660724 ประชาธิปไตยจะให้คะแนนกันอย่างไร ตอน 1 รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #31 ราชธานีอโศก

ดาวโหลดเอกสารที่  https://docs.google.com/document/d/18NAkVhYTNg1d0vdfITxMiHpkYrETFEgv/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true 

                                                                                                                                

ดาวน์โหลดเสียงที่  https://drive.google.com/file/d/1GIhnrUAuPEaA6GKrBqkqFoVBGOptCFof/view?usp=sharing 

ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/CPStk5bPp-E   

และ https://fb.watch/l_dxvNNe4q/ 

พ่อครูว่า…วันนี้วันจันทร์ที่ 24 กรกฎาคม 2566 ขึ้น 7 ค่ำเดือน 8(2) ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก ที่นี้เราก็มาเจรจาพาทีกันตามกิจวัตรที่เราทำประจำกันมาคือฟังเทศน์ เดี๋ยวนี้อาตมาก็เหลือการเทศน์ ลดลงมาเหลือแค่อาทิตย์ละ 2 วัน คือวันจันทร์กับวันศุกร์ ดูให้พัฒนาการของสังขารมันดีขึ้นมากกว่านี้หน่อยค่อยเติม ถ้ามันไม่ขึ้นก็ต้องลดลงเรื่อยๆ เหลือ 1 ถ้ามันขึ้นก็ค่อยเติมเป็น 3 เป็นอาทิตย์ละ 3 วัน ตอนนี้เหลือ 2 วัน 

ดูหน้าฉากเขาประดับหน้าเวทีที่อาตมานั่ง บรรยายอยู่นี่ ประดับด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร ทุกวัน หน้าเวทีเราจะประดับประดาด้วยสิ่งเหล่านี้ เอามาตั้งโชว์เสร็จแล้วก็ค่อยๆเก็บไปเข้าครัว บางคนไม่เก็บไปเข้าครัวก็เก็บไปเข้าท้องเลย หลายอย่างเอาไปกินได้เลย หลายอย่างก็ต้องเอาไปผ่านไฟ เอาไปผัดแกงต้ม อุดมสมบูรณ์ดีจริงๆ วันนี้ผักปลังมาจากสวนทำกิน ส้มโอ แก้วมังกร มาจากสวนดอนตาล เผือกหัวใหญ่ ริมแม่น้ำมูลบ้านราช สวนของคุณอุบลวรรณา นี่เอง ส่วนฟักมาจากสวนเพื่อฟ้าดิน 

อุดมสมบูรณ์อย่างนี้แหละเราเร่งทำให้มากๆไม่มีอะไรก็เอาไปแจกเอาไปให้ปันสุขเราแจก เราก็แจกอยู่แทบทุกวัน ผู้รับหน้าที่ก็มีดาวเพ็ญเป็นหลัก ใครจะช่วยกันก็ช่วย ที่จริงกุ๊กไก่น่าจะไปช่วยป้าๆน้าๆเขาทำ กุ๊กไก่ไปช่วยเก็บผลไม้ ทำงานหน่อย อยากเป็นโพธิสัตว์ก็ต้องทำงาน บอกว่าขอเป็นโพธิสัตว์ อาตมาก็บอกว่าขอไม่ได้ต้องทำงานจะเป็นโพธิสัตว์ ให้ไปหางานทำ แนะนำให้แล้วงาน คงฟังอยู่นะกุ๊กไก่ 

SMS วันที่ 21-23 ก.ค. 2566

_Kiattiphong Hemwaranan…. เกียรติพงษ์ เหมวรานันท์

พออาศัยอยู่ไปอยู่มา หลายชั่วอายุคนเข้า … รุ่นลูกรุ่นหลานปัจจุบันก็ทึกทักกันเอาเองว่าตัวเองคือเจ้าของที่-เจ้าของบ้าน-เจ้าของประเทศ

… กลับไปดูบนหัวโฉนดที่ดินที่เราได้อาศัยอยู่อาศัยกินตั้งแต่โคตรเหง้า

…“ตราครุฑ”นั่น คือสัญลักษณ์ที่แปลว่า เจ้าของตัวจริงเขาแบ่งที่ให้ใช้  เขาอนุญาตให้ใช้ที่ดินในนามของเรา เป็นชื่อของเรา  … ชึ่งจริงๆแล้วมันไม่ใช่ของเรา ตั้งแต่โคตรเหง้าแล้ว … เขาแค่อนุญาตให้ใช้ …

>>> พอมาถึงยุคนี้ ลูกหลานของผู้อาศัย กะจะเล่นลูกหลานเจ้าของที่ตัวจริงซะแล้ว …. 

>>> บอกลูกบอกหลาน กลับไปดู“ตราครุฑ”

พ่อครูว่า… ดี พูดอย่างนี้ก็ดูชัดแต่ลึกซึ้งอยู่ เตือนไปถึงพวกที่เขานึกว่าเป็นเจ้าของที่ดิน แล้วจะเล่นแปรรูปที่ดินประเทศไทยให้ใครเขาได้ ขอส่งสัญญาณไปถึงคนพวกที่อวดดิบอวดดีผยอง คิดเอา โดยการหว่านล้อมด้วยโวหารอื่น แต่ที่จริงแล้วทำลักษณะเหมือนจะเป็นอย่างนี้ 

เรื่องตอนฝันกับเรื่องตอนตื่น ฝึกอย่างไรให้เป็นเรื่องเดียวกัน

_สมพอน สปป.ลาว ..หลวงพ่อครับ ขอฝากคำถามเถิงหลวงปู่แน่ครับ เลื่องมีอยู่ว่า:มีเพื่อนบ้านผมคนนึ่งอายุสี่สิบกว่าปี(เดียวนี้เขาตายไปใด้สามเดือนแล้วครับ)  ในช่วงที่เขาป่วยหนักเขาใด้ฝันแล้วเขามาเล่าสู่ยาดพี่น้องฟังว่า มีผู้ชายคนนึ่งตัวดำมีรูบร่างใหญ่พูดกับเขาว่า:ตามหาคุณมานานแล้วกำลังเจอ ไปกับผมเดืยวนี้ ในชาดที่แล้วคุณไปลักเอาพระพุทธรูปไปขาย แล้วเขาก่อพูดกับชายคนนั้นว่าอย่าเพิ่งเอาผมไป ผมขอเวลาอยู่อีกสองปีเถิดครับ ชายคนนั้นก่อตอบเขาว่า ไม่ได้ คุณต้องไปกับผมเดียวนี้ ผมตามหาคุณมานานแล้ว ต่อมาอีกไม่เถิงอาทิดเขาก่อป่วยนักขึ้นแล้วก่อหมดสะติไปครับ

อยากจะถามหลวงปู่ว่าเลื่องนี้เปันเลื่องจิงไหมของชีวิดคนเราเมื่อใก้จะตายก่อจะมีคนมารับไป(แต่ว่าไปไหนไม่รู้ครับ)

พ่อครูว่า… ก็ตอบตรงนี้ก่อนเลยว่า คนที่ตายแล้วไม่มีใครมารับไปหรอก ตายแล้วเราก็ไปของเราเอง ตายแล้วของเราก็ไปของเรา ตามกรรมวิบากของเรา หลังตายนี่อาตมาก็ไม่ค่อยอยากจะพูดเท่าไหร่ เพราะพูดไปแล้วก็จะมีคนอวดดี อวดเป็นผู้รู้ แล้วก็พูดต่อไป ก็มันไม่มีใคร ที่ยังไม่ตายจะไปรู้ได้ คนละภพ มันก็ไม่รู้ก็ไม่ชัดเจนเหมือนกัน 

มันต้องศึกษาดีๆแล้วก็จะรู้ว่าการเกิด การตาย มันเป็นการเดินทางของจิต เหมือนคนนอนหลับและคนตื่น คนตื่นอยู่ก็อยู่ในภพตื่น พอหลับตกไปสู่อีกภพหนึ่งเป็นภพหลับ มันก็จะเป็นอีกภพหนึ่ง ซึ่งมันไม่ค่อยต่อกันหรอก มันคนละภพ แล้วคนที่ยังไม่ได้ศึกษา ไม่ได้เรียนรู้จริงแล้ว ทุกคนของตนเองแต่ละคนก็ฟังสิ่งที่อาตมาจะพูดก็คงเข้าใจ มันจะเหมือนกับคนละโลกกันเลย แล้วเราก็เหมือนจะเป็นคนละคน แต่รู้สึกว่าตัวเองเป็นตัวเอง อาตมาว่ามันเป็นอีกคนละเรื่องอีกคนละความเข้าใจ อีกคนละการคบหาพวกนี้ เป็นเรื่องเป็นราวเป็นละคร คนละเวลาวาระ มันลืมเรื่องที่เรามีชีวิตตอนเป็นๆตื่นๆ 

หลับไปแล้ว มันก็ไปเหมือนอีกโลกหนึ่งเหมือนอีกชีวิตหนึ่ง เหมือนละครคนละเรื่องกัน แต่ตัวเราก็ยังเป็นตัวเรา แต่มันมีตัวละครอื่นโดยมีเรื่องราวอื่นอีกคนละเรื่อง นอกจากคุณจะศึกษาฝึกฝนจนกระทั่ง ให้ชีวิตตื่นกับหลับนี่ มันต่อเนื่องกันแล้วมันก็เหมือนตื่นกับหลับ ตื่นกับหลับ ซึ่งไม่ง่ายมันยาก อาตมาทำได้ แต่ก็ไม่ง่าย ต้องพยายามทำ แต่ก็ทำได้ 

พอตื่นก็คือตื่น พอหลับก็คือหลับเป็นเรื่องเดียวกัน ความรู้สึกเดียวกัน ภพเดียวกัน แต่พอตกลึกลงไปก็เปลี่ยนเหมือนกัน แต่ถ้าเผื่อว่าเราจะประคองเป็นเรื่องราวต่อเนื่องเหมือนที่เราตื่นอยู่ เอาเรื่องที่เราคิดตอนตื่นนี่แหละ ที่เราปรุงแต่ง ที่เราจะดำเนินเรื่องอะไร มันก็ไปด้วยเรื่องนี้ได้ แล้วก็ยาว มีเรื่องมีราวอะไรไปได้ แต่มันจะไม่ได้หลับลึก มันกินพลังงานเหมือนกัน 

สิ่งเหล่านี้ มีรายละเอียดมาก ศึกษาดีๆแล้วจะรู้ เรื่องจิต เจตสิกมันก็มีตื่นกับหลับ มีตายกับเกิด มีสุดท้ายคือมีกับไม่มี สุดท้ายเราก็จัดการความมีให้ไม่มี อะไรที่เราจะทำให้ไม่มี กิเลส หยาบ กลางละเอียด ที่เกิดในจิตเรา จนมันไม่มี มันไม่มีแล้วมันก็ไม่เกิดอีกในจิต จนจะดึงมันกลับมารู้สึกอีก ไม่ได้ โอ้โห.. 

อันนี้อาตมาก็เจอกับตัวเอง อย่างเช่น รสอร่อยที่พูดกัน อาตมาดึงกลับคืนมาไม่ได้ กินอาหารเพื่อให้ได้ปริมาณ เพื่อจะยังขันธ์ ไปแต่ละวัน ใช้เวลา 2 ชั่วโมงเคี้ยวไป ไม่ได้กินด้วยความหิวกระหายความตะกละตะกราม ความเอร็ดอร่อย มันช้านาน กว่าจะได้ปริมาณพอที่จะเลี้ยงขันธ์

ซึ่งก็พยายามอยู่ แต่ฟื้นขึ้นมาบ้างนิดๆหน่อยๆก็เอา ก็พอเป็นพอไป อย่างเขาสนุกสนาน ไม่ใช่แต่เรื่องกินหรอก ดูเรื่องเขาสนุกสนาน เขาโกรธ เขาแค้น ดูอารมณ์เราจะไปกับเขา เขาจริงเขาจังสนุกกันเล่น อาตมาก็พยายาม พยายามร้องเพลง พยายามรื่นเริง แต่ว่าเรื่องเศร้าๆสร้อยๆ เรื่องที่มันไม่ดี มันบั่นทอนกำลังมาก อาตมาไม่ทำหรอก ก็ทำแต่เบิกบานร่าเริงไปเท่านั้นเองที่เห็นได้ ใครคบใครอยู่ได้อยู่ใกล้ชิดสัมผัสสัมพันธ์อยู่ก็จะเห็นอาตมาก็เป็นเช่นนั้น 

อธิบายอีกทีสรุปว่า ศึกษาปฏิบัติธรรมเอาเอง แล้วจะรู้ความจริง ไอ้้ที่พูดนิยายไม่รู้กี่เรื่องก็เล่ากันไป ก็ตอบให้ได้ว่า ไอ้ที่พูดกันนี้ คนเขานึกว่ามันมีมันก็มีได้ จะเป็นเรื่องหลอกตัวเองโกหกก็ได้ เป็นอุปาทาน มีได้ แต่ที่จริงแล้วคนส่วนใหญ่เขาไม่มีอย่างนั้น คุณบ้าอยู่คนเดียวตอบง่ายๆ 

ตัวศักดิ์ศรีใช้กระทุ้งกิเลสได้แต่อย่าไปยึดจนเป็นอัตตา

_นาง จับใจ ธนะโภค  · กราบนมัสการพ่อครูฯ ดิฉันขอน้อมกราบถามค่ะ

  1. คำว่า”ตัวศักดิ์ศรี” เป็นตัวกระทุ้งทำให้เห็นกิเลส 

  2. จะมีวิธีการปฎิบัติอย่างไรให้ “ตัวศักดิ์ศรี” เป็นแรงจูงใจทำให้สามารถลดกิเลสได้ด้วยคะ

พ่อครูว่า… ศักดิ์ศรีมันไม่ช่วยให้ลดกิเลสหรอก อาจจะดูเหมือนมันทำให้ลดกิเลสได้ คือ ให้รู้สึกไว้ตัว อย่าไปคลุกคลี อย่าไปวุ่นวายอย่าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ต่ำ ไว้ศักดิ์ ไว้ศรีตัวเองบ้าง มีศักดิ์ศรีบ้าง อย่าไปเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ อย่างนี้เป็นต้น จะทำใจในใจอย่างนี้ แล้วก็ทำให้ได้อย่างนี้ ก็ไอ้สิ่งที่เราจะไม่คลุกคลีเกี่ยวข้องนั่นแหละ คุณก็ต้องเห็นแล้วว่ามันไม่ควร ก็ไว้ศักดิ์ศรีบ้าง อย่าไปเกี่ยวข้องบ้าง ก็ต้องทำอยู่เหมือนกัน 

แต่ที่นี้วิธีการปฏิบัติอย่างไร ก็คือต้องทำใจในใจ ภาษาก็เป็นศัพท์ ทำใจในใจ ที่ภาษาบาลีบอกว่า มนสิกโรติ เป็นคำกริยา ถ้าเป็นคำนามก็เป็น การทำใจในใจ คือ มนสิการ 

คำว่ามนสิการ เป็นรากเหง้าเป็นมูลกา ที่ 2 ในมูลสูตร 10 

เริ่มต้นข้อที่ 1 คือฉันทะคุณจะทำอะไรถ้าไม่ได้เริ่มต้นด้วยความยินดีจริงๆเลยนะ มันทำอะไรไม่สำเร็จหรอก ความยินดีเป็นตัวต้นรากที่จะเดินทาง เมื่อมีจิตยินดีฉันทะ เราจึงจะเริ่มต้นตั้งทิศของจิต เจตสิก สัญจิจจะ หรืออุทิสะ อาตมาแปลเป็นไทยว่า จิตมีทิศมุ่ง เขาแปลว่าเจาะจง หรือจะแปลว่าเจตนาก็ได้ แต่เจตนามันก็เป็นคำศัพท์ของมันเองเต็มรูปอยู่แล้ว มุ่งมั่นและมีที่ตั้ง มีที่เดินไปเลย เจตนามันเต็มรูป 

สัญจิจจะคือกำหนด สัญญะ สัญจะ มันเริ่มกำหนด ทำงานตั้งทิศมุ่งและส่งให้เกิดแรง มันก็จะเกิดแรงขึ้น เดินทางไป 

คำว่า สัญจิจจะ ที่อาตมาเอามาอธิบายในประโยค สัญจิจจะ ปานัง ชีวิตา โวโรเปตุง คือจิตมีทิศมุ่งไปทางทำร้าย โวโรเปตุง แปลว่า การทำไม่ดี การทำร้าย จนกระทั่งไปถึงการฆ่าเลย ฆ่าอะไร มุ่งที่จะทำร้าย ปานัง ชีวิตา คือชีวิตในขั้นปาณะเลย 

สัตตะ ภูตะ ปาณะ ภูตะ ชีวะ ในดีกรีของความเป็นชีวิตที่ หยาบ กลาง ละเอียด ไปเรื่อยๆ ต้องพยายามเรียนรู้จิตในจิตอาการเจตสิกต่างๆ จิตเจตสิก รู้มันให้ได้ กำหนดรู้ตัวมัน 

สิ่งที่ถูกรู้ก็เป็นรูป โดยนามของเรา สัญญามันกำหนดรู้รูป แล้วมันก็เกิดรู้ๆๆ จนรู้ไปครบบริบูรณ์ก็เรียกว่า ปัญญา พัฒนาขึ้น ปรับปรุงขึ้น จะให้เกิดให้ดับ จะให้เจริญ จะให้เสื่อม คุณทำได้เต็มรูป จบกิจ จบเรื่องราว แต่ละเรื่องเป็นกิจแต่ละกิจ คุณก็สมบูรณ์เรื่อง สมบูรณ์สภาพธรรมคือธรรมะบริบูรณ์ ธรรมะบรรลุ ธรรมะสมบูรณ์แบบ คุณก็ต้องทำไปฝึกไป 

สรุปแล้วตัวศักดิ์ศรี จะใช้มันเป็นตัวกระทุ้งตัวเองก็ได้อธิบายแล้วก็พอได้ แต่จะถือว่าเป็นตัวศักดิ์ศรี ฉันสูง ฉันทำได้ ฉันเก่ง ฉันวิเศษ เป็นอัตตาเลย มันจะเป็น อัตตาเลย อย่างนั้นต้องรู้ว่าอย่างนี้ไม่ดี 

แต่ทำได้แล้ว เราก็จะต้องอย่าไปยึดว่าเป็นเรา เป็นของเรา เรามีความสามารถ เรามีความดีที่จะมีเรี่ยวแรงเป็นของตน สามารถอยู่เหนือ สามารถหลุดพ้น สามารถที่จะไม่เป็นทาส หลุดพ้นได้สมบูรณ์แบบ ทำได้แล้วก็ต้องรู้ว่า สักแต่ว่าทำ ทำสำเร็จแล้วก็อาศัยมัน ก็เป็นประโยชน์ไม่เป็นโทษ 

พ่อครูเป็นพระอรหันต์แล้วไม่โกรธใครแม้เขาจะด่ามา

_อัมพร กุลศักดิ์ศิริ  · ชอบพ่อครูที่ตอบคำถามทุกท่านถึงจะหลายวัน แต่ในคำถามก็มีทั้งคนโง่และฉลาด พ่อครูก็ตอบหมด ถึงจะโดนด่าก็ไม่โกรธตอบ สุดยอดเลยครับท่าน.

พ่อครูว่า… คนนี้มองออก สาธุ อาตมาเป็นอย่างที่คุณว่านี่แหละ คุณชอบก็ดีแล้ว ศึกษาแล้วก็ฟังให้ดีได้ธรรมะเอาไปปฏิบัติตน คำถามมีทั้งคนโง่คนฉลาดก็จริง เราก็เผื่อแผ่เพื่อคนฉลาดเหมือนกันจะได้ประโยชน์ คนโง่เขาก็ต้องเป็นมาก่อนคนฉลาดทั้งนั้น ค่อยๆเป็นไป ก็ให้ประโยชน์กัน 

แล้วการโกรธ ไม่โกรธตอบ อาตมาเป็นพระอรหันต์แล้ว เป็นพระอาริยะแล้ว อาตมาก็รู้อาการโกรธเป็นอย่างไร แล้วก็เลิกโกรธมานานแล้ว ชาตินี้ทั้งชาติอาตมาเคยพูด อาตมานึกไม่ออกว่าอาตมาโกรธอะไร นึกไม่ออก และก็ไม่มีใครทำร้ายอาตมามากมายนอกจากถูกด่า เดี๋ยวนี้ก็ยิ่งถูกด่าหนัก ผู้ที่เขาไม่เข้าใจก็ด่า 

ผู้ที่เอา SMS มาให้อาตมา เอา comment ต่างๆมานี่ ไม่ได้เอามาหมดนะ ด่านั้นมีทุกวันแต่เขาไม่ได้เอามาให้อาตมา เอามาอาตมาก็ต้องเสียเวลา ผู้ที่คัดมาก็คงคิดว่า คนที่ยังไม่มีศรัทธา ยังไม่มีความเชื่อ ยังไม่มีความเข้าใจที่จะฟัง เขาหนักขนาดนี้มันเสียเวลา อาตมาอธิบายไปก็ไม่ช่วย ไปช่วยคนที่ลึกและลำบาก มันก็ไม่ได้ผลเท่าไหร่ จะเสียเวลามากกว่า เพราะฉะนั้นจึงไม่ได้คัดมา นานๆจะคัดมาผสมผเสให้เป็นน้ำจิ้มบ้าง 

ส่วนคนที่ตั้งใจศึกษาแสวงหาพากเพียรและรับฟัง พัฒนาเพื่อความเจริญมันมีเยอะ เราก็เอาอันนั้นให้ได้ประโยชน์ เราก็ไม่ได้ดูถูกดูแคลนเขา เราก็สงสารเขา แต่ว่ามันไม่ได้อยู่ในกาลเวลาที่เราจะเอาเวลาไปเผื่อมากเกิน ก็ได้เท่าที่มันได้ แต่ว่าก็เห็นใจนะก็พยายามอยากจะให้มีเวลา แต่อาตมาก็ไม่ได้อยากจะฝืนสังขารเกินไป ก็เอาเท่านี้ก็แล้วกัน 

บุญนิยมเป็นสถานีโทรทัศน์ที่เจ้าหน้าที่ทำงานฟรีมากว่า 10 ปี 

_Nomapai Penparsertsith น้อมอภัย เพ็ญประเสริฐสิทธิ์ : การถ่ายทอดส่งผ่านเฟซบุ๊กแฮงค์บ่อย ควรตรวจสอบก่อนใช้งานจริง ดีมั้ยคะ

พ่อครูว่า… 1.ไม่ได้แก้ตัวนะ แต่ของที่เราใช้ มันไม่ใช่ของชั้นดี แต่เป็นของ Secondhand ไม่ใช่ของแกะกล่องใหม่เท่าไหร่ และ 2.ช่างของเราก็ไม่ใช่ผู้ชำนาญการจนกระทั่งศึกษาฝึกฝนเป็นผู้ชำนาญการราคาแพง ไม่ใช่ พวกเราก็ลูกๆหลานกัน ทำงานรับผิดชอบไป ทำสถานีโทรทัศน์มาได้นานเป็น 10 ปีขนาดนี้ เก่งแล้ว ใช้เงินของขยะเป็นหลัก แล้วเราไม่ได้รับบริจาคจากคนที่ไม่ใช่ชาวอโศกนะ แล้วพวกชาวอโศกจริงๆก็จนลงจนลง จนสุดท้ายก็มาเป็นคนจน 

มันก็ยังไม่ค่อยมีเงินมาหนุนกันเท่าไหร่ แต่ก็หมุนพอได้ ไอ้นี่เป็นความลึกซึ้งซับซ้อนที่คนงง มันบอกว่ามันจน จนอะไรวะ อะไรมันก็ใหญ่ก็โต มีมากมีมาย  โอ้โห ดูสิทำสวนน้ำให้คนมาเที่ยวเล่นสบายไม่เก็บตังค์อีกด้วย เศรษฐีเขายังเก็บตังค์เลย แค่มี swimming pool สระเดียวเขายังเก็บตังค์เลย อันนี้มีสวนน้ำให้เขาเล่นฟรี ไม่เก็บตังค์ยังเลี้ยงข้าว แจกพืชผักผลไม้ให้เขาฟรีอีก อะไรวะมันพูดย้อนแย้ง คนรวยยังไม่กล้าทำ แล้วคนทำจน มันจนยังไง 

_สู่แดนธรรม… อันที่พ่อท่านทำนี้เป็นของมหาเศรษฐีทำครับเศรษฐีธรรมดาเขาไม่ทำ อันนี้ต้องระดับมหาเศรษฐีจึงจะทำได้ 

พ่อครูว่า… คำว่า เสฏฐะ เสฏโฐ คือผู้ประเสริฐ ส่วนคนร่ำรวยนั้นเป็นพวกกฏุมพี เขาไม่ยอมใช้คำว่า กฏุมพี เอาใช้คำเท่ๆคือเป็นผู้ประเสริฐ เป็นเศรษฐีมาใช้ ขี้หมานะครับ คุณเองพวกกฎุมพีเป็นพวกมีเงินทองเยอะ เป็นพวกชั้นต่ำ แต่ เศรษฐีจริงๆนั้นเขาเป็นคนจน คือเศรษฐกิจดี 

_ปรีชา เสนอใจ : ผมโดนโกงค่าแรงจากการสร้างหมู่บ้านเอื้ออาทรไปห้าแสนกว่าบาทครับ ตอนนี้ผมบอกตามตรงนะครับ ผมยังไม่ใว้ใจพรรคอันดับ2ที่เป็นพรรคนำจัดตั้งรัฐบาลน่ะ มีอะไรแอบแฝงอยู่ ผมมองเหมือนว่าพิธาเป็นหมาก1ตัวเท่านั้นครับ

พ่อครูว่า… อะไรถูกผิด อาตมาไม่ค่อยถือสาพวกนี้หรอกเพราะไม่ค่อยมีถูกจริงๆ เป็นพวกสับขาหลอกเท่านั้น ขออภัยอาตมาพูดตรงๆผ่าเปรี้ยงๆ ก็ดูเขาไป นี่เป็นละคร อาตมาว่าเป็นฉากที่เกือบจะจบแล้วของประเทศไทย อาตมาได้พูดมาหลายที่แล้วเรื่องนี้ว่าการเมืองของไทยมันละเอียด มันเก็บทุกเม็ดมาเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงที่สุด นี่มันจะเม็ดสุดท้ายแล้ว จะเห็นได้ว่ากระริบกระร่อยเต็มที มันจะเม็ดสุดท้ายแล้ว ดู 

เพราะฉะนั้นก็ดูมันผ่านไป อาตมาก็ยังเดาไม่ออกรายละเอียดพวกนี้ มันเป็นยุคนี้ มันเป็นเรื่องของละครยุคนี้ เขาจะต้องเล่นแบบนี้ ถ้ายุคหนังอินเดียก็แบบหนังอินเดีย ถ้ายุคหนังจีนก็แบบหนังจีน ถ้ายุคหนังเกาหลีก็แบบเกาหลี ตอนนี้หนังอะไรฮิตอาตมาไม่ค่อยได้ดูหนังละคร 

_สายธาร : บารมีไม่ถึงไม่ได้เป็นหรอกนายก

พ่อครูว่า… คนนี้ตัดสินเลย คงหมายถึงคุณพิธา คนเราก็แสดงความเห็นก็ออกมาอย่างนี้ 

_@SaowalukApiwattananon  เสาวลักษณ์ อภิวัฒนานนท์• เพื่อไทยเป็นแกนนำ แล้วทักษิณ จะกลับบ้านเท่ห์ๆ มั้ยคะ

พ่อครูว่า… ไม่รู้ อาตมาจะไปตอบได้ไง ทักษิณจะกลับเท่ห์ๆได้อย่างไร จะกลับมาอย่างไรก็ต้องติดคุกเพราะยังมีโทษอีกตั้งหลายปีตัดสินแล้วเรียบร้อยด้วย 

_สู่แดนธรรม… ป๋าเปลว สีเงินได้เขียนวิเคราะห์ให้อ่านแล้วครับ ว่า ทักษิณวางแผนติดคุกตอนนี้ ติดไม่กี่ปีก็ได้รับอภัยโทษ 

พ่อครูว่า… เพราะว่าคงรู้แล้วว่าถ้าไม่ยอมติดคุกจริงๆ คงไม่ได้ เขาใช้ความพยายามสารพัด จะใช้อำนาจบาตรใหญ่ จะใช้วิธีการเพื่อที่ให้อภัยโทษ มีอะไร สารพัดที่เขาทำ เขาทำบาปไม่ยอมรับผิด ไม่ยอมใช้หนี้กรรมที่ตัวเองทำ จะเล่นตีกิน มันยิ่งเป็นวิบากบาปหนักหนาสาหัสก็ไปใหญ่ เขาทำน่าเกลียดน่าชังเยอะทักษิณนี่ไม่ต้องพูดอะไรมากมาย รู้ๆกันอยู่ 

_@lmns2818 (อ่านไม่ได้)  • กองทัพทำทำให้ชิบหายหรือเป็นพระก็อยู่ส่วนพระส่วนนั้นมันปราชิกแล้วหัดไปอ่านกฏของพระบ้างแก่ก็แก่แล้วให้เขาลากไปในทางเวรทางกรรอีกไปเป็นแพะไม่ไช่พระแล้ว

พ่อครูว่า… อย่างนี้เป็นต้น นี้คือ Comment ตัวอย่าง เขาก็เห็นอย่างนั้นจริงๆ เราก็เข้าใจเขา เพราะเขาก็มี Concept ของเขาอย่างนั้น มีความเข้าใจของเขา มีทิฐิของเขาอย่างนั้น เขาเข้าใจอย่างนั้นจริงๆ เขาเชื่ออย่างนั้น เขามีความคิดองค์รวมของเขาอย่างนั้นนะอย่างที่เขาเห็น เพราะฉะนั้นเขาเห็นเรานี่เขาก็บอกว่าไม่เข้าท่าอะไรเลยมีแต่แง่แต่เชิงที่มันน่าตำหนิ ไม่น่าเชื่อถือ ไม่น่าเคารพ ไม่น่ารักอะไรทั้งนั้น มันก็เป็นธรรมดาธรรมชาติ 2 อย่าง มีชอบกับไม่ชอบ ถูกต้องตามของเราหรือไม่ถูกต้องตามของเรา ใหญ่ๆมันก็มี 2 ฝั่งอย่างนี้ธรรมดา ศึกษาดีๆคุณคนนี้ 

ตั้งใจดีๆศึกษา ติดตามอย่างไร ๆ เราก็เป็นมิตรสหายกัน สัมผัสสัมพันธ์ติดตามฟังกันได้ อาตมาก็เข้าใจคุณก็เห็นใจอยู่ 

คนใจเป็นกลางก็สามารถเห็นว่ามีคนชังชาติชังกษัตริย์อยู่จริง

_@sakuna7 สกุณา • คนใจเป็นกลาง ไม่มีวันมองคนอื่นชังชาติชังกษัตริย์หรอกค่ะ #ตรรกะ

พ่อครูว่า… คุณพูดเอาเป็นคำสวยๆ โดยไม่คิดถึงราก ถึงองค์ประกอบของมันเยอะๆ ว่าคนที่มองคนอื่น เห็นคนอื่นว่าเป็นคนชังชาติชังกษัตริย์ คนๆนั้นเขาจะมีใจไม่เป็นกลาง แต่ถ้าเมื่อคนใจเป็น กลางแล้วจะไม่มีวันมองคนอื่น มองใครว่าเป็นคนชังชาติ ชังกษัตริย์ 

คุณพูดได้ มันเป็นการหลอกตัวเองว่า คนที่เขามีความคิดชังชาติ ชังกษัตริย์ มันมีไหม …มี

แต่ทีนี้คุณก็ยกย่องคนใจเป็นกลางว่าเป็นคนสูงส่ง แล้วคุณก็พิพากษาเลยว่าคนใจเป็นกลางไม่มีวันมองคนอื่นว่าชังชาติ ชังกษัตริย์ อ้าวมันก็มีคนที่ชังชาติ ชังกษัตริย์อยู่จริงไหมล่ะมันก็มี และคนที่ใจเป็นกลางต้องเป็นคนใจสูง ใจประเสริฐ เข้าใจสัจธรรมชัดแล้ว เห็นคนผิดว่าไม่ผิด เขาน่ะเป็นคนชังชาติเป็นคนใจเป็นกลาง คนที่ชังชาติชังกษัตริย์ก็เป็นอย่างที่เขาเป็น แต่คนใจเป็นกลางแล้วนี่ เขาไม่ได้มีความเป็นอย่างนั้น แล้วเขาก็ไม่มีความมองผิดด้วย เขาก็มองคนชังชาติ ชังกษัตริย์มันก็ต้องเป็นความจริงที่เขาชังชาติชังกษัตริย์ เขาจะมองออก 

เพราะจริงๆแล้วคนใจเป็นกลางจริงๆจะเป็นคนที่ไม่โง่ ไม่กลัว ไม่เห็นผิด เห็นถูก ไม่กลัวเสื่อมลาภยศเสื่อมตำแหน่ง ไม่กลัวเสียหน้าหรอกคนเป็นกลาง คือคนบรรลุธรรมที่แท้จริง คนมีปัญญา ส่วนคนไม่มีปัญญา จะกลัว จะโง่ จะเห็นผิดตลอดเวลา ส่วนคนที่มีปัญญาเป็นคนใจเป็นกลางจะเป็นคนเหมือนอยู่ที่สูง มองความจริงตามความเป็นจริง ชัดและได้มาก ได้ครบ ได้ถ้วนบริบูรณ์ เป็นผู้ที่มีปัญญาปาสาโท มองเหมือนอยู่บนโดรน มองท็อปวิวสูงๆ มองลงมาจะเห็นรอบกว้างได้ทั่วได้ครบ ไม่มีอะไรบัง อย่างนี้เป็นต้น นี่เป็นคนที่มีพฤติกรรมเป็นกลาง 

เพราะฉะนั้นจะต้องรู้ดี มโนกรรม วจีกรรม กายกรรมของคนต่างๆและรู้จักดี รู้จักจัดสรร แล้วก็พอช่วยอะไรกันได้ก็ช่วยกันไปด้วยดูตัวเราก็เท่านี้ ตัวเราจะสามารถช่วยได้ไหม ช่วยได้ก็ช่วยกัน ช่วยได้เท่าไหรก็เท่านั้น 

_@user-vz6jp6nu2h (อ่านไม่ได้)   • แก่ป่านนี้ ยังมองเกมส์อะไรไม่ออก เสียดายวิตามินผัก เปลืองผัก เปลี่ยนเป็นหญ้าไปเลยดีไหมลองดู เผื่อจะดีขึ้นมาบ้าง

พ่อครูว่า… ไล่เราไปกินหญ้าเลยนะ อ้าว อย่างนี้แหละเขาแสดงความเห็นอย่างนี้ก็มีไม่น้อย 

บอกว่าเราเองมองอะไรไม่ออก อาตมาก็มีปัญญาอย่างที่อาตมามี คุณก็มีปัญญาอย่างที่คุณมี คุณก็มองออกอย่างคุณ แล้วคุณก็ตัดสินอย่างคุณ แน่นอนความเห็นที่ต่างกัน คุณก็เห็นของคุณแล้วคุณก็ยึดถือของคุณว่าคุณถูก แน่นอนอาตมาเองเห็น อาตมาก็มั่นใจว่าของอาตมาถูก มันก็มีความเห็นต่างกัน เป็นธรรมดาธรรมชาติ นานาสังวาส ศึกษากันต่อไป สัจธรรมต้องคงทน มีผลประโยชน์ต่อไปเรื่อยๆ คุณเองก็พยายามแสวงหาสัจธรรมเหมือนกันอาตมาว่า ติดตามกันดู 

อาตมาไม่รู้ว่าคุณอยู่ไหน แต่คุณรู้ว่าอาตมาอยู่ที่นี่ ติดตามได้ แต่อาตมาไม่รู้ว่าคุณอยู่ไหน ถึงแม้ว่าอาตมาจะรู้ว่าคุณอยู่ไหนก็ต้องขออภัยที่อาตมาคงจะตามไปดูคุณไม่ได้ เพราะว่าคุณไม่ได้ออกสาธารณะ ไม่ได้ออกอากาศหรือออกสื่อแบบนี้นี่ อาตมาก็ตามไปดูไม่ได้ แล้วอาตมาก็ไม่เป็นด้วย ไอ้ที่จะดูภาพหรือสื่อที่คุณตาม ก็ต้องขออภัยอาตมาทำได้เท่านี้นะ 

_@user-xu9rx5pd4q (อ่านไม่ได้)   • ใครๆเขาก็รักชาติทั่งนั้นแหละค่ะ แต่ 14 ล้านเสียงมันไม่มีประโยชน์เลยหรือ แล้ว สว.แก่แค่สองร้อยกว่า มีอำนาจมากกว่า มันมีนายทุนไงกลัวเสียอำนาจรัฐประหาร เลวเน่าะ

พ่อครูว่า… คนนี้ก็มองอย่างนี้ อาตมาก็ คือมันเหนื่อยจะไม่รับว่าเหนื่อยก็ไม่ได้ เหนื่อยจริงๆ เหนื่อยที่จะทำความเข้าใจกับคนที่เขายึดมั่นถือมั่น เขาไม่มองอะไรบ้าง เขาก็มีเจตนาดีของเขาเหมือนกันที่แสดงออกมานี่ มีเจตนาดีเหมือนกัน ก็ศึกษากัน ต่างคนต่างศึกษา 

_สู่แดนธรรม… มีสถิติย้อนหลังให้ศึกษานะครับ การเลือกตั้งหลายสมัยที่ผ่านมาในอดีต บุคคลที่ชนะเลือกตั้งแต่ไม่ได้เป็นนายกมีหลายคนมากนะครับ ตั้งแต่ปี 2500 นายสุกิจ นิมมานเหมินทร์ ได้คะแนนสูงสุด แต่บุคคลที่ได้เป็นนายกคือจอมพลถนอม กิตติขจร 

ปี 2518 หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมชได้ 72 ที่นั่งแต่ก็ไม่ได้เป็นนายก บุคคลที่เป็นนายกคือหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช 

ปี 2522 ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมชได้ 88 ที่นั่ง แต่พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ได้เป็นนายก 

คนปัจจุบันนี้เขาคิดแบบคนก้มหน้ามองแต่มือถือในตัวเอง ในสิ่งที่ไม่เกินหัวเข่า ไม่เกินเท้าตัวเอง ควรมองโลกให้ครบรอบด้านด้วยนะครับ 

_ใบแพร….

พ่อครูว่า… งานที่เราทำนั้นถ้าเป็นสิ่งที่สำคัญและขาดแคลน และสำคัญเป็นสิ่งที่ควรช่วยอยู่ในสถานะที่ควรช่วย เดือดร้อนหรือจะเป็นจะตายก่อนก็ต้องให้เขาก่อน อ่อนแอกว่า สมรรถนะน้อยกว่า หรือว่าแก่แล้วมากทำไม่ไหว มีเหตุปัจจัยหลายอย่าง อาตมาก็ขยายความมามากมาย สรุปแล้วก็คือเสียสละในสิ่งที่ควรกับคนที่ควร กับ กาละที่ควร แล้วจะค่อยมีปฏิภาณเข้าใจ 

ดีเข้าใจถูกแล้ว แล้วก็พากเพียร รายงานผลแล้วก็ตั้งใจของตัวเองด้วยก็ดีแล้ว 

หมด sms สำหรับวันนี้ 

พ่อครูว่า… มาถึงสิ่งที่อาตมาเตรียมไว้ 

ประชาธิปไตยจะให้คะแนนกันอย่างไร ตอน 1

ประชาธิปไตยจะให้คะแนนกันอย่างไร เอาอะไรมาชี้บ่งถึงจุดสำคัญในความเป็นประชาธิปไตยได้แท้จริง 

ก็ต้องเอา“หลักเกณฑ์”สำคัญ เป็นเครื่องตัดสิน ศาสนาพุทธก็มี“ศีลธรรม”แต่ละข้อของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ เป็น“หลักเกณฑ์”พิจารณาตามกาละ-เทศะ-ฐานะ ที่เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป

“หลักเกณฑ์”ที่ยืนยัน“ความจริง”แท้ได้ ต้องเป็นหลักเกณฑ์กำจัด“กิเลส”ให้หมด“อวิชชา”ได้จริงๆ จึงจะไม่มี“ความลำเอียง”มาตัดสิน

เอาที่เป็นปัจจุบันชาติที่เกี่ยวข้องกับเรากระทบอยู่ แล้วเราจะให้ได้ประโยชน์หรือเราวางมันแล้ว มันจะเกี่ยวข้องกับเราแต่เราวางมัน แล้วมันก็จะเป็นธรรมฤทธิ์ เราวางแล้ว มันก็จะมาเกี่ยวข้อง ธรรมฤทธิ์มาก็จะดีดมันออกไปเอง ถ้าเรามีบารมี ถ้าเราไม่มีบารมีดีดมันไม่ออกหรอก อาตมาใช้ภาษาสื่อได้แบบนี้ สภาวะแบบนี้เรียกว่าธรรมฤทธิ์

ลองไล่เรียง“เกณฑ์”ต่างๆไปทีละ“ข้อ”ดูกันซิ.. อย่างนี้จะยอมรับว่า เป็น“ประชาธิปไตย”มั้ย?

1.“ประชาชน”ส่วนใหญ่ มีอิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล เพิ่มพูนการเสียสละ 

อิสระที่จะทำแต่ไม่ทำเกินที่ควรทำ แล้วก็อยู่อย่างสบาย สงบไม่ใช่อยู่นิ่งแข็งทื่อๆไม่ใช่ สงบแต่ แคล่วคล่องว่องไว ปราดเปรียว เบิกบานร่าเริง ได้ประโยชน์คุณค่าด้วย อยู่กันอย่างอบอุ่นคืออยู่กันอย่างดี ภาษาไทยอบอุ่น ภาษาอังกฤษหรือภาษาจีนไม่รู้ว่าอย่างไร 

อิ่มเอม ความยินดีพอใจปลื้มใจ มันพอใจอย่างเต็มๆ พอใจยังอิ่มๆพอใจอย่างสมบูรณ์ 

เกษมใส มันเบิกบานแจ่มใสร่าเริง ไม่หม่นหมอง ไม่มีมัวหมอง มันใสสว่างกระจ่าง สงบครบพร้อมหมดเลยแล้วมีใจเกื้อกูลตลอดเวลา สุดท้ายจบตัวนี้เป็นสุดยอดแห่งมันมนุษยชาติเลย ชีวิตของเราพยายามมีชีวิตอยู่เป็นผู้ที่เราจะเป็นผู้เสียสละ ๆๆๆ ได้มากขึ้นแต่ไม่ไปบังคับตัวเองหรอกแต่พยายามให้เกิดพัฒนาการ เป็นคนมีอะไรเสียสละไม่ใช่แค่ปากพูด ไม่ใช่แค่คุยโม้ว่าเสียสละแต่เราทำจริงๆเลย มีผลผลิต มีแรงงาน กายกรรม วจีกรรม เสียสละจนกระทั่งไม่มีอะไรจะสะสมเป็นคงคลัง มีแต่การสะพัด 

เมื่อสะพัดเป็นตัวยืนยันเศรษฐศาสตร์ที่ชัดเจน คุณมีแรงงานสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์คุณค่าจำเป็น สิ่งที่เหมาะสม สิ่งที่ควรได้ควรมีควรเป็นของสังคมของคน ในกาละนั้น ในองค์ประกอบนั้น เป็นประโยชน์เป็นคุณค่าแม้แต่ราคาแพงแต่เราก็ไม่ยึดถือว่าเป็นของเรา เป็นสิ่งที่เราจะต้องเป็นเจ้าของเจ้าของ เราเป็นเจ้าบุญเจ้าคุณอะไรยิ่งไม่คิดใหญ่ 

  1. การทำงานของ“นักการเมือง” 2.1 ซื่อสัตย์ 2.2 ขยัน ทำงานเพื่อประชาชน 2.3ทำงานเพื่อประชาชน 2.4 ไม่ทำเพื่อตนเพื่อพวกตน 2.5 เป็นกลางจริง 2.6ทำงานอย่างมีปัญญาและสมรรถนะ 2.7 ปรากฏผลงาน

ทำเพื่อประชาชนทำเพื่อส่วนรวม อย่างเช่นเราไปทำงานการเมืองคนจะบอกว่าไม่สมควรแต่เราก็เห็นว่าเป็นสิ่งที่ควร เรามั่นใจว่าไม่ใช่สิ่งที่ผิดสิ่งที่เสียหายเขาไม่เข้าใจก็เป็นเรื่องของเขา เขาบอกว่าไม่ดีไม่ควรทำเขาเข้าใจของเขาตามประเด็นของเขามันเป็นนานาสังวาสความเห็นต่างกัน 

7 ข้อนี้อ่านในตัวตนพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนักการเมืองที่มีลักษณะ 7 ประการนี้ ที่มีหลักฐานยืนยันได้ 

พวกตาบอดหูหนวกก็ใส่ความ ด้อยค่าพลเอกประยุทธ์ว่าไม่มีผลงาน ทั้งที่มันมีอยู่เต็มไปหมด แล้วเขาก็มาพูดมันไม่อายหรืออย่างไร เขามีแต่ขี้โม้จะทำอย่างนั้นอย่างนี้ ทั้งที่ยังไม่ได้รับตำแหน่งหน้าที่เลย แต่นี่พลเอกประยุทธ์เขารับตำแหน่งหน้าที่มีผลงานปรากฏเลย ต่างประเทศรับรองมีหลักฐาน องค์กรนั้นองค์กรนี้รับรองต่างๆนาๆ แล้วหลักฐานที่เป็นปรากฏผลงานให้พวกคุณได้อาศัยด้วย (พ่อครูไอตัดออกด้วย) 

_สู่แดนธรรม… พวกนี้ไม่ควรคบหามี 1.ใช้เวลาสมาคมกับพวกเป็นพิษ 2.ใช้เวลาอธิบายเหตุผลกับคนที่มีอคติต่อเรา 2 ข้อนี้เราควรหลีกเลี่ยง 

พ่อครูว่า… เป็นกลางจึงต้องเข้าข้างคนดี 

  1. ผลงานมีจริงจับต้องได้ ประชาชนได้อาศัยกินใช้ดำเนินชีวิตกันอย่างอยู่เย็นเป็นสุข เบิกบานสราญใจจริง 

  1. จิตวิญญาณของประชาชนได้รับการพัฒนา ให้เป็นอาริยชนที่เป็นโลกุตระกันจริงๆ ซึ่งแตกต่างจากโลกียธรรมที่ตื้นเขิน ไม่ลดกิเลสแย่งสุขที่เป็นโลกียะ ซ้ำมิหนำมีแต่เพิ่มกิเลส 

โลกียธรรมนั้นตื้นเขินรู้ง่าย แน่นอนโลกุตรธรรมนั้นรู้ได้ยาก 

ความสุขนั้นเป็นมายาที่โง่ ความสุขหยาบๆไปหลงเรื่องเลวร้ายเรื่องเลว ความสุขตั้งแต่เป็นเจ้าโลกสร้างอาวุธฆ่าคนได้เป็นจตุมหาราช เป็นสวรรค์ชั้นที่เลวร้ายที่สุดเลย แล้วเขาก็ว่าเขาเป็นสุข เขาเป็นจอมยักษ์มาร จตุมหาราชเขาไม่รู้ตัว เพราะฉะนั้นคนพวกนี้มีแต่เพิ่มกิเลสโดยไม่รู้ตัวเอง 

สรุปข้อ 4 นี้จิตวิญญาณประชาชนต้องลดกิเลสและเจริญเป็นอาริยะ 

  1. อาริยชนคืออริยกะ(คนเจริญ)แท้ ไม่ใช่มิลักขะ(คนเถื่อน) อริยกะแท้ คือผู้ใช้ศีลพระพุทธเจ้า เป็นเครื่องวัดได้จากกายกรรมของคน-วจีกรรมของคน ซึ่งมาจาก“มโนคติ-มโนทัศน์”เป็นประธาน บัญชาการ ใจของเรานี่แหละเป็นผู้บัญชาการหรือใจของเรานี่แหละเป็นพระเจ้าของเรา

เพราะฉะนั้นศีลข้อ 1 ก็ดีข้อ 2 ก็ดีข้อ 3 ก็ดีข้อ 4 ก็ดี ศีลแปลว่าเป็นปกติ 

ศีลข้อ 1 เบื้องต้นไม่ฆ่าสัตว์ คนที่ปฏิบัติตนจนกระทั่งมีศีลแปลว่าจิตใจของตนมีทั้งปัญญาและเจโต มีความศรัทธา จิตตั้งมั่นแข็งแรงปัญญาก็ชัดเจนว่าไม่ฆ่า ไม่ฆ่าอย่างไม่ต้องฝืน ไม่ฆ่าอย่างสบาย หากไปฆ่าสิเป็นการฝืนมาก ฆ่าไม่ได้ฆ่าไม่เป็น ฆ่าไม่ลง ในที่สุดเขาจะฆ่าเรายังยอมให้เขาฆ่าเลย ไม่ฆ่าแม้กระทั่งสัตว์ที่เป็นคน จะมีปัญญารู้ว่าสัตว์นี้ คนนี้สูงกว่าเดรัจฉาน เพราะฉะนั้นเดรัจฉานเราก็ไม่ฆ่าแล้ว แล้วจะมาฆ่าคนได้อย่างไร 

เอาเถอะแม้คนมันจะชั่วมันจะเลว ก็ให้คนอื่นเขาฆ่าก็แล้วกัน มีคนรับผิดชอบคนที่ทนไม่ไหวต่อสิ่งเลวร้าย มีคนปรารถนาดีต่อสังคมเขาก็ลงมือ สำหรับเราไม่ต้องไปทำ พ้นจากหน้าที่นั้นแล้ว เรามีหน้าที่อื่นที่ละเอียดลึกซึ้งกว่านั้นได้ เราไม่จำเป็นจะต้องอยู่ในวงกรรมวิบากนั้นแล้ว ไม่ใช่ว่าตีกินเอาเปรียบเขานะ แต่มันอยู่ในฐานะบารมีวาสนาบารมี มันคนละระดับ ก็ต้องปล่อยเขาไปทำ ส่วนเราก็ทำส่วนที่เราทำ 

อย่างอาตมามีวิบากถูกด่า ถูกว่า ซึ่งมันก็ไม่มีอะไรมากมายกว่านั้นหรอก ทำงานมา 50 กว่าปีแล้ว อย่างแรงที่สุดก็ถูกเขาซัดแก๊สน้ำตา นอกนั้นก็ไม่มีอะไรมาก ทำงานมา ไม่ว่าจะทำงานอยู่ในแวดวงพวกเราหรือออกไปสู่วงกว้างสู่ประชาชนข้างนอกการเมืองออกไปอย่างนั้น ก็นั่นแหละก็ไม่ได้มีอะไรที่ผ่านมาแล้ว 50 กว่าปี ไม่ใช่ไปท้าทาย ไม่ใช่ไปอวดดีหรอกแต่เป็นไปตามธรรม 

ผู้มี“กรรม 3 ที่สุจริตขั้นโลกุตระ”นั้นมี“พฤติกรรม”ตาม“ศีล” ที่เกิด“อธิศีล-อธิจิต-อธิปัญญา”กันจริงเจริญขึ้นยิ่งๆ อธิ แปลว่าเจริญขึ้น 

5.1 กรรมต่างๆ ล้วนเป็น“การกระทำดี”สังคมนับถือ 

5.2 มีประสิทธิภาพช่วยเหลือผู้คนประชาชนจริง 

5.3 กรรมนั้นชี้บอกได้ว่าเป็น“ความเสียสละ”ของมวลประชาชนส่วนใหญ่กันจริงๆ บ่งชี้ว่ามวลประชาชนต่างก็ลดกิเลส“โลภ-โกรธ-หลง”กัน สูงสุดถึงขั้นมีคนลดละกิเลสเป็น“สมณะ 4 เหล่า”คละเคล้ากันอยู่ในสังคมนั้นๆได้จริงๆ 

อย่างเหตุการณ์ที่ชาติต้องการ ออกไปชุมนุมประท้วงเป็นกิจของสังคมประเทศ ถึงขั้นที่จะปล่อยให้รัฐบาลที่บริหารอยู่นี้ ทำงานต่อไปไม่ได้แล้ว เพราะว่าพากันเสื่อม พากันทุกข์ยากพากันลำบาก สรุปง่ายๆว่ารัฐบาลทรยศเป็นรัฐบาลทรราชแล้ว จะต้องไปเอาออก 

ทีนี้วิธีการที่จะไปเอาออกที่สูงที่สุดคือต้องออกไปประท้วงเป็นลักษณะของสากล คือไปแสดงออกไปบอกความจริงว่า คุณเป็นรัฐบาลที่ใช้ไม่ได้ เราเป็นมวลประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยเราก็ออกไป ใครเห็นด้วยก็มารวมกันรวมกัน เอามวลประชาชนนับหัวกันเลยเอาตัวจริงของประชาชนไม่ใช่ไปลงคะแนนเท่านั้น เอาเลยเข้ามารวมกัน ซึ่งเกิดแล้วในประเทศไทยหลายยก อาตมาอยู่ในเหตุการณ์ที่ไปชุมนุมกัน 

อาตมาว่าอาตมาก็ทำงานเป็นตัวสำคัญอยู่นะ แต่อาตมาไม่ต้องไปสำคัญตัวเองหรอก คนที่สำคัญตัวเองมีความเด่นดังทางการเมืองมีแฟนคลับมากกว่าอาตมา เขาก็มาร่วมด้วย รู้ว่าทำกันเหตุการณ์หลายครั้งที่เราออกไปประท้วง อาตมาจำได้ พูดแล้วเหมือนกับอวดตัวเองเหมือนกับรื้อฟื้น ว่าเป็นผู้ที่เป็นต้นคิดต้นทาง 

เพราะเราไปประท้วงเราเรียกการประท้วงของเราว่านีโอ protest อาตมาคิดเองคำนี้ อุตริใช้คำว่านีโอ(Neo) ไม่ใช่คำว่านิว protest ต่างกับ mob

มีผู้รู้ทางภาษาอังกฤษว่า ไม่ควรใช้คำว่า ม็อบ เพราะเป็นเรื่องเหลวไหลไม่ดี ควรใช้คำว่าโปรเทสแทน มีอีกหลายคำใช้กันได้เช่น demonstration แต่อาตมาเลือกใช้คำว่าโปรเทส อาตมาว่าอาตมาเป็นโพรเทสแทนที่แท้จริง หรือ Protestor ที่แท้จริง 

วิธีการของการเมืองที่ปฏิวัติรัฐประหารก็ตาม ก็คือใช้บทบาทอันนี้ เข้าไปรวมพลประชาชน 1. ใช้มวล 2. ใช้ความจริงไปเปิดเผยความจริงอะไรผิดอะไรถูกว่ากันออกมาให้หมด 3. ใช้ความสงบ 4. รอได้ยาวได้นานได้ทนได้ 

จนกระทั่งทำแล้วได้ผล เกิดความรุนแรงน้อยจนไม่มีความรุนแรง แน่นอนมี Error บ้าง มีความรุนแรงเล็กๆน้อยๆ มันเป็นเรื่องระดับประเทศเป็นเรื่องระดับที่ตัวหัวเรือใหญ่ของแต่ละกบฏหรือของทรราช มีฤทธิ์มีอิทธิพลแรงด้วยนะมีอำนาจมากด้วยนะ แต่เราเอามือเปล่า เอาความจริง เอาความอดทน เข้าไป เรียกด้วยศัพท์ว่าต่อสู้ เข้าไปต่อสู้ เอาความสงบไปสยบความเคลื่อนไหว 

ซึ่งอาตมาเองอาตมาภาคภูมิใจในธรรมะอันนี้ของพระพุทธเจ้ามากเลย ในการที่อาตมาได้เกิดมาเป็นคนไทยทำงานให้แก่ประเทศไทย จนกระทั่งนักรัฐศาสตร์ทุกวันนี้ของโลก ก็ยังไม่เข้าใจเพราะว่าอันนี้เป็นการเมืองระดับโลกุตระ ยังไม่มีในตำราของมหาวิทยาลัยใดในโลก ว่าไปแล้วอาตมานี่แหละเขียนตำราอันนี้ในเรื่องพวกนี้ 

อาตมาเขียนในขณะไปร่วมปฏิวัติ ที่ได้ไปผ่านการปฏิวัติมาหลายรัฐบาล อาตมาเขียนหนังสืออยู่หลายเล่มเกี่ยวกับการเมือง ซึ่งอาตมาไม่ได้รวบรวม แต่มีหลายเล่ม 

ในการเป็นประชาธิปไตยที่ปฏิวัติหรือรัฐประหารด้วยประชาชน อันนี้คนเขาก็พูดแต่เขาก็ยังไม่ get เขายังไม่เข้าใจซาบซึ้ง เขายังไม่เห็นจริง ว่ามันเป็นไปได้ที่ซับซ้อนลึกซึ้งละเอียดแล้วมีจริงเป็นจริงไม่ใช่พูดแต่ภาษาปากเปล่า มีผลสำเร็จแล้วด้วยเอามาพูดเอามายืนยันอยู่นี่ นักรัฐศาสตร์ทั้งหลายก็ยังไม่เข้าใจ 

เหมือนกันกับอาตมาพูดถึงเรื่องของเศรษฐกิจสาธารณโภคี ซึ่งพูดในต่างประเทศ พูดในสังคมทุนนิยม สังคมเทวนิยม สังคมโลกีย์เขาไม่รู้เรื่องหรอก เศรษฐศาสตร์โลกุตระสาธารณโภคีที่มีสังคม สาราณียธรรม 6 อย่างที่เราเป็นนี่ พูดอย่างไรก็ยังเกินภูมิที่เขาจะรู้เรื่อง สำหรับชาวทุนนิยมหรือชาวเทวนิยมชาวโลกีย์ 

เมืองไทยเป็นพุทธ มีโลกุตระแล้วโลกุตระมันเสื่อม อาตมาก็เอามาสถาปนาขึ้นมาใหม่ พูดกันอยู่ทุกวันนี้ค่อยๆพูดมาตั้งแต่ต้นทำงานมา 50 กว่าปี ค่อยๆขยายความเป็นโลกุตระ ความเป็นสาธารณโภคี 

อาตมาเริ่มต้นทำงานศาสนามาจนกระทั่งรวมหมู่รวมกลุ่ม มีสังคมเกิดสาธารณโภคีตั้งแต่เริ่มต้น ชุมชนหมู่บ้านขึ้นมาตั้งแต่เริ่มต้นเป็นสาธารณโภคีมาตั้งแต่เริ่มต้นด้วยลักษณะพฤติกรรมจริงมาเลย 

ส่วนการอธิบายความค่อยๆขยายความมาทีหลัง 

ขอยืนยันได้ว่าการเมืองสาธารณโภคีไม่ใช่จะเข้าใจได้ง่ายๆ การเมืองที่เป็นการเมืองระดับโลกุตระที่เราพาประพฤติ เป็นตัวอย่างของโลก ไม่ได้พูดเล่นๆนะ พูดจริง เป็นความจริงด้วยยังไม่มีประเทศอื่นเป็นตัวอย่างเพราะยังไม่มีความรู้อันเป็นโลกุตระ เป็นเหตุปัจจัยเขาไปทำก็ทำไม่ได้ 

เพราะการไปทำพฤติกรรมของโลกุตระอย่างนี้ได้ มันต้องประกอบไปด้วย กาละ เทศะ ฐานะ ที่ครบพร้อม ในเมืองไทยมี กาละแล้วในเทศะหรือในเวลา กาละในขณะนั้น status quo ระหว่างขณะปัจจุบันนั้นมันมีองค์ประกอบพร้อม ในที่ตรงนี้ขณะนี้ด้วย เหตุการณ์องค์ประกอบมีอย่างนี้ด้วยและมีผู้ที่มีฐานะต่างๆ 

ตั้งแต่ประชาชน ประชาชนคนไทยนะ ถ้าไม่ใช่คนไทยฆ่ากันตายมากกว่านี้ ที่ไปประท้วงมาไม่รู้กี่ครั้ง ฆ่ากันตายมากกว่านี้แน่เลย แต่นี่มันก็แค่นั้น เรานั้นไม่ฆ่าเขาแน่ แต่พวกที่เป็นผู้ร้ายเป็นทรราชเขามาฆ่า ก็ไม่มาก มีสถิติคุณตรวจสอบได้เลย เราทำมาอย่างน้อย 3-4 ครั้ง ถ้าจะมีอีกไปอีกไหม … ไป ตอบโดยไม่คิดเลยนะ 

_สู่แดนธรรม… ผมมองว่า พ่อท่านมาบำเพ็ญในชาตินี้ พ่อท่านได้สร้างผลงานชิ้นเด่น เรียกว่าเป็นผู้มาสร้างประชาธิปไตย 

พ่อครูว่า… จะว่าไปแล้วเป็นมาสเตอร์พีซด้วยของการเมือง จะมาทำโดยที่อาตมารู้ แต่คนที่ไปร่วมกับอาตมานั้นไม่รู้หรอกว่ามันเป็น Masterpiece มันเป็นสิ่งยิ่งใหญ่เป็นเอกเป็นคลาสสิค เป็นการเมืองที่คลาสสิคที่สุด เขายังเข้าใจยากอยู่ แต่อาตมาค่อยๆอธิบาย พฤติกรรมจริงมันมีมาแล้ว 

ขนาดอธิบายแล้วอธิบายอีกเขายังเข้าใจไม่ได้เลยและไม่ยอมรับกันง่ายๆ เพราะฉะนั้นรัฐศาสตร์ต่างประเทศไม่ต้องพูดกันถึงเลยเขาจะไม่เข้าใจ นักรัฐศาสตร์ไทยนี้เถอะ ยิ่งเป็นนักพุทธศาสนามีธรรมะด้วย สนใจธรรมะและมีภูมิธรรม ฟังดีๆ ศึกษาดีๆเก็บข้อมูลดีๆ

จนกระทั่งเราไปตั้งหมู่บ้านสาธารณะโภคี ในขณะไปประท้วงที่สวนลุมฯเลย เป็นหลักฐานเพื่อแสดงรูปธรรมความจริงทั้งความรู้ทั้งความเป็นจริงมีอิทธิพลของลักษณะพวกนี้ มีส่วนร่วมในประชาชนคนไทยได้ช่วยกันลดกิเลสคนละมากคนละน้อยก็แล้วแต่ เขาไม่ได้ทำตามความอยากที่จะรุนแรง ที่มันไม่เข้าท่า เขาต้องมา ลด ละ หน่ายคลาย ลดความโลภโกรธหลง จนเป็นสมณะ 4 เหล่า เกิดโสดาบัน เกิดสกิทาคามี เกิดอนาคามี เกิดอรหันต์ ในพฤติการณ์นี้ที่ไปร่วมประท้วงทำงานการเมือง พาให้ลดกิเลสเป็น โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ กันจริงๆแต่คนเข้าใจไม่ได้ เพราะคนเสื่อมจากศาสนาพุทธ เสื่อมจากโลกุตระไปเข้าใจมิจฉาทิฏฐิ มิจฉาปฏิบัติมิจฉาผล เป็นศาสนาพุทธแต่ไปเข้าใจสมณะ 4 เหล่าแบบมิจฉา แต่สมณะ 4 เหล่าที่อาตมาพาเป็นนี้มันเกิดจริงเป็นจริงแต่คนยังไม่เข้าใจยังยาก คนจะเข้าใจมาเรื่อยๆ 

ทุกวันนี้คนพยายามต่อต้าน คนจะมาล้มล้างอาตมามีน้อยลงแล้ว อย่างเช่น SMS ที่คัดมา พวกเราเห็นว่าจะเห็นใจเขา เหมือนเด็กๆ ไม่เดียงสา รู้จักหมาน้อยไหม ถ้าหมาใหญ่มา ยังไม่ได้ทำอะไรหมาน้อยมันก็กลัวเห่าบ๊องๆ เป็นอย่างนั้น อธิบายขออภัยไม่ได้ลบหลู่หรือว่าคุณเป็นหมาหรอก เอาลักษณะของหมามาอธิบายธรรมะ ขออภัย 

อาตมาก็ยังไม่เก่งมากกว่านี้พอที่จะชี้ชัดว่า นี่เป็นโสดาบันแล้วนะ สกิทาคามีแล้วนะ อนาคามีแล้วนะ อรหันต์แล้วนะ เป็นโพธิสัตว์ระดับไหนนะ อาตมาก็ยังไม่เก่งที่จะชี้ได้ ได้ขนาดนี้ก็ยังนึกว่าตัวเองแสดงออกไปเยอะแล้ว อาตมากลัวพลาดกลัวผิด มันพลาด มันผิดมันเป็นบาปของอาตมา คนอื่นไม่ได้ทำด้วย อาตมาซวยคนเดียว อวดแล้วตัวเองผิดตัวเองก็บาป ระดับใครแบ่งไปไม่ได้ อาตมารับเละอยู่คนเดียว เรื่องอะไร 

กรรมที่เกิดจากการเสียสละ ลดละโลภโกรธหลง เป็นกรรมที่ยิ่งใหญ่ เป็นความจริงที่เกิดจริงที่อาตมาพูด ผู้ติดตามแสวงหาความจริง แสวงหาสัจธรรมโดยเฉพาะโลกุตตระ ติดตามดีๆคุณจะเห็น 

อ้อ โสดาบัน อ้อ สกิทา อ้อ อนาคา อ้อ อรหันต์ หรือ คุณจะเก่งถึงขั้นรู้ถึงโพธิสัตว์เป็นโพธิสัตว์ระดับที่ 5 ระดับที่ 6 ระดับที่ 7 

เป็นอรหันต์ระดับที่ 1 ก็เป็นโพธิสัตว์ระดับ 4 

อรหันต์ระดับที่ 2 ก็เป็นโพธิสัตว์ระดับ 5 อนุโพธิสัตว์ 

5.4 การกระทำหรือความประพฤติของคนส่วนใหญ่องค์รวมเข้าข่ายมี“วรรณะ 9” หรือมี“พุทธพจน์ 7” ที่เห็นจริงจากความเป็นจริงของมวลชนที่ประพฤติกันอยู่ เป็นปกติชีวิตของเขา ไม่ใช่แค่สำรวมท่าทีเสแสร้ง ทำให้เท่ๆอวดโชว์กันเท่านั้น แต่บรรลุธรรมจริง เป็นปกติของชีวิตสามัญ

ชาวอโศกอยู่กันอย่างมีจิต สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ เป็นปึกแผ่นเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เป็นพุทธพจน์ 7 ที่มีจริงให้เห็นได้อย่างเป็นปกติชีวิตสามัญ 

5.5 สังคมมีความเป็นอยู่กันแบบ“สาราณียธรรม 6” อย่างเป็นจริงชัดแจ้งสัมผัสได้จากสังคมที่มีปรากฏการณ์กันจริงๆ อยู่ที่ไหนเอ่ย สาราณียธรรม 6 คือเครื่องชี้บ่งถึงสังคมที่มีความเจริญสูงสุด สังคมที่เป็นโลกุตระต้องมีคุณธรรมถึงขั้น สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา   

เมตตาคือตัวต้นของพรหมวิหาร 4 เมตตาคือเห็นคนเป็นทุกข์และน่าช่วยเหลือ เห็นเขาเป็นอยู่แล้วน่าเชื่อเลย 

กรุณาคือลงมือช่วยเหลือ มุทิตาคือเมื่อช่วยสำเร็จผลแล้วก็อนุโมทนา สาธุ เสร็จแล้วนะ ดีแล้วปลอดภัยได้ดีสบายแล้วช่วยเขาได้แล้วได้ผลแล้วผลดีแล้วจบแล้ว เราก็ตัดวางเลย ในความหมายของมุทิตาจิต เห็นเขาได้ดีแล้วก็ตัดไว้ เป็นอุเบกขา ปล่อยเลยไม่ต้องไปยึดว่าเราเป็นเจ้าบุญคุณ เราได้ช่วยเหลือเฟือฟาย เรามีประโยชน์อะไรก็แล้วแต่ให้มันเป็นอุปกิเลสซ้อนในตัวเอง มานะอัตตา ไปอีกไม่เอา วาง เป็นอุเบกขา 

นี่คือพรหมวิหาร 4 หรืออัปปมัญญา 4 ยิ่งใหญ่มากคุณธรรมเหล่านี้ เป็นคุณธรรมครอบโลก เป็นคุณธรรมอนุเคราะห์โลกอัปปมัญญา 4 หรือพรหมวิหาร 4 

เพราะฉะนั้นผู้ที่มี สาราณียธรรม 6 โดยเฉพาะนอกจากเมตตากายกรรมวจีกรรมมโนกรรมแล้ว 

ตัวที่ 4 ลาภที่ได้โดยธรรม ลาภธัมมิกา เอามาเป็นส่วนกลางร่วมกัน ใครทำอันนั้นอันนี้ได้มีอันนั้นอันนี้ได้ก็ไม่ยึดเป็นของตน เป็นพฤติกรรมที่สูงสุดของมนุษยชาติ ทำงานฟรีเสียภาษี 100% เอาเข้าส่วนกลางที่เราอยู่ร่วม แล้วก็กินใช้อาศัยร่วมกัน ตลอดเกิดแก่เจ็บตาย มันเป็นปรากฏการณ์ซึ่งเป็นพฤติกรรมจริงที่มนุษยชาติทำได้ในชาวอโศก ที่เป็นมนุษย์อาริยะเป็น อาริยกชน นำโลกไป

มีใครเอาพุทธยูโทเปียของดร.สมบัติ จันทวงศ์ มาออกอากาศ เคยเขียนหนังสือตามหลักวิชาการ แกเป็นนักรัฐศาสตร์ แต่เสียไปแล้วล่ะ ชื่อหนังสือพุทธยูโทเปีย เราพิมพ์แจกไปเป็นแสนเล่ม

อาตมาเองบอกว่าอย่าไปลงจำนวนเล่มในหน้าเครดิต พิมพ์หลายครั้งแต่อาตมาไม่ได้ให้แก้ตัวเลข ตอนที่ถูกทางเถรสมาคมเล่นงาน อาตมาให้เอาอันนี้ออกไปพิมพ์เผยแพร่แจกให้มากๆ 

แต่ที่จริงแล้วมันไม่ใช่พุทธโยโทเปีย มันเป็นเพียงอุดมการณ์ของโทมัส มอร์ ยังเป็นจริงไม่ได้หรอก แต่ของเรานี้เป็นจริงได้แล้วมีนัยยะสำคัญที่แตกต่างจาก Thomas More ที่แกคิดไว้ แต่อันนี้เป็นของพระพุทธเจ้าที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น นี่เราต้องพูดไว้ ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อใครจะเห็นจริงหรือไม่เห็นจริงก็มาศึกษาก็แล้วกัน อาตมาเห็นเช่นนั้นก็พูดตามประสาอาตมา 

สังคมที่มีสาธารณะโภคี ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐศาสตร์ ด้านการเมือง ด้านสังคมเป็นสาธารณโภคี เพื่อมนุษย์ทั้งมวลไม่ยึดเป็นของตัวของตน 

การเมืองก็เป็นของส่วนกลาง เศรษฐศาสตร์ก็เป็นของส่วนกลางสังคมก็เป็นของส่วนกลาง ไม่มีตัวตน แต่แน่นอนว่ามันยังเหลือตัวตนตามฐานะของแต่ละบุคคล แต่รู้ทิศทางแล้วเป็นทิฏฐิสามัญญาตา รู้แล้ว ประพฤติศีลสามัญญาตา เข้าใจแล้วรู้ทิศทางแล้ว แล้วต่างคนก็ต่างประพฤติ ผสมผสานกันไปรวมกันอยู่ ตามความเห็น ทิฏฐิ ตามหลักเกณฑ์ศีลที่คุณทำได้เจริญเป็น อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ไปตามลำดับ  

นี่คือ สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา มี 6 ข้อของ สาราณียธรรม 6 เป็นสังคมของอาริยะสูงสุดในโลก เป็นสังคมคลาสสิคที่สุดเป็นหนึ่ง เป็นเอก 

สิ่งที่พูดนี้เป็นจริงไม่ใช่พูดลอยลมเอาแต่ปาก มีของจริงยืนยัน แม้จะเป็นแค่ชาวอโศกกลุ่มเล็กๆในโลก เหมือนจุดสว่างจุดหนึ่งในขอบฟ้ากว้าง จุดเล็กๆจุดหนึ่งในขอบฟ้ากว้างไสวสว่าง แต่คนไม่มีดวงตามองไม่เห็น เป็นดาวดวงเล็กมากในฟ้ากว้าง เป็นดาวดวงเล็กน้อยมากในขอบฟ้ากว้างแต่เป็นจริง 

_สู่แดนธรรม… สรุปจบ 

  

5.6 โดยเฉพาะมี“ภาวะของความเป็นสาธารณโภคี” ยืนยันความจริงได้แท้ ทั้งด้านเศรษฐกิจ-การเมือง-สังคม ครบบริบูรณ์ ยั่งยืนถาวรพิสูจน์ว่าคนมีจิตลดกิเลสสำเร็จจริง

5.7 คนที่มีจิตลดกิเลสถึงขั้นไม่มีกิเลสนั้นเป็น“ความจริง”ที่เรียนรู้ปฏิบัติทฤษฎีของพระพุทธเจ้า เกิดมรรคผลกันจริงๆ จึงเจริญจาก“คนเถื่อน(มิลักขะ)” เป็น“คนเจริญ(อาริยกะ)”กัน มี“จิตสะอาดจากกิเลสแท้” และมี“ปัญญา”ที่เป็น“ความรู้ความฉลาด”แบบ“โลกุตระ”ซึ่งแตกต่างจาก“โลกียะ” คนละทิศ 

5.8“ประชาธิปไตยแบบโลกุตระ” จึงประกอบไปด้วย“ผู้นำของประเทศ”และ“ประชาชน”ในประเทศนั้นๆมี“โลกุตรธรรม 37”จริง มี“อาริยชน 4 ระดับ”จริงๆ จึงเกิดพฤติการณ์ของคนของสังคมในประเทศนั้นที่มนุษย์เป็นจริงยืนยันกันอย่าง“อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล เพิ่มพูนการเสียสละ”กระจายอยู่ทั่วประเทศประชาธิปไตยนั้นแท้ๆแน่ๆ 

5.9 เพราะทั้ง“ผู้นำประเทศ-ผู้บริหารประเทศ”ทั้ง“ประชาชนส่วนใหญ่ส่วนรวม”ต่างก็เป็นคนเจริญแบบโลกุตระ นั่นคือเป็นคนมี“ศีล”ปฏิบัติกันมาจริงจึงขัดเกลาตนทั้ง“กายกรรม-วจีกรรม-มโนกรรม”เจริญขั้น“ปรมัตถธรรม” คือ“จิต-เจตสิก-รูป-นิพพาน”อ้างอิงความจริงได้ 

เช่น กายกรรมจะไม่“ทำร้าย” ไม่ว่า จะร้ายด้วยการฆ่าสัตว์ หรือยิ่งฆ่าคน ก็จะไม่ทำ เพราะมีปัญญา รู้จักรู้แจ้งรู้จริงว่า คนมีค่าสูงกว่าสัตว์ ย่อมจะไม่ทำร้ายคน อย่างระมัดระวัง ยิ่งกว่าสัตว์แน่นอน ไม่บำเรอตนตามอำเภอใจ นี่คือศีลข้อที่ 1 เจริญจิตมีปัญญาสูง รู้ชัดความจริงนี้ และ“ศีล”ข้ออื่นๆอีก ตามลำดับ 

ศีลข้อที่ 2 ไม่ทุจริตต่อทุกสิ่งอย่างทั้งคน-สัตว์-พืช แม้วัตถุ “ทุจริต”นั้นก็คือ ทำร้าย ฆ่า โกง เท็จ หลอกลวง ทำลายประการต่างๆ หยาบ กลาง เล็กน้อย ละเอียด

ศีลข้อที่ 3 ยิ่งสูงถึงขั้นลึกเข้าไปถึงขั้นจิตมีการเสพ-การติดยึด ซึ่งมันเป็นความเสื่อมคือ“ทุ ต่อ จริต” นั่นก็คือต่อนิสัย-ความเป็นอยู่ที่เสื่อมที่ตกต่ำลงไปลงไป เพราะยังมีการเสพสุข-การยึดติดให้ตนไม่หลุดพ้น 

เมื่อรู้จักรู้แจ้งรู้จริงทุจริต“กายกรรม” และมีปัญญารู้ไปถึงทุจริต“วจีกรรม”ก็เลิกละรสจนกระทั่งจิตปล่อยจิตวางด้วยปัญญารู้จักรู้แจ้งรู้จริงเลิกได้เป็น“การจบ-การหมด-การหยุด” ก็ว่าง ก็ไม่ทุกข์ไม่สุข ใจเป็นกลางๆ

จึงยิ่งเห็นความจริงของเวทนา-ของนิโรธคือความรู้สึกมันดับ มันไม่มีทุกข์-ไม่มีสุข เป็นความจบของความไม่ทุกข์ไม่สุข ซึ่งมี“อาการดับ ความสุข-ความทุกข์” 

การที่“จิตไม่มีอาการสุข-อาการทุกข์”นั้นมันเป็นอย่างไร เมื่อจิตมันไม่มีอาการสุข-ทุกข์นั้นไม่ใช่มันยิ่งเฉื่อยยิ่งเฉยเมย ยิ่งใจดำ  แต่มันยิ่งปราดเปรียวแคล่วคล่องว่องไวทั้งใจ-วาจา-กาย รู้รอบยิ่ง และความอิสระเสรีสุดยอด 

ผู้หลุดพ้นจากมายาคือ“สุข-ทุกข์”ได้นี่เองที่เจ้าของจิตวิญญาณจะเห็น“ความอิสระสุดยอด”ที่ว่านี้ 

“ความอิสระสุดยอด”ชนิดปรมัตถสัจจะที่เป็นแบบโลกุตตระนี่เองที่ทำให้ความรู้จักรู้แจ้งรู้จริงโดยเฉพาะ“รู้จบ”การหลุดพ้นจาก“เครื่องผูก”คือ“สุข-ทุกข์”นี่เองที่มัน“ผูกจิต”คนผู้ไม่รู้สภาวะจริงของ“ความหลุดพ้นจาก สุข-ทุกข์ ที่มัน“อิสระอันวิเศษ”กันไฉน?อย่างไร? 

ผู้มี“สภาวะความหลุดพ้น-ความอิสระ”จริงในจิตวิญญาณตนเองจริงๆนี้เป็น“ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ” ที่ไม่มีใคร“ทำแทนใคร”ได้ ตนต้องทำเอง ให้เกิดอาการที่หลุดพ้นจากเครื่องผูกคือสุข-ทุกข์นั้นได้เอง เป็นอิสระสุดพิเศษว่า อ๋อ!!…มันเป็นเช่นนี้เอง“ตถตา”แท้เกิดขึ้นแก่ตน 

ผู้บรรลุถึงถึง“สภาวะ”จริงเอง จึงจะรู้ในตนเองได้

คนผู้มีความอิสระเสรีภาพอันวิเศษสุดนี้ คือคนมี“เจโตวิมุติ”และ“ปัญญาวิมุติ”ทั้ง 2 ส่วนเป็น“อุภโตภาควิมุติ” 

คนผู้มี“จิตสะอาด”จาก“ความไม่รู้”หรือ“โง่” หรือ“สะอาดจากความติดยึดคือ กิเลส-อุปาทาน”ได้จริงนี้มัน“ลอยตัว”คือ“อยู่เหนืออารมณ์”ที่เราเคยถูกผูกไว้ในสิ่งนั้นๆ  เราก็สามารถปฏิบัติ“หลุดพ้น“ได้ทุกสิ่งอย่างทีเดียว 

“อารมณ์การหลุดพ้นนี้”จึงเต็มไปด้วย“กำลัง”เต็มไปด้วย“อำนาจ”ที่มันได้คืนมาจาก“ถูกผีมัดไว้-ถูกกิเลสหลอกไว้-ถูกความโง่ทำให้จมงมงายมืดบอดอยู่” จิตจึงได้กำลังได้อำนาจกลับคืนมาเต็มตัวเต็มสภาพให้แก่“จิตของเรา” 

ผู้หลุดพ้นจึงมีกำลัง-มีอำนาจไม่ใช่ยิ่งเฉยๆเฉื่อยๆ ไม่สนใจอะไร จะเอาแต่อยู่ว่างๆ ไร้ความกระตือรือร้น แต่มันยิ่งตื่นรู้แคล่วคล่องว่องไวต่างหาก ยิ่งรู้ทันโลกเห็นแจ้ง สังคมที่เขาติด-เขายึด-เขาหลงเสพ-เขายังไม่รู้ความจริงเขายังงมงายยังจมหลงอยู่  ก็จะมีใจสงสาร เพราะรู้ยิ่งในสงสาร

ก็จะรู้จักรู้แจ้งความหลุดพ้นใน“ศีลข้อ 3” และไม่ละเมิด“ศีลข้อ 2-ศีลข้อ 1”ด้วยปัญญาที่รู้แจ้งเห็นจริงในความถูกต้องถ่องแท้ของความหลงโลกียะ…เป็นคนมี“โลกุตรปัญญา-โลกุตรจิต” กันอย่างเป็นจริง 

จะเป็นผู้หลุดพ้นจาก“อวิชชา 8” ได้แก่ การพ้นจากความไม่รู้“อาริยสัจ 4”และไม่รู้“ส่วนที่เป็นอดีต-ส่วนที่เป็นอนาคต-ทั้งส่วนอดีตและทั้งส่วนอนาคต-ปฏิจจสมุปบาท” 

ส่วน“วิชชา 8” คือ การรู้แจ้งอย่างพิเศษ 8 หลักสำคัญ 

1.วิปัสสนาญาณ 2.มโนมยิทธิญาณ 3.อิทธิวิธญาณ 4.โสตทิพย์ญาณ 5.เจโตปริยญาณ 6.บุพเพนิวาสานุสติญาณ 7.จุตูปปาตญาณ 8. อาสวักขยญาณ  

แต่ผู้รู้ที่“พ้นอวิชชา 8”คือ ผู้มี“ปัญญา”รู้จักรู้แจ้งรู้จริงส่วนอดีตและส่วนอนาคต ที่เดินทางมาถึงปัจจุบัน ซึ่งเรียนรู้ได้จาก“ความจริง”คือ“เวทนา”ที่เรียนรู้ปฏิบัติด้วยทฤษฎี“เวทนา 108” ในการปฏิบัติธรรมที่มี“มหาภูตรูป 4” และ“อุปาทายรูป 24”กับ“นาม 5” ในขณะมีชีวิตก็รู้จักรู้แจ้งรู้จริงรู้จบ ที่มีความรู้สัมมาทิฏฐิใน“ธรรมนิยาม 5”

ดังนั้นจึงรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“ความมี-ความไม่มี”หรือ“โลกสมุทัย-โลกนิโรธ”จึงสามารถทำ“สูญญตนิพพาน-อนิมิตนิพพาน-อัปปณิหิตินิพพาน” ให้แก่“ความเป็นโลก-ความเป็นอัตตา”สำเร็จได้ ตั้งแต่ยังมีชีวิตเป็นๆอยู่ทีเดียว

เพราะสามารถมี“อภิสังขาร 3”ได้จริง ในความเป็น“เวทนา 108” อันเป็น“กรรมฐานหลัก”ของผู้ปฏิบัติพุทธธรรม จึงสามารถมี“อธิปไตย 3” ทำให้ความเป็น“โลก” กับความเป็น“อัตตา”ดับสิ้นสูญสลายไปจากตนได้สำเร็จในขณะมีชีวิตเป็นๆ 

เช่น“ธรรมะนิยาม 5” พิสูจน์ได้ถึงการเกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป ถึงการเกิดของธาตุ-การตั้งอยู่ของธาตุ-การดับไปของธาตุ ทั้งความเป็น“รูป 28” และเป็น“นาม 5” 

คนผู้ที่สามารถจัดการกับ“ตนเอง”ด้วยการแยก“รูป”แยก“นาม”ที่มีอาการของ“มหาภูตรูป 4- อุปาทายรูป 24” ได้ โดยมี“นาม 5” เป็นการศึกษาปฏิบัติก็ได้เรียนรู้“ความจริง”ของ“รูป”กับ“นาม”ได้บริบูรณ์สัมบูรณ์ 

จึงรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“อาหาร 4” ทั้ง “กวฬิงการาหาร”“พึงกำหนดตัวรู้ด้วยความยินดีในกามคุณ 5 

“ผัสสาหาร”พึงกำหนดรู้ด้วย“เวทนา 3” 

“มโนสัญเจตนาหาร”พึงกำหนดรู้ใน“ตัณหา 3” 

“วิญญาณอาหาร”เพื่อกำหนดรู้ใน “นามรูป“(16/240)

สาธยาย เวทนา 3 -ตัณหา 3 -นามรูป 2 ก็คือวิญญาณที่ผู้“อวิชชา”ไม่รู้“ปฏิจจสมุปบาท” จึงวนอยู่ในโลกไปกับอวิชชา… เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป นิรันดร ไม่พ้นสุข-ทุกข์ จึง“จบกิจ”ไม่ได้ …ก็เป็นเหยื่อของกิเลสหรือทาสของพระเจ้า หรือโง่ไปกลับอัตตาของตนไปนานเท่านาน จนกว่าจะมี“วิชชา”ที่เป็น“โลกุตระ” ทำให้“รู้จัก-รู้แจ้ง-รู้จริง-รู้จบ” ทำ “ปรินิพพานเป็นปริโยสาน”  ให้แก่จิตวิญญาณของตนเองได้สำเร็จจริง หรือเป็น“อมตบุคคล”ผู้อนุเคราะห์โลกแท้จริง