660123 รายการปรับทุกข์ ปลุกธรรม ครั้งที่ 10 ออกจากกาละได้โดยใช้ มูลสูตร 10 และวิญญาณฐิติ 7

ดาวโหลดเอกสารที่                                                                                                          

https://docs.google.com/document/d/1KU4K1qM4LiCIDzfa8MyBfdy5eJ58AJfw9NRYlUoaG5s/edit?usp=sharing                                 

ดาวน์โหลดเสียงที่  https://drive.google.com/file/d/13YlbGwf7sC95K5tJc3I60c3dFd2jH5iJ/view?usp=share_link 

ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/pyEWc8Pq5AY 

และ https://fb.watch/ieeTO6Ocre/ 

อานิสงส์ในการฟังธรรม 5 ประการคือตัวชี้วัดความเจริญ 

พ่อครูว่า… เจริญธรรมทุกๆคน วันนี้วันจันทร์ที่ 23 มกราคม 2566 ขึ้น 2 ค่ำเดือน 3 ปีเถาะ วันเวลาก็เคลื่อนไปคนเราก็อายุยาวไปเรื่อยๆ เขาเรียกเป็นภาษาไทยว่าแก่ขึ้นเรื่อยๆ แต่ที่จริงมันไม่ถึงขั้นที่แก่ อายุยาวมากขึ้นเขาก็เรียกว่าหนุ่มขึ้นสาวขึ้นเหมือนกัน มันก็ต่างกัน คนหนึ่งกำลังเจริญวัยเรียกว่าวัยเจริญพันธุ์ ส่วนคนหนึ่งจบเกมของวัยเจริญพันธุ์แล้วมีแต่จะเสื่อมพันธุ์ ที่จริงไม่ถึงกับเสื่อมพันธุ์แต่เสื่อมสังขาร เสื่อมสังขารก็โรยลงไปเรื่อยๆ อย่างอาตมานี้พยายามที่จะเพิ่ม อิทธิบาท พยายามที่จะให้ขันธ์มันไม่เสื่อมง่ายไม่ทรุดง่าย มันเสื่อมทรุด 

อาตมาก็ได้พิสูจน์อย่างที่พูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลายทีว่า ได้พิสูจน์อิทธิบาท  ได้พิสูจน์โพชฌงค์ของพระพุทธเจ้าว่าจะทำให้อายุยาวยืนเพิ่มขึ้น จากที่มันควรจะเป็น คือมันจะตาย อย่างอาตมาจะตายอายุ 72 อย่างนี้ ก็พยายามอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส เคยพูดหลายทีแล้ว ว่าอานนท์ เราจะมีอายุถึงกัปหรือเกินกว่ากัป จะอายุถึงกัปหรือเกินกว่ากัปก็ทำได้ แต่ท่านก็ไม่เอาแล้ว ท่านทำต่ำกว่ากัปด้วย ยุคพระพุทธเจ้าก็น่าจะอายุ 120 กันเป็นประมาณ พระอัครสาวกก็อายุ 120 กันทั้งนั้น แต่พระพุทธเจ้าเอาแค่ 80 ท่านก็ไปแล้ว  ท่านก็ไม่เอาแล้ว มันเมื่อยแล้ว ท่านก็ทรงงานมาไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติ หนัก ก็พอกันทีก็เลยไป ก็เลิกไป 

สิ่งเหล่านี้เป็นสัจจะที่อาตมายืนยันได้ ฟังแล้วขอยืนยันว่ามันเป็นความจริง ที่อาตมาศึกษามาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 เข้าใจสิ่งเหล่านี้ชัด เอามาขยายความกัน ซับซ้อนผู้ที่ฟังธรรมะอาตมา มีภูมิปัญญาพอที่เข้าใจตาม จะได้รู้ลึกซึ้งขึ้น มีอานิสงส์ในการฟังธรรม 5 ประการมากยิ่งขึ้นๆๆ ตลอดเวลา นี่เป็นการยืนยัน 

การจะพิสูจน์ว่าเรานี้สัมมาทิฏฐิในศาสนาพุทธหรือไม่ เอาตรงนี้ เอาการได้อานิสงส์ 5 ประการในการฟังธรรม ฟังธรรม ถ้าฟังธรรมอาตมา ฟังแล้วมีอานิสงส์ 5 เช่น 

ข้อที่ 1 ได้ฟังสิ่งที่ อันนี้แปลกหู แปลกไปจากที่เราเคยรู้ เราเคยได้ยิน เราเคยเข้าใจ มันผิดเพี้ยนไปด้วยซ้ำจากที่เราเคยรู้ เคยได้ยิน เคยเข้าใจไว้ เอ๊ะ… ใหม่ๆแปลกๆ แตกต่างไป นี่ข้อที่ 1

ทีนี้คนที่ยึดติดตัวเองว่าสิ่งที่เรารู้แล้ว จริงนอกจากนี้ไม่มีอะไรจริง ถ้าแตกต่างนี้ตัดทิ้งไปเลย คนนี้จบ คนนี้เกมเลย คนนั้นไม่มีปรโตโฆษะ มิจฉาทิฏฐิถ่ายเดียว ไม่มีสัมมาทิฏฐิได้เป็นอันขาด นี่ก็เป็นหลักเกณฑ์ที่พระพุทธเจ้า ตรัสไปให้ยืนยันพิสูจน์ เป็นคนปฏิเสธความเข้าใจความเห็นความรู้ของคนอื่น ปรโตโฆษะ ไม่มีปรโตโฆษะ ไม่มีความเข้าใจไม่นึกว่าของคนอื่นเขาจะถูกบ้าง ตัดประเด็นไปเลย คนนี้รีบร้อนเกินไปก็มิจฉาทิฏฐิถาวร 

เพราะฉะนั้นในข้อที่ 1 เออ อันนี้แปลกใหม่ 

ข้อที่ 2 ยิ่งฟังใหม่ๆนี้เข้าใจได้ เออ… ที่ว่าไม่ใช่ มันเข้าใจขึ้นนะ พอฟังไปอีก ฟังไปอีก เข้าใจขึ้น เพราะฉะนั้นในปัญญาของพระพุทธเจ้าจึงมีปัญญาข้อที่ 1 ปัญญาข้อที่ 2 ต้องเข้าไปฟังแล้วฟังอีก ถามแล้วถามอีกในข้อที่ 2 ให้บริบูรณ์ ให้บริบูรณ์ ต้องคบสัตตบุรุษให้บริบูรณ์ ฟังสัทธรรมให้บริบูรณ์ จึงจะเกิดศรัทธาที่บริบูรณ์ จึงจะเกิดโยนิโสมนสิการที่บริบูรณ์ อย่างนี้เป็นต้น อาตมาก็เอา อวิชชาสูตร ที่มีอาหาร 9 ข้อ 10 ข้อ  เอามาสาธยายอธิบาย 

เพราะฉะนั้นผู้ที่ปฏิเสธ อานิสงส์ฟังธรรม 5 ประการ ไม่เกิด ไม่เกิดครบเลยนี่ คนนี้ก็ไปไม่ออก 

ข้อที่ 2 เข้าใจมากขึ้น ข้อที่ 1 ได้ฟังสิ่งใหม่ แปลก แตกต่างจากที่เราเคยได้ยินได้ฟังได้ยึดถือเคยเชื่อ อันนี้ เอ๊… อันที่ 2 นี้เข้าใจเพิ่มขึ้น เอ๊ะ…. มันก็น่าฟังนะมันเข้าใจขึ้นมาเรื่อยๆ 

ข้อที่ 3 ทำความสงสัยข้องใจ ความสงสัยที่มีเก่าๆมันคลายออก อ๋อ ชัดขึ้น โอ้..จริงขั้น โอ้..มันจะคลายหมดความสงสัยขึ้นไปเรื่อยๆก็เป็นความเห็นใหม่ เป็นความเห็นที่ถูกต้อง เป็นความเข้าใจความเห็นหรือภูมิปัญญาที่ค่อยๆยกระดับทิฏฐิ เจริญขึ้น งอกงามไพบูลย์ขึ้นเรื่อยๆ ตรงขึ้น ตรงขึ้น 

จิตใจก็ผ่องใสเลื่อมใส ในสัจธรรมนี้เลยตอนนี้ โอ้.. เลื่อมใสเชื่อถือ จิตใจเบิกบาน ผ่องใส อิ่มใจเลย ดีใจเปรมใจ ที่ได้รู้สิ่งใหม่ ส่ิงลึกซึ้งซาบซึ้ง มันจะมีอานิสงส์ 5 ประการนี้จริงๆเลย เพราะมันลึกซึ้งจริงๆ 

เหยียบเบรก! พระไปร่วมพิธีแต่งงานถือเป็นอาบัติสังฆาทิเสส อย่าหาทำ!

ทีนี้ก็ความเสื่อมของศาสนาพุทธนี้มันเสื่อมมาจนกระทั่งอาตมามาเกิดในยุคนี้ จึงพยายามเหน็ดเหนื่อยเมื่อย แหม.. ตายไม่ลง ก็อย่างที่ได้บ่นได้พูดซ้ำซาก พยายามไปต่อ ก็เพื่อที่จะให้ได้เข้าใจกัน มันเสื่อมไปถึงขนาด นี่ ข่าวออกมาว่า สุดทึ่ง บ่าวสาวจัดงานวิวาห์ในวัดโบสถ์บ้านกลาง 

สุดทึ่ง !! บ่าวสาว จัดงานวิวาห์ในวัดโบสถ์บ้านกลาง (หลวงปู่เทียน) จ.ปทุมธานี ต้นแบบจารีตไทยหนึ่งในกรุงสยาม

(เว็บไซท์ไทยโพสต์ 29 พฤศจิกายน 2565 เวลา 17:02 น.)

เป็นอีกหนึ่งคู่ที่ลั่นวิวาห์รักชื่นมื่น คู่รักสายบุญต้นแบบคู่บ่าวสาว จับมือกันแต่งงานในวัดโบสถ์บ้านกลาง (หลวงปู่เทียน) จ.ปทุมธานีได้ทั้งบุญได้ทั้งคู่ครอง ตัวอย่างที่ดี ที่ทำให้คู่บ่าวสาวรุ่นหลังได้ปฏิบัติตาม  เมื่อวันเสาร์ ที่ 26 พฤจิกายน 2556 ที่ผ่านมา พันเอก ดร.สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) จับมือถือแขน คุณจิรัฏฐ์ณิชชา หุวะนันทน์ หรือ คุณโอบอุ้ม ผู้บริหารจาก บริษัท เหมณรัศมิ์ เฮอบาลแบนด์ จำกัด  เข้าวิวาห์สุดแปลก จัดงานมงคลสมรส ที่วัดโบสถ์บ้านกลาง จ.ปทุมธานี

โดยมี สมเด็จพระมหาธีรจารย์  และ สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยท่านเจ้าประคุณต่อศักดิ์ รักษาการเจ้าอาวาสวัดโบสถ์ บ้านกลางร่วมพิธีด้วย ถือเอาฤกษ์มงคลสมรส ร่วมบุญใหญ่ ยกฉัตรถวายพระพุทธรูปหลวงพ่อรวย และ พระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เเละมีเเขกผู้มีเกียรติร่วมเเสดงความยินดีอย่างอุ่นหนาฝาคลั่ง บรรยากาศอบอวลไปด้วยความรักความอบอุ่นอย่างที่ทุกท่านได้เห็น อิ่มบุญอิ่มใจกลับบ้าน ถือเป็นงานมงคลสมรสที่แปลกตา แต่ควรคุณค่ากับสังคมไทย

เพราะถือเป็นตัวอย่างให้ใครหลายๆคู่ ที่คิดจะเข้าประตูวิวาห์ ได้หันมาทำบุญร่วมชาติสร้างบุญร่วมกัน ชวนกันมาสมรสกันในโบสถ์ เพราะไม่เคยเห็นพุทธศาสนิกชนคนใดจับมือกันลั่นระฆังวิวาห์ ในโบสถ์แบบวัดไทย  มีเพียงศาสนาคริสต์ที่สมรสกันในโบสถ์ นี่ถือว่าเป็นแบบอย่างที่ดีงาม ควรสืบทอดต่อไป

พ่อครูว่า… มิจฉาทิฏฐิ ไม่ได้บุญหรอก มีแต่อิ่มบาป นี่คงจะเริ่มๆกัน ไม่ได้ทำเป็นจารีตประเพณีเลย ไม่ควรเป็นคุณค่าแก่สังคมพุทธไทยเลย ไทยที่ไม่ใช่พุทธก็แล้วไป เพราะคนไทยที่ไม่ใช่พุทธ เขาก็ทำในโบสถ์ในวัด แต่ของพุทธไม่ใช่ ขอยืนยัน เพราะถือเป็นตัวอย่างว่า อย่าเอาเป็นตัวอย่าง 

อาตมาต้องรีบเหยียบเบรกสุดเลยนี่ ดิสเบรคมีเต็มที่ ต้องเหยียบเบรกกัน อย่าเชียวนะ ตรงนี้ถือว่า ยังไม่ซวย ศาสนาพุทธที่ยังไม่มีประเพณีจารีต ให้เป็นบาปสังฆาทิเสสแก่สงฆ์เอง เป็นบาปสังฆาทิเสส บอกแล้ว ผู้ที่ชักจูงให้หญิงชายเป็นผัวเมียกัน อาบัติสังฆาทิเสสข้อที่ 5 

_สู่แดนธรรม… ภิกษุทำตัวเป็นสื่อรักบอกความต้องการของอีกฝ่าย ให้กับหญิงหรือชาย แม้สามีกับภรรยาหรือชักนำแม้แต่หญิงขายบริการให้กับคนทั่วไป ก็อาบัติครับ 

พ่อครูว่า… แค่นั้นด้วย ยังไม่ถึงกับผูกแขนให้เลย อาตมาต้องรีบเบรกยังไม่ถึงเกิดเละเทะขนาดนั้นก็ยังดีแล้ว สังฆาทิเสสข้อนี้ก็ยังสวยงามอยู่พอได้ในสังคมสงฆ์ นอกนั้นก็ผิดสังฆาทิเสสเกือบหมดทุกข้อแล้วเละเทะกัน 

_สู่แดนธรรม… มีคนสงสัยว่า พระแค่ไปร่วมงานให้สถานที่ จะมีเจตนาชักนำเขาได้หรือ 

พ่อครูว่า… ก็เป็นอวิชชา มิจฉาทิฏฐิเข้าร่วมไปด้วยกัน มีเจตนามีความโง่หรือความฉลาดมากน้อยเท่าไหร่ ก็นึกว่าตัวเองฉลาดที่จริงนั้นโง่ ผิด อันนี้สั่งสม มีน้ำหนัก เจตนามีน้ำหนักสูงก็บาปหนักเท่านั้นเท่านั้น 

มันผิด พระพุทธเจ้าท่านสอนแล้วสอนอีกว่า ผู้ตั้งตนเป็นคนโสดนั้นเป็นบัณฑิต ผู้ฝักใฝ่ในเมถุนย่อมเศร้าหมอง นี่ก็ชัด การแต่งงานการมีคู่นี่มันเป็นทุกข์ เสร็จแล้วแต่งงานกันไปก็จะเกิดทุกข์เศร้าหมองกัน แทนที่จะสดใสเบิกบานร่าเริงเป็นคนโสด 

ผู้ตั้งตนเป็นคนโสด ท่านเรียกว่าเป็นบัณฑิต ผู้ไปแต่งงานท่านเรียกว่า ผู้ที่เข้าไปหาความเศร้าหมอง มีอีกเยอะที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสในเรื่องอย่าไปแต่งงานเลย อย่าไปมีคู่เลย อยู่เป็นคนโสดเถิดและรักษาพรหมจรรย์อะไรพวกนี้เยอะแยะ 

_สู่แดนธรรม… แสดงว่า เนื้อหาของพุทธศาสนานั้นแม้แต่ในสมัยพระพุทธเจ้าพระองค์ก็ไม่รับงานแต่งงานเลยใช่ไหมครับ 

พ่อครูว่า… ไม่สิ ไม่มีเลย ตามแบบหลักเกณฑ์พระธรรมวินัยห้าม ทำก็เป็นอาบัติ จะไปทำได้ไง 

_สู่แดนธรรม… ไม่ได้แต่ศาสนาพราหมณ์เท่านั้นใช่ไหม 

พ่อครูว่า… คือพราหมณ์กับพุทธ มันผิดเพี้ยนกันไป ต่อไปพุทธผิดก็จะกลายเป็นพราหมณ์ในอนาคต คือคำสองคำ. คำว่า พราหมณ์กับคำว่าพุทธ จะหมุนเวียนกัน เป็นพยัญชนะที่เรียกกันว่าเป็นศาสนาพุทธนี่แหละมีวิชาจรณะอันเดียวกัน อาตมาตั้งใจจะเอาอัมพัฏฐสูตรมาสาธยายอันนี้ให้ละเอียด ฟังดีดี ที่พระพุทธเจ้าท่านเจรจา อัมพัฏฐะมานพ ยืนยันจรณะ 15 วิชชา 8 หรือยืนยัน วิชาจรณะสัมปันโน 

แต่ก่อนเขาเรียก พราหมณ์เป็นนักบวช ก็ไว้ผมยาวมุ่นผม นุ่งขาวห่มขาวนี่แหละ 

_สู่แดนธรรม… แสดงว่า พิธีประเพณีต่างๆบางอย่างพระก็ไม่ควรไปยุ่งเลย 

พ่อครูว่า… ใช่ๆๆ อย่างพิธีแต่งงานนี้ มันเป็นสังฆาทิเสสด้วยนะ อย่าไปยุ่ง ชักนำก็ไม่ได้ แต่งงานนี่จะไปร่วมไม้ร่วมมือกันอย่างเป็นพิธีไม่ได้เลย คิดว่าคงเข้าใจไม่ยากเท่าไหร่นอกจากคนที่คิดว่า เป็นคนที่หลงใหล 

เราอย่าไปพูดถึงศาสนาอื่นเขาเลย เขาก็ได้ความเป็นจารีตประเพณีความนิยมของเขามันคนละนิยม ของเราเป็นพุทธนิยม  ไม่ใช่นิกายนิยมอื่นๆมันคนละอย่างกันเพราะฉะนั้นจะว่าไปแล้วประเดี๋ยวก็จะต้องไปข่มอันหนึ่งยกอีกอันหนึ่ง เราก็เข้าใจพุทธของเราให้ถูกต้องดีงามก็แล้วกัน

ก็ขอสรุปว่า อย่าเชียวนะ อย่าไปต่อ ก็ขอปราม ไทยโพสต์เข้าใจให้ดีๆ ให้สัมมาทิฏฐิดีๆ มันเป็นเรื่องใหญ่นะ เป็นเรื่องไม่ใช่เรื่องเล็ก ผู้มีพรหมจรรย์ ผู้รักษาพรหมจรรย์ ผู้ไม่ยินดีในเมถุนหรือคนคู่ ไม่แต่งงาน ตั้งตนเป็นคนโสดเป็นบัณฑิต อะไรพวกนี้ มันเป็นเรื่องลึกซึ้งสุดยอด มันจะเดินทางไปสู่นิพพาน 

เพราะฉะนั้น ถ้ามันผิดมันก็จะเป็นวิบาก เป็นกิเลสเสริมหนุน เป็นอะไรต่ออะไรไปอีก ยาวยืด เพราะฉะนั้น ผู้ใดรักษาได้ แม้จะต้องกดข่ม ปฏิบัติธรรมด้วยหน้านองน้ำตาอยู่ อย่างไรๆ ก็ตัดใจ ไม่ให้เป็นคู่ 

มันเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ อาตมาเคยพูดถึงเรื่องคู่หรือกาม มีคนมาทำปริญญาเรื่องพุทธศาสนา เป็นฝรั่ง เป็นชาวอเมริกัน มาทำปริญญาด็อกเตอร์ในเรื่องนี้ อาตมาก็เคยพูดกับเขาว่า ศาสนาพุทธเราไม่ส่งเสริมในการที่จะไปวุ่นวายถึงเรื่องคู่ และจะต้องล้างกิเลสกาม เขาก็เถียงว่า กามมันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ไปล้าง ไปทำอะไรมันเล่า มันเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ 

อาตมาอธิบายไปจนกระทั่งถึงชาติ เขาก็เข้าใจไม่ได้ ก็ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นการดับชาติ ดับการเกิด จะบอกว่ากามมันเป็นธรรมชาติก็ใช่ มันเป็นธรรมะที่เป็นชาติ ที่เกิดแล้วเกิดอีก มันต้องเกิดชาติ มันต้องเกิด ชาติคือ การเกิดมันเป็นธรรมะที่เป็นการเกิด 

เพราะฉะนั้นอย่างที่ท่านพุทธทาสบอกว่า ธรรมะคือธรรมชาติ นี้ก็ผิด อธิบายผิด ธรรมะคือธรรมะที่สะอาดบริสุทธิ์ ไม่มีชาติ​ ธรรมะของพระอรหันต์ ธรรมะของผู้ที่จบกิจไม่มีชาติแล้ว​ ไม่มีชาติ 

อาจจะทรงอยู่ แต่ไม่ได้เกิดอีกแล้ว หรือท่านจะเกิดอีก อาตมาก็อธิบายจนไม่รู้อธิบายอย่างไรแล้ว เพราะเป็นพระอรหันต์แล้วเป็นผู้ที่จบอรหันต์สมบูรณ์แบบ ปัญญาวิมุติขึ้นไป ผู้ที่เป็นบุคคลปัญญาวิมุติขึ้นไปก็เป็นผู้ที่จบกิจ เป็นผู้ที่เป็นอรหันต์ ดับอาสวะสิ้นได้แล้ว ผู้นี้จะ ปรินิพพานเป็นปริโยสานได้เลย เลิกจิตนิยาม หายสูญไปเลย

ที่อาตมาอธิบายไว้มากมายเหล่านี้ ไม่ใช่เรื่องธรรมดา เป็นเรื่องโลกุตระ เป็นเรื่องอาริยะที่ลึกซึ้ง ไม่ใช่เรื่องที่เข้าใจได้ง่าย คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น)   (พตปฎ. เล่ม 9  ข้อ 34)  

พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้หมด เอาคำบาลีของพระพุทธเจ้ามายืนยัน อ้างอิง ยืนยันให้เห็นว่า พระพุทธเจ้าตรัสไว้หมดว่า มันเป็นเรื่องลึกซึ้ง เห็นตามได้ยาก คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) ไม่ใช่สงบอย่างตื้นๆแบบ เดียรถีย์ แบบเทวนิยมสงบ หยุดนิ่งง่ายๆ แต่สงบอย่างที่กิเลสมันดับไปแล้ว มันมีความย้อนแย้งด้วย ยิ่งกิเลสสงบ กายกรรมยิ่ง กายปาคุญญตา จิตปาคุญญตา ยิ่ง แคล่วคล่องว่องไว เป็น มุทุภูตธาตุ 

มันมีความซับซ้อน เป็นภาวะสิริมหามายา ยิ่งหยุด ยิ่งดิ้น ยิ่งหยุดแล้วยิ่งไปดี เราหยุดแล้ว แต่เธอสิยังไม่หยุดนั่นแหละคือ ผู้สุคะโต ผู้ไปดีแล้ว ยิ่งไป ท่านจะไปหยุดตรงไหน จะ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ท่านก็ไป ไปแต่ดีไม่มีชั่วเลย สุคะโต อย่างนี้เป็นต้น ค่อยๆฟังไป ค่อยๆทำความเข้าใจไป ก็ขอเบรกกันอย่างแรง อย่าต่อเลยนะ แล้วคณะไทยโพสต์ โดยเฉพาะคุณเปลว สีเงิน ก็ได้ข่าวว่าเป็นเทวนิยมอยู่อีกเยอะ ขออภัยที่พูดความจริง ยังติดในเทวนิยมอีกเยอะ ก็บวชเรียนมา มีความรู้ทางศาสนาไม่น้อย แต่ยังไม่สัมมาทิฏฐิเพียงพอ มันก็เลยยังเป็นอะไรต่ออะไรอยู่เยอะ แล้วก็ยัง ผ่าๆ อาตมาก็เลยบอกให้ ด้วยความหวังดี เจตนาดีว่า อย่าทำบาป อย่าทำผิดให้ศาสนาพระพุทธเจ้าแปดเปื้อน สังคมศาสนาอันนี้ที่ไม่ให้ไปแต่งงานในโบสถ์ดีอยู่แล้ว ขณะนี้ก็เห็นก็เข้าใจ อาตมาเข้าใจว่า ยังไม่นิยมกันเท่าไหร่ แต่ยังไปนะ พระยังไปร่วมพิธีร่วมช่วยไปสวดมนต์ให้พร พวกนี้ก็อาบัติแล้ว ที่จริงไปทำอย่างนี้มันก็ชัดเจนอยู่แล้ว แต่ว่า เขาไม่เข้าใจ เขาก็อาบัติกันไป อาตมาก็ไม่รู้จะทำอย่างไรก็ได้แต่พูดไปอย่างนี้ 

เพราะว่ามันนานาสังวาสแล้ว ก็ปฏิกโกสนากันไป อาตมาก็พูดคัดค้านอย่างแรงอย่างดัง ค้านให้รับรู้ว่า อาตมาเหยียบเบรกแรงในสิ่งที่ไม่ควร มันดีอยู่ก็อย่าไปทำให้มันเสียอีก ก็ว่าไปแค่นั้นก่อน นี่เป็นเรื่องหนึ่งที่พูดวันนี้ ว่าจะพูดหลายวันแล้วล่ะแต่ยังไม่ได้หยิบขึ้นมา

ออกจากกาละได้โดยใช้มูลสูตร 10 วิญญาณฐิติ 7

ที่อาตมาเตรียมไว้จะพูดวันนี้ก็คือ ฟังที่อาตมาเขียนร่างไว้ก่อน แล้วค่อยอธิบายทีหลัง 

โลก หรือ ในเอกภพ มหาจักรวาล ความหมุนวนของรูปนาม ของวัตถุ ของสสาร ของวิญญาณหมุนอยู่นี่ ร่วมกันสังขารสังเคราะห์กันไป 

โลกหรือ ในเอกภพ มหาจักรวาล ที่มี กาลหรือกาละ หรือมีการเคลื่อนไปอยู่ ทุกอณู ทุกปรมาณูนั้นจะมี 2 ทั้งนั้น (แม้แต่พระเจ้าก็ไม่มีสิทธิ์จับให้กาละหยุด) ไม่หนึ่งเดียว 

กาละ ไม่มีหนึ่งเดียว เป็น 2 ทั้งนั้น ไม่หนึ่งเดียวที่มีเป็นภาวะปรากฏอยู่ใน กาล หรือมี การเคลื่อนอยู่ทั้งสิ้น นอกจาก 0 ฟังดีๆนะ ลึกซึ้งนะ

ในสภาพคำว่า กาละ กาละนี่ คนที่อยู่ในกาละ คุณยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน คุณคือสิ่งหนึ่งในกาละ

คำว่า กาละ ภาษาอังกฤษ ว่า time
อาตมาเคยสรุปว่าศาสนาพุทธคือศาสนาที่มี karma and time  ไอสไตน์สรุปว่า Space and Time of Continuum อาตมาจึงสรุปว่าไอน์สไตน์เป็นโพธิสัตว์ เริ่มรู้โลกและความวน แต่ยังรู้ในระดับแค่วัตถุกับสสาร Space and Time ยังไม่ใช่กรรม ยังไม่ถึงจิตวิญญาณ Space คือ ทั้งหมดมหาจักรวาล กับกาละ เป็นสัมพัทธภาพระหว่าง 2 อัน นั่นคือไอน์สไตน์ ความรู้ของไอน์สไตน์ ที่เริ่มเข้ามาจิตวิญญาณ รู้จักความมีสัมพัทธภาพของ 2 สิ่ง ในมหาจักรวาลนี้แล้ว เป็นโพธิสัตว์ 

คนที่ไม่เข้าใจก็ไม่รู้หรอกว่า โพธิสัตว์คืออะไรแน่แท้ อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ก็พอรู้เรื่องโพธิสัตว์ไม่น้อย ก็บอกความจริงสู่กันฟัง ผู้ตั้งใจฟังด้วยดีก็ได้ปัญญา ผู้ฟังไม่ด้วยดีนักไม่รับ ก็ไม่มีปัญหาอะไร 

เพราะฉะนั้น 

ที่อาตมาเขียนไปพารากราฟแรก 

“ในโลกหรือ ในเอกภพ มหาจักรวาล ที่มี กาลหรือกาละ หรือมีการเคลื่อนไปอยู่ ทุกอณู ทุกปรมาณูนั้น จะมี 2 ทั้งนั้น ไม่หนึ่งเดียวที่เป็นภาวะปรากฏอยู่ใน กาละหรือต้องมีการเคลื่อนอยู่ทั้งสิ้น นอกจาก 0”

และ ความเป็น 1 ก็ดี 2 ก็ดี ที่สุด 0 ก็ดี ทั้ง 3 สภาวะ ล้วนคือภาวะที่เปลี่ยนสภาพหรือแปรสภาวะไปเท่านั้น มันเป็นการเปลี่ยนแปลงไป แปรไป

จะเจริญขึ้นหรือจะเสื่อมลง จึงไม่มีอะไรใดๆเที่ยง นี่คือความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ไม่มีอะไรเที่ยง อยู่เป็น 1 คงที่ถาวรนิรันดรได้เลย นอกจาก 0 เที่ยง ซึ่งก็จะสูญจากการเป็นตัวของตัวเองไป นั่นเองแท้ๆ 

การเป็นคน มีธาตุรู้(นามธาตุ) กับภาวะที่ถูกรู้(รูปธาตุ) ผู้ใด สามารถทำปัญญาให้แจ้งถึงภาวะ1 2 0 และทำภาวะใด จะทำ 1 ก็ตาม 2 ก็ตาม 0 ก็ตาม ก็ได้ตามประสงค์ ก็คือ ผู้จบกิจ ในความเป็นคนแล้ว อรหันต์เลย และจะอยู่ในภาวะใดก็ได้ 

พอทำได้แล้ว เป็นอมตะบุคคล จะอยู่ในภาวะ 1 หรือภาวะ 2 หรือภาวะ 0 จะอยู่ในภาวะใดก็ได้ ดังที่ตนต้องการ เป็นอมตะบุคคล 

ทั้งอยู่ หรือไม่อยู่ ก็เป็น 2 อย่าง ทั้ง 2 อย่างนี้ จะมีอยู่ทั้ง 2 อย่าง อย่างเป็นสุข สงบ อบอุ่น สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล และเพิ่มพูนเสียสละ หรืออยู่อย่างอิสระ ชัดเจนอิสระสมบูรณ์แบบ 

อิสระ คือไม่ให้ความรู้สึกหรือเวทนาของตนเกี่ยวเกาะ กับการสัมผัสอยู่ เราสัมผัสอยู่แต่เราไม่ให้เวทนาหรือความรู้สึกของเราเกี่ยวเกาะกับภาวะความรู้สึกหรือเวทนานั้นๆ ผู้นั้นแหละคือผู้ที่เป็นอมตะสำเร็จแล้วสมบูรณ์ 

อมตะอยู่ในข้อที่ 9 ของมูลสูตร 10 

ฉันทะหรือความยินดีเป็นมูล  เป็นมูลกาเป็นรากเหง้าเบื้องต้นเลย อาการของฉันทะหรือความยินดีจึงไม่ใช่เรื่องเล่นๆแต่เป็นเรื่องลึกซึ้งและมีน้ำหนักยิ่งใหญ่ เพราะฉะนั้นผู้ที่เกิดฉันทะลึกซึ้งไปถึงมูลกา ไปถึงรากของจิตเลย ผู้นี้แหละจะเรียนรู้ มนสสิการให้เป็นแดนเกิด เป็นสัมภวะหรือปภาวะขึ้นมา

มนัสสิการ หมายถึงว่า  การทำใจในใจของตน เราเป็นผู้ทำใจของตน ไม่ให้ใครมาทำได้หรอก ใครมาทำให้ก็ไม่ได้ พระเจ้าก็ไม่สามารถที่จะมาร่วม มาล้วง ทำใจของเรา ไม่ได้ ใจของเราเป็นของเรา เราก็ทำใจของเรานี่แหละให้มันเกิด สู่แดนเกิด ถ้าคนโง่มิจฉาทิฐิก็ไปสู่แดนเกิดที่เป็นนรก ถ้าคนที่สัมมาทิฏฐิก็ไปสู่แดนสวรรค์หรือแดนนิพพาน แล้วสู่แดนธรรมจะไปไหน 3 แดน

_สู่แดนธรรม… แดนสันติอโศกครับ 

พ่อครูว่า… ฉลาดตอบ ตอบอย่างเท่ๆเลยนะ อย่างกับโพธิรักษ์ตอบกลับอธิบดีเสนาะเลย ใช้คำเท่ๆ เอา

คำว่า มนสิการ คำที่ 2 ของมูลสูตร จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก ผู้จะโยนิโสมนสิการ จะเป็นผู้ทำใจในใจอย่างถูกต้อง ถ่องแท้ บริบูรณ์ โยนิโสนี่ อย่างถูกต้องถ่องแท้บริบูรณ์ลงไปถึงที่เกิด ที่เกิดที่เป็นต้นตอแห่งการเกิดแล้วล้างรากเหง้าแห่งการเกิดเรียกว่า อาสวะ รากเหง้าแห่งความโง่ที่พาเกิดคืออาสวะ ล้างหรือกำจัด หรือเผาให้สลายเลยได้ นี่เป็นความรู้ของพระพุทธเจ้าที่สุดยอดในการเรียนรู้เรื่องจิตวิญญาณ เรื่องพระเจ้า เรื่องอัตตา เรื่องอะไรก็แล้วแต่ ใช้พยัญชนะอีกเยอะที่เป็นคำใช้แทนกันได้เรียกว่าคำ synonyme 

เพราะฉะนั้นผู้ที่สามารถมนสิการได้อย่างถูกต้อง ก็ต้องเป็นผู้ที่สัมมาทิฏฐิ เป็นสัตตบุรุษขึ้นไป หรือเป็นอาริยะ ค่อยๆรู้เป็นตามลำดับตั้งแต่ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ จนกระทั่งเกิดโพธิสัตว์ เกิดอรหันต์เป็น 5.อนุโพธิสัตว์ 6.อนิยตโพธิสัตว์ 7.นิยตโพธิสัตว์ 8.มหาโพธิสัตว์ 9.พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั่นก็เป็นความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าแล้วท่านก็เป็นสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระพุทธเจ้าสุดยอดแล้ว ผู้ใดเรียนรู้ตามก็เป็นตาม 

อย่างอาตมาเรียนรู้ตาม จึงมาเป็นผู้ที่เอาความรู้ของพุทธ มาสาธยายอยู่นี่ แล้วโชคยังดีมากที่ในเมืองไทยยังมีพระไตรปิฎกบันทึกไว้ และก็โชคดีอีกที่สังคมสงฆ์หมู่ใหญ่ก็ยังนับถือพระไตรปิฏก โดยเฉพาะเถรวาทเรา ในประเทศไทยถือพระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ แต่ก็มีคนพยายามจะเอาฉบับอื่นมาบ้าง แต่ไม่ได้รับความนิยมมากเท่าฉบับสยามรัฐ ที่เป็นของพระมหากัสสปะ อาตมาก็อาศัยอันนี้ แค่นี้ก็พอที่จะใช้ ตลอดชีวิตของอาตมาตาย ไม่มีปัญหา ซึ่งมันมีได้อีก ละเอียดได้กว่านี้อีก แต่ว่าเอาขนาดนี้ก็ยอดแล้ว พระไตรปิฎกฉบับนี้ ฉบับสยามรัฐ 

อธิบายมูลสูตรไปอีกคร่าวๆ ถ้าละเอียดก็ไม่พอหรอก 48 นาที 

เมื่อมนสิการถูก ก็ต้องรู้ว่าไอ้ที่ถูกนี่คืออย่างไร ผู้ที่มนสิการจิตวิญญาณของตนเอง ทำใจในใจหรือทำจิตวิญญาณของตนเองได้ ผู้ที่ทำได้ต้องมีผัสสะเป็นสมุทัย นี่คือมูลสูตรข้อที่ 3 ต้องมีผัสสะเป็นเหตุเกิด สมุทัยคือเหตุ เหตุการเกิดของจิตนิยาม จิตวิญญาณนี่แหละ ต้องมี ผัสสะ

เพราะฉะนั้นผู้ที่ไปนั่งหลับตาปฏิบัติก็ต้องขอถล่มอีก พูดอีกย้ำอีก ย้ำหัวตะปูจนเมื่อยแล้ว แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง ทำไมถึงยังไม่กระเตื้อง สะดุ้ง ฟังไม่ขึ้นหรืออย่างไร อาตมาไม่ได้ไปติดยึดพรรค ไม่ได้ไปติดยึดพวกนะ แต่ อยากจะให้ท่านฟังดีๆเข้าใจให้ได้ แล้วเลิกเสียสิไอ้สิ่งที่มันผิด ไปหลับตาปฏิบัตินั้นมันไม่มีทางที่จะบรรลุหรอก มันเป็นเดียรถีย์ 100% 

ยกตัวอย่างเช่น อุตรมานพ มาเฝ้าพระพุทธเจ้าและพระพุทธเจ้าก็ถามว่าอาจารย์เธอสอนว่าอย่างไร ก็สอนว่า ปิดตาเสียอย่าให้เห็น ปิดหูเสียอย่าให้ได้ยิน ก็เหมือนพวกหลับตาปฏิบัตินั่นแหละ พูดเท่านี้แหละ พระพุทธเจ้าก็บอกว่า อ๋อ… อาจารย์เธอสอนให้เป็นคนตาบอดหูหนวกหรือ เท่านั้นแหละ อุตระสะดุ้งโหยงเลย คอตกซบเซา ทำไมเราถึงโง่ขนาดนี้หนอ แล้วคนฟังอาตมาจะฉลาดขึ้นบ้างหรือไม่นี่ ไปนั่งหลับตากันอยู่นั่นแหละ 

อาตมาพูดซ้ำพูดซากเรื่องนี้เพราะว่า คณะนี้เหมือนกับพระพุทธเจ้าท่านไปเริ่มต้นตรัสรู้ ท่านก็ไปหาคณะ นี่แหละคณะใหญ่ๆ นี่เป็นคณะหนึ่งในหินยาน ยังมีคณะมหายานอีกนะ อาตมายังไม่กล้าไปถึงโน่น ก็เอาเถรวาทที่อยู่ในเมืองไทยนี่แหละ เหมือนพระพุทธเจ้าท่านจะไปโปรดใครดีก็ไปโปรดคณะสามพี่น้อง ชฎิล 3 ที่บูชาไฟบูชาน้ำอะไรกันอยู่ ไปโปรดก็ได้มาตั้งทีละเป็นหมู่ก็เกิดขณะ แต่อย่างว่าของพระพุทธเจ้าท่านมีบารมีมีบริวารก็ได้เลย แต่โพธิรักษ์นี้เมื่อย

เมื่อยเราก็ไม่เมื่อย เหนื่อยเราก็ไม่เมื่อย ทำไปเรื่อยๆ เราไม่เมื่อยเราไม่เหนื่อย…ที่จริงเหนื่อยๆ ก็ต้องทำ มีอย่างนี้ก็ต้องพยายาม อาตมาก็ต้องทำเพราะเป็นหน้าที่ก็เป็นกิจที่อาตมาต้องรับผิดชอบก็ต้องทำไป 

ต่อ… ผัสสะเป็นแดนเกิด ถ้าไม่มีผัสสะเป็นเหตุปัจจัยคุณจะไม่มีอะไรเกิดมาให้รู้เกิดอะไรก็เกิดเวทนา ผัสสะ แล้วจะต้องมีเวทนา ถ้าไม่มีผัสสะแล้วเวทนาที่เป็นที่ตั้งแห่งการศึกษาใน พรหมชาลสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ อ่านพระไตรปิฎกกันไม่ค่อยแตก ท่านก็ตรัสว่าถ้าไม่มีที่ตั้ง ไม่มี ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส โผฏฐัพพะกระทบภายนอก มโนกับธัมมายตนะภายใน ไม่มีวิญญาณฐิติ จะเป็นวิญญาณล่องลอยเป็นสัมภเวสีอยู่ในภพของแต่ละคนเอง แต่วิญญาณที่ออกมาข้างนอก ตากระทบรูป หูกระทบเสียงร่วมกับผู้อื่นจึงจะเกิดที่ตั้ง ไม่เป็นจิตวิญญาณจร สัมภเวสี มันก็จรไปเดี่ยวๆๆไม่เกี่ยวกับใคร ของใครของมัน แต่เขาก็ไปหลงผิดว่าเป็นสวรรค์เป็นนรก ไปเจอใครต่อใครอีก นั่นก็เป็นการเพ้อเจ้อ เป็นการเข้าใจผิด เป็นมิจฉาทิฏฐิ 

เพราะฉะนั้นเมื่อไม่มีผัสสะก็ไม่เกิดเวทนา ไม่มีที่ตั้งแห่งการปฏิบัติ ไม่มีฐาน ไม่มีกรรมฐาน ไม่มีฐานแห่งการกระทำ ไม่มีกรรม ไม่มีการกระทำได้ ฐานแห่งการปฏิบัติ ฐานที่ตั้งแห่งการปฏิบัติ หรือฐีติ ที่จะเกิดวิญญาณให้ศึกษา เกิดเวทนา จิต เจตสิก รูป นิพพาน จิตวิญญาณหรืออาการธาตุรู้ที่แยกย่อยมาทั้ง 3 เป็นเวทนาเป็นต้น ก็ไม่มีให้ศึกษา 

แล้ว เวทนานี่แหละ จะต้องศึกษาเป็นแกนหลัก เป็นสถานที่หลัก เป็นจุดสำคัญ เวทนาหรือ ความรู้สึกหรืออารมณ์ จะสุข จะทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ อยู่ตรงนี้ ศาสนาพุทธนั้นตรัสรู้เรื่องสุขเรื่องทุกข์ว่ามันเป็นมายา แต่ศาสนาเทวนิยม ศาสนาอื่นๆนั้น ติดความสุข เป็นสุขนิยมทั้งนั้น ไม่รู้จักสุขทุกข์ รู้แต่ดีแต่ชั่วซึ่งเป็นโลกียะ 

แค่แยกโลกียะดีชั่วกับสุขทุกข์เป็นโลกุตระ เขาฟังไม่เข้าใจ แล้วไม่สนใจที่จะศึกษาว่า อ๋อ… ถ้าอารมณ์สุขทุกข์มันต่างกับดีชั่วอย่างไร โอ้โห.. มันคนละโลกกันเลย เดินกันคนละฝั่ง 

ดีกับชั่วนี้ อยู่กับนรกและสวรรค์ ไม่มี 0 ส่วนสุขทุกข์ ถ้าเรียนรู้แล้วนี่จึงจะเป็น 0 ได้ จึงจะอยู่เหนือหรือคุณจะอยู่เป็นอมตะบุคคลแล้ว คุณจะอยู่เพื่อทำหน้าที่ต่อไปอีกจนกระทั่งคุณเบื่อ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน เอง ถ้ายังไม่เบื่อจะอยู่อย่างพระอวโลกิเตศวรทุกวันนี้ อย่างเจ้าแม่กวนอิม ก็เชิญมีสิทธิ์ จะอยู่นิรันดรอย่างนั้น รื้อขนสัตว์ให้หมดจากโลกนี้ คนในโลกปรินิพพานให้หมดไปแล้วจึงจะปรินิพพานเป็นคนสุดท้าย ก็เชิญ มันเป็นปณิธานที่สูงส่งยิ่งใหญ่นะ พูดไปแล้วอาตมาก็ประชดนิดหน่อยเท่านั้นว่า อาตมาไม่เอาหรอกอย่างนั้น มันสุดโต่งเกินไป อาตมาขอใช้คำว่าสุดโต่งก็จบแค่นี้ก็แล้วกัน แต่ท่านจะมองเห็นว่าไม่สุดโต่ง เป็นปณิธานที่ยิ่งใหญ่ก็ไม่ผิดหรอก ไม่ผิด เพราะท่านก็อยู่ไปเถอะ นิรันดร เป็นนิรันดรชนิดหนึ่งของศาสนาพุทธพระอวโลกิเตศวร แต่เป็นผู้รู้ที่จะปรินิพพานไปได้ แต่ท่านไม่ปรินิพพานก็เป็นสิทธิ์ของท่าน พระอวโลกิเตศวรหรือเจ้าแม่กวนอิมเป็นปางหนึ่งของพระอวโลกิเตศวร

ต่อจากเวทนานั่นแหละจะต้องมีตัวกิเลสคือตัณหา หรืออุปาทาน อุปาทานคือตัวนิ่ง ตัวหยุด ตัว static ตัวรูป ส่วนตัณหาคือตัวนาม คือตัวเคลื่อน 

_สู่แดนธรรม… ในมูลสูตรต่อจากเวทนาคือสมาธิครับ 

พ่อครูว่า… ถูกต้องต้องสมาธิก่อน เวทนาแล้วก็จึงจะทำจิตให้ตั้งมั่นได้ 

เวทนาเป็นที่ประชุมลง ปฏิบัติธรรมแล้วหากไม่ปฏิบัติรู้เวทนาในเวทนาที่พระพุทธเจ้าท่านแยกไว้ถึง 108 โดยเฉพาะ มโนปวิจาร 18 นี่เป็นแกนหลักที่จะต้องแยกได้ว่า แบบโลกียะมี 18 อาการ กับ ทำออก เรียกว่า เนกขัมะ ออกจากความเป็นโลกีย์มาสู่ความเป็นโลกุตตระ อีก 18 มโนปวิจาร 

จาก มโนปวิจาร 18 ก็มีความรู้ถึง เวทนา 36 คือ มโนปวิจาร 18 ฝั่งโลกีย์ กับ มโนปวิจาร 18 ฝั่งโลกุตระ รวมกันเป็น 36 

นี่เป็นเรื่องจริงที่พยัญชนะบอกสภาวะ ถ้าเราปฏิบัติมีสภาวะเหล่านี้รองรับความจริง เราจะรู้เลย อ้อ… มันเป็นเช่นนี้เอง ตถตา มันเป็นเช่นนี้เอง สัจจะมันเป็นเช่นนี้เอง​ เคหสิตะ เป็นอย่างนี้ เนกขัมสิตะ เป็นอย่างนี้แต่ละข้อๆ แต่ละตัวของเคหะสิตะก็ดี ออกมาเป็นเนกขัมมะก็ดี

ออกมาเป็นตัวที่ 1 สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุข 

สุขในกาม และก็ออกจากกาม เนกขัมสิตะ คือออก หากได้เสพกามสมกับความใคร่อยากที่อยากได้ต้องการ สัมผัสเข้า ทางตาก็ดี หูก็ดี จมูก ลิ้น ก็ดี สัมผัส 6 ทวาร ก็เป็นเวทนา 6 

แล้วในเวทนา 6 ตากระทบรูป  มันเป็นสุขก็ได้ เป็นทุกข์ก็ได้ ไม่ทุกข์ไม่สุขก็ได้ แบบโลกียะ เคหสิตะ ก็ได้ ศึกษาแล้วออกไป ไม่สุข ไม่ทุกข์ได้ หรือจะไม่สุข ไม่ทุกข์ แล้วก็ไม่ทั้งสุขและก็ไม่ทั้งทุกข์ ก็ได้ กลางๆ ทำจิตให้เป็นทั้งไม่สุขและไม่ทุกข์ก็ได้ เนกขัมมะสิตตะ

ไม่ว่าจะเป็นตากระทบรูป โอ้โห… วันนี้กระทบรูป กะหล่ำปลีดอก ลองถ่ายภาพให้ชัดๆ เป็นกะหล่ำปลีที่เป็นลูกไม่ใช่กะหล่ำปลีดอก เขายังไม่แกะข้างนอกออก มันออก เลยเต็มใหญ่ ใหญ่กว่าหัวอาตมา 2 เท่า 3 เท่ากะหล่ำปลีที่นี่เป็นสวนของอาจารย์ข้าดิน กับอ.เป็นแก่น ปลูกกันอยู่ที่สวนอุทยาน มีทั้งกะหล่ำดอกด้วย กะหล่ำปลี คะน้าก็มี ต้นเบ้อเร่อ กรอบกร๊อบๆเลย ใครไม่ได้มาชิมของชาวอโศก หัวเดียวนะนี่ เบ้อเร่อเลย นี่ก็เป็นผลิตภัณฑ์กสิกรรมของพวกเรา พัฒนาไป อาตมาส่งเสริม ใครจะลงไปเป็นกสิกรก็เชิญ นี่ก็ของศีรษะอโศกก็มี มีทั้งกล้วย มีทั้งมะพร้าว มะพร้าวไฟ เอามากัน เต็มนี่ เราประดับประดาฉากของเราด้วยพวกนี้ คือ พูดเต็มๆก็คืออวด อวดพวกนี้ให้คนน้ำลายไหล เอาของน่าอวดมาอวด ใครน้ำลายไม่ไหลก็ช่างเถอะ แต่เราจะอวดอันนี้ พวกที่เขายินดียังมีจิตวิญญาณยังอร่อยไม่อร่อย ยังอร่อยอยู่ก็ คนเราก็ไปตามลำดับ มันน่ากิน น่าเป็นอาหารของเรา 

นี่ก็พวก พืชพันธุ์ธัญญาหาร ซึ่งอาตมาได้ย้ำ เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ของโลก มาเป็นกสิกร มาเป็นผู้สร้างพืชพันธุ์ธัญญาหารพวกนี้ ให้แก่โลกได้กิน ขายให้ถูกหรือแจกฟรี มาทำจริงๆเลย อาตมามีชีวิตอยู่ยังไม่ตาย จะพยายามเลยจริงๆ จะพยายามที่จะปลุกเร้า ปลูกฝัง ให้เข้าใจ ให้เห็นจริง ให้ยินดี มาเป็นกสิกร 

สร้างอันนี้ อย่าไปสร้างอาวุธฆ่าคนเลย อย่าไปสร้างเครื่องมือที่จะฆ่าแกงกันเลย แม้แต่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีต่างๆ อาศัยพอแล้วมันเกินมันเลยไปแล้วจนกระทั่งทุกวันนี้ อาตมาขอวิจัยวิจารณ์ไปอีกนิดหนึ่ง 

เกินเลยไปจนกระทั่งจะออกนอกโลก จะไปดวงดาวอื่น  มันเกินมันสุดโต่งเกินไป มันไม่มีประโยชน์อะไรหรอก นอกจากคุณหลงว่าคุณมีความรู้ความสามารถในการที่จะสร้างเครื่องมือกับมันได้รู้ มันได้รู้อันนี้ อันนี้ ดวงดาว มีดวงดาวนี้โคจรอยู่ตรงนี้ มีอะไรต่ออะไรประกอบเป็นดวงดาวอย่างนั้นอย่างนี้ ดวงดาวในนพเคราะห์ 9 ดวงนี้ อาตมาจะบอกให้ อาตมาผ่านตรงนี้มาแล้วชาติก่อนๆ 

ในดาวนพเคราะห์มีจักรวาลน้อย จักรวาลใหญ่ จักรวาลใหญ่ก็มีมากกว่า 9 ใน 9 ดวงนี้ก็เป็นหลักสำคัญ วงโคจร 1 คือวงโคจรที่เป็น cyclic order มันก็จะมี 9 ใน 9 ดวงนี้มีโลกลูกเดียวที่มีมนุษย์อยู่ได้ แล้วเจริญเป็นสัตว์โลกสูงสุดในประดาเอกภพ มหาจักรวาลนี้ ไม่ว่าดาวดวงไหน ดาวดวงที่ใหญ่เรียกว่า พระอาทิตย์ ใหญ่มาก ใหญ่กว่าดาวเคราะห์ที่เราอยู่ มีชีวิตอยู่ได้ พระอาทิตย์ชีวิตอยู่ไม่ได้ มีชีวิตที่สัตว์โลก คือมนุษย์ อยู่ได้ ดาวนพเคราะห์ที่เรียกว่าดาวโลกลูกเดียวเท่านั้นในดาวนพเคราะห์ 9 ดวง อย่าอุตริไปหาดาวดวงนั้นดวงนี้ที่จะไปสร้างไปยึดพื้นที่ซื้อขาย จนกระทั่งหลอกกัน มันไม่จริงหรอก มันไม่ได้ มันเกินความเป็นจริงไป มันพอได้แล้ว มาช่วยมนุษย์ที่อยู่ในโลกนี้ เป็นสิ่งที่สูงสุดของสัตว์โลก ไม่ว่าโลกในดาวดวงไหนหรือในโลกดวงที่เรียกว่าโลกที่มนุษย์โลกอยู่นี้ นอกนั้นมีชื่อดาวอะไรอาตมาไม่ได้ไปจำ เคยผ่านมารู้ มีวงโคจรของมันอยู่ใน 9 ดวงนี้ 

มีโลกลูกนี้เท่านั้นที่ควรจะศึกษาเพื่อชีวิต ก็เท่านี้ก็จบแล้วเท่านี้ คุณช่วยกันก็ช่วยมนุษย์โลกให้เจริญสูงสุดเป็นพระพุทธเจ้าได้สูงสุด ใครจะเป็นมนุษย์ที่จะสูงสุดก็เป็นพระพุทธเจ้า เสร็จแล้วก็จบ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ไปเท่านั้นเอง นอกนั้นก็คือมิจฉาทิฏฐิ เทวนิยม นึกว่าชีวิตนี้มีพระเจ้า สร้างทั้งดวงดาว สร้างทั้งอะไรต่ออะไรทุกอย่างเลย แม้แต่กาละ พระเจ้าก็เป็นผู้สร้าง พระเจ้าเก่งจริงๆ หยุดกาละให้อาตมาดูหน่อย หยุดหน่อย เก่งจริงน่ะ แต่พระพุทธเจ้าหยุดกาละได้ด้วยตน พระอรหันต์นี่ พิสูจน์หยุดกาละคืออย่างไร 

ขณะนี้เรารับรู้อะไรไปกับโลก ตารับรู้ หูรับรู้ เราทำจิตของเราไม่ให้รับรู้ ได้ เดี๋ยวนี้ ไม่มี ไม่มีการเดิน ตาก็ไม่เดิน เสียง กลิ่น รส ไม่เดิน หยุดเฉยๆกลางๆ อย่างรู้ๆ เป็น 1 อย่างไม่รู้ สูญไปเลย ดับ เป็น กิณหา หรือเป็นอาภัสรา 

อาภัสราก็อย่างรู้ อย่างสว่าง กิณหาก็อย่างมืดอย่างดำ แบบสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าเลย ได้ ทำได้ทั้ง 2 อย่าง พิสูจน์ตอนเป็นๆนี่แหละยังไม่ตาย นี่คือการพิสูจน์ ดับกาละ ในชั่วขณะ แต่มันไปดับกาละ ให้ตลอดกาลนานไปเลยนี้ไม่ได้ ถ้าคุณดับเอกภพ คุณก็ดับดวงดาว ดับพระอาทิตย์ ดับเนบิวล่า ดับ space ทั้งหมด คุณก็ดับหมดเลย ทุกอย่างก็เลิกกันไป สูญไปเลย มีใครทำได้ แล้วพระเจ้าจะอยู่ที่ไหน คุณดับ Space แล้วพระเจ้าจะอยู่ที่ไหน พระเจ้าเป็นวิญญาณ พระเจ้าเป็นก็อด 

แต่ไอสไตน์รู้ว่า Space and Time มันก็เลยไม่เป็นวิญญาณ แต่ของพระพุทธเจ้านั้น Karma and Time กรรมกับกาละ ไม่ใช่ God and Time  God คือยังมีภาวะไม่ใช่นามธรรมเต็มที่ ยังเป็นความลึกลับ จริงๆแล้วหมายความว่า เป็นธาตุไม่รู้ God คือธาตุ อวิชชาธาตุ ธาตุที่ไม่รู้ตัวเอง ไม่รู้ความจริง ไม่รู้โลก ไม่รู้ดวงดาว ไม่รู้เอกภพ ไม่รู้ ถ้ารู้ก็คือรู้โลก รู้อัตตาครบ อย่างที่พระพุทธเจ้า  แม้แต่อาตมาก็รู้โลก รู้อัตตาครบแล้ว จะสูญสลายไปจากโลกจะสูญสลายไปจากอัตตาได้แล้ว ไม่กลับกลาย มาเป็นธาตุรู้อีกแล้วเป็นดินน้ำไฟลงไปมันก็สูญหายไป 

ไอสไตน์บอกว่าทุกอย่างเป็นพลังงานกับสสาร ใช่ ของเราก็สูญเป็นพลังงานกับสสาร ไม่เป็นจิตวิญญาณ พระอรหันต์ตายไป ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ไม่มีจิตวิญญาณ ก็กลายเป็นอย่างอื่นไปหมดแล้ว จิตวิญญาณเก่าของตัวเองก็ไม่เหลือแล้ว 

_สู่แดนธรรม… มีคนเขาน่าจะเข้าใจผิด เขาเคยคุยกับผมบอกว่า วิญญาณของพระพุทธเจ้าก็ถือว่า เป็นพลังงาน เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว เขาก็อ้างว่า สสารและพลังงานย่อมไม่สูญหายไปจากโลก เพราะฉะนั้นวิญญาณของพระพุทธเจ้าจึงไปกองอยู่ที่พุทธเกษตร 

พ่อครูว่า… นั่นคือคุณเข้าใจนามรูปไม่ได้ นามคือชีวะ คือธาตุรู้ รูปที่ถูกรู้เป็นสภาวะของสสารพลังงานนั้น เป็นดินน้ำไฟลม คุณแยกดินน้ำไฟลมรวมกับวิญญาณไม่ออก คุณแยกแค่มหาภูตรูป 4 กับอุปาทายรูปอีก 24 คุณแยกไม่ได้ คุณไม่รู้เรื่อง คนที่พูดนี้ เขาแยกไม่ออกนามกับรูปเขาก็แยกไม่ออก พลังงานสสารกับนามธรรมก็แยกไม่ออก 

พลังงานกับสสารเป็นคู่หนึ่งของรูป นามธรรมคือชีวะ และพระพุทธเจ้าก็แยกชีวะเป็น พีชะ แยกเป็นจิตนิยาม ส่วนอุตุ คือ พลังงานกับสสารแท้ๆคุณแยกพลังงาน อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยามได้ไหม หากแยกไม่ออกก็ไม่สามารถ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ได้ 

ธรรมะนิยามก็คือทรงไว้ ด้วยจิตนิยามของคุณที่ทำกรรมได้แล้ว คุณจะทำจิตนิยามให้เป็น พีชะ คุณก็ทำได้แล้วไม่สุขไม่ทุกข์ หรือแม้แต่เป็นอุตุก็ไม่สุขไม่ทุกข์เหมือนกันยิ่งแยกเป็นดินน้ำไปลงไปเลย ก็เป็นธาตุที่ยิ่งห่างไปจากชีวะอีกระดับหนึ่ง 

เพราะฉะนั้น คุณสามารถทำ เมื่อกี๊อ่านไปบ้างแล้ว

1 2 หรือ 0 ถ้า 2 มันก็ประชุมกันเป็นจิตนิยาม หรือเป็น พีชะ หรือประชุมกันเป็นอุตุ เป็นพลังงานกับสสาร 

พลังงานกับสสารไม่มีชีวะ หมดอินทรีย์ของชีวิต เป็นรูปที่ไม่ใช่ชีวิตตินทรีย์แล้ว ไม่มีพลังงาน ไม่มีกำลัง ไม่มีอำนาจ ไม่มีลักษณะของอินทรีย์ของชีวิต ชีวิติณทรีย์ไม่มีแล้ว คุณก็รู้ว่ารูปนี้ไม่มีแล้ว นี่เป็นรูป 1ในรูปของ 24 หรือในรูป 28 เอามหาภูตรูปเข้ามาด้วย อุปาทายรูปอีก 24 

คุณก็ต้องรู้ อาการ ลิงค นิมิต  ของความเป็นชีวิตหรือไม่มีชีวิต ที่นับได้ว่าเป็นชีวะของชีวิต มันไม่เป็นแล้วชีวะ หรือมันเป็นชีวะอยู่ในระดับพืช ไม่เป็นชีวะไปเลยเป็นระดับอุตุ คุณก็ต้องรู้ อาการ ลิงค นิมิต อุเทส อย่างสมบูรณ์แบบและคุณก็ทำได้ ทำไม่ได้ก็รู้ก็ยังดี เข้าใจ ทำให้ได้ แล้วคุณก็จะรู้ด้วยตนเองว่า อ๋อ…เราทำได้แล้วนะ 

_สู่แดนธรรม… ตอนนี้พ่อท่าน กำลังอธิบายความเป็นอมตะ จนมาถึงข้อที่เป็นสมาธิแล้ว 

พ่อครูว่า… ในมูลสูตร 10 จากเวทนาเป็นที่ประชุมลง แล้วมีสมาธิเป็นประมุข เป็นหัวหน้าเลย สมาธิของพระพุทธเจ้านั้น ท่านก็ยืมคำว่า สมาธิ ที่เป็นคำกลางๆทั่วไปรู้จัก หมายถึง จิตที่ตั้งมั่น 

ทีนี้จิตที่ตั้งมั่นของพระพุทธเจ้านั้นเขาเข้าใจผิด เขาไปทำผิด เป็นเจโตสมาธิ เป็นสมาธิแบบโลกๆโลกีย์ไปหมด ท่านก็มาอธิบายใหม่ว่า สมาธิของท่านนั้น ต้องมีเจโตปริยญาณ 16 อาตมาใช้คำว่า ต้องมี ถ้าไม่มีมันก็ไม่ได้ มันก็ไม่รู้ความจริง มันก็ไม่เป็นความจริง 

คุณต้องมี มีกิเลส ราคะ โทสะ โมหะ ที่มีอยู่ก่อนแล้วคุณก็ทำออกให้มันเป็น วีตราคะ วีตโทสะ วีตโมหะ คือทำให้มันไม่มีไปเป็นลำดับ ลดลงไปๆ คู่แรกของ เจโตปริยญาณ 16 

ทำให้มันลดน้อยลงไปได้ คน 2 ตระกูลที่เป็นตระกูลศรัทธากับตระกูลปัญญา 

ตระกูลศรัทธาก็จะเป็น สังขิตฺตํจิตตํ ส่วนตระกูลปัญญาก็ วิขิตฺตํจิตตํ 

ตระกูลศรัทธาก็เป็นก้อนตีไม่แตก ส่วนตระกูลปัญญาก็แยกกระจายออกไปมากจนจับไม่ติด ฟุ้งซ่าน เป็นสายถีนมิทธะ กับสายอุทธัจจะกุกกุจจะ 2 ตระกูล

สังขิตฺตํจิตตํ ก็ทำของตัวเองให้เจริญ ทำให้ดีทำให้ก้าวหน้า อย่าไปอยู่อย่างเก่า ก็ต้องทำให้เจริญ งอกงาม สูงขึ้นไปหาไพบูลย์ ก็จะเจริญไปเป็นจิตที่ดี จิตที่เจริญ เรียกว่า สอุตฺรํจิตตํ แต่คนนั้นก็จะรู้ว่ามีจิตดีแล้ว แต่ก็ดียังไม่จบ ดียังไม่ถึงที่สุด ดีกว่านี้ยังมีอีก ยังไม่ถึง อนุตฺตรํจิตตํ คุณทำได้แล้วเป็นมหคต คุณเจริญไปได้ดีแล้วแต่ยังไม่สูงสุด คุณจะมีปัญญารู้ใน อาการ ลิงค นิมิต อุเทส ของจิตเจตสิกของเราและมีรูปที่ถูกรู้ของเราเอง รูปจิต อรูปจิต มันเป็นเช่นนี้เอง ก็จบด้วยพยัญชนะที่ท่านบอกว่าเป็น อนุตตรังจิตตัง

จบด้วยอนุตตรังจิตตังคืออย่างไร ก็คือจิตที่ ปฏิบัติตามเจโตปริยญาณ 16 ดูที่จิตเป็นกิเลส กิเลส หยาบ กลาง ละเอียด จนกระทั่งถึงสิ้นอาสวะ หมดเกลี้ยงอาสวะ คุณก็จะเรียนรู้ว่า อาสวะมันเป็นเช่นนี้เอง ดับได้ 1 หน่วยอาสวะ 2 หน่วย 5 หน่วย 50 หน่วย เรียกว่า อาสวะบางอย่าง ดับได้ ไปเรื่อยๆ ก็อาสวะหลายอย่างหลายๆบางอย่าง 5อย่าง 100 อย่าง จนถึง 100อย่างนั่นแหละ 50 อย่างก็ยังไม่หมด ก็ถือว่า ตัวเลข 100 ครบ 50ก็บางส่วน

ซึ่งรู้จักอาสวะได้อย่างมีรูปนาม มีความเป็นกาย มีความเป็นเทวะ มีความเป็น 2 ส่วนเสมอ ที่รู้ 

เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นบุคคลที่ตามหาความรู้อันยิ่ง เรียกว่า อนุสารี ก็มี 2 ตระกูล ตระกูลสัทธานุสารี กับตระกูลธัมมานุสารี ท่านยังไม่ใช่คำว่าปัญญา จนกว่าจะสัมมาทิฏฐิ มีปัญญา มีสัมมาทิฏฐิแท้ จึงจะขึ้น เป็นทิฏฐิปัตตะ บุคคลทิฏฐิปัตตะ 

ส่วนตระกูลของศรัทธานั้น จะไปตกหล่มตกหลุมอยู่ที่ สัทธาวิมุติ นาน วน เข้าใจผิดหลงนิโรธดับ ไปหลงมิจฉาทิฏฐิ ติดในสุขอยู่ในสมมุติ ศรัทธาวิมุติ จะติดสุข ติดจมอยู่ในนั้น อย่างเป็น อาฬารดาบส อุทกดาบส นาน อย่างไม่มีเวลาจะกำหนดเลย อย่างอาฬารดาบส อุทกดาบส โอ้โห มันไม่มีเวลา ไม่มีกาละที่จะไปช่วยได้ อาฬารดาบสได้อรูปฌาน 7 กับ อุทกดาบส อรูปฌาน 8 เนวสัญญานาสัญญายตนะ ก็จมอยู่อย่างนั้น ๆ

และจะหมุนเวียนมา ไม่มีสิ้นสุดหรอก อย่างรู้ๆเห็นๆเป็นปัจจุบันนั่นเทียว ว่ามันสูญได้ อย่างไรไม่รู้จักสูญจริง มีแต่ตัวมืดดำมืดเป็น กิณหา ไม่ใช่รู้แจ้ง 

_สู่แดนธรรม… นี่เรียกว่าโทษภัยของสมาธิ 

พ่อครูว่า… เป็นโทษภัยของสมาธิอย่างสูงเลย เพราะฉะนั้นท่านไม่ได้เรียกภาษาสมาธิของท่านว่าเป็นสมาธิ แต่เป็นสมาหิโต คือเป็นอนุตริตแล้วคือตรวจสอบว่ามันเป็นจิตที่ตั้งมั่นอย่างแท้จริง สมาหิโต หรือไม่ตั้งมั่นจริง ก็ตรวจอีกว่า เป็นวิมุตติญาณทัสสนะ เห็นด้วยการสัมผัสรู้เห็นอย่างที่มี ที่เป็น ที่อยู่นี้มันหมดมันสิ้น และใช้เวลาพิสูจน์ทุกโลก โลก หยาบ กลาง ละเอียด จนมันไม่มีโลก ไม่หมุน ไม่วนเลยอย่างแท้เลย 

จะทำจิตให้ไม่หมุน ไม่วนได้อย่างลืมตา เป็นจิตไม่หมุนไม่อะไรเลยรู้รอบเป็นนิพพาน เป็นสุญญตา อยู่อย่างนี้ นิ่ง อย่างอาตมาจะทำจิตนิ่งๆก็อยู่นิ่งๆ ไม่ต้องมีอะไรนึก ไม่รู้อะไร นิ่งๆ จะดับมืดก็ดับไป หลับตาก็มืด ลืมตาก็เห็นแสงแต่ไม่ได้หิวแสงนะ อาตมาหมดความหิวแสงแล้ว ก็เห็นแต่ความเป็นจริง ตามที่ตามันเห็นอยู่ 

ว่าจะไปผ่าตาต้อกระจกเขาก็บอกว่า อย่าไปผ่าเลย อายุยาวแล้วเสี่ยงเปล่าๆ มันพอใช้ได้ไปได้ดีอยู่ก็เอาไปก่อน จนกว่ามันจะถึงขั้น หมอเขาตรวจก็บอกว่าพอได้ มันก็ไม่ถึงการทรมานอะไร มันไม่ใช่ต้อหินมันเป็นต้อกระจก มันก็มัวบ้าง แต่มันไม่ชัดเต็มที่เท่านั้นเองแต่ก็ไม่มีปัญหาอะไร ก็พอได้เพิ่มแสงสว่างเอา แสงสว่างมากก็พร่า แสงสว่างพอดีก็ชัด ก็ใช้งานได้ ไม่มีปัญหา 

_สู่แดนธรรม… ที่พ่อท่านบอกว่า อาตมาจะอยู่กับความนิ่งๆเฉยๆก็ทำได้ หมายความว่าพ่อท่านต้องตั้งเจตนาทำใช่ไหม 

พ่อครูว่า… ใช่ เจตนาทำตามประสงค์ วสวัตตีโก ผู้ที่กำหนดมีอำนาจเหนือ ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ ไปได้ตามความต้องการ 

_สู่แดนธรรม… ผมฟังตอนแรกทำให้เกิดปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่า คนปุถุชนทั่วไป เขาก็มีสภาวะคล้ายๆแบบนี้เหมือนกันนะครับ คือ เรียกว่า วิญญาณไม่มาปรากฏ ตาก็เห็นรูปแต่ไม่เห็นรูป

พ่อครูว่า… อ้าว ตาเห็นรูปก็ต้องเห็นรูปสิ รูปอย่างไรก็เห็นอย่างคนอื่นเขาเห็นหมด 

_สู่แดนธรรม… ผมหมายถึงคนตัวอย่างอื่นครับ เพื่อนเรียกชื่อเขาด้วยเสียงดังลั่นแต่เขาก็ไม่ได้ยิน 

พ่อครูว่า… นั่นแหละเขาตาบอดตาใส คนหูหนวกหูใส มันตึงใส 

_สู่แดนธรรม… สภาวะเรียกว่าวิญญาณไม่ทำงานใช่ไหม 

พ่อครูว่า… ใช่ ไม่ทำงาน ของพระพุทธเจ้าวิญญาณทำงานเต็มที่ เป็นผู้ตื่นเต็ม เป็นผู้ครบพร้อมทุกอย่างเหมือนกับมนุษย์ธรรมดา ไม่ดับ แต่จะดับก็ต้องหลับตา ถ้าลืมตาก็เห็นแสง มีอาโลกา มีอาโลก มีแสงสว่าง เห็น ก็เห็น จะปฏิเสธไม่เห็นได้อย่างไร คุณทำตาให้ไม่เห็น คุณก็เข้าไปอยู่ในภวังค์ มันก็ผิด 

เพราะฉะนั้นคนที่มี จักขุ ญาณ ปัญญา วิชชา อาโลก 5ประการนี้ มันก็เห็นครบ ทุกอย่างเหมือนคนอื่นเขาดีๆ ได้ยินเหมือนกันหมด ได้กลิ่นเหมือนกันหมด ทวารทั้ง 5 เขาเห็นอย่างไรก็เห็นเหมือนกันกับเขาหมด 

_สู่แดนธรรม… เมื่อพ่อท่านได้ตอบอย่างนี้แล้วทำให้คนที่ยังสงสัยว่าพ่อท่านทำไมไม่เอาเวลาไปหลับตาภาวนาเพื่อให้จิตมันหยุด 

พ่อครูว่า… ก็ภาวนามันมิจฉาทิฏฐิ อาตมาจะไปทำทำไม อาตมาเคยผ่านมาแล้วทำได้อย่างที่พวกคุณ ไม่ได้อวดอุตริมนุสธรรมแต่เป็นของจริง อย่างนั้นอาตมาก็เคยหลงผิดไปทำมาแล้ว ทำได้แต่มันผิดแล้วอาตมาจะต้องมาบอกพวกคุณว่า มันผิด เลิกเสีย มาทำอย่างนี้ มันถึงจะบรรลุอรหันต์ อย่างโน้นไม่มีทางบรรลุอรหันต์ก็จะเป็นอย่าง อาฬารดาบส อุทกดาบส อ้าว…บอกอีก คุณอยากเป็น อาฬารดาบส อุทกดาบส จะเป็นดาบสอยู่อย่างนั้นนิรันดร์กาล จนกระทั่งพระพุทธเจ้าบอกว่า ฉิบหายแล้วหนอ ช่วยไม่ไหวแล้ว ก็เอาสิ คุณจะเป็นคนอย่างนั้น ตัวอย่างก็มี มีหลักฐานยืนยันคุณจะเอา อาฬารดาบส ไปนั่งหลับตายังงั้น ก็เอา คุณเลือกแล้วคุณก็ได้ 

แต่ของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนี้ คุณจะเอาอย่างนี้ไหมล่ะ ไม่เอาอย่างนี้ คุณจะไปเอาอย่างโน้น จะไปบังคับได้อย่างไร นานาสังวาส สุดท้ายแล้ว นานาสังวาส

_สู่แดนธรรม… ต่อจากสมาธิ

พ่อครูว่า… สมาธิก็เป็นประมุข ของพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าของท่านต้องมี เจโตปริยญาณ 16 สามารถรู้ชัดเจนว่าหมดกิเลสเป็น สมาหิโต แล้วมีวิมุต มีวิมุตญาณทัสนะ ตรวจสอบด้วยสัญญากับกาย ด้วยวิญญาณเป็นวิญญาณฐีติ 7 

วิญญาณฐีติ 7 เป็นการตรวจสอบที่สมบูรณ์แบบว่ายังเหลือเชื้อของความเป็นอื่น เป็นต้นว่า ยังเป็นแค่วิญญาณฐีติข้อที่ 1 ถ้ามิจฉาทิฐิก็เห็นต่างกันไปตามที่ยึด ถ้าสัมมาทิฏฐิเห็นต่างกันแต่ไม่ยึด คือรู้อย่างที่เขาเห็นต่าง ก็เข้าใจว่ามนุษย์ คนๆนี้ก็เป็นอย่างนี้  เทวดาก็เป็นอย่างนี้  สัตว์นรกก็เป็นอย่างนี้ เราก็เห็นก็รู้อย่างนั้น เราก็เคยโง่อย่างนั้น แต่เราก็ไม่ได้ยึดแล้วแต่เขายึดเขาก็เลยเป็น นี่เรียกว่าวิญญาณฐีติอันที่ 1 เป็นสัตวาสข้อที่ 1 เลย กายต่างกันสัญญาต่างกัน 

อันที่ 2 กายต่างกัน สัญญาอย่างเดียวกัน สัญญาอย่างเดียวกันคืออะไรคือ สัญญาว่าไม่มีนิวรณ์ 5 พวกหลับตาเขาก็ทำให้ไม่มีนิวรณ์ 5 ได้ เขาสะกดจิตไปให้ไม่มี กาม ไม่มีพยาบาท ไม่มีปฏิฆะ ไม่มีถีนมิทธะ ไม่มีอุทธัจจะกุกกุจจะ เค้าก็ไม่สงสัยเพราะสมาธิแบบอาเขาก็อยู่กับความมืดความดำเป็น กิณหา แต่เขาจะยังไม่เข้าใจ มันเป็นรูปธรรมชนิดหนึ่งเท่านั้น มันไม่ได้หมดรูปหมดนาม ไม่ได้รู้นามรู้รูปอย่างสมบูรณ์แบบ แต่มันไปติดยึดอยู่ในรูป นามของคุณก็อยู่ในรูป 

เพราะฉะนั้นจะบอกว่า ถ้าคุณไปทำสมาธิแบบนั้น ดับ ดำ คุณก็คือ อสัญญีสัตว์ ดับเวทนา ดับสัญญานั่นเอง ไม่ให้ไปรับรู้อะไร แต่คุณก็ไม่รู้ว่า อสัญญีสัตว์ เป็นเช่นนี้เองแต่คุณทำตนเองให้เป็น อสัญญีสัตว์ เป็นสัตตาวาสตัวที่ 5 

วิตกวิจารแล้ว แต่ยังมีปิติยังมีสุข หรือยังมีจิต เอกัคคตาจิต จิตที่ยิ่งใหญ่ ที่เป็นมิจฉาทิฐินะ ของพระพุทธเจ้าเข้าใจสภาพ วิตกวิจารดับไม่ต้องทำงานอีก วิตกวิจารคือไม่ต้องเรียนรู้ ไม่ต้องปรุงแต่ง พวกดับสัญญา ไม่ได้เรียนรู้ เขาก็นึกว่าเขาทำได้ แต่ของพระพุทธเจ้านั้นรู้แล้วว่า วิตกคืออะไรวิจารคืออะไร มีอาการของสิ่งที่ดำริ จิตมันมีพฤติกรรมมีสภาวะ จนกระทั่งทำได้ว่า มันเป็นจิตที่ไม่มีกิเลสหรือเป็นจิตที่เหลือกิเลสอยู่ เราทำให้กิเลสลดได้ก็เกิด ปีติ ทำให้กิเลสลดไปจนกระทั่งสงบเรียกว่าสุข เป็นสุขด้วยความสงบ สงบอย่างมิจฉาทิฏฐิเขาก็สงบด้วยการดับสัญญา แต่ยังไม่สนิท เขาดับนะ ดับสัญญาแต่ยังไม่สนิท 

พอดับได้เป็นฌานที่ 4 สุขไม่มีแต่เป็นจิตที่ยิ่งใหญ่เอกัคคตา จิตเก่งจิตอัคคะ เขานึกว่าจิตเก่งแล้วแต่เขา ทำ อสัญญีสัตว์ จากที่เขาได้ เอกัคคตา แต่เป็นเอกัคคตาของกิณหา ดับดำมืด ของอสัญญีสัตว์

เพราะฉะนั้นในตัวเอกัคตาที่เป็นกิณหา คือผู้ที่รู้กายและสัญญา วิญญาณฐีติในข้อที่ 4 ผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิก็รู้คุณเป็น กิณหา คุณได้แค่ กิณหา เป็น อสัญญีสัตว์ 

ส่วนผู้ที่เป็นสัมมาทิฏฐิก็รู้ว่า กิณหา เป็นความดำความมืดมันจะยากอะไรแค่หลับตามันก็ดำก็มืดแล้ว แล้วก็จะรู้ว่ามันมืดมันดับอย่างความมีความถูกต้อง จะรู้ความเป็นมิจฉาทิฐิที่เป็นความมืดด้วย รู้อย่างสัมมาทิฏฐิก็เป็นความมืดที่ถูกต้อง มืดดำคือกิณหา ของพระพุทธเจ้าไม่ได้มีความเป็น กิณหา แต่รู้จัก กิณหา รู้จักความมืดความดำ

ต่างจากความหมดกิเลสสิ้นสูญ ไม่มี ก็จะไปจบที่ดำที่มืด แต่พวกมิจฉาทิฐิจะไปจบที่ สุภกิณหา แล้วไปหลงว่า กิณหาคือดี สุภะ มิจฉาทิฏฐิจะไปหลงว่าดี แต่ผู้ที่สัมมาทิฏฐิจะรู้ว่าพวกนี้ยัง มีกิณหา อยู่กับความดำความมืด มันไม่ได้ทำให้กิเลสหายไป 

แล้วกิเลสหายไปนี่คือสว่าง ไม่ใช่สว่างอย่างอาภัสราด้วย สว่างอย่าง สัญญาเวทยิตนิโรธ ดับอย่าง เวทนาทำงานเคล้าเคลียอารมณ์อย่างสมบูรณ์แบบครบ 108 

เพราะฉะนั้นผู้ที่รู้จักเวทนาทำงานเคล้าเคลียอารมณ์ เจาะ ทะลุหมดครบ 108 อาการ 

ถ้าจะขยายความ เวลาเหลือแค่ 40 วินาทีแล้ว ไม่ได้ ก็ขอพูดค้างๆไว้ว่า 

ถ้าสามารถรู้จักความเป็นเวทนา 108 แยก เคหสิตะ 18 เป็นเนกขัมสิตะ 18 จบที่ฐานเนกขัมสิตะอุเบกขาเวทนาได้ เคหสิตะ เขาก็ทำอุเบกขา เคหสิตอุเบกขาเวทนา เขาก็ทำของเขาได้แต่ไม่ได้ดับกิเลส เขาดับสัญญา เป็นอุเบกขาอย่างสัญญา 

อาตมาเคยพูดด้วยศัพท์ของอาตมาว่าอุเบกขาเก เป็นอุเบกขาพิการ ไม่ใช่อุเบกขาที่บริสุทธิ์ผุดผ่องจากกิเลส อุเบกขามี ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ซึ่งอาตมาก็เอาอ้างอิงได้ ยืนยันได้ ยืนยันพระไตรปิฎกเล่มไหนข้อไหนก็ได้ 

บริสุทธิ์คือไม่มีกิเลส ปริโยทาตา ก็คือไม่มีกิเลสอย่างยิ่ง มุทุคือจิตมีทั้ง เจโตและมีปัญญา หรือมีทั้งรูปทั้งนาม มีทั้งศรัทธา ปัญญา ครบ มี 2 สภาพเทวะอยู่ในนี้ คล่อง สะอาดบริสุทธิ์เต็ม สองธาตุที่ สะอาดบริสุทธิ์คือ มทุ ทั้งเจโตและปัญญา เพราะฉะนั้นจึงเป็นผู้ที่กัมมัญญา อยู่เหนือกรรม ทำกรรมอย่างไรก็ได้ดีได้เหมาะได้ควร ไม่มีพลาดมีแต่ประโยชน์ถ่ายเดียว กัมมัญญา จิต ถึงจะผ่านอะไรอีก  จะปรุงแต่งอย่างไร จะอภิสังขารอย่างไร ก็มีความประภัสสร บริสุทธิ์สะอาดผ่องใสอยู่ตลอดกาลนาน จ้า 

อธิบายไปได้คร่าวๆพอสมควรแล้ว วันต่อไปพบกันใหม่ในวันพุธ สำหรับพรุ่งนี้วันอังคารอาตมาก็ให้องค์อื่นๆท่านว่ากันไปสลับกัน  สำหรับวันนี้ 

_นักรบธรรมถามว่า… การนั่งหลับตาเป็น อุปการะหรือไม่ เราควรจะทำให้มากที่สุดแค่ 5 ถึง 10% ใช่ไหมครับ 

พ่อครูว่า… เป็นอุปการะ ถ้าเป็นสัมมาทิฏฐิ ถ้าคุณสัมมาทิฏฐิคุณจะทำ 5 ทำ 10 20 ทำ 100 ก็ทำได้ ข้อสำคัญอยู่ที่คุณทำอย่างสัมมาทิฏฐิจริงบริบูรณ์หรือไม่ ถ้าคุณสัมมาทิฏฐิจริงบริบูรณ์คุณจะทำขนาดไหนก็ได้ทั้งนั้น แต่คุณนึกว่าคุณทำนั้นมันเป็นสมถะ แบบโลกุตตระของพระพุทธเจ้า ปัสสัทธิของพระพุทธเจ้ามันต้องชัดเจนจริงๆ แต่ไม่หลับตาสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกายมีความตื่นชาคริยาอย่างรู้หมดเลย 0 ไม่หลับตา อย่าว่าแต่ 5% 10% เลยศูนย์ก็ยังไม่หลับตา หรือ หาที่สุดมิได้ ก็ลืมตา ไม่ต้องนั่งเลย ไม่ต้องไปนั่งสะกดจิต ไม่ต้องไปหาสถานที่อะไรเลย นี่แหละคือฌานวิสัยที่เข้าใจไม่ได้ ฌานวิสัย ของพระพุทธเจ้าไม่ต้องไปหาสถานที่ ไม่ต้องใช้เวลาอยู่ในสามัญปกติทั้งหมดเลยปฏิบัติ นี่แหละ นี่ยังจมยังหนักไปอยู่ในทางนั่งหลับตา ยังอีกนาน ไม่นั่งนั้นดีแล้วแต่ยังเข้าใจไม่ได้ง่ายๆนะดีค่อยๆทำความเข้าใจไป ดีแล้วล่ะ ทำความเข้าใจแล้วก็ฝึกทำเรียนรู้ให้จริงๆคุณก็ได้ไปเรื่อยๆดี ถ้าคุณไม่ได้คุณอยู่ไม่ได้หรอกที่นี่ เพราะอาตมาถล่มหนักเหมือนกัน ถ้าคนที่ไปยึดมากๆถูกอาตมาถล่มทางนั่งหลับตาเขาไม่อยู่หรอก จริง คนไหนที่ไปติดยึดหลับตาหนักๆมาอยู่ที่อาตมาไม่อยู่หรอก ดีไม่ดีที่อาตมาพูดนี้ อาตมาก็ลูกค้าหายไปเหมือนกันนะ โทษทียึดติดมากๆ ถูกถล่มเขาก็บอกว่า ด่าแต่อาจารย์กู ด่าแต่สิ่งที่กูยึดถือ นับถือ เขาก็ไม่ชอบใช่ไหม เพราะฉะนั้นถึงขีดหนึ่ง เขาไม่มีปฏิภาณปัญญาพอจะรู้ว่า อ๋อ อย่างนี้ ถูก เขาก็จะแยกไปเสียเวลา อีกนานกว่าเขาจะรู้ว่า โอ้ ตกลงโพธิรักษ์นี้เป็นสัมมาทิฏฐิหรือแล้วก็เราไปหลงมิจฉาทิฏฐิออกไปอยู่เองหรือ กูเอ๋ย กูเอ๋ย เขาจะละอายอย่างแรงกล้าขนาดนั้น เอ้า.. อธิบายต่อไปอีกก็ได้แต่เวลามันก็มีไปตลอดแหละ เวลาจะเป็นนิรันดรอยู่ เพราะฉะนั้นอาตมาไม่ไปขอไปนิรันดรกับเวลาหรอก พักก็แล้วกันเนาะ ก็แยกทางกันไป ทางใครทางมัน ที่นอนใครที่นอนมันแล้วตอนนี้ เจริญธรรม.