660616 สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายในบุคคล 7 พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ดาวโหลดเอกสารที่ 

d https://docs.google.com/document/d/1ELYQqM1_937orhwK47xA28_LiFUMnDnI/edit? 

                                                                                                                

ดาวน์โหลดเสียงที่  https://drive.google.com/file/d/1swW3Gcm-dq5uF4vcmKp9KCLPbIhFkjJ3/view?usp=sharing 

ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/R73vqsQRjnA

และ https://fb.watch/lc6gph3WF0/ 

สมณะเดินดิน… วันนี้วันศุกร์ที่ 16 มิถุนายน 2566 ที่บวรราชธานีอโศก แรม 13 ค่ำ เดือน 7 ปีเถาะ 

กลางเดือนมิถุนายนแล้ว ปีนี้เข้าพรรษาจะเลทไปเพราะมีเดือน 8 2 หน เข้าพรรษาประมาณวันที่ 2 สิงหาคม 2566 ปกติเข้าพรรษาจะตกเดือนกรกฎาคม 

ช่วงนี้พ่อครูก็ประกาศคุณวิเศษ ประกาศไปแล้วทุกอย่างก็ดูเงียบ แต่ก่อนอยู่ที่สันติอโศก ติดป้ายไว้ที่หน้าสัญญา 2 ว่าเชิญมาคารวะพระโสดาบัน ประมาณ 30 ปีที่แล้ว พ่อครูก็แสดงธรรมและประกาศให้ทุกคนรู้ว่าท่านเป็นพระโสดาบัน คนก็ไม่อัศจรรย์อะไร มาเป็นสิ่งที่พวกเราเป็นได้อยู่ ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับพ่อครู 

แต่ว่าในความเข้าใจของคนข้างนอกเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก เคยเห็นลูกศิษย์ท่านเจ้าคุณนรฯ เขาทำประวัติแล้วเขียนยกย่องภาพหน้าปกหรือว่าพระอริยะโสดาบัน เขาถือว่าโสดาบันเป็นเรื่องใหญ่มาก 

สมัยก่อนพ่อครูพาสมณะจาริกไปที่โคราช พักที่ศาลากลาง มีคนไปแจ้งเจ้าคณะจังหวัด ก็มาสอบถามว่า มาทำไม พ่อครูบอกว่ามาเผยแพร่ธรรมะ เขาถามว่าเอาอะไรมาเผยแพร่ พ่อครูก็บอกว่าเอามรรคผลมาเผยแพร่ เขาก็เลยถามว่ามรรคผลนี้ได้อะไรบ้าง พ่อครูก็บอกว่า สำหรับท่านที่เป็น อุปสัมบัน ก็พอบอกได้ว่าโสดาบัน สกิทาคามีผมก็ผ่านได้แล้ว ท่านก็บอกให้เลขาจดเอาไว้ ซึ่งเลขาองค์นี้ก็แปลกเหมือนกัน ตอนหลังมาบวชเป็นสมณะชาวอโศก ฟังวันนั้นคนหนึ่งบรรลุเลย อีกคนหนึ่งก็ทะลุปรอทแตกเลย 

เขาเลยทำเอกสารเผยแพร่ไปทั่วว่า พระโพธิรักษ์อวดอุตริมนุสธรรม ซึ่งแค่บอกตัวเองเป็นพระโสดาบัน เขาก็ถือว่าเป็นความผิดแล้ว แต่ทุกวันนี้บอกเลยไปไกลเยอะ 

พ่อครูว่า… อาตมาตอนนั้นจำได้ใช้ภาษาว่า โสดาฯ สกิทาฯผมก็ผ่านแล้ว 

สมณะเดินดิน… เขาถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก เอาไปประจานเป็นความผิดใหญ่ มีพระสุเมธาธิบดี เจ้าคณะที่กรุงเทพฯ ที่จริงแล้วคุณวิเศษนั้นอวดได้ถ้ามีในตน แต่ท่านไปบอกว่าถ้าอวดออกมาเมื่อไหร่ก็คือปาราชิกทันที มีพระผู้ใหญ่บอกว่าผู้ที่อวดประกาศตนว่าบรรลุธรรมผู้นั้นคือผู้ไม่บรรลุธรรมอย่างนั้นเลย เลยกลายเป็นหลักการของศาสนาที่ผิด 

พ่อครูประกาศมากในช่วงปลายของชีวิต แต่ถึงจะบอกหรือไม่บอก อาตมาก็เห็นผู้คนก็มีประมาณนี้ เพราะสิ่งที่บอกไปไม่ตรงกับอุปาทานของคน แต่ถ้าพ่อครูบอกว่าหวยงวดหน้าจะออกอะไร ประชาชนจะมาเยอะแยะเลย วันนี้ไปเดินกับพ่อครู มีบอกว่าคุณพิธาไปซื้อลอตเตอรี่เลขท้าย 30 ปรากฏว่าลอตเตอรี่ถูกซื้อกันเกลี้ยงเลย เบอร์ 30 และเบอร์อื่นด้วย แต่ว่าวันนี้เลขท้าย 2 ตัวออก 30 จริงๆทำให้คนที่หลงอยู่แล้วจะหลงหนักยิ่งขึ้น เขาเลยบอกว่าพิธาพารวย 

พ่อครูว่า… ไปใหญ่สิ พิธา 

สมณะเดินดิน… ถ้าพ่อครูพูดในเรื่องพวกนี้แสดงฤทธิ์ให้ดู วัดจะหาที่อยู่ไม่ได้เลย แต่ทุกวันนี้พ่อครูประกาศให้มาลดกิเลส มาทำใจอะไรอย่างนี้ บอกให้เลิศสูงขนาดไหนก็ไม่มีใครมา เพราะไม่ตรงอุปาทานเขา ตัวอย่างที่พระพุทธเจ้าห้ามอวดเพราะว่า แต่ก่อนพระอดอยากก็เลยบอกอวด เพื่อให้คนมาทำบุญเยอะๆ เป็นการอวดเพื่อลาภสักการะชื่อเสียงให้คนมานับถือมากๆ แต่สิ่งที่พ่อครูทำนี้เพื่อยืนหยัดยืนยัน 

SMS วันที่ 14-15 มิ.ย. 2566

_จรรยา ประเสริฐ  · ดิฉันถามตัวเองว่า ทำไมปฏิบัติธรรม แล้วเครียด พบว่า ในงานอโศกรำลึก ตัวเองตั้งใจฟังพ่อเทศน์ ทุกช็อท ตามดู ไม่ให้พลาด เพื่อว่าเราจะได้ไต่ให้สูงขึ้น ฟังเสร็จต้องทบทวนอีกหลายรอบ จนนอนดึก บางครั้งถึง ตี5 ซึ่งคิดว่าตัวเองเจริญในธรรม เข้าใจ และรื่นเริงในธรรม ไม่พลาดแม้รายการปฏิบัติกร ฟังแล้วทึ่ง ตามฟังทุกวัน ตลอดงาน พบว่าทำไมเราเครียดเนี่ย มันไม่ใช่แล้ว เกิดอะไรขึ้น ผิดทางแน่ ๆ จึงหยุดฟังตั้งแต่วันที่ 12 มิ.ย. มาถึงวันนี้ 15 มิย. ระหว่าง 4 วัน ไปพักสมอง ตั้งใจว่าจะไม่ฟังธรรม จะทบทวนตัวเอง โดยใช้ธรรมชาติบำบัด คือไปอยู่กับบ้านริมน้ำ จะเทสมอง (ที่เครียดให้หมดว่าเกิดเพราะอะไร???) กินอาหารที่นำไปเอง อยู่คนเดียว มีลำไย ลิ้นจี่ มะม่วงเปรี้ยว มะเขือ พริก กระเทียมหอม น้ำมะขาม เกลือ น้ำผึ้ง สารพัดน้ำ ไวตามิ้น ข้าวอีกนิดหน่อย แค่นี้ ทำยำกินอย่างเดียว กินแล้วลงเล่นน้ำ ปรากฎว่า เดินลงแม่น้ำ ที่ริมตลิ่ง ขี้โคลน ขี้เลน สูงเท่าหัวเข่า ธรรมชาติบำบัดจริง ๆ ค่ะ ได้ข้อคิดว่า กิเลส ก็เหมือนขี้โคลน ขี้เลน ถ้าเราไม่กำจัดมันเลย มันก็ท่วมหนา ถ้าไม่ล้างให้สะอาด ย่ำเหยียบไปมา ก็เกาะติดขาเราอย่างนั้นตลอด ตั้งใจจะไม่ฟังธรรม 7 วัน คิดเองได้ว่า ที่เราเครียด เพราะเรายึด เหมือนที่ปฏิบัติกรพูดว่า จะไม่ยึดตัวบุคคล แต่จะยึดในคำสอนพ่อท่าน คำสอนหมอเขียว เพราะถ้าไม่มีพ่อ หมอเขียวแล้ว เราจะทุกข์ ดิฉันนึกถึงวันที่น้องบีเสียชีวิต เห็นทุกคนในบ้านราช เสียใจ ที่หนักที่สุดคือน้องตี้ เราก็สะท้อนใจ จากการจากไปของคนดีอย่างน้องบีด้วย และก่อนหน้านั้นเราเครียดกับเรื่องการเมืองลุ้นลุงตู่ พอปลดได้ มายึดการเลือกตั้งนายก โดยที่เราไม่รู้ตัว มันสั่งสมตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง หลังเลือกตั้ง อาจารย์ไม้ร่มถามพ่อ เรื่องพระโพธิสัตว์ เราเสียเซลล์เลยค่ะ ยึดในความจำที่พ่อเคยกล่าว พ่อบอกพ่อก็ผิดได้ เรายึดไปเต็มเปา จนมาคิดว่า เราเชื่อพ่อทุกเรื่องจริงหรือ??????? ถ้าเราเชื่อพ่อทุกเรื่อง พ่อบอกให้ลดกิเลสอะไร เราต้องทำตามซิ นี่เราไม่ได้ทำตามทุกเรื่อง เราก็ไม่ได้เชื่อพ่อจริง ๆ แต่เลือกเชื่อในสิ่งที่เรายึด เราถูกใจ พอคิดได้ เทสมองโล่งไปเลย จะฟังพ่อต่อไป ทำต่อไป เจออะไรที่หนัก เราจะได้แกร่ง แม้แต่การเกิดในยุคกลียุค ความเลวร้ายในสังคมมีเยอะมากตามที่เห็น เด็กไม่เคารพพ่อแม่ ไม่เคารพครู เราต้องเรียนรู้ และตัดกิเลสได้ในอนาคตต่อไป ในที่สุดไม่ถึง 7 วัน ต้องกลับมาฟังธรรมใหม่ ย้อนดูที่เราไม่ได้ฟัง เทสมอง จูนสมองใหม่ เริ่มต้นอีกครั้ง และหลาย ๆ ครั้ง กราบสาธุค่ะ

พ่อครูว่า… ที่อาตมาพยากรณ์ยันตระผิด ทักษิณผิดอะไรอย่างนี้ ทำไมผิดตัวเองอะไรเป็นโพธิสัตว์ อาตมาก็ตอบว่าอาตมาก็โง่ได้ มันก็ต้องโง่มาก่อนฉลาดเท่านั้น ไม้ร่มเขาก็เลยหยุด ก็ชัดเจนขึ้นก็ต้องมีปัญญาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จะไปฉลาดโดยไม่โง่มาก่อนเลยมันมีที่ไหน มาฉลาดมาเลยทันทีไม่มีหรอก 

ปฏิบัติธรรมไม่ใช่ไปนั่งสะกดจิตหลับตาและบรรลุธรรม อย่างนั้นมันเป็นอุปาทานทั้งนั้นเลยมีแต่อุปาทานไม่มีของจริง หลับตาปฏิบัติธรรมก็ไม่มีของจริงแล้วมันไม่เป็นทิฏฐธรรม ไม่เป็นปัจจุบันชาติ ปฏิบัติธรรมแบบนี้ผิดแล้ว ธรรมะของพระพุทธเจ้ามีทิฏฐธัมนิพพานทิฏฐิ ต้องมีทิฏฐิที่จะบรรลุธรรมได้ต้องเป็นปัจจุบันทิฏฐิ 

ถ้าใครมีความรู้ความเห็นความเข้าใจว่า นิพพานไม่ได้เกิดในทิฏฐธรรม ปัจจุบันชาติ ปัจจุบันคือต้องมีตาหูจมูกลิ้นกายใจเปิดสว่างมีอาโลก มี จักษุ ปัญญา ญาณ วิชชา แสงสว่าง การบรรลุธรรมได้อย่างนั้น ถ้าไปหลับตา..ไม่ได้ แค่นี้เข้าใจไม่ได้ก็เป็นโมฆะไปหลับตาไม่มีสิทธิ์บรรลุนิพพานของพระพุทธเจ้ามีแต่นิพพานเก๊ เป็นอรหันต์เก๊เป็นนิพพานเก๊กันทั้งนั้น

 

นรกสวรรค์คือภพคือชาติคืออุปาทาน 

_ดินงาม นาวาบุญนิยม  · ลูกเข้าใจแล้วค่ะนรกในปัจจุบันสวรรค์ในปัจจุบัน ลูกเพิ่งเขัาใจชัดๆเมื่อไม่นานมานี้เองค่ะ และปฏิบัติถูกแล้วค่ะ ฟังพ่อครูเข้าใจซาบซึ้งมากขึ้น เข้าใจเพิ่มกับคำว่าปัจจุบันค่ะ ลูกทำปัจจุบันทุกครั้งเมื่อเจอผัสสะ ได้ผลตามกำลังปัญญาของตนค่ะ

พ่อครูว่า… ดีมากหลายคนจะเข้าใจเพิ่มขึ้น นรกสวรรค์จริงๆคือจิตเป็นภพเป็นชาติ แล้วก็คิดว่าอาการหรือสภาพของนรก สภาพของสวรรค์ มันเป็นภพเป็นชาติ ตายไปแล้วค่อยไปอยู่ที่นรกตายไปแล้วค่อยไปขึ้นสวรรค์ ไอ้อย่างนั้นมันก็เป็นความเข้าใจที่มันไม่เป็นความจริงมันเป็นความเข้าใจแล้วก็เอามายึดถือ มันเป็นสัญญาในอนาคต เรายังไม่ตาย ตายไปแล้วเราก็มีภพมีชาติเป็นอนาคตซึ่งเป็นมิจฉาทิฐิอย่างหนึ่งใน 62 เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรจะต้องไปคิดอย่างนั้น ถ้าคิดอย่างนั้นมันไม่ถูกมันมิจฉาทิฏฐิตั้งแต่ต้น 

เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าผู้ใดจับได้ว่านรกสวรรค์ก็คือการสัมผัสจิตของตนในขณะปัจจุบันนี้ จิตของเราตกนรกจิตของเรามีทุกข์ก็คือตกนรกจิตของเรามีสวรรค์ก็ขึ้นสวรรค์ ศาสนาพุทธสอนไม่ขึ้นสวรรค์ตกนรก อาการรู้อะไรตามความเป็นจริงเท่านั้น ตากระทบรูปอันนี้อันนี้ก็เห็นเป็นอันนี้เท่านั้นอันนี้ไม่มีอาการทางจิตฟูแฟบ หรือตกนรกขึ้นสวรรค์ชอบไม่ชอบชังไม่ชังไม่มี ถ้ามีก็ยังเป็นกิเลสอยู่ หยาบ กลาง ละเอียด แล้วแต่อย่างนี้ เป็นต้น 

คุณดินงามฟังธรรมเข้าใจ ชัดเจนคนนี้ฟังธรรมเข้าใจสภาวะแล้วก็ทำได้ 

_จนแท้ บุญคุ้มมาจน  · กราบคารวะพ่อครู.วันนี้พ่อครูตอบคำถามลุงเราโน่ภาษาฝรั่งด้วย.เป็นบุญของลูกอย่างยิ่งสาธุครับ

_ดนุธรรม วิรุฬห์ศิริกุล : พวกส้มเน่า.. 

พ่อครูว่า… เขากำลังสดใสนะตอนนี้ เอาไปซื้อหวยเลขท้าย 30 ปรากฏลอตเตอรี่ขายหมดเกลี้ยงเลย แล้ววันที่ 16 ดันออกเลขท้าย 2 ตัว 30 อีกด้วย ทำไมประเทศไทยมันจะมีอะไรที่พิลึกป่านฉะนี้ ขลังจริงๆ ซึ่งเขาเป็นคนสมัยใหม่นะ และมีความขลังซ้อนด้วยก็เลยจะไปกันใหญ่ คนก็เลยจะยิ่งงมงาย ยิ่งน่าสงสาร อาตมาก็ยิ่งหนักนะ จะต้องดูแล ให้เลิกสิ่งงมงายพวกนั้น 

การไปกังวลซื้อหวยเล่นหวยก็เป็นอบายมุขอยู่แล้ว รัฐบาลในประเทศไหนที่ไม่ต้องอาศัยเงินหวย จะเป็นรัฐบาลเป็นประเทศที่เจริญ ประเทศที่ยังพึ่งเงินหวยอยู่ไม่เจริญ 

_มันเรียนจบจาก”สถาบันไหนมา” 

พ่อครูว่า… เขาจบมาจากมหาวิทยาลัย harvard เลยนะ

_ถึงไม่เข้าใจและ หาเรื่องต่างๆแบบข้างๆคูๆ..  การเป็นนายกเขามีขั้นมีตอน..ไม่ใช่เลือกตั้งเสร็จใครได้คะแนนเสียงอันดับ1 เป็นนายกทันทีมันใช่หรือ.. นี่คือประเทศไทยไม่ใช่”เกาหลี” วุฒิภาวะของ”ลุงตู่” ท่านรู้สถานการณ์อยู่แล้ว..ลุงตู่ก็ต้องอยู่จนกว่าการแต่งตั้ง”นายกคนใหม่”เป็นเอกฉันท์” และโปร่งใส.. ถ้าลุงตู่ไปทันทีแล้วมีเหตุการณ์เร่งด่วนอันใดของประเทศ..ประชาชนก็จะต้องต่อว่า” ลุงตู่”อีกว่าขาดความรับผิดชอบทิ้งหน้าที่ของตน… เพราะนายกคนใหม่.. ยังไม่ได้ผ่านสภา และต้องตรวจสอบคุณสมบัติอย่างอื่นอีกว่า ขัดต่อกฏหมายในการเป็น “นายก” หรือไม่ สุดท้ายต้องทูลเกล้าถวายปฏิญาณตนต่อเบื้องสูง..จึงมีอำนาจในการทำงานของหน้าที่นายกได้…(เหมือนกับเรา)..ทำงานบริษัทที่ไหน??..ลาออกไปโดย “ไม่ส่งงานที่ค้างอยู่” ให้กับคนต่อไป..มีแต่เพื่อนร่วมงานเขาว่า”เป็นคนไม่มีความรับผิดชอบ” และเป็นคนเห็นแก่ตัว ไม่มีใครว่าดีเลย..

(พ่อครูไอตัดออกด้วย) 

สมณะเดินดิน….คุณพิธาไปจังหวัดเชียงใหม่ไม่ใช่แค่ไปซื้อหวยยังไปประกาศว่าจะให้จังหวัดเชียงใหม่เป็นจังหวัดสุราก้าวหน้าอีกด้วย บ้านเมืองจะสงบได้ต้อง บังอบายเบิกฟ้า ฝึกฟื้นใจเมือง เขาบอกว่าต้อง ปิดอบาย แต่นี่ จะเปิดหมด 

พ่อครูว่า… ไม่ใช่ บังอบายเบิกฟ้า ฝึกฟื้นใจเมือง แต่เป็น…

_สื่อฟ้าศิลป์ ภูวนาถ  · ขอแสดงความยินดีกับคุรุธรรมอาวุโส คุณครูขวัญดินบวรศีรษะอโศก กับรางวัลบุคคลากรอโศกคนดีในค่าแห่งแผ่นดินฯ ในรัฐลุงรปภ.เทิดทูนสถาบันฯ อยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขเป็นกำลังใจมวลชนรักช.ศ. กษ.ปชช. ผ่านพ้นวิกฤติกลียุคชาติปชช.มาด้วยกัน๒ แผ่นดินฯ อนุโมทนาสาธุ🙏💛🙇💜🙏

_ศศิธร โลมะบุตร  · พ่อครู เจ้าคะ เข้ายุค กลียุคแล้ว เจ้าค่ะ

พ่อครูว่า… เข้าแล้วหรือ ถึงเวลากลียุคแล้วหรือ 

_สื่อฟ้าศิลป์ ภูวนาถ  · นมก.พ่อครูฯเคยเทศน์ให้ลูกอโศกอยู่เป็นโสดดีกว่าเป็นคู่เวรคู่กรรมฯว่าใครลดคู่เวรคู่กรรมได้ ‘ลดได้ลดไปเถอะ’ เลิกได้ละได้ไม่ต้องไปรักใครเลย ‘แต่ละชาติๆปลอดภัย’ คนมารักก็ช่างหัวมัน ‘ลดให้ได้หลุดพ้นให้ได้’ อย่าไปยุ่งกับมัน’ รักษาตัวรอดเป็นยอดดีฯสาธุ🙏💛🙇💜🙏

พ่อครูว่า… เรื่องแต่งงานมีคู่พระพุทธเจ้ากันไว้ถึงขั้นพระวินัยของภิกษุว่าอย่าไปชักสื่อให้ชายหญิงเป็นผัวเมียกัน จัดอยู่ในอาบัติขั้นสังฆาทิเสส ไม่ใช่อาบัติน้อยๆนะ เป็นอาบัติหนักรองปาราชิกเลย 

แล้วสมัยนี้ทำกันผิดๆเป็นพระเป็นเจ้าไปส่งเสริม เขานิมนต์ไปงานแต่งงานก็สวดมนต์อวยพรเขาอีก อาบัติซ้อนอยู่ในนี้อีก..ไม่เข้าใจ เดี๋ยวไปส่งเสริมมันเป็นทุกข์ มันเป็นการต่อภพต่อภูมิ เป็นกรรมวิบากอย่างนั้น ใครตัดได้ชาติหนึ่ง มันก็ได้เป็นกรรมวิบากที่ดีชาติหนึ่ง ตัดได้ดีหลายชาติ มันยิ่งอิสระเสรี เยี่ยม มันเป็นทุกข์เป็นเรื่องของมนุษย์ที่ยาก การไม่แต่งงาน 

คนไม่แต่งงานแล้ว กลายเป็นคนนิสัยไม่ดีสำส่อนตายไว เดี๋ยวก็โดนฆ่า แต่ถ้าเผื่อว่าคนที่ไม่แต่งเพราะมีบารมี รู้จักลดละกามคุณ ทางกามมราคะให้มีน้อยลง อย่างนั้นเป็นบารมี

_Thanyaphat Darunphan ธัญพัฒน์ ดรุณพันธ์  · ลูกเคยตีความคำว่า “มีศักดิ์ศรี” หรือ “หยิ่งในศักดิ์ศรี” หมายถึง ความมีอัตตาในสถานะนั้น อย่างเช่น ลูกเคยรับราชการ ถ้ามีคนมาพูดไม่ดีใส่ ก็เรียกว่า หมิ่นในศักดิ์ศรีข้าราชการค่ะ

_โกศล สุขเล็ก  · กราบคารวะพ่อท่าน..ตอนนี้ทางยุโรปอเมริกายูเครนกำลังเข่นฆ่ากัน แสดงให้เห็นถึงความป่าเถื่อนในจิตใจ..

พ่อครูว่า… เทวนิยมจะให้เขาเข้าใจเรื่องเหล่านี้ไม่ได้ง่ายๆเพราะเขาติดใน ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข หรือ แม้แต่อาวุธมันเป็นอำนาจ ซึ่งของศาสนาพุทธนี้ถ้ามาศึกษามาบวชแล้ว ไม่ให้ยุ่งเลยเรื่องเหล่านี้ 

หรือแม้แต่ถือว่าเป็นมิจฉา มิจฉาในเรื่องการค้าขายอาวุธ บาปมาก ค้าขายสัตว์เป็น ค้าขายเนื้อสัตว์ ค้าขายยาพิษ ค้าขายสิ่งมอมเมา เป็นมิจฉาวณิชชา 5 

มิจฉาวณิชชา 5 ไม่ใช่ของภิกษุนะ พระภิกษุขายอะไรไม่ได้อยู่แล้ว ค้าขายอะไรก็ไม่ได้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นการที่ท่านมีวินัยข้อนี้เอาไว้ธรรมวินัยของท่าน มันสำหรับคนค้าขาย ก็คือฆราวาสนั่นแหละวิชชา 5 อย่าไปทำ มันบาปมาก 

แต่ทางเทวนิยมเขาไม่รู้เรื่องกรรมวิบาก ที่มันจะต่อเนื่องกันทำให้เกิดอะไรต่ออะไรไปอีกนานเยอะ เพราะฉะนั้นเขาก็ไม่เข้าใจหรอก แต่เราชาวพุทธศึกษาให้ดีแล้วจะเจริญเป็นคน อาริยกะ เป็นศิวิไลซ์ที่แท้ ส่วนอย่างโน้นไม่ใช่คนศิวิไลซ์ ยังเป็นคนเถื่อนอยู่ 

_สติพล จนพัฒนา  · 

**อัชฌาสัยทนไม่ได้ต่อกรุณา 

ย่อมมีมาในความเป็นโพธิสัตว์ 

บางทีถึงกับชีวิตก็มีให้เห็นชัดๆ 

พระโพธิสัตว์จัดหนักจัดเต็มทุกชาติเอย.

พ่อครูว่า… แผนผังเป็นกวีกลอนแต่ว่า ภาษาที่ใช้นั้นไม่ใช่ภาษากวีเลยเป็นภาษาธรรมดาๆ 

อาตมาเริ่มเรียนก่อนตั้งแต่อายุ 10 ขวบ มีครูทา สีจันทร์เป็นครูสอนเรื่องกวีเป็นคนแรก 

_841945 ชอบฟังธรรมแนวใหม่ของหลวงพ่อคือสอนแรงๆให้กิเลสหลุดออกเข้าใจง่ายทุกชนช้ัน สาธุ ถ้ามี”อโศกโพล” สำรวจความคิดเห็นในเรื่องต่างๆก็คงสนุกดี

พ่อครูว่า… ที่เห็นว่าใหม่คือของเก่าของพระพุทธเจ้าที่คนได้เสื่อมไปแล้ว อาตมาควักออกมาคนก็เห็นว่าเป็นแนวใหม่ก็ดี 

_นิตยาปราจีนบุรี : สมัครสมาชิกพรรคสัมมาธิปไตยทางไลน์ได้ไหมคะ  

พ่อครูว่า… ได้ 

_@panupundev7038 ภาณุพันธ์เดฟ • สันติอโศก นี่ดีอย่าง นักบวชแต่ละรูป ผอม สมกับกินข้าว 1-2 มื้อ แต่ข้อธรรม นี่แล้วแต่มุมมอง 555

สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายในบุคคล 7 

พ่อครูว่า… โอภาปราศรัยกับ SMS ก็เป็นปกิณกะธรรมะ ทีนี้เป็นธรรมะที่เป็นเรื่องเป็นราวอธิบายต่อเนื่องกันไปเป็นซีรี่ส์ วันนี้หยิบพระไตรปิฎกเล่ม 36 มา ตั้งใจจะหยิบบุคคล 9 แต่เราจะพูดกันแค่บุคคล 7

อาตมาสอนธรรมะโลกุตระ ซึ่งเทวนิยมเขาไม่เข้าใจ เขาเป็นเจ้าแห่งสุขนิยม ถ้าจะต้องฆ่าคนในโลกนี้เพื่อจะเป็นเจ้าโลกจะเป็นสุขเขาก็ทำ เขาจะเป็นใหญ่เป็นโตได้ลาภยศเยอะๆเป็นสุข มีเงินทองทรัพย์สินเยอะๆเป็นเจ้าของเจ้าของ ได้มาแล้วจะตายจากทิ้งไปก็ช่างหัวมัน ตอนเป็นๆนี้เอาให้ได้ จะไปเบียดเบียนจะไปแย่งชิงดีไม่ดีขี้โกง โกงไม่พอยังฆ่าแกงคนอื่นเอา ฆ่าผัวมันเสียเอาเมียมันมา เขาก็ทำ เขาไม่เข้าใจถึงสัจธรรมที่ลึกซึ้งพวกนี้เลย เพราะฉะนั้นของศาสนาพระพุทธเจ้าจึงชัดเจนที่สุด เรียนรู้ปรมัตถ์ทางจิตวิญญาณแล้วก็รู้ทิศทางอันแสนสูงส่ง ถึงขั้นรู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง รู้จบ สมบูรณ์แบบเลย 

บุคคล ๗ จำพวก ล.36 ข้อ 40 ทักขิเณยบุคคล 7 หรือ เล่ม 13 ข้อ 233

[๔๐] บุคคลชื่อว่า อุภโตภาควิมุต เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้อง(ผุสสติหรือสัมผัส)ซึ่งวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย แล้วสำเร็จ อิริยาบถอยู่ ทั้งอาสวะของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียก ว่า อุภโตภาควิมุต

[๔๑] บุคคลชื่อว่าปัญญาวิมุต เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ มิได้(นเหว โข) ถูกต้องซึ่งวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่ แต่อาสวะของผู้นั้นสิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า ปัญญาวิมุต

พ่อครูว่า… อุภโตภาควิมุติ คือ วิมุติทั้งเจโตและปัญญา สองสภาพ ส่วนปัญญาวิมุติก็คือมีแต่ปัญญาวิมุติ 

อาตมาเคยท้วง คำว่า น เหว โข ไม่ใช่คำว่า น ที่แปลว่าไม่อย่างเดียว แต่มี เหว โข ด้วย สรุปว่าคือ แปลว่าไม่ต้องไปกล่าวถึงแล้ว แต่เขาแปล แค่ว่า ไม่ คือ ไม่ถูกต้องวิโมกข์ 8 ด้วยกัน ก็เลยทำให้คนเข้าใจความหมายเพี้ยนไปเลย แต่แท้จริงเป็นคนที่เดินทางสัมมาทิฏฐิมา ลาดลุ่มโดยตลอด โดยไม่จำเป็นจะต้องมีถึง 2 สภาวะ แต่มีสภาวะ 2 มาแล้วตั้งแต่สภาพกาย ที่เป็นภาวะคู่มาแล้วสมบูรณ์มาถึงนี่แล้ว 

เพราะฉะนั้นอาสวะสิ้นได้หมดแล้วมาถึงปัญญาวิมุตก็ได้แล้ว ไม่ต้องไปเสียเวลาเป็น อุภโตภาควิมุติ อีกขั้นหนึ่ง 

แต่สัทธาวิมุติ ไม่มีความรู้เรื่องกายสมบูรณ์แบบ จึงจำต้องปฏิบัติถูกต้องวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ต้องกำชับเลยว่าตัวสัทธาวิมุตตั้งแต่เข้าใจ กาย ให้สัมมาทิฏฐิให้ได้ก่อนเลยเป็นสังโยชน์ข้อที่ 1 

ถ้าเข้าใจคำว่ากายยังไม่สมบูรณ์บริบูรณ์ดี ซึ่งลึกซึ้งมาก อาตมาทุกวันนี้ก็ยังพยายามขยายความคำว่า กาย ก็ยังรู้สึกว่าเราก็ยังไม่เก่งเท่าไหร่ ขยายยังไม่ถึงใจตัวเอง เพราะว่ามันลึกซึ้ง 

มันมีตั้งแต่สังโยชน์ข้อที่ 1 เริ่มต้นปฏิบัติธรรมก็เริ่มต้นมีสติปัฏฐาน 4 โลกุตรธรรมต้องพิจารณากายในกาย อาตมาเคยตั้งข้อสังเกตให้ฟังว่าคำว่า พระพุทธเจ้าให้พิจารณากายในกาย มันก็ต้องมีนอกใช่ไหมโดยปริยาย มันต้องมีกายนอกกายกับกายในกาย ก็ต้องมีนอกควบคู่ไปด้วย 

เวทนาในเวทนาก็เป็นอิทัปปัจจัตตตา เป็นปรัชญาการความต่อเนื่องไปในการปฏิบัติธรรม เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจผิดแล้วคุณปฏิบัติธรรมหลับตาทิ้งกายภายนอกไป เป็นโมฆะเลย อาตมาพูดอย่างตัดสินให้เลย ไม่ยั้งไม่ประนีประนอมเอาไว้ 

เพราะว่าเป็นการกลัดกระดุมเม็ดแรกที่ผิดเลย และคำว่ากายต้องมีภายนอก ไปหลับตาไม่มีภายนอกเท่านี้ก็เป็นมิจฉาทิฐิแล้ว นี่คือความเสื่อมที่ชัดเจน  พุทธของเมืองไทยเสื่อมถึงขั้นนี้แล้ว คำว่ากายนี้ไม่มีไปหลับตาปฏิบัติเสื่อมสนิทแล้ว อาตมาพูดป่านนี้ก็ไม่กระเตื้องเพราะมันเสื่อมจนขุดไม่ขึ้น แต่ได้มาบ้างขนาดนี้ก็ยังดีแล้วแสดงว่าพวกคุณมีบารมี อาตมามาตามหาผู้ที่มีบารมีขึ้นมาได้บ้างก็ยังดี ไม่ใช่อาตมาเก่ง แต่พวกคุณมีบารมีเลยมารับได้ อาตมาขยายความธรรมะพระพุทธเจ้าไปเรื่อยๆ 

พ่อครูว่า… คำว่าสำเร็จอิริยาบถอยู่ ก็คือดำเนินเป็นชีวิตประจำวันนั่นแหละ คือเป็นคนมีชีวิตปกติ สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายคือจะต้องมีการกระทบสัมผัสภายนอกภายในอยู่ตลอดเวลา ทั้งอาสวะบางอย่างสิ้น เพราะเห็นด้วยปัญญา 

 ปัญญาตัวนี้จึงมีสัมมาทิฏฐิตั้งแต่กายแล้ว แต่เมื่อไปแปลคำว่า น เหว โขผิด ก็เลยไม่มีกายในการปฏิบัติ ซึ่งสำหรับผู้ที่สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายมาแล้ว ก็ไม่จำเป็นจะต้องไปกล่าวถึงอีก เพราะมีการปฏิบัติวิโมกข์ 8 ด้วยกายในอิริยาบถที่สำเร็จแล้วก็คืออยู่ในชีวิตประจำวันนี่แหละ แต่คุณไปโง่หลับตาเองพากันสอนแบบเดียรถีย์ แต่ถ้าสอนแบบพุทธเจ้าก็ปฏิบัติตามธรรมจรณะ 15 วิชชา 8 ปฏิบัติตามศีลแต่ละข้อและ อปัณณกปฏิปทา 3 สำรวมอินทรีย์ 6  โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ ปฏิบัติลืมตามีตาหูจมูกลิ้นกายใจกับเครื่องกินเครื่องใช้แล้วตื่นรู้จากกิเลส 

ลดกิเลสจนเป็นเกิดสัทธรรม 7 ศรัทธา มีอินทรีย์ 5 พละ 5 ไปตามลำดับ จะมี หิริ ละอายตัวเองเพราะเราโง่มาก่อนฉลาด เกิดความรู้ว่าเราไปยึด ไปติด ไปเสพสมสิ่งเหล่านี้ มันเป็นความลึกซึ้งมาก หิริ โอตตัปปะ เพราะฉะนั้น คนที่แสดงออกกามหยาบออกมา แล้วเขาไม่ละอายเพราะเขาไม่มีหิริโอตตัปปะ ไอ้คนที่เกิดความละอายก็เพราะมีหิริโอตตัปปะ  พหุสัจจะ วิริยะ สติ  ปัญญา มีความเป็นปัญญาสำทับอยู่ข้างหลัง วิริยะคือเห็นสัจธรรมมากมันก็ยิ่งมีความเพียรเพิ่มขึ้น สติก็ยิ่งตื่นเต็ม ปัญญาก็เกิด ปฏิบัติมันก็เกิดเป็นพหูสูตใน สัทธรรม 7 ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหุสัจจะ วิริยะ สติ  ปัญญา มีสภาวะอย่างที่อาตมาขยายให้ฟัง แล้วก็เกิดผล จิตก็เจริญขึ้นเจริญขึ้น สั่งสม ฌาน 1 2 3 4 

หมายความว่า มีพลังงานของความเฉลียวฉลาด พลังงานของ ฉฬายตนะ ชัดเจนในสภาวธรรม มีสัมโพชฌงค์ สติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์  วิริยะสัมโพชฌงค์  ด้วยปัญญาอันยิ่งเห็นกิเลสลดลงลดลงก็เกิดมี ปิติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์  มีสมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์   สมาธิไม่ได้เกิดจากการไปนั่งหลับตา สมาธิเกิดจากการเดินโพชฌงค์จรณะ 15 อย่างนี้ ไม่ได้เกิดจากการหลับตา ถ้าหลับตาแล้วได้สมาธิง่ายอย่างนั้น พระอรหันต์ก็เกิดเต็มโลกสิ 

ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้น คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น)   (พตปฎ. เล่ม 9  ข้อ 34) 

อาตมาเห็นความสำคัญเหล่านี้ ไม่มีใครเขาเอามาพูดหรอกในยุคนี้ อาตมาพูดถึงนี้ ในพระวินัยเล่มแรกเลย 

 ผู้ที่ไม่รู้จึงแปลพยัญชนะบาลีเป็นไทยว่า มิได้ถูกวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ซึ่งมันก็จะคาอยู่ เพราะต้องถูกวิโมกข์ 8 ด้วยกายจึงจะบรรลุ แต่นี่มันจะข้ามแยก ในเนื้อหาอาสวะของผู้นั้นหมดสิ้นแล้ว แต่ทำไมไม่ถูกต้องวิโมกข์ 8 ด้วยกายในปัญญาวิมุติ ซึ่งมันเหมือนกันกับ อุภโตภาควิมุติ มีอาสวะสิ้นแล้วเหมือนกันก็เป็นพระอรหันต์แล้วสิ 

ก็ยิ่งไม่ต้องไปคำนึงถึงอะไรทั้งสองอย่าง ถ้าเป็นปัญญามีปัญญาอันยิ่งเพราะเห็นด้วยปัญญา เป็นปัญญาวิมุติ ในการละไว้ในฐานที่เข้าใจ คือเป็นผู้สัมมาทิฏฐิแล้วใน สักกายทิฏฐิ แล้วก็มาปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 กายในกาย กายนอกกาย ก็ชัดเจนหมดแล้วจึงจะบรรลุธรรม แม้ที่สุดจะตรวจด้วยกาย ด้วยศรัทธา ด้วยวิญญาณฐิติ 7 เป็นอันสุดท้าย 

ตรวจว่าเรายังมีอะไรมิจฉาทิฏฐิอยู่ มีอะไรที่ต่างจากสัมมาทิฏฐิหรือว่าสัญญาอันใดมันยังวิปลาสอยู่ก็มาตรวจ ตั้งแต่วิญญาณฐิติ 1 2 3 4 5 6 7 อย่างนี้เป็นต้น 

 [๔๒] บุคคลชื่อว่ากายสักขี เป็นไฉนบุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้องซึ่งวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย แล้วสำเร็จอิริยาบถอยู่ ทั้งอาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญาบุคคลนี้เรียกว่า กายสักขี

กายสักขีก็ต้องต่ำกว่าปัญญาวิมุติ อันนี้บอกว่ามีกายเป็นสักขีเลย แต่ปัญญาวิมุติ บอกว่าไม่ต้องถูกต้องวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ที่จริงบล็อกไว้เป็นนัยยะว่าไม่ต้องไปกล่าวถึงแล้ว ก็มันผ่านมาแล้ว ทำได้มาแล้ว 

_ป๋องว่า…เกี่ยวกับ บุญที่ได้ชำระกิเลสมาแล้ว บุพเพจ กตปุญญตาหรือไม่

พ่อครูว่า… อธิบายผู้ที่ปฏิบัติได้แล้วอย่างนั้นก็ได้ แต่อันนี้กำลังอธิบายเรื่องสามัญกำลังปฏิบัติ 

เพราะฉะนั้น ผู้ที่รู้กายแล้วจึงจะทำให้อาสวะสิ้นไปได้ ถ้าไม่สัมมาทิฏฐิในเรื่องกาย อาสวะสิ้นไม่ได้แม้บางอย่างก็สิ้นไม่ได้ อย่าไปพูดถึงอาสวะสิ้นทั้งหมดเลย อาสวะบางอย่างก็สิ้นไม่ได้ 

กายสักขีมันต้องมีกายเป็นสัตกขีพยาน ต้องสัมมาทิฏฐิในเรื่องกาย ถึงจะทำให้อาสวะสิ้นได้เพราะเห็นด้วยปัญญา อันนี้เรียกว่าบุคคลเป็นกายสักขี 

[๔๓] บุคคลชื่อว่าทิฏฐิปัตตะ เป็นไฉนบุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เหตุให้เกิดทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า

นี้ความดับทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ อนึ่ง ธรรมทั้งหลายที่พระตถาคตประกาศแล้ว ผู้นั้นเห็นชัดแล้ว ดำเนินไปดีแล้วด้วยปัญญา อนึ่งอาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า ทิฏฐิปัตตะ

พ่อครูว่า… ถ้ามีสัมมาทิฏฐิแล้วปฏิบัติไปถึงขั้นมีอริยสัจ 4 ได้ และเมื่อเกิดปัญญาดำเนินไปด้วยดีแล้วด้วยปัญญา แล้วอาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็หมดสิ้นแล้วเพราะเห็นด้วยปัญญา 

ทิฏฐิปัตตะ สามารถทำให้อาสวะบางอย่างหมดสิ้นไป เพราะฉะนั้นผู้นี้จะมีการสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ถ้าไม่ได้ก็จะทำอาสวะสิ้นไม่ได้ บุคคลผู้นี้จะต้องเห็นด้วยปัญญา และเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ คำว่าทิฏฐิมันยังไม่เจริญเท่าปัญญา ทิฏฐิยังไม่สัมมา ปัญญาเกิดไม่ได้ จะมีแต่ เฉโก 

[๔๔] บุคคลชื่อว่าสัทธาวิมุต เป็นไฉนบุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เหตุให้เกิดทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่านี้ความดับทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์อนึ่งธรรมทั้งหลายที่พระตถาคตประกาศแล้ว ผู้นั้นเห็นชัดแล้ว ดำเนินไปดีแล้วด้วยปัญญา อนึ่ง อาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญาแต่มิใช่เหมือนบุคคลผู้เป็นทิฏฐิปัตตะ บุคคลนี้เรียกว่าสัทธาวิมุตทำไม

พ่อครูว่า… เห็นชัดด้วยปัญญา แสดงว่าบุคคลผู้นี้มีปัญญาขึ้นมาจึงเรียนรู้อริยสัจ 4 ได้ แล้วอาสวะบางอย่างก็จะหมดไปได้ เพราะฉะนั้นศรัทธาวิมุติจึงมี 2 นัยยะ 

นัยยะหนึ่งเป็นศรัทธาวิมุตเต็มตัว อีกนัยยะหนึ่งเป็นศรัทธาวิมุตที่บังเกิดปัญญา ถ้าเป็นศรัทธาวิมุตเต็มตัวนี่แหละเสียเวลา อาตมาเคยอธิบายให้ฟังแล้ว ไปจมอยู่ในวิมุติที่มิจฉาทิฏฐิคือนั่งหลับตาแล้วบอกว่าวิมุติ ๆๆๆ  จนหลงว่าตัวเองเป็นพระอรหันต์ ก็เสียเวลาช้ากว่าจะไปเตือน กว่าจะไปสะกิดให้ตื่นให้รู้ให้เข้าใจเหมือนอย่างอาตมาทำ สายไหลับตาเขายึดติดมานานแล้วอาตมาก็ถูกผู้รู้เป็นปราชญ์ทางศาสนาพุทธยุคนี้ ที่เพี้ยน มาหาว่าอาตมานี่ผิด แล้วท่านก็ยึดผิดว่าถูก แล้วก็ไปเชื่อตามกันอยู่ มันจึงน่าสงสารเหลือเกิน หมู่ใหญ่น่ะ

(พ่อครูไอตัดออกด้วย) 

สมณะเดินดิน… นึกถึงพวกเรา อย่างเรื่องเนื้อสัตว์ พวกเราก็ไม่ต้องไปนั่งหลับตาทำ มีข้อปฏิบัติเป็นไปตามปกติ แต่เรามีปัญญาเห็นชัดถึงความหลุดพ้นนี้ได้ หรือตัวอย่างคุณบีที่เสียชีวิตไป เขาก็มีวิหารติอยู่ ดำเนินชีวิตไปตามปกติไม่ต้องไปหลับตาแต่ก็สร้างความเจริญในชีวิตของเขา ในผัสสะ การศึกษา งานกสิกรรมของเขา เป็นงานที่กระตุ้นกิเลส แต่ถ้ากิเลสมากเขาก็สู้ไม่ไหว แต่เขาผ่านไปได้อย่างสบายๆ ก็เป็นความพ้นทุกข์ของเขา เป็นแต่เพียงว่าเขาจะเห็นด้วยปัญญาอันยิ่งหรือไม่ ไม่ต้องไปหลับตาก็เกิดความเจริญในชีวิตได้ แต่พวกไปหลับตากว่าจะหลุดพ้น จะหลุดพ้นหรือเปล่าก็ไม่แน่ เหมือนอย่างพวกฤาษีตาไฟ..น่ากลัว 

พ่อครูว่า… ศรัทธาวิมุติ อาตมาเคยขยายความให้ฟังว่า ผู้ที่ยังไม่มีปัญญาขึ้นมา ยังไม่กระเตื้องในปัญญา เขาก็ไปหลงวิมุตแบบศรัทธา วิมุติแบบศรัทธาคือไม่ครบคำว่ากายเป็นมิจฉาทิฏฐิคือนั่งอยู่ในภพ มันไม่ครบอายตนะ ไม่มี สฬายตนะ ไม่มีอายตนะ 6 มันมีแต่อายตนะเดียวคือใจในใจ อย่างเดียว มีอายตนะคู่เดียว คือ ธรรมายตนะกับมนายตนะ ไม่มีอายตนะอื่น มันเลยไม่ครบไม่เต็ม

อาตมาขยายความให้ฟัง อาตมาเป็นคนจริงเป็นผู้ที่รับธรรมะพระพุทธเจ้ามามีรายละเอียดมากมาย อยู่ดีๆอาตมาถ้าไม่มีภูมิธรรมอาตมามาพูดสิ่งเหล่านี้มันพูดไม่ได้หรอก มันยิ่งละเอียด มันยิ่งไม่สามารถจะเข้าไปเดา 

อย่างของพระพุทธเจ้านี้ ศาสดาเทวนิยมไหนก็ไม่มีสิทธิ์มานั่งรู้ ต้องมาเรียนตรงสายอย่างพวกเราค่อยๆรู้ไป พวกเรานี้รู้ยิ่งกว่าเทวนิยมกว่าศาสดาเทวนิยม เพราะเรารู้ได้ 2 สภาพ ทางด้านโน้นเราก็รู้ได้เขาเป็นวงเล็กวงแคบ ไม่ใช่การรู้จากสิ่งเหล่านี้ที่รู้ปรมัตถธรรมหรือจิต เจตสิก รูป นิพพานของศาสนาพระพุทธเจ้า มันเป็นการรู้วิทยาศาสตร์ทางจิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก 

ในอนาคตอาตมาว่าอีกสัก 1,000 ปี โลกจะกระเตื้องมาตื่นศาสนาพุทธ จะรู้ว่าเป็นวิทยาศาสตร์ทางจิตขนาดนี้เลยเหรอ เขาจะตื่น ซึ่งตอนนี้ยัง นอกจากมันยังแล้วมันยังเป็นภาวะที่เป็น อาภัพของศาสนาพุทธที่มาสู่ยุคเสื่อม 2,500 ปี เป็นยุคกึ่งพุทธกาล พุทธกัปของพระพุทธเจ้าสมณโคดม มันก็เลยยิ่งเสื่อมไปใหญ่เลยมันก็ไม่ขึ้น 

แต่ยุคนี้เป็นยุคคนแสวงหาและเป็นคนที่สามารถรู้ มีปฏิภาณไหวพริบรู้ทางตะวันตก ทางเทวนิยมเขาก็หาทางออก ขึ้นไปทาง AI ทุกวันนี้ไปไกลลิบเลย ที่จะไปรู้พลังงานของวัตถุธรรม ทางนามธรรมเขาก็แสวงหามาเรื่อยๆเหมือนกัน โลกุตระนั้น ไม่สามารถมี AI ไปศึกษาได้ 

มันต้องมาศึกษามีหมู่กลุ่มที่มีมิตรดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี มีศีลมาปฏิบัติธรรมจึงจะเกิดฉันทะเกิดความยินดี ถึงจะเกิดรู้จักอัตตา อย่าง สุริยเปยยาล 7 จะมีสัมมาทิฏฐิจึงจะไม่ประมาทและมีโยนิโสมนสิการได้ 

ถ้าไม่เรียนตามของศาสนาพระพุทธเจ้า ไม่เข้าแนวอย่างที่ว่า แม้แต่ สุริยเปยยาล 7 ก็ไม่เรียนรู้ ซึ่งเขาไม่ได้เรียนรู้กันเลย 

สุริยเปยยาล 7 ก็ต้องเรียนรู้ก่อนจึงจะปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ได้ จะปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ได้ต้องเห็นแสงอรุณก่อน แต่เขาตัดลัดทิ้งไปเลย มิตรดีสหายดีไม่มีอย่างพวกเราเป็นมิตรดีสหายดีแล้วก็พาให้ปฏิบัติศีลในข้อที่ 2 ถึงจะเกิดฉันทะในธรรมะพระพุทธเจ้าไป แล้วก็จะถึงขั้นรู้ อัตตา ก็จะมาเป็นสัมมาทิฏฐิต่างๆก็จะไม่ประมาทแล้ว ปฏิบัติโยนิโสมนสิการได้ 

ก่อนที่จะมามนสิการเป็นโยนิโสมนสิการถ่องแท้แยบคายถูกต้อง   หรือปฏิบัติแล้วลงไปถึงที่เกิด เป็นสมุทัย โดยมีผัสสะเป็นแดนเกิด ไปหลับตาผัสสะก็ไม่มี แดนเกิดก็ไม่มี แล้วจะโยนิโสมนสิการอะไรได้ มนสิการก็จะมีแต่ อโยนิโสมนสิการอยู่ทั้งนั้น เพราะไม่มีแดนเกิด ไม่มีผัสสะเป็นที่ตั้งฐานที่จะปฏิบัติเป็นกรรมฐาน 

ไปหลงกรรมฐานเป็นกสิณ 40 ของมิจฉาทิฏฐิ ของพุทธโฆษาจารย์วิสุทธิมรรค ซึ่งมันเป็นของเดียรถีย์ ของสายสมถะไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า อย่างนี้เป็นต้น มันไปใหญ่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ศาสนาพุทธจะเสื่อมก็เสื่อมไปจริงๆ 

เมื่อวิมุติเป็นสัมมาทิฏฐิ ถึงจะสามารถรู้ว่าต้องมีผัสสะภายนอกมีกายซึ่งจะเห็นความทุกข์อริยสัจถึงจะมีอริยสัจ 

คุณไม่รู้จักเวทนา ไม่มีกาย เวทนา จิต ธรรม คุณจะไปศึกษาเวทนาไม่มีเมื่อไม่มีผัสสะก็ไม่มีเวทนา ไม่มีผัสสะภายนอกไม่มีกายเวทนาก็ไม่มี ไม่มีที่ตั้งแห่งการปฏิบัติ ตามพรหมชาลสูตรที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส เมื่อไม่มีเวทนา ไม่มีที่ตั้งแห่งการปฏิบัติก็เป็นโมฆะ จะต้องมีผัสสะเป็นเเดนเกิดเป็น สัมภวะ แล้วมีเวทนา เป็นที่ประชุมลง ถึงจะปฏิบัติเป็นเวทนา 108 

รู้จัก เคหสิตะ 18 กับ เนกขัมสิตะ 18 มีตาหูจมูกลิ้นกายใจ 6 ทวารสัมผัสแล้วก็รู้ความสุขทุกข์ รู้ไม่สุขไม่ทุกข์อีกรวมเป็น 18 ซึ่ง 18 ตัวนี้ก็คือตาหูจมูกลิ้นกายใจ 6 แล้วก็มีผัสสะ มีการเกี่ยวข้องกับโลก อัตตา จึงเกิดภาวะสุขทุกข์และไม่สุขไม่ทุกข์ 3 อันก็เป็น 18 (6 คูณ 3 เป็น 18) 

เมื่อสัมผัสแล้วก็รู้จักกิเลสเรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้า พิจารณา กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม

สัมผัสแล้วมีธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ เมื่อรู้จักเวทนาเก้เวทนาแท้ แยกกิเลสออกมาได้แล้วก็เห็นด้วยปัญญาอันยิ่งว่ากิเลสมันก็ไม่จริง มันไม่เที่ยง มันตั้งอยู่แล้วมันก็ดับไป เอ็งต้องดับไปตลอดกาลจะมานั่งตั้งอยู่ทำไมกิเลส ไอ้หน้าโง่ ซึ่งตัวเองนั่นแหละหน้าโง่ ให้กิเลสมันอยู่ เหมือนเด็กๆที่บอกว่า ไอ้โง่กิเลสไป 

เมื่อมีปัญญามากิเลสมันจะไป เมื่อปัญญามันขึ้นถึงสภาวะเต็มรูปกิเลสมันไม่รอหน้าหรอก พยัญชนะเป็นสภาวะจิตเจตสิกของนามธรรมหรือปรมัตถธรรมที่ละเอียดลออ มันมีธรรมฤทธิ์จริงๆปัญญา 

ปัญญาจึงไม่ใช่ความรู้ตื้นๆที่เอาไปใช้ทั่วไปเลย เทวนิยมเอาไปใช้ไม่ได้ แม้แต่ชาวพุทธยังไม่สามารถเกิดปัญญาได้ ที่พูดถึงคำว่าปัญญาทุกวันนี้อย่านึกว่าปัญญามันมีง่ายๆ ถ้าไม่มีสัมมาทิฏฐิ ปัญญามันเกิดไม่ได้ ถ้ามีได้คุณสัมผัสกิเลสมา ปัญญามันเจอหน้ากิเลสกิเลสมันก็จะถอยเพราะมันไม่มีอาวุธอะไรจะไปฆ่ากิเลสนอกจากปัญญา 

ฆ่าได้ก็เป็นฌานเป็นบุญ มันมีน้ำหนัก ฌาน 1 2 3 4 มันก็เกิด เป็นปัญญาหรือเป็นความรู้ เป็นความฉลาดในระดับหนึ่ง ฌานคือปัญญา ปัญญาอยู่ที่ไหน ฌานอยู่ที่นั่น 

ฌาน 1 2 3 4 ก็สูงขึ้นไปเรื่อยๆหรือสุดท้ายก็เป็นบุญ ชำระกิเลส อาตมาเคยอธิบายไปแล้วว่า เป็นเพชฌฆาตมือสุดท้าย ถ้ามือบุญแล้วล่ะก็เสร็จเรียบร้อย ตายไม่ฟื้น ฌาน 1 2 3 4 ก็คือเพชฌฆาตฆ่ามาเรื่อยๆ ฝีมือยังไม่เด็ดขาด เด็ดขาดก็คือ บุญ

_สู่แดนธรรม… ที่พ่อท่านบอกว่าคำว่าปัญญาเป็นของชาวพุทธเท่านั้น มีหลักฐานครับ ในคำแรก ของบุคคล 7 [40] บุคคลชื่อว่า อุภโตภาควิมุต เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้อง(ผุสสติหรือสัมผัส)ซึ่งวิโมกข์ 8 ด้วยกาย จะต้องมีปัญญาถึงจะไปมีวิมุติได้ 

พ่อครูว่า… ถ้าไม่ถูกต้องวิโมกข์ 8 ด้วยกายจะอาสวะสิ้นได้หรือ 

_สู่แดนธรรม… เมื่อหลายเดือนก่อนพ่อท่านถามว่า อุภโตภาควิมุติ กับ ปัญญาวิมุติใครเก่งกว่า พ่อท่านว่า ปัญญาวิมุติเก่งกว่า เพราะไม่ต้องไปสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายอีก 

พ่อครูว่า… นี่คือความคัมภีรา ลึกซึ้งซ้ำซ้อนของธรรมะพระพุทธเจ้ามันจึงยากอย่างนี้ แต่เรียนได้แล้วมันจริง ก็ไม่มีปัญหาอะไรเลย คุณจะมีชีวิตอยู่ก็มีไป คุณจะไม่มีชีวิตอยู่เลิกชีวิตแล้วตายสูญไปเลย คุณก็ทำได้ 

เพราะฉะนั้นคนที่เกิดมาเป็นชีวิตเป็นเซลล์ เป็นจิตวิญญาณแล้ว ไม่มีสิทธิ์ทำให้จิตวิญญาณสลายไปได้เลย เป็นนิรันดร ในสายเทวนิยม มีพระพุทธเจ้าเท่านั้นเป็นนักวิทยาศาสตร์ทางจิตท่านค้นพบว่ามันไม่จริง ไอ้นิรันดรหรือสายเทวนิยมมันมีครองโลก อยู่ในคนที่มีจิตวิญญาณเกิดมาเป็นจิตนิยามแล้ว โง่ตลอดกาล อวิชชาตลอดกาล นิรันดรคือตลอดกาล 

ต้องมีผู้มาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้ารู้ว่าอันนี้มันไม่ได้นิรันดรหรอก มันก็เป็นสังขารปรุงแต่งกันอยู่เท่านั้นเอง เป็นตามปฏิจจสมุปบาท แล้วก็ทำให้มันเป็นความสูญได้ พระพุทธเจ้าก็พิสูจน์ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์ทางจิตที่ยิ่งใหญ่ 

ความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า คุณตรัสรู้แล้วคุณจะไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน คุณจะอยู่อย่างพระอวโลกิเตศวรหรือเจ้าแม่กวนอิมคุณก็อยู่ไปสิ คุณจะมีปณิธานนั่นไหม หรือจะปรินิพพานเป็นปริโยสานไปเลย หรือชาติไหน คุณก็จะอยู่อย่างนี้คุณมีปณิธานว่า จะอยู่รื้อขนสัตว์จนหมดโลกแล้วค่อยปรินิพพานเป็นคนสุดท้าย แล้วคุณจะได้ปรินิพพานไหม มันเป็นความคิดแบบ อจินไตย ไปตั้งสมมติฐานเรื่องนี้เอาไว้มันยังไง คิดแล้วมันก็จะเป็นไปไม่ได้ใช่ไหม แต่มันก็มีที่สุดถึงที่สุดอยู่ที่ มันเป็นไปได้ในตัว เหมือนที่อาร์คิมีดิสบอกว่า เขาจะเคลื่อนโลกนี้เพื่อนไปได้ถ้าไปอยู่นอกโลกแล้วมีคานงัดกับดวงจันทร์ ก็ไม่มีใครหาจุด Falcum ให้เขาได้ ก็มีการตั้งสมมติฐานถ้าหาฐานที่ตั้งอันนั้นให้เขาได้ มันก็เป็นไปได้ 

[๔๕] บุคคลชื่อว่าธัมมานุสารี เป็นไฉนปัญญินทรีย์ของบุคคลใด ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลมีประมาณยิ่ง บุคคลนั้นย่อมอบรมซึ่งอริยมรรคอันมีปัญญาเป็นเครื่องนำมา มีปัญญาเป็นประธานให้เกิดขึ้น บุคคลนี้เรียกว่า ธัมมานุสารี บุคคลผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ชื่อว่าธัมมานุสารี บุคคลผู้ตั้งอยู่แล้วในผล ชื่อว่าทิฏฐิปัตตะ

   พ่อครูว่า… ทิฏฐิปัตตะ คือผู้ที่บรรลุ ตามทิฏฐิที่เขามี ในสายศรัทธากับสายปัญญาแบ่งเป็น 2 ศรัทธานุสารีนั้น…

[๔๖] บุคคลชื่อว่าสัทธานุสารี เป็นไฉนสัทธินทรีย์ของบุคคลใดผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล มีประมาณยิ่ง อบรมอริยมรรคมีสัทธาเป็นเครื่องนำมา มีสัทธาเป็นประธานให้เกิดขึ้น บุคคลนี้เรียกว่า สัทธานุสารีบุคคล ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ชื่อว่าสัทธานุสารี ผู้ตั้งอยู่แล้วในผล ชื่อว่าสัทธาวิมุต

พ่อครูว่า… มีผลก็คือเป็นสัมมาทิฏฐิแล้วถ้ายังไม่สัมมาทิฏฐิก็คือไม่มีผลแน่ ผู้ที่เป็นธัมมานุสารีมีผลเป็น ทิฏฐิปัตตะ ส่วนสัทธานุสารีมีผลไปเป็น สัทธาวิมุติ

สัทธาวิมุติ อยู่หลังทิฏฐิปัตตะ เป็นข้อสังเกตไว้ แม้จะทำอาสวะบางอย่างหมดไป ก็ไม่เหมือนทางสายปัญญา จะมีความช้า จะมีความวกวนไปมา ถ้าปัญญาเป็นสัมมาทิฏฐิที่สมบูรณ์แบบ มันจะไม่มีอะไรติดขัด มันจะลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเล ไม่มีอะไรขลุกขลัก 

เพราะฉะนั้น ผู้ที่สัมมาทิฏฐิอย่างลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเลใช้เวลา 20 อสงไขยคล้ายกับแสนมหากัปก็ได้บรรลุเป็นพระพุทธเจ้า เป็นปัญญาธิกะ  

ส่วนสายศรัทธานั้นต้องใช้ 40 อสงไขยกับแสนมหากัป จึงจะบรรลุพระพุทธเจ้ามากกว่ากันเท่าตัว เป็นสัทธาธิกะ 

พวกวิริยาธิกะเอาแน่เอานอนไม่ได้จึงใช้เวลาตั้ง 80 อสงไขยกับแสนมหากัป แสนมหากัป คือนับไปอีกไม่รู้กี่อีกกี่แสนกัป 

_สู่แดนธรรม…ตอนแรกพ่อท่านว่าปัญญาธิกะ ใช้เวลา 80 

พ่อครูว่า… ปัญญาวิปลาสไป กัป มันก็นาน ยิ่ง อสงไขย คือไม่ต้องรับเลยไม่รู้อีกนานเท่าไหร่ 

_สู่แดนธรรม… ธัมมานุสารียังไม่ได้เป็นโสดาปัตติผล 

พ่อครูว่า… เป็นผู้แสวงหาทางเป็นมรรค ถ้าได้แล้วจึงจะเป็น ทิฏฐิปัตตะ คือเป็นผล 

ทีนี้ ศรัทธากับปัญญาเคยอธิบายให้ฟังแล้ว คนที่เป็นสายศรัทธามันเป็นสายศรัทธามาจริงๆ สายปัญญามันก็เป็นสายปัญญามาจริงๆ แต่ก็คงพอเข้าใจกันว่า ศรัทธามันจะสู้ปัญญาได้อย่างไร ปัญญามันก็ต้องดีกว่าใช่ไหม ถ้าใครยังเข้าใจไม่ได้อย่างนี้ก็คงยาก 

แต่สายศรัทธาบางคนก็หยิ่งผยองในตัวเองว่าสายศรัทธานี้ดีกว่าแน่นกว่า ปัญญาไม่ค่อยแน่นเหมือนศรัทธาหรอก แต่แน่นไม่แน่นปัญญาก็เป็นพระอรหันต์ เป็นพระพุทธเจ้าใช้ปัญญานี่แหละยอดเยี่ยม อย่างพระสมณโคดมเป็นสายปัญญา ใช้เวลาเป็นพระพุทธเจ้าแค่ 20 อสงไขยกับแสนมหากัปป์เท่านั้น ส่วนสายศรัทธาใช้ตั้ง 40 จะไปสู้ปัญญาได้อย่างไร 

สีลัพพตปรามาส กับ สีลพตุปาทาน 

ที่อาตมานำสิ่งเหล่านี้มาขยายความกันในยุคนี้ซึ่งไม่มีใครมาเอาเรื่องเหล่านี้พูดกันหรอก เพราะว่ามันไม่สนุก แต่พวกคุณฟังแล้วนี่พอบันเทิงในธรรมไหม บันเทิง มีธรรมรส แต่คนที่เขาฟังแล้วไม่มีรสชาติ ไม่มีธรรมรส มันไม่ใช่รสเหมือนทางโลกๆนะ มันก็ไม่ได้เรื่อง 

ถ้ามันมีรส ก็ไม่ใช่กิเลสหรอก มันเป็นธรรมรสโดยเฉพาะถึงวิมุตติรส 

อาตมาอธิบายธรรมะตอนนี้เขียนขยายความไปถึงขั้นว่า อนุสัยนี่ เป็นคุณวิเศษอนุสัย ไม่ใช่กิเลสอนุสัย 

คุณวิเศษอนุสัยหรืออุตระอนุสัยไม่ใช่กิเลสอนุสัย อาตมาอธิบายถึงขนาดนี้ 

คนที่สั่งสมบารมี ก็มีสาระสัจจะของธรรมะ อาตมาเป็นโพธิสัตว์เป็น สยังอภิญญา คำว่า สยังอภิญญา เป็นเอง อาตมามีอะไรเอง มีโลกุตรธรรมเอง 

ในยุคนี้มันไม่มีโลกุตรธรรมแล้ว อาตมามีติดตัวมาแต่ชาติก่อน 

อาตมาก็เลยเอาโลกุตระมาสถาปนาลงไปใหม่ให้แก่พุทธศาสนาเป็นการสืบต่อพุทธศาสนาเพราะมันเสื่อมมาแล้ว ตามที่พระพุทธเจ้าพยากรณ์ไว้ กลองอานกะ อาณิสูตร พูดโดยมีหลักฐานยืนยันไม่ใช่ปากเปล่าโดยไม่มีหลักฐาน นี่ยังโชคดีที่มีพระไตรปิฎกอยู่

ที่พูดนี้ถ้าไม่มีจริงๆป่านนี้ เละเทะไปแล้ว สับสนวุ่นวายไปหมดแล้ว แต่อาตมาพูดนี้นอกจากจะไม่สับสน ไม่เละเทะแล้ว ยังมีพวกคุณฟังแล้วเข้าใจมีสัมมาทิฏฐิ จึงเอามาเป็นสัมมาปฏิบัติ จึงมีสัมมาปฏิเวธ จึงเกิดมรรคเกิดผลอย่างที่ว่า 

แต่เพราะความเสื่อมของพุทธ ผู้ที่ไปหลงยึดติดสิ่งผิดว่าถูกแล้วแล้วไม่ยอมฟื้น พูดยังไงก็เหมือนกับโจรที่พระพุทธเจ้าท่านให้เอาไปประหารไปแทงฆ่าเสียให้ตายด้วยหอก 100 เล่ม ก็ยังไม่ยอมตาย คือไม่ยอมตายจากความมิจฉาทิฐิ ควรให้ตื่นมารู้ มันก็ยังจมอยู่ในนรกขุมมิจฉาทิฏฐิมืดบอดอยู่อย่างนั้น นี่อาตมาพูดสัจจะ อาตมาสาธยายแรงแต่เป็นความจริง เมื่อไหร่จะสะดุ้งสะเทือน เมื่อไหร่จะรู้ตัว อาตมาพูดขนาดนี้เอาหอกแทงแล้วแทงเล่าก็ยังเฉย อะไรมาสะกิดผิวก็ไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย หอกนะแทง ไม่ใช่หนังเหนียว หนังหนา หนายิ่งกว่าแผ่นเหล็ก แล้วแต่สมัยเก่า เหล็กวิลาส ภาษาสมัยใหม่คือสแตนเลส เหล็กที่เอาไปทำอะไร เหล็กไหล

เหล็กไหลไม่พูดหรอก เขางมงาย ทุกวันนี้ศาสนาพุทธเป็นไสยศาสตร์เป็นเดรัจฉานวิชา เป็นเรื่องจารีตประเพณี แล้วสร้างปรุงแต่ง จารีตประเพณี เข้ามากลบศาสนาพุทธเสียจน เห็นแล้วก็สังเวชใจน่าสงสาร เสียเวลา เสียทุนรอน เสียแรงงาน เสียอะไรต่ออะไร ไปกับสิ่งเหล่านี้ ไม่มีอะไร 

แต่ก็อย่างว่ามันไม่มีอะไรให้เขาทำก็ไม่ได้ เขาก็ต้องมีที่ยืน เขาก็เลยใช้แบบนั้นยืน อาศัยแบบนั้นในชีวิต แล้วก็พัฒนารุ่งเรืองเจริญด้วยไสยศาสตร์ เดรัจฉานวิชา พิธีกรรมต่างๆ กลบเนื้อแท้ของศาสนาพระพุทธเจ้าหมดเลย 

อาตมาเองเกิดมายุคนี้ มันก็ต่อเนื่องจากศาสนาเชื้อของทางโน้น เขาก็ยังว่าอะไรมาบวชทำไม อาตมาไม่ใช่พระพุทธเจ้าจะได้ประกาศศาสนาเองเลย อาตมาก็ต้องต่อเชื้อ แต่อาตมาก็ต้องมาปฏิบัติ อาตมาไม่ได้ดูถูกดูแคลน ไม่ได้ตีทิ้งว่าอาตมาจะต้องสร้างศาสนาเอง อาตมาจะต้องมาต่อเชื้อ เหมือนกับพลเอกประยุทธ์ต่อเชื้อมารับไม้ต่อจากประชาชน เอาประชาธิปไตยไปต่อเชื้อ นั่นแหละมันต้องต่อกัน 

อันนี้ก็เหมือนกัน ไม่มีเชื้อแล้วอาตมาเอาเชื้อมาประกาศ เสร็จแล้ว โลกุตรธรรมที่มันเสื่อมไปอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ มันจึงเกิดขึ้น คนที่แสวงหา คนที่มีบารมีอย่างพวกคุณก็มารับได้ คนที่ไม่มีบารมีอย่างไร แม้แต่เป็นผู้ที่คงแก่เรียนมากขนาดใด ก็ได้แค่ ปทปรมบุคคล หมายความว่าได้แต่บทธรรมะ 

ปทปรมบุคคล คำว่า ปทะคือบท เป็นยอด เป็นบุคคลที่ได้แต่บทเรียน ไม่ได้รู้จักปรมัตถ์ ไม่ได้เข้าถึงธรรม ไม่ได้บรรลุธรรมในชาตินี้ เป็นผู้ที่พระพุทธเจ้าท่านขยาย ปทปรมบุคคล คือผู้ที่รู้พุทธธรรมก็มาก ท่องจำได้ก็มาก สาธยายสั่งสอนอยู่ก็มาก แต่ไม่ได้บรรลุธรรมเลยในชาตินี้ 

ที่ว่าไม่ได้บรรลุธรรมเลยนี่คือศีลก็ไม่กระเตื้อง ไม่ถึงขั้น สีลัพพตปรามาส ด้วยซ้ำมีแต่ สีลพตุปาทาน เขาแยก สีลัพพตปรามาส กับ สีลพตุปาทาน 

สีลพตุปาทาน คือยึดติดศีลตามจารีตประเพณี เช่น ไปไหนไปถือศีลก็ไปนอนวัด ถือศีล 8 อีสานก็หิ้วกระติบข้าวไป ถือตะกร้า ใส่อาหาร ไปแล้วก็ไปกินกันในวัด แล้วก็ฟังธรรม ฟังเทศน์ สวดมนต์ สวดไป สวดมนต์ก็สวดไปแล้วก็นอนตื่นมารุ่งเช้าก็ถือกลับ บอกว่าไปไหนมาก็ไปวัด ไปทำบุญ ไปจำศีล เขาก็บอกว่าเอาบุญมาฝากเด้อ บุญก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ กายก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ ฌานก็เป็นมิจฉาทิฏฐิสมาธิก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ วิมุตก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ ที่สุดศีลก็เป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างที่ว่านี้ 

สีลัพพตปรามาส คือผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิในศีลแล้วรู้จักว่าปฏิบัติศีลคืออย่างไร เมื่อตั้งศีลขึ้นคุณก็ต้องปฏิบัติตาม อปัณณกปฏิปทา 3 แล้วจะเกิดสัทธรรม 7 เป็นฌานขึ้นไปเป็นลำดับ เป็นพลังงานทางจิตที่พัฒนาขึ้นมาเป็นปัญญากำจัดกิเลสได้ สรุป ฌาน คือปัญญาที่รู้จักกิเลส วิจัยกิเลสได้ มีโพธิปักขิธรรม 37 ทำให้กิเลสลดลงไปได้ นั่นคือศีลมีบทบาท 

แต่แม้ผู้ที่สัมมาทิฏฐิแล้วในศีล แต่ไม่ปฏิบัติธรรม มีแต่ปรามาสมีแต่ลูบๆคลำๆรู้ แล้วล่ะ เหมือนตำรวจไปจับโจร รู้จักโจรแล้วแต่ก็ยังเล่นหัวอยู่กับโจร นั่งกินข้าวต้มกุ๊ยอยู่กับโจรแต่ไม่ได้จัดการจับโจรฆ่าโจรอะไรเลย เหมือนอย่างนั้นก็คือ สีลัพพตปรามาส เพราะฉะนั้น ก็ไม่มีทาง 

สีลัพพตปรามาส คือพ้นสังโยชน์ 2 ข้อแล้ว พ้น สักกายทิฏฐิ กับวิจิกิจฉาแล้วแต่ไม่พ้น สีลัพพตปรามาส 

ศีลข้อที่ 1 ไม่ฆ่าสัตว์คุณก็ไม่ได้ปฏิบัติ พรต คุณก็ไม่ปฏิบัติแม้คุณจะสัมมาทิฏฐิแล้วคุณก็ไม่ได้ปฏิบัติ ศีล ก็เลยไม่ได้เกิดมรรคผลของศีลเลย ศีลไม่มีพรต ศีลไม่มีการปฏิบัติ ต่อให้คุณสัมมาทิฏฐิแล้วแต่ไม่ปฏิบัติ มันก็ไม่มีอะไรเกิด นี่คือรายละเอียดของสัจธรรมต่างๆ 

สังโยชน์ 3 ข้อแรกไม่ผ่านตั้งแต่ข้อที่ 1

/ ข้อที่ 2 บอกเป็นวิจิกิจฉาคือมันสัมมาทิฏฐิสมบูรณ์แบบใช่หรือเปล่า มันต้องพ้นวิจิกิจฉา ใช่ เขาไปพ้นวิจิกิจฉาว่าคือไม่สงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มันก็เป็นพยัญชนะถูกต้องอยู่ แต่ธรรมะละเอียดลออคุณไม่รู้ คุณเข้าใจธรรมะอย่างครบมันก็ได้ ฉะนั้นก็จะต้องเข้าใจ สงฆ์

เมื่อคุณมีสัมมาทิฏฐิในธรรมะ ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คุณเห็น สงฆ์ จะเป็นสงฆ์คือ ผู้ที่เป็นสาวกะสังโฆ ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแล้วปฏิบัติประพฤติตรงแล้วคุณจะรู้ ว่าคุณเข้าใจพระพุทธ พระธรรม พ้นจากวิจิกิจฉา คุณก็ต้องเข้าใจคนที่เป็น สงฆ์ ที่มีธรรมะถูกแล้วตรงกับพุทธ 

เมื่อคุณเห็นพระสงฆ์ที่เป็นอาริยสงฆ์ สงฆ์ระดับอาตมา บอกตรงๆพูดความจริงนะ เป็นโพธิสัตว์ระดับนี้ เขาก็ยังเห็นไม่ได้ เข้าใจไม่ได้ยังเข้าใจผิดด้วยว่า เป็นคนละเรื่อง อย่างนี้ไม่ใช่ต้องอย่างโน้น ต้องอย่างมหาบัว ต้องอย่างมหาประยุทธ์อะไรอย่างนี้ ไปโน่นเลย 

อาตมาก็ว่าโอ้. มันเป็นจริงสัจธรรมยุคนี้มันเป็นความเสื่อมที่เสื่อมสนิท แต่อาตมาก็บอกแล้วว่าอาตมากอบกู้ขึ้นมาได้สถาปนาขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้นจากนี้ไปอีก 1,000 ปี ศาสนาพุทธจะรุ่งเรือง 

สมณะเดินดิน… สรุปจบ