลกุตรธรรม”นั้น“สุดโต่ง”เกินไป และเชื่อว่า ไม่มั่นคง ไม่ยั่งยืน ไม่เป็นประโยชน์ต่อคน ต่อสังคม ต่อโลก หรือเชื่อว่า เป็นไปไม่ได้ ไม่สากล เป็นของคนส่วนน้อย “มีได้”กลุ่มเดียว กระจุกเดียว เล็กๆ ไม่สากลทั่วถ้วน 

“โลกุตระ”นี่กระจายสยายเฉลี่ยเนื้อหาออกไปสู่คนทั้งหลายไม่ได้ เพราะเขามองตื้นๆแค่“รูปธรรม”

เขาต่างหากที่เป็นคนที่เห็นสุดโต่งนั้น เขาไม่เข้าใจว่า ความเป็นคน มี“จิตวิญญาณ”ที่ซึมซาบลึกล้ำเป็น“อิทัปปัจจยตา” มีปัจจยาการ มีปฏิสัมพันธ์อันละเอียดลออของจิตวิญญาณเยี่ยมยอดลาดลุ่มเรียบปานฝั่งทะเล อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง เขาไม่เข้าใจที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้เลย 

จิตวิญญาณของคนนี้ซึมซับลึกล้ำ มีอิทัปปัจจยตามีความต่อเนื่องเชื่อมต่อเพราะเหตุนั้นจึงเป็นผลนี้เป็นปัจจัยการ 

ความเป็น“โลกุตรธรรม”นั้นมีความเป็น“ยอดสูงสุด”นั้นแน่นอน แต่คนผู้“ไม่มีปัญญา”จะรู้จักรู้แจ้งรู้จริง รู้จบในความเป็น“ยอด”นั้น เขาก็ว่า นั่นเป็น“ความสุดโต่ง”เหมือน“หมาเห็นองุ่นเปรี้ยว” ฉันใดฉันนั้น     

ที่จริงนั้น ไม่สุดโต่งหรอก มันเป็นไปได้ในคนกลุ่มที่มีอินทรีย์พละ ได้ศึกษาปฏิบัติบรรลุธรรม“โลกุตรธรรม”สัมมาทิฏฐิได้แท้จริงแล้ว เขา“เป็นไปได้” และหมด“ปัญหา ไม่เป็นทุกข์-ไม่เป็นสุข” เป็น“การทำใจในใจ”คือ“มนสิการ” มี“ปัญญา”ปฏิบัติบรรลุ“โลกุตรธรรม”จริง จึงทำได้สำเร็จเสร็จ“จบกิจ”ในเรื่อง“แก้ปัญหาเศรษฐกิจ”กันแท้ๆ

ยืนยัน“ตัวอย่าง”ใน“คน”ที่มีความเป็น“คน”เช่นเดียวกันกับคนทั้งหลายในโลก ว่า วิชชาการสุดวิเศษ ที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจ-แก้ปัญหาการเมืองได้สำเร็จเสร็จ “จบกิจ”ยั่งยืนถาวรนิรันดรนั้น“มี”จริง 

จบ