660925 ประชาธิปไตยโลกุตระที่มีอายะ 3 และ อธิปไตย 3 รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #42 ราชธานีอโศก

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1TGTHL3QgqQeKB4sFkSj06nscegzWUqkq/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true  

                                                                                                                     

ดาวน์โหลดเสียงที่  https://drive.google.com/file/d/1GDJPL8JlGZJzNP2iSsEcB4BD1ClXVkej/view?usp=sharing

และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/dhamaporkru/episodes/660925-167-1–3–3-e29ogcu 

ดูวิดีโอได้ที่ https://fb.watch/nh8JG6wETf/ 

  และ https://youtu.be/S8S3kmj2JY4 

มีซับ 

เพราะโลกุตตรธรรมเป็นเรื่องสำคัญ จึงต้องพยายามเผยแพร่ให้ได้มากทุกทาง 

พ่อครูว่า…วันนี้วันจันทร์ที่ 25 กันยายน 2566 ขึ้น 11 ค่ำเดือน 10 ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก 

ทีนี้เราก็มาสู่การฟังธรรม พวกเรานี้เจริญเป็นคนเจริญ รู้จักสาระในสาระ รู้จักความสำคัญในความสำคัญ ที่ถูกต้อง การได้ฟังธรรม โดยเฉพาะเป็นธรรมที่เป็นโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า เหมือนหาอาหารอันประเสริฐ ไม่มีอะไรมาเท่าเทียมที่เราได้ เราเป็นผู้รู้ เราก็รับเอาไป ผู้ที่ไม่รู้เขาก็เฉยเมย ไม่รู้สารู้สีอะไร ไม่ประสีประสาอะไร ทั้งๆ ที่เราส่งออกไปกระจายทางโทรทัศน์ พยายามจะให้ไปทางโทรทัศน์ เป็นทั้งพวกแบบส่งทาง Media ต่างๆ เดี๋ยวนี้เยอะแยะ รับได้ทางอินเตอร์เน็ต ทางอะไรต่ออะไรมากมาย ไม่ต้องไปเอาทางดาวเทียมก็ได้เยอะแยะมากมาย 

แต่เราก็พยายามให้มีดาวเทียมด้วยมันจะได้กว้างทั้งโลก หมุนรอบโลกเลย เราก็พยายามให้มันไปถึง ยอมเสียค่าดาวเทียมอยู่เดือนละหลายแสน ก็ต้องเอา เพื่อมนุษยชาติ ได้มากได้น้อยไม่มีปัญหาหรอก ได้น้อยแม้คนหนึ่ง 2 คน 5 คน 10 คนก็ถือว่าได้ ถือว่าประเสริฐ ราคามันเทียบกันไม่ได้เลย โลกุตรธรรม 

พยายามจะเรียกว่ายัดเยียด เราก็ยัดเยียด พยายาม แต่เราก็ไม่ไปแดกดันอะไรเขา ยัดเยียดแดกดัน เราก็กระจายออกไปธรรมชาติ ทุกคนมีอิสระเสรีภาพที่จะใช้ปัญญาเต็มใจรับเอา ไม่รับเอาก็ของใครของมันจริงๆ 

มาเริ่มต้นที่ SMS :

_จาก ซึ้งซื่อ วิเชียร ครับ ขอกราบนมัสการพ่อท่านด้วยสุดเศียรสุดเกล้าครับ เรื่องของฌาน โดยใช้จากอาหาร โดยสัมผัสที่ลิ้นของเราเอง 

พ่อครูว่า… การกินอาหารเป็นพฤติกรรมสามัญของมนุษยชาติ บางคนกิน 1 ครั้ง 2 ครั้ง 3 ครั้ง บางคนกินนับครั้งไม่ถ้วน พวกกินนับครั้งไม่ถ้วน ไม่ต้องไปพูดถึงเขาหรอกเพราะเขายังไม่สนใจ ขนาดคนที่ตั้งใจจะลดละน้อยครั้งน้อยมื้อลงมาแล้วพยายามพิจารณารายละเอียดยังมีอีกเยอะ

_เรื่องอาหารประจำวัน เรากินอาหารเพื่อเลี้ยงขันธ์ ด้วยการกินอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพไม่ให้เกิดโทษ ระหว่างกินก็อ่านเวทนาว่าตัวอร่อยมันไม่มีจริง แต่ก็รู้รสว่ามีเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด ก็คือรสแท้ที่รับรู้ได้ด้วยลิ้น กินเพื่อทำประโยชน์ นี่คือการใช้ปัญญาเพื่อทำฌาน

พ่อครูว่า… ถูกต้อง ทำฌานไม่ใช่เรื่องพิลึกพิลือไปนั่งหลับตาเข้าไปเป็นหนึ่ง เขาก็อาศัยคำว่าความเป็นหนึ่ง แต่มันเป็นหนึ่งชนิดแบบของเขามันผิด ค่อยๆ ศึกษาไป พูดมามากแล้ว 

_ลด ละ กิเลสต่อไป ไม่ต้องไปติดรส วางใจให้เป็นกลาง ไม่สุข ไม่ทุกข์ครับ ขอกราบขอบพระคุณพ่อท่านอย่างสูงยิ่งครับ

 พ่อครูว่า… ดี..พยายามทำไปให้ละเอียดๆ มันมีความหลงผิดแทรกๆแซงๆ อยู่ไม่น้อยนะ พยายามศึกษาให้ละเอียดลออไปตามขั้นตามตอน แล้วเราจะรู้ว่า..โอ้โห แม้แต่ทางที่ถูกต้องนี้ยังมีมารหลอกให้หลงทางอยู่ตลอดเวลา ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้เหมือนกัน 

อยู่ช่วยทางบ้านหรือมาวัดดีถ้าจะเป็นโพธิสัตว์น้อยๆ

_กราบนมัสการ พ่อท่านที่เคารพสูงยิ่งค่ะ และกราบสมณะ และสิกขมาตุ และญาติธรรมทุกคนค่ะ  ดิฉันเข่ง ใจแก้ว จะมาเล่า

สภาวจิตที่มาอยู่นอกวัด

จากบ้านราช มีอาการจิตไม่เหมอนอยู่บ้านราชธานี ตื่นเช้าขึ้นก็ได้ทำกิจวัตรฟังธรรมกับหมู่คนมีศีล มีธรรม ต่างคนต่างสำรวมกรรมของตัวเอง เป็นคนมีวรรณะ 9 อยู่ด้วยกันแล้วอบอุ่นค่ะ ดิฉันตั้งใจจะมาช่วยให้พี่น้อง ลูกหลานเห็นสัจธรรมที่แท้จริงของอโศกบ้าง ครั้งนี้มาอยู่นานหน่อย แต่พออยู่ ดูแล้วจะช่วยคนทางโลกีย์นั้นมันไม่ง่ายเลย เพราะคนทางโลกบูชาเงินทองเป็นพระเจ้า ส่วนคนโลกุตระ บูชาธรรมเป็นที่พี่ง ตื่นเช้ามาก็พูดเรื่อง เงินๆ ทองๆ แต่พวกเราตื่นขึ้นมาก็ไปฟังธรรมให้ลดละกิเลสมาเป็นคนจน คนทางโลกกับคนทางธรรม พูดไปคนละทางค่ะ  ดิฉันที่มาครั้งนี้มาศึกษาฝึกช่วยญาติใกล้ตัวก่อน ฝึกมาเป็นโพธิสัตว์น้อยๆ ค่ะ แต่แล้วพอเจอผัสสะไปแตะกิเลสสิ่งที่เขารักเข้า เขาก็โต้ตอบกลับ ถ้าดิฉันไม่อดทนและแล้วต้องให้อภัยเพิ่มเมตตาขึ้น ดิฉันท้อแน่ๆ ดิฉันว่าทำงานกับวัตถุ มันไม่ยากเท่ากับทำงานช่วยคนนั้นแสนจะยากๆ มากๆ ค่ะ ดิฉันเข้าใจชัดเจนพระโพธิสัตว์ใหญ่ พระโพธิสัตว์เล็กก็ต้องถูกด่า ถูกว่า เพราะให้คนลดละกิเลส ไปช่วยเขา แต่คนเขาคิดว่าไปว่าเขาด่าเขาค่ะ 

กราบนมัสการพ่อท่านที่เคารพอย่างสูงยิ่งค่ะ

พ่อครูว่า…ตอนนี้ก็ คุณเข่งนี่เขาก็ได้ไปมีประสบการณ์ ประสบการณ์จริง ก็อยากจะช่วยพี่ช่วยน้องนะ พี่น้องแท้ๆเขา..สายโลหิต พี่น้องเขาก็เรียกร้องให้ไปบ้าง ฐานะของพี่น้องเขาก็เป็นเศรษฐีร้านทอง ที่ปาดังเบซาร์ เป็นเศรษฐีร้านทองมานานปีเลยนะ อายุของเข่งเขาก็ 70 กว่าแล้ว พี่เขาทั้งนั้น คิดดูสิอายุเท่าไหร่ พี่เขาก็ตั้งเท่าไหร่ ลูกหลานเขาต่างก็อยู่ที่นั่น เขาก็อยู่กับโลกีย์อย่างเต็มรูป เขาก็พยายามฝึกฝนตัวเขา ฝึกเป็นโพธิสัตว์น้อยๆ อย่างที่ว่า 

ตื่นเช้ามาเขาบูชาแต่เงินแต่ทอง ที่นี่ตื่นเช้ามาก็ฟังธรรม เงินทองไม่ได้แยแส ไม่ได้คำนึงอะไร ข้าวมีกิน ดินมีเดิน ตะวันมีส่อง พี่น้องมีเสร็จ เห็ดมีเก็บ ป่วยเจ็บมีคนรักษา ขี้หมามีคนช่วยกวาด  ผ้าขาดมีคนช่วยชุน  เรื่องบุญก็ศึกษาเอาของใครของมัน มันก็สบายพวกเรานี่นะ ช่วยกันคนละไม้คนละมือ บรรลุธรรมไปตามวรรณะ 9 หรือว่าพุทธพจน์ 7 แท้ๆ จริงๆ ของเรามันก็จริง พิสูจน์อนุสาสนีปาฏิหาริย์ พิสูจน์คำสอนของพระพุทธเจ้าว่ามันตรง มันจริง มันมีมรรคผลจริงไหม ก็ว่ากันไป 

นี่ก็เป็นการรายงานผลที่มีประสบการณ์ของคนพวกเรานี่แหละยังแข็งแรง ยังจะสู้อยู่ จะช่วยพี่น้องตามที่หวัง เมื่อไหร่มันหมดหวังหรือว่า โอ้โห.. หรือว่า พอแล้ว พอแล้ว หวังได้แค่นี้ก็เอาแล้ว เมื่อยแล้วไม่ไหวแล้วก็มา ถ้าเผื่อว่ายังสู้กันอยู่ จะอยู่สู้กัน อยู่ช่วยพี่ช่วยน้องอยู่ก็เอา ลองดูเป็นโพธิสัตว์ในหมู่นั้น 

ที่จริงการช่วยพี่ ช่วยน้อง ช่วยยากเพราะว่าถือว่าเป็นพี่เป็นน้องมันสนิทสนม ยิ่งเป็นพี่ด้วย..โอ้โห..ไม่ง่ายหรอก ช่วยพี่หรือว่าช่วยพ่อช่วยแม่ด้วย..ยาก มาช่วยเพื่อนๆ หรือผู้ที่เคารพนับถือเราเป็นผู้พี่ผู้พ่อผู้แม่อะไรอย่างนี้ ยังจะมีมรรคมีผล มีประโยชน์ ก็ไม่เป็นไร จะได้ทั้งสองด้านกุศลอย่างที่เข่งเขาทำก็ได้  มาฝึกอย่างที่พวกเราอยู่กันที่นี่ก็ได้ ก็ว่าไป ที่นี่ก็ยังกว้างกว่า ที่พี่น้องก็อยู่แคบใช่ไหม ก็ได้อยู่กับพี่กับน้องก็ไม่ได้ หมายความว่าจะพูดอยู่กับแต่พี่แต่น้อง จะพูดจาปราศรัยคบหากันอยู่แต่พี่แต่น้อง ก็ต้องมีเพื่อนฝูงมิตรสหายคนอื่นอยู่บ้าง ก็มีคนที่นั่น อาจจะมีคนสนใจกว่าพี่น้องก็ได้อยู่ จะทำงานอยู่อย่างนั้นก็ได้ แต่ไหวไหมล่ะคนเดียว คนเดียวหัวเดียวกระเทียมลีบไหวหรือเปล่า ถ้าไม่ไหวก็มา ไม่มีปัญหาหรอกที่นี่ 

รูปกลับเป็นนาม และนามกลับเป็นรูปได้ เช่นใด

_พลัธ รัตนวัชรินทร์ . กราบนมัสการพ่อท่าน รบกวนท่านพ่อ ยกตัวอย่าง “รูปกลายเป็นนาม” ให้ผมเห็นได้ชัดไปหน่อยครับ ขอบคุณครับ

พ่อครูว่า… ฟังดีๆ รูปกลายเป็นนามนี่ อาตมาอธิบายตั้งแต่เขียนหนังสือธรรมะเล่มแรก คือหนังสือที่ชื่อว่า “คนคืออะไร ทำไมสำคัญนัก” หนังสือธรรมะที่บรรจงเขียนเป็นเล่มแรกในชีวิต เป็นธรรมะเล่มแรก แล้วก็อธิบายขยายความประเด็นนี้ คนสงสัยและติดขัดและถึงขั้นไม่เชื่อ ก็รูปก็รูป นามก็นาม คนมันก็จะยึดมั่นถือมั่นอย่างนั้น รูปจะกลายเป็นนามนามและนามจะกลายเป็นรูป แล้วจะไปยังไง มันจะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้ไง กลับกลอกหรือเปล่า สับสนหรือเปล่า มันเป็นสัจจะ 

ฟังอาตมาจะอธิบายสรุปให้ฟังง่ายๆ 

รูป คือ สิ่งที่ถูกรู้ หิน นี่มันเป็นรูป มันถูกเราคือใช้จิต ใช้วิญญาณ ใช้นามธรรมของเรา ตัวรู้ ธาตุรู้ของเรามาสัมผัสมัน มันก็เป็นรูป จิตเราก็เป็นนาม 

ทีนี้มันลึกซึ้งขึ้น ไอ้นี่มันเป็นรูปภายนอก ภายนอก ตา หู จมูก ลิ้น กาย มันกระทบของภายนอก ก็เป็นสิ่งที่ถูกรู้ภายนอก นั่นก็เป็นขั้นหยาบ ขั้นแรก  ขั้นต้น มันไม่มีปัญหา ก็คงเข้าใจได้ อธิบายไปแล้ว และก็คงเข้าใจกันได้ไม่ยากอะไร

ทีนี้เรียกภาษาว่า รูป คือสิ่งที่ถูกรู้ อีกแหละ ทีนี้นามธรรมของเราที่มันรู้ เช่น มันรู้หินก้อนนี้แหละ นามธรรมที่ไปรู้หินตัวนี้ เสร็จแล้วเราก็ไปกระทบนามธรรมของเราข้างใน แล้วเราก็อ่านนามธรรมข้างในของเรา อ๋อ.. นามธรรมของเรามันมารู้ตัวนี้ เราก็รู้แล้วตัวนี้มันเป็นรูป รูปยังไงมันก็คืออย่างนั้น ใครที่ตาไม่เพี้ยนไม่บอดไม่เบี้ยวอะไรก็เห็นตรงกันหมด รูปก็เห็นตรงกันหมด 

แต่นามธรรมของเรารับรู้นี่ เราเรียกกันนี้ว่า จิต เป็นนามธรรมคือจิตกระทบรู้  แล้วจิตของเรานี่แหละ แยกย่อยเป็นเจตสิก เป็นเวทนาเจตสิก เป็นต้น มันมีเวทนา สัญญา สังขารก็ตาม 

เวทนา คือความรู้สึกเลย ความรู้สึกมันรู้สึก แล้วความรู้สึกมันปรุงแต่งวับเลย ชอบ ไม่ชอบ เฉยๆ มี 3 นัย ชอบ ไม่ชอบ เฉยๆกลางๆ 

กลางๆ ประเภทบื้อๆ การปฏิบัติหลับตาก็เรียกว่าเป็นกิเลสเหมือนกัน แต่ยังไม่ต้องอธิบาย อ่านชอบหรือไม่ชอบก่อน 

ไอ้ชอบหรือไม่ชอบนี่แหละ เราจะต้องวิจัยตัวนี้ แยกให้ออก เวทนาในเวทนา ศัพท์ของภาษาวิชาการ เวทนา คือความรู้สึก คือธาตุรับรู้สึก รู้สึกว่าสวยหรือไม่สวย  ชอบหรือไม่ชอบ คืออาการเวทนาของเรา ชอบก็เป็นสุข ไม่ชอบก็เป็นทุกข์ ไม่ชอบก็ผลัก ชอบก็ดูด ถ้าไปหลับตาเอาไม่ใช่ของจริง 

ไม่ว่าจะเป็นพวกหลับตาเข้าป่าหรืออยู่ในเมือง เขาอยากได้นิพพาน อาตมาก็สุดสงสาร อยากจะให้มีปัญญาแต่ก็ไปบังคับเขาไม่ได้พยายามจะเน้นขยาย อธิบายและก็ยืนยัน เชิญให้มาพิสูจน์เข้ามาสิลองดูแต่เพราะไปถูกครอบงำ ….

ตามอาณิสูตร ว่ามันจะเสื่อมแล้วมันก็ถึงยุคเสื่อมจริงๆ ในอนาคต นี่คือยุคเสื่อม เสื่อมให้เห็น เห็นจนไม่มีโลกุตรธรรม อาตมาอธิบายมาหมดแล้วยืนยัน โลกุตรธรรมไม่มี อาตมาต้องบังอาจประกาศตัวเองว่า อาตมานี่แหละนำโลกุตรธรรมมาสถาปนาลงไปในยุคนี้ มาเป็นผู้กอบกู้ศาสนาพุทธ จนสำเร็จ
สำเร็จอย่างไร สำเร็จจนมีผู้รับรู้รับเข้าใจ แล้วมาปฏิบัติตามแล้วก็บรรลุมรรคผลเป็น โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ จริง ตามที่อาตมายืนยันว่ามีอรหันต์จริงในชาวอโศก มีโพธิสัตว์ด้วย ขยายความโพธิสัตว์และอรหันต์มีนัยยะสำคัญที่แตกต่างกันยังไง ก็พูดไปแล้ว หลายรอบหลายที ละเอียดลออพอไม่ใช่น้อยแล้ว จนกระทั่งป่านนี้แล้วอายุ 90 ย่างแล้ว มันก็ชะลอความตายอยู่ตอนนี้ ก็ไม่รู้เมื่อไหร่มันจะตายจะหยุด จะลองพยายามดันทุรัง  ขออภัย ดันสุรัง ไม่ใช่ดันทุรัง แต่ดันสุรัง อาตมาไม่ได้ดัน ทุ นะ ทุ มันไม่ดี แต่ดัน สุ พยายามดัน 

คือพยายามฝืน พยายามที่จะทำ ต่อให้มันได้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ เป็นการพิสูจน์ธรรมะพระพุทธเจ้า เป็นการช่วยธรรมะของพระพุทธเจ้านี่แหละ เป็นการช่วยมนุษยชาติจริงๆ จังๆ นี่แหละ แล้วเราก็จะมีทักษะจะมีความชำนาญ มีอะไรต่ออะไรเจริญขึ้นด้วย ก็ไม่ได้มีความเสียหายอะไรเลยมีแต่เรื่องดี แม้อาตมาจะถูกด่า ถูกว่า ถูกตำหนิอะไร ก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอก อาตมาก็ชัดเจนก็เข้าใจอยู่ว่า คนไม่รู้เขาก็ต้องด่า ไม่รู้ประสีประสาเหมือนอย่างเด็กๆ 

เด็กๆ ไม่รู้สีรู้สาอะไรเราก็ทำดีให้เขาหวังดีทำให้เขา ดีไม่ดีเขาก็มาทุบมาตีเรา มาว่ามาด่าเราเอาด้วยซ้ำ เด็กๆ มันก็จริงๆ ของเขา เขาไม่รู้เรื่อง คือไม่เดียงสา เขาไม่รู้ไปโกรธเขาไม่ได้ 

ไม่เดียงสานี่ก็คือยังอ่อนยังเยาว์หรือยังโง่ ยังด้อยยังน้อยเขาเข้าใจไม่ได้ เราไม่มีสิทธิ์ไปโกรธใครๆ ในโลก อย่าว่าแต่เขาไม่เดียงสา แม้แต่เป็นศัตรูจะมาฆ่าเรา เราก็ไม่มีสิทธิ์ไปโกรธเขา ที่อาตมาพูดนี้เป็นการพูดด้วยสัจจะ 

แม้คนจะมาฆ่าเราก็ไม่ไปโกรธเพราะเขาไม่รู้ จะไปโกรธได้ยังไง ไปโกรธคนโง่ คนบ้า คนเมา แค่ 3 อย่างนี้ก็เหลือแหล่แล้ว  คนโง่  คนบ้า  คนเมาไปโกรธเขาได้ยังไง เขาไม่รู้จริงๆ เขาไม่มีสติสตังค์ สติเขาไม่เต็ม ความรู้เขาไม่พอ มันไปโกรธเขาไม่ได้ อันนี้เป็นสัจจะที่รู้จริงๆ แล้วอาตมาว่า 

หรือเรารู้แล้วว่าอาการโกรธนี้จะไปทำขึ้นใส่จิตเราแม้น้อย..ทำขึ้นไปทำไม ทำขึ้นไปก็กรรมเป็นอันทำ คนโง่อยู่ก็ทำ เพราะฉะนั้นการทำใจในใจมนสิการ จึงเป็นเรื่องปฏิบัติธรรมแท้ๆ เป็นมูล ในต้นเค้าธรรมะข้อที่ 2 เลย มีความยินดีเป็นฉันทะข้อที่ 1 มีการปฏิบัติกระทำใจในใจ มนสิการ เป็นข้อที่ 2 มนสิการ ข้อที่ 3 มีผัสสะ 

สำคัญมากเลยแค่ 3 ข้อนี้ ไม่ยินดี ไม่มีฉันทะปฏิบัติธรรมโลกุตระไม่ได้ ยินดีน้อยๆ ก็ยังไม่พอ ต้องยินดีเกิน 50% ที่จริงต้องเกิน 75% ขึ้นไปแล้วจะปฏิบัติธรรมได้อย่างดีมาก แต่เราบังคับไม่ได้ความยินดีของคน เขาไม่ยินดีแล้วจะทำยังไง มันต้องเกิดจริงในจิตฉันทะคือเป็นตัวแรกของมูลสูตร 10 เลย เห็นไหมสำคัญมาก 

ต่อมาก็ต้องทำใจในใจเป็น อาตมาใช้คำว่า ทำใจในใจเป็น ทำใจในใจถูกต้อง ทำใจในใจตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้วพวกนี้จะเกิดที่แดนเกิดหรือ สัมภวะหรือปภวะ 

ถ้าไม่มีผัสสะก็เลิก ไปหลับตา ปิดตา หู จมูก ลิ้น กายก็โมฆะเลย มันก็จะต้องย้ำปากเปียกปากแฉะเรื่องนี้อีก เอาล่ะ เรื่องมูลสูตรพอ 

ต้องมีผัสสะจึงจะปฏิบัติเวทนา 108 

เมื่อกี้สรุปหรือยังเรื่องรูปนาม 

_สู่แดนธรรม… พ่อท่านเพิ่งอธิบายนามเป็นรูปครับ 

พ่อครูว่า… รูปก็คือสิ่งที่ถูกรู้ เมื่อมันถูกรู้ภายนอก อันนี้มันไม่กลับไปเป็นนามได้หรอก วัตถุข้างนอกมันไม่สามารถเป็นนามได้ แม้แต่คน เขาก็มีนามในตัวของเขา เราหยั่งรู้จิตของคนข้างนอก..มันก็เป็นรูป เราหยั่งรู้จิตของคนอื่นมันไม่ง่ายหรอก แต่มันก็สามารถรู้ได้ คุณรู้ได้ในจิตของคนอื่น เราไปรู้จิตของคนอื่น จิตของคนอื่นก็ชื่อว่ารูปที่เราเป็นนาม ธาตุรู้ของเราไปรู้ว่าอันนั้นเป็นรูป จิตของเขานะ 

ทีนี้จิตของเรา จิตที่เกี่ยวกับวัตถุภายนอกนี้ เราเรียกว่า กามภพ เราก็เรียนรู้กิเลสที่กามนี้ให้ได้ แล้วเราก็กำจัดกามกิเลสนี้ให้ได้ รูปนี้เราก็ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ ไม่มีชอบ ไม่มีชังกับมันแล้ว..เป็นอนาคามีภูมิขึ้นไป 

ทีนี้ก็เหลือรูป รูปราคะ อรูปราคะ ข้างในต่อไป เราก็ไปรู้รูป รูปราคะนั่นแหละ มันเป็นนาม แต่เราจะต้องมีปัญญาญานหยั่งรู้ รูปราคะ เขาเรียกว่ารูปอยู่นั่นแหละ รูป รูปราคะ มันเป็นสิ่งที่ถูกรู้โดยญาณปัญญา โดยวิปัสสนาญาณของเราอีกทีหนึ่ง เพราะฉะนั้น รูปราคะ ก็กลายมาเป็นรูปที่มันคือนาม มันเป็นรูปราคะ มันไม่ใช่กามราคะข้างนอกนี่แล้วทางทวาร 5 แต่มันเป็นทวารจิต เป็นรูปราคะเป็นต้น

อรูปราคะ ก็ละเอียดขึ้นไปอีก ก็เหมือนกันนั่นแหละ พ้นรูปราคะได้ คุณหมดกิเลสรูปราคะได้ คุณจึงจะไปถึงขั้น อรูปราคะ มันเป็นขั้นตอนอย่างนี้ 

และในขณะที่คุณมี รูปราคะ ไม่ได้หมายความว่าคุณหลับตานะ คุณก็ลืมตาเรื่องเก่านี่แหละ เช่น ไอ้หินลูกนี้ คุณพ้นแล้วกามราคะ ไม่มีรักมีชัง ไม่มีผลักมีดูด เฉยๆ แต่ รูปราคะ คุณยังมีน้อยๆ ผลักดูดที่คุณจับรูปได้ชัด จึงเรียกว่า รูปราคะ จับรูปของจิตในจิต 

ข้างนอกนี่คุณเองเฉยแล้ว ได้ไม่ได้ ถ้าเป็นประโยชน์จะได้ก็เอา ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ไม่ได้ทุกข์ได้สุขอะไรกับไอ้สิ่งข้างนอก แต่ อารมณ์หรืออาการข้างในจิตของเรา รูปราคะของเรา มันยังมีอยู่ 

เพราะฉะนั้น รูปกลายเป็นนามก็อย่างนี้ รูปข้างนอกหมดไปแล้ว เหลือเป็นรูปข้างในที่เรารู้มันได้ มันก็เป็นรูป รูปกลายเป็นนาม นามมันกลายเป็นรูป มันก็รู้ซ้อนขึ้น ที่ถูกรู้เรียกว่า รูป ความรู้สึกเรียกว่านาม ที่ถูกรู้หรือที่เรารู้สัญญา เวทนา สัญญาก็คือตัวกำหนดรู้ เวทนาก็คือความรู้สึก ตัวรู้สึกเอง อันนั้นเป็นนาม ที่ถูกรู้ 

เพราะฉะนั้น เวทนาที่เป็นของแท้ กับ เวทนาที่เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ของแท้กับสุข ทุกข์ ต่างกันใช่ไหม เวทนารู้อันนี้หินกลมๆ อันนี้คือหินกลมๆ ของแท้ ชอบหรือไม่ชอบ เป็นของเก๊ หรือเป็นตัวที่จะถูกรู้อาการชอบหรือไม่ชอบ ไอ้ของเก๊นี้ 

ที่ถูกรู้เพราะมันเป็นนาม แต่ มันถูกรู้เข้า มันเป็นรูป มันถูกญานปัญญาตั้งแต่สัญญากำหนดรู้ จนกระทั่งถึงความฉลาดปัญญาว่า อ๋อ.. ไอ้นี่คือผี มาร เอง  ไอ้นี่ตัวเก๊ ตัวปลอมไม่ใช่ตัวจริง ตัวจริงมันก็คือของจริงเท่านี้ แขก ฝรั่ง จีน ไทย เขมร กระทบรู้สึกเดียวกันหมด แปลภาษาจะต่างกันเท่านั้น ภาษาต่างกันไปแต่ความรู้สึกเดียวกันตรงกันหมด เวทนาตรงกันหมด 

เพราะฉะนั้น เมื่อเรารู้ตัวเก๊ อาการเก๊กับอาการของแท้ได้ เราทำของเก๊ด้วยปัญญานี่ เฮ้ย! เอ็งเก๊ อาตมาอธิบายมาแล้ว ปัญญามีธรรมฤทธิ์ ไอ้ตัวโง่..มันเจอกับปัญญาเป็นธรรมฤทธิ์ก็บอกว่า..เฮ้ย! ปัญญาเห็นหน้าเราแล้ว รู้จักเราแล้ว มันวิ่งตูดแป้น อาตมาพูดไม่รู้กี่ทีแล้ว ในมารสังยุต มารวิ่งหนีไป จะใช้คำว่า ตถาคตเห็นเราแล้ว มารวิ่งหนีมารก็หายไป หรือไง มารหายวับไปเลย นี่แหละคือตัวปัญญา ตถาคตคือปัญญา เห็นไอ้สิ่งที่มันเป็นของเก๊ มันเป็นตัวหลอก มันหายไปเลย 

นี่อธิบายเป็นภาษาไทย อธิบายเป็นสภาวะ ขยายโดยภาษาที่อาตมาใช้ ไม่ใช่ภาษาตามพระไตรปิฎกคำต่อคำเท่านั้น อย่างนี้เป็นต้น นี่เป็นสัจจะ 

เพราะฉะนั้น รูปกลายเป็นนาม นามกลายเป็นรูปนั้นก็คือเป็นเรื่องของ ภาวะสภาวธรรมที่มันกลับไปกลับมาได้ แต่ตัวญานปัญญาตัวธาตุรู้ที่รู้ชัดรู้เจนนี่แหละ ที่อาตมาอธิบายความไม่คงที่เหมือนกลับไปกลับมา เดี๋ยวนามเป็นรูป เดี๋ยวรูปเป็นนาม ถูกเป็นผิด ผิดเป็นถูก มีเป็นไม่มี ไม่มีเป็นมี อะไรสลับกันอยู่นี่มันเป็นพยัญชนะที่แทนสภาวะ ที่ต้องศึกษาดีๆ แล้วเราจะเข้าใจว่า อ๋อ เมื่อไหร่มันเป็นตัวจริง เมื่อไหร่มันเป็นตัวเก๊ 

เพราะฉะนั้น จิตผู้ใดที่สามารถจับความเกิด ความดับ หรือความเก๊ ความจริงนี้ได้ 2 สภาวะ จิตนั่นแหละ เรารู้ทันมายา เรียกด้วยศัพท์ว่า “สิริมหามายา” รู้ทันมายา 

คำว่าเป็นมายาคือ สัจจะชนิดที่ครองโลกคือความหลอก มายาคือความหลอก เป็นสัจจะครองโลกถือว่าเป็นความหลอกที่เป็นความจริงที่เก๊ ความจริงครองโลก 

เพราะฉะนั้น ผู้ที่รู้ความจริง จริงๆ แล้ว มันคือสิ่งที่กลับไปกลับมาอยู่ 2 อัน เพราะฉะนั้นยึดมั่นถือมั่นมันไม่ได้ เมื่อใดมันมีประโยชน์ก็ใช้มัน เมื่อใดมันไม่มีประโยชน์ก็ไม่ต้องไปใช้มัน แม้มันมีประโยชน์ใช้มันก็อย่าไปเชื่อมันอีก มันจะหลอกเราอีกได้ กลับกลอกได้อีก ก็แค่อาศัย อย่าไปสั่งสมลงใส่จิตให้เป็นนิสัย เป็นวิสัย เป็นอนุสัย ขยายความ อาศัย นิสัย วิสัย อนุสัย มาหลายทีแล้ว สยะ 

ตั้งแต่ อาสยะ นิสยะ วิสยะ และก็อนุสยะ วันนี้ไม่ลงรายละเอียดอันนี้ ไปค้นหาอ่าน ฟังก็ได้ เดี๋ยวนี้เขามีเสียงอะไรกันเยอะ 

สรุปแล้ว ตัวอย่างรูปกลายเป็นนาม หรือนามกลายเป็นรูป พอเข้าใจไหม คุณพลัธ นี่ ยกตัวอย่างให้ฟัง 

เพราะฉะนั้น คนที่มาเข้าใจธรรมะอย่างที่ว่านี้ มันเป็นอัตตาอนัตตา มันเป็นตัวสิริมหามายาหรือเป็นมายา เรามีปัญญาญาณที่จะรู้ได้ว่า อะไรเป็นสิ่งที่เราจะอาศัย ถือว่าความจริงก็เป็นความจริงลำลอง เป็นความจริงที่เราใช้อาศัย บางอย่างอาศัยนาน บางอย่างอาศัยชั่วคราว อาศัยสั้น อาศัยยาวไปเป็นธรรมชาติธรรมดาตลอดกาล เอ้า..ศึกษาดีๆ ผู้ที่เริ่มมาศึกษาอาตมาก็ยินดีต้อนรับ เริ่มเข้าใจ ผู้ที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ เป็นคุณค่าก็อนุโมทนาสาธุ ยินดีด้วยอย่างมาก 

_นพดล ทองโคตร สร้างชุมชน บนเทือกเขา ให้มีป่าอุดมสมบูรณ์ มีสาธารณโภคีแบบบ้านราชได้มั้ยขอรับพ่อครู คล้ายๆ ชนเผ่าหรรษา แต่มีโลกุตระ มีศีลบังเกิดในสังคม อย่างแจ้งชัด

พ่อครูว่า…ในเมืองก็สร้างได้ไปทำทำไมบนเทือกเขา บนเทือกเขาก็คนน้อย ไม่มากหรอกคน ไปทำบนเทือกเขาทำไม ไปทำก็ทำได้ ข้างล่างก็มีงานเยอะแยะให้ทำ 

ทำได้แต่ว่าจะไปทำทำไม มันมีผลน้อย เรามาทำอยู่ที่นี่ ผลมีมากมีใหญ่เยอะแยะ อย่างภูเขาอาตมาก็สร้างขึ้น มีเขาน้อยๆ ก็สร้างธรรมชาติก็จะพากันสร้าง แต่ที่อยู่อาศัยก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเขาขึ้นให้เมื่อยทำไม เอาละก็เป็นความคิด เป็นความเห็นของคนนพดล 

ตำรวจทหารต้องฆ่าโจรจะมีวิบากไหม

_ช่อทิพ หนูทอง . ตำรวจที่ ไม่ทุจริต ต้องฆ่าโจรเมื่อจำเป็น เรียนถามพ่อครูว่า

  1. เขาต้องรับวิบากจากการผิดศีลข้อ 1 หรือไม่

พ่อครูว่า…ตอบ รับ มีกรรมมีวิบาก เดี๋ยวอธิบายได้ ขยายต่อไป 

2.ในเมื่อพระพุทธเจ้ายังโปรดทุกคนให้เป็นอรหันต์ไม่ได้ ถ้าไม่ปราบโจรรุนแรง คนดีจะถูกทำร้ายเรื่อยไป ถ้ากลัววิบากจากผิดศีลข้อ 1 สังคมจะสงบสุขได้อย่างไรคะ?

พ่อครูว่า…ก็จริงของคุณอีก ตำรวจต้องฆ่าคน เป็นวิบากของตำรวจ แต่ผลดีเป็นกุศล กุศลคือผลดี ผลดีของตำรวจคือช่วยสังคม  ให้อยู่เย็นเป็นสุขด้วยการปราบคนร้าย ปราบคนทุจริต มันก็มีกุศล กุศลมีทั้งดีทั้งชั่วคู่กัน ดี-ชั่วคู่กันนี้ แตกต่างจากสุขกับทุกข์ สุข-ทุกข์เป็นโลกุตระ ดีชั่วเป็นโลกียะ โลกียะเป็นสิ่งอาศัย สุข-ทุกข์เป็นของไม่ต้องอาศัยเลย พระอรหันต์ไม่มีสุข-ไม่มีทุกข์ ไม่ต้องไปอาศัยสุขทุกข์ จิตกลางๆ แล้วก็จบกิจเลย 

เพราะฉะนั้น ตรงสุข-ทุกข์นี้ จึงเป็นโลกุตระยิ่งยอดที่บรรลุได้แล้ว จบกิจ จบทุกอย่างเลยในการที่จะจัดการกับจิตวิญญาณหรืออัตตา 

เพราะคนมันโง่กับสุขนี่แหละ จึงเรียกว่า สุขนิยม เทวนิยมไม่ได้เรียนรู้โลกุตระนี้จึงติดสุข สุขมากสุขน้อยอะไรก็แล้วแต่ ถ้าไม่รู้แจ้งรู้จริงรู้จบจริงๆ แล้วล่ะก็ มันไม่หยุดหรอก มันไม่เกิดปัญญาทะลุโลกเลย มันจะต้องมาศึกษา 

ถ้าศึกษาสุข-ทุกข์แล้ว ล้างสุข-ทุกข์ออกไปจากจิตได้เลย นี่แหละคือตัวจบสำคัญ ที่เราจะสลายกิเลส แล้วก็สลายอัตตา สลายจิตนิยามจิตวิญญาณของเราเป็นดินน้ำไฟลม ไม่ต้องมาเกิดวนเวียนอยู่ในวัฏสงสารนี้อีกเลยได้ 

หรือคุณจะเกิดอยู่ก็เกิดได้ แต่ปัญญาญาณที่มันรู้แล้วว่า ดีชั่วคืออะไร ไม่ทำชั่วเลย สัพพะปาปัสสะ อกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง) กุสะลัสสูปสัมปะทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) ทำแต่ดีเป็นสัจจะของศาสนาพุทธ ที่ทำดีเที่ยง เกิดอีกกี่ชาติก็ทำแต่ดีไม่ทำชั่วอีกแล้ว แต่โลกียะนั้นจะเกิดวนเวียนแล้วทำดี-ทำชั่วสลับกันไป โง่แล้วก็ฉลาดอย่างโลกีย์ไม่เที่ยง เป็นสมบัติผลัดกันชม ดีแล้วก็ชั่ว ชั่วแล้วมาดี ไม่เที่ยงแท้ ไม่มีปัญญาญานรู้จักชัดเจนในเรื่องดีแท้เป็นอย่างไร ชั่วแท้เป็นอย่างไร ​ซึ่งเป็นสมมุติ กลับไปกลับมาตามสังคมแต่ละกลุ่ม แล้วแต่กาละ เทศะ ฐานะ ของแต่ละกลุ่ม สมมุติไม่เท่ากัน สมมุติไม่เหมือนกัน 

อันนั้นก็เรียนรู้ได้ แล้วทำดีตามสมมุติของโลกเขา ก็คือรู้โลก รู้อัตตา รู้ชัดเจนครบ จึงไม่สับสน ยืนยันเป็นคนมีหลักประกันว่า เกิดอีกกี่ชาติก็มีแต่ดี 

ส่วนสุข-ทุกข์นั้น คุณบรรลุธรรม บรรลุอรหันต์แล้วดับสุขดับทุกข์ได้แล้ว คุณจะอยู่ช่วยโลกเขา จะอยู่สอนคนอื่น จะอยู่ช่วยคนอื่นให้รับรู้ตาม จะทำประโยชน์ หรือบำเพ็ญธรรมให้มันเจริญขึ้นไปเป็นพระพุทธเจ้า ที่จะมีขั้น มีตอน อย่างที่อาตมาก็ขยายไปหมดแล้ว โพธิสัตว์กี่ชั้น อรหันต์กี่ชั้น ก็ขยายความไว้มากมายแล้ว 

เพราะฉะนั้น คุณจะอยู่ ทำประโยชน์อยู่ ก็ทำไป แม้แต่ที่สุดไปถึงขั้นเป็นพระพุทธเจ้า อาตมายังไม่ถึงพระพุทธเจ้าแต่รู้พิมพ์เขียว รู้แผนที่ไปถึงพระพุทธเจ้าแล้ว ก็เป็นสิทธิของอาตมา พระพุทธเจ้าทุกพระองค์สร้างศาสนาขึ้นมาในโลก 1 ครั้งแล้วก็พอแล้ว ไม่มีพระพุทธเจ้าองค์ไหนเป็นพระพุทธเจ้า 2 สมัย..ไม่มี.. เพราะรู้ความจริงแล้วว่า ท่านก็ผ่านโพธิสัตว์มา สอนคนมา รื้อขนสัตว์มาเหน็ดเหนื่อย  เหนื่อย 

อย่างอาตมานี่เป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ก็เหนื่อย ถ้าอาตมาไม่ตั้งปณิธานจะเป็นพระพุทธเจ้านะ อาตมาก็ปรินิพพานไปแล้ว ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ไปแล้ว

แต่นี่อาตมาก็ 

1.เป็นภาระที่ต้องต่อภพต่อศาสนาพระพุทธเจ้าไปให้ถึง 5,000 ปี 

  1. อาตมาก็ตั้งปณิธานไปเป็นพระพุทธเจ้า อะไรอย่างนี้เป็นต้น อาตมาจึงจำนนอยู่ ทุกวันนี้พยายามพิสูจน์แล้วพิสูจน์อีก การฝืนสังขารขันธ์ ฝืนการลากสังขาร ที่พูดหลายทีแล้ว พยายาม..เป็นได้พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ ผู้ที่จะให้อายุยืนยาวกว่ากัป ก็ทำได้

สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องเกินสามัญของมนุษย์ธรรมดาที่จะรู้ได้ ทำได้ เป็นได้ ก็มาพิสูจน์สิ คนที่อยากจะรู้ว่าโลกุตระนี้ เป็นธรรมะที่เหนือโลกียะอย่างไร เชิญมาพิสูจน์นะ 

ต่อของคุณช่อทิพย์อีกว่า คนที่ยังวนอยู่ในวงวัฏฏะ ต้องไปเป็นทหาร เป็นตำรวจอยู่ ต้องฆ่าโจร เขาได้กุศล แต่ไม่รับวิบากไม่ได้ มีวิบาก เพราะฉะนั้น คุณยังชอบอาชีพ คุณยังอยู่ในกรรมวิบากในภารกิจที่คุณเป็นจริงอย่างนั้น..คุณต้องทำ 

เพราะฉะนั้น ผู้รู้แล้วไม่ไปเป็น ไม่ไปเป็นตำรวจ ไม่ไปเป็นทหาร รู้ตั้งแต่ไม่ไปเป็นชาวประมง ไม่ไปเป็นชาวปศุสัตว์ที่ต้องฆ่าสัตว์ ต้องฆ่าปลา..ไม่ไปเป็น ไม่ไปทำอาชีพอย่างนั้น เพราะเรารู้กรรม รู้วิบาก 

ผู้ที่รู้กรรมรู้วิบากแล้ว จะรู้ว่า งานอื่นเบากว่า การฆ่าสัตว์ ฆ่าปลานั้นหนักกว่า ปลูกผักปลูกพืชไม่มีบาป ไม่มีกรรม ไม่มีวิบากอะไร มันยากกว่ากัน ไอ้อย่างนู้น..มันยาก ซึ่งอะไรหลายๆ อย่างอาตมาไม่ลงรายละเอียด 

เพราะฉะนั้น สรุปตรงที่ว่า มีประโยชน์ไหม ตำรวจทหารมีประโยชน์ ยิ่งอยู่ในสังคมของคนร้ายๆ เลวๆ ตำรวจทหารยิ่งมีประโยชน์มาก เพราะฉะนั้นสังคมที่ร้ายเลวลดลง ตำรวจทหารก็มีความจำเป็นน้อยลง จนสุดท้ายไม่ต้องมีตำรวจ ทหาร ก็คือสังคมที่ ไม่มีคนที่จำเป็นจะต้องใช้ตำรวจทหารแล้ว ร้ายเลวร้ายแรงไม่มี..เป็นสังคมเจริญ อย่างสังคมชาวอโศกไม่ต้องมีตำรวจทหาร ก็มีนะตำรวจเขาให้ตำแหน่งมา แต่เราไม่ได้รับ ตำรวจเราก็อย่างนั้น ไม่รู้จะทำหน้าที่อะไร ตำรวจจริงมาอยู่ที่นี่ก็ไม่ได้ทำหน้าที่อะไร นอกจากมาเป็นจราจร มาอะไรนิดหน่อย มันไม่มีความจำเป็น มันก็ต้องเลิก 

อาตมาเคยเทศน์ว่า ถ้าประเทศใด สามารถที่จะทำตนเป็นกลางแล้วก็ประกาศต่อโลกเลย ว่าเราเป็นกลาง เราไม่รบราฆ่าฟันใคร ใครรุกรานเรา เราก็ไม่รุกราน แต่เราอยู่อย่างกลาง และทำประโยชน์ให้ผู้อื่น เพราะฉะนั้นคุณที่ทำประโยชน์ ที่ทำให้แก่ผู้อื่นอยู่ แล้วเราก็มีประโยชน์ที่จริงโดยเฉพาะ 1. ประโยชน์อาหาร  2. ประโยชน์ความช่วยเหลือเกื้อกูล 

ประโยชน์อาหารกับประโยชน์ความช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นอยู่อย่างแท้จริง 2 อันนี้แหละยิ่งใหญ่ที่สุดเลย 

จนทุกวันนี้ถึงโลกจะเสื่อมลงมาก โลกโลกียะมันใกล้กลียุคมันเสื่อมแล้วก็ตาม เขาก็จะยังรู้อยู่ว่า สังคมหรือประเทศใดที่มีคุณค่าประโยชน์ทางอาหารและความช่วยเหลือผู้อื่นอย่างจริงใจอยู่ อาตมาใช้คำว่าช่วยเหลือผู้อื่นอย่างจริงใจคือช่วยเหลืออย่างไม่ต้องการอะไรตอบแทน ช่วยเหลือผู้อื่นอย่างจริงใจ 

สังคมนั้นเป็นความเจริญ เป็นสังคมสูงส่ง เป็นสังคมที่มีค่า อย่างน้อยก็สร้างอาหารให้คนอื่นเขาพึ่งพา ไม่ต้องไปพึ่งพาหรอกอาวุธ เราพึ่งอาหารนี้เป็นหลัก เราก็พึ่งแต่ความช่วยเหลือนี้เป็นหลัก จะช่วยเหลืออะไร โดยเฉพาะแม้แต่ช่วยเหลือด้านความเจ็บป่วย ด้านความบกพร่องลำบากลำบนอะไรก็แล้วแต่ ซึ่งเป็นสัจจะที่พิสูจน์ได้ 

เพราะฉะนั้น ในเมืองไทยนี้ก็ตาม ยังมีพวกที่ต้องการอำนาจ ต้องการเบ่ง ต้องการ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข มันก็จะไม่หมดไปง่ายๆ หรอก แต่มันก็น้อยลงๆ คนประชากรส่วนใหญ่เข้าใจด้วยว่า อย่างนี้เป็นพวกที่ไม่แสวงอำนาจ ไม่แสวงการยิ่งใหญ่ ซึ่งเห็นๆ อยู่นี่ 

ขออภัยที่อยากจะยกตัวอย่างของจริง คนจริง มันจะได้เข้าใจง่ายๆ อย่างคณะทักษิณ คณะก้าวไกล นี่ยังหลงแบบโลกียะแบบเทวนิยมเข้ามา ยาก.. เพราะฉะนั้นจะเกิดในเมืองไทยนี่มันก็เหลือเชื้ออยู่เท่านั้นเอง แต่ยาก 

แล้วอาตมาก็เห็นว่า เมืองไทยมีตัวอย่างอันสุดเลวร้าย แล้วก็ยังมีฤทธิ์มีเดชอยู่ แต่มันไม่มีสิทธิ์ที่จะมีอำนาจครอบงำประเทศไทยได้ อาตมาขอพูดโดยมั่นใจของตัวเองเลย ไม่ได้หรอก ยอมเสียเถอะ แต่เขายอมไม่ได้ เพราะกิเลสของเขาจริงๆ กิเลสมันหนา มันแน่น มันหนัก มันแน่น มันยอมไม่ได้ อย่างที่เห็นนี่ ดิ้นจนสุดดิ้นเลยนะ ดิ้นจนกระทั่งทุกวันนี้อาตมาก็เห็นเลยรู้สึกว่าเขาไม่เหน็ดไม่เหนื่อยเนาะ

_สู่แดนธรรม… เขาคงเชื่อว่าเขามีเงินมากใช่ไหมครับ 

พ่อครูว่า… ด้วย เงินกับอำนาจเขาเชื่อว่าคนนับถือเขา มันก็น่า… อาตมามี อจินไตย อันนึง… 

 นายกคนปัจจุบันของไทยชื่อ เศรษฐา คำว่า เศรษฐะ เศรษโฐแปลว่าเจริญ แต่มันเจริญจริงหรือเจริญปลอม ในเมื่อเขายกย่องทักษิณอยู่ มันซ้อน เห็นให้สัมภาษณ์กับคนอื่นอยู่ ซึ่งมันก็ทำไงได้เพราะมันเป็นสัจจะที่มันเป็นของจริงที่เป็นตัวอย่างให้เราได้เห็น ในเมืองไทยเป็นตัวอย่างอันสุดยอดเลย สุดยอดจริงๆ 

ยกตัวอย่างง่ายๆ นายกที่แท้จริง คนดีที่แท้จริง คนเจริญที่แท้จริงหรือเศรษฐาที่แท้จริงคือ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช่ไหม เป็นเศรษฐาที่แท้จริง แต่เศรษฐาตัวปลอมกำลังมาแสดงตน ฟังเข้าใจไหม 

มีตัวอย่างให้เห็นประชาชนก็ได้รู้ เศรษฐาเขาก็ซื่ออย่างจริงใจ แต่เขายังจมอยู่ในเงินอยู่ในอำนาจ ถูกครอบงำด้วยเงินและอำนาจทั้งนั้น และงานที่เขาจะทำจะเป็นเศรษฐกิจอะไร ก็เป็นเรื่องแบบโลกียะทั้งนั้น มันไม่ได้เข้าโลกุตระ ไม่เหมือนพลเอกประยุทธ์ 

เพราะฉะนั้นเราเอาประโยชน์ ผลงานและประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติที่ได้กินได้อาศัย นั่นเป็นหลัก ไม่ใช่เอาปริมาณมวลของจำนวนเงิน จำนวนอำนาจ ปริมาณ แต่เอาคุณภาพของสิ่งที่มนุษย์ต้องใช้อาศัยแท้จริง เป็นปัจจัยที่สำคัญ เป็นหลักตัดสิน 

สรุปแล้วผู้ที่ยังจะต้องมีวิบากเป็นตำรวจเป็นทหารนั้นน่ะ                   ซ้อน ยกตัวอย่าง

อาตมาไม่รู้ประวัติของพลเอกประยุทธ์ ว่าได้ไปรบราในสนามรบใดหรือไม่ …รบกับเวียดนาม ก็ต้องมีวิบาก 

เพราะฉะนั้น มันก็ยังเป็นเศษส่วนของตัวอย่างที่จะต้องมีวิบากซ้อนอยู่อย่างนี้ 

ยกตัวอย่างอีกอันหนึ่ง อย่าง พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ไม่ได้ไปรบไปราอะไรกับใคร ท่านไม่มีวิบากใดเลย อย่างนี้เป็นต้น หรือแม้แต่รัชกาลที่ 10 ก็ไม่ได้รบรา นี่ก็เป็นสิ่งที่ซ้อนอยู่ในความเป็นประเทศไทย ท่านเป็นทหารนะ ที่จริงก็เป็นจอมพล เป็นจอมทัพเหนือกว่าพลเอกทั้งหมด เดี๋ยวนี้ไม่มีตำแหน่งจอมพลแล้ว ท่านเป็นจอมทัพ เหนือกว่าพลเอกทุกเหล่า ทหาร 3- 4 เหล่า 

เพราะฉะนั้น ในความซ้อนของความจริงเหล่านี้ ที่อาตมาพยายามอธิบายให้ฟัง ขออภัยที่จะต้องพูดความจริงอีกทีหนึ่งว่าอาตมาผ่านสิ่งเหล่านี้มาตั้งแต่ชาติก่อนๆ ผ่านมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 นี้ อาตมาผ่านมาหมดแล้วทั้งนั้นแหละ 

มาชาตินี้นี่เป็น นิยตโพธิสัตว์ที่จะขึ้นไปเป็นมหาโพธิสัตว์และเป็นพระพุทธเจ้ามันรอบสุดท้ายแล้ว ที่จะมาเคยอธิบายว่าเป็นผู้ที่สอบจะขึ้นไปเป็นตำแหน่งพระพุทธเจ้าได้แล้ว 3 ตำแหน่งสุดท้าย           7 8 9 

จาก 5 6 ยังไม่ได้ อนิยตะ ยังไม่แน่นอน จะมาเป็นพระพุทธเจ้ายังไม่ได้ สอบเข้ามหาวิทยาลัยพระพุทธเจ้ายังไม่ได้ อนิยตะ ยังไม่เที่ยงอย่างนี้เป็นต้น 

เพราะฉะนั้น ในความซับซ้อนที่เมืองไทยแล้วก็มีความรู้ มีศาสตร์ มีพุทธศาสตร์ให้เราได้ศึกษาอย่างนี้ มันเป็นความรู้และเป็นศาสตร์ที่โลกในประเทศอื่นใดๆ เขายังไม่มี แม้จะมีประเทศที่เป็นเมืองพุทธ พลเมืองของเขาก็เป็นพุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่ ใน              ประเทศอื่นๆ เช่น ประเทศพม่า ประเทศเขมร ก็มีพุทธไม่ใช่น้อย ประเทศญวน ประเทศลาว ลาวก็มีน้อยแล้ว ไปเป็นคอมมิวนิสต์ก็หนัก แล้วแม้ประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่นเขาก็มีศาสนาพุทธ ประเทศลังกาก็ตาม ก็ไม่สู้ประเทศไทย อาตมากล้าพูดได้ด้วยว่า ประเทศเหล่านั้นยังไม่มีโลกุตระ มีโลกุตระอยู่ในประเทศไทยนี้ประเทศเดียวขณะนี้ ใกล้กลียุคนี้มีอยู่ประเทศเดียว 

และแม้จะมีอยู่ประเทศเดียวก็ยังมีจำนวนปริมาณ มากใช่ไหม โลกุตระในเมืองไทยนี้ยังมีจำนวนมากใช่ไหม ไม่ใช่ มีน้อย ก็มีอยู่แค่นี้เองกระจิบได้แค่นี้น้อย นี่ก็ยืนยันสัจจะว่า มันเป็นความเสื่อมใกล้กลียุค มันเป็นยุคที่มันยากแล้วในโลกุตระ 

แต่มันยังเหลือความจริงยืนยันพิสูจน์อยู่ในโลก อาตมาอธิบายไปนี่ ไม่รู้ว่าคุณช่อทิพย์ จะได้ปลดความสงสัยหรือยัง 

ผู้ที่รู้จริงแล้วก็ต้องเลิกมา ผู้ยังไม่พ้นก็มีส่วนวิบาก แม้แต่อาตมาก็ยังมีส่วนวิบาก ชาตินี้ไม่ใช่อาตมาไม่เคยฆ่าสัตว์ อาตมาฆ่าปู ฆ่าปลา ไปจับปู จับปลาที่แม่น้ำมูล แก่งสะพือนี่ แต่ก่อนอาตมาเด็กอำเภอพิบูล ลงตกปลากันมาก็ไม่ใช่น้อย ช้อนปลาแก้วมาทีละ โอ้โห! บางที ทีละร้อย ทีละพัน ทีละหมื่นตัว อะไรอย่างนี้เป็นต้น จับกุ้งมันมาทีละเป็นหมื่นๆ หรือไปคอยตกทีละตัว ไปคอยจับทีละตัวก็ว่าไป 

ซึ่งมันก็เป็นเศษวิบากของแต่ละคนๆ เมื่อรู้ตัวแล้วก็เลิก มันค่อยๆ เจริญในคน มันค่อยๆ พัฒนาไปเป็นอาริยะที่เจริญขึ้น เจริญขึ้น  เอ้าผ่านคุณช่อทิพย์ วิบากเหล่านี้มันก็เป็นสิ่งที่ลึกซึ้ง คัมภีรา ทุททัสสา ซับซ้อน 

ยุคนี้ก็ต้องมีคู่เทียบธรรมะกับอธรรม

_Boonyakorn Pattanasattaporn บุญญากร พัฒนสัทธาพร . ขัดจริยธรรมหรือเปล่า เอาคนที่ติดคุกเพราะโกงบ้านกินเมือง มาเป็นประธานที่ปรึกษานายก ที่สำคัญนายกเป็นนายกของประเทศไทยนะไม่ใช่นายกของพรรคเพื่อไทย จะทำอะไรต้องคำนึงถึงความเหมาะสมด้วย ที่สำคัญทักษิณผ่าตัดจริงมั้ย ป่วยหนักจริงมั้ย นอนโรงพยาบาลจริงมั้ย นี่คนไทยไม่มีใครรู้ รัฐบาลนี้ไม่โปร่งใสนะ แถมทำให้ประชาชนมองว่า ทักษิณมีอภิสิทธิ์เหนือคนไทยทุกคน มันดูไม่ยุติธรรมในสายตาคนไทย นายกควรจะจัดการเรื่องนี้มากกว่าจะเอาคนแบบนี้มาเป็นประธานที่ปรึกษา

พ่อครูว่า…นี่ก็เป็นตัวอย่างว่าเมืองไทยยังตกอยู่ในอิทธิพลความเลวร้ายอย่างนี้ ผู้ที่ทำหน้าที่ก็ไม่ได้สำนึกเลย ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องหรือผู้ที่เห็นว่ามันไม่น่าจะเป็นนี่นะ มันก็ได้แต่มันเขี้ยวอยู่เท่านั้น ทำไมคาราคาซังอย่างนั้นอยู่ได้ ป่วยหนักจริงไม๊ นอนรพ.จริงไม๊

นี่คนไทยทุกวันนี้ก็ไม่มีใครรู้ เหมือนอย่างธัมมชโย มันมีทางธรรม ก็คือธัมมชโย ทางโลกก็คือทักษิณ นี่ก็เป็นอจินไตยที่ชัดเจนตัวอย่างก็มีตัวจริง เหมือนอย่างในยุคพระพุทธเจ้าต้องมีเทวทัตอะไรอย่างนี้ มันของแน่ๆ ไม่งั้นมันไม่ยืนยันความจริงนะ หรือในยุคนี้ต้องมีโพธิรักษ์อะไรอย่างนี้ เขายังไม่รู้หรอก แต่พวกคุณรู้แล้ว ยังไงๆ พวกคุณก็รู้แล้ว แต่คนที่ยังไม่รู้ยังไงๆ เขาก็ยังไม่รู้ คนค่อยๆ รู้มาจะค่อยๆ  รู้ 

มันจะยืนยันอยู่ว่า พวกเราจะล้มเหลวไหม หรือเขาจะเปลี่ยนแปลงมาไหม เขาเปลี่ยนแปลงมา ก็เรื่องของเขา ถ้าเราแน่นอน เที่ยงแท้ ยั่งยืน นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ก็ยั่งยืนเที่ยงแท้แน่นอนตลอดกาล มันไม่มีเปลี่ยนแปลงอะไร มันของจริง นี่เป็นคำยืนยันของพระพุทธเจ้า เป็นพระบาลีที่อาตมามาใช้ตลอดเวลา 

ก็เห็นอยู่ว่ารัฐบาลนี้ยังไม่โปร่งใส ยังมีอะไรคลุมๆ เครือๆ ที่ไม่เปิดเผย ทำไมเป็นอย่างนี้กันได้ยังไง มันไม่น่าจะขัดข้อง มันไม่น่าจะคลุมเครืออึมครึมอะไรอยู่อย่างนี้ได้ไง 

พูดชัดเจนยิ่งกว่านายก คนนี้ มองได้ชัดเจนยิ่งกว่านายก เอ้าผ่าน..นี่ก็ดูไป เพราะพวกเราเป็นพวกดูไป เราไม่ใช่พวกดูไบ เราก็ไปอย่างนี้แหละ เขาก็อุตส่าห์ไม่เป็นคนดูไบแล้ว จะมาเป็นคนไทย แต่คนไทยก็ยังเป็นคนไถอยู่ ยังไม่เป็นคนไทย ตอนนี้ก็ไถๆ 

_สู่แดนธรรม… พ่อท่านเคยบอกว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ปรองดอง อะลุ่มอล่วยกันครับ 

พ่อครูว่า… นั่นก็เป็นด้วยส่วนหนึ่ง ไม่ถึงขั้นแรงขนาด ก็เอาเถอะก็ค่อยๆ ดูไป 

อาทิตย์ที่ 24 ก.ย. ภาคทบทวน

_ช่อทิพ หนูทอง . พระสูตรต่างๆ ที่พ่อครูและภิกษุทั่วไปนำมาสอน เช่น พระธรรมจักร คิรีมานนท์ พระพุทธเจ้าทรงตั้งชื่อเอง หรือพระอื่นตั้งชื่อเองคะ?

พ่อครูว่า…พระพุทธเจ้าตั้งก็มี พระอื่นตั้งก็มี มีทั้ง 2 อย่าง อาตมาไม่สามารถจะระบุไปได้ทั้งหมด ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรนี้พระพุทธเจ้าตั้ง คิริมานนทสูตร ดูเหมือนจะไม่ได้เรียกแต่มีพระที่ชื่อคิริมานนท์ พระสาวกก็มาเรียกว่าเป็นเรื่องของคิริมานนทสูตร อย่างนี้เป็นต้น ก็มีทั้งที่พระพุทธเจ้าตั้งและก็คนอื่นตั้งชื่อ ก็ไปเอาสำคัญอะไรนักหนา เอาน่าอย่าพยายามจะเจาะเข้าไปเจาะ จะต้องพระพุทธเจ้าอย่างเดียว เหมือนท่านคึกฤทธิ์หน่อยเลยนะ ท่านคึกฤทธิ์ได้แต่เอาพระพุทธเจ้า ถ้าไม่ใช่พุทธพจน์ไม่เอาเลย ก็เรื่องของท่าน (พ่อครูไอตัดออกด้วย) 

_จรรยา ประเสริฐ . กราบนมัสการ เข้าใจแล้วค่ะ ว่าเรารวมเอาของที่ชอบ แล้วมาทำลายรูป (เพราะพื้นฐานของดิฉัน ชอบกินแกง กะทิ ทุกอย่างที่เป็นกะทิ) ต่อไปจะเอาของที่ไม่ชอบมารวม ดูซิว่าจะยังอร่อยอยู่ไหม???? กราบสาธุค่ะ

พ่อครูว่า… ลองทำเลย เอาล่ะอันนี้ไม่ต้องอธิบายความมาก กำลังลองปฏิบัติ ลองไปทดลองจริง ของใครของมัน ไปอ่านหนังสือเจริญชีพด้วยการก้าว นั่นแหละอาตมาพูดเรื่องนี้ไว้เยอะหนังสือเรื่อง เจริญชีพด้วยการก้าว ในเล่มนี้อธิบายไว้เยอะหนังสือเก่าๆ ไม่ได้พิมพ์เพิ่มแต่มีเยอะ 

_ใบฟ้า ธรรมะธารา นาวาบุญนิยม  กราบนมัสการพ่อครู ด้วยสุดเศียรเกล้าฯ

สืบเนื่องจากหนังสือ “อภิธานศัพท์” ของ “ชาวอโศก” มีขนาดเล่ม และจำนวนหน้า ที่โตและหนามาก เนื่องจากเป็นการรวบรวมคำเทศน์ของพ่อครู อย่างละเอียด ทุกคำความและร้อยเรียงตามหมวดธรรม ตามกรอบของเวลาที่ได้กำหนดโดยคณะผู้จัดทำ  ซึ่งได้ทำสำเร็จ แล้วเป็นเล่มแรก ดังแจ้ง ดังนั้น เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ต่อการค้นหาศัพท์ต่างๆ ที่ปรากฏใน หนังสือเล่มนี้ ซึ่งจะเป็นศัพท์ที่พ่อครูเป็นผู้ขยาย ให้นิยาม โดยมีรากศัพท์มาจากพระไตรปิฎก ต.ย. เช่น คำว่า กาย บุญ ฌาน และสมาธิ เป็นต้น  ให้มีนัยยะความหมายที่ถูกต้องถูกตรง อย่างสัมมาทิฏฐิ อันเป็นส่วนสำคัญของการฟื้นฟู และกอบกู้พระพุทธศาสนา ที่มีคำสอนผิดเพี้ยนไปในปัจจุบัน การสกัดคัดกรองนิยามดังกล่าว จึงเป็นเรื่องที่สำคัญและควรทำอย่างยิ่ง 

จึงใคร่ขอกราบเรียนเสนอให้ได้มีการรวบรวมคำศัพท์ต่าง ๆ ให้อยู่ในรูปแบบของคำความที่กระชับ กระชับเนื้อหา ให้สั้น เข้าใจง่าย โดยมีนัยยะที่สำคัญและถูกต้องถูกตรงเป็นแกน ผู้ที่จะทำหน้าที่ดังกล่าวข้างต้นนี้ จึงต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ ความชำนาญ ความจริงในด้านนี้เป็นสำคัญ 

กราบขอโอกาสอีกครั้งค่ะ ที่จะขอกราบเรียนเสนอท่านสมณะซาบซึ้ง ศิริเตโช และท่านปัจฉาสมณะแสนดิน ได้กรุณาร่วมจัดทำ เป็นปิตุบูชาแก่พ่อครู เพื่อให้ชาวอโศก และผู้แสวงหา ได้มี “คู่มือศัพท์อโศก” ฉบับกะทัดรัด ดังเช่น หนังสือ “ธรรมพุทธสุดลึก” ที่สะดวกใช้ และเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง โดยมีหนังสือ “อภิธานศัพท์” ฉบับเต็ม เป็นฐานข้อมูลค่ะ กราบเรียนเสนอมา ให้พ่อครู ได้กรุณา พิจารณาตามสมควรค่ะ กราบขอบพระคุณด้วยสุดเศียรเกล้าฯ  

ใบฟ้า ธรรมะธารา นาวาบุญนิยม  อา. 24 ก.ย. 2566    05.48 น.

พ่อครูว่า…ก็ได้ยินกันถ้วนทั่วไป ผู้ใดจะเห็นด้วยเห็นดี มันเป็นประโยชน์มากเหมือนกันนะ ถ้าใครจะเอาด้วย ก็คิดอ่านกัน รวบรวมกันทำก็แล้วกันจะเป็นประโยชน์ ถ้าผู้ใดเห็นควรก็เอา ลงมือ มีคนพอรู้ร่วมมือกันได้อยู่หลายคน ก็เสนอแนะมาก็ได้แล้วนี่ 2 รูปนี้ก็ได้มาและคนอื่นก็ว่ากันไป 

ประชาธิปไตยโลกุตระที่มีอายะ 3 และ อธิปไตย 3

_บ้านเล็กเมืองน้อย

กราบนมัสการพ่อท่านด้วยความเคารพรักยิ่ง

ความก้าวร้าว  หยาบคาย  ละเมิดสิทธิผู้อื่น

ความโกหก  เสแสร้ง  หลงสีหิวแสง  ego สูง

ความไร้สำนึก  ใจดำ  ขาดความรับผิดชอบ

ความไร้คุณธรรม  แยกแยะผิดชอบชั่วดีไม่ได้  เหล่านี้เป็นอาการซ้ำซาก ของ โรคไซโคพาธ (Psychopath) ( พ่อครูว่า แปลง่ายๆ ว่าโรคจิตนั่นแหละ) ที่เกิดขึ้นทั่วโลก และกำลังลุกลามในสังคมไทยปัจจุบัน

_ความสามานย์ต่อเนื่องไม่หยุดของระบบทุนนิยม  ได้สุมวิกฤติทางเศรษฐกิจรอบแล้วรอบเล่า ปั่นการเมืองฉ้อฉล ให้ยิ่งยอกย้อน ป่วนรากฐานสังคมจนบอบช้ำ สะสมเกินขีดจำกัดของคนรุ่นก่อนๆ จะแบกรับไหว

…… ผลกระทบอันเลวร้าย จึงส่งต่อถึงลูกหลาน ทำให้เป็น “โรคไซโคพาธ” ในปัจจุบัน 

ความแตกแยกในครอบครัว  การถูกเลี้ยงดูแบบละเลย เพิกเฉย  การถูกทารุณกรรมในวัยเด็ก  การศึกษาที่ขาดจิตวิญญาณ  การที่ต้องเติบโตมาในสภาพสังคมที่โหดร้าย ฯลฯ…   ล้วนเป็นสาเหตุของโรค

เมื่อผลไม้พิษสุกงอม ในสภาพสังคมที่แร้นแค้น…สิ้นหวัง    ผู้คนจึงถูกใช้เป็นเครื่องมืออเนกประสงค์ ที่สะดวกซื้อราคาถูก 

เหมาะเจาะกับการเข้ามาเก็บเกี่ยวผลผลิต ที่ได้หว่านเมล็ดพันธุ์พิษเอาไว้ (จากการส่งออกประชาธิปไตย) …ด้วยกลยุทธ ปลุกปั่น-แบ่งแยก-ล้มล้าง-เปลี่ยนแปลง…ของชาติมหาอำนาจตะวันตก เจ้าลัทธิทุนนิยมสามานย์ ที่ยังคงล่าอาณานิคม กวาดต้อนบริวารอย่างแข็งขัน โดยปั่นการเลือกตั้ง เปลี่ยนตัวผู้นำ ให้หุ่นเชิดตะวันตกได้เข้าสู่อำนาจ… เพื่อ ครอบครองโลก โดยไม่ปกครอง (ครอบงำ บงการ)…

พ่อครูว่า…คำว่า ส่งออกประชาธิปไตย ประชาธิปไตยกลายเป็นสินค้าส่งออกของประเทศ ที่มั่นใจว่าตัวเองเป็นประชาธิปไตย เช่นประเทศไทย ส่งออกแล้วก็มีผู้นำเข้า เพราะไปศึกษาประชาธิปไตยจากอเมริกามา เป็นต้น จากตะวันตก สรุปง่ายๆ จากเทวนิยม 

อาตมาขอยืนยันว่าประชาธิปไตยเทวนิยม เป็นประชาธิปไตยไม่บริบูรณ์เป็นประชาธิปไตยขาเป๋ เป็นประชาธิปไตยขาหัก จากเทวนิยมนี่แหละ แม้แต่เป็นประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขด้วยก็ตาม ก็ยังไม่สมบูรณ์แบบเพราะเขายังไม่มีโลกุตรธรรม  (พ่อครูไอตัดออก)

คำว่าโลกุตรธรรมนี้ลึกซึ้งที่สุด ที่อาตมามีชีวิตทำงานมา 53 ปีย่าง ขยายความคำว่า โลกุตรธรรม ยังไม่ได้มากพอ มันยากจริงๆ มันเป็น อจินไตยจริงๆ คาดคิดคะเนไม่ได้ง่ายๆ มันสวนกระแสหรือมันทวนกระแสกับโลกุตรธรรม มันคนละเรื่อง 

ไม่ว่าจะเป็น ถ้าเศรษฐศาสตร์หมายเอาเรื่องคำว่า ทรัพย์สิน รัฐศาสตร์ก็หมายถึงเรื่องอำนาจ เพราะฉะนั้นในโลกียะ รัฐศาสตร์เขาก็จะต้องเป็นเจ้าอำนาจ เศรษฐศาสตร์เขาก็จะต้องเป็นเจ้าทรัพย์สินใช่ไหม ง่ายๆ แล้วก็เป็นจริงอย่างนั้น 

แต่โลกุตระนั้น ไม่เป็นเจ้าอำนาจและไม่เป็นเจ้าทรัพย์สิน ไม่ติดยึดในอำนาจ ไม่ติดยึดในทรัพย์สิน แต่รู้ว่าเป็นสิ่งอาศัย แล้วอาศัยอย่างที่มันเกิดมีที่เป็นประชาธิปไตยจริง เช่น อำนาจ ก็ประชาชนเขาเป็นผู้ให้ เราไม่รับ หรือเราเองเราจะไม่ได้ยึดถือ ไม่ใช่จะบอกว่าไม่รับแต่เขาให้เอง นี่คือประชาธิปไตย 

ทรัพย์สินก็ตาม เราไม่เอา เราไม่สะสม แต่มีได้ ให้ได้ เขาให้ ให้ ให้ แต่เราไม่ต้องแบกต้องหาม อำนาจก็ตาม ทรัพย์สินก็ตาม เราไม่ต้องไปสะสม เราไม่ต้องไปแบกหาม แต่เรามีเราได้เองโดยสัจธรรม เป็นสัจธรรมโลกุตระที่มันมี มันมีอยู่ที่ในประชาชนจึงเรียกว่าประชาธิปไตย ประชาชนเต็มใจจะให้อำนาจ ประชาชนเต็มใจจะให้ทรัพย์สิน เพราะเขาเชื่อว่า ผู้นี้เป็นผู้ที่ใช้ทรัพย์สินเป็น เป็นผู้ใช้อำนาจเป็น ใช้แล้วเป็นประโยชน์แก่ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นอำนาจหรือว่าเป็นทรัพย์สินใช้แล้วเป็นประโยชน์แก่ประชาชน ไม่ได้เป็นประโยชน์มาเพื่อเข้าหาตัว นี่คือประชาธิปไตย ไม่มีตัวตน 

 ไม่มีตัวตนไม่เพื่อตัวเอง ไม่เพื่อพรรคพวก ไม่เพื่อหมู่กลุ่ม อย่างทักษิณนี่เพื่อตัวเองสุดยอด เพื่อลูกหลานสุดยอด เพื่อตระกูลสุดยอด เพื่อพรรคพวกสุดยอด ขออภัยที่ต้องยกตัวอย่าง เพราะมันเป็นจริง เขาเป็นอย่างนั้น เป็นตัวอย่างที่เป็นตัวอย่างให้เห็น ชัดๆ อยู่แล้ว มันจึงไม่ใช่ประชาธิปไตยเลย แต่เขาขี้ตู่ว่าเป็นประชาธิปไตยจริงๆ 

ขออภัยที่ต้องบอกว่า ประชาธิปไตยต้องมาดูแบบอย่างของชาวอโศก เป็นประชาธิปไตยที่มีประชาชนเป็นผู้ให้ ให้ทั้งอำนาจเท่าที่มีก็แค่นี้แหละ แต่ก็เป็นของบริสุทธิ์ ให้ทั้งทรัพย์สินก็แค่นี้แหละ แต่ก็เป็นของบริสุทธิ์ พอกิน พอใช้ พอเป็นไป ไม่ไปตะกละตะกลามไม่ได้อยากได้ แต่คุณให้เองนะ เขาจะให้เราเอง เราไม่ต้องไปเรียกร้อง เราไม่ต้องไปใช้เล่ห์เหลี่ยม ไม่ต้องไปใช้วิธีการเพื่อกอบโกยมา  ไม่ต้อง เป็นความบริสุทธิ์ที่เขาเห็นว่า 

เพราะฉะนั้น อำนาจกับทรัพย์สิน 2 อย่างนี่แหละ ในสังคมมนุษยชาติ จะเรียกว่า ประชาธิปไตย ก็อยู่ใน 2 อย่างนี้แหละเป็นเครื่องชี้บ่ง โดยที่เราไม่เอา เราไม่สะสม แต่เรามีโดยประชาชนเป็นเจ้าของ ประชาชนก็พร้อมที่จะให้ ต้องการเอามาทำประโยชน์เมื่อใด ทั้งอำนาจและทรัพย์สิน เขาให้มาเมื่อนั้น แล้วเราก็ใช้เมื่อนั้น ถ้าไม่ใช้ เราก็ให้ประชาชนเอาไปใช้อำนาจเท่าที่จะใช้เฉพาะตน ทรัพย์สินเฉพาะตน ก็จะใช้อาศัยไป ต้องการรวมมาเป็นหนึ่งเมื่อไหร่มา 

นี่เป็นนัยยะสำคัญที่อาตมาขยายความ ความเป็นประชาธิปไตยในวันนี้ ลึกซึ้งได้พอสมควร เพราะฉะนั้น ผู้ที่ศึกษาทางรัฐศาสตร์มาศึกษาประชาธิปไตยอะไรมา ก็ศึกษามาจากเทวนิยมจากตะวันตก จากแดนที่ยังไม่มีโลกุตรธรรม มันก็เป็นประชาธิปไตยแบบเขา 

แต่ประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้าก็อีกแบบหนึ่ง ซึ่งอาตมาก็ได้อธิบายผ่านมาแล้วว่า ในยุคของพระพุทธเจ้ายังไม่มีคำว่าประชาธิปไตย แต่มีอธิปไตยที่เกิดจากโลกาธิปไตย อัตตาธิปไตย ธรรมาธิปไตยและผนวกกับประโยชน์ เรียกว่าอายะ 3 ที่เป็น พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) 

พหุชนะ คือมวลประชาชน พหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ โลกานุกัมปายะ ขยับจากมวลประชาชนมาเป็นโลกโลกานุกัมปายะ อายะ 3 คือประโยชน์ คุณค่าที่เอาไปใช้อาศัยในชีวิต เป็นประโยชน์อย่างมาก เป็นสุข พหุชนสุขายะ สำคัญที่สุดคือรับใช้โลก โลกานุกัมปายะ อาตมาแปลว่ารับใช้โลก อนุเคราะห์โลก เกื้อกูลโลก ช่วยเหลือโลกอยู่ 

มีปรากฏการณ์ มีพฤติการณ์ มีความเป็นจริงในคำกล่าวภาษาเหล่านี้ไหมล่ะ มีสภาวะจริงไหมล่ะ แม้ในกลุ่มมวลชนหรือมวลประชาชนกลุ่มน้อย ไม่ต้องเรียก พหุชนะเรียกว่าอนุชนะก็ตาม เป็น กลุ่มน้อยอย่างในชาวอโศก มีไหมล่ะความจริงพวกนี้ อายะ 3 มีไหมอธิปไตย 3 มีไหม  อธิปไตย 3 โลกาธิปไตย อัตตาธิปไตย และ  ธรรมาธิปไตย  

โลกาธิปไตย คือ รู้โลก อัตตาธิปไตยคือรู้อัตตา และเราก็มีธรรมะในอธิปไตยเหล่านี้ ไม่ใช้อำนาจในโลก ไม่ใช้อำนาจในอัตตา แต่ชาวประชาชนเขาจะให้อำนาจ ชาวโลกก็จะให้อำนาจ 

อัตตาตัวตน ก็ต้องใช้อำนาจ อย่างเหมาะสม ตามที่ควร ซึ่งมันซับซ้อนกันว่า การใช้อัตตาที่เป็นผู้ใช้อำนาจนี้ อำนาจเป็นภาษา เป็นแรง เป็นพลัง เพราะฉะนั้นอำนาจที่ อัตตาหรือตัวคนจะใช้ เป็นอำนาจทางปัญญา เป็นอำนาจทางความเฉลียวฉลาด ฉฬายตนะ แสดงพลังหรืออำนาจ ออกไปทางปัญญา ออกไปทางอายตนะความรอบรู้  ให้คนได้รับความรู้ ให้คนได้รับปัญญา ให้คนได้รับรู้อายตนะ ให้คนได้รับรู้ตัวความเป็นอายตนะ ความปรุงแต่งของสภาพ 2 ที่ปรุงแต่งกันขึ้นมา แล้วได้ใช้ได้อาศัย สังขารขึ้นมา ปรุงแต่งขึ้นมาเป็นรูปเป็นนาม ให้คนได้ใช้อาศัย นั่นเป็นเรื่องสภาวธรรมทั้งสิ้นเลย 

เพราะฉะนั้นผู้ที่มีปัญญา มีความรู้และมีการกระทำได้ ดังที่อาตมาใช้ภาษากล่าวสิ่งต่างๆ พวกนี้ไป ผู้มีจริงรู้จริงทำจริงมันก็เกิดผลจริงในสังคมมนุษยชาติ อย่างอาตมาทำ อาตมาพาพวกเราทำ สิ่งเหล่านี้เราไม่ต้องไปเที่ยวขี้ตู่เอาจากใคร ว่าเราจะได้ ไปได้ แล้วต้องมาตอบแทนบุญคุณเรา ไม่ต้อง 

คนที่มีภูมิปัญญารู้จักความจริง รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริงในความจริงที่มันจริงๆ อย่างที่อาตมากล่าวผ่านมา สรุปง่ายๆ คนที่เขารู้ความจริงเขาจะรู้เอง และมันยาก แต่เขารู้ได้ รู้ความจริงได้ ไม่มากก็ไม่เป็นไร ขอให้เป็นความจริง น้อยก็เอา น้อยนิดนึงไม่ต้องมาก ไม่ใช่ไม่ต้องมากหรอก มากก็ดีแต่มันได้เท่านี้ก็ไม่รู้จะทำยังไง ก็ทำแค่นี้ อย่างนี้เป็นต้น 

เพราะฉะนั้นในสัจจะต่างๆ ของคุณที่เขียนมานี้ แล้วสุดท้ายเขียนมานี่ก็ ไม่ได้ลงชื่อ…ของบ้านเล็กเมืองน้อย สำนวนเขา ก็ค่อยๆมาขยายความต่อ ก็ดูมีอะไรดีๆ หลายอย่างที่จะได้เอามาขยายนี่อ่านของเขาไปหน้าเดียว เอาแค่นี้ก่อนก็แล้วกันสำหรับวันนี้ อาตมาถนอมสุขภาพนิดหน่อย ไม่อยากจะดันสุรังต่อไป ดันสุรังต่อไปก็พอได้อยู่แต่ว่า พอแค่นี้ก่อนก็แล้วกันจบแค่นี้.. เจริญธรรม