660913 ฌานวิสัย คืออจินไตย 4 ที่พ่อครูมีในตน พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1FxgizMcs8uqcVAlE9QwPy1i8vqiYkDGG/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true   

                                                                                                                                  

ดาวน์โหลดเสียงที่   https://drive.google.com/file/d/1b-1GKe7UQVd2KTaqYglII1bjVmLDdAID/view?usp=sharing 

และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/dhamaporkru/episodes/660913-108—4-_-e29918q 

ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/1dP5zs0519c 

และ https://www.facebook.com/100078722032092/videos/1387113891869948/ 

มีซับ https://youtu.be/wiuyrEIlDeU 

สมณะเดินดิน… วันนี้วันพุธที่ 13 กันยายน 2566 แรม 13 ค่ำเดือน 9 ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก ช่วงนี้บรรยากาศบ้านราชฯ ก็กำลังคึกคัก เพราะเรากำลังจะได้รับต้อนรับแขกคนสำคัญของเราคือน้องน้ำ กำลังจะมาเยี่ยมเยียน วันนี้พ่อครูอาจจะแสดงธรรมไม่ได้ครบคอร์ส เพราะหลังการเทศน์จะมีการประชุมวางแผนเตรียมต้อนรับ น้องน้ำ เราจะพยายามขนของตอนแห้งๆ ตอนที่น้ำยังไม่มามากหนัก เราทำอย่างเซฟตี้เลย ไม่ต้องสงสัยว่าจะท่วมหรือไม่ท่วม เราย้ายไปที่ชั้น 2 เฮือนบวรเลย วันนี้เราก็หน่วยพยาบาลโฮ่งปัวไปไว้ที่ชั้น 2 เรียบร้อยแล้ว 

น้ำมาแต่ละทีเป็นเครื่องเช็คเครื่องตรวจสอบพวกเรา ใครมีทรัพย์สมบัติมากก็จัดทุกข์ทรมานมาก จะไม่ได้ทุกข์ทรมานเฉพาะเจ้าของ แต่ทำให้ท่านมือมั่นทุกข์ทรมานด้วย 

พ่อครูว่า… เราก็ไล่ไปตาม SMS ชั่วโมงนึงรู้สึกว่าเป็นเรื่องจ้อยๆ ชั่วโมงครึ่ง – 2 ชั่วโมงก็ยังได้ เพราะกำลังมันยังดี 

 SMS  วันจันทร์ที่ 11  รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม

_ใบฟ้า ธรรมะธารา นาวาบุญนิยม . ๑๐ อันดับเพลงโลกุตระที่โดนใจไพเราะ ของ “ครูรัก รักพงษ์”ในทรรศนะของ ลูกคนนี้ 

๑๐.ผกาดั่งนารี ๙.คนโลกเก่า คนโลกใหม่  ๘.สมรรถนะ  ๗.ป่ากาม ๖.กองทัพพุทธธรรม  ๕.แม่จ๋า ๔.อีกหนึ่งฟากฟ้า อีกฟากฟ้าหนึ่ง ๓.ขันติต้องไม่จาง (พ่อครูว่า…เขาชื่อว่า แสงธรรมต้องทอบวร) ๒.ก่อนสิ้นแสงตะวัน ๑.บูรณะภาพ

ขอกราบขอบพระคุณ ครูรัก รักพงษ์ พ่อครูสมณะโพธิรักษ์สำหรับศิลปะโลกุตระนี้ ด้วยสุดเศียรเกล้าฯ ค่ะ 

พ่อครู เล่าความหลังได้อย่างมี “อภิปปโมทยัง จิตตัง”  ลูกๆ ก็คงจะรื่นรมย์กันทั่วหน้า เช่นเดียวกับลูกคนนี้ค่ะ กราบขอได้กรุณาเล่าสู่แบบนี้เรื่อย ๆ นะเจ้าคะ

พ่อครูว่า…ถ้าเผื่อว่าอาตมาแก่จริงก็คงจะต้องพูดเรื่องเก่าๆ ก็คงจะดูไป พวกเราชาวดูไป 

_โกสุม นาวา . น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่งเจ้าค่ะ ฟังธรรมวันนี้เวลาที่พ่อพูดถึงอดีตที่ผ่านมา ลูกรู้สึกว่า พ่อครูมีพลังและมีความสุข ลูกๆไม่ได้ฟังธรรมะก็ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ จะได้เป็นการให้พ่อครูได้พักและผ่อนคลายเจ้าค่ะกราบนมัสการเจ้าค่ะ

พ่อครูว่า…ก็เป็นความเห็นหนึ่ง

ความตั้งใจแต่เด็กของพ่อครูที่จะทำให้ได้

_ใจธรรม สิทธินาวิน . ฟังประวัติพ่อครูสนุกมากค่ะ ชอบค่ะ ได้ดูรูปเก่า ๆ ได้บรรยากาศมากเลยค่ะ

พ่อครูว่า…รูปแรกซ้ายมือชุดขาว ตอนเรียนโรงเรียนเพาะช่าง ภาพที่ 2 ก็เป็นโรงเรียนเพาะช่างกำลังไหว้ครูกัน พระวิษณุ ส่วนภาพที่ 3 ภาพนี้ต้องเล่าเพราะเกี่ยวถึงเพลง กระจุกที่กำลังยืนอยู่ทั้งหมดคือนักร้องที่ร้องกัน ไม่มีอาตมายืนอยู่ในตรงนี้  แต่อาตมาอยู่ในที่นี้ นี่เป็นที่สถานีวิทยุรักษาดินแดน นักร้องเป็นเมียพี่ล้วน คือพี่สะอาด นิลอร่าม ข้างหลังนี่ก็บุญส่ง นี่ก็เป็นเรื่องเก่าที่แต่ก่อน ก็อยู่กับวงการพวกนี้ร้องเพลง 

อาตมานี่ชอบ เรียงคำไว้เลยนะ ตั้งแต่เด็ก เราเกิดมาชาตินี้จะต้องเป็นให้ได้ทั้งหมดเลยคือ 1. ร้อง แสดง แต่ง เรื่อง เพลง วาด พากย์ ถ่าย 

คือ 1.จะต้องเป็นนักร้อง 2. จะต้องเป็นนักแสดง 3. จะต้องเป็นนักแต่ง และแต่งจะร้ต้องแต่งทั้งเรื่อง ทั้งเพลง ทั้งเป็นนักวาด ทั้งวาดภาพ ทั้งถ่ายภาพ เรียงไว้เลยตั้งแต่เด็ก ร้อง แสดง แต่ง เรื่องเพลงวาด พากย์ ถ่าย แต่ก่อนเขามีหนังก็เคยเป็นนักพากย์ แต่ไม่มาก แม้แต่ในโทรทัศน์ก็ได้พากย์ เขาให้ไปพากย์แต่หนังการ์ตูน หนังดีๆเขาก็ไปพากย์กับพระเอกนางเอก เราก็ว่าเราแน่เหมือนกันนะแต่ก็ไม่ได้ ทั้งๆที่เราชีวิตเป็นฆราวาสแต่ก่อนอยู่โทรทัศน์ก็ทำมาก่อนด้วย 

อยู่กับนักพากย์ชั้น 1 ของประเทศเลยนะ คือ เพ็ญ ปัญญาพล กับเมียแก ศรี ปัญญาพล พากย์หนัง ยึดโรงหนัง เท็กซัส ฉายหนังแขก แก้พากย์คู่ผัวเมีย คู่เดียวนี่แหละจนกระทั่งตายเลย พากย์จนแก่จนตาย พากย์หนังอินเดีย หนังเท็กซัสโรงหนัง เท็กซัสเป็นที่รู้กันเลยฉายหนังอินเดีย ถนนหน้าโรงหนังเท็กซัส ขายข้าวแกงกะหรี่ เสร็จแล้วก็มีร้านขายน้ำหวาน เขาจะหั่นแตงโม น้ำหวานใส่โหลแก้ว แล้วหั่นแตงโมสุกเป็นชิ้นๆ เป็นลูกเต๋าใส่น้ำหวาน เดี๋ยวนี้สภาพเก่าๆหายไปหมดแล้วไม่เหลือพวกนี้เลย ประวัติศาสตร์พวกนี้ 

พูดถึงฉากนี้อยากจะเล่านิดนึง ฉากนี้คือฉากเวที แล้วอาตมาก็จัดการแสดงฉากที่เห็นคือฉากสุโขทัย เจดีย์สุโขทัย เป็น operetta ซึ่งไม่ใช่ Opera คือ Operetta นี้ มันต่างกันกับ Musical play ถ้า Musical play ก็คือละครเพลง แสดงและอาจจะมีร้องเพลงด้วย มีบทพูด มีภาษาพูดแทรกเข้าไปแล้วก็มีเป็นเรื่องราว 

แต่ Opera หรือ operata และ operetta ก็คือ Opera น้อยๆ Opera ก็คือของฝรั่งเขา ใหญ่เลย คือเป็นการร้องเพลงกันทั้งเรื่องเลย เช่นเรื่องโรมิโอ – จูเลียต ก็ร้องกันทั้งพระเอกนางเอก ตัวประกอบทุกคนร้องอย่างไม่มีคำพูดเลย ส่วน Operetta ก็ร้องเหมือนกันทั้งเรื่อง แต่เป็นเรื่องที่เล็กกว่าสั้นกว่า อาตมาทำ Operetta แค่ 20 กว่านาที แสดงตั้งแต่เป็นเด็กนักเรียนเพาะช่างอยู่ ทำเรื่องนี้แล้วก็ออกแสดงงานศิลปหัตถกรรม แสดงแล้วอาจารย์สมโรจน์ เป็นผู้ดำเนินการ งานศิลปหัตถกรรม เขาก็อยากได้เรื่องนี้อีก ชอบมากให้ไปแสดงซ้ำอีก ก็เลยไปแสดงซ้ำ แต่นักแสดงชุดใหม่ อาตมาก็ต้องไปซ้อมเป็นเดือนนะ ทั้งร้องทั้งออกท่าทาง อาตมาก็เป็นคนดีไซน์ อาตมาเป็นคนหัดฝึกหัดแสดง ให้มันซิงโครไนซ์กันให้มันเข้ากันได้ ก็ได้ทำสิ่งเหล่านี้มาถ้าอาตมาอยู่ทางฆราวาสอาจจะสร้าง Opera นะ ให้คนไทยร้อง Opera เลย 

_อัมพร กุลศักดิ์ศิริ . ชอบฟังพ่อครูเล่าเรื่องเก่า ๆ ครับ และอยากให้เด็กรุ่นใหม่ร้องเพลง “แม่มูล”

พ่อครูว่า…เดี๋ยวนี้เขาเปลี่ยนชื่อเพลงเป็นเพลงแม่จ๋าแล้ว มันร้องค่อนข้างยากอยู่ ถ้าจะให้ร้องเพราะต้องมีความสามารถหน่อยเพลงนี้ อุมาพรร้องได้ดีทีเดียว เสียงต้นฉบับที่ร้องพอได้คือเกศินี เป็นนักร้องขวัญดาว อาตมาคัดขึ้นมาร้อง เสียงแกค่อนข้างจะแข็งหน่อย ใช้คำใช้อะไรออกมามันก็แข็งอยู่บ้าง มันไม่เหมือนอุมาพรร้องออกมาได้ดี ถ้อยคำอะไรเสียงที่ออกมา Vibration ก็ดีพอสมควร ส่วนเกศินี vibration จะมากกว่าหน่อย แต่อุมาพรนี้ได้พอดีๆ ร้องได้ดีมาก vibration คือเสียงลูกคอ  

ฟังลูกทุ่งชายที่ลูกคอมากก็คือมนต์สิทธิ์ คำสร้อย ลูกคอเขาจะกี่ชั้นก็ได้ ยิ่งสุนทราภรณ์แล้วก็โฉมเอยโฉมงาม เพลงแกร้องไม่มีลูกคอเลย สุนทราภรณ์ 

ปฏิสัมภิทาญาณของพ่อครูเป็นเช่นไร

_สว่างแสง ขวัญดาว . น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงสุดค่ะ ลูกขอกราบเรียนถามพ่อครูว่า พ่อครูเป็นสมณะผู้มีปฏิสัมภิทาญาณ คืออย่างไรคะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงสุดค่ะ

พ่อครูว่า…ปฏิสัมภิทาญาณ หมายความว่า มีญาณปัญญามาก มีญาณปัญญายิ่ง มีญาณปัญญาอันยิ่ง ซึ่งประกอบไปด้วย  อัตถปฏิสัมภิทา ธรรมะปฏิสัมภิทา นิรุตติปะฏิสัมภิทา ปฏิภาณปฏิสัมภิทา 

๑. สุกขวิปัสสโก (ผู้เห็นแจ้งโดยปัญญาเพรียวๆ) 

๒. เตวิชโช (ผู้ใช้วิชชา ๓) 

๓. ฉฬภิญโญ (ผู้ได้อภิญญา ๖ ฝ่ายเจโตสมถะ)  

๔. ปฏิสัมภิทัปปัตโต (ผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ทั้ง ๔ ได้แก่… 

อัตถปฏิสัมภิทา ฉลาดในเนื้อแท้แห่งสัจจะ-เป้าหมาย   

ธัมมปฏิสัมภิทา ฉลาดในสภาวธรรมต่างๆ ทั้งหมด 

นิรุตติปฏิสัมภิทา ฉลาดในการมีภาษาบอกกล่าว 

ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ฉลาดในเชาวน์ไหวพริบ 

(จากคัมภีร์วิสุทธิมรรค) 

ประกอบด้วย 4 อย่าง 1. คือในความรู้มีความรู้ยิ่งมีความรู้อันยิ่งมีปัญญาอันยิ่ง มันพร้อมไปด้วย 1) เนื้อแท้ เนื้อหาสาระ 2) พร้อมไปด้วยธรรมะ 3) พร้อมไปด้วยภาษา นิรุตติ ภาษาพยัญชนะต่างๆมีมากพอ 4) ปฏิภาณ ไหวพริบ เป็นความเฉลียวฉลาดอยู่ในนั้น ทั้ง 4 ประการ อาตมาก็พอมีสิ่งนี้อยู่ 

ผู้ที่มีความรู้ก็สามารถรู้ได้ เป็นผู้ที่จัดอยู่ในพวกยอดของผู้รู้  ซึ่งมีเกจิหรือพระอรรถกถาจารย์ท่านเรียงเอาไว้ เป็น 4 ชั้น 

อรหันต์ที่เป็นอรหันต์ไม่มีอะไรเลยคือสุขวิปัสสโก มีแต่วิปัสสนาญาณอย่างเดียวแล้วก็รู้แจ้งบรรลุ 

ส่วนอีกคนหนึ่งมีเตวิชโช ก็ถือว่าเตวิชโชนี้สูงกว่าสุขวิปัสสโก อาตมานั้นถ้าจะว่าจริงๆน่าจะเอาสุขวิปัสสโกสูงกว่าเตวิชโช พวกเตวิชโชเป็นพวกสมถะ ส่วนสุขวิปัสสโกเป็นพวกวิปัสสนาไม่ใช่สมถะ 

ขั้นที่ 3 คือฉฬภิญโญคือมีอภิญญา 6 

ส่วนขั้นที่ 4 คือปฏิสัมภิทัปปัตโต คือมีพวกปฏิสัมภิทาญาณ  อัตถปฏิสัมภิทา ธรรมะปฏิสัมภิทา นิรุตติปะฏิสัมภิทา ปฏิภาณปฏิสัมภิทา  

 

_สื่อฟ้าศิลป์ ภูวนาถ . มนุษย์หูเทียมคุ้นชินการฟังธรรมะพ่อครูโดยการอ่านปากมาแต่เอ็ฟเอ็มทีวี จนถึงบุญนิยมตั้งแต่กู้ชาติ ๔๘ ในนาม ๓ สาว สกก.ปฝ.ฉช. มาต่อมวลมหาปชช.๕๗ ถึงปีล่าสุด ๖๖ ช่วงที่เครื่องช่วยฟังเสียไปกับการชุมนุมบ้าง อุบัติเหตุบ้าง  เหตุสุดวิสัยบ้าง  คุ้นกับน้ำเสียงพ่อครูเทศนาธรรมมาสิบๆปี แม้อยู่ในโลกเงียบ  กราบอนุโมทนาธรรมพ่อครู สาธุ

พ่อครูว่า…เก่งนะเขาอ่านมือก็ว่ายากแล้ว แต่อ่านปากรู้ได้ด้วยละเอียดนะ อ่านปากแล้วก็รู้ว่าพูดอะไร เขาถนัดย่อคนนี้ อาตมาก็ถนัดงงเหมือนกัน สนใจธรรมะก็ดีแล้วคนนี้เขาก็เป็นศิลปินเหมือนกันหากินทางวาดรูป 

_จนแท้ บุญคุ้มมาจน. กราบคารวะพ่อครู รัตภูมิ สงขลาภาพเสียงชัดเจนครับ

พ่อครูว่า…ตอบรับทางเทคนิคมา 

_ชาญณรงค์ จินดาธรรม . ท่านผู้ใดผู้ทรงคชาธาร ทำยุทธหัตถีชนะขุนสามชนเจ้าเมืองฉอด ผู้มีอัชฌาสัยอันทนไม่ได้ต่อความกรุณา ข้าพเจ้าขอกราบคารวะด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ด้วยอัษฎางคประดิษฐ์ แทบเท้าพระนิยตโพธิสัตว์เจ้าองค์นั้น ด้วยความรักอย่างยิ่ง ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง ด้วยความศรัทธาอย่างยิ่งครับ

พ่อครูว่า…ไม่รู้ผู้ใดผู้ทรงคชาธาร ทำยุทธหัตถีชนะขุนสามชนเจ้าเมืองฉอด พวกเราว่า พ่อขุนรามคำแหง

วันอังคารที่ 12 รายการ พุทธศาสนาตามภูมิ ภาคทบทวน

_จิ แก้วประดิษฐ์ . หนูโชคดีมากค่ะท่าน ได้เจอผัสสะทุกวันแล้วก็ได้อ่านผัสสะทุกวันสนุกทุกวันค่ะ สาธุค่ะ

พ่อครูว่า…ดีมาก ฟังธรรมะเข้าใจ แล้วก็รู้ว่า ผัสสะนี่แหละเป็นตัวสำคัญของการปฏิบัติธรรม อย่างพวกนั่งหลับตาอาตมาบอกว่าให้เลิกเถอะ มันไม่มีอปัณณกปฏิปทา 3 มันไม่ใช่ศาสนาพุทธ จะทำยังไงเขาจะได้รู้สึกรู้สา ว่าเอ๊.. จริงหรือ น่าจะสะดุดใจบ้าง ตรวจสอบดีๆ อ่านพระไตรปิฎกให้แตกๆ อ่านดีๆ ตั้งแต่พระสูตรแรก ก็อ่านไปเถอะพระสูตรเดียวก็ได้ พรหมชาลสูตร อ่านดีๆเถอะ ไม่มีผัสสะเป็นปัจจัย ไม่มีฐานที่ตั้งแห่งการปฏิบัติและมันก็โมฆะในศาสนาพุทธเท่านี้แหละ จุดเท่านี้แหละ ถ้าอ่านเข้าใจก็จะรู้สึกสะดุ้งเฮือกเลยนะ โอ้โห..ไปหลงงมงายหลับตาปฏิบัติอยู่ได้ เป็นลูกศิษย์เดียรถีย์ ลูกศิษย์ชาวนอกพุทธกัน จนกระทั่งเดี๋ยวนี้นี่มันเสื่อมมาตั้งหลายร้อยปีแล้วแล้วก็ไปโง่เง่าเสื่อมกันมาเรื่อยๆ มันก็เป็นจริงนะ ก็ไม่อยากให้เสื่อมก็บอกกัน ผู้ฟังด้วยดีได้ปัญญา ฟังดีๆพิจารณาดีๆแล้วก็ตรวจสอบดีๆ 

ปุถุชนกับพระอาริยะทำใจในใจต่างกันอย่างไร

_ศศิกาญจน์ เพียรเริงพุทธ . น้อมกราบนมัสการท่านสมณะ ท่านสิกขมาตุ ด้วยความเคารพศรัทธายิ่ง ได้ฟังการเเสดงธรรมเเล้วทำให้เข้าใจความยินดี การทำใจในใจ มากยิ่งขึ้นค่ะ ตั้งเเต่เข้ามาศึกษาธรรมะสายอโศกยิ่งเข้าใจชัดเจน และมีความตั้งใจว่าจะตั้งใจฝึกฝนพากเพียรในการศึกษาธรรมะเเละนำความรู้ไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันให้อยู่เหนือทั้งทุกข์เเละสุขค่ะ..🙏🙏

พ่อครูว่า…คนทุกคน เกิดความยินดีได้ คนทุกคนทำใจในใจได้เพราะการทำใจในใจมันเป็นสัญชาตญาณ ทุกคนต้องทำใจในใจ แต่เป็นการทำใจในใจที่มีกิเลสเป็นเจ้าเรือน มีกิเลสเป็นเจ้านายก็เลยมีกิเลสเป็นตัวบัญชาการในการทำใจในใจ ใจในใจมันจึงล้มเหลว ใจในใจจึงเกิดกรรม เกิดการกระทำออกมา อย่างที่กิเลสมันเป็นตัวบงการ เพราะฉะนั้นวิธีปฏิบัติของพระพุทธเจ้าจึงให้มีผัสสะมีเวทนา จึงจะเกิดสมาธิ เพราะฉะนั้นสมาธิที่ไม่มีผัสสะ ไม่มีเวทนาเป็นตัวปฏิบัติจึงไม่ใช่สมาธิของพระพุทธเจ้าตามมูลสูตร นี้ชัดๆ

ต้องมีผัสสะและมีเวทนา จัดการกับเวทนา เอากิเลสออกจากเวทนาจึงเป็นกรรมฐาน เวทนา 108 อาตมาก็อธิบายยืนยันหลักฐานอ้างอิงมาหมด จนป่านนี้แล้ว 50 กว่าปีแล้ว บรรยายธรรมะ 

ทำเวทนาให้เป็น 1 ซึ่งมันมี 2 มันมีเวทนาเก๊กับเวทนาแท้ ทำให้เวทนาเก๊เลิกไปหมดไปให้เหลือเวทนาเดียว ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง อธิบายไปหมดแล้วตามที่พระพุทธเจ้ายืนยันไว้ในพระไตรปิฎก ล.10 ข.60(เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) 

ทำดีๆศึกษาดีๆอาตมาพูดทีไรก็สงสารพวกนั่งหลับตาปฏิบัติเกิดมาชาติหนึ่งเสียเวลาเปล่า เขารักศาสนา เขาอยากได้นิพพาน แต่มันเพี้ยนมันผิดทาง ไม่รู้จะทำยังไง มันเสื่อมจริงๆเสื่อมตามครูบาอาจารย์ที่เสื่อมกันมาก่อน เดี๋ยวนี้ก็ยังหลงครูบาอาจารย์เก่าอยู่ ยังไม่มี ปรโตโฆษะ มันก็เลยไม่เกิดสัมมาทิฏฐิ ไม่ฟังคนอื่นบ้าง 

 ดีไม่ดีมาตีอาตมาว่าเป็นกบฏ แล้วก็ไปยึดถือเถรสมาคมที่ยึดถือกันผิดๆ ครูบาอาจารย์ที่ผู้รู้ที่ศึกษาพยัญชนะ จบเปรียญ 9 จบ ด็อกเตอร์มา จากพุทธศาสนานอกประเทศ ซึ่งไปถูกเขาครอบงำมาทั้งๆที่นอกประเทศมันไม่มีพุทธศาสนา มันก็ได้แต่ศาสนาโลกีย์มา ศาสนาพระพุทธเจ้าเป็นโลกุตรศาสนาพระพุทธเจ้าเป็นโลกุตระ 

จะมีประเทศไหนเขามีความรู้พุทธศาสนาโลกุตระถ้าไม่ประเทศไทย แต่มันเสื่อมจริงๆ ยืนยันยุคนี้มันเสื่อมไปโลกุตระหายไปตามที่พระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์ไว้ใน อาณิสูตร กลองอานกะ มันเสื่อมไปจริงแล้วอาตมาก็ยืนยัน อาตมาก็พูดจำนน จำเป็น จำต้อง จำยอม บอกว่าตัวเองเป็นผู้มากอบกู้เอาโลกุตระมาสถาปนาลงไปใหม่ เพราะมันหายไปจริงๆ ก็ยืนยันแล้ว จนป่านนี้แหละ จนจวนจะตายอยู่แล้ว ถ้าพูดอย่างนี้แล้วยังไม่เชื่อยังไม่ชัดเจน คนก่อนจะตายนี้ยังไงก็พูดความจริงนะ อาตมาก็ใกล้จะตายแล้วก็เชื่อบ้างเถอะ 

_ธนกฤต สินหศิริ . รับชม รับฟัง ที่ตำบลนาพูน อ.วังชิ้น จ.แพร่ ภาพและเสียงชัดเจนครับ

พ่อครูว่า…ขอบคุณ ตอบรับมาอย่างนี้ก็เป็นประโยชน์ ขอบคุณ

_สาริน ทองธรรมชาติ . กราบนมัสการพ่อครู ท่านสมณะและท่านสิกขมาตุทุกรูปด้วยความเคารพยิ่งคะ อนุโมทนาสาธุคะ ร่วมรับชมที่มหาสารคามชัดเจนดี ขอบคุณทีมสื่อบุญนิยมมากๆๆค่ะ ได้รับสัมมาทิฐิมากๆๆ คะทุกๆ ครั้งที่ชมคะ

พ่อครูว่า…ดี

_สว่างแสงบุญ บุญสุข . กราบนมัสการท่านสมณะท่านสิกขมาตุด้วยความเคารพค่ะ รับชมอยู่ที่อุทยานฯอุบลฯ ค่ะ ที่นี่ฝนกำลังตกค่ะ

 

ฌานวิสัย คืออจินไตย 4 ที่พ่อครูมีในตน

_ซึ้งซื่อ .  วิเชียรครับ ขอกราบนมัสการพ่อท่านด้วย สุดเศียรสุดเกล้าครับ

ผมขอให้พ่อท่านช่วยอธิบายคำว่า อจินไตย 4 ด้วยครับ อันมี 

1.พุทธวิสัยของพระพุทธเจ้า     2.ฌานวิสัยของผู้ได้ฌาน

3.วิบากแห่งกรรม     4.ความคิดเรื่องโลก     

ขอกราบขอบพระคุณ  พ่อท่านอย่างสูงยิ่งครับ

พ่อครูว่า…อันนี้คงจะอธิบายกันได้ยาว 

อจินไตย คืออะไร อจินไตย แปลว่ามันไม่ใช่ความคิดของคนที่จะคิดเอาได้ ใช้ตรรกะใช้เหตุใช้ผล ฟังให้ดีนะใช้เหตุผล คนที่ศึกษาธรรมดาธรรมชาตินี่ใช้เหตุผล เหตุผลเป็นเรื่องสมมุติสัจจะ เป็นสมมุติธรรม มันไม่เข้าถึงปรมัตถธรรม หรือปรมัตถสัจจะ 

ปรมัตถสัจจะคือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน เพราะฉะนั้นคนที่ศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้า มันไม่ผ่านมันไม่พ้น อจินไตย มันยังอยู่ในภาวะที่ ยังไม่เข้าไปถึงปรมัตถธรรมปรมัตถสัจจะ รู้เยอะแยะ 

ในเถรสมาคมมีกองเจ้งเผ้งเลย แต่รู้แต่พยัญชนะรู้แต่สมมุติสัจจะ ไม่สามารถมี ภูมิธรรม ลึกเข้าไปอ่านจิตในจิต คือจะต้องรู้จักทั้ง กายในกาย 

กายในกาย คำว่า กายในกาย มันก็ต้องมีนอก ใช่ไหม ถ้าไม่มีนอกจะเรียก กายในกายได้อย่างไร ก็ละไว้ในฐานที่เข้าใจ 

กายในกาย แล้วก็ เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม 

เพราะฉะนั้นมี อจินไตย ยังเข้าไม่ถึงสภาวะ กายคืออะไร และในกายคืออะไร คำว่า กายก็ยังไม่สัมมาทิฏฐิ กายในกาย จะไปปฏิบัติเข้าไปถึงกายในกายได้อย่างไร เขาก็จะหลงผิดชัดเจน 

ชัดเจนคืออย่างไร เขาก็จะเข้าไปอยู่ กายในกาย ตามพยัญชนะเพราะฉะนั้นเขาก็หลับตา เห็นไหม ก็บอกกายในกาย เขาก็หลับตาทิ้งกาย เขาก็ไปข้างใน ข้างนอกไม่เอา ตัดข้างนอกทิ้ง 

เพราะฉะนั้นเมื่อตัดข้างนอกทิ้ง ผิดเลย เพราะคำว่ากาย ตัดข้างนอกทิ้งไม่ได้เลย ธรรมะพระพุทธเจ้า ต้องมีข้างนอกด้วย ต้องมีข้างในด้วยเสมอไป เป็น เทวะ เป็นภาวะ 2 

ปฏิบัติหลับตาไม่มีกายภายนอก โมฆะ ผิดเลย พูดเท่าไหร่ๆเขาก็ยัง อจินไตย ไม่รู้เรื่อง คือ รู้แต่พยัญชนะ อาตมาพูดไปถึงปรมัตถสัจจะ ปรมัตถธรรม เขาก็ยังเหมือนไม่กระเตื้อง จบเปรียญ 9 ได้รับตำแหน่งยศศักดิ์ไปถึงขั้น ขออภัยถึงสมเด็จพระสังฆราช สมเด็จทุกชั้น ถือว่า เป็นเครื่องชี้บ่งความสูงของทางพุทธ ศาสนาพุทธกระแสหลัก 

เพราะฉะนั้นคำว่า กาย คำแรกไม่สัมมาทิฏฐิ ไม่พ้น สักกายทิฏฐิ คำแรก สังโยชน์คำแรกในสังโยชน์ 10 ปฏิบัติธรรมะก็เป็น อจินไตย โมฆะ ได้แต่ ปทปรมบุคคล คือได้แต่ธรมรมโดยบท ได้ธรรมะแต่เพียงบท บทความ บทภาษา บทพูด ปทปรมบุคคล แปลว่าอะไร แปลว่า ผู้ที่ฟังพุทธพจน์ก็มาก บอกสอนก็มาก ซึ่งไม่ใช่ไม่รู้นะ ปทปรมบุคคล แปลว่า บัวใต้โคลน เป็นบัวเหล่าที่ 4 คือผู้ฟังพุทธพจน์ก็มาก บอกสอนก็มาก มีอีกอันคือ ทรงจำไว้ก็มาก บอกสอนก็มาก แต่ไม่ได้บรรลุมรรคผลในชาตินี้ นี่คือผู้ ปทปรมบุคคล 

แล้วเขาก็ไม่รู้ว่าเขาเป็น ปทปรมบุคคล ไม่ใช่คนไม่รู้นะ เป็นคนรู้พระพุทธพจน์มากด้วย มีคนยกย่องนับถือกันเลยว่ารู้มาก จำได้มาก สอนได้มาก เป็นพระไตรปิฎกเคลื่อนที่อะไรอย่างนี้ แต่ ไม่บรรลุธรรมในชาตินี้ ไม่เข้าถึงธรรม 

ตัดกรอบบรรลุธรรม อาจจะพอพูดอย่างโมเมว่าน่าจะพ้นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อธิบายไปถึงจิต เจตสิก รูป ไปถึงนิพพานไหม เขาสาธยายไม่ได้หรอก อธิบายไม่ได้ ไม่เหมือนอาตมาชี้แจงสาธยาย 

เพราะฉะนั้นคำว่า อจินไตย จึงหมายความว่าได้แต่ตรรกะ ได้แต่ภาษา ไม่รู้สัจจะความจริงได้ 

อจินไตย4

พุทธวิสัยเป็นวิสัยของพระพุทธเจ้า อาตมาก็ไม่อาจเอื้อม อาตมาก็ต้องถือเป็น อจินไตย ยังล่วงล้ำเข้าไปไม่ถึงเขตขีดของพระพุทธเจ้า ไม่บังอาจ ถ้าอาตมาเป็นมหาโพธิสัตว์เป็นระดับ 8 เออ น่าจะพอพูดได้เพราะว่ามันชิดแล้ว ใกล้พุทธวิสัยแล้ว แต่อาตมายังคั่นอยู่ อาตมาเป็นแค่ระดับ 7 ยังไม่ประกาศ ไม่อาจเอื้อม 

แต่อาตมาพูดถึงส่วนหลายส่วนของพระพุทธเจ้า ที่อาตมาฝึกเพื่อจะไปเป็นพระพุทธเจ้านี่แหละ แน่นอนอาตมาก็มีไม่ใช่น้อยแล้วเหมือนกัน แต่อาตมาก็ต้องรู้ระดับ รู้สัดรู้ส่วน 

เพราะฉะนั้นพุทธวิสัยคือวิสัยของพระพุทธเจ้า เราก็เอาไว้ก่อน 

  1. หมายถึง ฌานวิสัย ตัวนี้ต้องพูดกันนาน มาถึงฌานวิสัย 

คำว่า วิสัย คำเดียวนี้ หมายความว่า เป็นสิ่งที่เกิดอยู่ในตัวคนแล้ว ตั้งแต่ขั้น อาตมาอธิบาย สัย นี้หลายสัย

1.อาศัย 2.นิสัย 3.วิสัย 4.อนุสัย 

อาศัย นี่ พวกเราก็จะเข้าใจแล้วเพราะเป็นภาษาไทยไปแล้ว คำว่า อาศัย คือสิ่งที่จะต้องมี ช่วยตนอยู่ตลอดเวลา ต้องอาศัยมัน ก็ทับศัพท์ ก็ต้องอาศัยมันไปในชีวิตของเราก็ต้องอาศัย อาศัยอะไร อันนั้นแหละ กาย วาจา ใจ คุณมีพฤติกรรม อาการ ก็อาศัยมัน แม้แต่ที่สุดเจตสิกต่างๆก็ต้องอาศัย เจตสิกต่างๆ 

ตั้งแต่ กายิกเจตสิกเวทนา เจตสิกเวทนา 

กายิกเวทนา คำแรกเลยใน เวทนา 108 ต้องมีคำว่ากาย ต้องมี 2 เสมอ แล้วก็ชี้อีกทีคือ เจตสิกเวทนา ถ้าเข้าใจสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ 

เข้าใจคำว่า เจตสิก แล้วเป็นเจตสิกระดับอาศัย เจตสิกระดับนิสัย เจตสิกระดับวิสัย เจตสิกระดับอนุสัย ซึ่งตัวท้ายนี้ฝังแน่นอยู่ในจิตเลยอนุสัย เป็นตัวหลักเลยที่จะถอดถอนยากที่สุด 

เพราะฉะนั้นถ้าคุณเข้าใจสภาวธรรมของภาษาที่เรียกตั้งแต่ กายิก เจตสิกะ หรืออาศัย นิสัย วิสัย (สยะ แปลว่า ตน) แล้วก็อนุสัย พวกนี้ คุณไม่เข้าใจสภาวธรรม คุณไม่รู้ความแตกต่างของมันยังไง ศึกษาธรรมะไปก็ไม่มีความรู้พอ ละเอียดไม่พอ ลำดับอันเป็น ลาดลุ่ม เรียงลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ของพระพุทธเจ้าตรัสไว้ไม่มีความละเอียดเหล่านี้ไม่อัศจรรย์ ต้องให้สมบูรณ์แบบเป็นลำดับลำดา ไม่รู้เรื่อง 

ฉะนั้นเรื่องของฌานขั้นวิสัยไม่ใช่แค่ขั้นอาศัย ไม่ใช่แค่ขั้นนิสัย แต่เป็นขั้นวิสัยมันติดตัวเป็นธรรมดาธรรมชาติ ที่ ถ้าว่าจริงๆแล้ว ประกอบไปด้วยปัญญา ถ้าไม่ประกอบไปด้วยปัญญาก็ได้ แต่นั่นแหละยิ่งจะถอนยาก ยิ่งจะล้างยาก ยิ่งจะแก้ยาก เหมือนอย่างชาวกระแสหลัก ชาวเถรสมาคม ที่อาตมาพูดอย่างนี้ไม่ได้ไปทำความแตกแยก แต่อธิบายความรู้ว่า ทางโน้นเขาเข้าใจอย่างนั้นเป็นนานาสังวาสกันกับเรา อย่างอาตมาเข้าใจเป็นอย่างนึงมันต่างกัน อธิบายความแตกแยกกับแตกต่าง เป็นนานาไม่ใช่ เอทะ ไม่ใช่แยกนิกาย เพราะฉะนั้นอย่ามาตู่พวกอาตมาว่าเป็นพวกนิกาย นอกจากทางโน้นเขาจะจัดอาตมาเป็นพวกนิกาย เขาก็หลง ก็เป็นอนันตริยกรรม พวกเรารู้อยู่แล้วว่าเป็นสังวาสเดียวกัน เป็นพุทธเดียวกันอยู่ อาตมาไม่ไปล้มหรอก แม้เขาจะมีปาราชิกกองทับถมกันอยู่อย่างนั้นไม่ละอายก็ช่างของเขาเป็นเรื่องของใครของมันแล้ว เราเข้าไปรู้ว่ารู้ แต่ว่าพูดจังนักวิจัยวิจารณ์กันอย่างหนัก ปฏิกโกสนากันได้ แต่ว่าอย่าอธิกรณ์อย่าฟ้องร้องกัน แต่ทางโน้นฟ้องร้องพวกเราอย่างหนักเพราะอัตตาเขามากเขาก็ถือตัวหาว่าอาตมาผิด แต่เขาหารู้ไม่ว่าพวกเขาผิด 

ก็น่าสงสารแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร มันจบแล้วทุกอย่าง วันนี้มันลงตัวแล้ว 

เพราะฉะนั้น ฌาน มีฌานโลกีย์ครองโลก แล้วเขาก็แปลฌานหรือให้ความหมาย Concept องค์รวม เขาเข้าใจว่า ฌาน คือการเข้าไปหลับตา ฌานต้องเข้าฌานแล้วก็ต้องออกฌาน 

ฌาน ก็ไม่ใช่ไม่มี แต่มี เป็นของเดียรถีย์ เป็นของนอกรีต นอกทางพุทธ ฌานอย่างนั้น จะเรียกว่าวิสัยก็วิสัยของ เดียรถีย์ ไม่ใช่ของพุทธ 

เพราะฉะนั้นถ้าจะเป็นฌานของพุทธนั้นเป็น อจินไตย จริงๆ ข้อที่ 2 คือไม่ใช่เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่ายๆไม่ใช่จะรู้กันได้ง่ายๆ ไม่ใช่วิสัยที่จะรู้ได้ด้วยสามัญหรือแม้แต่จะเป็นผู้เฉลียวฉลาด เป็นผู้มากความรู้ ก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจได้ง่ายๆ 

ฌาน ของพระพุทธเจ้านั้น 1.เป็น อจินไตย เพราะฉะนั้น อจินไตย ที่ว่านี้จึงเท่ากับ เหมือนกับบอกคนตาบอดว่าท้องฟ้าสวย ฌาน เป็น อจินไตย อย่างนี้กับคนทั่วไปเหมือนกับบอกคนตาบอดว่าท้องฟ้าสวย ถ้าตาบอดสอดตาเห็นก็จะบอกว่าท้องฟ้าสวย ถ้าคนตาบอดที่ยอมรับว่าเราตาบอด เรามองไม่เห็น ก็บอกว่าน่าเสียดายจังยอมรับตัวเองก็จบ แต่ส่วนมากตาบอดสอดตาเห็น บอกว่าสวยฟ้าสวย ที่จริงเขาไม่เห็นฟ้า แต่เขาก็นึกว่าเขานั้นเห็นฟ้า คนพวกนี้นี่เป็นคนที่ไม่เข้าใจตัวเอง ก็น่าสงสาร 

เพราะฉะนั้น ฌานวิสัยของเขา ก็เป็นการหลอกตัวเขาเอง เขาจะไม่มีวันเข้าใจ ฌานวิสัย ได้ง่ายๆเพราะเป็น อจินไตย 

ฌานอีกอันนึงของเขาก็คือฌานหลับตา เขาก็จะไปจมอยู่กับ ฌานหลับตา บอกว่าเป็นวิสัยก็เป็นวิสัย แต่มันไม่ใช่วิสัยของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่วิสัยของศาสนาพุทธ มันเป็นฌานโลกียะ จะว่าไม่มีมันก็ไม่ได้ มันมี แต่เขาก็หลงติดยึดว่าอันนั้นเป็น ฌาน 

มีความรู้อยู่ในกรอบความเข้าใจว่า ฌาน ต้องเป็นอย่างนั้น ฌาน ต้องนั่งหลับตาเอา คนล้อกัน คนที่นั่งเหม่อไม่รู้เรื่อง เขาก็ว่าเฮ้ย..เข้าฌานหรือ ฌานจะต้องจมอยู่ในภวังค์ ไม่รู้ข้างนอก และต้องเข้าต้องออก เข้าฌานออกฌาน 

เพราะฉะนั้น ฌานของพระพุทธเจ้าไม่มีเข้าไม่มีออก ฌาน เกิดจากจรณะ 15 วิชชา 8 ไม่มีการหลับตา ต้องลืมตาด้วย  ต้องมีสัมผัสเป็นปัจจัยด้วย แล้วต้องรู้ด้วย พิจารณาด้วยอปัณณกปฏิปทา 3 มีศีล เป็นหัวข้อหลัก แล้วปฏิบัติไปเกิดสัทธรรม 7 เกิดฌาน 4 ด้วยวิชชาและปัญญาเป็นยาดำร่วมรู้ทุกอย่าง นี่คือของศาสนาพุทธจะเห็นจะได้ว่าความเสื่อมของศาสนาพุทธขณะนี้ 2,500 ปีนี้ อาตมาทำงานมา 50 กว่าปีนี้กระเตื้องขึ้นมาเท่านี้ นอกนั้นกระดิกหูที่ไหน ไม่กระดิกหูเลย แล้วดูถูกดูแคลนอาตมาด้วย ไม่ฟังด้วย ตีทิ้งเลย ปรโตโฆษะไม่มี ไม่รับนฟังเลยจากอาตมา ผู้ที่ใดยังแอบฟังอาตมาบ้างยังพอมีหวัง เพราะถ้าเขาเชื่ออย่างโน้นเลยนะ ที่อาตมาทิ้งเลย แหม สุดสงสาร สุดสาคร สุดสินสมุทรจริงๆ จริงๆนะอาตมาพูดไม่รู้จะใช้ศัพท์อะไรไปอธิบาย พูดอย่างจริงใจเลย ถ้าเผื่อว่าคนเหล่านั้นมาเข้าใจศาสนาพุทธมันจะดีเท่าไหร่ มันจะถูกทางเท่าไหร่  มันจะได้คนอย่างพวกเรา ประเทศไทยก็จะมีคนโลกุตรบุคคลอย่างพวกเรา เป็นอาริยะที่แท้ มันก็จะมีความอิสระ

อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล และเพิ่มพูนความเสียสละ อย่างพวกเรานี้เห็นไหม 

เพราะฉะนั้นการบริหารประเทศ นี่แหละอย่างที่อาตมาพาทำ อาตมาพาบริหารโดยเอาทฤษฎีพระพุทธเจ้ามาบริหาร จึงได้ผล ผลอย่างนี้แหละ ถ้าบอกว่าผลที่อาตมาพาทำนี่มันผิดก็ผิดอย่างนี้ แต่อาตมายืนยันว่ามันถูก อย่างโน้นมันผิด มันถึงไม่เกิด อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล และเพิ่มพูนความเสียสละ อย่างที่พวกเราเป็น เห็นไหม มันจึงมี สาราณียธรรม 6 ได้ จึงเกิดชุมชน สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา สาธารณโภคี แล้วก็อยู่กันอย่าง ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา   จนกว่าจะตายจากกัน สุดยอดแล้ว 

เพราะฉะนั้นเขาไม่มีฌานที่เป็นโลกุตระ เพราะฉะนั้น ฌาน ของพระพุทธเจ้าแท้เป็นฌานโลกุตระ ฌานโลกุตระ ต้องมีปัญญาประกอบ ต้องมีวิชชา 8 ประกอบ ต้องปฏิบัติอธิบายได้ว่ามีศีล เช่น ศีลข้อ 1 ศีลข้อ 2 ศีลข้อ 3 คุณจะมี อปัณณกปฏิปทา 3 กับศีลข้อที่ 1 รู้จักความเป็นสัตว์ แล้วก็ต้องปฏิบัติกับความเป็นสัตว์ โดยที่คุณอย่าไปเบียดเบียนกัน หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ สัตว์ทั้งปวงเราก็หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวง จึงไม่พยายามทำให้ถึงขั้น ปาณะไม่ให้ตกร่วง ฟังดีๆนะอธิบายอาจจะลึกซึ้งมากหน่อย เคยอธิบายผ่านมาแล้วละ 

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ศีลข้อที่ 1 อย่าทำ ปาณะให้ตกร่วง คือ ปาณาติปาตา ปาณะคือเชื้อจิตในระดับ ปาณะ ยังไม่ถึงสัตตะด้วยซ้ำ มันเป็นชีวะแล้ว มันผ่าน มหาภูติ มันผ่าน ภูตคาม ผ่านพีชคาม 

มามีเจตภูต ละเอียดลึกซึ้งขึ้นมาถึง ปาณะได้ ถึงปาณะธาตุ เป็นธาตุจิตถึงปาณะแล้ว สูงขึ้นไปก็เป็น สัตตะ แล้วเป็นจิตนิยามสมบูรณ์แบบ 

อาตมาอาศัยพยัญชนะบาลีมาสื่อสภาวะ อย่างพวกเราฟังพอเข้าใจไหม แต่ข้างนอกเขาจะไม่เข้าใจหรอก เขาจะ อจินไตย เลย พูดไปก็ไม่รู้เรื่อง เขาจะไม่รู้เรื่องเข้าใจอย่างพวกเราเข้าใจ มันต่างกัน 

เพราะฉะนั้น อาตมาถึงบอกว่า โอ้โห เกิดมานี้เป็นคนไทยศาสนา แล้วก็อยากได้นิพพาน เอาชีวิตเกิดมาก็สนใจศาสนา มันก็น่าจะได้ถ้าได้แล้วไม่เสียหายอะไรเลย ถ้าได้แล้วก็จะมาเป็นประชาชนที่มีคุณธรรมโลกุตรธรรม อาริยธรรมของพระพุทธเจ้ามันก็จะ โอ้โห..สุดยอด 

ประเทศในโลกอย่างประเทศไทยมีประชาชนมีมวลชน มีความรู้และมีจิต ทั้งความรู้ทั้งเจโต ทั้งเจโตทั้งปัญญา บรรลุธรรมพระพุทธเจ้าบรรลุจริงๆ 

บรรลุ คือ สามารถแยกจิตแยกกิเลสออกได้ จับอาการของกิเลสแล้วสามารถฝึกตน จนกระทั่งมีความรู้ที่มันมีประสิทธิภาพ มีธรรมฤทธิ์ถึงขั้นทำให้ตัวกิเลสมันหายไป กิเลสมันหนีไป นี่อันนี้เขาก็ลอกมา กิเลสถูกกำจัด ในตโปกรรม ในมารสังยุต

ดูกรมารผู้กระทำซึ่งที่สุด ตัวท่านเป็นผู้ที่เรากำจัดเสียได้แล้ว ฯ

ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปเป็นทุกข์เสียใจว่า พระผู้มีพระภาคทรงรู้จักเรา พระสุคตทรงรู้จักเรา ดังนี้ จึงได้อันตรธานไปในที่นั้นเอง ฯ

ปัญญารู้เข้าไป ปัญญาถึงบอกว่าเป็นธรรมฤทธิ์หรือประสิทธิภาพของธาตุรู้ที่เป็นปัญญาหรือฌาน พอเข้าไปดูหน้ามัมารหรือหน้ากิเลส พอเข้าไปรู้เท่านั้นแหละมารวิ่งหูตูบเลยอาตมาใช้ศัพท์นี้พูดมาหลายที มันเป็นธรรมฤทธิ์และมันเป็นประสิทธิภาพของธาตุรู้ ที่มีอำนาจของธาจุรู้ มีพลังสุดยอด 

เพราะฉะนั้นการสร้างปัญญาหรือความมีปัญญาขึ้นมาได้จริง จึงไม่ใช่เรื่องเล่นๆ มันเป็นธรรมาวุธสุดยอด ศาสนาพุทธมีปัญญาเป็นธรรมาวุธสุดยอด ที่จัดการทุกอย่างจัดการกิเลส 

คนเราถ้าจัดการกิเลสหมดดับเป็นอรหันต์ได้ พระพุทธเจ้าก็ปล่อยแล้ว ปล่อยแล้วพระอรหันต์ อรหันต์ระดับที่ 1นะ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ 

อาตมาอธิบายอรหันต์ถึง 6 ระดับชั้น ซึ่งไม่มีใครมาพูดหรอกถ้าไม่ใช่อาตมา เพราะอาตมาศึกษามีแผนผังมีตำรา ที่จะต้องให้ถึงอรหันต์ที่ 6 อาตมาเป็นอรหันต์ระดับที่ 4 แล้ว กำลังเข้าระดับที่ 5 ถ้าได้ 5 ก็ไปถึง 6 เป็นพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นอรหันต์ระดับที่ 6 

เพราะฉะนั้นคนไม่เข้าใจอรหันต์ที่แยกระดับ จึงบอกว่ามาพูดอรหันต์อะไรต่างๆนานา แล้วเขาก็นึกว่า อรหันต์มีอรหันต์เดียว ซึ่งไม่ใช่ อรหันต์ไม่ได้มีอรหันต์เดียว อรหันต์มีตั้ง 6 ระดับ 6 ขั้น ที่อาตมาแจกแจงมาแล้ว 

เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องตื้นๆ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆที่จะมาพูดเล่น อาตมาพูดไม่ใช่เรื่องเล่น มันเป็นเรื่องจริง 

เท่านั้นแหละทำปัญญาให้แจ้งกิเลสก็หายไปหมดสรุปง่ายๆ 

สติปัฏฐาน 4 เต็มกำลังของใครของมัน

_ลูกขอโอกาสแจ้งที่ได้ปฏิบัติธรรม เมื่อกระทบผัสสะแล้วเราอ่านเวทนาได้ทันที (วินาทีต่อวินาที ) เพราะเรามีสติปัฏฐาน 4 เต็มกำลัง 

พ่อครูว่า… เร็วกว่าวินาทีด้วย .. พูดได้ถูก ปฏิบัติฐาน 4 ของคุณเต็มกำลังก็อาจจะเปรียบเทียบของคนอื่นไม่ได้ แต่รู้ว่าเราเต็มกำลังรู้จักกายในกายเวทนาในเวทนาจิตในจิตธรรมในธรรม ซึ่งไม่ได้แยกกันนะกายในกายเวทนาในเวทนาจิตในจิตทำในธรรมไม่ได้แยกกันเป็น สมังคี ดูกายแล้วก็ต้องรู้เวทนารู้จิตรู้ธรรมต่อ รู้ เจโตปริยญาณ 16 ปฏิบัติให้เป็นธรรมในธรรมบรรลุให้เจริญ ถ้าคุณไปตัดแบ่ง กายในกาย คุณก็ทำแค่กายในกายไม่รู้เวทนามันก็ไม่รู้เรื่อง มันต้องรู้เวทนาแล้วคุณก็ต้องจัดการจิตในจิตด้วย เวทนาคุณก็คือจิตนั่นแหละคือเจตสิกนั่นแหละ แล้วในเวทนาของคุณจะต้องมีจิตที่มีกิเลส มี ราคะ โทสะ โมหะ คุณก็ต้องทำให้เป็น วีตะราคะ วีตะโทสะ วีตะโมหะ ก็ลดให้มันได้ ได้ก็เป็นความเจริญอีก สังขิตฺตํจิตตํ วิกขัมภนปหาน มหัคตะกับอมหัคตะ สอุตระ อนุตระ และสมาหิตะ อสมาหิตะ และวิมุติ กับอวิมุติ 

เจโตปริยญาณ 16 คุณก็ต้องรู้ความจริงมีความจริงใน เจโตปริยญาณ 16 แล้วก็ต้องรู้ว่าเราทำ อนัตตังจิตตังบทกราบแล้วจนกระทั่งเป็นวิมุตไม่มี อวิมุติ เป็นสมาหิโตแล้ว คุณก็ต้องอ่านให้ละเอียดลออนะ เป็นอรหันต์เดียวอยู่ แต่ยังไม่กระจ่างยังไม่มีปฏิสัมพิทายานเหมือนอย่างอาตมาหรอก อรหันต์ที่สามารถบรรลุอรหันต์ระดับ 1 ระดับ 2 อธิบายไม่ได้อย่างอาตมา เพราะอาตมาเป็นอรหันต์ระดับ 4 แล้วอย่างที่แยกให้ฟัง อาตมาสบายใจนะที่อาตมาพูดความจริงพวกนี้โดยที่บอกอย่างโน้นบอกอย่างนี้อรหันต์ระดับต่างๆ 

เพราะมันถึงวาระที่จำเป็นจะต้อง จำเป็น จำนน จำต้อง จะพูดครบให้หมดแล้วก็อธิบายตามจริงไม่ขัดข้อง ไม่ต้องไปขลุกขลักอะไรไม่ต้องมี มีมังกุอะไรสบาย พวกคุณก็ฟังสบาย

_เมื่อเรามีโยนิโสมนสิการเห็นตัณหาของเรา

พ่อครูว่า… พูดแล้วคุณจะต้องชัดเจนในสภาวะเรานี้คุณจึงเอาภาษามาบอกยืนยันอาตมา อาตมาก็อ่านให้ฟัง ก็รู้ว่าคุณไม่ได้สับสน

_โยนิโสมนสิการ เห็นตัณหาของเราว่ามันจะเอาให้ได้ตามที่ต้องการอีกแล้วแล้วเราก็จับให้ได้ว่านั่นมันเป็นตัณหานี่นา

พ่อครูว่า… เหมือนพระพุทธเจ้าตรัสบอกว่าตถาคตรู้จักมารแล้ว

_เราไม่หลงกลมันอีกแล้ว เรารู้ความจริงตามความเป็นจริงในสิ่งที่เรากระทบเท่านั้น (พ่อครูไอตัดออกด้วย) 

สมณะเดินดิน… พูดถึงปฏิภาณของพ่อครู เคยมีครั้งหนึ่งที่นักข่าวไทยพีบีเอสมาสัมภาษณ์พ่อครู เขาเป็นคนตั้งคำถามได้เก่งมากเลย แล้วก็คำถามแหลมคมมาก ถามไวมาก พ่อครูก็ตอบเร็วมาก แต่ละเรื่องที่ถาม พ่อครูก็บอกอย่างไม่ต้องคิดเลย คนที่ศรัทธาเราที่ทำงานพวกนี้ก็มาบอกอาตมาว่า พ่อครูไม่ควรจะตอบอย่างนี้เพราะมันเสี่ยง ถ้าตอบแล้วมันผิดก็พังไปเลย เขาพูดอย่างศรัทธานะ แต่ถ้าใครดูแล้วก็จะเห็นว่า เขาจี้มาเพราะครูก็สวนกลับไป แต่ละคำถามนี่แทบไม่ต้องคิดเลย​ แต่คนฟังคนดูที่เขาศรัทธารู้สึกว่าเสี่ยงมากเลยตอบเร็วแบบนี้ เหมือนกับไม่ได้ตั้งหลักเลย ถามปุ๊บก็ตอบสวนเลย นี่เป็นการพูดถึงปฏิสัมภิทัปปัตโตของพ่อครูอันหนึ่ง ที่เป็นปฏิภาณไหวพริบ

_เมื่อเราได้โยนิโสมนสิการเห็นตัณหาของเราว่า มันจะเอาให้ได้อย่างที่ต้องการอีกแล้ว แล้วเราก็จับมันได้ทันว่า นั่นมันคือตัณหานี่นา เราไม่หลงกลมันอีกแล้วเรารู้ความจริงตามความเป็นจริงในสิ่งที่เรากระทบ เท่านั้น 

พ่อครูว่า… พูดได้ถูก จับเป้าของการปฏิบัติสัจจะได้ว่าไอ้ที่กระทบท่านนั้นไอ้ที่มันไม่กระทบมันอยู่ในสัญญา แต่กระทบนี่มันคือความจริงคุณต้องทำกับความจริงที่มีกระทบสัมผัส ถ้าไม่มีสัมผัส มันไม่มีความจริงต้องมีปัจจุบันชาติ และต้องมีผัสสะ มีการกระทบอันนี้คือความจริง แล้วกิเลสเกิดหรือไม่เกิดก็ไอ้ตอนกระทบ 

กระทบเกิดสังขารขึ้นมา ในสังขารมีกิเลสหรือไม่มี มีคุณก็ต้องอ่านให้ได้ แยกให้ได้ เป็นสังขารหรือเวทนา​ คุณแยกได้ก็มี ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์จะเก่งขึ้นตลอดเวลา มีสติ ธัมมวิจัยพากเพียรเก่งขึ้น มันก็จะเกิดอินทรีย์ 5 พละ 5 ขึ้นไปตามลำดับจริงๆ แล้วก็ปฏิบัติตามหลักโพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 นี่พูดโพธิปักขิยธรรม 37 ครบตั้งแต่สติปัฏฐาน 4 มา 

_เรารู้ความจริงตามความเป็นจริงที่เรากระทบเราจึงเกิดปัญญา อวิชชาก็ดับ ปฏิจจสมุปบาททั้ง 11 ก็ดับไปด้วยจึงเกิดจิตที่เป็น อทุกขมสุขเวทนา สิ่งที่เกิดได้เพราะรูปปฏิบัติ อปัณณกปฏิปทา 3 จึงเกิดสัทธรรม 7 และเกิดฌาน 4 ดั่งนี้แหละ

พ่อครูว่า… ถ้าพูดอย่างชัดตรงนี้อาตมาฟัง (พ่อครูไอตัดออกด้วย) 

สมณะเดินดิน… ที่เราฟังเป็น อจินไตย เป็นสิ่งที่ไม่สามารถใช้เหตุผลเข้าไปคาดคะเนได้ มันเหมือนกับว่าคนเราจะแยกกิเลสออกจากกัน อันนี้ ไม่ใช่วิสัยคนทั่วไปสามารถทำได้ นอกจากเรียกจิตกับกิเลสออกจากกันได้ ยังต้องรู้อาการทำงาน ของกิเลสของจิตแล้วทำให้กิเลสมันลดลงหมดไปได้

อาตมาไปตั้งคำถามพวกเราว่า พวกเราคิดว่ากิเลสกับเราใครฉลาดกว่ากัน พวกเราก็จะตอบเหมือนกันหมดว่ากิเลสมันฉลาดกว่า เพราะฉะนั้นคนที่จะมีฌานเผากิเลสออกไปได้จึงไม่ใช่สามัญ แต่เป็น วิสามัญ ไม่ใช่เอาคนที่เป็นนักโทษเป็นคนกินเหล้ามาพูดเรื่องธรรมะเรื่องฌานจะได้อย่างไร

_เกิดสัทธรรม 7 ฌาน 4 

พ่อครูว่า… ถ้าเผื่อว่าไม่ผิดมีสภาวธรรมอย่างที่เขียนมานี้อาตมาไม่อยากพยากรณ์ว่าคุณเป็นอาริยะระดับไหนแต่คุณเป็นอารยะแน่นอน

_กราบขอบพระคุณพ่อครูที่ สั่งสอนให้ปฏิบัติมาตลอด 45 ปีจึงเกิดผลดังที่กราบเรียนมาค่ะ 

พ่อครูว่า… พอสมควรตั้ง 45 ปีก็น่าจะได้ผล

_เมื่อไม่ทำตามตัณหาเพียงรู้ความจริงตามความเป็นจริงจึงเกิดปัญญา ตัณหาจึงดับไป

พ่อครูว่า… นี่ สรุปจบง่ายๆเกิดปัญญาตัณหาจึงดับไป มารบอก ตถาคตเห็นเราแล้วรู้หน้าเราแล้วมารก็หายไปกิเลสหมดไป

_เมื่อยังดับตัณหาไม่ได้เพราะทางตัน (อวิชชา) ทำให้หาปัญญาไม่เจอ ปัญหาจึงเกิดอยู่ร่ำไป 

พ่อครูว่า… มีสำนวนตัวเองก็ถูกต้องหมด

_กราบนมัสการมาด้วยความเคารพบูชายิ่ง… นิรนาม บ้านราช 

พ่อครูว่า… เอ้า ดีมาก

อาตมาทำงานมานี้มีคนรายงานผลอย่างนี้ มันก็เป็นที่น่าพอใจมันมีคนปฏิบัติเรียนรู้และก็รู้ แล้วก็พัฒนาตน ปฏิบัติมีมรรคมีผล ได้ผลจริง ก็จริงอาตมาก็ยืนยัน พวกเราจึงเป็นกลุ่มที่สัมมาทิฏฐิ กลุ่มที่เรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้ามีโลกุตรธรรมที่แท้ คนข้างนอกเขาฟังไม่เป็น เขาฟังแล้วก็ดูถูกดูแคลน ปิดประตูรับ อาบน้ำกลัวเปียก เขาก็ไม่ได้เรื่องอะไร 

คนเราสามารถฝึกจิตให้รู้เจตสิกของตนเองได้

_พระประเสริฐ หวังเจริญไพศาล . กราบคารวะท่านพ่อครูด้วยความเคารพครับ และกราบขอขมาด้วยครับที่ท่านพ่อครูพูด นี่แหละครับจิต ซึ่งหาผู้รู้ได้ยากและเข้าถึงได้ยากครับ

พระพุทธเจ้า เจ้าชายสิทธัตถะทรงทดลองมาแล้ว 500 ชาติ (พ่อครูว่า.. เป็นล้านๆชาติไม่ใช่แค่ 500 ชาติ) จิตไม่เคยตาย จิตไม่สูญ รูปร่างกายตายเผาทุกชาติ  ปัญหาของจิต คือจิตรู้ตัวมันไม่ได้ครับท่านพ่อครู เอาเป็นว่าท่านพ่อครูรู้ตัวตายมาแล้ว ท่านพ่อครูรู้ได้มั้ยครับ รูปท่านพ่อครูตอนอยู่ในท้องคุณแม่ กับ รูปท่านพ่อครูใน พ.ศ.2566 นี้ เป็น รูปเดียวกันมั้ยครับ แค่นี้ครับ แต่ จิตอาศัยรูปอยู่ แต่จิตไม่ได้อยู่นะครับ เมื่อรูปตายแต่จิตไม่ตายครับ และรูปท่านพ่อครูก็ตายมาตลอด แต่ท่านพ่อครูและจิตท่านพ่อครูไม่รู้เองครับ แค่นี้ครับ ความจริงมีอยู่แค่นี้ครับ จิตมีปัญหา คือจิตมันรู้ตัวมันเองไม่ได้ กราบคารวะท่าน พ่อครูด้วยความเคารพครับและกราบขอขมาด้วยครับ

พ่อครูว่า…มันจะเป็นรูปเดียวกันได้ยังไง วินาทีมันก็เสื่อมไปวินาทีมันก็เป็นไปตลอดเวลามันจะเป็นรูปเดียวกันได้ยังไง แค่นี้คุณถามมาก็ตอบแล้ว รู้ได้อย่างไรว่าอาตมาไม่รู้ 

ก็ดีคุณพูดสั้นๆว่ามันเป็นปัญหาตรงที่ว่า จิตมันรู้ตัวมันเองไม่ได้ก็พูดถูก ก็จิตคุณ คุณก็รู้จิตของคุณเองให้ได้สิ รู้จิตเจตสิกรูป สิ่งที่ถูกรู้คือจิต แล้วแยกเป็นเจตสิก แล้วคุณก็ทำหน้าที่เจตสิกเวทนา เจตสิกเป็นฐานเป็นกรรมฐาน อย่างที่อาตมาอธิบายซ้ำแล้วซ้ำอีกตามที่พระพุทธเจ้าสอนมาแล้วคุณก็ทำเหตุที่มันเป็นเวทนา 

ประเด็นหลักก็คืออ่านอาการสุขทุกข์ ทำสุขทุกข์ให้หมดไป ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ไม่มีอัทสาทะ ไม่มีอร่อย ไม่มีโลกียรส สบาย เรารู้จบแล้วว่าโถ จิตวิญญาณนี่คือแท่งทุกข์ ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป (พ่อครูไอตัดออกด้วย) 

สมณะเดินดิน… ส่วนใหญ่เขาจะรู้แค่ว่า จิตมันบังคับไม่ได้ ให้เห็นว่าเป็นอนัตตาแล้วก็จบ ก็จะมั่วๆไป โดยใช้ตรรกะเอา