660814 ชีวกสูตรคือเจาะจงฆ่าไม่ใช่เจาะจงชื่อคนกิน รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #36 ราชธานีอโศก

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1Pqd4THo8mv45PK4Nim5Z8RCfm2lrFa2m/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true       

                                                                                                                     

ดาวน์โหลดเสียงที่  https://drive.google.com/file/d/1NcIzYEPTEDj-y5MbvBcIHcatkkhp0rTV/view?usp=sharing 

และ 

ดูวิดีโอได้ที่ 

และ https://www.facebook.com/100078722032092/videos/683616463147766/ 

พ่อครูว่า… วันนี้วันจันทร์ที่ 14 สิงหาคม 2566 แรม 13 ค่ำเดือน 8(2) ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก 

นั่นคือวันเวลาที่นี้ก็มาสู่สาระที่เราจะได้พบกัน 

ชีวิตควรจะมีสาระ พูด-ทำ-คิด มีแต่สาระ ไม่เอาเวลาไปพูด ไม่เอาเวลาไปคิด ไม่เอาเวลาไปถมกับสิ่งที่ไม่เป็นสาระ ผู้มีสาระ ผู้สำคัญในสาระก็ได้สาระ ผู้ไม่สำคัญในสาระก็ไปสำคัญในสะเปะสะปะเป็นธรรมดา ตามภูมิของแต่ละบุคคล 

SMS

_เพียรผ่องพุทธ กล้าจน  · กราบนมัสการท่านสมณะ,ท่านสิกขมาตุด้วยความเคารพ ข้าพเจ้าเริ่มเข้าชุมนุมตั้งแต่วันแรกที่ตั้งเวทีพันธมิตร ปี 2549ที่สนามหลวง วันต่อๆมาได้ฟังธรรมะพ่อครู และได้เข้าไปอาศัยกินอาหารมังสวิรัติเลี้ยงชีวิตตนเอง ต่อมาก็มีเพื่อนญาติธรรม มีความสัมพันธ์ที่เพิ่มขึ้นจนได้มาอาศัยรอนพักค้างร่วมกับกลุ่มชาวอโศก แล้วสบายใจ อบอุ่น มีชีวิตอยู่รอดปลอดภัย จนถึง ปี 2557 ค่ะปัจจุบันได้มาอาศัยใบบุญอยู่ที่บ้านราชค่ะ.

พี่น้องญาติธรรมที่ทำหน้าที่เสาหลักใช้ธรรมะปราบอธรรม

พ่อครูว่า…อันนี้เป็นสัจจะที่ยิ่งใหญ่ที่เราไปชุมนุม เราใช้ธรรมะปราบอธรรม ดูเหมือนรุนแรงแต่ที่จริงสุภาพเรียบร้อยราบรื่นง่ายงามเย็นอบอุ่น มีทั้งเย็น มีทั้งอบอุ่นในที

_ได้สำเร็จ เป็นแบบอย่างของโลก

พ่อครูว่า…อาตมาก็รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน พูดไม่รู้กี่ทีว่าเมืองไทยใช้โพรเทส ที่อาตมาใช้ศัพท์เรียกว่า Neo-protest เป็นการประท้วงซึ่งแต่ละประเทศเขาก็มีการประท้วงกันทั้งนั้นประท้วงจนกระทั่งฆ่ากันตายมีเยอะ เดี๋ยวนี้ก็ยังมีอยู่ทำอยู่ แต่เมืองไทยทำแล้วตั้งแต่พ.ศ. 2549 มาจนกระทั่ง 2557 มีผลสำเร็จที่เป็นตัวอย่าง จนทุกวันนี้พวกที่จะมาประท้วงมีหมู่คนมาประท้วง แต่ประท้วงอย่างที่มาแล้วก็โดนเรไม่เรียบร้อย ไม่สุภาพ ไม่มีปัญญา เขาเรียกด้วยภาษาว่าม็อบ ไม่ใช่โพรเทสอย่างนี้เป็นต้น มันก็ต่างกัน 

ทุกวันนี้เมืองไทยมีพวกม็อบเหลืออยู่น้อยเป็นเศษ เป็น After Shock เป็น momentum ของ After Shock มันเกิดจากหลังจากแผ่นดินไหวแล้วก็จะเกิดคลื่นตามมาเป็นความรุนแรงค่อยๆเฉื่อยเหลืออยู่ทำตามมาเท่านั้น มันไม่มีฤทธิ์แรงอะไรมากมาย ดูแล้วเหมือนหมาน้อยเห่าหมาใหญ่ แง่งๆๆๆ 

_นักรบแห่งธรรม ฝึกจิตวิญญาณขัดเกลากิเลสกับผัสสะ สนามรบการเมืองของเหล่ามารโลกียะ ให้ถอยกลับไปได้ค่ะ.

พ่อครูว่า…อันนี้แม้แต่นักรัฐศาสตร์เขาก็ยังไม่เชื่อ ว่าธรรมะชนะอธรรม เขาไม่เชื่อว่าเป็นพลังประชาชนรัฐประหารรัฐบาล เขาไม่เชื่อกันเท่าไหร่ เพราะมันยังไม่มีสวยงามเหมือนอย่างที่เมืองไทยทำมา เมืองไทยทำมา มันเป็นตัวอย่างแรก เป็น Pioneer เป็นหัวเจาะนำขบวนมาในโลก คนก็เลยรู้สึกว่าอะไรนี่ แต่เขาก็เห็นแล้วนะ เขารับซับทราบไปแล้ว แต่เขายังไม่ซาบซึ้ง ยังไม่รู้สึกว่านี่เป็นธรรมฤทธิ์ที่สามารถทำให้เกิดความสำเร็จ ที่จบลงได้อย่างสวยงามที่สุด 

มิลักขชน กับ อาริยกชน ต่างกันอย่างไร

_กราบขอบพระคุณความเมตตาที่ได้ช่วยเหลือมวลมนุษยชาติค่ะ

ลูกกำลังศึกษาเรื่องว่า ธรรมะการเมืองโลกุตรธรรม 

พ่อครูว่า…อันนี้ก็เป็นเรื่องใหม่ ธรรมะจะเข้าไปในการเมืองและยังเป็นการเมืองโลกุตรธรรมอีกด้วย เขาจะหมุนสมองให้ทันสมัยได้อย่างไร เขาจะพยายามเพิ่มพลังความเข้าใจ เพิ่มพลังความเฉลียวฉลาดที่จะมารับรู้ ความหมายรับรู้ความจริงที่ว่านี้ มันก็คงจะต้องค่อยๆว่าไป แต่เริ่มต้นพวกเราเข้าใจแล้วก็ใช้ศัพท์ได้ แต่คนที่ยังไม่เข้าใจในสภาวะธรรมลึกซึ้ง เขาก็ได้แต่ฟังๆว่ามันอะไรกันนะ ภาษาทะแม่งๆไม่เคยได้ยิน ภาษาใหม่หูบ้างอะไรไป 

_ของผู้นำของชาวอโศก เพราะลูกมีแรงบันดาลใจคำว่าโลกุตรธรรมที่ยังมีความรู้ความเข้าใจยังน้อยอยู่ ปัญญายังไม่มากพอ แต่ลูกก็สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงเมื่อเราตั้งใจเพิ่มอธิศีลในการลดกิเลส ทำความสบายใจให้แก่ตน มีความเพียรในการศึกษาค้นหาความจริง ก็จะได้รับอานิสงส์จากการฟังธรรมที่ได้เข้าใจชัดยิ่งขึ้นไป ศาสนาพุทธที่มีโลกุตรธรรม ธรรมะกับการเมืองเป็นเรื่องเดียวกัน เป็นสังคมของชุมชนชาวอโศกที่สร้างโลกให้อยู่เย็นเป็นสุขเป็นโมเดลของชุมชนคนที่มีความสุขจริงค่ะ

พ่อครูว่า…อันนี้บรรยายมาเป็นสัจจะความจริง คนยังไม่มีภูมิธรรม เขาเข้าใจไม่ได้ ยังมองไม่ออก เขายังเป็นมิลักขชน ยังเป็นคนที่ยังไม่มีอาริยธรรม ยังไม่มีความเฉลียวฉลาดอย่างอาริยะ เขายังมีความเฉลียวฉลาดแบบมิลักขชน 

คำ 2 คำนี้ มันลึกซึ้งมาก อาริยกะกับ มิลักขชน เป็นคำเก่าๆมาแต่ไหนแต่ไรแล้วที่ชี้ชัด ความเป็นมิลักขชน อาตมาตัวอย่างให้ฟังพวกเรานี้ถ้าอาตมาจะบอกพวกเรานะ คนอื่นเขาไม่เข้าใจหรอก อาตมาจะบอกว่าอเมริกานี้เป็นมิลักขชน ประเทศไทยเป็นอาริยชน เราก็จะเข้าใจ มองไปถึงสภาวธรรม อะไรที่มันหมายถึง อาริยะ อะไรมันหมายถึง มิลักขชน 

มิลักขชน หมายถึงคนที่ยังเถื่อนๆป่าๆ ยังไม่รู้เรื่องของสังคมคนเจริญที่แท้จริง 

สังคมคนเจริญที่แท้จริงคือสังคมที่มีความ อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล และเพิ่มพูนความเสียสละ 

เราพูดนี้เป็นเรื่องจริงไม่ใช่มีแต่คำโก้ๆคำโม้ๆคุยไว้ว่า เอาอันนี้มาสอน เอาอันนี้มาแจก เอาอันนี้มาให้ในอนาคต ซึ่งมีทางเป็นไปได้หรอกที่พูดไว้จะเป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้ยังไม่รู้ แต่ของเรานี้เป็นไปได้และเป็นไปได้แล้ว ได้อาศัยแล้ว เข้าใจแล้ว เป็นจริงแล้ว มันต่างกัน 

ทำไมในวิโมกข์ 8 ต้องตรวจถึง เนวสัญญานาสัญญายตนะ 

_สว่างแสง ขวัญดาว  · น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ พ่อครูคะ ในวิญญาณฐีติ7 กิเลสตายที่อากิญจัญญายตฌาน และในวิโมกข์8ก็มีอากิญจัญญายตฌาน แต่กิเลสไม่ตายเพราะอะไร จึงทำให้ต้องมีเนวสัญญานาสัญญายตนขึ้นคะ และกิเลสไปตายที่สัญญาเวทยิตนิโรธคะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ

พ่อครูว่า…พวกเรานี้ก็ลึกซึ้งดีถามมานี้ลึกซึ้ง ฟังดีๆ 

คำว่าจบที่กิเลสตายหรือจบที่ อากิญจัญญายตนฌาน ก็หมายความว่าผู้นี้มีสัมมาทิฏฐิ ปฏิบัติธรรมแล้วไม่มีข้อสงสัยมาตั้งแต่ ฌาน 1 

ใน วิญญาณฐิติ 7 คนที่เป็นมิจฉาทิฏฐิแล้วก็ยังเข้าใจไม่ได้ข้องใจส่วนตัว ส่วนที่สัมมาทิฏฐิ 7 แล้ววิญญาณฐิติเข้าใจหมดทั้ง 7 ว่าทำอย่างไรตามลำดับ 

ทีนี้ วิโมกข์ มี 8 ใน วิญญาณฐิติ 7 กับวิโมกข์ 8 ต่างกันอยู่ว่า 

ข้อ 1 2 3 4 วิญญาณฐิติ ส่วนวิโมกข์ 1 2 3 

วิญญาณฐิติ 1 2 3 4 คือ กายกับสัญญา

แต่วิโมกข์​ 1 2 3 คือ อธิบายลักษณะธรรมให้ปฏิบัติ มีรูปเป็นต้นในข้อ 1 รูปีรูปานิ ปัสสติ ข้อ 2 อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทารูปานิ ปัสสติ ก็บอกภายนอกภายใน สามารถศึกษาปฏิบัติฝึกฝนเข้าไปเห็นภายนอกแล้วมาเห็นตามลำดับเข้าไปสู่ภายใน จนถึงอรูปสัญญี อรูป ใช้สัญญากำหนดว่ารู้ตามไปถึงภายในได้ ก็เป็นการอธิบายการปฏิบัติ ลักษณะของคนที่จะปฏิบัติ ต้องปฏิบัติรู้จักรูป รู้จักสิ่งที่ถูกรู้ แล้วจะต้องมีนาม มีปัสสติ มีสัญญากำหนดรู้ 

ใช้สัญญากำหนดรู้ แล้วก็รู้ ก็เห็น ปัสสติ เห็นโดยการมีภายนอกด้วย พหิทาภายนอก มีรูปภายนอก จนกระทั่งเข้าไปถึงรูปภายใน อัชฌัตตัง มีรูปาวจร แล้วไปสู่อรูปาวจร ครบหมดทั้ง 3 ภพ กามภพ รูปภพ อรูปภพ ครบบริบูรณ์ นี่เป็นการบอกลักษณะของธรรมะ 

ส่วนข้อที่ 3 นั้น สุภัณเตว อธิมุตโต(โมกโข) โหติ หมายความว่าคนนี้มีจิตสำเร็จ โดยมีทิศทาง โน้มไปหรือ เข้าใจเป็นภาษาอังกฤษว่า Trend (เทรนด์) มันมีTrend มีจิตใจที่นำไป โน้มไป สู่ในทางที่เป็นสุภะ(สุภันเตวะ) แล้วมีปัญญารู้ด้วย คือมีอันเตวะ อันนั้น สิ่งที่มันควรจะเป็นไปตามทิศทางที่ถูกต้อง โดยความหมายของธรรมะอันนี้ ข้อ 3 ให้ทราบถึงสภาวธรรมมีภูมิปัญญา ที่จะรู้ทิศทาง ที่จะนำไปสู่สุภะ ความควร ความน่าได้ น่ามี น่าเป็น เป็นผลสำเร็จ มีทั้งปัญญา มีทั้งพฤติกรรมที่สำเร็จในตัว
เพราะฉะนั้น วิโมกข์​3 ข้อนี้รวมแล้ว คือ มีคุณธรรม ได้แล้วจึงจะเป็นวิโมกข์ในรายละเอียดคือ อากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ  เนวสัญญานาสัญญา จนกระทั่งถึง สัญญาเวทยิตนิโรธ เป็นขั้นๆไป

คือจากอากาศจากวิญญาณจนถึงมันไม่มี จนสุดท้ายถึงขั้นบรรลุ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ก็คือสภาพที่ คนที่สัมมาทิฏฐิถ้าถึง เนวสัญญานาสัญญายตนะ รู้ว่าอันที่มันน่าสงสัย แม้แต่บางคนที่มีภูมิธรรมไม่ดี มาถึงจุดนี้ก็จะสงสัยว่ามันหมดหรือยังนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ จะว่ามันไม่มี มันก็มีเหมือนมีน้อย เคยพูดหลายทีแล้วว่าเหลือน้อยกับหมดนี้ มันอะไร มันน้อยอะไร มันหมดแล้ว 

คือความคม ความเก่งของคนบางคนยังไม่มี จึงเหลือส่วนความเป็น เนวสัญญานาสัญญายตนะ ส่วนคนที่มีความคมชัดเป๊ะเลยก็จะจบที่อากิญจัญญายตนะ ไม่มี เนวสัญญานาสัญญายตนะ ignore เลย จบ ไม่มีต่อ 

 มันจบไม่มีกิเลสเลยเมื่อไม่มีกิเลสเลย มันก็นิโรธ ไม่ต้องไปถึง สัญญาเวทยิตนิโรธ มีสัญญากำหนดรู้ตลอดกาลและมีตัวจบตรงที่ อากิญจัญญายตนะ 

สัญญาทำงานมาตลอด สัญญาเวทยิตตัง นิโรธัง โหติ สัญญามันอ่านรู้เวทนากำจัดกิเลสไปจนนิโรธได้เลย ปัจจุบัน 

อาตมามีสภาวะเรื่องนี้จึงอธิบายเรื่องนี้ได้ชัดเจน ถ้าคนยังไม่มีภูมิจะสับสน ใครสับสนยกมือ อย่าอาย… มีบ้าง 3-4 คน ในจำนวนร้อย ดี อาตมาสอบได้ มี Error มีคนเข้าใจไม่ได้บ้าง จะโทษอาตมาคนเดียวไม่ได้ ไม่เข้าใจธรรมะต้องเพราะคุณด้วย อาตมาด้วย อาตมาอธิบายไม่เก่งตรงนี้ คุณก็เก่งเท่านั้น มันก็เลยได้เท่านี้ 

พูดไปเหมือนกับพูดเล่นๆแต่มันเป็นความจริงทั้งนั้น 

จะอธิบายได้ที่ถามว่ากิเลสมันไม่ตายเพราะอะไร ก็เพราะว่ามันไม่รู้ ถ้าคุณรู้มีปัญญา มันก็มีธรรมฤทธิ์ ปัญญาเป็นธรรมฤทธิ์ กิเลสก็เป็นตัวมาร มันรู้ ปัญญาเห็นหน้ามันแล้วมันวิ่งจู๊ดเลย อาตมาอธิบายเป็นสภาวะได้เท่านี้อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัส พระพุทธเจ้าบอกว่าเราเห็นเธอแล้วมาร มารก็บอกเพื่อนเลยว่า ตถาคตเห็นเราแล้ว ก็พาพวกวิ่งหนีไปเลย 

ไม่มีความเลวร้ายรุนแรงอะไรเลย มาร ผี กิเลส ตัวร้าย กับปัญญาพระพุทธเจ้านี่ มันเป็นฤทธิ์ทำลายกันเท่านั้นเอง มันไม่ได้มีความเหี้ยมโหดรุนแรงอะไรต่ออะไรเลย มันมีการแพ้ชนะกันอย่าง   ธรรมาธรรมะสงคราม ที่สวยสดงดงาม คงเข้าใจแล้วนะ 

_ตุ๊ก อัศวิน   · ขอบพระคุณ คลิปของพ่อครู ที่ท่าน ส.เดินดิน นำเสนอเจ้าค่ะ

‘..นโม_ตัด_สะ..’ ชั๊วะๆๆๆ..สะบั้นกิเลส..เจ้าค่ะ ปล ประทับใจในทุกคลิปฯ ของ พ่อครู เจ้าค่ะ โดยเฉพาะ ที่มี ตัวอักษร กำกับ สำทับไปตามทุก ‘โพธิรักษ์วจน’ ของพ่อครู ทำให้ ซาบซึ้ง แจ่มแจ้ง ในธรรม ได้ดียิ่งขึ้น ทั้งเป็นประโยชน์หลายๆต่อผู้มี ‘หูทิพย์’ เจ้าค่ะ

กราบขอบพระคุณ ทีมสื่อ ทุกรูป ทุกท่าน เจ้าค่ะ You all are beautiful !!

พ่อครูว่า… อาตมาเอาคำของพระเก่าแก่ทางอีสานนี่แหละที่บอกว่านะโมตัดสา พระพุทธเจ้าบอกให้ ตัดสา เอาสำเนียงท่านนั้นมาใช้บาลีเรียกว่า ตัสสะ ไม่ได้แปลว่าตัดเสียหรอก 

นะโม แปลว่า นอบน้อมต่อพระองค์นั้น อาตมาว่าดีมากสำหรับการขึ้นตัวหนังสือเป็น subtitle มีทีมทำงานกันอยู่หลายคน 

นิมิตในภาษาบาลีมีทั้งนิมิตจริงและอุปาทาน

_จับใจ ธนะโภค  · กราบนมัสการพ่อครูฯ ขอน้อมกราบเรียนถาม ค่ะ

  1. เรื่องที่ดิฉันจะถามไม่ได้อวดอุตริ มีดังนี้ ช่วงเริ่มต้นการ มาปฎิบัติธรรมกับหมู่กลุ่มชาวอโศก  วันหนึ่ง ดิฉันมีสติ สัมปชัญญะเต็ม และอยู่ๆ ก็เกิดนิมิตมีภาษาบาลีไหลมา(เยอะมาก)ให้ดิฉันเห็น ดิฉันตกใจมาก จึงตั้งจิตอย่างแรงกล้า ว่า ยังไม่ขอรับรู้ภาษาบาลี เพราะยังมีสภาวะไม่มากพอที่จะใช้ภาษาบาลีมารองรับ และตั้งแต่บัดนั้น จนถึงบัดนี้ภาษาบาลีก็ไม่โผล่มาให้เห็นอีกเลย ค่ะ 

พ่อครูว่า…มันก็เป็นนิมิตหรือเป็นอุปาทานได้ 

นิมิต หมายถึงสิ่งที่เป็นเครื่องหมายให้เรารู้ เราอาจจะเคยมีมาผ่านมา ผ่านมาแต่ชาติก่อนๆก็ได้ แล้วตอนนี้มันก็ขึ้นมา ไม่ใช่ได้รู้ทันที อย่างอาตมากลัวจะเก็บของเก่าไม่ทัน ค่อยๆระลึกขึ้นมาก็ใช้เวลา พระพุทธเจ้าก็เช่นกันแต่ท่านเก่งกว่าอาตมาเยอะ ท่านก็ระลึกได้เต็มทันที ส่วนอาตมานั้นทยอยมา ค่อยๆตามมา ทุกวันนี้ก็ยังทยอยเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ก็เป็นแบบเดียวกัน แต่ว่ามันมีมากกว่ากัน มีได้วิจิตรพิสดาร ก็คือเยี่ยมยอดกว่ากัน มันก็ดีกว่ากัน เพราะฉะนั้นที่คุณปฏิเสธ คุณคิดว่าถ้าเกิดภาษาบาลีมาแล้วเราจะยังไม่รู้เรื่อง ไม่ใช่ฐานะ ปฏิเสธมันก็ไม่มา จิตคุณก็ปิดประตูของคุณเอง 

  1. ถึง ณ วันนี้ ดิฉันปฎิบัติธรรม พอจะงมๆ ซาวๆ ได้บ้าง(สภาวะธรรม) ขอถาม ว่า จะทำจิตอย่างไรให้เข้าใจภาษาบาลีที่มีความสำคัญกับสภาวะธรรม ค่ะ

พ่อครูว่า…ตามอาตมาไปเรื่อยๆฟังไป อาตมาก็เอาภาษาบาลีมาพูดอยู่บ่อยๆจนกระทั่งคนที่เขาไม่ชอบภาษาบาลีเลยหรือเขาฟังแล้วก็รู้สึกออกรำคาญ เขาจะไม่เอาเลย แต่คนที่เห็นว่ามันมีหลักฐาน มีสิ่งอ้างอิง มันทำให้รู้สึกว่าอย่างนี้ใช่นะ ยิ่งอ้างอิงมาเป็นภาษาบาลีหรืออ้างอิงมากมาจากพระไตรปิฎกเล่มนี้ ข้อนี้ อะไรอย่างนี้ มันมั่นใจ ยิ่งขึ้นว่า ไอ้นี่ไม่ได้พูดเอาเอง ไม่ได้โมเม มีหลักฐานอ้างอิงยืนยันซึ่งพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเป็นการอิงหลัก อิงธรรม อิงหลักฐาน อิงวินัยนี่แหละ มันมีหลักฐานอย่างนี้ มันก็เป็นที่เชื่อถือได้ดี คุณจับใจก็เจริญธรรมขึ้นไปตามลำดับ 

_บุญนิยม รองกิจ  · ผมฟังเพลง MV แม่จ๋า น้ำตาไหลคิดถึงแม่

พ่อครูว่า…อาตมาว่ามีไม่น้อยคนหรอก เขาทำ MV ทำได้ดีมาก ทำได้ดีเท่าที่เราเคยมาก มาทำคราวนี้คุณหนึ่งจักรวาล เขาทำการ Arrange ด้วย แล้วพวกเราก็เอามาประกอบภาพเป็น MV ถ่ายกัน โอ้โห..โลเคชั่นอะไรกันมากมายขนาดนั้น โอ้โห..นะ เก็บมาใส่ อุมาพรเขาร้องได้ดี อาตมาว่าทำให้คนแต่งเพลงนี้ เลยพลอยดีไปด้วยเพราะไปด้วย ดูดีไปด้วยไปหมดเลย โอ้โห..เยี่ยมนะเข้าท่าดีมากเลย ขอบคุณทุกคนที่พยายามทำ 

ตั้งตนบนความลำบาก ไม่ใช่ อัตตกิลมถานุโยค 

_ดาวตะวัน  • ฟังทบทวนอีกครั้งหลังจากดูรายการมาแล้ว เข้าใจอัตตกิลมถานุโยคได้มากขึ้นค่ะ ต้องพิจารณาอัตตา 3 ในตนเองให้ละเอียด ลึกซึ้ง ชัดเจนให้ยิ่งขึ้น และก็มีคำถามว่า “การตั้งตนอยู่บนความลำบาก” ถือเป็นอัตตกิลมถานุโยคหรือไม่คะ

พ่อครูว่า…ถ้าคุณว่าเป็น  อัตตกิลมถานุโยค ไม่พาเจริญ เป็นการทรมานเปล่า มันก็ขัดแย้งกับคำสอนพระพุทธเจ้าที่บอกว่า ตั้งตนบนความลำบาก กุศลธรรมเจริญยิ่งใช่ไหม พระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างนั้น เพราะฉะนั้นก็ทำความเข้าใจกันให้ดีๆ แล้วก็จะได้ไม่ขัดแย้งในตัว แม้แต่ไม่ขัดแย้งกับคำสอนพระพุทธเจ้า 

ตั้งตนอยู่บนความลำบาก กุศลธรรมเจริญยิ่ง เพราะฉะนั้นการตั้งต้นอยู่บนความลำบาก มีภาษาบาลีว่า ทุกรกิริยา คือการทรมานตนเองอย่างพระพุทธเจ้าอดข้าวจนกระทั่งผอม จับตรงไหนระหว่างท้องถึงกระดูกสันหลัง จับหลังถึงท้องเลยแบนแต๊ดแต๋ ถึงอย่างนั้นก็ผิด 

พระพุทธเจ้าท่านต้องผ่านทุกอย่าง ทำได้ทุกอย่างที่คนเขาทำ พวกชาวเดียรถีย์ที่ไม่ใช่พุทธ เป็นอย่างไรผ่านมาหมดเหมือนอาตมา ที่ผ่านมาเหมือนอย่างชาวพระป่าก็ดี เขาทำมา ปฏิบัตินั่งหลับตาเข้าป่าทำอย่างนู้นอย่างนี้ อาตมาก็ทำมาหมดนั่นแหละไม่ใช่ว่าอาตมาไม่รู้จักพฤติกรรมอย่างพระป่าที่เขาปฏิบัติกัน หลับตาแล้วก็นิ่งจน ปึ๊งแป๊ง อย่างมหาบัวอาตมาก็มีมาหมดทำมาหมด ซึ่งมันไม่ใช่ มันเป็นอุปาทานทั้งสิ้นเลย  เพราะฉะนั้นอาตมาถึงบอกว่าอาตมารู้ทั้ง 2 อย่าง รู้ทั้งอย่างที่เขาพูดเขาเป็นเขาทำ อาตมาก็เป็นก็ทำมา ไสยศาสตร์อาตมาก็ไปทำมาแล้ว คำว่าไสยศาสตร์นั้น การเข้าป่า การทำอย่างนั้น หลับตาก็คือไสยศาสตร์ทั้งนั้น อาตมาทำมาหมด ซึ่งอาตมาทำได้เร็ว ชาตินี้อาตมาไปทำอยู่ 8 ปีไสยศาสตร์ ทั้งทำการนั่งทั้งทำอย่างอื่น แบบเดรัจฉานวิชาพวกนี้ แต่ทางพระที่เขานั่งหลับตาเขาไม่ค่อยทำเดรัจฉานวิชา เขาดี แต่พวกที่เขาไม่รู้เขาก็เล่นไปเป็นเดรัจฉานวิชาอะไรต่างๆนานา เหมือนหมอปลา พวกนี้ไป ซึ่งเขาไม่เข้าใจจิตวิญญาณ จึงไปหลงว่ามีพลังงานวิญญาณไปสิงสู่ ซึ่งมันไม่มีอะไรเป็นอุปาทานของตัวเองทั้งสิ้น มันไม่มีหรอกวิญญาณผีนั่นเทวดานี่อย่างนั้น ไม่มี ตนเองทั้งนั้นแหละ มีอุปาทานมันก็เป็น มันเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างที่เราไปยึดติดว่า มันต้องเป็นอย่างนี้ ต้องมีงี้มันก็เป็นสิ มันก็ออกมาในลีลาของ กายกรรม วจีกรรมออกมา ศึกษาให้เข้าใจดีแล้วก็จะรู้ว่าอธิบายไม่ไหวหรอกเพราะคนเรามันหลากหลาย ทิฏฐิ คนละอย่างเยอะ อธิบายไม่หมด 

_เบญจวรรณ • ปชต.ที่ทำให้คนแตกแยก ไม่รู้รักสามัคคี เลิกซะที กลับมาทบทวนแล้วคิดใหม่ ทำใหม่ในรูปแบบธัมมาธิปไตย สส.ต้องผ่านการอบรมให้รู้หลักการปกครอง ฯลฯ มีชั่วโมงการบำเพ็ญประโยชน์ต่อสาธารณะ& มีใบประกอบวิชาชีพให้กับทุกคนที่มีคุณสมบัติครบดีมั้ยคะ

พ่อครูว่า…เขาจะเลิกเสียที ไม่เลิกเสียที เราไปบังคับเขาไม่ได้ 

ดีคุณไปออกกฎหมายสิ คุณก็เป็นนักกฎหมาย แต่เราเข้าไปในสภาไม่ได้ อาตมาว่ามันอยู่ที่คุณธรรมของคน ส่วนเรื่องกฎเกณฑ์มันเป็นเรื่องรอง คนนี้สำคัญที่สุดแล้ว มันจะมีภูมิรู้เอง ความไม่เห็นแก่ตัว ความมีปฏิภาณ ความขยันหมั่นเพียร ความมีสมรรถนะความสามารถพวกนี้ มันเป็นคุณธรรมของคนทั้งนั้น 

สายนั่งหลับตาอย่างมหาบัวไม่มีทางสร้างสังคมสาราณียธรรม 6 ได้

_7L  • น้อมกราบสาธุ สาธุ สาธุ ในองค์หลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ครับ ท่านปรามาสพระอรหันต์ ท่านระวังจะตกมหานรกอเวจีนะครับโดยไม่มีใครช่วยได้  พระเทวทัตก่อนท่านสิ้นใจท่านยังสำนึกผิด แต่ท่านต่อให้สิ้นใจไปท่านก็ไม่อาจสำนึกผิดได้ ท่านเลวยิ่งกว่าพระเทวทัตซะอีก คนที่เป็นเดียรถีย์  และอลัชชีนั้นคือลัทธิของท่านสอนคนให้เข้าใจผิดๆ สมมุติว่าท่านเดินทางลงอเวจีนรก ลูกศิษย์และผู้เคารพศรัทธาท่านเดินตามหลังเรียงแถวลงไปด้วย หัวหน้าเดินไปทางไหนลูกน้องย่อมเดินตามไปด้วย (ผู้มีปัญญาย่อมรู้ว่าผู้ใดคือพระอรหันต์แท้แน่นอน และก็ย่อมรู้ว่าผู้ใดคือพระอรหันต์เก๊จอมปลอมกระจอกและว่าที่สัตว์นรก) มิน่าถึงไม่ค่อยมีผู้ใดเคารพเชื่อศรัทธาเลย  (หากข้าพเจ้ากล่าวผิดข้าพเจ้าขอรับกรรมแต่เพียงผู้เดียว สาธุ สาธุ สาธุ)

พ่อครูว่า…แน่นอนคุณไม่ต้องพูดหรอก พระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วว่ากรรมเป็นของของตนผู้เดียว ถ่ายทอดให้ลูกหลานไม่ได้ หรือถ่ายทอดให้พ่อให้แม่หรือให้ใครไม่ได้ทั้งนั้น กรรมเป็นของของตนถูกต้อง คุณพูด คุณทำ คุณคิด คุณเห็น คุณเข้าใจ เป็นของคุณคนเดียว ก็อาตมาเข้าใจของคุณ ก็เป็นความเห็น ความเข้าใจเป็นภูมิธรรมของคุณ มันก็ต่างกันกับของอาตมา ความเห็นที่ต่างกัน เพราะฉะนั้นมันเป็นนานาสังวาส คุณก็เห็นอย่างหนึ่ง อาตมาก็เห็นอย่างหนึ่ง คุณเห็นว่าหลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ หรือทางสายมหาบัว นั่งหลับตาสมาธิ เป็นอรหันต์ คุณก็นับถือของคุณ คุณเห็นว่าอย่างนั้นเป็นธรรมวาที คุณซาบซึ้งจับใจ ก็เป็นธรรมดาพระพุทธเจ้าตรัสไว้ ส่วนอาตมาก็เห็นอย่างที่อาตมาพูด ซึ่งเป็นสายแบบอาตมา แล้วอาตมาก็มีหมู่กลุ่มของอาตมา คุณก็บอกพูดถูก คุณบอกว่าพวกอาตมานี้มันมีน้อยมีแค่นั้นแหละ มันก็ถูกต้อง 

อาตมามีแค่นี้ อาตมาก็บอกมาหลายทีแล้วว่าอาตมาภูมิใจ คนจะไปอยู่ยอดพีระมิดได้ มันต้องมีจำนวนน้อย ยุคนี้เป็นยุคเสื่อม คนเขาเสื่อม อาตมาถึงได้เอาโลกุตรธรรมลงไปสถาปนาใหม่ แล้วก็กอบกู้เก็บโลกุตรธรรม มีโลกุตรบุคคล มีคนมีภูมิปัญญารับรู้ได้คืนมาได้ประมาณนี้ อาตมาบอกแล้วว่าภาคภูมิใจแล้วได้ขนาดนี้ 

จนกระทั่งเกิดกลุ่มหมู่ สาราณียธรรม 6 สายพวกนั่งหลับตาไม่มีปัญญาจะรู้จักมนุษย์ที่เป็นมนุษย์มีวรรณะ 9 มีพุทธพจน์ 7 มีสาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ  แล้วก็รวมกันอยู่เป็นกลุ่มหมู่อยู่กันอย่างมีสาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา( สาธารณโภคี ) ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา     

สังคมที่สมบูรณ์แบบแล้วเกิดจริงเป็นจริง เป็นปรากฏการณ์ในมนุษยชาติ สังคมทางหลับตาเป็นไปไม่ได้ ไม่มีอย่างนี้แบบของพระพุทธเจ้า นี่ของพระพุทธเจ้าทั้งนั้น อาตมาไม่ได้พูดเอาเอง ของเขาเกิดไม่ได้หรอกเพราะมันออกนอกรีตศาสนาพุทธ คุณก็เห็นของคุณ อาตมาก็เห็นของอาตมา อาตมาไม่ได้แปลกอะไรก็ว่าไปก็ต่างคนต่างดี 

อาตมาจะขอคุณได้ไหมนี่ว่าฟังธรรมะอาตมาบ้าง อย่าละเลยอย่าทิ้งกันนะ ฟังอาตมาบ้าง ฟังไม่มากนักก็ยังดี ขอบคุณ ถ้าฟังมากๆหน่อยก็ยิ่งขอบคุณยิ่งๆขึ้น ญาติดีกันนะ 

_4399  • พระโพธิสัตว์คือผู้ที่จะเกิด มาตรัสรู้ในอนาคตกาล พระอรหันต์คือผู้ที่จะไม่เกิด ท่านเป็นทั้งสองอย่างพร้อมกัน มันย้อนแย้งยังงัยไม่รู้น่ะ 

ท่านเป็นทั้งอรหันต์ ท่านเป็นทั้งโพธิสัตย์ ท่านเป็นทั้งธรรมิกราช ท่านเป็นทั้งอมตะบุคคล ท่านเป็นทุกอย่างพร้อมกัน ฟังแล้วน้ำตาจะไหล ท่านไปไกลแล้ว……กู่ไม่กลับแล้ว…

พ่อครูว่า…เขามาแนวเดียวกับคุณ 7L ฟังแล้วก็คงสมเพชเวทนาอาตมาสว่าทำไมทำไปได้ถึงปานนั้น คุณติดตามฟังให้ดีๆอาตมาว่าสัจธรรมของการออสโมซิสมีจริง อาตมาว่านะไม่เป็นไรหรอก สัจธรรมที่ค่อยๆซึมเข้าไปมันจะมี ขอให้ฟังติดตามฟังอาตมาไปเรื่อยๆก็แล้วกันเนาะ เป็นแฟนเพจ เป็นแฟนคลับกันนะ ก็ต่างคนต่างเห็น คนนี้ก็เห็นว่าทางโน้นดี อาตมาว่าคนมันจะโง่มาก่อนฉลาดก็ค่อยๆเป็นไป ขออภัยอาตมาพูดความจริง อาตมาไม่ได้ว่าคุณโง่นะ 

พ่อครูประกาศอรหันต์แล้วก็พิสูจน์ได้ด้วย

_8892  • ผู้ใดประกาศตัวตนว่าได้บรรลุอรหันต์แล้ว..แต่ไม่สามารถพิสูจน์ได้..ถือว่าผู้นั้นได้ปราชิกสมบูรณ์แล้วทุกประการ

พ่อครูว่า…อาตมาสามารถพิสูจน์ได้ มีคนที่รับธรรมะได้ อาตมาก็พาเขาปฏิบัติจนเป็นอรหันต์ เขาก็ได้เป็นพระอาริยบุคคล โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ เขาก็ไม่กล้าที่จะเป็นอรหันต์ได้ง่ายๆหรอก เขาก็จะรู้ว่าอรหันต์นี้มีจริงๆ เราจะเห็นเปรียบเทียบว่า เขากับอาตมานี้ อาตมาเป็นอรหันต์แน่ เขากับอาตมาต่างกัน แล้วมันก็มีอรหันต์ไม่รู้กี่ระดับ 

อาตมาอธิบาย อรหันต์ถึง 6 ระดับ อาตมาว่า สายอาจารย์มั่นอาจารย์เสาร์นั้นไม่มีปัญญารู้หรอก อรหันต์ 6 ระดับ ไม่มีหรอกเพราะว่าไม่เข้าใจอรหันต์ ไม่เข้าใจโพธิสัตว์  ขออภัยอีกที ไม่เข้าใจแม้แต่อรหันต์ที่ถูกต้องสัมมาทิฏฐิ จึงได้พากันออกนอกรีต แล้วก็ไปหลงอรหันต์เก๊ ก็หลงยึดอรหันต์เก๊กันอยู่ถึงทุกวันนี้ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่สุดสงสาร อาตมาเห็นแล้วก็สงสาร สุดสงสาร เพราะเขาไม่รู้แม้แต่เวทนาในเวทนา ไม่รู้กายในกาย เพราะฉะนั้นจิตในจิตนี้เขามีแต่ฝังจิตไปสู่จิตฝัง เขาไม่ได้พิจารณา ไม่ได้แยกจิต จิตที่เขาสะกดเข้าไปในหลับตามันยิ่งดับยิ่งบอด แต่ถ้าจิตลืมตาเปิดออกมาสู่โลก มันรู้จักกว้างยิ่งสว่างยิ่งเปิด ยิ่งจะรู้จักความจริงตามความเป็นจริงไปทีละคู่ๆ 

แล้วกลายเป็นรู้ โลกวิทู เป็นการรู้เปิดโลกกว้างไปเรื่อยๆ มันเป็นคนละทิศทาง ถ้าเผื่อว่าปรารถนาธรรมะพระพุทธเจ้าจริงๆตั้งใจฟัง อย่างน้อยก็ตามฟังอาตมาไปเรื่อยๆ 

คุณว่าอาตมาปาราชิก อาตมาว่าคุณหมายอย่างนั้นนะ ว่าอาตมาประกาศตัวเป็นอรหันต์แต่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ อาตมาพิสูจน์ได้แต่คุณเองต่างหากไม่รู้ คุณไปเข้าใจอรหันต์เก๊เป็นอรหันต์จริง คุณไม่รู้ว่าอรหันต์จริงคืออาตมา แล้วมีผู้พิสูจน์อาตมาอยู่ รับรองอาตมาว่าอาตมาเป็นอรหันต์จริง โดยเฉพาะคนที่อยู่กับอาตมามาด้วยกัน 40-50 ปี อยู่ด้วยกันก็ศึกษาปฏิบัติธรรมมาด้วยไม่ใช่อยู่กันเฉยๆ 

ถ้าอาตมาเก๊ ก็เขาก็ต้องรู้สิ จะโง่อะไรกันนักกันหนา ว่าอาตมาเป็นอรหันต์เก๊ เห็นว่านี่เป็นอรหันต์อะไร ยังมี ราคะ โทสะ โมหะ มันจะต้องแหลมออกมาจนได้ ก็จะรู้เอง 

_สู่แดนธรรม… ผมเองก็ขอยืนยันได้ว่าเป็นผู้ที่สามารถพิสูจน์พ่อท่านได้ โดยเฉพาะเรื่องที่ คุณลักษณะของพระอรหันต์ คือจะเป็นผู้ไม่มีความกระหาย พ่อท่านก็แสดงออก ให้เห็นอยู่เรื่อยๆว่า เวลากินข้าว มีแต่ความทุกข์ นี่คือธรรมดาของอรหันต์ 

พ่อครูว่า… อันนี้มันเกินกว่าที่เขาจะฟังขึ้น อันนี้มันก็ลึกซึ้ง อาตมาขยายความให้ฟังว่าทำไมมันถึงทุกข์ 

เพราะอาตมามันหมดอายุขัยแล้ว คนที่ยังมีอายุขัยก็เป็นธรรมชาติธรรมดา ก็จะกินอาหารตามความเหมาะสม ทีนี้เมื่อฝืนอายุขัย มันก็จะฝืนกินอาหาร มันฝืนไปมากขึ้น นี่อาตมาฝืนมาเป็นนักษัตรเกินแล้ว จาก 72 มา 84 นี่มา 90 แล้วมันก็ยิ่งฝืน มันก็ยิ่งกินยากขึ้นทุกวันเลย มันฝืนอายุขัย ฝืนขันธ์ อาตมาเข้าใจสิ่งเหล่านี้ก็พูดให้ฟังเป็นเรื่องอจินไตยเป็นเรื่องปัจจัตตัง เป็นเรื่องของคนที่มีสภาวะนั้นจริง เสแสร้งไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องเสแสร้งเป็นเรื่องจริง ก็ค่อยๆศึกษากันไป ใส่ใจดีแล้วล่ะ 

อาตมาว่าผู้ที่ SMS มา อาตมาขอบคุณ แล้วก็สนับสนุน ใส่ใจเถอะ ไม่ทิ้งขว้างอาตมา ฟังอาตมาบ้างก็ขอบคุณ ดี ติดตามเถอะ ค่อยๆฟังไปได้เล็กได้น้อยหรือว่ามีอะไรแย้งมา ก็ขอบคุณอีก จะได้อธิบายความขัดแย้ง ขยายความที่มีความแตกต่างกันสู่กันฟัง ตั้งใจฟัง นานาสังวาสเป็นเรื่องดี เห็นต่างกันดีๆ อย่ามาทำตัวเป็นนิกายต่อกันเลย ไม่คบหากัน อยู่คนละพวกคนละที่กัน แตกแยกกัน อย่าแตกแยกกันเลย เอาความแตกต่างอย่าแตกแยก 

_6g  •  ท่านจะสอนก็สอนตามหลักของคุณไป  แต่อย่ากล่าวหาติเตียน พ่อแม่ครูอาจารย์ท่านอื่นเลย

พ่อครูว่า…อาตมาไม่ได้กล่าวหาท่าน อาตมาเอาความจริงมาพูด พูดให้ลูกศิษย์ลูกหาเขาแม้แต่คุณนั่นแหละเจตนาจะให้ฟังดีๆว่ามันไม่ถูกต้อง พ่อแม่ครูบาอาจารย์ของคุณ คุณอย่าไปหลงงมงายมากเกินไป นับถือพ่อแม่ครูบาอาจารย์นั้นไม่ผิดหรอกมันดี แต่อย่าหลงงมงายเกินไป อาตมาอธิบายนี้ไม่ได้ไปลบหลู่ ไม่ได้ไปดูถูก แต่อาตมาแจกแจงตัวอย่างที่เป็นกัน ซึ่งมันเป็นไปผิดๆ มีของจริงอาตมาก็กล่าวถึงยืนยันเท่านั้น แล้วอาตมาก็ยกอ้างความถูกต้อง คำสอนของพระพุทธเจ้า อาตมายกอ้างความจริงมาเปรียบเทียบ มายืนยันให้ศึกษา ฟังสิ ฟังพินิจพิจารณาไปตาม แยกแยะให้ดีๆ แล้วก็จัดสรรดีๆ ทำความเข้าใจดีๆ แล้วคุณจะได้รู้จักความจริง อย่าฟังธรรมด้วยการผลัก ฟังธรรมด้วยการเพ่งโทษ จงฟังธรรมด้วยดี สุสูสังลภเตปัญญัง จะได้ปัญญา ถ้าฟังธรรมด้วยการผลักหรือฟังธรรมด้วยการเพ่งโทษ มันไม่ได้ปัญญา มันไม่เข้า เพราะคุณกั้น คุณต้านไว้แล้ว ควรฟังอย่างรับมาพิจารณา ค่อยๆพิจารณาไป รับฟังไป พิจารณาไปตามเรียกว่า สุสูสัง จะเกิดปัญญา 

_6942  •  อย่าบอกนะว่าไร้ซึ่งอัตตา และอย่าบอกว่าไม่เคยเครียด ปวดตดปวดขี้หรือหิวหรือแม้แต่ผัสสะบางอย่าง (ขำาาาา😂)

พ่อครูว่า… ขออภัยพูดไปแล้ว ไม่เคยเครียด มานานหลายทีแล้ว 

คุณมองอาตมาอย่างกด อย่างดูถูก อย่างตีทิ้งเลย เอาน่า ดูดำดูดีกันนิดๆหน่อยน่ะ อย่าเพิ่งปฏิเสธกันถึงขนาดนั้นเลย 

ไม่ได้แต่ภาษาบางอย่างได้อย่างไร มันมีผัสสะ อาตมาพยายามกำชับกำชาพวกที่หลับตาปฏิบัติไม่มีผัสสะภายนอก มันเป็นโมฆะ ในเรื่องปวดตดปวดขี้ อาตมาอธิบายมาหมดแล้ว ว่าคนเรานั้นพระพุทธเจ้าก็ยังปวดตดปวดขี้ เป็นธรรมดาธรรมชาติ มันก็ต้องมีก็รู้สิ ไม่ใช่คนโง่เง่าอะไร มันเป็นธรรมชาติก็รู้ธรรมชาติ สิ่งที่เป็นทุกขขันธ์ มันทิ้งไม่ได้ ละไม่ได้ ส่วนความทุกข์ที่ละได้ก็เป็นทุกข์ที่ละได้ อธิบายไปหมดแล้วคำสอนพระพุทธเจ้าอธิบายไว้ ติดตามดีๆ 

_545  •  คำถามเดียวสั้นๆ มีใครไหนโลกนี้หรืออดีต สามารถสร้างสังคม หมู่กลุ่ม ที่พึ่งพากันได้เป็นรูปธรรม โดยอาศัยและยึดหลักคำสอนของพุทธได้อย่างที่สมณะท่านนี้ทำได้บ้าง ขอเพียง 1 ตัวอย่างก็พอ ที่ตนเองปฏิบัติและพาลูกศิษย์ลงมือทำจนเกิดมรรคผล ถือศีลได้ทั้งหมู่บ้าน ทำงานเข้ากองกลางได้ทั้งหมู่บ้าน มีการจัดการเรียนการสอน มีการจัดการพยาบาลดูแลกันในหมู่บ้าน มีการทำเกษตรกรรมในหมู่บ้านรวมกัน มีการทำอุตสาหกรรมปุ๋ยราคาถูก มีการจัดงานจำหน่ายสินค้าราคาถูก มีนักบวชอยู่กับชาวบ้าน คอยสอน คอยแนะนำ ให้พึ่งตนเอง พึ่งภายนอกให้น้อย ฯลฯ

ขอตัวอย่างของศาสนาพุทธ ขอเพียงตัวอย่างเดียว ช่วยบอกหน่อย😅

พ่อครูว่า… อยู่ที่ไหนหว่า มีอยู่ที่ไหนหว่า ขอบอกตัวอย่างเดียวอยู่ที่ชาวอโศกจ้า 

ปฏิบัติธรรมสายหลับตา อ.มั่นไม่มีทางสร้างคนวรรณะ 9 ได้

_9706  •  วันนี้พูดถึงหลวงปู่มั่น

ดิฉันไปสันติอโศก30ปีก่อน บ้านดิฉันอยู่หมู่บ้านวังทอง..ไปพบท่านสมณะร้อยดาว สนทนาธรรม โดยมีวันหนึ่ง ดิฉันปรารถนาจะพบสมณะโพธิรักษ์ เพียงดิฉันปรารถนา เมื่อดิฉันไปถึง ก็ได้เห็นท่านนั่งม้าหินอ่อน หน้าบ้านชาวสันติอโศกท่านหนึ่ง จึงได้ทำการไหว้แก่ท่าน 

อีกคราหนึ่งดิฉันกำลังเดินเข้าวัด จึงเห็นท่านสมณะโพธิรักษ์ เดินมา ห่างจากดิฉัน 8 เมตร และท่านก็หันมาบอกดิฉัน ว่า ต้องปฎิบัติ แบบนี้ แบบนี้ แต่ดิฉันก็ยังไม่เข้าใจที่ท่านสอน … เวลานี้ดิฉันย้ายที่อยู่แล้ว… ปีที่แล้ว 2565 ดิฉันได้ฝันถึงท่าน สมณะโพธิรักษ์ เห็นห้องกว้างใหญ่ มีบาตร 2 บาตรตั้งอยู่บนโต๊ะ จากนั้น ก็เห็นว่า ท่านเทศก์สอน เดินไป เทศก์ไป เทศก์ยาวมากๆ โดยเดินกลับไป – มา หลายรอบ และสอนธรรมะดิฉัน โดยเห็นว่าดิฉันก็ฟังไม่เข้าใจที่สอน 

ยังไงดิฉันก็ยังขอบพระคุณที่ท่านเมตตาสอนต่อหน้าและในฝัน แต่ดิฉันไม่เข้าใจคำสอนท่านเลย  แต่พอดิฉันได้ฝันถึงองค์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต มาสอน 7 – 8 ครั้ง ดิฉันจำได้และเข้าใจคำสอนของหลวงปู่มั่นทั้งหมด  จึงเข้าใจว่า จิตดิฉันเข้ามาทางสายวัดป่า ซะมากกว่า ดิฉันต้องขอโทษสมณะโพธิรักษ์ด้วยค่ะ

พ่อครูว่า…เป็นไปจริง คุณมีทิฏฐิไปทางนั้น คุณก็ฟังทางนั้นเข้าใจ ก็ขอสรุปให้ฟังว่าธรรมะมันมี 2 สภาพ 2 แบบ แบบโลกียะกับแบบโลกุตระ แบบอาจารย์มั่นยังเป็นโลกียะ 100% ท่านก็สอนแบบโลกียะ แบบทางตะวันตก แบบพระเจ้า แบบเทวนิยม เพราะว่าท่านเองยังเป็นชาวโลกียะเทวนิยมอยู่ ถึงขั้นหลงผิดว่าเป็นพระอรหันต์แล้วอาตมาก็ขอยืนยันว่า อาตมาไม่ได้เจตนากล่าวร้าย ว่ายังเป็นอรหันต์ไม่จริง อรหันต์เก๊ อรหันต์ไม่ถูกต้อง 

แต่พวกคุณน่ะ ยังเป็นพวกที่ยังอยู่ในกรอบของโลกีย์ ก็ฟังเข้าใจโลกีย์ คุณก็รับ บอกว่าคุณฟังเข้าใจสิ มันก็ไม่ผิด คุณก็ต้องเข้าใจโลกีย์เท่านั้น คุณฟังโลกุตระที่อาตมานำพาสอนนี้ยังไม่ได้ ยังไม่ออก คุณก็ไม่ได้มรรคได้ผลโลกุตระ คุณก็ได้มรรคผลแบบโลกีย์มันก็เป็นธรรมดา 

แต่พวกที่มาฟังโลกุตระที่อาตมาพูดแล้วได้โลกุตระก็เป็นอย่างนี้ จนกระทั่งมาเป็นหมู่กลุ่ม 

แต่ทางสายโน้นเป็นอย่างโน้นมานานยาวนานกว่าอาตมามาก อาตมาทำงานมา 50 ปี ทางโน้นหลายร้อย จนกระทั่งจะถึงพันปี ทำงานมาหลายร้อยปีแล้ว จะเป็นพันปี เขาก็ได้หมู่กลุ่มไม่เป็นเหมือนอย่างที่อาตมาพาทำ ว่ามาเป็นหมู่กลุ่มชุมชนที่ยืนยันได้ว่า เป็นชุมชนที่เป็นสาราณียธรรม 6 นี่สุดยอดแล้วมีพุทธพจน์ 7 มีวรรณะ 9 อาตมายืนยันตามธรรมะพระพุทธเจ้า ยืนยันได้คุณธรรมอย่างนี้ เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ)  มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส  มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ)  ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ9  ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ)  ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่มีจริงพวกเราเข้าใจปฏิบัติได้ ไม่ใช่มีแต่พยัญชนะไม่ใช่มีแต่ความรู้พยัญชนะภาษาบัญญัติ แต่เข้าใจแล้วมีสภาวะมากกว่าบัญญัติด้วย พวกเราบัญญัติยังจำกันไม่ได้เหมือนอย่างอาตมาจำได้มีเยอะ แล้วแต่เขาเข้าใจสภาวะได้ดีกว่าพยัญชนะ 

เมื่อพูดพยัญชนะก็เข้าใจมีสภาวะ แต่ทางพวกคุณนี้จะพูดพยัญชนะโดยเฉพาะสายวัดป่านั้นพยัญชนะก็ไม่รู้ รู้แต่สัญญา อสัญญีสัตว์ รู้แต่การหลับหรี่นิ่งเฉย รู้แต่ยังงั้นไม่มีอะไรมาก เพราะฉะนั้นพวกคุณก็ไม่มีอะไรกันมากก็เป็นธรรมดา ศึกษากันดีๆอย่าทิ้งกันนะ ศึกษากันเล็กๆน้อยก็ยังดี 

วรรณะ 9 เขาไม่มีใครมาพูดกัน ปฏิบัติกันแต่อาตมาเอามาให้พวกเราปฏิบัติซึ่งเป็นลักษณะธรรมะที่วิเศษ

วรรณะ คือ ขั้นชั้น คลาสสิก หรือ Classical เป็นลักษณะของความมีขั้นชั้นที่สูง เป็นคนเลี้ยงง่าย ก็คือกินง่าย อยู่ง่าย เลี้ยงง่าย ไปง่ายมาง่าย นั่งง่ายนอนง่าย ว่านอนสอนง่าย สุโปสะ พาให้เจริญง่าย พัฒนาง่าย 

อัปปิจฉะ คนลดละกิเลสน้อยลงน้อยลง มักน้อยลง กล้าจน เป็นคนจนได้พิสูจน์ได้ เหมือนอย่างพวกเราพิสูจน์ได้ว่ามาเป็นคนจนเป็นคนมักน้อย เป็นคนไม่มีมาก แต่สร้างสรรค์มากๆ อุดมสมบูรณ์ แจกจ่ายเจือจาน ไม่อดไม่อยาก มันจบทั้งเศรษฐศาสตร์ จบทั้งรัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ มันจบ เพราะฉะนั้นพวกที่เรียนศาสตร์ต่างๆรัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ ไม่มาดูตัวอย่างที่นี่ที่มีความจบกิจ 

จบกิจของเศรษฐศาสตร์ จบกิจของรัฐศาสตร์ จบกิจของสังคมศาสตร์ ซึ่งศาสตร์นี้เป็นโลกุตรธรรม เทวนิยมตะวันตกศาสนาพระเจ้าไม่มีทางรู้ ไม่มีทางเข้าถึง ไม่มีทฤษฎี ไม่มีศาสตร์ที่จะเรียน เพราะนี่เป็นโลกุตรศาสตร์ของพระพุทธเจ้า มีในพุทธและเป็นพุทธที่สัมมาทิฏฐิเช่นชาวอโศกนี้เท่านั้นด้วย แม้แต่พุทธส่วนใหญ่ที่ยังไม่สัมมาทิฏฐิก็ยังไม่ได้ยังไม่เหมือน ติดตามดีๆอาตมาพูดไปก็ขยายความไปด้วยเหตุปัจจัยที่พวกคุณต่อสะพานให้อาตมาขยายความไปเรื่อยๆนี่แหละ จะค่อยๆเข้าใจไป 

   _พวธ. ไพร น้ำ เพชร / ผาสุก ——อินโดนีเซีย ๑๐/๘/๖๖

จดหมายฉบับแรกถึงพ่อครู ผู้เป็นพ่อทางจิตวิญญาณของลูก ด้วยความรัก และ เคารพอย่างสูงสุดค่ะ 

 จดหมายฉบับนี้เป็นจดหมายฉบับแรก ที่ลูกตั้งใจเขียนขึ้นเพื่อรายงานสภาวะการปฏิบัติตามอธิศีล ที่ได้ให้สัจจะไว้ในโอกาสที่พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ มีอายุครบ 88 ปีเมื่อปีที่แล้ว  

 โดยอธิศีลที่ตั้งไว้คือ จะไม่เพ่งโทษ ไม่ถือสา และปลดปล่อยทุกชีวิตให้เป็นอิสระ  ลูกได้น้อมนำมาปฏิบัติตามด้วยความสำนึกอยู่ตลอดเวลา ลูกหมั่นฟังธรรม และ เข้าสนทนาธรรมทุกวัน ไม่ได้ขาด และสอบถามคุรุ และ พี่น้องจิตอาสาเมื่อมีปัญหาในการปฏิบัติ จะได้รับความเมตตา จากท่านอาจารย์หมอเขียว คุรุ หลายๆ ท่าน และได้รับความเมตตาจากท่านสมณะ สิกขมาตุ  คอยให้ปัญญาตลอด  ลูกได้เข้าร่วมกับพี่น้องค่ายอุโบสถศีลออนไลน์ เมื่อเกือบ ๒ ปีที่แล้ว ได้มีโอกาสเข้าร่วมค่ายอุโบสถศีลแบบ on site ที่สันติอโศก 2 ครั้ง เมื่อไม่กี่เดือนมานี้ ได้รับฟังในสิ่งที่ไม่เคยได้ฟัง และนำมาปฏิบัติเพื่อลดกิเลสตนค่ะ

พบความเปลี่ยนแปลงในตน คือ ความเป็นคนขี้โกรธ ขี้น้อยใจ คอยแต่จะเพ่งโทษ ถือสา และขี้บ่น นั้น ลดลงอย่างมาก ลูกไม่เคยนึกเลยว่าตัวเองจะร้ายขนาดนี้ กิริยา อาการที่แสดงออกมาเมื่อก่อนนั้น มา ณ บัดนี้ ลูกได้เห็นมันผ่านกระจกสะท้อน ทุกวัน ลูกสำนึกผิดอย่างสุดซึ้ง ทำให้เกิดความละอายเป็นอย่างมาก ทำลงไปได้อย่างไร  รู้สึกว่าตัวเองนั้น แสบมากๆ คอยแต่จะบังคับจิตใจคนรอบข้างให้ทำดั่งใจตน พอไม่ได้ ก็บ่น รำคาญใจ สร้างทุกข์ให้แก่ตนเอง

มาบัดนี้ อารมณ์โกรธ หรือ รำคาญใจได้จางคลายลงอย่างมาก ความอึดอัดขัดเคือง เศร้าโศก เสียใจน้อยใจ หายไป ความคับแค้นใจ เมื่อเหตุการณ์ต่างๆ ไม่ได้ดั่งใจ  หรือ คนใกล้ตัว ทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ ก็หายไป  

พ่อครูว่า… ปฏิบัติธรรมสายหลับตามันไม่ค่อยมีการสัมผัสมีการทักษะการสัมพันธ์กันมันก็เลยไม่ค่อยทะเลาะกันแบบไม่มีผัสสะ แต่พวกเรานี้มีการสัมผัสสัมพันธ์กันและปฏิบัติธรรมขณะอยู่ในชีวิตประจำวันลดกิเลสได้จริงมันจึงเป็นสังคมสัมพันธ์ที่สุดยอด 

_สิ่งที่เข้ามาแทนที่ คือ ความปลอดโปร่งโล่งใจ แม้ในขณะที่ได้รับคำตำหนิ หรือ คำดูถูก ดูหมิ่น และ ไม่เข้าใจจากคนใกล้ตัว ลูกรู้สึกว่า เขาเหล่านั้น เข้าใจถูกแล้วตามฐานของท่าน ข้อมูลที่ได้รับจากทางโลกีย์มากมาย กำลังมอมเมาพวกเขาอยู่  เขายังไม่ได้มาฟังธรรมเหมือนเรา จะให้เข้าใจเหมือนกันนั้น เป็นไปไม่ได้  เมื่อความเข้าใจต่างกัน การกระทำก็จึงต่างกันเป็นธรรมดา ลูกจึงรู้สึกยินดีเมื่อได้รับคำตำหนิ โดนว่า หรือ เข้าใจผิดต่างๆนานา เพราะ อะไรจะเกิดขึ้นกับเรานั้น ก็ขึ้นอยู่กับ กุศล หรือ อกุศลออกฤทธิ์ ณ เวลานั้นๆ จะได้รับแต่สิ่งดีหรือสิ่งร้าย อย่างเดียว เป็นไปไม่ได้ และทุกอย่างที่เกิดขึ้น เมื่อให้ผลแล้วก็จะดับไป ลูกจึงไม่ทุกข์ใจ เหมือนแต่ก่อน ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะทุกข์ใจกับเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านมาแล้ว หรือ ไปกังวลกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง  สิ่งที่ทำได้คือ ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด และ ยอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น จากการประมาณที่ไม่พอเหมาะสมของตน ค่ะ 

จากความคิดเช่นนี้ ทำให้สายตาที่มองออกไปต่อคนรอบข้าง นั้นเปลี่ยนไป คือ ไม่เป็นนักโทษ คนนั้นคนนี้ อีกแล้ว แต่จะย้อนมามองตน ว่า มีสิ่งใดที่ผิดพลาด เพื่อจะได้ปรับปรุงแก้ไขต่อไป มีจิตสงสาร เข้าใจ และเห็นใจ เพราะ ตัวลูกเองก็เคยเป็นเช่นเดียวกัน 

มีอยู่คำหนึ่งที่อยู่ในใจของลูก คือ คำว่า อภัย ซึ่งลูกรู้สึกว่า เริ่มเข้าถึงสภาวะนี้ในใจ  ได้สภาวะดังโศลกธรรมที่พ่อครูให้เอาไว้ คือ อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล  เพิ่มพูนการเสียสละ

มาถึง ตอนนี้ ไม่มีคำว่าเสียดายในการที่ได้เกิดมาในชาตินี้ เพราะ รู้ถึงคุณค่าของชีวิต และ เป้าหมายของชีวิตที่เกิดมาเป็นคนนั้นเพื่ออะไรค่ะ จะพากเพียรเต็มกำลัง ในการฝึกฝนลดกิเลสในตนเองต่อไปค่ะ 

พ่อครูว่า… คนที่รู้สึกว่า เราไม่มีเสียดายในชีวิตที่เราได้อะไรโดยเฉพาะได้ธรรมะมันคุ้มแสนคุ้ม ถ้าไม่ได้ธรรมะอันนี้นะในชาตินี้มันเสียชาติเกิดจริงๆ เพราะฉะนั้นจึงรู้สึกไหม ได้มาแล้ว 

_ณ โอกาสนี้ลูกขอน้อมกราบ เคารพ บูชา พ่อครูผู้เป็นสยังอภิญญา และเป็นพ่อผู้ให้กำเนิดทางจิตวิญญาณ ด้วยความเคารพอย่างสูงสุด  และ ท่านอาจารย์หมอเขียว ดร. ใจเพชร กล้าจน ผู้เป็นสัตบุรุษ อาจารย์ คนแรกที่ปลุกลูกให้ตื่นผ่านจิตวิญญาณ  

ชีวิตนี้ จะขอทำตามคำปฏิญาณที่ได้ให้ไว้ ณ บ้านราช ค่ะ 

 

SMS วันที่ 11-13 ส.ค. 2566

_แก้วตะวัน พวงบุบผา  · 

กราบพ่อครูผู้เป็นพ่อและเป็นแม่       เลี้ยงดูแลจิตวิญญาณฌานยิ่งใหญ่

โลกุตระสัจธรรมนำจิตใจ                สอนลูกให้ละกิเลสพ้นเภทพาล 

เป็นแม่เลี้ยงแม่นมเพาะบ่มให้          วรรณะเก้าได้เข้าใจจนแตกฉาน 

เลี้ยงลูกจนเติบใหญ่ในวิญญาณ        เพื่อสืบสานรัตนตรัยให้ยั่งยืน

ยิ่งใหญ่มากคือคนจนที่มีความขยันและสมรรถภาพ 

_สว่างแสง ขวัญดาว  · น้อมกราบนมัสการท่านสมณะฟ้าไท ท่านสมณะเด่นตะวัน ด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ เนื่องวันแม่ 12 สิงหาคม 2566 ลูกขอกราบที่ตรงเท้าของพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ผู้เป็นทั้งพ่อ ทั้งแม่ ที่คอยแนะนำให้ปัญญา ที่คอยอบรมสั่งสอนให้ลูกมีความเป็นคนที่สมบูรณ์ พ่อครูคอยสอนเสมอให้ลูกมีคุณธรรมลดละกิเลสและสูงสุดพ่อครูทำให้เห็นว่านอกจากเราจะลดละกิเลสแล้ว คุณค่าของความเป็นคนยังอยู่ที่การได้ให้ผู้อื่น การได้ช่วยเหลือผู้อื่น การช่วยเหลือที่สูงสุดคือการช่วยให้คนพ้นทุกข์ได้ ลูกขอกราบพ่อครูด้วยเคารพ สุดบูชาสิ่งที่พ่อครูได้สอนลูกได้ปฏิบัติตาม ตามกำลังแล้ว ทำให้ครอบครัวแม้จนก็สงบ อีกทั้งแม้จนก็สามารถช่วยผู้อื่นได่ค่ะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ

พ่อครูว่า… อันนี้สูงสุดนะ คนที่ได้ให้ผู้อื่น ผู้รับอยู่ในฐานะที่เป็น ปฏิคาหก เป็นผู้ให้นั้นเป็น ทายก อาตมานั้นเป็นผู้ให้แต่ธรรมทาน วัตถุข้าวของอาตมาไม่มีให้ เลยเป็นผู้รับวัตถุจากคนอื่นๆที่ให้มา เป็นปฏิคาหก ทางวัตถุ ทางข้าวของ เรี่ยวแรงต่างๆ

ยิ่งใหญ่มาก คนที่จนแล้วสงบ
จน ไม่ได้หมายถึงไม่มีอยู่ไม่มีกิน จน ไม่ได้หมายถึงว่าเบียดเบียนคนอื่น จน ไม่ได้หมายความว่าเป็นภาระคนอื่น จน คือตัวเองไม่สะสมไว้เป็นของตน แต่เป็นคนจนที่มีแจกผู้อื่นด้วย เป็นสิทธิของตนด้วยที่เอาไปแจก เพราะมีความขยันและสมรรถนะ 

อาตมาเคยสรุปว่า ความรวยอยู่ที่ 1. มีสมรรถนะ 2. มีความขยัน นี่คือความรวย ไม่ใช่ไปเอาธนบัตร ไปเอาทองคำ ไปเอาเพชรนิลจินดาวัตถุเป็นเครื่องกำหนดความรวยไม่ใช่ อย่างนั้นมันเป็นปลายทางปลายเหตุ ความรวยจริงๆของบุคคลอยู่ที่ 1.มีสมรรถนะ ความรู้  2. มีความขยัน แล้วก็ทำงานขยันตามที่ความรู้เรามี 

ความรู้ กินความว่า อะไรควรขยัน อะไรควรสร้าง เราก็ทำสิ่งที่ควร เพราะเราไม่สะสม สร้างขึ้นได้มีผลผลิตเยอะแยะแล้วก็แจกเราไม่สะสมไว้เอาไว้แต่พอกินพออยู่ กินพอแล้วก็แจกแล้วทำก็อยู่ทุกวันก็แจกได้ทุกวัน เหลือแจกอยู่ทุกวัน นี่คือ เศรษฐศาสตร์ที่จบกิจเลย เศรษฐศาสตร์ที่สมบูรณ์แบบเลย 

เพราะฉะนั้น นักแก้ปัญหาเศรษฐศาสตร์โดยทฤษฎีของทางตะวันตก จบด็อกเตอร์ทางเศรษฐศาสตร์มาก็แก้ปัญหาไม่จบกิจ แต่อาตมาเป็นนักเศรษฐศาสตร์ของพระพุทธเจ้า แก้ปัญหาเศรษฐกิจ จบกิจแล้ว พวกเราจบกิจเรื่องเศรษฐศาสตร์ ไม่ต้องเบียดเบียนใคร ไม่ต้องไปหวังพึ่งรัฐบาล พึ่งตัวเอง พึ่งพวกเรานี่แหละ แล้วได้ช่วยคนอื่นด้วย แจกได้ถึงทุเรียน อย่าว่าแต่แจกฟักแฟงแตงกวาเลย แต่ทุเรียนของเราก็น้อย ของวังจันทร์พฤกษา ก็เอามาแจกกัน 800 กิโลกรัม สนุก นี่มันเป็นสัจจะที่มันมีของจริงยืนยั รองรับ 

คนที่ศึกษาธรรมะ เห็นพฤติกรรมของบุคคล พฤติกรรมของกลุ่มหมู่บุคคล เป็นปรากฏการณ์ให้เห็นว่า เขาเป็นอิสระนะ อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล และเพิ่มพูนความเสียสละ ดีนะ แล้วเขาก็อยู่สบาย อิสระสบาย เหลือกินเหลือใช้ สร้างสรรค์ ขยันเพียร วันๆคืนๆจนกระทั่งไม่ต้องฟุ้งซ่าน ไม่ต้องไปอยู่ที่อื่น แล้วอยู่กับพวกกับหมู่ นี่แหละสังคมที่สมบูรณ์แบบแล้ว คนที่มีปัญญา กิเลสมันไม่ดิ้นอะไรแล้ว มันก็มีที่จบ มันก็รู้ที่ควร 

_Jaitham Sittinawin ใจธรรม สิทธินาวิน  · ไม่มีอะไรจะติพลเอกประยุทธ์ได้ เลยติแค่เรื่องภาษาอังกฤษ หารู้ไม่ อ.น้อง ภรรยาท่านเป็นอาจารย์ภาษาอังกฤษคณะอักษรศาสตร์จุฬานะคะ ธรรมดาที่ไหนค่ะ

…พ่อครูเปลี่ยนเป็นเทศน์ก่อนแล้วตอบ sms ที่หลัง แบบนี้ทำให้รู้สึกน่าสนใจมากขึ้นค่ะ

_สุทัศณีย์ วงษ์กิ่ง  · กราบนมัสการท่านสมณะฟ้าไท ท่านให้เห็นความสำคัญของการออกกำลังกายจะแข็งแรงขึ้นเห็นด้วยมากคะ

คนแก่ที่จนแต่มีความสงบอบอุ่นเป็นเช่นไร

_สว่างแสง ขวัญดาว  · น้อมกราบนมัสการพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ท่านสมณะฟ้าไท พ่อครูคะ ลูกขอกราบขอบพระคุณท่านสมณะฟ้าไทเป็นอย่างสูงที่เปิดคลิปเผยแพร่ความทุกข์ของคนวัยชราในสังคมประเทศญี่ปุ่นที่น่าสงสารมากค่ะ ในคลิปว่าสักวันหนึ่งปัญหาและความทุกข์ของคนวัยชราอาจคุกคามเข้ามาในประเทศไทย ลูกขอ กราบเรียนถามพ่อครูว่าลูกมีแม่ที่แก่ชรามากแล้ว และอินทรีย์พละแม่ไม่ค่อยแข็งแรงปฏิบัติธรรมยาก ดังนั้นแม่และคนชราทั่วไปควรใช้ชีวิตอย่างไรคะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ

พ่อครูว่า… ถามมานี้ฟังคำถามแล้ว มันไม่เห็นคำตอบของตัวเองว่าจะตอบยังไง อาตมาก็ไม่รู้ทั่วไป ก็เห็นคนที่เขาอยู่ตามวิบากของแต่ละคนน่าสงสารมาก แต่เราจะไปช่วยคนต่างๆที่ตกทุกข์ได้ยากตามวิบากของเขานั้น มันช่วยกันไม่หมดหรอก ช่วยกันไม่ไหว เราเองเราก็ไม่ได้เอาเปรียบเขา อาตมาว่า อย่างพวกเราบางคนนี่นะ ก็ไม่ได้ร่ำรวยกว่าคนที่เขาเป็นคนแก่เป็นคนที่ยากจน พวกเราหลายคนก็แก่ก็ยากจนไม่ได้น้อยกว่าเขา แต่เรามีที่พึ่งทางใจที่เราได้ปฏิบัติธรรม กับเราได้พึ่งหมู่กลุ่มตามกรรมวิบาก ของเราก

คนที่เขาจนแก่ แก่ด้วยจนด้วยและก็ไม่มีที่พึ่ง ไม่มีหมู่กลุ่ม มันก็เป็นวิบากของเขา เราจะไปทำเป็น เอื้อมเอื้อเกื้อกว้าง เอามาหมดเลยไม่ได้ ขนาดรัฐบาลเขาก็ยังทำไม่ได้ทั้งที่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลด้วยซ้ำ 

เราก็เข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจ กรรมวิบาก เราก็จะทุกข์มากทีเดียว แต่เราก็ไม่รู้ทำไงได้ 

_สู่แดนธรรม… คิดว่าจิตใจของคนแก่ต้องการให้ลูกๆอยู่ด้วย คุณก็อยู่เป็นกัลยาณมิตรให้แม่ของคุณน่าจะดี 

พ่อครูว่า… ดีมาก ก็คงจะได้ประมาณนั้น 

_แก้วตะวัน พวงบุบผา  · ช่วงหนึ่งได้มีโอกาสมาอยู่บ้านราชเพราะต้องมาดูแลคนป่วย แม้จะเป็นช่วงสั้นๆแต่ก็ได้รับประโยชน์มากได้ฟังเทศน์ ได้ฝึกเดินลมปราณ ไปพร้อมๆกับการดูแลสุขภาพตัวเองด้วย

_บัวกลางมูล อะเดย์  · ฉีกทุกกฏคนมีพรสวรรค์ไม่ชอบทำตามกฏ คุณยายรวง i💘u

_สุนทรี นาคสมทรง  · อนุโมทนากับป้าชลและทุกท่านค่ะ

พ่อครูว่า… พวกเราที่มีลักษณะอย่างคุณชลดาเพราะอายุเยอะแล้วก็หาที่พักผ่อน อาตมาถึงบอกว่าคนเรารู้จักเราแก่ เราไม่สบายก็ประมาณตน อย่าไปทำเก่งโดยไม่เจียมแก่ ไม่เจียมป่วย ต้องแก่ รู้จักแก่ ป่วยก็รู้จักป่วย เราก็ไม่ได้ออเซาะ ไม่ได้ดีดดิ้นอะไรเกินไป เราก็ดูตามเหมาะตามควร 

_ธรรมธารทิพย์ มาลิณี  · คณาทรัพย์(ต้อม) ผิวพรรณดีสดใสกว่าตอนอยู่บ้านมาก คงด้วยอานิสงค์ที่อยู่วัดกินอาหารบริสุทธิ์ จิตใจสงบขึ้น สาธุ

_แดง สารคาม  · มีลูกของลุงเขาปฏิบัติธรรมสายหลับตา ดิฉันลองชวนเขาไปบ้านราช เขาไม่ยอมไปเลย เขาชอบหลับตามาก เขาบอกว่า อย่างที่บ้านราชเขารู้แล้ว เขาไม่ไปดูหรอก เขาบอกว่า เขาเดินตามมรรคแปดอยู่แล้ว ดิฉันก็ได้แต่หยุดพูดและได้แต่ฟังเขาพูดเท่านั้นค่ะ จะเปิดพ่อครูให้เขาฟังเขาก็ไม่ฟังค่ะ ดิฉันจึงเข้าใจเลยว่า ไม่ใช่ง่ายเลยที่จะเปลี่ยนความเข้าใจของคนค่ะ

พ่อครูว่า… จริง ตามที่คุณแดงประสบมา อาตมาพยายามพูดซ้ำซาก ย้ำ ตำหนิฝ่ายที่หลับตา พยายามอ้างอิงยืนยัน ซึ่งอาตมาก็ไม่เก่ง เอามายืนยันอ้างอิง อธิบายยังไงๆเขาก็ฟังไม่เข้าใจ อาตมาบอกว่า อปัณณกปฏิปทา 3 มันเป็นคำที่ยืนยันเลยว่า ไอ้ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิดของศาสนาพุทธนี้ มันต้องมี สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ โดยมีศีลเป็นหัวข้อหลักแล้วก็มี อปัณณกปฏิปทา 3 

ปฏิบัติแล้วมันจะเกิด ฌาน ตามสัทธรรม 7 ไป มีวิชชา 8 นี่เป็นความไม่ผิดของพุทธ ไปนั่งหลับตา มันไม่มีการสำรวมอินทรีย์ 6 มันมีแต่อินทรีย์เดียว มันไม่มีโภชเนมัตตัญญุตา มันไม่ตื่น มันมีแต่หลับ แค่นี้เข้าใจไม่ได้ พูดแล้วพูดอีก พูดอีกพูดแล้ว ก็ สุดสงสาร สุดสาคร ก็ต้องให้ไปขี่ม้ามังกรไป มันสุดวิสัยจริงๆเลย อาตมาก็พยายามซ้ำ 

ก็เขาไปหลงผิดอันนี้มานานมาก แล้วก็มีจำนวนมากด้วย ถ้าได้พวกนี้เข้าใจขึ้นมา มันก็จะมีสัมมาทิฏฐิ เมื่อสัมมาทิฏฐิแล้วปฏิบัติตามจรณะ 15 วิชชา 8 ถูกต้องเป็นของพุทธเลย มันก็จึงจะเจริญ เจริญทั้งตัวเองเจริญทั้งสังคมศาสนาพุทธเลย ก็ค่อยๆเป็นไป 

กำไรชีวิตของพ่อครูเป็นอย่างไร

_ณัฐนพ วิชากรนฤมิต  · ..สรุปแล้ววันศุกร์จะใช้รายการอะไรครับ พ่อครูหายดีแล้วใช่มั้ย ครับ

พ่อครูว่า… หายดีแล้วแต่ยังไม่ดีเลย ยังมีนิดๆหน่อยๆ อะไรไปตามสังขารอายุมากแล้ว อาตมาอายุ 90 ย่างเข้าไปได้ 2 เดือนแล้ว อาตมาก็ว่าอาตมาแข็งแรงนะ อาตมานี่ทำงานสมบุกสมบันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย หนุ่ม มาจนกระทั่งพ่อแม่ไม่มี เลี้ยงน้อง 6 คน แล้วก็นำพาชีวิตกันมาถึงขนาดนี้ โอ้ อาตมาว่าอาตมานี้ชีวิตสมบุกสมบันมาขนาดนี้ อายุขนาดนี้ได้ขนาดนี้ อาตมาว่าเป็นเพราะบารมี เป็นเพราะอานิสงส์ที่อาตมาได้สั่งสมมานะ ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆก็จะได้ขนาดนี้ 

เพราะฉะนั้นคนเห็นแล้วก็ถเอาอย่าง จะเอาอย่างก็ต้องปฏิบัติตามที่อาตมาได้เพียรมานี่แหละ ก็ได้ตามบารมีของแต่ละคนของคุณแต่ละคน เราทำมาเลยแล้วก็จะได้จริง พวกเราอยู่ดีๆอยากจะได้อะไรแล้วไม่ได้ทำ ไม่ได้ฝึกฝนแล้ว มันจะอยู่ดีได้ไหม ไปซื้อเอาตามร้านขายยามีไหม เอาตามห้างใหญ่ๆด้วย ไปซื้อตามห้างใหญ่เลยมีไหม มันไม่มีขาย ซื้อไม่ได้ ต้องเรียนรู้แล้วก็กระทำกันเอาเองมันถึงจะเป็นไปได้ กัมมัสโกมหิ กัมมทายาโท กัมมโยนิ กัมมพันธุ กัมมปฏิสรโณ กัมมังสัตเตวิภัชติ กัมมุนาวัตตติโลโก  กุ๊กๆๆๆ

อาตมาเอง ชีวิตของอาตมาตั้งแต่รู้ตัวนะ แล้วก็ได้ออกมามีชีวิตแบบโลกๆอยู่ 36 ปีพอรู้ตัวแล้วมาทางนี้เลย โอ้โห อยู่มาอาตมาอยู่ทางโลกมา 36 ปี อาตมามาอยู่ทางนี้มากกว่า 36 ปีแล้ว อยู่มาได้ 53 ปีแล้ว มาทางธรรม ก็ยังเห็นจริงอยู่ว่า โอ้โห เสียดาย 36 ปีที่ไปเสียเวลาไม่มาตั้งแต่ตอนโน้น ยังรู้สึกว่าตัวเองยังุก็ยังเห็นว่า มันเป็นประโยชน์หรือคุณค่าจากการปฏิบัติธรรม 

พระอรหันต์แบบพ่อครูสมณะโพธิรักษ์มีจุดเด่นตรงไหน

_ใบฟ้า ธรรมะธารา นาวาบุญนิยม… กราบนมัสการ พ่อครู เนื่องใน “วันแม่แห่งชาติ” ในวันนี้ ด้วยสุดเศียร สุดเกล้า

สุดกระหม่อม ชีวิต จิตวิญญาณค่ะ

         พ่อครู เปรียบประดุจ “พ่อ”และ”แม่” ทางจิตวิญญาณ ของลูกๆชาวอโศกทุกคน นับเป็น “พระคุณอันสูงสุด” ลูกคนนี้ได้ตั้งปณิธาน อย่างแน่วแน่ว่า ต้อง ตอบบุญ แทนคุณ ด้วยการประพฤติปฏิบัติ “โลกุุตรธรรม” ที่พ่อครู ได้พร่ำสอน ลูกๆ ด้วยความเมตตากรุณา อันหาที่สุดมิได้ ให้ตนเอง ได้บรรลุถึงภาวะของ ความ”หมดทุกข์ หมดสุข”คือความเป็นพระอรหันต์ และ “ดำเนินรอยตาม” ตราบพ่อครู “ปรินิพพาน” ค่ะ

พ่อครูว่า… ที่คุณใบฟ้าสรุปว่าเป็นอรหันต์คือหมดทุกข์หมดสุข นี้ก็ใช่แต่คนยังเข้าใจไม่ได้ง่ายๆ ไม่เข้าใจว่าเวทนาเป็นกรรมฐานของศาสนาพุทธ อาตมาก็ชี้ว่า ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ )  ล.10 ข.60 

อาตมาว่านี่เป็นหัวใจของศาสนาพุทธ เวทนานี้เป็นกรรมฐานหมายความว่าเป็นฐานที่ตั้งของการกระทำ ฐานที่ตั้งของการปฏิบัติ ไม่ใช่กสิณ 40 อะไรเป็นกรรมฐานไม่ใช่ ไอ้นั่นมันเป็นสมถะ ของพวกเทวนิยมพวกวิสุทธิมรรคพุทธโฆษาจารย์ เขายังไม่รู้ว่ากรรมฐานแท้ของศาสนาพุทธคือเวทนาอันเดียว มีหนึ่งเดียว 

ทำเวทนาในเวทนาให้พ้นสุขพ้นทุกข์ ซึ่งเขาก็พอรู้เลาๆเขาก็ไปทำให้พ้นสุขพ้นทุกข์ได้เหมือนกันเป็น อสัญญีสัตว์ ก็เลยไม่ได้พ้นความเป็นสัตว์ ไม่กำหนดหมายให้รู้อะไรเลยมีแต่หยุดๆๆๆๆ มันก็ไม่สุขไม่ทุกข์   ดับความรู้สึก ดับการกำหนดรู้ไปแล้ว ดับเวทนา ดับสัญญา มันก็ไม่รู้อะไรมันก็เป็นอาการของคนไม่สุขไม่ทุกข์เหมือนกัน แต่มันไม่ใช่ของพุทธ มันคนละขั้วคนละข้างเลย 

ของพระพุทธเจ้าไม่ต้องไปกด ไม่ต้องไปข่ม ไม่ต้องไปตัด เห็นเลยว่า กิเลสที่เป็นเหตุของมัน กำจัดกิเลสหมดไปจากจิต จิตสดใสสว่างโพลงกับตื่นรู้ สดใสเบิกบานร่าเริง มันคนละเรื่องกันเลยไม่ได้อับเฉา ไม่ได้มืดมิด ไม่ต้องไปนั่งเต๊ะท่า ไม่ต้องไปนั่งเข้านั่งออกฌานต้องนั่งสมาธิเข้าสมาธิไม่ต้อง ลืมตาเป็นสามัญปกตินี่คือฌานของพระพุทธเจ้าสมาธิของพระพุทธเจ้า ตาม เจโตปริยญาณ 16 ปฏิบัติกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรมเป็นเจโตปฏิกิริยา 16 สูงสุดเป็น สมาหิโต วิมุติ สูงสุดทรงไว้ซึ่งธรรมในธรรมที่สูงสุด มีสมาหิโต และมีวิมุติแล้ว 2 อย่างเป็น อุภโตภาควิมุติ ทั้งจิตเจโตเ ปัญญาวิมุตเป็นวิมุตติญาณทัสสนะ สูงสุดสบาย นี่เป็นสามัญของศาสนาพระพุทธเจ้า 

แต่ทางสายหลับตาหรือสายที่ยังเข้าใจผิด อาตมาทำงานมา 50 กว่าปียังไม่ค่อยกระเตื้อง คนมารับฟังโลกุตรธรรม  มาฟังสัมมาทิฏฐิมีจำนวนน้อย ซึ่งไม่ได้ประหลาดอะไร  มันเป็นอจินไตย เป็นเรื่องยากเป็นโลกุตระ คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น)   (พตปฎ. เล่ม 9  ข้อ 34) พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้จริงทุกอย่างเลยตรงตามที่ท่านตรัสไว้ทุกอย่าง มันยาก มันลึกซึ้ง ตามรู้ได้ยาก เห็นตามได้ยาก ละเอียดลึกซึ้ง เป็นสภาพของนิพพานเป็นธรรมดาธรรมชาติถึงขนาดนั้น 

เพราะฉะนั้นสิ่งนี้อาตมาที่ทำงานมา 50 กว่าปีแล้ว มีมรรคผลน้อยๆไม่มาก ในหมู่กลุ่มเพราะรู้อยู่แล้วว่ามันไม่ง่าย คัมภีรา อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ได้ขนาดนี้อาตมาก็ภาคภูมิใจแล้วไม่เสียหลายอาตมาถึงบอกว่าอาตมาตายหลับตา ตายตาหลับ ตายสบาย ตายไม่ต้องไปกังวล อาตมาทำงานมาได้ขนาดนี้ อาตมาว่า อาตมาคุ้มแล้ว 

เพราะฉะนั้นมีแต่กำไร มีแต่ผลกำไรที่ได้ ตามที่เรากะเกณฑ์ไว้ว่าได้ประมาณนี้ เราได้เกินจากที่เราตั้งเป้าไว้ เหมือนนักเศรษฐศาสตร์บอกว่า 5 ปีจะต้องได้ประมาณนี้ ได้อย่างโน้นเท่านี้ ตั้งอะไรต่ออะไรไป อาตมาก็ใช้เชิงนั้นก็ได้ว่าได้แล้ว 

เพราะฉะนั้นทุกวันนี้จึงมีแต่กำไร จะตายเมื่อไหร่ก็ตายตาหลับไม่ใช่ตายหลับตาอย่างที่พูด อย่างคนตายไม่หลับตาก็มีนะ เขาว่าคนที่ตายตาค้างคนนี้ห่วงเยอะนะ เพราะว่าเป็นคนห่วงเยอะไม่สงบ อย่างคนที่ตายตาหลับ 

_สู่แดนธรรม… คราวนี้พ่อท่านได้บริวารจำนวนน้อยเขาเลยมองว่าพ่อท่านไม่ใช่พระอรหันต์ 

พ่อครูว่า… เขามองว่าได้น้อยๆไม่ใช่อรหันต์ ได้อรหันต์จะต้องได้บริวารมากๆ คุณไปคิดดีๆเข้าใจได้ไม่ยากหรอก มากๆมันดีหรือมันไม่จริง แม้ว่าคุณได้มาก มันก็เป็นของเก๊ ของจริงมันได้แค่นี้แหละเพราะยุคนี้มันเป็นยุคเสื่อม ตามจริงที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วแล้วมันก็เป็นไปตามกฎไตรลักษณ์ที่มันต้องเสื่อม แล้วมันก็เสื่อมจริง เสื่อมแล้วแล้วก็มากอบกู้ขึ้นมาจากที่อาตมาไม่ได้มีลักษณะอะไรที่เด่น ไม่มีอลังการอะไรประกอบในตัวเองเลยที่จะเป็นจุดเด่นอะไร อาตมามีจุดเด่นแต่พูดไปแล้วเขาไม่เชื่อ ไม่เข้าใจ 

จุดเด่นอาตมานี้มีอะไร 1. อาตมาอธิบายธรรมะได้ละเอียดลออ 2. ธรรมที่อาตมาอธิบายละเอียดละออนี้เป็นโลกุตระ 3. แม้เป็นโลกุตระยากในการที่จะเข้าใจได้ มันลึกซึ้งแต่ก็ยังมีคนมาฟังได้รู้เรื่องแล้วก็ปฏิบัติตามบรรลุมรรคผล มีการบรรลุได้เป็นหลักฐานยืนยันเลย ตามที่พูดมา ว่าไม่มีที่อื่นจะทำได้ ใครจะทำได้เจ้าไหน

ชีวกสูตรคือเจาะจงฆ่าไม่ใช่เจาะจงชื่อคนกิน 

เมืองไทยนั้นไม่ได้โหดร้ายรุนแรงเหมือนอย่างทางต่างชาติเขา ที่เขาทิ้งระเบิดกันกลายเป็นร้อยเป็นพันก็ยังเฉยๆ เห็นชีวิตมนุษย์เป็นอย่างไร ศีลข้อ 1 เขาไม่ได้รู้สึกรู้สา เพราะฉะนั้นในจิตที่ลึกซึ้งตามคำสอนพระพุทธเจ้าที่อาตมาได้นำ ชีวกสูตร ในการที่มีจิตที่รู้คุณค่าของความมีชีวิต ไม่พยายามที่จะต้องไปมี สัญจิจจะ ปาณัง ชีวิตา โวโรเปตุง  ไม่ต้องไปมีจิตที่จะมุ่งร้ายต่อชีวิตถึงขั้น ปาณะของสัตว์เลย ละเอียดลออ เป็นจิตถึงขั้น ภูตะ เจตภูติ เป็นปาณะ ถึงในระดับ จิตวิญญาณของสัตว์ ถ้าคุณมีจิตมุ่ง สัญจิจจะ มีทิศมุ่งไปหาสัตว์ที่มี โวโรเปตุง คือจิตมันไม่ดี มุ่งกล่าวชื่อสัตว์แล้วจิตก็มี โวโรเปตุง ไอ้จิตมันไม่ดีแล้ว มันมีทิศทางไปไม่ค่อยดี แค่กล่าวชื่อสัตว์นั้นก็บาปแล้ว แล้วยิ่งให้ไปจับมาข้อ 2 จับสัตว์นั้นมาเป็นบาปที่ชัดขึ้นอีกมากมาย ไม่ใช่เรื่องตื้นนะแต่เป็นเรื่องละเอียดลึกซึ้งมากเลย 

ข้อที่ 3 สั่งฆ่า คิดดูสินี่คือบาปที่พระพุทธเจ้าให้ระมัดระวังแค่มีจิตมุ่งกล่าวชื่อสัตว์ มีจิตมีทิศทางมุ่งไม่ค่อยดีแล้ว โวโรเปตุง มันก็บาปแล้ว มันก็ชั่วแล้ว มันก็เลวแล้ว ยิ่งให้ไปจับมาสั่งฆ่า แล้วกฆ่าได้สำเร็จยังไม่พอ ยังเอาไปเย้ยถวายภิกษุ ถวายพระพุทธเจ้า ให้ยินดีในเนื้อสัตว์นี้อีก น่ากินนะจ๊ะ จะบ้าหรือ ตัวเองจะหยาบคายตัวเองจะบาปหนากินหัวไป ไม่เกรงใจเลยว่าท่านดูแล้วภิกษุที่มีสัมมาทิฏฐิสัมมาปฏิบัติ สัมมาปฏิเวธ ท่านไม่ยินดีหรอกในเนื้อสัตว์ คุณจะเอามาถวายท่านยังไงๆ ท่านก็ไม่ยินดีหรอก มันเป็นของไม่ควรจะไปทำด้วย อกัปปิยะ เอาอาหารเนื้อสัตว์ไปถวายภิกษุ ถวายพระพุทธเจ้า มันไม่ควร แค่ถวายก็ยังไม่ควร อกัปปิยะแล้ว 

ไม่ได้เข้าใจพระพุทธเจ้าสอนไว้ละเอียดละออ แต่เขาอ่านพระไตรปิฎกไม่แตก เรื่องการกินเนื้อสัตว์นั้นถ้าเข้าใจอย่างนี้ มันเป็นเรื่องของการบาป บาป 4 ข้อแล้วก็บาป 5 ข้อด้วยเป็นบาปใหญ่ ยังมีน้ำหน้าทำบาป 4 ข้อและเอาเนื้อสัตว์มาถวายเป็นของบาป บาปมาตั้ง 4 ข้อแล้วยังจะเอาไปถวายพระพุทธเจ้า ถวายภิกษุ เอาอาหารเนื้อสัตว์ไปถวายภิกษุอีกเป็น อกัปปิยะ พูดไปใยถึงการฆ่าสัตว์มา 4 ข้อนี้ชัดเจนอยู่แล้วไปสั่งฆ่าแล้วสัตว์ก็ตายจริง เอาไปทำเป็นอาหารมาถวาย อ่านให้มันแตกสิพระไตรปิฎกคำสอนพระพุทธเจ้า ฟังชัดขึ้นไหม นี่เอามายืนยันอาตมาพูดซ้ำซากให้ละเอียดที่จริงน่าเห็นใจไม่ใช่เรื่องที่จะเข้าใจได้ง่ายๆ 

สัญจิจจะ คือเจาะจง จิตมีทิศมุ่งไป ไปสู่สัตว์ แล้วมีโวโรเปตุง จิตไม่เข้าท่ามุ่งร้าย กล่าวชื่อสัตว์เท่านั้นก็บาปแล้ว เห็นรายละเอียดของความเป็นบาปไหม กล่าวไปไยถึงการฆ่าสัตว์ 

แต่เขาไปแปลว่าเจาะจงบุคคล เจาะจงภิกษุ เจาะจงพระตถาคตด้วยเป็นบุคคล แล้วเอา 4 ข้อไปทิ้งที่ไหนล่ะจ๊ะ เจาะจงหรือเปล่า อีก 4 ข้อนั้น แล้วคุณเอาไปทิ้งทำไม ไปเอาเจาะจงบุคคล ตีกินในข้อสุดท้าย แล้วอีก 4 ข้อมันไม่เจาะจงเหรอ จิตมีทิศมุ่งไปสู่สัตว์แล้วไปเจาะจงอะไร เจาะจงฆ่าสัตว์ไม่ใช่เจาะจงบุคคล เจาะจงที่เป็นตัวจิตร้ายต่อสัตว์ จิตของคุณนั้นเจาะจงร้ายกาจกับสัตว์ นั่นต่างหากล่ะ แล้วคุณก็ไปเบี้ยวบาลีว่าเจาะจงบุคคล เจาะจงภิกษุ เจาะจงตถาคต แต่ 4 ข้อนั้นคุณทิ้งไปเลย 4 ข้อคือการเจาะจงทั้งนั้น 

_สู่แดนธรรม… ผมก็เคยรู้มาในสังคมอย่างนั้นครับ ว่าถ้าฆ่าไก่มาให้หลวงพี่แป้งกิน หลวงพี่แป้งจะบาป 

พ่อครูว่า… ก็เลยจำกัดจำเขี่ยแค่คนเจาะจงกินไม่ได้ คนอื่นกินได้หมด เห็นไหมการเบี้ยวบาลีเพื่อจะทำบาปให้แก่ตัวเอง ทำไมถึงโง่ขนาดนั้น พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ชัดเจนละเอียดละออถึงขนาดนี้ ผู้ฟังเข้าใจแล้ว ไม่ใช่อาตมามาดัดจริต ทำเป็นไม่กินเนื้อสัตว์ กินผักกินหญ้าเหมือนควาย นั่นแหละว่าไปโน่นเลย เขาก็ประชดประชันไปอย่างนั้น ก็ไม่มีปัญหาอะไร เราก็เข้าใจที่เขาไม่เข้าใจ มันก็ไม่ใช่ง่าย เราเข้าใจแล้วเราก็ทำของเราไป กัมมัสโกมหิ กัมมทายาโท กัมมโยนิ กัมมพันธุ กัมมปฏิสรโณ กัมมังสัตเตวิภัชติ กัมมุนาวัตตติโลโก  

จบ