660322 เคล็ดวิชา 9 ประการ ของจอมยุทธโลกุตระ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก 

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1eP1SkWuK_QuW8kQTZiQeZrg7Tbe-57oe/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true                                                                                                                                     

ดาวน์โหลดเสียงที่  https://drive.google.com/file/d/1W84kSVbnXDvYkyEnDIdSC-v1OAt1Tv1W/view?usp=share_link 

ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/NTBVpnn-q1k 

และ https://fb.watch/jqJZK_fbP_/ 

สมณะเดินดิน… วันนี้วันพุธที่ 22 มีนาคม 2566 ที่บวรราชธานีอโศก มันขึ้น 1 ค่ำเดือน 5 ปีเถาะ เราเหลือเวลาอีกไม่มากเท่าไหร่ก็ใกล้จะงานปลุกเสกงวดเข้ามาทุกที ช่วงนี้ดูเหมือนพ่อครูมีเทวดามาปลุกบอกว่าเป็นเจ้าสำนักโลกุตระแต่เช้า จริงๆแล้วพวกเราก็เป็นพวกสำนักโลกุตระ ไปเบามาเบา 

พ่อครูพยายามไขความเป็นเศรษฐศาสตร์ออกมา แต่ก่อนพ่อครูให้เขียนบนเฮือนศูนย์สูญหลังคาว่า ประโยชน์สูง-ประหยัดสุด คือ Minimum cost Maximize Profit ต้องทำอะไรให้ประหยัดที่สุดแต่เกิดประโยชน์สูงที่สุด ในทางเศรษฐศาสตร์ 

วิถีชีวิตของนักปฏิบัติธรรมเป็นวิถีชีวิตของนักเศรษฐศาสตร์อยู่แล้ว ที่ใช้ชีวิตอยู่อย่างต้นทุนต่ำสุด เรามีศีลแต่ละข้อๆ ก็พยายามทำให้ชีวิตของเราไม่ไปเบียดเบียน ไม่ไปโลภใคร ไม่ไปคิดทำร้ายใคร มีศีล 5 คุ้มครองตัวเองได้อยู่แล้ว 

พ่อครู ให้หลักเกณฑ์ของสำนักโลกุตระเอาไว้ 

  1. ป้องกันตัวเองได้ 

  2. ไม่คิดเบียดเบียนใคร 

  3. ช่วยเหลือคนอื่นอีกด้วย

  4. มีปฏิภาณปัญญาที่เป็นโลกุตระ (สัมมาทิฏฐิ) 

  5. สำนักนี้จะต้องพาคนมาจน

  6. จน กระทั่งอยู่กันเป็นสาธารณโภคี มีสารณียธรรม 6 มี บวร บ้าน วัด โรงเรียน ครบ และอยู่กันอย่างเป็นธรรมชาติด้วย

  7. พยายามพาคนให้มาเป็นกสิกร สร้างพืชพันธ์ุธัญญาหาร เป็นอาชีพ มาเป็นกสิกรดีที่สุด

หนังสือเรื่อง มังกรหยก เขาสร้างจินตนาการว่า ใครได้สุดยอดวิชาจะเป็นหนึ่งในแผ่นดิน สำนักโลกุตระก็มีสุดยอดวิชา คือ จรณะ 15 วิชชา 8 ใครได้วิชานี้ก็จะเป็นหนึ่งในแผ่นดินเหมือนกัน พวกเราก็ฝึกอยู่เพื่อถึงจรณะ 15 วิชชา 8 ทำให้ชีวิตเรา มีกำลังภายใน ตัวจริงเลย ที่อยู่เบา ไปเบา มาเบา จนเมื่อก่อนพันตำรวจตรีอนันต์ เสนาขันธ์ บอกว่า พวกนี้ให้กินกล้วยน้ำว้าหวีเดียวทำงานได้ทั้งวัน เป็นผู้ที่มีภาระเบาและมีกำลังสร้างสรรค์ เสียสละอะไรได้มากมาย นี่ก็เป็นเคล็ดวิชาที่พ่อครูพาพวกเราฝึกฝน ให้พวกเราเป็นจอมยุทธจริงๆ ที่จะออกไปช่วยโลกช่วยสังคม 

เราช่วยในด้านพาณิชย์ ด้านกสิกรรม ตอนนี้จะออกไปทางด้านการเมือง แต่การเมืองนี้ต้องสุดยอดฝีมือจริงๆเลยนะ เพราะเขี้ยวลากดินอยู่เยอะ ไม่อย่างนั้นส่งไปแล้วตายคาสนามรบ ต้องดูทิศทางให้มากเพียงพอ สุดยอดแล้ว ถ้าได้การเมืองบุญนิยมออกไปอีกอันหนึ่งที่ฝ่าด่าน 

ลองนึกถึงพลเอกประยุทธ์ ยืนอยู่บนเวทีมา 7-8 ปี โดนบูลลี่ โดนด่า โดนว่า นายกฯเปิดใจที่ภูเก็ต บอกว่าไปนั่งทะเล อยากจะไปเที่ยวทะเลได้ 8 ปีไม่ได้ไปไหนเลย มีแต่ว่าทำงานทั้งวันเพราะกลับบ้านอาบน้ำนอน ตื่นมาก็ไปทำงาน ไม่ได้พาครอบครัว พาภรรยาออกไปไหนเลย เพราะถ้าคิดว่าถ้าออกไปแล้วคนอื่นก็เดือดร้อน ไปแล้วต้องมีคนคุ้มกัน 8 ปีไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนเลย มีแต่ไปทำงานทั้งวัน โดนกดดันขนาดนี้ ก็สมแล้วที่พ่อครูตั้งให้เป็นโพธิสัตว์ระดับหนึ่งเลยทีเดียว ถูกกดดันขนาดนี้ก็ยังยืนหยัดกอบกู้ชาติบ้านเมืองขึ้นมาได้ 

วันนี้คิดว่า พ่อครูคงจะมาไขเศรษฐศาสตร์โลกุตระกันต่อ ขออาราธนาพ่อครูครับ 

โพธิสัตว์ระดับ 7 ขึ้นไปจึงมีความรู้เองเป็นเองได้ 

พ่อครูว่า… ไขแน่ มาเป็นปึ๊งเลย เขียนไปแก้ไปทวนไป ฟังซ้ำซากแต่ขยายความออกไปอีก ไม่ใช่ง่าย ปัญญาพระพุทธเจ้าข้อที่ 1 ข้อที่ 2 

ข้อที่ 1 ได้ยินได้ฟังจากพระพุทธเจ้า จากสัตตบุรุษ ต้องฟังอย่างละอายอย่างแรงกล้า เกรงกลัวอย่างแรงกล้า เคารพอย่างแรงกล้า อะไรพวกนี้ในข้าว 1 

ข้อ 2 ก็อย่างแรง แต่ข้อ 2 คือต้องเข้าไปอีก เข้าไปถามแล้วถามอีก เข้าไปรับทราบอีก เพื่อให้ความรู้นั้นเจริญงอกงามไพบูลย์ จะต้องให้บริบูรณ์ไพบูลย์ ให้เต็มไปแล้วไปอีก ไม่ใช่ว่าจะได้เก่งเองทีเดียว ไม่ได้ 

มีขั้นตอนที่จะเป็นเองนั้น ต้องขั้น 7 ขึ้นไป ขั้น 5 ขั้น 6 ยังไม่เป็น สยังอภิญญา ยังไม่ได้อย่างนี้เป็นต้น 

ขั้น 7 ทำไม ไขให้ฟังนิดนึง ขั้น 7 ทำไมถึงเป็นของตนเองได้แล้วไม่ต้องไปรับจากพระพุทธเจ้า 

เพราะว่าผู้ที่เป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ขึ้นไปนี้ ที่อาตมาเคยอธิบายไปแล้วว่าเป็นผู้ที่สอบผ่านเข้าไปถึงขั้นว่า เป็นผู้ที่จะมีสิทธิ์ นิยตะ เที่ยงแท้ เป็นนิยตโพธิสัตว์ เป็นสัตตบุรุษที่เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้เองแล้ว มีคำว่า เอง ตัวเองเป็นเองรู้เอง

เริ่มต้นรู้เองตั้งแต่รู้บัญญัติ รู้ภาษา ได้สัมผัส กว่าจะได้เป็นนิยตโพธิสัตว์ต้องพบพระพุทธเจ้ามาตั้งหลายพระองค์  แล้วก็ต้องบำเพ็ญมาเอง ฝึกฝนเองมาไม่รู้กี่ล้านชาติ เพราะฉะนั้นจึงสามารถที่จะมีคุณวิเศษ มีคุณธรรมคุณสมบัติ มีความรู้ ปัญญา ความสามารถ ครบครัน ที่จะเข้ามา ที่จะเป็นจริงในตัวบุคคลในตัวโพธิสัตว์นั้นๆ 

นี่ขยายความให้ฟังละเอียดๆ ตามที่อาตมาเห็นเป็นจริง 

ที่พูดไปนี้นะยังรู้สึกว่า ยังไม่ชัด ยังไม่เต็มในความ ที่จริงไม่เต็ม อาตมายักไว้อยู่เหมือนกัน ในความเป็นจริงว่า จะต้องใช้เวลาอีกนานนับชาติไม่ถ้วน กลัวคนจะท้อ ว่าตายๆ กลัวคนจะไม่มาเป็นโพธิสัตว์ จบอรหันต์แล้วก็จะไปแล้ว บ๊ายบาย เอาตัวรอดไป เจาะรูรอด กลัวจะไม่เป็นโพธิสัตว์ อาตมาก็เลยยักไว้หน่อยนึง 

แต่อาตมาก็เคยพูดว่า ผู้ที่ไม่เห็นแก่ตัวจัดเกินไป พอบรรลุอรหันต์แล้วมันจะได้คิดเลย เพราะกว่าจะบรรลุอรหันต์จริงๆ มันต้องล้างความเห็นแก่ตัวต้องล้างตัวตนจริงๆ มันหมดตัวตนจริงๆแล้ว 

คำว่า หมดตัวตน ไม่มีตัวตน นี้ ของพระพุทธเจ้าชัดๆ มันไม่มีตัวตน แต่ไม่ได้หมายความว่าความคิดอ่าน ความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา มันจะไม่มี ไม่ใช่ มันยิ่งเจริญ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา มันยิ่งเจริญ มันยิ่งจะมีความเห็นคนที่เขาทุกข์ มันอยากช่วยคนที่เขาทุกข์ มีความเมตตา 

กรุณา ลงมือช่วย ลงมือทำ ช่วยให้เขาพ้นทุกข์ ช่วยจนสำเร็จ แล้วก็เกิดมุทิตา ยินดีด้วย เขาได้พ้นทุกข์แล้วนะ ก็หมดหน้าที่ ก็ไม่ถือเป็นบุญเป็นคนไม่ติดใจ ล้าง ไม่ให้ติดค้างในจิตว่าเราจะต้องมีเราเป็นของเรา ยึดติดอย่างแท้จริง จึงมีจิตสะอาดเป็น ปริสุทธา บริสุทธิ์ อุเบกขาจะมีองค์ 5 

เพราะฉะนั้น พระโพธิสัตว์ยิ่งบำเพ็ญก็ได้ ยิ่งทำไปเรื่อยๆ มีหลายกิจการงานสำเร็จไปเรื่อยๆ หลายบุคคล ความบริสุทธิ์ก็จะยิ่ง ปริโยทาตา ยิ่งบริสุทธิ์มีความสะอาดที่สะสมความสะอาด มี มุทุภูตธาตุ 

มุทุภูตธาตุที่รวมตกผลึก ทั้งเจโตและปัญญา ทั้งคุณธรรมและสิ่งที่ไม่ติดยึดเป็นตัวเป็นตน ทั้งความฉลาด ทั้งศรัทธา อยู่ใน มุทุภูตธาตุนี่หมดเลย เป็นคลังแห่ง แก่นแกนของจิตวิญญาณทั้งหมด

เพราะฉะนั้นยิ่ง มุทุภูตธาตุ เจริญดี การทำการงานด้วยอัญญา ซึ่งเป็นความเฉลียวฉลาดมาทางโลกุตระ ได้จาก อัญญธาตุ มาเป็น อัญญาธาตุ แล้วเจริญเป็นปัญญา ก็ยิ่งทำงานได้ดีขึ้น ดีขึ้น ทำเท่าไหร่ๆ จิตก็สะสมเป็นประภัสสร เป็นความใสสะอาดยิ่งๆๆๆ ผ่องใสยิ่งๆๆ 

เพราะฉะนั้นจะผ่องใสทั้งจิตใจ ผ่องใสทั้งกาย ออกมาให้เห็นเป็นรังสีเป็นรัศมี อย่างนี้เป็นต้น นี่คือสัจจะที่มีได้ เป็นจริง 

เริ่มต้นจาก SMS ต่อ 

_ป้าแจ๊ว…ดิฉันเป็นลูกชาวนา ดิฉันเขียนใบสมัคร ตามหมู่ ความสามารถพิเศษคือชาวนา กสิกรรม วันนี้พ่อครูสอน ปัจฉาท่านย่อย พ่อครูท่านก็เป่าปี่บนหลังควาย ตกคำว่า เป่าปี่เพลงหนังบนหลังควาย

พ่อครูสอนสัตว์ที่อยู่ในจิต เก๊ๆ ผีๆ ที่อยู่ในร่างในกายในกาย ทุกๆคนได้มีไม่ มีได้ อยู่ได้ 

อดีต ดิฉันขี่ควายมามาก พาควายไปทำงาน ขึ้นนั่งบนหลังควายสบายมากๆ ทำงานร่วมกัน ควายบางตัวมันใช้ดี ขยัน ดิฉันก็ขยันช่วยกันไถนา ขนข้าว มันมีควายขี้เกียจ มันดื้อ บางตัวไม่ดีมันชอบหนีเที่ยวก็ขายมันไปเลย 

ปัจจุบันอยู่ฟังธรรมซ้ำๆจิตที่เป็นสัตว์ควาย หายไปสิ้น เกิดจิตแท้ๆเป็นผู้รับใช้ มีควาย มีปัญญารับใช้พระอริยเจ้า คนอาริยะค่ะ 

กว่าจะเขียนได้เข้าใจ จิตวิตก วิจาร ปิติ ฌาน 1- 4 ละทุกข์ ละสุข อุเบกขา

1.ถาม…ประโยชน์ตน มีความยินดีฟังธรรมพ่อครู ตอบตรงเป้าเข้าใจได้ 

  1. ประโยชน์ท่าน พิจารณาฟัง ถูกไหมคะ 

พ่อครูว่า…ประโยชน์ตนคือเราเข้าใจได้ดีมีความยินดีในสิ่งที่เราฟัง ทีนี้ประโยชน์ท่าน ประโยชน์คือพิจารณาฟังถูกไหมคะ เออ …ถูกมั๊ย …

มันต้องขยายความนิดนึงว่า ประโยชน์ตนฟังแล้วเข้าใจได้ ประโยชน์ท่าน พิจารณาก็คือ เออ เราเข้าใจได้ เราทำได้หรือยัง ทำได้แล้ว อ้อ เราทำได้แล้วเราก็จะช่วยผู้อื่นได้แล้วล่ะคือประโยชน์ท่าน 

แต่ถ้าเรายังเข้าใจได้ เราก็ยังไม่เก่งยังไม่ชัด พิจารณาแล้วก็อย่าเพิ่งเลยนะอย่าเพิ่งอวดดี อย่างนี้พิจารณา พิจารณาว่าเราเก่งพอจะช่วยผู้อื่นได้แล้วจริงๆหรือ เอาน่า พอได้ นิดๆหน่อยๆ ขนาดนั้นขนาดนี้ ประมาณ จะทำประโยชน์ท่าน ตามพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า 

ทำประโยชน์ตนก่อนแล้วสอนผู้อื่นจะไม่มัวหมอง ลึกซึ้งในความนี้นะ ทำประโยชน์ตนให้ได้ก่อน แล้วสอนผู้อื่นจะไม่มัวหมอง จะไม่ผิดพลาด จะไม่เสียหาย จะไม่ทำให้ต้องมาเศร้าใจทีหลัง อย่างนี้เป็นต้น 

SMS วันที่ 20 มี.ค. 2566

พืชผักภายนอกจะเป็นกายได้อย่างไร

_สว่างแสง ขวัญดาว· น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ

การที่เราตัดเล็บส่วนที่งอกของเราแล้วทุกข์ พ่อครูว่า เรายึดส่วนที่เป็นพีชะของเรา ว่าเป็นกาย ลูกเข้าใจได้ แต่กรณีที่มีคนมาตัดต้นไม้ ทำลายผักของเราแล้วเราทุกข์จะถือว่า เรายึดต้นไม้ ยึดผัก ยึดพีชะ ว่าเป็นกายได้หรือไม่คะ 

พ่อครูว่า… ได้ ไปยึดภายนอกตัวตนด้วยซ้ำไปยึดเอาโลกทั้งโลกเป็นเรา คุณโง่ อาตมาไม่ได้บอกว่าไอ้โง่นะ เห็นไหมเขาจะยึดอย่างนั้นแล้วเขาก็ทำจริงๆจังๆใช่ไหม อย่างนี้ มันนอกกายตั้งไกลเลยมันเป็นของคนอื่นส่วนอื่นไม่ใช่ติดอยู่ที่ตัว 

กายจะต้องสัมผัสอยู่ที่ตัวเอง กาย จะต้องมีสัมผัส กาย หมายถึงสภาพทั้ง 2 อย่าง ต่างกับเทวะ 

เทวะ ก็แปลว่า 2 เทวะนั้นอันอื่นก็ได้ แต่กาย ต้องมีผัสสะติดอยู่ที่หหตัวเรา นี่คือนัยะสำคัญที่มันต่างกันประเด็นนึง

_ลูกยังสับสนว่า ต้นไม้กับผัก เป็นพีชะหรืออุตุ กันแน่ น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ

สงสัยว่า ต้นไม้นี่ เป็นพีชะหรืออุตุกันแน่ ไขความมาตั้งหลายทีแล้ว 

นี่ ผลไม้ มันกองอยู่หน้าเวทีเลย กองเจ้งเพ่ง ถามพวกเราว่าอันนี้มันเป็นอุตุหรือมันเป็น พีชะ ตัดออกไปแล้วมันเป็น อุตุ มันเป็น แต่ถ้ามันอยู่ที่ต้นมันเป็น พีชะ

แต่ถ้าผลไม้นั้นเราไปยึดว่าเป็นเราเป็นของเรานั้นมันเป็นกายแล้ว ทั้งๆที่อุตุมันตั้งไกล มันไม่ใช่เราเลย มันไม่ใช่ยังติดอยู่กับที่ตัวเรา อยู่ที่ร่างกายสรีระของเรา มันออกไปจากสรีระของเราแล้ว มันไม่ใช่สรีระของเราด้วยซ้ำไป พืช แต่เราไปยึดว่าเป็นเรา 

ผู้หญิงรักผม คนมาตัดผมไป ก็ร้องใหญ่ เขาเอาผมเราไป มันเป็นของเรา เล็บของเรา มันหักหลุดออกไปแล้ว โอ้ยตาย.. มันหลุดไป ไม่ใช่เราแล้วยังยึดว่าเป็นเราอีก เจ็บปวด ใครมาทำเล็บเราเสีย ถ้าตัวเองทำหักทำพังก็เจ็บใจตัวเอง คนอื่นมาทำพังเอาเรื่องเลยนะ ดีไม่ดี เล็บคนที่ทำอย่างสวย รักษา ใครมาทำหักทำพัง ดีไม่ดีถึงฆ่ากันเลยนะ มันหนักหนาสาหัส มันยึดจัดมันจะเป็นขนาดนั้น อย่างนี้เป็นต้น 

งานปลุกเสกนี้ อาตมาจะอธิบายเรื่อง กาย บอกไว้ก่อน เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์ประชาธิปไตยจะอธิบายก่อนไปถึงงาน ในงานปลุกเสกพระแท้ๆ ตั้งใจเตรียมไว้แล้วจะอธิบายเรื่องกาย 

_พ่อครูคะ ลูกพึ่งตาสว่าง โดยพึ่งได้คิดว่าหากเราได้เสียภาษีอย่างหนักแล้วรัฐบาลเอาไปกระจายเป็นสวัสดิการเสียสละให้ประชาชน อย่างนี้ลูกก็รู้สึกภูมิใจที่ได้ช่วยเหลือประชาชนและเต็มใจที่เสียภาษี เพราะจะเห็นอนาคตของสังคมว่ามีแต่จะสงบสุขยิ่งขึ้นๆค่ะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ

พ่อครูว่า…ดีถูกต้องเพราะเรามีรายได้พอที่จะเสียภาษี เราเต็มใจที่จะเสียภาษี อย่าขี้โกงอย่ายักยอก แต่พวกเราไม่มีรายได้ เราเอาเข้าส่วนกลางหมดเลย เขาก็ไปคิดเงินรายได้ของส่วนกลางภาษีอันโน้นที่เขาจ่ายกัน เราก็ไม่ได้เสีย เพราะรายได้ของเรามันไม่พอจะเสียภาษี ประเทศไหนเขาก็คิดอย่างนี้ทั้งนั้น เป็นพื้นฐาน ไม่ยาก 

_สื่อฟ้าศิลป์ ภูวนาถ · มนุษย์หูเทียมนอกบัตรสวัสดิการรัฐกับเบี้ยยังชีพ ๘๐๐ ค่าแบตหูเทียมกับรายได้งานศิลป์คนโลกเงียบไม่มากพอที่จะชำระภาษีฯ ยอมเสียสิทธิกลุ่มเปราะบาง พัน ‘สละเดือนละ๒๐๐ ๑๒เดือน’ ปีละ๒๔๐๐ มาหลายปีฯ ฟังพ่อครูอ่านสาระธ.สวัสดิการตปท.อ.ชิดตะวันไม่ทัน แต่ได้รับเพจจากอ.ศิษย์เอกพ่อครูส่งมาฯ อ.เปรียบนโยบายการเมืองตปท.ดีกว่าการเมืองไทยฤาเปล่า?

พ่อครูว่า…อาตมาก็ตอบในความเห็นของอาตมา การเมืองของต่างประเทศหรือการเมืองของไทย อาตมาก็ขอตอบกำปั้นทุบดินเลยว่า การเมืองของไทยในยุคนี้ขณะนี้ ดีกว่าต่างประเทศทุกประเทศ พูดอย่างโอหัง คนก็คงจะเข้าใจยากอยู่ แล้วคนที่เขาติดยึดอยู่ในความรู้ ตำรารัฐศาสตร์ การเมืองที่เรียนมาแบบเทวนิยม ชัดๆนะ.. เดี๋ยวไปศึกษากันว่าแบบเทวนิยมแตกต่างจากแบบโลกุตระที่ในเมืองไทยมีแล้ว ทำเนื่องต่อกันมานานแล้ว 

จะว่าไปแล้ว มันมีตั้งแต่ก้นบึ้งของจิตวิญญาณคนไทยมาตั้งแต่รุ่นพระเจ้ารามคำแหง สุโขทัยมาจนถึงทุกวันนี้ ลักษณะที่พ่อขุนรามให้เอาใครมาตีระฆังร้องทุกข์ จะเมื่อไหร่ก็ตามมาตีระฆังได้ อย่างนี้เป็นต้น เอาเท่านี้ก่อน อันนี้ 

ชาวอโศกเสียภาษี 100% ดูแลแบบโลกุตระ

_จนแท้ บุญคุ้มมาจน · สวีเดนเสียภาษี50% ถือว่าวินัยในการเสียภาษีดีกว่าประเทศอื่นในโลก.แล้วก็เอาภาษีนั้นมาดูแลผู้เสียภาษีในบั้นปลายของชีวิตแบบโลกียะ แต่ชาวอโศกเสียภาษี100% และดูแลกันแบบโลกุตระครับ.

พ่อครูว่า…ชาวอโศกหาได้ 100 เอาเข้ากองกลาง 100 ที่อเมริกาเขาก็ดุนะภาษีของเขา แต่เขามีเกณฑ์หักรายได้จากระดับต่างๆสูง บางคนเสียภาษี 90% เลยนะ แต่มันก็มีวิธีหลบเลี่ยง อาตมายังไม่มีรายละเอียด แต่มีต่างประเทศเขาทำได้ขนาดนี้ก็ดีแล้ว คุณจนแท้ บุญคุ้มมาจน เข้าใจถูก 

มันซ้อน คนชาวอโศกเรานี้ แม้จะมีสวัสดิการหรือดูแลกัน แต่คนชาวอโศกเองก็ไม่มีอะไรมากเป็นคนเลี้ยงง่ายบำรุงง่าย เป็นคนมักน้อย เป็นคนกล้าจน เป็นคนพอเป็นคนสบายแล้ว ใครที่ยังติดค้างอะไรก็มี สัลเลขธรรม มีข้อปฏิบัติต่ำ กลาง สูงไปเป็น ธูตะ มีอาการดีขึ้นน่าเลื่อมใสขึ้น เป็น ปาสาทิกะ จะไปจบที่ไม่สะสมได้สมบูรณ์แบบ และยอดขยัน วิริยารัมภะ 

เพราะฉะนั้นคนที่มีคุณสมบัติสุดท้ายไม่สะสมเป็น 0 แล้วยิ่งอยู่กับหมู่สาธารณโภคี จะไปสะสมให้โง่ทำไม เก็บเงินสะสมไว้มันก็ต้องรักษาดูแลก็ห่วงหาก็ลำบากลำบนอะไรอย่างนี้ ก็มีกองกลางมีเจ้าหน้าที่ มีผู้ดูแลรักษาให้เบิกได้แล้วเราก็ไม่ได้ขี้โลภขี้ตะกละ ไปเบิกเอามากมาย เรามีความละอายตนเอง เบิกเอามากมายก็ละอายตนเอง  ละอายอย่างแรงกล้าด้วย 

มันซ้อน คำว่า ละอายอย่างแรงกล้า มันเป็นสำนึกจริงๆของคน ว่าจะมาเอามากเอาเปรียบ มันไม่ควรนะ มันจะรู้สึก คนมันจะรู้สึก 

เพราะฉะนั้น การปฏิบัติธรรมหรือการเรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้า จิตวิญญาณมันเจริญพัฒนาจริงๆ แล้วเจริญอย่างโลกุตระด้วย เอาแค่นี้ก่อนอันนี้ 

_ทรงยุทธ อัคคโกศล  · กราบนมัสการพ่อครู Swedish Social Democratic Party ตัวย่อ SAP น่าจะย่อมาจากคำภาษา Swedish (Sveriges socialdemokratiska arbetareparti = SAP)

พ่อครูว่า…ก็เป็นความคิด ประชาธิปไตย สวีเดนเขาก็มีพระเจ้าแผ่นดินใช่ไหม เขาเป็นประชาธิปไตยที่มีพระเจ้าอยู่หัว มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขก็เป็นแบบนั้น ซึ่งมันก็ต่างกัน นัยยะสำคัญที่ต่างกันกับประเทศไทย 

เข้าถึงไตรลักษณ์ด้วยปัญญา 8 ประการ

_ป่ารุ่ง วนาศิริ  · กราบนมัสการพ่อท่านด้วยสุดเศียรเกล้า ด้วยสุดเคารพสุดบูชา กระผมยังคงปฏิบัติธรรมตามธรรมที่พ่อท่านพาทำ แต่ต่างกันกับญาติธรรมที่ได้ปฏิบัติอยู่กับหมู่กลุ่มมิตรดีสหายดี (กระผมทึกทักเอาเองเป็นญาติยุค 4G ผ่านทางโซเชียลแม้ยังไม่ค่อยมีโอกาสได้ไปคบคุ้น) กระผมมีโอกาสที่จะได้กราบพ่อท่านที่ปฐมอโศกแต่ก็ไปได้แค่ช่วงกลางวันที่พ่อท่านยังไม่ได้ลงมาเทศน์ ด้วยกิจการงานวิบากยังมิอาจปลดวางได้ แต่ก็พากเพียรปฏิบัติลดกิเลสให้ได้ตามลำดับ ตอนนี้อยู่ในขั้นอ่านอาการและจับตัวกิเลสของตนเองได้เร็วขึ้นครับ(มักจะเป็นกิเลสตัวโทสะยึดตัวตนรับคำตำหนิหรือคำพูดที่ไม่รื่นรมณ์แล้วมีอาการครับ) แต่ยังไม่สามารถทำใจในใจให้ล้างกิเลสได้ในทันที แต่ก็มีความก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆครับ จนคนรอบข้างเริ่มแปลกใจและสงสัยว่าผมเปลี่ยนแปลงได้ไง ตรงนี้คือความมหัศจรรย์ของธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ใช่ไหมครับ✨🙏✨

พ่อครูว่า…ใช่ เราจะเข้าใจถึงความไม่ยึดมั่นถือมั่น ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้น แล้วก็ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป ภาษาแค่นี้เรียกว่า ไตรลักษณ์ สุดยอด จบแล้วทุกอย่าง ถ้าเข้าใจ มันก็ทุกอย่างเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป มันไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา มันไม่ใช่ตัวตน แต่เมื่อเรายังยึดเป็นเราเป็นของเรา มันยังเป็นตัวตน มันก็เป็นธรรมดาที่จะเกิดอาการทุกข์สุขหรือว่ายังยึดถืออะไรต่ออะไรต่างๆอยู่ 

เพราะฉะนั้น ถ้าเราเกิดปัญญา เกิดความเฉลียวฉลาด เกิดปัญญายิ่งๆขึ้น เข้าใจได้ ความมีปัญญามันไม่ได้อยู่กับเท่าเดิม ปัญญาไม่ได้อยู่เท่าเดิม มันจะเจริญงอกงามไพบูลย์ขึ้นเรื่อยๆๆๆ ตามลำดับ 

ปัญญาข้อ 1 ข้อ 2 ได้ฟังเรื่อยๆแล้วเอามาปฏิบัติไปอีก เราจะเข้าใจความสงบ ปัญญาข้อที่ 3 เข้าใจความสงบ 2 อย่าง แบบโลกุตระกับแบบโลกียะ ขึ้นมาเป็นลำดับ ๆๆ 

ยิ่งปฏิบัติข้อ 4 ปัญญาข้อ 4 ปฏิบัติตามศีล ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ ไปเรื่อยๆก็จะได้มรรคได้ผล สรุปไปเรื่อยๆ กลายเป็นพหูสูตข้อที่ 5 

ก็ยิ่งเห็นว่า เราเจริญเป็นพหูสูตไปมันดีนี่นะ ข้อที่ 6 ก็จะมี วิริยารัมภะ ยิ่งจะพากเพียรปฏิบัติ ไม่เหนื่อยหน่าย ต้องเอาให้ได้ให้ดี จนสำเร็จเป็นบัณฑิต 

ข้อที่ 7 ก็เป็นบัณฑิตก็คือ ทีนี้ก็รู้แล้วเข้าสภาจะปฏิบัติตนอย่างไร นอกสภาจะปฏิบัติตนอย่างไร ไม่แย่งไม่ชิงพูด รู้จักสงบ รู้จักหยุด รู้จักเคารพ รู้จักคารวะ รู้จักเวลา กาละ เทศะ ฐานะ รู้จักโอกาสดี ในข้อที่ 7 

ข้อที่ 8 รวมหมดเลย รู้จักการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป รู้จักขันธ์ทั้ง 5 รู้จักการหมดสิ้นการยึดถือในขันธ์ 5 คือเป็นปัญญาที่รู้จบ 

แม้แต่เริ่มต้นเป็นอรหันต์ก็รู้จบ เป็นโพธิสัตว์แต่ละระดับไปอีก ก็รู้จบ รู้จบ ไปตามกิจของฐานะของตน โสดาฯก็ขนาดหนึ่ง สกิทาคามีก็ขนาดหนึ่งอนาคามีก็ขนาดหนึ่ง อรหันต์ก็ขนาดหนึ่ง อนุโพธิสัตว์ก็จบอีกกรอบหนึ่ง อนิยตโพธิสัตว์เก่าอีกกรอบหนึ่ง นิยตโพธิสัตว์ก็จบอีกกรอบหนึ่ง เป็นมหาโพธิสัตว์ เป็นสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า สุดท้ายท่านจะประกาศตนเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งในโลกหรือไม่เป็นเรื่องของท่าน ตอนนี้อย่าไปยุ่งกับท่าน บางองค์ท่านไม่ประกาศศาสนา ท่านก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานไป 

ท่านทำงานมาพอแล้ว ผ่านสัมภาระวิบากมาเหมือนกัน เท่ากันกับพระพุทธเจ้า แต่ท่านก็ไม่เอา ท่านพอแล้ว 

เรื่องของความไม่ยึดติดในฐานะในตัวตนในอะไร มันสูงยิ่ง เกินที่จะคิดไม่ต้องไปคิดแทนท่านเลย ที่ท่านเป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า 

คนที่ยังไม่เข้าใจพอ แปลปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า คือผู้ที่สอนคนไม่ได้ พระพุทธเจ้าที่สอนคนไม่ได้ ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าคือผู้ที่ได้เฉพาะตน คุณเข้าใจผิด เข้าใจไม่ได้ ก็ไปแปลอย่างนั้น ไปเอาสั้นๆว่า ปัจเจกพระพุทธเจ้าสอนคนไม่ได้ 

ซึ่งมันก็ซ้อนอีก เป็นเทวทัตก็ตามเป็นปัจเจกสัมพุทธเจ้า ไม่สามารถจะประกาศศาสนา ไม่สามารถมีศาสนาของตัวเอง บรรลุได้แต่ตัวเอง เพราะฉะนั้นคำว่า ปัจเจกพระพุทธเจ้านั้นของเทวทัตนั้น เป็นปัจเจกที่ยังไม่สัมมา เพราะฉะนั้น จะตายด้วยธรณีสูบ 

การตายด้วยธรณีสูบ แม้อรหันต์ก็ไม่ตายแบบนั้นแล้ว  เพราะฉะนั้นเทวทัตเป็นปัจเจกพระพุทธเจ้า ก็เป็นคำศัพท์ที่พระพุทธเจ้าท่านว่าเอาเถอะ เหมือนคนที่นั่งหลับตาแล้วก็นึกว่าตัวเองเป็นอรหันต์ ก็เหมือนกันกับเทวทัตนึกว่าตัวเองเป็นพระพุทธเจ้า แต่ก็แค่ ปัดโธ่เอ๋ย..ยังตายด้วยธรณีสูบ เห็นไหมความซับซ้อน แต่พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ไปเบลม(Blame) ไม่ได้ไปกดไปว่า พระเทวทัต เป็นผู้ที่ไม่ไปทำอย่างนั้น แต่ตำหนิ 

เพราะว่าตำหนิพระเทวทัตนั้นตำหนิมาพอแรงแล้ว สุดท้ายตายแล้วด้วยธรณีสูบ จะไปตำหนิอีกทำไม มันก็เป็นอย่างนี้ได้ 

นักการเมืองโลกุตระ มีคุณสมบัติ 5 ประการ

_Hr Td : ถ้าเป็นนักบวชในพระพุทธศาสนาเขาไม่ยุ่งกับการเมืองหรอก  มันเป็นเรื่องของชาวบ้าน ของปุถุชน (คัมโม  โปถุชชนิโก) อย่าอ้างตนว่าเป็นนักบวชในพุทธศาสนาเลย การเมืองมันอยู่กับความขัดแย้งมีพรรคมีพวก ผลประโยชน์ขัดกันก็ผิดกัน.อย่าเลย…

พ่อครูว่า…ก็ขอบคุณที่ทักท้วงกันมา อาตมาก็เห็นด้วย สำหรับคุณ อย่าเพิ่งไปยุ่งการเมืองเลย เพราะคุณยังไม่มีจิตพอหรอก ที่จะเป็นคนไม่มีตัวตน เพราะนักการเมืองต้องเป็นคนที่ไม่มีตัวตน เป็นโลกุตระบุคคลนั้นดีที่สุด ถ้าไม่มีธรรมะที่เป็นโลกุตรธรรมก็เป็นนักการเมืองที่สมบัติผลัดกันชมยิ่งใหญ่ ประเดี๋ยวก็ถูกเขาเล่นงานฆ่าแกง ลงโทษ แล้วก็หมุนเวียนฆ่าแกง เป็นเวรานุเวรกันไปอีกไม่มีวันจบ ไม่มีจบ 

มันลึกซึ้งในความเป็นนักการเมืองตามที่อาตมาได้ทำตามพระพุทธเจ้าที่ท่านบัญญัติไว้แล้ว อาตมาก็เอามาใช้เป็นภาษายุคนี้ ค่อยๆฟังไป ก็จะรู้

นักการเมืองโลกุตระที่จะทำงานให้แก่ประชาชนนั้น อาตมาเริ่มทำมาแล้ว ประกาศตัวแสดงตัวว่าเริ่มทำตั้งแต่ พ.ศ 2549 ออกมาประกาศตัว ทำ อาตมาก็ทำงานรับใช้ประชาชนมาตลอด ซึ่งมันก็เป็นการเมืองชั้น 1 แล้ว 

  1. เสียสละมาตลอด

  2. ไม่มีตัวตนมาตลอด 

  3. ซื่อสัตย์มาตลอด

  4. มีสมรรถนะมีความรู้

  5. ทำมาตามความรู้ตามความสามารถที่ได้ปฏิบัติพากันทำมา จนมาถึงวันนี้ก็เปิดจนกระทั่งตั้งพรรคการเมืองเข้าไปช่วย เข้าไปให้มันเป็นตัวอย่าง ไม่ได้เข้าไปแย่งชิงตำแหน่งอำนาจจากนักการเมืองที่เขากระเหี้ยนกระหือรือแย่งกัน ไม่

เอาเถอะ พูดไปก็ยังไม่ง่ายที่จะเข้าใจ อาตมาจะค่อยๆพาทำ พรรคของเราไป พรรคสัมมาธิปไตย 

แค่ 5 ข้อที่เมื่อกี้นี้ขึ้นไป แต่ยังมียิ่งกว่านั้น ไว้ฟังจอมยุทธ 9 ประเด็นสวยกว่านี้อีก 9 ประการ มีวรยุทธ์ 9 เคล็ดวิชา ฝากไว้ก่อนโอฬาร 

_ซึ้งซื่อ วิเชียร : กราบนมัสการพ่อท่านด้วยสุดเศียรเกล้าครับ กราบรบกวนพ่อท่านช่วยอธิบาย ๓ ข้อเกี่ยวกับการเมืองหน่อยครับคือ

๑. Democracy ๒. Democratic ๓. Democratize

เป็นระบอบการเมืองที่พ่อท่านกล่าวถึงด้วยครับ กราบนมัสการพ่อท่านด้วย ความเคารพอย่างสูงยิ่งครับ

พ่อครูว่า…Democracy แปลว่า ประชาธิปไตย เต็มๆ คำธรรมดานี่เอง 

ทีนี้ Democratic ก็เหมือนกับ Domestic คือความเป็นประชาธิปไตยองค์รวมประชาธิปไตยที่ตีกรอบ 

ส่วน Democratize คือ ทำให้เป็นประชาธิปไตย 

Democratic คือ ทำได้แล้วเกิดไปทีละอย่าง โสดาบันก็ได้ความเป็นประชาธิปไตยโสดาบัน เศรษฐกิจเท่ากับโสดาบัน 

สกิทาคามีก็ได้ประชาธิปไตย ความรู้ความสามารถทางเศรษฐกิจเท่ากับสกิทาคามีไป ก็เป็น democratic 

Democracy คือ ความเป็นกลางๆความเป็นประชาธิปไตยทั่วๆไป 

Democratic คือ ความเป็นประชาธิปไตยที่ทำได้ตามกรอบเป็นระดับๆไป 

Democratize เป็นกิริยาอยู่ แปลว่ากำลังทำ ทำให้เป็นประชาธิปไตย 

_ข่าวเช้านี้ หัวหน้าพรรคสัมมาธิปไตยประกาศนโยบายแล้วว่า เราจะทำเพียงรักษาพรรค ทำแบบสบายๆ ไม่เอาเวลามาเร่งรัดจำนวน  ผ่อนการต้องเร่งสมัคร แต่ทำการหาผู้สมัครได้แบบสบาย  และพากเพียรทำเต็มที่

เราจะยังไม่ลงสมัครเลือกตั้ง แต่จะทำตามพ่อครู  ทำไปเรื่อยๆจนกว่าประชาชนมาขอให้ลง…

ทั้งนี้มีปัจจัยหลายอย่าง เราจะไม่บุ่มบ่าม ทั้งเรื่องกฎหมายที่เรายังไม่เก่ง ถ้าเกิดได้ลง เราก็ลากกันไปทำงานการเมืองทั้งที่ยังเรียนไม่จบ เราจะขาดการทำภายในกับจิตอาสาและประชาชน  เราจะทำแบบแน่นชัวร์ๆก่อน … (ข่าวว่า พี่น้องหัวเลาก็มาสมัครแล้ว 48 คน)

พ่อครูว่า… อย่าประมาท ควรจะสมัครก็รีบสมัครกันให้ครบซะ แล้วมันจะสบายดี แล้วจะได้ทำงานอื่น ไม่ต้องไปเสียเวลามาก ดีแล้วพากเพียรเต็ม 

อาตมาเคยพูดเรื่องนี้ จนประชาชนมาขอให้ลงสมัคร มาเป็นมวลเป็นหมู่พอสมควร แต่ถ้ามาคนเดียว สมัครก็ได้คะแนนเดียวจะไปลงทำไม 

หลงผิดติดยึดว่าตายแล้วไม่เน่านี้ดี เป็นมิจฉาทิฏฐิ

_ไหม พวธ.: ฝากเรียนถามมาว่า การจัดงานศพแบบบุญนิยม (เฮือนสุดชีวิต ) ไม่ต้องเก็บศพไว้นาน 1-3 วัน ที่เหมาะสมในยุคเศรษฐกิจที่เป็นคุณค่าประโยชน์อะไรบ้าง ที่คนจะนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตได้พอเพียง ประหยัด เรียบง่ายคะ 

พ่อครูว่า…ก็พูดมาเองตอบเอง ก็สบาย ได้ประโยชน์พอเพียงเรียบง่ายประหยัด ก็ขอขยายความนิดนึงว่า คนตายแล้ว แล้วยังติดในพิธีกรรม ในอะไร มันเป็นเรื่องของโลกโลกีย์ทั้งนั้น เป็นเรื่องของ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข สักการะ ความยกย่อง เอาเท่ เอาเก๋ เอายิ่งใหญ่ เอาแบบโลกีย์ทั้งนั้น 

ถ้าเข้าใจแล้ว โดยหมู่อย่างชาวอโศกเราเป็นผู้ที่เข้าใจแล้วไม่ได้ไปติดยึด ตายแล้ว ร่างกายก็เป็นซากศพ เมื่อร่างกายเป็นซากศพ มันก็คืออุตุนิยาม แม้แต่พีชะ มันก็ไม่เป็นแล้ว 

นอกจากคุณจะไปหลงผิด ตายแล้วก็ยังเอาศพมาใส่ในโลงแก้วเอาไว้  เล็บก็ยาวออก ผมก็ยาวออก ใช่  มันมีพลังงานแล้วไปติดยึดไม่ปล่อยอัตตาตัวเอง ตายไม่รู้ตาย เป็นไม่รู้เป็น ตายแล้วก็ไม่รู้จักทิ้งร่าง เข้าใจผิดมีมิจฉาทิฏฐิว่า ติดยึดในตัวกูของกู อวิชชา ก็เลยยิ่งเคารพศพที่ไม่เน่า แห้งลงแห้งลง 

จริง ตามเหตุปัจจัยมันสังเคราะห์ในตัว มันน้อยลงๆ มันก็เหี่ยวลงไป มันก็ไม่เน่าเพราะมันสังเคราะห์ แต่มันก็เจริญออกไปได้ เล็บก็ยาวออก ผมก็ยาวออก เนื้อหนังมันก็ค่อยๆทรุดเสื่อม มันยังไม่เน่าไปทีเดียว แต่มันค่อยๆแห้งมันก็ไม่เป็นไร มันก็เป็นไปตามสัจจะ ที่วัตถุมันสังเคราะห์กัน 

มันเป็นเรื่องของอุตุแล้ว มีพลังงานเหลือนิดหน่อย พลังงานก็ไปตามลำดับ เพราะฉะนั้นคนไม่เข้าใจไปกราบเคารพบูชาว่า ตายแล้วไม่เน่านี้สุดยอด นั่นเป็นมิจฉาทิฏฐิจะบอกให้ 

ตายจริงแล้ว ก็ไปฝังไปเผากัน ข้อสำคัญว่า ตายจริงหรือเปล่า ถ้าตายจริงแล้วก็เอาไปฝังไปเผากัน เท่านั้นเอง ซึ่งทางการแพทย์ หรือคนไม่ได้เก่งกาจอะไรก็สามารถที่จะรู้ได้ พอรู้ได้

เพราะฉะนั้นการจัดการศพทุกวันนี้มันเป็นพิธีกรรม ทั้งอัตตามานะ   ยศชั้น สรรเสริญ ทั้งการติดยึดด้วยความไม่รู้ เป็นเราเป็นของเรา เป็นเรื่องที่ต้องทำ ถ้าไม่ทำแล้วจิตวิญญาณมันจะต้องอย่างโน้นอย่างนี้อย่างนั้น ตายแล้วไม่ไปผุดไปเกิด อะไรก็แล้วแต่ ว่าไป 

อาตมาขอเอาไว้ตรงนี้ก่อน ไม่ขออธิบายยาวความ 

อปัณณกปฏิปทา 3 และวิชชา 8 คืออะไร

_ดช.ธัมมะถามมา…​ อปัณณกปฏิปทา 3 คืออะไรครับ วิชชา 8 คืออะไรครับ 

พ่อครูว่า… ดช.ธัมมะ ประถม 3 ตอบ… อปัณณกปฏิปทา 3 คือ เวลากินข้าว กินขนม กินอาหารต้องระมัดระวัง อย่าตะกละตะกราม อย่าขี้โลภ อย่ากินอย่างไม่ประหยัด ไม่พิจารณา … เอาแค่นี้ก่อน ถ้ากินข้าว กินอาหาร กินอะไรต่ออะไรอยู่ ก็จะต้องระมัดระวัง อย่าตะกละตะกราม อย่าทำเป็นเสียกิริยาเกินไปแย่งเขาอย่างโน้นอย่างนี้ ทำไม่สุภาพ ที่เรานี้มีความ สุภาพหลายอย่าง กินก็รู้จักนั่งกินเรียบร้อย อย่าทำอย่างคนไม่มีการศึกษาที่ไม่ได้สอนกัน เรามีการสอนกัน  ที่จริงก็เรื่องกินอาหารนั่นแหละ โภชเนมัตตัญญุตา เรื่องเครื่องกินเครื่องใช้ด้วย แต่เครื่องกินเป็นเรื่องหลัก เครื่องใช้ก็เป็นการสัมผัสแต่ไม่ลึกซึ้งเท่ากับเครื่องกิน 

แล้ววิชชา 8 คืออะไร เอาอย่างนี้ 

วิชชา 8 มีอยู่ 8 ข้อ

1.วิปัสสนาญาณ 2.มโนมยิทธิญาณ 3.อิทธิวิธญาณ 4.โสตทิพย์ญาณ 5.เจโตปริยญาณ 6.บุพเพนิวาสานุสติญาณ 7.จุตูปปาตญาณ 8.อาสวักขยญาณ

วิปัสสนาญาณ คือ ความรู้ในขณะที่สัมผัส ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส โผฏฐัพพะกระทบภายนอก มโนกับธัมมายตนะภายใน แล้วก็พิจารณาแล้วก็เห็นของจริง เรียนรู้ให้รู้ของจริงว่า มันเกิดกิเลส แล้วเราก็ลดกิเลสได้ เมื่อลดกิเลสได้นี่แหละ เป็นญาณข้อที่ 2 เรียกว่ามโนมยิทธิ ญาณข้อที่ 2. คือสำเร็จทางจิต มีฤทธิ์ทางจิต สามารถทำให้กิเลสลดได้ ไม่ใช่เหาะเหินเดินน้ำดำดิน ไม่ใช่ ไม่ใช่ไปหยั่งรู้ใจผู้นั้นผู้นี้ไม่ใช่ 

เป็นการลดกิเลสได้ เป็น อนุสาสนีย์ ปาฏิหาริย์ เดินน้ำดำดินเป็นอิทธิปาฏิหาริย์ หยั่งรู้ใจคนนั้นคนนี้ได้เป็นอาเทสนาปาฏิหาริย์ พระพุทธเจ้าเบื่อหน่ายรังเกียจไม่เอา เอาแต่อนุสาสนีฯอย่างเดียว 

  1. อิทธิวิธญาณ ก็คือการทำอย่างมโนมยิทธิสำเร็จนั่นแหละ มีฤทธิ์อย่างนั้น ที่ลดกิเลสได้นั่นแหละแต่ได้หลากหลาย วิธะ แปลว่า มากมายหลากหลายยิ่งขึ้น เก่งขึ้น ทำได้มากยิ่งขึ้นๆ

  2. ก็ยิ่งเจริญเก่งขึ้นละเอียดขึ้นเป็นทิพย์ แม้จะเป็นของที่รู้ยากอยู่ไกลๆ ละเอียดลออ ก็เก่งขึ้นตามลำดับๆๆ เรียกว่า ทิพยโสตญาณ

  3. เจโตปริยญาณ 16 คือ ญาณ ที่มีหลัก 16 อย่าง มี 16 ภาษา ตั้งแต่ ราคะ โทสะ โมหะ

เจโตปริยญาณ 16

  1. สราคจิต  (จิตมีราคะ)  2 . วีตราคจิต  (จิตไม่มีราคะ)  3. สโทสจิต  (จิตมีโทสะ)  ราคะ โทสะ โมหะ 3 อย่างนี้ เราก็ต้องรู้ว่ามันมีกิเลสนี้หรือไม่ แล้วเราก็ทำให้ ราคะ โทสะ โมหะลดลงได้ เรียกว่า วีตะ

  2. วีตโทสจิต  (จิตไม่มีโทสะ)  5. สโมหจิต  (จิตมีโมหะ)  6. วีตโมหจิต  (จิตไม่มีโมหะ) ทำให้มันดับไป ให้มันลดลงไปตามลำดับ จนถึงขั้นไม่มี 

  3. สังขิตฺตํจิตตํ. (จิตเกร็ง-จับตัวแน่น หด คุมเคร่งอยู่) เป็นจริตของศรัทธาหรือเจโต สุจริตพุทธิจริต เป็นทางปัญญาก็เป็น  8. วิกขิตฺตํจิตตํ . (จิตกระจาย-ดิ้นไป ฟุ้ง จับไม่ติด) 

สายเจโต จะเกาะตัวแน่นและตีไม่แตก ก็ต้องให้รู้ตัวเอง ทำให้เปลี่ยนแปลงไม่ได้ก็ไม่เจริญ ถ้าเปลี่ยนแปลงได้ก็เจริญ หาก เปลี่ยนแปลงไม่ได้ก็เป็น อมหัคตจิต ถ้าเปลี่ยนแปลงได้เจริญขึ้นก็เป็น 9. มหัคคตจิต (จิตเจริญยิ่งใหญ่ขึ้น)   10. อมหัคคตจิต (จิตไม่เจริญขึ้น) 

ถ้าทำได้ เจริญขึ้นๆ เราก็จะรู้ว่าจิตเราเจริญขึ้นพัฒนาขึ้นเป็น สอุตตรังจิตตัง

  1. สอุตตรจิต (จิตมีดีแต่ยังมีดียิ่งกว่านี้-ยังไม่จบ) เราจะรู้ว่าเจริญกว่านี้ยังมีอีกเราจะรู้รอบว่า โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ เป็นอย่างไร หรือศึกษาเป็นโพธิสัตวภูมิต่อ รอบ อนุโพธิสัตว์ อนิยตโพธิสัตว์ นิยตโพธิสัตว์ จะรู้ความจริงตามความเป็นจริงเก่งได้เป็นลำดับๆไป จะรู้ได้ว่าจบหรือไม่ เป็นรอบๆก็เป็น 

  2. อนุตตรจิต (จิตไม่มีจิตอื่นสูงยิ่งกว่า) เป็น โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ สูงไปเป็น อนุโพธิสัตว์ ก็จะรู้รอบรู้กรอบไปเรื่อยๆ ความเป็น อนุโพธิสันตว์ เป็นนิยตโพธิสัตว์  เป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นโพธิสัตว์ระดับ 9 ก็จะรู้จบของตนเองในระดับที่ 9 นั้น เป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง หรือแค่เป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างที่อธิบายแล้ว

  3. สมาหิตจิต (จิตตั้งมั่นเป็นประโยชน์ดีแล้ว)  14. อสมาหิตจิต (จิตยังไม่ตั้งมั่นไม่เป็นประโยชน์)  15. วิมุตตจิต (จิตหลุดพ้น) . . .  16. อวิมุตตจิต (จิตยังไม่หลุดพ้นสิ้นเกลี้ยง) . (พตปฎ. เล่ม 9   ข้อ 135)   

_ฟ้าเจือศีล รักพงษ์อโศก: กราบนมัสการพ่อท่านด้วยบูชายิ่ง

ดิฉันขออ้าง “สัมมาทิฏฐิที่เป็นสาสวะ 10” 

ข้อที่ 10  สมณะพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดำเนินถูกต้อง ปฏิบัติถูกตรง ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกมีอยู่ 

พ่อท่านกำลังพิสูจน์สิ่งที่เป็นที่มีอยู่ในตน

โดยพยายาม อธิบายเรื่องของรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ในเชิงพุทธ ไม่มีทฤษฎี ไม่มีตำราใดๆในโลกนี้บันทึกไว้

แต่พ่อท่านยืนยันว่าเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า

แล้วในพระไตรปิฎกก็ไม่มีภาษาที่พ่อท่านกล่าวแสดงเลย

พ่อครูว่า… อาตมาไม่ได้เรียนปริญญาทางโลกเลย ความรู้พื้นๆ ตก ม.8 เรียน 2 ปีก็เลยเลิก ไม่เอาแล้ว เสียเวลาไป 3 ปี ไปเรียนเพาะช่างได้ ปวส.มา ศิลปะที่อาตมาเรียนมีแผนก ปม. กับ ปวส. แต่เดี๋ยวนี้ยกระดับเป็นมหาวิทยาลัยเป็นปริญญาตรีไปแล้ว แต่เขาก็มีแยกเป็นแผนกต่างๆ เอาเฉพาะเป็นครูก็เป็น ปม. ไป ส่วนวิจิตรศิลป์ก็เรียนโดยตรงเลย เรียนศิลปะโดยตรงไม่ต้องไปเรียนวิชาครู แต่ก็ไปเป็นครูกันเยอะเหมือนกันนะ วิจิตรศิลป์

_จึงแสดงว่าท่านรู้ยิ่งด้วยตนเอง ความเป็นผู้มีปัญญามาก ทำให้ท่านเข้าใจเรื่องรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

ท่านเคยให้คำขวัญเรื่องเศรษฐศาสตร์ก็คือ “ทำมนุษย์ให้อยู่เย็นเป็นสุขในแผ่นดิน” “ทำมนุษย์ให้พออยู่ พอกิน เสียสละได้”

คำขวัญเหล่านี้ไม่สามารถวัดได้ด้วยตัวเลข เป็นคุณธรรมที่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ชาวโลกทั้งหลายกำลังหลงทาง เอาตัวเลขของราคาสินค้ามาวัดค่าของคุณธรรม

แค่คุณธรรมข้อ”สาราณียธรรม 6 “และ “พุทธพจน์ 7” 2 ข้อนี้ก็หาตัวเลขอะไรมาวัดค่าไม่ได้

กราบขอบพระคุณค่ะ

ฟ้าเจือศีล รักพงษ์อโศก

พ่อครูว่า… ใช่ ถูกต้อง คนนี้ก็รู้จักเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์พอสมควรเพราะจบปริญญาโท คนนี้ 

ไขปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองที่ไขกันไม่“จบกิจ”

ทีนี้ ขึ้นเท่าที่เวลามี เริ่มต้นใหม่ 

ไขปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองที่ไขกันไม่“จบกิจ”

1) GDP ที่คนหลงนับถือกันว่า เป็น GOD 

      GOD(ตัวใหญ่)หมายถึงพระเจ้าที่แท้ ส่วน God (ตัวเล็ก) เป็นเรื่องผิดเรื่องเพี้ยนเรื่องเก๊เรื่องผิดแต่เขาก็ยังกำหนดว่าเป็นพระเจ้า บอกตรงนี้ไว้หน่อย

GDP หะแรกนี้ เราจะเริ่มด้วยภาษาคำว่า “พระเจ้า” หรือ GOD กันเป็นการเบิกฤกษ์ แต่จะยังไม่ได้กำหนดหมายว่า G คือ GOD เราจะหมายถึง แค่ Gross กันก่อน

และเรื่องที่เราจะขอเริ่มนี้ก็คือ GDP อันเกี่ยวกับเงินๆทองๆ เกี่ยวกับ“รายได้องค์รวม”นั่นเอง

G หะแรกนี้จึงยังไม่ใช่ GOD ดอกนะ!

แต่ G คือ Gross  

GDP หะแรกนี้จึงคือ Gross Domestic Product 

คำว่า “พระเจ้า”ที่หมายถึง “พระจิตวิญญาณ” คือ GOD ของชาวเทฺวนิยมเคารพนับถือกันอย่างสูงยิ่งใหญ่ยิ่งนั้น ซึ่งหมายถึง “พระเจ้า”คือ“วิญญาณ”หรือ“พระศาสดา”ของแต่ละศาสนาที่ทรงคุณงามความดีแท้กันทุกพระองค์ที่เป็น GOD หรือ“พระเจ้า”ของชาวเทฺวนิยม ทั้งหลายบูชาเคารพนับถือกันอยู่ เราก็ให้ความเคารพอยู่เช่นกัน เพราะ GOD อันหมายถึง “พระจิตวิญญาณ”ที่เป็น“ธาตุรู้”หรือ“นามธรรม”ยิ่งใหญ่นั้น มีผู้คนนับถือมาก

เราย่อมเคารพพระผู้มีคุณธรรมอันสูงส่งนั้นๆด้วย ไม่ว่า “พระจิตวิญญาณ”หรือ GOD ของศาสนาไหน ชาติเชื้อใดด้วยเช่นกัน แน่นอน    

แต่หะแรกนี้ เรากำลังกำหนดเอา G คือ Gross “รายได้องค์รวม” ที่เป็น“เงินๆทองๆ”อันเป็น“วัตถุ”แท้ๆ ซึ่งคนไปหลงงมงายวุ่นวายเอาเป็นเอาตายกับ“เงินๆทองๆ”กันอยู่ และหนักจัดยึดติด“สมมุติสัจจะ”กันหัวปักหัวปำ ซึ่งไปหลงมัวเมางมงายนับถือ“เงินทอง”เป็น God ยิ่งชีวิตกันอยู่ 

ก็ขอเอา“สัจจะ”ที่เป็น“สมมุติ”จุดนี้มาพูดกันก่อน

ดังนั้นขั้นนี้ อาตมาหมายเอาตรง“พระเจ้า”หรือ God ที่หมายถึงแค่“เงินๆทองๆ” ซึ่งชาวเทฺวนิยมโลกีย์เขายังหลงเอาเป็นเอาตายกันเป็น“พระเจ้า”หรือ God อยู่

แม้แต่ชาวพุทธที่มีโลกุตรธรรมกันแท้ๆ ชาวพุทธส่วนใหญ่ก็ยังหัวปักหัวปำอยู่กับ“เงินๆทองๆ หลงมัวเมางมงายนับถือ“เงินทอง”เป็น God อยู่เช่นกัน

แม้แต่“ยศสักการะสรรเสริญ”คนที่เป็นพุทธโง่ๆก็ยังหัวปักหัวปำมัวเมางมงายอยู่กับยศสักการะสรรเสริญ 

อาตมาเป็น“พุทธโลกุตระ” จึงเห็น GDP แบบโลกุตระที่มี“ปัญญา”นั้นแตกต่างจากนักเศรษฐศาสตร์หรือนักการเมือง ที่ยังมี“ความรู้-ความฉลาด”อันเป็น “เฉโก”โลกียะอย่างมีนัยสำคัญแน่ๆ

ซึ่งผู้มี“ปัญญา”ที่บรรลุโลกุตรธรรม เป็นอาริยบุคคล 4 คือ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ก็จะเป็นนักเศรษฐศาสตร์หรือนักการเมืองที่มี“ความรู้-ความสามารถ”จัดการกับ“เศรษฐกิจ”และ“การเมือง”ของตนชนิดที่“จบกิจ” ทั้ง“กิจ”ที่เป็น“เศรษฐศาสตร์” ทั้ง“กิจ”ที่เป็น“รัฐศาสตร์”หรือการเมือง ไม่มีปัญหา ไม่ก่อปัญหา ให้แก่หมู่ ให้แก่สังคม ให้แก่ประเทศ

หมู่กลุ่มชุมชน“ชาวอโศก”หรือชาว“สันติอโศก”ที่คนทั่วไปเขาเรียกขานกัน จึงเป็นสังคมกลุ่มหมู่ที่ไม่มีปัญหาเศรษฐกิจ ไม่มีปัญหาการเมือง อยู่ในประเทศไทย

ถ้าแม้นผู้บริหารประเทศใดมีความรู้“โลกุตระ”กันจริง ก็จะมี

“จอมยุทธ”ระดับโลกุตระ ที่มี“เคล็ดวิชา 9 ประการ” ทำงานอยู่ในสังคมประเทศ เช่น 

1)ป้องกันตนเองได้  

2)ไม่ทำร้ายใคร  

3)ช่วยเหลือคนอื่นอีกด้วย  

4)มีปฏิภาณปัญญาเป็นโลกุตระ(ที่สัมมาทิฏฐิ)  

5)เป็นคนผู้เสียสละอยู่เป็นปกติของชีวิต  

6)สำนักของจอมยุทธนี้ก็จะพาคนมาจน  

7)สำนักนี้อยู่กันอย่างสาธารณโภคี 

8)จอมยุทธจะพยายามพาคนให้มาเป็นกสิกร ทำอาชีพสร้างพืชพันธุ์ธัญญาหารเป็นหลักให้มากๆ จะโน้มนำให้คนที่มีอาชีพอื่นใดอยู่ ก็ควรแปรชีวิตมาเป็นกสิกร “ดีที่สุด” จะไม่พากันไปสร้างอาวุธเลย  

9)หนึ่งเดียวที่เป็น“จอมยุทธโลกุตระ” ผู้รู้จักรู้แจ้งรู้จริงรู้จบ “เทฺว”ด้วย“ปัญญา 8” 

ผู้สำเร็จจบครบเคล็ดวิชาทั้ง 9 นี้ คือ คนผู้มี“พหุชนหิตายะ-พหุชนสุขายะ โลกานุกัมปายะ เพราะเป็นผู้มี “สมาธิ-สติ-ปัญญา”สามารถทำ“อธิปไตย”ได้เพราะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงรู้จบ“โลก-อัตตา-ธรรม”ครบถ้วนกระบวนการจึงอยู่เหนือ“โลกาธิปไตย อัตตาธิปไตย ธรรมาธิปไตย” 

อาตมาเอาภาษาบัญญัติพวกนี้มาเรียบเรียงเพราะพวกเราทำได้แล้วมีสภาวะแล้ว คนข้างนอกจะบอกว่าเป็นได้จริงๆหรือมีจริงๆหรือ ก็ท้าทายให้มาพิสูจน์เหมือนกันเชิญสิเอหิปัสสิโกเชิญมาดูของจริงได้ 

“จอมยุทธ”ผู้“อยู่เหนือ”ซึ่งภาษาก็ว่า“อุตตระ”จึงเป็นผู้สามารถพาสังคมหมู่กลุ่มพ้นปัญหาเศรษฐกิจที่เป็นเรื่อง“เงินทอง” และพ้นปัญหาการเมืองที่“จบกิจ”ในเรื่อง Gross Democratic Product ด้วยฝีมืออันเก่งกาจ

เพราะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงรู้จบครบทั้ง

“1)เศรษฐศาสตร์การวัตถุเงินทอง 2)รัฐศาสตร์การเมือง 3)สังคมศาสตร์การธรรม” 

ว่า “วัตถุเงินทอง”ก็ดี “เมืองและพลเมือง”ก็ดี “ธรรมะ”ก็ดี จะจัดการอย่างไรจึงจะเหมาะควรที่สุด 

จอมยุทธจัดการได้สำเร็จเสร็จ“จบกิจ”นั้นๆจริงด้วย“ความรู้”แบบโลกุตระ ที่เรียกด้วยภาษาว่า “ปัญญา”

2) “ความรู้”โลกุตระในยุคนี้อาตมาเป็นผู้ยืนยันเอง

และ“ความรู้ความเห็น”ที่อาตมาแสดงออกไปนี้

เป็น“ความรู้เฉพาะของอาตมาเอง”ที่อาตมาได้มาจากพระพุทธเจ้า อันไม่ใช่แบบ“โลกียะเทฺวนิยม”ที่ชาวโลกซึ่งยังถูก“เทฺว”ครอบงำเล่นเล่ห์หลอกอยู่มากมายในโลก

เพราะยังไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงรู้จบ“ภาวะของเทฺว”

ซึ่ง“ความรู้”ภาวะของเทฺวนี้อาตมาเป็นผู้ยืนยันเองอีกแหละ เพราะ“เทฺว”นั้นต้องรู้จักรู้แจ้งรู้จริงด้วย“ความรู้”ที่เป็น“ปัญญา”อันเข้าขั้น“โลกุตระ”จึงจะ“รู้จบ-ทำจบ”ได้

ยุคนี้ไม่มีใครในโลกปัจจุบันจะสามารถ“ตัดสิน” ความเป็น“โลกุตระ”ได้เด็ดขาด ว่า ถูกต้องแท้คือไฉน? 

แต่คนสามัญทั้งหลายก็จะเห็นได้ว่า “แตกต่าง” จาก“ความรู้”ที่มันยังมีความเป็น“โลกียะ”กันไม่ยากเลย

ตรงที่มัน“ทวนกระแส” มันแปลกประหลาดมาก!

เช่น คนโลกียะจะนิยม“ความรวย” แต่คนโลกุตระจะนิยม“ความจน” เป็นต้น หรือคนโลกียะจะนิยม“ความสุข”กัน แต่คนโลกุตระจะนิยม“ความไม่สุขไม่ทุกข์”

เรื่อง“สุข-ทุกข์”นี้แหละที่เป็น“ความรู้”ที่แปลกแยกแตกต่างจากคนโลกียะหรือเทฺวนิยมไปชนิดที่แปลกประหลาดมหัศจรรย์ยิ่งยวด

เพราะคนโลกียะจะรู้สึกตื้นๆง่ายๆว่า มีด้วยหรือที่คนจะ“ไม่เอาสุข”  ถ้าไม่เอา“ทุกข์”ใครๆก็เข้าใจได้

แต่คนที่ไปคิด“ไม่เอาสุข”นั้น จะคิดบ้าๆ แปลกประหลาด พิกลพิการ วิตถารไปหรือเปล่า? 

ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ ทั้งๆที่เป็น“ความรู้ที่เป็นโลกุตระคิดประหลาดแปลกแตกต่างไปจากความเป็น“โลกียะ”นั้นผู้ปฏิบัติบรรลุธรรมได้สำเร็จจริงด้วย แล้วผู้ทำได้เป็นได้ก็จะยืนยันด้วยว่า มัน“อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล เพิ่มพูนการเสียสละ”แท้จริง 

แม้แต่คนผู้ที่บรรลุโลกุตรธรรมได้น้อยนิดก็ตาม ก็มีความรู้สึก“อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล เพิ่มพูนการเสียสละ”ไปตามลำดับด้วยจริง 

แล้วจะนับว่า เป็น“ความจริง”หรือเป็น“ความถูกต้อง”กันหรือไม่? ได้อย่างไร? ใครจะเป็นผู้ตัดสิน

ก็ให้นับเอาจาก“คน”ที่มี“อาการของพฤติกรรม”ทางกาย-วาจา-ใจ ดำเนินชีวิตปรากฏให้เห็นได้อยู่ว่า มันเข้าข่าย“อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล เพิ่มพูนการเสียสละ”นั้นเอง ว่ามันจริงมั้ย?

คำ 8 คำสำคัญนี้เป็น“ภาวะอันเยี่ยมยิ่งวิเศษยอด”ที่คน สังคมคน ควรได้ ควรมี ควรเป็น ตามที่อาตมาเห็นนี้

พูดอย่างนี้ ก็ไม่รู้ว่า ชาว“โลกียะ”จะเห็นว่า มันเข้าท่ามั้ย?  อาตมาก็ไม่อาจทราบได้

เพราะ“ความรู้ทางโลกียะ”ที่ไปเล่าเรียนเอาจากมหาวิทยาลัยนั้น อาตมามีน้อยนิดจริงๆ อาตมาเล่าเรียนไม่เคยจบแม้ปริญญาตรี ไม่เคยไปเมืองนอกในชาตินี้เลย 

“ความรู้”ที่อาตมาจะแสดงออกไปนี้จึงเป็นความรู้ความเห็นเฉพาะของอาตมา ที่อาตมาเชื่ออย่างมั่นใจ ว่าเป็นแบบ“โลกุตระ”ที่อาตมามีติดตัวข้ามชาติมาแต่ชาติปางก่อน เพราะอาตมาได้บำเพ็ญ“โพธิสัตวภูมิ”สั่งสม“สัมภารวิบาก”อยู่ ซึ่งก็เป็นอจินไตยที่ยังเข้าใจกันไม่ได้ง่ายๆ 

“โลกุตรธรรม”นั้นแน่นอนว่า มันย่อมแตกต่างไป ไม่ตรงกับผู้รู้เศรษฐศาสตร์โลกียะ หรือไม่ตรงกับผู้มีครูมีอาจารย์มีตำราเรียนกันมาแบบสากลโลกียะเทวนิยมทั้งหลายในโลกนั้นแน่ยิ่งกว่าแน่ แม้ชาวพุทธผู้ยังมีมิจฉาทิฏฐิอยู่ 

สมณะเดินดิน… สรุปเรื่องเราอยู่กับน้ำท่วมได้อย่างดี 

พ่อครูว่า… มันเป็นเรื่องของปัญญาเรื่องของจิตใจไม่ใช่แค่เรื่องวัตถุ แม้เขาจะเข้าใจว่าเรามีอะไรๆจึงอยู่ได้ แต่มันมีความลึกซ้อนเรื่องจิตวิญญาณ เข้าใจธรรมชาติ เข้าใจน้ำท่วม คนเขาติดใจว่าน้ำท่วมก็ทุกข์ ของเราน้ำท่วมเราก็ไมทุกข์ อาตมาปลูกฝังตั้งแต่ฉลองน้ำ จนชินจนเข้าใตเรารู้เราก็อยู่กับน้ำมีข้อสังเกต เราอยู่กับน้ำแต่อุปัทวเหตุตกน้ำตายมีน้อย ดูเหมือนมีคนเดียวอีกคนก็ถูกไฟดูด น้ำท่วมแทบทุกปี ของเราก็อยู่สบาย มันเนียนสนิทหลายอย่าง

สมณะเดินดิน… สรุปจบ 

 

3) เศรษฐกิจต้องแก้ปัญหากันที่จิตวิญญาณ

“เศรษฐศาสตร์”คือ“ภาวะแห่งความเป็นจริง” ที่เป็น“สัจธรรม”ทาง“จิตวิญญาณ” ซึ่งมันไม่ใช่แค่เรื่องของ “เงินๆทองๆ”ที่หลงยึดถือกันสูง หลงหนักจัดว่า “ตัวเลข”
นั่นแหละ คือ“พระเจ้า” หรือเคารพบูชากันอยู่แต่จำนวนของ“ตัวเลข”ที่แข่งขันกันสูง-แก่งแย่งกันมากยิ่งๆเท่านั้น

ที่จริงแล้วมันต้องสำคัญกันที่“จิตวิญญาณ”จึงจะดีแท้ ถูกต้องจริง แต่ถ้าแม้น“จิตวิญญาณ”หลงเงินๆทองๆกันหนักหนา หนักหน้ากันอย่างที่เป็นๆกันอยู่ รับรองเด็ดขาดว่า เขาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ“ไม่เสร็จ” ไม่“จบกิจ” ได้นิรันดรเด็ดขาด ถ้าไปหลงมุ่นแก้กันอยู่แค่“ตัวเลข”  

เพราะมันวิปลาสหลงผิดไปแล้ว เขาไม่รู้ตัวกันเลยหรือว่า เขาหลงบูชานับถือ“วัตถุเงินทอง-ตัวเลข”กันหนักหนาสาหัสนั้น นั่นคือ หลงจำนวน“ตัวเลข”โดยหลงยึดถือ
เอา“รายได้”จากวัตถุแปรมาเป็นเงินทอง แล้วก็นับจำนวน

“ตัวเลข”มาเป็นเครื่องชี้บ่งยืนยันความเจริญ“เศรษฐกิจ”

มันก็เป็นแค่การบ่งบอกว่า ความสำคัญของมนุษย์ทั้งหลาย

อยู่ที่“วัตถุ” หลงผิดกันว่า ชีวิตคนจะยิ่งใหญ่ทำให้อยู่ดีมีสุขได้ด้วย“วัตถุ”เท่านั้น “วัตถุ”สำคัญยิ่งใหญ่ที่สุด เป็น

“ที่พึ่ง”คือ“พระเจ้า”คือ God ของชีวิตคนทั้งหลายทั้งหมด

ก็ขอยืนยันว่า “การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ”กันแต่เรื่องของ“วัตถุ”นั้น ไม่มีทางสำเร็จเสร็จสิ้น ถึงขั้นไม่ต้อง “แก้ปัญหาเศรษฐกิจ”กันอีก “จบกิจ”เด็ดขาด ได้แน่นอน

และยิ่งไปหลงยึดเอา“ความสูงของตัวเลข”ที่เป็น

“จำนวนรายได้ทางวัตถุ”มาเป็นเครื่องวัดสำคัญยิ่งกัน

ซึ่งชาว“โลกียะ”สามัญปุถุชนทั่วไปในโลกเขาใช้กันอยู่นั้น

ก็ขอรับรองว่า “ไม่มีที่สิ้นที่สุด”ได้สำเร็จเด็ดขาด 

ถ้าแม้นไม่หันมา“แก้ปัญหาเศรษฐกิจกันทางจิตวิญญาณ” โดยเฉพาะใช้“ทฤษฎี”ของพระพุทธเจ้าที่เป็น “โลกุตระ”กันให้“สัมมาทิฏฐิ” 

เพราะมันไม่มีขีดจำกัดเลย ว่า “ความสิ้นสุดของความโลภ” หรือ“ความสิ้นสุดของความต้องการอยากได้”ของคน มันจะรู้จัก“พอ”กันตรงไหน?

“การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ”ด้วย“ทฤษฎี”ของชาวโลกที่มี“ความรู้-ความฉลาด”แค่ชาว“เทฺวนิยม”มีกัน จะสูงส่งเต็มที่ปานใดๆก็ตาม มันก็มีแต่แบบ“โลกียะ”อยู่เป็นแค่“ความรู้-ความฉลาด”ที่ยังเป็น“เฉโก”กันเท่านั้น

มันยังไม่ใช่“ทฤษฎี”ของชาว“โลกุตระ”ที่มีความรู้-ความฉลาดของ“พุทธ”ที่เป็น“อเทฺวนิยม” คือ ผู้รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็น“เทฺว” และจัดการกับ“เทฺว”ได้สำเร็จสูงสุดถึงขั้น“อนัตตา”หรือ“นิพพาน”

จึงจะสามารถ“แก้ปัญหาเศรษฐกิจ”สำเร็จเสร็จกิจ “จบกิจ”กันถึงขั้น“ไม่ต้องแก้ปัญหา”กันอีก เพราะมี“ความสำเร็จเสร็จจบ”ที่สัมบูรณ์เด็ดขาด

โลกียะ กับ โลกุตระ มีประเด็นที่แตกต่างกันอย่างสำคัญยิ่งใหญ่ยิ่งยอด คือ…

คนโลกียะนั้นเหน็ดเหนื่อย หนักหนา สาหัส จะเป็นจะตายกันก็แต่ว่า ใครจะหาทางได้ลาภ,ยศ,สรรเสริญ,สุเก่งกว่ากัน แล้วก็แข่งกัน“หาเสียง” ว่า “ข้านี่แหละ” ตนเองนี่แหละจะเป็นผู้ทำให้คนร่ำรวย อยู่ดีมีสุขกับการมีลาภ เสพลาภ มียศ เสพยศ มีสรรเสริญสักการะมากยิ่งๆ ก็เสพ สรรเสริญสักการะ ได้ยิ่งๆ อยู่นานยิ่งๆ เสพกันให้หนักยิ่งๆ

แต่คนโลกุตระ ก็เหน็ดเหนื่อย หนักหนา สาหัส ที่จะให้คนรู้จักรู้แจ้งรู้จริงว่า “ลาภยศสรรเสริญสุข”นั้น “คนโง่”พากันวิ่งไล่ ยื้อแย่ง ฆ่าแกงกันมานานับชาติไม่ถ้วนแล้ว

ไม่งั้น คนก็จะยิ่งงมายสะสม“วิบาก”ให้แก่ตน“โง่หนักทับถมโง่”ใส่จิตไปอีกยิ่งขึ้นให้ยิ่ง“โง่” ยิ่ง“เลว” ยิ่ง“ร้าย” ยิ่ง“แรง”หนักหนาไปไม่มีที่สิ้นสุด “วนเวียน”เป็น“สมบัติ
ผลัดกันชม”กันไป ไม่มีสิ้นสุดจริงๆ  

ควร“เลิกโง่-หยุดโ่ง่”กันได้แล้ว  

“ทฤษฎี”ของชาวเทฺวนิยม หรือชาวโลกที่ยังไม่มี “ทฤษฎี”ของชาว“โลกุตระ”ไม่มี“จุสำเร็จ”ของ“ปัญหา”ว่า จะ “จบ”ปัญหาเศรษฐกิจได้แท้จริง 

เพราะ“คำตอบ”ของคนร่ำรวยหรือของผู้ได้เปรียบทางเศรษฐกิจ จะไม่มีคำว่า “เพียงพอ”หรือ“พอ”เป็นอันขาด คนผู้ไม่มี“ปัญญา”รู้แจ้งรู้จริงทาง“จิตวิญญาณ”จากการเรียนรู้และปฏิบัติจนกระทั่งเกิด“ปัญญา”แท้ใน“อาริยสัจ ๔”เท่านั้น ที่จะ“ยุติ”การกอบโกย-การเอาเปรียบจากสังคม จึงจะเป็นผู้“แก้ปัญหาเศรษฐกิจ”ของตนให้แก่สังคมได้สำเร็จจริง

ถ้าไม่ศึกษาหรือเกิดความรู้-ความฉลาดทาง “จิตใจ” หรือความรู้-ความฉลาดทาง“วิญญาณ” หรือทำให้ประชาชนเกิดรู้จักรู้แจ้งรู้จริงว่า “เงินๆทองๆ”นั้นไม่ใช่ “พระเจ้า” แต่เป็น“ซาตาน” หรือเป็นผี เป็นมาร ต่างหาก

พระพุทธเจ้าตรัสว่า เงินๆทองๆนั้น คือ อสรพิษ คือ งูร้าย  

“วิญญาณ”หรือ“ธาตุรู้”หรือ“จิตใจ”หรือ“ความรู้-ความฉลาด”ของคนปุถุชนทั่วไปนั้นรู้จักรู้แจ้งรู้จริง “พระเจ้า”ที่ชื่อว่า เงินๆทองๆแล้วกันละหรือ? 

ทำไมจึงเป็น“ทาสเงินๆทองๆ” หรือเป็น“ทาสพระเจ้า”กันนัก งมงายอยู่กับ GDP กันไม่เงยหูเงยหัว ทำไมไม่เห็นความสำคัญของ“จิตใจของคน”อันเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง”ของคนในสังคม”มากกว่า“เงินๆทองๆ” แล้วแก้ปัญหากันที่“จิตใจของคน”กันให้ได้ ถึงจะ“แก้ปัญหาเศรษฐกิจ”สำเร็จเสร็จ“จบกิจ”กันได้จริง  ไม่ต้องแก้กันอยู่ตลอดกาลนาน ด้วยอวิชชาอยู่ อย่างที่ตำราหรือทฤษฎีของชาวโลกียะเทฺวนิยมมีกันทำกันอยู่ 

เพราะแม้จะ“รู้สึก”กันว่า “แก้ปัญหาเศรษฐกิจ”ได้บ้าง ที่แก้ด้วยวิธีจัดการกันแต่ทาง“วัตถุ”และดูกันที่“ตัวเลข”ของ“รายได้”นั้น มันก็แค่“เกมที่จัดการแข่งขันกัน”ทำให้“สมบัติผลัดกันชม”ไปชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น 

ซึ่งมันก็แก้ปัญหากันไป “ไม่เที่ยงแท้ยั่งยืนมั่นคงถาวร”สำเร็จเสร็จจบกันเด็ดขาดได้เลย

เพราะมัน“ไม่หมดปัญหา”แท้ๆนั่นเอง 

จึงมีคนคือ พระพุทธเจ้า เกิดขึ้นมาตรัสรู้“ทิฏฐิหรือ“ทฤษฎี”ที่เป็นโลกุตระ เรียกว่า“สัมมาทิฏฐิ” แล้วปฏิบัติอย่าง“สัมมาปฏิบัติ” จนบรรลุ“ปัญญา”ตามแบบพระพุทธ เจ้าสำเร็จเสร็จ“จบกิจ”กันอย่างยั่งยืนถาวรไปตลอดกาลได้

นั่นคือ สามารถรู้เรื่อง“จิต เจตสิก รูป นิพพาน” และเรียนรู้ปฏิบัติตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้าให้เจริญ งอกงาม ไพบูลย์เป็นที่สุดได้จริง ซึ่งสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“อาการของจิตวิญญาณ” ชนิดที่แยกเป็น“เจตสิกฐย่อยออกไปละเอียดลออ ถึงขั้นสามารถทำ“เวทนาเจตสิก” ด้วยความมี“กาย-เวทนา-จิต-ธรรม” แล้วแยก“กายในกาย-วทนาในเวทนา-จิตในจิต-ธรรมในธรรม”ได้อย่างบริบูรณ์สัมบูรณ์

“ความจบกิจ”จริงแท้เด็ดขาด จึงสำเร็จกันได้

“การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ”หรือ“การเมือง”ตามตำราหรือทฎษฎีที่เรียนกันมาจากเมืองนอกอันมีแต่ “ความรู้”ของชาว“เทฺวนิยม”ที่เป็น“โลกียภูมิ”เท่านั้น รับรองได้ว่า ไม่มีวัน“จบกิจ”ในการ“แก้ปัญหาเศรษฐกิจ” หรือ“การเมือง”เด็ดขาดได้แน่ๆ

เพราะ“ความรู้-ความฉลาด”ประดามีของชาวโลกทั้งหลายทั้งหมดที่เป็นแค่“โลกียภูมิ”นั้นยังเป็นแค่“เฉโก” แม้จะเก่งกาจปานใดก็ไม่สามารถ“แก้ปัญหาเศรษฐกิจ”ได้สำเร็จเสร็จ“จบกิจ”ที่เป็น“เศรษฐกิจ”ได้มั่นคงยั่งยืนถาวร แน่ยิ่งกว่าแน่

ต้องทำคนให้เกิด“ปัญญา”มี“ความรู้” ที่เป็นพุทธขั้น“โลกุตระ”ในชาว“อเทฺวนิยม”ที่แก้ปัญหากันด้วย“ความรู้”ที่เป็น“โลกุตรธรรม”จึงจะจัดการกับ“พระเจ้า”ที่เป็น“เงินๆทองๆ” และมี“ปัญญา”รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“เทฺว”ที่เป็น“พระเจ้า”ทางจิตวิญญาณอย่างถึงแก่นแท้ครบความเป็น“พระเจ้า”ที่เป็น“เงินๆทองๆ”และที่เป็น“จิตวิญญาณ”จริงที่สุด

“การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ”ตามตำราหรือทฤษฎีของพระพุทธเจ้าที่เรียนกันในเมืองไทยที่มี“ศาสนาพุทธ”ให้“สัมมาทิฏฐิ” จึงจะ“แก้ปัญหาเศรษฐกิจ”สำเร็จเส็จ“จบกิจ”ในการแก้ปัญหาได้จริง  ตำราหรือทฤษฎีของศาสดาเทฺวนิยมแก้ไม่สำเร็จสร็จ“จบกิจ”เศรษฐกิจแน่

ซึ่งในประเทศไทยยุคนี้มีประชาชนคนจริงในประเทศไทยกลุ่มหนึ่งได้“แก้ปัญหาเศรษฐกิจ”สำเรจเสร็จ“จบกิจ”ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้จริงยืนยันให้พิสูจน์ได้

นั่นคือ กลุ่มชนคนไทยที่เรียกกันว่า ชาวอโศก หรือ“สันติอโศก”  

…เชิญ! เอหปัสสิโก ไปเห็นแจ้งของจริงด้วยได้ด้วยการ“เห็น”หรือ“สัมผัส”กันได้เลย  

ขอยืนยันว่า ตำราเรียนหรือทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ของเมืองนอกที่ร่ำเรียนมาจนจบด็อกเตอร์ทางเศรษฐศาสตร์จากยุโรปตะวันตกอเมริกาอินเดียจีน ตะวันออกกลาง ฯลฯ หรือแม้จะเป็นประเทศที่มีพุทธศาสนาก็ตาม ในยุคนี้ไม่มี“สัมมาทิฏฐิ”ที่จะ“แก้ปัญหาเศรษฐกิจ”ได้สำเร็จเสร็จ“จบกิจ”ของปัญหาเศรษฐิกิจได้ดอก

มีอยู่แท้ก็ที่ในเมืองไทยและเป็นพุทธอันมี“โลกุตรธรรม”ด้วยนะ! 

ไม่ใช่พุทธที่ยังมิจฉาทิฏฐิอยู่ โดยเฉพาะที่แน่ๆก็เชิญพิสูจน์กันได้ใน“ชาวอโศก”  

มาเจาะลึกวินิจฉัยกันให้ละเอียดๆดูทีรึ? ว่า อะไร? ตรงไหน? ที่มันหลงกำหนดหมายผิดเพี้ยนกันอยู่ มันไม่สำเร็จเสร็จจบอย่างไร?  

จะได้รู้จักรู้แจ้งรู้จริงรู้จบใน“ความถูกต้องถ่องแท้ของความหลงผิดนั้น”กันเสียที 

อาตมาขอหยิบยกเอาข้อความต่อไปนี้ มาจาก“กูเกิ้ล” มาเป็นจุดเริ่มต้นสธยาย

“คำว่า GDP ย่อมาจาก Gross Domestic Product หรือแปลเป็นไทยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ แปลจากไทยเป็นไทยอีกที คือ การที่นับรายได้ที่เกิดขึ้นจากในประเทศเท่านั้น ไม่ว่าจะสัญชาติใดก็ตาม โดย GDP ประเทศไทย จะนับการคำนวณเฉพาะรายได้ที่เกิดขึ้นในไทยเท่านั้น แต่ถ้าเป็นคนไทย แล้วมีรายได้ที่ต่างประเทศ ไม่นับ อันนั้นเรียก GNP : Gross National Product ที่จะนับเฉพาะรายได้จากคนไทยเท่านั้น ไม่ว่าจะอยู่ประเทศใดในโลกนี้ก็ตาม”

นอกจากคำว่า GDP เขาแถม GNP : Gross National Product มาให้อีกด้วยนะ! 

ยิ่งใช้คำว่า GNP : Gross National Product นั้นแหละยิ่งเน้นหมายเจาะลงไปที่“เฉพาะรายได้ที่เกิดขึ้นของตนเองในชาติตนเองแท้ๆเท่านั้น” มันก็ยิ่งชัดเจนว่า เศรษฐศาสตร์ของชาวเทฺวนิยมโลกียะได้ว่า ไม่มี“โลกุตระ”

เศรษฐศาสตร์แบบพุทธที่เป็น“โลกุตรธรรม”นั้น แตกต่างจากเศรษฐศาสตร์ของชาวเทฺวนิยมโลกียะหรือแตกต่างจากเศรษฐศาสตร์ของชาว“ทุนนิยม”สากลทั่วไปที่ทั้งหลาย ทั้งหมด อย่างมีนัยสำคัญลึกล้ำมาก 

แต่คนเห็นว่า “โลกุตรธรรม”นั้น“สุดโต่ง”เกินไป และเชื่อว่า ไม่มั่นคง ไม่ยั่งยืน ไม่เป็นประโยชน์ต่อคน ต่อสังคม ต่อโลก หรือเชื่อว่า เป็นไปไม่ได้ ไม่สากล เป็นของคนส่วนน้อย   

ที่จริงนั้น ไม่สุดโต่งหรอก มันเป็นไปได้ในคนกลุ่มที่มีอินทรีย์พละ ที่ได้ศึกษาปฏิบัติบรรลุธรรม“โลกุตรธรรม”ได้แท้จริงแล้ว เขา“เป็นไปได้” และหมด“ปัญหา”ไม่เป็นทุกข์-ไม่เป็นสุข” ไม่ใช่“การทรมานตัวเอง” ต้องอดทนข่มฝืนใดๆเลย แต่มีจิตใจเจริญได้แท้จริง เป็น“การทำใจในใจ”คือ“มนสิการ”มี“ปัญญา”ปฏิบัติบรรลุ“โลกุตรธรรม”จริง จึงทำได้
สำเร็จเสร็จ“จบกิจ”ในเรื่อง“แก้ปัญหาเศรษฐกิจ”กันแท้ๆ

ยืนยัน“ตัวอย่าง”ใน“คน”ที่มีความเป็น“คน”เช่นเดียวกันกับคนทั้งหลายในโลก ว่า วิชชาการสุดวิเศษ ที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้สำเร็จเสร็จ“จบกิจ”ยั่งยืนถาวรนิรันดรนั้น“มี”จริง    

สากลคนทั่วไปเข้าใจกันตามที่ลอกมาจากที่ท่านผู้รู้ทางเศรษฐศาสตร์เทฺวนิยมแปลกันไว้ ดังที่ยกมาอ้างอิงไว้ข้างบนนั้น 

ถ้าพินิจเข้าไปให้เข้าถึงความหมายที่ตรงเนื้อหาแท้จริงแล้ว มันกลับเพี้ยนไปจากความเป็นจริงของเนื้อหาแท้จริงที่เป็นกันอยู่ ซึ่งมีนัยสำคัญอยู่อย่างยิ่งยวดทีเดียว   

เริ่มประเด็นที่ ๑ นั่นคือ เศรษฐศาสตร์แบบโลกุตระของพุทธ ถ้าระบุลงไปว่า Domestic ที่แปลว่า ภายในประเทศ ก็จะ“ไม่นับ”เอา“ผลผลิต”ที่ขายได้รายได้จาก“ต่างประเทศ” หรือ“ไม่นับ”เอาที่คนไทยในต่างประเทศไปมีรายได้อยู่ในประเทศอื่นเขาแล้วส่งเข้ามาให้เราในประเทศ ปนเปกันหรอก เรา“ไม่นับ”รวมเอาที่เป็น“รายได้”ที่ได้จากภายนอกประเทศ อันไม่ใช่“รายได้”ที่ได้จาก“ผลผลิต”ที่ผลิตจาก“ภายในประเทศโดยเฉพาะเท่านั้น”มารวม

คำว่า “รายได้ที่เกิดภายในประเทศ”นั้น ต้องไม่รวมเอา“รายได้”ส่วนที่ได้จากต่างประเทศเข้ามารวมด้วยเลย ไม่ว่าจะเป็น“รายได้”จากสินค้าที่ไม่ใช่ผลผลิตของไทย หรือจากคนไทยที่ไปมีรายได้จากต่างประเทศ 

ก็ให้เอาเฉพาะที่เป็น“รายได้ภายในประเทศ”ที่ได้จาก“ผลผลิตภายในประเทศไทย และขายกันระหว่างคนไทยในประเทศไทยเท่านั้น” ที่นับเป็น“รายได้มวลรวมภายในประเทศ” คือ เอาของ“คนไทยที่ผลิตเองขายกันเองในประเทศไทยเอง เป็นรายได้“ทั้งเงินทั้งผลผลิตเฉพาะของคนไทยเองเท่านั้น”จริงๆ

“ความแตกต่าง”ของแนวคิดทาง“เศรษฐศาสตร์”ของทุนนิยม หรือที่ยังเป็นแบบ“โลกียะ”ทั่วไปในโลกสากลกับแบบ“โลกุตระ”ของ“พุทธ”ที่เป็น“บุญนิยม” มีเฉพาะของพุทธนั้นมีนัยสำคัญหลายนัยะ หลากมิติ มากประเด็น  

ตามประเด็นที่ ๑ ที่สาธยายมานั้น ก็คือ ทั้งๆที่ท่านนักเศรษฐศาสตร์เทฺวนิยมกำหนดหมายว่า “รายได้มวลรวมที่เกิดขึ้นในประเทศเท่านั้น” แต่นักเศรษฐศาสตร์เทฺว
นิยมไพล่ผิดเพี้ยนไปคิดเอา“รายได้”ซึ่ง“มันไม่ใช่รายได้มวลรวมที่เกิดขึ้นในประเทศเท่านั้น” ตามกำหนดหมายและพูดๆกันอยู่ทั่วไปเป็นสากลหรอกนะ!

ทว่ามันเป็น“รายได้มวลรวม”ที่บวกเอารายได้จากการขายผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์ของตนเองที่ผลิตภายในประเทศของตนเองแท้ๆ เมื่อส่งออกไปขายแก่ต่างประเทศได้รายได้มา ก็เอา“รายได้”จากต่างประเทศมารวมกันกับทั้งที่จาก“ผลผลิต”ขายในประเทศด้วยรวม“รายได้เข้าเป็นมวลรวม” มันก็รวมเป็น“รายได้”ที่ขาย“ผลผลิต”ได้ทั้งจากขายให้ต่างประเทศ รวมกับ“รายได้”ทั้งที่ขายได้ในประเทศ มันเป็นการเหมารวมปนภายนอกกับภายในเป็น“มวลรวม”ทั้งหมดหนะซี!  

นั่นมันไม่ใช่“การขายผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ของตนเองในประเทศตนเองเท่านั้น” แท้จริงกันที่ไหน? มันยัง“ขี้ตู่”ไปผนวกเอา“ผลผลิต”ที่ขายให้ต่างประเทศ แล้วได้“รายได้”จากต่างประเทศ”แถมเข้ามาอยู่ดี

มันก็เป็น“รายได้มวลรวม”ที่ไปนับเอา“รายได้”จากที่ขาย“ผลผลิต”ออกไปให้แก่ต่างประเทศโน่นมา “รวมเป็นรายได้ปนเปเข้าไปด้วยอีก” แล้วหลงผิดนับว่า เป็น“รายได้มวลรวมเฉพาะภายในประเทศ” ถ้ามัน“ผิด”ตรงนี้ ตอนท้ายที่สุด“บุญนิยม”จะทำต่อไม่ได้เลย

…มันสำคัญผิดไปมั้ย? พินิจดูกันให้คมๆ แม่นๆ ชัดๆ กันเถิด

พินิจกันลึกๆชัดๆคมๆแม่นๆแล้ว จะเห็นว่า ที่ว่า“รายได้มวลรวมในประเทศเท่านั้น” หรือจากภาษาที่ว่า Gross Domestic Product นี้ มันเป็น“รายได้มวลรวม”คือ Gross ที่ถูกต้องตรงตามความกำหนดหมายกันแล้วหรือไม่ใช่? มันเป็น“รายได้มวลรวม”ที่เกิดขึ้น“เฉพาะภายในประเทศเท่านั้น”จริงหรือ?

มันต้องเอา“รายได้ที่เกิดขึ้นจากการนับ‘รายได้’อันได้ขายผลผลิตของไทยที่ไทยผลิตขึ้นได้”กันในประเทศ”เท่านั้นเป็น“รายได้มวลรวมจากผลผลิตของไทยเอง”ตะหาก

ประเด็นที่ ๑ นี้ จึงเป็นการหลงผิดในการขาย“ผลผลิต”ที่ควบรวม“รายได้”จาก

ภายนอก ของ“ผลผลิต”ที่ส่งออกไปขายนอกต่างประเทศ และหรือนับเอาของคนไทยที่

ไปได้“รายได้”อยู่นอกต่างประเทศแล้วส่งเงินเข้ามาให้คนไทยในประเทศไทย ว่า เป็น“รายได้

มวลรวม”เฉพาะของไทยคนไทยภายในประเทศไทยเท่านั้น ว่า เป็นการขาย“ผลผลิตไทย

กันเองภายในประเทศเท่านั้น” แต่หลงว่า“รายได้มวลรวมเฉพาะภายในประเทศ”

“เศรษฐกิจ”ประเด็นที่ ๑ นั้นกำหนดหมายผิดเพี้ยนตรงหลงควบรวมเอาที่“ไม่ใช่
ภายในเท่านั้น”แท้ๆ มาควบรวมเป็น“ภายในแท้”เข้าไปด้วยอย่างสับสนอยู่ ไม่“ตรง”แท้ 

  

ประเด็นที่ ๒ คือ ความหลงเพี้ยนๆผิดๆ ที่มักจะวิปลาสไปหลงคิดเอา“ตัวเลข”กัน มากกว่าที่เจาะให้ลึกลงไปคิดเอา“เนื้องาน”หรือ“ผลผลิตที่เกิดจากการทำงานโดยตรง
ของคนผู้ทำงาน”เป็นสำคัญ

คนมักจะหลงผิดไปกำหนดหมายเอา“ตัวเลข”หรือ“จำนวนตัวเลข”มาเป็นเครื่องชี้ว่า เป็น“ความเจริญเนื้อแท้”ของคนกัน ไม่ว่าจะเป็นการแข่งดีทางค้าขายหรือธุรกิจ แม้แต่จะเป็นการแข่งขันของนักการเมืองหรือพรรคการเมืองซึ่งเป็นประชาธิปไตยที่หลงสำคัญกันที่“การเลือกตั้ง” ล้วนมุ่งมั่นหมายแข่งกันที่“ตัวเลข”กันนั่นเอง ที่กำหนดหมายกันผิดอยู่

เพราะพากันเผลอเผินไปหลง“ตัวเลข”กัน ว่า เป็น“เนื้อหาแท้จริง”

ไม่กำหนดหมายกันที่“การทำงานของคน”ที่เป็นผู้มีความรู้ในเรื่อง“เศรษฐศาสตร์” แบบ“โลกุตระ”ของพระพุทธเจ้า หรือการเมืองก็เช่นกัน ก็ไปหลงกันที่“ตัวเลข” ไม่ไปสำคัญมั่นหมายกันที่“ตัวนักการเมือง”หรือกำหนดหมายกันที่“ผลงานของนักการเมืองทำจริง”มายืนยันเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า เป็นความสำคัญที่เป็นเนื้อหาแท้จริงยิ่งกว่า “ตัวเลข”ของ“การนับคะแนนเอาที่การเลือกตั้ง” ที่แฝงไปด้วยเล่ห์กลสารพัด 

มันจึงไม่ตรงสัจธรรม หรือไม่ใช่ความเป็นจริงกันได้จริง 

“เศรษฐกิจ”ประเด็นที่ ๒ นี้ โลกียะหรือเทฺวนิยมจะวิปลาสไปคิดเน้น“ตัวเลข”แทนที่จะคิดเอา“เนื้องาน”ที่เป็น“ผลผลิตของคนผู้ผลิต”หรือสำคัญมั่นหมายกันที่“คนผู้ทำงานผลิตจริง” เป็นความเจริญทาง“เศรษฐกิจ”หรือ“การเมือง”กันแท้ 

ประเด็นที่ ๓ นั่นคือ “โลกียะ”นับเอา“ผลได้” ที่เมื่อ“ได้เปรียบ”คู่แข่งขัน หรือผู้อื่นแล้ว เราได้ทำเกิน“ทุน”มาเป็น“ของเรา” มีผลมากเกินกว่า“คนอื่น”แท้ เมื่อ“เปรียบเทียบ”ก็เป็น
จริง คือเขาถือว่า เป็น“ความเจริญ”หรือ“ความก้าวหน้า”ของความเป็น“เศรษฐกิจ”ในความเป็นชีวิตคนหรือสังคม ก็ถูกของเขา ที่เขา“ยึดถือของเขาชาว“โลกียะเทฺวนิยม”เป็นสากล 

ชาว“โลกียะ”มีความยึดถือเช่นนี้ เข้าใจและเชื่อว่า อย่างนี้แหละว่า“ถูกต้อง”ดีจริง 

ความเป็น“โลกียธรรม”จะไม่ยอม“เสีย(สละ)ไปให้ใคร” ไม่ยอม“ขาดทุน” จะมีแต่“เอาเปรียบ-ได้เปรียบ”ถือว่า เป็นความเจริญ เป็นอารยะ(ศิวิไลซ์ civilize) หากจะ“เสียสละออกไป”ก็จะคิดเป็น“ราคาของคุณงามความดี-ราคาความเท่,เก๋,โก้”ที่ตนได้ให้แก่คนอื่น แล้วยึดเป็น“อุปกิเลส” ซับซ้อนขึ้นไปอีก แล้วยึดติดใส่จิตตนเองเป็น“ตน(อัตตา)” เป็น“ของของตน(อัตตนียา)”อยู่ และนับเป็น“บุญคุณ”ที่ตนมีต่อผู้อื่น 

นี้คือ ความยึด มันคือ“อุปาทาน”ที่เป็นชนิดหนึ่ง เป็น“อุปกิเลส”แท้ๆ

“ความยึด”ภาวะนั้นๆเป็นตน-เป็นของตนนี้ มันคือ“อุปาทาน”นะ! เป็น“กิเลส”

ทั้งๆที่“กิเลส”มันไม่ใช่“บุญ”เลยแม้แค่นิดน้อย “อุปาทาน”มันเป็น“การยึด”แท้ๆ 

แต่ก็เพี้ยนไปยึดเอา“กิเลส”มาเป็น“บุญ” แล้วก็หลงผิดว่า “ความยึด”เป็น“กุศล”

“บุญ”ต้อง“ไม่มี”อาศัยอยู่ในชีวิต  ส่วน“กุศล”นั้นต้อง“มี”อาศัยอยู่ในชีวิต

ที่ถูกแท้นั้น “บุญ”คือ “การทำลายความยึด” “บุญ”ไม่ใช่“การไปยึดมามีไว้”

แต่“กุศล”มันต้อง“มี” มันต้องสะสม  “กุศล”จึงแตกต่างจาก“บุญ”ที่มันไม่ต้อง“มี”     

“บุญ”มันก็“ผิด”ไปจาก“สัจจะ”ที่แท้ของ“โลกุตระ”กันอย่างอวิชชาหรือมิจฉาทิฏฐิ 

เพราะไพล่ไปเห็น“กุศล”เป็น“บุญ”อันผิดเพี้ยนไปจาก“สัจจะ”คนละทิศละทางเลย

“บุญ”มันไม่ใช่“สมบัติ”ที่จะ“มีสะสมไว้” ซึ่งแตกต่างจาก“กุศล”ที่คนต้องสะสม 

แต่“บุญ”เป็นแค่“พลังงานจิต”ที่สร้างให้เกิดเป็น“ฌาน”เป็น“ปัญญา” เผากิเลสเท่านั้น  “บุญ”มีหน้าที่ทำแต่“วิบัติ”ทำลาย“กิเลส หรือมีหน้าที่ฆ่ากิเลสให้ดับสิ้น 

“บุญ”ไม่มีความเป็น“สสาร” ไม่ว่าทางวัตถุหรือทางจิต เพราะ“บุญ”ไม่จับตัวกัน
ขึ้นเป็นกลุ่มก้อนเด็ดขาด มันเป็นแค่“พลังงานทางจิต” ซึ่ง“บุญ”นี้จะไม่“ทรงอยู่” เป็น“ธรรม”เกินกว่า“ปัจจุบันชาติ” เนื่องจาก“บุญ”เพียงทำหน้าที่เป็น“พลังงานขึ้นได้ในปัจจุบันของอาริยชนโลกุตระ”เท่านั้น “บุญ”ไม่เกิดใน“อดีต”หรือไม่เกิดใน“อนาคต” 

“บุญ”เกิดใน“ปัจจุบันชาติ”เท่านั้น ถ้าไม่ใช่ปัจจุบันที่เป็นคนผู้มีพร้อม“ตาหูจมูกลิ้นกาย”ตื่นเต็มทำงานร่วมกันกับ“ใจภายใน”เป็น“ภาวะ ๒”แล้วไซร้ “บุญ”ก็เกิดไม่ได้   

“บุญ”เป็น“พลังงานจิต”ที่ทำหน้าที่“ประหารกิเลส”เท่านั้น ไม่มี“คุณวิเศษ”อื่น 

“เศรษฐกิจ”ประเด็นที่ ๓ นี้ชาวเทฺวนิยมโลกียะเขาหลงผิดนับนับเอา“ความได้เปรียบ” นับส่วนที่ได้เกิน“ทุน” หรือได้เกินกว่า“คนอื่น”นั้นๆ ถือว่า เป็น“ความเจริญ”หรือ“ความก้าวหน้า”ของความเป็น“เศรษฐกิจ”ในความเป็นชีวิตคนหรือสังคม

ซึ่งมันตรงกันข้ามกับ“เศรษฐกิจ”ของชาวโลกุตระกันคนละทิศละทางกันเลย

“เศรษฐกิจ”ของชาวโลกุตระนั้นนับเอา“ความเสียสละ”ซึ่งเป็น“ความเสียเปรียบ” นั่นเอง ว่าคือ“การได้กำไร” เพราะเสียสละก็“ทำประโยชน์แก่ผู้อื่น” และก็แค่“สักแต่ว่าทำ”

ไม่“ยึดเป็นตัวตน” หรือปฏิบัติจนกระทั่งไม่ยึดมา“เป็นตน-เป็นของตน”ได้สำเร็จจริง

นี้คือ “คุณวิเศษ”ที่ชาวโลกุตระ“ทำได้” ซึ่ง“ยึด-ไม่ยึด”นี้ชาวโลกียะยังไม่ศึกษา

“ความยึด”ภาษาวิชาการว่า “อุปาทาน”นี้เอง คือ “กิเลส”ที่ต้องศึกษาและพิชิตมัน

“เศรษฐกิจ”ของชาวโลกุตระจึงแตกต่างกับขาวโลกียะเทฺวนิยม ยิ่งกว่าดาวคนละดวง

ประเด็นที่ ๔ นั้นคือ ความเป็น“โลกุตรธรรม”นี่แหละสำคัญมากยิ่ง ได้แก่ “ขาดทุนของเรา คือ กำไรของเรา” ประเด็นนี้แหละที่ชาว‘เทฺวนิยมโลกียะเขายังทั้งไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความลึกล้ำของความจริงนี้ ทั้งยังไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติกันให้สำเร็จได้ อย่าง
ภาคภูมิใจ เต็มใจ อิ่มเอมใจ เกษมใส ใจเกื้อกูล เพิ่มพูนการเสียสละจริงๆจังๆกันเลย

ชาวพุทธที่เจริญอาริยธรรมเป็น“โลกุตระ”กันได้สำเร็จจริงๆนั้น จะนับเอา“การขาดทุนของเรา” เป็น“ความเจริญพัฒนาก้าวหน้าของเรา” ด้วยความบริสุทธิ์ใจที่จริงใจด้วย“ปัญญา”อันยิ่ง ว่า ความเป็นผู้ประเสริฐแท้จริงนั้น คือ คนผู้เสียสละ ผู้ขาดทุนให้แก่ผู้อื่น..ดี แพ้ผู้อื่น..ได้ แต่จะไม่ยอมเป็นผู้ผิด ไม่ยอมทุจริต   

แล้วยินดี เต็มใจเป็น“ผู้รับใช้ผู้อื่น-รับใช้สังคมประเทศชาติ หรือรับใช้โลก ที่ไม่ใช่ทาส หรือไม่ใช่ผู้รับจ้าง เป็นอันขาด

ผู้เป็น“อาริยบุคคล”แบบ“โลกุตระ” จึงไม่ใช่ทั้ง“ทาส”ทั้ง“เทพ”หรือเทฺวะผู้ยิ่งใหญ่ใด

เพราะเป็นผู้รู้จักรู้แจ้งรู้จริงรู้จบความเป็น“เทพ”หรือ“เทฺว”แม้จะยิ่งใหญ่ที่สุดปานใด

ความเป็น“ทาส”คือ ผู้ยังมี“ตัวตน”แล้ว ไม่รู้ว่า “ตนเองเป็นทาส”ที่หลงรับใช้ตัวเองก็ละลดความเป็น“ทาส”ได้ไปตามลำดับ เป็นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์

ชีวิตที่มีอยู่ จึงอยู่อย่างมี“ปัญญาอันยิ่ง”ว่า ยังมีแรงทำกรรมที่เป็นประโยชน์ได้ จึงอยู่อย่าง“เสียสละ” หรือรับใช้ผู้อื่นที่เหมาะที่ควร ชนิดที่ไม่ยึดติดความเป็น“ตัวตน”กันแท้

ผู้หมดสิ้น“อัตตา” หรือหมดสิ้นตัวตน เป็นคนตามที่กล่าวนี้จริงใจ จริงกาย ไม่เสแสร้ง

จึงเป็น“งัวงานเศรษฐกิจ”ที่ซื่อสัตย์ จริงใจ เต็มใจแก่สังคมมนุษยชาติอยู่ในโลกนี้แท้  

  

ประเด็นที่ ๕ ยิ่งชัดเจนแจ่มแจ้งที่สุดในความเป็น“โลกุตระ”ที่แตกต่างยิ่งใหญ่จากระบบ“ทุนนิยม”หรือแบบชาว“เทฺวนิยมโลกียธรรม”สามัญของปุถุชน 

นั่นก็คือ ชาว“โลกุตระ”ผู้บรรลุอรหันต์แล้ว ไม่มีอารมณ์“สุข”กับ“การได้กำไร” และไม่มีอารมณ์“ทุกข์”กับ“การขาดทุน”เลย การทำ“เศรษฐกิจ”จึงสบายกายที่สุด สงบใจที่สุด 

หรือแม้แต่ผู้ยังไม่บรรลุอรหันต์ก็ตาม ที่ี“สัมมาทิฏฐิ”ดีแล้ว ก็จะพยายามตั้งใจ“ไม่ทุกข์”กับ“การขาดทุน” แต่กลับจะ“ยังมีสุข”เกิดขึ้นบ้างในจิตของผู้ยังไม่บรรลุอรหันต์ก็ตาม เพราะมี“สัมมาทิฏฐิ”ในความเป็น“โลกุตระ”ดีแล้ว

“ความสุข”ที่เป็น“มายา”ตัวร้ายกาจเก่งยิ่ง คือ“ความทุกข์”แปลงร่างหลอกคนนี้เองที่ต้องเรียนรู้อย่างสำคัญสุดๆ กระทั่งมี“ปัญญา”รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“ความจริง”อันยิ่งใหญ่นี้ได้

จึง“จบกิจ”ที่จะยังหลงงงมงายวิ่งไล่เป็นทาส“พระเจ้า”ผู้สถาปนาตนเอง ยึดเอาความเป็น“เจ้าของสุข”ที่จะประทาน“สุข”ให้แก่“ทาส”ผู้ปล่อยไม่ไป เพราะยังมี“อวิชชา”

ดังนั้น ผู้มี“วิชชา” อันคือ“ปัญญา”หลุดพ้นจากความเป็น“ทาส”จาก“เทพ”หรือจาก“พระเจ้า”ได้จริง จึงคือ ผู้รู้จักรู้แจ้งรู้จริงรู้จบ ทั้งความเป็น“ทาส”เป็น“เทพ”เป็น“พระเจ้า” เพราะได้ศึกษาปฏิบัติจนกระทั่งสามารถทำ“จิต เจตสิก รูป”ให้บรรลุ“นิพพาน”สำเร็จแท้

“เศรษฐกิจ”แบบโลกุตระ จึงไม่ใช่ผู้่ติดยึดอยู่กับ“ตัวเลข”จนทำให้พา“สุข”พา“ทุกข์”

ประเด็นที่ ๖ นี้มันยากยิ่งมากๆเลยที่ชาว“เทวนิยมโลกียะ”จะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงกันได้ นั่นคือ เครื่องชี้บ่งความเจริญก้าวหน้าของชาวโลกุตระนั้น “ตัวเลข”ที่แจ้งผลรวมสรุปของ“รายได้การค้าขายแต่ละครั้งคราว แต่ละไตรมาส หรือแต่ละ ๖ เดือน หรือแต่ละปี แต่ละ ๕ ปี ๑๐ ปี อะไรพวกนี้ “โลกุตระ”จะรู้แจ้งรู้จริง“ตัวเลข”ที่น้อยลงๆ หรือ“ขาดทุน” ถึงเจริญสุดคือ “๐” แม้แต่จะ“๐”ในสังคมของเราชาวโลกุตระ ก็ยังอยู่ได้ มีชีวิตพออยู่พอกิน สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล เพิ่มพูนการเสียสละ”อยู่ จึงเป็นผู้ขาดทุน”ให้แก่สังคมแก่โลกชนิดที่ มี“ปัญญา”แท้ ที่รู้ชัดเจน จบจริง 

จึงนับเป็นเศรษฐกิจที่มีความเจริญก้าวหน้าแปลกประหลาดมหัศจรรย์ สำคัญยิ่ง ซึ่งเศรษฐกิจที่ชาวทุนนิยมโลกียะเขานับว่า เป็นความเจริญก้าวหน้าของเขาชาวเทฺว
นิยมโลกียะที่โลกส่วนใหญ่เขายึดถือกันนั้น เขาจะมีแต่“ได้เพิ่มขึ้นๆ-รวยๆไม่มีวันพอ”

ประเด็นที่ ๗ นี้ยิ่งแสดงถึงความทะนงองอาจแกล้วกล้าของ“จิตวิญญาณ”ที่มั่นใจใน“สมรรถนะ”และ“ความขยัน”ของตนๆ ของหมู่กลุ่มสังคมโลกุตระที่อยู่กันอย่างมีชั้นมี

ลำดับสูงกลาง-ต่ำของแต่ละคนที่ต่างก็ปฏิสัมพันธ์กันอยู่เป็น“เอกภาพ”ยิ่งนั้น ตาม“วรรณะ ๙” ที่แต่ละคนของกลุ่มสังคมชุมชนโลกุตระนั้นๆ อยู่เป็นสังคม“สาราณียธรรม ๖”

นั่นคือ การอยู่ร่วมกัน ด้วย“เมตตากายกรรม-เมตตาวจีกรรม-เมตตามโนกรรม

แต่ละคนทำงานได้ลาภโดยธรรมแล้วก็เอามารวมกันเป็นสาธารณโภคี กินใช้เป็นกองกลางเดียวกัน แต่ละคนมีอินทรีย์พละไม่เท่ากันอยู่แน่ เพราะต่างคนต่างยังมี“ความเข้าใจ”ไม่เท่ากันหรือ“ทิฏฐิ”ไม่เท่ากันแต่กันอยู่กันอย่างเสมอสมานกัน รู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาวกัน ศัพท์คือ “ทิฏฐิสามัญญตา” และต่างคนต่างมีการปฏิบัติตามศีลที่ตนทำได้ของตนๆ และเคารพผู้มีศีลสูงกว่า อนุโลมผู้มีศีลต่ำกว่า ก็เป็น“ศีลสามัญญตา” ฉะนี้คือ ชุมชนคน“สาราณียธรรม ๖” 

“เศรษฐกิจ”ที่มีในสังคมนี้ก็คือ ทุกคนทำงานได้ผลผลิตหรือรายได้เท่าไหร่ ก็นำมารวมเป็นกองกลาง ซึ่งเท่ากับทุกคนอยู่ในกงสี หรือเสียภาษีให้กองกลาง ไม่แบ่งออกไป ไม่แย่งกัน เพราะเป็นคนมีปัญญาอันยิ่งเข้าใจ“ความจริงที่เป็นโลกุตรธรรม” ของการไม่ยึดตัวตน ไม่เอามาให้ตัวตน แม้เราจะยังมีกิเลสเหลืออยู่ก็ขัดเกลาของตนเองที่จริงไปตามขั้นตอน  

ประเด็นที่ ๘ แม้ที่สุดเงิน“คงคลัง”ของชาวโลกุตระ ก็จะพยายามเหลือเก็บไว้ให้“น้อยที่สุด”เท่าที่จะสามารถทำการสะพัดให้ได้เร็วและออกไปมากที่สุด เท่าที่จะสามารถรักษาสภาพการอยู่ได้ไปกับกระแสหมุนเวียนของสังคมในช่วงไม่ใกล้ไม่ไกลนัก โดยอ่านเอาจากสมาชิกของสังคมนั้นๆแต่ละสังคมว่า คนมี“ความรู้ความสามารถ”กับ“ความขยัน”แท้ๆที่เป็น“ต้นทุนสำคัญสุด”เป็นหลักเป็นการประเมินประมาณได้ว่า นี่คือ“ต้นทุนที่สำคัญยิ่งยอดแท้”ของเรา ที่ไม่มีขาดหายไปจาก“ทุนแท้”ของคนของสังคม เพราะมันเป็น“คุณวิเศษติดตัวคนผู้นั้นแล้ว” จึงเป็น“ทุนวิเศษ”ที่มั่นคงยั่งยืนแน่นอนในคนผู้นั้นแล้วอยู่ตลอดตาย

แม้จะมี“คน”ในสังคมนั้นพิการไป หรือแก่เฒ่าลงเรี่ยวแรงในการทำงานก็จะน้อยลงไปบ้าง เป็นธรรมดา คนผู้บรรลุเป็น“อาริยบุคคล”แล้ว ตั้งแต่โสดาบันขึ้นไป จนกระทั่งถึงพระโพธิสัตว์ระดับสูงสุด ที่สุดเป็นพระพุทธเจ้า ก็จะมี“ปัญญา”รู้การอลุ่มอล่วยอนุโลม-ปฏิโลมกันไป จึงยิ่งมีแต่จะเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ยิ่งๆขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่มีถดถอยเลย

ซึ่งคนผู้จัดการใช้ความยืดหยุ่นทางใจของตนได้ดีรู้่จักทำความผ่อนหนักผ่อนเบา ผ่อนสั้นผ่อนยาว ให้เท่าทันกับเหตุการณ์สถานการณ์

แต่กระนั้น“ต้นทุนที่สำคัญวิเศษยิ่งสุดเป็นต้นทุน”อันคือ“ฌานวิสัยของคนผู้นั้น” จะอยู่กับตนไปตลอด จนกระทั่งจะ“ทำตายให้แก่ตนเองไป”เป็น“ปริโยสาน”นั่นทีเดียว

จะไม่ใช่“ความเที่ยงแท้”ที่ได้แค่ความยึดมั่นถือมั่น(อุปาทาน)“อัตตา”ของตนอยู่เท่านั้น แต่เป็นผู้หมดสิ้นความเป็น“อัตตา”ของตน เป็นผู้มี“อนัตตาธรรม”แล้ว และมีคุณวิเศษตาม“มูลสูตร ๑๐”ได้สำเร็สัมบูรณ์ 

ฉะนี้คือ “ความเที่ยงแท้”ที่วิเศษสุด ไม่มีตกต่ำอีกเลย แม้เวียนเกิด-เวียนตายไปอีกกี่ชาติต่อกี่ชาติก็ตาม ไม่เปลี่ยนแปลงไปจาก“ความเจริญงอกงามไพบูลย์”แล้วเด็ดขาด

จะไม่เหมือน“เทฺวนิยม”ซึ่งยัง“ไม่มีความเที่ยงแท้เด็ดขาด” แม้จะได้เป็น“พระศาสดา”องค์ใดองค์หนึ่งแล้ว ก็ตาม ซึ่งศาสดาเทฺวนิยมนั้นยัง“หลงผิด”อวิชชาอยู่ว่า เมื่อท่านตายลงก็จะไปอยู่กับ“พระเจ้า”นิรันดรนั้น มันก็ยัง“ไม่จริง”ตามที่ท่านเชื่อถือกันเลย

“อัตตา”ของพระศาสดาของเทฺวนิยมทุกองค์ เมื่อสิ้นชีวิตลงก็จะต่้องเวียนว่ายตายเกิดกันอีกนับชาติไม่ถ้วน เพราะท่านยังไม่มีความเป็น“อมตะ”แบบ“โลกุตรธรรม”ที่มี
“มูลรากของคุณวิเศษ ๑๐”(พระไตรปิฎก เล่ม ๒๔ ข้อ ๕๘ “มูลสูตร ๑๐”)

ความเป็น“อมตะ”นั้น ต้องมีเหตุมีปัจจัยในจิตวิญญาณว่า มี“คุณวิเศษ ๑๐” ได้แก่ มีความยินดี(ฉันทะ)เป็นรากเหง้าของจิต(มูลกา)-มีการทำใจในใจ(มนสิการ)เป็นแดนเกิด (สัมภวะ)-มีการกระทบสัมผัส(ผัสสะ)เป็นเหตุเกิด(สมุทัย)-มีความรู้สึก(เวทนา)เป็นที่ประชุมลง(สโมสรณา)-มีจิตตั้งมั่น(สมาธิ)เป็น“หัวหน้า(ปมุข)-มีความระลึกรู้ตัว(สติ)เป็นใหญ่(อธิปไตย)-มีความรู้ความฉลาด(ปัญญา)เป็นยิ่ง(อุตตระ)-มีความหลุดพ้น(วิมุติ)เป็นแก่น(สาระ)-มีกรรมสิทธิ์อยู่เหนือการเกิด-การตายของตนที่จะทำเกิดทำตายให้แก่ตนเองได้สุดวิเศษ(อมตะ)-มีการดับกิเลสสิ้นเกลี้ยง(นิพพาน)ถึงขั้นสามารถทำการตายเป็นที่สุดไปเลยแยกธาตุจิตของตนเป็นดินน้ำไฟลมไปไม่เหลือตามที่ตนต้องการเมื่อใดก็ได้(ปรินิพพานเป็นปริโยสาน)

ไม่ใช่ไม่มีเหตุไม่มีปัจจัยที่บอกแจ้งถึง“ต้นทุนที่สำคัญยิ่งเป็นทุนแท้”ที่ตนพึงมีอยู่จริง ได้ชัดเจน ตามที่ได้สาธยายมานั้นแน่นอน    

“ต้นทุนที่สำคัญยิ่งเป็นทุนแท้”นี้ จะไม่หมดไม่หายไปไหน เพราะมันเป็น“สมบัติ

ในตัวคนติดตัวคน”ไปจนตาย เป็น“กรรมที่เป็นของของตน(กัมมัสสกะ)-กรรมเป็นมรดกวิบากของตน(กัมมทายาท)-กรรมจะพาตนเป็นไปดำเนินไป(กัมมโยนิ)-กรรมเป็นเผ่าพันธ์ของตน(กัมมพันธุ)-กรรมเป็นที่พึ่งอาศัยของต(กัมมปฏิสรโณ)”ที่สะสมเป็น“สัมภารวิบาก”ติดตัวเรา จะตายแล้วเกิดใหม่ไปอีกกี่ชาติต่อกี่ชาติ เมื่อเป็น

“อาริยบุคคล”แล้ว “กรรมวิบาก”ที่เป็น“อาริยธรรม”แล้วของตนก็จะมีแต่เจริญ งอกงาม ไพบูลย์เป็นลำดับไปยิ่งๆ “เที่ยงแท้-ยั่งยืน-ตลอดไป-ไม่มีตกต่ำอีกแล้วเป็นธรรมดา-ไม่มี

อะไรหักล้างได้แล้ว-ไม่กลับกำเริบ”

ประเด็นที่ ๙ “เศรษฐศาสตร์บุญนิยม”ที่เป็น“โลกุตระ”นี้ จะยืนยัน“ความเกษมใส-ใจเกื้อกูล-เพิ่มพูนการเสียสละ”ยิ่งๆอยู่ตลอด นั่นคือ สุดท้ายแห่งท้ายสุด “ผลผลิตของไทย”ที่ส่งออกไปสู่ต่างประเทศนั้น ก็จะยิ่งต้อง“ขายถูก” หรือขาย“ขาดทุน” ซึ่งเป็น“การเสียสละ”ที่เราได้“เพิ่มพูน”คือ“เพิ่มพูนการเสียสละ”กันจริงๆ ด้วยการแจกจ่ายให้แก่ผู้ที่ควรให้อย่างเต็มใจยิ่ง “อ่มเอม-เกษมใส-ใจเกื้อกูล-  0•••••••

ไม่ กันจริงๆ

ดังนั้น “รายได้มวลรวม”ที่จะได้จาก“ผลผลิตแท้ๆของคนไทยในประเทศ” ที่ส่งออกไปสู่ต่างประเทศนั้น เมื่อชื่อว่า GDP ที่ยืนยันว่า กำหกับด้วยคำว่า “Domestic” อันคือ “ภายในประเทศ” ผลผลิตก้ต้องเป็น“ผลผลิตของไทยเองในประเทศไทย” แล้วส่งออกไปสู่“ต่างประเทศ” แล้ว“รายได้”ที่จะได้เราก็ยิ่งจะต้อง“ขาดทุน”หรือให้“ฟรี”แก่ต่างประเทศเขาไป  

     

ฉะนี้คือ GDP ย่อมาจาก Gross Domestic Product หรือแปลเป็นไทยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ แปลจากไทยเป็นไทยอีกที คือ การที่นับรายได้ที่เกิดขึ้นจากในประเทศเท่านั้น ไม่ว่าจะสัญชาติใดก็ตาม โดย GDP ประเทศไทย จะนับการคำนวณเฉพาะรายได้ที่เกิดขึ้นในไทยเท่านั้น

ที่คนผู้มีความรู้เรื่อง“เศรษฐศาสตร์”ได้แค่แบบ“เทฺวนิยม”ที่ยังเป็น“โลกียะ”เท่านั้น จะไม่รู้เรื่อง“เศรษฐศาสตร์”ที่เป็น“โลกุตระ”อย่างที่ได้สาธยายมา