660517 เศรษฐกิจดี หรือ เศรษฐกิจไม่ดี คืออย่างไร พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ดาวโหลดเอกสารที่ 

https://docs.google.com/document/d/1v1eLk_zqlGvl4VLbLifresmgHsemW2nc/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true

                                                                                                                

ดาวน์โหลดเสียงที่  https://drive.google.com/file/d/1Ie2Sb0hJqb8QZfzTd-yQvmSY5qFQxZJN/view?usp=share_link 

ดูวิดีโอได้ที่ 

และ https://www.facebook.com/300138787516163/videos/255746603692917 

สมณะเดินดิน…วันนี้วันพุธที่ 17 พฤษภาคม 2566  แรม 13 ค่ำเดือน 6 ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก ตอนนี้คนที่มีความสุขในประเทศไทยคงจะเป็นพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หน้าตาสดใส ได้มีเวลาพักผ่อน แล้วไม่มีใครมาด่าอีกแล้ว คนไทยคงจะเตรียมตัวด่านายกคนใหม่ เพราะความต้องการเยอะความต้องการสูงความต้องการมาก นายกคนใหม่คิดจะทำเรื่องที่ยากและไม่มีใครกล้าทำด้วย คนที่จะทุกข์ต่อจากลุงตู่น่าจะเป็นคนที่ชื่อพิธา 

ลุงตู่ก็บอกว่าขอบคุณประชาชนที่ไปใช้สิทธิ์ ยังคงยึดมั่นในชาติศาสตร์กษัตริย์และประชาชนไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทไหน ไม่ได้ยึดว่าจะได้เป็นหรือไม่เป็นนายกฯ 

เหมือนพวกเราออกไปช่วยหาเสียงก็ไม่ได้หวังสิ่งใดตอบแทน เราก็ยังคงทำหน้าที่ของพวกเราไป 

ขนาดสมัยพระเวสสันดร ช่วยเหลือประชาชนเมืองอื่น เป็นผู้ให้มากมาย แต่ประชาชนของตนก็ยังขับไล่พระองค์ออกไป เพราะเป็นสิ่งที่คนเข้าใจได้ยาก เป็นเครื่องทดสอบว่าจะเป็นโพธิสัตว์แข็งแรงขึ้นไปอย่างไร 

พ่อครูว่า… เดี๋ยวจะได้พูดถึงสิ่งที่ท่านเดินดินเกริ่นมา มีทั้งเรื่องการเมือง มีทั้งเรื่องธรรมะและไปถึงขั้นสาธารณโภคี 

พูดถึงสาธารณะโภคีเป็นของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ของอาตมานะ ของพระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ และอาตมาก็กล้าพูดจะเรียกว่าท้าทายก็ได้ ว่าไม่มีใครที่จะตรัสรู้ความจริงขั้นสาธารณโภคี ทั้งความรู้และความเป็นไปได้ เป็นทฤษฎี เป็นความรู้ เป็นความคิดขึ้นมา แล้วก็คนสามารถปฏิบัติจริงเกิดผลจริงเป็นจริงได้ 

ทฤษฎีที่คิดได้แต่ยังเกิดผลจริงเป็นจริงไม่ได้มีอีกเยอะ ยังความคิดพวกสตาร์วอร์ มันคิดไปไกล สร้างหนังมาหลอกเอาเงินคนไปทั่วโลกเป็นไม่รู้กี่หมื่นกี่พันกี่แสนล้าน หรือว่าจะสร้างแบบ Harry Potter ก็คิดได้ แบบที่ JK rowling คิดและเขียนออกมา ร่ำรวยกินจนตายก็ไม่หมดทุกวันนี้ แกได้เงินค่าลิขสิทธิ์ขายหนังสือ แค่เขียนเรื่องเดียวก็รวยแล้ว 

ซึ่งความเป็นไปไม่ได้พวกนี้มีเยอะมาก เอามาคิดสร้างเป็นหนังจีนก็เยอะ สร้างเป็นหนังอินเดียก็เยอะ จีนกับอินเดีย 2 ประเทศแค่นั้นในโลกก็ใหญ่แล้ว เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงอันอื่นๆแถมมาอีกตั้งเท่าไหร่ 

เราพยายามศึกษาความจริง ให้อยู่ที่ความจริงหรือให้เกิดพิสูจน์ได้ สัมผัสได้กันจริงๆ เดี๋ยวขอคุยกับ SMS กัน 

SMS วันที่ 15-16 พ.ค. 2566

_ซึ้งซื่อ วิเชียร : กราบนมัสการพ่อท่านด้วยสุดเศียรเกล้าครับ การเลือกตั้งที่ผ่านไปผมก็ได้ไปทำหน้าที่ดีที่สุดเรียบร้อยแล้ว ผลออกมาเป็นเช่นไรก็เข้าใจว่าเป็นไปตามสัจจะ

ธรรมแล้ว คือคนฉลาดน้อยย่อมมีมากอยู่ ไม่ว่ากัน แต่ชาวอโศกก็ยึดมั่นในธรรมมะขององค์พระพุทธเจ้าและพ่อท่านอย่างมั่นคงตามธรรมอยู่เป็นปกติครับ what everything happens for the best ชาวอโศกและผมเองก็จะไป เข้าค่ายศีล ๘ ที่สันติอโศก

วันที่ ๑๙ – ๒๑ พฤษภาคมนี้ ชื่อค่าย ขอก้าวตามพ่อไป ครั้งที่ ๑๗๖ เพื่อบำเพ็ญธรรมต่อไปครับ กราบนมัสการขอบพระคุณ พ่อท่านอย่างสูงยิ่งครับ

พ่อครูว่า… ทุกสิ่งทุกอย่างอะไรจะเกิดมันก็เกิด เราก็มองไปในแง่ดีดีก็ดีทั้งนั้น ไปเข้าค่ายศีล 8 เราเจตนาดีก็ได้นิดได้หน่อยหรือได้มาก ดีไม่ดีบรรลุอรหันต์กันในการอบรมนี้เลย หรือไม่บรรลุอรหันต์แล้ว ไปอบรมก็ยังจะได้เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเพิ่มเติมอีกจริงๆ ทำไปให้ถึงพันครั้งเลย ทำไปถึงพันครั้งคงจะอยู่กันนะยังไม่ตาย เราจัดกันเดือนละครั้ง ปี 12 ครั้ง 10 ปีก็ 120 ครั้ง 

IO คือยอดการสร้างอุปาทาน

_คนสู้ สุดใจธรรม  · IO จะถือว่าเป็นการสร้างอุปาทานได้ไหมครับ

พ่อครูว่า… IO นี่แหละยอดสร้างอุปาทานได้เก่งที่สุด ยอดเก่ง เก่งในการสร้างอุปาทานคือกิเลสนะ เพราะฉะนั้นเหตุการณ์บ้านเมืองที่เกิดขึ้นที่เป็นเรื่องเป็นราวอยู่ขณะนี้ จะเรียกว่าตามผลตามเหตุมาเรื่อยๆเกิดขณะนี้ มันเป็นผลงานของ IO โดยตรงเลย แท้จริงเลยเห็นๆ เป็นการสร้างอุปาทานแท้ๆเลย IO คือ information operation 

มันเป็นสงครามหรือยุทธการของสื่อสารมวลชน เป็นผลงานของเครื่องมือนี้เด็ดขาดเลย นับไปเลยพวกโซเชียลมีเดีย กดๆๆ หาเสียงพูดไปอะไรพวกนี้ เป็นเรื่องของพวกที่สร้าง Operate สร้างขึ้นมาทำขึ้นมาให้มันเป็นอะไรขึ้นมาเพื่อที่จะ ไปใส่ในหัวมนุษย์ ให้มนุษย์ฟังเข้าใจอย่างนั้น เชื่ออย่างนั้น เห็นจริงอย่างนั้น กระเหี้ยนกระหือรือตามนั้น สำเร็จเลย ได้ผล มันเป็นเรื่องของกรรมกิริยาของมนุษย์ มนุษย์สร้างขึ้นมาให้เกิดผลมันเป็นจริง 

ปัญญาประดิษฐ์แท้จริงคือเฉโกประดิษฐ์

_พานุ วิปัสสี  · เด็กเยาวชนคนรุ่นใหม่ เค้าอยู่กับ AI ตลอดเวลา โดยเค้าไม่รู้ซึ้งถึงจิตวิญญาณ

พ่อครูว่า… คนทุกวันนี้อยู่กับ AI จริง อยู่ในกล่องพวกนี้เป็นตัว AI 100% เลย เป็น เฉโกประดิษฐ์แต่เขาไปดัดจริตเรียกว่าปัญญาประดิษฐ์ มันเกิดปัญญาไม่ได้ ปัญญาเป็นโลกุตระ เฉโก วัตถุจะมา สร้างโลกุตระไม่ได้ 

และที่สำคัญที่สุดต่างประเทศเทวนิยมไม่มีสิทธิ์ที่จะมีความรู้โลกุตระ เพราะฉะนั้นมันจะไปสร้างสิ่งที่ไม่รู้จักเลยไม่มี ทั้งๆที่เป็นคนชาวพุทธเองเยอะเลย ยังรับโลกุตรธรรมเข้าไปรู้ในจิตวิญญาณในปัญญา เป็นความรู้ความฉลาดยังไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นมันเป็นอจินไตยเกิน มันเป็นเรื่องที่เกินนึกคิด หรือไกลมาก ค่อยๆฟังค่อยๆติดตามค่อยๆเข้าใจกันไปตามลำดับ ก็จะได้ขยายความไปเรื่อยๆ 

โลกุตระมีน้อยคือยอดปิรามิด แต่มีมากก็ยิ่งดี

_จรรยา ประเสริฐ  · อยากบอกน้องสาวของพี่ ความที่พี่สาวคนนี้ได้ปฏิบัติธรรมตามพ่อ มีผลพวงให้หลานสาวของพี่ เขาเลิกกินเนื้อสัตว์แล้ว เป็นสิ่งที่พี่ดีใจเป็นที่สุด เขาบอก ที่เลิกกิน เพราะเขาเห็นอาจารย์ใหญ่ของเขาด้วย และ เห็นว่าการฆ่า มีผลต่อเขา เขาสัญญาด้วยนะว่าจะเป็นโสด นี่คือความคิดเด็กรุ่น แบม กับตะวัน ของขวัญใด ๆ พี่ไม่เอาแล้ว ได้จิตวิญญาณ ลูกชาย กับหลานสาว นับว่าคุ้มแล้ว สาธุค่ะ

พ่อครูว่า… คนที่รู้ค่า ไม่กินเนื้อสัตว์ก็รู้ค่าแล้ว และจะอยู่เป็นโสดอีก รู้ค่า ดีใจใหญ่เลยคนเป็นแม่คนเป็นญาติ ทั้งลูกทั้งหลานบอกอย่างนี้แล้วดีใจ คนที่เข้าใจในเรื่องของสัจธรรมที่พระพุทธเจ้าท่านสอน และก็มีคนมาทำตามได้ก็ดีอกดีใจกัน มันต้องดีอกดีใจเพราะฉะนั้นอาตมาเองก็ต้องดีอกดีใจตามที่พวกเราสามารถมาปฏิบัติตามได้ประมาณขนาดนี้ 

อาตมาเคยพูดหลายทีแล้ว อาตมาเกิดมาชาตินี้ไม่เสียชาติเกิด มาทำงานเอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาสถาปนาลงไปในสังคมยุคนี้ แล้วก็มีคนขนาดพวกคุณ 100 คน 1,000 คน หมื่นคน แสนคน ตอนนี้เขาตีค่าว่าเป็นล้านคนด้วยนะ อาตมาก็ว่าฟังๆ กรึ่มๆเหมือนกันได้มาล้านคนโลกุตระในคนไทย 70 ล้านคน ได้ 1 ล้านคนนี้ โอ้โห! 

เพราะว่าโลกุตระเป็นยอดปิรามิด ได้นิดนึงในล้านคน ล้านคนในพ้นโลก 7 พันล้าน มันยิ่งใหญ่เหมือนกันนะ เอานะก็เป็นการฟังไปจริงเท็จก็ยังไม่รู้จริง ได้จริงมันก็ดีแหละ ถ้ามันไม่ได้เราก็ไม่เป็นไร มีความหวัง ฝันๆไปบ้าง 

_แดง สารคาม  · กลียุคใกล้เข้ามาแล้ว ผู้ดีเดินตรอก ขี้ครอกเดินถนนค่ะ

พ่อครูว่า… เป็นสำนวนโบราณ คนที่เป็นคนดีก็เดินตามตรอกส่วนคนไม่ดีไปเดินตามถนน มันก็เป็นไปตามยุค คนดีๆก็ต้องหลบ ปล่อยให้พวกที่เขาเป็นเจ้าโลกไปสร้างอำนาจบาตรใหญ่เกเรเกตุงทำอะไรออกลวดลายทำของเขาไป ไม่ไปรบราฆ่าฟันก็ไม่สงบ ไปปะทะกันก็ไม่ดี พูดกันได้ต้องเป็นคนที่มีจิตรับได้ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่อิสรเสรีภาพ แล้วแต่ตัวใครตัวมันเห็นดีเห็นตาม 

เพราะฉะนั้นรากเหง้าหรือ มูลกา ข้อ 1 ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้คือความยินดีคือฉันทะ เป็นข้อ 1 เพราะฉะนั้นผู้ที่มี มูลกา เป็นจุดแรกของจิตที่มีน้ำหนักมีความยินดีในอะไร 

ถ้ายินดีในสัจธรรมที่ดี โดยเฉพาะเป็นโลกุตระเลยก็สุดยอด แม้ว่าเป็นโลกียะแต่เขายินดีในความดี แทนที่จะไปยินดีในความเลว ยินดีในเรื่องที่จะเสียหายมันก็ยังดีกว่าไปตามลำดับ 

จุดคำว่า “ยินดี”จึงเป็นจุดต้นทางคำใหญ่ที่สุดของพลังที่เรียกว่าอิทธิบาท 4 ฉันทะ วิริยะ เป็นต้น 

_ไมเคิ้ล สกอฟิลด์ : แพ้ก็คือแพ้ ยอมรับแล้วอีก4ปีค่อยเลือกใหม่ เป็นพระน่าจะคิดได้ปลงได้ เป็นพระออกมาพูดแบบนี้มันเหมาะสมไหม ยอมรับเสียงส่วนใหญ่ด้วย ถ้าไม่ยอมรับกฎกติกา จะลงเลือกตั้งทำ ค…. อะไร อยากให้บ้านเมืองสงบก็ควรยอมรับผลการเลือกตั้งนะ เคารพเสียงส่วนใหญ่

พ่อครูว่า… ก็เคารพ แต่คุณควรจะต้องให้เกียรติเสียงส่วนน้อยบ้าง มีคำกล่าวของสากลเขาบอกว่า Majority Rule Minority Right 

Majority คือส่วนใหญ่ เราก็เคารพ แต่ควรต้องเคารพ Right ของส่วนน้อยเขาด้วยไม่ใช่คุณจะมาเหยียบย่ำดูถูกดูแคลนมาข่ม 

ได้ยอดพีระมิดเป็นส่วนน้อยหรือส่วนใหญ่หนอ.. เป็นส่วนน้อย เราก็ขอขอบคุณ ค.ไมเคิล 

_@areepotisompran อารี โพธิสมภาร   • กราบนมัสการพ่อครูที่เคารพค่ะ มีความเชื่อว่ามีบางพรรคมีต่างชาติหนุนหลังแน่นอนเพราะถ้าไม่มีคนไม่มีเครื่องมือที่ดีมาหนุน เขาคงทำไม่ได้ขนาดนี้ เด็กฟังเรื่องโกหกบ่อยๆจนคิดว่ากลายเป็นเรื่องจริงแล้วเกิดศรัทธากลายเป็นอุดมการณ์ นี่หละคือจุดอ่อนของเด็กยุคใหม่ แล้วก็มาโทษคนรุ่นเก่าว่าไม่ทันโลกก็โลกมันเสื่อมมากขึ้นทุกวัน

พ่อครูว่า… ก็ดูเขาไป ไม่อยากติเรือทั้งโกลนให้เขาทำไปก่อน ตอนนี้ก็ยังไม่ได้ทำงานยังไม่สะเด็ดน้ำ ยังขัดข้องทางกติกาทางเทคนิคทางความเป็นจริงอีกหลายช้อยส์เลยที่จะต้องสังเคราะห์กันขึ้นไปอยู่ ก็ Wait and See พวกเราก็ดูเข้าไป เราก็ไอซียูไป Wait and See เราก็ดูไป เราไม่ใช่คนดูไบ อยู่บนภูดูเสือกัดกัน อยู่บนภูก็ดู 4 ขากัดกัน 

_@wommstaff วูมสตั๊ฟ •  น้อมกราบนมัสการพ่อท่านสมณะและสิกขามาตุเจ้าค่า ไม่รู้ว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นกับบ้านเมืองเลยขอพระพุทธเจ้าธรรมะและพระสงฆ์ปกปักษ์รักษาประเทศชาติและประชาชนด้วยเถิด

_@masterrobloxtv  มาสเตอร์โรบ๊อกซ์ทีวี • ปล่อยไปเถอะแผ่นดินนี้ไม่ไช่ของเราคนเดียวเขาทำดีก็แล้วไป แต่ถ้าทำไม่ดีเมื่อไหร่ละก็

พ่อครูว่า… ทิ้งท้ายไว้ทำไม่ดีเมื่อไหร่แล้วก็…พวกเราด้วยไหม พวกเราก็เอา เราก็ดูไป ถ้าเขาทำไม่ดีเราก็จะเอาด้วย 

เราอยู่เหนือการเมืองแต่ไม่ใช่ใจดำไม่ช่วยเลย

_@tongngo ทอง เอ็นจีโอ • อยู่ไปตามประสาอโศกเถอะ อย่าโดดเข้าไปเป็นเบี้ยให้เขาเอาไปเล่นอีกตัวเลย เพราะการเมืองมีอะไรที่ลึกซึ้งเกินกว่าเราจะตามทัน มันเป็นเกมส์ที่มีผู้ควบคุมกำหนดว่าจะให้ไปทางไหน?เมื่อไหร่? ซึ่งเรารับรู้แต่สิ่งที่ถูกกำหนดให้รู้เท่านั้น ซึ่งมีค่าเพียงกากข้อมูล เหมือนเราที่บอกว่าทุกสิ่งที่เห็นคือความจริง(ที่เราจะให้เห็น)เท่านั้น 

กว่าจะคิดได้ว่า เป็นเรื่องสมบัติผลัดกันชม ที่ไม่น่าเชื่อว่าทำให้เราเต้นตามคลื่น ตื่นตามลมไปได้ ซึ่งเราคุยว่าอยู่เหนือมันแล้วไม่ใช่หรือ?

พ่อครูว่า… เราไม่ได้เป็นคนซื่อบื้อ เราอยู่เหนือมันก็จริงแต่เราไม่ใช่คนใจดำ ที่จะเห็นอะไรตายต่อหน้าต่อตา คนทำร้ายทำลายกันรังแกกันไม่ถูกไม่ต้องแล้วก็เป็นคนใจดำ บอกว่าเป็นคนเป็นกลางที่ไม่รู้ไม่ชี้ใครจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่เขา เราเป็นกลาง เราก็อยู่เฉยๆ เราก็ไม่ได้ไปหูหนวกตาบอด แล้วไม่ใช่เป็นคนใจดำและไม่ใช่เป็นคนที่ไร้ปัญญา เราก็มีปัญญาปฏิภาณพอ และเรามีมากกว่านั้นตรงที่ว่า 

เราไม่แคร์แม้แต่จะตาย เพราะว่าการเกิดการตายเราเข้าใจแล้ว ถ้าเราได้ทำในสิ่งที่เป็นกุศลเจตนา เราไม่ได้เจตนาไปทำร้าย เราก็มีธัมมวิจัย มีปัญญาวินิจฉัย ว่าเราไปทำสิ่งที่ดีงาม เสียสละด้วย แม้แต่ที่สุดเสียสละคือเสียสละชีวิตตายเลยนะ ด้วยกุศลเจตนาจะไปขาดทุนอะไร มีแต่กำไร มีแต่เรื่องเจริญ มีแต่เรื่องดี เราก็มีกุศลวิบากแก่เราเองอย่างแท้จริงด้วย เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเป็นปัญหาเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เรารู้ด้วยปัญญาปฏิภาณเพียงพอ 

เพราะฉะนั้นต่างคนต่างเห็น เห็นอย่างคุณเห็นก็ทำอย่างที่คุณเห็น ทุกคนก็ทำตามที่ตัวเองเห็นดีเห็นงามเป็นอิสรเสรีภาพต่างคนต่างว่าไป 

ถ้าอย่างไรเสีย อาตมาว่ายังมี ที่คุณทองพูดมากับอาตมามันมีนัยยะที่ขัดแย้งกันอยู่เหมือนกัน อาตมาก็คงจะต้องเห็นอย่างที่อาตมาเห็นขออนุญาตนะ ขออนุญาตเห็นตามที่อาตมาเห็นก็แล้วกันส่วนคุณจะเห็นอย่างของคุณอาตมาไม่มีสิทธิ์จะไปละลาบละล้วงอะไรหรอก 

_@thanapolk ธนาโภค  • ลุงตู่เราเเพ้เพราะใช้สื่อโซเชียลไม่เก่งเหมือนฝ่ายค้านเดิมครับ

พ่อครูว่า… อาจจะมีส่วนแต่ก็เดาไปแต่ก็จริงๆก็สรุปผลอย่างที่อาตมาได้พูดไป เขาได้ใช้เครื่องมือ เฉโกประดิษฐ์

แม้แต่การใช้ IO เป็นการไทยยุทธการยุทธศาสตร์เครื่องมือสื่อสารมวลชนก็ใช้หมด มันก็เลยผสมผสานมีผลพลังงานขึ้นมาสำเร็จ 

แต่เรื่องเหล่านี้มันไม่ใช่เรื่องจริง มันเป็นเรื่องประดิษฐ์มันเป็นเรื่องทำขึ้น เพราะฉะนั้นก็มีผล ให้เขาใช้ผลนั้นไป มันก็ต้องเป็นการทดลองมนุษยชาติ มันก็ต้องเป็นไป คนที่จะต้องทำอย่างนี้เขาก็ต้องทำถึงเวลากาละตามวิบากที่เขาต้องทำ เป็นวิบากเก่าหรือวิบากใหม่ก็ตามเขาก็ทำ มันก็ทำแล้วอย่างที่เขาทำไม่มีปัญหาอะไร เราก็ดูและเราไม่ได้ปล่อยปะละเลย มีอะไรที่เราพอจะไปร่วมไปช่วยก็ค่อยๆช่วยกันทำตามกันไป 

_จากผู้ไม่ประสงค์ออกนาม • กราบนมัสการเจ้าค่ะท่าน ดิฉันได้ฟังเรื่องที่คนในวัดมาระบายให้ฟัง ก็เลยเกิดคำถามเหล่านี้ขึ้นมา เป็นไปได้ไหมเจ้าคะที่ส่งให้พ่อครูตอบ แล้วแต่ท่านพิจารณาค่ะ

     ในสาธารณะโภคีมีคนอยู่หลากหลายฐาน (รวมนักบวชด้วย) ศีลไม่เท่ากัน ฉะนั้นการที่จะเกิดการกล่าวหา การเล่นพรรคเล่นพวก การทำตัวไหลตามผู้ที่อยู่มาก่อน จะถูกหรือผิดไม่ใช่สิ่งสำคัญ ให้หันมาทำนาตัวเอง ล้างกิเลสอัตตามานะของเรา เข้าใจแบบนี้ถือว่าสัมมาทิฏฐิไหมคะ?

พ่อครูว่า… ดี สัมมาดี 

การเอาภาระกับการเพ่งโทษต่างกันอย่างไร

     _ในกรณีความถูกผิดหรือความเป็นธรรม ควรต้องมีการตัดสิน หรือปล่อยไป กรรมใครกรรมมัน ทำแต่นาตัวเองก็พอ?

พ่อครูว่า… คนที่ไม่มีหน้าที่ ยังไม่มีภูมิพอ ยังไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะไปแนะนำเขาได้ก็ดูตัวเอง หรือแม้แต่เราอยู่ในฐานะที่ไม่ถึงกับไปสอนเขาหรอก แต่ก็น่าจะแนะนำเขาบ้าง เจตนาดีอย่างอ่อนน้อมถ่อมตนก็บอกกันไป ถ้าเห็นดีว่าแนะนำไปแล้วมันยิ่งเพิ่มกิเลสเขาแรงขึ้นเราก็หยุด ถ้าเห็นว่าเขาฟังเราก็ดูดีก็ได้ผลก็ค่อยๆช่วยกัน ก็ไม่เสียหายอะไร ก็ดูท่าทีดูผลสะท้อนตอบที่เราทำไปบ้าง เราก็ต้องทำช่วยกัน ก็ทั้งปล่อยแล้วไม่ปล่อย 

_ วลีที่ว่า “การเพ่งโทษ” กับ “การเอาภาระ” วัดความแตกต่างได้จากตรงไหนเจ้าคะ? ขอให้ออกมาทางรูปธรรมนะคะ

พ่อครูว่า… การเพ่งโทษกับการเอาภาระ มันเป็นสภาพได้ทั้ง 2 แง่ เราจะไปวัดไปชี้ตัดสินว่าอะไรควร ไม่ควร อะไรถูก อะไรไม่ถูก ยาก มันเป็นความแตกต่างกัน

พ่อครูว่า… เอาภาระคือมีกุศลเจตนาเป็นแนวทางดีทางควร ก็พยายามชี้บอกเขาเช่นเราพยายามชี้บอกเรื่องมหาบัวผิด เรามีกุศลเจตนา พยายามบอกสิ่งที่ถูกแล้วสิ่งที่เขาทำมันผิดโมฆะไปเลยไม่เป็นจรณะ 15 วิชชา 8 ก็บอกกันไป หรือแม้แต่ธัมมชโยหรือแม้แต่ท่านมหาประยุทธ์หรือสมเด็จพุทธโฆษาจาร ก็ได้พูดถึงสิ่งที่ควรที่พอจะตำหนิอะไรให้ก็เป็นกุศลเจตนา ไม่ใช่การเพ่งโทษแต่เป็นการเอาภาระในฐานะที่เป็นสังวาสเดียวกัน

ขนาดอสังวาสเลย อย่างสมี ธัมมชโยเราก็แสดงออกเหมือนตีงูให้กากิน ให้คนที่เคยหลงผิดได้ยินก็จะรู้สึกตัวได้ ว่ามีคนเห็นในแง่อย่างนี้ คนที่ฟังด้วยดีก็จะเกิดปัญญารีบถอนตัวไม่อย่างนั้นจะยิ่งจมถลำไปใหญ่ แต่พวกนี้ก็จะถูกหลอกปิดหูปิดตาไม่ให้ไปรับของที่อื่น เขาไม่กล้าพอไม่อิสระพอก็เลยถูกครอบงำทางความคิด ให้ฟังแต่เขาคนเดียวเป็นนักสะกดจิต ให้ฟังอย่างอื่นไม่ได้ เหมือนพวกชอบอำนาจบาตรใหญ่ครอบงำทางมิจฉาทิฏฐิมันจะเป็นอย่างนี้ ทางที่ไปกำหนดบังคับไม่ให้อิสระเสรีภาพแก่ความคิดก็จะตีกรอบกันไว้ไม่ให้ไปรับอย่างอื่น เป็นวิธีการสามัญที่ใครก็เข้าใจได้ มันก็มีผลเพราะเป็นสัจจะไปตามนั้น 

ซึ่งมันไม่เก่งเหมือนของพระพุทธเจ้าที่ให้อิสระเลย คุณเข้ามาจะมาทำยังไงก็ได้จะมาล้างสมองจะมาป่วนมากวนอะไร สัจจะที่มั่นคงแน่นอนทั้งเจโตและปัญญาแล้ว ไม่มีหวั่นไหวไม่มีเคลื่อนคลอนอยู่อย่างมั่นคงเด็ดเดี่ยวไม่เปลี่ยนแปลง 

เพราะฉะนั้นการเพ่งโทษก็ดี ในภาษามันก็บอกแล้วว่าไม่ดี ส่วนการเอาภาระมันดี 

_สายพิน •   กราบเรียนถามว่า 

  1. จิตกับใจ เหมือนหรือต่างกันอย่างไร

  2. อารมณ์ ความรู้สึก เวทนา เหมือนหรือต่างกันอย่างไร

ขอคำอธิบายด้วยเจ้าค่ะ

พ่อครูว่า… จิตเป็นภาษาบาลีหรือแม้แต่สันสกฤตก็ใช้ ส่วนใจนั้นเป็นภาษาไทย บาลีสันสกฤตเขาไม่รู้เรื่องหรอก ใจนี้เป็นภาษาไทยเดิมๆเลย คือเป็นธาตุรู้ เป็นพลังงานในร่างกายเราเรียกว่านามธรรม สภาวะแท้เป็นอันเดียวกัน แต่พยัญชนะคนละตัวเท่านั้น 

อารมณ์ความรู้สึกเวทนา อีกแหละ เวทนาเป็นภาษาบาลี อารมณ์ก็มาจากบาลีด้วย แต่ความรู้สึกนี้เป็นภาษาไทย อันเดียวกันหมด เป็นแต่เพียงพยัญชนะต่างกันแต่เนื้อหาอันเดียวกัน 

มาพูดถึงเรื่องของ AI หรือ IO ซึ่งอาตมากำหนดหมายชักจะเพี้ยนไป จะโทษตามันก็ด้วย ประสาทสมองก็คงจะด้วย มันทำงานมาจะ 90 มันจะเต็ม 89 วันที่ 5 มิถุนายน 2566 จะเต็ม 89 ขึ้น 90 สรุปแล้วคือมันไม่อ่อนแล้ว แล้วมันก็ไม่หนุ่มด้วย จะร่วมร้อยแล้ว เผลอแป๊บเดียวนะ อาตมาก็เป็นเด็กที่วาริน ยังแก้ผ้าโทงๆโดดสะพานสูงที่กุดปลาขาว ซึ่งเดี๋ยวนี้เขาตัดเป็นถนนไปหมดแล้ว แป๊บเดียวยังไม่นานเลย 

ขนาดรุ่นที่แก้ผ้าโดดน้ำก็ต้องเด็กโตแล้วไม่แก้ผ้าโดดน้ำ อายุยังไม่ถึง 10 ขวบ โดดน้ำตูมสูงเลยนะ อวดเก่ง ทำเท่ ถ้าตกลงไปผิดท่าแบนๆ เจ้าพระคุณเอ๋ย เจ็บน่าดูเลย 

เฉโกประดิษฐ์ AI กับและปฏิบัติการทางการสื่อสาร IO

มาเข้าถึงเรื่องสาระที่ควรจะพูดเรื่อง AI IO กำลังมีผลงานของมันด้วยมาถึงในยุคนี้ 

เอา AI ก่อน คือ artificial intelligence แล้วก็ให้ชื่ออย่างโก้ว่า Artificial ก็คือ art คือสิ่งที่สร้างขึ้นมาประกอบขึ้นมา ไม่ใช่ของสัจจะตามธรรมชาติแต่สร้างขึ้นมา แล้วจะเป็นตัวที่กำหนดความรู้ความฉลาด Intelligence มันก็ประดักประเดิดแล้ว มันไม่ใช่ความรู้ความฉลาดที่เกิดจากนามธรรม แต่มันเกิดจากเครื่องมือวัตถุ เพราะฉะนั้นมันจะไปเป็นจริงอย่างที่มันเป็นสัจจะของชีวิต แค่พืชยังไม่ได้เลยมันเป็นแค่วัตถุเป็นแค่อุตุ เพราะฉะนั้นยังไกล AI ที่เขาก็เป็นเครื่องมือที่ใช้กันตามหน้าที่ควรจะทำได้ 

ที่นี้ IO มันละเอียดลึกไปกว่า AI เพราะมันเป็นเรื่องของธาตุรู้ขึ้นไปแล้วเป็นนามธรรมขึ้นไปกว่าแล้ว Information ก็คือเป็นพวกข้อมูลข่าวสารต่างๆ การให้ความรู้ทางข้อมูลข่าวสารกัน 

Operation คือการปฏิบัติหรือการทำงาน เขาเรียกรวมกันว่ายุทธการสื่อสารมวลชน Io 

ก็มีผลงานของมันทั้งนั้นเกิดมา Io ยังมีลึกเข้าไปสู่นามธรรมมากกว่า AI 

ที่นี้ความรู้นี้เป็นนามธรรม ความรู้ตามรหัสของเครื่องประดิษฐ์ เขาเรียกกันว่า artificial intelligence มันเป็นเครื่องประดิษฐ์วัตถุ มันจะไม่มีความรู้เกินกว่าที่มันมีโปรแกรมเอาไว้หมดแล้ว ตามรหัสที่จะกำหนดออกมา มันรู้เกินนั้นไม่ได้ โดยเฉพาะคนที่คิดเครื่องมือพวกนี้เป็นชาวเทวนิยม เป็นชาวโลกียะ ยังไม่มีสิทธิ์ที่จะมาละลาบละล้วงเกินกว่าโลกุตรธรรมเลย เพราะฉะนั้นจะเป็นปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้เป็นได้แค่ เฉโกประดิษฐ์ เฉโก คือความรู้ในโลกียะตามกรอบแต่ปัญญาคือความรู้ออกนอกกรอบเกินกว่ากำหนด เพราะฉะนั้นจึงเกินกว่ารหัสเกินกว่าโปรแกรมขอบเขตที่วัตถุเขามี 

คนที่มีนามธรรม มันเป็นไปได้ แต่ความรู้ของคนที่ยังไม่มีโลกุตระ จะมาโมเมเอาไม่ได้ มันไม่ใช่เรื่องจะโมเมขึ้นมาได้ เพราะมันละเอียดเกินกว่า มันเป็นนามธรรมที่ลึกซึ้ง โลกุตระเป็นคุณวิเศษที่เหนือเกินกว่าที่จะเอามาทำเล่นๆมันทำไม่ได้ 

ความรู้ที่เป็นโลกุตระนั้นมันไม่มีในภาษาอังกฤษ ที่บอกว่าเป็น artificial intelligence หรือ Operation information นั้นเป็นภาษาอังกฤษทั้งนั้น แต่โลกุตระนั้นไม่มีในภาษาอังกฤษ เพราะเป็นความรู้ที่แปลกใหม่ มันวิเศษเกินกว่าสามัญธรรมดา ที่เป็นความรู้ทั้งหลายที่เคยมีมาแล้วในโลกสามัญปุถุชน มันเป็นความพิเศษเกินกว่า 

เพราะฉะนั้นอีกนาน ต้องพูดว่าอีกนานไม่เร็วเท่าไหร่หรอก ที่คนตะวันตกหรือชาวเทวนิยมชาวที่นับถือศาสนาพระเจ้าจะมาเข้าใจ แล้วเป็นคนส่วนมากด้วยในโลก 

คนที่รู้จักโลกุตรธรรมนั้นเป็นส่วนน้อย มีอยู่ในกัปหนึ่ง กัปหนึ่ง พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์อุบัติขึ้นมาแล้วก็ประกาศโลกุตรธรรมให้คนได้ใช้ เสร็จแล้วก็ปรินิพพานเป็นปริโยสาน รู้จักความจบเป็นอมตะบุคคล 

พอบรรลุเป็นอมตะบุคคลแล้วจะเกิดจะตายอีก เป็นพระโพธิสัตว์เพื่อที่จะสืบทอดศาสนาช่วย เพื่อที่จะช่วยรื้อขนสัตว์มนุษย์ไปต่อ หรือจะทำบารมีของตนเองเพิ่มเติมขึ้นไปก็ตาม ก็จะเกิดต่อเชื่อมไป แล้วก็จะหมดยุคกัปอีกเหมือนกัน ถึงแม้จะมีโพธิสัตว์ก็จะมียุคกัปที่หมดเลยเรียกว่าพุทธันดร ว่าง ไม่มีศาสนาพุทธ ไม่มีพระโพธิสัตว์ ถึงแม้มีโพธิสัตว์อุบัติมาก็สอนใครไม่ได้ สอนก็สูญเปล่า  เพราะฉะนั้นก็เกิดมาเพื่อที่จะเห็นสิ่งจริงเหล่านั้นได้ มันเป็นกลียุค โพธิสัตว์ เกิดแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ คนมันเสื่อมจนรับโลกุตระไม่ได้ ทำไปก็สูญเปล่า ก็ไม่ต้องแสดงออก ก็รู้เขารู้สิ่งที่มันเกิดเหตุการณ์อุบัติที่มันมีในโลกในสังขารโลกที่มันเกิดก็เท่านั้นเอง อย่างนี้เป็นต้น 

luxury กับ Economy เศรษฐศาสตร์กับฟุ่มเฟือย

ผู้ศึกษาตามที่อาตมาพูด ได้ภูมิธรรมเหมือนที่อาตมามีภูมิก็จะรู้ความจริงอย่างนี้โดยไม่ต้องไปอ่านหนังสือหนังหาอ่านจากตำราหรือรับมาจากพระเจ้าที่ไหนไม่ต้อง มันจะเป็นจริงของมัน 

อย่างอาตมาอุบัติขึ้นมาในชาตินี้ อาตมาก็บอกว่าบรรลุเอง ไม่มีครูบาอาจารย์ เอาสิ่งที่ตัวเองมีตั้งแต่ชาติก่อนมาแล้วก็เอามาสาธยาย และมันก็พอดีกับมีตำรามีพระไตรปิฎกหลักฐานต่างๆ แม้แต่มีตำนาน ที่มีอยู่ในสังคมมันก็เลยไปตรง ยืนยันอ้างอิงได้ อาตมาก็เลยอยู่รอด 

ถ้าอาตมาไม่พูดมาไม่มีหลักฐานไม่มีสิ่งยืนยันอ้างอิงไม่มีสิ่งจริงปรากฏว่ามนุษย์เป็นได้หรือเปล่า พูดแล้วเป็นเรื่องสุดโต่ง เป็นเรื่องฟุ้งซ่าน เป็นเรื่องเพ้อเจ้อ เป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้หรือเปล่า มันเป็นไปได้ สิ่งนี้จึงเป็นหลักฐานเป็นสิ่งจริงที่อาตมาเคยสรุปลงไป ตามหลักฐานยืนยันถึงขั้นว่า

  อาตมาเกิดมาทำงานร่วมต้นความจริงจิตใจมันเป็นความจริงเป็นจริงตรงกันรวมกันเป็นหนึ่งหกทุกวันนี้ 50 กว่าปีพาคนมาปฏิบัติบรรลุมรรคผลได้เป็นอาริยบุคคล โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ จนกระทั่งมีโพธิสัตว์ด้วยมาร่วมมารวมกันเป็นปึกแผ่นเดียวกัน เป็นมวลเดียวกัน เป็นชาวอโศกเป็นต้น มันไม่ขัดแย้งหรอกในเรื่องความจริง จิตใจมันเห็นจริงเป็นจริง ตรงกัน มันก็มารวมกัน จัดลำดับมากน้อยสูงต่ำกว่ากันบ้างก็เป็นธรรมชาติ แล้วมันก็อยู่รวมๆกันมาเป็นหนึ่งเดียวกันจนกระทั่งเป็นชุมชนสาราณียธรรม 6 

จนมีวัฒนธรรมถึงขั้นสาธารณะโภคี หรือ แม้แต่ จะอยู่ด้วย กายกรรมเมตตา พฤติกรรมทางกายวาจามโน มี สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม อยู่กันอย่างมีเมตตาไม่ได้อยู่กันอย่างแข่งดีแข่งเด่นโหดร้าย อยู่กันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยอะลุ่มอล่วยกัน ขัดเกลากันบ้าง ตำหนิติเตียนกันบ้างก็เป็นไปตามจิตที่ปรารถนาดีมีกุศลเจตนา 

แล้วที่มีความยืนยันยกอ้างให้ทันสมัยกับภาษาโลก คือเรื่องเศรษฐกิจหรือเศรษฐศาสตร์ อาตมาก็พยายามยืนยันสัจจะความจริง เศรษฐศาสตร์หรือเรื่องการเมืองก็ได้ เศรษฐศาสตร์อธิบายได้ชัดกว่าการเมืองมันซับซ้อนมากกว่าอธิบายได้ยาก คนเข้าใจได้ยาก เศรษฐศาสตร์จะเข้าใจได้ง่ายกว่า มีหลักฐานยืนยันได้ชัดเจน 

อย่างเศรษฐศาสตร์ของพวกเราเป็นแก่นสาร เป็นเนื้อแท้พฤติกรรมที่ทำเศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์สำเร็จแล้วจบกิจ แต่การเมืองของพวกเรายังไม่เคยไปทำอะไรมาก มันก็เลยยังไม่มีผล ไม่มีกรรมกิริยาออกไปมาก แต่เศรษฐศาสตร์ที่เราทำ มันเป็นเนื้อหาสาระของมนุษย์ 

เสฏฐะ หรือ เศรษฐะ มันแปลว่าความเจริญ ความประเสริฐยิ่ง ภาษาอังกฤษก็คือ Economy หรือ Economic มันแปลว่าประหยัด 

เพราะฉะนั้นภาษาคำว่า Economy กับภาษาคำว่าประหยัด เขาเองก็ขัดแย้งในตัวเอง แทนที่เรื่อง Economy แต่เขากลับไปเป็นเรื่อง luxury เขาไปหลงผิด Economy คือประหยัดมีน้อยแต่ Luxury คือมีมากหรูหราฟุ้งเฟ้อใหญ่โต เห็นไหมว่าบัญญัติภาษาของเขาเองก็ถูกนะเป็น Economy คือประหยัด แต่พฤติกรรมที่เขาทำเป็นผิดเป็น Luxury เป็นพวกฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย มันไม่ประหยัด 

นี่แหละคือมายามันหลอกตัวเอง คุณกำหนดพยัญชนะดูเหมือนจะถูกแต่คุณประพฤติกับการกระทำของคุณมันผิด คุณชอบประหยัดแต่คุณไปทำฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย มันก็ล้มเหลวสิ แล้วคุณจะเอาอะไรกันแน่ นี่แหละคือความยากที่คนเราก็ไม่คิดจะเป็นนะคน ไม่คิดจะเป็นอย่างนี้หรอก แต่มันเป็นจริง คนเรามันเป็นอย่างนั้นได้ มันต้องให้ชัด

หยิบเอาคำใหญ่ๆคือคำว่า GDP คำสำคัญคำใหญ่ของเขาเลยมาหยิบเป็นตัวพระเอกเป็นตัวนำตัวแสดง 

คือเขากำหนดเจตนาว่าจะทำอย่างนี้เป็น GDP จริงๆคำว่า GDP ก็หมายถึงตัวชี้บ่งถึงเศรษฐกิจ แต่แท้จริง GDP มันออกนอก 

เขาบอกว่า GDP ดีจังเลย เจริญจังเลย หมายความว่าเขาจะต้องได้ตัวเลขของรายได้ ตัวเลขของเงินทองสิ่งที่เขาได้เปรียบมาก เขาจะต้องได้มากตัวเลขสูง ได้เงินทองมากๆ จึงบอกว่าเศรษฐกิจดี 

ความจริงแล้วมันไม่ใช่ มันไม่ได้ประหยัด มันไม่ได้มีน้อย มักน้อย แต่มัน luxury มันฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยมากมาย แล้วคุณปฏิบัติก็ไปรีดของคนอื่นมา คุณก็ต้องไปโกยของคนอื่นมา เอาเปรียบมาให้ได้มากๆ แล้วเขาก็ทำอย่างนี้ทั้งโลก 

เพราะฉะนั้น ความรู้ที่เป็นเทวนิยมยังไม่เป็นโลกุตระ มันจะยังไม่แม่น มันจะเป็นอย่างนี้พูดดูเหมือนดีๆ แต่เมื่อทำจริงๆเค้าเป๋แล้ว แปลว่าเข้าป่า ภาษาจีนเข้าแปลว่าแย่แล้ว มันก็ไปนอกความจริง ผิดจากความจริงไป 

“เศรษฐกิจดี” หรือ“เศรษฐกิจไม่ดี” คือ อย่างไร? 

     ในสังคมขณะนั้นหรือในกาละช่วงปัจจุบันนั้นๆ“มันคืออย่างไร?” 

 เอาอะไร? มาเป็นเครื่องวัดหรือเครื่องชี้บ่งยืนยัน ว่า “เศรษฐกิจดี” หรือ“เศรษฐกิจไม่ดี”

1)ถ้าผู้ใดจะเอา“ตัวเลขของการเงิน” ที่ได้ที่มี นับเอาจากเงินคงคลังและจากกระแสสะพัด ที่มี“จำนวนสูง-จำนวนมากแห่งตัวเลขของเงิน”เท่านั้นเป็นตัวชี้บ่งยืนยันว่า “เศรษฐกิจดี” ผู้่นั้นก็จะได้“ความรู้”แค่ว่า สังคมนั้นเก่งในเรื่อง“ตัวเลขของการเงิน”ชื้บ่งว่า “เศรษฐกิจดี”แค่นั้น และเท่านั้น ที่อยู่แค่“ตัวเลขของ GDP”นี้แหละ เป็นตัวบ่งชี้“เศรษฐกิจ” ตัดสินกันว่า “เศรษฐกิจดี”หรือ“เศรษฐกิจไม่ดี” ก็คือ ยืนยันด้วยตัวเลข GDP

ซึ่งมันแสนง่ายดายกันเหลือเกิน!! มันผิวเผินตื้นเขินเกินไป!!!

สังคมใดที่เอาแค่“ตัวเลขของ GDP”มาเป็นเครื่องชี้บ่งตัดสิน
เด็ดขาดว่า “เศรษฐกิจ” ดีหรือไม่ดี มันก็แก้ปัญหาเศรษฐกิจจบกันแค่“ตัวเลข”

แล้วก็เอาแค่“ตัวเลขของ GDP”เท่านี้ มายืนยัน“เศรษฐกิจ”ว่า ดีหรือไม่ดี นี้คือ ความรู้-ความฉลาดของชาว“เทฺวนิยม” ก็เป็นแค่รสนิยม“โลกียะ” ที่ขึ้นอยู่กับ“ค่านิยม”ของอำนาจ“ลาภยศสรรเสริญสุข” ที่“ทุนนิยม”ใช้เป็นเครื่องชี้บ่งว่า เศรษฐกิจดีหรือไม่ดี”กันอยู่เท่านั้น แน่นอน

ในโลกสามัญปุถุชนคนโลกียะทั่วไป เขาก็ถือกันว่า“จริง”อยู่

แต่ชาว“บุญนิยม”หรือคนผู้มี“ความรู้-ความฉลาด”เป็น“โลกุตระ”จะมีเครื่องชี้บ่งตัดสิน“เศรษฐกิจดี”ที่“จริง”แตกต่างไปกว่าชาว“เทฺวนิยม”โลกียะหรือ“ทุนนิยม”ทั้งหลาย อย่างมีนัยสำคัญลึกซึ้งซับซ้อนอีกมาก

  

2)ยังมีอะไรอื่นที่เป็น“องค์ประกอบ”ของความเป็น“เศรษฐกิจ”ด้วย ที่จะเป็นเครื่องชี้บ่งว่า เศรษฐกิจดีหรือไม่ดี เช่น มันต้องมี“คน” มี“การกระทำ” มี“ความรู้สึก” มี“กาละ” มี“เทศะ” มี“ฐานะ”เป็นต้น ที่แต่ละอย่างก็เปลี่ยนแปรไปเสมอ ไม่มีอะไรเที่ยงแท้เลย ทั้ง“กาละ”ทั้ง“เทศะ”ทั้ง“ฐานะ” โดยเฉพาะมี“ความรู้สึก” หากไม่เอามาคิดมาร่วมคำนวณด้วย มันก็ไม่ครบ“ความจริง”แน่ มันผิวเผินตื้นเขินเกินไป มันบ่งชี้ยืนยันตัดสิน“ความจริง”ที่เรียกว่า “เศรษฐกิจดี”กันยังไม่ได้หรอก

“กาละ”คือ เวลา ซึ่งเคลื่อนที่เสมอ, กำหนดเอาวาระเป็นครั้งเป็นรอบ และ“ไม่คงที่” มีอยู่นิรันดร ตราบที่มีอวกาศมีเอกภพมีมหาจักรวาล

“เทศะ”คือ องค์ประกอบสิ่งต่างๆ,แต่ละอย่างต่างกัน ย่อมแย้งกัน หรือขัดกัน ไม่ใช่ความเป็นหนึ่งเดียว ต้องกระทบกันทำให้ไม่หยุดอยู่ 

“ฐานะ”คือ ที่ตั้งของรูปกับนาม, ตำแหน่งของขั้นชั้นที่เป็นอยู่ ซึ่งล้วน“เกิดขึ้น-ตั้งอยู่ดับไป”ในสรรพสิ่งอยู่ตลอดกาล 

ดังนั้น จึงไม่มีอะไร“เที่ยงแท้-คงที่-เป็นหนึ่ง”อยู่เป็นอันขาด 

เพราะแค่“กาละ”คือ เวลา มันก็ไม่เคย“คงที่” ไม่มีใครจะบังอาจให้“กาล” หรือให้“เวลา”มันนิ่ง เที่ยงแท้ แม้แต่“พระเจ้า”

มันจึงต้องขึ้นกับ“กาละ”ด้วยแน่นอน แม้“เทศะ” และ“ฐานะ” โดยเฉพาะ“คน” แม้“การกระทำ” และ“ความรู้สึก”นั่นแหละยิ่งสำคัญกับความเป็น“เศรษฐกิจ” ที่จะมี“ความรู้สึก”เป็นเครื่องชี้บ่งว่า “เศรษฐกิจดีหรือเศรษฐกิจไม่ดี” ซึ่งจะมี“ความรู้-ความฉลาด”ระดับ“ปัญญา”ตัดสินได้

“เศรษฐกิจดี”ในความหมายของชาวเทฺวนิยมโลกียะนั้นจึงยังไม่ “จบกิจ”เด็ดขาดได้แน่นอน เพราะไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงใน“จิต เจตสิก รูป นิพพาน”  ดังนั้น“เศรษฐกิจดี”ของเทฺวนิยม ก็ยังขึ้นอยู่กับ“สุข”อยู่ดี 

  

3) เฉพาะอย่างยิ่ง“ฐานะ”ของ“คน”ที่ประกอบไปด้วย“กาย”กับ“จิต” และต่างก็เป็น“ภาวะของตนเองทั้งสิ้น” ต่างก็อิสระของแต่ละคน ไม่มีใครบังอาจ จะมาเป็น“เจ้า”เป็น“นาย”ใครเลยในความเป็น“อัตตภาพ” อันเป็นตนของตน

แต่คนหรือลัทธิศาสนาที่ยังไม่สามารถมี“ธาตุรู้”ที่เจริญกว่านั้น มันก็ไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงความจริงของ“เศรษฐกิจ”หรือของ“ตัวของตน”แน่ๆ

เพราะมันยังมี“เฉโก”กับ“ปัญญา” หรือ“อวิชชา”กับ“วิชชา” หรือยังมี“กิเลส”กับ“ไม่มีกิเลส”เป็นต้น ที่เป็นภาวะ 2” อันเป็นเรื่องของ“เทฺว”ใน“จิตนิยาม” ซึ่งมันย่อม“แตกต่าง”กันอยู่นั้น “ความจริง”มันก็ไม่ลงรอยกันอยู่แท้ มันต่างกันไปมี“เทฺว” มี“ภาวะ 2” ตราบที่มี“นามกับรูป”ในความเป็น“จิตวิญญาณ”หรือมี“จิตนิยาม”กันแล้วในโลก  

ผู้ไม่มี“ปัญญา” ย่อมตัดสินให้“ยุติธรรม”ไม่ได้อยู่ดี

ผู้มี“ปัญญา”เท่านั้นที่จะตัดสินให้“ยุติ”หรือ“จบกิจ”สำเร็จ

4) “เศรษฐกิจ”มันอยู่เหนือ“กาละ”ไม่ได้หรอก หรืออยู่เหนือ“เทศะ”ก็ไม่ได้แน่ หรืออยู่เหนือ“ฐานะ”ของคนที่มีไม่เท่ากันยิ่งไม่ได้เด็ดขาด

มันย่อม“ไม่เที่ยงแท้-ไม่คงที่”อยู่ตลอดกาลแน่นอน

ดังนั้น จะ“ยุติ”กันได้ถึงขั้น“จบกิจ”แท้จริง จึงไม่ใช่ไปทำ“เศรษฐกิจ”ที่เป็นองค์ประกอบของ“ภายนอกกาย-ภายนอกจิต”ของตนๆ

มันต้องหันมาทำ“ยุติธรรม”กันในจิตใจของคนแต่ละคนจึงจะ“จบ” 

และก็สามารถทำความ“จบกิจ”ได้เฉพาะตนแต่ละคนผู้มี“ปัญญา”

เมื่อมี“ปัญญา”แล้ว จึงจะได้ช่วยกันจัดการ“องค์ประกอบ”ต่างๆอื่นๆให้สังคมเกิด“เศรษฐกิจ”ที่จะเรียกว่า “เศรษฐกิจดี”ได้จริง

 

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ  

สมณะเดินดิน… 

พ่อครูว่า… พุทธทำความเที่ยงและทำความไม่เที่ยงได้ จบสุดที่ 0 ทำตัวเองให้ 0 ได้ เทวนิยมีแต่ความมีนิรันดร ไม่มีความไม่มี พวกนี้โง่ยิ่งกว่าเจ้าชายอนุรุทธ เพราะเจ้าชายอนุรุทธไม่รู้จักคำว่า “ไม่มี” ชีวิตเจอแต่ความมี อันนี้เป็น อจินไตย สำคัญมาก 

ของเขาจะไม่รู้จักเลยคำว่า ไม่มี หรือคำว่า ศูนย์ ของเขาจะมีนิรันดร เจ้าชายอนุรุทธให้เอาขนมมาแต่วันนั้นขนมหมด ข้ารับใช้เลยบอกว่า ขนมไม่มี เจ้าชายอนุรุทธก็เลยบอกว่าเอาขนมไม่มีนั่นแหละมาให้ 

5) ซึ่ง“ฐานะ”ของ“จิต”คนผู้ยังเป็น“ปุถุชน”อยู่นั้น จิตย่อมเป็น“เฉโกโลกียะ”อยู่ ก็เป็นธรรมดาที่จะยัง“ตกต่ำเป็นธรรมดา(วินิปาตธรรม)” เพราะ“ปุถุชน”  นั้นยังไม่“นิจจัง ธุวัง สัสสตัง อวิปริณามธัมมัง อสังหิรัง อสังกุปปัง”แน่นอน

ดังนั้น คนที่มี“จิต”แตกต่างกันอยู่แท้จริง คือ ฝ่ายหนึ่ง “ยังมั่นคงยั่งยืนไม่ได้” แต่อีกฝ่ายนั้น“มั่นคงยั่งยืนตลอดกาลไม่มีเปลี่ยนแปรเป็นอื่นอีกแล้ว” มันก็ย่อมมี“เศรษฐกิจ”ที่แตกต่างกันคนละขั้ว คนละดีแน่ๆ

“เศรษฐกิจดี”ก็ต้องมี“ฐานะ”เข้าขั้น“มั่นคงยั่งยืนตลอดกาลไม่มีเปลี่ยนแปรเป็นอื่นอีกแล้ว” จึงจะนับว่า เป็น“เศรษฐกิจดี”ได้แท้

ซึ่งภาวะที่จะ“มั่นคงยั่งยืนตลอดกาลไม่มีเปลี่ยนแปรเป็นอื่นอีกแล้ว” ก็มีแต่“จิตวิญญาณ”ของคนผู้มี“ปัญญา” และทำ“จิต เจตสิก รูป นิพพาน”สำเร็จ จึงจะเป็นผู้“จบกิจ”อย่างยั่งยืนตลอดกาลนิรันดร

6)แต่“ความแตกต่าง”ก็ยังคงมีอยู่ ไม่มีใครหรือพระเจ้าใดจะมาทำให้ “ความแตกต่าง”ที่เป็น“ภาวะ 2”ยิ่งใหญ่ในเอกภพมหาจักรวาล “ยุติ”ได้

นอกจาก“ตนเอง”เท่านั้นที่จะจัดการกับ“จิตวิญญาณ”ของตนเองให้เป็น“ปัญญา”ได้จริง จึงจะสามารถจัดการ“กับ“ตนเอง”และ“ความไม่เที่ยง-ไม่คงที่”ของ“กาละ-เทศะ-ฐานะ”ได้ถึงขั้น“จบกิจ”เฉพาะตนเป็น“ยุติ”

จึงจะมีความ“จบกิจ”เฉพาะคนที่มี“จิต”เข้าขั้นคุณวิเศษถึงขั้นเป็น“อาริยบุคคล”ที่เป็น“ความรู้-ความฉลาด“ขั้น“ปัญญา”สามารถรู้จักรู้แจ้ง รู้จริง“เศรษฐกิจ”ของโลกของสังคม และ“การกระทำจิตในจิต(มนสิการ)ของตน”ให้อยู่กับ“ความไม่เที่ยง-ไม่คงที่”ของ“กาละ-เทศะ-ฐานะ”อันเป็นองค์ประกอบที่สัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันให่้เกิด“เศรษฐกิจ” และ“ปัญญา”ที่“ฉลาดเพียงพอของแต่ละคน อยู่ในสังคมมนุษยชาติ

7) ซึ่งไม่มีอำนาจใดแม้แต่ของ“พระเจ้า”จะมาจัดการกับ “เศรษฐกิจ” โดยเฉพาะจัดการกับ“จิตวิญญาณ”ของใครแต่ละคนได้ นอกจาก“ตัวเราเอง” ถ้า“พระเจ้า”บัญชาทุกสรรพสิ่งได้หมด สังคมมนุษย์ก็ไม่ต้องมีโรงเรียน หรือไม่ต้องมีมหาวิทยาลัยกันหรอก หรือมนุษย์ก็ไม่ต้องมีสมอง ไม่ต้องมีจิตวิญญาณ พระเจ้าก็สั่งคนนั้นคนนี้ให้จัดการตามพระประสงค์ได้โดยไม่ต้องเสียเวลา ไม่ต้องเสียทุนรอน ไม่ต้องเสียแรงงานใดๆเลย มนุษย์ ทุกคนและสังคมที่อยู่ในบัญชาของพระองค์ก็เป็นอยู่อย่าง“สงบสุข”ได้ตามพระประสงค์กันแล้ว ไม่ต้องมากังวลกับ“ปัญหาเศรษฐกิจ”กันอีก

แต่ตามจริงของ“สังคมมนุษย์”ที่เกิดที่เป็นกันได้จริงนั้น คนที่ยังมีแต่“เฉโก” ไม่มี“ปัญญา”ที่เป็น“โลกุตระ” ก็จะยัง“แก้ปัญหาเศรษฐกิจ” ให้“ดี”พอที่จะเรียกว่า “จบกิจ“เป็นที่“ยุติ”ไม่ได้

แม้แต่“พระเจ้า”ก็บังคับหรือบัญชาให้เศรษฐกิจเป็นเข่นนั้นเป็นเข่นนี้ไม่ได้ พระเจ้าบังคับให้“เศรษฐกิจไม่ดี”ตลอดกาลก็ไม่ได้ หรือบังคับให้“เศรษฐกิจดี”ขั้น“จบกิจ” เป็นที่“ยุติ”ให้แก่คนแก่สังคมก็ไม่ได้

คนแต่ละคนต่างหากที่มี“ปัญญา”รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“จิตวิญญาณของตนเอง”และสามารถอยู่กับ“เศรษฐกิจที่แม้จะแปรปรวนวิปริตวุ่นวายปานใด ก็จะอยู่ด้วยจิตใจมี“อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล เพิ่มพูนการเสียสละ”อย่าง“ยุติธรรม” เพราะ“จบกิจ”ได้เฉพาะตน 

8) นอกจาก“พระเจ้า”ต้องการให้มนุษย์และสังคมไม่“สงบสุข”กันเท่านั้น ถ้า“พระเจ้า”ต้องการให้มนุษย์ก็ดี สังคมก็ดี “สงบอบอุ่น”กันจริงละก็ ท่านก็จัดการกับเรื่องขี้ปะติ๋วแค่“เศรษฐกิจ”นี้ ไม่ให้มันต้องเป็นภาระหนักยุ่งยากให้แก่มนุษย์ที่ต้องสรรหา“วิธี” ตาม“เจตนา” ตามที่มี“อุดมคติ” ตามที่มี“เชิงคิด”ของมนุษย์นำมาใช้“แก้ปัญหาเศรษฐกิจ”กันอย่างไม่เคย “จบกิจ”กันลงได้นี้ ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยกันแล้วๆเล่าๆให้แก่คนในโลก “เศรษฐกิจ”ไม่“จบกิจ”เป็นที่“ยุติ”ในมนุษย์ในสังคมในประเทศกันดอก

 

สมณะเดินดิน… สรุปจบ