660208 วิญญาณฐิติ 7 วิโมกข์ 8 อนุปุพพวิหาร 9 สัตตาวาส 9 ตอนที่ 2 พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ดาวโหลดเอกสารที่                                                                                                          

https://docs.google.com/document/d/1aPA-uRGJ2oFBSMkEaje8NhvvCwunF0_DCHTmA2y2cus/edit?usp=sharing                                

ดาวน์โหลดเสียงที่  https://drive.google.com/file/d/18Cq-Kl-YoyBzgBCNPX2t2PEn8zLkEBP2/view?usp=share_link 

ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/cTFtQlQ_OEw 

และ https://fb.watch/izlX5t2cX0/ 

พ่อครูว่า… เจริญธรรม อ้าว วันนี้อาตมาเข้าคิวผิดไปแล้ว ก็ท่านเดินดินต่อ

สมณะเดินดิน… วันนี้วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ 2566 ที่บวรราชธานีอโศก แรม 3 ค่ำเดือน 3 ปีเถาะ วันนี้เป็นวันเริ่มต้นงานอัฏฐาริยสัจจายุของลานนาอโศก ของเขาจัด 8 วันก็เริ่มสตาร์ทตั้งแต่วันนี้ แต่เขาก็ปลายเปิดไว้ว่าใครจะมาตอนไหนก็ได้แต่จะเริ่มตั้งแต่วันนี้ 

พ่อครูว่า… จะทำ 8 วันแล้วเริ่มในวันที่ 8 ด้วย

สมณะเดินดิน… ที่นั่นเขาจะมีสอบไล่สอบปริยัติธรรมด้วย ดูเหมือนทางลานนามีญาติธรรม หลายคนเสนอว่า งานนี้น่าจะจัด 8 วัน อาจารย์ 1 จะรู้ด้วยญาณหรือไม่ว่าจะจัด 8 วัน คนที่เรียกร้องก็อย่าลืมไปร่วมงานก็แล้วกัน 

อาตมาคิดว่างานแห่งความรักของรัก รักพงษ์ ดัชนีชี้วัดของความรักของรักรักพงษ์อย่างหนึ่งก็คือ ความมีสาราณียธรรมของพวกเรา กิจกรรมของแต่ละที่อาจมีความหลากหลาย แต่ดูเหมือนจะคล้ายกันมีวงดนตรี มีอาหาร มีขายสินค้าราคาถูก บางที่ก็ไม่ได้จัดงานมานานแล้ว อาจจะขาดคนบ้าง ขาดอุปกรณ์บ้างไม่บริบูรณ์เท่าไหร่ ก็อยากจะฝากว่า อย่าไปห่วงชาวบ้านจนลืมให้ความรักกับพวกเราเอง คือคิดแต่จะไปช่วยชาวบ้านจนสาราณียธรรมของพวกเราภายในหายไป 

แต่ก็อย่าลืมรักพวกเรากันเองจนลืมรักตัวเอง ต้องกลับมาคิดถึงตัวเองด้วย ที่พ่อครูบอกว่า เราตั้งวันนี้ขึ้นมา เป็นวันที่เราเริ่มต้นที่จะมีอายุยืน 

วันจันทร์ที่แล้วพ่อครูก็บอกว่าชีวิตของพวกเราจะมีอายุยืนยาวได้ต้องมีความสมดุลในการกินได้ นอนได้ ทำงานได้ ถ่ายได้ ออกกำลังกายได้ แต่อย่าทำผิดที่ก็แล้วกัน ไปทำจนไม่ไหวต้องนอนกินขี้ อย่างนี้ก็ไม่ไหวแล้ว แต่ว่า ให้กินนอนทำงาน ออกกำลังกาย 

พ่อครูว่า… ได้แดดอีกอันนะ เติมอีกอัน ออกกำลังกาย แล้วได้แดดด้วย 

สมณะเดินดิน… อันนี้ก็สำคัญเหมือนกัน ตอนโควิดระบาด หมอหลายท่านบอกว่าการเพิ่มภูมิต้านทานคือให้ถูกแดดโดนแดด ร่างกายจะมีภูมิต้านทานเพิ่มขึ้น แต่ก็อย่างที่บ้านราช พ่อครูจะพา Adventure ตอนนี้พ่อครูซ้อมมา 2 วันแล้ว คิดว่าไม่น่ากังวลเท่าไหร่ เห็นพวกเราซ้อมกันใหญ่ กลัวจะเดินไม่ไหว ที่ไม่น่ากังวลเพราะเห็นสมุนพระรามซ้อมตามพ่อครูมา 2 วันแล้ว 

วันแรกเดินไปป่าบงปลาทามสนุกสนานมาก ปีนต้นไม้ พ่อครูพากลับมาขึ้นภูเฮาอีกด้วย พลังยังไม่ตกเลย ขนาดสมุนพระรามตัวเล็กตัวน้อยเดินตามเป็นกระพรวนเลย 

พ่อครูว่า… ประมาณ 3 กิโลเมตร 

สมณะเดินดิน… วันแรกประมาณ 3 กิโลเมตรครับ วันที่ 2 เหมือนจะเดินได้มากขึ้นเพราะเดินเลียบริมแม่น้ำ 

อาตมารู้สึกว่า ตอนเดินเราเหมือนไม่ประทับใจเท่าไร ในหัวเรามีงานที่จะขบคิด แต่เมื่อเดินปล่อยวางไม่ได้ปรุงอะไรมาก ก็ได้เห็นความยิ่งใหญ่ของแม่น้ำ ความสวยงามธรรมชาติของแม่น้ำที่ยิ่งใหญ่ เขาบอกว่า แม่น้ำมูลที่เราอยู่ทั้งลึกทั้งกว้างที่สุดในบริเวณที่เราอยู่นี้ แต่เมื่อเราเดินแล้วมีงานในหัว ก็เลยไม่ค่อยซาบซึ้ง หรือไม่ก็เดินป่าบุ่งป่าทาม เราเคยเห็นป่าทั่วๆไป แต่อันนี้ปลาบุ่งป่าทาม มีอะไรอีกหลายอย่าง คิดว่าอันนี้เป็นอันซีนunseenของบ้านราช 99% คงไม่เคยเห็น 

พ่อครูว่า… แต่เห็นต้นแสงอายุหลายร้อยปีเลยนะ สงสัยจะถึง 200 ปีต้นนี้

สมณะเดินดิน… ดูอัศจรรย์มากเลย มันเย็นจนมีมอสอยู่ใต้ต้นไม้ แล้วก็จะมี Unseen อีกหลายอย่างในงานที่จะให้พวกเราได้ดูกัน คิดว่าสบายๆวันเดินก็พาออกกำลังกายเพื่อให้เราได้ครบสมดุลของชีวิต 

ลานนาอโศกเริ่มต้นแล้ว ของพวกเราก็ซ้อมๆ ไปก่อนจนกว่าจะถึงวันงานจริง วันนี้เราคงได้มาฟังธรรมจากพ่อครูกันก่อน ขออาราธนาครับ 

พ่อครูว่า… ขอทักทายกับ sms ก่อน ไม่งั้นไม่ทักทายมันจะดินพอกหางหมูไปอีกเยอะ ตั้งแต่วันที่ 3 มาแล้ว วันนี้วันที่ 8 แล้ว

SMS วันที่ 3-5 ก.พ. 2566

_จรรยา ประเสริฐ  · เดือนนี้เป็นเดือนแห่งความรักที่หนักใจที่สุดคือ ลูกพาผู้หญิงมาไหว้ และบอกว่า เขาทั้งสองรักกัน เราเห็นแล้วก็อึ้งไปเลย หลังจากที่ผู้หญิงไปแล้ว เราพูดกับลูกว่า ถ้าไม่อยู่เป็นโสดแล้ว ก็ให้แต่งงานเป็นเรื่องเป็นราวไปเลย ก่อนจะตัดสินใจ ฟังแม่สักนิดว่า …

  1. เตรียมใจไว้เลยว่า ชีวิตครอบครัว ต้องรดด้วยน้ำตา…. 

  2. มีลูก เตรียมใจไว้เลยว่า กรรมของเราจะมีลูกอย่างไร ให้เลือกเอา ปัญญาอ่อน หรือ ออทิสติก หรือพิการกาย เพราะดูแล้ว เธอสองคน อายุมากแล้ว เกิน 35 อัพแล้ว แน่นอน ต้องได้อย่างใด อย่างหนึ่งแน่ ๆ …

  3. เตรียมเงินไว้เลี้ยงลูก ค่านม ค่าผ้าอ้อม ค่าคนเลี้ยงดู (เพราะแม่ไม่เลี้ยงให้) ค่าเรียนหนังสือ ค่าฉีดวัคซีน และอีกจิปาถะ ไม่ใช่ขู่ เรื่องจริง ….

  4. เตรียมใจไว้ตอนเลิกกันด้วย ใครจะเลี้ยงดูลูก ข้อนี้แน่นอน เพราะดูแล้ว เธอ 2 คน ไม่มีความอดทน สุดท้ายกรรมอยู่ที่ลูก ภรรยา และลูกที่เกิดมา ทุกคนรับกรรมทั้งนั้น ข้อสำคัญ ถ้าตกลงใช้ชีวิตคู่แล้ว ต้องออกไปจากบ้าน ไปตั้งตัวกันใหม่ ไปสร้างบ้านกันใหม่ ให้ลูกตัดสินใจ และให้ไปบอกกับผู้หญิงว่า แม่ยอมให้ไปอยู่กินกันได้เลย ไม่ต้องทำพิธีใด ๆ 

และบอกลูกว่า เราห้ามได้ การที่เราไม่มีครอบครัว (เป็นโสด) มีทรัพย์ที่ประเสริฐกว่า การมีครอบครัว ไม่เข็ดหรือ แม่กับพ่อแยกกัน ตัวลูกเองมีความรู้สึกยังไง ยังจำได้ไหม?? และแม่ก็ไม่บาปด้วย ที่ทำแบบนี้ และห้ามไม่ให้มีชีวิตคู่ ถือว่าสร้างกุศลอีกต่างหาก ให้คิดดู ปรากฎว่า ลูกตอบทันทีว่าล้มเลิกการมีคู่แล้ว และโทรบอกผู้หญิงว่า เราเป็นเพื่อนกันดีกว่า เพราะเขาพูดต่อหน้าดิฉัน ก็โอเคค่ะ กราบสาธุค่ะ

พ่อครูว่า… ว่านอนสอนง่ายนะลูกนี้ดีจังเลยมีกุศลจริงๆ ในอโศกเรานี่นะพฤติการณ์นี้ข้างนอกเขาฟังแล้วคงสะดุ้ง โอ้โหในวงการของอโศกนี้มีสนามรบกันขนาดนี้นะ นี่เป็นสนามรบนะ เห็นไหมเข้าใจไหม สนามรบที่ยิ่งใหญ่เลยสำหรับวงโคจรของชีวิต ที่จะจัดสรรจัดการ 

_ตุ๊ก อัศวิน   · ได้ประจักษ์แจ้งแก่ใจ..เป็นจริงตามที่ท่าน สขม กล้าข้ามฝัน ปรารภธรรม…ในเรื่อง ‘สัปปายะสถานของอโศก’ ที่ พ่อครู พานำสร้าง พานำปลูก..จนสำเร็จเป็นรูปธรรม ดุจ เทพเนรมิต..เจ้าค่ะ

วันนี้ เสาร์ที่ ๔ กพ.๒๕๖๖ @สันติอโศก.บึงกุ่ม..ได้ให้โอกาส..ให้เข้าร่วมกิจกรรมในการขัดล้างพระพุทธรูป ๓ องค์ อันได้แก่

๑. หลวงปู่วิชิตอวิชชา

๒. หลวงปู่สมานัตตา

๓. พระพุทธาภิธรรมนิมิต

ทั้ง ๓ องค์ ประดิษฐานอยู่ใน ‘บวร’ ซึ่งอยู่ลึกสุดซอยนวมินทร์ ๔๖

ทำให้ได้มีโอกาสเข้าไปใกล้ชิด..ชื่นชม ยลภูมิทัศน์ อันน่าร่มรื่น สงบ งดงาม มีต้นไม้หลายหลาก ให้ออกซิเจน มีน้ำตกขนาดใหญ่ น้ำตกไหลแรง..เกิดฝอยละอองน้ำให้ความเย็นฉ่ำอุรา..มีลำธารให้น้ำจากน้ำตกไหลไป ดุจอยู่ในป่า.. มีลานทราย(เอาใจเด็กๆได้เล่น).. มีแมกไม้ มีที่นั่งทำเป็นรากไม้ (เข้ากั๋น..เข้ากันกับบรรยากาศ)..ให้นั่งพักผ่อน หย่อนใจ..ช่างกลมกลืน ดุจ Oasis กลางป่าคอ_นก_รีต เจ้าค่ะ

ทั้งหลาย..ทั้งปวง..ที่เล่าสู่ฟังข้างต้นนี้..ล้วนเป็น ‘วัดในอุดมคติ’ เป็นรูปธรรมที่จับต้องได้..ที่ พ่อครู นำพาสรรค์สร้าง..ให้ได้เกิดขึ้น..ยังความสุขแก่ผู้มาเยือน ทุกๆท่าน เจ้าค่ะ ขอโอกาสนี้..น้อมกราบ ‘พ่อครู’ ด้วยความเคารพยิ่ง และ สำนึกในเมตตาธรรม ที่ท่านกรุณา ให้สัมมาทิฎฐิ..จนเกิดมี สัปปายะสถาน เห็นปานนี้.เจ้าค่ะ

พ่อครูว่า… อันนี้เรื่องของสถานที่ สัปปายะสถาน คือสถานที่ สัปปายะ 4 มี เสนาสนะสัปปายะ บุคคลสัปปายะ อาหารสัปปายะ ธรรมะสัปปายะ 

_Natchawan Sriphatsongsaeng ณัชชาวรรณ ศรีพัฒน์ส่องแสง : ดีใจจังที่เห็นพ่อครูมาเทศนาธรรมแข็งแรงดีแล้ว นอบน้อมกราบท่านพ่อครูด้วยความเคารพเป็นอย่างสูงด้วยเศียรเกล้าเจ้าคะ

พ่อครูว่า…สาธุ

_แดง สารคาม  · ชาตินี้ลูกขอให้ตัวเองอยู่เหนือผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ให้ได้ก่อนค่ะ ศีลแปดยังไม่เอาค่ะเพราะสติกำลังยังไม่ถึงค่ะ / พ่อครูคะ นิพพานคืออะไรคะ เท่าที่ลูกสังเกตคืออย่างนี้ใช่ไหมคะ เช่นเราเคยกินเนื้อหมู พอมาเรียนกับพ่อครูแล้วก็ไม่จับไม่กินไม่อยากกินไม่รังเกียจคนที่ยังกินอยู่ จิตใจอยู่เหนือเนื้อหมูนั้นใช่ไหมคะ

พ่อครูว่า… ใช่นี่แหละเป็นการหลุดพ้นจริงๆ ขณะที่สัมผัสอยู่จิตมันหลุดพ้นจิตมันไม่ไปเกี่ยวข้อง จิตมันไม่มีอาการที่จะดูดจะผลักอะไร เป็นอาการอุเบกขา  อาการกลางๆ นี่แหละคือลักษณะของธรรมะ นิพพาน 

พระอรหันต์ไม่มีพยาบาทอาฆาต คนฆ่าพระอรหันต์เป็นอนันตริยกรรม

_แพ้ธรรม ธรรมะ ธรรมชาติ  · จิตใจของพระโพธิสัตว์เจ้ามีแต่เมตตาต่อมวลมนุษย์ชาติถึงแม้ว่าเขาจะต่อว่าทำร้าย ท่านก็ให้อภัยเสมอ ต้องกราบนมัสการด้วยเศียรเกล้าคะ

พ่อครูว่า… อาตมาเคยพูดว่าแม้แต่เขาจะฆ่า ฆ่าทำให้ร่างกายเรานี้ตายเลย ร่างกายเราก็ตาย แต่ใจเราไม่พยาบาทไม่โกรธเคืองไม่ผูกอาฆาตพยาบาทอะไรเลยจริงนะ ขอยืนยันว่าจริง แต่ก็อย่าทำอาตมาเลยนะ แม้อาตมาจะไม่อาฆาตคุณก็ตาม มันซับซ้อนอันนี้พระพุทธเจ้าท่านอธิบายต่อนะ มันแรง บาปอกุศลมันหนัก 

อย่างเช่นผู้ที่เป็นเช่นนี้ก็คือพระอรหันต์ขึ้นไปเป็นต้น เป็นผู้ที่มีจิตไม่พยาบาทอาฆาตอะไรตอบแล้ว แต่คนที่ฆ่าพระอรหันต์เป็นอนันตริยกรรม มีบาปที่เป็นอนันตริยกรรม เป็นบาปที่หนักหนาสาหัสอนันต์เลย อนันต์เลยเรียกว่ามันมาก เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้มันซับซ้อนอย่างนี้อย่าไปทำ 

_ป้ารัตน์ หนึ่งในธรรม  · กราบนมัสการพ่อท่านและท่านสมณะทุกรูปค่ะพ่อท่านไม่มีตัวตน เป็นตัวอย่างกับเรา ได้อย่างเยี่ยมยอด ทั้งชม และด่า พ่อรับได้ เรายังไม่ชอบใจแทนพ่อท่าน อ่านข้อความที่เขาด่า เป็นชั่วโมง สุดยอดเลยค่ะ ไม่มีอนุสัยหลงเหลืออยู่เลย

พ่อครูว่า…จริง

_วรัช นาวาบุญ  · อโศกมีอรหันต์ฆราวาสมีหลายท่านครับ โสดามีมากมายที่ทุกพุทธสถานครับ ขอกราบแสดงความคิดเห็นด้วยครับ

พ่อครูว่า… แสดงมาเลยแสดงความคิดเห็นมาแก่อาตมาเลย อาตมาตีความอย่างนี้ก็แล้วกัน 

_อัฏฐากรณ์ ประทีปฐานิตย์ · น้อมกราบพ่อครูด้วยเศียรเกล้า น้อมกราบท่านสมณะและสิกขมาตุทุกท่านด้วยความเคารพอย่างสูง ขอโอกาสให้พ่อครูช่วยขยายอภิภายตนะ 8 ให้ด้วยครับ พยายามหาคำนี้จากหนังสืออภิธานศัพท์อโศกเล่ม1 แต่ไม่มีปรากฏครับ

พ่อครูว่า… ในอภิธานศัพท์เล่ม 1 ยังไม่มี เพราะอาตมายังไม่บังอาจที่ทำมาแล้ว เพิ่งจะมาอธิบายอธิบายอภิภายตนะ 8 เมื่อไม่นานมานี้ อภิธานศัพท์เล่ม 1 เขาเก็บมาตั้งแต่ตอนก่อน อภิภายตนะ 8 เป็นความรู้ของโพธิสัตว์ระดับ 8 อาตมาเพิ่งจะไต่ขึ้นมาโพธิสัตว์ระดับ 8 จึงค่อยๆอธิบายขึ้นมา เพราะฉะนั้นก็จึงยังไม่มีไม่มีปัญหาอะไร 

อาตมาก็ขอผ่านก่อนก็แล้วกัน อภิภายตนะมันเป็นภูมิธรรมระดับสูงที่อาตมาคิดว่าคุณก็คงยังไม่ถึงเวลาวาระที่จะต้องมาศึกษาอะไรมากอันนี้หรอก มันเป็นภูมิที่เกินอรหันต์ไปแล้ว พูดง่ายๆว่าเกินอรหันต์ไปแล้ว เอาไว้ก่อน วันนี้จะขอเวลา อาตมายังอธิบายอยู่ ไม่ต้องเป็นห่วงติดตามเถอะ อย่ารีบไปไหน 

อิทธิบาทจะต่ออายุให้ถึง 133 ปีของพ่อครู

_จาก ซึ้งซื่อ วิเชียร . กราบนมัสการพ่อท่านด้วยสุดเศียรเกล้าครับ

เมื่อวันที่ ๒๗-๒๙ มกรา ๖๖ ผมได้ไปเข้าค่าย อุโบสถศีล๘ ที่สันติอโศกเป็นครั้งแรก ในครั้งที่ ๑๗๔  ทำให้ผมมีความอิ่มเอมเกษมใสมากครับ ได้ไปกราบท่านสมณะและสิกขมาตุหลายรูป ทำให้เกิดพลังในชีวิตและพบปะญาติธรรมมากหน้าหลายตา ทำให้ชีวิตมีค่ามากเลยได้พบ สัปปายะ ๔ อย่างน่าประทับใจ 

๑.อาสนะสัปปายะ ๒.บุคคลสัปปายะ ๓.อาหารสัปปายะ ๔.ธัมมสัปปายะ ด้วยความปีติยินดีอย่างยิ่งครับ 

ผมจะขอเข้าค่ายอีกเรื่อยไปทุกครั้งที่จัดครับ

ขอกราบอาราธนาให้พ่อท่านอยู่กับพวกเราไปนานแสนนานครับกราบขอบพระคุณพ่อท่านอย่างสูงยิ่งครับ

พ่อครูว่า… เขาเรียกว่าเสนาสนสัปปายะคือสถานที่ สัปปายะ 4 อาตมาก็ขอผ่านไปก่อนขอบายไปก่อน อย่าเพิ่งอธิบายเลย 

อาตมานั้นพยายามนะ นี่นอนเมื่อคืนนี้ก็ยังทบทวนตัวเองแล้วก็ตัดสินใจว่า จะพยายามลากสังขารไปให้ถึง 133 ปีให้ได้นะ (โยมสาธุ) โอ้โห..อนุโมทนาสาธุเลยนะ แล้วมันจะลากไปไหวไหมนี่ 

คือจะพิสูจน์ธรรมะพระพุทธเจ้าด้วย พิสูจน์จริงๆว่า มันจะพลิกกลับ แก่แล้วมาหนุ่ม แก่แล้วก็มีสังขารร่างกายที่กลับมาสดขึ้นมาหนุ่มใหม่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสจริงๆ พระสมณโคดมท่านเองท่านไม่ทำ ท่านตรัสว่าอานนท์ ถ้าเรานี้จะมีชีวิตอยู่ถึงหนึ่งกัปป์หรือเกินกว่ากัปป์ก็ทำได้อานนท์ กัปป์หนึ่งประมาณ 120 ปีในยุคนั้น 

พระมหากัสสปะ พระอานนท์และอื่นๆก็อายุ 120 ทั้งนั้น ชีวิตค่อยสิ้นชีวิต ดับชีวิตไป 

พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสไว้ว่าเราจะทำให้ชีวิตล่า บริษัทพวกเราลากสังขารไปให้ถึง 1 กัปป์หรือ 120 ปีเป็นต้น เหลือเกินไปอีกก็ได้ 

ถ้าอาตมา 1 กัปป์ 120 แล้วลากไปอีก 133 ก็บวกไปอีก 13 ปีเอง ลากไปอีก 13 ปีนักษัตรเดียวกับ 1ปี มันน่าจะได้ 

ถ้าได้ อาตมาว่าจะเป็นอานิสงส์แก่ศาสนา จะมีประโยชน์คุณค่า เพราะว่าเมืองไทยเกิดอันนี้แล้ว เกิดโลกุตระ มันหยั่งรากฟื้นคืนมาได้แล้ว ซึ่งมันสูญหายไปตั้ง 2,500 กว่าปี มันสูญหายไปจริงๆ อาตมาเกิดมาในยุคนี้ก็เลยต้องดึงขึ้นมา เอามาสถาปนาลงไปในมนุษย์ ในชาวพุทธ ก็ได้พวกคุณมานี่ นี่เป็นความจริงเลยเป็นผลสำเร็จที่แท้จริงเลย ได้โลกุตระธรรมมา มีพวกเราสำเร็จ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ 

อรหันต์เราก็ประกาศยืนยันว่า อรหันต์ของเรานั้น อรหันต์จริง ไม่ใช่อรหันต์เก๊ ก็สิ้นชีพไปหลายคนแล้ว อย่างนี้เป็นต้น 

SMS วันที่ 6 ก.พ. 2566

สมดุล 7 อย่างที่ทำให้อายุยืนยาว(1)

_กิตติมา เอกมาไพศาล · วันนี้พ่อครูเสียงมีพลัง ฟังชัด สัญญาณการถ่ายทอดก็ดีไม่มีสะดุด แซ่บอีหลี กิน นอน ขี้ ทำงาน ออกกำลังกาย ผู้ใดทำได้ อายุยืนนาน

พ่อครูว่า… ยังไม่ครบนะมีคำว่าได้แดดอีกคุณกิตติมา เรียงคำศัพท์ให้ดีๆนะอย่านอนกินขี้นะ กิน นอน ขี้ ทำงาน ออกกำลังกาย ได้แดด ผู้ใดทำได้อายุยืนนาน 6 ตัว กิน นอน ขี้ ทำงาน ออกกำลังกาย ได้แดด ให้มันถูกแดดบ้างพอสมควรพอเหมาะ 

_ตุ๊ก อัศวิน · น้อมกราบ..ขอบพระคุณ ‘พ่อครูผู้เป็น สยังอภิญญาที่กรุณาอรรถาธิบาย ข้อธรรมในเรื่อง

๑. วิญญาณฐีติ ๗

๒. วิโมกข์ ๘

๓. สัตตาวาส ๙

๔. อนุปุพวิหาร ๙

ดุจดัง กำลังหมุนกงล้อธรรม..ได้อย่าง ลื่นไหล สอดคล้อง ไม่มีสะดุด ติดขัด ไพเราะ งดงาม ยิ่งเจ้าค่ะ หัวข้อธรรมในกาละนี้.สะท้านโลก..โลกุตตระ..อย่างยิ่ง!!

ไม่อาจหาฟังได้จากที่ใด_สำนักใด_จากอาจารย์ใด .เจ้าค่ะ

พ่อครูว่า… คุณฟังได้ก็ดีมากเลย เดี๋ยววันนี้จะย้ำอีก จะย้ำไปจนกระทั่งถึงวัน อัฏฐาริยสัจจายุ ซึ่งในงาน 3 วันนี้อาตมาเกริ่นไว้ก่อนเลยจะบรรยายเรื่องประชาธิปไตยแบบไทยโดยเฉพาะ โปรดติดตาม Coming soon

อันนี้อาตมาก็ขอย้ำยืนยันว่า จริงที่สุด เพราะอาตมาเกิดมาในยุคนี้เป็นไก่ตัวพี่ ในโลกุตรธรรมที่มาเกิดในยุคนี้ ไม่มีใครอธิบายได้อย่างอาตมาหรอก ขออภัยนะที่พูดนี้ไม่ได้ไปยกยอตัวเอง ไม่ได้หลงตัวเอง ไม่ได้อยากโอ้อวดอะไร แต่สัมทับความจริงให้ฟังจริงๆ คุณฟังคนจริงพูดความจริง พูดความจริงให้อย่ามีอคติ หรืออย่ามีอะไรมาแปรเปลี่ยนความหมายไปเป็นทางกิเลสแม้เศษเล็กเศษน้อย ฟังให้จบๆในตัวมันเองดู แล้วคุณจะได้อะไรลึกซึ้ง ไม่อย่างนั้นมันย้อนแย้งอยู่ มันไม่ลงไปหาจิต มันกระทบทิ้งกระทบออก มันแย้งมันจะกระทบออก ภาวะที่ย้อนแย้งไม่รับเต็มที่ มันเป็นภาวะอย่างนั้นจริงๆ มันไม่ได้ประโยชน์เต็มที่ 

สมดุล 7 อย่างที่ทำให้อายุยืนยาว(2)

_ใบฟ้า ธรรมะธารา นาวาบุญนิยม · กราบนมัสการ พ่อครูด้วยเศียรเกล้าฯ กราบนมัสการท่านสมณะและท่านสิกขมาตุทุกรูป ด้วยความเคารพยิ่ง เจริญธรรม พี่น้องทุกฐานะ และลูกหลานที่น่ารักทุกคน 

“๘ อ.”แนวทาง(มรรค)ของการมีสุขภาพดี ที่ยอดเยี่ยม สรุปลงเป็น “๕ อ.”ที่สมดุล สู่การเป็นผู้มี”อายุยืน”(ผล) เทียบเคียงดังนี้

กิน นอน ขี้ ทำงาน และออกกำลังกาย “ได้”(อาหาร เอนกาย อุจจาระ อาชีพชอบ และออกกำลังกาย “ได้”) เป็นอีกหมวดหนึ่ง ที่ควรแก่การ รวบรวมไว้ ในหนังสือ”สรรค่า สร้างคน” นอกเหนือจาก หมวดธรรมต่างๆ ที่พ่อครู ได้บัญญัติไว้ ก่อนหน้านี้ ต.ย. “ภาวะสุดประเสริฐ๘”(อิสระ……เพิ่มพูนเสียสละ)เป็นต้น 

ขอโอกาสเรียนเสนอไปยัง “กลุ่มสุดฝั่งฝัน” ได้กรุณา รวบรวมจัดพิมพ์ เป็นครั้งที่ 7 ถวายเป็น”ปิตุบูชา “”โพธิบูชา”ในงานเฉลิมฉลอง ครบ 8 รอบนักษัตร ของ”พระนิยตะโพธิสัตว์เจ้า “ผู้ก้าวเข้าสู่ความเป็น “พระมหาโพธิสัตว์ “กราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ กราบขอบพระคุณ พ่อครู ผู้เป็นตัวแบบตัวอย่างที่เลิศยอด ของการดูแลสุขภาพทุกอ.ด้วยเศียรเกล้าฯ ค่ะ

พ่อครูว่า… ใช่ จะบอกว่าเป็นอีกหมวดหนึ่งจาก 8 อ ก็ได้ หนังสือสรรค่า สร้างคน เราก็ยังไม่ได้เพิ่มเติมอีกเลย เป็นชุดแรกชุดเดียว มันมีอีกเยอะเลยถ้าจะเก็บ แต่ก่อนเก็บมีสมุดเล่ม 1 เขียนเอาไว้เดี๋ยวนี้หายไปไหนไม่รู้แล้วเล่มนั้น เลยกระจัดกระจายหมดเลย (พ่อครูไอตัดออกด้วย) 

สมณะเดินดิน… มีคนตั้งข้อสังเกตว่า สูตรดูแลสุขภาพของชาวอโศกนี่ มีเยอะแยะมากมาย ถ้ามีใหม่ๆเข้ามา ชาวอโศกพร้อมจะตื่นตัวขานรับทันที แต่ว่า 8 อ ของพ่อครูที่พวกเราเห็นทุกเมื่อเชื่อวัน เป็นตัวอย่าง จริงพิสูจน์ได้ ให้เห็นให้เชื่อได้ว่า พ่อครูอายุ 89 ปีแล้วยังแข็งแรงขนาดนี้ อันนี้กลับไม่ค่อยได้มีความประทับใจ Appreciate ไม่ค่อยตื่นเต้นเหมือนกับสูตรใหม่ๆที่เข้ามา อาจจะเป็นเพราะว่าเราเห็นอยู่ทุกๆวัน เราน่าจะกลับมาลองไล่ดูนะ 

คือ พ่อครูบอก 8 อ แต่เอาจริงๆแล้วเราก็มักจะเอา อ ที่เราชอบที่เขานำเสนอมา มันไม่สมบูรณ์ ถ้าเราเข้าใจ 8 อ เราก็จะไม่วิ่งไปเข้าหากระแสที่เข้ามาเยอะแยะมากมาย ในเรื่องสุขภาพ ในทีวีก็มีโฆษณาสูตรมากมาย สูตรนั้นสูตรนี้สูตรโน้น อย่างไรอย่างไรก็อย่าลืม 8 อ

พ่อครูว่า… กลุ่มสุดฝั่งฝัน เป็นกลุ่มที่จัดการเรื่องพิมพ์หนังสือออกมา 

อาตมาค่อยๆเลื่อนเข้าหาระดับ 8 จะบอกว่า ก้าวข้ามก็ยังไม่ได้ โพธิสัตว์ระดับ 8 นี้ อาตมายังไม่บังอาจจะพูดอย่างแกล้วกล้าเต็มที่หรอก 

เขาซาบซึ้งในเรื่องของการต่ออาชีพ ต่อขันธ์ ต่ออายุร่างกาย ตอนนี้ จะย่างเข้า 90 แล้ว ก็ยังดูว่าขนาดนี้นะ แสดงออกทางกิริยา ทางอาการ ก็ดูเห็นอยู่ว่า โอ้ อายุเท่านี้เฉลี่ยดูส่วนใหญ่ของคนทั่วไปแล้ว มันเห็นชัดเจนว่า อาตมาก็ไม่ได้ไปยกยอตัวเองอะไรนะ ก็เห็นว่า มันจริงนะ ก็ดูแข็งแรงพิเศษ เกินกว่าสามัญเขาอยู่ 

อาตมาก็ยิ่งชัดเจนมั่นใจในเรื่องของอิทธิบาท ที่เพิ่มพลัง coefficient เพิ่มพลังสัมประสิทธิ์เป็นปฏิภาคทวีให้มันเพิ่มคูณขึ้นไป ด้วยการทำใจในใจ ทำองค์ประกอบของการจะมีชีวิตอยู่ ซึ่งก็คงลงรายละเอียดไม่ได้หรอกวันนี้ทั้งหลายแหล่ที่เราพูดกัน 8 อ และที่กำลังเรียบเรียงใหม่ ทั้ง กิน นอน ขี้ 

ซึ่งถ้าพูดสลับเป็น นอนกินขี้ ก็ไม่ดี นอนขี้กินก็ไม่ดี 

นี่เป็นสูตรใหม่ 6 คำ คือ ใบฟ้า เขาเป็นอาจารย์พยาบาลอยู่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มานาน เป็น ผศ. อะไรพวกนี้เขาก็ซาบซึ้งในเรื่องของสุขภาพร่างกายชีวิตคน 

_เกษม แสนทอง · พ่อท่านช่างแกล้วกล้าอาจหาญในการเทศนาแบบผ่า โดยไม่มุ่งแสวงหาบริษัทบริวารแต่อย่างใด ซึ่งเป็นเรื่องยากที่ผู้คนจะเข้าใจได้ว่า ท่านทำเพื่อความถูกต้องตรงธรรม แต่ท่านก็ต้องทำเพื่อดำรงพระศาสนาของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง

พ่อครูว่า… อาตมานี่ ฉายาขวานจักตอก หรือผู้มีสายฟ้าในวาทะ ตอนแรกๆ ตอนหลังหายไปหมดเลยไม่มีใครมาให้ฉายาแก่อาตมา ตอนแรกๆศรัทธากันเข้าใจ ใหม่ๆแรกๆ พอตอนหลังมา มีเถระสมาคมมาต่อต้าน เขาก็เลยเกรงใจเถรสมาคมกัน ก็ไม่เป็นไร 

อันนี้จริง อาตมาพูดไปแล้วจะหาว่า ไม่ค่อยดี อาตมาไม่ต้องการจะไปหาทางหาเสียง ประเหลาะให้คนมาเป็นพรรคพวกเป็นหมู่เป็นบริวาร อาตมาไม่ทำ มันเสียธรรมะพระพุทธเจ้ามากเลย 

ซึ่งอาตมาก็เคยเอาที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้มายืนยัน 

ภิกษุทั้งหลาย !  พรหมจรรย์เราประพฤติ มิใช่เพื่อ… 

หลอกลวงคนให้มาเคารพนับถือ  (น  ชนกุหนัตถัง) 

มิใช่เพื่อเรียกคนมาเป็นบริวาร (น  อิติ มังชโน) 

มิใช่เพื่ออานิสงส์เป็นลาภสักการะและเพื่อเสียงสรรเสริญ    มิใช่เพื่อจะได้เป็นเจ้าลัทธิ  หรือค้านลัทธิอื่นใดให้ล้มไป  

มิใช่เพื่อให้มหาชนเข้าใจว่า.. เราได้เป็นผู้วิเศษอย่างนั้น  ก็หามิได้ 

ภิกษุทั้งหลาย ! ที่แท้ พรหมจรรย์นี้เราประพฤติเพื่อสำรวม เพื่อละ, เพื่อคลายกำหนัด, เพื่อดับทุกข์สนิท ฯ 

(พรหมจริยสูตร พตปฎ.เล่ม ๒๑  ข้อ ๒๕) 

อาตมาพยายามทำอย่างนั้นจริงๆแล้วมันจะมีสัจจะสำหรับผู้ที่มีภูมิธรรมถึงขีดถึงขั้นแล้ว มันจะไม่ต้องการ ไม่มีสิ่งพวกนี้ มันเป็นเรื่องซับซ้อนที่ดีมาก มันคัดเลือกคนในตัวด้วย มันได้คนที่มีภูมิธรรมที่ฟังขึ้นว่า คนอย่างนี้ก็มีด้วยนะ ด่าคนไม่เกรงใจใคร คนก็จะชังหมดสิ ชังก็ชังสิ ถ้าใครชังอาตมาก็ทุกข์เอง ไม่เป็นความดีเอง แต่คนที่เขาเห็นจริงเลยว่าจะไปชังอาตมาได้อย่างไร 

อาตมาใช้สำนวนตามภาษาโบราณเขาว่า ด่าเอาบุญ ที่จริงคำว่า บุญ เอาไม่ได้ แต่มันถูกต้อง เพราะฉะนั้นพวกคุณได้ดีเพราะถูกด่าใช่ไหม ได้ดีเพราะถูกตำหนิ ภาษาบาลีภาษาหลักก็คือ นิคฺคเณฺห นิคฺคหารหํ  ควรข่มคนที่ควรข่ม ได้ดีเพราะคำตำหนิ ไม่ใช่ได้ดีเพราะคำยกย่องยกยอ มันทำให้คนเสียต่างหาก พระพุทธเจ้าว่าไว้อย่างหนักเลยว่าความสรรเสริญมีแต่ความเสื่อมต่ำ 

วิญญาณฐิติ 7 วิโมกข์ 8 อนุปุพพวิหาร 9 สัตตาวาส 9 ตอนที่ 2

มาต่อเรื่องของ 4 นี่แหละ ยังจะต้องทวนไปทวนมาให้ละเอียดละอออีก 

เรื่องของ 7 8 9 9 วิญญาณฐิติ 7 วิโมกข์ 8 อนุปุพพวิหาร 9 สัตตาวาส 9

ผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิสมบูรณ์มีวิญญาณฐิติ 7 ผู้นี้ตรงกันข้ามกันกับ สัตตาวาส 9

ผู้ที่ไม่มีวิญญาณฐิติ 7 สมบูรณ์ผู้นั้นจะตกมาเป็น สัตตาวาส 9 ไม่มากก็น้อย ถ้าเต็มสมบูรณ์แล้ว มีวิญญาณฐิติ 7 สัมมาทิฏฐิสมบูรณ์ จะไม่ตกไปเป็น สัตตาวาส 9 เลย ไม่ลังเลสงสัยเลย เพราะฉะนั้นใน สัตตาวาส 9 จึงไม่มีแม้แต่ เนวสัญญานาสัญญายตนะ นี่ก็พูดมาหลายเหลี่ยมมุมแล้ววิญญาณฐิติ 7 จบที่ อากิญจัญญายตนะ เพราะจะไม่มีอีก ignore จะว่าไม่ใช่หรือจะใช่ ก็ไม่มี มีแต่ตรงๆๆ ถูกต้อง กิเลสจบหมดเลย อากิญจัญญายตนะ อย่างนี้เป็นต้น 

ทีนี้ วิโมกข์ 8 อนุปุพพวิหาร 9 คือ ลำดับของธรรมะแต่ละขั้นแต่ละลำดับ เรียงกันอย่างเต็มที่ สัมมาทิฏฐิ  ก็ไม่มีปัญหา แม้ว่าสัมมาทิฏฐิบริบูรณ์ปฏิบัติได้อย่างเด็ดขาดเป็นวิญญาณฐิติ 7 ไม่มีแม้แต่ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ซึ่ง อนุปุพพวิหาร 9 มี หรือแม้แต่ วิโมกข์ 8 ก็มี เนวสัญญานาสัญญายตนะ 

อนุปุพพวิหาร 9 ก็มี แน่นอน สัตตาวาส 9 ย่อมมี จบอยู่แค่ เนวสัญญานาสัญญายตนะ เขาจะไม่มี สัญญาเวทยิตนิโรธ 

เพราะเขาไปหลงนิโรธที่ อสัญญีสัตว์ พวก สัตตาวาส 9 

สัตตาวาส 9 ผู้เป็นสัตว์อยู่นี้ปฏิบัติ ฌาน 4 มาก็ เป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นโลกีย์ฌาน เป็นฌานเดียรถีย์ ไม่ใช่ฌานแบบพุทธ 

เพราะฉะนั้นเขาจะปฏิบัติไปอย่างไร ฌาน 1 เขาก็ยังเป็นเดียรถีย์ ฌาน 2 เขาก็บังเป็นเดียรถีย์ ฌาน 3 ก็เป็นเดียรถีย์ จนกระทั่งไปฌานที่ 4 มันเป็นนิโรธแบบมิจฉาทิฏฐิ ดับสัญญาดับเวทนา คือดับแต่แค่สัญญาดับ เวทนามันก็ดับด้วยแล้ว 

ดับสัญญาด้วยก็ไม่กำหนดรู้ดับ เป็นการข่มเท่านั้นไม่ได้ดับกิเลสที่เป็นเหตุ เพราะฉะนั้นถ้าดับกิเลสแล้วยิ่งขั้น 5 ขั้น 4 ก็ยิ่งสว่างยิ่งออกมาแจ้ง ยิ่งมีอิริยาบถ ปาคุญญตา ยิ่งคล่องแคล่วว่องไว ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาแบบคนตาย ไม่ใช่เลยมันคนละลักษณะ 

เพราะฉะนั้น อากาสานัญจายตนสัตว์ วิญญานัญจายตนสัตว์ เนวสัญญานาสัญญายตนสัตว์ สัตว์อรูป 4 รูป เป็นสัตว์​ นิรมาณกาย ต่างคนต่างไม่เห็นของใครแต่ก็แต่ละ อทิสมานกายมา บริโภคหมู่ สัมโภคกาย เหมือนคนตาบอดชวนคนตาบอดมาชมฟ้าสวย 

บอกว่า ฟ้าสวยจังเลย คนตาบอดก็สำนองรับคำเลย โอ้ ใช่ๆ ฟ้าสวยจัง ตาบอดเอ๋ย ตาบอดสอดตาเห็นหมดเหมือนกันเลย นั่งคือ สัมโภคกาย ต่างคนต่าง อทิสมานกาย ไม่เห็นกัน เห็นตัวเองเห็นของเก๊เป็นนิรมานกาย 

ต่างคนต่างสร้างขึ้นมา ของใครของมัน อยู่ในภพตัวเองทั้งนั้น แล้วไม่มีใครเห็นของใคร แต่มาโมเมว่า ใช่แล้วอันนี้อันเดียวกันอย่างเดียวกันนะ ขี้หมาสิ อย่างเดียวกัน

ไม่มีเดียวกันเลยแม้แต่ข้อที่ 1 สัตตาวาส 9 ข้อที่ 1 หรือ วิญญาญฐิติ ข้อที่ 1 กายต่างกัน สัญญาต่างกัน 

สัตว์นรกก็คนละเรื่อง มนุษย์ก็คนละเรื่อง เทวดาก็คนละเรื่อง ต่างสมมุติกันไปเองหมดเลย เป็นอะไรก็ไม่รู้เอามาเทียบกันไม่ได้เลย เพราะมันไม่ได้เอามาเทียบกัน ของใครของมัน เห็นไหม มันต่างคนต่างหลงเลอะเทอะกันไป ตามตัวใครตัวมันเลย นี่คือข้อที่ 1 ของความเป็นสัตว์โง่ๆ 

เพราะฉะนั้นผู้ที่บรรลุแล้วข้อที่ 1 จึงรู้ดีว่า ตายๆๆ แต่ก่อนนี้เราก็ไปหลงเลอะเทอะว่าอย่างนี้เป็นอย่างนี้ ๆ ค่อยๆปรับมาเรื่อยๆจากข้อที่ 1 เป็นวิญญาณฐีติข้อที่ 1 ข้อที่ 2 3 4 มา จนกระทั่งถึงข้อที่ 7 จึงจะครบบริบูรณ์ ตรวจสอบธรรมะพระพุทธเจ้านี้ท่านให้ถึงให้ตรวจสอบด้วยวิญญาณฐิติ 7 ตรวจสอบไปให้บริบูรณ์เลย 

วิญญาณฐิติ 7 ข้อที่ 1 อธิบายไปแล้ว 

ต่อมาข้อที่ 2 กายต่างกัน สัญญาอย่างเดียวกัน สัญญาอย่างเดียวกันคือสัญญาว่าไม่มีนิวรณ์ 5 พวกมิจฉาทิฏฐินั่งหลับตา เขาก็ทำให้จิตของเขาไม่มีนิวรณ์ 5 ได้ แต่เขาหลับตา หยาบๆ เห็นได้ง่ายๆ 

ส่วนของพระพุทธเจ้านั้น ลืมตาสบายๆไม่ได้หลับตากระทบสัมผัส ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข กระทบรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) ก็ไม่มีนิวรณ์ 5 ไม่มี กระทบสัมผัสรุนแรงขนาดไหนก็ไม่มี ตามบารมี บารมีของผู้ที่ได้จริงๆกระทบสัมผัสรุนแรงอย่างไรอย่างไร จะหลอกจะล่อ มุมนั้นมุมนี้อย่างไรก็ไม่หลงตาม เฉลียวฉลาดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆตามบารมี 

วิญญาณฐิติข้อที่ 3 เอา ความเป็นอาภัสราเป็นเครื่องตัดสิน อาภัสราคือสภาพสภาวธรรมที่สว่าง สว่างเหมือนสายธัมมชโย 

ธัมมชโยนี่คือ พวกตาบอดตาใส ใสๆๆ สมมุติขึ้นมาให้มีความใสเป็นกายใส แต่ต่างคนต่างนั่งหลับตาใสหมดเลย ใสหมดเลย เขาลืมตาออกมาก็กลายเป็นเนรมิตกายใสอีกด้วย ทั้งๆที่ความเป็นจริงคุณลืมตาคุณจะต้องเห็นรูป อ้าวนี่ผัก นี่คน แต่คุณก็ไปใสๆๆ อยู่นั้นแหละ บ้าเหรอ 

คุณก็ต้องรู้ความจริงตามความเป็นจริงสิ ตากระทบรูปก็ต้องเห็นรูป ตากระทบสีก็เห็นสี กระทบเหลี่ยมมุมก็ต้องเห็น เสียงก็ต้องได้ยินอย่างนี้อย่างนี้ไม่ใช่ว่าใสๆๆหมดเลยตีขลุมไปหมดเลย เอาแต่คำว่าใสไปครอบงำความคิดสะกดจิตแล้วก็ครอบงำทางความคิด ให้คนหลงละเมอเพ้อพก 

อย่าว่าแต่ทำให้กลายเป็นรูปใสเลย กลายเป็นสิ่งที่ไม่มีให้มีตัวตนไปเลยก็ได้เช่น เห็นผีอย่างนี้เป็นต้นเห็นรูปร่างโครงกระดูกเดินอยู่ สะกดจิตแล้วให้เห็น ลืมตามาเห็นโครงกระดูกเดิน มองคนนี่ไม่มีตัวตนหรอก มันใส นี่มีแต่โครงกระดูกเดินเท่านั้น เขาก็จะมองทะลุเนื้อไปเลยยิ่งกว่าเอ๊กซเรย์ มองเห็นโอ้โห…โครงกระดูกเดินไปตาม มันจะมีอิริยาบถขาแขนแกว่งไกว ก็จะเห็น แต่เขามองทะลุเป็นใสหมดเลยแต่เป็นสมมุติทั้งนั้น คนก็เดากันได้ว่าโครงกระดูกแขนขามันเป็นอย่างไร ก็ได้นี่เดาได้ 

นี่ คือรายละเอียดพวกที่มันไม่รู้ความจริงก็ถูกหลอก ที่จริงจะหลอกหรือไม่หลอกแต่อาตมาว่าธัมมชโยนี้หลอก เพราะเป็นสมี 2 ตัว สมีตัวหนึ่งก็คือ สมีอวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีในตนเองจริง เขาไม่ได้รู้จริงรู้จังอะไรเลย เขาก็โกหกคนซับซ้อนอยู่อย่างนั้น ทั้งๆที่คนจับได้แล้วที่มีหลักฐาน 

บอกว่าเขาไม่ได้มีอุตริมนุสธรรมจริงเลย เขาก็ยังอลัชชี.  เขาก็ยังเป็นอลัชชีที่หลอกชาวบ้านเขาอยู่อีกนั่นแหละ เดี๋ยวนี้เขาก็ยัง จนกระทั่งหลอกต่อเลยว่า ไม่รู้ตายหรือยัง ปิดกันเลยแม้แต่คณะเดียวกันเขาก็ยังปิด ไม่รู้ว่าตายหรือยังก็ไม่รู้ หากไม่ตายเขาก็จะบอกคนข้างในได้อยู่ ถ้าตายแล้วก็ออกมาหลอกคนด้วยว่า ธัมมชโยยังอยู่ อย่างนี้ มันซับซ้อนมากเลย 

นั่นเป็นสายอาภัสรา 

ส่วนวิญญาณฐิติข้อที่ 4 นั้นเป็นสายอาจารย์มั่น สายดำสายมืด สายกิณหา สุภกิณหา ตัวนี้อธิบายยากกว่าอาภัสรา 

เพราะสัมมาทิฐินั้น มองกิณหาเป็นกิณหา กิณหาคือสภาพความมืดความดำมันไม่ใช่นิโรธทีเดียว แต่มิจฉาทิฏฐิ มันเอาตรงที่ตัดสินกันตรงที่ว่า คนหนึ่งมิจฉาทิฏฐิ คนหนึ่งสัมมาทิฏฐิ 

ถ้าคนมิจฉาทิฐิก็เป็นสัตตาวาส 9 คนที่สัมมาทิฏฐิก็เป็นวิญญาณฐิติ 7 

แล้วคนที่วิญญาณฐิติจะรู้ทั้งความมืดความดำ จะรู้ทางนิโรธว่าต่างกัน แต่ในความหมายของวิญญาณฐิติ 7 พยัญชนะที่ท่านบอกกำหนดคือ อย่างเดียวกันทั้งกาย กายอย่างเดียวกันสัญญาอย่างเดียวกัน มันทั้งคู่เลย อย่างเดียวกัน 

แต่มันมีต่างกันที่ท่านไม่ได้พูดไว้ในวิญญาณฐิติ 7 มันมีต่างกันตรงที่ทิฎฐิ คนผิดคือ สัตตาวาส 9 คนถูกคือวิญญาณฐิติ 

คนที่เข้าใจก็รู้ว่า อ๋อ…มันต้องเลือกเอาอย่างที่ถูกสิ อย่างที่ผิดและก็รู้แล้วผู้รู้.  ผู้รู้จะรู้ทั้งผิดและถูก ส่วนผู้ไม่รู้นั้นไปรู้ผิดเป็นถูก คือ สัตตาวาส 9 ในตัวข้อที่ 4 ของวิญญาณฐิติ 7 ทั้ง 2 อันเป็นข้อที่ 4 

ส่วนข้อที่ 5 นั้น วิญญาณฐิติ ไม่มีอสัญญีสัตว์ ไม่ได้ดับสัญญาเลยมีแต่สัญญาสว่างแจ้งสว่างไปเลย แล้วรู้จักอากาศ รู้จักวิญญาณ รู้จักอากิญจัญญายตนะ 

วิญญาณฐิติ 7 จะเข้าใจอากาศคือความว่างอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ว่างลงไปหาที่สุดมิได้ อ๋อ รู้ สภาวะรูปชนิดนี้ หรืออรูปชนิดนี้ คือ สิ่งที่เป็นรูปหรือเป็นสิ่งที่เป็นวัตถุก็ได้ และอีกอันหนึ่งคือนาม คือวิญญาณหรือจิตวิญญาณ วิญญานัญจายตนะ ก็ต้องมี 2 อย่าง มีรูป มีนาม อากาศเป็นรูป วิญญาณเป็นนาม ที่บริบูรณ์แล้วสมบูรณ์แล้วก็รู้ว่า ความว่างคือความว่าง Space ทั้งหลายแหล่ 

เพราะฉะนั้นที่ทางวิทยาศาสตร์เขาบอกว่า Space คือ เทหะวัตถุแท่งทึบ คือคนมืดคนไม่รู้เขามองเป็นสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้ามืดไปหมด แต่คนรู้ก็จะเห็นสว่างทุกอย่าง นอกจากจะมีความสว่างแล้วก็จะเห็นสิ่งที่อยู่ในความสว่างว่า มีอะไรในความสว่าง เป็นการรู้ที่สมบูรณ์แบบ จักษุ ปัญญา ญาณ​ วิชชา อาโลก เมื่อมีแสงสว่าง มีตา ก็จะรู้ความจริงอะไรที่เป็นความจริงตามความเป็นจริง ตาก็จะสัมผัสสิ่งนั้น 

ตั้งแต่คุณสามารถสัมผัสได้หยาบได้ละเอียดๆ ก็ตามบารมีของแต่ละคน อย่างคนสายตาสั้น ตาไม่ดีก็เห็นได้ไม่ชัดเท่าไหร่ได้ไม่มากไม่ละเอียดเท่าไหร่ ก็เป็นธรรมดา เอารูปธรรมมาอธิบาย นามธรรมก็ยิ่งละเอียดกว่านั้น 

เพราะฉะนั้นในวิญญาณฐิติข้อที่ 4 นี้ จึงเป็นการ จะว่าจริงๆแล้ว ปัญญาญาณทุกอย่างครบแล้ว ในวิญญาณฐิติ 7 จบที่กายอย่างเดียวกัน สัญญาอย่างเดียวกัน จบแล้ว อีก 3 อันนั้น อากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ กับ อากิญจัญญายตนะ ก็เป็นการบอกสภาวะ 3 เส้า ของ Cyclic Order ของสามอย่าง 

มีอากาศ มีวิญญาณเป็นประธานสิ่งทั้งปวงที่สามารถรู้อากาศกับรู้ความไม่มี รู้ความว่างกับความไม่มี อากาศ กับ อากิญ นิดหนึ่งน้อยหนึ่งก็ไม่มีแล้ว หมายเอาชัดๆก็คือหมายความไม่รู้หรือความไม่มีกิเลส อากิญ นี่ ไม่มีอะไรที่จะไม่รู้แล้ว รู้หมด

หรือกิเลสไม่มีแล้ว ไม่มี หมด อากิญฯ ไม่มี ส่วนอากาสานัญจายตนะ ก็เป็นสิ่งที่รองรับ แล้วมีวิญญาณเป็นธาตุรู้ที่เต็มสภาพของความเป็นวิญญาณ เป็นวิญญาณที่จบบริบูรณ์เป็นวิญญาณของพระอรหันต์ขึ้นไป เป็นวิญญาณของพระโพธิสัตว์ทุกๆระดับ เลยจากอรหันต์ขึ้นไปแล้ว 

เป็นความบริบูรณ์จบอีก 3 วิญญาณฐิติ 7 จึงจบที่ 3 นี้ 

ทีนี้ไป อนุปุพพวิหาร 9 แถม เนวสัญญานาสัญญายตนะ 

ใน อนุปุพพวิหาร 9 นั้น มี เนวสัญญานาสัญญายตนะ และ สัญญาเวทยิตนิโรธ 

เนวสัญญานาสัญญายตนะ ซึ่งวิญญาณฐิติไม่มี อนุปุพพวิหาร 9 มี แน่นอน สัตตาวาส 9 ก็มีด้วย แล้วจบที่ เนวสัญญานาสัญญายตนะด้วย เพราะแกก็จบที่ว่า อะไรวะ ใช่หรือไม่ใช่วะ จบที่วิจิกิจฉา 

เนวสัญญานาสัญญายตนะ คือ วิจิกิจฉา คือความ อะไรวะ ignore จะว่าใช่ก็ไม่ใช่ ปฏิเสธก็ไม่ได้ด้วยซ้ำ พยายามจะให้รู้ ไม่ปฏิเสธแต่ก็ไม่สามารถจะรู้ได้ จะว่ามาก มันก็มากผิด มันรู้มากแต่ส่วนที่รู้มากคือมันผิด ไอ้ส่วนที่รู้จริงๆส่วนที่ถูกต้องมันมีน้อยหรือไม่มีเลย แต่มันชักจะเริ่มมีแล้วมันถึงเกิด ignore มันถึงเป็นสภาพที่ใช่ก็ไม่ใช่ ไม่ใช่ก็ไม่ใช่ พยัญชนะ ท่านก็เลยสรุปคำความว่า ใช่ก็ไม่ใช่ ไม่ใช่ก็ไม่ใช่ แปลเป็นภาษาไทยของ เนวสัญญานาสัญญายตนะ

เนวสัญญานา เป็นความหมาย อายตนะเป็นตัวตน ตนะคือตน อายะคือ ตัวที่สัมพันธ์กันอยู่ อายะ คือ ตัวที่เป็นอาการหรือเป็นยางเหนียว เป็น อยะ ที่ทำงานเต็มที่เลย ยางเหนียวที่จับ ต กับ น  

ต คือสิ่งที่ตั้งอยู่ น คือสิ่งที่ไม่มี แต่คุณเอาสิ่งที่ไม่มีมาเป็นสิ่งที่มี เชื่อมด้วยยาง อายะ ไม่ใช่หนังสะติ๊กนะไม่ใช่ Epoxy ด้วย ละเอียดกว่ามากเลย 

อยะ คือยางเหนียว อายะคือ พหูพจน์ของ อยะ มันเป็นตัวผูกตัวมัดตัวติดไว้ ตัวดึงดูดกันไว้ บางทีก็ไปหมายถึงมันเหมือนแม่เหล็ก ดูดไว้ อะไรอย่างนี้ 

นี่เอาพยัญชนะอธิบายแทรกให้ฟัง ซึ่งมันลงตัวกันหมด อาตมาก็มีความรู้ในฐานะอาตมาขณะนี้มีบารมีเท่านี้ พยายามอธิบายให้ละเอียดให้ฟังตามที่ความจริงใจมี เห็นว่าควรจะอธิบายให้รู้ทั้งพยัญชนะทั้งสภาวะอย่างนี้ ฟังดูดีไหม พวกเราเข้าใจได้มีภูมิธรรมรับได้ จะชัดเจนมันลึกซึ้งจริงๆนะ อาตมาไม่ได้ชมตัวเองนะ แต่มันเป็นเรื่องละเอียดลออจริงๆใช่ไหมทั้งสภาวะและพยัญชนะ มันสุดยอดเลย คนเราสื่อกันด้วยพยัญชนะหรือบัญญัติคำพูดภาษา แล้วก็สื่อกันด้วยอักษรตัวหนังสือพยัญชนะบัญญัติกำหนด คำกำหนด บัญญัติพยัญชนะตัวอักษรเลย Alphabet เลยอย่างนี้เป็นต้น 

ก็บอกกันได้ สื่อกันได้ด้วยพวกนี้ เป็นคำพูด เป็นภาษา เป็นปฏิฆสัมผัสโส ที่มี อธิวจนสัมผัสโสแล้ว มีคำพูด 

ถ้าเป็น ปฏิฆสัมผัสโส มันมีสภาวะแล้วเป็นอย่างนี้ มันเกิดเป็นอายตนะแล้ว ปฏิฆสัมผัสโส มี 2 อย่างขึ้นไปสัมผัสกัน ถ้ายังไม่มีวจนะไม่มีคำพูดตั้งชื่ออันนี้แล้ว คุณก็จะมีแต่สภาวะจริง แต่ของพระพุทธเจ้าท่านตั้งไว้หมดแล้ว มีพระพุทธวจนหมดแล้ว เป็น อธิวจนสัมผัสโส ก็เอามาสื่อมาบอกกันได้ ไม่ต้องบัญญัติใหม่พระพุทธเจ้าท่านบัญญัติไว้หมดแล้วยังมีเป็นต้น 

เพราะฉะนั้นสรุปลงไปที่สิ่งที่มันต่างกัน 

วิญญาณฐิติต่างจากวิโมกข์ 8 

วิญญาณฐิติจบที่ 7 ตัว วิโมกข์ 8 แถมขึ้นมาอีกมี 8 ลักษณะ แต่ก็มีสภาวะนัยยะสำคัญที่ต่างกันกับ วิญญาณฐิติ คงไม่สับสนนะ เดี๋ยวค่อยอธิบายลงไป 

ส่วน อนุปุพพวิหาร 9 นั้น คือ ตัวบอกขั้นตอนของสภาพ ฌานก็ดี รายละเอียดของ สัตตาวาส 9 ก็ดี ถ้ามิจฉาทิฏฐิ ก็เป็น สัตตาวาส 9 ถ้า สัมมาทิฏฐิไปตาม อนุปุพพวิหาร 9 มีทั้งสัมมาทิฏฐิและมิจฉาทิฏฐิ 

พวกหลับตาปฏิบัติเขาก็เอา สัตตาวาส 9 มาแทน อสัญญีสัตว์ ตัวที่ 5 เอามาแทน สัญญาเวทยิตนิโรธ เพราะเขาไม่มีนิโรธจริง สัตตาวาส 9 เขามีแต่ เนวสัญญานาสัญญายตนะ และ นิโรธของเขาคือ อสัญญีสัตว์ 

เมื่อ อสัญญีสัตว์ แล้ว ทวนอีก อันหลัง อากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ อากิญจัญญายตนเนวสัญญานาสัญญายตนะ ของชาวเดียรถีย์ จึงเป็นนิรามาณกายเป็นพวกเพ้อพก ของใครของมัน แต่มาหลงเป็น สัมโภคกาย เป็นคนตาบอดชวนคนตาบอดมาดูฟ้าสวย ยกตัวอย่างอย่างนี้เลยมาจบ มันโมเม ว่าใช่ๆๆ 

เหมือนกับธัมมชโยหลอกให้คนนั่งหลับตาใส กายต่างกันสัญญาต่างกันหมดเลย แต่เขาหลงว่ามันเป็นอันเดียวกัน โดยใช้พยัญชนะคำว่า ใส ตั้งแต่หลวงพ่อสด ใสเป็นรูปธรรมใสมา หลวงพ่อสดเป็นต้นตอของความหลอก ได้วิชาเขาก็เรียกวิชาธรรมกาย ไปหยิบเอาพยัญชนะของพระพุทธเจ้ามา 

พระพุทธเจ้าบอกว่าธรรมกายเป็นกายของตถาคต คือกายที่มีธรรมะอันบริบูรณ์ แต่ทางธัมมชโยหรือหลวงพ่อสดเอาไปตีกินเป็นของเขา ที่จริงของเขาเป็น อธรรมะที่บริบูรณ์ กาย มิจฉาทิฏฐิ เขายังไม่ได้เข้าใจคำว่า กาย หลับตาปฏิบัติไม่มีกายแล้ว แค่นี้เขาก็ไม่รู้ 

เพราะฉะนั้นผู้ที่หลับตาปฏิบัตินี้ไม่พ้น สักกายทิฏฐิ ครบกาย ก็ต้องมีภายนอกด้วย แล้วเขาไปหลับตาปฏิบัติไม่มีภายนอก และเขาไปยึดว่าเขาได้มรรคได้ผลในการหลับตา มันเป็นของหลอกของเก๊หมดเลย เป็นสัมภเวสี ไม่มีที่ตั้งไม่มีฐานที่ตั้งทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย อะไร กายมี 5 ตาหูจมูกลิ้นกาย กาย คือ กามคุณ 5 ตาหูจมูกลิ้นกายไม่มี จิตของคุณวิปลาสหมดเลย สัญญาของคุณวิปลาส จิตของคุณก็วิปลาส จึงวิปลาสหมดเลย 

จิตวิปลาส สัญญาวิปลาส เพราะว่า ทิฏฐิวิปลาส เพราะความเห็นความเข้าใจวิปลาสจึงมัวมาปฏิบัติสัญญาวิปลาสเพราะต้นตอของจิตของคุณวิปลาสหมดแล้ว 

แม้แต่เอาเข้าโรงพยาบาลบ้า เขาก็รักษาไม่ได้คนพวกนี้เพราะว่าจิตเขาวิปลาส โรงพยาบาลบ้าเขาจะรักษาคนที่เป็นโรคประสาทวิปลาส ถ้าจิตวิปลาสถาวรแล้วเลิกเลยหมดทางรักษา 

แต่เขาก็เหมือนคนเป็นๆนี่แหละอย่างสายธรรมกายแล้วมีเยอะด้วย คนพลเมืองที่โง่ เห็นไหมว่าพลเมืองที่โง่หลอกง่ายกว่า อาตมาเอาความจริงมาพูดได้เท่านี้ แต่ธัมมชโยมาหลอก โอ้โห..เป็นล้านๆเลย แม้แต่คนร่ำคนรวย คนที่มีอำนาจบาตรใหญ่อะไร หลอกได้หมดเก่งจริงๆเลย ในทางฉิบหาย เก่งจริงๆ ในทางเรือหาย เดี๋ยวจะว่าหยาบ 

ขออภัยนะที่อาตมาพูดไปนี้ก็ได้แต่สงสาร ไม่ได้ไปโกรธไปชังเขา น่าสงสาร ควรจะอยู่ในวงการเกิดมาในยุคนี้ที่มีอาตมาแล้วนะ ไม่เลย แต่เขาโอ้โห เท่อีก อย่างคือ เขาไม่ตำหนิใครเลยโอ้โห..หล่อเป็นบ้า สวยเป็นบ้า ดีเป็นบ้าเลย ดีเป็นบ้าเลย ไม่ตำหนิใครเลย 

พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้คนไม่ตำหนิใคร พระพุทธเจ้านั่นแหละนักตำหนิเราจะกระหนาบแล้วกระหนาบเธออีก เราจะตำหนิแล้วตำหนิอีก นิคคัณหะ นี่แหละตำหนิ เราจะตำหนิเธอแล้วตำหนิเธออีก เหมือนช่างปั้นหม้อ นวดดินที่ยังเปียกอยู่ยังไม่แข็งนี่แหละจะปั้นเป็นวัวปั้นควายก็ได้ แข็งแล้วปั้นไม่ได้ นี่คืออุทาหรณ์ที่พระพุทธเจ้าท่านเปรียบเทียบเอาไว้สวยสูงสุด อย่างนี้เป็นต้น 

เพราะฉะนั้นในวิญญาณฐิติ 7 วิโมกข์ 8 อ้าวที้นี้มาลงที่ วิโมกข์ 8

อนุปุพพวิหาร 9 กับ สัตตาวาส 9 พักไป มาลงที่ วิโมกข์ 8 

วิโมกข์ 8 

ข้อที่ 1 รูปีรูปานิปัสสติ ผู้มีรูป หมายความว่าเป็นคนๆหนึ่ง และเป็นคนตาไม่บอด มีรูป ย่อมเห็นรูป มีรูปทั้งหลาย รูปีรูปานิ คุณจะเอาคำไหนเป็นรูปก็ได้ เอาคำไหนเป็นคนก็ได้ ปัสสติเป็นตัวร่วมคือ การเห็นบริบูรณ์ ปัสสติ คือเห็นครบสามเส้าเลย มีทั้งปัญญามีทั้งประธานและก็มีทั้งรูปกับนาม มีทั้ง อิตถีภาวะ กับ ปุริสภาวะ เป็นสภาพ 3 เส้า 

เห็นรูป ผู้มีตามีสถานะที่จะเห็นรูปได้ มีรูปด้วยก็ต้องเห็นรูป อ้าว นี่ข้อที่ 1 

ข้อที่ 2 ต่อมาผู้ที่ไม่สำคัญมั่นหมาย รูปในภายใน เห็นรูปภายนอก พยัญชนะใน วิโมกข์ 8 ข้อที่ 2 นี้ก็คือ อัชฌัตตังอรูปสัญญี เอโก พหิทารูปานิ ปัสสติ

อัชฌัตตังคือภายใน พหิทา คือภายนอก 

เพราะฉะนั้นผู้ที่ปฏิบัติธรรมะมีฐานของวิโมกข์ 8 ข้อที่ 2 ขึ้นมาแล้ว มีภูมิสูงขึ้นมา พระพุทธเจ้าก็บัญญัติข้อที่ 3 จะเป็นผู้ที่เห็นในรูปภายในที่ยังมีภายนอก พหิทา รูปภายนอก ในรูปภายนอก รูปที่มันเห็นในภายนอกเป็นภายใน รูปที่มันเห็นภายในนี่มันมีภายนอก สับสนไหม 

เพราะฉะนั้นมันมี ฮัชฌัตตังภายใน มีทั้งพหิทาภายนอก เพราะฉะนั้นผู้ที่รวมความเป็น เอโก แปลว่าหนึ่ง จะกลายเป็นคนว่าผู้ใดผู้หนึ่ง แต่ ในพระไตรปิฎกหลายเล่มแปลว่าคนผู้หนึ่ง ที่จริง เอโก นี่แปลได้ทั้งของใครของมันเป็นหนึ่งเดียว และ มันมีสำคัญอีกอันคือเอกังสะ คือ หนึ่งเดียว มันจะรู้สัจจะเป็นหนึ่งเดียว ที่มีทั้งนอกมีทั้งใน 

ตั้งแต่ขั้นรูป ไปจนถึงขั้นอรูป กามก็เป็นรูปที่หยาบภายนอก หมดกามภายนอกแล้ว จึงจะเลื่อนเข้าไปปฏิบัติธรรมขั้นรูปภายใน รูปก่อนนะ ยังไม่ถึงอรูป

กามาวจร สมบูรณ์แล้ว ดับกามได้แล้วก็ยังมีกามที่สัมผัสอยู่นี่แหละ อยู่เหนือมัน ไม่ได้หนีมัน ธรรมะพุทธเจ้าไม่ได้หลับตาเห็นอยู่นั่นแหละ แล้วมันก็มีฤทธิ์เดชอยู่ข้างนอกนี่แหละฤทธิ์เดชของกิเลส แต่กิเลสทำอะไรผู้ที่บรรลุเป็นอนาคามีขึ้นไปไม่ได้ รูปภายนอก

ก็แล้วแต่รูปภายใน รูปาวจร อรูปาวจร ที่มันยังดำเนินอยู่ในข้างใน คุณก็เรียนรู้กิเลสตัวนี้ แล้วก็ทำให้เกิดปัญญาอันแจ้งเห็นได้ว่า มันเป็นอนิจจังอนัตตา 

อนิจจังตั้งอยู่ ทุกขัง มันเป็นทุกข์ มันไม่เที่ยงหรอก ทุกขัง มันไม่จริงแท้อยู่ได้หรอก มันจะต้องเปลี่ยนแปลงไป และสุดท้ายมันจะต้องเป็นอนัตตา 

ปัญญาญาณในอนิจจังทุกขังอนัตตา 3 คำนี้ยิ่งใหญ่มาก คุณจะสมบูรณ์แบบเลยว่า ปัดโธ่เอ๋ย .. มันเป็นอนัตตา มันไม่ใช่อัตตามันไม่เที่ยง จะไปยึดให้มันเที่ยงมันก็เท่าที่เรายึด จิตของเราไปกำหนดยึดมันเท่านั้นเอง คุณคลายความยึด คุณปล่อยเมื่อไหร่ มันก็ว่างเมื่อนั้น แต่ไม่ปล่อยเอง โอ้ย.. 

เพราะฉะนั้น เมื่อคุณสามารถเกิดปัญญาญาณ เกิดปฏิภาณตรงนี้ แท้จริงแล้ว ทุกอย่างจึงรู้ว่า สิ่งที่มีกับไม่มี ไอ้หมดแล้วมันก็ไม่มี ในสิ่งที่มีอยู่ก็คือ คนที่ยังมีตาหูจมูกลิ้นกายมีจิตมีวิญญาณ รู้อย่างไร เรารู้อย่างนั้นกับเขาหมด แม้ที่สุด รู้แล้วก็มีภูมิปัญญาเทียบเท่าผู้ที่เจริญเป็นอาริยะ เป็นอรหันต์เป็นโพธิสัตว์ระดับ 5 ระดับ 6 ระดับ 7 ระดับ 8 ที่สุดสูงที่สุดก็ระดับ 9 ที่อาตมายังไม่ถึง 

ระดับ 8 นั้นกำลังเจริญขึ้นมา ระดับ 7 นั้นแน่นอนแล้วอาตมายืนยัน ใครจะเชื่อไม่เชื่อไม่มีปัญหาหรอกอาตมามีแต่ปัญญา ใครจะยอมรับไม่ยอมรับอาตมาไม่ได้มีปัญหา เพราะอาตมาไม่ได้จ้างให้ใครมาเชื่อ คุณจะเชื่อก็เรื่องของคุณ เชื่อแล้วจะมาทำตามหรือไม่ทำตามก็เรื่องของคุณ เห็นไหม ขวานจักตอกพูดอย่างนี้

เพราะฉะนั้นเหลืออีก 6 นาที ขอสรุปลงตรงที่ว่า บุคคล7 พระพุทธเจ้าตรัส 

ที่จริงบุคคล 9 ท่านตรัส บุคคล 9 แต่บุคคล 9 พระพุทธเจ้ายกไว้อย่าเพิ่งไปกล่าวถึงบุคคลอย่างพระพุทธเจ้า บุคคล 8 พระปัจเจกเราก็อย่าเพิ่งไปพูดถึง เรามาพูดถึงบุคคล 

บุคคล 7 คือ อุภโตภาควิมุติ เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ถูกต้องวิโมกข์ 8 ด้วยกาย 

คำว่าถูกต้องวิโมกข์ 8 ด้วยกายนี้คือ บุคคลที่ครบบริบูรณ์อยู่เลย ไม่ต้องละเว้นคำกล่าวใดๆกล่าวเต็มสภาพเต็ม อุภโตแปลว่า 2 ทั้งรูปทั้งนาม ทั้งศรัทธาทั้งปัญญา 2 ทั้งนั้น ถูกต้องวิโมกข์ 8 ด้วยกายคือ อุภโตภาควิมุติ แล้วสำเร็จอิริยาบถอยู่ หมายความว่ามันจบแล้ว มันสำเร็จแล้วมีอิริยาบถอย่างไรก็อยู่อย่างนั้นผู้ที่ได้แล้ว ทั้งอาสวะของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว 

ประเด็นนี้เป็นประเด็นตัดสิน อาสวะทั้งสิ้นหมดไปแล้ว ซึ่งต่างกันกับคำว่าอาสวะบางอย่าง ยังไม่สิ้นยังไม่หมด 

อันนี้ผู้นั้นอาสวะผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา เพราะฉะนั้นการหมดอาสวะต้องใช้ปัญญาเท่านั้น ไม่มีปัญญาไม่มีทางทำให้อาสวะหมดได้ 

ฟังอีกทีหนึ่ง ต้องหมดด้วยปัญญานะ วงเล็บตรงนี้เลย เพราะฉะนั้นสายศรัทธายังไม่มีปัญญาต้องเติมปัญญา คุณจะเป็นศรัทธา คุณจะได้สภาวะธรรมสมมุติว่าคุณทำอาสวะสิ้นในทางเจโตในทางศรัทธา สมมุติว่าคุณทำได้มากเท่าไหร่ก็ตามแต่ถ้าไม่มีปัญญาเข้าไปสมทบอีกไม่มีทาง อุภโตภาควิมุติ 

ศรัทธาจะอ่อนแอกว่าปัญญาตรงนี้ตรงที่ต้องมีปัญญาเข้าไปช่วย แต่ปัญญาไม่ต้องมีศรัทธาเข้าไปช่วย ในข้อที่ ปัญญาวิมุติ อาสวะสิ้นแล้ว บุคคลในโลกนี้ 

บุคคลที่ชื่อว่าปัญญาวิมุติเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้มิได้ถูกต้องซึ่งวิโมกข์ 8 ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่ แต่อาสวะของผู้นั้นสิ้นไปแล้ว เป็นอรหันต์แล้วนะ บุคคลที่ 7 นี้ เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้ชื่อว่าปัญญาวิมุติ 

เพราะฉะนั้นผู้ที่เอาอาสวะสิ้นเป็นตัวตัดสิน และสามารถสิ้นอาสวะ มันก็เป็นอรหันต์มันก็จบ จบกิจ อรหันต์คือผู้จบกิจ 

เพราะฉะนั้นในนี้มันจึงมีความเป็นศรัทธาหรือ เจโต อยู่ในตัวแล้ว แต่ผู้ที่ได้แต่ศรัทธา ยังไม่ได้ขึ้น อุภโตภาควิมุติ ได้แต่ศรัทธาต่อให้คุณ อาสวะของคุณทำด้วยศรัทธา ด้วยเจโต นั่งหลับตาสะกดจิตเป็นต้น 

นั่งหลับตาสะกดจิตที่คุณจะทำได้ เพราะบารมีเก่า ถ้าไม่มีบารมีเก่าสะกดจิตแล้ว คุณไม่มีภายนอก คุณดับกิเลสไม่ได้ ไม่มีสิทธิ์ อาสวะจะสิ้นไม่ได้ แต่คนมีบารมีเก่ามานั่งหลับตาคุณก็ระลึก เตวิชโช คุณก็ได้สิเพราะของคุณมีแล้วได้แล้ว เพราะฉะนั้นถ้าผู้ที่ศรัทธานี้มีอาสวะสิ้นมาก่อน คุณหลับตาคุณก็ได้ 

แต่ถึงหลับตาอย่างไรคุณก็ต้องมีปัญญาเข้ามาสมทบจึงจะชื่อว่า อุภโตภาควิมุติ ไม่เช่นนั้นยังไม่ตัดสินว่าเป็นอรหันต์ 

ส่วนปัญญาวิมุตนั้นไม่ต้องเอาคำว่าศรัทธา ไม่ต้องเอาคำว่า เจโต มาตัดสินปัญญาตัวเดียวรู้ทั้งนอกทั้งในแล้วสัมมาทิฏฐิ เพราะว่าผู้ที่เป็นวิญญาณฐิติ 7 รู้ทั้งในทั้งนอกมีพร้อม ไม่ได้เข้าใจคำว่ากายผิดอย่างพวกหลับตาปฏิบัติเป็นต้นที่เข้าใจคำว่ากาย ผิด

จึงต้องมาอธิบายสำทับพวกนี้ 

เพราะฉะนั้นความหมายที่แปล น เหวโข พระบาลีว่าอย่างนั้น แล้วไปแปลว่ามิได้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย คือผู้มีปัญญาวิมุติ 

มีคำบอกว่า น เหวโข แล้วเขาไปแปลว่า มิได้ ไม่ (น) เขาก็ไปแปลว่าไม่สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย 

ถ้าไม่สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายแล้วอาสวะมันจะสิ้นได้อย่างไร อาสวะไม่ใช่บางอย่างบางส่วน แต่หมดสิ้นอาสวะทั้งหมดเลย เป็นปัญญาวิมุติอาสวะสิ้นแล้ว 

เพราะฉะนั้น น เหวโข ที่มีอยู่ในบุคคล 7 

[๔๑] บุคคลบางคนในโลกนี้ มิได้ถูกต้องซึ่งวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่  แต่อาสวะของผู้นั้นสิ้นไปแล้ว  เพราะเห็นด้วยปัญญา   บุคคลนี้เรียกว่า “ปัญญาวิมุติ” 

(กตโม   จ  ปุคฺคโล   ปญญาวิมุตฺโต  อิเธกจฺโจ  ปุคฺคโล  น  เหว โข  อฏฺฐ  วิโมกฺเข  กาเยน  ผุสิตฺวา  วิหรติ   ปญญาย  จสฺส  ทิสฺวา  อาสวา  ปริกฺขีณา  โหนฺติ    อยํ  วุจฺจติ  ปุคฺคโล   ปญญาวิมุตฺโต ฯ) 

ปัญญาวิมุตนี้อาสวะสิ้นแล้ว แต่แท้จริง น เหวโข แปลว่าสิ่งนี้ไม่ต้องไปกล่าวว่า จะต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย เพราะผู้นี้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายและวิญญาณฐิติมาครบหมดแล้ว ไม่ได้หลุดกายเลย เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นด้วยต้องไปสัมผัสด้วยภาษา ไม่ต้องบอก อาสวะท่านก็สิ้น

เพราะฉะนั้น ผู้ที่แปลนี้ อาตมาก็เห็นใจ เพราะว่าผู้แปลไม่ใช่อรหันต์ ไม่ใช่โพธิสัตว์ ไอ้ที่แปลนี้คือผู้ที่แปลพระไตรปิฎกนี่แหละ คำแปลของคนยุคนี้แหละ พระไตรปิฎก 

_สู่แดนธรรม… ท่านก็เลยอธิบายว่าผู้ที่ได้ปัญญาวิมุติ มิได้สมาบัติ 

พ่อครูว่า… เอาคำว่าสมาบัติมาด้วย แล้วสมาบัติของท่านที่พูดนี้ก็มิจฉาทิฏฐิอีก คือไปนั่งหลับตามีวิโมกข์ 8 ท่านนึกว่าสมาบัติ แล้วถ้านึกว่าวิโมกข์ 8 เป็นการนั่งหลับตา ก็อธิบายมาแล้วรูปีรูปานิปัสสติ ข้อที่1 ก็ต้องลืมตาเห็นรูป ไม่ใช่คนตาบอดตาใสด้วย เห็นไหมมันผิดมาหมดตั้งแต่ข้อที่ 1 เลย 

เพราะฉะนั้นเมื่อกลัดกระดุมเม็ดแรกผิด กระดุมเม็ดอื่นๆก็ผิดหมด นี่คือความเสื่อมของศาสนาพุทธ ที่น่าสงสาร อาตมาพูดนี้ด้วยความสงสารด้วยจิตใจจริงๆเลย โอ้.. น่าสงสาร คือเขาไม่เชื่ออาตมา อาตมาก็ไม่รู้จะไปบังคับเขาอย่างไร อาตมาก็ได้แต่รำพึง ไอ้คำว่า น่าสงสาร ก็ไม่ใช่เรื่องอะไรมากมาย ก็พูดอธิบายแล้ว อาตมาก็ยังเห็นอยู่ว่าเขายังวนอยู่ในสังสารวัฏ อยู่ในสงสาร หมุนวนอยู่อย่างนั้น เขายังไม่หลุดไม่พ้นได้ เขายังจมอยู่ในสงสารอยู่ ก็เห็นอยู่หลัดๆ ว่าเขายังมิจฉาทิฏฐิ เขายังไม่รอด 

เพราะฉะนั้นผู้ที่ใส่ใจอยากจะบรรลุธรรมอยากจะได้ ฟังธรรมะอาตมาดีๆ อาตมาก็ว่าได้ไขความชัดเจนแล้ว ที่เอาบุคคล 7 มาไขความ นอกนั้นอาตมา.  เวลามันหมดแล้ว ขยายความไปอีกนิดหน่อยก็ได้ว่า เพราะว่าโทรทัศน์เป็นของเรา 

จะไล่มา ตามนะ จากอุภโตภาควิมุติ 8 แล้วมา 7 ปัญญาวิมุติ มา 6 มากายสักขี

พยัญชนะบอก บุคคลบางคนในโลกนี้ถูกต้องวิโมกข์ 8 ด้วยกาย เท่กว่าปัญญาวิมุตด้วยนะ 

[๔๒] บุคคลบางคนในโลกนี้  ถูกต้องซึ่งวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย  แล้วสำเร็จอิริยาบถอยู่  ทั้งอาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว  เพราะเห็นด้วยปัญญา  บุคคลนี้เรียกว่า “กายสักขี” 

กตโม   จ   ปุคฺคโล   กายสกฺขี   อิเธกจฺโจ   ปุคฺคโล   อฏฺฐ  วิโมกฺเข  กาเยน  ผุสิตฺวา  วิหรติ   ปญญาย   จสฺส  ทิสฺวา  เอกจฺเจ  อาสวา  ปริกฺขีณา  โหนฺติ    อยํ วุจฺจติ  ปุคฺคโล กายสกฺขีฯ 

กายสักขีกำหนดไว้ชัดหรือว่า คุณจะทำอาสวะ บางอย่างให้สิ้นได้ คุณต้องมีกายเป็นสักขีพยาน เป็นหลักฐานยืนยันว่าคุณต้องมีกายนะ ถ้าคุณไม่มีกายนี่นะ ไม่ถูกต้องวิโมกข์ 8 ด้วยกาย แล้วสำเร็จอิริยาบถอยู่นี่ อาสวะบางอย่างของคนผู้นั้น ไม่ดับ อาสวะบางอย่างจะดับได้คุณต้องถูกต้องวิโมกข์ 8 ด้วยกาย 

เพราะฉะนั้นคุณลืมตา คุณเห็นกาย คุณมีกาย คุณถูกต้องวิโมกข์8ด้วยกายอยู่ คุณปฏิบัติตามจรณะ 15 วิชชา 8 คุณจึงจะบรรลุธรรม อาสวะคุณจึงจะสิ้นไปได้ 

แต่ถ้าคุณไม่มีกายหรือมิจฉาทิฏฐิในคำว่ากาย ไปหลับตาเสียเท่านั้นแหละ  เจ๊งกระบ๊ง ไม่มีกายสักขีที่เป็นรูปธรรมชัดเจน แล้วคุณหลับตาไม่มีกายภายนอก 

เพราะฉะนั้นอาสวะบางอย่างที่สิ้นได้ คุณต้องมีกาย เห็นความยิ่งใหญ่ของคำว่ากายไหม 

_สู่แดนธรรม… ต้องเห็นด้วยปัญญาด้วยครับ 

พ่อครูว่า… ต้องเห็นด้วยปัญญาด้วย ต้องเข้าใจชัดและมีจริงด้วย ตาต้องลืม กายต้องมีภายนอก พหิทา คุณไม่มีภายนอกไม่ได้ 

เพราะฉะนั้นความรู้ก็รู้ด้วยปัญญา และต้องครบบริบูรณ์ทั้งภายนอกภายใน คำว่ากาย ต้องมีภายนอกภายในเสมอ ขาดภายนอกไม่ได้ ขาดภายในไม่ได้ มีแต่ภายในขาดภายนอกไม่ได้ มีแต่ภายนอกไม่มีจิตวิญญาณ ก็เป็นภายนอกขาดภายนอกไม่มีจิตวิญญาณ มันก็เป็นอย่างเก่งก็เป็น พีชะ ไม่มีวิญญาณ ไม่มีเวทนา มีแต่สัญญากับสังขาร มีแต่การปรุงแต่งกับการกำหนดของมัน พืชมันกำหนดของมันว่าธาตุนี้เป็นของมัน ธาตุนี้ไม่ใช่ มันก็ไม่เอาเท่านั้น แย่งไม่ได้มันก็เอาเท่านั้นแย่งไม่ได้มันก็ทำตัวของมัน แย่งไม่ได้มันก็ผอมลงหน่อย จ่อยลงหน่อย ไม่เต็มเต็ง แย่งได้มันก็เต็มเต็ง แล้วมันก็ไม่เอาเกินมีแต่มันจะเจริญมากขึ้นเท่านั้นเอง นี่ ยังทำกะหล่ำปลี พืชพันธุ์ธัญญาหารมันก็มีเต่งๆขึ้นมาทั้งนั้น อุดมสมบูรณ์เท่านั้นเอง 

สรุป กายสักขีมีพยานนี้ จึงจะทำอาสวะสิ้น หรือไปถึงบุคคลที่ 5 ทิฏฐิปัตตะ

บุคคลที่ชื่อว่า ทิฏฐิปัตตะ  บางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์  ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เหตุให้เกิดทุกข์  ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ความดับทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์  4 ประการนี้

อนึ่ง  ธรรมทั้งหลายที่พระตถาคตประกาศแล้ว  ผู้นั้นเห็นชัดแล้ว  ดำเนินไปดีแล้วด้วยปัญญา  

อนึ่งอาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา  บุคคลนี้เรียกว่า “ทิฏฐิปัตตะ” 

พ่อครูว่า… เพราะฉะนั้นตกลง ทิฏฐิปัตตะ สัมมาทิฐิในเรื่องกายหรือยัง?สัมมาทิฏฐิแล้ว… อาสวะบางอย่างจึงสิ้นไปได้ เพราะฉะนั้นผู้ที่ทิฏฐิปัตตะ ทิฏฐิ แปลว่าความเห็น เพราะฉะนั้นความเห็นสัมมาทิฏฐิ ปัตตะ แปลว่าบรร ผู้ที่บรรลุทิฐิเป็นสัมมาจึงจะสามารถทำอาสวะสิ้นได้ คนนี้มีกายสัมผัสหรือไม่ ? สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายไหม … มี 

ฟังให้ดีนะ นี่ บุคคลที่ 5 

บุคคลที่ 4 สัทธาวิมุติ [๔๔] บุคคลชื่อว่าสัทธาวิมุต เป็นไฉนบุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เหตุให้เกิดทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่านี้ความดับทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์อนึ่งธรรมทั้งหลายที่พระตถาคตประกาศแล้ว ผู้นั้นเห็นชัดแล้ว ดำเนินไปดีแล้วด้วยปัญญา อนึ่ง อาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญาแต่มิใช่เหมือนบุคคลผู้เป็นทิฏฐิปัตตะ บุคคลนี้เรียกว่าสัทธาวิมุต

ผู้ที่เป็นสัทธาวิมุติต้องสัมมาทิฏฐิหมดทั้งอริยสัจ4 ทั้งวิโมกข์ 8 จึงจะสามารถทำอาสวะบางอย่างให้สิ้นได้ จึงชื่อว่า ทิฏฐิปัตตะ

แต่ผู้ที่เป็นศรัทธาวิมุติจะต้องเป็นผู้มีภูมิธรรมอย่างทิฏฐิปัตตะ จึงจะสามารถทำอาสวะบางอย่างให้ดับได้ 

ถ้าคุณไม่ได้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย  แม้ว่าคุณมีศรัทธาวิมุตแต่ไม่ได้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายแล้วคุณหลงว่าของคุณเป็นศรัทธาวิมุต ตรงนี้แหละคือผู้ที่มีมิจฉาทิฏฐิซ้อน เพราะฉะนั้นสายศรัทธา ศรัทธา ศรัทธาแล้วก็เข้าใจว่านี่คือวิมุตนะ ฉันได้วิมุตแล้วนะ แล้วสายศรัทธาเขาก็เชื่อว่าเขาได้วิมุตแล้ว แต่วิมุตนี้ไม่ได้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย เขาก็ถือว่าเป็นวิมุต เช่นเดียวกันกับสายนั่งหลับตา มหาบัว อาจารย์มั่นเป็นต้น หรืออาจารย์เสาร์ อาจารย์ของอาจารย์มั่นก็ตาม 

เขาก็ว่าเขาเป็นวิมุติ แต่เป็นวิมุติที่มิจฉาทิฏฐิ เพราะเขาไม่มีกาย ไม่ได้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย เขาหลับตาปฏิบัติ เขาก็ยึดว่าเขาวิมุติใช่ไหม นี่แหละคือศรัทธาวิมุติของเดียรถีย์ ศรัทธาวิมุตินอกขอบเขตพุทธแล้วหลงนาน นี่อาตมพูดนี้ยังไม่กระเตื้องเลย ลูกศิษย์ลูกหาศรัทธาวิมุติ ลูกศิษย์ลูกหามหาบัวยังไม่ค่อยมาเท่าไหร่ มีแต่สายปัญญามาเรื่อยๆ สายศรัทธาที่ไปหลงมหาบัว สายหลับตายังไม่มาเท่าไหร่ มาน้อย 

เพราะฉะนั้น ถ้าเขาแจ้งตรงนี้ ชัดเจนตรงนี้เลยนะว่า โอ้ย.. ตายๆๆเราไปหลงทิศ นั่งหลับตาอยู่นี่มันเป็นโมฆะ ไม่มีใครมาย้ำให้ฟังชัดๆเหมือนโพธิรักษ์เลย ตายๆ ตอนนี้เกิดศรัทธาอย่างแรงกล้า ละอายอย่างแรงกล้า เกรงกลัวอย่างแรงกล้า เคารพอย่างแรงกล้า ว่านี่คืออาจารย์ อาจารย์ ต้องยกให้เป็นที่เคารพอาจารย์แล้ว แต่ก่อนไม่เลย ดูถูกดูแคลน ชัดเจนขึ้นไหม 

แม้แต่คำว่าแรงกล้าของพระพุทธเจ้า ผู้ที่มีดวงตาเห็นจริงๆ ตายๆๆ อาตมาพาดพิงไปถึงมหาประยุทธ์ด้วย ถ้ามหาประยุทธ์รู้ว่าโพธิรักษ์ที่ท่านเองเป็นตัวตั้งตัวตีจัดการอาตมาให้ตาย ท่านจะละอายจริงๆ แล้วท่านจะบอกว่า โอ้โห โพธิรักษ์ขออภัยเถอะ พี่ได้.. ท่านเป็นพี่เพราะท่านบวชก่อนแม้ว่าท่านอายุน้อยกว่า พี่ได้ผิดพลาดไปแล้ว เราก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้นเนาะ แต่มันจะเป็นได้ไหมหนอ อาตมาก็ยังมีสาเปกโขอยู่นะ ในฐานะโพธิสัตว์ยังมีสาเปกโขอยู่แน่นอน ไม่มีสาเปกโขก็ไม่ทำแล้วงาน 

_สู่แดนธรรม… พ่อท่านบอกว่าเราไม่รอเราไม่หวังแต่ เราทำ

พ่อครูว่า… ผู้ที่มีศรัทธาวิมุติ มีมิจฉาทิฏฐิกับสัมมาทิฏฐิ ในศรัทธาวิมุติ ผู้ที่เป็นสายศรัทธาไปหลงวิมุติ ศรัทธาวิมุติจะนาน เพราะมันต้องใช้เวลานานกว่าจะบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าต้องใช้เวลาถึง 40 อสงไขย กับมหาแสนมหากัป พวกสายศรัทธา ต้องใช้เวลาเท่าตัวของปัญญาวิมุติ ปัญญาวิมุติจะใช้ 20 อสงไขย แต่ ศรัทธาวิมุติจะต้องใช้ถึง 40 ยิ่งเป็นพวกวิริยาธิกะ ต้องใช้เวลาถึง 80 อสงไขยเลย มันจะเป็นอย่างนั้น 

เพราะฉะนั้น เมื่อศรัทธาวิมุติก็จะต้องมีมิจฉาหรือเป็นสัมมาอยู่ในนี้ ทีนี้

บุคคลชื่อว่าธัมมานุสารีเป็นไฉน 

[๔๕] บุคคลชื่อว่าธัมมานุสารี เป็นไฉนปัญญินทรีย์ของบุคคลใด ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลมีประมาณยิ่ง บุคคลนั้นย่อมอบรมซึ่งอริยมรรคอันมีปัญญาเป็นเครื่องนำมา มีปัญญาเป็นประธานให้เกิดขึ้น บุคคลนี้เรียกว่า ธัมมานุสารี บุคคลผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ชื่อว่าธัมมานุสารี บุคคลผู้ตั้งอยู่แล้วในผล ชื่อว่าทิฏฐิปัตตะ

ธัมมานุสารีอยู่ในสายปัญญา ศรัทธานุสารีอยู่ในสายศรัทธา แต่ว่าธัมมานุสารีท่านยังไม่เรียกว่าปัญญาเพราะยังไม่เริ่มปัญญายังตามหาปัญญาอยู่ ปัญญาตัวแรกยังไม่ได้เริ่ม

ถ้าเริ่มเจอสัตบุรุษเจอพระพุทธเจ้า ได้ฟังสัทธรรม ปัญญาจึงจะเริ่มขึ้นเป็นปัญญาข้อที่ 1 ข้อที่ 2 ข้อที่ 3 จึงจะทำความสงบ 2 อย่างได้แล้วจึงจะเพิ่มภูมิขึ้นไปไปมีศีลมีพหูสูต แล้วก็มีวิริยารัมภะ แล้วถึงจะเป็นผู้ที่เป็นบัณฑิต ที่จะรู้จักวางตัวอยู่ในสภาจะอยู่ยังไงนอกสภาจะอยู่ยังไง ในข้อที่ 7 เป็นผู้ที่เป็นบัณฑิตแท้ ข้อที่ 8 เป็นปัญญาข้อที่ 8 ก็คือรู้ครบทุกอย่างเลย ทั้งการเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ของรูปก็ดี เวทนาก็ดี สัญญาก็ดี สังขารก็ดี วิญญาณก็ดี ครบขันธ์ 5 รู้รายละเอียดของการเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปของสิ่งเหล่านี้ บริบูรณ์ด้วยปัญญาข้อที่ 8 บริบูรณ์ 

เพราะฉะนั้นธัมมานุสารีกับสัทธานุสารี จึงเป็นผู้เริ่มต้นที่จะตามหาสัมมาทิฏฐิในข้อต้นเพื่อที่จะเริ่มเป็นโสดาบันไปตามลำดับ เมื่อได้โสดาบันแล้วไม่ว่าศรัทธานุสารีหรือธัมมานุสารีก็จะไต่อริยะไปตามลำดับ 

แต่ถ้ายังไม่เริ่ม ศรัทธานุสารีก็จะได้ช้ากว่าธัมมานุสารีแน่นอน เพราะสายตระกูลปัญญาพุทธิปัญญา พุทธิจริต นี่เป็นของจริง ไม่มีใครอยากจะเป็นศรัทธา เพราะฉะนั้นคุณเป็นตระกูลศรัทธามาแต่กำเนิด เช่นมาแต่สายแบบพระกัสสปะ อย่างนี้เป็นต้นหรือแม้แต่สายเจโตมาก็ตาม หรือสายทางมหาบัว อาจารย์มั่นมาก็ตาม 

แม้แต่อาจารย์ชา ก็เป็นสายศรัทธามา แล้วไปได้ปัญญาเองเพราะพระอาจารย์ชาศึกษาเองมาก ท่านพุทธทาสเป็นสายปัญญา เพราะฉะนั้นจึงทำเจโตไม่ค่อยสำเร็จ เพราะสายปัญญาฟุ้งซ่าน ยิ่งไปทางมหาประยุทธ์ยิ่งเป็นทางสายปัญญาที่ฟุ้งซ่าน แต่ท่านก็ไม่ยังยอมจบ ยังมีการอยากรู้อยู่จนถึงทุกวันนี้ อาตมาถึงบอกว่าโอ้โห..ท่านรู้มากเกินพอแล้ว ควรจะหยุดควรจะมาศึกษาดีๆฟังโพธิรักษ์ให้ดีๆ อาตมาถึงได้ตั้งข้อสังเกตว่า ท่านจะบรรลุสังโยชน์ข้อที่ 1 หรือยัง เข้าใจกายถูกต้องหรือยัง เรื่องบุญท่านไม่เข้าใจแล้วเพราะฉะนั้นสมาธิของท่าน ฌานของท่านก็ยังมิจฉาทิฏฐิแน่นอน 

เพราะฉะนั้นกายนี้ท่านจะเข้าใจหรือไม่ ถ้าหากกายยังไม่สัมมาทิฏฐิก็น่าสงสารอีก แต่ถ้ากายสัมมาทิฏฐิแล้วฟังดีๆแล้วปฏิบัติด้วยวิโมกข์ 8 หรือด้วยตรวจสอบด้วยวิญญาณฐิติ 7 หรือ อนุปุพพวิหาร 9 ที่สัมมาทิฏิ ต้องกำกับเป็น อนุปุพพวิหาร 9 ที่เป็นสัมมาไม่ใช่มิจฉานะ เพราะฉะนั้นมันจึงจะต้องมี เนวสัญญานาสัญญายตนะ 

เอาละ อาตมาเลยเวลาเขามาหลายนาทีแล้วสำหรับวันนี้ก็จบแต่เพียงเท่านี้ซะก่อน เจอกันใหม่ วันศุกร์ 

สรุปโดยไม่ต้องมีเวลามันเกินแล้ว

สมณะเดินดิน… สรุปจบ